TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “罗德岛州驾驶证假的多少钱<网址:bbzz58.com>” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สิทธิพิเศษ
ทรูเรด ลด 5% รถเช่าขับเอง ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดเริ่มต้น ฿125.00ที่ ทรู ลีสซิ่ง_รถเช่าขับเอง ลูกค้าทรูเรดใช้ 0 ทรูพอยท์ รับส่วนลด 5% จากราคาปกติ สำหรับรถเช่าขับเองรถเช่าขับเอง จาก ทรู ลีสซิ่ง/ ราคาเป็นราคารวมประกันภัยขั้นพื้นฐาน CDW แบบมีค่าความรับผิดชอบส่วนแรก/ คืนรถ ช้าได้ถึง 4 ชั่วโมงรถเช่าขับเอง จาก ทรู ลีสซิ่งพร้อมให้บริการแล้วที่ สาขากรุงเทพฯ สาขาเชียงราย สาขาเชียงใหม่ สาขาภูเก็ต สาขากระบี่ สาขาพัทยา สาขาอยุธยา และสาขาสมุทรปราการ โดยมีรถยนต์หลากหลายแบรนด์ และรุ่นรถ ไว้รองรับลูกค้าไม่ว่าจะเป็น Toyota Yaris, Toyota Vios, Toyota Altis, Toyota Camry, Toyota Fortuner เป็นต้นช่องทางการสำรองบริการ1. ผ่านทาง True Leasing Call Center 1279 โดยแจ้งรหัสที่ได้รับจากการกดรับสิทธิ์แก่เจ้าหน้าที่2. ที่สาขากรุงเทพฯ สาขาเชียงราย สาขาเชียงใหม่ สาขาภูเก็ต สาขากระบี่ สาขาพัทยา สาขาอยุธยา และสาขาสมุทรปราการ โดยแสดงรหัสที่ได้รับจากการกดรับสิทธิ์แก่เจ้าหน้าที่3. www.trueleasing.co.th โดยกรอกรหัสที่ได้จาการกดรับสิทธิ์ ที่ช่อง Promotion Code เพื่อรับสิทธิพิเศษ เงื่อนไข 1. ลูกค้าสำรองบริการผ่าน True Leasing Call Center 1279 หรือที่เคาเตอร์ โดยแจ้งรหัสที่ได้รับจากการกดรับสิทธิ์แก่เจ้าหน้าที่หรือกรอกรหัส ที่ช่อง Promotion Code เมื่อสำรองผ่าน www.trueleasing.co.th เพื่อรับสิทธิพิเศษ2. 1 รหัสส่วนลด / 1 สิทธิ์ / 1 เดือน3. มีการบล๊อควงเงิน 5000 บาทด้วยบัตรเครดิตในวันรับรถ4. ลูกค้าสามารถใช้สิทธิ์รับส่วนลดได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 25695. ราคาดังกล่าวไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และค่าน้ำมันเชื้อเพลิง6. ราคาดังกล่าวเป็นราคารวมประกันภัยพื้นฐาน CDW แบบมีค่าความรับผิดชอบส่วนแรก หากลูกค้าต้องการซื้อประกันเพิ่มสามารถชำระเงินได้ในวันรับรถ หรือติดต่อ Call Center 12797. คนขับรถจะต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป และใบขับขี่มีอายุอย่างน้อย 1 ปี8. ลูกค้าต้องชำระค่าบริการเต็มจำนวนเพื่อยืนยันการจอง ไม่สามารถยกเลิกและขอคืนเงินได้9. หากผู้เช่าต้องการขยายการเช่าที่เกินวันและเวลาสิ้นสุด ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า10. ขอสงวนสิทธิ์ในการให้บริการตามลำดับการจอง11. เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด และอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า12. ในกรณีที่เช่ารถเกินจำนวนชั่วโมงตามข้อตกลง หรือเปลี่ยนสถานที่รับส่งรถ หรือเปลี่ยนแปลงสาขาที่ใช้บริการ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามที่บริษัทกำหนด13. ในกรณีที่ผู้ใช้บริการไม่สามารถมาใช้สิทธิ์ได้ด้วยตนเอง ผู้ใช้บริการสามารถให้บุคคลอื่นมารับบริการแทนได้ โดยต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนพร้อมเขียนมอบสิทธิ และลายเซ็นของเจ้าของบัตรมาแสดง14. บริษัทขอสงวนสิทธิ์ไม่คืน TruePoint ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ภายหลังจากที่ได้ดำเนินการแลกรับสิทธิ์สำเร็จเรียบร้อยแล้ว15. ไม่สามารถแลก คืน หรือเปลี่ยนเป็นเงินสด หรือของอื่นใดได้ รวมตลอดทั้งไม่สามารถโอนให้แก่บุคคล หรือนิติบุคคลอื่นใดได้16. ไม่สามารถออกใบเสร็จในนามของนิติบุคคลได้
รถเช่า/รถรับจ้าง • 1 ม.ค. 69
ดู
มหาดไทยเพิกถอนบัญชี 5,924 โกงสอบท้องถิ่น
News1 • 6 ชั่วโมงที่แล้ว
สิทธิพิเศษ
เช่ารถราคาพิเศษ เริ่มต้น 700 บาท ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดเริ่มต้น ฿300 ที่ ชิค คาร์เร้นท์ ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์ เช่ารถราคาพิเศษ เริ่มต้น 700 บาทPeriod 15 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2569 Yaris 1.2 ราคา 700 บาท City 1.5V ราคา 760 บาท BR-V SV ราคา 1,020 บาท Honda Civic ราคา 1,120 บาท Haval Jolion ราคา 1,220 บาท Honda Accord ราคา 1,860 บาท T.Fortuner 2.4V 2WD , N Terra 2.4 2WD ราคา 1,860 บาทวันหยุดนักขัตฤกษ์ บวกเพิ่มวันละ 100 บาทPeriod: 1 ตุลาคม - 31 ธันวาคม 2569 Yaris 1.2 ราคา 850 บาท City 1.5V ราคา 920 บาท BR-V SV ราคา 1,240 บาท Honda Civic ราคา 1,370 บาท Haval Jolion ราคา 1,460 บาท Honda Accord ราคา 2,250 บาท T.Fortuner 2.4V 2WD , N Terra 2.4 2WD ราคา 2,250 บาทวันหยุดนักขัตฤกษ์ บวกเพิ่มวันละ 150 บาทราคายังไม่รวม VAT 7% รายละเอียดและเงื่อนไข สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า True เท่านั้น แจ้ง Code ก่อนการสำรองบริการทุกครั้งเพื่อรับราคาโปรโมชั่น ราคาดังกล่าวรวมประกัน Platinum วันศุกร์ , วันสาร์ , วันอาทิตย์ ไม่บวกเพิ่ม วันหยุดนักขัตฤกษ์ บวกเพิ่มวันละ 100/150 บาท ตามเงื่อนไขโปรโมชั่น Peak period 1 -12 และ 22 - 31 ธันวาคม บวกเพิ่มวันละ 400 บาท ใช้ส่วนลดได้กับรถทุกรุ่นและทุกสาขา ลูกค้าต้องสำรองรถล่วงหน้าอย่างน้อย 7-14 วัน ผู้เช่าจะต้องมีอายุ 21 ปี ขึ้นไป โดยจะต้องมีบัตรประชาชน หรือหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ ณ วันที่ทำการเช่า จนถึงวันที่คืนรถ ผู้เช่าจะต้องมีใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลในประเทศหรือสากลที่มีอายุ 1 ปีขึ้นไป ที่ยังไม่หมดอายุ ณ วันที่ทำการเช่า จนถึงวันที่คืนรถ ค่ามัดจำ - ในวันรับรถพนักงานจะต้องทำการบล็อกวงเงินด้วย "บัตรเครดิต" จำนวน 5,000 บาท สำหรับทุกรุ่นรถ สิทธิพิเศษดังกล่าวไม่สามารถ โอน /เปลี่ยน/แลก/ทอน เป็นเงินสดได้ บริษัทฯ สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า หากมีกรณีพิพาท คำตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด เงื่อนไขอื่นๆ เป็นไปตามที่บริษัทกำหนด
รถเช่า/รถรับจ้าง • 5 วันที่แล้ว
อ่าน
ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 ดูสดผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
หวยวันที่ 1 มีนาคม 2569 งวดนี้ออกอะไร มา ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 ตรวจเลขท้าย 3 ตัว ตรวจเลขท้าย 2 ตัว และรางวัลอื่นๆ ครบทุกรางวัลกันได้ที่นี่เลย หวยงวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 นี้หวยวันออกอะไรบ้าง TrueID Horoscope มีให้คุณได้ตรวจกันทุกรางวัล พร้อมรายละเอียดครบครัน หากถูกหวย ถูกรางวัลสลากดิจิทัล / สลากทั่วไป ต้องขึ้นเงินที่ไหน โดนหักเงินกี่บาท และ จุดจําหน่ายสลากราคา 80 บาท มาเช็คกันได้เลย โดยคุณสามารถติดตามผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตามเวลาออกอากาศได้ที่ช่องอมรินทร์ทีวีช่องไทยรัฐทีวี ตรวจหวย งวดวันที่ 1 มีนาคม 2569 ตรวจหวย รางวัลที่ 1 งวดประจำ วันที่ 1 มีนาคม 2569 รางวัลละ 6,000,000 บาท 820866 ตรวจหวย รางวัลเลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัลๆ ละ 4,000 บาท 479 054 ตรวจหวย รางวัลเลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัลๆ ละ 4,000 บาท 068 837 ตรวจหวย รางวัลเลขท้าย 2 ตัว 1 รางวัลๆ ละ 2,000 บาท 06 ตรวจหวย รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท 820865 820867 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท 328032 716735 320227 373865 731233 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท 848897 255067 135646 194429 262799 085123 148874 020061 680266 140134 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท 323190 925072 535378 587360 491415 588075 099628 811332 467392 779499 880832 980352 848712 716797 792492 937022 813746 205964 295304 540947 127029 623450 347818 054740 907668 832799 646395 286487 380961 193102 586410 044722 047452 222751 738248 187985 757121 541290 630041 292734 332699 784679 432973 410260 113897 132045 413688 216891 411233 885962 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท 966248 942374 170707 047868 927971 978290 647305 930901 915138 746295 080931 625677 820038 514523 355319 499550 168204 597602 191294 369368 130650 778199 310238 602057 005234 794359 841013 934789 462043 415731 996758 802249 023809 000698 012257 833673 901478 853789 393503 713934 122622 704497 771654 796059 859020 685726 677912 060975 238233 289011 210279 249742 206129 756658 492932 293946 771529 067965 568699 406776 132441 064933 458185 211840 927715 456304 076812 792984 910398 627411 454166 841373 281712 844523 047642 922493 724127 529176 927034 263722 816941 411270 842499 787410 672686 557396 226259 194903 702405 971932 991285 818143 298748 502565 297471 101102 239806 946014 430013 237772 กรุณาตรวจสอบความถูกต้องกับสำนักงานสลาก กินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท เป๋าตัง ถูกหวย ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักเงินกี่บาท เช็ค วิธีขึ้นเงิน และ ค่าธรรมเนียม ได้ที่นี่ สถานที่ขึ้นเงินรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล มีอยู่หลายแห่ง และมีหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งจะมีอัตราค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัลแตกต่างกันไป รวมถึงหลายคนคงสงสัยว่า ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท จากเป๋าตัง ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักกี่บาท เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้แล้ว ทั้ง วิธีขึ้นเงิน "สลากดิจิทัล 80 บาท จากแอปฯ เป๋าตังค์" และ "สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ซื้อจากแผงขายลอตเตอรี่" ดังนี้ ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขึ้นเงินที่ไหน หักเงินกี่บาท ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ เมื่อถูกหวยสลากดิจิทัล 80 บาท ที่ซื้อผ่านแอปฯ เป๋าตัง เงินรางวัลจะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ดังนั้นผู้ที่ซื้อสลากดิจิทัล 80 บาทขึ้นเงินได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ช่องทางที่ 1 ขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลผ่านแอปฯ เป๋าตัง เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย ผูกบัญชีเพื่อเข้ารับรางวัลสลากดิจิทัลบนแอปฯ เป๋าตัง โดยเปิดแอปฯ แล้วเลือก อื่นๆ จากนั้นให้เลือก ตั้งค่า ผูกบัญชีรับเงินรางวัล หากถูกรางวัลสลากดิจิทัล แอปฯ เป๋าตังจะแจ้งเตือนว่าคุณถูกรางวัล ภายในไม่เกิน 19.00 น. ของวันที่ออกรางวัลงวดนั้นๆ กดที่แจ้งเตือน หรือไปที่เมนู "สลากของฉัน" ในแอปฯ เป๋าตัง กดเลือก รับรางวัลผ่านบัญชีกรุงไทย ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วกดยืนยันการผูกบัญชี ใส่หมายเลข PIN 6 หลัก ระบบจะแจ้งว่าขึ้นเงินรางวัลสำเร็จ จากนั้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้ ภายใน 12 ชั่วโมง โดยเสียค่าธรรมเนียม 1% และค่าภาษีอากรสแตมป์ 0.5 % ของเงินรางวัล หมายเหตุ เมื่อถูกรางวัลสลากดิจิทัล จะต้องกดยืนยันวิธีการรับเงินภายใน 15 วัน หากเกินกำหนดจะต้องไปขึ้นเงินที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เท่านั้น หากถูกสลากดิจิทัลรางวัลที่หนึ่ง จะต้องไปขึ้นเงินที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เท่านั้น ส่วนรางวัลอื่นๆ สามารถขึ้นเงินผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตามปกติ ช่องทางที่ 2 ขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัล ด้วยตัวเอง ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ หากต้องการขึ้นเงินรางวัลด้วยตนเองที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เมื่อได้รับแจ้งเตือนว่าถูกรางวัลสลากดิจิทัล สามารถกดที่การแจ้งเตือน แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้ เลือก ขึ้นเงินรางวัลด้วยตนเอง เลือกวันที่ต้องการไปขึ้นรางวัล ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วกดยืนยันการขึ้นเงินรางวัล ใส่หมายเลข PIN 6 หลัก ระบบจะแสดงว่าทำรายการสำเร็จ เมื่อถึงวันที่เลือกไว้แล้ว ก็สามารถไปขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลได้ที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เลขที่ 359 ถนน นนทบุรี ท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี 11000 คลิกดูแผนที่ได้ที่นี่วิธีนี้จะเสียค่าอากรสแตมป์ 0.5% ของเงินรางวัล ถูกหวย ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วไป ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักกี่บาท หากคุณถูกหวยจากสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วไปที่ขายตามแผงต่างๆ สามารถนำไปขึ้นเงินได้ตามที่ต่างๆ ดังนี้ 1.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนามบินน้ำ)วันและเวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 08.30-15.00 น. ไม่หยุดพักกลางวัน เอกสารที่ต้องเตรียม : บัตรประชาชน ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล พร้อมค่าอากรแสตมป์ หรือ กรณีชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) จุดขึ้นเงินรางวัล : ชั้น 1 ห้องจ่ายรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขที่ 359 ถนน นนทบุรี ท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี 11000 ค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัล : จะคิดเป็นร้อยละ 50 สตางค์ของมูลค่าเงินรางวัลที่ถูกสลาก หรือ 0.5% ของเงินรางวัล 2. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) และธนาคารออมสิน วันและเวลาทำการ : ตามเวลาทำการของแต่ละสาขา โดยจะจ่ายตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันออกรางวัลในงวดนั้นๆ ไปจนถึงเวลา 12.00 น.ของวันออกรางวัลในงวดถัดไป (ไม่รับขึ้นเงินรางวัลที่หนึ่ง) เอกสารที่ต้องเตรียม : บัตรประชาชน ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล พร้อมค่าอากรแสตมป์ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือกรณีชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัล : ค่าธรรมเนียม 1% และค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่าเงินรางวัล รวมเป็น 1.50% ของมูลค่าเงินรางวัล (อาจมีค่าธรรมอื่นๆ เพิ่มเติม โปรดสอบถามธนาคารอีกครั้ง) สำหรับสลากการกุศล ผู้ขอรางวัล ต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของเงินรางวัล 3.แผงล็อตเตอรี่ สำหรับแผงลอตเตอรี่ที่ติดป้าย รับขึ้นเงินรางวัล โดยส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียม 2 - 3% (รวมค่าอากรแสตมป์ 0.50%) ของมูลค่าเงินรางวัล 5.ร้านทอง คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1-3% (รวมค่าอากรแสตมป์ 0.5%) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถูกหวย ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลใดก็ตาม อย่าลืมรีบไป "ขึ้นเงิน" หรือขอรับเงินรางวัลภายใน 2 ปี สำหรับสลากทั่วไป และภายใน 1 ปีสำหรับสลากดิจิทัล นับจากวันออกรางวัลสลากฯงวดนั้นๆ เพราะหากเกินกำหนดจะถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตรวจสอบรายชื่อจุดจําหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคา 80 บาท ในโครงการสลาก 80 กองสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเริ่มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคา 80 บาทตามจุดจำหน่ายต่างๆ ในกทม. และนนทบุรี งวดแรก 17 มกราคม 2565 และจะขยายจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 ทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป โดยท่านสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ดังนี้ วิธีที่ 1 เช็ครายละเอียดจุดจําหน่ายผ่านเว็บไซต์ คลิกดูจุดจำหน่าย คลิกที่นี่โดยสามารถเลือกเขตของจุดจำหน่ายที่คุณสะดวกได้เลย วิธีที่ 2 ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GLO Lottery เปิดแอปพลิเคชัน แล้วค้นหาจุดจําหน่าย GL0 Official Sellers ตามขั้นตอนดังนี้ เปิดแอปพลิเคชัน GLO Lottery เลือกเมนู เลือกจุดจําหน่ายสลาก พิมพ์ GOs ในช่องค้นหาสถานที่ ตรวจหวย ย้อนหลัง และ แคปชั่นวันหวยออก ที่น่าสนใจ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มีนาคม 2568 ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 30 ธันวาคม 2565 สถิติหวยออกเดือนมีนาคม ย้อนหลัง 29 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล สถิติหวยออกวันที่ 30 ธันวาคม คม ย้อนหลัง 29 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล สถิติหวยออกวันพฤหัสบดีย้อนหลัง 10 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกวันพฤหัสบดี 166 แคปชั่นวันหวยออก 2565 มาใหม่! แคปชั่นเลขเด็ด คำคม เพื่อสายอ่อย สายฮา จัดมาครบ เด็ดๆ โดนๆ! 60 แคปชั่นหวยกิน ฮาๆ ขำๆ คำคมเลขเด็ด จัดเซ็ตเพื่อสายอ่อย สายฮา ในวันหวยออก 30 แคปชั่นอ่อย วันหวยออก 2565 มาใหม่! ชอบเลขไหนก็หยิบเอา แต่ถ้าชอบเราก็จีบได้ โพสต์ไปอาจได้แฟน! ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลย้อนหลังรู้ผลทันที หากยังอ่านดวงไม่จุใจ ติดตามอ่านดวงแบบอื่นๆ ได้ที่นี
เลขมงคล • 1 มี.ค. 69
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================
ทราเวล ทิปส์ • 29 พ.ย. 68
สิทธิพิเศษ
ลด 200 บาท รับวัคซีนไอพีดี 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา 3,480บาท (ราคาปกติ 3,680บาท) ใช้ 0 ทรูพอยท์
ลูกค้าทรู ใช้ 0 ทรูพอยท์ ลูกค้าดีเเทคใช้ 0 Coins เมื่อรับวัคซีนไอพีดี 15 สายพันธุ์1เข็ม ราคา 3,480บาท (ราคาปกติ 3,680บาท)(ราคานี้รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว) โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี เงื่อนไข1. ลูกค้านำรหัสที่ได้จากการกดรับสิทธิ์เเสดงต่อเจ้าหน้าที่ร้านค้าเพื่อรับสิทธิ์2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้5. รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว6. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับวัคซีนไอพีดีชนิด 15 สายพันธุ์ ช่วยป้องกันโรคปอดอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบเฉียบพลัน โรคที่รุกรานและแพร่กระจายจากเชื้อนิวโมคอคคัส (IPD) เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งครอบคลุมสายพันธุ์สำคัญกว่า 70% ในไทย รวมถึงสายพันธุ์ 3 ที่สัมพันธ์กับอัตราการเสียชีวิตสูง
โรงพยาบาล/คลินิก • 20 พ.ย. 68
อ่าน
วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ
ทราเวล ทิปส์ • 18 ก.ย. 68
อ่าน
กรมศุลฯ จับสินค้าผิดกฎหมายครึ่งเดือนแรกก.ค. กว่า 214 ล้านบาท
นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1–16 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดีสำคัญหลายรายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 214.41 ล้านบาท แบ่งเป็นประเภทยาเสพติด 143.09 ล้านบาท และสินค้าอื่น ๆ อีกจำนวนมากจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 143 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2568: ตรวจพบ ยางกัญชา น้ำหนักรวม 79 กิโลกรัม มูลค่า 118.5 ล้านบาท ซุกซ่อนในพัสดุจากสหรัฐฯ ที่สำแดงว่าเป็นอุปกรณ์ทำสวนขณะที่ วันที่ 16 ก.ค. 2568: ชายชาวอเมริกันพยายามลักลอบนำ เฮโรอีน น้ำหนัก 6.6 กก. ออกนอกประเทศที่สนามบินภูเก็ต มูลค่า 1.98 ล้านบาท (หากถึงปลายทางจะมีมูลค่าราว 3.1 ล้านบาท)นอกจากนี้ยังมีการจับกุมยาเสพติดอื่น ๆ ได้แก่ เมฟิโดรน ยาบ้า โคเคน และแฮปปี้วอเตอร์ รวมทั้งสิ้น 143.09 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 67 – 16 ก.ค. 68) มีสถิติการจับกุมยาเสพติดแล้ว 179 คดี มูลค่ารวม 1,087.85 ล้านบาทตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ต่างประเทศ มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 พบ บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ 4,980 ชิ้น มูลค่า 2.26 ล้านบาท ในพัสดุที่อ.หาดใหญ่ และวันเดียวกัน ตรวจพบ บุหรี่ต่างประเทศ 494,600 มวน และบุหรี่ไทย 3,600 มวน ในพัสดุที่ไปรษณีย์ศรีราชา มูลค่า 3 ล้านบาทรวมทั้งมีการจับกุมคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่า 10.19 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 จับกุมได้แล้ว 2,314 คดี รวมมูลค่า 381.22 ล้านบาทสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องสำอางนำเข้า มูลค่า 26 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2568: ตรวจพบ รองเท้าและกระเป๋าละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายประมาณ 19 ล้านบาท และตรวจยึดสินค้าคล้าย Crocs, มาส์กหน้า และรองเท้ากีฬาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมอีกประมาณ 7.21 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 กรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้ว 312 คดี มูลค่ารวม 28.27 ล้านบาทกรมศุลกากรย้ำเดินหน้าปราบปรามต่อเนื่องโฆษกกรมศุลกากรกล่าวว่า “การตรวจยึดของกลางครั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกรมศุลกากร เราจะเดินหน้าปราบปรามและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน”
TNN ช่อง16 • 17 ก.ค. 68
อ่าน
เตือนภัย! “สายมู” ต้องระวังโจรออนไลน์ หลอกให้โอนเงินเสริมดวง-สะเดาะเคราะห์
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 7 - 13 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวงคดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,593,952 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Instagram ชักชวนลงทุนเทรดหุ้นทองคำและหุ้นน้ำมัน ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อลงทุน และแนะนำวิธีการลงทุนเทรดหุ้น โดยต้องลงทุนจำนวนเงินที่มากจึงจะได้รับผลตอบแทนกลับมาเร็ว ในช่วงแรกสามารถถอนเงินจากระบบได้ จึงโอนเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น ภายหลังไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ามูลค่าในการลงทุนยังไม่ถึงจำนวนที่กำหนด ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน (Romance Scam) มูลค่าความเสียหาย 1,222,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพรไฟล์เป็นชายหนุ่มหน้าตาดี อาชีพวิศวกร ติดต่อผ่าน Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยกันจนสนิทใจแต่ไม่เคยพบเจอกัน จากนั้นมิจฉาชีพอ้างว่าขอยืมเงินซื้อวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างบ้านเพื่อในอนาคตจะใช้อยู่ร่วมกันและจะคืนเงินให้ภายหลัง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ต่อมามีการยืมเงินอีกหลายครั้ง ผู้เสียหายจึงขอนัดหมายเพื่อพบเจอกัน ฝ่ายชายตอบตกลง เมื่อถึงเวลาที่นัดหมายฝ่ายชายไม่มาตามนัดและไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,752,617 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับสมัครพนักงานประจำร้านค้าออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนผ่าน Line ต่อมามิจฉาชีพแจ้งว่าต้องมีช่วงทดลองงาน เป็นการกดถูกใจสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้กับร้านค้าและจะได้รับค่าคอมมิชชันเป็นการตอบแทน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาให้โอนเงินเพิ่มมากขึ้น จนเงินในระบบมีมูลค่าสูงแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่ารายรับมีมูลค่าสูงต้องชำระค่าภาษีก่อน