รีเซต

ผลการค้นหา “车辆登记证书高仿版本【咨询网:ban58.com】” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
เตือนภัย! มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอมหลอกขายสิทธิ์เข้าเล่นเกม GTA 6 ล่วงหน้า
อ่าน

เตือนภัย! มิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์ปลอมหลอกขายสิทธิ์เข้าเล่นเกม GTA 6 ล่วงหน้า

กลายเป็นประเด็น! เมื่อทางเว็บไซต์ malwarebytes.com ได้ออกโรงเตือนเหล่าเกมเมอร์ให้ระวังตัวให้ดี เพราะในตอนนี้ได้มีมิจฉาชีพสร้างเว็บไซต์หลอกลวงขายสิทธิ์พิเศษได้เข้าเล่นเกม Grand Theft Auto VI (GTA 6) แบบ VIP Early Access ก่อนวันวางจำหน่าย เพียงจ่ายเงินไม่กี่ร้อยดอลลาร์ผ่านสกุลเงินคริปโตเคอร์เรนซี โดยให้กรอกยืนยันการชำระเงิน จากนั้นก็ได้เล่นเกมก่อนใคร หากเห็นเว็บไซต์แนว ๆ นี้ บอกเลยว่าอย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาด!เว็บไซต์เหล่านี้จะถูกออกแบบมาให้ดูหรูหรา มีสไตล์และให้รู้สึกถึงความเอ็กซ์คลูซีฟ เช่นการออกแบบภาพสไตล์ Vice City ที่แปะโลโก้ GTA 6 และภาพตัวละครที่เจนด้วย AI พร้อมโฆษณาชวนเชื่ออย่าง "VIP Digital Access" หรือ "Exclusive Early Access Preview" แถมเรียกเก็บเงินสูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8,XXX บาท) เพื่อเข้ารับสิทธิ์ และที่สำคัญรับชำระเฉพาะ Bitcoin, USDT หรือ Ethereum เท่านั้นด้วย และหลังจากที่เหยื่อโอนชำระไปเรียบร้อยก็จะได้รับหมายเลขธุรกรรม (Transaction ID) ไปกรอกเพื่อดาวน์โหลดเกม ซึ่งความจริง มันไม่มีเกมจริง ๆ ให้ดาาวน์โหลดเลย เนื่องจาก Grand Theft Auto นั้นเป็นซีรีส์เกมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นการหลอกลวงประเภทนี้จึงเริ่มปรากฏอยู่บนสื่ออินเทอร์เน็ต ด้วยการโฆษณาที่เว็บเหล่านี้มักใช้ก็คือ "ก่อนใคร" "สิทธิ์พิเศษ" หรือ "ปลดล็อกได้ในหนึ่งนาที" ซึ่งคำเหล่านี้มักจะกระตุ้นต่อมความอยากและทำให้เหล่าแฟน ๆ ไม่ทันยั้งคิดและหลงเชื่อ ดังนั้นหากเจอเว็บไซต์แนว ๆ เพื่อน ๆ อย่าได้หลงเชื่อเด็ดขาดนะครับอ้างอิงข้อมูลจากhttps://www.malwarebytes.com

ออโต้แบคส์
สิทธิพิเศษ

ออโต้แบคส์

ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการให้คนรักรถ พบกับสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพสูง AUTOBACS จึงพร้อมให้บริการด้วยทีมงานมืออาชีพ ที่มีประสบการณ์ และผ่านการฝึกฝนทักษะภายใต้มาตรฐาน​เดียวกันกับที่ประเทศญี่ปุ่น และเพื่อรองรับทุกความต้องการของคนรักรถ AUTOBACS ได้นำเข้าสินค้าเกี่ยวกับรถยนต์ที่หลากหลายและครอบคลุมทุกประโยชน์ของการใช้สอย มากกว่า 2,000 รายการ พร้อมรับประกันคุณภาพทุกชิ้น ภายใต้วิสัยทัศน์กว้างไกล การสร้างสรรค์เทคโนโลยีใหม่ๆ การพัฒนาคุณภาพสินค้า รวมทั้งการบริการอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นคนที่รักรถทุกท่านจึงมั่นใจได้ในสินค้าและบริการ รวมทั้งราคาที่คุณวางใจได้ เพราะสินค้าและบริการของ AUTOBACS เพื่อความพึงพอใจสูงสุดของคุณ

“ศุภมาส” จี้แก้ปม EV : ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง สั่ง สคบ.ทำ e-Book ฉลากเช็กก่อนซื้อ
อ่าน

“ศุภมาส” จี้แก้ปม EV : ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง สั่ง สคบ.ทำ e-Book ฉลากเช็กก่อนซื้อ

วันนี้ (11 พฤษภาคม 2569) เวลา 11.00 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นประธานการประชุมมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้า ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค รศ.ภญ.ดร.ยุพดี ศิริสินสุข รองเลขาธิการสำนักงานสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน พร้อมด้วยผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าในฐานะภาคเอกชน เข้าร่วมหารือ เพื่อรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนมากนางสาวศุภมาส กล่าวว่า ดิฉันตั้งใจรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้รณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกรองรับสถานการณ์วิกฤติพลังงาน แต่กลับต้องเผชิญปัญหา 3 เรื่องใหญ่ คือ รถชำรุดบกพร่อง การถูกลอยแพหลังบริษัทปิดตัว หรือศูนย์บริการปิดทำให้ไม่มีที่ซ่อมแซม และปัญหาด้านราคาที่ปรับตัวลดลงหลังซื้ออย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภคได้รับความเดือดร้อนและเป็นข้อกังวลทั้งในมิติของความปลอดภัย คุณภาพ มาตรฐานชิ้นส่วน กระบวนการประกอบรถ การบริการหลังการขาย เหล่านี้เป็นประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณาเพื่อหาแนวทางและมาตรการคุ้มครองและเยียวยาผู้บริโภคให้เกิดความชัดเจน และเป็นธรรม“ดิฉันได้รับรายงานจาก สคบ. ว่าในช่วงปี 2567-2569 มีผู้บริโภคร้องทุกข์เรื่องรถยนต์ไฟฟ้ากับทาง สคบ. เข้ามามากถึง 556 ราย รวมถึงร้องเรียนไปยังสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชนเพิ่มอีก 792 ราย รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,348 ราย ซึ่ง สคบ. มีการแก้ไขจนยุติข้อพิพาทแล้ว 402 ราย คิดเป็นร้อยละ 72.3 ปัญหาที่พบมากที่สุด 5 ลำดับ ได้แก่ ความชำรุดบกพร่อง 47.3% ไม่คืนเงินจอง 18.2% ซื้อแล้วปรับราคาลง 14.7% ไม่ส่งมอบของแถม 13.1% และอุบัติเหตุหรือซ่อมล่าช้า 2.9% ซึ่งปัญหาเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับผู้บริโภค ทุกเสียงของผู้บริโภค คือสิ่งที่ดิฉันรับฟังและไม่อาจนิ่งเฉยได้ รถหนึ่งคันคือทรัพย์สินสำคัญของครอบครัว ผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม ไม่ใช่ภาระที่ต้องแบกรับ” นางสาวศุภมาส กล่าวทั้งนี้ สคบ. ได้พิจารณารูปแบบปัญหาที่ผู้บริโภคเผชิญ เป็น 3 ประเด็น โดยพบปัญหาหลังการขายมากที่สุด 288 ราย คิดเป็น 52% รองลงมาคือปัญหาการซื้อขาย 183 ราย คิดเป็น 33% และปัญหาการส่งมอบ 85 ราย คิดเป็น 15% โดยประชาชนมีความกังวลว่าศูนย์บริการจะปิดตัวถึง 329 ราย คิดเป็น 41.5% พบอุปกรณ์ชำรุดเสียหาย 164 ราย คิดเป็น 20.7% ไม่มีอะไหล่ต้องรอนาน 94 ราย คิดเป็น 11.9% และคืนรถไม่ได้เมื่อบริษัทปิดตัวอีก 52 ราย คิดเป็น 6.6% เพื่อปกป้องสิทธิผู้บริโภค คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีมติดำเนินคดีแพ่งกับผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อเรียกค่าเสียหายคืนให้ผู้บริโภค มูลค่าความเสียหายกว่า 103.1 ล้านบาทรถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำฉลากสินค้าโดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน แสดงฉลากให้เห็นและอ่านได้ชัดเจน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับที่ประชุมมีมติมอบหมายให้ สคบ. จัดทำ e-Book “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” โดยขอความร่วมมือผู้ผลิตและ ผู้นำเข้าส่งฉลากรถยนต์ไฟฟ้าทุกรุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยให้กับ สคบ.เพื่อรวบรวมจัดทำเป็น e-book นำเสนอข้อมูลฉลากของรถยนต์ไฟฟ้าทุกยี่ห้อ พร้อมอธิบายสาระสำคัญของฉลาก สิทธิผู้บริโภค แนวทางตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้สะดวก รวดเร็ว ใช้เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ โดยจะเผยแพร่ผ่านทุกช่องทางการประชาสัมพันธ์ของ สคบ. ทั้งบนเว็บไซต์ application และเพจในแพลตฟอร์มต่างๆ รวมถึงเฝ้าระวังการโฆษณา และกำกับดูแลให้ผู้ประกอบธุรกิจจัดทำสัญญาจอง ตามแบบสัญญามาตรฐานด้วย อีกทั้งยังได้รับฟังข้อเสนอจากสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม ประกอบด้วย การกำหนดให้ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายโฆษณาข้อมูลคุณภาพ คุณลักษณะทางเทคนิค สมรรถนะ เงื่อนไขการรับประกัน และข้อจำกัดการใช้งานชิ้นส่วนสำคัญอย่างละเอียด การกำหนดกรอบเวลาซ่อมมาตรฐานในสัญญา การกระจายศูนย์บริการให้ครอบคลุมทุก 150-200 กิโลเมตร การสำรองอะไหล่ให้เพียงพอ การพัฒนาระบบเรียกคืนรถ (Recall) เพื่อแก้ไขความบกพร่องที่กระทบความปลอดภัย การผลักดันมาตรการสิทธิในการซ่อม (Right to Repair) ให้เจ้าของรถซ่อมบำรุงได้แม้หมดระยะประกัน และการจัดตั้งศูนย์ประสานงานรับเรื่องร้องเรียนเฉพาะทางด้านยานยนต์ไฟฟ้า ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สคบ. กับกรมการขนส่งทางบก ซึ่งในส่วนนี้ จะมีการแต่งตั้งคณะทำงานของทุกฝ่ายร่วมกัน เพื่อมาร่วมลงรายละเอียดในประเด็นแนวทางการยกระดับมาตรการคุ้มครองผู้บริโภครถยนต์ไฟฟ้ากันต่อไป“ดิฉันขอขอบคุณสภาองค์กรของผู้บริโภคที่นำเสียงของพี่น้องประชาชนมาสะท้อน และขอฝากถึงผู้ประกอบการทุกรายว่า พี่น้องประชาชนที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากท่าน คือผู้ที่ฝากความหวังและฝากเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงไว้กับท่าน ขอให้ดูแลเขาเหมือนคนในครอบครัว เร่งรัดแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็วและเป็นธรรม สำรองอะไหล่ให้เพียงพอ ดูแลศูนย์บริการให้ครอบคลุม กำหนดกรอบเวลาซ่อมที่ชัดเจน อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคถูกลอยแพ ดิฉันยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ปล่อยให้ผู้บริโภคต้องสู้ลำพัง สำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ตรวจสอบฉลากสินค้า เงื่อนไขการรับประกัน กรอบเวลาซ่อมมาตรฐาน ข้อมูลศูนย์บริการ ความพร้อมของอะไหล่ อ่านสัญญาจองให้ครบถ้วน เก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่านสามารถร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที ดิฉันพร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกท่าน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้ายทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

“ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูม EV สั่งติดฉลากระยะวิ่ง ฝ่าฝืนคุก-ปรับ
อ่าน

“ศุภมาส” ลุยตรวจโชว์รูม EV สั่งติดฉลากระยะวิ่ง ฝ่าฝืนคุก-ปรับ

#ทันหุ้น - วันนี้ (12 พฤษภาคม 2569) เวลา 13.30 น. นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำคณะร่วมลงพื้นที่ตรวจสอบการแสดงฉลากรถยนต์ไฟฟ้า ที่โชว์รูม BYD Hi-Class สาขาลาดพร้าว ต่อด้วยโชว์รูม OMODA JAECOO สาขาลาดพร้าว โดยมี นายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และผู้แทนสภาองค์กรของผู้บริโภค ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน ร่วมลงพื้นที่ เพื่อกำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยฉลากสินค้าอย่างเคร่งครัด สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้านางสาวศุภมาส กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้เป็นการเดินหน้าต่อเนื่องทันทีภายหลังจากการประชุมเมื่อวานนี้ (11 พฤษภาคม 2569) ที่ตนได้เชิญผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าและสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าหารือร่วมกัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา 3 หลักที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค คือ “ชำรุด-ลอยแพ-ราคาดิ่ง” จากสถิติการร้องทุกข์รวมกว่า 1,348 ราย ตนจึงลงพื้นที่ตรวจสอบ “ฉลากรถยนต์ไฟฟ้า” ด้วยตนเองทันที เพราะ “ฉลาก” คือเครื่องมือแรกและสำคัญที่สุดที่ผู้บริโภคใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไทย เพื่อให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างมีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค“ดิฉันได้กำชับให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 3 ประการสำคัญ ประการแรก รถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าควบคุมฉลาก ผู้ประกอบการต้องแสดงข้อความฉลากให้เห็นและอ่านชัดเจนที่ตัวรถ ครบทุกรายการ ทั้งชื่อสินค้า รุ่น เครื่องหมายการค้า ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า รายละเอียดทางเทคนิค ข้อมูลแบตเตอรี่ สมรรถนะ ระยะทางการใช้งาน วิธีใช้ ข้อแนะนำ คำเตือนด้านความปลอดภัย รวมถึงราคาและเงื่อนไขการรับประกัน ประการที่สอง เรื่องการโฆษณา โดยเฉพาะ ‘ระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ 1 ครั้ง’ ที่เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจซื้อ ผู้ขายต้องระบุให้ชัดว่าอ้างอิงมาตรฐานใดในการทดสอบ ทั้ง EPA WLTP NEDC หรือ CLTC พร้อมเงื่อนไขการทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นความเร็วเฉลี่ย อุณหภูมิ สภาพเส้นทาง รูปแบบการขับขี่ รวมถึงการโฆษณาของแถม สิทธิประโยชน์ การรับประกันแบตเตอรี่ ต้องระบุหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข วันเริ่มต้นและสิ้นสุดให้ชัดเจน และ ประการที่สาม ธุรกิจขายรถยนต์ใหม่เป็นธุรกิจควบคุมสัญญา ผู้ประกอบการต้องใช้แบบสัญญาจองรถยนต์ตามมาตรฐานที่ สคบ. กำหนด ระบุประเภท ชนิด ยี่ห้อ รุ่น ปีการผลิต ราคา วันส่งมอบ และสิทธิในการบอกเลิกสัญญาให้ครบถ้วน ซึ่งจากการลงพื้นที่วันนี้ เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบการให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามกฎหมายเป็นอย่างดี” นางสาวศุภมาส กล่าวทั้งนี้ รถยนต์ไฟฟ้าถือเป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” ตามประกาศคณะกรรมการว่าด้วยฉลาก เรื่อง ให้รถยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ควบคุมฉลาก ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 และบังคับใช้ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องแสดง “ฉลาก” ที่มีข้อความถูกต้อง ครบถ้วน เห็นและอ่านได้ชัดเจนที่ตัวรถ หากผู้ประกอบธุรกิจฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522“ดิฉันขอฝากถึงผู้ประกอบการรถยนต์ไฟฟ้าทุกรายว่า ฉลากสินค้าไม่ใช่เพียงป้ายติดรถ แต่คือคำสัญญาที่ท่านให้ไว้กับผู้บริโภค ขอให้แสดงข้อมูลในฉลากครบถ้วน เที่ยงตรง ไม่เกินจริง โดยเฉพาะระยะทางวิ่งต่อการชาร์จ ขอให้ระบุมาตรฐานการทดสอบให้ชัดเจน อย่าให้ผู้บริโภคต้องผิดหวังเมื่อนำไปใช้งานจริง สำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ขอให้ใช้ฉลากเป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อมูลก่อนซื้อทุกครั้ง อ่านฉลากให้ครบทุกรายการ สอบถามมาตรฐานการทดสอบระยะทางวิ่ง อ่านสัญญาจองให้ละเอียด พร้อมเก็บใบเสร็จ ใบจอง โบรชัวร์ และเอกสารโฆษณาทุกชิ้นไว้เป็นหลักฐาน หากพบว่าฉลากไม่ครบ ข้อมูลไม่ตรงตามจริง หรือถูกเอารัดเอาเปรียบ ร้องเรียนมาที่ สคบ. ได้ทันที ดิฉันพร้อมรับฟังและยืนเคียงข้างผู้บริโภคทุกท่าน” นางสาวศุภมาส กล่าวทิ้งท้ายทั้งนี้ ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายจากการซื้อขายรถยนต์ไฟฟ้าหรือสินค้าและบริการอื่น สามารถร้องเรียนได้ที่ สายด่วน สคบ. 1166 ระบบร้องทุกข์ผู้บริโภค OCPB Complaint แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับในส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นสามารถร้องเรียนได้ที่ศูนย์ดำรงธรรม ณ ศาลากลางจังหวัดทุกจังหวัด

"เบียร์ ใบหยก" จัดหนัก ชวนประมูลทะเบียนรถเลขมงคล เลขสวยช่วยสังคมด้วย
อ่าน

"เบียร์ ใบหยก" จัดหนัก ชวนประมูลทะเบียนรถเลขมงคล เลขสวยช่วยสังคมด้วย

สปอตไลท์ทุกดวง พุ่งตรงมาที่ "เบียร์ ใบหยก" (ปิยะเลิศ ใบหยก) แบบฉ่ำ ๆ ล่าสุด ลงทุนถอยซูเปอร์คาร์ป้ายแดงมาครอบครองสมใจ แต่ระดับตัวท็อปวงการรถหรูทั้งที ก็เดินหน้าเปย์ความสุข เสริมมงคลความสนุกไม่ยั้ง เจ้าตัวหอบเงินสดฟ่อนใหญ่ บุก กรมการขนส่งทางบก เตรียมจับจองเลขมงคล มหัศจรรย์ 4ขข ทะเบียนดี มหานคร "เบียร์ ใบหยก" จัดหนัก ชวนประมูลทะเบียนรถเลขมงคล เลขสวยช่วยสังคมด้วย ที่จะเปิดประมูล ในวันที่ 4-5 เมษายนนี้ ที่อิมแพคเมืองทองธานี ห้องแอมเบอร์ 1 Hall 7 ว่าแต่...เดี่ยวนี้ สะดวก ง่าย แค่ปลายนิ้ว เพราะสามารถประมูลผ่านทางโทรศัพท์ และทางเว็บไซต์ www.tabienrod.com เพียงลงทะเบียนออนไลน์ และวางหลักประกันผ่านอินเตอร์เน็ตได้เลย ไม่ต้องหอบเงินสดให้เสี่ยง ที่สำคัญ รายได้ทั้งหมดจากการประมูล นำไปร่วมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนทั่วไทย หรือดูรายละเอียดได้ที่ Page: กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนTiktok Link : https://vt.tiktok.com/ZSHdJvQct/

ศุลกากรลุ้นเป้า1.2แสนล้านเร่งเสริมสร้างการค้าสู้ค่าบาท
อ่าน

ศุลกากรลุ้นเป้า1.2แสนล้านเร่งเสริมสร้างการค้าสู้ค่าบาท

#ศุลกากร #ทันหุ้น - อธิบดีศุลกากรรับสุดท้าทายเก็บรายได้ปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท เผชิญปัจจัยลบบาทแข็งค่าและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป งัดกลยุทธ์ "Trade Enablement" เสริมสร้างการค้าให้มากขึ้น ยกระดับจากแค่อำนวยความสะดวก พร้อมพิจารณาฐานภาษีใหม่เพื่อประคองตัวให้ใกล้เคียงเป้าหมายนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยถึงสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการบรรลุเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ตั้งไว้ 1.22 แสนล้านบาท โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ พบว่า ตัวเลขการจัดเก็บยังคงติดลบอยู่ประมาณ 7% หรือคิดเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 2.9 พันล้านบาทปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บรายได้ ประกอบด้วยประเด็นหลัก คือ 1.ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจ เป็นความท้าทายประการแรก คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท เดิมมีการประมาณการรายได้บนสมมติฐานค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้รายได้หายไปทันที 3 บาทต่อทุกดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย ที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 3.5% ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้2.การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์และข้อตกลง FTA แหล่งรายได้หลักเดิมอย่าง ภาษีรถยนต์ กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยปัจจุบันกรมศุลกากรแทบจะเก็บภาษีจากรถยนต์ไม่ได้เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ ที่ทำให้อัตราภาษีกลายเป็นศูนย์ แม้ว่ารายได้จาก E-commerce จะเข้ามาช่วยเสริมประมาณเดือนละ 400 - 450 ล้านบาท หรือราว 4 พันกว่าล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้จากภาษีรถยนต์ที่หายไปมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทได้3. ข้อจำกัดของฐานภาษีเดิม ซึ่งกรมมองว่า หากไม่มีการเพิ่มฐานภาษีหรือหาภาษีตัวใหม่ๆ เข้ามา การจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นตามเป้านั้นทำได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันกรม เก็บภาษีสินค้าอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น และในบริบทของประเทศที่พัฒนาแล้ว รายได้จากภาษีศุลกากรจะไม่ใช่รายได้หลักอีกต่อไป โดยหน้าที่หลักจะเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนการค้าและเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทน@สู่ "Trade Enablement"สำหรับแนวทางการปรับตัวและทางออกของกรมศุลกากร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าวนั้น ได้วางนโยบายจากการ”อำนวยความสะดวก" สู่ "Trade Enablement" หรือการเสริมสร้างการค้ามากขึ้น โดยกรม มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการค้าที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น เช่น การออกระเบียบให้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multi-modal) ทำได้สะดวกขึ้น เช่น การเปลี่ยนถ่ายสินค้าจากรถไฟเป็นรถยนต์เพื่อไปยังด่านศุลกากรที่ทางรถไฟยังไปไม่ถึงการปฏิรูประเบียบและลดขั้นตอน โดยมีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในพิธีการศุลกากรสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ รวมถึงการพิจารณาให้ใช้กรมธรรม์ประกันภัยแทนการวางเงินค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ค้านอกจากภารกิจการจัดเก็บรายได้ กรม ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการสวมสิทธิ์และการสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทยแท้ๆ ในตลาดด้วยขณะเดียวกัน กรม กำลังศึกษาเรื่องการปรับปรุงอัตราภาษีและพิจารณาเก็บภาษีจากรายการที่ไม่เคยเก็บมาก่อน เพื่อขยายฐานรายได้และปกป้องผู้ประกอบการในประเทศไปพร้อมกันอย่างไรก็ตาม กรมศุลกากร ยอมรับว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ศุลกากรจับมือ 3 หน่วยงาน ลุยปราบของเถื่อน 237 ล้าน
อ่าน

ศุลกากรจับมือ 3 หน่วยงาน ลุยปราบของเถื่อน 237 ล้าน

#ทันหุ้น กรมศุลกากรผนึกกำลังสมอ.และกรมทรัพย์สินทางปัญญาทลายสินค้าไร้มาตรฐานและสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า237ล้านบาทกรมศุลกากรร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แถลงผลการปฏิบัติการบุกทลายโกดังกลางกรุง ยึดอุปกรณ์ส่องสว่างที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) พร้อมแถลงผลการบูรณาการกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการตรวจยึดสินค้านำเข้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้ารวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 237 ล้านบาทผลการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ให้เข้มงวดกับการป้องกันและปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกันแถลงข่าวนายพันธ์ทองกล่าวว่า เมื่อวันที่3กุมภาพันธ์2569กรมศุลกากรและสมอ.ได้ผนึกกำลังร่วมกันลงพื้นที่เข้าตรวจสอบคลังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตวังทองหลางกรุงเทพฯเนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ามีการเก็บสินค้าที่นำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรจากการตรวจค้นพบอุปกรณ์ส่องสว่าง(Lighting Equipment)และอุปกรณ์ต่อเนื่องอื่นๆจำนวนกว่า220รายการซึ่งมีแหล่งกำเนิดต่างประเทศโดยไม่ปรากฏหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรและไม่มีการแสดงเครื่องหมายมอก.อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2560และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ. 2511คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ13.6ล้านบาทสำหรับผลการปฏิบัติงานตรวจยึดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมอก.ในปีงบประมาณ2569 (ตั้งแต่วันที่1ต.ค. 2568ถึงปัจจุบัน)พบการกระทำความผิดในกลุ่มสินค้าเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนแบตเตอรี่สำรอง(Power Bank)และของเล่นเด็กเป็นต้นรวม33คดีคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า57ล้านบาทนอกจากนี้กรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าโดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อคุ้มครองเศรษฐกิจของประเทศและเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมซึ่งมีกรณีสำคัญดังต่อไปนี้1.วันที่13มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบกระเป๋าคละแบบมีลายรูปประดิษฐ์‘FROZEN’ ‘SOFIA’ ‘SPIDERMAN’ ‘MY LITTLE PONY’และ‘KARL LAGERFELD’ปริมาณรวม1,800ชิ้นซึ่งไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและเจ้าของเครื่องหมายการค้ายืนยันว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ2.48ล้านบาท2.วันที่21มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบโช้คอัพจำนวน595คู่ซึ่งไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ“TOYOTA”และ“MADE IN THAILAND”จึงถือเป็นสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิดและอาจเข้าข่ายเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ1.87ล้านบาท3.วันที่30มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบผ้าเบรกรถยนต์จำนวน2,400คู่ซึ่งระบุข้อความที่สื่อถึงเครื่องหมายการค้าTOYOTA NISSAN FORDและHITACHIและโคมไฟSolar Lightอีกจำนวน425ชิ้นระบุข้อความPanasonicซึ่งคาดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งนี้สินค้าทั้งหมดระบุข้อความ“Made In Japan”มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ3.5ล้านบาท4. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กองสืบสวนและปราบปราม ได้ทำการอายัดสินค้า ณ เขตปลอดอากรแห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ต้นทางจากประเทศเวียดนาม ใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากร ผลการตรวจสอบพบเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า จำนวน 34,400 ตัว และเสื้อที่สำแดงเมืองกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 3,250 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท 5. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ด่านศุลกากรอรัญประเทศ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้เข้าตรวจสอบพัสดุณ ที่ทำการขนส่งแห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ผลการตรวจค้น พบรองเท้าจำนวน 16 คู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรและอาจละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 362,000 บาท ทั้ง5กรณีข้างต้นถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าพ.ศ. 2522ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกห้ามนำเข้าและห้ามนำผ่านราชอาณาจักรพ.ศ. 2565และพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาพุทธศักราช2481ทั้งนี้ในปีงบประมาณ2569 (1ต.ค. 68 –ปัจจุบัน)กรมศุลกากรได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้ารวม38คดีคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า885ล้านบาทอธิบดีกรมศุลกากรได้กล่าวต่ออีกว่าภารกิจของกรมศุลกากรไม่ได้จำกัดเพียงการเข้มงวดกวดขันปราบปรามการลักลอบหนีภาษีเท่านั้นแต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยการป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ไม่มีมอก.อย่างจริงจังเข้มงวดและต่อเนื่องอีกทั้งยังมุ่งเน้นกวดขันสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าเพื่อเป็นการปกป้องเศรษฐกิจสังคมและเป็นการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในระดับสากล

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

ตรวจสภาพรถประจำปี เรื่อง "จำใจทำ" หรือ "กำไรชีวิต"?
อ่าน

ตรวจสภาพรถประจำปี เรื่อง "จำใจทำ" หรือ "กำไรชีวิต"?

"ใกล้ถึงเวลาต่อภาษีรถอีกแล้วเหรอเนี่ย!" เชื่อว่าหลายคนคงแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายสี่เหลี่ยมหน้ารถกำลังจะหมดอายุ ไหนจะต้องเสียเงินค่าภาษี ไหนจะต้องเสียเวลาเอารถไปตรวจสภาพ บางคนมองว่ามันเป็นแค่ "ด่านบังคับ" ที่ต้องทำให้จบๆ ไปเพื่อให้ได้ป้ายวงกลมมาแปะหน้ารถ แต่ช้าก่อนครับ! วันนี้ True ID อยากชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะจริงๆ แล้ว "การตรวจสภาพรถ" ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่มันคือ "การตรวจสุขภาพประจำปี" ให้กับเพื่อนยากที่พาเราไปไหนมาไหนทุกวัน และนี่คือ 5 เหตุผลที่บอกว่าทำไมการตรวจสภาพรถถึงเป็นเรื่อง "กำไร" มากกว่า "ภาระ" 1. เบรกแตก! ยางระเบิด! เรื่องสยองที่ป้องกันได้ การตรวจสภาพรถกับ ตรอ. (สถานตรวจสภาพรถเอกชน) ไม่ใช่แค่การเดินวนรอบรถแล้วจบนะครับ แต่เขาเช็กละเอียดถึง "ชีพจร" ของรถเลยทีเดียว โดยเฉพาะ ระบบเบรก ระบบบังคับเลี้ยว ไฟส่องสว่าง และสภาพยาง สิ่งเหล่านี้คือเส้นบางๆ ระหว่าง "ถึงบ้านปลอดภัย" กับ "ไปไม่ถึงจุดหมาย" การรู้ข้อบกพร่องก่อน ย่อมดีกว่าไปรู้ตัวตอนเหยียบเบรกแล้วรถไม่หยุดจริงไหมครับ? 2. เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย (ถ้าไม่ตรวจ) เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ? การตรวจสภาพรถเป็นประจำช่วยให้เราเจอ "อาการป่วยระยะเริ่มต้น" ของรถ เช่น น็อตหลวม ยางเริ่มบวม หรือไฟเริ่มมัว การซ่อมจุดเล็กๆ พวกนี้ใช้เงินหลักร้อยหลักพัน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนพังลามไปถึงเครื่องยนต์หรือระบบใหญ่ รับรองว่ากระเป๋าฉีกหลักหมื่นแน่นอน ถือว่าการตรวจสภาพช่วยเซฟเงินในระยะยาวครับ 3. เป็นฮีโร่รักษ์โลก (แบบไม่รู้ตัว) เวลาขับรถตามหลังใครแล้วเจอควันดำโขมง เราคงสาปแช่งในใจใช่ไหมครับ? การตรวจสภาพรถมีการวัดค่าควันดำและก๊าซพิษด้วย การที่รถเราผ่านเกณฑ์ แปลว่าเครื่องยนต์เราเผาไหม้สมบูรณ์ ไม่ปล่อยมลพิษไปทำร้ายปอดใคร ถือเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมแบบหล่อๆ สวยๆ เลยครับ 4. เกราะป้องกันทรัพย์สินและชีวิต รถที่ผ่านการตรวจสภาพ คือรถที่ได้รับการการันตีว่า "พร้อมรบ" บนท้องถนน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของตัวรถ ซึ่งถ้าเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ความเสียหายที่ตามมาประเมินค่าไม่ได้เลย ทั้งตัวรถ ทรัพย์สิน และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของคุณและคนที่คุณรัก 5. ใบเบิกทางสู่ความถูกต้อง (ขาดไม่ได้!) สุดท้ายแล้ว นี่คือ "ไฟลต์บังคับ" ครับ ใบรับรองการตรวจสภาพรถ คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกให้คุณต่อภาษีประจำปีได้ ถ้าไม่มีใบนี้ ก็ต่อภาษีไม่ได้ และถ้าปล่อยให้ภาษีขาด... เตรียมตัวเจอค่าปรับและโทษทางกฎหมายที่วุ่นวายกว่าเดิมเยอะ! เช็กลิสต์ด่วน! รถเราต้องตรวจหรือยัง? ฝ่าฝืนโดนอะไรบ้าง? หลังจากเข้าใจความสำคัญแล้ว มาเช็กกันหน่อยว่า "รถสุดรัก" ของเรา เข้าเกณฑ์ต้องโดนหมอตรวจหรือยัง? กฎเหล็กปี 2568 (และปีต่อๆ ไป) เขากำหนดไว้ง่ายๆ จำแค่เลข 7 กับ 5 ครับ! ใครบ้างที่ต้องเข้าคิวตรวจสภาพ? จำง่ายๆ ตามประเภทรถเลยครับ: รถเก๋ง / รถกระบะ / รถตู้ (ส่วนบุคคล): ถ้าอายุรถครบ 7 ปีขึ้นไป ต้องตรวจ! (นับตั้งแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก) มอเตอร์ไซค์: ถ้าอายุรถครบ 5 ปีขึ้นไป ต้องตรวจ! กรณีพิเศษ: รถที่ภาษีขาดเกิน 1 ปี (แต่ไม่ถึง 3 ปี) ไม่ว่ารถจะใหม่แค่ไหน ก็ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษีเสมอครับ จะไปตรวจที่ไหนดี? สะดวกที่ไหน ไปที่นั่นได้เลยครับ: ตรอ. (สถานตรวจสภาพรถเอกชน): สังเกตป้ายสีเหลืองๆ รูปเฟือง มีอยู่ทั่วประเทศ สะดวก รวดเร็ว ตรวจได้ทั้งรถเก๋ง รถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ สำนักงานขนส่ง: ทุกแห่งทั่วไทย ทริคเด็ด: เราสามารถนำรถไปตรวจสภาพล่วงหน้าได้ ไม่เกิน 3 เดือน ก่อนวันหมดอายุภาษีครับ รีบไปตรวจก่อน จะได้ไม่ต้องไปลุ้นหน้างาน! คำเตือน! อย่าปล่อยจอย (บทลงโทษถ้าดื้อ) ถ้าคุณคิดว่า "ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยต่อ" หรือขับรถแบบภาษีขาด บอกเลยว่าไม่คุ้มครับ: โดนปรับจุกๆ: รถทุกคันต้องต่อภาษี ถ้าตำรวจเรียกตรวจแล้วไม่มีป้ายวงกลม (หรือป้ายสี่เหลี่ยม) ปีปัจจุบัน โดนโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท! (แพงกว่าค่าต่อภาษีอีกนะ เก็บเงินไว้กินบุฟเฟต์ดีกว่า) ระวังทะเบียนปลิว (ถูกระงับ): ถ้าคุณปล่อยให้ภาษีขาดติดต่อกันเกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับทันที! รถกลายเป็นรถเถื่อน ต้องไปทำเรื่องจดทะเบียนใหม่ วุ่นวายแสนสาหัส ทั้งต้องคืนป้ายเดิม ทั้งต้องตรวจสภาพใหม่หมด จดจำไว้ให้ดีนะครับ ห้ามเกิน 3 ปีเด็ดขาด! บทสรุป: เพื่อรถ เพื่อเรา เพื่อโลก ครั้งต่อไปที่เห็นป้ายภาษีใกล้หมดอายุ อย่าเพิ่งเบื่อครับ ให้คิดซะว่านี่คือโอกาสดีที่เราจะได้พาเพื่อนคู่ใจไปเช็กความฟิต เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการหมุนของล้อ จะพาเราไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย ไร้มลพิษ และถูกต้องตามกฎหมาย รถพร้อม คนพร้อม เอกสารพร้อม... ขับขี่อุ่นใจ ปลอดภัยทุกเส้นทางจ้า! Photo Credit : AI Generated

“กรณ์ ณรงค์เดช“ เปิดใจทั้งน้ำตา หลังศาลตัดสินคืนความเป็นธรรมให้คุณพ่อ  “เกษม” ปมมรดกครอบครัว
อ่าน

“กรณ์ ณรงค์เดช“ เปิดใจทั้งน้ำตา หลังศาลตัดสินคืนความเป็นธรรมให้คุณพ่อ “เกษม” ปมมรดกครอบครัว

กรณ์ ณรงค์เดช เปิดใจทั้งน้ำตา หลังศาลตัดสินคืนความเป็นธรรมให้คุณพ่อ เกษม ปมมรดกครอบครัว จากคดีโอนหุ้นโดยการใช้เอกสารปลอมมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านสะเทือนวงการธุรกิจที่เป็นข่าวดัง ที่ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้น อาญารัชดา ได้มีการพิจารณายกฟ้องไปเมื่อ 5 ก.ค. 2568 ซึ่งจำเลยคือ คุณหญิง กอแก้ว บุญยะจินดา ภรรยา อดีตอธิบดีกรมตำรวจ พร้อมนาย ณพ ณรงค์เดช ลูกเขย ในข้อหาร่วมกันใช้เอกสารลายเซ็นปลอม รับหุ้น วินด์ เอนเนอยี่ (WEH) จาก นาย เกษม ณรงค์เดช ผู้เป็นพ่อและผู้ก่อตั้งกลุ่ม KPN ไปยังแม่ยายตัวเอง จนกลายเป็นปมร้าวฉานในครอบครัวณรงค์เดช ล่าสุดวันนี้ 11 พ.ย. 2568 ข่าวนี้ได้กลับมาเป็นประเด็นร้อนอีกครั้งเมื่อ ศาลอาญา รัชดา ได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ มีคำสั่งลงโทษจำคุก คุณหญิงกอแก้ว บุญยะจินดา และนายณพ ณรงค์เดช คนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา หลังจากพบว่ามีความผิดจริง ในข้อหาร่วมกันใช้เอกสารสิทธิปลอมลายเซ็น เพื่อโอนหุ้นดังกล่าวจากนาย เกษม ณรงค์เดช บิดา ไปยังบริษัทฯในฮ่องกง ซึ่งหลังจากศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์แล้วพบว่านายเกษมฯโจทก์ ได้ถูกปลอมลายเซ็นและมีการใช้เอกสารปลอมจริง ทั้งนี้นาย กรณ์ ณรงค์เดช บุตรชายคนเล็กของนายเกษมฯ เปิดเผยสั้นๆว่า วันนี้ครอบครัวเราต้องกราบขอบพระคุณศาลที่เคารพและขบวนการยุติธรรม ที่ได้มอบความเป็นธรรมให้กับคุณพ่อและครอบครัวเรา สิ่งที่อยากทำที่สุดในตอนนี้คือกลับไปกราบเท้าคุณพ่อ คุณพ่อจะพูดเสมอว่าความจริงมีหนึ่งเดียว และวันนี้ความจริงได้ปรากฏแล้ว ขอบคุณพลังบวกจากทุกคนที่ส่งให้ครอบครัวเรา

โดนอีกแล้ว...อินฟลูดังวอนเซลส์ขายป้ายทะเบียนรถติดต่อกลับด่วน
อ่าน

โดนอีกแล้ว...อินฟลูดังวอนเซลส์ขายป้ายทะเบียนรถติดต่อกลับด่วน

โดนอีกแล้ว...อินฟลูดังวอนเซลส์ขายป้ายทะเบียนรถติดต่อกลับด่วน จากกรณีที่ บูม เทยกระทะ อินฟลูเอนเซอร์ดัง ซื้อป้ายทะเบียนเลขสวย โดยโอนเงินให้นายหน้าหรือเซลส์ไป แต่เจ้าของป้ายตัวจริงกลับไม่ได้รับเงิน ล่าสุดเขาโพสต์ว่าเกิดแต่กับบูม โถ่ชีวิตบูมได้มีการซื้อป้ายทะเบียนรถ ตั้งแต่26 เมษายน 2556 บูมซื้อป้ายทะเบียนกับนายA (นามสมมุติ) เค้าเป็นคนขายอัลพาร์ด ให้บูม บูมเลยไว้ใจซื้อทะเบียนรถกับเค้าเลย ก็ใช้ทะเบียนรถมา 3กค.5 มาตลอด ซึ้งทะเบียนจดเป็นชื่อบูมเรียบร้อยแล้วนะคะ ล่าสุดพี่คนที่เค้าเป็นเจ้าของทะเบียนตัวจริงได้ติดต่อบูมมาว่าให้บูมติดต่อนายAให้หน่อยได้มั้ยเพราะเค้ายังไม่ได้เอาเงินค่าทะเบียนรถที่บูมใช้อยู่ไปให้พี่เค้า ฝากถึงนายAนะคะรบกวนติดต่อพี่เค้าหน่อยนะคะเพราะบูมมีหลักฐานการโอนเงินว่าโอนเงินให้ทางคุณไปเรียบร้อยแล้ว และบูมจะไม่เอาเรื่องเอาราวไม่แจ้งความ รบกวนติดต่อพี่เค้าไปชำระเงินด้วยนะคะ

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!
อ่าน

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!

ปี 2568 นี้ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เลยก็คือ "ค่าโอนรถยนต์" ครับ! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะถ้าไม่รู้หรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมาได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การโอนรถของคุณราบรื่นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม: จ่ายอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าค่าโอนรถก็แค่ค่าโอน แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่เราต้องรู้ครับ ค่าธรรมเนียมการโอน: อันนี้ถูกสุดๆ แค่ 100 บาท ค่าคำขอโอน: จิ๊บๆ เพียง 5 บาท ค่าอากรแสตมป์: อันนี้แหละตัวสำคัญ! คิดเป็น 500 บาท ต่อราคารถยนต์ 100,000 บาท ถ้าซื้อรถมา 500,000 บาท ก็ต้องจ่าย 2,500 บาท แต่ถ้าซื้อมาแค่ 80,000 บาทก็จ่ายแค่ 400 บาท ค่าตรวจสภาพรถยนต์: ถ้าเจ้ารถคู่ใจของคุณมีอายุเกิน 7 ปี (สำหรับรถยนต์) หรือเกิน 5 ปี (สำหรับมอเตอร์ไซค์) ต้องเข้าตรวจสภาพที่กรมการขนส่งฯ ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 บาท เอกสารพร้อม! โอนรถได้เลย! เตรียมเอกสารให้ครบ รับรองว่าไม่เสียเที่ยวแน่นอนครับ! สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง: ตัวจริงเท่านั้นนะครับ! ห้ามใช้สำเนาเด็ดขาด บัตรประชาชน: ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างละฉบับ หนังสือมอบอำนาจ: ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างมา ก็ต้องมีหนังสือนี้พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย เอกสารอื่นๆ: เช่น สัญญาซื้อขาย หรือใบเสร็จรับเงิน (มีไว้ก็ดีครับ อุ่นใจกว่า) ขั้นตอนง่ายๆ ไปกรมการขนส่งฯ ได้เลย! ไปตรวจสภาพ: สำหรับรถที่เข้าเกณฑ์ ก็ขับไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพก่อนเลย (รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุเกิน 7 ปี, รถจักรยานยนต์เกิน 5 ปี หรือรถที่มีการดัดแปลงสภาพ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่แผนกรับคำขอโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องให้ จ่ายเงิน: เมื่อเอกสารผ่าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็จ่ายตามยอดนั้นได้เลย รอรับสมุดใหม่: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อมูลในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และลงชื่อเจ้าของคนใหม่ เท่านี้ก็เรียบร้อย! บทสรุป: โอนง่าย ถ้าเตรียมพร้อม! การโอนรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากคุณเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี การเดินทางไปกรมการขนส่งฯ ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคือการทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณสบายใจ หายห่วงเรื่องปัญหากฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ Photo Credit : AI Generated

รถหลุดจำนำ ราคาถูก ซื้อได้มั้ย ผิดกฏหมายหรือไม่
อ่าน

รถหลุดจำนำ ราคาถูก ซื้อได้มั้ย ผิดกฏหมายหรือไม่

สำหรับใครที่กำลังหารถยนต์คันใหม่ เชื่อว่าเปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คน่าจะเจอ รถหลุดจำนำ ผ่านตากันบ้าง และด้วยจุดเด่นที่รถประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูกมาก บางทีเห็นรถรุ่นใหม่ๆ ในราคาหลักหมื่น ซึ่งถือว่าล่อตาล่อใจมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การซื้อรถหลุดจำนำนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ถูกกฎหมายหรือไม่ วันนี้ TrueID จะมาเล่าให้ฟังกันครับ การซื้อรถหลุดจำนำที่โฆษณาว่าราคาถูกผิดปกตินั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่จะผิดกฎหมาย และมีปัญหาตามมาอีกมากมายครับ ไม่แนะนำให้ซื้อรถประเภทนี้โดยเด็ดขาด มาทำความเข้าใจกันเป็นข้อๆ ดังนี้เลย: 1. รถหลุดจำนำคืออะไร? รถหลุดจำนำ คือ รถที่เจ้าของเดิมนำไปจำนำไว้กับบุคคลหรือแหล่งรับจำนำเพื่อแลกกับเงินสด โดยที่เล่มทะเบียนรถยังคงอยู่ที่ไฟแนนซ์ (หากยังผ่อนไม่หมด) หรืออยู่กับเจ้าของเดิมที่นำมาจำนำ แต่ไม่ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง เมื่อเจ้าของเดิมไม่สามารถไถ่ถอนรถคืนได้ตามกำหนด ผู้รับจำนำก็จะนำรถคันนั้นมาประกาศขายต่อในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป 2. ซื้อได้ไหม? ผิดกฎหมายหรือไม่? การซื้อขายโดยตรงอาจไม่ผิดกฎหมายหลักๆ ของการซื้อขาย: ในแง่ของการส่งมอบรถและรับเงิน การซื้อขายรถหลุดจำนำ "ตัวเปล่า" ที่ไม่มีเล่มทะเบียนมาด้วย อาจไม่ได้ผิดกฎหมายในขั้นตอนการซื้อขายโดยตรง แต่การนำมาใช้งาน ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน: นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด! เมื่อคุณซื้อรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียน (หรือเล่มทะเบียนอยู่กับไฟแนนซ์/เจ้าของเดิม) คุณจะไม่สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้ได้เลย: โอนกรรมสิทธิ์: รถยังคงเป็นชื่อของเจ้าของเดิม หรือไฟแนนซ์ ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิ์ในรถอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต่อทะเบียน/ต่อภาษีรถประจำปี: ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้เล่มทะเบียน ทำ พ.ร.บ. (ประกันภัยภาคบังคับ): ไม่สามารถทำได้ ทำประกันภัยภาคสมัครใจ: บริษัทประกันส่วนใหญ่จะไม่รับทำประกันให้กับรถที่ไม่มีเล่มทะเบียนถูกต้อง ดังนั้น การนำรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียนไปขับขี่บนท้องถนน ถือว่าผิดกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ และ พ.ร.บ. จราจร คุณอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจและดำเนินคดีได้ หากตรวจพบว่าป้ายทะเบียนไม่ตรงกับข้อมูลผู้ครอบครอง หรือรถไม่มีการต่อทะเบียน/ต่อภาษี เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี "รับของโจร": รถหลุดจำนำส่วนใหญ่มักเป็นรถที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่ ซึ่งหมายความว่ากรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ การที่เจ้าของเดิมนำรถไปจำนำโดยพลการ ถือเป็นการ ยักยอกทรัพย์ หากคุณซื้อรถที่รู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด (เช่น ราคารถถูกผิดปกติจนน่าสงสัย, ไม่มีเล่มทะเบียนตัวจริง) คุณอาจเข้าข่าย รับของโจร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ไฟแนนซ์หรือเจ้าของรถที่แท้จริงมีสิทธิ์ตามยึดรถคืนได้ตลอดเวลา ไม่ว่ารถจะไปอยู่ที่ใคร และคุณจะเสียเงินที่จ่ายไปฟรีๆ ไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้ เสี่ยงเป็นรถผิดกฎหมายอื่นๆ: บางครั้งรถหลุดจำนำอาจเป็นรถที่ถูกขโมยมา สวมทะเบียน หรือเป็นรถที่เคยใช้ก่ออาชญากรรม ซึ่งคุณจะกลายเป็นผู้ครอบครองรถที่ผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว 3. ปัญหาอื่นๆ ที่อาจตามมา: โดนยึดรถคืน: ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไฟแนนซ์หรือเจ้าของเดิมมีสิทธิ์ตามยึดรถคืนได้เสมอ คุณจะเสียเงินเปล่า ไม่มีหลักฐานความเป็นเจ้าของ: ไม่สามารถขายต่อ หรือนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ อันตรายหากเกิดอุบัติเหตุ: หากเกิดอุบัติเหตุ คุณจะไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันภัย (ถ้ามี) และต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง รถอาจมี GPS ติดตาม: ผู้ขายหรือเจ้าของเดิมอาจแอบติด GPS ไว้เพื่อติดตามรถและขโมยคืนในภายหลังได้ ไม่สามารถซ่อมที่ศูนย์ได้: อะไหล่บางชิ้นอาจต้องใช้ข้อมูลรถจากเล่มทะเบียน ข้อควรจำ: รถที่ถูกกฎหมายและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามปกติ ไม่มีใครนำมาขายในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เว้นแต่รถจะมีปัญหาใหญ่ๆ หรือเป็นรถหลุดจำนำที่ไม่ถูกต้อง คำแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียน หรือมีเล่มทะเบียนแต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย การเสียเงินเปล่า และความเสี่ยงต่างๆ ที่จะตามมา หากต้องการรถราคาถูกจริงๆ ควรเลือกรถมือสองที่สามารถตรวจสอบประวัติได้ มีเล่มทะเบียนตัวจริง และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบกครับ Photo Credit : AI Generated

แฉ "Zeekr-Neta" ปลอมยอดขาย EV หวังทำยอด จีนสอบเข้ม
อ่าน

แฉ "Zeekr-Neta" ปลอมยอดขาย EV หวังทำยอด จีนสอบเข้ม

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน Zeekr และ Neta ถูกเปิดเผยว่า ใช้วิธีการบิดเบือนยอดขายโดยการจดทะเบียนประกันภัยให้รถยนต์ล่วงหน้า ก่อนการส่งมอบจริงให้ผู้บริโภค เพื่อให้สามารถบันทึกยอดขายตามระบบจดทะเบียนอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน และทำยอดได้ตามเป้าหมายประจำเดือนหรือรายไตรมาสเอกสารที่รอยเตอร์ได้รับ พร้อมการสัมภาษณ์ดีลเลอร์และผู้ซื้อหลายราย ชี้ว่า Neta ได้บันทึกยอดขายล่วงหน้ามากถึง 64,719 คันระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงมีนาคม 2567 คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมที่บริษัทรายงานในช่วง 15 เดือนดังกล่าวด้าน Zeekr ซึ่งเป็นแบรนด์รถ EV ระดับพรีเมียมในเครือ Geely ใช้วิธีเดียวกันในช่วงปลายปี 2567 โดยร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายหลักในเมืองเซี่ยเหมิน ที่เป็นรัฐวิสาหกิจชื่อ Xiamen CD Automobile เพื่อจดประกันภัยและบันทึกยอดขายล่วงหน้าก่อนสิ้นปี โดยรถจำนวนมากถูกส่งต่อไปขายยังเมืองอื่นในภายหลัง พฤติกรรมดังกล่าวในอุตสาหกรรมจีนถูกเรียกว่า "รถมือสองเลขไมล์ศูนย์" ซึ่งหมายถึงรถที่จดทะเบียนว่า "ขายแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ถึงมือผู้ซื้อจริง เป็นผลพวงจากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงและภาวะโอเวอร์ซัพพลายที่ยืดเยื้อหลายปีรัฐบาลจีนเริ่มให้ความสนใจกับพฤติกรรมดังกล่าวมากขึ้น โดยสื่อของรัฐออกมาเปิดโปง และคณะรัฐมนตรีแสดงท่าทีจะควบคุมการแข่งขันที่ไม่สมเหตุสมผล ล่าสุด สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์จีนประกาศว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณาห้ามขายต่อรถยนต์ภายใน 6 เดือน หลังจากมีการจดทะเบียน เพื่อสกัดการบิดเบือนยอดขายหนังสือพิมพ์ China Securities Journal ได้ระบุชื่อ Zeekr เป็นครั้งแรกในรายงานที่กล่าวหาว่าใช้วิธีการจดประกันภัยล่วงหน้าเพื่อปั๊มยอดขาย พร้อมนำเสนอคำให้สัมภาษณ์จากผู้ซื้อในหลายเมืองที่พบว่ารถของตนมีประกันภัยก่อนวันที่ซื้อจริง และไม่ได้รับการคืนเงิน รายงานระบุว่ายอดขายของ Zeekr ในเมืองเซี่ยเหมินในเดือนธันวาคมเพิ่มสูงผิดปกติถึง 2,737 คัน มากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนถึง 14 เท่า ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานจราจรของเมืองพบว่า มีการจดทะเบียนจริงเพียง 271 คันเท่านั้นในช่วงเวลาเดียวกันฝั่ง Neta ก็พบพฤติกรรมคล้ายกัน โดยมีเอกสารที่แสดงรายละเอียดรถแต่ละคันพร้อมชื่อของตัวแทนประกันภัย และมีการส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้ดีลเลอร์ไว้ใช้โอนกรมธรรม์เมื่อหาผู้ซื้อได้ โดยวิธีนี้ Neta เริ่มใช้ตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อให้ทันรับเงินสนับสนุน EV จากรัฐบาลจีนที่กำลังจะหมดอายุยอดขายของ Neta พุ่งสูงสุดในปี 2565 ที่ 152,000 คัน แต่ลดลงเหลือ 87,948 คันในปี 2566 และในไตรมาสแรกของปี 2568 ขายได้เพียง 1,215 คัน

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง
อ่าน

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่วันนี้ (18 กรกฎาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านรายการ“เสียงจากใจไทยคู่ฟ้า” ว่าปัจจุบันมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ โดยที่ผ่านมามักจะใช้ช่องทางผ่านการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นตำรวจบ้าง เป็น หน่วยงานราชการสำคัญบ้าง อ้างว่ามีไปรษณีย์ตกค้างบ้าง รวมทั้งการส่งเอกสารหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยเริ่มคุ้นชินแล้ว ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบพบการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้นปัจจุบันพบว่ามีการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดเพจแอบอ้างเป็น มูลนิธิหรือสำนักงานทนายสาธารณะที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือ ศูนย์ช่วยเหลือการถูกหลอกลวง โดยปัจจุบันพบว่าในแพลตฟอร์ม Facebook มีชื่อว่า “สำนักงานช่วยเหลือเหยื่อคดีทางออนไลน์” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อหลอกลวงซ้ำกับคนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ หรือกรณีที่ซื้อสินค้าไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปกเป็นจำนวนมาก "กระบวนการเหล่านี้จะเปิด Facebook แฟนเพจและขึ้นหน้าเพจว่าเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่โดนหลอกลวงทางออนไลน์โดยจะให้แอด LINE กับทนายความ โดยระบุว่าจะมีทีมทนายให้การช่วยเหลือเมื่อขบวนการมิจฉาชีพได้รับเรื่องจากผู้ที่เป็นเหยื่อก็จะส่งต่อให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นตำรวจจากหลายหน่วยงานซึ่งจากการตรวจสอบพบมีการส่งบัตรข้าราชการตำรวจให้เหยื่อได้หลงเชื่อ จากนั้นจะทำงานเป็นทีมเพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่โชคร้ายอยู่แล้วต้องโชคร้ายซ้ำสอง โดยคณะทำงานได้ ตรวจสอบบัตรประจำตัวตำรวจดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นตำรวจจริง และได้ตรวจสอบพบว่าชื่อ ทนายความดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในสารบบของทะเบียนทนายความ" เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆนายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ส่งเรื่องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบและจับกุมกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้อยู่ ทั้งนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อในกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Instagram และ Facebook ซึ่งเป็นช่องทางที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อชักจูงให้หลงเชื่อและโอนเงินทั้งนี้ อย่าโอนเงินให้บุคคลหรือเพจที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล หรือทาง อีเมล jirayu9000@gmail.com เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA
อ่าน

เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA

นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ได้รับแจ้งจากอดีตผู้บริหารและข้าราชการบำนาญหลายท่านว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อให้มาลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยให้มาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัด หรือกรมบัญชีกลาง หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี และในบางกรณีให้ส่งอีเมลยืนยัน กรมบัญชีกลางขอแจ้งว่า “กรมบัญชีกลางไม่มีนโยบายแจ้งให้ผู้รับบำนาญ มาดำเนินการกรอกข้อมูลหรือลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับ PDPA ตามที่มิจฉาชีพอ้าง” ดังนั้น ขอให้ท่านที่ได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ ไม่ตอบกลับอีเมล หรือกดลิงก์ใด ๆ ตามที่ได้รับแจ้ง “กรมบัญชีกลางขอเน้นย้ำว่า “ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง” ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
อ่าน

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th

เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

"คมนาคม"ให้รถรับจ้างผ่าน"แอปฯ" ขึ้นทะเบียน
อ่าน

"คมนาคม"ให้รถรับจ้างผ่าน"แอปฯ" ขึ้นทะเบียน

นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายอธิบดีกรมการขนส่งทางบก หารือผู้ให้บริการรถยนต์ผ่านระบบแอปพลิเคชัน ให้ดำเนินการนำรถเข้ามาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย และเตรียมการปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสาธารณะ (Ride Sharing) ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ใน 90 วัน ประกาศดังกล่าวกำหนดให้รถที่นำมาให้บริการต้องนำมาขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง ผู้ขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ การจัดเก็บอัตราค่าโดยสารต้องเป็นตามที่กฎหมายกำหนด ให้บริการรถยนต์ผ่านระบบแอปพลิเคชันต้องมีมาตรการลงโทษผู้ขับรถที่กระทำความผิดและการจัดส่งข้อมูลรถและข้อมูลอัตราค่าโดยสารให้กรมการขนส่งทางบก เป็นต้น โดยกำชับกับทางผู้ให้บริการฯ เร่งรัดดำเนินการนำรถเข้ามาขึ้นทะเบียนเป็นรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รถยนต์รับจ้างที่ใช้แอป) หรือ รย. 18 ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งนี้ ปัจจุบัน กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนาให้ผู้ขับรถสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมผ่านระบบ ณ กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งได้ทันที ซึ่งจะทำให้กระบวนการในการขอรับใบอนุญาตขับรถสาธารณะรวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมมีการหารือแนวทางการเก็บค่าธรรมเนียมที่แอปพลิเคชันเรียกเก็บกับผู้ขับรถแท็กซี่ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยยึดเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
อ่าน

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์

อย่าหลงเชื่อ! กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ
อ่าน

อย่าหลงเชื่อ! กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโพสต์และอ้างว่าสลากกินแบ่งฯ เปิดให้ประชาชนติดต่อรับข้อมูลแจ้งผลออกสลาก ผ่านท่านผู้ช่วย ผอ.สนง.สลากกินแบ่งนั้น เป็นการแอบอ้างใช้ชื่อและภาพของผู้อำนวยการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตสำหรับการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน และไม่มีผู้ใดสามารถทราบผลรางวัลล่วงหน้าได้ ซึ่งพฤติกรรมการส่งข้อมูลว่าสามารถให้ผลสลากได้นั้น ไม่เป็นความจริง ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่หลอกลวง หรือแอบอ้างผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่าสามารถให้ตัวเลขที่ถูกรางวัลได้ ท่านอาจถูกหลอกลวงนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่มิชอบ รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ทั้งนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ https://www.antifakenewscenter.comเดือนกรกฎาคม 2568 จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ แผ่นดินไหว-สึนามิ กรมอุตุฯ เตือนเป็นข่าวปลอมเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวกทม. จะเป็นเมืองร้างน้ำในแม่น้ำลดต่ำมาก สทนช. ชี้แจงประเด็นนี้แล้ว

เตือนภัย 10 ข่าวปลอมล่าสุด! ที่ประชาชนให้ความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์
อ่าน

เตือนภัย 10 ข่าวปลอมล่าสุด! ที่ประชาชนให้ความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 826,061 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 685 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 663 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 22 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 226 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 122 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 37 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 30 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องการให้บริการของหน่วยงานรัฐ เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของไวรัสโควิด ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่อันดับที่ 2 : เรื่อง โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่อันดับที่ 3 : เรื่อง เตือนภัยเครื่องบิน C-135 4 ลำ จะตกที่สมุยอันดับที่ 4 : เรื่อง เรือสุพรรณหงส์ กำลังจะตกเป็นของกัมพูชาอันดับที่ 5 : เรื่อง สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งให้งดถวายเงินพระโดยเด็ดขาด ทุกกรณีอันดับที่ 6 : เรื่อง คุณมาดี ลงพื้นที่ขอถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ เพื่อเก็บข้อมูลสำมะโนประชากรอันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนกู้สินเชื่อผ่านบัญชี Tiktok namonaka56อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบรับรองจดทะเบียน บริษัท เงินกู้ ออนไลน์ ส่วนบุคคล จำกัดอันดับที่ 9 : เรื่อง ด่วน! กฟภ. เปิดเว็บไซต์เฉพาะกิจ รับลงทะเบียนขอคืนค่าประกันมิเตอร์อันดับที่ 10 : เรื่อง ทานเมลทิลีนบูล เพื่อล้างพิษ หลังฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอยืนยันว่า คลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโซเชียลต่าง ๆ นั้นไม่เป็นความจริง จึงขอความร่วมมืออย่าได้แชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่ไม่มีที่มาและเพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง โปรดติดตามข่าวสารจากช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการของการรถไฟฯ เท่านั้น เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเริ่มพบ XEC ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นมา และพบแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า อัตราการแพร่กระจายของสายพันธุ์ XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่ ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีน ร่วมกับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างสม่ำเสมออย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดข่าวที่เกี่ยวข้อง- พายุหอยหมีเข้าไทย! เตือนอย่าเชื่อ เปิด 10 ข่าวปลอมล่าสุด ที่ประชาชนสนใจ- เปิดรายชื่อ 22 จังหวัด ปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว เตือนอย่าเชื่อ ข่าวปลอม

ทะเบียนรถขาดได้ไม่เกินกี่ปี และจะมีค่าปรับอย่างไร
อ่าน

ทะเบียนรถขาดได้ไม่เกินกี่ปี และจะมีค่าปรับอย่างไร

ในการใช้รถใช้ถนน นอกจากเราจะต้องเรียนขับรถให้คล่องเพื่อไปสอบใบขับขี่แล้ว การต่อทะเบียนรถยนต์ยังเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ ซึ่งในวันนี้ทีมงาน TrueID จะขอให้คำแนะนำเกี่ยวกับการต่อทะเบียนรถยนต์ เนื่องจากหากเราไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ จะทำให้ต้องเสียค่าปรับ รวมถึงเราสามารถขาดการต่อได้ไม่เกินกี่ปี การต่อทะเบียนรถยนต์ รวมถึงการต่อ พ.ร.บ. เป็นหน้าที่ตามกฏหมายที่เจ้าของรถทุกคนต้องปฏิบัติ โดยหากไม่ต่อทะเบียนรถยนต์ จะมีผลเสียและบทลงโทษตามมาดังนี้: เป็นความผิดทางกฎหมาย: มีโทษปรับ: หากปล่อยให้ป้ายทะเบียนขาดเกินกำหนด จะมีโทษปรับตามกฎหมาย โดยอัตราค่าปรับจะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ขาดต่อ อาจถูกระงับการใช้รถ: หากปล่อยให้ทะเบียนขาดเป็นเวลานาน เจ้าพนักงานอาจมีอำนาจสั่งระงับการใช้รถเป็นการชั่วคราว หรือเพิกถอนทะเบียนรถได้ ไม่มีเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของรถที่ถูกต้อง: ไม่สามารถซื้อขาย โอน หรือจำนำรถได้: หากทะเบียนรถหมดอายุ จะไม่สามารถดำเนินการทางทะเบียนต่างๆ เกี่ยวกับรถได้ อาจมีปัญหาเมื่อถูกตรวจสอบ: หากเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจสอบเอกสาร และพบว่าทะเบียนรถหมดอายุ อาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย: ขาด พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ: การต่อทะเบียนรถยนต์ส่วนหนึ่งคือการซื้อ พ.ร.บ. ซึ่งเป็นประกันภัยภาคบังคับที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ประสบภัยจากรถ หากไม่ต่อทะเบียน ก็จะไม่มีความคุ้มครองในส่วนนี้ หากเกิดอุบัติเหตุ จะต้องรับผิดชอบค่าเสียหายเองทั้งหมด อาจมีปัญหาในการเคลมประกันภัย (หากมีประกันภัยภาคสมัครใจ): บริษัทประกันภัยอาจปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมทดแทน หากรถยนต์ไม่มีการต่อทะเบียนและไม่มี พ.ร.บ. ที่ถูกต้อง ทะเบียนรถขาดได้ไม่เกินกี่ปี หากปล่อยให้ทะเบียนรถยนต์ขาดเกิน 3 ปี จะถือว่าทะเบียนรถนั้นถูกระงับ ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 โดยผลที่ตามมาเมื่อทะเบียนรถขาดเกิน 3 ปี มีดังนี้: ป้ายทะเบียนถูกยกเลิก: ไม่สามารถใช้ป้ายทะเบียนเดิมได้อีกต่อไป ต้องขอทะเบียนใหม่: เจ้าของรถต้องดำเนินการขอทะเบียนรถใหม่ทั้งหมด ต้องคืนป้ายทะเบียนและสมุดคู่มือ: ต้องนำป้ายทะเบียนเก่าและสมุดคู่มือจดทะเบียนรถไปคืนกรมการขนส่งทางบกภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ทะเบียนถูกระงับ หากไม่ดำเนินการ จะมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท เสียค่าปรับภาษีย้อนหลัง: ต้องชำระภาษีรถยนต์ที่ค้างชำระย้อนหลังสูงสุด 3 ปี เสียค่าธรรมเนียมใหม่: มีค่าธรรมเนียมในการขอทะเบียนรถใหม่ ดังนั้น ทะเบียนรถยนต์ไม่ควรปล่อยให้ขาดเกิน 3 ปี เพราะจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก ทางที่ดีควรต่อตามกำหนดเพื่อให้ถูกกฏหมาย และไม่ต้องยุ่งยากในการดำเนินการขอทะเบียนรถใหม่ ทะเบียนรถขาด เสียค่าปรับเท่าไหร่ ณ ปัจจุบัน ค่าปรับทะเบียนรถยนต์ขาด จะคิดดังนี้: ค่าปรับฐานไม่ต่อทะเบียน: หากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจและพบว่าทะเบียนขาด จะมีโทษปรับ ไม่เกิน 2,000 บาท ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ค่าปรับภาษีล่าช้า: นอกเหนือจากค่าปรับฐานไม่ต่อทะเบียนแล้ว หากไปดำเนินการต่อทะเบียนล่าช้า จะต้องเสีย ค่าปรับเพิ่มร้อยละ 1 ต่อเดือน ของค่าภาษีรถยนต์ประจำปีที่ต้องชำระ นับตั้งแต่วันที่เลยกำหนด จนถึงวันที่ไปชำระ ตัวอย่าง: สมมติว่าภาษีรถยนต์ประจำปีของคุณคือ 1,000 บาท และคุณปล่อยให้ทะเบียนขาดไป 5 เดือน เมื่อไปต่อทะเบียน คุณจะต้องเสีย: ค่าภาษีรถยนต์: 1,000 บาท ค่าปรับภาษีล่าช้า: (1,000 บาท x 1%) x 5 เดือน = 50 บาท รวมค่าใช้จ่ายในการต่อทะเบียน (ไม่รวมค่า พ.ร.บ. และค่าตรวจสภาพรถหากจำเป็น): 1,050 บาท และหากถูกตำรวจปรับฐานไม่ต่อทะเบียน ก็อาจมีค่าปรับเพิ่มอีกไม่เกิน 2,000 บาท สิ่งที่ควรทราบ: พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ: การต่อทะเบียนรถยนต์จำเป็นต้องมี พ.ร.บ. ที่ยังไม่หมดอายุ หาก พ.ร.บ. หมดอายุ จะต้องซื้อ พ.ร.บ. ใหม่ก่อนทำการต่อทะเบียน การตรวจสภาพรถ: รถยนต์ที่มีอายุเกิน 7 ปี หรือรถจักรยานยนต์ที่มีอายุเกิน 5 ปี จะต้องผ่านการตรวจสภาพรถก่อนทำการต่อทะเบียน ทะเบียนขาดเกิน 3 ปี: หากปล่อยให้ทะเบียนรถขาดเกิน 3 ปี จะถูกระงับทะเบียน และมีขั้นตอนการดำเนินการที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายมากกว่า ดังนั้น ควรรีบดำเนินการต่อทะเบียนรถยนต์ทันทีที่ทราบว่าทะเบียนใกล้หมดอายุ หรือหากทะเบียนขาดไปแล้ว ควรรีบดำเนินการต่อทะเบียนโดยเร็วที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงค่าปรับที่เพิ่มขึ้นและปัญหาทางกฎหมายอื่นๆ ครับ Photo Credit : AI Generated

เปิดแผนลวงเช่ารถ 24 คัน สูญ 12 ล้าน ช่องโหว่สัญญาธุรกิจ
อ่าน

เปิดแผนลวงเช่ารถ 24 คัน สูญ 12 ล้าน ช่องโหว่สัญญาธุรกิจ

ตำรวจทางหลวงเปิดปฏิบัติการ Fast Fraud Furious แกะรอยขบวนการหลอกเช่ารถกระบะ 24 คัน สูญกว่า 12 ล้านบาท เผยกลอุบายใช้นิติบุคคลบังหน้าเจาะสัญญาเช่าเปิดแผนลวงเช่ารถ 24 คัน สูญ 12 ล้าน กับช่องโหว่สัญญาธุรกิจที่เจ้าของไม่เคยรู้ตัวเรื่องราวของ “ขบวนการหลอกเช่ารถกระบะ” ที่ก่อเหตุในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยใช้นิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องบังหน้า ดำเนินการด้วยเอกสารสัญญาเช่าถูกต้องตามกฎหมาย ทว่ากลับตั้งต้นด้วยเจตนาทางอาญา กลายเป็นคดีสูญหายรถยนต์ถึง 24 คัน มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท และเผยให้เห็นจุดอ่อนในกระบวนการทำสัญญาทางธุรกิจของภาคเอกชน ปฏิบัติการที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Fast Fraud Furious” ดำเนินการโดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ• พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง• พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงและมีเจ้าหน้าที่ที่ร่วมสืบสวนและแถลงข่าวหลักคือ• พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล.• พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล.แผนการหลอกเช่าที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมายต้นเรื่องเริ่มจากการแจ้งความของเจ้าของบริษัทรถเช่าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ หลังพบว่ารถกระบะ 6 คันที่ปล่อยเช่าเมื่อเดือนมกราคม 2568 ถูกถอดสัญญาณ GPS ทันทีหลังส่งมอบ และไม่สามารถติดต่อผู้เช่าได้อีกเลยรูปแบบการหลอกลวงเริ่มต้นจากชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจาก “บริษัทแห่งหนึ่ง” ซึ่งจดทะเบียนจริงในระบบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีที่ตั้งอยู่ในย่านลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครชายคนดังกล่าวเสนอเช่ารถกระบะ 6 คัน ระยะเวลา 5 ปี เดือนละ 19,000 บาท พร้อมพาผู้เสียหายไปดูสถานที่ประกอบกิจการจริง และส่งผู้หญิงอีกคนมาดำเนินการเซ็นสัญญาในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของนิติบุคคล พร้อมชำระค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงินสดสัญญาที่มีเจตนาทางอาญา ช่องโหว่ที่เอกสารปิดไม่มิดแม้จะดูเป็นการทำสัญญาทางธุรกิจตามกระบวนการปกติ แต่องค์ประกอบของอาชญากรรมกลับปรากฏใน “เจตนาแฝง” ของขบวนการนี้ กล่าวคือ มีการเตรียมผู้ร่วมขบวนการหลายคน โดยแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน อาทิ• ผู้ใช้ชื่อบุคคลปลอมในการติดต่อเจรจา• ผู้มารับรถในฐานะตัวแทนกรรมการ• ผู้รับผิดชอบชำระเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินซึ่งรูปแบบนี้ผิดฐาน “ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และ 343 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ถอด GPS = ปลายทางโจรกรรมภายใน 2 วันหลังรับรถ ผู้เสียหายพบว่า GPS ของรถทั้งหมดถูกถอดออก พร้อมกับการขาดการติดต่อกับผู้เช่าในทันที ซึ่งกลายเป็นเบาะแสสำคัญให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงเริ่มการสืบสวนย้อนกลับการตรวจสอบพบว่าขบวนการนี้ก่อเหตุในพื้นที่อื่นอีกหลายแห่ง ได้แก่ สน.ทองหล่อ (4 คัน), สน.พหลโยธิน (2 คัน), สน.ลำผักชี (2 คันเพิ่มเติม) และมีความพยายามหลอกอีก 10 คันในพื้นที่ สน.มักกะสัน แต่เจ้าหน้าที่เข้ายับยั้งได้ก่อนการส่งมอบรถรวมรถที่หลอกเช่าทั้งหมด 24 คัน• ได้รถไปแล้ว: 14 คัน• ยับยั้งทัน: 10 คันรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 12 ล้านบาทบทเรียนสำคัญ ทำไมเจ้าของรถถึงตกเป็นเหยื่อผู้เสียหายทั้งหมดระบุว่า พวกเขาเห็นว่านิติบุคคลที่มาติดต่อเช่ารถมีเอกสารครบ มีหนังสือมอบอำนาจ ถูกต้องตามรูปแบบกฎหมาย และยังได้ชำระเงินล่วงหน้า จึงไม่มีข้อกังขาแต่การไม่พบตัวกรรมการบริษัทจริง ไม่ตรวจสอบฐานะทางบัญชีของบริษัท และไม่ตรวจสอบภูมิหลังของบุคคลที่ทำธุรกรรม ล้วนเป็นช่องว่างสำคัญคำแนะนำจากตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สารวัตรใหญ่ ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. ระบุว่า ธุรกิจให้เช่ารถควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย1. ตรวจสอบสถานะนิติบุคคลผ่านระบบของ DBD2. ขอดูตัวจริงของกรรมการผู้มีอำนาจ3. หลีกเลี่ยงการรับเงินสดโดยไม่มีหลักฐานการโอน4. อย่าทำสัญญากับบุคคลที่ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้5. หากมีเหตุผิดปกติ เช่น ถอด GPS หรือขาดการติดต่อ ให้รีบแจ้งสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ทันที

ยึดสินค้าปลอม 100,000 ชิ้น เสียหายกว่า 20 ล้าน
อ่าน

ยึดสินค้าปลอม 100,000 ชิ้น เสียหายกว่า 20 ล้าน

พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และร้อยตำรวจเอก วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้สั่งการให้ ร้อยตำรวจเอก พลสัณห์ เทิดสงวน ผู้อำนวยการกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองคดีทรัพย์สินทางปัญญา และเจ้าหน้าที่กองปฏิบัติการพิเศษ ร่วมกันนำหมายค้นของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าทำการตรวจค้นร้านค้าและโกดังต้องสงสัยว่าถูกใช้ในการลักลอบจำหน่าย และเก็บสินค้าประเภทเสื้อ กางเกงกีฬา กระเป๋า แว่นตา รองเท้า และแก้วน้ำ ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า จำนวน 19 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีตัวแทนของผู้เสียหายเข้าร่วมสังเกตการณ์ย่านห้างสรรพสินค้าดังในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผลการตรวจค้นพบสินค้าประเภทเสื้อ กางเกงกีฬา กระเป๋า แว่นตา รองเท้า และแก้วน้ำ ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าของบริษัทชั้นนำต่าง ๆ เช่น Nike Under Armour Adidas Louis Vuitton Hermes Chanel และ Gucci โดยสามารถตรวจยึดสินค้าของกลางได้มากกว่า 100,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 20 ล้านบาท กรณีดังกล่าวเป็นการดำเนินการในคดีพิเศษที่ 105/2567 อันอาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้ยึดสินค้าดังกล่าวและนำส่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษของกองคดีทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อตรวจสอบและเป็นพยานหลักฐานในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เตรียมขยายผลขบวนการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศต่อไป และเตรียมขยายผลไปยังบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการดำเนินการในเรื่องดังกล่าว กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการป้องกันปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง เพื่อเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจและปกป้องประชาชนมิให้ได้รับอันตรายจากการใช้สินค้าปลอมยี่ห้อต่าง ๆ ตลอดจนเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประเทศไทยมีสถานการณ์จัดอันดับการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระดับที่ดีขึ้น โดยการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญานอกจากจะเป็นการละเมิดสิทธิของเจ้าของทรัพย์สินทางปัญญาแล้ว ยังเป็นการทำลายระบบเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอความร่วมมือจากประชาชน หากพบเห็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โปรดแจ้งเบาะแสได้ที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ โทร. 1202 (โทร.ฟรีทั่วประเทศ)

เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ
อ่าน

เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ

ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอมนางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอม แจ้งให้ข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และให้เพิ่มบัญชีธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีเอกสารปลอมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับ อีกทั้งยังใช้บัตรเจ้าหน้าที่ปลอมแอบอ้างเพื่อหลอกให้โอนเงินดังนั้น จึงขอเตือนผู้รับบำนาญ อย่าหลงเชื่อเอกสารที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลางเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด หรือการเพิ่มและยืนยันบัญชีเงินฝากธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการเกษียณแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น การโทรหาผู้รับบำนาญ การส่งเอกสารปลอม/หนังสือราชการปลอม ไลน์ปลอม และ sms ปลอม ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงมีลักษณะคล้ายกัน โดยมิจฉาชีพจะพยายามพูดคุยหรือจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตาม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าหลงเชื่อ ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ sms ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ มาให้กดรับ ห้ามกดรับโดยเด็ดขาดทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง
อ่าน

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง

นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์ ขบ. ไปใส่ในรูปโปรไฟล์ พร้อมทั้งนำรูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโฆษณาหลอกลวงว่าสามารถออกใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง และสามารถรอรับใบขับขี่ที่บ้านได้เลย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมโทรติดต่อหรือส่ง SMS เพื่อเชิญชวนให้ Add Line ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและถูกหลอกลวงจนก่อให้เกิดความเสียหายได้การทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถดูข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ จะมีขั้นตอนการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์และข่าวแจ้งเตือนด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ข้อมูลถูกต้องและปลอดภัย ปัจจุบัน ขบ. ได้ยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนสำหรับคนไทยด้วย ThaiD เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.thทั้งนี้ การติดตั้งแอปฯ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ดังนี้1) ติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ของ ขบ. ที่ถูกต้องผ่าน Official Store เท่านั้น2) ก่อนติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ให้สังเกตข้อมูลติดต่อของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องระบุช่องทางการติดต่อของ ขบ. คือ เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th อีเมล mobiledeveloperdlt@gmail.com นโยบายความเป็นส่วนตัว https://www.dlt.go.th/th/privacy-policy/3) ไม่คลิกลิงก์ที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรง หากพบการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน ขบ. จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือมีข้อสงสัยมายัง ขบ. ได้โดยตรงหรือสายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโม

ดีเดย์ วันนี้วันแรก 1 ม.ค. 2568 รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล
อ่าน

ดีเดย์ วันนี้วันแรก 1 ม.ค. 2568 รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล

วันนี้ ( 1 ม.ค. 68) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในไทยอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การฉ้อโกงจากมิจฉาชีพที่ใช้การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาสร้างความน่าเชื่อถือไปหลอกลวงประชาชนและใช้ความคล่องตัวในการทำธุรกิจ โดยนำหลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารมาใช้รับเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินจากธนาคาร ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของประชาชนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลเร่งแก้ไขนายคารม กล่าวว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือจากทุกส่วนราชการต่าง ๆ เดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงิน (HR-03) กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมออกคำสั่งการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หากมีชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการ ที่ระบุในคำขอ เป็นบุคคลที่มีชื่อในข้อมูล HR-03 จะชะลอการจดทะเบียนไว้ก่อน และให้บุคคลนั้นมาแสดงตน และแสดงหลักฐาน หากไม่มา จะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันทีเริ่มบังคับใช้ 1 มกราคม 2568 เพื่อสกัดกั้นการเปิดบัญชีม้านิติบุคคล การออกคำสั่งดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งมาตรการ ที่จะช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์กับการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล อีกทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่มีผลบังคับใช้กฎหมายในการจับกุม อย่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อช่วยกันยับยั้งไม่ให้คนกลุ่มนี้ทำลายระบบเศรษฐกิจของไทยและประชาชนคนไทย นายคารม ระบุภาพจาก Getty Images

“สมศักดิ์”สั่งจัดการเด็ดขาด รพ.ไหนปลอมใบรับรองแพทย์ให้ต่างด้าว ต้องเจอคุก
อ่าน

“สมศักดิ์”สั่งจัดการเด็ดขาด รพ.ไหนปลอมใบรับรองแพทย์ให้ต่างด้าว ต้องเจอคุก

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการปลอมใบรับรองแพทย์ของสถานพยาบาล ให้กับแรงงานข้ามชาติว่า หากมีการปลอมแปลงเกิดขึ้น จะแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุข หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบก็ได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเน้นเรื่องการตรวจสุขภาพของแรงงานข้ามชาติว่า ต้องมีความละเอียด เพราะโรคบางชนิดหายไปจากประเทศไทยนานแล้ว แต่ก็โผล่ออกมาอีก เช่น โรคอหิวาตกโรคที่ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ที่มีแรงงาน หรือคนที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย ไปติดเชื้อคนไทย 2 คน ที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่เป็นเชื้อที่ไม่ได้รุนแรง โดยกระทรวงสาธารณสุขก็ติดตามเฝ้าระวังอยู่ไม่ให้เข้ามา ซึ่งตอนนี้เราก็ป้องกันบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยเราได้ฝ่ายปกครอง, ทหาร และตำรวจช่วยดูแลอยู่ ส่วนวัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,400 กว่าโดสจะมอบให้ฝ่ายที่ดูแลป้องกัน และบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ใกล้กลุ่มเสี่ยง พร้อมกับถ่ายทอดความรู้การรักษาไปยังบริเวณพื้นที่ชายแดน และหากรัฐบาลเมียนมาขอบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอย่างเป็นทางการ เราก็จะส่งบุคลากรข้ามไปช่วย ซึ่งต้องมีการร้องขอเมื่อถามถึงกรณีที่โรงพยาบาลออกใบรับรองแพทย์ให้ แต่ไม่มีแรงงานข้ามชาติไปตรวจสุขภาพจริง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้แจ้งมาจะไปจับให้ และจะจัดการให้เรียบร้อยภายใน 1-2 วัน ขอให้เอาข้อมูลมาให้ตน เพราะกำลังตามหาอยู่ ซึ่งอยากจะจัดการดำเนินการ ซึ่งตนไม่ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เพราะกลัวว่า หากโรคระบาดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ตนเองจะเหนื่อย และหากเราป้องกันไว้ดีแล้ว เจ็บป่วยขึ้นมาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปรู้เห็นเป็นใจ ก็ขอรายละเอียดตรงนี้ และคงไม่จัดทีมสุ่มตรวจโรงพยาบาล เพราะมีโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก คงทำแบบนั้นไม่ไหว ขอแค่ส่งข้อมูลมาจะไปจัดการให้ ยืนยันว่า เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการอย่างรวดเร็วนายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้จะต้องมีคนติดคุก และรัฐบาลจะปรับแนวทางในการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งเรื่องแรงงานข้ามชาติ ขอย้ำว่าหากมีข้อมูล ให้รีบส่งเข้ามาภายใน 1-2 วันนี้