รีเซต

ผลการค้นหา “职中毕业证和高中毕业证假的区别<网址:bbzz58.com>” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ทรู สเปซ
สิทธิพิเศษ

ทรู สเปซ

ทรู สเปซ (True Space Co., Ltd.)

ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? วิธีรอดฉบับเร่งด่วน บินในประเทศได้ ไม่ต้องกลับบ้านไปเอา
อ่าน

ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? วิธีรอดฉบับเร่งด่วน บินในประเทศได้ ไม่ต้องกลับบ้านไปเอา

จัดกระเป๋ามาอย่างดีรีบตื่นเช้าไป สนามบิน แต่พอถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน รื้อกระเป๋าจนทั่วแต่ต้องหน้าซีดเพราะ หาบัตรประชาชนไม่เจอ! จะกลับบ้านไปเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเครื่องออกแน่ๆ จะยกเลิกทริปเลยดีไหม? ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแพนิคจนทิ้งตั๋ว เพราะปัญหานี้มีทางออก วันนี้เราจะสรุปให้ว่าถ้า ลืมบัตรประชาชน (สำหรับบินในประเทศ) อะไรรอดอะไรร่วง มาดูกันครับ ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? ตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนเข้าใจผิดก่อนเลย หลายคนคิดว่า "ก็ถ่ายรูปบัตรเก็บไว้ในแกลเลอรี่แล้วไง เปิดโชว์เจ้าหน้าที่ได้ไหม?" คำตอบคือไม่ได้ ❌! ตามกฎการบินพลเรือนฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย หรือภาพแคปหน้าจอ (Screenshot) ในการยืนยันตัวตน เพราะตรวจสอบความถูกต้องยาก และเสี่ยงต่อการปลอมแปลง ดังนั้นลบรูปในอัลบั้มไปได้เลย ใช้ไม่ได้จริงๆ 1. แอปพลิเคชัน "ThaID" ถ้าเคยลงทะเบียนแอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครองเอาไว้ นับว่ารอดตายราวปาฏิหาริย์เลย เพราะเราสามารถเปิดแอปพลิเคชัน ThaID ขึ้นมา แล้วกดแสดงบัตรประชาชนดิจิทัลผ่านตัวแอปฯ สดๆ ให้เจ้าหน้าที่ดู ย้ำว่าต้องเปิดแอปฯ จริงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เท่านั้น ห้ามแคปหน้าจอเด็ดขาด ใช้ได้ตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอิน ไปจนถึงจุดตรวจค้น (Security) ก่อนเข้า Gate เลย 2. เอกสารราชการตัวจริงอื่นๆ ถ้าไม่ได้ลงแอป ThaID ไว้ ให้ลองค้นกระเป๋าดูว่ามีบัตรที่มีรูปหน้าเรา และออกโดยหน่วยงานรัฐเหล่านี้ติดตัวมาไหม (ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น) ใบขับขี่ ใช้ได้ทั้งแบบบัตรแข็ง หรือใบขับขี่ดิจิทัล (DLT QR Licence) ผ่านแอปฯ กรมขนส่งฯ พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) เล่มจริง ใช้แทนบัตรประชาชนบินในประเทศได้เลย บัตรข้าราชการ / บัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรประจำตัวคนพิการ หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุและสามเณร สำหรับบินในประเทศ เอกสารเหล่านี้แม้จะหมดอายุ ก็ยังอนุโลมให้ใช้เดินทางได้ ขอแค่รูปหน้าในบัตรยังชัดเจน และดูออกว่าเป็นเรา 3. แจ้งตำรวจ Sorbis / shutterstock.com ถ้าซวยซ้ำซ้อน กระเป๋าตังค์หาย มือถือก็ไม่มีแอปฯ จะทำยังไง? ให้มองหาตำรวจสนามบิน ไปที่ สถานีตำรวจภูธรย่อย หรือ จุดบริการตำรวจ ภายในสนามบินนั้นๆ แล้วแจ้งความ บอกเจ้าหน้าที่ว่าบัตรหาย/ลืมบัตร ต้องการเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขึ้นเครื่อง ตำรวจจะสอบถามข้อมูล และออกใบรับแจ้งความ หรือเอกสารยืนยันตัวตนชั่วคราวให้ แล้วเอาใช้บินได้เลย นำเอกสารใบนั้นไปยื่นที่เคาน์เตอร์สายการบินแทนบัตรประชาชนได้ทันที รู้วิธีแก้ปัญหาแล้ว ครั้งหน้าก่อนออกจากบ้าน ท่องไว้ให้ขึ้นใจ "มือถือ กระเป๋าตังค์ บัตรประชาชน" เช็กให้ชัวร์ก่อนปิดประตูบ้าน จะได้เดินทางแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องมาลุ้นระทึกหน้า Gate ครับ ====================

ประวัติ นานา ไรบีนา
อ่าน

ประวัติ นานา ไรบีนา

ประวัติ นานา ไรบีนา นานา ไรบีนา หรือ ไรบีนา ตันวิมล ต่อมาได้เปลี่ยนนามสกุลหลังแต่งงานเป็น ไรบีนา อินทชัย เกิดวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2523 ที่จังหวัดสงขลา มีพี่น้องทั้งหมด 2 คน โดยมีน้องสาว 1 คน ด้านการศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปัจจุบันนานารับหน้าที่เป็นคุณแม่ฟูลไทม์ ดูแลครอบครัวและธุรกิจของครอบครัว และยังเป็นพี่ใหญ่ของแก๊งนางฟ้า แก๊งสาวสวยคนดังในตำนาน ที่ปัจจุบันกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากกรณีที่มีกระแสข่าวดาราสาว น. ติดหนี้ 400 ร้อยล้าน ต่อมา นานา ได้ออกมายอมรับว่าเป็นเธอเอง พร้อมขอโทษและขอโอกาสปรับปรุงตัวเอง แก้ไขปัญหา รวมถึงขอโอกาสจากเพื่อนรัก เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณส่วนความสัมพันธ์ของแก๊งนางฟ้าตอนนี้ ทุกคนได้อันฟอลโลว์นานาหมดแล้ว เหลือเพียง แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์ ที่ยังติดตามเธออยู่ ต่อมาเช้าวันที่ 3 ธ.ค.2568 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผกก.4.บก.ปอศ.) ได้เข้าควบคุมตัวนานา ไรบีนาที่บ้านพักย่านพระโขนง ในข้อหาฉ้อโกง และ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน แก๊งนางฟ้าสะเทือน! เงินบาดมิตรภาพ หลัง "นานา" ตัวแม่กาวใจ มีปัญหาเรื่องเงิน! ประวัติ นานา ไรบีนา ด้านชีวิตในวงการบันเทิง นานา ไรบีนา เคยมีผลงานในวงการบันเทิงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น วีเจ ดีเจ พิธีกร นักแสดง รวมถึงนักแข่งรถที่สร้างชื่อให้เธอมาก ๆ ในส่วนของงานดีเจ นานา จัดรายการอยู่ที่คลื่น VirginHitz อยู่นานหลายปี ก่อนจะผันตัวทำธุรกิจและเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ แต่ก็ยังคงวนเวียนอยู่ในวงการบันเทิงอยู่เรื่อย ๆ ด้านชีวิตส่วนตัว นานา ไรบีนา แต่งงานกับศิลปินฮิปฮอปชื่อดัง เวย์ ไทเทเนียม หรือ ปริญญา อินทชัย มีบุตร-ธิดาเป็นฝาแฝดชาย-หญิง ชื่อ น้องบีน่า และ น้องบรู๊คลิน ปัจจุบันนานาและเวย์ซื้อที่ ที่ต่างจังหวัดและทำเป็นบ้านพักตากอากาศ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจมากมายหลายอย่าง อาทิ ร้านตัดผม, ร้านเสื้อผ้าเด็ก เป็นต้น ในส่วนของเพื่อนสนิท นานาเป็นพี่ใหญ่ของแก๊งนางฟ้า แก๊งสาวสวยคนดังในตำนาน ที่ปัจจุบันกำลังมีปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ จากกรณีที่มีกระแสข่าวดาราสาว น. ติดหนี้ 400 ร้อยล้าน ต่อมา นานา ได้ออกมายอมรับว่าเป็นเธอเอง พร้อมขอโทษและขอโอกาสปรับปรุงตัวเอง แก้ไขปัญหา รวมถึงขอโอกาสจากเพื่อนรัก เจนี่ เทียนโพธิ์สุวรรณส่วนความสัมพันธ์ของแก๊งนางฟ้าตอนนี้ ทุกคนได้อันฟอลโลว์นานาหมดแล้ว เหลือเพียง แอน อลิชา หิรัญพฤกษ์ ที่ยังติดตามเธออยู่ ต่อมาเช้าวันที่ 3 ธ.ค.2568 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ผกก.4.บก.ปอศ.) ได้เข้าควบคุมตัวนานา ไรบีนาที่บ้านพักย่านพระโขนง ในข้อหาฉ้อโกง และ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน ผลงานละครโทรทัศน์ แก้ว ทางไอทีวี ดีเจ VirginHitz ไอจี นานา ไรบีนา @nanarybena https://www.instagram.com/nanarybena/ อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : แก๊งนางฟ้าสะเทือน! เงินบาดมิตรภาพ หลัง "นานา" ตัวแม่กาวใจ มีปัญหาเรื่องเงิน! นานา ร้องไห้อยากให้เพื่อนรับโทรศัพท์ เจนี่ เสียใจเพราะไม่บอกความจริง ลั่นเพื่อนคนนี้ผิดไปแล้ว! นานา เคลื่อนไหว!! ขอโอกาสโพสต์ขายบ้าน หลังทำผิดพลาด ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม nanarybena

กยศ.ดึงผู้กู้ 1.2 แสนราย เข้าหักเงินเดือนผ่านนายจ้าง มี.ค.69
อ่าน

กยศ.ดึงผู้กู้ 1.2 แสนราย เข้าหักเงินเดือนผ่านนายจ้าง มี.ค.69

#ทันหุ้น กยศ.เตรียมความพร้อมนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ยืม 1.2 แสนรายมีนาคม 2569นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือนทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย“กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินกู้ยืมของ กยศ. เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งเงินที่ได้รับชำระคืนจะนำไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป”

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง
อ่าน

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง

สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไป ทำงาน หรือ ไปเที่ยว หากพาสปอร์ต หรือ หนังสือเดินทาง หาย ระหว่างการเดินทาง ไม่ต้องตกอกตกใจไปค่ะ เรามี 2 ขั้นตอนต้องทำ มาบอกกันตามนี้ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง มาดูกันได้เลย! อัปเดต สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำไง? แจ้งความกับ สถานีตำรวจในท้องที่ ที่เอกสารหาย ติดต่อ สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการออกเอกสารการเดินทางไทยฉบับใหม่ ได้แก่ เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (กรณีต้องเดินทางผ่านประเทศอื่น ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย) เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Travel Document) หรือ หนังสือเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Passport) สามารถใช้แทนหนังสือเดินทางตัวจริงได้ ภาพจาก : กรมการกงสุล คำแนะนำเพิ่มเติม เก็บสำเนาเอกสาร : ถ่ายสำเนาพาสปอร์ต บัตรประชาชน วีซ่า และเก็บแยกจากตัวจริงเสมอ มีประกันเดินทาง : ประกันเดินทางช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารเดินทางใหม่ และมีสายด่วนช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

"เทศน์ ไมรอน" เปิดใจชีวิตลูกครึ่งไม่ง่าย! ปรับตัวสู้เพื่ออยู่บนเวทีบันเทิงไทย
อ่าน