เมื่อโอนเงินชำระค่าภาษีเสร็จสิ้นยังคงไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,919,951 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line อ้างเป็นแฮกเกอร์ แจ้งว่าสามารถดึงเงินที่ผู้เสียหายเคยถูกหลอกลวงคืนมาได้ โดยมีการสอบถามรายละเอียดการถูกหลอกลวงและข้อมูลส่วนตัว จากนั้นแจ้งว่าจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินพบว่าเงินอยู่ในระบบการลงทุนเทรดหุ้นแห่งหนึ่ง จะต้องทำการโอนเงินเข้าไปเพื่อเป็นการโจมตีระบบและจะสามารถดึงเงินกลับคืนมาได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ต่อมาเริ่มให้โอนเงินสูงขึ้นจึงขอถอนเงินคืนแต่ไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ ที่ไม่มีลักษณะเป็นขบวนการ มูลค่าความเสียหาย 655,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณารับทำพิธีเสริมดวงชะตาผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook และเพิ่มเพื่อนผ่าน Line มีมิจฉาชีพอ้างเป็นหมอดู แจ้งว่าผู้เสียหายกำลังจะพบกับปัญหาร้ายแรงในชีวิต จำเป็นจะต้องทำพิธีเพื่อเสริมดวงชะตา ให้โอนเงินเพื่อเข้าร่วมพิธี เมื่อทำเสร็จแล้วจะโอนเงินคืนให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ต่อมาเมื่อทำพิธีเสร็จสิ้นทักไปสอบถามเพื่อขอเงินคืนแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จึงทำการตรวจสอบผ่านทาง Facebook เดิมอีกครั้งพบว่ามีบุคคลอื่นที่โอนเงินไปและไม่ได้รับเงินคืนเช่นเดียวกัน ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอก มูลค่าความเสียหายสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,143,520 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 11 กรกฎาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,901,580 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,072 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 767,933 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,241 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 242,592 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.59 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 175,178 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 22.81 (3) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 112,716 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.68 (4) หลอกลวงลงทุน 106,085 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.81 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 54,661 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.12 (และคดีอื่นๆ 76,701 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 9.99) การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้โฆษณาหลอกลวงผู้เสียหาย เพื่อให้ลงทุนเทรดหุ้น และคดีหลอกให้รักแล้วโอนเงิน นอกจากนี้ยังมีหลอกให้ลงทุนหารายได้พิเศษ รวมทั้งยังมีเคสที่มิจฉาชีพหลอกลวงเป็นหมอดู ให้โอนเงินเสริมดวงชะตา ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11 ล้านบาททั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันหากมีการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่องค์กรต่างๆ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานราชการ ควรตรวจสอบให้แน่ชัด โดยเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ จะไม่มีการติดต่อกับประชาชนโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์
TNN ช่อง16 • 14 ก.ค. 68
อ่าน
สรรพากร-ปอศ. บุกจับเครือข่ายออกใบกำกับภาษีปลอม เสียหายนับ 1,000 ล้าน
นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากร ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ ที่เกี่ยวข้องกับการออกและใช้ใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จำนวน 14 แห่ง มีมูลค่าความเสียหายกว่า 1,000 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น ได้ยึดเอกสารใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่มีสิทธิที่จะออกตามกฎหมาย และจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ณ สถานที่ตรวจค้นในความผิดฐาน "ร่วมกันมีเจตนาออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีสิทธิที่จะออก" อันเป็นความผิดตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากร สำหรับพฤติการณ์สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบของกรมสรรพากร พบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดมีการออกใบกำกับภาษีระหว่างกันในกลุ่มผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างยอดขายและยอดซื้อโดยไม่ได้มีการประกอบการจริงและจัดตั้งนิติบุคคลขึ้นเพื่อกิจการส่งออกและขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มจากใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง โดยกรมสรรพากร ร่วมกับ บก.ปอศ. จัดแถลงข่าวความร่วมมือดังกล่าว ในวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.)"ทั้งนี้ จากการสืบสวน สอบสวนเพิ่มเติมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปอศ. พบว่า กลุ่มผู้กระทำความผิดมีความสัมพันธ์กันทั้งในลักษณะเครือญาติ เพื่อน นายจ้าง และลูกจ้าง มีการแบ่งหน้าที่กันทำในลักษณะขบวนการเพื่อสร้างภาพให้ดูเสมือนว่ามีการประกอบการกิจการจริง ซึ่งจากการตรวจค้นทั้ง 14 แห่ง พบใบกำกับภาษีและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดจำนวนมาก ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายระบบภาษีมูลค่าเพิ่มและสร้างความเสียหายให้แก่รัฐเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ผู้ที่ออกและใช้ใบกำกับภาษีโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าระหว่างกันจริง ต้องรับผิด ทางแพ่งและมีโทษทางอาญาโดยกรณีการออกใบกำกับภาษีโดยไม่มีมีสิทธิที่จะออกตามมาตรา 86/13 แห่งประมวลรัษฎากร เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (3) แห่งประมวลรัษฎากรและกรณีนำใบกำกับภาษีที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ในการเครดิตภาษี เป็นความผิดอาญาตามมาตรา 90/4 (7) แห่งประมวลรัษฎากร ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือน ถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองแสนบาทด้าน พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เปิดเผยว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการบูรณาการกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ปอศ. และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร จำนวนรวมกว่า 127 นาย เปิดปฏิบัติการ "ปิดเกมส์กลโกงภาษี" หรือ "Anti Tax Fraud Operation" เข้าจับกุมกลุ่มเครือข่ายที่ได้ร่วมกระทำความผิดดังกล่าวโดยได้เข้าดำเนินการตรวจค้นจับกุมผู้ต้องหา ตามหมายจับของศาลอาญา จำนวน 10 หมาย (พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก 8 หมาย/พื้นที่ จ.เชียงใหม่ 2 หมาย)และตรวจค้นเพื่อหาพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามหมายค้นอีกจำนวน 14 หมาย (พื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก 11 จุด/พื้นที่ จ.เชียงใหม่ 2 จุด/พื้นที่ กทม. 1 จุด) โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นทั้ง 14 จุด ในเวลา พร้อมเพรียงกันทุกจุด
TNN ช่อง16 • 30 มิ.ย. 68
อ่าน
มุกใหม่แก๊งคอลฯ หลอกสมัครสินเชื่อเงินด่วน-ลวงรหัส OTP ฉกเงินซื้อทองคำ สูญ 20 ล้านบาท
พลตำรวจตรี วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปราม นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งเป็นแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์สัญชาติไทย ที่มีพฤติการณ์ในการหลอกลวงเหยื่อให้สมัครสินเชื่อเงินด่วนผ่านโมบายแบงค์กิ้ง โดยจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหยื่อในการกู้เงินด่วนออนไลน์ ซึ่งจะมีการหลอกเอาเลข OTP หลังการสมัครเสร็จสิ้น เพื่อนำไปซื้อทองคำ ก่อนชิ่งหนีโดย ผู้บังคับการปราบปราม ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบของธนาคารกรุงไทย โดยมีการแจ้งว่ามีลูกค้าของธนาคารหลายรายมีความสนใจสมัครบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ได้ถูกคนร้ายหลอกลวงให้สมัครบัตรผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งคนร้ายได้มาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยมีแผนประทุษกรรมในการหลอกลวง โดยผู้ต้องหาจะติดต่อหาซื้อเพจ Facebook ที่มียอดผู้ติดตามสูงตามกลุ่ม LINE หรือเพจ Facebook สายเทา ก่อนที่จะนำมาเปลี่ยนปรับแต่งให้เป็นเหมือนเพจของสถาบันทางการเงิน พร้อมลงข้อความเชิญชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจต้องการเปิดบัตรเครดิตหรือเดบิต โดยสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการใช้รูป ชื่อนามสกุล ของเจ้าหน้าที่ธนาคารตัวจริงมาแอบอ้าง เมื่อมีผู้เสียหายมีความสนใจและกดเข้ามาที่เพจ ก็มีการสนทนากันผ่านทางข้อความ จากนั้นก็จะมีการพูดคุยสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั้งอาชีพ รายได้ วงเงินที่ผู้เสียหายต้องการใช้ และหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อกลับ จากนั้นก็จะหลอกลวงให้เหยื่อ ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่ง ทำการวิดีโอคอลด้วยการเปิดกล้องในการสมัครสินเชื่อเงินด่วนผ่านโมบายแบงค์กิ้ง ในโทรศัพท์ของเหยื่อ ซึ่งผู้ต้องหาจะเป็นผู้อธิบายขั้นตอนวิธีการสมัคร ตลอดการพูดคุย จึงทำให้สามารถเห็นยอดวงเงินการสมัครสินเชื่อ เลขบัตรเดบิต 16 หลัก เลข CVV และ OTP โดยธนาคารจะใช้ระยะเวลาในการอนุมัติเพียงไม่กี่นาที ระหว่างนั้นผู้ต้องหาก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปกรอกเพื่อซื้อทองคำผ่านออนไลน์ เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการครบแล้ว ก็ทำการซื้อทองคำทันที และ เมื่อได้ทองคำมาก็นำไปแปลงสภาพเป็นเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับข้อมูลการประสานจากธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และพบว่ามีหนึ่งในเหยื่อที่ถูกหลอกในพื้นที่ดังกล่าว ได้รับข้อมูลและหลักฐานครบถ้วนจึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสงขลา เพื่อจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายกรกรต (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี // นายกฤตนัย (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ซึ่งจับกุมได้ที่ห้องพักในคอนโดซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา และจับกุมนายปพนธีร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ได้ที่บ้านพักในจังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางจำนวน 53 รายการ อาทิ รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Mercedes Benz ที่ผู้ต้องหาใช้เงินสดซื้อ // โทรศัพท์มือถือจำนวน 23 เครื่อง // คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค จำนวน 6 เครื่อง // เครื่องรับธนบัตรจำนวน 1 เครื่อง // แผ่นทองคำจำนวน 2 แผ่น และซิมการ์ดสมุดบัญชีอื่นอีก 20 รายการ ขณะเดียวกัน ยังพบหลักฐานซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ต้องหาได้มีการถ่ายทำวิดีโอระหว่างหลอกลวงเหยื่อจำนวนกว่า 130 ไฟล์ และภาพนิ่งอีกกว่า 3,000 ภาพ / ซึ่งพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้ทำการหลอกลวงเหยื่อมาแล้วเกือบ 400 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาทขณะที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ทำการหลอกลวงเหยื่อในลักษณะนี้ มาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยอ้างว่าวิธีการที่นำมาหลอกลวงเป็นวิธีที่เคยถูกหลอกมาก่อน จึงได้นำวิธีการมาปรับใช้และไปหลอกลวงเหยื่อรายอื่นๆ ขณะที่เงินที่นำมาได้ในการหลอกลวงเหยื่อ ก็ถูกนำไปใช้จ่ายทั้งซื้อรถหรู เช่าคอนโดราคากว่า 30,000 บาทต่อเดือนในย่านสุขุมวิท อีกทั้งได้นำเงินไปเที่ยวกินหรูอยู่สบาย และนำไปเล่นการพนันในคาสิโนประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่เงินคงเหลือติดบัญชีมีจำนวนหลักพันถึงหลักหมื่นบาทเท่านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ อีกทั้งความผิดยังเข้าข่ายฐานฟอกเงินอีกด้วยโดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการขยายผลสืบสวนสอบสวนในกลุ่มดังกล่าวว่ามีการไปหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆอีกหรือไม่รวมถึงการประสานข้อมูลร่วมกับธนาคารเพื่อที่จะช่วยเหลือเหยื่อที่เคยถูกหลอกลวงว่าจะดำเนินการอายัดบัตร ประสานกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการเพื่อยกเลิกธุรกรรมต่างๆ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนรายอื่นๆที่เคยถูกคนร้ายกลุ่มนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกันสามารถนำหลักฐานมาติดต่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีเพิ่มเติม
TNN ช่อง16 • 27 มิ.ย. 68
อ่าน
สินค้าหนีภาษี! รัฐบาล โชว์ผลงาน 8 เดือนกวาดล้างกว่า 24,000 คดี
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เดินหน้าป้องกันและปราบปราม การลักลอบจำหน่ายสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้นโยบาย “Zero Tolerance : สินค้าหลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตต้องเป็นศูนย์”โดยได้ยกระดับการทำงานเชิงรุกในทุกมิติ ทั้งการปราบปรามและสืบค้น นำเทคโนโลยีมาใช้ในการตรวจสอบการกระทำผิดผ่านศูนย์ปราบปรามสินค้าออนไลน์ของกรมสรรพสามิต รวมถึงยังได้ผนึกกำลังกับหน่วยงานภายนอกเพื่อปราบปรามและจับกุมขบวนการผู้กระทำผิดตามพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 อย่างต่อเนื่อง จากการดำเนินการล่าสุด สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ชลบุรี 1 ได้เข้าตรวจสอบและจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่เถื่อนในจังหวัดชลบุรี โดยสามารถยึดของกลางได้จำนวน 26,360 ซอง คิดเป็นภาษีสรรพสามิตจำนวน 1,279,850.86 บาท และประมาณการค่าปรับรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,197,762.90 บาทโดยการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐาน “มีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” ตามมาตรา 204 และ “มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษี” ตามมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2568 (1 ตุลาคม 2567 – 31 พฤษภาคม 2568) กรมสรรพสามิตสามารถปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายได้รวมทั้งสิ้น 24,550 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.29 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นค่าปรับ 568.98 ล้านบาท และประมาณการค่าปรับ 3,749.81 ล้านบาท แบ่งเป็น1. ยาสูบ จำนวน 10,966 คดี จำนวนของกลาง แบ่งเป็นยาสูบในประเทศ 382,680 ซอง และยาสูบต่างประเทศ 3,024,554 ซอง2. สุรา จำนวน 10,585 คดี จำนวนของกลาง แบ่งเป็นสุราในประเทศ 70,990.098 ลิตร และสุราต่างประเทศ 21,893.882 ลิตร3. น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จำนวน 986 คดี จำนวนของกลาง 959,671.700 ลิตร4. รถจักรยานยนต์ จำนวน 846 คดี จำนวนของกลาง 3,661 คัน5. ไพ่ จำนวน 392 คดี จำนวนของกลาง 19,119 สำรับ6. เครื่องหอมและเครื่องสำอาง จำนวน 193 คดี จำนวนของกลาง 124,728 ขวด7. รถยนต์ จำนวน 187 คดี จำนวนของกลาง 951 คัน8. แบตเตอรี่ จำนวน 177 คดี จำนวนของกลาง 409,808 ก้อน9. เครื่องดื่ม จำนวน 141 คดี ของกลาง 56,324.092 ลิตร10. สินค้าอื่น ๆ จำนวน 77 คดี “รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนและทุกภาคส่วน ร่วมแจ้งเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับสินค้าที่ไม่ได้เสียภาษีสรรพสามิต โดยสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ กรมสรรพสามิต สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ทั่วประเทศ หรือโทรสายด่วน 1713 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือทางเว็บไซต์ www.excise.go.th ทั้งนี้ กรมสรรพสามิตจะดำเนินเก็บรักษาข้อมูลของผู้แจ้งเบาะแสไว้เป็นความลับรัฐบาลมุ่งสร้างระบบภาษีที่โปร่งใส สร้างความเป็นธรรมให้ผู้เสียภาษีถูกต้อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
TNN ช่อง16 • 25 มิ.ย. 68
อ่าน
ศาลพิพากษาจำคุกมิจฉาชีพ 7 ปี 150 เดือน หลอก “ชาล็อต” สูญเงิน 4 ล้าน
ศาลพิพากษาจำคุกมิจฉาชีพ 7 ปี 150 เดือน หลอก ชาล็อต สูญเงิน 4 ล้าน จากกรณีนักแสดงสาว ชาล็อต ออสติน ถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงิน 4 ล้านบาทและบังคับวิดีโอคอล 24 ชั่วโมง เมื่อปลายปีที่แล้ว ตามที่มีข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้ ล่าสุดวันที่ 29 พ.ค.68 ที่ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีที่อัยการโจทก์ฟ้องจำเลยทั้ง 4 ต่อศาลอาญา คดีหมายเลขดำที่ อทย.256/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อทย.424/2568 ในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ฉ้อโกง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ร.บ.ฟอกเงิน พ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ลหุโทษ ระหว่างพิจารณา น.ส.ชาล็อต ออสติน ขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัย การ... จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เปิดบัญชีธนาคาร และข้ามไปสแกนใบหน้าที่ฝั่งกัมพูชา แล้วส่งมอบข้อมูลให้แก่จำเลยที่ 2,3 จำเลยที่ 2,3 มีหน้าที่ในการรวบรวมบัญชีธนาคาร ส่งให้แก่ จำเลยที่ 4 จำเลยที่ 4 มีหน้าที่สวมเครื่องแบบตำรวจหลอกผู้เสียหาย ว่าได้มีการกระทำความผิดทางอาญา เมื่อหลอกผู้เสียหายสำเร็จ จำเลยที่ 4 จะให้ผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 4 ได้รับสมุดบัญชีธนาคารมาจากจำเลยที่ 2,3 เมื่อจำเลยทั้ง 4 ร่วมร่วมกันหลอกผู้เสียหายสำเร็จ และได้รับเงินจากผู้เสียหายแล้ว ก็จะนำเงินที่ร่วมกันหลอกมาได้นั้น ไปซื้อเหรียญดิจิทัล อันนี้ลักษณะเป็นการฟอกเงิน จำเลยที่ 1 ลงโทษจำคุก 6 ปี 150 เดือน จำเลยที่ 2 ,3 ลงโทษจำคุก 7 ปี 150 เดือน จำเลยที่ 4 ลงโทษจำคุก 6 ปี 146 เดือน ให้จำเลยทั้ง 4 ร่วมกันชำระเงินจำนวน 4,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับจากวันที่ 8 ธ.ค.2567 ให้แก่โจทก์ร่วมจนครบถ้วน...
ดาราเดลี่บันเทิง • 29 พ.ค. 68
อ่าน
ตร. เผย ปราบน้ำมันเถื่อน 4 เดือน ยึดได้กว่า 8 แสนลิตร จับกุมแล้ว 393 คดี
วันนี้ (19 พฤษภาคม 2568) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง (ศปนม.ตร.) เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้การนำของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล โดยในส่วนของการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง ศปนม.ตร. มีผลการดำเนินงานในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2568 ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 4 มิติหลักอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ดังนี้1. มิติการตรวจป้องกัน : ดำเนินการตรวจทั้งทางบกและทางน้ำรวม 4,642 ครั้ง มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ (4,400 ครั้ง) คิดเป็น 105.5% โดยตรวจทางบก 4,480 ครั้ง และทางน้ำ 162 ครั้ง2. มิติการดำเนินคดี : สามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 393 คดี แบ่งเป็นคดีที่อยู่ในชั้นสอบสวน 166 คดี และคดีที่เปรียบเทียบปรับแล้ว 227 คดี รวมมีผู้ต้องหา 335 คน เป็นชาย 249 คน หญิง 106 คน ในจำนวนนี้มีผู้ต้องหาต่างชาติ 4 คน และเป็นนิติบุคคล 22 ราย3. มิติของกลาง : ของกลางที่ยึดได้จากการดำเนินคดีมีปริมาณน้ำมันกว่า 832,000 ลิตร คิดเป็นมูลค่ากว่า 24.9 ล้านบาท และก๊าซปิโตรเลียมเหลวกว่า 58,000 กิโลกรัม มูลค่าราว 2.1 ล้านบาท4. มิติเงินค่าปรับ : จากคดีที่เปรียบเทียบปรับแล้ว 226 คดี ได้เงินค่าปรับรวมกว่า 4.3 ล้านบาท และยังมีคดีที่อยู่ระหว่างสอบสวนอีก 166 คดี ซึ่งคาดว่าจะมีค่าปรับเพิ่มขึ้นอีกหลังการดำเนินการเสร็จสิ้นพล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา เป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงความจริงจังของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการลดความเสียหายด้านพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศ โดยหลังจากนี้จะมีการเร่งสืบสวนขยายผลไปถึงเครือข่ายผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเข้มข้น โดยไม่มีการละเว้นผู้กระทำผิดไม่ว่าเป็นใครพร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ช่วยกันสอดส่อง และแจ้งเบาะแส หากพบการลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน หรือจำหน่ายก๊าซผิดกฎหมาย รวมถึงหากพบเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง สามารถแจ้งได้ที่สายด่วน 1599
TNN ช่อง16 • 19 พ.ค. 68
อ่าน
เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์! เปิด 5 คดีประชาชนถูกหลอก สูญเงินเกือบ 8 ล้าน
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 5 - 11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ฃตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคสคดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 4,025,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนเทรดหุ้นน้ำมันดิบ โดยอ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วงแรกสามารถถอนเงินได้ ภายหลังลงทุนสูงขึ้นเพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำรายการผิดพลาดต้องโอนเงินเรื่อย ๆ เพื่อเป็นค่าแก้ไขระบบ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,427,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นทนายความจากธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ แจ้งว่าผู้เสียหายมียอดหนี้ค้างชำระ และโอนสายสนทนาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองเชียงรายจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป ภายหลังผู้เสียหายปรึกษาเพื่อน จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 968,800 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษโพรโมตโรงแรม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อทำการโพรโมต ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการถอนเงิน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 859,687 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนให้ผู้เสียหายเป็นตัวแทนรับจองคิวผู้ใช้บริการเสริมความงาม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อสำรองเงินก่อน จึงจะสามารถถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในครั้งแรกได้รับกำไรกลับมาจริง ภายหลังให้โอนเงินในจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 334,400 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อลงทุน โดยจะแจ้งให้ผู้เสียหายรู้ว่าควรโอนเงินลงทุนเวลาใด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินตามที่มิจฉาชีพแจ้ง จากนั้นไม่สามารถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 7,614,887 บาท ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,705,225 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,067 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 646,090 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,257 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 205,957 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.88 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 151,645 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.47 (3) หลอกลวงลงทุน 93,033 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.40 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 79,999 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.38 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 46,440 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 69,016 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.68)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยยังคงใช้วิธีการชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น หรือลงทุนในลักษณะต่างๆ รวมทั้งลงทุนโพรโมตสินค้า บริการ และการข่มขู่ โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 8 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องข่าวที่เกี่ยวข้อง- เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท- เตือนภัย! กลโกง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน สูญเงินกว่า 8 ล้าน- สาวร่ำไห้! ถูกมิจฉาชีพหลอกทำภารกิจ สุดท้ายโอนเงินเกือบ 3 แสนให้จนหมดตัว
TNN ช่อง16 • 12 พ.ค. 68
อ่าน
ไกด์เถื่อน-ทัวร์เถื่อน! รัฐบาลเดินหน้าจับหนัก ปรับสูงสุด 5 แสน จำคุก 2 ปี
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง” (ศปต.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทัวร์นอมินีและมัคคุเทศก์เถื่อนอย่างจริงจัง โดยเน้นการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวและการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 ได้มีการสุ่มตรวจสถานประกอบการของบริษัทนำเที่ยวจำนวน 940 ราย และมัคคุเทศก์ 338 ราย พบการกระทำความผิดของบริษัทนำเที่ยว ได้แก่ การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต การไม่แสดงใบอนุญาต และการไม่ทำประกันให้นักท่องเที่ยวความผิดของมัคคุเทศก์ ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาต และการไม่แสดงใบสั่งงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยในการโฆษณาขายทัวร์ไม่ว่าช่องทางใด ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาต ชื่อ และที่ตั้งให้นักท่องเที่ยวทราบ และต้องใช้มัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น“รัฐบาลขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยการดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องในการปราบปรามทัวร์เถื่อนและมัคคุเทศก์เถื่อน ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก จึงขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่กระทำผิด สามารถแจ้งผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจกรมการท่องเที่ยว หรืออีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th” นางสาวศศิกานต์ ระบุ
TNN ช่อง16 • 10 พ.ค. 68
อ่าน
รวบแม่ค้าหัวใส ขายสินค้าหมดอายุตามตลาดนัด นาน 3 ปี
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย บก.ปคบ. พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก.,พล.ต.ต.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย, พล.ต.ต.โสภณ สารพัฒน์ รอง ผบช.ก., เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปคบ. โดยการสั่งการของ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ., พ.ต.อ.อนุวัฒน์ รักษ์เจริญ, พ.ต.อ.ชัฏฐ นากแก้ว, พ.ต.อ.สำเริง อำพรรณทอง รอง ผบก.ปคบ.,พ.ต.อ.วีระพงษ์ คล้ายทอง ผกก.4 บก.ปคบ. ปฏิบัติการทลายแหล่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง (ลบวันหมดอายุเดือนปีที่ผลิต วันหมดอายุ) สารพัดยี่ห้อ กลางตลาดนัดในพื้นที่ จ.ราชบุรี ตรวจยึดของกลางกว่า 1,531 ชิ้นเจ้าหน้าที่ชุดตรวจยึด นำโดย พ.ต.ท.หญิง อนุสรา บัวแดง สว.กก.4 บก.ปคบ. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ.พฤติการณ์กล่าวคือ สืบเนื่องจากกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับเรื่องร้องเรียนจากบริษัทผู้ผลิต “ผลิตภัณฑ์ซุปไก่สกัด ยี่ห้อ ทูน่าเอสเซนส์ และผลิตภัณฑ์ น้ำอัดลม เอสชูการ์ฟรี” และได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชนให้ตรวจสอบร้านค้าภายในตลาดนัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี ที่นำผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งหมดอายุแล้ว จากนั้นทำการลบวันเดือนปีที่ควรบริโภคก่อน หรือวันหมดอายุที่แสดงบนผลิตภัณฑ์ แล้วนำออกจำหน่ายให้กับประชาชน ตามตลาดนัดพื้นที่ จ.ราชบุรี ในราคาถูกเกินกว่าความเป็นจริงซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เลยวันควรบริโภคก่อน หรือวันหมดอายุแล้ว บางอย่างคุณภาพ คุณค่าทางอาหารอาจจะลดลง บูด หรือเน่าเสีย เมื่อนำมารับประทานอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น อาหารเป็นพิษ ปวดท้อง อาเจียน ไข้ บางรายต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงลงพื้นที่สืบสวนจนทราบถึงสถานที่จำหน่าย และพบว่ามีการนำสินค้าลักษณะดังกล่าวจำหน่ายให้กับประชาชนทั่วไปจริง จนนำมาสู่การเข้าตรวจค้นในครั้งนี้ ต่อมาวันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.4 บก.ปคบ. เข้าตรวจสอบตลาดนัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.เมืองราชบุรี จ.ราชบุรี พบ นางสายธาร (สงวนนามสกุล) อายุ 62 ปี เป็นผู้นำตรวจค้น ตรวจยึด ผลิตภัณฑ์อาหาร ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยี่ห้อต่างๆ ซึ่งลบวันเดือนปีที่ควรบริโภคก่อน (วันหมดอายุ) ออก เตรียมจำหน่ายให้ลูกค้า จำนวน 1,531 ชิ้น รวม จำนวน 21 ยี่ห้อ อาทิ เครื่องดื่มอัดลมรสนมเปรี้ยว 288 กระป๋อง , ลิปสติก 137 ชิ้น , มาส์กหน้า 107 ชิ้น , น้ำยาปรับผ้านุ่ม , ยาสีฟั นแลเะ เครื่องปรุงรสชนิดต่างๆจากการสอบถาม นางสายธารฯ รับว่า ตนเองอาศัยอยู่ในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ ซึ่งใกล้กับบ่อขยะ โดยจะเก็บสินค้าหมดอายุ ที่มีผู้นำมาทิ้งที่บริเวณบ่อขยะ จากนั้นจะเลือกเก็บสินค้าที่หมดอายุที่ตนเห็นว่าสภาพดี โดยจะลบวันหมดอายุ วันเดือนปีที่ผลิตบนภัณฑ์ออก เพื่อปิดบังไม่ให้ลูกค้าสังเกตเห็นก่อนนำมาจำหน่ายให้กับประชาชนตลาดนัดคลองถมในพื้นที่ จ.ราชบุรี สัปดาห์ละ 2 วัน โดยจะขายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด และทำมาแล้วประมาณ 2-3 ปีเบื้องต้นการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ฐาน “จำหน่ายอาหารแสดงฉลากไม่ถูกต้อง” ระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาทพล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ปคบ. กล่าวฝากความห่วงใยมายังพี่น้องประชาชนว่าระมัดระวังและไตร่ตรองให้รอบคอบ ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ ควรตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน อย่าหลงซื้อ เพียงเพราะเห็นแก่ราคาสินค้าที่ถูกกว่าท้องตลาดผิดปกติ โดยอ้างว่าสินค้าราคาถูกเนื่องจากมีตำหนิจากโรงงาน ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริม และยา หากขายในราคาถูกเกินกว่าปกติ ให้ระลึกไว้เสมอว่าท่านกำลังเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อและมีความเสี่ยงจากการบริโภคของไม่มีคุณภาพ ใช้แล้วอาจเกิดอาการแพ้ และขอเน้นย้ำกับผู้จำหน่ายสิ้นค้าทั้งหลายว่าอย่านำสินค้าที่ผิดกฎหมายมาจำหน่ายหรือหลอกลวงผู้บริโภคโดยเด็ดขาด หากพบจะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ผู้ที่พบเห็นการกระทำความผิดกฎหมายในลักษณะอื่นใด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ปคบ.1135 หรือ
TNN ช่อง16 • 8 พ.ค. 68
อ่าน
เปิดแผนลวงเช่ารถ 24 คัน สูญ 12 ล้าน ช่องโหว่สัญญาธุรกิจ
ตำรวจทางหลวงเปิดปฏิบัติการ Fast Fraud Furious แกะรอยขบวนการหลอกเช่ารถกระบะ 24 คัน สูญกว่า 12 ล้านบาท เผยกลอุบายใช้นิติบุคคลบังหน้าเจาะสัญญาเช่าเปิดแผนลวงเช่ารถ 24 คัน สูญ 12 ล้าน กับช่องโหว่สัญญาธุรกิจที่เจ้าของไม่เคยรู้ตัวเรื่องราวของ “ขบวนการหลอกเช่ารถกระบะ” ที่ก่อเหตุในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพมหานคร โดยใช้นิติบุคคลจดทะเบียนถูกต้องบังหน้า ดำเนินการด้วยเอกสารสัญญาเช่าถูกต้องตามกฎหมาย ทว่ากลับตั้งต้นด้วยเจตนาทางอาญา กลายเป็นคดีสูญหายรถยนต์ถึง 24 คัน มูลค่ากว่า 12 ล้านบาท และเผยให้เห็นจุดอ่อนในกระบวนการทำสัญญาทางธุรกิจของภาคเอกชน ปฏิบัติการที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Fast Fraud Furious” ดำเนินการโดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ• พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง• พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการตำรวจทางหลวงและมีเจ้าหน้าที่ที่ร่วมสืบสวนและแถลงข่าวหลักคือ• พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล.• พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล.แผนการหลอกเช่าที่ดูเหมือนถูกต้องตามกฎหมายต้นเรื่องเริ่มจากการแจ้งความของเจ้าของบริษัทรถเช่าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ หลังพบว่ารถกระบะ 6 คันที่ปล่อยเช่าเมื่อเดือนมกราคม 2568 ถูกถอดสัญญาณ GPS ทันทีหลังส่งมอบ และไม่สามารถติดต่อผู้เช่าได้อีกเลยรูปแบบการหลอกลวงเริ่มต้นจากชายคนหนึ่งที่อ้างว่าเป็นตัวแทนจาก “บริษัทแห่งหนึ่ง” ซึ่งจดทะเบียนจริงในระบบกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีที่ตั้งอยู่ในย่านลำผักชี เขตหนองจอก กรุงเทพมหานครชายคนดังกล่าวเสนอเช่ารถกระบะ 6 คัน ระยะเวลา 5 ปี เดือนละ 19,000 บาท พร้อมพาผู้เสียหายไปดูสถานที่ประกอบกิจการจริง และส่งผู้หญิงอีกคนมาดำเนินการเซ็นสัญญาในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจของนิติบุคคล พร้อมชำระค่าเช่าล่วงหน้าเป็นเงินสดสัญญาที่มีเจตนาทางอาญา ช่องโหว่ที่เอกสารปิดไม่มิดแม้จะดูเป็นการทำสัญญาทางธุรกิจตามกระบวนการปกติ แต่องค์ประกอบของอาชญากรรมกลับปรากฏใน “เจตนาแฝง” ของขบวนการนี้ กล่าวคือ มีการเตรียมผู้ร่วมขบวนการหลายคน โดยแบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน อาทิ• ผู้ใช้ชื่อบุคคลปลอมในการติดต่อเจรจา• ผู้มารับรถในฐานะตัวแทนกรรมการ• ผู้รับผิดชอบชำระเงินสดผ่านเคาน์เตอร์ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินซึ่งรูปแบบนี้ผิดฐาน “ลักทรัพย์โดยใช้กลอุบาย” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 และ 343 ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 7 ปี และปรับไม่เกิน 140,000 บาท ถอด GPS = ปลายทางโจรกรรมภายใน 2 วันหลังรับรถ ผู้เสียหายพบว่า GPS ของรถทั้งหมดถูกถอดออก พร้อมกับการขาดการติดต่อกับผู้เช่าในทันที ซึ่งกลายเป็นเบาะแสสำคัญให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงเริ่มการสืบสวนย้อนกลับการตรวจสอบพบว่าขบวนการนี้ก่อเหตุในพื้นที่อื่นอีกหลายแห่ง ได้แก่ สน.ทองหล่อ (4 คัน), สน.พหลโยธิน (2 คัน), สน.ลำผักชี (2 คันเพิ่มเติม) และมีความพยายามหลอกอีก 10 คันในพื้นที่ สน.มักกะสัน แต่เจ้าหน้าที่เข้ายับยั้งได้ก่อนการส่งมอบรถรวมรถที่หลอกเช่าทั้งหมด 24 คัน• ได้รถไปแล้ว: 14 คัน• ยับยั้งทัน: 10 คันรวมมูลค่าความเสียหายกว่า 12 ล้านบาทบทเรียนสำคัญ ทำไมเจ้าของรถถึงตกเป็นเหยื่อผู้เสียหายทั้งหมดระบุว่า พวกเขาเห็นว่านิติบุคคลที่มาติดต่อเช่ารถมีเอกสารครบ มีหนังสือมอบอำนาจ ถูกต้องตามรูปแบบกฎหมาย และยังได้ชำระเงินล่วงหน้า จึงไม่มีข้อกังขาแต่การไม่พบตัวกรรมการบริษัทจริง ไม่ตรวจสอบฐานะทางบัญชีของบริษัท และไม่ตรวจสอบภูมิหลังของบุคคลที่ทำธุรกรรม ล้วนเป็นช่องว่างสำคัญคำแนะนำจากตำรวจทางหลวงพ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สารวัตรใหญ่ ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. ระบุว่า ธุรกิจให้เช่ารถควรระมัดระวังเป็นพิเศษ และควรปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย1. ตรวจสอบสถานะนิติบุคคลผ่านระบบของ DBD2. ขอดูตัวจริงของกรรมการผู้มีอำนาจ3. หลีกเลี่ยงการรับเงินสดโดยไม่มีหลักฐานการโอน4. อย่าทำสัญญากับบุคคลที่ไม่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้5. หากมีเหตุผิดปกติ เช่น ถอด GPS หรือขาดการติดต่อ ให้รีบแจ้งสายด่วนตำรวจทางหลวง 1193 ทันที
TNN ช่อง16 • 8 พ.ค. 68
อ่าน
สิ่งที่ควรรู้ สำหรับ นักบินโดรนมือใหม่ อยากเล่นโดรนต้องรู้อะไรบ้าง
โดรน หรือที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า อากาศยานไร้คนขับ เดิมทีเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในทางการทหารเสียเป็นส่วนใหญ่ เช่น ใช้สำหรับการสอดแนม การติดอาวุธเพื่อใช้ในกองทัพ แต่ต่อมาด้วยการที่มีต้นทุนการผลิตที่ลดลง เทคโนโลยีที่ดีขึ้น ทำให้โดรนถูกนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์มากขึ้น เช่น การถ่ายภาพทางอากาศ การขนส่งสินค้า การเกษตร การรักษาความปลอดภัย ไปจนถึงการแข่งขันต่างๆ ก็มีให้เห็นแล้ว เป็นต้น จนมาถึงปัจจุบันโดรนเริ่มมีราคาถูกลงเรื่อยๆ จนบางทีในงบไม่ถึง 1,000 บาท ก็มีโดรนฝึกบินให้ซื้อมาใช้งานคล้ายของเล่น แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับมือใหม่การบินโดรนอย่างไม่ถูกวิธี ก็อาจทำให้เกิดการละเมิดกฏหมายจนถูกดำเนินคดีขึ้นได้ ดังนั้นวันนี้พวกเราทีมงาน TrueID เรามีความรู้เบื้องต้นสำหรับมือใหม่หัดบินโดรนมาฝากกันครับ ดังนี้เลย ทำความเข้าใจประเภทของโดรนและการใช้งาน ควรกำหนดเป้าหมายว่าเราต้องการบินโดรนเพื่อวัตถุประสงค์ใด เพราะบางประเภทจะมีข้อกำหนดและใบอนุญาตที่แตกต่างกัน โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้ โดรนเพื่อสันทนาการ: เหมาะสำหรับการบินเล่น ถ่ายภาพ/วิดีโอทั่วไป ราคาไม่สูงมาก โดรนเพื่อการพาณิชย์: ใช้ในงานต่างๆ เช่น ถ่ายภาพ/วิดีโอทางอากาศระดับมืออาชีพ, การเกษตร, การสำรวจ, การขนส่ง, การรักษาความปลอดภัย มักมีฟังก์ชันและราคาที่สูงกว่า โดรนเฉพาะทาง: เช่น โดรนสำหรับแข่ง, โดรนใต้น้ำ, โดรน VTOL (ขึ้นลงแนวดิ่ง) ศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมายและข้อบังคับ สำหรับมือใหม่อาจคิดว่า เราสามารถบินโดรนที่ไหนก็ได้ แต่ที่จริงแล้ว การบินอย่างถูกกฏหมาย จะมีข้อกำหนดอ้างอิงจากสำนักงาน กสทช. ดังนี้ ห้ามทำการบินในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และรบกวนความสงบสุขของบุคคลอื่น ห้ามทำการบินเข้าไปในบริเวณเขตหวงห้าม เขตกำกัด และเขตอันตรายตามที่ประกาศในเอกสารแถลงข่าว การบินของประเทศไทย (Aeronautical Information Publication Thailand หรือ AIP Thailand) รวมทั้งสถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ โรงพยาบาล เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ แนวการบินขึ้นลงของอากาศยานจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวาง ผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานต้องสามารถมองเห็นอากาศยานได้ตลอดเวลาที่ทำการบินและห้ามทำการบังคับ อากาศยาน โดยอาศัยชุดกล้องบนอากาศยานหรืออุปกรณ์อื่นที่มีลักษณะใกล้เคียง ต้องทำการบินในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ซึ่งสามารถมองเห็นอากาศยานได้อย่างชัดเจน ห้ามทำการบินเข้าใกล้หรือเข้าไปในเมฆ ห้ามทำการบินภายในระยะ 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) จากสนามบินหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวของอากาศยาน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของหรือผู้ดำเนินการสนามบินอนุญาตหรือที่ขึ้นลงชั่วคราวอนุญาต ห้ามทำการบินโดยใช้ความสูงเกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน ห้ามทำการบินเหนือเมือง หมู่บ้าน ชุมชน หรือพื้นที่ที่มีคนมาชุมนุมอยู่ ห้ามบังคับอากาศยานเข้าใกล้อากาศยานซึ่งมีนักบิน ห้ามทำการบินละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ห้ามทำการบินโดยก่อให้เกิดความเดือดร้อน ความรำคาญแก่ผู้อื่น ห้ามส่งหรือพาวัตถุอันตรายตามที่กำหนดในกฎกระทรวงหรืออุปกรณ์ปล่อยแสงเลเซอร์ติดไปกับอากาศยาน ห้ามทำการบินโดยมีระยะห่างในแนวราบกับบุคคล ยานพาหนะ สิ่งก่อสร้างอาคาร ที่ไม่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติการบินน้อยกว่า 30 เมตร (100 เมตร) ในกรณีอากาศยานที่มีน้ำหนักไม่เกิน 2 กิโลกรัม และ 50 เมตร (150 ฟุต) ในกรณีอากาศยานที่มีน้ำหนักเกินกว่า 2 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 25 กิโลกรัม เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นแก่อากาศยานให้ผู้บังคับหรือปล่อยอากาศยานแจ้งอุบัติเหตุนั้นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ชักช้า (ในเวลาราชการ โทร 02 568 8800 ต่อ 1504, 1505 โทรสาร 02 568 8848 นอกเวลาราชการ 081 839 2068 หรือ email : uav@caat.or.th) พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 มาตรา 24 ห้ามมิให้ผู้ใดบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน หรือทิ้งร่มอากาศ นอกจากได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนด มาตรา 78 ผู้ใดบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีตามมาตรา 24 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรา 80 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การขออนุญาตและเงื่อนไข ในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก ประกาศ ณ วันที่ 2 กรกฎาคม 2558 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท ต้องขึ้นทะเบียนโดรนที่หน่วยงานใด? จะต้องขึ้นทะเบียนทั้ง 2 หน่วยงาน ดังนี้ ขึ้นทะเบียนผู้ครอบครองโดรนที่ สำนักงาน กสทช. (เสมือนการทำทะเบียนรถยนต์) ขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) (เสมือนการทำใบขับขี่รถยนต์) โดรนประเภทใดบ้างที่ต้องขึ้นทะเบียน? โดรนที่ต้องขึ้นทะเบียน แบ่งออกเป็น 2 หน่วยงาน ดังนี้ โดรนทุกประเภท ต้องขึ้นทะเบียนผู้ครอบครองโดรนที่ สำนักงาน กสทช. (NBTC) โดรนที่มีคุณสมบัติดังนี้ ต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนที่ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) โดรนที่ติดตั้งกล้องบันทึกภาพ ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี โดรนที่น้ำหนักเกิน 2 กิโลกรัม แต่ไม่เกิน 25 กิโลกรัม ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี (โดรนที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัม ไม่ต้องขึ้นทะเบียน) โดรนที่น้ำหนักเกิน 25 กิโลกรัมขึ้นไป ต้องขึ้นทะเบียนทุกกรณี และต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังลือจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ การบินโดรนในบางสถานที่ยังถูกจำกัดเด็ดขาดด้วย เช่น ในระยะ 19 กิโลเมตรจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือในเขตพระราชฐาน, ในเขตหวงห้ามเช่นสนามบินในระยะ 9 กิโลเมตร และที่สำคัญความรักษาความเป็นส่วนตัวของบุคคล หรือชุมชนด้วย ซึ่งควรได้รับอนุญาตจากเจ้าของสถานที่ก่อน ความรู้เบื้องต้นการบินโดรน สำหรับมือใหม่ ก่อนที่จะออกไปบินโดรนในสถานการณ์จริง ควรเริ่มต้นจากพื้นฐาน ฝึกฝนให้คล่องในพื้นที่เปิดโล่งและปลอดภัยเสียก่อน เช่น ควรฝึกบินในความสูงไม่มาก เพื่อลดความเสียหายหากเกิดข้อผิดพลาด, บินขึ้นลงให้คล่อง, ฝึกเดินหน้า ถอยหลัง เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เป็นต้น จากนั้นค่อยๆ เพิ่มความท้าทายเมื่อคุ้นเคยกับการควบคุมพื้นฐานแล้ว อาจลองฝึกบินในสภาพลมแรง หรือการบินตามเส้นทางที่กำหนด สภาพอากาศ ก็มีส่วนสำคัญในการบินโดรน ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงการบินโดรนในสภาพอากาศไม่ดี เช่น ลมแรง ฝนตก หมอกหนา พายุคะนอง อุณหภูมิสูงหรือต่ำเกินไป เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับอุปกรณ์ นอกจากนี้ ควรศึกษาเรื่องแบตเตอรี่อย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาการใช้งาน หรือระยะเวลาการชาร์จ และไม่ควรเล่นโดรนจนแบตหมด 100% ควรเผื่อแบตเตอรี่ไว้สำหรับการบินกลับอย่างปลอดภัยด้วย หาความรู้เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ เมื่อเราสามารถใช้งานโดรนเป็นแล้ว ความหาความรู้จากผู้อื่นหรือศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยในโซเชียลเน็ตเวิร์คต่างๆ จะมีกลุ่มออนไลน์และออฟไลน์มากมายที่คุณสามารถเข้าร่วมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และข่าวสารต่างๆ รวมถึงควรเข้าร่วมกิจกรรมและเวิร์คช็อปต่างๆ เพื่อเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ พบปะผู้คนในวงการ และอาจต่อยอดจนสร้างเสริมเป็นอาชีพได้ในอนาคต
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 1 พ.ค. 68
อ่าน
พบซากสุกรเถื่อนกว่า 500 กก. ห้องเย็นจ.นครปฐม สั่งอายัดทันที
อธิบดีกรมปศุสัตว์เผย ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองสารวัตรและกักกัน จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่ง ในตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม พบสินค้าบางส่วนไม่สามารถแสดงเอกสารแหล่งที่มาหรือใบเคลื่อนย้ายได้ เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดสินค้าดังกล่าวเป็นระยะเวลา 15 วัน หากภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของสินค้าไม่สามารถนำเอกสารแสดงแหล่งที่มา หรือใบเคลื่อนย้ายมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จะดำเนินการตา,มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ได้สั่งการเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษพญาไท ร่วมกับเจ้าหน้าที่กองสารวัตรและกักกัน จากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครปฐม ลงพื้นที่ตรวจสอบห้องเย็นของบริษัทแห่งหนึ่ง ในตำบลสนามจันทร์ อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ซึ่งห้องเย็นดังกล่าวมีความจุห้องละ 300 ตัน รวมทั้งหมด 4 ห้อง โดยปัจจุบันใช้งานอยู่เพียง 2 ห้อง ภายในมีสินค้าปศุสัตว์และอาหารแปรรูปเก็บรักษาไว้ ประกอบด้วย ซากสุกร (ชิ้นส่วน เครื่องใน คากิ) จำนวน 108,267 กิโลกรัม สินค้าประมง (ปลาทู ปูม้า) จำนวน 50,000 กิโลกรัม และสินค้าแปรรูป (ไก่ปรุงสุก) จำนวน 5,000 กิโลกรัมจากการตรวจสอบพบว่า ส่วนใหญ่มีเอกสารใบอนุญาตค้าซากสัตว์และใบอนุญาตเคลื่อนย้ายถูกต้อง แต่พบสินค้าบางส่วน ได้แก่ ตับสุกรแช่แข็ง จำนวน 250 กิโลกรัม และสามชั้นสุกรแช่แข็ง จำนวน 262 กิโลกรัม ไม่สามารถแสดงเอกสารแหล่งที่มาหรือใบเคลื่อนย้ายได้ เพื่อควบคุมความปลอดภัยด้านสาธารณสุขและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการอายัดสินค้าดังกล่าว เป็นระยะเวลา 15 วัน โดยเก็บรักษาไว้ที่ห้องเย็นเดิม หากภายในกำหนดเวลาดังกล่าว เจ้าของสินค้าไม่สามารถนำเอกสารแสดงแหล่งที่มา หรือใบเคลื่อนย้ายมาแสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ จะดำเนินการตามมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558 เนื่องจากจังหวัดนครปฐมอยู่ในพื้นที่ประกาศเฝ้าระวังโรคระบาดอหิวาต์แอฟริกาในสุกร การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย มีโทษตามมาตรา 65 ของ พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งระบุโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่าเพิ่มเติมว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งนายอิทธิ ศิริลัทยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญต่อการควบคุมคุณภาพสินค้าปศุสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หากพบการกระทำผิด กรมปศุสัตว์จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดหากประชาชนพบเห็นการกระทำผิดโปรดแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลเพิ่มเติม โดยสามารถแจ้งได้ที่แอปพลิเคชัน DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจสอบการกระทำความผิดและดำเนินการตามกฎหมายได้อย่างทันท่วงที
TNN ช่อง16 • 25 เม.ย. 68
อ่าน
เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยคดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 25,950,795 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฟอกเงินและคดียาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้ารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมทั้งให้ดำเนินการโอนเงินในบัญชีธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ภายหลังการตรวจสอบความบริสุทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการคืนเงินให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อให้ความร่วมมือโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 6,721,681 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งให้ผู้เสียหายรับเอกสารจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ที่ทำการไปรษณีย์ แนะนำให้ผู้เสียหายยืนยันการรับเอกสารโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแจ้ง ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร เมื่อทำรายการเสร็จพบว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีจนหมด และไม่สามารถติดต่อกลับได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3,045,402 บาท โดยผู้เสียหายโพสต์ขายเสื้อผ้าผ่านช่องทาง Facebook มิจฉาชีพติดต่อเข้ามาแจ้งว่าสนใจจะขอซื้อสินค้า จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line ต่อมาได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ในช่วงแรกมีการซื้อสินค้าและได้รับเงินจริง มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพื่อเปิดระบบ เปิดการมองเห็นร้านค้าและทำกิจกรรมให้เลือกสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 3,171,232 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาเทรดเหรียญดิจิทัล ลงทุนง่ายผลตอบแทนสูง ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามผ่าน Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line สอบถามพูดคุยรายละเอียดการเทรดเหรียญดิจิทัล มิจฉาชีพแจ้งว่าได้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินร่วมเทรดหุ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังผู้เสียหายลงทุนโอนเงินเพื่อเทรดเหรียญดิจิทัลจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำรายการถอนออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,470,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ โดยให้เพิ่มเพื่อนผ่าน Line พร้อมทั้งส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อรับเงินคืน หลังจากสแกนและทำตามขั้นตอนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไป เมื่อสอบถามกลับไปได้รับการแจ้งว่าเกิดจากระบบผิดพลาดให้ทำรายการใหม่อีกครั้ง แล้วจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อทำรายการซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเงินหมดบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 40,359,110 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 4 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,608,587 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,087 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 589,009 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,230 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 186,735 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.70 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 139,986 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.77 (3) หลอกลวงลงทุน 87,004 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.77 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 66,662 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.32 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 42,496 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.21 (และคดีอื่นๆ 66,126 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.23)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยข่มขู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงเหยื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด โดยให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี กว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
TNN ช่อง16 • 7 เม.ย. 68
อ่าน
เตือนภัย SMS M-Flow ปลอม! ขึ้นแท่นข่าวปลอมอันดับ 1 สัปดาห์นี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แจ้งเตือนประชาชนระวังSMS M-Flow ปลอม ซึ่งหลอกแนบลิงก์อ้างว่ามี "บิลรอดำเนินการ" โดยยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรายงานผลการเฝ้าระวังข่าวระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2568 พบข้อความต้องตรวจสอบทั้งหมด 599 ข้อความ จากข้อความที่เข้ามากว่า 837,000 ข้อความ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 คือเรื่อง "M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการ" กระทรวงดีอีได้ประสานกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบและยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการแอบอ้างโดยมิจฉาชีพที่ต้องการหลอกให้ประชาชนคลิกลิงก์ปลอม เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือหลอกให้โอนเงินประชาชนที่ใช้บริการ M-Flow สามารถตรวจสอบและชำระค่าบริการได้ผ่าน 3 ช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น ได้แก่แอปพลิเคชัน MFlowthaiLine Official : @mflowthaiเว็บไซต์ www.mflowthai.comกระทรวงดิจิทัลฯ ยังเน้นย้ำให้ประชาชนอย่าแชร์หรือหลงเชื่อข่าวปลอมโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอมมีความซับซ้อน และแฝงตัวในสื่อออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลนอกจาก SMS M-Flow ปลอมแล้ว ยังพบข่าวปลอมอื่นที่น่าเป็นห่วง เช่น การเปิดบัญชี TikTok ปลอมอ้างชื่อธนาคาร, การหลอกให้จองหุ้น, รวมถึงการรับสมัครงานผ่านเพจปลอม ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงประชาชนทั้งสิ้น
TNN ช่อง16 • 6 เม.ย. 68
อ่าน
April Fool's Day สร้างเรื่องโกหกให้คนตื่นตระหนก เจอโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ
1 เมษายน ของทุกปี เป็นวัน April Fools' Day วันเมษาหน้าโง่ หรือ วันโกหก โดยผู้คนจะเล่นมุกตลกและเรื่องหลอกลวงต่อกัน อาจรายงานเรื่องหลอกลวงในวันนี้ตามโซเชียล และออกมาเฉลยในวันต่อมาApril Fool's Day เตือนอย่าหาสร้างหรือแชร์ข่าวปลอมอย่างไรก็ตาม วัน April Fool's Day ตำรวจไซเบอร์เอาจริง เตือนอย่าหาสร้างหรือแชร์ข่าวปลอมไม่คิด เนื่องจากด้วยประเทศไทยเพิ่งประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนนำมาสู่เหตุการณ์ตึกถล่มในพื้นที่จตุจักร ซึ่งทำให้เกิดความสะเทือนใจต่อคนไทยทั้งประเทศ ระมัดระวังการสร้างหรือแชร์ข้อมูลเท็จจากสถานการณ์ของประเทศไทยที่กล่าวไปข้างต้นนั้น ตำรวจไซเบอร์จึงขอเตือน ระมัดระวังการสร้างหรือแชร์ข้อมูลเท็จ จนทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือสร้างความตื่นตระหนกในสังคม หากพบ ตำรวจไซเบอร์จะจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด การสร้างหรือแชร์ข่าวปลอม มีความผิดตามกฎหมาย ดังนี้นำเข้าข้อมูลปลอม ข่าวปลอม ข้อมูลเท็จทุจริต ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(1)-โทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลเท็จ ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14(15)- โทษจำคุก ไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับร่วมแชร์ ร่วมด่า แสดงความคิดเห็นที่หยาบคาย ผิดกฎหมายอาญา ม.328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา- โทษจำคุก ไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท
TNN ช่อง16 • 31 มี.ค. 68
อ่าน
TRUE เอาผิดมือโพสต์เฟคนิวส์ ทำภาพลักษณ์บริษัทเสียหาย
กรุงเทพฯ 25 มีนาคม 2568 - ทรู คอร์ปอเรชั่น แจ้งจับขบวนการสร้างเฟคนิวส์ มุ่งบ่อนทำลายชื่อเสียงบริษัทฯ และผู้บริหารของบริษัทฯ จากกรณีมีผู้ใช้บัญชีติ๊กต๊อก (TikTok) รายหนึ่งใช้ชื่อว่า “สุรีมาทางนี้” โพสต์คลิปวิดิโอสั้นอันเป็นข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ ทรู คอร์ปอเรชั่น อย่างต่อเนื่อง โดยวิธีการตัดต่อข้อมูล นำมาจัดเสนอใหม่และบิดเบือนเพิ่มเติม รวมทั้งมีการระบุชื่อผู้บริหารทรู นำภาพเก่ามาตัดต่อปรับเนื้อหา และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน สร้างความเสียหายให้แก่ทั้งผู้บริหารที่ถูกกล่าวอ้างถึงและบริษัทฯ ลั่นเอาเรื่องผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมดำเนินคดีทางกฎหมายจนถึงที่สุดวานนี้ (24 มีนาคม 2568) ทีมกฎหมาย ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำหลักฐานข้อความและคลิปวิดิโอต่างๆ เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง เพื่อดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกมาตรา และให้มีการสืบสวนต่อถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งขบวนการ เนื่องจากการกระทำของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวมีเจตนาสร้างความเสียหายต่อบริษัทฯ โดยผู้กระทำผิดหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดข้อหานำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ นายจักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเผยสาเหตุที่จำเป็นต้องแจ้งความดำเนินคดีว่า “บริษัทฯพบว่ามีขบวนการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงของบริษัทฯอย่างต่อเนื่อง ด้วยการโพสต์ข้อความและคลิปวิดีโอที่มีลักษณะเป็นการโฆษณาต่อบุคคลอื่นที่ได้พบหรือได้อ่านข้อความดังกล่าว อันเป็นข้อความและคลิปที่ไม่มีมูลความจริง บิดเบือนข้อเท็จจริง ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีอีกหลายคลิปที่มีเนื้อหาระบุชื่อ นามสกุล และตำแหน่งของผม พร้อมให้ข้อมูลที่ผิดจากข้อเท็จจริง เป็นเหตุให้มีความเข้าใจผิด และนำมาซึ่งการแสดงความคิดเห็นที่เป็นการใส่ความทั้งต่อบริษัทฯและตัวผม โดยเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และสื่อโซเชียลมีเดีย ปลุกปั่นให้เชื่อว่าบริษัทฯและผู้บริหารของบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างไม่โปร่งใส ทำให้บริษัทฯและผมได้รับความเสียหายและกระทบต่อธุรกิจของบริษัทฯ จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่เข้าข่าย Fake News เช่นนี้ เกิดขึ้นอีกในอนาคต”ทรู คอร์ปอเรชั่น ขอยืนยันว่า บริษัทฯยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด และเชื่อว่าการสร้างสังคมออนไลน์ที่สะอาดปราศจากการโกหก บิดเบือน หรือปลอมแปลง เป็นแนวทางในการสร้างสังคมที่ดี ซึ่งการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด จะเป็นกรณีตัวอย่างให้สังคมหลีกเลี่ยงการสร้างเฟคนิวส์ และใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางสร้างสรรค์มากขึ้น
TNN ช่อง16 • 25 มี.ค. 68
อ่าน
ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง
นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์ ขบ. ไปใส่ในรูปโปรไฟล์ พร้อมทั้งนำรูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโฆษณาหลอกลวงว่าสามารถออกใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง และสามารถรอรับใบขับขี่ที่บ้านได้เลย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมโทรติดต่อหรือส่ง SMS เพื่อเชิญชวนให้ Add Line ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและถูกหลอกลวงจนก่อให้เกิดความเสียหายได้การทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถดูข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ จะมีขั้นตอนการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์และข่าวแจ้งเตือนด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ข้อมูลถูกต้องและปลอดภัย ปัจจุบัน ขบ. ได้ยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนสำหรับคนไทยด้วย ThaiD เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.thทั้งนี้ การติดตั้งแอปฯ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ดังนี้1) ติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ของ ขบ. ที่ถูกต้องผ่าน Official Store เท่านั้น2) ก่อนติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ให้สังเกตข้อมูลติดต่อของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องระบุช่องทางการติดต่อของ ขบ. คือ เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th อีเมล mobiledeveloperdlt@gmail.com นโยบายความเป็นส่วนตัว https://www.dlt.go.th/th/privacy-policy/3) ไม่คลิกลิงก์ที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรง หากพบการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน ขบ. จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือมีข้อสงสัยมายัง ขบ. ได้โดยตรงหรือสายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโม
TNN ช่อง16 • 14 ม.ค. 68
อ่าน
กระทรวงแรงงาน แนะ 5 วิธีไป "ทำงานต่างประเทศ" ถูกฎหมาย
นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนไทยอย่าหลงเชื่อนายหน้าชวนไปทำงานต่างประเทศง่าย ๆ ต้องตรวจสอบให้แน่ใจตามคำแนะนำของกระทรวงแรงงาน เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อการหลอกลวง ไม่เสียเงิน ไม่เสียเวลา เหมือนกับกรณีแรงงานไทย 250 คน ถูกหลอกลวงไปทำงานที่ออสเตรเลีย โดยมีค่าเสียหายคนละ 60,000 - 120,000 บาทการเดินทางไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกกฎหมาย นายพิพัฒน์ ย้ำว่ามี 5 วิธี คือ1. กรมการจัดหางานเป็นผู้จัดส่ง วิธีนี้คนหางานจะไม่เสียค่าบริการ แต่มีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น เช่น ค่าทำหนังสือเดินทาง ค่าตรวจสุขภาพ ค่าวีซ่า ค่าภาษีสนามบิน เป็นต้น2. บริษัทจัดหางานจัดส่ง โดยต้องเป็นบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง คนหางานจะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกินที่กฎหมายกำหนด3. นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงาน เป็นวิธีที่นายจ้างมีบริษัทในเครืออยู่ต่างประเทศ หรือประมูลงานในต่างประเทศได้ พาลูกจ้างไปทำงานโดยได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางาน4. คนหางานไปทำงานด้วยตัวเอง วิธีนี้คนหางานติดต่อไปทำงานกับนายจ้างต่างประเทศด้วยตัวเอง หรือได้ต่อสัญญาจ้างและจะกลับไปทำงานอีก ต้องแจ้งต่อกรมการจัดหางานก่อนวันเดินทาง5. นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานต่างประเทศ โดยแจ้งการเดินทางต่อกรมการจัดหางานโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้เสียหาย 250 คน ที่ถูกหลอกลวงนั้น กระทรวงแรงงานร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ ได้สืบสวนและทราบตัวผู้ที่มีส่วนหลอกลวงแล้ว โดยอยู่ระหว่างดำเนินคดีและติดตามเงินที่ถูกหลอกลวงคืนให้กับผู้เสียหายเท่าที่ทำได้ นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้สั่งการให้กรมการจัดหางานควบคุมด่านตรวจคนหางานที่สนามบินเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคนหางาน และความเคลื่อนไหวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะเป็นสายหรือนายหน้าจัดหางานเถื่อน ที่นำพาคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย รวมทั้งร่วมมือกับสายการบินตรวจสอบความผิดปกติของผู้โดยสาร เช่น การเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งอาจเป็นการลักลอบไปทำงานต่างประเทศได้ที่ผ่านมาเราเข้มงวดในการตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ปัญหามักจะเกิดขึ้นเพราะความไว้เนื้อเชื่อใจของคนหางานกับคนใกล้ชิดที่มีการบอกต่อกันปากต่อปากว่ามีนายหน้าสามารถพาไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งขอย้ำว่าหากเกิดเหตุแบบนี้ต้องตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่าอาจถูกหลอก จากนั้นจึงตรวจสอบให้แน่ใจว่าการชักชวนนั้นเป็นไปตามวิธีที่ถูกต้อง 5 วิธี ที่กระทรวงแรงงานแนะนำหรือไม่ โดยคนหางานสามารถตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd หรือ โทร. 0 2248 4792 และ 0 2245 6763 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน 1694 หรือติดต่อที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 นายภูมิพัฒน์ กล่าว
TNN ช่อง16 • 12 ม.ค. 68
อ่าน
แห่แชร์! โจรแบบใหม่ขโมยบัตรเครดิตจาดล็อกเกอร์ออนเซ็น รูดสูญเกือบแสน
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 23.0px} li.li1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} ol.ol1 {list-style-type: decimal}เหตุการณ์ที่กำลังเป็นกระแสไวรัลในขณะนี้ เกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ส่งเรื่องราวผ่านเพจ Drama Addict เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตนเองถูกขโมยบัตรเครดิตและนำไปรูดเงินจำนวนเกือบ 1 แสนบาท ขณะใช้บริการออนเซ็นโดยเหตุการณ์มีรายละเอียดดังนี้:เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2568 เธอได้เข้าใช้บริการออนเซ็นในช่วงเวลา 15.00-17.15 บริเวณล็อกเกอร์ชั้นผู้หญิง ซึ่งเป็นล็อกเกอร์ดิจิทัลที่ปลดล็อกด้วยสายข้อมือที่มีเลขล็อกเกอร์เฉพาะของแต่ละคน ตัวล็อกมีความแน่นหนาและเธอได้ตรวจสอบทุกครั้งว่าปิดสนิท หลังจากใช้บริการออนเซ็นเสร็จ เธอได้เดินทางไปทานข้าววันเกิดกับเพื่อนที่ย่านนางลิ้นจี่ระหว่างนั้น ในช่วงเวลา 18.43-18.45 มีการแจ้งเตือนจากแอปพลิเคชันไลน์ว่ามียอดรูดบัตรเครดิตเข้ามา 3 ยอด รวมเป็นเงิน 85,900 บาท (49,000 + 29,000 + 7,900) โดยสถานที่ใช้งานคือ ME TER NONTHABURI TH เธอไม่ได้ตรวจสอบโทรศัพท์ในช่วงเวลานั้น ทำให้ไม่ทราบถึงความผิดปกติจนกระทั่งเวลา 21.00 เมื่อเธอเปิดกระเป๋าสตางค์ พบว่าบัตรเครดิตกสิกร 1 ใบ และบัตรเดบิตกสิกร 1 ใบหายไป แต่บัตรเครดิตของธนาคารอื่นที่เก็บไว้ในช่องอื่นยังอยู่ครบเธอได้รีบโทรแจ้งอายัดบัตรกับธนาคารกสิกรทันที ธนาคารแจ้งว่าจะระงับยอดชำระไว้ก่อน แต่เธอต้องนำใบแจ้งความมายืนยันเพื่อดำเนินการทักท้วงยอด โดยการแจ้งความต้องทำในพื้นที่เกิดเหตุ ทำให้เธอต้องไปแจ้งที่ สน.ยานนาวา ซึ่งตำรวจระบุว่าเป็นคดีลักทรัพย์สิ่งของมีค่าอื่น ๆ ที่เธอเก็บไว้ในล็อกเกอร์ เช่น โทรศัพท์มือถือ iPhone 15 กระเป๋าแบรนด์เนม และเงินสดในกระเป๋าสตางค์ ยังคงอยู่ครบถ้วน ไม่มีสิ่งใดสูญหาย ยกเว้นบัตรเครดิตและบัตรเดบิต เธอยืนยันว่าไม่ได้ทำบัตรหายเอง เนื่องจากไม่ได้หยิบบัตรออกมาใช้งาน และกระเป๋าสตางค์ของเธอมีซิปปิดสนิทเหตุการณ์นี้สร้างความกังวลให้กับผู้ที่ใช้บริการออนเซ็น โดยเฉพาะสถานที่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากใช้งาน หลายคนแสดงความคิดเห็นว่าอาจเป็นพฤติกรรมใหม่ของมิจฉาชีพ และมีผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อในลักษณะเดียวกันทั้งจากคำบอกเล่าและการเตือนภัยในโซเชียลมีเดียช่วงสิ้นปีที่ผ่านมาเหตุการณ์นี้เราต้องระมัดระวังตัว และป้องกันอย่างไร?ข้อควรระวังสำหรับผู้ที่ใช้บริการออนเซ็นหรือสถานที่สาธารณะ:- เก็บบัตรเครดิตและสิ่งของมีค่าในที่ปลอดภัย ไม่ควรเก็บรวมกับสิ่งของอื่นในกระเป๋าที่เข้าถึงง่าย- หากพบความผิดปกติในการแจ้งเตือนการใช้งานบัตร ควรรีบแจ้งอายัดบัตรกับธนาคารทันที- ตรวจสอบสถานที่ที่ใช้บริการว่ามีระบบรักษาความปลอดภัยเพียงพอ เช่น กล้องวงจรปิดหรือมาตรการป้องกันมิจฉาชีพ" style="height: 654px;">p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px 'Helvetica Neue'} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px 'Helvetica Neue'; min-height: 15.0px} span.s1 {font: 13.0px '.ThonburiUI'}ข้อมูลจาก: Drama-addictภาพจาก: Drama-addict
TNN ช่อง16 • 5 ม.ค. 68
อ่าน
ข่าวปลอม! คนไทยถูกหักเงินประกันสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว
ตามที่มีข้อมูลปรากฏถึงเรื่องคนไทยถูกหักเงินประกันสังคม 750 บาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จจากกรณีการส่งต่อข้อมูลโดยระบุว่า คนไทยถูกหักเงินประกันสังคม 750 บาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำนักงานประกันสังคมมีภารกิจดูแลผู้ประกันตนทุกคนให้ ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและเท่าเทียมในทุกกรณี ไม่ว่าผู้ประกันตนจะมีสัญชาติใดก็ตาม โดยผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 มีหน้าที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ซึ่งฐานค่าจ้างที่นำมา คำนวณต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์การเข้ารับ บริการทางการแพทย์ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลที่สำนักงาน ประกันสังคมกำหนดสิทธิ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมถึงสิทธิประโยชน์อีก 6 กรณี ได้แก่ กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีว่างงาน และกรณีชราภาพดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือติดต่อสายด่วน 1506ภาพจาก ประกันสังคม / TNN ONLINE
TNN ช่อง16 • 25 ธ.ค. 67
อ่าน
เตือนคนหางาน ระวังมิจฉาชีพใช้โซเชียล หลอกทำงานเกษตรออสเตรเลีย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ และเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชักชวนคนไทยไปทำงานฟาร์มในออสเตรเลีย โดยแอบอ้างว่ารัฐบาลออสเตรเลียและกระทรวงแรงงานร่วมมือในการจัดหาคนไทยไปทำงานในออสเตรเลีย โดยจะได้รับวีซ่าประเภททำงานเป็นระยะเวลา 3-5 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 - 120,000 บาท และนายจ้างจะจ่ายค่าดำเนินการ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า พร้อมจัดหาที่พักให้ตลอดระยะทำงาน เมื่อมีผู้สนใจหลงเชื่อจะให้ส่งข้อมูลส่วนตัว ชื่อ สกุล ที่อยู่ พร้อมเอกสารสำคัญ อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ทะเบียนบ้าน อ้างว่าจะใช้ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและยื่นขอวีซ่าทำงาน จากนั้นจะให้โอนเงินเป็นค่ามัดจำหรือเป็นค่าดำเนินการด้านเอกสารเป็นเงินประมาณ 100,000 - 200,000 บาท และเมื่อชำระเงินครบแล้ว จะไม่มีการติดต่อหรือดำเนินการตามที่สัญญาไว้ และผู้เสียหายจะไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ตามกำหนดเวลา และยังมีกรณีการชักชวนให้คนไทยยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวแทนวีซ่าทำงาน โดยมีการสัญญาว่าจะช่วยยื่นขอวีซ่าทำงานภายหลังจากการเดินทางไปถึงออสเตรเลีย และเมื่อเดินทางถึงแล้ว ผู้ที่เสียหายจะไม่สามารถติดต่อกับตัวแทนหรือได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่มีความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการส่งแรงงานและยังไม่มีนโยบายการออกวีซ่าเกษตรให้กับคนไทย ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำฝากถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 452 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 608 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 44,223,300 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ ตามลำดับทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
TNN ช่อง16 • 17 พ.ย. 67
ดูเพิ่มเติม