TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “怎么做假香港演艺学院成绩单{官网:bbzz58.com}平顶山浙江农村信用社存款证明-怎么做假缅因大学毕业证[办证网:ban58.com]怎么做假科罗拉多矿业学院文凭5X” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
กยศ.ประสานนายจ้างกว่า 5.2 พันแห่ง หักเงินเดือนชำระหนี้ เริ่ม พ.ค.69
#ทันหุ้น #กยศ. ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ยืมเงินตั้งแต่เดือนพ.ค.69 นี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างกว่า5,200แห่งที่จะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินคืนกองทุนผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร(e-PaySLF)ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2569สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่เว็บไซต์กยศ.เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ.ขอแจ้งว่าขณะนี้กยศ.ได้จัดส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพิ่มเติมกว่า5,200แห่งให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกยศ.ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร(e-PaySLF)ซึ่งเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2569เป็นต้นไปโดยขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่15มิถุนายน2569และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่15ของทุกเดือนสำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีภาระหนี้ค้างชำระก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือนขอให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นโดยเร็วทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ.ขอเชิญองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนและวิธีการใช้งานระบบe-PaySLFได้ที่เว็บไซต์www.studentloan.or.thและหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ“กยศ.องค์กรนายจ้าง”กยศ.ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 21 พ.ค. 69
อ่าน
10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา
ในยุคที่โลกออนไลน์คือวิถีชีวิต การแชท โอนเงิน หรือช้อปปิ้งถือเป็นกิจวัตรที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว แต่น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้ มิจฉาชีพ ฉกฉวยโอกาส ทางออนไลน์ เพื่อ หลอกลวง ฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความเสียหายรวมจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะลุ 13,000 ล้านบาทไปแล้ว ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงความเครียดที่บั่นทอนสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างน่าเป็นห่วง เมื่อภัยไซเบอร์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตเช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC 1441) จึงชวนกันมาถอดบทเรียนจาก 10 เคสจริง เพื่อแฉกลโกงให้ทุกคน รู้เท่าทันมิจฉาชีพ และสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน กลโกง#1 ปลอมตัวตน ปล้นความเชื่อใจ มิจฉาชีพจะเริ่มด้วยการปลอมเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เหยื่อเผลอเชื่อใจและลดการป้องกันตัวลง เคสหลอกให้รักแล้วโอนเงิน: แอบอ้างเป็นพยาบาลต่างประเทศ ทักมาสานสัมพันธ์จนผู้เสียหายตายใจ แล้วหลอกขอค่าขนย้ายทรัพย์สินเพื่อกลับมาแต่งงานที่ไทย สูญเงิน 1,308,000 บาท เคสร้านค้าปลอมหลอกขายของถูก: ปลอมเพจ Facebook ขายปูนซีเมนต์ราคาถูกเกินจริง บีบให้ผู้เสียหายโอนเงินเต็มจำนวน แล้วบล็อกหนีหาย สูญเงิน 1,100,000 บาท เคสเพจที่พักทิพย์: ขโมยรูปวิลล่าหรูมาเปิดเพจปลอม พร้อมเร่งรัดให้โอนจองเต็มจำนวนเพื่อล็อกสิทธิ์ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าไม่มีชื่อในระบบ สูญเงิน 15,000 บาท เคสทหารเรือเก๊หลอกให้ซื้อของ: สวมรอยเป็นทหารเรือสั่งลวดหนามล็อตใหญ่ บีบให้ผู้ประกอบการสั่งของสเป็กพิเศษจาก "ร้านพันธมิตรปลอม" ที่จัดฉากไว้ แล้วเชิดเงินมัดจำหนีไป สูญเงิน 500,000 บาท เคสแอบอ้างเจ้าหน้าที่ PEA: โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เพื่อขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน จนสูญเงิน 594,570 บาท กลโกง#2 ปั่นอารมณ์ จู่โจมให้ขาดสติ เมื่อเริ่มเชื่อใจ โจรจะเปลี่ยนจังหวะมาจู่โจมที่สมองส่วนอารมณ์ ไม่ว่าจะใช้ความกลัวข่มขู่หรือความรักบีบคั้น เพื่อให้เราสติหลุด ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เคสตำรวจปลอมกับคดีฟอกเงิน: โทรศัพท์มาอ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินระดับชาติ บีบให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เหยื่อตกใจกลัวจึงยอมโอน สูญเงิน 4,102,169 บาท เคสลูกสาวกำมะลอเสียง AI: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเลียนเสียงเป็นลูกสาว โทรหาคุณแม่ อ้างว่าต้องใช้เงินด่วนจ่ายค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นห่วงรีบร้อนโอนไป สูญเงิน 100,000 บาท เคสหนีเสือปะทนายปลอม: หลอกผู้เสียหายที่กำลังทุกข์ใจเพราะถูกโกง ผ่านเพจ "ทนายอาสา" อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้แต่ขอค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ กลายเป็นการสูญเสียซ้ำสองที่เจ็บปวดกว่าเดิม สูญเงินเพิ่ม 363,285 บาท กลโกง#3 วางเหยื่อล่อ ลากเข้าวงจรโอนไม่สิ้นสุด จังหวะสุดท้ายคือการวางเหยื่อล่อ หลอกให้เหยื่อได้กำไรในตอนแรก เพื่อซื้อความตายใจ ก่อนจะล่อให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ และบีบคั้นให้ต้องโอนเพิ่มอย่างไม่จบสิ้น เคสกับดักหุ้น กำไรทิพย์: มิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้นพลังงานผ่านแอปปลอมที่สร้างกราฟกำไรปลอมขึ้นมาเอง ล่อให้เหยื่อทุ่มเงินเพิ่มไม่หยุด จนสุดท้าย สูญเงิน 8,747,497 บาท เคสงานแพ็กของ รายได้เสริมกลายเป็นหนี้: มิจฉาชีพประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ให้ผู้เสียหายทำภารกิจกดรับออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ยอมให้ถอนยอดน้อยได้จริงในช่วงแรก เพื่อล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะบล็อกระบบการถอน สูญเงิน 3,023,000 บาท เมื่อตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร? เคสตัวอย่างทั้งสิบนี้คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล และเท่าทันจังหวะกลโกงอยู่เสมอ แต่หากรู้ตัวว่าพลาดโอนเงินไปแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้สูตร "โทร-กด-แจ้ง" ทันที โทร - สายด่วน AOC 1441: ศูนย์ปฏิบัติการนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยคุณสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติทันทีที่รู้ตัว กด - เลข 1 เพื่อระงับบัญชีม้า: พยายามทำภายใน "1 ชั่วโมง" เพื่อขอรหัส Bank Case ID และให้ธนาคารล็อกบัญชีปลายทางชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน แจ้ง - ความภายใน 7 วัน: รวบรวมหลักฐาน (แชท, สลิป, ลิงก์โปรไฟล์) แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การอายัดบัญชีมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ จำไว้ว่า! แม้อาจไม่ได้เงินคืนในทันที แต่การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยหยุดความเสียหายไม่ให้เงินถูกโอนต่อ และเป็นการกำจัด "บัญชีม้า" ออกจากระบบ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัยจาก อาชญากรรมออนไลน์ โดยการสร้าง ภูมิคุ้มกันดิจิทัล ให้เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็ง เพราะเพียงแค่ "หยุดคิด" ก่อนคลิกลิงก์หรือโอนเงินเพียงเสี้ยววินาที ก็ช่วยปกป้องเงินในบัญชีรวมถึงสุขภาพกายและใจของคุณได้ในระยะยาว สสส. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเท่าทันและหยุดวงจรมิจฉาชีพผ่านสื่อรณรงค์ชุดล่าสุด: ภาพยนตร์โฆษณา Uncontrol: https://youtu.be/iwOUuQEa1vw คลิปวิดีโอออนไลน์ ป้าข้างบ้านอวดลูก: https://www.youtube.com/watch?v=95NtmiqttBU และลองศึกษาวิธีการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางจัดการตัวเองเมื่อพลาดพลั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.creativehealthcampaign.thaihealth.or.th เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยจากทุกภัยมิจฉาชีพ ติดตามข่าวสารสุขภาพจากทาง สสส. ได้ที่Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส. Line : @thaihealththailand Tiktok: @thaihealth Youtube: SocialMarketingTH Website : Social Marketing Thaihealth
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 4 มี.ค. 69
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================
ทราเวล ทิปส์ • 29 พ.ย. 68
อ่าน
รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม เพจปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์
ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การจองที่พักออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ ก็มีมิจฉาชีพที่คอยแฝงตัวมาในรูปแบบของเว็บไซต์ปลอม เพจปลอม หรือแอปพลิเคชันจองที่พักปลอม เพื่อหลอกให้เราเสียเงิน และข้อมูลส่วนตัว วันนี้เราจะพาคุณมา รู้ทันกลลวงออนไลน์พร้อมวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของที่พักที่คุณกำลังจะจอง รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์ 1. ตรวจสอบ URL และชื่อเว็บไซต์ให้ดี เว็บไซต์ปลอมมักมีชื่อคล้ายกับเว็บไซต์จองที่พักชื่อดัง แต่จะมีความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ตัวอักษรผิดหรือมีสัญลักษณ์แปลกๆ ใน URL เช่น "bo0king.com" แทน "booking.com" ดังนั้นก่อนกดจอง ควรตรวจสอบ URL ให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์จริง 2. สังเกตการันตีความปลอดภัย (SSL) เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมี SSL Certificate ซึ่งสังเกตได้จากไอคอนรูปกุญแจหรือคำว่า "https://" ที่อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าเว็บไซต์นั้นอาจไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล 3. อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รีวิวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้จักที่พัก และเว็บไซต์นั้นๆ มากขึ้น ลองค้นหารีวิวจากหลายๆ แหล่ง เช่น Google, TripAdvisor หรือ Pantip เพื่อดูว่ามีใครเคยใช้บริการ และประสบการณ์เป็นอย่างไร หากพบรีวิวแย่ๆ หรือรีวิวที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ให้ระวังไว้ก่อน 4. เปรียบเทียบราคา หากพบว่าที่พักแห่งหนึ่งมีราคาถูกกว่าปกติมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับที่พักอื่นในบริเวณใกล้เคียง นี่อาจเป็นสัญญาณของกลลวง ลองเปรียบเทียบราคากับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่โดนหลอก 5. ตรวจสอบข้อมูลติดต่อ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน เช่น เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, หรือที่อยู่จริง หากเว็บไซต์ไม่มีข้อมูลเหล่านี้หรือข้อมูลไม่ชัดเจน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นเว็บไซต์ปลอม 6. อย่าเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ข้อเสนอแบบ "จองวันนี้ฟรี!" หรือ "ส่วนลดสูงสุด 90%" มักเป็นกลลวงที่ใช้ล่อลวงผู้ใช้งาน ให้ลองตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจจอง เพราะบางครั้งอาจมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือเงื่อนไขที่ทำให้คุณเสียเงินมากกว่าที่คิด 7. ใช้ช่องทางการจองที่ปลอดภัย ควรจองที่พักผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีชื่อเสียง และเชื่อถือได้ เช่น Booking.com, Agoda, หรือ Airbnb หลีกเลี่ยงการจองผ่านลิงก์แปลกๆ ที่ส่งมาในอีเมลหรือข้อความ 8. ตรวจสอบนโยบายการคืนเงิน ก่อนจองที่พัก ควรอ่านนโยบายการคืนเงินให้เข้าใจ หากเว็บไซต์ไม่มีนโยบายนี้หรือเงื่อนไขไม่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเจอกับเว็บไซต์ปลอม 9. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น เว็บไซต์ปลอมมักขอข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น หมายเลขบัตรเครดิต, รหัสผ่าน, หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร โดยไม่มีเหตุผลสมควร ควรให้ข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ 10. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์ มิจฉาชีพมักเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ ดังนั้นการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์จะช่วยให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ====================
ทราเวล ทิปส์ • 28 พ.ย. 68
อ่าน
เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่วันนี้ (18 กรกฎาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านรายการ“เสียงจากใจไทยคู่ฟ้า” ว่าปัจจุบันมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ โดยที่ผ่านมามักจะใช้ช่องทางผ่านการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นตำรวจบ้าง เป็น หน่วยงานราชการสำคัญบ้าง อ้างว่ามีไปรษณีย์ตกค้างบ้าง รวมทั้งการส่งเอกสารหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยเริ่มคุ้นชินแล้ว ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบพบการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้นปัจจุบันพบว่ามีการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดเพจแอบอ้างเป็น มูลนิธิหรือสำนักงานทนายสาธารณะที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือ ศูนย์ช่วยเหลือการถูกหลอกลวง โดยปัจจุบันพบว่าในแพลตฟอร์ม Facebook มีชื่อว่า “สำนักงานช่วยเหลือเหยื่อคดีทางออนไลน์” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อหลอกลวงซ้ำกับคนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ หรือกรณีที่ซื้อสินค้าไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปกเป็นจำนวนมาก "กระบวนการเหล่านี้จะเปิด Facebook แฟนเพจและขึ้นหน้าเพจว่าเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่โดนหลอกลวงทางออนไลน์โดยจะให้แอด LINE กับทนายความ โดยระบุว่าจะมีทีมทนายให้การช่วยเหลือเมื่อขบวนการมิจฉาชีพได้รับเรื่องจากผู้ที่เป็นเหยื่อก็จะส่งต่อให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นตำรวจจากหลายหน่วยงานซึ่งจากการตรวจสอบพบมีการส่งบัตรข้าราชการตำรวจให้เหยื่อได้หลงเชื่อ จากนั้นจะทำงานเป็นทีมเพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่โชคร้ายอยู่แล้วต้องโชคร้ายซ้ำสอง โดยคณะทำงานได้ ตรวจสอบบัตรประจำตัวตำรวจดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นตำรวจจริง และได้ตรวจสอบพบว่าชื่อ ทนายความดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในสารบบของทะเบียนทนายความ" เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆนายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ส่งเรื่องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบและจับกุมกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้อยู่ ทั้งนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อในกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Instagram และ Facebook ซึ่งเป็นช่องทางที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อชักจูงให้หลงเชื่อและโอนเงินทั้งนี้ อย่าโอนเงินให้บุคคลหรือเพจที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล หรือทาง อีเมล jirayu9000@gmail.com เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว
TNN ช่อง16 • 18 ก.ค. 68
อ่าน
เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA
นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ได้รับแจ้งจากอดีตผู้บริหารและข้าราชการบำนาญหลายท่านว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อให้มาลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยให้มาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัด หรือกรมบัญชีกลาง หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี และในบางกรณีให้ส่งอีเมลยืนยัน กรมบัญชีกลางขอแจ้งว่า “กรมบัญชีกลางไม่มีนโยบายแจ้งให้ผู้รับบำนาญ มาดำเนินการกรอกข้อมูลหรือลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับ PDPA ตามที่มิจฉาชีพอ้าง” ดังนั้น ขอให้ท่านที่ได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ ไม่ตอบกลับอีเมล หรือกดลิงก์ใด ๆ ตามที่ได้รับแจ้ง “กรมบัญชีกลางขอเน้นย้ำว่า “ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง” ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว
TNN ช่อง16 • 2 ก.ค. 68
อ่าน
ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
TNN ช่อง16 • 26 มิ.ย. 68
อ่าน
“บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาค 2 เตือนประชาชน ระวังแอบอ้างโซเชียลปลอม
“บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำชัด ไม่มีบัญชีโซเชียล เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบัญชีปลอมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ออกแถลงยืนยันว่า ตนไม่มีบัญชีผู้ใช้ส่วนตัวในแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใด ๆ ทั้ง Facebook, Line, TikTok, Instagram หรือ X (Twitter) พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังต่อการแอบอ้างที่อาจนำไปสู่การถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ขณะนี้ปรากฏบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมที่แอบอ้างชื่อ รูปภาพ หรือข้อมูลของตนบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เพื่อหวังผลในทางมิชอบ เช่น หลอกขอข้อมูลส่วนตัว ชักชวนบริจาค หรือปลุกปั่นความเข้าใจผิดทางสังคม ทั้งนี้ กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจสอบและติดตามแหล่งที่มาของบัญชีปลอมดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้หยุดแชร์ หยุดส่งต่อ และหากพบการแอบอ้างในลักษณะนี้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านช่องทางของกองทัพภาคที่ 2
TNN ช่อง16 • 19 มิ.ย. 68
อ่าน
เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์
TNN ช่อง16 • 12 มิ.ย. 68
อ่าน
อย่าหลงเชื่อ! กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโพสต์และอ้างว่าสลากกินแบ่งฯ เปิดให้ประชาชนติดต่อรับข้อมูลแจ้งผลออกสลาก ผ่านท่านผู้ช่วย ผอ.สนง.สลากกินแบ่งนั้น เป็นการแอบอ้างใช้ชื่อและภาพของผู้อำนวยการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตสำหรับการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน และไม่มีผู้ใดสามารถทราบผลรางวัลล่วงหน้าได้ ซึ่งพฤติกรรมการส่งข้อมูลว่าสามารถให้ผลสลากได้นั้น ไม่เป็นความจริง ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่หลอกลวง หรือแอบอ้างผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่าสามารถให้ตัวเลขที่ถูกรางวัลได้ ท่านอาจถูกหลอกลวงนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่มิชอบ รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ทั้งนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ https://www.antifakenewscenter.comเดือนกรกฎาคม 2568 จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ แผ่นดินไหว-สึนามิ กรมอุตุฯ เตือนเป็นข่าวปลอมเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวกทม. จะเป็นเมืองร้างน้ำในแม่น้ำลดต่ำมาก สทนช. ชี้แจงประเด็นนี้แล้ว
TNN ช่อง16 • 6 มิ.ย. 68
อ่าน
แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สะกดจิตเหยื่อได้ไหม? หลังเหิมเกริมหลอกนักศึกษา มช.ตกเป็นเหยื่อนับ 10 รายใน 1 สัปดาห์
แม้ว่าปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะยังคงใช้กลอุบายเดิมในการ โทรศัพท์มาหลอกเหยื่อ เช่น-อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อทำผิดกฎหมายบัญชีพัวพันบัญชีม้า ส่งยาเสพติด มีพัสดุผิดกฎหมาย-มีการใช้เบอร์โทรศัพท์ไปใช้ทำผิดกฎหมาย ต้องทำการตรวจสอบทรัพย์สินด้วยการโอนเงินไปให้ตรวจสอบให้ครบจำนวน-ข่มขู่ปล่อยคลิปลับ วิดีโอคอล ขอให้เหยื่อ ถอดเสื้อผ้าและจะบันทึกภาพไว้ blackmail ทีหลัง-หลอกว่าได้รับทุนฟรีที่ต่างประเทศ แต่จะต้องโอนเงินไปก่อนเพื่อใช้เป็นสเตจเม้นท์ สร้างความน่าเชื่อถือโดยระหว่างพูดคุย มีเงื่อนไขว่าต้องวิดีโอคอล 24 ชั่วโมงเปิดกล้อง และต้องอยู่คนเดียว ห้ามติดต่อใคร แถมมีบอกสคริป แนะนำวิธีให้เหยื่อ ไปขอเงินพ่อแม่คำถามคือ ทำไมเราถึงยอม ทำตามมันทุกอย่าง คล้ายโดนล้างสมอง หรือ ถูกสะกดจิต ?คำตอบจากเพจมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดถึงเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้กับเหยื่อว่า สิ่งที่ทำให้เหยื่อ หลงเชื่อ ยอมทำทุกอย่างไม่ใช่สะกดจิต แต่มันคือ Emotional Hijack คือการเล่นกับ สมองและจิตใจเรา ด้วยความกลัวและความเครียดชั่วขณะจนสมองส่วนอารมณ์ Amygdala ทำงาน เหนือ สมองส่วนเหตุและผล มัวแต่กลัว เครียด จนไม่ได้ฉุกคิดว่า นี่คือเรื่องจริงไหม เช่นสวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ คุณใช่คุณ……(บอกชื่อและข้อมูลที่ถูกต้องของเรา)เราตรวจสอบพบว่า บัญชีของคุณ ไปพัวพันกับ การขนส่งพัสดุผิดกฎหมายเพื่อแสดงความบริสุทธ์ ทางเราต้องการให้คุณ โอนเงินมา เพื่อตรวจสอบ นะครับแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มความมีอำนาจ ให้เหยื่อรู้สึกตัวเล็ก ต้องยอมทำตามใช้ข้อมูลส่วนตัวเหยื่อที่ขโมยมา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ว่าใช่เราจริงทั้งหมดจึงหลอกให้เหยื่อ ตกใจ รีบทำตาม ไม่งั้นเรื่องราวจะบานปลาย🎓 ทำไม นักศึกษามหาวิทยาลัย จึงกลายเป็น เป้าหมายหลัก ?ประสบการณ์ชีวิตน้อย ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้โครงสร้างสังคม สอนให้เด็กเชื่อผู้ใหญ่ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่ต้องตั้งคำถามความมั่นใจในตัวเอง ว่าเป็นแบบที่ฉันคิดแหละถูกต้องแล้ว ไม่กล้าพูดคุยกับพ่อแม่เมื่อมีปัญหา ผลคือ โดนหลอกวิธีเอาตัวรอดจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (1) ตั้งสติ หายใจเข้า-ออกลึก ๆ 3 ครั้งและบอกว่า “เจ้าหน้าที่จริงจะไม่ให้เราโอนเงิน”(2) ขอเบอร์ติดต่อกลับ เชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ทำผิด และเรามีสิทธิ “ปฏิเสธ” และ “รอ” (3) เมื่อเริ่มรู้สึกถูกกดดัน ให้โอนเงิน ให้รีบวางสาย และ ติดต่อหาคนใกล้ตัว หรือ 191
TNN ช่อง16 • 5 มิ.ย. 68
อ่าน
แคมเปญ 6.6 ซื้อของออนไลน์ต้องระวัง! มิจฉาชีพยิงแอดลวง หลอกกดลิงก์ดูดข้อมูล
ตำรวจสอบสวนกลาง เตือนระวังมิจฉาชีพหลอกขายของช่วงโปรโมชัน โดยระบุว่า ในหนัง เรื่องของการทำธุรกิจอาจจะมีการหักเหลี่ยมกันเกิดขึ้น ในชีวิตจริงก็เช่นกัน มิจฉาชีพมักใช้เล่ห์เหลี่ยมมาหลอกประชาชน โดยเฉพาะการซื้อของออนไลน์ยิ่งเป็นช่วงโปรโมชัน เช่น 6.6 ที่กำลังจะมาถึง หลายคนตั้งหน้าตั้งตารอว่าราคาสินค้าจะลดลงเหลือเท่าไหร่ หรือได้ของแถมเป็นอะไร เพื่อความคุ้มค่าในการซื้อของออนไลน์ ซึ่งมิจฉาชีพอาจจะใช้ช่วงจังหวะที่คนอยากซื้อของ สร้างราคาโปรโมชันถูกเกินจริง ยิงแอดผ่านเว็บไซต์ หรือส่งลิงก์ เพื่อให้คนหลงเชื่อ กดลิงก์ และกรอกข้อมูลส่วนตัว หรือเราสั่งของแล้วอาจจะไม่ได้ของ มิจฉาชีพหนีหายไปพร้อมกับเงินของเรา ตำรวจสอบสวนกลาง(CIB) ขอแจ้งเตือนไปยังประชาชน หากต้องการซื้อของออนไลน์ ควรซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่น่าเชื่อถือ ไม่หลงเชื่อข้อความลิงก์ หรือโปรโมชันที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะลิงก์ หรือโฆษณาที่ขึ้นตามหน้าเว็บไซต์ทั่วไป เพราะอาจจะเป็นกลอุบายของมิจฉาชีพ7 ขั้นตอนหลอกให้ทำภารกิจ หลอกโอนเงิน1.ล่อเหยื่อด้วยโฆษณา มีการยิงแอด โพสต์ปลอม แล้วทักแชตตรง2.สร้างฉากลวงในกลุ่มแชต มีหน้าม้าปั้นสถานการณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ3.หลอกให้ทำภารกิจง่ายๆ ดูคลิป กดไลก์ รีวิวสินค้า4.ปั้นรายได้ปลอมให้เห็น มีเงินรอในระบบแต่ยังถอนออกมาไม่ได้5.บีบให้โอนซ้ำเพื่อปลดล็อก อ้างขั้นตอนผิดต้องโอนเพิ่ม6.ใช้จิตวิทยากลุ่มกดดัน หน้าม้าหลอกว่าเคยได้เงิน เพื่อให้เหยื่อทำตาม7.หลอกซ้ำด้วยความกลัว-สงสาร ข่มขู่ทางกฎหมายหรือขอความเห็นใจให้โอนอีก ข่าวที่เกี่ยวข้อง- สาวร่ำไห้! ถูกมิจฉาชีพหลอกทำภารกิจ สุดท้ายโอนเงินเกือบ 3 แสนให้จนหมดตัว- ติดอะไร? ระวังชีวิตพัง มิจฉาชีพจับจุดจิตวิทยาเหยื่อแม่นยิ่งกว่า AI- เปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
TNN ช่อง16 • 5 มิ.ย. 68
อ่าน
รัฐบาลทรัมป์เผยแผนถอนวีซ่านักเรียนจีนในสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด
เมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) ตามเวลาสหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการ “เพิกถอน” วีซ่านักเรียนและนักศึกษาชาวจีนในสหรัฐฯ “อย่างเข้มงวด” โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือกำลังศึกษาในสาขาที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น "สาขาวิชาสำคัญ" ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะมีการปรับเกณฑ์การขอวีซ่าใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้สมัครขอวีซ่าจากจีนและเขตบริหารพิเศษฮ่องกงในอนาคตยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ของจีนและสหรัฐฯ ที่ร้อนระอุมากอยู่แล้วจากการขึ้นภาษีของทรัมป์ ให้ตึงเครียดมากขึ้นไปอีกรูบิโอกล่าวในแถลงการณ์ว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในการเพิกถอนวีซ่านักเรียนจีนอย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม ซึ่งจากข้อมูลระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีนักเรียนจีนประมาณ 280,000 คนที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามรูบิโอเพิ่งสั่งการให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายสำหรับการขอวีซ่านักเรียน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมขยายการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้สมัครเหล่านี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ดำเนินการเนรเทศนักเรียนต่างชาติหลายคน และเพิกถอนวีซ่าหลายพันฉบับแม้ว่าหลายกรณีถูกศาลสั่งระงับ นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังสั่งระงับเงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์สำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ทรัมป์มองว่าพวกเขามีแนวคิดเชิงเสรีมากเกินไป และล้มเหลวในการต่อสู้กับกลุ่มต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย จากเหตุนี้ทำให้นักเรียนต่างชาติหลายคนรู้สึกผิดหวังกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่า โดยบางคนระบุว่าพวกเขาเสียใจที่เลือกมาศึกษาในสหรัฐฯ
TNN ช่อง16 • 29 พ.ค. 68
อ่าน
เตือนภัย 7 ขั้นตอนมิจฉาชีพหลอกทำภารกิจ อ้างจะได้เงินก้อนใหญ่
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แจ้งเตือน ขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ลวงให้โอนเงิน โดยมิจฉาชีพวางแผนหลอกเหยื่ออย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สร้างแชตปลอม ดึงเข้ากลุ่มที่มีหน้าม้า จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างว่า “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”7 ขั้นตอนหลอกให้ทำภารกิจ หลอกโอนเงิน1.ล่อเหยื่อด้วยโฆษณา มีการยิงแอด โพสต์ปลอม แล้วทักแชตตรง2.สร้างฉากลวงในกลุ่มแชต มีหน้าม้าปั้นสถานการณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ3.หลอกให้ทำภารกิจง่ายๆ ดูคลิป กดไลก์ รีวิวสินค้า4.ปั้นรายได้ปลอมให้เห็น มีเงินรอในระบบแต่ยังถอนออกมาไม่ได้5.บีบให้โอนซ้ำเพื่อปลดล็อก อ้างขั้นตอนผิดต้องโอนเพิ่ม6.ใช้จิตวิทยากลุ่มกดดัน หน้าม้าหลอกว่าเคยได้เงิน เพื่อให้เหยื่อทำตาม7.หลอกซ้ำด้วยความกลัว-สงสาร ข่มขู่ทางกฎหมายหรือขอความเห็นใจให้โอนอีก ท่องจำให้ขึ้นใจ งานง่ายๆ เงินดี ไม่มีจริงตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือน ปัจจุบัน ผู้คนต่างต้องการหารายได้เสริม และมักจะหางานทำผ่านทางโซเชียล ซึ่งงานส่วนใหญ่ที่พบเจอ มักจะเป็นงานที่ทำได้ง่าย แถมยังได้เงินดีอีก แต่ใครจะรู้ว่างานเหล่านั้น อาจจะเป็นหลุมพรางที่มิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงลักษณะการหลอกทำงานส่วนใหญ่ จะหลอกให้ทำงานรีวิวสินค้า และให้ทำภารกิจต่างๆ อ้างว่าจะให้ค่าคอมมิชชั่น โดยมิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินเข้ามาเพื่อทำภารกิจก่อน ซึ่งในครั้งแรกเหยื่ออาจจะได้รับผลตอบแทนจริง แต่หลังจากนั้นเมื่อเหยื่อตายใจ มิจฉาชีพจะหลอกให้เหยื่อโอนเงินเพิ่มเรื่อยๆ และจะบังคับให้ทำภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างว่าหากไม่ทำ จะไม่ได้เงินคืน จนสุดท้ายเหยื่อหมดตัวไม่มีเงินโอนข้อสังเกตง่ายๆ เพื่อไม่ให้ถูกหลอก คือ การทำงานใด ที่มีการให้โอนเงินเข้าไปก่อน ให้สงสัยไว้เลยว่านั่นอาจจะเป็นมิจฉาชีพตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ขอเตือนภัยไปยังประชาชน หากต้องการสมัครงานทางออนไลน์ ขอให้ศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด หรือหางานจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์หางานที่ได้รับการรับรองจะดีที่สุด ข่าวที่เกี่ยวข้อง- สาวร่ำไห้! ถูกมิจฉาชีพหลอกทำภารกิจ สุดท้ายโอนเงินเกือบ 3 แสนให้จนหมดตัว- DSI เตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคดีฟอกเงิน พูดชื่อ - เลขบัตรประชาชนถูกหมด- เปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
TNN ช่อง16 • 14 พ.ค. 68
อ่าน
อย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”
ภารกิจรายได้เสริม หรือ กับดักหมดตัว?กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ออกมาแจ้งเตือนประชาชนผ่านเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. โดยระบุว่า ภารกิจรายได้เสริม หรือ กับดักหมดตัว?ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย อย่าหลงเชื่อ! ขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ลวงให้โอนเงิน โดยมิจฉาชีพวางแผนหลอกเหยื่ออย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สร้างแชทปลอม ดึงเข้ากลุ่มที่มีหน้าม้า จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างว่า “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่” 7 ขั้นตอนขบวนการหลอกให้ทำภารกิจปลอม1.ล่อเหยื่อด้วยโฆษณา มีการยิงแอด โพสต์ปลอม แล้วทักแชตตรง2.สร้างฉากลวงในกลุ่มแชต มีหน้าม้าปั้นสถานการณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ3.หลอกให้ทำภารกิจง่ายๆ ดูคลิป กดไลก์ รีวิวสินค้า4.ปั้นรายได้ปลอมให้เห็น มีเงินรอในระบบแต่ยังถอนออกมาไม่ได้5.บีบให้โอนซ้ำเพื่อปลดล็อก อ้างขั้นตอนผิดต้องโอนเพิ่ม6.ใช้จิตวิทยากลุ่มกดดัน หน้าม้าหลอกว่าเคยได้เงิน เพื่อให้เหยื่อตาม7.หลอกซ้ำด้วยความกลัว-สงสาร ข่มขู่ทางกฎหมายหรือขอความเห็นใจให้โอนอีก สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมงอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์เช็กด่วน 5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกให้กู้เงินเช็ก 10 ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์ เตือนอย่าหลงเชื่อระวังโดนหลอกดูดเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล
TNN ช่อง16 • 13 พ.ค. 68
อ่าน
เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์! เปิด 5 คดีประชาชนถูกหลอก สูญเงินเกือบ 8 ล้าน
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 5 - 11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ฃตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคสคดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 4,025,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line จากนั้นมิจฉาชีพชักชวนเทรดหุ้นน้ำมันดิบ โดยอ้างว่าได้รับผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปช่วงแรกสามารถถอนเงินได้ ภายหลังลงทุนสูงขึ้นเพื่อหวังผลกำไรที่มากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่าทำรายการผิดพลาดต้องโอนเงินเรื่อย ๆ เพื่อเป็นค่าแก้ไขระบบ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 1,427,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นทนายความจากธนาคารกรุงไทยสำนักงานใหญ่ แจ้งว่าผู้เสียหายมียอดหนี้ค้างชำระ และโอนสายสนทนาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรเมืองเชียงรายจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และขอตรวจสอบเส้นทางการเงินในบัญชี หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงให้ความร่วมมือและโอนเงินไป ภายหลังผู้เสียหายปรึกษาเพื่อน จึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 968,800 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษโพรโมตโรงแรม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อทำการโพรโมต ช่วงแรกได้รับผลตอบแทนสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพอ้างว่ามีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนการถอนเงิน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 859,687 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนให้ผู้เสียหายเป็นตัวแทนรับจองคิวผู้ใช้บริการเสริมความงาม โดยผู้เสียหายต้องโอนเงินเพื่อสำรองเงินก่อน จึงจะสามารถถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในครั้งแรกได้รับกำไรกลับมาจริง ภายหลังให้โอนเงินในจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 334,400 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับเหรียญดิจิทัล ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line สอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อลงทุน โดยจะแจ้งให้ผู้เสียหายรู้ว่าควรโอนเงินลงทุนเวลาใด ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินตามที่มิจฉาชีพแจ้ง จากนั้นไม่สามารถอนเงินทุนและกำไรได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 7,614,887 บาท ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,705,225 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,067 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 646,090 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,257 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 205,957 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.88 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 151,645 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.47 (3) หลอกลวงลงทุน 93,033 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.40 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 79,999 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.38 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 46,440 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 69,016 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.68)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยยังคงใช้วิธีการชักชวนให้ลงทุนเทรดหุ้น หรือลงทุนในลักษณะต่างๆ รวมทั้งลงทุนโพรโมตสินค้า บริการ และการข่มขู่ โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ ข่มขู่ผู้เสียหายเอี่ยวคดีฟอกเงิน ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมเกือบ 8 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องข่าวที่เกี่ยวข้อง- เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท- เตือนภัย! กลโกง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน สูญเงินกว่า 8 ล้าน- สาวร่ำไห้! ถูกมิจฉาชีพหลอกทำภารกิจ สุดท้ายโอนเงินเกือบ 3 แสนให้จนหมดตัว
TNN ช่อง16 • 12 พ.ค. 68
อ่าน
5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ เตือนระวังกลลวงใหม่ “ชวนลงทุนบริจาคการกุศล”
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 28 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,805,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับการกุศล ByteDance จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และทำการสมัครสมาชิก แล้วให้โอนเงินเพื่อทำการลงทุน รอบแรกที่ทำการกุศลได้เงินคืน หลังจากนั้นให้เพิ่มจำนวนเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เสียหายสอบถามถึงยอดเงินการกุศล พบว่าไม่มีการตอบกลับ และไม่สามารถถอนเงินออกหรือคืนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 570,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยการให้โอนเงินบริจาคกับคนยากไร้ เพื่อรับผลตอบแทน ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไป ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาผู้เสียหายต้องการได้รับผลตอบแทนเพิ่ม จึงได้โอนเงินไปเรื่อย ๆ เพื่อเลื่อนระดับขั้นให้สูงขึ้น เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าไม่สามารถถอนได้ ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่มขึ้นอีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,943,210 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทาง Facebook ชักชวนให้โอนเงินลงทุนเกี่ยวกับการเทรดหุ้นตลาดหลักทรัพย์ ช่วงแรกเป็นการลงทุนแบบตามงบประมาณ หลังจากนั้นให้คุยกับเลขาฯ เนื่องจากจะมีการแนะนำให้ซื้อหุ้นในการลงทุนเพิ่ม เมื่อจะทำการถอนเงินออกจากระบบ มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องชำระค่าส่วนแบ่งกำไร 13% ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แจ้งว่าผู้เสียหายทำผิดขั้นตอน จะต้องโอนเงินเพื่อแก้ไขข้อมูลและให้โอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 1,031,417 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้พบโฆษณาสินเชื่อบุคคล แคช ทู โก สินเชื่อ ธุรกิจ TTB SME ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line ได้สอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ธุรการ จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปก่อน จึงจะได้รับยอดเงินกู้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จากนั้นอ้างว่าหมายเลขบัญชีธนาคารผิด ให้โอนเงินเข้าไปเพื่อแก้ไข และให้โอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ารับ OTP ค่าแก้ไขข้อมูล ค่ายกเลิกสัญญาเงินกู้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,248,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเทรดเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพจึงชักชวนให้โอนเงินเพื่อลงทุนเทรดเงินดิจิทัล ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,597,627 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,681,929 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,064 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 633,201 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,249 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 201,562 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.83 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 149,037 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.53 (3) หลอกลวงลงทุน 92,013 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.53 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 76,855 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.14 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 45,500 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 68,234 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.78)จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยชักชวนให้บริจาคการกุศล โอนเงินบริจาคคนยากไร้ ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ การหลอกลงทุนเทรดหุ้น หลอกให้กู้เงิน โดยอ้างเป็นสินเชื่อ ธ.ทหารไทยธนชาต ให้โอนจ่ายค่าธรรมเนียมเรื่อยๆ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องหากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.comอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเช็กด่วน 5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกให้กู้เงินเปิดสถิติแจ้งเตือนข่าวปลอม-ข่าวบิดเบือนให้ประชาชนแล้วกว่า 10,000 เรื่องเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว
TNN ช่อง16 • 6 พ.ค. 68
อ่าน
เช็ก 10 ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์ เตือนอย่าหลงเชื่อระวังโดนหลอกดูดเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์ ซึ่งประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง “เพจ LEASE it PCL 759 ของ ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ ฉุกเฉิน วงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท อนุมัติสูงสุด 1,000,000 บาท” รองลงมาคือเรื่อง “ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้น เปิดเรียนฟรี ประกาศหุ้นน่าสนใจ 5 ตัว” โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ-แชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสูญเสียทั้งข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สิน และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้างนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 25 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 821,891 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 815 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 602 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 208 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 100 เรื่อง โดยในจำนวนนี้เป็น 10 ข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง เพจ LEASE it PCL 759 ของ ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ ฉุกเฉิน วงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท อนุมัติสูงสุด 1,000,000 บาทอันดับที่ 2 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านหุ้น เปิดเรียนฟรี ประกาศหุ้นน่าสนใจ 5 ตัวอันดับที่ 3 : เรื่อง ออมสินปล่อยกู้ผ่านเพจ LEASE it PCL 859 เริ่มต้น 10,000 – สูงสุด 1 ล้าน!อันดับที่ 4 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง ร่วมมือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดโอกาสเข้าเทรดหุ้นทองคำ เหมาะสำหรับมือใหม่และวัยเกษียณอันดับที่ 5 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก เปิดรับทำใบขับขี่ ผ่านเพจเฟซบุ๊ก DLT Online 111อันดับที่ 6 : เรื่อง ปปง. เตรียมคืนเงินเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ติดต่อรับสิทธิผ่านเพจ Provide knowledge on law enforcementอันดับที่ 7 : เรื่อง ผู้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพมีโอกาสได้เงินคืน ปรึกษาหรือสอบถาม ผ่านเพจ Assistance with safetyอันดับที่ 8 : เรื่อง ออมสิน ปล่อยสินเชื่ออุ่นใจ ผ่าน TikTok ชื่อ gooaevfsb5cอันดับที่ 9 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญวางแผนหุ้นกระทิง 3 ตัว ผลตอบแทนสูง สนใจแอดไลน์ฟรีอันดับที่ 10 : เรื่อง ธ.ออมสิน ให้บริการสินเชื่อ ผ่าน TikTok ชื่อ gsb.550เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการให้บริการสินเชื่อของ ธ.ออมสิน และการชักชวนลงทุน และให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เพจ LEASE it PCL 759 ของ ธ.ออมสิน ปล่อยสินเชื่อเงินกู้ ฉุกเฉิน วงเงินขั้นต่ำ 10,000 บาท อนุมัติสูงสุด 1,000,000 บาท” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ธนาคารออมสิน กระทรวงการคลัง ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า โฆษณาสินเชื่อดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับธนาคารออมสิน และเพจเฟซบุ๊ก LEASE it PCL 759 ไม่ใช่เพจเฟซบุ๊กของธนาคารออมสิน โดยธนาคารไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น โปรดอย่าหลงเชื่อข้อมูลจากเพจดังกล่าว ทั้งนี้หากพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยส่อไปในทางทุจริตหลอกลวง โปรดแจ้ง GSB Contact Center โทร. 1115 อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
TNN ช่อง16 • 4 พ.ค. 68
อ่าน
ตำรวจเตือน! อย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมอ้าง ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมอ้างเป็น ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล ยันไม่มีนโยบายส่งหมายเรียกหรือหมายจับผ่านทางอีเมลสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกประกาศเตือนภัยประชาชน หลังมีการเผยแพร่ภาพอีเมลปลอมที่อ้างว่าเป็นหมายเรียกจากศาล โดยใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมแนบไฟล์ PDF เพื่อหลอกให้ผู้รับคลิกเปิด โดยในเนื้อหาอ้างว่าเป็นหมายเรียกจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้ผู้รับไปรายงานตัวตามที่อยู่ในเอกสาร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อีเมลดังกล่าวมีลักษณะเป็นอีเมลปลอมที่จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ ซึ่งอาจแฝงมัลแวร์หรือเป็นกลลวงให้ประชาชนหลงเชื่อและคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยพล.ต.ต.ธนศักดิ์ มหาสุรศักดิ์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายในการจัดส่งหมายเรียกหรือหมายจับทางอีเมล โดยหมายเรียกจากศาลหรือหมายจับจะถูกส่งผ่านช่องทางราชการเท่านั้น เช่น การส่งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือส่งทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชน อย่าเชื่อ อย่าคลิก และอย่าตอบกลับอีเมลลักษณะดังกล่าว หากพบการกระทำต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่www.thaipoliceonline.go.thทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเน้นย้ำว่า อย่าหลงเชื่อเอกสารใด ๆ ที่แอบอ้างหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะเอกสารที่แนบมากับอีเมล เพราะอาจเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพในการหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลส่วนตัว
TNN ช่อง16 • 4 พ.ค. 68
อ่าน
เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ
ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอมนางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอม แจ้งให้ข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และให้เพิ่มบัญชีธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีเอกสารปลอมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับ อีกทั้งยังใช้บัตรเจ้าหน้าที่ปลอมแอบอ้างเพื่อหลอกให้โอนเงินดังนั้น จึงขอเตือนผู้รับบำนาญ อย่าหลงเชื่อเอกสารที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลางเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด หรือการเพิ่มและยืนยันบัญชีเงินฝากธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการเกษียณแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น การโทรหาผู้รับบำนาญ การส่งเอกสารปลอม/หนังสือราชการปลอม ไลน์ปลอม และ sms ปลอม ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงมีลักษณะคล้ายกัน โดยมิจฉาชีพจะพยายามพูดคุยหรือจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตาม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าหลงเชื่อ ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ sms ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ มาให้กดรับ ห้ามกดรับโดยเด็ดขาดทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ
TNN ช่อง16 • 24 เม.ย. 68
ดู
เกาหลีเหนือจะทดสอบนิวเคลียร์? เร็ว ๆ นี้ หรือไม่? l TNN World Today
TNN ช่อง16 • 6 ต.ค. 65
อ่าน
เปิด 10 "ข่าวปลอมล่าสุด" ในรอบสัปดาห์ที่ประชาชนสนใจ เตือนระวังถูกหลอก!
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 11 - 17 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 834,632 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 474 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 455 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 19 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 166 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 51 เรื่อง จำนวนนี้เป็นข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง โอ้กะจู๋ เสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 159 หุ้น ปันผลเฉลี่ย 5-7% ต่อปี มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.อันดับที่ 2 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนเงินกู้ วงเงิน 200,000 บาทต่อครัวเรือน ไม่เช็กบูโร ไม่ต้องค้ำประกันอันดับที่ 3 : เรื่อง เปิดจองซื้อหุ้น Amazon ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เปิดพอร์ตเริ่มต้น 1,000 บาท ปันผล 350 บาท/วันอันดับที่ 4 : เรื่อง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดบัญชี TikTok set.traderอันดับที่ 5 : เรื่อง ออมสินเปิดบัญชี TikTok ใหม่เพื่อประชาสัมพันธ์สินเชื่ออันดับที่ 6 : เรื่อง ป.ป.ท. รับเรื่องช่วยติดตามเงินคืน! ส่งหลักฐานผ่านเพจ Law Office for the peopleอันดับที่ 7 : เรื่อง ติดต่อขอรับเงินคืนจากการโดนคอลเซ็นเตอร์หลอก ได้ที่เพจ หยุดเหตุอันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดลงทะเบียนคืนทรัพย์เหยื่อแก๊งคอลฯ! รับสิทธิผ่านเพจ Anti-Crime Federationอันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ให้บริการสินเชื่อผ่านบัญชี TikTok user3831487566355อันดับที่ 10 : เรื่อง ปตท. เปิดเว็บไซต์ลงทุนใหม่“เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวการชักชวนลงทุนร่วมกับหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ การหารายได้พิเศษ และการให้บริการและให้ความช่วยเหลือประชาชนของหน่วยงานต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนที่สนใจเกิดความเข้าใจผิด มีผลกระทบต่อทั้งตัวบุคคลที่เชื่อและแชร์ข้อมูลส่งต่อกันไปเป็นวงกว้าง เกิดความสับสน โดยประชาชนอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้” นายเวทางค์ กล่าว สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “โอ้กะจู๋ เสนอขาย IPO จำนวนไม่เกิน 159 หุ้น ปันผลเฉลี่ย 5-7% ต่อปี มีใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริงโดย ก.ล.ต. ขอเตือนว่า การประชาสัมพันธ์การลงทุนนี้เป็นการแอบอ้างชื่อสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อหลอกลงทุน สร้างความสับสนให้กับประชาชน จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และโปรดตรวจสอบว่าผู้ชักชวนหรือผู้ให้บริการได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้ที่ www.sec.or.th/seccheckfirst หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน SEC Check First หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1207 กด 22อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดข่าวที่เกี่ยวข้อง- เปิด 10 "ข่าวปลอมล่าสุด" อันดับ 1 "สัญญาณเตือนสึนามิ" น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ- เตือนภัย "โจรออนไลน์" ส่ง SMS แนบลิงก์ปลอม M-FLOW หลอกดูดเงิน- เตือนภัย 5 กลโกง “โจรออนไลน์” เช็กเลยเรื่องใกล้ตัว อย่าหลงเชื่อ!
TNN ช่อง16 • 20 เม.ย. 68
อ่าน
ดินสอพองปลอม ทำหน้าแหก ปอดพัง แนะวิธีทดสอบของแท้ ง่ายๆ
รู้หรือไม่ ว่าเกือบครึ่งของดินสอพองที่วางขายในท้องตลาด พบว่าเป็นดินสอพองที่มียิปซัมผสม ซึ่งเป็นอันตรายหากสูดดมเข้าไปในปริมาณมาก และเสี่ยงทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง คนที่มีแผลอยู่แล้วก่อนติดเชื้อ ก็อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดแบคทีเรียกินเนื้อคนหมอเบนซ์ หรือ นพ. โฆษิต เอี้ยวฉาย แพทย์ชำนาญการศัลยกรรมจมูก รพ.มาสเตอร์พีช ได้ให้ความรู้และเตือนภัยก่อนช่วงสงกรานต์ ผ่านทางช่องติ๊กต็อก ถึงอันตรายของดินสอพองปลอม มีอยู่ 2 ข้ออันตรายของดินสอพองปลอม 2 ข้อข้อแรก เมื่อปี 2567 กรมวิทยาศาสตร์บริการ เคยทดสอบดินสอพอง พบว่า กว่า 48% ของดินสอพองไทย มีแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อรา ซึ่งจะทำให้เกิดอาการเหมือนอาหารเป็นพิษ คลื่นไส้แต่ไม่อาเจียน เกิดอาการท้องร่วง ซึ่งมักจะเกิด ภายใน 24 ชั่วโมงแรกนอกจากนี้ ยังมีเชื้อโรค ชื่อ Sraohylococcis aureusใครติดเชื้อแบบตื้นๆ จะทำให้เกิดแผลพุพอง แต่คนที่มีแผลอยู่ก่อนติดเชื้อ จะเกิดโรคแบบ "แบคทีเรียกินเนื้อคน"ข้อสอง กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังเคยสุ่มตรวจดินสอพองที่วางขายอยู่ตามท้องตลาด พบว่าเป็น ดินสอพองปลอม 42.6% ที่มีผงยิปซัม ถ้าสูดเข้าไปเกิดทางเดินหายใจอักเสบ ลึกลงไปยังปอด ถ้าสัมผัสโดนหน้า อาจทำให้หน้าแหก ทดสอบดินสอพองปลอมด้วยตัวเองวิธีทดสอบดินสอพองทำได้ง่าย ด้วยการใช้สารที่เป็นกรด เช่น น้ำมะเนาว หรือน้ำส้มสายชู หยดลงไปบนดินสอพอง ถ้าเป็นของแท้ต้องมีพองผุดขึ้นมาข้อสังเกตดินสอพองอีกข้อ คือ ดินสอพองปลอมชอบทำออกมาให้มีสีสันสดใสคำแนะนำคือเลือกดินสอพองที่มีเครื่องหมายอย. หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนOTOP จะปลอดภัยมากขึ้น
TNN ช่อง16 • 12 เม.ย. 68
อ่าน
ดาราพิธีกรดังเตือนภัยโดนมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินซื้อสินค้า
ดาราพิธีกรดังเตือนภัยโดนมิจฉาชีพหลอกให้โอนเงินซื้อสินค้า กฤต กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ นักแสดงและพิธีกรโพสต์เตือนภัยโดนแอบอ้างใช้ภาพและชื่อผ่านไลน์ โดยมิจฉาชีพหลอกให้ซื้อสินค้า โดยมีการลวงผ่านร้านค้าเพื่อให้โอนเงินสุดท้าย หายตัวจับไม่ได้ ร้านค้าสูญเงิน ดาราเสียหาย โดยเขาโพสต์ว่า แจ้งเตือนภัยจากมิจฉาชีพนำรูปผมไปแอบอ้างหลอกลวงคนอื่น ขอให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด ผู้ใดประสบเหตุหรือมีเบาะแสคนร้าย ขอความกรุณาส่งข้อมูลมาให้ผม และช่วยกันแจ้งความออนไลน์ที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ทางลิงก์ https://www.thaipoliceonline.go.th/ เพื่อจับตัวผู้ร้ายมาเอาผิดให้ได้ครับ ทั้งนี้ผมได้แจ้งความไว้แล้วที่ สภ.เมืองลำปาง เพื่อดำเนินคดีอาญากับมิจฉาชีพให้ถึงที่สุด พฤติกรรมของของมิจฉาชีพคือนำรูปของผมไปใช้แอบอ้างหลอกลวงคนอื่นผ่าน Line โดยติดต่อไปที่ร้านค้าต่างๆผ่านทางโทรศัพท์ก่อน จากนั้นจะใช้ Line ในการพูดคุย มิจฉาชีพได้เอารูปผมไปเป็นภาพโพรไฟล์ใน Line ด้วยชื่อต่างๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น นาย วิรุฬ, นาย อนุชา เป็นต้น แล้วอาละวาดไปทั่วประเทศ เขาโพสต์อีกวา มิจฉาชีพจะทำทีเป็นหลอกซื้อสินค้าจำนวนมาก แล้วให้จัดไปส่งยังสถานที่อื่นซึ่งอยู่ห่างออกไป มักอ้างว่าเป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาจึงมีงบจัดซื้อ โดยขอให้ร้านค้าออกบิลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง แล้วก็ล่อหลอกให้ร้านค้านั้นๆเป็นตัวกลางในการติดต่อซื้อสินค้าจากร้านอื่นมาให้เพิ่มเติม ในวงเงินที่สูงมาก และจูงใจร้านค้าให้กินส่วนต่างจากยอดนั้น แต่ร้านอีกร้านหนึ่งนั้นก็เป็นมิจฉาชีพเช่นกัน คือมิจฉาชีพมี 2 คน ที่แยกกันเล่นคนละบทบาท คนหนึ่งเล่นเป็นผู้ซื้อ อีกคนหนึ่งเล่นเป็นผู้ขาย หากใครหลงเชื่อไปดำเนินการให้ก็จะต้องโอนเงินเพื่อซื้อสินค้าตามที่มิจฉาชีพร้องขอ เมื่อโอนเงินไปแล้วพวกมิจฉาชีพจะติดต่อไม่ได้อีกเลยและหนีหายไป ขออย่าหลงเชื่อและอย่าโอนเงินเด็ดขาด อันที่จริงแล้วพวกนี้คือแก๊งคอลเซ็นเตอร์รูปแบบใหม่ เป็นลักษณะการหลอกลวงแบบ ABC คือมีมิจฉาชีพ 2 คนเล่นบทรับส่งกันเพื่อหลอกเหยื่อ 1 ราย ตอนนี้อาละวาดหนักในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
ดาราเดลี่บันเทิง • 8 เม.ย. 68
อ่าน
เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยคดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 25,950,795 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฟอกเงินและคดียาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้ารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมทั้งให้ดำเนินการโอนเงินในบัญชีธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ภายหลังการตรวจสอบความบริสุทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการคืนเงินให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อให้ความร่วมมือโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 6,721,681 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งให้ผู้เสียหายรับเอกสารจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ที่ทำการไปรษณีย์ แนะนำให้ผู้เสียหายยืนยันการรับเอกสารโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแจ้ง ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร เมื่อทำรายการเสร็จพบว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีจนหมด และไม่สามารถติดต่อกลับได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3,045,402 บาท โดยผู้เสียหายโพสต์ขายเสื้อผ้าผ่านช่องทาง Facebook มิจฉาชีพติดต่อเข้ามาแจ้งว่าสนใจจะขอซื้อสินค้า จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line ต่อมาได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ในช่วงแรกมีการซื้อสินค้าและได้รับเงินจริง มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพื่อเปิดระบบ เปิดการมองเห็นร้านค้าและทำกิจกรรมให้เลือกสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 3,171,232 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาเทรดเหรียญดิจิทัล ลงทุนง่ายผลตอบแทนสูง ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามผ่าน Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line สอบถามพูดคุยรายละเอียดการเทรดเหรียญดิจิทัล มิจฉาชีพแจ้งว่าได้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินร่วมเทรดหุ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังผู้เสียหายลงทุนโอนเงินเพื่อเทรดเหรียญดิจิทัลจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำรายการถอนออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,470,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ โดยให้เพิ่มเพื่อนผ่าน Line พร้อมทั้งส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อรับเงินคืน หลังจากสแกนและทำตามขั้นตอนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไป เมื่อสอบถามกลับไปได้รับการแจ้งว่าเกิดจากระบบผิดพลาดให้ทำรายการใหม่อีกครั้ง แล้วจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อทำรายการซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเงินหมดบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 40,359,110 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 4 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,608,587 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,087 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 589,009 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,230 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 186,735 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.70 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 139,986 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.77 (3) หลอกลวงลงทุน 87,004 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.77 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 66,662 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.32 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 42,496 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.21 (และคดีอื่นๆ 66,126 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.23)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยข่มขู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงเหยื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด โดยให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี กว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง
TNN ช่อง16 • 7 เม.ย. 68
อ่าน
เตือนภัย SMS M-Flow ปลอม! ขึ้นแท่นข่าวปลอมอันดับ 1 สัปดาห์นี้
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แจ้งเตือนประชาชนระวังSMS M-Flow ปลอม ซึ่งหลอกแนบลิงก์อ้างว่ามี "บิลรอดำเนินการ" โดยยืนยันว่าเป็นข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุดในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมรายงานผลการเฝ้าระวังข่าวระหว่างวันที่ 27 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2568 พบข้อความต้องตรวจสอบทั้งหมด 599 ข้อความ จากข้อความที่เข้ามากว่า 837,000 ข้อความ โดยข่าวปลอมอันดับ 1 คือเรื่อง "M-Flow ส่ง SMS แนบลิงก์ แจ้งมีบิลที่กำลังรอดำเนินการ" กระทรวงดีอีได้ประสานกับกรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบและยืนยันว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการแอบอ้างโดยมิจฉาชีพที่ต้องการหลอกให้ประชาชนคลิกลิงก์ปลอม เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวหรือหลอกให้โอนเงินประชาชนที่ใช้บริการ M-Flow สามารถตรวจสอบและชำระค่าบริการได้ผ่าน 3 ช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น ได้แก่แอปพลิเคชัน MFlowthaiLine Official : @mflowthaiเว็บไซต์ www.mflowthai.comกระทรวงดิจิทัลฯ ยังเน้นย้ำให้ประชาชนอย่าแชร์หรือหลงเชื่อข่าวปลอมโดยไม่ตรวจสอบข้อมูล โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวปลอมมีความซับซ้อน และแฝงตัวในสื่อออนไลน์จำนวนมาก ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลนอกจาก SMS M-Flow ปลอมแล้ว ยังพบข่าวปลอมอื่นที่น่าเป็นห่วง เช่น การเปิดบัญชี TikTok ปลอมอ้างชื่อธนาคาร, การหลอกให้จองหุ้น, รวมถึงการรับสมัครงานผ่านเพจปลอม ซึ่งล้วนมีเป้าหมายเพื่อหลอกลวงประชาชนทั้งสิ้น
TNN ช่อง16 • 6 เม.ย. 68
อ่าน
“พิชัย”ปัดตอบปม“ซิน เคอ หยวน”ใช้ใบกำกับภาษีปลอม
พิชัยปัดตอบปมซิน เคอ หยวนขายเหล็กสร้างตึกสตง.ใช้ใบกำกับภาษีปลอมขอคืนภาษีสรรพากร ระบุ เป็นเรื่องอ่อนไหว ขอศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อน #ทันหุ้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีกรมสรรพากรตรวจพบหลักฐานการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดว่า ยังไม่ขอชี้แจงรายละเอียด ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเกิดขึ้นมานานแล้ว หากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ผมก็ขออนุญาตยังไม่ตอบเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย.68 อธิบดีกรมสรรพากร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากร ภาค 3 มากล่าวโทษ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีลจำกัด และคณะกรรมการบริษัทฯ กรณีเข้าตรวจสอบทางภาษีพบหลักฐานการใช้ใบกำกับภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมาย (ใบกำกับภาษีปลอม) ทั้งนี้ กรมสรรพากรภาค 3 ได้ตรวจสอบ บริษัท ซิน เคอหยวน จำกัด ซึ่งเป็น บริษัทผลิตเหล็กเส้นที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผลการตรวจสอบ พบว่า บริษัทมีเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่เดือนก.ค. 2558-เดือนมี.ค. 2560 จำนวน 7,426 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท มาใช้ในการเครดิตภาษี อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร โดยตามประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ.2547 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 กำหนดให้ความผิดที่มีบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร
ทันหุ้น • 4 เม.ย. 68
อ่าน
เตือนภัย 5 มุกมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสเหตุแผ่นดินไหว ซ้ำเติมประชาชน
พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า สืบเนื่องจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเมียนมา เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธ์ุเพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากมิจฉาชีพที่อาจฉวยโอกาสที่พี่น้องประชาชนได้รับความเดือนร้อนจากเหตุแผ่นดินไหว มาเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงพี่น้องประชาชนสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงขอเตือนให้พี่น้องประชาชนทราบถึง 5 มุกมิจฉาชีพ หลอกลวงประชาชน หลังเกิดแผ่นดินไหว ดังนี้1. หลอกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล - แอบอ้างเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ให้ลงทะเบียนเพื่อขอรับการช่วยเหลือ หลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บัตรประชาชน บัตรเครดิต บัญชีธนาคาร2. หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน - ส่งลิงก์หลอกให้ติดตั้งแอปพลิเคชันเพื่อรับความช่วยเหลือ สุดท้ายเป็นแอปพลิเคชันควบคุมเครื่องระยะไกล ดูดเงินจากบัญชีธนาคาร3. หลอกรับบริจาค - อาศัยความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ของคนไทย หลอกเปิดรับบริจาคจากพี่น้องประชาชน4. แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ หลอกเอาเงิน - อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ติดต่อมาว่าจะให้ความช่วยเหลือ แต่หลอกให้โอนเงินมาเป็นค่าดำเนินการ หรือยืนยันตัวตน ซึ่งไม่เป็นความจริง5. ข่าวปลอม สร้างความตื่นตระหนก - เผยแพร่ข่าวปลอมหรือบิดเบือนเกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหว โดยอาจมีการนำภาพเก่า ภาพจากเหตุการณ์อื่น มาประกอบกับข้อความเพื่อให้คนตื่นตกใจ ขอให้พี่น้องประชาชนระมัดระวังในการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร และขอให้ตรวจสอบก่อนว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ก่อนที่จะส่งต่อ หรือกรอกข้อมูลส่วนบุคคลหากพี่น้องประชาชนพบเห็น หรือได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงของมิจฉาชีพ สามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ที่ศูนย์รับแจ้งความออนไลน์ บนเว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th หรือสายด่วน 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงขณะที่ยอดผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ สูญหาย ล่าสุดเวลา 15.00 น.- ผู้เสียชีวิต 11 ราย- บาดเจ็บ 8 ราย- ผู้สูญหาย 96 ราย ข่าวที่เกี่ยวข้อง- สตง. ชี้แจงสร้างตึกโปร่งใส ตรวจสอบได้ ปัดแก้แบบโครงสร้างให้เล็กลง- คปภ. แถลงมาตรการช่วยเหลือ-เยียวยาด้านประกันภัยเหตุแผ่นดินไหว- GISTDA เผยภาพถ่ายดาวเทียม ก่อน-หลังเกิด "แผ่นดินไหว" ในเมียนมา
TNN ช่อง16 • 30 มี.ค. 68
อ่าน
เตือนภัย ChatGPT ปลอมสลิปโอนเงินได้ !? รวม 3 วิธี รับมือสลิปปลอมทั้งจาก ChatGPT, GenAI และภาพตัดต่อ
กระแสโซเชียลกำลังพุ่งความสนใจไปที่เพจ Kafaak หลังโพสต์เตือนว่า ChatGPT สามารถนำไปใช้ปลอมสลิปโอนเงินแบบแนบเนียนได้ ทั้งการปลอมชื่อบัญชีเป็นวอร์เรน บัฟเฟตต์ (Warren Buffett) มหาเศรษฐีชื่อดัง ปลอมจำนวนเงินที่โอน เลขบัญชี และไม่เว้นแม้แต่ลายน้ำ TNN Tech จึงรวบรวม 3 วิธี ในการรับมือสลิปปลอม ที่ไม่ใช่แค่มาจาก ChatGPT หรือ Generative AI ตัวอื่น ๆ แต่ยังไปรวมถึงการตัดต่อภาพด้วยเช่นกัน 3 วิธี รับมือสลิปปลอมจากภาพ ChatGPT, Generative AI และภาพตัดต่อสแกน QR Code บนสลิป (ถ้ามี) สำหรับสลิป (Slip) หรือบันทึกการทำรายการที่แอปพลิเคชันธนาคารออกให้ เพื่อใช้ตรวจสอบว่ามีการทำรายการโอนเงินหรือชำระเงินจริงหรือไม่เปิดแจ้งเตือนการทำธุรกรรม โดยการแจ้งเตือนจะมีทั้งรูปแบบบนแอปพลิเคชันของธนาคาร หรือแอปพลิเคชันไลน์ (LINE) แบบ Official ของธนาคาร หรือสมัครรับ SMS สำหรับแจ้งเตือนก็ได้เช่นกันสมัครบริการตรวจสอบสลิปอัตโนมัติในกรณีที่เป็นผู้ประกอบการซึ่งมีการทำธุรกรรมจำนวนมากในแต่ละวัน สามารถใช้บริการตรวจสอบสลิปอัตโนมัติเมื่อมีการส่งหลักฐานเข้าไปยังไลน์ หรือแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ เช่น สลิปทูโก (Slip2GO) สลิปโอเค (SlipOK) หรือ อีซี่สลิป (EasySlip) เป็นต้น โดยเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมตามปริมาณการทำธุรกรรมในแต่ละเดือน และนอกจากทั้ง 3 วิธีหลักแล้ว การสังเกตความผิดปกติบนสลิป เช่น ขนาด และรูปแบบตัวอักษร ลายน้ำ และรวมไปถึงการขอดูสลิปทันทีที่โอนเงินหากทำได้ ก็เป็นอีกตัวช่วยรับมือการปลอมสลิปโอนเงินได้เช่นกัน
TNN ช่อง16 • 28 มี.ค. 68
ดูเพิ่มเติม