TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “找工作要高中毕业证结业证可以吗[办证网:ban58.com]” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
วิริยะประกันภัย – ขนส่งทางบก จัดอบรมใบขับขี่ ปี 2569 เสริมทักษะผู้ขับขี่มือใหม่ มุ่งสู่ถนนปลอดภัยอย่างยั่งยืน
วิริยะประกันภัย จับมือ กรมการขนส่งทางบก ร่วมเสริมสร้างรากฐานความปลอดภัยบนท้องถนน ผ่านโครงการ “อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์” ประจำปี 2569 มุ่งยกระดับทักษะการขับขี่ พร้อมปลูกฝังพฤติกรรมการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย โดยในปีนี้กำหนดจัดขึ้น 4 รอบ ได้แก่ รอบกรุงเทพฯ “27 - 28 มิ.ย. และ 22 – 23 ส.ค.” รอบนครนายก “11 - 12 ก.ค.” และระยอง “5 - 6 ส.ค.” เปิดรับเฉพาะผู้ไม่เคยมีใบอนุญาตขับรถยนต์มาก่อน นายพงศ์พันธ์ ประภาศิริลักษณ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน ยังคงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของบริษัทฯ ที่ดำเนินควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงภัยให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันกิจกรรมด้านความปลอดภัยทางถนนในหลากหลายมิติ อันนำไปสู่การลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้รถใช้ถนนในภาพรวม ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างรากฐานความปลอดภัยทางถนนอย่างยั่งยืน บริษัทฯ จึงได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดโครงการ “อบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์” ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มาอย่างต่อเนื่องกว่า 35 ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 โดยมุ่งหวังให้กลุ่มผู้ขับขี่รถยนต์มือใหม่ และผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎจราจรที่ถูกต้อง มีทักษะการขับขี่ที่ดี ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม อันจะช่วยยกระดับมาตรฐานการใช้รถใช้ถนนของสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ปี 2569 นี้ บริษัทฯ มีกำหนดจัดโครงการอบรมเสริมความรู้ให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ ทั้งหมด 4 รุ่น แบ่งเป็น “รอบส่วนกลาง” ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 381 วันที่ 27-28 มิถุนายน 2569 และ รุ่นที่ 382 วันที่ 22-23 สิงหาคม 2569 ณ อาคาร 4 กรมการขนส่งทางบก จตุจักร และ “รอบส่วนภูมิภาค” ทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ รุ่นที่ 165 วันที่ 11-12 กรกฎาคม 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดนครนายก และ รุ่นที่ 166 วันที่ 5-6 กันยายน 2569 ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดระยอง โดยผู้เข้ารับอบรมฯ จะได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการขับรถ จิตสำนึกและมารยาทในการขับรถ ตลอดจนข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ซึ่งภายหลังอบรมเรียบร้อยแล้ว ผู้เข้าอบรมฯ จะมีสิทธิ์เข้ารับการทดสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) และทดสอบปฏิบัติขับรถยนต์ ตามมาตรฐานความปลอดภัยและระเบียบเดียวกับการขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ในวันเวลาราชการ หากสอบผ่านจะได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ทันที ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฯ จะต้องไม่เคยได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์มาก่อน ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน ไม่เป็นผู้ที่มีร่างกายพิการ หรือมีโรคประจำตัวที่อาจก่อให้เกิดอันตรายขณะขับขี่ยานพาหนะ และต้องไม่อยู่ระหว่างการถูกยึด หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับรถยนต์ พร้อมเตรียมเอกสารประกอบการสมัคร ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และใบรับรองแพทย์ตามแบบแพทยสภารับรอง (อายุไม่เกิน 1 เดือน นับจากวันที่ออกเอกสารจนถึงวันเข้าอบรม) โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด (มหาชน) แผนกกิจกรรมเพื่อสังคม โทรศัพท์หมายเลข 02-129-8888 ต่อ 7419, 7422, 7443
ทันหุ้น • 8 พ.ค. 69
อ่าน
50 แคปชั่นเปิดเทอมฮาๆ ไปโรงเรียนกวนๆ เปิดเทอมแล้วต้องโพสต์แคปชั่นหน่อย
จัดไปเน้นๆ เลยค่าา สำหรับแคปชั่นเปิดเทอมฮาๆ แคปชั่นไปโรงเรียนกวนๆ ต้อนรับการเปิดเทอมแบบนี้! งานนี้นักเรียน นักศึกษาคนไหนที่ได้เวลาต้องกลับไปโรงเรียนกันแล้ว ก็อย่าลืมหยิบแคปชั่นเด็ดๆ โดนๆ เข้ากับช่วงเวลาเปิดเทอมแบบนี้ไปโพสต์กันค่ะ จะสายฮา หรือสายอ่อย ก็ลองมาเลือกแคปชั่นกันได้เลย เพราะวันนี้เราขนมาให้แล้วทั้งแคปชั่นฮาๆ และแคปชั่นอ่อยๆ เอาไว้จีบเพื่อน จีบรุ่นน้องรุ่นพี่ รับเปิดเทอม แต่ละแคปชั่นจะเด็ดขนาดไหน ต้องมาส่อง! แคปชั่นเปิดเทอม ฮาๆ อ่อยๆ เปิดเทอมอาจจะเจอครู แต่ถ้าเปิดใจดูอาจจะเจอพี่ เปิดเทอมไม่ถึง 3 วัน สั่งงานเหมือนเรียนมา 3 เดือน เปิดเทอมเหมือนเปิดใจ รุ่นน้องมาใหม่พี่เปิดใจให้แล้วนะ เปิดเทอมไม่ใช่เรื่องแย่ แต่ที่แน่ๆ น้องคนนั้นเราจอง เปิดเทอมจะได้เจอครู ลองเปิดใจดูจะได้เจอเรา วันนี้อ่ะเปิดเทอม แล้วเมื่อไหร่เธออ่ะจะเปิดใจ เปิดเทอมใหม่ แต่ในใจก็คนเดิมนะ เปิดเทอมแล้วไง อย่าลืมเปิดใจให้เราละกัน เฟรชชงเฟรชชี่ ไม่สนใจรุ่นพี่บ้างหรอคะ เปิดเทอมอาจเจอแต่คุณครู แต่ถ้าเปิดใจเราดูจะเห็นโลกสีชมพูอยู่ข้างใน วันนี้อ่ะเปิดเทอม แล้วเมื่อไหร่เธอจะเปิดใจ เทอมนี้จะตั้งใจเรียน เหมือนที่ตั้งใจรักเธอเลย แคปชั่นเรียนหนังสือฮาๆ เรื่องรักไม่ค่อยเซียน ส่วนเรื่องเรียนไม่รู้เรื่องเลย สมองเท่ากำมือ หนังสือเท่ากำแพงเมืองจีน จีบได้เคยเรียนรำไทย แน่นมากกกก เสื้อค่ะ ไม่ใช่ ความรู้ เอกคณิต เก่งแค่คิดในใจ สั่งงานไว้ใจครู ลอกการบ้านส่งครูไว้ใจเรา งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา อาจารย์เข้าช้า ไม่มีวันเลิกเร็ว การบ้านเท่าภูเขา ความโง่เขลาเท่าจักรวาล เกรดเทอมนี้อัพแน่นอนค่ะแม่ ไม่อัพปรี ก็อัพอาย เรียนไม่ดี กิจกรรมไม่เด่น เน้นกลับบ้าน การเรียนก็เหมือนบันได ได้แต่ทำใจแล้วเดินต่อ เรียนเรื่อยๆ ถ้าเหนื่อยก็โดด ถ้าครูไม่โกรธก็โดดต่อไป การบ้านเป็นแสน คะแนนเป็นศูนย์ สิ่งที่เพิ่มพูนคือ 0 และ ร หน่วยกิตก็น้อย สั่งงานเป็นร้อยเลยนะคะอาจารย์ คุกกี้อาจจะเสี่ยงทาย แต่ฟิสิกส์นั้นเสี่ยงตายนะจ๊ะ เพราะการเรียนมันเครียด เลยคลายเครียดด้วยการกิน อาจารย์ขว้างเกรด 4 มาให้ ด้วยความตกใจเราเลยหลบทัน สับรางเราไม่เซียน แต่สัปหงกตอนเรียนเราเก่งมาก เรียนคณะโง่ศาสตร์ สาขาไม่มีโอกาสฉลาดอีกเลย เรื่องจริงมีอยู่ว่า ที่เรียนมาจำไม่ได้เลย แคปชั่นเรียนหนังสือแบบอ่อยๆ เรียนไปไม่เกิดความรู้ เพราะเจอหน้าครู แล้วเกิดความรัก อยากมีความรู้ต้องไปหาครู แล้วอยากมีความรักต้องไปหาใคร พรุ่งนี้จะไปโรงเรียน หรือ จะไปอยู่ในใจคุณดีน้าาา เวลาเรียนเราก็ตั้งใจ เวลารักใครเราก็รักจริง อยากเรียนวิทย์เก่งๆ เผื่อจะได้ทดลองใจเธอได้บ้าง ไม่ต้องเก่งเคมีมากมาย ก็รู้ว่าตัวทำละลายใจเราคือเธอ เรื่องคิดเลขอ่ะเกรดหนึ่ง เรื่องคิดถึงอ่ะเกรดสี่ ทีมเกรดไม่ดี แต่หน้าตาดีและรักหมดใจ อ่านหนังสือจะได้ความรู้ อ่านใจเราดูจะได้ความรัก คนที่เรียน รด. ต้องตัดผม ส่วนเธอกับเขาเหมาะสมต้องตัดใจ ตอนคิดเลขสมองบอกเออเร่อ ตอนคิดถึงเธอสมองบอกเออรัก ข้อสอบต้องมีโจทย์ ถ้าเธอโสดต้องมีจีบ รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่เรียน มีความเซียนเรื่องเขียน I LOVE YOU เกรดมีไว้ลุ้น ส่วนคุณมีไว้รัก อ่านหนังสือไปตั้งหลายหน้า แทบจะบ้าจำได้แต่หน้าเธอคนเดียว อยากเอาเธอเข้าห้องสอบ เพราะเธอคือคำตอบของหัวใจ ที่สอบอ่ะ midterm แต่ที่เหมือนเดิมอ่ะคือ miss you เรียนแล้วได้ความรู้ เห็นหน้าคุณเหมือนได้ความรัก บทความที่คุณอาจสนใจ 60 แคปชั่นนักเรียน แคปชั่นการเรียนฮาๆ วัยเรียนกวนๆ อ่อยๆ จัดมาเน้นๆ 30 แคปชั่นเรียนออนไลน์ ยุคโควิด ฮาๆ ตลกๆ นักเรียนยุคนี้ต้องเซฟเก็บไว้ใช้!
ไลฟ์สไตล์ • 5 พ.ค. 69
อ่าน
ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? วิธีรอดฉบับเร่งด่วน บินในประเทศได้ ไม่ต้องกลับบ้านไปเอา
จัดกระเป๋ามาอย่างดีรีบตื่นเช้าไป สนามบิน แต่พอถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน รื้อกระเป๋าจนทั่วแต่ต้องหน้าซีดเพราะ หาบัตรประชาชนไม่เจอ! จะกลับบ้านไปเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเครื่องออกแน่ๆ จะยกเลิกทริปเลยดีไหม? ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแพนิคจนทิ้งตั๋ว เพราะปัญหานี้มีทางออก วันนี้เราจะสรุปให้ว่าถ้า ลืมบัตรประชาชน (สำหรับบินในประเทศ) อะไรรอดอะไรร่วง มาดูกันครับ ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? ตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนเข้าใจผิดก่อนเลย หลายคนคิดว่า "ก็ถ่ายรูปบัตรเก็บไว้ในแกลเลอรี่แล้วไง เปิดโชว์เจ้าหน้าที่ได้ไหม?" คำตอบคือไม่ได้ ❌! ตามกฎการบินพลเรือนฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย หรือภาพแคปหน้าจอ (Screenshot) ในการยืนยันตัวตน เพราะตรวจสอบความถูกต้องยาก และเสี่ยงต่อการปลอมแปลง ดังนั้นลบรูปในอัลบั้มไปได้เลย ใช้ไม่ได้จริงๆ 1. แอปพลิเคชัน "ThaID" ถ้าเคยลงทะเบียนแอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครองเอาไว้ นับว่ารอดตายราวปาฏิหาริย์เลย เพราะเราสามารถเปิดแอปพลิเคชัน ThaID ขึ้นมา แล้วกดแสดงบัตรประชาชนดิจิทัลผ่านตัวแอปฯ สดๆ ให้เจ้าหน้าที่ดู ย้ำว่าต้องเปิดแอปฯ จริงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เท่านั้น ห้ามแคปหน้าจอเด็ดขาด ใช้ได้ตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอิน ไปจนถึงจุดตรวจค้น (Security) ก่อนเข้า Gate เลย 2. เอกสารราชการตัวจริงอื่นๆ ถ้าไม่ได้ลงแอป ThaID ไว้ ให้ลองค้นกระเป๋าดูว่ามีบัตรที่มีรูปหน้าเรา และออกโดยหน่วยงานรัฐเหล่านี้ติดตัวมาไหม (ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น) ใบขับขี่ ใช้ได้ทั้งแบบบัตรแข็ง หรือใบขับขี่ดิจิทัล (DLT QR Licence) ผ่านแอปฯ กรมขนส่งฯ พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) เล่มจริง ใช้แทนบัตรประชาชนบินในประเทศได้เลย บัตรข้าราชการ / บัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรประจำตัวคนพิการ หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุและสามเณร สำหรับบินในประเทศ เอกสารเหล่านี้แม้จะหมดอายุ ก็ยังอนุโลมให้ใช้เดินทางได้ ขอแค่รูปหน้าในบัตรยังชัดเจน และดูออกว่าเป็นเรา 3. แจ้งตำรวจ Sorbis / shutterstock.com ถ้าซวยซ้ำซ้อน กระเป๋าตังค์หาย มือถือก็ไม่มีแอปฯ จะทำยังไง? ให้มองหาตำรวจสนามบิน ไปที่ สถานีตำรวจภูธรย่อย หรือ จุดบริการตำรวจ ภายในสนามบินนั้นๆ แล้วแจ้งความ บอกเจ้าหน้าที่ว่าบัตรหาย/ลืมบัตร ต้องการเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขึ้นเครื่อง ตำรวจจะสอบถามข้อมูล และออกใบรับแจ้งความ หรือเอกสารยืนยันตัวตนชั่วคราวให้ แล้วเอาใช้บินได้เลย นำเอกสารใบนั้นไปยื่นที่เคาน์เตอร์สายการบินแทนบัตรประชาชนได้ทันที รู้วิธีแก้ปัญหาแล้ว ครั้งหน้าก่อนออกจากบ้าน ท่องไว้ให้ขึ้นใจ "มือถือ กระเป๋าตังค์ บัตรประชาชน" เช็กให้ชัวร์ก่อนปิดประตูบ้าน จะได้เดินทางแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องมาลุ้นระทึกหน้า Gate ครับ ====================
ทราเวล ทิปส์ • 1 เม.ย. 69
อ่าน
วิธีทำพาสปอร์ต และ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์
เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ กันคราวนี้ ใครที่ พาสปอร์ตหมดอายุ หรือ ต้องการ ทำพาสปอร์ตใหม่ มาดู วิธีทำพาสปอร์ต 2569 และ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์ เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการเข้าไปใช้บริการที่ สำนักงานหนังสือเดินทาง ตามนี้ได้เลยค่ะ อัพเดท สถานที่ทำพาสปอร์ต ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน ใกล้บ้าน สะดวก รวดเร็ว พิกัด สถานที่ทําพาสปอร์ต ต่างจังหวัด ทำพาสปอร์ตที่ไหน สะดวก ไม่ต้องเข้ากรุงเทพ วิธีทำพาสปอร์ต 2569 ขั้นตอนต่างๆจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) ออนไลน์ เข้าเว็บไซต์ https://www.qpassport.in.th เลือก จองคิว เลือกพื้นที่ที่ต้องการเข้ารับบริการทำพาสปอร์ต : พื้นที่ในประเทศไทย หรือ ต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อจองคิว กรอกข้อมูลส่วนบุคคล สำหรับการจองคิว เลือกสำนักงานหนังสือเดินทางที่ต้องการเข้าไปใช้บริการ และ เลือกลักษณะการจองคิว (จองคิวสำหรับตัวเอง / จองคิวเป็นกลุ่ม) เลือกวันที่ต้องการเข้าไปใช้บริการ เลือกวิธีการรับเล่มหนังสือเดินทาง (เดินทางไปรับเอง หรือ ส่งทางไปรษณีย์ ภายใน 5 วัน) เงื่อนไขการจองคิวขอทำหนังสือเดินทาง สามารถจองคิวเพื่อขอทำหนังสือเดินทางประเภทบุคคลทั่วไปเท่านั้น สามารถจองคิวสำหรับตนเองและจองคิวเป็นกลุ่ม (ไม่เกิน 4 คน) โดยกรอกข้อมูลของแต่ละคนให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน หากตรวจสอบพบว่าให้ข้อมูลไม่ถูกต้องตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร ขอสงวนสิทธิที่จะปฏิเสธการทำหนังสือเดินทาง ในการทำหนังสือเดินทางสำหรับผู้เยาว์ (อายุต่ำกว่า 20 ปี) บิดาและมารดาจะต้องเดินทางมาด้วยในวันนัดหมาย โดยหากบิดา/มารดาไม่สามารถมาแสดงตนได้ จะต้องมีหนังสือยินยอมให้ผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศมาแสดงแทน เมื่อถึงวันนัดหมาย ขอให้ไปถึงสถานที่ให้บริการอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเวลานัดหมาย เพื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารก่อน โดยท่านต้องเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนตามที่กำหนด กรณีที่เอกสารไม่ครบถ้วน ขอสงวนสิทธิในการปฏิเสธการยื่นคำร้องขอทำหนังสือเดินทาง การทำหนังสือเดินทางมีการเก็บข้อมูลชีวมาตร ได้แก่ ภาพใบหน้า ลายพิมพ์นิ้วมือ และม่านตา ดังนั้น ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ จึงควรใส่คอนแทคเลนส์ใสเท่านั้น เพื่อให้สามารถบันทึกภาพม่านตาตามธรรมชาติ หากท่านไม่สามารถไปรับบริการได้ตามวันและเวลาที่นัดหมาย ท่านสามารถจองคิวใหม่ได้ในวันถัดไป เงื่อนไขในการออกหนังสือเดินทางเป็นไปตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือเดินทาง (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2548 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2564 ====================== เอกสารในการทำพาสปอร์ต ผู้ทำพาสปอร์ตอายุ 20 ปี ขึ้นไป ทำพาสปอร์ตครั้งแรก บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ขอพาสปอร์ต พาสปอร์ตหมดอายุ บัตรประชาชนตัวจริง พาสปอร์ตเล่มที่หมดอายุ พาสปอร์ตหาย บัตรประชาชนตัวจริง ใบแจ้งความฉบับจริง * ในกรณีเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล หรือ ข้อมูลอื่นๆ ที่ไม่ตรงกับข้อมูลภายในบัตรประชาชน ต้องนำเอกสารไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ผู้ทำพาสปอร์ตอายุต่ำกว่า 20 ปี (กรณี มาพร้อมบิดา มารดา) อายุ 7 ปี ขึ้นไป บัตรประชาชนตัวจริงของผู้ขอพาสปอร์ต ทะเบียนบ้าน อายุต่ำกว่า 7 ปี สูจิบัตรตัวจริงของผู้ขอพาสปอร์ต บัตรประชาชนตัวจริงของบิดา มารดา (ชาวต่างชาติใช้พาสปอร์ต) เอกสารแสดงความสัมพันธ์และอำนาจปกครองบุตร เช่น ทะเบียนสมรสบิดามารดา กรณีบิดา หรือ มารดา มาไม่ได้ มีเอกสารเพิ่มเติมคือ หนังสือยินยอมให้บุตรทำพาสปอร์ต กรณีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่บิดาและมารดาไม่มาแสดงตน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้ผู้อื่นพาเด็กมาทำพาสปอร์ต กรณีอื่นๆ เช่น บิดา มารดา หย่าร้าง หรือ เสียชีวิต, บุตรบุญธรรม สามารถดูรายละเอียดเอกสารเพิ่มะเติมที่ https://consular.mfa.go.th บริการทำพาสปอร์ตด้วยเครื่อง Kiosk บริการทำพาร์สปอร์ตด้วยเครื่อง Kiosk ให้บริการทุกวันจันทร์-เสาร์ เวลา 10.00-18.00 น. ณ สำนักงานหนังสือเดินทางฯ ปทุมวัน MBK Center ชั้น 5 โซน A ให้บริการเฉพาะหนังสือเดินทางทั่วไปเท่านั้น ข้อควรรู้ในการทำพาสปอร์ต : ในปัจจุบัน หนังสือเดินทางมีคุณลักษณะที่ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัยมากขึ้น โดยมีการเก็บข้อมูลชีวมาตร ได้แก่ ภาพถ่ายใบหน้า การพิมพ์ลายนิ้วมือ และการบันทึกภาพม่านตา ดังนั้น ผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ จึงควรใส่คอนแทคเลนส์ใสเท่านั้น เพื่อให้สามารถบันทึกภาพม่านตาตามธรรมชาติ ================ ค่าธรรมเนียมในการทำพาสปอร์ต พาสปอร์ตธรรมดา 1,000 บาท (เล่ม 5 ปี) 1,500 บาท (เล่ม 10 ปี) สถานที่รับพาสปอร์ต : กรุงเทพฯ และปริมณฑล จัดส่งไปรษณีย์ 3-5 วันทำการต่างจังหวัด จัดส่งไปรษณีย์ 5-7 วันทำการ พาสปอร์ตด่วนพิเศษ (รับเล่มในวันเดียวกัน) 3,000 บาท (เล่ม 5 ปี) 3,500 บาท (เล่ม 10 ปี) *สามารถทำพาสปอร์ตแบบด่วนพิเศษได้ก่อนเวลา 11.00 น. ที่ กรมการกงสุลสถานที่รับพาสปอร์ต : กรมการกงสุล ================ การรับเล่มพาสปอร์ตด้วยตนเอง (เฉพาะที่กรมการกงสุล) กรณีมารับพาสปอร์ตด้วยตนเอง ใบรับพาสปอร์ตฉบับจริง บัตรประชาชนตัวจริง กรณีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมารับเล่มแทน ใบรับพาสปอร์ตฉบับจริง ซึ่งระบุการมอบอำนาจ สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจพร้อมลงนามรับรองเอกสาร บัตรประชาชนตัวจริงของผู้รับมอบอำนาจ รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองหนังสือเดินทางโทร : 0-2572-8442 และ 0-2203-5000 ต่อ 32301E-mail : consular05@mfa.go.th https://consular.mfa.go.th
ทราเวล ทิปส์ • 4 ธ.ค. 66
อ่าน
กยศ.ดึงผู้กู้ 1.2 แสนราย เข้าหักเงินเดือนผ่านนายจ้าง มี.ค.69
#ทันหุ้น กยศ.เตรียมความพร้อมนายจ้างกว่า 8 หมื่นแห่ง ร่วมส่งต่อโอกาสทางการศึกษา เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ยืม 1.2 แสนรายมีนาคม 2569นางสาวนันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยศ. ได้มีการส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้าง จำนวนกว่า 80,000 แห่ง เพื่อทำการหักเงินเดือนของพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพื่อชำระหนี้ จำนวนกว่า 120,000 ราย ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 เป็นต้นไป และ กยศ. จะส่งหนังสือแจ้งให้ผู้กู้ยืมทราบในเดือนกุมภาพันธ์นี้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 ผู้กู้ยืมทุกรายที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ทั้งสัญญารายปี/สัญญารายเดือน หรือทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ มีหน้าที่ให้นายจ้างหักเงินเดือนทั้งนี้ กยศ. ได้จัดประชุมสัมมนาออนไลน์ให้แก่องค์กรนายจ้างที่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ. เพื่อให้องค์กรนายจ้างเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจในการทำหน้าที่ รวมถึงการใช้งานระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาผ่านกรมสรรพากร (ระบบ e-PaySLF) ได้อย่างถูกต้อง จึงขอเชิญชวนองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th และเลือกวันและเวลาที่สะดวก หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏด้านล่าง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทีไลน์บัญชีทางการ “กยศ.องค์กรนายจ้าง”ปัจจุบัน มีผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการหักเงินเดือนจำนวน 1,418,640 ราย“กยศ. ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเงินกู้ยืมของ กยศ. เป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ซึ่งเงินที่ได้รับชำระคืนจะนำไปหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป”
ทันหุ้น • 21 ม.ค. 69
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
ตรวจสภาพรถประจำปี เรื่อง "จำใจทำ" หรือ "กำไรชีวิต"?
"ใกล้ถึงเวลาต่อภาษีรถอีกแล้วเหรอเนี่ย!" เชื่อว่าหลายคนคงแอบถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเหลือบไปเห็นป้ายสี่เหลี่ยมหน้ารถกำลังจะหมดอายุ ไหนจะต้องเสียเงินค่าภาษี ไหนจะต้องเสียเวลาเอารถไปตรวจสภาพ บางคนมองว่ามันเป็นแค่ "ด่านบังคับ" ที่ต้องทำให้จบๆ ไปเพื่อให้ได้ป้ายวงกลมมาแปะหน้ารถ แต่ช้าก่อนครับ! วันนี้ True ID อยากชวนทุกคนเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพราะจริงๆ แล้ว "การตรวจสภาพรถ" ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมาย แต่มันคือ "การตรวจสุขภาพประจำปี" ให้กับเพื่อนยากที่พาเราไปไหนมาไหนทุกวัน และนี่คือ 5 เหตุผลที่บอกว่าทำไมการตรวจสภาพรถถึงเป็นเรื่อง "กำไร" มากกว่า "ภาระ" 1. เบรกแตก! ยางระเบิด! เรื่องสยองที่ป้องกันได้ การตรวจสภาพรถกับ ตรอ. (สถานตรวจสภาพรถเอกชน) ไม่ใช่แค่การเดินวนรอบรถแล้วจบนะครับ แต่เขาเช็กละเอียดถึง "ชีพจร" ของรถเลยทีเดียว โดยเฉพาะ ระบบเบรก ระบบบังคับเลี้ยว ไฟส่องสว่าง และสภาพยาง สิ่งเหล่านี้คือเส้นบางๆ ระหว่าง "ถึงบ้านปลอดภัย" กับ "ไปไม่ถึงจุดหมาย" การรู้ข้อบกพร่องก่อน ย่อมดีกว่าไปรู้ตัวตอนเหยียบเบรกแล้วรถไม่หยุดจริงไหมครับ? 2. เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย (ถ้าไม่ตรวจ) เคยได้ยินคำนี้ไหมครับ? การตรวจสภาพรถเป็นประจำช่วยให้เราเจอ "อาการป่วยระยะเริ่มต้น" ของรถ เช่น น็อตหลวม ยางเริ่มบวม หรือไฟเริ่มมัว การซ่อมจุดเล็กๆ พวกนี้ใช้เงินหลักร้อยหลักพัน แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จนพังลามไปถึงเครื่องยนต์หรือระบบใหญ่ รับรองว่ากระเป๋าฉีกหลักหมื่นแน่นอน ถือว่าการตรวจสภาพช่วยเซฟเงินในระยะยาวครับ 3. เป็นฮีโร่รักษ์โลก (แบบไม่รู้ตัว) เวลาขับรถตามหลังใครแล้วเจอควันดำโขมง เราคงสาปแช่งในใจใช่ไหมครับ? การตรวจสภาพรถมีการวัดค่าควันดำและก๊าซพิษด้วย การที่รถเราผ่านเกณฑ์ แปลว่าเครื่องยนต์เราเผาไหม้สมบูรณ์ ไม่ปล่อยมลพิษไปทำร้ายปอดใคร ถือเป็นการรับผิดชอบต่อสังคมแบบหล่อๆ สวยๆ เลยครับ 4. เกราะป้องกันทรัพย์สินและชีวิต รถที่ผ่านการตรวจสภาพ คือรถที่ได้รับการการันตีว่า "พร้อมรบ" บนท้องถนน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากความผิดปกติของตัวรถ ซึ่งถ้าเกิดเหตุขึ้นมาจริงๆ ความเสียหายที่ตามมาประเมินค่าไม่ได้เลย ทั้งตัวรถ ทรัพย์สิน และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของคุณและคนที่คุณรัก 5. ใบเบิกทางสู่ความถูกต้อง (ขาดไม่ได้!) สุดท้ายแล้ว นี่คือ "ไฟลต์บังคับ" ครับ ใบรับรองการตรวจสภาพรถ คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกให้คุณต่อภาษีประจำปีได้ ถ้าไม่มีใบนี้ ก็ต่อภาษีไม่ได้ และถ้าปล่อยให้ภาษีขาด... เตรียมตัวเจอค่าปรับและโทษทางกฎหมายที่วุ่นวายกว่าเดิมเยอะ! เช็กลิสต์ด่วน! รถเราต้องตรวจหรือยัง? ฝ่าฝืนโดนอะไรบ้าง? หลังจากเข้าใจความสำคัญแล้ว มาเช็กกันหน่อยว่า "รถสุดรัก" ของเรา เข้าเกณฑ์ต้องโดนหมอตรวจหรือยัง? กฎเหล็กปี 2568 (และปีต่อๆ ไป) เขากำหนดไว้ง่ายๆ จำแค่เลข 7 กับ 5 ครับ! ใครบ้างที่ต้องเข้าคิวตรวจสภาพ? จำง่ายๆ ตามประเภทรถเลยครับ: รถเก๋ง / รถกระบะ / รถตู้ (ส่วนบุคคล): ถ้าอายุรถครบ 7 ปีขึ้นไป ต้องตรวจ! (นับตั้งแต่วันจดทะเบียนครั้งแรก) มอเตอร์ไซค์: ถ้าอายุรถครบ 5 ปีขึ้นไป ต้องตรวจ! กรณีพิเศษ: รถที่ภาษีขาดเกิน 1 ปี (แต่ไม่ถึง 3 ปี) ไม่ว่ารถจะใหม่แค่ไหน ก็ต้องตรวจสภาพก่อนต่อภาษีเสมอครับ จะไปตรวจที่ไหนดี? สะดวกที่ไหน ไปที่นั่นได้เลยครับ: ตรอ. (สถานตรวจสภาพรถเอกชน): สังเกตป้ายสีเหลืองๆ รูปเฟือง มีอยู่ทั่วประเทศ สะดวก รวดเร็ว ตรวจได้ทั้งรถเก๋ง รถกระบะ และมอเตอร์ไซค์ สำนักงานขนส่ง: ทุกแห่งทั่วไทย ทริคเด็ด: เราสามารถนำรถไปตรวจสภาพล่วงหน้าได้ ไม่เกิน 3 เดือน ก่อนวันหมดอายุภาษีครับ รีบไปตรวจก่อน จะได้ไม่ต้องไปลุ้นหน้างาน! คำเตือน! อย่าปล่อยจอย (บทลงโทษถ้าดื้อ) ถ้าคุณคิดว่า "ช่างมันเถอะ เดี๋ยวค่อยต่อ" หรือขับรถแบบภาษีขาด บอกเลยว่าไม่คุ้มครับ: โดนปรับจุกๆ: รถทุกคันต้องต่อภาษี ถ้าตำรวจเรียกตรวจแล้วไม่มีป้ายวงกลม (หรือป้ายสี่เหลี่ยม) ปีปัจจุบัน โดนโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท! (แพงกว่าค่าต่อภาษีอีกนะ เก็บเงินไว้กินบุฟเฟต์ดีกว่า) ระวังทะเบียนปลิว (ถูกระงับ): ถ้าคุณปล่อยให้ภาษีขาดติดต่อกันเกิน 3 ปี ทะเบียนรถจะถูกระงับทันที! รถกลายเป็นรถเถื่อน ต้องไปทำเรื่องจดทะเบียนใหม่ วุ่นวายแสนสาหัส ทั้งต้องคืนป้ายเดิม ทั้งต้องตรวจสภาพใหม่หมด จดจำไว้ให้ดีนะครับ ห้ามเกิน 3 ปีเด็ดขาด! บทสรุป: เพื่อรถ เพื่อเรา เพื่อโลก ครั้งต่อไปที่เห็นป้ายภาษีใกล้หมดอายุ อย่าเพิ่งเบื่อครับ ให้คิดซะว่านี่คือโอกาสดีที่เราจะได้พาเพื่อนคู่ใจไปเช็กความฟิต เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการหมุนของล้อ จะพาเราไปสู่จุดหมายได้อย่างปลอดภัย ไร้มลพิษ และถูกต้องตามกฎหมาย รถพร้อม คนพร้อม เอกสารพร้อม... ขับขี่อุ่นใจ ปลอดภัยทุกเส้นทางจ้า! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
คู่มือการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ปี 2025 ขั้นตอน การเตรียมตัว ค่าใช้จ่าย
การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัยเริ่มต้นจากการมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง บทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนที่จำเป็น สิ่งที่ต้องเตรียมตัว และค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ชั่วคราว 2 ปี) ครั้งแรก ขั้นตอนการสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลครั้งแรก จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ดังนี้: จองคิว: จองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก เตรียมเอกสารและยื่นคำขอ: เดินทางไปสำนักงานขนส่งตามวันและเวลาที่จองคิวไว้ ยื่นคำขอและเอกสารที่เตรียมไว้เพื่อตรวจสอบหลักฐานและคุณสมบัติ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย: เข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย เช่น การทดสอบสายตาทางลึก, สายตาทางกว้าง, การมองเห็นสีที่จำเป็นในการขับรถ และการทดสอบปฏิกิริยาทางเท้าในการเหยียบเบรก อบรมภาคทฤษฎี: เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กำหนด (สำหรับทำใบขับขี่ครั้งแรกต้องอบรมที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) รวม 5 ชั่วโมง เนื้อหาเกี่ยวกับการขับรถอย่างปลอดภัย กฎหมายจราจร และมารยาทในการขับรถ สอบข้อเขียน (ภาคทฤษฎี): เข้ารับการสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) ผู้สอบต้องทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ (ส่วนใหญ่คือ 45 ข้อ จาก 50 ข้อ) สอบปฏิบัติ (ภาคปฏิบัติ): นำรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการสอบ หรือใช้รถของสนามสอบ (ขึ้นอยู่กับบริการของแต่ละพื้นที่) ทดสอบการขับขี่ตามท่าทางที่กำหนด เช่น การขับรถบนทางแคบ (ไม้กระดาน), การขับเป็นวงกลม, การขับซิกแซ็ก, และการหยุดรถตามป้ายหยุด/ไฟสัญญาณ ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูป: เมื่อสอบผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ให้ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี) สิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเตรียมเอกสารและเตรียมความพร้อมในการสอบเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำใบขับขี่ราบรื่น: สิ่งที่ต้องเตรียม รายละเอียด 1. บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับจริง (อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ สำหรับรถจักรยานยนต์ทั่วไป หรือ 15 ปีบริบูรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 110 ซีซี) 2. ใบรับรองแพทย์ ฉบับจริง ที่ออกให้ก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน และต้องระบุว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ (เช่น โรคลมชัก, โรคหัวใจบางชนิด) หรือเป็นบุคคลวิกลจริต 3. หลักฐานการจองคิว ภาพหน้าจอหรือใบนัดคิวจากแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue 4. การเตรียมตัวสอบ สอบข้อเขียน: ศึกษาคู่มืออบรมใบขับขี่ กฎหมายจราจร และป้ายสัญลักษณ์จราจร เพื่อเตรียมตัวสอบข้อเขียน สอบปฏิบัติ: ฝึกฝนการขับขี่รถจักรยานยนต์ตามท่าสอบที่กำหนดจนคล่องแคล่ว 5. รถจักรยานยนต์ เตรียมรถจักรยานยนต์ที่พร้อมใช้งานสำหรับใช้ในการสอบภาคปฏิบัติ (บางสนามสอบมีรถให้เช่า) ค่าใช้จ่ายในการทำใบขับขี่ (โดยประมาณ) ค่าใช้จ่ายหลักในการทำใบขับขี่จะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมที่ชำระกับกรมการขนส่งทางบก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าธรรมเนียมกรมการขนส่งทางบก: ค่าคำขอ: 5 บาท ค่าใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี): 100 บาท รวมค่าธรรมเนียมโดยประมาณ: 105 บาท (ไม่รวมค่าบัตรพลาสติก 100 บาท ในกรณีทำใบขับขี่ 5 ปี ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมการขนส่งทางบก) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าใบรับรองแพทย์: ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล (ประมาณ $100 - 500$ บาท) ค่าบริการจองคิว/ติว (ถ้ามี): หากเลือกใช้บริการโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการรับรอง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคอร์สติวและการสอบปฏิบัติ การทำใบขับขี่ครั้งแรกจึงมีค่าใช้จ่ายรวมเริ่มต้นเพียง 105 บาท (ไม่รวมค่าใบรับรองแพทย์) ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายในการขับขี่บนท้องถนนนั่นเองครับ Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 26 ต.ค. 68
อ่าน
ทำถึง!! “เอ็ม บุษราคัม” ขอความช่วยเหลือชาวเน็ต สานฝัน “พ่อหม่ำ” หลังเรียนจบ
ทำถึง!! เอ็ม บุษราคัม ขอความช่วยเหลือชาวเน็ต สานฝัน พ่อหม่ำ หลังเรียนจบ ก่อนหน้านี้ตลกรุ่นใหญ่ หม่ำ จ๊กมก รับปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) และเข้ารับพระราช ทานปริญญาบัตรเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา ล่าสุดลูกสาว เอ็ม บุษราคัม เข้ามาขอความช่วยเหลือจากชาวเน็ตผ่านทางเพจ Lightroom ซึ่งเป็นเพจที่ขอให้คนในเพจช่วยแต่งภาพให้สวยงามตามที่ต้องการ โดย เอ็ม ได้โพสต์รูป พ่อหม่ำ ใส่ชุดครุย และรูปคุณปู่ พร้อมเขียนข้อความว่า... ฝากทำภาพแห่งความทรงจำให้คุณพ่อหน่อยค่า อยากให้คุณปู่อยู่ร่วมเฟรมกับคุณพ่อในวันที่คุณพ่อรับปริญญาค่ะ ซึ่งมีชาวเน็ตที่มีฝีมือเข้ามาส่งรูปแห่งความทรงจำของ หม่ำ และคุณพ่ออย่างมากมาย ในขณะที่ เอ็ม เข้ามาคอมเมนต์ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันแต่งภาพให้คุณพ่ออย่างสวยงามว่า... "ดูดีทุกรูปเลยค่ะ พ่อหม่ำพูดเสมอว่า เสียดาย ที่พ่อและแม่ไม่ได้เห็นหม่ำในวันนี้ เอาไว้หารูปย่าเจอ จะมารบกวนอีกนะคะ" เพื่อนๆ รอชมรีแอคอยู่นะคะ พ่อหม่ำ ดูสิว่าภาพเหล่านี้จะทำ พ่อหม่ำ ซึ้งสักแค่ไหน
ดาราเดลี่บันเทิง • 19 ก.ย. 68
สิทธิพิเศษ
ศูนย์การเรียนเครสท์สคูล
Crest School เป็นสถานศึกษารูปแบบใหม่ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มอบการเรียนการสอนแบบองค์รวมซึ่งช่วยเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้และความสำเร็จตลอดชีวิต หลักสูตร Career-based Curriculum ของเราช่วยค้นหาและพัฒนาศักยภาพเฉพาะตัวของผู้เรียนแต่ละคน หลักสูตรของเรานั้นเป็นหลักสูตรระดับมาตรฐานสากลและได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เราสนับสนุนให้ผู้เรียนได้สำรวจความชื่นชอบและความถนัด พร้อมทั้งประสบความสำเร็จในสาขาที่ตนเลือก โดยทาง Crest School ได้นำทรัพยากรจากบริษัทในเครือของเราที่เอื้อต่อการศึกษามาร่วมกันออกแบบหลักสูตรและกิจกรรม เช่น OnDemand, EduSmith, Appa และ Ignite เพื่อยกระดับความพร้อมทางด้านวิชาการและอาชีพ ความร่วมมือเหล่านี้เอื้อให้ผู้เรียนได้สัมผัสประสบการณ์จริงที่เตรียมความพร้อมสำหรับความสำเร็จในระดับสากล ที่ Crest School เราปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความคิดความอ่านระดับโลก ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมที่โอบรับความหลากหลายและกระตุ้นให้ผู้เรียนเปิดใจรับความต่าง ปรัชญาการศึกษาของเราจึงมุ่งเน้นไปที่ความเชื่อที่ว่าผู้เรียนทุกคนมีศักยภาพในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้แด่โลกใบนี้
สถานศึกษา • 1 ก.ย. 68
อ่าน
สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ
ขั้นตอนสมัครสอบคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นคณาจารย์ประจำ เพื่อสนับสนุนภารกิจทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยอ้างอิงมติที่ประชุมกรรมการบริหารงานบุคคลตลอดปี 2567 ถึงกลางปี 2568ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครตำแหน่งที่เปิดสอบคัดเลือกระบุไว้ตามข้อ 7 ของประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีหลากหลายระดับและสาขาให้เลือกสมัครตามคุณวุฒิคุณสมบัติผู้สมัครผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย และไม่เป็นผู้เสพสารเสพติด รวมถึงสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสม เฉพาะสายคณาจารย์ปริญญาตรี วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในรอบ 5 ปีปริญญาโท วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง โดยอย่างน้อย 1 เรื่องเป็นงานวิจัยปริญญาเอก ต้องมีผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 3 เรื่องในรอบ 5 ปีเอกสารประกอบใบสมัคร1. สำเนาปริญญาบัตรและ Transcript2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน3. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว4. หนังสือรับรองผลภาษาอังกฤษ (MCU-GET, TOEFL, IELTS, TOEIC, TU-GET, CU-TEP)5. ใบรับรองแพทย์ออกภายใน 30 วัน6. ผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากตำรวจ7. หนังสือรับรองประสบการณ์ (ถ้ามี)8. แบบ บค 01 และ บค 02 ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์9. สลิปการโอนเงินค่าสมัครหมายเหตุ แนบไฟล์เฉพาะ .PDF หรือ .JPG ค่าธรรมเนียมการสมัครต่ำกว่าปริญญาตรี 100 บาทปริญญาตรี 200 บาทปริญญาโท 300 บาทปริญญาเอก 400 บาทโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสือป่า เลขที่บัญชี 046 2 73791 7รายละเอียดการสอบสอบข้อเขียนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย 100 คะแนนสอบปฏิบัติด้านดิจิทัล (เฉพาะสายปฏิบัติการ) 100 คะแนนสอบข้อเขียนเฉพาะสาขาวิชา 100 คะแนนสอบสัมภาษณ์ ประเมินความเหมาะสม 200 คะแนนเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 การตัดสินของคณะกรรมการสอบคัดเลือกถือเป็นที่สิ้นสุดติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ https://www.mcu.ac.th/news/detail/59013
TNN ช่อง16 • 23 ก.ค. 68
อ่าน
ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ประกาศรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2568 ครั้งที่ 5 (เพศหญิง)ในตำแหน่ง ผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ งานหล่อกลึงโลหะ งานพ่นสี งานปั้มขึ้นรูปโลหะ งานหล่อพลาสติก และงานผลิตอาหารสำเร็จรูป ระหว่างวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี ผู้ผ่านการคัดเลือกเดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 17,800 บาท ฟรี ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดเมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานทางเทคนิค และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 134,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ "สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง สมัครไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น"คุณสมบัติเบื้องต้นต้องเป็นเพศหญิง อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา สูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีรอยสักบนร่างกาย ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักโดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้นการสอบคัดเลือกสำหรับการสอบคัดเลือกจะใช้วิธีการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และสอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ facebook: IMthailand ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นกับกรมการจัดหางาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางานข่าวที่เกี่ยวข้อง- ฝึกงานญี่ปุ่น! รับสมัครชาย-หญิงไทย ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม เช็กช่องทางสมัครที่นี่- ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับชายไทย 18 - 30 ปี สมัครออนไลน์ฟรี เช็กที่นี่
TNN ช่อง16 • 13 ก.ค. 68
อ่าน
สมัครสอบครูผู้ช่วย 2568 สังกัดสพฐ. ประจำปี 2568 เปิดรายละเอียด-ขั้นตอนการสมัคร
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประกาศเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่ง ครูผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ. 2568 โดยสามารถสมัครสอบผ่านระบบออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.com ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เวลา 22.00 น.รับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. 2568 การรับสมัครสอบครูผู้ช่วย 2568ผู้ประสงค์จะสมัครสอบแข่งขัน สามารถสมัครสอบผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ได้เพียงทางเดียวเท่านั้น ระหว่างวันที่ 9 -15 กรกฎาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) ยกเว้นวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ระบบจะปิดรับสมัคร เวลา 16.30 น. โดยสมัครสอบ ได้ที่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.comเอกสารที่ใช้สมัครสอบครูผู้ช่วย 2568- สำเนาปริญญาบัตร หรือ สำเนาใบรับรองคุณวุฒิ- สำเนาระเบียนแสดงผลการศึกษา (Transcript)- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน- สำเนาทะเบียนบ้าน- รูปถ่ายหน้าตรง (ขนาดและจำนวนรอประกาศอย่างเป็นทางการ)- สำเนาใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือ หลักฐานจากคุรุสภา ที่อนุญาตให้ปฏิบัติการสอน- สำเนาหนังสือรับรองคุณวุฒิ (กรณีจบใหม่/รอรับปริญญา)- ใบรับรองแพทย์กรณีเป็นข้าราชการ/พนักงานท้องถิ่น- สำเนาบัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ- หนังสืออนุญาตให้สมัครสอบ- เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล- สำเนาประกาศนียบัตรบัณฑิตขั้นตอนการกรอกใบสมัครสอบครูผู้ช่วย 25681. อ่านประกาศรับสมัครสอบเข้าสู่เว็บไซต์ https://obec68.thaijobjob.com คลิกเลือกเมนู สมัครสอบ อ่านขั้นตอนการสมัครและคลิกที่ปุ่ม [ดำเนินการต่อคลิกที่นี่] (อยู่ด้านล่าง) เพื่อสมัครสอบ2. กรอกข้อมูลใบสมัครกรอกข้อมูลลงใน "แบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์" ให้ครบถ้วนและถูกต้อง เมื่อกรอกครบถ้วนแล้วคลิกปุ่ม [ต่อไป] จากนั้นระบบจะแสดงข้อมูลที่ท่านได้กรอกไว้ใน "แบบฟอร์มใบสมัครออนไลน์" กรุณาตรวจทานข้อมูลของท่านว่าครบถ้วน และถูกต้อง3. ชำระเงินค่าสมัครสอบผ่าน QR Codeคลิกปุ่ม ตรวจสถานะการสมัครสอบ ระบบจะแสดงหน้าเว็บที่มีข้อมูลของท่านตามที่ท่านระบุ และแบบฟอร์มชำระเงิน- หากท่านต้องการ ตรวจสอบข้อมูล กรุณาคลิกปุ่ม [พิมพ์ใบตรวจสอบข้อมูล]- หากท่านไม่ต้องการดำเนินการใดๆ กรุณากดปุ่ม [กลับหน้าหลัก]4. พิมพ์ใบสมัครหากท่านต้องการพิมพ์เอกสาร ใบสมัครสอบ กรุณาคลิกปุ่ม [พิมพ์ใบสมัคร] ข้อควรระวัง การสมัครสอบครูผู้ช่วย 2568ผู้สมัครสามารถสมัครได้เพียงครั้งเดียว และสมัครได้เพียงเขตการศึกษาเดียวเท่านั้นชื่อ และนามสกุล ที่ท่านกรอกลงใน "ใบสมัครออนไลน์" จะต้องเป็นชื่อและนามสกุลที่ตรงกับบัตรประจำตัวประชาชนกรุณาตรวจสอบเลขประจำตัวประชาชนของท่านให้ถูกต้อง เนื่องจากเลขประจำตัวประชาชนของท่านจะใช้เป็นเลขที่อ้างอิงตลอดการสอบการกรอกข้อมูลในใบสมัคร จะต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นจริงทุกประการ ดังนั้นกรุณาตรวจทานข้อมูลให้ละเอียดก่อนคลิกปุ่ม[ส่ง ใบสมัคร] เพราะเมื่อท่านส่งใบสมัครไปแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้อีก และหากข้อมูลผิดพลาดอันเกิดจากการกรอกข้อมูลของท่านเองจะถือว่าใบสมัครนั้น เป็นโมฆะ และหากตรวจพบว่าท่านมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่กรอกไว้ หรือขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งตามประกาศ จะถือว่าท่านขาดคุณสมบัติและท่านจะไม่สามารถเรียกร้องใด ๆ ได้ทั้งสิ้น
TNN ช่อง16 • 9 ก.ค. 68
อ่าน
เช่าบ้านราคาถูก! การเคหะฯจัดโปรพิเศษ 4 กลุ่มเป้าหมาย มอบส่วนลดถึงสิ้นปี
นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน ให้มีที่พักอาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาค่าเช่าที่เหมาะสม ได้จัดโปรโมชันส่วนลดค่าเช่าสำหรับบุคคล 4 กลุ่มเป้าหมายที่มาทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 โดยผู้ทำสัญญาเช่าจะได้รับส่วนลดค่าเช่า 200 – 500 บาท/เดือน (ตามเงื่อนไข) ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สำหรับ 4 กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 1. ผู้สูงอายุ อายุ60 ปีขึ้นไป /ผู้พิการ ที่มีบัตรผู้พิการ รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน2. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี3. ผู้จบการศึกษาใหม่ (First Jobber) อายุ 18-29 ปี รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน4. ประชาชนทั่วไป อายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการแต่งงาน รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือนสำหรับคุณสมบัติต้องเป็นผู้สัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ และไม่เป็นคู่สัญญาเดิมกับ กคช. เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยจะให้สิทธิเช่า 1 คน ต่อ 1 ห้อง/สัญญา ขนาดครอบครัวไม่เกิน 4 คน เก็บเงินประกันการเช่า 1 เดือน และไม่ให้นำห้องเช่าไปเช่าช่วง หากพบว่าให้เช่าช่วงจะยกเลิกสิทธิและให้คืนห้องเช่าโดยเอกสารที่ผู้เช่าจะต้องนำมาทำสัญญาเช่า ประกอบด้วย 1.บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) เพื่อใช้ยืนยันตัวบุคคล และใช้เป็นข้อมูลในการทำสัญญา ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์2.ทะเบียนบ้านปัจจุบันของตนเอง3.หนังสือรับรองรายได้4.หนังสือมอบอำนาจ (กรณีทำการแทน)5.หนังสือการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)6.หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง (กรณี First Jobber 18-19 ปี) หรือทะเบียนสมรส ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียด หน่วยว่างพร้อมเช่าได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1EO_3uqRuBuUvTdDVbCaWy_t6FacBY3Nt/view “รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่เข้าถึงได้ สอดคล้องกับรายได้ ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการก่อสร้าง กระจายรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่การเคหะแห่งชาติ โทร.สายด่วน 1615 หรือ www.nha.co.th” นายอนุกูล ระบุ
TNN ช่อง16 • 27 มิ.ย. 68
อ่าน
ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
TNN ช่อง16 • 26 มิ.ย. 68
อ่าน
SMEs ปิด 20,000 ราย โรงงาน "เจ๊ง" 1,200 แห่ง "เด็กจบใหม่" ไม่มีใครจ้าง?
นายจ้างไม่อยากได้ "เด็กจบใหม่"บอกว่าไร้ประสบการณ์ ขาดทักษะที่จำเป็นแล้วคนเพิ่งเรียนจบจะหาประสบการณ์ได้จากไหน?พ่อแม่ฟังแล้วข่าวนี้แล้วอาจจะหนักใจหลายคนยอมลำบากเก็บเงินยืมเงินเอามาลงทุนส่งลูกหลานเรียนสูงๆแต่จบมาสุดท้ายแล้ว ทำไมหางานทำไม่ได้ เตะฝุ่นไปวันๆความผิดอาจจะไม่ใช่ว่าตัวเด็กจบใหม่นั้นไม่เก่งหรือไม่ดีพอแต่นี่คือ ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ณ ตอนนี้ และอีกหลายประเทศทั่วโลกนั่น คือ นายจ้างไม่ค่อยอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ข้อมูลล่าสุดจากทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์จากการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปีนี้ 2568พบว่าสถานการณ์แรงงานมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงนั่น คือ ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เรียนจบสูงๆแล้วกำลังหางานทำเป็นงานแรกในชีวิตหรือ First jobber ปัจจุบันนี้มีมีความเสี่ยงตกงานสูงมากและที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ยิ่งเรียนสูง การศึกษาสูง ก็ยิ่งหางานทำไม่ได้เพราะสภาพัฒน์พบว่ากลุ่มคนที่ว่างงานหรือตกงานมากที่สุดในบ้านเราตอนนี้ก็คือ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป หรือระดับปริญญามีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วยโดยคนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและยังว่างงานอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 131,600 คนส่วนการศึกษาในระดับอื่นๆนั้นมีการว่างงานอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้นตั้งแต่อุดมศึกษา ว่างงานจำนวน 1.316 แสนคน (อัตราว่างงาน 1.84%)วิชาชีพขั้นสูง ว่างงานจำนวน 3.18 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.31%)อาชีวศึกษา ว่างงานจำนวน 2.08 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 1.28%)มัธยมปลาย ว่างงานจำนวน 6.15 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.94%)มัธยมต้น ว่างงานจำนวน 5.60 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.76%)ประถมและต่ำกว่า ว่างงานจำนวน 5.62 หมื่นคน (อัตราว่างงาน 0.37%)ส่วนคนที่ว่างงานระยะยาว หรือว่าเตะฝุ่นตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไปส่วนใหญ่หรือ 69.8% อยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปีและเมื่อพิจารณาประสบการณ์การทำงานพบว่าส่วนใหญ่คนในกลุ่มนี้ หรือมากถึง 74.3% ของผู้ว่างงานระยะยาวไม่เคยทำงานมาก่อนเลยและที่ต้องว่างงาน ก็เพราะหางานไม่ได้ ไม่มีใครรับ ไม่มีใครยอมจ้างสถานการณ์ผู้ว่างงานระยะยาว แยกตามกลุ่มอายุในไตรมาส 1 ปี 2568อายุ 15-19 ปี: จำนวน 3,703 คน (อัตราว่างงาน 0.75%)อายุ 20-24 ปี: จำนวน 30,052 คน (อัตราว่างงาน 0.94%)อายุ 25-29 ปี: จำนวน 17,559 คน (อัตราว่างงาน 0.38%)อายุ 30-34 ปี: จำนวน 7,746 คน (อัตราว่างงาน 0.17%)อายุ 35-39 ปี: จำนวน 3,278 คน (อัตราว่างงาน 0.08%)อายุ 40-49 ปี: จำนวน 4,664 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)อายุ 50-59 ปี: จำนวน 1,130 คน (อัตราว่างงาน 0.05%)อายุ 60 ปีขึ้นไป: จำนวน 97 คน (อัตราว่างงาน 0.00%)จบใหม่ จบสูง เท่ากับตกงานเยอะสุดสอดคล้องกับผลสำรวจที่ไปเจอว่านายจ้างหรือผู้บริหารส่วนใหญ่ยุคนี้ กว่า 89 %ไม่อยากได้เด็กจบใหม่ เพราะแม้จะไฟแรง แต่ก็ไม่ยังไม่มีประสบการณ์ขาดทักษะที่จำเป็น แถมไม่มีมารยาททางธุรกิจด้วย เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ นายดนุชา พิชยนันท์ กล่าวถึงสถานการณ์เสี่ยงของเด็กจบใหม่ในประเทศไทยวันนี้ว่า สอดคล้องกับผลการศึกษาของ Hult International Business Schoolที่ร่วมกับ Workplace Intelligenceซึ่งได้ไปทำการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกาพบว่าผู้บริหารส่วนใหญ่ ส่วนมาก ถึง 89%มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่โดยเหตุผลหลักๆที่ให้ก็คือมองว่าเด็กจบใหม่ยังขาดประสบการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริง 60%ไม่ทีทักษะการทำงานที่เหมาะสม 51%ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม 55%มองว่าเด็กจบใหม่ยังมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก 50%และเมื่อนายจ้างไม่สนใจเด็กจบใหม่ ก็จะหันไปเลือกจ้างฟรีแลนซ์หรือพนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือยอมปล่อยให้ตำแหน่งว่างไปเลยด้วยซ้ำดังนั้น เพื่อให้มีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน แรงงานจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงานขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดรวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษาทั้งนี้เลขาธิการสภาพัฒน์ฯ ยังได้ให้ข้อแนะนำสำหรับน้องๆที่จบการศึกษาใหม่ในเวลานี้เพื่อเพิ่มโอกาสในการหางาน โดยระบุว่า เด็กจบใหม่ต้องมีคุณสมบัติหลัก คือ มีความสามารถในเชิงวิชาชีพที่จบมาต้องทำงานได้นอกจากนั้นต้องมีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และความสร้างสรรค์ในการทำงานของตัวเองขณะเดียวกันการทำงานของคนรุ่นใหม่มักจะให้ความสำคัญกับ “Work life balance”แต่ในความเป็นจริงหากคนรุ่นใหม่ที่เข้าไปทำงานในที่ต่างๆ นั้นการจัดการเรื่อง Work life balance อาจจะยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงแรกต้องเข้าใจต้อง Work ก่อน แล้วเรื่อง balance อาจจะตามทีหลัง รวมไปถึงความยืดหยุ่นในการทำงานก็นับเป็นเรื่องหนึ่งที่จำเป็นเพราะหากผู้บริหารต้องการงานที่เร่งด่วนเข้ามาก็ต้องมาช่วยกันทำ เพื่อให้งานบรรลุไปได้ซึ่งต้องคำนึงถึงการทำงานในภาพรวมด้วยซึ่งในกรณีที่อยากเป็นเจ้าของกิจการอาจจะต่างกันออกไปแต่สำหรับกลุ่มที่จะเข้าไปทำงานในระบบ เข้าสู่การจ้างงานในองค์กร และบริษัทต่างๆนั้นต้องเข้าใจว่าการทำงานจริง เรารับเงินเดือนเขามาแล้ว การทำงานจริงก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่รวมไปถึงทักษะการทำงานเป็นทีมก็มีความสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะการสื่อสารกับคน และมารยาททางธุรกิจในการติดต่อก็เป็นเรื่องสำคัญนับเป็นเรื่องซอฟต์สกิลที่ต้องฝึกฝน "งาน" หายากสำหรับทุกคน มีงานอยู่แล้วก็ไม่ได้แปลว่า "ปลอดภัย"วันนี้ งานหายากขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่แค่เด็กจบใหม่เท่านั้นที่เจอความเสี่ยงเพราะว่าปีที่ผ่านมา พบว่านายจ้าง ทั้ง SMEs และโรงงานในบ้านเราต่างพากันปิดกิจการหรือว่าเจ๊งกันไปแล้วกว่า 2 หมื่นแห่ง มากกว่า 1 พัน 200 โรงงาน การจ้างงาน หรือ สถานการณ์แรงงานไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2568พบว่ามีผู้มีงานทำรวม 39.4 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.5%โดยแรงงานภาคเกษตรยังคงมีการจ้างงานในระดับคงที่ส่วนแรงงานนอกภาคเกษตร เช่น การผลิต โรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก มีการจ้างงานลดลงแม้การท่องเที่ยวจะยังมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่การจ้างงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับนักท่องเที่ยวเช่น โรงแรมและร้านอาหาร ยังคงลดลง โดยเฉพาะในกลุ่มฟรีแลนซ์ หรือ แรงงานชั่วคราวขณะที่ชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์อยู่ที่ 40.8 ชั่วโมง เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าสำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาหรือโอที ลดลงไป 5.0%นอกจากนี้ยังพบว่าแรงงานที่อยู่ในภาวะต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งทำงานไม่เต็มเวลาหรืองานไม่สอดคล้องกับความสามารถ มีจำนวนเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคการค้าและบริการ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทั้งนี้สำหรับภาคธุรกิจย้ำกว่าจำเป็นต้องปรับตัวโดยเร่งด่วนโดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ที่มีจ้างงานสูงโดยปี 2567 ที่ผ่านมามี SMEs ในไทยปิดกิจการไปแล้วกว่า 2 หมื่น 4 พันแห่งและโรงงานปิดกิจการ 1,234 แห่ง ทำให้กระทบการจ้างงานขณะที่สถานการณ์ในอนาคตเองก็ยังเสี่ยงสูงตอนนี้สถาบันการเงินของรัฐ ได้มีมาตรการเข้าไปช่วยโดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ได้รับผลจากมาตรการสหรัฐฯเพื่อให้ SMEs ยังดำเนินกิจการอยู่ได้โดยที่ไม่ต้องปิดโรงงานซึ่งทางสภาพัฒน์ชี้ว่าประเด็นสำคัญที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญคือ การยกระดับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในกลุ่ม SMEsโดยข้อมูลจากรายงาน Thailand Economic Monitor February 2025 ของธนาคารโลก พบว่าธุรกิจในไทยมีการใช้นวัตกรรมในกิจกรรมต่าง ๆ ในสัดส่วนที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านโดยมีการนำมาใช้ในกระบวนการผลิตเพียง 11.9%น้อยกว่าประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วน 40.9% เวียดนาม 37.9% และมาเลเซีย 37.3%อีกทั้ง SMEs ไทยยังมีการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาที่ค่อนข้างต่ำดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้ SMEs ไทยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่มโอกาสในการยกระดับกระบวนการผลิตโดยปัจจุบัน SMEs รองรับแรงงานไว้กว่า 12.9 ล้านคน ซึ่งหากสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ได้จะส่งผลดีต่อสถานะการจ้างงานและรายได้ของแรงงานด้วยเด็กจบใหม่หางานยากเรื่องจริง ไม่ได้คิดไปเองแล้วส่วนคนที่มีงานแล้วก็ใช่ว่าเราจะเอาตัวรอดได้ตลอดไปในภาวะแบบนี้ หลายคนชอบบอกว่ามีงานแล้วควรกอดงานเอาไว้ให้แน่นเพราะจะโดนเลิกจ้างหรือเปล่าก็ยังไม่รู้?
TNN ช่อง16 • 16 มิ.ย. 68
อ่าน
จริงหรือไม่ ? นายจ้างไม่เอา "เด็กจบใหม่" ทำงานไม่เป็น - ไร้มารยาทธุรกิจ l World Wide Wealth
พ่อแม่ฟังแล้วข่าวนี้แล้วอาจจะหนักใจ หลายคนยอมลำบากเก็บเงินยืมเงินเอามาลงทุนส่งลูกหลานเรียนสูงๆ แต่จบมาสุดท้ายแล้ว ทำไมหางานทำไม่ได้ เตะฝุ่นไปวันๆ ความผิดอาจจะไม่ใช่ว่าตัวเด็กจบใหม่นั้นไม่เก่งหรือไม่ดีพอแต่นี่คือ ปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ณ ตอนนี้ และอีกหลายประเทศทั่วโลกนั่นคือ นายจ้างไม่ค่อยอยากได้เด็กรุ่นใหม่ที่ไร้ประสบการณ์ ข้อมูลล่าสุดจากทางสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ จากการแถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสแรกประจำปีนี้ 2568 พบว่าสถานการณ์แรงงานมีประเด็นที่น่าเป็นห่วงนั่นคือ ตลาดแรงงานสำหรับเด็กจบใหม่ หรือคนที่เรียนจบสูงๆ แล้วกำลังหางานทำเป็นงานแรกในชีวิต หรือ First jobber ปัจจุบันนี้มีมีความเสี่ยงตกงานสูงมาก และที่น่าตกใจกว่านั้น คือ ยิ่งเรียนสูง การศึกษาสูง ก็ยิ่งหางานทำไม่ได้ เพราะสภาพัฒน์พบว่ากลุ่มคนที่ว่างงานหรือตกงานมากที่สุดในบ้านเราตอนนี้ก็คือ แรงงานที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นไป หรือระดับปริญญามีอัตราว่างงาน ‘สูงที่สุด’ แถมยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยคนที่จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาและยังว่างงานอยู่ตอนนี้มีทั้งหมด 131,600 คน ส่วนการศึกษาในระดับอื่นๆนั้นมีการว่างงานอยู่ในหลักหมื่นเท่านั้น
TNN ช่อง16 • 13 มิ.ย. 68
อ่าน
สำรวจตลาดแรงงาน ทำไมต้องจ้างเด็กจบใหม่ เมื่อพนักงาน Out Source ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่
สถานการณ์แรงงานไทย: ความเสี่ยงที่มากขึ้นสำหรับเด็กจบใหม่ในไตรมาส 1 ของปี 2568 ตลาดแรงงานไทยเผชิญความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะสำหรับแรงงานจบใหม่ ซึ่งมีความเสี่ยงในการตกงานสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มแรงงานอื่น ๆข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า อัตราการว่างงานของผู้จบการศึกษาระดับอุดมศึกษาอยู่ที่ 1.84% หรือประมาณ 131,600 คน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอัตราว่างงานสูงที่สุด ข้อมูลจาก Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence สะท้อนมุมมองของนายจ้างทั่วโลกที่มีต่อเด็กจบใหม่ โดยพบว่า:89% ของผู้บริหาร มีแนวโน้มจะเลี่ยงการจ้างเด็กจบใหม่60% เห็นว่าเด็กจบใหม่ ขาดประสบการณ์จริง55% ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม51% ขาดทักษะเฉพาะทางที่เหมาะสม50% ขาดมารยาททางธุรกิจที่เหมาะสมผลการวิเคราะห์ของ TDRI จากประกาศรับสมัครงานออนไลน์ในไทย พบว่า มีเพียง 22.3% ของตำแหน่งงานเท่านั้นที่ไม่ระบุว่าต้องการประสบการณ์ แสดงให้เห็นว่านายจ้างไทยก็ให้ความสำคัญกับ "ความพร้อมในการทำงาน" เช่นเดียวกันเมื่อพนักงานประจำ ไม่ตอบโจทย์เทรนด์การจ้างงานยุคใหม่ไม่เพียงแค่สถิติที่ชี้ว่าเด็กจบใหม่กำลังมีความเสี่ยงต่อการตกงาน และ อาจไม่เป็นที่ต้องการของนายจ้าง และ ตลาดแรงงาน TNN สัมภาษณ์ ผู้จัดการฝ่าย HR ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งให้ข้อมูลว่าองค์กรเอกชนในปัจจุบัน มีเทรนด์การจ้างงานที่มุ่งไปที่ผลลัพธ์ประสิทธิภาพสูง โดยมีค่าใช้จ่ายที่สมเหตุสมผล และ มักจะหลีกเลี่ยงการจ้างพนักงานประจำที่มีค่าใช้จ่ายระยะยาวทั้งเรื่องสวัสดิการ โบนัส การปรับเงินเดือน ไปจนถึงค่าชดเชยจากการเลิกจ้างโดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ที่พบว่ากำลังปรับแนวทางการจ้างงานอย่างเห็นได้ชัด โดยพบแนวโน้มการจ้างพนักงานสัญญาจ้างระยะสั้น เฉพาะโปรเจกต์ หรือซับคอนแทรกเตอร์เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังรวมถึงการใช้บริษัทOut Sourceเพื่อเข้ามาสนับสนุนงานทั่วไป เช่น แอดมิน หรือIT Helpdeskที่ถูกมองว่าไม่จำเป็นต้องมีพนักงานประจำอีกต่อไป“งานธุรการ งานทั่วไป ที่เป็นงานความรับผิดชอบไม่สูง ซึ่งเป็นพื้นที่ของเด็กจบใหม่ เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานในช่วงเริ่มต้น ไม่ค่อยจำเป็นในยุคปัจจุบัน เมื่อหลายองค์กรมองว่างานในส่วนนี้สามารถจ้างบริษัท Out Source เข้ามาสนับสนุนได้ หรือ บางงานทีต้องการใช้ทักษะเฉพาะ แต่เป็นโปรเจคต์ระยะสั้นก็ปรับมาใช้ Sub contract แทน ทำให้ในอนาคตคาดว่าพนักงานประจำจะเหลือเพียงในส่วนที่เป็นยุทธศาสตร์ของบริษัท หรือ งานที่มีทักษะวิชาชีพเฉพาะเท่านั้น” ผู้จัดการฝ่าย HR อธิบายถึงแนวโน้มการจ้างงานในปัจจุบัน ปรับกฎหมายแรงงาน ให้เท่าทันเทรนด์จ้างพนักงาน ผู้จัดการฝ่าย HR รายนี้มองว่าไม่เพียงความเสี่ยงของเด็กจบใหม่ที่มีความเสี่ยง เพราะเทรนด์การจ้างงานดังกล่าวยังส่งผลต่อพนักงานที่มีประสบการณ์ แต่อาจไม่ตอบโจทย์ขององค์กรด้วย ซึ่งในอนาคตประเทศไทยอาจต้องมีการปรับกฎหมายแรงงานให้สอดคล้องกับการจ้างงานที่หลากหลายรูปแบบมากขึ้น เพราะองค์กรมีแนวโน้มที่จะจ้างพนักงานประจำลดลง“เมื่อเทียบเคียงกับรูปแบบของบริษัทแม่ในเยอรมัน พบว่าที่นั่นมีการจ้างงานที่หลากหลาย รองรับการจ้างงานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นฟรีแลนซ์ หรือ Sub contract ก็มีสวัสดิการรองรับตามกฎหมายทั้งประกันสังคม หรือ ประกันสุขภาพ ขณะที่ไทยเองในบางองค์กรมีความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายเป็นการจ้างงานแฝง เป็นลักษณะการจ้างแบบผิดกฎหมาย โดยทำเป็นสัญญาจ้างทำของแทน” ผู้จัดการฝ่าย HR ระบุนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สะท้อนผลการสำรวจผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล ในสหรัฐอเมริกา ของ Hult International Business School ร่วมกับ Workplace Intelligence พบว่า ผู้บริหาร กว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ นั่นหมายความว่าเด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงานสูงดังนั้น แรงงานจบใหม่ควรเตรียมความพร้อมตนเองให้เหมาะสม ทั้งในด้านทักษะที่จำเป็นต่อสายงานและทัศนคติต่อโลกการทำงาน ขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์ทำงานจริงให้แก่นักศึกษาจะเห็นได้ว่าการเข้าสู่ตลาดแรงงานของเด็กจบใหม่ในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของวุฒิการศึกษาเพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่เป็นเรื่องของ การปรับตัว ทักษะ และทัศนคติ การเข้าใจความคาดหวังของนายจ้างจะช่วยให้สามารถสร้างโอกาสของตนเองได้ดีกว่าส่วนภาคการศึกษาต้องเป็นสะพาน ไม่ใช่แค่ผู้สอน ส่วนภาคธุรกิจอาจต้องเปิดใจมากขึ้นในการร่วมสร้าง "คนทำงานจริง" ไม่ใช่แค่คัดเลือกจากประสบการณ์เท่านั้น
TNN ช่อง16 • 11 มิ.ย. 68
อ่าน
“เด็กจบใหม่” Gen Z หางานยากสุด เพราะนิสัยตัวเอง หรือเพราะคน Gen เก่าตีตราเป็นตัวปัญหา?
“เด็กจบใหม่” หางานได้ยากที่สุด เพราะนิสัยตัวเองจริงหรือเปล่า? หลังผลสำรวจ ‘สภาพัฒน์’ พบ ผู้บริหารกว่า 89 % เลี่ยงจ้างบัณฑิตป้ายแดง เพราะขาดประสบการณ์ ทักษะ และ มารยาททางธุรกิจคำถามคือ แล้ว เด็กจบใหม่ แล้วจะมีประสบการณ์ทำงานได้อย่างไร หากคุณไม่ให้โอกาส บทความนี้จะไม่ว่าเจนซี แต่จะแนะว่า ถ้าเจนซีอยากได้งาน ต้องทำยังไง นายจ้างราว 40% หลีกเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพราะ ดูไม่พร้อมสำหรับการทำงานจริง ปี 2023 เป็นรายงานจาก Voice of America (VOA) พบว่า พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้นายจ้างคิดว่า GEN Z ไม่มืออาชีพเช่น หนีบพ่อแม่ผู้ปกครองมาสัมภาษณ์งานด้วย ปฏิเสธที่จะเปิดกล้องในระหว่างการสัมภาษณ์ออนไลน์ ไม่สบตา แต่งกายไม่เหมาะสม ใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม ทั้งหมดทำให้ดูไม่เป็นมืออาชีพ75% ของนายจ้างในสหรัฐ ไม่พอใจกับเด็กจบใหม่ 6 ใน 10 บริษัท ไล่พนักงานกลุ่ม Gen Z ออกเมื่อครบ 1 ปี จากผลสำรวจจาก Intelligent ปี 2024ช่วงต้นปี 2025 ผลสำรวจจาก ResumeBuilder.com พบว่า นายจ้างกว่า 74% ชี้ Gen Z เป็นกลุ่มที่ร่วมงานด้วยได้ยากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ เนื่องจาก- ขาดทักษะเทคโนโลยี 39%- ขาดแรงจูงใจในการทำงาน 37%- ขาดความพยายาม 37%- ขาดทักษะการสื่อสาร 36%- ขี้หงุดหงิด ไม่พอใจง่าย 35%หลายบริษัทไม่ค่อยอยากรับคนรุ่นนี้เข้าทำงาน และ Gen Z เองก็กลายเป็นเจนเนอเรชันที่มีความเครียดมากที่สุดไปเรียบร้อยการทำงานกับ GEN Z อาจยากจริง แต่ มันผิดที่ GEN Z อย่างเดียว หรือเพราะเราไม่เข้าใจพวกเขาด้วยGEN Z เป็นแบบนี้ เพราะ สภาพสังคม และ พ่อแม่ GEN X หล่อหลอมพวกเขามา มองนิสัยเด็ก เราก็อาจต้องมอง พ่อแม่ ด้วย ว่าเลี้ยงพวกเขามาแบบไหน?Gen X เป็นพ่อแม่ที่ “Protective” Gen X โตมากับพ่อแม่ Boomer ที่เข้มงวดเลยสาบานกับตัวเองว่า “จะไม่เลี้ยงลูกแบบนั้น” เลยเปลี่ยนเป็นพ่อแม่สาย “เข้าใจลูก” ยืดหยุ่น ใจดี ส่งผลให้ Gen Z กล้าพูด กล้าเถียง กล้าปฏิเสธ เพราะรู้สึกว่า “ความเห็นตัวเองสำคัญ”ผลลัพธ์: เกิด “หัวแข็ง” หรือ “ไม่เคารพลำดับขั้น”เด็ก Gen Z โตมากับหน้าจอ มากกว่าคนGen X ส่วนใหญ่ทำงานหนักมาก (แม่ทำงาน พ่อทำงาน) เลยให้iPad / มือถือช่วยเลี้ยงลูกGen Z หลายคนจึงเรียนรู้โลกผ่านTikTok, YouTube มากกว่าครูหรือผู้ใหญ่ ทักษะsoft skill อย่างการฟัง การอ่านสีหน้า หรือพูดต่อหน้าเลย “อ่อนมาก”ผลลัพธ์: ถูกมองว่า “ไม่สื่อสาร”, “ไม่รู้จักกาละเทศะ”, “ไม่Professional”โควิด ทำให้ Gen Z รุ่นต้น “ขาดการบ่มเพาะทางสังคม”การที่พวกเขา ถูกโดดเดี่ยวจากสังคมแบบเลือกไม่ได้เพราะโควิด ในช่วงวัยและเวลาที่เขาควรจะได้สนุก เรียนรู้ ทดลองการใช้ชีวิต ในสังคมจำลอง คือ ภายใต้รั้วมหาวิทยาลัยที่สุดแสนสำคัญมันหายไปมันย่อมส่งผลกระทบอย่างจังต่อพัฒนาการ ทักษะการเข้าสังคม และ Softskills ต่าง ๆ ที่เด็กควรจะได้เรียนรู้ ก่อนต้องเข้าสู่โลกแห่งการทำงานจริง ทำให้พวกเขาขาดประสบการณ์การ ทะเลาะ-ปรับตัว-รับผิดชอบแบบเจอหน้าจริงผลลัพธ์: บางคนโตเป็นผู้ใหญ่แต่ “ข้างในยังเป็นเด็ก” อยู่มากGen X ปลูกฝังให้ลูก “เป็นตัวของตัวเอง” เต็มที่สังคมยุค 2000s เริ่มพูดถึง self-esteem, individuality แบบสุดโต่ง เด็ก Gen Z เลยโตมากับความเชื่อว่า “ความรู้สึกฉันสำคัญ” เป็นตัวเองได้ไม่ผิด ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ แตกต่าง คือ ประหลาด การแต่งตัว การใช้คำพูด จึงอิสระมาก – บางครั้งล้ำเส้น โดยไม่รู้ตัวผลลัพธ์: ผู้ใหญ่บางคนจะไม่เข้าใจ และ มองว่า “ไม่รู้จักมารยาท” หรือ “ไม่เคารพบริบท” Gen Z มองตัวเองอย่างไรGEN Z เข้าใจว่า ความมั่นใจ = ความสามารถ = ความสำเร็จในชีวิตที่ต้องมาเร็วพวกเขาโตมากับวัฒนธรรมไวรัลและอินฟลูเอนเซอร์ เห็นคนอายุเท่ากันขับรถหรู มีเงินเป็นล้าน แค่เพราะ “หน้าตาดี พูดเก่ง หรือมีสไตล์” หลายคนเลยรู้สึกว่า “ฉันคู่ควรกับความสำเร็จ และมันควรมาเร็ว จะดูเจ๋ง”ใช่… บางคนประสบความสำเร็จจริงในวัยเพียง 20 ต้น ๆ ซึ่งน่าชื่นชม แต่แน่นอน ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น และ สิ่งที่สำคัญ คือพวกเขาล้วนผ่านความล้มเหลว มานับครั้งไม่ถ้วน กว่าจะ สำเร็จแต่สิ่งเหล่านี้ GEN Z หลายคนมองข้าม และไปโฟกัสแค่ที่ปลายทางว่า นี่ไง ฉันจะเป็นตัวเอง และ จะสำเร็จให้ได้ แต่ไม่ได้เรียนรู้ How to ว่ากว่าจะถึงตรงนั้น ต้องผ่านไป อย่างไรเพราะ “ยังไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอ” แค่มั่นใจ เป็นตัวเอง ก็สำเร็จได้ วัดความเก่งตัวเอง แค่จากเกรด คะแนนสอบ แต่ ไม่เคยผ่านสนามจริงของความพยายาม ความล้มเหลว การยอมรับfeedback การทำงานกับคนอื่น หรือ แก้ปัญหาในการทำงานเพราะโลกออนไลน์ทำให้คิดว่า “ฉันก็มีสิทธิ์ประสบความสำเร็จเหมือนเขา” โดยลืมไปว่าเบื้องหลังความสำเร็จจริง คือ “โคตรพยายาม และ โคตรอดทน ” ไม่ใช่แค่ ความมั่นใจแต่ที่สำคัญในอดีต เราทุกเจน ก็ล้วนเคยโดน “ผู้ใหญ่ตอนนั้น” ตีตราแบบ เหมา เช่นกัน- GEN baby boomer : ภักดีต่อองค์กร อดทนมากๆ แต่ก็หัวแข็ง ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และยึดติดกับลำดับชั้นขั้นตอนเดิมๆ ไม่ยืดหยุ่น- GEN X : มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น แต่ก็ชอบทำงานคนเดียว ไม่ชอบการฟีดแบกตรงๆ , ยึดติดว่าการทำงานต้องเหนื่อย = สำเร็จ - GEN Y : เจนแห่งความยืดหยุ่น เป็นเจนที่เคยถูกตีตราว่ามั่นหน้ามาก เพราะความกล้ารู้ กล้าลอง เป็นตัวของตัวเอง กล้าเปลี่ยนงานเพื่อหางานที่ใช่มากกว่ารุ่นก่อนๆ จนเคยถูกกล่าวหาว่า เป็นเจนไม่อดทน เพราะเปลี่ยนงานบ่อยมากดังนั้น ทุก GEN ก็มีข้อดีและข้อเสียทั้งนั้น และดูดีๆ Generation มันเป็นเพียงการจัดกลุ่มตามอายุของผู้คน เพราะ GEN Y วันนี้ (29 + ) ก็คือ GEN Z ในอดีต (13 - 28 ) เป็นช่วงแห่งวัยรุ่น ที่ยังอยากรู้อยากลองและยังต้องการเวลาในการเติบโต พัฒนาตัวเอง อาจจะทำผิดไปหน่อย (ซึ่งตอนนี้สังคมกำลังลงโทษพวกเขาอยู่ เจนนี้เลยหางานยากขึ้น) ดังนั้น เด็ก GEN Z อาจต้องเริ่มจากการเปิดใจ ยอมรับฟัง ความเห็นปัจจุบัน และค่อยๆปรับตัว ปรับทัศนคติ ตัวเอง เพิ่มทักษะและความสามารถ เพื่อเอาตัวรอดในสังคมต่อไปให้ได้ ไม่เช่นนั้น สิ่งที่งานวิจัยเหล่านี้ตีพิมพ์ จะไม่ใช่แค่ การแบ่งช่วงวัย แต่จะกลายเป็น ลักษณะของเจน Z ตามที่ถูกกล่าวหาไปในทันที Soft Skills ที่เด็กจบใหม่ควรต้องมีความสามารถด้าน เทคโนโลยี แต่ละแพลตฟอร์มโซเชียล ที่ทุกคนใช้ เราควรทำได้ดี โดยเฉพาะตรงสายที่สมัครยิ่งดี เพราะนายจ้างอาจเป็นเจน X หรือ Y ที่ต้องการ คนรุ่นใหม่ ที่มีทักษะที่อาจจะเก่งกว่าพวกเขา เข้าไปช่วยงาน และเขามองว่า เด็กรุ่นใหม่ ควรต้องเก่งเรื่องเหล่านี้มากกว่าพวกเขา ดังนั้น ถ้าเรากลับสวนทางทำไม่ได้ ก็อาจจะทำให้ ไม่ถูกพิจารณาไปอย่างน่าเสียดายGrowth mindset ทัศนคติที่พร้อมเติบโต ง่ายๆคือ เมื่อเจอปัญหา คุณพร้อมแก้ไขปัญหา ด้วยตัวเองไหม หรือ จะเลือกแก้ตัว? ถ้ายังเป็นคนที่คิดแบบหลัง แนะนำว่าไปฟัง podcast เกี่ยวกับ คำนี้เยอะๆ จะทำให้คุณเป็นคนที่อดทน พร้อมเติบโต และ ปรับตัวได้ดีไม่ว่าจะเจอแรงกดดัน หรือ สภาพแวดล้อมใหม่ๆเป็นยังไง เพราะทำงานทุกที่ล้วนมีปัญหาการสื่อสาร ไม่ว่าจะเทำงานก่งแค่ไหน ถ้าสื่อสารกับคนอื่นไม่ได้ ก็ไม่ก้าวหน้า ทักษะการจับใจความและเรียบเรียงคำก็สำคัญ หมั่นฝึกการสื่อสารกับมนุษย์ให้มากกว่าคอมฯ วิธีการง่ายสุด อาจต้องเริ่มจาก การออกไปเจอเพื่อนบ่อยๆ ฝึกพูดคุยกับผู้ใหญ่ใกล้ตัว สังเกตสีหน้า แววตา และท่าทางคนอื่นๆ ว่าเขาคิดหรือรู้สึกอย่างไร จะช่วยให้เราเรียนรู้ การเข้าสังคมมากขึ้นการทำงานร่วมกับคนอื่น ถ้าไม่ใช่งานที่ทำคนเดียวได้จบ เจ้านายก็คาดหวังให้เราสามารถทำงานร่วมกับคนอื่นได้ดี เป็นฟันเฟืองส่วนหนึ่งที่สำคัญของทีม ซึ่งทักษะนี้ มันจะแสดงออกตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์ เช่น อาการยิ้มกว้าง มั่นใจ พูดฉะฉาน รู้กาละเทศะ ซึ่งก็อาจกลายเป็นแต้มต่อ ที่หลายบริษัทต้องการตัวคุณอ่อนน้อม แต่กล้าแสดงออก แม้เด็กรุ่นใหม่จะมีความมั่นใจในตัวเอง แต่สิ่งที่ตกม้าตายก็คือ การอ่อนน้อมถ่อมตนในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือ การชมตัวเอง จริงๆหากจะชมอาจจะต้องฝึก พูดยังไงให้ดูไม่น่าหมั่นไส้ เนียนๆบอกข้อดีตัวเองไป รู้ว่า เวลาไหนควรพูด หรือ เวลาไหนควรเงียบ สิ่งเหล่านี้ หนังสือและ podcast มีบอกเพี้ยบ อาจดูไม่สำคัญ แต่จริงๆมันเป็นทักษะที่สำคัญมากๆเลยความต่างของเจนจะมีเสมอ แต่ไม่ใช่ปัญหาอีก 10 ปี ผู้เขียนเชื่อว่า GEN Alpha ก็จะมาทำให้คน GEN Z ปวดหัวใหม่ได้เช่นกัน ด้วยไลฟ์สไตล์และความคิดที่ไม่เหมือนเจนรุ่นก่อนๆ แต่อย่างที่บอกว่า ถ้าเราเลือกที่จะมองความต่างของเจน เพื่อทำความเข้าใจ และ ค่อย ๆ หาจุดดีของแต่ละเจนให้เจอ เราก็จะผ่านมันไปได้ เหมือนที่ปัจจุบัน GEN Y วัยผู้ใหญ่ ก็ได้พิสูจน์ ให้เจนก่อนหน้ารู้แล้วว่า ถึงเราจะมีวิธีคิดและเลือกไม่เหมือนรุ่นพ่อแม่ แต่มันไม่ได้แปลว่า เราผิด หรือจะไม่ประสบความสำเร็จ เป็นเพียงความต่างตามประสบการณ์การถูกเลี้ยงดูและเติบโตมาของคนแต่ละวัย ไม่ได้สะท้อน ความสามารถที่แท้จริง ดังนั้น การทำงานร่วมกันที่ดีในแต่ละองค์กร ควรต้องมองหา “จุดแข็งของคนแต่ละเจน” มาช่วยเสริมทักษะในองค์กร ไม่ใช่หาเพื่อมาต่อว่า หรือ เอามาเปรียบเทียบ ก็จะช่วยให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้ ด้วยไอเดียและความคิดสร้างสรรค์สดใหม่ ที่สำคัญกลายเป็นองค์กรที่พร้อมเปิดรับ GEN ใหม่ในอนาคตต่อไปได้ อย่างไม่มีปัญหา Generation Gap มากวนใจองค์กรฉันอีกต่อไป
TNN ช่อง16 • 10 มิ.ย. 68
อ่าน
สภาพัฒน์ฯ เผยหนี้ครัวเรือนลดลง - แต่จ้างงานชะลอเด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูง
สภาพัฒน์เผยภาวะสังคมไทยไตรมาสแรก 2568: หนี้ครัวเรือนชะลอ-จ้างงานลด-เด็กจบใหม่เสี่ยงตกงานสูงนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยภาวะสังคมไทยในไตรมาส 1 ปี 2568 โดยระบุว่า หนี้สินครัวเรือนยังคงขยายตัว แต่ในอัตราที่ชะลอลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อเข้มงวดมากขึ้น ขณะเดียวกัน ภาพรวมการจ้างงานลดลงเหลือ 39.4 ล้านคน หดตัว 0.5% จากปีก่อน จากการจ้างงานภาคเกษตรที่อ่อนแรงต่อเนื่อง 5 เดือน แต่ยังเห็นสัญญาณบวกในตลาดแรงงานจากอัตราการว่างงานที่ลดลงอยู่ที่ 0.88% จากเดิม 1.01% อย่างไรก็ตาม เด็กจบใหม่ยังเผชิญความเสี่ยงตกงานสูง เนื่องจากขาดประสบการณ์ ทักษะ และทัศนคติที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ประกอบการเริ่มหันไปจ้างงานฟรีแลนซ์หรือคนมีประสบการณ์แทนด้านสาธารณสุข พบการเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวังอย่างไข้หวัดใหญ่และปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 64.1% พร้อมทั้งต้องติดตามโรคระบาดอื่น ๆ เช่น COVID-19, ซิฟิลิส, โรคไข้ดำไข้แดงในเด็ก และแอนแทรกซ์ ขณะที่ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินลดลง โดยเฉพาะอัตราการเสียชีวิตจากการจมน้ำในเด็ก และการตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพออนไลน์ รวมถึงความไม่พร้อมของระบบเตือนภัยพิบัติ ขณะที่ด้านการบริโภค มีการร้องเรียนเพิ่มขึ้นในเรื่องสินค้าและบริการ โดยเฉพาะประเด็นเพจที่พักปลอม ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนที่แพงเกินควร และความน่ากังวลเรื่องการใช้ AI เพื่อสร้างภาพโฆษณาหลอกลวง แม้ว่าการร้องเรียนด้านโทรคมนาคมผ่านสำนักงาน กสทช. จะลดลง ทั้งนี้ ภาครัฐควรเร่งพัฒนาทักษะและเตรียมความพร้อมของนักศึกษาจบใหม่ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ขณะเดียวกัน ภาคการศึกษาควรเร่งปรับปรุงหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็ว
TNN ช่อง16 • 10 มิ.ย. 68
อ่าน
"สภาพัฒน์" เผย"หนี้ครัวเรือน"ต่อจีดีพีไตรมาสแรกปี 68 ลดลง 88.4%
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมไทยไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ว่า สถานการณ์การจ้างงานลดลงต่อเนื่อง อัตราการว่างงานลดลง หนี้สินครัวเรือน (ไตรมาสสี่ ปี 2567) มีมูลค่า 16.42 ล้านล้านบาท ขยายตัวในอัตราชะลอลง 0.2% ซึ่งชะลอตัวลงต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่หดติดต่อกันจากความเข้มงวดของการปล่อยสินเชื่อโดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่ให้สินเชื่อลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปรับลดลง 88.4% จาก 88.9% ในไตรมาสก่อนหน้าสำหรับประเด็นหนี้สินครัวเรือนที่ควรให้ความสำคัญ 2 ประเด็นหลัก คือ 1.คนไทยมีพฤติกรรรมการบริโภคแบบติดหรูซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้เกินตัวได้ง่าย จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ในปี 2567 พบว่า คนไทย 1 ใน 3 นิยมใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าหรู (Luxury) และบริการระดับพรีเมียม อาทิ อาหารเครื่องดื่ม บัตรคอนเสิร์ต บริการเสริมความงามของสะสม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการยอมรับจากสังคม ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการก่อหนี้เกินตัว โดยสาเหตุมาจากความต้องการได้รับการยอมรับและได้แสดงสถานะทางสังคม โดยเพศชายมีควา ต้องการโดดเด่นที่มากกว่าเพศหญิง ซึ่งสินค้าที่นิยมซื้อแบบติดหรูได้แก่ อุปกรณ์เทคโนโลยี ขณะที่เพศหญิงญิงนิยมซื้อสินค้ากลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม โดยในสัดส่วน 50% มีเงินออมสำหรับยามฉุกเฉินน้อยกว่า 6 เดือน ทำให้มีแนวโน้มเข้าสู่วงจรหนี้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดอยหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน สะท้อนปัญหาการขาดความรู้ และการวางแผนทางการเงินที่เหมาะสม 2. การผลักดันให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครดิตบูโร จากข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในปี 2567 พบว่า สหกรณ์ทุกประเภทมีการปล่อยกู้ให้กับสมาชิกมูลค่า 1.3 ล้านล้านบาท แต่สหกรณ์ที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรยังมีจำนวนน้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครัวเรือนทำได้ยาก นอกจากนี้ จากข้อมูลของเครดิตบุโรในไตรมาสสาม ปี 2567 พบว่า หนี้เสียของลูกหนี้สหกรณ์มีการขยายตัวสูงที่สุดเมื่อเทียบกับลูกหนี้ประเภทอื่น โดยสมาชิกส่วนใหญ่ของสหกรณ์ประกอบอาชีพข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือกลุ่มเกษตรกร ที่มีความเสี่ยง ก่อหนี้ช้าซ้อนหากไม่มีวินัยทางการเงินที่ดี โดยกรณีการเข้าร่วมเครดิตบูโรของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์พบว่าสามารถปรับพฤติกรรมทางการเงิน ผ่านการให้คำปรึกษา การประเมินข้อมูลเครดิต และประสานข้อมูลกับสถาบันทางการเงินอื่น เพื่อให้สมาชิกสามารถเข้าถึงสินเชื่อทีเหมาะสมกับศักยภาพของตนเองได้ การเชื่อมโยงข้อมูลกับเครดิตบูโรจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ประชาชนสามารถหลุดจากปัญหาหนี้สิน รวมถึงเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อที่เป็นธรรม ดังนั้น ภาครัฐควรผลักดันเชิงนโยบายให้สหกรณ์เข้าร่วมเป็นสมาชิกกับเครดิตบูโร เพื่อให้สามารถบริหารจัดการหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมความมั่นคงทางการเงินของ ประชาชนในระยะยาวขณะที่ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่แย่ลง สำหรับการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอฮอล์ และบุหรี่ การเจ็บป่วยด้วยโรคเฝ้าระวัง และการรับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังมีการนำเสนอสถานการณ์ทางสังคมที่น่าสนใจ 3 เรื่อง ได้แก่ 1. ช่องว่าง Soft Skils ในตลาดแรงงานไทย 2. OTT : บริการสื่อสมัยใหม่ควรต้องกำกับดูแลอย่างไร? และ 3. เมื่อการเฝ้าระวังและรับมือกับชนิดพันธุ์ต่างถิ่น(Alien Species) รวมทั้งนำเสนอบทความเรื่อง “กรณีศึกษาการรับมือแผ่นดินไหวในต่างประเทศ” สถานการณ์แรงงานไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 ปรับตัวลดลง โดยภาคเกษตรกรรมมีการจ้างงานลดลงต่อเนื่อง ส่วนนอกภาคเกษตรขยายตัวได้เล็กน้อย แต่ยังต้องให้ความสำคัญกับความอยู่รอดของ SMES จากการขาดการประยุกต์ใช้เทคโบโลยีและนวัตกรรม เด็กจบใหม่ที่อาจเสี่ยงตกงาน รวมถึงการสร้างไตรมาสหนึ่ง ปี 2568 ผู้มีงานทำมีจำนวนทั้งสิ้น 39.4 ล้านคน ลดลงจากไตรมาสหนึ่งของปี 2567 ที่ 0.5% จากการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องที่ 3.1% แต่นอกภาคเกษตรกรรมปรับตัวดีขึ้น เล็กน้อยที่ 0.5% โดยเฉพาะสาขาโรงแรมและภัตตาคารยังคงขยายตัวได้ที่ 3.5% แม้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเริ่มลดลง เช่นเดียวกับสาขาการขนส่งและเก็บสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องที่ 4.5% ขณะที่การจ้างงานในสาขาการผลิตเริ่มหดตัวลงเล็กน้อยที่ 0.4%นอกจากนี้ในภาพรวมชั่วโมงการทำงานของแรงงานลดชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยภาคเอกชนอยู่ที่ 44.0 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับผู้ทำงานล่วงเวลาลดลง 5.0% ขณะที่ ผู้ทำงานต่ำระดับลดลง 7.9% อัตราการว่างงานลดลง มาอยู่ที่0.88% จากไตรมาสหนึ่ง ปี 2567 ที่อยู่ที่ 1.01% ซึ่งมีผู้ว่างงานประมาณ 3.6 แสนคน ลดลงในกลุ่มที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายหรือต่ำกว่า เช่นเดียวกับผู้ว่างงานระยะยาวที่ลดลง 14.3% หรือมีจำนวน 6.8 หมื่นคน โดยกลุ่มผู้ว่างงานที่ไม่เคยทำงานมาก่อนกว่า 74.3% ว่างานเพราะหางานไม่ไม่ได้ ทั้งนี้ ผู้เสมือนว่างงานมีจำนวนกว่า 4.3 ล้านคนเพิ่มขึ้นจากก่อนถึง 14.6%ส่วน ประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังและให้ความสำคัญ ได้แก่ 1. การประยุกต์ใช้นวัตกรรมเพื่อความอยู่รอดของธุรกิจSMEs 2.การสร้างหลักประกันกรณีถูกเลิกจ้างให้แก่แรงงาน โดยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานให้แก่ลูกจ้างเมื่อมีการเลิกจ้างโดยที่ลูกจ้างไม่ได้กระทำความผิด แต่ที่ผ่านมามีลูกจ้างไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสถานประกอบการจากต่างประเทศ จึงควรมีการศึกษาและกำหนดมาตรการที่ชัดเจนเพื่อให้ลูกจ้างได้รับการชดเชยอย่างที่ควรจะเป็นและ 3.เด็กจบใหม่อาจเสี่ยงต่อการตกงาน ซึ่งผลสำรวจ พบว่า ผู้บริหารกว่า 89% มีแนวโน้มที่จะเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ เพราะมองว่าขาดประสบการณ์ ทักษะ และมีมารยาททางธุรกิจที่ไม่ดีนัก และเลือกที่จะหันไปจ้างฟรีแลนซ์/พนักงานที่เกษียณไปแล้วทดแทน หรือปล่อยให้ตำแหน่งว่าง ดังนั้น เด็กจบใหม่จึงควรเตรียมความพร้อมของตนเอง ทั้งด้านทักษะและทัศนคติขณะที่ภาคการศึกษาต้องเร่งปรับรูปแบบการเรียนการสอน
TNN ช่อง16 • 9 มิ.ย. 68
อ่าน
AI ดูดงานเด็กจบใหม่ วงการเทคฯ หันจ้างมือเก๋า เด็กจบใหม่ต้องปรับตัว!
ผลสำรวจล่าสุดโดย ซิกนัลไฟร์ (SignalFire)บริษัททุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ตั้งอยู่ในซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา เผยผลการสำรวจหลังจากใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ในการวิเคราะห์แนวโน้มการจ้างงานของพนักงานกว่า 600 ล้านคน และบริษัทกว่า 80 ล้านแห่งบน LinkedIn เผยให้เห็นสัญญาณบ่งชี้ว่าปัญญาประดิษฐ์ AI อาจกำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดงานในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นหรือระดับจูเนียร์ (Junior) ซึ่งกำลังหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ท่ามกลางการถกเถียงที่ดำเนินมาอย่างยาวนานว่า AI จะเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์เมื่อใด ผลการวิเคราะห์ ลดบัณฑิตจบใหม่ ? เพิ่มผู้มีประสบการณ์ ?จากการวิเคราะห์ ซิกนัลไฟร์ (SignalFire) เชื่อว่าผลสำรวจนี้อาจกำลังแสดงให้เห็นถึงสัญญาณแรกของผลกระทบของ AI ต่อการจ้างงาน โดยจากการวิเคราะห์แนวโน้มการจ้างงาน พบว่าบริษัทเทคโนโลยีมีการจ้างบัณฑิตจบใหม่ในปี 2024 น้อยกว่าปี 2023 อย่างเห็นได้ชัดและข้อมูลเชิงลึกที่น่าสนใจคือ ในขณะที่การจ้างบัณฑิตจบใหม่ลดลง บริษัทเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 15 บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ชั้นนำ กลับเร่งจ้างผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์มากขึ้น โดยซิกนัลไฟร์ (SignalFire) พบว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ลดการจ้างบัณฑิตจบใหม่ลง 25% ในปี 2024 เมื่อเทียบกับปี 2023 ส่วนการรับสมัครบัณฑิตจบใหม่ในกลุ่มสตาร์ทอัพก็ลดลง 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ไม่ได้ระบุตัวเลขที่แน่นอน แต่โฆษกของซิกนัลไฟล์ (SignalFire) ยืนยันว่ามีจำนวนเป็นพันคนแอสเชอร์ แบนทอค (Asher Bantock) หัวหน้าฝ่ายวิจัยและสำรวจของซิกนัลไฟร์ (SignalFire) ชี้ว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่แสดงให้เห็นว่า AI ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีส่วนในการจ้างบัณฑิตจบใหม่ลดลงเหตุผลมาจากอะไร ?ตำแหน่งงานตำแหน่งงานสำหรับผู้เริ่มต้นนี้ โดยทั่วไปมักได้รับการมอบหมายงานที่พื้นฐาน และมีความเสี่ยงต่ำ และเช่นกันงานจำพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ AI (Generative AI) สามารถทำได้เช่นกันและ สามารถจัดการได้ดี ยกตัวอย่างเช่น AI ในด้านการเขียนโค้ด การแก้ไขข้อผิดพลาด การวิจัยทางการเงิน และการติดตั้งซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่บริษัทหลายแห่งต้องการคนน้อยลงในการทำงานประเภทนั้น และอาจทำให้งานบางตำแหน่งสำหรับบัณฑิตจบใหม่อาจล้าสมัยลงในไม่ช้าความต้องการผู้เชี่ยวชาญยังคงสูง ? ความต้องการพนักงานระดับจูเนียร์ลดลง ?อ้างอิงจากสำนักข่าวนิวยอร์กไทมส์ (New York Times) ที่รายงานเมื่อปีที่แล้วว่าผู้บริหารของบริษัทต่าง ๆ เช่นบริษัท โกลแมนแซกส์ (Goldman Sachs) และมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) สถาบันการเงินระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา เคยพิจารณาที่จะลดการจ้างพนักงานระดับจูเนียร์ลงถึงสองในสาม และลดค่าตอบแทน เนื่องจาก AI สามารถทดแทนงานเหล่านี้ได้ จึงไม่ได้มีความต้องการพนักงานระดับจูเนียร์มากเท่าเดิมอย่างไรก็ตามจากรายงานของซิกนัลไฟร์ (SignalFire) ระบุว่าบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่เพิ่มการจ้างงานผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สองถึงห้าปี 27% และสตาร์ทอัพจ้างบุคคลในระดับอาวุโสเดียวกันเพิ่มขึ้น 14% แม้จะยังเร็วเกินไปที่จะสรุปได้อย่างแน่ชัดว่า AI กำลังเข้ามาแทนที่บทบาทที่มนุษย์เคยทำทั้งหมดหรือไม่ แต่ผลสำรวจล่าสุดจากงานประชุมเศรษฐกิจระดับโลก (World Economic Forum) ได้สร้างความกังวล โดยพบว่า 40% ของนายจ้างทั่วโลกมีแผนที่จะลดจำนวนพนักงานในส่วนที่ AI สามารถเข้ามาทำงานแบบอัตโนมัติได้สถานการณ์นี้สร้างความความยากลำบากในบรรดาบัณฑิตจบใหม่ เพราะความไม่มีประสบการณ์ และ ไม่สามารถมีประสบการณ์ได้หากไม่ได้รับการจ้างงานจึงยากที่จะหางานในปัจจุบันโดยฮีตเทอร์ โดเช (Heather Doshay) หุ้นส่วนด้านบุคลากรและพรสวรรค์ของซิกนัลไฟร์ (SignalFire) ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์นี้ว่า ปัญหาเรื่องความยากของการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่บทบาทของ AI ได้ทำให้ปัญหานี้รุนแรงขึ้น ทั้งนี้เธอได้ให้คำแนะนำและเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพัฒนาทักษะและความเชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในตลาดงานเทคโนโลยีนี้
TNN ช่อง16 • 30 พ.ค. 68
อ่าน
โค้งสุดท้าย! ชำระหนี้ ปิดบัญชีกยศ. รับส่วนลดเงินต้น ลงทะเบียนรับสิทธิภายใน 31 พ.ค. นี้
ชำระหนี้รับส่วนลดเงินต้น 5% หรือปิดบัญชีรับส่วนลดเงินต้นสูงสุด 10%กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เชิญชวนผู้กู้ยืมใช้สิทธิมาตรการลดหย่อนหนี้ ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์สำหรับผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้และอยู่ระหว่างการชำระหนี้ ที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดี โดยจะได้รับส่วนลดเงินต้น 5 – 10% และส่วนลดเบี้ยปรับ 100% เมื่อชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว ผู้กู้ยืมสามารถตรวจรายละเอียดและลงทะเบียนขอรับสิทธิได้ที่ www.studentloan.or.th ผู้กู้ยืมใช้สิทธิตามมาตรการนี้ได้ถึง 31 พฤษภาคม 2568 เท่านั้น มาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ยืมชำระเงินคืนกยศ. ประชาสัมพันธ์ว่า กยศ. ได้ออกมาตรการลดหย่อนหนี้เพื่อจูงใจให้ผู้กู้ยืมชำระเงินคืน กยศ. ซึ่งเป็นมาตรการที่ให้สิทธิประโยชน์ทั้งผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้และอยู่ระหว่างการชำระหนี้ที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดี โดยผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนขอรับสิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยมีรายละเอียด ดังนี้1. ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้ (ภายในระยะเวลา 2 ปี นับแต่สำเร็จการศึกษา) - ลดเงินต้น 10% ของเงินต้นคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว นอกจากนี้ กยศ. ยังให้ส่วนลด 5% ของเงินชำระหนี้ สำหรับผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้บางส่วนระหว่างระยะเวลาปลอดหนี้ ซึ่งได้ชำระหนี้ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 โดยไม่ต้องลงทะเบียนขอรับสิทธิและเมื่อหมดระยะเวลามาตรการแล้ว กยศ. จะนำส่วนลดที่ได้ทั้งหมดไปลดหนี้ให้กับผู้กู้ยืม2. ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ ที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดี- ลดเงินต้น 10% ของเงินต้นคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว- ลดเงินต้น 7% ของเงินต้นคงเหลือ สำหรับผู้กู้ยืมที่เคยผิดนัดชำระหนี้ แต่ได้ชำระหนี้จนปัจจุบันอยู่ในสถานะไม่ผิดนัดชำระหนี้ และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว- ลดเงินต้น 5% ของเงินต้นคงเหลือ และลดเบี้ยปรับ 100% สำหรับผู้กู้ยืมที่มีสถานะผิดนัดชำระหนี้และชำระหนี้ปิดบัญชีในคราวเดียว ลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ www.studentloan.or.thดังนั้น กยศ. จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมใช้สิทธิตามมาตรการลดหย่อนหนี้ โดยสามารถลงทะเบียนรับสิทธิได้ที่ www.studentloan.or.th และจะหมดเขตในวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นี้เท่านั้น ซึ่งมาตรการลดหย่อนหนี้ไม่รวมผู้กู้ยืมโครงการ Human Capital และไม่รวมกลุ่มผู้กู้ยืมที่ปรับโครงสร้างหนี้แล้วอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกยศ. หักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เช็กเลยใครโดนหักบ้าง-พร้อมแนะวิธีแก้ให้ผู้กู้ยืมลูกหนี้ กยศ. มีสิทธิได้เงินชำระเกินคืน เช็กขั้นตอน - วิธีการตรวจสอบที่นี่
TNN ช่อง16 • 26 พ.ค. 68
อ่าน
เจาะต้นตอ ‘นิคมศูนย์เหรียญ’ ปลวกแดง : ใบ รง.4 โอนง่าย ข้าราชการไทยมีเอี่ยว? | TNN Story Teller
นิคมศูนย์เหรียญ คืออะไร ?เป็นโมเดลธุรกิจที่เอาเปรียบคนไทยในทุกมิติคือ โรงงานในไทย แต่กระทำการโดยชาวต่างชาติ 100%ทำแบบครบวงจร ผลิต ประกอบ ส่งออก ค้าขายโดยอาศัยช่องว่างทางกฎหมายกำไรขนออกไปหมด เหลือให้ไทยไว้เพียง ค่าแรงขั้นต่ำ ขยะอุตสาหกรรม มลพิษสิ่งแวดล้อมทำร้ายธุรกิจไทย เพราะส่งกลับมาขายตัดราคารัฐไม่ได้อะไรเพราะส่วนใหญ่หลบเลี่ยงไม่จ่ายภาษีเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจไทยในระยะยาวนี่จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเร่งปราบปราม และ น่าชื่นชมมากๆแต่นอกจากจับกุม สิ่งที่เป็นต้นตอที่สมควรถูกแก้ไขด้วยอาจเป็นการ จัดการ ภายในบ้าน นั่นคือ แก้ไขกฎหมาย และ ขยายผลว่ามีข้าราชการไทย สมรู้ร่วมคิด ด้วยหรือไม่? ไม่เช่นนั้นเพราะเหตุใด ขั้นตอนอะไร ๆในการขออนุญาตจัดตั้งโรงงาน จึงดูง่ายเหลือเกินเหมือนเคสที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง หลังนายเอกนัฏ รมว.อุตสาหกรรม ได้รับการประสานจาก นายชุติพงศ์ สส.พรรคประชาชนว่ามีนิคมโรงงานหนึ่งในพื้นที่ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ต้องสงสัยว่าอาจเข้าข่ายโรงงานนิคมศูนย์เหรียญ ประกอบกิจการโรงงานโดยไม่เป็นไปตามที่ขอจึงส่งม้าเร็ว ชุดตรวจสุดซอย ไปตรวจสอบ และ ได้พบว่ามีการทำผิดกฎหมายจริงในพื้นที่จะมี 4 โกดัง เจ้าของโกดัง คือ บริษัท ซีเอสเค เอสเตรทที่มี นายหว่าน ชิว เฉิน รับเป็นเจ้าของแต่ปล่อยให้ บริษัทจีนอีก 3-5 บริษัทเช่า เพื่อทำเป็นโรงงานและทำกิจการไม่ตรงกับตอนขอใบ รง. 4 เช่นขอว่า เป็นโรงงานผลิตเชือก สลิง แต่เป็นโรงงานผลิตสายรัดของแจ้งว่าเป็นโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ แต่กลับแบ่งพื้นที่ให้บริษัทผลิตแม่แรงไฮดรอลิกส์อยู่ร่วมผลิตด้วย โดยไม่ได้ขออนุญาตซึ่งเคสนี้พบพฤติการณ์ฉลาดแกมโกง คือ การเสนอ “ แพ็กเกจสำเร็จรูป ”ปล่อยให้เช่าโกดัง + โอนใบ รง.4 ทันที ใบ รง. 4 คืออะไร? คือ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535ออกโดย กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมพูดง่าย ๆ ถ้าใครจะ “ตั้งโรงงาน” หรือ ทำธุรกิจที่ต้องใช้ เครื่องจักรตั้งแต่ 50 แรงม้าขึ้นไป หรือ แรงงานตั้งแต่ 50 คนขึ้นไป หรือ กิจการเข้าข่ายเสี่ยงต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เสียง กลิ่น ควัน ต้องขอใบอนุญาตนี้ก่อน ซึ่งต้องระบุชัดเจนว่าจะประกอบกิจการใดแต่มีช่องโหว่ คือ ถ้ามีการงอกประเภทกิจการทีหลัง มันก็ไปขอเพิ่มได้ และ ไม่มีวันหมดอายุและ การตรวจสอบย้อนกลับซับซ้อน ทำได้ยากจึงเกิดพฤติการณ์ ฉลาดแกมโกง คือนายหว่าน ชิว เฉิน เจ้าของโกดัง เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชาวจีนจะมองหา ทำเลดีในไทย ที่เหมาะแก่การทำโรงงานจากนั้นเขาจะสร้างเป็นโกดังเปล่าขึ้นมา เพื่อรอปล่อยเช่า โดยไม่ได้คิดจะทำโรงงานเองแต่แรกจากนั้นจะไปขอใบ รง.4 มารอไว้เลยโดยระบุประเภทกิจการเอาไว้หลวมๆไว้ และ ติดป้าย ให้เช่าโกดัง พร้อมโอนใบ รง.4 ถ้ากิจการไม่ตรง → ไปขอ “เพิ่มประเภทกิจการ” เอาทีหลังอาจไม่ผิดกฎหมาย เพราะมีช่องโหว่ที่ไม่ได้ระบุว่า คนขอ กับ คนดำเนินกิจการต้องคนเดียวกันแต่หากมองดีๆจะเห็นว่า มันผิดเจตนาของกฎหมายฉบับนี้ ที่ตั้งจะออกให้กับคนที่ต้องการทำกิจการโรงงานจริงๆ ไม่ใช่ให้เพื่อนำไปส่งเสริมการขายแต่ที่ทำได้ก็เพราะ ใบ รง.4 นั้นยังคงมีช่องโหว่ ดังนี้✅ ขอมารอก่อนได้ แล้วค่อยทำโรงงานทีหลัง แค่แจ้งประเภทกิจการ ✅ หลังการขอเสร็จสิ้น มักไม่ค่อยมีการตรวจสอบเชิงลึกว่า คนขอทำเองจริงหรือไม่✅ มีกระบวนการให้ “โอนใบ รง.4” ไปให้คนอื่นได้✅ ไม่มีระบบติดตามว่า “ผู้รับโอน” นำไปใช้ประกอบกิจการถูกต้องตามที่ขอหรือไม่?คำถามคือ ทำไมการขอใบ รง.4 ของชาวต่างชาติตั้งโรงงานจึงดูง่าย รู้ช่องโหว่ทางกฎหมายเป็นไปหรือไม่ ว่าเคสนี้จะไม่มีคนไทย หรือ คนในกระทรวงเอง คอยช่วยเหลือ ?เรื่องนี้ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าทีมสุดซอย ของรมว.เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ระบุว่า“กรณีของบริษัท ซีเอสเค มีใบ รง.4 ประเภทเดียวกัน 3-4 ใบแถมยังโอนไปยังผู้เช่าโกดังในห้วงเวลาเดียวกันได้อีกต้องไปไล่ดูว่า มีช่องโหว่ในกระบวนการขออนุญาตของ กรอ.หรือ มีเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เอื้อประโยชน์ หรือสนับสนุนผู้ประกอบการ ในการกระทำความผิด ด้วยหรือไม่? ..."ดังนั้นก็แสดงว่าที่เราสงสัยก็อาจจะมีมูล📉นิคมศูนย์เหรียญ ทำประเทศไทยเสียอะไรบ้าง?“เสียรายได้เข้ารัฐ…เพราะธุรกิจพวกนี้มีช่องทางเลี่ยงภาษี“เสียการแข่งขันการค้า…เพราะสินค้าเขาผลิตด้วยต้นทุนต่ำ ขายถูกกว่า”“เสียสิ่งแวดล้อม…น้ำเสีย ขยะอิเล็กทรอนิกส์ กลิ่นไม่พึงประสงค์เพราะมักจัดการไม่ดี”“เสียความมั่นคงทางเศรษฐกิจ…ไม่มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ”เสียโอกาสคนไทย…แรงงานไทยได้แค่ค่าแรงขั้นต่ำ เสียพื้นที่ในประเทศไปฟรีๆ ในขณะที่คนไทยไม่มีที่ทาง และ ไม่มีเงินมากพอจะซื้อที่มาทำธุรกิจ หรือต่อให้มี ก็รวยไม่ทันเศรษฐีจีน คนไทยช่วยกันได้ยังไง เพื่อหยุดนิคมศูนย์เหรียญ✅ อย่าเงียบ ถ้าเห็นอะไรผิดปกติในละแวกบ้านคุณโกดังใหม่ที่มีคนต่างชาติเข้า-ออกแปลกๆโรงงานในพื้นที่ชุมชนที่ส่งกลิ่น/น้ำเสีย แจ้งสายด่วนกรมโรงงานอุตสาหกรรม 02-202-4000✅ สนับสนุนสินค้าไทยไม่สนับสนุนสินค้าราคาถูก จากต่างชาติที่ล้วนแล้วอาจมีที่มาไม่โปร่งใส และ สินค้าไม่ได้มาตรฐาน อาจเป็นอันตราย✅ ร่วมลงชื่อ / สนับสนุนกลไกแก้ไขกฎหมายถึงเวลาที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้อง แก้กฎหมาย รง.4 ให้ชัดเจน:ผู้ขอต้องมีเจตนา “ทำกิจการเอง” เท่านั้นห้ามโอนใบอนุญาตแบบเสรีมีระบบตรวจสอบย้อนหลัง-ติดตามการใช้จริง“มาสร้างปัญหา และขนกำไรกลับบ้าน ทิ้งไว้แต่ของเสียให้คนไทยดูต่างหน้าถ้าคนไทยรับรู้ แต่ยังไม่ช่วยกัน สอดส่อง ปกป้องบ้านตัวเองอีกไม่นาน…คนไทยอย่างพวกเราอาจกลายเป็นแค่ ผู้ให้เช่าบ้าน ในประเทศของตัวเอง”
TNN ช่อง16 • 19 พ.ค. 68
อ่าน
ประวัติหมอเกศกมล สว.คะแนนสูงสุด สู่ดรามาวุฒิ ป.เอกแคลิฟอร์เนีย
เปิดประวัติ รศ.ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภาคะแนนสูงสุด ปี 2567 กับกระแสดรามาวุฒิการศึกษา ป.เอกจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเปิดประวัติ “หมอเกศกมล” จาก สว.คะแนนอันดับ 1 สู่ข้อครหาวุฒิปริญญาเอกรศ.ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักในชื่อ “หมอเกศกมล” ปัจจุบันอายุ 45 ปี เป็นแพทย์หญิง นักธุรกิจ และสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดทั่วประเทศในการเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและบทบาทด้านสาธารณสุขและสังคม ทำให้เธอกลายเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างรวดเร็ว นอกจากตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา หมอเกศกมลยังดำรงตำแหน่งผู้บริหารธุรกิจคลินิกและแลบอราทอรีหลายแห่ง ได้แก่ เกศกมล คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป, เกศกมล เด็นทัล คลินิก และอินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี รวมถึงทำหน้าที่ที่ปรึกษากรรมาธิการในรัฐสภาและภาคประชาชนหลายองค์กรเธอยังเคยทำหน้าที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ด้านสุขภาพ อาทิ “คุณหมอขอถาม” และ “สุขภาพดี” ทางช่อง JKN 18 และได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok ในชื่อ @dr.kes_keskamolการศึกษา และดรามาวุฒิปริญญาเอกในใบสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ปี 2567 พญ.เกศกมลระบุว่าตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก California University และยังได้รับตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีหน่วยงานรับรองสถาบันนี้ในประเทศไทย และลักษณะการศึกษานั้นเป็นการเทียบโอนและส่งรายงาน ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลของปริญญาเอกทั่วไปต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ พญ.เกศกมล เป็นเวลา 20 ปี โดยเห็นว่าเข้าข่ายการกระทำหลอกลวงตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งมีโทษสูงทั้งจำคุกและปรับพญ.เกศกมลได้ออกมาชี้แจงต่อสังคมว่า วุฒิการศึกษาที่ระบุเป็นของจริง และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา พร้อมยืนยันว่าต้องการตอบแทนสังคม และไม่ได้มีเจตนาหลอกลวง โปรไฟล์โดดเด่นทางสังคมหมอเกศกมลเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชน มีบทบาทในงานช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน ทั้งการดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วม การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการตั้งมูลนิธิส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือสังคมในระยะยาวเธอยังเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์พิเศษและเป็นที่ปรึกษาในหลายหน่วยงานด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคง ทั้งยังได้รับการอบรมวิทยุโทรทัศน์ระดับสูง ประเด็นที่ต้องติดตามต่อแม้ พญ.เกศกมล จะมีบทบาทที่น่าจับตามองในสภาสูง แต่ประเด็นวุฒิการศึกษากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางการเมือง หากศาลฎีการับฟ้องและมีคำพิพากษา เธออาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงพร้อมกันนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเพิ่มเติมเรื่องการฮั้วกันเลือก ส.ว. ซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบวุฒิสภาทั้งระบบด้วย
TNN ช่อง16 • 30 เม.ย. 68
อ่าน
ไฟเขียวร่างกฏกระทรวง “ต่อใบขับขี่ระบบอิเล็กทรอนิกส์” ไม่ต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
เมื่อวันที่ 22 เมษายน นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาตขับรถ และการต่ออายุใบอนุญาตขับรถ (ฉบับใหม่) ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ทั้งนี้ กฎกระทรวงปัจจุบัน (พ.ศ. 2563) กำหนดให้ประชาชนต้องเดินทางไปตรวจสมรรถภาพร่างกายด้วยตนเองทุกครั้งที่ขอต่ออายุใบขับขี่ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ และไม่สอดคล้องกับ พ.ร.บ.การปฏิบัติราชการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2565 ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้มีสาระสำคัญ ได้แก่:1.ยกเว้นการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย สำหรับผู้ขอต่ออายุใบขับขี่ที่มีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ และไม่มีเงื่อนไขทางสุขภาพตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด2.ยังคงการทดสอบสมรรถภาพ สำหรับผู้ที่มีอายุ หรือมีเงื่อนไขทางสุขภาพต้องเฝ้าระวัง โดยต้องทดสอบปฏิกิริยาและสายตา รวมถึงผ่านการอบรม3.กฎกระทรวงนี้จะมีผลใช้บังคับหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 90 วัน มาตรการใหม่นี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถต่ออายุใบขับขี่ผ่านระบบออนไลน์ได้ ลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง ขณะเดียวกันยังคงมาตรฐานด้านความปลอดภัยและการตรวจคัดกรองผู้ขับขี่อย่างเข้มงวด
TNN ช่อง16 • 22 เม.ย. 68
อ่าน
จีนผ่อนปรนกฎ "จดทะเบียนสมรส" หวังคนรุ่นใหม่แต่งงานมากขึ้น
จีนได้แก้ไขกฎระเบียบการจดทะเบียนสมรสเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ออกกฎระเบียบการจดทะเบียนสมรสเมื่อปี 2003 โดยมีการลดปริมาณงานเอกสารและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเลือกพื้นที่จดทะเบียนสมรส ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. 2025 เพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่แต่งงานกันมากขึ้นกฎระเบียบใหม่ระบุว่าคู่สามีภรรยาบนแผ่นดินใหญ่ของจีนที่ต้องการจดทะเบียนสมรสจะใช้เพียงบัตรประจำตัวประชาชน กอปรกับใบรับรองที่มีการลงนามยืนยันสถานะโสดและไม่มีความเกี่ยวข้องใกล้ชิดทางสายเลือดภายในสามชั่วอายุคน โดยไม่ต้องแสดงทะเบียนบ้านอีกต่อไปนอกจากนั้นคู่สามีภรรยาบนแผ่นดินใหญ่ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนสมรส ณ สำนักทะเบียนตามพื้นที่ที่มีสถานะพำนักถาวร ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะขณะพลเมืองชาวจีนเลือกใช้ชีวิตและทำงานอยู่นอกบ้านเกิดตามทะเบียนบ้านของตนเองกันมากขึ้น
TNN ช่อง16 • 10 เม.ย. 68
อ่าน
กยศ. ชี้แจงกรณีหักเงินเพิ่ม 3,000 บาท เฉพาะกลุ่มค้างจ่าย
ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่ กยศ. ได้แจ้งนายจ้างให้หักเงินเดือนผู้กู้ยืมที่ค้างชำระหนี้เพิ่มอีก 3,000 บาทนั้น กยศ. ขอชี้แจงว่า เนื่องด้วย กยศ. ได้ดำเนินการติดตามหนี้ผู้กู้ยืมทุกรายที่ยังมียอดหนี้ค้างชำระ ซึ่งรวมถึงผู้กู้ยืมที่อยู่ในระบบหักเงินเดือน โดยก่อนหน้านี้ กยศ. ได้แจ้งหักเงินเดือนซึ่งไม่ได้นำยอดหนี้ค้างชำระเดิมของผู้กู้ยืมมารวมในการแจ้งหักเงินเดือนด้วยและได้แจ้งให้ผู้กู้ยืมมีหน้าที่ชำระเงินยอดหนี้ค้างชำระด้วยตนเองให้ครบถ้วน แต่ผู้กู้ยืมบางรายไม่ได้มีการชำระเงินดังกล่าวจึงทำให้มียอดหนี้ค้างสะสม และบางรายได้ขอลดจำนวนเงินหักเงินเดือน แต่ไม่ได้ชำระส่วนต่างให้ครบถ้วนภายในวันที่ 5 กรกฎาคมของงวดปีนั้นๆ ดังนั้น กยศ. จึงมีความจำเป็นในการเพิ่มจำนวนเงินที่หักต่อเดือนบัญชีละ 3,000 บาท ซึ่ง กยศ. ได้จัดส่งหนังสือแจ้งไปยังที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ให้ผู้กู้ยืม และได้ส่งอีเมลให้นายจ้างทราบแล้ว โดยสามารถตรวจสอบยอดหนี้ค้างชำระได้ด้วยตนเองผ่านแอป กยศ.Connectทั้งนี้ กยศ. ขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืมที่มียอดหนี้ที่ค้างชำระมาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th เพื่อได้รับสิทธิขยายระยะเวลาผ่อนชำระอีก 15 ปี ปลดภาระผู้ค้ำประกันและลดเบี้ยปรับ 100%ซึ่งจะทำให้การแจ้งหักเงินเดือนในเดือนถัดไปมียอดที่ลดลงตามเงื่อนไขในสัญญาปรับโครงสร้างหนี้
TNN ช่อง16 • 9 เม.ย. 68
อ่าน
เทคนิครับมือ เมื่อไปพบญาติช่วงสงกรานต์ และการตอบคำถามป้าข้างบ้าน
กลับบ้านช่วงสงกรานต์ทั้งที รู้สึกว่ามีแต่คนรัก... เอ๊ะ! ที่ญาติ ๆ ชอบทักเพราะเป็นห่วงเราจริงเหรอ?เรียนจบยัง ทำงานไหน เงินเดือนเท่าไหร่ แต่งงานกับใครหรือยัง? คำถามฮิตติดปาก จากญาติ ๆ ที่คอยห่วงใย ถ้าเรารู้สึกไม่สบายใจ จะรับมืออย่างไรดี? วันนี้ ‘ฟิวส์ ธีรวรรณ ดีบ้านคลอง’ นักจิตวิทยาคลินิก Me Center มีคำแนะนำมาฝาก1.สร้างขอบเขตของเราให้ชัดโดยให้ดูว่าเราโอเคกับอะไร ไม่โอเคกับอะไร หากมีคนถามในสิ่งที่เราสะดวกใจตอบ เราสามารถตอบออกไปได้ แต่หากถูกถามในเรื่องที่ไม่สะดวกใจที่จะตอบ อาจตอบไปว่า “ขอโทษด้วยนะคะ/ครับ ยังไม่พร้อมจะตอบเรื่องนี้/ยังไม่พร้อมจะเล่า ขอบคุณมากนะคะ/ครับ ที่เป็นห่วงหรือถามเรื่องนี้ ไว้พร้อมเมื่อไรจะตอบหรือจะเป็นคนแจ้งเรื่องนี้ให้ทราบเอง2.ขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่สนิทใจในครอบครัวเช่น ขอความช่วยเหลือจากพี่ น้อง พ่อ แม่ ว่าเราคาดการณ์มาว่าจะต้องถูกญาติถามเรื่องที่เราไม่สะดวกใจที่จะตอบตอนนี้ เวลาที่ญาติจะถาม ช่วยอยู่ใกล้ ๆ เรา แล้วช่วยเราแก้สถานการณ์ ช่วยเราตอบคำถาม หรือพาเราหลีกเลี่ยงไม่อยู่กับญาติคนนี้ เพื่อไม่ให้มีโอกาสได้ถามในวงสนทนา3.เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาโดยให้สอบถามเรื่องอื่น เช่น อากาศวันนี้แจ่มใสดี มี pm2.5 หรือเปล่า วันนี้มีอะไรทานบ้างคะ/ครับ? คุณ…ได้ทานอะไรหรือยังคะ/ครับ? 4.สอบถามเรื่องอื่น ๆ เกี่ยวกับคนในครอบครัวหรือสอบถามผู้ถามกลับ เมื่อถูกถามแล้วเราไม่แน่ใจว่าจะตอบว่าอย่างไร สามารถถามกลับผู้ที่ถามเรามาได้ว่าเรื่องนี้คิดเห็นอย่างไร หรือเปลี่ยนโดยการถามเรื่องเกี่ยวกับคนในครอบครัวคนอื่น เช่น คุณอาว่าคุณปู่เป็นอย่างไรบ้างช่วงนี้?5.ตอบคำถามสั้น ๆ โดยหลีกเลี่ยงการให้รายละเอียดเช่น ไม่ใช่ค่ะ/ครับ ไม่แน่ใจ ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ยังไม่มีอะไรใหม่6.ใช้อารมณ์ขันเข้ามาช่วยด้วยการเล่นมุกตลก หรือตอบแบบตลก ๆ การใช้อารมณ์ขันจะช่วยให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดเบาบางลงไปได้ และอาจจะทำให้ผู้ถามไม่ได้ให้ความสนใจอยู่เฉพาะการรอคำตอบของเราเท่านั้น วิธีดังกล่าวเป็นวิธีการเบื้องต้นในการรับมือกับญาติที่ชอบมาทักเราให้รู้สึกเสียความมั่นใจ หรือกระตุ้นให้เรามีอารมณ์และความรู้สึกติดลบ แต่ทั้งนี้อาจต้องดูบริบท รวมถึงนิสัยของคู่สนทนาของเรา เพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการรับมือแต่หากพบว่าเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจ ทำให้รู้สึกแย่ ท้อแท้ มีพฤติกรรมแยกตัวออกจากสังคม และกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน การขอคำปรึกษาโดยการเข้าพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาคลินิก ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้หากสนใจปรึกษาจิตแพทย์ และนักจิตวิทยาคลินิก ติดต่อได้ที่Me Center คริสตัล ดีไซน์ เซนเตอร์ (CDC) ชั้น 2โทร 085-355-2255Me Center ศูนย์สมองและสุขภาพจิต ชั้น 8 โรงพยาบาลอินทรารัตน์โทร 02-481-5555 ต่อ 8300Line Official: @mecenter (https://lin.ee/mCheDsu)
TNN ช่อง16 • 3 เม.ย. 68
อ่าน
บัญชีกลางจี้ต้นสังกัดบังคับใช้กฎหมายเอาผิดผู้รับเหมางานรัฐทำผิดซ้ำซาก
บัญชีกลางจี้ต้นสังกัดบังคับใช้กฎหมายเอาผิดผู้รับเหมางานรัฐทำผิดซ้ำซาก หลังเกิดกรณีคานเหล็ทรุดตัวจากการก่อสร้างบริเวณถนนพระราม 2 #ทันหุ้น นางแพตริเซีย มงคลวณิช อธิบดีกรมบัญชีกลางกล่าวถึงกรณีการเกิดอุบัติเหตุซ้ำซากจากการก่อสร้างบริเวณถนนพระราม 2 โดยล่าสุดเกิดเหตุคานเหล็กทรุดตัวทำให้มีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บว่า กรมบัญชีกลางได้นำเรียนต่อท่านนายกรัฐมนตรีไปว่า หน่วยงานที่เป็นต้นสังกัดจะต้องไปดูว่าเขามีเครื่องมืออะไรในการกำกับต่อผู้รับเหมาได้บ้าง ซึ่งในแง่ของกฎหมายการจัดซื้อจัดจ้างก็มีบทลงโทษ และ รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่า มีหลายข้อกฎหมายที่จะหยิบมาพิจารณาได้ กรณีความผิดซ้ำซากของผู้รับเหมานั้น ต้องย้อนกลับไปว่า กฎหมายกลางที่มีอยู่นั้น ท่าน(หน่วยงานต้นสังกัด)พร้อมแอพพลายใช้ได้ไหม เชื่อว่า มีอะไรที่ทำได้ แต่หน่วยงานต้องไปพิจารณาว่า เข้าตรงไหน เพราะในพ.ร.บ.จัดซื้อฯเอง ก็มีโทษแรงสุดที่เกิดจากการทิ้งงาน คือ กรรมการที่มีอำนาจลงนามห้ามรับงาน2 ปี ส่วนที่เกิดความเสียหายที่เกิดกับประชาชนนั้น เธอกล่าวว่า ไม่ว่า ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับประชาชนหรือเศรษฐกิจ ทางหน่วยงานต้นสังกัดต้องไปไล่บี้ความเสียหายและชดเชยอย่างไร และไปดูว่า ผู้รับจ้างทั้งหมดปฏิบัติตามกฎหมายทุกข้อไหม การรับเหมาช่วงขอนุญาติหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ขอ ก็มีบทบัญญัติลงโทษก็ทำกันไป อย่ารอเรื่องสมุดพก ซึ่งเป็นเรื่องข้างหน้า ทางกรมบัญชีกลางก็ทำเต็มที่ สำหรับความคืบหน้าของการแก้ไขร่างกฎกระทรวงสำหรับผู้มีสิทธิ์ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการนั้นขณะนี้ กรมบัญชีกลางได้เสนอร่างแก้ไขดังกล่าว เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้วโดยจะปรับปรุงให้สามารถปรับลดชั้นผู้รับเหมางานภาครัฐ ซึ่งกฏหมายปัจจุบัน มีคณะกรรมการฯ ปรับชั้นขึ้นเพียงอย่างเดียว เพื่อรองรับเงื่อนไขผู้รับเหมางานภาครัฐ ด้านการก่อสร้างขนาดใหญ่ ต้องอยู่ในชั้นที่กำหนด หรือ มีการสะสมประสบการณ์งานภาครัฐหลายโครงการจึงจะมีสิทธิ์ การแก้ไขจะเป็นเรื่องการให้คะแนนให้ผู้รับเหมา กรณีที่มีการตัดแต้มก็ดูว่า มีคะแนนระดับไหนต้องโดนระงับอะไรบ้าง เช่น ห้ามรับงาน 3 เดือน หรือ ห้ามรับงาน 1 ปี แรงสุดเทียบเท่าทิ้งงาน คือ ห้ามรับงาน2 ปี ส่วนค่าปรับต้องดูตามสัญญา
ทันหุ้น • 17 มี.ค. 68
ดูเพิ่มเติม