"เทศน์ ไมรอน" เปิดใจชีวิตลูกครึ่งไม่ง่าย! ปรับตัวสู้เพื่ออยู่บนเวทีบันเทิงไทย

รายการ Prime Cast สัปดาห์นี้พบกับ เทศน์ ไมรอน จากเด็กจุฬาฯ สู่พระเอกลูกครึ่งสายสุขภาพ เผยเคล็ดลับดูดีอย่างยั่งยืน เป็นคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเผยถึงแนวคิดเรื่อง Health Span และ Beauty Health Span พร้อมเล่าถึงจุดเริ่มต้นวงการบันเทิงไทย การปรับตัวด้านวัฒนธรรม โดยเฉพาะเรื่องความเกรงใจ และแชร์กิจวัตรสุขภาพที่ใครๆ ก็ทำตามได้ "เทศน์ ไมรอน" เปิดใจชีวิตลูกครึ่งไม่ง่าย! ปรับตัวสู้เพื่ออยู่บนเวทีบันเทิงไทย ชื่อเทศน์มาจาก ? เทศน์ : เทศน์มาจากภาษาอังกฤษ เอ่อ My English name is Tate แล้วก็ชื่อภาษาไทยก็คือ เทศน์ ก็คือมีความหมายเหมือนพระเทศน์เลย ได้ข่าวว่าเพิ่งเรียนจบ ? เทศน์ : เพิ่งเรียนจบครับ เด็กจุฬา Balac cu คณะอักษรศาสตร์ ภาคอินเตอร์ นิยามความเป็นตัวเองหน่อย สมมติว่าเป็นผู้หญิงที่เพิ่งเจอกัน จะแนะนำตัวเองยังไง ? เทศน์ : สวัสดีครับ ผมเทศน์ ผมรุ่น 64 ครับ Nice to meet you เล่าถึงชีวิตหน่อย โตมาที่ไหน ? เทศน์ : ผมเกิดที่ดับลิน ไอร์แลนด์ ผมเกิดที่โน้นแล้วก็ย้ายไปอยู่อังกฤษ ย้ายไปฮ่องกง แล้วย้ายมาไทยครับ คุณพ่อผมเป็นคนอังกฤษ แม่ผมเป็นคนไทย ผมโตมากับการพูดภาษาอังกฤษและฟังภาษาไทย แล้วก็เพิ่งมาเรียนภาษาไทยจริงจัง ตอนย้ายมาไทย มาทำงานครับ พอเรียนจบก็คือจะทำงานที่นี่ จะดูว่าเป็นอะไรยังไง อีกสัก 5 ปี แล้วก็ลองดูชีวิตใหม่ ระหว่าง อังกฤษ ฮ่องกง ไทย คิดว่าที่ไหนคือบ้านของคุณ ? เทศน์ : ผมว่าทุกที่แหละ ที่อังกฤษผมก็จะมีครอบครัว ที่ไทยผมก็มีครอบครัว ก็ถือว่าเป็น two homes แล้วกัน ที่ไทย ผมทำงานอยู่ตอนนี้ ที่ไหนที่มีงานทำก็นั่นแหละ งานเป็นยังไงบ้างตอนนี้ชีวิต ทำอะไรอยู่บ้าง ? เทศน์ : งานดีครับ เพิ่งเล่นละครเวทีไปที่รัชดาลัย 2499 ครับ แสดงกันน่าจะ 29 รอบ คิดว่ากับการทำงานในวงการไทยตอนนี้ อะไรที่ยากที่สุด ? เทศน์ : นอกจากภาษา ข้อแรก ภาษาไทยก่อน and then sometimes like บทที่มา หรือว่าแบบมุก ผมจะไปไม่ทันมุกคนอื่น หรือว่าจะไม่เข้าใจแบบ subtext ของบางอย่าง อยู่ประเทศไทยอะไรที่รู้สึกว่า Culture Shock (คัลเจอร์ช็อก) ที่สุด ? เทศน์ : ผมว่าความน่ารักของคนไทย ความเกรงใจ คือที่ฮ่องกงแล้วก็ที่อังกฤษ ไม่ใช่ว่าคนที่โน้นไม่น่ารักนะครับ แต่ว่ามันคนละอย่าง แต่ที่นี่เหมือนทุกคนจะยิ้มตลอดเวลา ทุกคนพร้อมที่จะช่วยทุก ๆ อย่าง ต้องปรับตัวเยอะไหมกับการที่ทุกคนเกรงใจ พูดตรงไม่ได้ในประเทศไทย ? เทศน์ : ผมก็อาจจะต้องเรียนรู้ความเกรงใจ ซึ่งดี สำหรับความรู้ ผมก็จะคอยมีแบบคุณป้า เป็นผู้จัดการผมนั่นแหละ เขาก็จะคอยสอนว่าแบบ จริง ๆ เขาทำแบบนี้เพราะว่าเขาเกรงใจนะ มันเป็นคอนเซปต์ใหม่ตอนมาแรก ๆ ตอนนี้ก็เข้าใจแล้ว วันว่างนอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ? เทศน์ : วันว่าง my routine ถ้าผมรู้ว่าพรุ่งนี้ผมว่าง ผมก็จะนอนดึกหน่อย ผมก็จะดูหนัง เป็นคนชอบดูหนังมาก ๆ ก็จะอาจจะนอนสักเที่ยงคืน ตีหนึ่ง แล้วก็ตื่น อาจจะตื่น 9:30 น. 10:00 น. แล้วก็ชอบไปออกกำลังกายตอนเช้า ผมชอบทำพวกแบบ Fasted Cardio, Fasted Exercise ผมรู้สึกว่ามัน Alert ดื่มกาแฟ แล้วก็ไปออกกำลังกาย แล้วมันรู้สึกเหมือนแบบตื่น เป็น Extrovert หรือ Introvert ? เทศน์ : คิดว่าเป็นคนชอบเข้าสังคม (Extrovert) นะ ผมชอบการได้อยู่ท่ามกลางผู้คน มันทำให้รู้สึกมีพลัง แล้วเรื่องอาหาร บาลานซ์ยังไงบ้าง ? เทศน์ : พยายามกินโปรตีนให้ถึง อันนั้นคือเป้าหมาย number one ของ Daily protein intake คือต้องถึง นอกจากนั้นก็พยายามแบบเลี่ยงของทอด หรือว่าอาหารแปรรูป พยายามไม่กิน จะกิน whole food อะไรที่ถ้าเรารู้เลยว่ามันคืออะไร มาจากไหน เช่น ไก่คือไก่ ในมุมมองของเทศน์ Health Span คืออะไร ? เทศน์ : เป็น Concept หนึ่งที่ใหม่ มันก็ต่างจาก Life Span เนอะ จริง ๆ แล้ว Health Span กับ Life Span มันไม่เหมือนกัน มันคล้ายกัน แต่ว่า Health Span ก็คือระยะของสุขภาพของเรา สำหรับผมมันก็คือการดูแลตัวเองที่ใช้วิธีที่สามารถทำได้ทุกวัน ยั่งยืน มันต้องเป็นวิธีที่เรารู้สึกว่าเรามีความสุขตอนที่เราทำ แล้วมันต้องเป็นวิธีที่ปลอดภัย หลัก ๆ มันคือ consistent มันคือความ sustainable ของวิธีที่เราเลือกดูแลสุขภาพ อีกอย่างหนึ่งที่ผมก็รู้สึกว่าน่าสนใจคือ concept ของ Health Span พอผมอินกับมันไปเรื่อย ๆ ผมเริ่มเข้าใจว่าจริง ๆ มันไม่ใช่แค่สุขภาพร่างกาย มันคือสุขภาพของ beauty ของเราด้วย แบบผิวหน้าของเราด้วย ซึ่งผมก็เลยมีคอนเซปต์ใหม่ขึ้นมา ก็คือแบบ Beauty Health Span ก็คือวิธีที่ปลอดภัย วิธีที่ยั่งยืน สำหรับการดูแลผิวด้วยครับผม ตอนนี้คิดยังไงกับการที่ผู้ชายเริ่มหันไปดูแลตัวเอง เข้าคลินิก ดูแลผิว ? เทศน์ : ผมรู้สึกว่าสมัยนี้มันคืออะไรที่แบบสำคัญมาก ๆ I think everybody ทุกคนทำได้ มันคือการดูแลตัวเอง แล้วผมรู้สึกว่าถ้าเราทำอะไรแล้วรู้สึกว่ามั่นใจขึ้น มีความสุขขึ้น แล้วชอบเป็นอะไรที่ทำได้สม่ำเสมอ เป็นอะไรที่ผมสนับสนุนมาก ๆ สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot วันพฤหัสบดี เวลา 18.00 น.

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้
อ่าน

ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ประกาศรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2568 ครั้งที่ 5 (เพศหญิง)ในตำแหน่ง ผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ งานหล่อกลึงโลหะ งานพ่นสี งานปั้มขึ้นรูปโลหะ งานหล่อพลาสติก และงานผลิตอาหารสำเร็จรูป ระหว่างวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี ผู้ผ่านการคัดเลือกเดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 17,800 บาท ฟรี ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดเมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานทางเทคนิค และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 134,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ "สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง สมัครไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น"คุณสมบัติเบื้องต้นต้องเป็นเพศหญิง อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา สูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีรอยสักบนร่างกาย ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักโดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้นการสอบคัดเลือกสำหรับการสอบคัดเลือกจะใช้วิธีการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และสอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ facebook: IMthailand ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นกับกรมการจัดหางาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางานข่าวที่เกี่ยวข้อง- ฝึกงานญี่ปุ่น! รับสมัครชาย-หญิงไทย ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม เช็กช่องทางสมัครที่นี่- ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับชายไทย 18 - 30 ปี สมัครออนไลน์ฟรี เช็กที่นี่

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เร่งจัดสรรทุนเสมอภาค 1.5 พันล้านบาท ช่วยเด็กยากจนพิเศษ 8 แสนคน
อ่าน

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เร่งจัดสรรทุนเสมอภาค 1.5 พันล้านบาท ช่วยเด็กยากจนพิเศษ 8 แสนคน

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ระหว่างวันที่ 21-24 กรกฎาคม 2568 นี้ กสศ.จะจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข หรือทุนเสมอภาค ให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มที่ได้รับทุนต่อเนื่อง (รอบที่ 1 ) ตั้งแต่ช่วงชั้น อนุบาล 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่3 ในสถานศึกษามากกว่า 30,000 แห่งทั่วประเทศใน 6 สังกัดได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(บช.ตชด.) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พ.ศ.) สำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร (กทม.) จำนวนราว 800,000 คน งบประมาณ 1,536 ล้านบาทสำหรับนักเรียนกลุ่มใหม่ที่โรงเรียนจะคัดกรองเข้ามากสศ.เปิดระบบให้ครูประจำชั้นที่ดำเนินการเยี่ยมบ้านในช่วงเปิดเทอม 1/2568 สามารถบันทึกข้อมูลแบบขอรับเงินอุดหนุนนักเรียน หรือ นร/กสศ.01 ระหว่างวันที่ 7-21 กรกฎาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ https://cct.eef.or.th/nbsp; หากมีข้อสงสัย คุณครูสามารถสอบถามได้ที่ 02-079-5475 กด 1 หรือแอด Line เพิ่มเพื่อนที่ line @cctthailand โดยนักเรียนกลุ่มใหม่นี้ กสศ.จะประกาศรายชื่อนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรอง วันที่ 21 สิงหาคม 2568“ในช่วงเปิดเทอมทุกปีเป็นฤดูกาลลงพื้นที่เยี่ยมบ้านของคุณครูประจำชั้นเพื่อสำรวจความเป็นอยู่ของลูกศิษย์ กสศ. ได้เปิดระบบให้คุณครูสามารถกรอกข้อมูลสถานะครัวเรือนของนักเรียนที่คุณครูพบว่าสมาชิกครัวเรือนมีรายได้เฉลี่ยต่อคน/เดือนต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศที่ 3,043 บาท เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ได้รับการพิจารณาสนับสนุนทุนเสมอภาค ซึ่งแทบทุกปีจะมีครัวเรือนมากกว่า 2 ล้านครัวเรือนได้รับการเสนอข้อมูลผ่านระบบเข้ามาให้ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 หน่วยงานได้พิจารณาจัดสรรทุนเสมอภาค หากนักเรียนอยู่ในครัวเรือนยากจนหรือยากจนพิเศษ น้องๆ ก็จะได้รับการสนับสนุนเงินปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนและทุนเสมอภาค อย่างต่อเนื่อง 3 ปีการศึกษา ในวงเงินตั้งแต่ 1,000-7,200 บาท ต่อปีการศึกษา ตามระดับการศึกษา ระดับความยากจนของครัวเรือน และตามที่ กสศ. และหน่วยงานต้นสังกัดทั้ง 6 สังกัดได้รับการจัดสรรงบประมาณจากทางรัฐบาลมาในแต่ละปี”ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า กสศ. ร่วมมือกับ 6 หน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษากว่า 30,000 แห่ง เพื่อสำรวจ 2 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ นำมาสู่ระบบฐานข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษทั้ง 1.3 ล้านคน เกิดระบบการช่วยเหลือนักเรียน ระบบการชี้เป้าและส่งต่อการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงกว่าการศึกษาภาคบังคับ จากแหล่งทุนต่างๆ ทั้ง ภาครัฐ เอกชน มูลนิธิ และประชาชน เช่น กสศ.ส่งข้อมูลนักเรียนทุนเสมอภาคที่ยืนยันสิทธิ์ในระบบ TCAS ให้มหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาส่งเสริมหรือดูแลนักเรียนกลุ่มนี้ได้รับทุนการศึกษาต่อเนื่อง และรวบรวมแหล่งทุนการศึกษาภายใต้โครงการส่องทางทุน เพื่อช่วยผลักดันให้นักเรียนยากจนและด้อยโอกาสที่ต้องการศึกษาในระดับสูงกว่าภาคบังคับได้เข้าถึงแหล่งทุนการศึกษากว่า 156 แหล่งทุน และมีทุนการศึกษาจำนวนกว่า 451 ประเภททุนการศึกษาสำหรับทุนเสมอภาค ของกสศ. เป็นเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข สำหรับเด็กเยาวชนในครัวเรือนที่มีความยากจนระดับที่รุนแรง ในระดับที่แม้จะมีนโยบายเรียนฟรี แต่ยังมีอุปสรรคทำให้เด็กไม่สามารถมาเรียนได้ เช่น ไม่มีค่าเดินทาง ไม่มีค่าอาหาร ความห่างไกล ทุรกันดาร ขาดแคลนของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน และอุปกรณ์การเรียน กสศ.จึงจัดสรรทุนเสมอภาค เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาในรายการที่นอกเหนือ จากรัฐจัดสรรให้ เช่น ค่าเดินทางไปโรงเรียน ค่าอาหาร โดยนักเรียนผู้รับทุนต้องรักษาอัตราการมาเรียนไม่ให้น้อยกว่าร้อยละ 85 และมีพัฒนาการที่สมวัยตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขผลลัพธ์ของโครงการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ช่วยป้องกันไม่ให้นักเรียนยากจนพิเศษหลุดออกจากระบบก่อนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ ผ่านอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษา และอัตราการศึกษาต่อในช่วงชั้นรอยต่อของการศึกษา (อ.3, ป.6, ม.3) ล่าสุดในปี 2567 มีนักเรียนกลุ่มยากจนพิเศษจำนวนรวม 1.34 ล้านคน ได้รับเงินอุดหนุนทุนเสมอภาคเพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องด้านการศึกษา พบอัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ที่ร้อยละ 97.88นอกจากนี้กสศ.ยังพัฒนาต้นแบบระบบสารสนเทศเพื่อการคัดกรองความเสี่ยงของนักเรียนที่ครอบคลุมทุกมิติ (OBEC CARE) นำร่องใน 29 เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา จำนวน 1,136 โรงเรียน ใช้ข้อมูลต่อยอดในการส่งเสริมพัฒนาและการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกว่า 280,000 คน และการจัดทำมาตรการป้องกันการเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษาเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเตรียมพร้อมขยายทั่วประเทศในปีการศึกษา 2568 นี้

สมัครสอบครูผู้ช่วย 2568 สังกัดสพฐ. ประจำปี 2568 เปิดรายละเอียด-ขั้นตอนการสมัคร
อ่าน

สมัครสอบครูผู้ช่วย 2568 สังกัดสพฐ. ประจำปี 2568 เปิดรายละเอียด-ขั้นตอนการสมัคร

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยสามารถสมัครสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.com ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 22.00 น.รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2568 การรับสมัครสอบครูผู้ช่วย 2568ผู้ประสงค์จะสมัครสอบแข่งขัน สามารถสมัครสอบผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้เพียงทางเดียวเท่านั้น ระหว่างวันที่ 9 -15 กรกฎาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ยกเว้นวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ระบบจะปิดรับสมัคร เวลา 16.30 น. โดยสมัครสอบ ได้ที่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.comเอกสารที่ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วย 2568- สำเนาปริญญาบัตร หรือ สำเนาใบรับรองคุณวุฒิ- สำเนาระเบียนแสดงผลการศึกษา (Transcript)- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน- สำเนาทะเบียนบ้าน- รูปถ่ายหน้าตรง (ขนาดและจำนวนรอประกาศอย่างเป็นทางการ)- สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือ หลักฐานจากคุรุสภา ที่อนุญาตให้ปฏิบัติการสอน- สำเนาหนังสือรับรองคุณวุฒิ (กรณีจบใหม่/รอรับปริญญา)- ใบรับรองแพทย์กรณีเป็นข้าราชการ/พนักงานท้องถิ่น- สำเนาบัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ- หนังสืออนุญาตให้สมัครสอบ- เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล- สำเนาประกาศนียบัตรบัณฑิตขั้นตอนการกรอกใบสมัครสอบครูผู้ช่วย 25681. อ่านประกาศรับสมัครสอบเข้าสู่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.com คลิกเลือกเมนู สมัครสอบ อ่านขั้นตอนการสมัครและคลิกที่ปุ่ม [ดำเนินการต่อคลิกที่นี่] (อยู่ด้านล่าง) เพื่อสมัครสอบ2. กรอกข้อมูลใบสมัครกรอกข้อมูลลงใน "แบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์" ให้ครบถ้วนและถูกต้อง เมื่อกรอกครบถ้วนแล้วคลิกปุ่ม [ต่อไป] จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลที่ท่านได้กรอกไว้ใน "แบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์" กรุณาตรวจทานข้อมูลของท่านว่าครบถ้วน และถูกต้อง3. ชำระเงินค่าสมัครสอบผ่าน QR Codeคลิกปุ่ม ตรวจสถานะการสมัครสอบ ระบบจะแสดงหน้าเว็บที่มีข้อมูลของท่านตามที่ท่านระบุ และแบบฟอร์มชำระเงิน- หากท่านต้องการ ตรวจสอบข้อมูล กรุณาคลิกปุ่ม [พิมพ์ใบตรวจสอบข้อมูล]- หากท่านไม่ต้องการดำเนินการใดๆ กรุณากดปุ่ม [กลับหน้าหลัก]4. พิมพ์ใบสมัครหากท่านต้องการพิมพ์เอกสาร ใบสมัครสอบ กรุณาคลิกปุ่ม [พิมพ์ใบสมัคร] ข้อควรระวัง การสมัครสอบครูผู้ช่วย 2568ผู้สมัครสามารถสมัครได้เพียงครั้งเดียว และสมัครได้เพียงเขตการศึกษาเดียวเท่านั้นชื่อ และนามสกุล ที่ท่านกรอกลงใน "ใบสมัครออนไลน์" จะต้องเป็นชื่อและนามสกุลที่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนกรุณาตรวจสอบเลขประจำตัวประชาชนของท่านให้ถูกต้อง เนื่องจากเลขประจำตัวประชาชนของท่านจะใช้เป็นเลขที่อ้างอิงตลอดการสอบการกรอกข้อมูลในใบสมัคร จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ ดังนั้นกรุณาตรวจทานข้อมูลให้ละเอียดก่อนคลิกปุ่ม[ส่ง ใบสมัคร] เพราะเมื่อท่านส่งใบสมัครไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้อีก และหากข้อมูลผิดพลาดอันเกิดจากการกรอกข้อมูลของท่านเองจะถือว่าใบสมัครนั้น เป็นโมฆะ และหากตรวจพบว่าท่านมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กรอกไว้ หรือขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามประกาศ จะถือว่าท่านขาดคุณสมบัติและท่านจะไม่สามารถเรียกร้องใด ๆ ได้ทั้งสิ้น

รายงานเผย หนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่ยังโสดและอยู่กับครอบครัว ไม่อยากทำงานเพิ่มมากขึ้น
อ่าน

รายงานเผย หนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่ยังโสดและอยู่กับครอบครัว ไม่อยากทำงานเพิ่มมากขึ้น

รายงานฉบับใหม่จากสถาบันแรงงานเกาหลี(Korea Labor Institute)ระบุว่าหนุ่มสาวเกาหลีใต้ที่ยังไม่แต่งงานและอาศัยอยู่กับพ่อแม่มีแนวโน้มไม่ต้องการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง10ปีที่ผ่านมารายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2025 วิเคราะห์ข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 2015-2024 จากการสำรวจประชากรว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกาหลีใต้ โดยมุ่งเน้นกลุ่มประชากรอายุ 19-39 ปี ที่ไม่อยู่ในสถานะการจ้างงานและไม่ได้หางานทำ ในปี2015เยาวชนที่ไม่ทำงานและอาศัยอยู่กับครอบครัว56.1%แสดงความตั้งใจอยากหางานทำต่อมาในปี2024ตัวเลขนี้ลดลงเหลือ50%สะท้อนว่าความปรารถนาที่จะมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของคนหนุ่มสาวลดลงตลอดทศวรรษที่ผ่านมาคนที่อยากทำงานแต่ "ไม่เชื่อว่าจะมีโอกาสได้งาน" เพิ่มขึ้นอย่างมาก ปี 2015 มีเพียง 5,382 คน ที่มีความต้องการทำงานแต่คิดว่าไม่มีโอกาส ต่อมาในปี 2024 เพิ่มขึ้นเป็น 175,000 คน สาเหตุหลักมาจากการขาดประสบการณ์ทำงาน วุฒิการศึกษาไม่ตรงกับตำแหน่งงานที่มี และการประเมินว่าไม่มีโอกาสจากระบบตลาดแรงงาน ในทางกลับกัน จำนวนผู้ที่รู้สึกว่าตนเองยังมีโอกาสได้งาน กลับลดลงจาก 79,643 คน เหลือเพียง 14,882 คนเยาวชนกว่า 2.73 ล้านคน "ไม่คิดจะหางานเลย" คิดเป็น 77% ของประชากรวัยหนุ่มสาวที่อยู่นอกระบบแรงงาน ในปี 2024 ขณะที่ประมาณ 20% ยืนยันว่า "อยากทำงาน" แต่ ไม่ได้หางานอย่างจริงจัง ภายใน 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาส่วนคนที่ตอบว่า“ถ้ามีงานก็พร้อมทำ”ลดจาก54%เหลือเพียง31%โดยลดลงอย่างชัดเจนในช่วงปี2015–2024นักวิจัยเชื่อว่าเป็นผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19ที่ทำให้ทัศนคติและโอกาสในตลาดแรงงานเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงเหตุผลหลักของการอยู่นอกระบบแรงงานคือต้องการพักผ่อนเรียนต่อและเลี้ยงลูกสัดส่วนคนที่อ้างว่า“เลี้ยงลูก”เป็นเหตุผลหลักลดลงจาก26.8%เหลือ13.8%ขณะที่คนที่ระบุว่าอยู่ในสถานะ“พักผ่อน”หรือ“ไม่ทำอะไร”เพิ่มขึ้นจาก10.5%เป็น20%ส่วนผู้ที่ยังศึกษาอยู่ระดับมหาวิทยาลัยหรืออื่นๆคงที่อย่างมีเสถียรภาพตลอด10ปีสถาบันแรงงานเกาหลีระบุว่า พฤติกรรมทางเศรษฐกิจของเยาวชน มีแนวโน้มจะนิ่งหลังอายุ 26 ปี ก่อนหน้านั้น คนหนุ่มสาวมักมีประสบการณ์ตกงานบ่อยหรือเปลี่ยนงานระยะสั้น แต่หลังอายุ 25-26 ปี กลุ่มหนึ่งจะเข้าสู่การจ้างงานที่มั่นคง อีกกลุ่มหนึ่งจะกลายเป็น “กลุ่มอยู่นอกระบบแรงงานแบบถาวร” เพราะ ขาดประสบการณ์และโอกาสในการเริ่มต้น นักวิจัยชี้ว่า มาตรการทั่วไปที่พุ่งเป้าลดจำนวนเยาวชนว่างงาน อาจไม่ตอบโจทย์ในระยะยาว หากไม่สามารถกระตุ้นแรงจูงใจในการมีส่วนร่วมในระบบแรงงานได้อย่างตรงจุด

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
อ่าน

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th

เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

Border Pass แตกต่างกับ Passport อย่างไร?ใช้งานในกรณีไหนได้บ้าง
อ่าน

Border Pass แตกต่างกับ Passport อย่างไร?ใช้งานในกรณีไหนได้บ้าง

ไขข้อสงสัย Border Pass แตกต่างกับ Passport อย่างไร? เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากมาตรการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ณ ที่ประชุมนายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เสนอให้นายกรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนการยกเว้นค่าผ่านแดน รวมถึงมีการพูดคุยถึงประเด็น Border Pass ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญในบริบทของการเดินทางข้ามชายแดน ขณะที่ในโลกโซเชียลมีการถกเถียงและเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะและการใช้งานของ Border Pass อย่างแพร่หลาย เมื่อพูดถึงการเดินทางข้ามประเทศ เรามักจะคุ้นเคยกับเอกสารสำคัญอย่าง หนังสือเดินทาง (Passport) แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ยังมีเอกสารอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Border Pass ซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับผู้ที่อาศัยหรือทำงานบริเวณชายแดนและต้องเดินทางข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้านบ่อยๆวันนี้เราจะมาอธิบายความแตกต่างระหว่าง Border Pass และ Passport เพื่อให้คุณเข้าใจได้ชัดเจนขึ้นว่า เอกสารทั้งสองนี้มีหน้าที่อย่างไร ใช้งานได้ในกรณีใดบ้าง และเหมาะกับใคร1. รูปแบบและลักษณะของเอกสาร- Passport (หนังสือเดินทาง)หนังสือเดินทางเป็นเอกสารทางราชการที่ออกให้กับพลเมืองของแต่ละประเทศเพื่อใช้ในการเดินทางระหว่างประเทศทั่วโลก มีรูปแบบเป็นเล่มเล็ก มีข้อมูลส่วนบุคคล รูปถ่าย และข้อมูลการออกหนังสือเดินทาง รวมถึงที่สำหรับประทับตราวีซ่าหรือประทับตราผ่านแดนจากประเทศต่างๆ- Border Pass (บัตรผ่านแดน)Border Pass เป็นเอกสารที่ออกให้กับบุคคลที่อาศัยหรือมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดน เพื่อใช้เดินทางข้ามเขตแดนระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น ลักษณะอาจเป็นเล่มเล็กคล้ายหนังสือเดินทางหรือเป็นบัตรที่มีข้อมูลส่วนตัวและระบุเขตที่สามารถใช้เดินทางได้ โดยมักมีข้อจำกัดด้านระยะทางและระยะเวลาการใช้งาน2. วัตถุประสงค์การใช้งาน- Passportใช้สำหรับการเดินทางข้ามประเทศทั่วไป ไม่จำกัดเขตหรือระยะทาง สามารถใช้ในการเดินทางท่องเที่ยว ทำงาน หรือพำนักอาศัยในต่างประเทศตามกฎหมายและเงื่อนไขของแต่ละประเทศ สามารถเดินทางได้ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ- Border Passออกแบบมาเพื่อให้ผู้คนที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่ชายแดน สามารถเดินทางข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้านได้ง่ายขึ้นในพื้นที่จำกัด เช่น พื้นที่ชายแดนที่มีระยะห่างไม่เกิน 3-30 กิโลเมตร โดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางปกติ หรือขอวีซ่าที่ซับซ้อนเหมือนการเดินทางทั่วไป ใช้สำหรับเข้าออกเขตแดนแบบชั่วคราวหรือถาวรในบริเวณชายแดนเท่านั้น 3. ขอบเขตการเดินทาง- Passportเดินทางได้ทั่วโลก ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดวีซ่าของประเทศปลายทางและเงื่อนไขการเดินทางระหว่างประเทศ- Border Passจำกัดพื้นที่เดินทางเฉพาะชายแดนเท่านั้น เช่น ใช้เดินทางระหว่างจังหวัดชายแดนของไทยกับประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย ไม่สามารถใช้เดินทางเข้าพื้นที่ภายในประเทศของอีกฝ่ายหรือเดินทางไปยังเมืองอื่น ๆ ได้4. ประเทศที่ไทยมีข้อตกลงใช้ Border Passประเทศไทยมีข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้านในการใช้ Border Pass สำหรับการเดินทางข้ามแดนในบริเวณชายแดน ได้แก่- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ลาว)- ราชอาณาจักรกัมพูชา (กัมพูชา)- สหภาพเมียนมา (เมียนมา)- มาเลเซียโดย Border Pass เหล่านี้จะออกให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่มีความสัมพันธ์และความจำเป็นต้องเดินทางข้ามเขตแดนในระยะสั้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าขาย การทำงาน หรือเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องในบริเวณพื้นที่ชายแดน5. ระยะเวลาการใช้งานและการต่ออายุ- Passportมีอายุประมาณ 5-10 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ สามารถต่ออายุได้ตามกฎหมาย- Border Passมีทั้งแบบถาวรและชั่วคราว เช่น แบบถาวรมีอายุประมาณ 1 ปี ใช้เข้าออกได้หลายครั้ง ส่วนแบบชั่วคราวมีอายุสั้น อาจใช้ได้ 7 วัน หรือใช้เข้าออกได้ครั้งเดียว ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ6. กระบวนการขอและการลงทะเบียน- Passportผู้ขอต้องยื่นคำร้องต่อหน่วยงานที่รับผิดชอบ (กรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ หรือหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง) พร้อมส่งเอกสารและรูปถ่ายตามที่กำหนด- Border Passมักจะมีขั้นตอนการลงทะเบียนที่ง่ายและรวดเร็วกว่า เพื่อให้คนในพื้นที่ชายแดนสามารถใช้เดินทางได้สะดวก โดยต้องยื่นคำขอที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองหรือหน่วยงานที่ดูแลพื้นที่ชายแดน และมักมีข้อกำหนดจำเพาะ เช่น ต้องเป็นผู้มีถิ่นฐานในพื้นที่ชายแดน และใช้ได้เฉพาะด่านผ่านแดนที่ระบุไว้7. ตัวอย่างการใช้งานในประเทศไทย- ชาวไทยที่อาศัยตามชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา และมาเลเซีย สามารถใช้ Border Pass ในการเดินทางเข้า-ออกด่านชายแดนได้สะดวกโดยไม่ต้องใช้หนังสือเดินทางปกติ- ในกรณีเดินทางไกลหรือเดินทางเข้าพื้นที่อื่นๆ นอกเขตชายแดน ต้องใช้ Passport และปฏิบัติตามข้อกำหนดวีซ่าของประเทศปลายทางBorder Pass จึงเป็นเอกสารสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องเดินทางข้ามแดนระยะสั้นในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ขณะที่ Passport เหมาะกับการเดินทางระยะไกลทั่วโลกถ้าคุณอาศัยในพื้นที่ชายแดนหรือมีความจำเป็นต้องข้ามแดนบ่อยในระยะสั้น Border Pass จะช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น แต่ถ้าต้องเดินทางทั่วไป ต้องใช้ Passport เท่านั้น

รับน้อง 2568 เปลี่ยนไป เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง
อ่าน

รับน้อง 2568 เปลี่ยนไป เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง

รับน้องเปลี่ยนไป เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง?ในอดีต กิจกรรมรับน้องถือเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มต้นชีวิตในสถานศึกษาระดับสูง มักถูกใช้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง และเชื่อกันว่าสร้างความสามัคคีภายในกลุ่ม แต่เมื่อสังคมเปลี่ยนไป ความเข้าใจต่อสิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัยก็เปลี่ยนไปด้วย บรรยากาศรับน้องในปี 2568 จึงแตกต่างจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญกิจกรรมที่เคยเน้นวินัยและลำดับชั้น เริ่มถูกแทนที่ด้วยกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และเน้นความสมัครใจมากขึ้น หลายสถานศึกษานำเสนอรูปแบบใหม่ เช่น กิจกรรมอาสา การทำเวิร์กช็อปร่วมกัน หรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนที่ออกแบบมาเพื่อเปิดพื้นที่ให้รุ่นพี่และรุ่นน้องได้มีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โดยไม่มีความรุนแรงหรือการบังคับแฝงอยู่ในกระบวนการแม้ภาพรวมของกิจกรรมในปีนี้จะดูสงบและมีแนวโน้มเชิงบวก แต่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ได้แปลว่าโครงสร้างปัญหาเก่าได้หมดไปโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องมองลึกกว่าภาพรวมรายงานจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ปี 2568 ระบุว่า เด็กไทยมากกว่า 40% เคยเผชิญความรุนแรงในสถานศึกษา และมีจำนวนไม่น้อยที่ระบุว่าความรุนแรงเกิดขึ้นในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการรับน้อง กิจกรรมบางส่วนยังคงจัดขึ้นนอกสายตาของผู้ดูแล โดยเฉพาะการจัดกิจกรรมนอกพื้นที่ เช่น ค่ายหรือกิจกรรมที่ไม่มีแผนชัดเจน อาจกลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดพฤติกรรมที่ละเมิดสิทธิหรือกดดันผู้เข้าร่วมในขณะเดียวกัน ระบบควบคุมจากผู้บริหารและหน่วยงานด้านการอุดมศึกษาถูกปรับให้เข้มงวดมากขึ้น โดยหลายแห่งกำหนดให้ทุกกิจกรรมต้องมีการเสนอแผนล่วงหน้า มีผู้รับผิดชอบ และมีอาจารย์กำกับดูแล แต่การนำไปปฏิบัติจริงในแต่ละพื้นที่ยังมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนการเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมรุ่นสู่รุ่นในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ระบบที่เคยใช้เป็นหลักในการรับน้องอย่าง SOTUS เริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น หลายฝ่ายมองว่าวิธีการที่เน้นลำดับชั้น การเชื่อฟัง และการควบคุม ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ นั้นไม่เหมาะกับค่านิยมของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมและการไม่ใช้ความรุนแรงกิจกรรมที่ดีในวันนี้จึงไม่จำเป็นต้องอ้างความเป็นประเพณีเพื่อดำรงไว้ หากแต่ควรอยู่ภายใต้กรอบที่เปิดกว้าง โปร่งใส และเคารพผู้เข้าร่วมอย่างแท้จริง แนวโน้มกิจกรรมในปีนี้หลายแห่งก็แสดงให้เห็นว่า ผู้จัดกิจกรรมเริ่มมีความเข้าใจมากขึ้นต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดจากการใช้วิธีแบบเดิม และพยายามออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เข้าร่วมหลากหลายกลุ่ม ระบบยังต้องเดินหน้า ตรวจสอบยังต้องชัดเจนแม้จะยังไม่มีข่าวการรับน้องรุนแรงในปี 2568 แต่บทเรียนในอดีตยังคงเตือนว่าระบบที่ขาดการตรวจสอบและไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ อาจกลายเป็นพื้นที่ที่ซ่อนปัญหาไว้ การยุติความรุนแรงในกิจกรรมรับน้องจึงไม่ควรขึ้นอยู่กับกระแสสังคมชั่วคราว แต่ควรกลายเป็นส่วนหนึ่งของการปรับวัฒนธรรมองค์กรในสถานศึกษาสิ่งที่จำเป็นไม่ใช่เพียงการออกแบบกิจกรรมที่ดี แต่ยังรวมถึงระบบที่รับฟังเสียงของผู้เรียน มีช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย และมีกลไกป้องกันก่อนปัญหาเกิดขึ้นข้อสังเกตต่อบทบาทของสถานศึกษาการจัดกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนหรือนักศึกษาใหม่ ย่อมมีผลต่อความรู้สึกแรกที่พวกเขามีต่อสถาบัน การเลือกใช้รูปแบบใด ย่อมส่งผลต่อความไว้เนื้อเชื่อใจ ความผูกพัน หรือแม้แต่ความกล้าแสดงออกในระยะยาวเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป การรับน้องก็ควรปรับตัวให้ทัน โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งสิ่งดีในอดีต แต่ต้องรู้จักแยกแยะว่าอะไรคือคุณค่าที่ควรเก็บไว้ และอะไรคือสิ่งที่ควรถูกทบทวนใหม่อย่างจริงจัง

SMEs ปิด 20,000 ราย โรงงาน "เจ๊ง" 1,200 แห่ง "เด็กจบใหม่" ไม่มีใครจ้าง?
อ่าน

SMEs ปิด 20,000 ราย โรงงาน "เจ๊ง" 1,200 แห่ง "เด็กจบใหม่" ไม่มีใครจ้าง?

นายจ้างไม่อยากได้ "เด็กจบใหม่"บอกว่าไร้ประสบการณ์ ขาดทักษะที่จำเป็นแล้วคนเพิ่งเรียนจบจะหาประสบการณ์ได้จากไหน?พ่อแม่ฟังแล้วข่าวนี้แล้วอาจจะหนักใจหลายคนยอมลำบากเก็บเงินยืมเงินเอามาลงทุนส่งลูกหลานเรียนสูงๆแต่จบมาสุดท้ายแล้ว ทำไมหางานทำไม่ได้ เตะฝุ่นไปวันๆความผิดอาจจะไม่ใช่ว่าตัวเด็กจบใหม่นั้นไม่เก่งหรือไม่ดีพอแต่นี่คือ ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ณ ตอนนี้ และอีกหลายประเทศทั่วโลกนั่น คือ นายจ้างไม่ค่อยอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ข้อมูลล่าสุดจากทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์จากการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปีนี้ 2568พบว่าสถานการณ์แรงงานมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงนั่น คือ ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เรียนจบสูงๆแล้วกำลังหางานทำเป็นงานแรกในชีวิตหรือ First jobber ปัจจุบันนี้มีมีความเสี่ยงตกงานสูงมากและที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ยิ่งเรียนสูง การศึกษาสูง ก็ยิ่งหางานทำไม่ได้เพราะสภาพัฒน์พบว่ากลุ่มคนที่ว่างงานหรือตกงานมากที่สุดในบ้านเราตอนนี้ก็คือ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป หรือระดับปริญญามีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วยโดยคนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและยังว่างงานอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 131,600 คนส่วนการศึกษาในระดับอื่นๆนั้นมีการว่างงานอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้นตั้งแต่อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)ส่วนคนที่ว่างงานระยะยาว หรือว่าเตะฝุ่นตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปส่วนใหญ่หรือ 69.8% อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปีและเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่าส่วนใหญ่คนในกลุ่มนี้ หรือมากถึง 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาวไม่เคยทำงานมาก่อนเลยและที่ต้องว่างงาน ก็เพราะหางานไม่ได้ ไม่มีใครรับ ไม่มีใครยอมจ้างสถานการณ์ผู้ว่างงานระยะยาว แยกตามกลุ่มอายุในไตรมาส 1 ปี 2568อายุ 15-19 ปี: จำนวน 3,703 คน (อัตราว่างงาน 0.75%)อายุ 20-24 ปี: จำนวน 30,052 คน (อัตราว่างงาน 0.94%)อายุ 25-29 ปี: จำนวน 17,559 คน (อัตราว่างงาน 0.38%)อายุ 30-34 ปี: จำนวน 7,746 คน (อัตราว่างงาน 0.17%)อายุ 35-39 ปี: จำนวน 3,278 คน (อัตราว่างงาน 0.08%)อายุ 40-49 ปี: จำนวน 4,664 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)อายุ 50-59 ปี: จำนวน 1,130 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)อายุ 60 ปีขึ้นไป: จำนวน 97 คน (อัตราว่างงาน 0.00%)จบใหม่ จบสูง เท่ากับตกงานเยอะสุดสอดคล้องกับผลสำรวจที่ไปเจอว่านายจ้างหรือผู้บริหารส่วนใหญ่ยุคนี้ กว่า 89 %ไม่อยากได้เด็กจบใหม่ เพราะแม้จะไฟแรง แต่ก็ไม่ยังไม่มีประสบการณ์ขาดทักษะที่จำเป็น แถมไม่มีมารยาททางธุรกิจด้วย เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ นายดนุชา พิชยนันท์ กล่าวถึงสถานการณ์เสี่ยงของเด็กจบใหม่ในประเทศไทยวันนี้ว่า สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business Schoolที่ร่วมกับ Workplace Intelligenceซึ่งได้ไปทำการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ ส่วนมาก ถึง 89%มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่โดยเหตุผลหลักๆที่ให้ก็คือมองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง 60%ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%มองว่าเด็กจบใหม่ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%และเมื่อนายจ้างไม่สนใจเด็กจบใหม่ ก็จะหันไปเลือกจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือยอมปล่อยให้ตำแหน่งว่างไปเลยด้วยซ้ำดังนั้น เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงานขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดรวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษาทั้งนี้เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ยังได้ให้ข้อแนะนำสำหรับน้องๆที่จบการศึกษาใหม่ในเวลานี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน โดยระบุว่า เด็กจบใหม่ต้องมีคุณสมบัติหลัก คือ มีความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้นอกจากนั้นต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และความสร้างสรรค์ในการทำงานของตัวเองขณะเดียวกันการทำงานของคนรุ่นใหม่มักจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance”แต่ในความเป็นจริงหากคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปทำงานในที่ต่างๆ นั้นการจัดการเรื่อง Work life balance อาจจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงแรกต้องเข้าใจต้อง Work ก่อน แล้วเรื่อง balance อาจจะตามทีหลัง รวมไปถึงความยืดหยุ่นในการทำงานก็นับเป็นเรื่องหนึ่งที่จำเป็นเพราะหากผู้บริหารต้องการงานที่เร่งด่วนเข้ามาก็ต้องมาช่วยกันทำ เพื่อให้งานบรรลุไปได้ซึ่งต้องคำนึงถึงการทำงานในภาพรวมด้วยซึ่งในกรณีที่อยากเป็นเจ้าของกิจการอาจจะต่างกันออกไปแต่สำหรับกลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่รวมไปถึงทักษะการทำงานเป็นทีมก็มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญนับเป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่ต้องฝึกฝน "งาน" หายากสำหรับทุกคน มีงานอยู่แล้วก็ไม่ได้แปลว่า "ปลอดภัย"วันนี้ งานหายากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่เจอความเสี่ยงเพราะว่าปีที่ผ่านมา พบว่านายจ้าง ทั้ง SMEs และโรงงานในบ้านเราต่างพากันปิดกิจการหรือว่าเจ๊งกันไปแล้วกว่า 2 หมื่นแห่ง มากกว่า 1 พัน 200 โรงงาน การจ้างงาน หรือ สถานการณ์แรงงานไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568พบว่ามีผู้มีงานทำรวม 39.4 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5%โดยแรงงานภาคเกษตรยังคงมีการจ้างงานในระดับคงที่ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตร เช่น การผลิต โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก มีการจ้างงานลดลงแม้การท่องเที่ยวจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่การจ้างงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวเช่น โรงแรมและร้านอาหาร ยังคงลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มฟรีแลนซ์ หรือ แรงงานชั่วคราวขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ที่ 40.8 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าสำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาหรือโอที ลดลงไป 5.0%นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่อยู่ในภาวะต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งทำงานไม่เต็มเวลาหรืองานไม่สอดคล้องกับความสามารถ มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งนี้สำหรับภาคธุรกิจย้ำกว่าจำเป็นต้องปรับตัวโดยเร่งด่วนโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีจ้างงานสูงโดยปี 2567 ที่ผ่านมามี SMEs ในไทยปิดกิจการไปแล้วกว่า 2 หมื่น 4 พันแห่งและโรงงานปิดกิจการ 1,234 แห่ง ทำให้กระทบการจ้างงานขณะที่สถานการณ์ในอนาคตเองก็ยังเสี่ยงสูงตอนนี้สถาบันการเงินของรัฐ ได้มีมาตรการเข้าไปช่วยโดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลจากมาตรการสหรัฐฯเพื่อให้ SMEs ยังดำเนินกิจการอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องปิดโรงงานซึ่งทางสภาพัฒน์ชี้ว่าประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือ การยกระดับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในกลุ่ม SMEsโดยข้อมูลจากรายงาน Thailand Economic Monitor February 2025 ของธนาคารโลก พบว่าธุรกิจในไทยมีการใช้นวัตกรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพียง 11.9%น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วน 40.9% เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3%อีกทั้ง SMEs ไทยยังมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างต่ำดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับกระบวนการผลิตโดยปัจจุบัน SMEs รองรับแรงงานไว้กว่า 12.9 ล้านคน ซึ่งหากสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้จะส่งผลดีต่อสถานะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานด้วยเด็กจบใหม่หางานยากเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเองแล้วส่วนคนที่มีงานแล้วก็ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดได้ตลอดไปในภาวะแบบนี้ หลายคนชอบบอกว่ามีงานแล้วควรกอดงานเอาไว้ให้แน่นเพราะจะโดนเลิกจ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้?

จริงหรือไม่ ? นายจ้างไม่เอา "เด็กจบใหม่" ทำงานไม่เป็น - ไร้มารยาทธุรกิจ l World Wide Wealth
อ่าน

จริงหรือไม่ ? นายจ้างไม่เอา "เด็กจบใหม่" ทำงานไม่เป็น - ไร้มารยาทธุรกิจ l World Wide Wealth

พ่อแม่ฟังแล้วข่าวนี้แล้วอาจจะหนักใจ หลายคนยอมลำบากเก็บเงินยืมเงินเอามาลงทุนส่งลูกหลานเรียนสูงๆ แต่จบมาสุดท้ายแล้ว ทำไมหางานทำไม่ได้ เตะฝุ่นไปวันๆ ความผิดอาจจะไม่ใช่ว่าตัวเด็กจบใหม่นั้นไม่เก่งหรือไม่ดีพอแต่นี่คือ ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ณ ตอนนี้ และอีกหลายประเทศทั่วโลกนั่นคือ นายจ้างไม่ค่อยอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ ข้อมูลล่าสุดจากทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จากการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปีนี้ 2568 พบว่าสถานการณ์แรงงานมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เรียนจบสูงๆ แล้วกำลังหางานทำเป็นงานแรกในชีวิต หรือ First jobber ปัจจุบันนี้มีมีความเสี่ยงตกงานสูงมาก และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ยิ่งเรียนสูง การศึกษาสูง ก็ยิ่งหางานทำไม่ได้ เพราะสภาพัฒน์พบว่ากลุ่มคนที่ว่างงานหรือตกงานมากที่สุดในบ้านเราตอนนี้ก็คือ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป หรือระดับปริญญามีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยคนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและยังว่างงานอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 131,600 คน ส่วนการศึกษาในระดับอื่นๆนั้นมีการว่างงานอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้น

สำรวจตลาดแรงงาน ทำไมต้องจ้างเด็กจบใหม่ เมื่อพนักงาน Out Source ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่
อ่าน

สำรวจตลาดแรงงาน ทำไมต้องจ้างเด็กจบใหม่ เมื่อพนักงาน Out Source ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่

สถานการณ์แรงงานไทย: ความเสี่ยงที่มากขึ้นสำหรับเด็กจบใหม่ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับแรงงานจบใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงในการตกงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มแรงงานอื่น ๆข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราการว่างงานของผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ที่ 1.84% หรือประมาณ 131,600 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุด ข้อมูลจาก Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence สะท้อนมุมมองของนายจ้างทั่วโลกที่มีต่อเด็กจบใหม่ โดยพบว่า:89% ของผู้บริหาร มีแนวโน้มจะเลี่ยงการจ้างเด็กจบใหม่60% เห็นว่าเด็กจบใหม่ ขาดประสบการณ์จริง55% ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม51% ขาดทักษะเฉพาะทางที่เหมาะสม50% ขาดมารยาททางธุรกิจที่เหมาะสมผลการวิเคราะห์ของ TDRI จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในไทย พบว่า มีเพียง 22.3% ของตำแหน่งงานเท่านั้นที่ไม่ระบุว่าต้องการประสบการณ์ แสดงให้เห็นว่านายจ้างไทยก็ให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมในการทำงาน" เช่นเดียวกันเมื่อพนักงานประจำ ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การจ้างงานยุคใหม่ไม่เพียงแค่สถิติที่ชี้ว่าเด็กจบใหม่กำลังมีความเสี่ยงต่อการตกงาน และ อาจไม่เป็นที่ต้องการของนายจ้าง และ ตลาดแรงงาน TNN สัมภาษณ์ ผู้จัดการฝ่าย HR ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลว่าองค์กรเอกชนในปัจจุบัน มีเทรนด์การจ้างงานที่มุ่งไปที่ผลลัพธ์ประสิทธิภาพสูง โดยมีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล และ มักจะหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานประจำที่มีค่าใช้จ่ายระยะยาวทั้งเรื่องสวัสดิการ โบนัส การปรับเงินเดือน ไปจนถึงค่าชดเชยจากการเลิกจ้างโดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่พบว่ากำลังปรับแนวทางการจ้างงานอย่างเห็นได้ชัด โดยพบแนวโน้มการจ้างพนักงานสัญญาจ้างระยะสั้น เฉพาะโปรเจกต์ หรือซับคอนแทรกเตอร์เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้บริษัทOut Sourceเพื่อเข้ามาสนับสนุนงานทั่วไป เช่น แอดมิน หรือIT Helpdeskที่ถูกมองว่าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำอีกต่อไป“งานธุรการ งานทั่วไป ที่เป็นงานความรับผิดชอบไม่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่ของเด็กจบใหม่ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานในช่วงเริ่มต้น ไม่ค่อยจำเป็นในยุคปัจจุบัน เมื่อหลายองค์กรมองว่างานในส่วนนี้สามารถจ้างบริษัท Out Source เข้ามาสนับสนุนได้ หรือ บางงานทีต้องการใช้ทักษะเฉพาะ แต่เป็นโปรเจคต์ระยะสั้นก็ปรับมาใช้ Sub contract แทน ทำให้ในอนาคตคาดว่าพนักงานประจำจะเหลือเพียงในส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์ของบริษัท หรือ งานที่มีทักษะวิชาชีพเฉพาะเท่านั้น” ผู้จัดการฝ่าย HR อธิบายถึงแนวโน้มการจ้างงานในปัจจุบัน ปรับกฎหมายแรงงาน ให้เท่าทันเทรนด์จ้างพนักงาน ผู้จัดการฝ่าย HR รายนี้มองว่าไม่เพียงความเสี่ยงของเด็กจบใหม่ที่มีความเสี่ยง เพราะเทรนด์การจ้างงานดังกล่าวยังส่งผลต่อพนักงานที่มีประสบการณ์ แต่อาจไม่ตอบโจทย์ขององค์กรด้วย ซึ่งในอนาคตประเทศไทยอาจต้องมีการปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับการจ้างงานที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะองค์กรมีแนวโน้มที่จะจ้างพนักงานประจำลดลง“เมื่อเทียบเคียงกับรูปแบบของบริษัทแม่ในเยอรมัน พบว่าที่นั่นมีการจ้างงานที่หลากหลาย รองรับการจ้างงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือ Sub contract ก็มีสวัสดิการรองรับตามกฎหมายทั้งประกันสังคม หรือ ประกันสุขภาพ ขณะที่ไทยเองในบางองค์กรมีความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายเป็นการจ้างงานแฝง เป็นลักษณะการจ้างแบบผิดกฎหมาย โดยทำเป็นสัญญาจ้างทำของแทน” ผู้จัดการฝ่าย HR ระบุนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence พบว่า ผู้บริหาร กว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ นั่นหมายความว่าเด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงานสูงดังนั้น แรงงานจบใหม่ควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษาจะเห็นได้ว่าการเข้าสู่ตลาดแรงงานของเด็กจบใหม่ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่เป็นเรื่องของ การปรับตัว ทักษะ และทัศนคติ การเข้าใจความคาดหวังของนายจ้างจะช่วยให้สามารถสร้างโอกาสของตนเองได้ดีกว่าส่วนภาคการศึกษาต้องเป็นสะพาน ไม่ใช่แค่ผู้สอน ส่วนภาคธุรกิจอาจต้องเปิดใจมากขึ้นในการร่วมสร้าง "คนทำงานจริง" ไม่ใช่แค่คัดเลือกจากประสบการณ์เท่านั้น

สภาพัฒน์ฯ เผยหนี้ครัวเรือนลดลง - แต่จ้างงานชะลอเด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูง
อ่าน

สภาพัฒน์ฯ เผยหนี้ครัวเรือนลดลง - แต่จ้างงานชะลอเด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูง

สภาพัฒน์เผยภาวะสังคมไทยไตรมาสแรก 2568: หนี้ครัวเรือนชะลอ-จ้างงานลด-เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูงนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยภาวะสังคมไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยระบุว่า หนี้สินครัวเรือนยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพรวมการจ้างงานลดลงเหลือ 39.4 ล้านคน หดตัว 0.5% จากปีก่อน จากการจ้างงานภาคเกษตรที่อ่อนแรงต่อเนื่อง 5 เดือน แต่ยังเห็นสัญญาณบวกในตลาดแรงงานจากอัตราการว่างงานที่ลดลงอยู่ที่ 0.88% จากเดิม 1.01% อย่างไรก็ตาม เด็กจบใหม่ยังเผชิญความเสี่ยงตกงานสูง เนื่องจากขาดประสบการณ์ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการเริ่มหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือคนมีประสบการณ์แทนด้านสาธารณสุข พบการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังอย่างไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 64.1% พร้อมทั้งต้องติดตามโรคระบาดอื่น ๆ เช่น COVID-19, ซิฟิลิส, โรคไข้ดำไข้แดงในเด็ก และแอนแทรกซ์ ขณะที่ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็ก และการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงความไม่พร้อมของระบบเตือนภัยพิบัติ ขณะที่ด้านการบริโภค มีการร้องเรียนเพิ่มขึ้นในเรื่องสินค้าและบริการ โดยเฉพาะประเด็นเพจที่พักปลอม ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่แพงเกินควร และความน่ากังวลเรื่องการใช้ AI เพื่อสร้างภาพโฆษณาหลอกลวง แม้ว่าการร้องเรียนด้านโทรคมนาคมผ่านสำนักงาน กสทช. จะลดลง ทั้งนี้ ภาครัฐควรเร่งพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมของนักศึกษาจบใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาควรเร่งปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว

“เด็กจบใหม่” Gen Z  หางานยากสุด เพราะนิสัยตัวเอง หรือเพราะคน Gen เก่าตีตราเป็นตัวปัญหา?
อ่าน

“เด็กจบใหม่” Gen Z หางานยากสุด เพราะนิสัยตัวเอง หรือเพราะคน Gen เก่าตีตราเป็นตัวปัญหา?

“เด็กจบใหม่” หางานได้ยากที่สุด เพราะนิสัยตัวเองจริงหรือเปล่า? หลังผลสำรวจ ‘สภาพัฒน์’ พบ ผู้บริหารกว่า 89 % เลี่ยงจ้างบัณฑิตป้ายแดง เพราะขาดประสบการณ์ ทักษะ และ มารยาททางธุรกิจคำถามคือ แล้ว เด็กจบใหม่ แล้วจะมีประสบการณ์ทำงานได้อย่างไร หากคุณไม่ให้โอกาส บทความนี้จะไม่ว่าเจนซี แต่จะแนะว่า ถ้าเจนซีอยากได้งาน ต้องทำยังไง นายจ้างราว 40% หลีกเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพราะ ดูไม่พร้อมสำหรับการทำงานจริง ปี 2023 เป็นรายงานจาก Voice of America (VOA) พบว่า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้นายจ้างคิดว่า GEN Z ไม่มืออาชีพเช่น หนีบพ่อแม่ผู้ปกครองมาสัมภาษณ์งานด้วย ปฏิเสธที่จะเปิดกล้องในระหว่างการสัมภาษณ์ออนไลน์ ไม่สบตา แต่งกายไม่เหมาะสม ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ทั้งหมดทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ75% ของนายจ้างในสหรัฐ ไม่พอใจกับเด็กจบใหม่ 6 ใน 10 บริษัท ไล่พนักงานกลุ่ม Gen Z ออกเมื่อครบ 1 ปี จากผลสำรวจจาก Intelligent ปี 2024ช่วงต้นปี 2025 ผลสำรวจจาก ResumeBuilder.com พบว่า นายจ้างกว่า 74% ชี้ Gen Z เป็นกลุ่มที่ร่วมงานด้วยได้ยากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ เนื่องจาก- ขาดทักษะเทคโนโลยี 39%- ขาดแรงจูงใจในการทำงาน 37%- ขาดความพยายาม 37%- ขาดทักษะการสื่อสาร 36%- ขี้หงุดหงิด ไม่พอใจง่าย 35%หลายบริษัทไม่ค่อยอยากรับคนรุ่นนี้เข้าทำงาน และ Gen Z เองก็กลายเป็นเจนเนอเรชันที่มีความเครียดมากที่สุดไปเรียบร้อยการทำงานกับ GEN Z อาจยากจริง แต่ มันผิดที่ GEN Z อย่างเดียว หรือเพราะเราไม่เข้าใจพวกเขาด้วยGEN Z เป็นแบบนี้ เพราะ สภาพสังคม และ พ่อแม่ GEN X หล่อหลอมพวกเขามา มองนิสัยเด็ก เราก็อาจต้องมอง พ่อแม่ ด้วย ว่าเลี้ยงพวกเขามาแบบไหน?Gen X เป็นพ่อแม่ที่ “Protective” Gen X โตมากับพ่อแม่ Boomer ที่เข้มงวดเลยสาบานกับตัวเองว่า “จะไม่เลี้ยงลูกแบบนั้น” เลยเปลี่ยนเป็นพ่อแม่สาย “เข้าใจลูก” ยืดหยุ่น ใจดี ส่งผลให้ Gen Z กล้าพูด กล้าเถียง กล้าปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่า “ความเห็นตัวเองสำคัญ”ผลลัพธ์: เกิด “หัวแข็ง” หรือ “ไม่เคารพลำดับขั้น”เด็ก Gen Z โตมากับหน้าจอ มากกว่าคนGen X ส่วนใหญ่ทำงานหนักมาก (แม่ทำงาน พ่อทำงาน) เลยให้iPad / มือถือช่วยเลี้ยงลูกGen Z หลายคนจึงเรียนรู้โลกผ่านTikTok, YouTube มากกว่าครูหรือผู้ใหญ่ ทักษะsoft skill อย่างการฟัง การอ่านสีหน้า หรือพูดต่อหน้าเลย “อ่อนมาก”ผลลัพธ์: ถูกมองว่า “ไม่สื่อสาร”, “ไม่รู้จักกาละเทศะ”, “ไม่Professional”โควิด ทำให้ Gen Z รุ่นต้น “ขาดการบ่มเพาะทางสังคม”การที่พวกเขา ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมแบบเลือกไม่ได้เพราะโควิด ในช่วงวัยและเวลาที่เขาควรจะได้สนุก เรียนรู้ ทดลองการใช้ชีวิต ในสังคมจำลอง คือ ภายใต้รั้วมหาวิทยาลัยที่สุดแสนสำคัญมันหายไปมันย่อมส่งผลกระทบอย่างจังต่อพัฒนาการ ทักษะการเข้าสังคม และ Softskills ต่าง ๆ ที่เด็กควรจะได้เรียนรู้ ก่อนต้องเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริง ทำให้พวกเขาขาดประสบการณ์การ ทะเลาะ-ปรับตัว-รับผิดชอบแบบเจอหน้าจริงผลลัพธ์: บางคนโตเป็นผู้ใหญ่แต่ “ข้างในยังเป็นเด็ก” อยู่มากGen X ปลูกฝังให้ลูก “เป็นตัวของตัวเอง” เต็มที่สังคมยุค 2000s เริ่มพูดถึง self-esteem, individuality แบบสุดโต่ง เด็ก Gen Z เลยโตมากับความเชื่อว่า “ความรู้สึกฉันสำคัญ” เป็นตัวเองได้ไม่ผิด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ แตกต่าง คือ ประหลาด การแต่งตัว การใช้คำพูด จึงอิสระมาก – บางครั้งล้ำเส้น โดยไม่รู้ตัวผลลัพธ์: ผู้ใหญ่บางคนจะไม่เข้าใจ และ มองว่า “ไม่รู้จักมารยาท” หรือ “ไม่เคารพบริบท” Gen Z มองตัวเองอย่างไรGEN Z เข้าใจว่า ความมั่นใจ = ความสามารถ = ความสำเร็จในชีวิตที่ต้องมาเร็วพวกเขาโตมากับวัฒนธรรมไวรัลและอินฟลูเอนเซอร์ เห็นคนอายุเท่ากันขับรถหรู มีเงินเป็นล้าน แค่เพราะ “หน้าตาดี พูดเก่ง หรือมีสไตล์” หลายคนเลยรู้สึกว่า “ฉันคู่ควรกับความสำเร็จ และมันควรมาเร็ว จะดูเจ๋ง”ใช่… บางคนประสบความสำเร็จจริงในวัยเพียง 20 ต้น ๆ ซึ่งน่าชื่นชม แต่แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น และ สิ่งที่สำคัญ คือพวกเขาล้วนผ่านความล้มเหลว มานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะ สำเร็จแต่สิ่งเหล่านี้ GEN Z หลายคนมองข้าม และไปโฟกัสแค่ที่ปลายทางว่า นี่ไง ฉันจะเป็นตัวเอง และ จะสำเร็จให้ได้ แต่ไม่ได้เรียนรู้ How to ว่ากว่าจะถึงตรงนั้น ต้องผ่านไป อย่างไรเพราะ “ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอ” แค่มั่นใจ เป็นตัวเอง ก็สำเร็จได้ วัดความเก่งตัวเอง แค่จากเกรด คะแนนสอบ แต่ ไม่เคยผ่านสนามจริงของความพยายาม ความล้มเหลว การยอมรับfeedback การทำงานกับคนอื่น หรือ แก้ปัญหาในการทำงานเพราะโลกออนไลน์ทำให้คิดว่า “ฉันก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จเหมือนเขา” โดยลืมไปว่าเบื้องหลังความสำเร็จจริง คือ “โคตรพยายาม และ โคตรอดทน ” ไม่ใช่แค่ ความมั่นใจแต่ที่สำคัญในอดีต เราทุกเจน ก็ล้วนเคยโดน “ผู้ใหญ่ตอนนั้น” ตีตราแบบ เหมา เช่นกัน- GEN baby boomer : ภักดีต่อองค์กร อดทนมากๆ แต่ก็หัวแข็ง ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และยึดติดกับลำดับชั้นขั้นตอนเดิมๆ ไม่ยืดหยุ่น- GEN X : มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ก็ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบการฟีดแบกตรงๆ , ยึดติดว่าการทำงานต้องเหนื่อย = สำเร็จ - GEN Y : เจนแห่งความยืดหยุ่น เป็นเจนที่เคยถูกตีตราว่ามั่นหน้ามาก เพราะความกล้ารู้ กล้าลอง เป็นตัวของตัวเอง กล้าเปลี่ยนงานเพื่อหางานที่ใช่มากกว่ารุ่นก่อนๆ จนเคยถูกกล่าวหาว่า เป็นเจนไม่อดทน เพราะเปลี่ยนงานบ่อยมากดังนั้น ทุก GEN ก็มีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น และดูดีๆ Generation มันเป็นเพียงการจัดกลุ่มตามอายุของผู้คน เพราะ GEN Y วันนี้ (29 + ) ก็คือ GEN Z ในอดีต (13 - 28 ) เป็นช่วงแห่งวัยรุ่น ที่ยังอยากรู้อยากลองและยังต้องการเวลาในการเติบโต พัฒนาตัวเอง อาจจะทำผิดไปหน่อย (ซึ่งตอนนี้สังคมกำลังลงโทษพวกเขาอยู่ เจนนี้เลยหางานยากขึ้น) ดังนั้น เด็ก GEN Z อาจต้องเริ่มจากการเปิดใจ ยอมรับฟัง ความเห็นปัจจุบัน และค่อยๆปรับตัว ปรับทัศนคติ ตัวเอง เพิ่มทักษะและความสามารถ เพื่อเอาตัวรอดในสังคมต่อไปให้ได้ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่งานวิจัยเหล่านี้ตีพิมพ์ จะไม่ใช่แค่ การแบ่งช่วงวัย แต่จะกลายเป็น ลักษณะของเจน Z ตามที่ถูกกล่าวหาไปในทันที Soft Skills ที่เด็กจบใหม่ควรต้องมีความสามารถด้าน เทคโนโลยี แต่ละแพลตฟอร์มโซเชียล ที่ทุกคนใช้ เราควรทำได้ดี โดยเฉพาะตรงสายที่สมัครยิ่งดี เพราะนายจ้างอาจเป็นเจน X หรือ Y ที่ต้องการ คนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะที่อาจจะเก่งกว่าพวกเขา เข้าไปช่วยงาน และเขามองว่า เด็กรุ่นใหม่ ควรต้องเก่งเรื่องเหล่านี้มากกว่าพวกเขา ดังนั้น ถ้าเรากลับสวนทางทำไม่ได้ ก็อาจจะทำให้ ไม่ถูกพิจารณาไปอย่างน่าเสียดายGrowth mindset ทัศนคติที่พร้อมเติบโต ง่ายๆคือ เมื่อเจอปัญหา คุณพร้อมแก้ไขปัญหา ด้วยตัวเองไหม หรือ จะเลือกแก้ตัว? ถ้ายังเป็นคนที่คิดแบบหลัง แนะนำว่าไปฟัง podcast เกี่ยวกับ คำนี้เยอะๆ จะทำให้คุณเป็นคนที่อดทน พร้อมเติบโต และ ปรับตัวได้ดีไม่ว่าจะเจอแรงกดดัน หรือ สภาพแวดล้อมใหม่ๆเป็นยังไง เพราะทำงานทุกที่ล้วนมีปัญหาการสื่อสาร ไม่ว่าจะเทำงานก่งแค่ไหน ถ้าสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ ก็ไม่ก้าวหน้า ทักษะการจับใจความและเรียบเรียงคำก็สำคัญ หมั่นฝึกการสื่อสารกับมนุษย์ให้มากกว่าคอมฯ วิธีการง่ายสุด อาจต้องเริ่มจาก การออกไปเจอเพื่อนบ่อยๆ ฝึกพูดคุยกับผู้ใหญ่ใกล้ตัว สังเกตสีหน้า แววตา และท่าทางคนอื่นๆ ว่าเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไร จะช่วยให้เราเรียนรู้ การเข้าสังคมมากขึ้นการทำงานร่วมกับคนอื่น ถ้าไม่ใช่งานที่ทำคนเดียวได้จบ เจ้านายก็คาดหวังให้เราสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี เป็นฟันเฟืองส่วนหนึ่งที่สำคัญของทีม ซึ่งทักษะนี้ มันจะแสดงออกตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ เช่น อาการยิ้มกว้าง มั่นใจ พูดฉะฉาน รู้กาละเทศะ ซึ่งก็อาจกลายเป็นแต้มต่อ ที่หลายบริษัทต้องการตัวคุณอ่อนน้อม แต่กล้าแสดงออก แม้เด็กรุ่นใหม่จะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่สิ่งที่ตกม้าตายก็คือ การอ่อนน้อมถ่อมตนในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การชมตัวเอง จริงๆหากจะชมอาจจะต้องฝึก พูดยังไงให้ดูไม่น่าหมั่นไส้ เนียนๆบอกข้อดีตัวเองไป รู้ว่า เวลาไหนควรพูด หรือ เวลาไหนควรเงียบ สิ่งเหล่านี้ หนังสือและ podcast มีบอกเพี้ยบ อาจดูไม่สำคัญ แต่จริงๆมันเป็นทักษะที่สำคัญมากๆเลยความต่างของเจนจะมีเสมอ แต่ไม่ใช่ปัญหาอีก 10 ปี ผู้เขียนเชื่อว่า GEN Alpha ก็จะมาทำให้คน GEN Z ปวดหัวใหม่ได้เช่นกัน ด้วยไลฟ์สไตล์และความคิดที่ไม่เหมือนเจนรุ่นก่อนๆ แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าเราเลือกที่จะมองความต่างของเจน เพื่อทำความเข้าใจ และ ค่อย ๆ หาจุดดีของแต่ละเจนให้เจอ เราก็จะผ่านมันไปได้ เหมือนที่ปัจจุบัน GEN Y วัยผู้ใหญ่ ก็ได้พิสูจน์ ให้เจนก่อนหน้ารู้แล้วว่า ถึงเราจะมีวิธีคิดและเลือกไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ แต่มันไม่ได้แปลว่า เราผิด หรือจะไม่ประสบความสำเร็จ เป็นเพียงความต่างตามประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาของคนแต่ละวัย ไม่ได้สะท้อน ความสามารถที่แท้จริง ดังนั้น การทำงานร่วมกันที่ดีในแต่ละองค์กร ควรต้องมองหา “จุดแข็งของคนแต่ละเจน” มาช่วยเสริมทักษะในองค์กร ไม่ใช่หาเพื่อมาต่อว่า หรือ เอามาเปรียบเทียบ ก็จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยไอเดียและความคิดสร้างสรรค์สดใหม่ ที่สำคัญกลายเป็นองค์กรที่พร้อมเปิดรับ GEN ใหม่ในอนาคตต่อไปได้ อย่างไม่มีปัญหา Generation Gap มากวนใจองค์กรฉันอีกต่อไป

หมดยุคหามรุ่งหามค่ำ ญี่ปุ่น "ลาออกเงียบๆ" ทำงานเท่าที่สั่ง - ตามเงินเดือน l World Wide Wealth
อ่าน

หมดยุคหามรุ่งหามค่ำ ญี่ปุ่น "ลาออกเงียบๆ" ทำงานเท่าที่สั่ง - ตามเงินเดือน l World Wide Wealth

ตอนนี้คนญี่ปุ่นยุคนี้เริ่มหมดไฟ ไม่อยากทำงานหนักเกินตัวแล้วค่ะ อ้างอิงเรื่องนี้จากรายงานของสื่อต่างประเทศหลายสำนัก เช่น เซาธ์ไชน่ามอร์นิงโพสต์ (South China Morning Post) และ The Japan Times ซึ่งได้เปิดเผยผลสำรวจของบริษัทจัดหางาน "ไมนาบิ" (Mynavi) พบว่าพนักงานประจำในญี่ปุ่นมากถึง 45% มีพฤติกรรม "ลาออกเงียบๆ" หรือ "Quiet Quitting" ซึ่งหมายถึงคนที่ทำงานเพียงแค่ตามสั่งหรือตามหน้าที่เท่านั้นไม่มากไปกว่านี้ จากการสำรวจครั้งนี้ มีผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดจำนวน 3,000 คน เป็นคนที่มีอายุตั้งแต่ 20 ไปถึง 59 ปี แต่พบว่ากลุ่มคนที่มีอาการแบบนี้ส่วนใหญ่คือเด็กรุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะคนในช่วงวัย 20 ปี มากถึง 46.7% ระบุว่าเป็นคนทำงานที่กำลังลาออกเงียบๆ เป็นการสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าคนเหล่านี้ไม่มีแรงจูงใจในการทำงานแล้ว และมองหา Work Life Balance หรือสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงานมากกว่าคนรุ่นอื่นๆ ทั้งนี้จากการสำรวจของMynavi พบว่ามีสาเหตุหลัก4 ประการที่ทำให้พนักงานชาวญี่ปุ่นลาออกเงียบๆ คือ1. รู้สึกว่าสถานที่ทำงานปัจจุบันไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการทำ2. ไม่พอใจกับการประเมินผลงานของตนเองโดยนายจ้าง3.ให้ความสำคัญกับต้นทุนและผลประโยชน์ของงานเป็นหลักหมายความว่า พวกเขาต้องการอยู่ในตำแหน่งปัจจุบันมากกว่าเพราะการเลื่อนตำแหน่งจะทำให้ต้องเสียเวลาส่วนตัวหรือความพยายามมากขึ้นซึ่งไม่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ4.ไม่สนใจความก้าวหน้าในอาชีพการงานอย่างแท้จริง

หรือการทำงานไม่จำเป็น? "ว่างงานไม่หางาน" พุ่งแรงในหนุ่มสาวเกาหลีใต้
อ่าน

หรือการทำงานไม่จำเป็น? "ว่างงานไม่หางาน" พุ่งแรงในหนุ่มสาวเกาหลีใต้

รายงานล่าสุดจากสำนักงานข้อมูลการจ้างงานเกาหลี (Korea Employment Information Service) เปิดเผยว่า ในปี 2024 มีหนุ่มสาวเกาหลีอายุระหว่าง 15-34 ปี จำนวน 590,000 คน ที่อยู่ในสถานะ “ไม่ทำงานและไม่หางาน” (Economically Inactive) เพิ่มขึ้นถึง 197,000 คน เมื่อเทียบกับปี 2019 กลุ่มเหล่านี้เป็นผู้ที่หยุดหางานภายใน1-3ปีหลังจากสำเร็จการฝึกอบรมอาชีพหรือรับสิทธิประโยชน์เพื่อหางานโดยผลสำรวจกลุ่มตัวอย่าง3,189คนที่ตอบว่า“หยุดพัก”จากการหางานในรอบปีที่ผ่านมาพบว่าเฉลี่ยว่างงานนานเกือบ2ปีเหตุหลักคือ"ไม่อยากทำงาน"ช่วงเวลาการหยุดหางานเฉลี่ยอยู่ที่ 22.7 เดือน โดยเหตุผลสำคัญ คือ ไม่อยากหางานเลย 38.1% มุ่งเน้นการเรียนหรือพัฒนาตนเอง 35% ภาวะหมดไฟ (burnout) 27.2% ปัญหาทางจิตใจ 25%ผู้หญิงผู้จบมหาวิทยาลัยในกลุ่มว่างงานไม่หางานเพิ่มต่อเนื่องโดยในกลุ่มอายุ15-24ปีจาก40%ในปี2015เพิ่มเป็น42.3%ในปี2024,อายุ25-34ปีจาก35%ในปี2015เพิ่มเป็น40.9%ในปี2024กลุ่มผู้จบมหาวิทยาลัยที่ไม่หางานก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ:กลุ่มอายุน้อยจาก19.4%เพิ่มเป็น23.7%,กลุ่มอายุมากจาก54.3%เพิ่มเป็น58.8%สาเหตุหนึ่งมาจาก“งานไม่ตรงกับวุฒิการศึกษา”รายงานระบุว่าเกิดภาวะไม่ตรงกันระหว่างทักษะกับงาน(Job Mismatch)เพราะงานที่เหมาะสมกับระดับการศึกษาของคนรุ่นใหม่มีน้อยคนไม่เคยหางานเลยเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากความเต็มใจเริ่มงานทันทีลดลง โดยสัดส่วนของคนที่เคยหางานก่อนหยุดพักลดลงจาก 41.8% ในปี 2015 เหลือเพียง 29.1% ในปี 2024 ความเต็มใจที่จะเริ่มทำงานทันทีหากได้งานในปี2015 99.9%ของกลุ่มอายุ15-24ตอบว่า“พร้อมทำงาน”แต่ปี2024 24%ของวัย15-24และ20.1%ของวัย25-34ตอบว่า“ไม่พร้อม”เฉพาะเดือนล่าสุดมีคนหนุ่มสาวอายุ15-29ปีอยู่ในสถานะ“พักการหางาน”จำนวน415,000คนเพิ่มขึ้น15,000คนจากเดือนเดียวกันของปีก่อนนี่นับเป็นเดือนที่12ติดต่อกันที่ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นซึ่งยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วง26เดือนติดระหว่างมกราคม2019ถึงกุมภาพันธ์2021รายงานเตือนว่าแนวโน้มที่โอกาสหางานน้อยลงในปัจจุบัน บ่งชี้ว่าสถานะการว่างงานแบบไม่หางานอาจยาวนานขึ้น และแรงจูงใจในการทำงานที่ลดลง ก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์นี้ ซึ่งภาวะนี้อาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของเกาหลีใต้ โดยเฉพาะในยุคที่ประชากรวัยทำงานกำลังหดตัวลงเรื่อย ๆ

สพฐ. ย้ำเปิดเทอมตอนนี้ ครูไม่ต้องอยู่เวร ตามมติ ครม.
อ่าน

สพฐ. ย้ำเปิดเทอมตอนนี้ ครูไม่ต้องอยู่เวร ตามมติ ครม.

วันนี้ (19 พ.ค. 68) โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 พร้อมกันทั่วประเทศรองโฆษกรัฐบาล นายคารม พลพรกลาง เปิดเผยว่า สพฐ. ได้กำหนดแนวปฏิบัติ 5 ข้อหลัก เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” โดยเน้นความปลอดภัยของนักเรียน การส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ และการเตรียมความพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน สำหรับการลงโทษนักเรียน สพฐ. ย้ำให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ ห้ามใช้ความรุนแรง หรือทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมหน้าชั้นเรียนขณะเดียวกัน ยังห้ามโรงเรียนสั่งให้ครูอยู่เวรในทุกกรณี ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยห้ามใช้คำสั่งที่แฝงลักษณะบังคับ เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ”นายคารมย้ำว่า โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัย ห้ามพกอาวุธ หรือสิ่งผิดกฎหมาย และผู้บริหารต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

วิกฤตคนอายุเกิน 35 ปี ในจีนหางานไม่ได้ เสี่ยงโดนไล่ออก เพราะแก่เกินไป
อ่าน

วิกฤตคนอายุเกิน 35 ปี ในจีนหางานไม่ได้ เสี่ยงโดนไล่ออก เพราะแก่เกินไป

หลายครั้งที่เราเคยเห็นในประกาศรับสมัครงาน ซึ่งคุณสมบัติอย่างหนึ่งที่ระบุไว้คือ“อายุไม่เกิน35ปี”ทำให้อายุ35ปี กลายเป็นตัวเลขที่น่ากลัวสำหรับคนวัยทำงานที่กำลังสมัครงานใหม่ เพราะอาจจะต้องกลายเป็นตัวเลือกที่ถูกตัดทิ้งทันที หากมีอายุมากกว่า35ปี แม้ว่าจะมีประสบการณ์และคุณสมบัติอย่างอื่นพร้อมเรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่การหางานในประเทศไทยเท่านั้น แต่ในประเทศจีนที่กำลังมีปัญหาคนว่างงานเพิ่มสูงขึ้น คนทำงานที่อายุ 35 ปี ถูกมองว่าเป็นภาระของบริษัทด้วยเงินเดือนที่สูงกว่าพนักงานที่เป็นนักศึกษาจบใหม่ ที่พร้อมทุ่มเททำงานหนัก หามรุ่งหามค่ำ ด้วยเงินเดือนที่น้อยกว่า และไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากเท่าคนรุ่นใหม่ เมื่อคนทำงานมีอายุครบ 35 ปี จึงอาจกลายเป็นจุดจบของชีวิตวัยทำงานที่อาจจะถูกเลิกจ้างเมื่อไรก็ได้ และแทบไม่มีโอกาสที่จะหางานใหม่ได้เลย เพราะถูกมองว่า “แก่เกินไป”ในโซเชียลมีเดียของจีนเรียกสิ่งนี้ว่า “คำสาปของคนอายุ 35” ที่ถูกห้ามสมัครงาน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเอกชน งานออฟฟิศ งานในโรงงาน หรือหน่วยงานรัฐบาล แม้แต่ประกาศรับสมัครคนกวาดถนนของหน่วยงานท้องถิ่น ยังไม่รับคนอายุเกิน 35 ปี โดยเฉพาะบริษัทด้านเทคโนโลยีในประเทศจีน ที่มุ่งเน้นการจ้างงานคนรุ่นใหม่เท่านั้นหากเราดูสถิติตัวเลขของ Maimai ซึ่งเก็บข้อมูลด้านสถานที่ทำงานในประเทศจีน จะเห็นว่าอายุเฉลี่ยพนักงานในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน 18 แห่ง ไม่มีที่ไหนเลยที่พนักงานทั้งบริษัทมีอายุเฉลี่ยเกิน 34 ปี เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีของจีนขึ้นชื่อในเรื่องวัฒนธรรมการทำงานที่หนักตั้งแต่เช้ายันมืด ที่เรียกว่าระบบ 996 หรือทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 3 ทุ่ม และทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งคนอายุเกิน 35 ปี ถูกมองว่าไม่สามารถทำงานหนักขนาดนี้ได้ รวมทั้งคนอายุ 35 ปี อาจมีภาระเรื่องครอบครัวที่ไม่สามารถทุ่มเทให้กับงานได้มากเท่ากับคนรุ่นใหม่ที่ยังไม่มีภาระผูกมัดเรื่องครอบครัว นอกจากนี้ คนอายุ 35 ปี ยังมีเงินเดือนที่สูงกว่าเด็กจบใหม่ ทำให้คนอายุเกิน 35 ปี ถูกมองว่าเป็นภาระของบริษัทมากกว่าจะเป็นทรัพยากรของบริษัทการเติบโตของเศรษฐกิจจีนที่ไม่ร้อนแรงเหมือนเมื่อก่อน ทำให้บริษัทหลายแห่งต้องลดจำนวนพนักงานลง ซึ่งแน่นอนว่ากลุ่มพนักงานที่มีความเสี่ยงจะถูกปลดให้ออกจากงานมากที่สุดคือกลุ่มพนักงานที่มีอายุเกิน 35 ปี แม้พนักงานที่มีอายุเกิน 35 ปี จะมีประสบการณ์ในการทำงานที่มากกว่า แต่คุณสมบัติตรงนี้ก็ถูกมองว่าไม่มีความสำคัญเท่ากับพลังในการทำงานหามรุ่งหามค่ำของคนรุ่นใหม่ แม้กฎหมายการจ้างงานในประเทศจีนจะระบุไว้ชัดเจนว่าทุกคนต้องมีสิทธิในการหางานที่เท่าเทียมกัน และห้ามนายจ้างเลือกปฏิบัติต่อพนักงาน แต่นายจ้างก็มักหาวิธีที่สามารถบีบคั้นให้พนักงานที่มีอายุมากลาออกเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการมอบหมายงานที่ยากเกินไป โดยไม่มีการช่วยเหลือ หรือการตัดผลประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อบีบให้พนักงานลาออกเองและสำหรับพนักงานที่เป็นผู้หญิง คำสาปของคนอายุ 35 ยิ่งรุนแรงมากกว่าคำสาปของผู้ชาย เพราะผู้หญิงอายุ 35 ปี ถูกมองว่าเป็นวัยที่มีภาระเรื่องการเลี้ยงลูก ยิ่งทำให้ไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่ากับผู้ชาย และมีความเสี่ยงที่จะถูกไล่ออกจากงานมากขึ้น และหากถูกไล่ออกแล้ว ยิ่งหางานได้ยากกว่าผู้ชาย South China Morning Post สัมภาษณ์คนทำงานในประเทศจีนหลายคนที่ถูกไล่ออกเมื่ออายุเกิน 35 ปี พวกเขาบอกว่าตัวเองรู้สึกเหมือนเป็นผ้าขี้ริ้วที่ถูกโยนทิ้ง หลายคนที่ยังหางานใหม่ทำไม่ได้ ต้องอาศัยเงินช่วยเหลือที่ได้รับจากรัฐบาลสำหรับคนว่างงาน หรือไม่ก็หันไปประกอบอาชีพอิสระอย่างไรเดอร์ส่งอาหารที่กลายเป็นอาชีพยอดนิยมสำหรับคนตกงานในประเทศจีน เพราะเป็นหนึ่งในไม่กี่อาชีพที่ไม่สนใจอายุของคนทำงานว่าจะมีอายุเท่าไร

ดินสอพองปลอม ทำหน้าแหก ปอดพัง แนะวิธีทดสอบของแท้ ง่ายๆ
อ่าน

ดินสอพองปลอม ทำหน้าแหก ปอดพัง แนะวิธีทดสอบของแท้ ง่ายๆ

รู้หรือไม่ ว่าเกือบครึ่งของดินสอพองที่วางขายในท้องตลาด พบว่าเป็นดินสอพองที่มียิปซัมผสม ซึ่งเป็นอันตรายหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก และเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง คนที่มีแผลอยู่แล้วก่อนติดเชื้อ ก็อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดแบคทีเรียกินเนื้อคนหมอเบนซ์ หรือ นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย แพทย์ชำนาญการศัลยกรรมจมูก รพ.มาสเตอร์พีช ได้ให้ความรู้และเตือนภัยก่อนช่วงสงกรานต์ ผ่านทางช่องติ๊กต็อก ถึงอันตรายของดินสอพองปลอม มีอยู่ 2 ข้ออันตรายของดินสอพองปลอม 2 ข้อข้อแรก เมื่อปี 2567 กรมวิทยาศาสตร์บริการ เคยทดสอบดินสอพอง พบว่า กว่า 48% ของดินสอพองไทย มีแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเหมือนอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้แต่ไม่อาเจียน เกิดอาการท้องร่วง ซึ่งมักจะเกิด ภายใน 24 ชั่วโมงแรกนอกจากนี้ ยังมีเชื้อโรค ชื่อ Sraohylococcis aureusใครติดเชื้อแบบตื้นๆ จะทำให้เกิดแผลพุพอง แต่คนที่มีแผลอยู่ก่อนติดเชื้อ จะเกิดโรคแบบ "แบคทีเรียกินเนื้อคน"ข้อสอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังเคยสุ่มตรวจดินสอพองที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด พบว่าเป็น ดินสอพองปลอม 42.6% ที่มีผงยิปซัม ถ้าสูดเข้าไปเกิดทางเดินหายใจอักเสบ ลึกลงไปยังปอด ถ้าสัมผัสโดนหน้า อาจทำให้หน้าแหก ทดสอบดินสอพองปลอมด้วยตัวเองวิธีทดสอบดินสอพองทำได้ง่าย ด้วยการใช้สารที่เป็นกรด เช่น น้ำมะเนาว หรือน้ำส้มสายชู หยดลงไปบนดินสอพอง ถ้าเป็นของแท้ต้องมีพองผุดขึ้นมาข้อสังเกตดินสอพองอีกข้อ คือ ดินสอพองปลอมชอบทำออกมาให้มีสีสันสดใสคำแนะนำคือเลือกดินสอพองที่มีเครื่องหมายอย. หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนOTOP จะปลอดภัยมากขึ้น

กยศ. ชี้แจงกรณีหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท เฉพาะกลุ่มค้างจ่าย
อ่าน

กยศ. ชี้แจงกรณีหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท เฉพาะกลุ่มค้างจ่าย

ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่ กยศ. ได้แจ้งนายจ้างให้หักเงินเดือนผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้เพิ่มอีก 3,000 บาทนั้น กยศ. ขอชี้แจงว่า เนื่องด้วย กยศ. ได้ดำเนินการติดตามหนี้ผู้กู้ยืมทุกรายที่ยังมียอดหนี้ค้างชำระ ซึ่งรวมถึงผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือน โดยก่อนหน้านี้ กยศ. ได้แจ้งหักเงินเดือนซึ่งไม่ได้นำยอดหนี้ค้างชำระเดิมของผู้กู้ยืมมารวมในการแจ้งหักเงินเดือนด้วยและได้แจ้งให้ผู้กู้ยืมมีหน้าที่ชำระเงินยอดหนี้ค้างชำระด้วยตนเองให้ครบถ้วน แต่ผู้กู้ยืมบางรายไม่ได้มีการชำระเงินดังกล่าวจึงทำให้มียอดหนี้ค้างสะสม และบางรายได้ขอลดจำนวนเงินหักเงินเดือน แต่ไม่ได้ชำระส่วนต่างให้ครบถ้วนภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของงวดปีนั้นๆ ดังนั้น กยศ. จึงมีความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนเงินที่หักต่อเดือนบัญชีละ 3,000 บาท ซึ่ง กยศ. ได้จัดส่งหนังสือแจ้งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ให้ผู้กู้ยืม และได้ส่งอีเมลให้นายจ้างทราบแล้ว โดยสามารถตรวจสอบยอดหนี้ค้างชำระได้ด้วยตนเองผ่านแอป กยศ.Connectทั้งนี้ กยศ. ขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืมที่มียอดหนี้ที่ค้างชำระมาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th เพื่อได้รับสิทธิขยายระยะเวลาผ่อนชำระอีก 15 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกันและลดเบี้ยปรับ 100%ซึ่งจะทำให้การแจ้งหักเงินเดือนในเดือนถัดไปมียอดที่ลดลงตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้

โรงเรียนเลื่อนสอบ ม.1-ม.4 ทั่วประเทศ หลังแผ่นดินไหว
อ่าน

โรงเรียนเลื่อนสอบ ม.1-ม.4 ทั่วประเทศ หลังแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหวส่งผลโรงเรียนเลื่อนสอบ สพฐ. สั่งด่วนเลื่อนสอบเข้า ม.1–ม.4 ทั่วประเทศวันที่ 28 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงบ่ายวันนี้ ได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ แจ้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดที่มีกำหนดจัดสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับ มัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้ เลื่อนการสอบทั้งหมดออกไปก่อน จากเดิมที่มีกำหนดสอบในวันที่ 29-30 มีนาคมนี้โดยขอให้ทุกโรงเรียนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความมั่นคง ความแข็งแรง และความปลอดภัยของอาคารเรียน โดยเฉพาะอาคารสูง หากได้รับการยืนยันจากคณะกรรมการว่าอาคารมีความปลอดภัยแล้ว จึงจะสามารถดำเนินการจัดสอบได้อีกครั้ง ทั้งนี้ สพฐ. จะกำหนดวันสอบและปฏิทินการรับนักเรียนใหม่ พร้อมแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป สั่งเข้ม ตรวจสอบทุกพื้นที่กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยฯ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ และ สพฐ. แสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของนักเรียน ผู้ปกครอง ครู และบุคลากรทางการศึกษา โดยเน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดหากมีนักเรียน ครู หรือโรงเรียนในเขตพื้นที่ใดได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวในครั้งนี้ สามารถแจ้งมายัง ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ได้ที่โทรศัพท์ 02-123-8789 หรือ 02-288-5599 เพื่อประสานการช่วยเหลือต่อไป

ประกันสังคม เข้ม! นายจ้าง แจ้งเข้า - ออกลูกจ้าง ล่าช้า ระวังโทษทั้งจำและปรับ
อ่าน

ประกันสังคม เข้ม! นายจ้าง แจ้งเข้า - ออกลูกจ้าง ล่าช้า ระวังโทษทั้งจำและปรับ

นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า มีนายจ้างแจ้งลูกจ้างเข้าทำงานและแจ้งออกจากงานล่าช้าไม่เป็นไปตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้ลูกจ้างไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ เสียสิทธิที่พึงได้รับ หรือได้รับประโยชน์ทดแทนเกินสิทธิ สำนักงานประกันสังคมจึงจำเป็นต้องมีการปรับแนวทางการดำเนินการกับนายจ้าง ที่ได้มีการแจ้งเข้า - ออกล่าช้า หากพบว่านายจ้างมีเจตนาแจ้งเข้าออกล่าช้า ให้ดำเนินการตามกฎหมายโดยเคร่งครัด ซึ่งมีโทษทางอาญา คือ การเปรียบเทียบปรับ และโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับนางมารศรี กล่าวเตือนให้นายจ้างแจ้งขึ้นทะเบียนลูกจ้างทุกครั้งที่ลูกจ้างมีการเข้าทำงานภายใน 30 วัน และแจ้งออกจากงาน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป โดยส่งข้อมูลผ่านระบบ e-Service ของสำนักงานประกันสังคม ทั้งนี้ ขอความร่วมมือนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างทำงานในสถานประกอบการตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส. 1-03) สำหรับผู้ที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนมาก่อน หรือขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน สำหรับผู้ที่เคยขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนแล้วโดยนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานครให้ยื่นแบบได้ที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำหรับนายจ้างที่มีสำนักงานใหญ่ในส่วนภูมิภาคให้ยื่นแบบขึ้นทะเบียนได้ที่สำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขาที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ทั้งนี้ นายจ้างมีหน้าที่ขึ้นทะเบียนลูกจ้างภายใน 30 วัน กรณีที่มีลูกจ้างลาออกจากงาน ให้นายจ้างแจ้งการออกจากงาน พร้อมระบุสาเหตุการออกจากงาน โดยใช้หนังสือแจ้งการสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน (สปส. 6-09) ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากที่ลูกจ้างลาออกจากงานอย่างไรก็ตาม สำนักงานประกันสังคมยังมีช่องทางอำนวยความสะดวกแก่นายจ้าง ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หรือ e-Payment โดยนายจ้างสามารถใช้บริการผ่านระบบอินเทอร์เน็ตดังกล่าว ได้แก่ งานขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน (สปส.1-03) การแจ้งลาออก (สปส.6-09) การแจ้งเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงผู้ประกันตน (สปส. 6-10) และการส่งข้อมูลเงินสมทบ (สปส.1-10) ซึ่งเมื่อนายจ้างทำการลงทะเบียนผ่านระบบเรียบร้อยแล้ว จะมี e mail ตอบกลับให้พิมพ์แบบ สปส. 1-05 แล้วนำกลับมายื่นที่สำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขาก่อน เจ้าหน้าที่จึงจะทำการอนุมัติ USER PASSWORD ให้แก่นายจ้าง โดยจะตอบกลับอัตโนมัติ หลังจากนั้น นายจ้างสามารถเข้าใช้บริการได้ทันที เพื่ออำนวยความสะดวก และรวดเร็วแก่นายจ้างในการชำระเงินสมทบ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปยังสำนักงานประกันสังคมพื้นที่/จังหวัด/สาขา

ชี้แจงแล้ว! เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ รับมืออากาศร้อนอบอ้าว
อ่าน

ชี้แจงแล้ว! เตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ รับมืออากาศร้อนอบอ้าว

ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ได้ชี้แจงกรณีเตรียมสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อรับมืออากาศร้อนอบอ้าว ในปีการศึกษา 2568 โดยระบุว่า ข้อมูลที่มีการโพสต์ประกาศนั้น ส่งผลให้ข้อมูลดังกล่าวคลาดเคลื่อนเนื่องจากการระบุปี พ.ศ. 2568 ซึ่งแท้จริงแล้ว เป็นข้อมูลประกาศแนวทางในการป้องกันและดูแลครูและนักเรียนภายใต้สภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งมีการกำหนดเพื่อให้สอดคล้องกับประกาศแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังสภาพอากาศร้อนจัดที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 อีกทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้ดำเนินการประกาศสั่งปิดสถานศึกษาและโรงเรียนทั่วประเทศอันเนื่องมาจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าวในปีการศึกษา 2568 ตามที่ได้มีการกล่าวอ้างทั้งสิ้น เรื่องนี้ปลอมแน่ AFNC เช็กให้แล้ว มั่นใจได้ภาพจาก TNN ONLINE

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง
อ่าน

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง

นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์ ขบ. ไปใส่ในรูปโปรไฟล์ พร้อมทั้งนำรูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโฆษณาหลอกลวงว่าสามารถออกใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง และสามารถรอรับใบขับขี่ที่บ้านได้เลย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมโทรติดต่อหรือส่ง SMS เพื่อเชิญชวนให้ Add Line ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและถูกหลอกลวงจนก่อให้เกิดความเสียหายได้การทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถดูข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ จะมีขั้นตอนการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์และข่าวแจ้งเตือนด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ข้อมูลถูกต้องและปลอดภัย ปัจจุบัน ขบ. ได้ยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนสำหรับคนไทยด้วย ThaiD เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.thทั้งนี้ การติดตั้งแอปฯ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ดังนี้1) ติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ของ ขบ. ที่ถูกต้องผ่าน Official Store เท่านั้น2) ก่อนติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ให้สังเกตข้อมูลติดต่อของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องระบุช่องทางการติดต่อของ ขบ. คือ เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th อีเมล mobiledeveloperdlt@gmail.com นโยบายความเป็นส่วนตัว https://www.dlt.go.th/th/privacy-policy/3) ไม่คลิกลิงก์ที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรง หากพบการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน ขบ. จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือมีข้อสงสัยมายัง ขบ. ได้โดยตรงหรือสายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโม