รีเซต

ผลการค้นหา “斯旺西大学酒店管理毕业证【咨询网:ban58.com】” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สกอตติช พรีเมียร์ สปอร์ต คัพ ไฮไลท์ 2026-27
ดู

สกอตติช พรีเมียร์ สปอร์ต คัพ ไฮไลท์ 2026-27

สกอตติช พรีเมียร์ สปอร์ต คัพ 2026-27
ดู

สกอตติช พรีเมียร์ สปอร์ต คัพ 2026-27

ลูกค้าทรู ลด 100 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรู ลด 100 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) ใช้ 0 ทรูพอยท์

ประหยัด ฿100.00ที่ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ลูกค้าทรูใช้ 0 พอยท์รับส่วนลด 100 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) บริการผู้ช่วยส่วนตัวภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้าและขาออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากปกติ 1,700 บาทสำรองบริการผ่าน SAWASDEE by AOT Application ได้ที่ https://app.airportthai.co.th หรือ www.sawasdeepass.com*ลูกค้าต้องนำรหัสที่ได้รับ มาสำรองวันเข้ารับบริการผ่านช่องทางที่กำหนดภายในเดือนที่กดรับสิทธิ์เท่านั้น เงื่อนไข 1. กรุณาสำรองบริการล่วงหน้าผ่าน SAWASDEE by AOT Application หรือ www.sawasdeepass.com โดยกรอกรหัสที่ได้รับจากการกดแลกรับสิทธิ์ ภายในเดือนที่กดรับสิทธิ์สำเร็จ เพื่อรับสิทธิพิเศษ
2. จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 หมายเลขบัตรประชาชน / เดือน

3. จำกัด 200 สิทธิ์ / เดือน4. กรุณาจองบริการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันก่อนการใช้บริการที่ SAWASDEE by AOT Application โดยผู้รับบริการต้องให้ข้อมูลการเดินทางและข้อมูลติดต่อตามที่ผู้ให้บริการกำหนด
5. จำกัดระยะเวลาให้บริการ 3 ชั่วโมง6. กระเป๋าเดินทางเพิ่มเติมใด ๆ ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่ระบุ (รวมถึงสัมภาระเกินขนาด) จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)7. ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธบริการสำหรับผู้โดยสารหรือกระเป๋าเดินทางที่เกินจำนวนที่ระบุในการจอง โดยไม่มีการคืนเงิน8. สามารถเปลี่ยนแปลงตารางการจองได้ 1 ครั้ง อย่างน้อยก่อนเวลาเที่ยวบิน 24 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของการให้บริการ9. สามารถยกเลิกบริการได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเวลาเที่ยวบินขาเข้า/ขาออก และจะมีค่าธรรมเนียมการยกเลิก 5% ทั้งนี้หากดำเนินการยกเลิกบริการน้อยกว่าเวลาที่กำหนดไว้บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่คืนเงิน10. กรณีผู้โดยสารไม่ปรากฏตัวและไม่สามารถติดต่อได้ (No-Show) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคิดค่าบริการปกติเต็มจำนวน11. กรุณาแสดงข้อความที่ได้รับจากการกดรับสิทธิ์ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน หรือพาสปอร์ตตัวจริงของผู้ใช้สิทธิ์ ณ วันเข้าใช้บริการ
12. กรณีใช้บริการอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือเงื่อนไข ผู้ใช้สิทธิ์เป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
13. ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนคะแนนทรูพอยท์ทุกกรณี
14. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้
15. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
16. สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ SAWASDEE by AOT Application Support (+66) 2029 7889 หรือ support@sawasdeebyaot.com

ทรูแบล็ค ทรูเรด ลด 200 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) ใช้ 0 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ทรูแบล็ค ทรูเรด ลด 200 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) ใช้ 0 ทรูพอยท์

ประหยัด ฿200.00ที่ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรดใช้ 0 พอยท์รับส่วนลด 200 บาท บริการ Personal Butler (1 seat) บริการผู้ช่วยส่วนตัวภายในอาคารผู้โดยสารขาเข้าและขาออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จากปกติ 1,700 บาทสำรองบริการผ่าน SAWASDEE by AOT Application ได้ที่ https://app.airportthai.co.th หรือ www.sawasdeepass.com*ลูกค้าต้องนำรหัสที่ได้รับ มาสำรองวันเข้ารับบริการผ่านช่องทางที่กำหนดภายในเดือนที่กดรับสิทธิ์เท่านั้น เงื่อนไข 1. กรุณาสำรองบริการล่วงหน้าผ่าน SAWASDEE by AOT Application หรือ www.sawasdeepass.com โดยกรอกรหัสที่ได้รับจากการกดแลกรับสิทธิ์ ภายในเดือนที่กดรับสิทธิ์สำเร็จ เพื่อรับสิทธิพิเศษ
2. จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 หมายเลขบัตรประชาชน / เดือน

3. จำกัด 200 สิทธิ์ / เดือน4. กรุณาจองบริการล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันก่อนการใช้บริการที่ SAWASDEE by AOT Application โดยผู้รับบริการต้องให้ข้อมูลการเดินทางและข้อมูลติดต่อตามที่ผู้ให้บริการกำหนด
5. จำกัดระยะเวลาให้บริการ 3 ชั่วโมง6. กระเป๋าเดินทางเพิ่มเติมใด ๆ ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่ระบุ (รวมถึงสัมภาระเกินขนาด) จะมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม 500 บาทต่อใบ (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)7. ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธบริการสำหรับผู้โดยสารหรือกระเป๋าเดินทางที่เกินจำนวนที่ระบุในการจอง โดยไม่มีการคืนเงิน8. สามารถเปลี่ยนแปลงตารางการจองได้ 1 ครั้ง อย่างน้อยก่อนเวลาเที่ยวบิน 24 ชั่วโมง โดยขึ้นอยู่กับความพร้อมของการให้บริการ9. สามารถยกเลิกบริการได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมงก่อนเวลาเที่ยวบินขาเข้า/ขาออก และจะมีค่าธรรมเนียมการยกเลิก 5% ทั้งนี้หากดำเนินการยกเลิกบริการน้อยกว่าเวลาที่กำหนดไว้บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการไม่คืนเงิน10. กรณีผู้โดยสารไม่ปรากฏตัวและไม่สามารถติดต่อได้ (No-Show) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการคิดค่าบริการปกติเต็มจำนวน11. กรุณาแสดงข้อความที่ได้รับจากการกดรับสิทธิ์ พร้อมบัตรประจำตัวประชาชน หรือพาสปอร์ตตัวจริงของผู้ใช้สิทธิ์ ณ วันเข้าใช้บริการ
12. กรณีใช้บริการอื่นเพิ่มเติมนอกเหนือเงื่อนไข ผู้ใช้สิทธิ์เป็นผู้รับผิดชอบต่อค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น
13. ขอสงวนสิทธิ์ในการคืนคะแนนทรูพอยท์ทุกกรณี
14. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้
15. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
16. สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ SAWASDEE by AOT Application Support (+66) 2029 7889 หรือ support@sawasdeebyaot.com

ทรูแบล็ค แลกลด 20 บาทไอศกรีม 1 สกู๊ป ใช้ 69 ทรูพอยท์
สิทธิพิเศษ

ทรูแบล็ค แลกลด 20 บาทไอศกรีม 1 สกู๊ป ใช้ 69 ทรูพอยท์

ประหยัด ฿20.00ที่ สเวนเซ่นส์ ทรูแบล็คใช้ทรูพอยท์ 69 คะแนนแลกลด 20 บาทไอศกรีม 1 สกู๊ป เงื่อนไข 1. โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี2. กดรับสิทธิ์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เท่านั้น งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย / ภาพบันทึกหน้าจอ ( Screenshot )3. ระยะเวลาการร่วมรายการ 1 ตุลาคม 2566 - 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น4. สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด5. จำกัด 1 สิทธิ์/ 1 ท่าน/ 1 เดือน6. ยกเว้นสาขาจังซีลอน ภูเก็ต 1 และ 2, เทอร์เทิล วิลเลจ ภูเก็ต, เซ็นทรัลเฟสติวัล สมุย และโลตัส สมุย7. สงวนสิทธิ์งดให้บริการหากลูกค้าทำการกดตัดสิทธิ์ หรือไม่มีโค้ดเพื่อใช้สแกนรับสิทธิ์8. ในกรณีที่โค้ดถูกขโมย ทำลาย หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโค้ด บริษัทฯจะไม่ทำการคืนเงินในทุกกรณี9. หากโค้ดชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ทางร้านมีสิทธิ์ปฏิเสธงดให้บริการ10.โค้ดส่วนลดนี้ ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้11.บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ตามช่องทางที่กำหนด และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ การพิจารณาและการตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุดข้อกำหนดและเงื่อนไข

"บิวกิ้น พุฒิพงศ์" คว้าปริญญาโท University College London อีกก้าวแห่งความภูมิใจ
อ่าน

"บิวกิ้น พุฒิพงศ์" คว้าปริญญาโท University College London อีกก้าวแห่งความภูมิใจ

ขอแสดงความยินดีกับศิลปินมากความสามารถ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล (BILLKIN)" ที่นอกจากจะประสบความสำเร็จในวงการบันเทิงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดยังสร้างอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิต ด้วยการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทจาก University College London (UCL) - School of Management สถาบันชั้นนำระดับโลก สาขา Entrepreneurship โดยได้เข้ารับปริญญาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 ณ Royal Festival Hall กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางความยินดีจากครอบครัวและเพื่อน ๆ ที่ร่วมแสดงความยินดีกับความสำเร็จครั้งนี้อย่างอบอุ่น "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" คว้าปริญญาโท University College London ตลอดเส้นทางในวงการบันเทิง "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" ถือเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มีผลงานโดดเด่น แต่เจ้าตัวยังคงมุ่งมั่นและให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา จนสามารถคว้าปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยระดับโลกได้สำเร็จ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจ ความขยัน และการบริหารเวลาได้เป็นอย่างดี หลังจากภาพวันรับปริญญาถูกเผยแพร่ออกไป แฟน ๆ ต่างพากันร่วมแสดงความยินดี พร้อมชื่นชมทั้งในความสามารถและความทุ่มเทของบิวกิ้น ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเรียนและการทำงานได้อย่างน่าประทับใจ จนกลายเป็นอีกหนึ่งศิลปินคุณภาพที่ครบทั้งเรื่องงานและการศึกษาอย่างแท้จริง อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : บิวกิ้น อวยพร พีพี ทุกวัน อุบตอบของขวัญวันเกิด เล่าโมเมนต์แฟนไซน์ บิวกิ้น รับตกใจและรู้พร้อมทุกคน ปม เจเจ-ต้าเหนิง รักร้าว ให้กำลังใจทั้งคู่ "บิวกิ้น พุฒิพงศ์" ถ่ายทอดลุคสุดเนี้ยบ ฉลองครบรอบ 13 ปี VVON SUGUNNASIL

“ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย” ขึ้นแท่น CEO เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต
อ่าน

“ณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย” ขึ้นแท่น CEO เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต

เอฟดับบลิวดี กรุ๊ป (FWD Group) ประกาศแต่งตั้ง นายณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัย ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ประเทศไทย โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเข้ารับตำแหน่งต่อจาก นายเดวิด โครูนิช ซึ่งจะเกษียณอายุในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 โดยจะมีช่วงเวลาการส่งมอบงานเพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างต่อเนื่องการแต่งตั้งครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของFWDประกันชีวิต ในการเสริมความแข็งแกร่งระดับผู้นำองค์กร พร้อมเดินหน้าพัฒนาประสบการณ์ลูกค้าให้เข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในทุกช่วงชีวิต สอดคล้องกับพันธกิจของFWDในการ“เปลี่ยนมุมมองของผู้คนที่มีต่อการประกันชีวิต”(Changing the way people feel about insurance)นายณัฐพิสิษฐ์เป็นผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมประกันชีวิตเกือบ30ปี ครอบคลุมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยมีความเชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนการเติบโต การบริหารช่องทางตัวแทน และการตลาด เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในองค์กรชั้นนำของอุตสาหกรรม ได้แก่ ตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รวมถึงตำแหน่งสำคัญด้านการบริหารงานตัวแทนและการตลาดกับเอไอเอทั้งในประเทศไทยและฮ่องกง โดยมีประสบการณ์การทำงานในฮ่องกงกว่า17ปี และในประเทศไทยกว่า13ปีนายฮวิน ทัน ฟง (Huynh Thanh Phong)ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการบริหารของFWD Groupกล่าวว่า“FWD Groupมีความเชื่อมั่นว่า คุณณัฐพิสิษฐ์ เป็นผู้นำที่มีมุมมองรอบด้านต่อธุรกิจประกันชีวิต เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของตลาด และให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างแท้จริง ในช่วงเวลาที่ตลาดประกันชีวิตไทยยังมีศักยภาพเติบโต การแต่งตั้งครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับFWDประกันชีวิต ประเทศไทย พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ และทำให้ประกันชีวิตเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย สอดคล้องกับพันธกิจของเรา”นายณัฐพิสิษฐ์ ครุฑครองชัยกล่าวว่า“การได้เข้ามาร่วมขับเคลื่อนFWDประกันชีวิต ประเทศไทย ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ถือเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดแนวคิดที่ทำให้ประกันชีวิตเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง เรามีรากฐานที่แข็งแกร่งทั้งในด้านทีมงาน แนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก การนำเทคโนโลยีมาเสริมศักยภาพในทุกมิติขององค์กร ตลอดจนความร่วมมือกับพันธมิตร ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะต่อไป”ด้านการศึกษา นายณัฐพิสิษฐ์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการเงินระหว่างประเทศ (Global Finance)โครงการความร่วมมือระหว่างHKUST Business SchoolและNYU Stern School of Businessและสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการตลาด จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)รวมถึงผ่านหลักสูตรผู้บริหารจากSingularity Universityรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

SHR ผถห.เคาะจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 0.07 บาท/หุ้น เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตยั่งยืน
อ่าน

SHR ผถห.เคาะจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 0.07 บาท/หุ้น เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตยั่งยืน

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SHR ผถห.เคาะจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 0.07 บาท/หุ้น เดินหน้ากลยุทธ์เติบโตยั่งยืน SHR จัดประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เคาะจ่ายปันผลปี 2568 ที่ 0.07 บาท/หุ้น หลังทำกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ยกระดับพอร์ตสู่การเติบโตยั่งยืน บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) (S Hotels and Resorts PCL.: SHR) ผู้นำด้านการบริหารงานโรงแรมและรีสอร์ทระดับนานาชาติในเครือ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) (Singha Estate PCL.: S) นำโดยดร. ชญานิน เทพาคำ ประธานกรรมการ นายบริวัฒน์ ปิ่นประดับ ประธานคณะกรรมการบริหาร และนาย ไมเคิล เดวิท มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะกรรมการ จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2569 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยมีวาระสำคัญเพื่อรับทราบผลการดำเนินงานประจำปี 2568 และได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการประจำปี 2568 นายไมเคิล เดวิท มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวภายหลังการประชุมว่า ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่บริษัทฯ ประสบความสำเร็จในหลายด้าน โดยสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน เพิ่มอัตราการทำกำไร และลดค่าใช้จ่ายทางการเงินได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้บริษัทฯ สามารถรายงานกำไรปกติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่จำนวน 615 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีก่อนเกือบ 3 เท่า ดังนั้นจึงส่งผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท รวมเป็นเงินจ่ายทั้งสิ้น 251,554,800 บาท คิดเป็นร้อยละ 46.67 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ โดยในจำนวนนี้ บริษัทฯ ได้ดำเนินการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.015 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 10 กันยายน 2568 ดังนั้นส่วนที่เหลือในอัตราหุ้นละ 0.055 บาท บริษัทฯจะดำเนินการจ่าย โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ต่อไป ในปี 2569 บริษัทฯ เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจโดยมุ่งยกระดับพอร์ตการลงทุน ควบคู่กับการหมุนเวียนสินทรัพย์ (Asset Rotation) โดยมุ่งเน้นการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพสูงมากกว่าการขยายเชิงปริมาณ พร้อมแผนปรับปรุงโรงแรมในสหราชอาณาจักร 2 แห่งในเมือง Manchester และ Glasgow เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการภายใต้แบรนด์ lyf ของ The Ascott Limited พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ (Asset Enhancement) ผ่านการปรับปรุงโรงแรม เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) และอัตราการเข้าพัก ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า ผ่านการพัฒนาอาหารและเครื่องดื่ม บริการสปา และกิจกรรมที่หลากหลาย ควบคู่กับการต่อยอดเอกลักษณ์ของแบรนด์ SAii Hotels Resorts พร้อมขยายศักยภาพการให้บริการเพื่อรองรับตลาด MICE และการจัดงานแบบครบวงจร เพื่อผลักดันรายได้จากธุรกิจที่ไม่ใช่ห้องพัก ตลอดจนยกระดับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ผ่านการรับรอง EIC Certificate ในโรงแรมและรีสอร์ตในเครือ ผลประกอบการในปี 2568 ตอกย้ำแนวทางการบริหารงานที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในปี 2568 สามารถเพิ่มจำนวนเงินปันผลจ่ายได้สูงขึ้นกว่าปีก่อนกว่าเท่าตัว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่บริษัทฯ เคยประกาศจ่ายเงินปันผลมา สำหรับปี 2569 บริษัทฯยังคงเดินหน้ารักษามาตรฐานการดำเนินงานในระดับสูง พร้อมเร่งขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการดำเนินงานอย่างโปร่งใส่ และและคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน นายไมเคิลกล่าว

NIDA เปิดแล้วรับสมัคร “วบส. รุ่น 15” เสริมแกร่งผู้นำ ถึง 24 เม.ย.นี้
อ่าน

NIDA เปิดแล้วรับสมัคร “วบส. รุ่น 15” เสริมแกร่งผู้นำ ถึง 24 เม.ย.นี้

#วบส.15 #ทันหุ้น – "วบส. NIDA" ประกาศรับสมัครนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 15 แล้ววันนี้! ด้าน "รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์" ผู้อำนวยการหลักสูตรฯ มั่นใจเนื้อหาเข้มข้นช่วยเสริมแกร่งวิสัยทัศน์และคอนเนกชันธุรกิจ พร้อมเปิดรับสมัครถึง 24 เมษายน 2569 นี้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ระบุว่า ขณะนี้ หลักสูตรวิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ วบส. NIDA รุ่นที่ 15 กำลังเปิดรับสมัครผู้บริหารและผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เข้าร่วมโครงการ เพื่อเตรียมความพร้อมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในโลกธุรกิจปัจจุบัน **ชูจุดแข็งสร้างเครือข่ายผู้นำ**รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร วบส. NIDA เปิดเผยว่า ทางหลักสูตรมุ่งเน้นการคัดสรรผู้บริหารที่มีศักยภาพและเหมาะสม เพื่อเข้ารับการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการระดับสูง  โดยเน้นย้ำความสำคัญของการสร้างเครือข่ายที่มีคุณภาพ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเกื้อกูลกันในเชิงธุรกิจและวิชาชีพต่อไปนายเฉลิมชัย ศิรินันทวิทยา บรรณาธิการบริหาร ทันหุ้นผู้เข้าร่วมหลักวูตร วบส.14 ระบุว่า วบส.คือศูนย์รวมผู้นำและคอนเนกชันระดับประเทศ โดยหลักสูตรนี้มุ่งเน้นการคัดสรร "ผู้บริหารที่มีศักยภาพ" และเหมาะสมจากเครือข่ายต่าง ๆ ซึ่งมีการรวมตัวของผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเมือง ธุรกิจ ราชการ การเงิน ตลาดทุน และสื่อสารมวลชน การเข้ามาเรียนจึงไม่ใช่เพียงการหาความรู้ แต่คือการสร้างระบบนิเวศของผู้นำ (Leadership Ecosystem) ที่พร้อมจะเกื้อกูลและต่อยอดโอกาสร่วมกันในอนาคตมีวิชาการที่เข้มข้นโดยปรมาจารย์ด้านการบริหาร ด้วยการดูแลของ รศ.ดร.มนตรี โสคติยานุรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตร ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของเมืองไทย ทำให้มั่นใจได้ว่าเนื้อหาในหลักสูตร "วิทยาการการจัดการสำหรับนักบริหารระดับสูง" จะมีความเข้มข้น ทันสมัย และสามารถนำไปปรับใช้ในระดับนโยบายและการบริหารจัดการระดับสูงได้จริง**แรงบันดาลใจจากวิทยากรชั้นนำ**หลักสูตรนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เข้าศึกษาได้รับประโยชน์สูงสุดผ่านการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและวิทยากรตัวจริงในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์และแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนองค์กร**เปิดลายแทงการสมัคร**สำหรับผู้บริหารและผู้ที่สนใจ สามารถดำเนินการสมัครผ่านช่องทางออนไลน์ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยมีรายละเอียดและช่องทางการติดต่อดังนี้**สมัครออนไลน์:** https://forms.gle/MowoFhbD2JkNcqBYAรายละเอียดหลักสูตรเพิ่มเติม https://ammnida.com สายตรงสอบถามข้อมูล:    *   คุณณัฐธิดา: 065-580-6651     *   คุณอุทุมพร: 086-971-9292

กฎใหม่สิงคโปร์ No-Boarding Directive ไม่มีที่พัก ไม่มีตั๋วขากลับ ห้ามเข้าประเทศ!
อ่าน

กฎใหม่สิงคโปร์ No-Boarding Directive ไม่มีที่พัก ไม่มีตั๋วขากลับ ห้ามเข้าประเทศ!

สิงคโปร์ยกระดับความเข้มงวดขั้นสุดเพื่อสกัดผีน้อย และยกระดับความปลอดภัยชายแดน วันนี้ Travel.TrueID จะพาทุกคนไปเจาะลึกมาตรการใหม่ No-Boarding Directive (NBD) ว่าคืออะไร แล้วเราต้องเตรียมตัวยังไงไม่ให้ทริปล่มตั้งแต่อยู่ที่ไทยครับ กฎใหม่สิงคโปร์ No-Boarding Directiveไม่มีที่พัก ไม่มีตั๋วขากลับ ห้ามเข้าประเทศ! ตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2569 เป็นต้นไป สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและด่านตรวจของสิงคโปร์ (ICA) ได้เริ่มใช้มาตรการ "No-Boarding Directive" หรือเรียกสั้นๆ ว่า NBD ซึ่งเป็นตัวช่วยคัดกรองนักเดินทางตั้งแต่ต้นทาง กันเลยทีเดียว มาตรการ NBD คืออะไร? ปกตินักท่องเที่ยวไทยมักจะไปลุ้นกันที่ด่าน ตม. ที่สนามบินชางงีใช่ไหมครับ? แต่กฎใหม่นี้คือการเช็กก่อนบิน ครับ โดยทาง ICA จะนำข้อมูลผู้โดยสารที่สายการบินส่งให้มาทำการตรวจสอบล่วงหน้า หากระบบพบว่าใครเป็นบุคคลต้องห้าม ไม่พึงประสงค์ หรือไม่มีคุณสมบัติ/เอกสาร ไม่ครบตามข้อกำหนดในการเข้าประเทศ (เช่น เข้าข่ายมาทำงานผิดกฎหมายหรือผีน้อย) ICA จะส่งคำสั่ง NBD ไปยังสายการบินทันที เพื่อระงับการออกบัตรที่นั่ง (Boarding Pass) ทำให้เราอดบิน ตั้งแต่ตอนเช็กอินที่ไทยนั่นเอง เพื่อให้ผ่านฉลุยแบบไร้กังวล พนักงานสายการบินอาจมีการตรวจสอบเอกสารเหล่านี้เพิ่มเติมก่อนให้ขึ้นเครื่องครับ ตั๋วเครื่องบินขากลับ ✈️: ต้องมีหลักฐานการจองตั๋วกลับไทย หรือตั๋วไปประเทศที่สามอย่างชัดเจน (ห้ามซื้อตั๋วขาเดียว) หลักฐานที่พัก 🏨: ใบจองโรงแรมต้องระบุชื่อเราชัดเจน หรือหากพักกับคนรู้จัก ต้องมีที่อยู่และเบอร์ติดต่อในสิงคโปร์ที่ตรวจสอบได้ แผนการท่องเที่ยว 🗺️: ควรเตรียมแผนคร่าวๆ ว่าจะไปที่ไหนบ้าง เพื่อยืนยันว่าเรามาเที่ยวจริงๆ พาสปอร์ต 📕: ต้องมีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน ถ้าโดนปฏิเสธการขึ้นเครื่อง ต้องทำยังไง? หากใครที่ถูกสั่ง NBD แต่ยังยืนยันว่าต้องการเข้าประเทศสิงคโปร์ คุณไม่สามารถจองตั๋วใหม่แล้วไปเสี่ยงดวงอีกรอบได้ทันทีนะครับ แต่จะต้อง ติดต่อขออนุมัติจาก ICA เป็นกรณีพิเศษ เพื่อขออนุมัติเป็นกรณีไปก่อนจัดเที่ยวบินใหม่ ====================

“เซ้นต์ ศุภพงษ์” อวดลุคหล่อชุดครุย เรียนจบปริญญาโทแล้ว 15 มกราคม 2569 มาเจอกัน!
อ่าน

“เซ้นต์ ศุภพงษ์” อวดลุคหล่อชุดครุย เรียนจบปริญญาโทแล้ว 15 มกราคม 2569 มาเจอกัน!

เซ้นต์ ศุภพงษ์ อวดลุคหล่อชุดครุย เรียนจบปริญญาโทแล้ว 15 มกราคม 2569 มาเจอกัน! เป็นนักแสดงหนุ่ม เซ้นต์ ศุภพงษ์ ที่หล่อไม่พอ ความสามารถยังไม่ธรรมดาด้วย เรื่องการเรียนก็ไม่ทิ้ง เพราะล่าสุดเรียนจบปริญญาโทอย่างเป็นทางการวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มศว. (COSCI) สาขาวิชา ออกแบบเพื่อธุรกิจ (Design for Business) เซ้นต์ ศุภพงษ์ ได้อวดลุคหล่อชุดครุย ท่าทางการโพสต์ไม่ธรรมดา เพราะหล่อเท่ราวนายแบบตัวท็อป พร้อมเขียนแคปชั่นว่า..... จบปริญญาโทแล้วค้าบบบบบบ มาเจอกับเซ้นต์ได้ที่ ชั้น 1 ใต้ตึก COSCI มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร วันที่ 15 มกราคม 2569 เวลา : 16.00 น. เป็นต้นไปครับ ซึ่งก็มีแฟนๆเข้ามาคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีกับหนุ่มคนนี้กันมากมาย ที่ประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว.

SMD100 เปิดตัว SOMNAIR Drift
อ่าน

SMD100 เปิดตัว SOMNAIR Drift

บริษัท เอสเอ็มดี ไรส์ จำกัด(มหาชน) หรือ SMD100 ประกาศเปิดตัว SOMNAIR Drift อย่างเป็นทางการ นวัตกรรมการนอนหลับอัจฉริยะสำหรับการใช้งาน ช่วงกลางคืนในโรงแรมระดับ 5 ดาว ควบคู่กับการเปิด Business Model ใหม่แบบ Revenue Sharing ที่ออกแบบมาเพื่อสร้างรายได้และความแตกต่างเชิงกลยุทธ์ให้กับโรงแรมพรีเมียม โดย SOMNAIR Drift เป็นเครื่องหมายการค้าที่จดทะเบียนโดย SMD100ออกแบบและผลิตโดยพันธมิตรระดับสากลSOMNAIR Drift ได้รับการ ออกแบบและผลิตโดยโรงงานและพันธมิตรด้านเทคโนโลยีการนอนหลับในต่างประเทศ ภายใต้มาตรฐานการผลิตระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานในโรงแรมหรู ศูนย์ Wellness และบริการสุขภาพระดับมืออาชีพ โดย SMD100 ทำหน้าที่เป็นผู้ถือสิทธิ์ในแบรนด์ และการวางระบบการใช้งานเชิงพาณิชย์ในประเทศไทยจากการนอนค้างคืน สู่ Night Sleep Experience ที่วัดผลได้จริงSOMNAIR Drift ยกระดับการนอนหลับจากการอาศัยเพียงความรู้สึก ไปสู่การฟื้นฟูสมองและร่างกายด้วยข้อมูลจริงตลอดคืน ผ่านการตรวจวัดแบบบูรณาการ ทั้ง คลื่นสมอง (EEG) ระยะหลับตื้น หลับลึก และระยะฝัน (REM) ควบคู่กับการวิเคราะห์ ท่านอน การเคลื่อนไหว และภาวะกระสับกระส่ายระหว่างหลับ ทำให้สามารถสะท้อนคุณภาพการนอนที่แท้จริงของแขกได้อย่างรอบด้านระบบยังผสาน เสียงและดนตรีอัจฉริยะ ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับการนอนยามค่ำคืน ช่วยให้หลับได้เร็วขึ้น และหลับลึกขึ้น โดยไม่รบกวนความสบายหรือภาพลักษณ์ระดับหรูของห้องพักโรงแรมจุดเด่นของ SOMNAIR Drift สำหรับโรงแรมระดับ 5 ดาว• วัดคลื่นสมองจริง (EEG-based) ครอบคลุมหลับตื้น หลับลึก และ REM• วิเคราะห์ท่านอนและการเคลื่อนไหว เพื่อประเมินคุณภาพการนอนเชิงพฤติกรรม• ตรวจจับภาวะกระสับกระส่ายระหว่างหลับ ช่วยสะท้อนการพักผ่อนที่ไม่สมบูรณ์• ออกแบบเพื่อการนอนกลางคืนโดยเฉพาะ เพิ่มโอกาสเข้าสู่ Deep Sleep อย่างมีประสิทธิภาพ• อุปกรณ์ขนาดเล็ก ไม่รบกวนการนอน เหมาะกับแขกโรงแรมระดับพรีเมียม• ออกแบบและผลิตโดยพันธมิตรต่างประเทศ รองรับมาตรฐานสากลBusiness Model ใหม่: Revenue Sharing ที่โรงแรมได้ประโยชน์ทันทีการเปิดตัว SOMNAIR Drift มาพร้อม Business Model แบบ Revenue Sharing ที่ช่วยให้โรงแรมสามารถเริ่มให้บริการได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนระบบเทคโนโลยีเอง• ให้บริการในรูปแบบ Night Sleep Experience• ค่าบริการ 800 บาท ต่อเคส• แบ่งรายได้ระหว่างโรงแรมและ SMD100• นำเสนอเป็น Premium Add-on, Signature Sleep Program หรือแพ็กเกจห้องพักเฉพาะโมเดลนี้ช่วยให้โรงแรมสร้างรายได้ใหม่จาก “การนอน” ยกระดับห้องพักสู่ Sleep Recovery Space และสร้างความแตกต่างเชิงแบรนด์ในตลาดโรงแรมระดับสูงSleep as a Business Layer ใหม่ของโรงแรมไทย                  สำหรับ SMD100 การเปิดตัว SOMNAIR Drift ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือการเปิด Business Layer ใหม่ ให้กับอุตสาหกรรมโรงแรม ที่เปลี่ยนการนอนจากต้นทุนของห้องพัก ให้กลายเป็น ประสบการณ์เชิงสุขภาพที่วัดผลได้ สร้างรายได้ และต่อยอดได้จริง ในยุค Sleep Wellness New Era

SISB Q4/68 โตต่อเนื่อง ลุยสาขา 7  รังสิตปทุมธานี
อ่าน

SISB Q4/68 โตต่อเนื่อง ลุยสาขา 7  รังสิตปทุมธานี

#ทันหุ้น - นายยิวฮอคโควประธานเจ้าหน้าที่บริหารและนางสาวสุนันทาลีลาเเสงสาย  ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและบัญชีบริษัทเอสไอเอสบีจำกัด (มหาชน) (SISB) ร่วมนำเสนอข้อมูลในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” สำหรับผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 3/2568 บนแพลตฟอร์มออนไลน์โดยระบุว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 ยังมีทิศทางที่ดีต่อเนื่องเนื่องจากบริษัทฯจะรับรู้รายได้จากปีการศึกษาใหม่ได้เต็มทั้งไตรมาสพร้อมเดินหน้าขยายโรงเรียนแห่งที่ 7 โซนรังสิตจ.ปทุมธานีตอกย้ำเป้าหมาย “การศึกษาคุณภาพที่เข้าถึงได้” เติบโตมั่นคงระยะยาวกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นณบริษัทฯเมื่อเร็วๆนี้

อีสท์วอเตอร์ คว้ารางวัล “BSA Building Safety Award 2025”
อ่าน

อีสท์วอเตอร์ คว้ารางวัล “BSA Building Safety Award 2025”

#ทันหุ้น- อาคารอีสท์วอเตอร์ ได้รับรางวัลอาคารโดดเด่นด้านความปลอดภัย ประจำปี 2568 “BSA Building Safety Award 2025”  จากสมาคมผู้ตรวจสอบอาคารระดับ Diamond ประเภทอาคารสูง-ขนาดใหญ่พิเศษ  ยืนยันมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาคารสถานที่ การบริหารจัดการดูแลระบบภายใน และการเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในทุกมิติ โดยรางวัลนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญขององค์กรในการบริหารอาคารสำนักงานให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ อีสท์ วอเตอร์ โดยนางสาวธารทิพย์ โพธิสรณ์รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายสนับสนุนเป็นผู้รับมอบรางวัลอาคารโดดเด่นด้านความปลอดภัย ประจำปี 2568 “BSA Building Safety Award 2025” ระดับ Diamond ประเภทอาคารสูง-ขนาดใหญ่พิเศษ จากนายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง แสดงถึงความมุ่งมั่นของอาคารอีสท์วอเตอร์ ในการพัฒนามาตรฐานความปลอดภัยอาคารให้เป็นไปตามเกณฑ์ประเมินของ BSA ครอบคลุมทั้งด้านโครงสร้างอาคาร ระบบป้องกันอัคคีภัย การป้องกันอุบัติเหตุภายในพื้นที่ ระบบบริหารจัดการเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการออกแบบสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ของพนักงานและผู้มาติดต่อ เพื่อให้สามารถใช้อาคารได้อย่างมั่นใจ “รางวัลนี้เป็นผลลัพธ์จากความทุ่มเทของทีมงานทุกหน่วยที่ร่วมกันพัฒนา สนับสนุน และรักษามาตรฐานด้านความปลอดภัยอาคารอย่างต่อเนื่อง อีสท์ วอเตอร์ให้ความสำคัญกับทั้งผู้ปฏิบัติงานและผู้ใช้พื้นที่ เราจะเดินหน้าพัฒนาด้านความปลอดภัยและความยั่งยืนของอาคารอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นต้นแบบของอาคารสำนักงานที่ปลอดภัยในประเทศไทย” นางสาวธารทิพย์ กล่าวเพิ่มเติม รางวัล BSA Building Safety Award 2025 สะท้อนความเชื่อมั่นที่อีสท์ วอเตอร์รางวัล BSA Building Safety Award 2025 สะท้อนความเชื่อมั่นที่อีสท์ วอเตอร์ได้รับจากองค์กรภายนอก และเป็นเครื่องยืนยันถึงการดำเนินงานตามหลักมาตรฐานด้านอาคารระดับสากล พร้อมทั้งเป็นแรงผลักดันให้องค์กรก้าวสู่การจัดการอาคารสำนักงานในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างมาตรฐานอาคารที่ยั่งยืนของประเทศ

แสดงความยินดี “ปันปัน สุทัตตา” จบโทแล้ว นั่งแท่นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging
อ่าน

แสดงความยินดี “ปันปัน สุทัตตา” จบโทแล้ว นั่งแท่นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging

แสดงความยินดี ปันปัน สุทัตตา จบโทแล้ว นั่งแท่นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging เดินหน้าเรียนต่อปริญญาโทด้าน Anti-aging อย่างขะมักเขม้น สำหรับนักแสดงสาวมากฝีมืออย่าง ปันปัน สุทัตตา ที่จะเห็นได้เลยว่าหลังจากศึกษาหาความรู้จนล้นมือแล้ว เจ้าตัวก็นำมาใช้กับตัวเองและครอบครัว จะเห็นได้เลยว่าทั้งสุขภาพดีและหุ่นดีกว่าเดิมเข้าไปอีก แน่นอนว่าทุ่มเทให้กับการเรียนแล้ว ตอนนี้เจ้าตัวก็ได้เรียนจบเรียบร้อยแล้วจ้า ซึ่ง ปันปัน ก็ได้มาโพสต์ภาพตัวเองในชุดครุย พร้อมแคปชั่นว่า เรียนจบ ปโท ละค้าาาา เป็นมหาบัณฑิตสาขา Anti-aging เฉยย ไม่อยากเชื่อเลยว่าผ่านมาได้ยังไง เรียนทุกเสาร์อาทิตย์ มา 2 ปีรวด + ทำวิทยานิพนธ์อีกปี เย้ๆๆ #finallygraduated งานนี้ก็ไม่รู้ว่าเจ้าตัวมีแพลนจะต่อปริญญาเอกเลยหรือไม่ สงสัยต้องรีบควงแขนมาสัมภาษณ์แล้วนะคะ แต่ยังไงดาราเดลี่ก็ต้องขอแสดงความบินดีกับคุณมหาบัณฑิตคนเก่งด้วย สวย สดใส ลัคกี้อินเกมส์ ลัคกี้อินเลิฟนะค๊า

MINT เอเซียพลัส มองซื้อหุ้นคืน 500 ลบ.มีมูลค่าเหมาะสม
อ่าน

MINT เอเซียพลัส มองซื้อหุ้นคืน 500 ลบ.มีมูลค่าเหมาะสม

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ซึ่งได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายในวงเงิน 500 ล้านบาท หรือจำนวนไม่เกิน 23 ล้านหุ้น หรือ 0.41% กำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค. 2568 ถึง 2 มิ.ย. 2569ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส จึงมองว่า ภายใต้แผนขยายธุรกิจในอนาคตให้น้ำหนักไปในรูปแบบ Asset-lightภาพรวมจึงมองว่ามูลค่าการซื้อหุ้นคืนเหมาะสม แม้ว่าวงเงินซื้อหุ้นคืนข้างต้นไม่สูง แต่ฝ่ายวิจัยมองว่าบริษัทฯ ต้องการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่าราคาหุ้นปัจจุบันถูกเกินไปตามมุมมองของผู้บริหาร (PER ซื้อขาย 14 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Pre-COVID ราว 35 เท่า)กลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ Outperform จากปัจจัยหนุนเชิงมหภาค หลังค่าเงินบาท เทียบยูโร QTD อ่อนค่า 4% ช่วยให้กำไรปกติของโรงแรมในยุโรปงวดไตรมาส 4/68 ดีขึ้นในรูปเงินบาท ประกอบกับค่าพลังงานในยุโรปปรับลงต่อเนื่อง จะดีต่อมาร์จิ้นของโรงแรมในยุโรปปีหน้าราคาหุ้น MINT ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 21.80 บาท บวก 0.40 บาท หรือ 1.87% มีมูลค่าการซื้อขาย 475.36 ล้านบาท

เปิดประวัติ "แบงค์ พชร" ว่าที่เจ้าบ่าวของ "โบว์ เบญจวรรณ"
อ่าน

เปิดประวัติ "แบงค์ พชร" ว่าที่เจ้าบ่าวของ "โบว์ เบญจวรรณ"

เปิดประวัติ "แบงค์ พชร" ว่าที่เจ้าบ่าวของ "โบว์ เบญจวรรณ"เตรียมตัวเป็นเจ้าสาวป้ายแดงสำหรับสาว"โบว์ เบญจวรรณ" หลังถูกแฟนหนุ่ม "แบงค์ พชร"ขอแต่งงานไปหมาดๆ แน่นอนว่าหลายคนก็คงอยากรู้จักหนุ่ม"แบงค์"ทาง TNN ไม่พลาดที่จะขอหยิบเอาประวัติของไฮโซหนุ่ม นักธุรกิจคนเก่งมาให้ได้ติดตามกัน "แบงค์ พชร ปัญญายงค์"เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2523 ด้านการศึกษาเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวิศวกรรมอุตสาหการ หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อระดับปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาพประกอบจาก mjbank เรียกว่าไม่ได้มีดีแค่หน้าตาที่หล่อ แต่ความเก่งของหนุ่ม "แบงค์" ก็เป็นไม่ธรรดา เพราะเขาเริ่มต้นสายงานวิเคราะห์การตลาดให้กับ Toyota Motor Sales Corporate ที่สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นเดินทางกลับมาบริหารธุรกิจของครอบครัว บริษัท โตโยต้า บางกอก จำกัด ในตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหาร นอกเหนือไปจากงานด้านธุรกิจแล้ว หนุ่ม "แบงค์" เองเคยมีผลงานพิธีกรผ่านหน้าจอในหลายๆ รายการอาทิ รายการก้าวทันตลาดทุน ช่อง 5, รายการคลุกวงใน ช่อง มันนี่ แชนแนล,รายการเรื่องเล่าเช้านี้ กับ ไทยทีวีสีช่อง 3 ฯลฯ ภาพประกอบจาก bow_benjawan ภาพประกอบจาก bow_benjawan

กรุงเทพประกันชีวิต MOU ม.ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้บริหารตัวแทนสู่ความยั่งยืน
อ่าน

กรุงเทพประกันชีวิต MOU ม.ศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้บริหารตัวแทนสู่ความยั่งยืน

บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดยนายจักรพงศ์ แสงแก้ว ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงิน (ที่ 8 จากซ้าย) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ทางวิชาการกับ มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุเทพ อุสาหะ ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี (ที่ 7 จากซ้าย) ในโครงการ Mini MBA Certified BLA SPUC Leader 2025: Entrepreneurial Leaders of the New Era Transform Your Leadership, Transform Your Future โดยมีผู้บริหารฝ่ายขายระดับสูง ภาคตะวันออก ร่วมเป็นสักขีพยาน ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารตัวแทนให้มีทักษะเชิงผู้ประกอบการ ตลอดจนการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจและภาวะผู้นำ สร้างแนวคิดเชิงนวัตกรรมและการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นความสำคัญของการพัฒนาทักษะเชิงผู้ประกอบการ ภาวะผู้นำ และการใช้เทคโนโลยี AI ในการเสริมสร้างศักยภาพผู้บริหารตัวแทนให้เป็นเจ้าของกิจการที่สามารถขับเคลื่อนธุรกิจประกันชีวิตได้อย่างยั่งยืน ณ  มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี เมื่อเร็วๆ นี้

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

“ชนินทธ์” ถึงคราออกหน้า  สบช่องธุรกิจกำไรเร็ว
อ่าน

“ชนินทธ์” ถึงคราออกหน้า  สบช่องธุรกิจกำไรเร็ว

#DUSIT #ทันหุ้น - “ชนินทธ์” หวนกลับสู่ CEO “DUSIT” หลัง “ศุภจี” รับตำแหน่ง รมต. มั่นปัญหาขัดแย้งจบดี รับการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมาอยู่เบื้องหลัง เตรียมโอนดุสิตเรสซิเดนท์สนั่นปีหน้า 80% ของ 1.7 หมื่นล้านบาท ทำกำไรโดด พร้อมคืนหนี้ 9 พันล้านบาท และล้างขาดทุนสะสม 1,074.85 ล้านบาท เห็นช่องโอกาสธุรกิจอื่นนอกเหนือจากโรงแรม ลั่น “ศุภจี” จะกลับมาเป็น CEO หลังหมดวาระจากหน้าที่ รมต. นายชนินทธ์  โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เปิดเผยในฐานะผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ โดยระบุว่า ภาพของบริษัทหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีต่อเนื่องทั้งประเด็นความขัดแย้งในกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ครอบครัวปิยะอุย ที่จะลงเอยด้วยดี ที่ผ่านมาได้คุยตลอดและคาดหวังจะเห็นภาพที่ชัดเจนสะท้อนผ่านการประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 26 กันยายนนี้ สำหรับการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารระดับสูงจะยังคงมีความต่อเนื่องในแนวทางบริหารธุรกิจเช่นเดิม เนื่องจากที่ผ่านมาก็ได้มีการร่วมคิดตัดสินใจ แต่สิ่งที่จะพัฒนาขึ้นคือความแข็งแกร่งทางการเงินที่จะมากขึ้น จากการดำเนินงานโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) โดยเฉพาะโครงการที่อยู่อาศัย Dusit Residences มูลค่า 1.7 หมื่นล้านบาท จะเริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ช่วงปลายปี 2568 และจะโอนเป็นจำนวนมากถึง 80% ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ DUSIT กลับมามีกำไรมากพอที่จะล้างตัวเลขขาดทุนสะสมได้หมดในปี 2569 โดยปัจจุบันบริษัทมีขาดทุนสะสม 1,074.85 ล้านบาท               “ขอให้เชื่อมั่นใน DUSIT และให้โฟกัสถึงความต่อเนื่องของธุรกิจ ซึ่งหลังล้างขาดทุนสะสมภาพคงเปลี่ยนใหม่ในมุมที่ดีขึ้นอีก และปีหน้ากลางปีก็อยากให้คุณศุภจี กลับมารับงานต่อ ถ้าหมดวาระจากการเป็นรัฐมนตรีแล้ว”@ สบช่องธุรกิจนอกจากโรงแรม นายชนินทธ์ ยอมรับว่า ในการดำเนินโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ทำให้ได้เรียนรู้ว่าการดำเนินธุรกิจอื่นง่ายกว่าโรงแรม และผลตอบแทนเร็วกว่าการดำเนินธุรกิจโรงแรมเพียงอย่างเดียว ตอนแรกไม่ค่อยมีความหวังว่า ดุสิตทำได้ยังไง แต่พอทำแล้ว มันก็เริ่มคันมือ ซึ่งการมีธุรกิจหลากหลายช่วยให้รายได้มีความมั่นคงและลดความผันผวนเมื่อเทียบกับการพึ่งพารายได้จากโรงแรมเป็นหลักในอดีต@ รัฐมนตรีพาณิชย์               ด้านนางศุภจี  สุธรรมพันธุ์  เปิดเผยในฐานะอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม DUSIT ว่า พร้อมจะกลับมา DUSIT อีกหลังจากดำเนินภารกิจเสร็จสิ้น  สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มดุสิตธานีหลังจากนี้ จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากแผนงานเดิมที่ได้ถูกวางรากฐานไว้อย่างมั่นคงตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจโรงแรม ธุรกิจการศึกษา ธุรกิจอาหาร และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงโครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค (Dusit Central Park) มูลค่ากว่า 46,000 ล้านบาท ที่จะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามเป้าหมายเดิมที่วางไว้ ด้วยทีมบุคลากรที่มีคุณภาพของกลุ่มดุสิตธานีที่ยังคงทุ่มเททำงานอย่างเต็มกำลังเหมือนที่ผ่านมา  และมั่นใจ DUSIT มีโอกาสสูงที่จะพลิกฟื้นผลประกอบการได้จาก Dusit Central Park ที่ส่วนเรสสิเด้นท์ทั้งหมด 400 ยูนิตที่มียอดขายกว่า 94% แล้ว มูลค่า 16,000-17,000 ล้านบาท เริ่มทยอยโอนโอนกรรมสิทธิ์บ้างปลายปีนี้ ทว่าสัดส่วนการโอนโอนกรรมสิทธิ์ราว 80% จะเกิดขึ้นปี 2569 ส่วนปี 2570 น่าจะมียอดการโอนเพิ่มเติมส่วนที่เหลือเข้ามา รวมไปถึงโครงการดุสิตอัจฉรา (Dusit Ajara) เป็นโครงการ Branded Residences ระดับอัลตร้าลักซ์ชัวรีที่หัวหิน ที่กำลังสร้างก็จะเป็นส่วนเสริมให้ผลประกอบการด้วย               “ในปี 2569 น่าพลิกมีกำไรดี ถ้าการโอนได้ตามแผน และมากพอระดับที่ล้างขาดทุนได้ ยกเว้นมีแต่ปัจจัยลบพิเศษที่ควบคุมไม่ได้เพิ่มเข้ามาเช่น โรคระบาดโควิด ส่วนเรื่องภารกิจที่จะไปทำงานกับรัฐบาลจะเน้นนโยบายให้เห็นผลเร็วหาธงร่วมให้ได้ทำให้ประเทศไทยแข็งแรง พร้อมกับวางรากฐานเอาไว้เผื่อระยะยาวด้วย และหลังจากพอจบภาระกิจคงจะมาติดต่อของานใหม่กับ DUSIT อีกครั้ง”

ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ CENTEL วงเงิน 250 ลบ. ที่ “A-” แนวโน้ม “Stable”
อ่าน

ทริสฯ จัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ CENTEL วงเงิน 250 ลบ. ที่ “A-” แนวโน้ม “Stable”

#ทันหุ้น - ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 250 ล้านบาทของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ “A-” ส่วนอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทนั้นยังคงเดิมที่ระดับ “A-” ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิตยังคง “Stable” หรือ “คงที่” ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้เพื่อการลงทุนและ/หรือใช้ในการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance – ESG -- Projects)อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัททั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant - QSR) ในประเทศไทย ทริสเรทติ้งคาดว่าการดำเนินงานด้านโรงแรมของบริษัทจะยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์การท่องเที่ยวภายในประเทศที่มั่นคงและรายได้เพิ่มเติมจากโรงแรมที่เปิดใหม่และปรับปรุงใหม่แม้จะเผชิญกับแรงกดดันจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติก็ตาม นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนเอาไว้ได้ในภาวะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอ่อนแอลงด้วยเช่นกันในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ผลการดำเนินงานของบริษัทสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทรายงานรายได้ที่จำนวน 1.24 หมื่นล้านบาทและ EBITDA ที่จำนวน 3.4 พันล้านบาท ความแข็งแกร่งของพอร์ตโรงแรมของบริษัททั้งในต่างจังหวัดและในประเทศญี่ปุ่นช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวของโรงแรมในกรุงเทพฯ และมัลดีฟส์ได้ โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (Revenue per Available Room -- RevPAR) เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 4,166 บาทต่อคืนสำหรับธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนนั้น ยอดขายจากสาขาเดิมลดลง 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ในขณะที่ยอดขายโดยรวมยังคงทรงตัวไม่เปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนของบริษัทนั้นยังมีผลการดำเนินงานดีกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมซึ่งเผชิญกับการลดลงของยอดขายจากสาขาเดิมในระดับที่มากกว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่จำนวน 2.92 หมื่นล้านบาทและมีอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วอยู่ที่ระดับ 4.4 เท่า (ปรับให้เป็นตัวเลขเต็มปีโดยใช้ข้อมูลย้อนหลัง 12 เดือน)แนวโน้มอันดับเครดิตแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีผลการดำเนินงานที่ดีทั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนได้ต่อไปปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลงอันดับเครดิตอาจถูกปรับเพิ่มขึ้นหากสถานะทางธุรกิจและการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 3.5 เท่าเป็นอย่างมากและต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากตัวชี้วัดทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ไม่ว่าจะเกิดจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง และ/หรือการลงทุนที่ใช้เงินกู้เป็นหลักจนส่งผลทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5 เท่าโดยไม่มีสัญญาณของการปรับตัวที่ดีขึ้นเกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 15 กรกฎาคม 2565- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL)อันดับเครดิตองค์กร:A-อันดับเครดิตตราสารหนี้:CENTEL25NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568A-CENTEL266A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-CENTEL269A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569A-CENTEL286A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571A-CENTEL29DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572A-หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน ในวงเงินไม่เกิน 250 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 3 ปีA-แนวโน้มอันดับเครดิต:Stable

ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ “CENTEL” ที่ “A-” แนวโน้ม “Stable”
อ่าน

ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้ “CENTEL” ที่ “A-” แนวโน้ม “Stable”

#ทันหุ้น - ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ที่ระดับ A- ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ อันดับเครดิตสะท้อนถึงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมั่นคงของบริษัททั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (Quick Service Restaurant -- QSR) ในประเทศไทย ทั้งนี้ทริสเรทติ้งมองว่าธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนจะยังคงมีผลการดำเนินงานที่สม่ำเสมอแม้จะมีแรงกดดันจากสภาวะการบริโภคที่ซบเซาโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากสถานะทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งของแบรนด์ร้านอาหารหลัก ๆ ของบริษัท สำหรับธุรกิจโรงแรมนั้น การชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาคาดว่าจะส่งผลกดดันต่อการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมของบริษัท อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบดังกล่าวจะบรรเทาลงบางส่วนจากอุปสงค์การท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งรายได้จากโรงแรมใหม่และโรงแรมที่ได้รับการปรับปรุงก็คาดว่าจะช่วยสนับสนุนผลกำไรของบริษัทและช่วยรักษาระดับภาระหนี้สินทางการเงินให้อยู่ภายในเกณฑ์ของอันดับเครดิตในช่วงที่บริษัทมีแผนใช้เงินลงทุนขนาดใหญ่สำหรับการปรับปรุงและขยายโรงแรม ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต ความท้าทายจากการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทริสเรทติ้งได้ปรับลดประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยในปี 2568 ให้เหลือ 34 ล้านคนจากเดิมที่คาดไว้ 36 ล้านคนเมื่อต้นปี โดยการปรับลดดังกล่าวสะท้อนถึงการลดลงอย่างมีนัยสำคัญของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนซึ่งยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนอุปสงค์ในภาคธุรกิจโรงแรมของประเทศ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยรวมลดลง 4.7% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเหลือ 16.7 ล้านคน โดยจำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงอย่างมากถึง 34.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าเหลือเพียง 2.3 ล้านคน ซึ่งการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีนตอกย้ำถึงความท้าทายของธุรกิจโรงแรมของไทยที่ยังคงอยู่ไม่ว่าจะเป็นความกังวลด้านความปลอดภัย การแข็งค่าของเงินบาท และปัจจัยลบทางเศรษฐกิจในประเทศจีนที่ส่งผลกระทบต่อความต้องการเดินทาง อย่างไรก็ดี จำนวนนักท่องเที่ยวจากประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่จีนยังคงค่อนข้างมีเสถียรภาพ โดยเพิ่มขึ้น 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า มาอยู่ที่จำนวน 14.4 ล้านคนในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวจากอินเดียและรัสเซียที่เพิ่มขึ้น แม้การชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจะส่งผลกดดันต่อผลการดำเนินงานของภาคธุรกิจโรงแรมในประเทศไทยรวมถึงของบริษัทเองด้วย แต่ทริสเรทติ้งก็คาดว่าผลกระทบจะบรรเทาลงบางส่วนจากอุปสงค์การเดินทางภายในประเทศที่ยังคงแข็งแกร่งและการที่บริษัทมีตลาดนักท่องเที่ยวที่หลากหลายจากประเทศอื่นนอกเหนือจากจีนซึ่งช่วยให้ผลการดำเนินงานของบริษัทยังคงมีความสม่ำเสมอ ในระยะยาว แม้จะมีความท้าทายบางประการ ทริสเรทติ้งก็ยังคงมีมุมมองว่าภาคธุรกิจโรงแรมยังคงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทยและมีแนวโน้มที่จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และการที่บริษัทมีโรงแรมที่ครอบคลุมตั้งแต่โรงแรมระดับหรูไปจนถึงโรงแรมระดับกลาง ตลอดจนโรงแรมสำหรับการท่องเที่ยวพักผ่อนไปจนถึงโรงแรมเพื่อการประชุมและสัมมนา (Meetings, Incentives, Conferences, and Exhibitions -- MICE) บริษัทจึงอยู่ในสถานะที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมและนโยบายสนับสนุนดังกล่าวจากภาครัฐ ธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ธุรกิจโรงแรมของบริษัทในประเทศมัลดีฟส์ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการแข่งขันที่รุนแรงยิ่งขึ้นแม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งก็ตาม โดยในปี 2567 จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศมัลดีฟส์เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2 ล้านคนหรือเพิ่มขึ้น 8.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และแนวโน้มการเติบโตยังคงดำเนินต่อไปในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยเพิ่มขึ้น 8.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่จำนวน 1 ล้านคน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากนักท่องเที่ยวระยะใกล้จากภูมิภาคเอเชียซึ่งมักมีระยะเวลาการเข้าพักที่สั้นกว่าและมีความอ่อนไหวต่อราคาค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน อุปทานที่พักในมัลดีฟส์ก็ได้ขยายตัวจากระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ประมาณ 4% การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากรีสอร์ตระดับกลางและเกสต์เฮาส์ใกล้เมืองมาเล (Mal) ซึ่งนำเสนอประสบการณ์การพักผ่อนที่คล้ายกันแต่อยู่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้มากกว่าได้ส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่ออัตราการเข้าพักและความสามารถในการกำหนดราคาของโรงแรมเดิมของบริษัท ทั้งนี้ รายได้รวมต่อห้องพักที่มีให้บริการ (Total Revenue per Available Room -- TRevPAR) ของโรงแรมเดิมทั้งสองแห่งของบริษัทลดลง 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 360 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อห้องต่อคืนในไตรมาสที่ 4 ของปี 2567 และในไตรมาสแรกของปี 2568 TRevPAR ยังคงลดลง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 527 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อห้องต่อคืน ทริสเรทติ้งมองว่าโรงแรมที่เปิดใหม่ของบริษัท ได้แก่ Centara Mirage Lagoon Maldives และ Centara Grand Lagoon Maldives ได้รับการวางตำแหน่งเชิงกลยุทธ์ให้อยู่ในกลุ่มตลาดระดับพรีเมียมและกลุ่มครอบครัวซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากอุปสงค์ที่อ่อนไหวต่อราคาได้ อาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศแห่งใหม่ของท่าอากาศยานนานาชาติเวลานา (Velana International Airport) ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 นั้นคาดว่าจะช่วยบรรเทาความแออัดในการเดินทางและเพิ่มขีดความสามารถด้านการท่องเที่ยวของประเทศ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมในมัลดีฟส์ของบริษัทได้ในระยะยาว ทั้งนี้ จากสภาพแวดล้อมในมัลดีฟส์ในปัจจุบัน บริษัทได้ตัดสินใจเลื่อนการลงทุนในโรงแรมใหม่แห่งที่สาม คือ CENTARA Reserve Maldives ออกไป การเติบโต RevPAR ได้แรงหนุนจากโรงแรมใหม่-ปรับปรุงสินทรัพย์ ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืน (Revenue per Available Room -- RevPAR) ของโรงแรมของบริษัทจะเพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้ามาอยู่ที่ 4,060 บาทต่อห้องต่อคืนในปี 2568 โดยการเติบโตดังกล่าวน่าจะเกิดจากการเปิดให้บริการโรงแรม Centara Mirage Lagoon และ Centara Grand Lagoon Maldives รวมถึงการปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีชรีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต ที่แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบในลักษณะเดียวกัน (Like-for-Like basis) ทริสเรทติ้งคาดว่า RevPAR ของบริษัทจะลดลง 3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยที่ลดลง ตลอดจนผลการดำเนินงานที่อ่อนแอของโรงแรมเดิมทั้งสองแห่งของบริษัทในมัลดีฟส์ และการชะลอตัวของกลุ่มลูกค้า MICE ทริสเรทติ้งคาดว่า RevPAR ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,500-4,950 บาทต่อห้องต่อคืนในช่วงระหว่างปี 2569-2570 โดยการเติบโตจะได้รับแรงหนุนหลักจากการปรับขึ้นอัตราค่าห้องพักหลังจากโครงการปรับปรุงโรงแรมครั้งใหญ่แล้วเสร็จ ธุรกิจร้านอาหารเติบโตจากการขยายสาขา สถานะทางการแข่งขันที่แข็งแกร่งและการขยายสาขาคาดว่าจะยังคงสนับสนุนการเติบโตของรายได้ของบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากธุรกิจ QSR จะเพิ่มขึ้นปีละ 1%-5% ไปอยู่ที่ระดับประมาณ 1.31-1.43 หมื่นล้านบาทในช่วงระหว่างปี 2568-2570 โดยประมาณการนี้ได้รวมการคาดการณ์ว่ายอดขายจากสาขาเดิมจะทรงตัวและการเพิ่มขึ้นสุทธิของจำนวนสาขาร้านอาหารจะอยู่ในระดับปานกลางที่ 40-60 สาขาต่อปี บริษัทรายงานการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิมที่ 1% ในปี 2567 และในไตรมาสแรกของปี 2568 ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรมที่มียอดขายจากสาขาเดิมติดลบในช่วงเวลาดังกล่าว แบรนด์หลักของบริษัทได้แก่ KFC Mister Donut Auntie Annes และ Ootoya โดย KFC ยังคงเป็นแบรนด์หลักที่สำคัญของบริษัทซึ่งสร้างรายได้คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้และ EBITDA จากธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน ทริสเรทติ้งคาดว่า KFC จะยังคงเติบโตต่อไป โดยพิจารณาจากสถานะที่เป็นหนึ่งในแบรนด์ร้านอาหารบริการด่วนชั้นนำที่อยู่ในใจของผู้บริโภคมากที่สุด แต่การเติบโตจะมาจากการขยายสาขาเป็นหลัก ส่วน Mister Donut นั้นคาดว่าจะมีการเติบโตของรายได้ในระดับปานกลางโดยส่วนใหญ่เกิดจากการขยายสาขาด้วยเช่นกัน ในขณะที่ Auntie Annes นั้นก็มีศักยภาพในการขยายตัวเพิ่มเติมจากการขยายไปสู่พื้นที่ที่ยังไม่เคยทำการตลาดมาก่อน ส่วน Ootoya นั้นคาดว่าจะมีการเติบโตของยอดขายในระดับเลขหลักเดียวไปในทางสูงโดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัวเมนูใหม่ที่ประสบความสำเร็จและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะกำลังซื้อที่ลดลงน้อยกว่า โดยรวมแล้ว Mister Donut รวมถึง Auntie Annes และ Ootoya คาดว่าจะมีสัดส่วนรายได้และ EBITDA จากธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนรวมกันคิดเป็นประมาณ 30% ของรายได้ในธุรกิจกลุ่มนี้ในช่วงระยะเวลาประมาณการ การเติบโตของธุรกิจ QSR ผ่านรูปแบบการร่วมทุน ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการปรับโครงสร้างพอร์ตลงทุนโดยยุติการดำเนินงานของแบรนด์ QSR ที่มีผลการดำเนินงานไม่ดี ส่งผลให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น สำหรับแผนในอนาคตนั้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะเน้นการขยายธุรกิจโดยผ่านรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture -- JV) เป็นหลัก โดยกลยุทธ์นี้น่าจะช่วยให้บริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งของแบรนด์และนวัตกรรมของพันธมิตรร่วมทุน พร้อมกับให้การสนับสนุนด้านการดำเนินงานและการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งแนวทางดังกล่าวน่าจะช่วยให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วมากกว่าการสร้างแบรนด์เอง การใช้แนวทาง JV นี้ปรากฏว่าประสบความสำเร็จมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ The Food Selection Group Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจแบรนด์ Shinkanzen Sushi รวมถึงแบรนด์ Nakla Moo Kata แบรนด์ Nama และแบรนด์ Katsu Midori โดยบริษัทดังกล่าวสามารถขยายพอร์ตการลงทุนทั้งในด้านแบรนด์และจำนวนสาขาได้อย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้จากเงินปันผลให้แก่บริษัทจำนวน 31 ล้านบาทในปี 2566 และจำนวน 51 ล้านบาทในปี 2567 นอกจากนี้ Salad Factory ก็เป็นแบรนด์ JV อีกแบรนด์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก นอกจากแบรนด์ JV ในปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว บริษัทยังเดินหน้าแสวงหาโอกาสในการควบรวมและซื้อกิจการเพื่อที่จะเพิ่มความหลากหลายและขยายพอร์ตธุรกิจ QSR ไปยังกลุ่มตลาดใหม่ ๆ ด้วย กำไรยังคงเติบโต แต่อยู่ในอัตราที่ช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ภายใต้กรณีฐาน ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ที่จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.7-3 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569-2570 โดยการเติบโตที่คาดการณ์ไว้นี้จะเกิดจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตของรายได้นี้จะช้ากว่าที่เคยคาดไว้เนื่องจากความท้าทายที่มีอย่างต่อเนื่องในภาคธุรกิจโรงแรมซึ่งคาดว่าจะจำกัดศักยภาพในการสร้างกำไรได้อย่างเต็มที่ของพอร์ตโรงแรมของบริษัทในระยะสั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรา EBITDA Margin ของบริษัทจะยังคงอยู่ในช่วง 26%-28% ในระยะเวลาประมาณการ ซึ่งสะท้อนถึงช่วงเปลี่ยนผ่านที่โรงแรมแห่งใหม่ของบริษัทในมัลดีฟส์กำลังเริ่มดำเนินงานและมีค่าใช้จ่ายก่อนเปิดดำเนินกิจการ ส่วนสำหรับธุรกิจ QSR ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรจะยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันเนื่องจากความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่อ่อนแอและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรมซึ่งจำกัดความสามารถของบริษัทในการที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังผู้บริโภคได้อย่างเต็มที่ ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่า EBITDA ของบริษัทจะอยู่ที่จำนวน 6.6 พันล้านบาทในปี 2568 และจะเพิ่มขึ้นเป็น 7.2-8.3 พันล้านบาทต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569-2570 การลงทุนทำให้ระดับหนี้ยังไม่ลดลง เมื่อพิจารณาจากแผนการลงทุนของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งประมาณการว่าหนี้สินทางการเงินของบริษัทซึ่งวัดจากอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 4.6-4.7 เท่าในช่วงปี 2568-2569 ก่อนที่จะลดลงมาอยู่ที่ 4.3 เท่าในปี 2570 ส่วนในช่วงระหว่างปี 2568-2570 นั้น งบลงทุนรวมของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่จำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้ประมาณ 1.8 พันล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมใหม่สองแห่งในมัลดีฟส์และการปรับปรุงโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน รีสอร์ท ภูเก็ต ซึ่งขณะนี้แล้วเสร็จและเปิดดำเนินการแล้ว สำหรับโครงการปรับปรุงโรงแรมที่อยู่ในแผนงาน ได้แก่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ หัวหิน โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ กระบี่ โรงแรมเซ็นทารา วิลล่า ภูเก็ต โรงแรมเซ็นทารา วิลล่า สมุย และโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ภูเก็ต โดยแผนการลงทุนยังรวมถึงโครงการขยายโรงแรมในประเทศดูไบ รวมทั้งโรงแรมเซ็นทารา รีเสิร์ฟ สมุย และโรงแรมใหม่ ๆ ในจุดหมายปลายทางใหม่ ๆ อีกด้วย ในส่วนของการขยายธุรกิจ QSR นั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะใช้เงินลงทุนที่จำนวนประมาณ 800-900 ล้านบาทต่อปี ทริสเรทติ้งคาดว่าหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วของบริษัทจะเพิ่มขึ้นสูงสุดที่ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาทในปี 2570 จากระดับ 2.87 หมื่นล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2568 โดยได้รวมสมมติฐานเรื่องการต่อสัญญาเช่าของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอทเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เอาไว้ด้วย ตามข้อกำหนดสำคัญทางการเงินของเงินกู้และหุ้นกู้ที่ระบุให้บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนให้ต่ำกว่า 2 เท่านั้น ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีอัตราส่วนดังกล่าวอยู่ที่ 0.8 เท่า ซึ่งทริสเรทติ้งเชื่อว่าบริษัทน่าจะสามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดทางการเงินดังกล่าวได้ตลอดช่วงระยะเวลาประมาณการ สภาพคล่องเพียงพอ ทริสเรทติ้งประเมินว่าสถานะสภาพคล่องของบริษัทจะอยู่ในระดับที่เพียงพอในระยะ 12 เดือนข้างหน้า ทั้งนี้ แหล่งสภาพคล่องหลักของบริษัท ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 ประกอบด้วยเงินสดในมือและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวนประมาณ 2.3 พันล้านบาท รวมทั้งเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้จำนวน 1.5 พันล้านบาท วงเงินสินเชื่อโครงการที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวนประมาณ 2.3 พันล้านบาท วงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวนประมาณ 3 พันล้านบาท และเงินทุนจากการดำเนินงานที่คาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 6.7 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีภาระหนี้สินทางการเงินที่จะครบกำหนดชำระรวมจำนวน 3.9 พันล้านบาท รวมทั้งยังมีภาระผูกพันในสัญญาเช่าดำเนินงานอีกจำนวนประมาณ 1.5 พันล้านบาท การจ่ายเงินปันผลจำนวน 797 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายตามแผนการลงทุนอีกจำนวน 8-9 พันล้านบาท โครงสร้างหนี้ ณ เดือนมีนาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยโดยรวมภาระผูกพันในสัญญาเช่าทางการเงินรวมทั้งสิ้นจำนวน 1.87 หมื่นล้านบาท โดยบริษัทมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนจำนวน 4.7 พันล้านบาทซึ่งคิดเป็นอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนเมื่อเทียบกับหนี้สินรวมอยู่ที่ระดับ 25% สมมติฐานกรณีพื้นฐาน สมมติฐานกรณีพื้นฐานที่สำคัญ ๆ ของทริสเรทติ้งสำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงระหว่างปี 2568-2570 มีดังนี้ RevPAR ของโรงแรมจะเพิ่มขึ้น 6% ในปี 2568 และ 10% ต่อปีในระหว่างปี 2569-2570 รายได้จากธุรกิจร้านอาหารบริการด่วนจะอยู่ที่ประมาณ 1.31-1.43 หมื่นล้านบาทต่อปี รายได้รวมจะอยู่ที่จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาทในปี 2568 และจะอยู่ที่จำนวน 2.7-3 หมื่นล้านบาทต่อปีในระหว่างปี 2569-2570 EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 26%-28% แผนการลงทุนรวมจะอยู่ที่จำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท แนวโน้มอันดับเครดิต แนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงที่ สะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถดำรงสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีผลการดำเนินงานที่ดีทั้งในธุรกิจโรงแรมและธุรกิจ QSR ได้ต่อไป ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง ทริสเรทติ้งอาจเพิ่มอันดับเครดิตหากทั้งธุรกิจและสถานะทางการเงินของบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจนส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA ที่ปรับปรุงแล้วลดลงมาอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 3.5 เท่าได้อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงหากตัวชี้วัดทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงกว่าที่ทริสเรทติ้งคาดการณ์ไว้ไม่ว่าจะเกิดจากผลการดำเนินงานที่อ่อนแออย่างต่อเนื่อง และ/หรือการลงทุนที่ใช้เงินกู้เป็นหลักจนส่งผลทำให้อัตราส่วนหนี้สินที่ปรับปรุงแล้วต่อ EBITDA เพิ่มขึ้นเข้าใกล้ระดับ 5 เท่าโดยไม่มีสัญญาณของการปรับตัวที่ดีขึ้น เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง - เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 26 ธันวาคม 2567 - เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 15 กรกฎาคม 2565 - อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565 บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) อันดับเครดิตองค์กร: A- อันดับเครดิตตราสารหนี้: CENTEL25NA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568 A- CENTEL266A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CENTEL269A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569 A- CENTEL286A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2571 A- CENTEL29DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 1,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2572 A- แนวโน้มอันดับเครดิต: Stable

สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ
อ่าน

สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ

ขั้นตอนสมัครสอบคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นคณาจารย์ประจำ เพื่อสนับสนุนภารกิจทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยอ้างอิงมติที่ประชุมกรรมการบริหารงานบุคคลตลอดปี 2567 ถึงกลางปี 2568ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครตำแหน่งที่เปิดสอบคัดเลือกระบุไว้ตามข้อ 7 ของประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีหลากหลายระดับและสาขาให้เลือกสมัครตามคุณวุฒิคุณสมบัติผู้สมัครผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย และไม่เป็นผู้เสพสารเสพติด รวมถึงสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสม เฉพาะสายคณาจารย์ปริญญาตรี วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในรอบ 5 ปีปริญญาโท วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง โดยอย่างน้อย 1 เรื่องเป็นงานวิจัยปริญญาเอก ต้องมีผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 3 เรื่องในรอบ 5 ปีเอกสารประกอบใบสมัคร1. สำเนาปริญญาบัตรและ Transcript2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน3. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว4. หนังสือรับรองผลภาษาอังกฤษ (MCU-GET, TOEFL, IELTS, TOEIC, TU-GET, CU-TEP)5. ใบรับรองแพทย์ออกภายใน 30 วัน6. ผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากตำรวจ7. หนังสือรับรองประสบการณ์ (ถ้ามี)8. แบบ บค 01 และ บค 02 ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์9. สลิปการโอนเงินค่าสมัครหมายเหตุ แนบไฟล์เฉพาะ .PDF หรือ .JPG ค่าธรรมเนียมการสมัครต่ำกว่าปริญญาตรี 100 บาทปริญญาตรี 200 บาทปริญญาโท 300 บาทปริญญาเอก 400 บาทโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสือป่า เลขที่บัญชี 046 2 73791 7รายละเอียดการสอบสอบข้อเขียนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย 100 คะแนนสอบปฏิบัติด้านดิจิทัล (เฉพาะสายปฏิบัติการ) 100 คะแนนสอบข้อเขียนเฉพาะสาขาวิชา 100 คะแนนสอบสัมภาษณ์ ประเมินความเหมาะสม 200 คะแนนเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 การตัดสินของคณะกรรมการสอบคัดเลือกถือเป็นที่สิ้นสุดติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ https://www.mcu.ac.th/news/detail/59013

“สิงคโปร์” ยังครองแชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ไทยอยู่ที่เท่าไร?
อ่าน

“สิงคโปร์” ยังครองแชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลที่สุดในโลก ไทยอยู่ที่เท่าไร?

“เฮนลี่ย์ แอนด์ พาร์ทเนอร์ส” (Henley Partners) ระบุว่า “สิงคโปร์” ยังคงรักษาแชมป์พาสปอร์ตทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปีนี้ สามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางทั่วโลกได้ 193 แห่ง โดยไม่ต้องขอวีซ่าอันดับพาสปอร์ตโลกปี 2567 ไทยไปได้ 81 ประเทศทั้งนี้ ในปี 2567 สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ร่วมกับญี่ปุ่น เยอรมนี อิตาลี สเปน และฝรั่งเศส ส่วนอันดับ 2 ในปีนี้ ได้แก่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ 190 แห่งอันดับ 3 ได้แก่ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และไอร์แลนด์ เดินทางไปจุดหมายปลายทางแบบไม่ต้องขอวีซ่าได้ 189 แห่งอันดับ 4 เดินทางไปปลายทางได้ 188 แห่ง ประกอบด้วย ออสเตรีย เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส และสวีเดน และอันดับ 5 เดินทางได้ 187 แห่ง ได้แก่ กรีซ นิวซีแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ด้านสหรัฐฯ ร่วงจากอันดับ 9 มาอยู่ในอันดับ 10 เช่นเดียวกับอังกฤษที่หล่นจากอันดับ 5 มาอยู่อันดับ 6 สะท้อนแนวโน้มขาลงระยะยาวจากที่เคยอยู่อันดับต้น ๆขณะที่ไทยติดในอันดับ 62 เดินทางไปปลายทางโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ 81 แห่ง

ครม.เห็นชอบ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568
อ่าน

ครม.เห็นชอบ “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ มีผลตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีคลัง เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้ง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย” (ธปท.) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่จะว่างลง เนื่องจากนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ จะครบวาระการดำรงตำแหน่ง ในวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไปสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐมนตรีคลัง ได้พิจารณาเสนอแต่งตั้ง นายวิทัย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์ ด้านการเงินธนาคาร และมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ประกอบกับ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ ให้นายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติ ดังนั้น จึงเห็นควรเห็นชอบตามที่ รัฐมนตรีคลังเสนอ โดยให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ และหากไม่มีข้อทักท้วงหรือไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น ให้ถือเป็นมติคณะรัฐมนตรีตามที่เสนอ จากนี้จะเข้าสู่ขั้นตอนนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ประวัติของนายวิทัย รัตนากรพ.ศ. 2563 – ปัจจุบัน ผู้อำนวยการธนาคารออมสินพ.ศ. 2561 – 2563 เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการพ.ศ. 2560 – 2561 กรรมการ และรักษาการผู้จัดการ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (เข้าไปฟื้นฟูสถานะทางการเงิน เป็นระยะเวลา 6 เดือน)พ.ศ. 2558 – 2561 รองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลงทุนและบริหารการเงิน (Chief Financial Officer) และรองผู้อำนวยการธนาคารออมสิน กลุ่มลูกค้าธุรกิจและภาครัฐพ.ศ. 2554 – 2557 ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงิน บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน)พ.ศ. 2553 รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัดตำแหน่งงานอื่นในปัจจุบัน– นายกสมาคม สมาคมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ– ประธานกรรมการ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ– อุปนายกสมาคม สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์– รองประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทิพยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)– กรรมการ และกรรมการบริหาร บริษัท ทิพย กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)– กรรมการ และประธานกรรมการบริหาร บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด– กรรมการฝ่ายนายจ้าง กรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฝ่ายนายจ้างและฝ่ายลูกจ้างประวัติการศึกษา– ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์การเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย– ปริญญาโท กฎหมายธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย– ปริญญาโท การเงิน Drexel University, U.S.A.– ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

บยสส. 4 ชี้แจงโครงงาน รับคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษา
อ่าน

บยสส. 4 ชี้แจงโครงงาน รับคำแนะนำจากทีมที่ปรึกษา

เมื่อวันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดอบรม หลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 4 ณ ห้องบงกชรัตน์ บี ชั้น 2 โรงแรมรอยัล ริเวอร์ บางพลัด กรุงเทพฯ โดยมี ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทีมที่ปรึกษา ชี้แจงการจัดทำโครงงานกลุ่ม และนำเสนอโจทย์ในการจัดทำโครงงานกลุ่มพร้อมคำแนะนำ แก่ผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 4ทั้งนี้ ศ.คลินิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ เป็นตัวแทนผู้เข้าอบรม บยสส. รุ่นที่ 4 มอบของที่ระลึกและถ่ายภาพร่วมกับทีมที่ปรึกษา โดยการสนับสนุน บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน บริษัท วงษ์สยามก่อสร้าง จำกัด สภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ บริษัท แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ตลาดหลักทรัพย์แแห่งประเทศไทย บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (SBAC)

สถาบันอิศราฯ จัดสัมมนาเตรียมตัว บยสส. 4
อ่าน

สถาบันอิศราฯ จัดสัมมนาเตรียมตัว บยสส. 4

สถาบันอิศราฯ จัดสัมมนาเตรียมตัว บยสส. 4เมื่อวันเสาร์ที่ 21 มิถุนายน – วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย จัดสัมมนาเตรียมตัวก่อนเข้ารับการอบรม ณ โรงแรม คลาสสิค คามิโอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ผู้อำนวยการบริหารสถาบันอิศรา นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการหลักสูตร และนางสาวอมรรัตน์ มหิทธิรุกข์ ผู้จัดการหลักสูตร ต้อนรับผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารยุทธศาสตร์การสื่อสารมวลชนระดับสูง (บยสส.) รุ่นที่ 4 ทั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อิมเมจพูล จำกัด และนายธณภณ เรามานะชัย Lead Trainer, Google News Initiative ร่วมเป็นวิทยากรผู้บริหารหลักสูตร ม.ล.อัจฉราพร สุขสวัสดิ์ และผู้อบรมบยสส.4 ถ่ายภาพร่วมกัน ผู้อบรมบยสส.4 ร่วมกิจกรรมสันทนาการบยสส.3 ทำกิจกรรมรับน้อง บยสส.4นายชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ผู้อำนวยการหลักสูตร มอบของที่ระลึกแด่ นายธณภณ เรามานะชัยตัวแทนรุ่นพี่ บยสส. 1 - บยสส.3 บอกเล่าประสบการณ์ผู้บริหารหลักสูตร ตัวแทนรุ่นพี่บยสส.1 - บยสส.3 และผู้อบรมบยสส.4 ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก