รีเซต

ผลการค้นหา “怎么做假约翰森州立学院成绩单【咨询网:ban58.com】凤城怎么做假罗马尼亚居留证-制假艾文斯维尔大学成绩单【咨询网:bbzz58.com】怎么做假悉尼科技大学文凭oc” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ทรู สเปซ
สิทธิพิเศษ

ทรู สเปซ

ทรู สเปซ (True Space Co., Ltd.)

10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา
อ่าน

10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา

ในยุคที่โลกออนไลน์คือวิถีชีวิต การแชท โอนเงิน หรือช้อปปิ้งถือเป็นกิจวัตรที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว แต่น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้ มิจฉาชีพ ฉกฉวยโอกาส ทางออนไลน์ เพื่อ หลอกลวง ฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความเสียหายรวมจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะลุ 13,000 ล้านบาทไปแล้ว ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงความเครียดที่บั่นทอนสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างน่าเป็นห่วง เมื่อภัยไซเบอร์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตเช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC 1441) จึงชวนกันมาถอดบทเรียนจาก 10 เคสจริง เพื่อแฉกลโกงให้ทุกคน รู้เท่าทันมิจฉาชีพ และสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน กลโกง#1 ปลอมตัวตน ปล้นความเชื่อใจ มิจฉาชีพจะเริ่มด้วยการปลอมเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เหยื่อเผลอเชื่อใจและลดการป้องกันตัวลง เคสหลอกให้รักแล้วโอนเงิน: แอบอ้างเป็นพยาบาลต่างประเทศ ทักมาสานสัมพันธ์จนผู้เสียหายตายใจ แล้วหลอกขอค่าขนย้ายทรัพย์สินเพื่อกลับมาแต่งงานที่ไทย สูญเงิน 1,308,000 บาท เคสร้านค้าปลอมหลอกขายของถูก: ปลอมเพจ Facebook ขายปูนซีเมนต์ราคาถูกเกินจริง บีบให้ผู้เสียหายโอนเงินเต็มจำนวน แล้วบล็อกหนีหาย สูญเงิน 1,100,000 บาท เคสเพจที่พักทิพย์: ขโมยรูปวิลล่าหรูมาเปิดเพจปลอม พร้อมเร่งรัดให้โอนจองเต็มจำนวนเพื่อล็อกสิทธิ์ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าไม่มีชื่อในระบบ สูญเงิน 15,000 บาท เคสทหารเรือเก๊หลอกให้ซื้อของ: สวมรอยเป็นทหารเรือสั่งลวดหนามล็อตใหญ่ บีบให้ผู้ประกอบการสั่งของสเป็กพิเศษจาก "ร้านพันธมิตรปลอม" ที่จัดฉากไว้ แล้วเชิดเงินมัดจำหนีไป สูญเงิน 500,000 บาท เคสแอบอ้างเจ้าหน้าที่ PEA: โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เพื่อขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน จนสูญเงิน 594,570 บาท กลโกง#2 ปั่นอารมณ์ จู่โจมให้ขาดสติ เมื่อเริ่มเชื่อใจ โจรจะเปลี่ยนจังหวะมาจู่โจมที่สมองส่วนอารมณ์ ไม่ว่าจะใช้ความกลัวข่มขู่หรือความรักบีบคั้น เพื่อให้เราสติหลุด ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เคสตำรวจปลอมกับคดีฟอกเงิน: โทรศัพท์มาอ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินระดับชาติ บีบให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เหยื่อตกใจกลัวจึงยอมโอน สูญเงิน 4,102,169 บาท เคสลูกสาวกำมะลอเสียง AI: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเลียนเสียงเป็นลูกสาว โทรหาคุณแม่ อ้างว่าต้องใช้เงินด่วนจ่ายค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นห่วงรีบร้อนโอนไป สูญเงิน 100,000 บาท เคสหนีเสือปะทนายปลอม: หลอกผู้เสียหายที่กำลังทุกข์ใจเพราะถูกโกง ผ่านเพจ "ทนายอาสา" อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้แต่ขอค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ กลายเป็นการสูญเสียซ้ำสองที่เจ็บปวดกว่าเดิม สูญเงินเพิ่ม 363,285 บาท กลโกง#3 วางเหยื่อล่อ ลากเข้าวงจรโอนไม่สิ้นสุด จังหวะสุดท้ายคือการวางเหยื่อล่อ หลอกให้เหยื่อได้กำไรในตอนแรก เพื่อซื้อความตายใจ ก่อนจะล่อให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ และบีบคั้นให้ต้องโอนเพิ่มอย่างไม่จบสิ้น เคสกับดักหุ้น กำไรทิพย์: มิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้นพลังงานผ่านแอปปลอมที่สร้างกราฟกำไรปลอมขึ้นมาเอง ล่อให้เหยื่อทุ่มเงินเพิ่มไม่หยุด จนสุดท้าย สูญเงิน 8,747,497 บาท เคสงานแพ็กของ รายได้เสริมกลายเป็นหนี้: มิจฉาชีพประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ให้ผู้เสียหายทำภารกิจกดรับออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ยอมให้ถอนยอดน้อยได้จริงในช่วงแรก เพื่อล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะบล็อกระบบการถอน สูญเงิน 3,023,000 บาท เมื่อตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร? เคสตัวอย่างทั้งสิบนี้คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล และเท่าทันจังหวะกลโกงอยู่เสมอ แต่หากรู้ตัวว่าพลาดโอนเงินไปแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้สูตร "โทร-กด-แจ้ง" ทันที โทร - สายด่วน AOC 1441: ศูนย์ปฏิบัติการนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยคุณสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติทันทีที่รู้ตัว กด - เลข 1 เพื่อระงับบัญชีม้า: พยายามทำภายใน "1 ชั่วโมง" เพื่อขอรหัส Bank Case ID และให้ธนาคารล็อกบัญชีปลายทางชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน แจ้ง - ความภายใน 7 วัน: รวบรวมหลักฐาน (แชท, สลิป, ลิงก์โปรไฟล์) แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การอายัดบัญชีมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ จำไว้ว่า! แม้อาจไม่ได้เงินคืนในทันที แต่การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยหยุดความเสียหายไม่ให้เงินถูกโอนต่อ และเป็นการกำจัด "บัญชีม้า" ออกจากระบบ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัยจาก อาชญากรรมออนไลน์ โดยการสร้าง ภูมิคุ้มกันดิจิทัล ให้เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็ง เพราะเพียงแค่ "หยุดคิด" ก่อนคลิกลิงก์หรือโอนเงินเพียงเสี้ยววินาที ก็ช่วยปกป้องเงินในบัญชีรวมถึงสุขภาพกายและใจของคุณได้ในระยะยาว สสส. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเท่าทันและหยุดวงจรมิจฉาชีพผ่านสื่อรณรงค์ชุดล่าสุด: ภาพยนตร์โฆษณา Uncontrol: https://youtu.be/iwOUuQEa1vw คลิปวิดีโอออนไลน์ ป้าข้างบ้านอวดลูก: https://www.youtube.com/watch?v=95NtmiqttBU และลองศึกษาวิธีการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางจัดการตัวเองเมื่อพลาดพลั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.creativehealthcampaign.thaihealth.or.th เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยจากทุกภัยมิจฉาชีพ ติดตามข่าวสารสุขภาพจากทาง สสส. ได้ที่Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส. Line : @thaihealththailand Tiktok: @thaihealth Youtube: SocialMarketingTH Website : Social Marketing Thaihealth

อยากเข้าเกาหลีต้องทำไง? 5 หลักเตรียมตัวฉบับ 2026 ผ่านตม. เกาหลีฉลุย ไม่ต้องลุ้น
อ่าน

อยากเข้าเกาหลีต้องทำไง? 5 หลักเตรียมตัวฉบับ 2026 ผ่านตม. เกาหลีฉลุย ไม่ต้องลุ้น

อันยองฮาเซโย~ ปี 2026 นี้ ใครมีแพลนจะไปล่าอปป้า กินหมูย่างที่โซล หรือไปถ่ายรูปเช็กอินคาเฟ่สุดปังที่ เกาหลีใต้ บ้างยกมือขึ้น เชื่อว่าหลายคนยังแอบหวั่นใจกับ ตม. เกาหลี ในตำนาน ที่ทุกวันนี้ก็ยังมีข่าวให้เห็นอยู่ทุกวัน วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลมาแชร์กันแบบเน้นๆ เพราะสิ่งที่ทำให้เราติด ตม. ไม่ใช่แค่เรื่องดวง แต่คือเรื่อง "ความสมเหตุสมผล" ล้วนๆ! ใครอยากเที่ยวเกาหลี มาเช็กลิสต์เตรียมตัวตามนี้เลย Yusia13 / Shutterstock.com อยากเข้าเกาหลีต้องทำไง? 5 วิธีเตรียมตัวฉบับ 2026 การเตรียมตัวดีคือการให้เกียรติกติกาบ้านเขา ถ้าข้อมูลเราเป๊ะ ความมั่นใจเรามา พี่ ตม. เกาหลีก็ขวางเราไม่ได้ 1. ที่พักต้องชัดเจน 🏠 กรณีพักบ้านเพื่อน หรือคนรู้จัก ถ้ากรอกที่อยู่เป็นบ้านคนอื่น เตรียมตัวโดนถาม! เพื่อนชื่ออะไร ทำงานอะไร สนิทกันได้ยังไง ถ้าตอบตะกุกตะกัก หรือเจ้าบ้านไม่รับสายตอน ตม. โทรเช็ค = ส่งกลับทันที จองโรงแรมเพื่อหลอก ใครที่กะจองแล้วยกเลิกขอบอกว่าอย่าหาทำ! ตม. มีระบบเช็คอินออนไลน์ ถ้าตรวจพบว่าบุ๊คกิ้งถูกแคนเซิลไปแล้ว หรือชื่อไม่ตรงคนเดินทาง เขาจะถือว่าเราบิดเบือนข้อมูล ทำเลต้องสงสัย จองเกสต์เฮาส์ราคาถูกเว่อร์ในย่านแรงงานหนาแน่น (เช่น อึมซอง หรือ คยองกี) อันนี้พี่ ตม. เขาเพ่งเล็งเป็นพิเศษว่ามาเที่ยวจริงหรือมาหางานกันแน่ 2. แผนเที่ยวต้องไม่ใช่แค่ Copy-Paste 🗺️ แผนเที่ยวแบบลอยๆ "Day 1: Seoul, Day 2: jeju island" แบบนี้ใครก็พิมพ์ได้! แผนเที่ยวที่ดีต้องมีรายละเอียดว่าเดินทางยังไง อยู่ตรงไหน แผนไม่เมคเซนส์ พักโซลแต่จะไปปูซานทุกวัน? หรือที่พักอยู่ไกลมากแต่แผนเที่ยวมีแค่ในเมือง แบบนี้พี่ ตม. ดูออกว่าไม่ได้ตั้งใจมาเที่ยวจริง จำแผนตัวเองไม่ได้ ตม. อาจจะถามคำถามเดิมซ้ำๆ ถ้าเราจำไม่ได้ว่าพรุ่งนี้จะไปไหน หรือตอบไม่ตรงกับที่พิมพ์มา อันนี้งานเข้าแน่ 3. โปรไฟล์งานต้องเป๊ะ 💼 ใบรับรองการทำงาน ต้องเป็นภาษาอังกฤษที่มีหัวจดหมายบริษัทชัดเจน เบอร์โทรที่ระบุต้องติดต่อได้จริง (ไม่ใช่เบอร์มือถือ) ชาว Freelance / อาชีพอิสระ ต้องโชว์ Statement สวยๆ มียอดเงินสม่ำเสมอ ยืนยันว่าเรามีรายได้เลี้ยงชีพ และตั้งใจกลับมาทำงานต่อที่ไทย ระวัง Social Media ยุคนี้ ตม. ขอดู TikTok/Facebook ได้ ถ้าเคยโพสต์ถามเรื่องงาน หรือกดติดตามเพจ "หางานเกาหลี" บอกเลยว่า จบเห่ 4. ท่าทาง และการสื่อสาร 🗣️ ประหม่าเกินไปมีพิรุธ การหลบสายตา มือสั่น ตอบเสียงเบา ทำให้ดูไม่น่าเชื่อถือ พึ่งพา Google Translate มากไป ถ้าภาษาอังกฤษไม่ได้เลยแม้แต่พื้นฐาน ตม. จะสงสัยว่าเราจะเอาตัวรอดได้ยังไงในฐานะนักท่องเที่ยว อย่าเถียงเจ้าหน้าที่ ต่อให้เรามั่นใจแค่ไหน การแสดงอาการฉุนเฉียวจะทำให้ ตม. ตัดสินใจส่งเรากลับได้ง่ายขึ้นทันที 5. กระเป๋าเดินทางบอกความตั้งใจ 🧳 พกยาเยอะเกิน พกยาแก้ปวด ยาคลายเส้นไปเป็นแผงๆ เหมือนจะไปอยู่เป็นปี แบบนี้โดนสงสัยแน่ แฟชั่นต้องตรงฤดูไปหน้าหนาวแต่ใส่เสื้อสายเดี่ยวไม่มีเสื้อคลุม หรือพกชุดที่ดูเหมือนจะไปลงไร่ลงสวน (รองเท้าบูท ปลอกแขน) อันนี้เสี่ยงโดนเรียกเข้าห้องเย็นสุดๆ เงินวอนต้องมี แม้ตอนนี้จะใช้บัตรเครดิต/สแกนจ่ายได้แทบทุกที่ แต่การไม่มีเงินสดวอนติดตัวเลย ตม. จะมองว่าเรางบไม่พอเที่ยวได้นะ ====================

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง
อ่าน

2 ขั้นตอนสั้นๆ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง รู้ไว้ก่อนเดินทาง

สำหรับคนไทยที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะไป ทำงาน หรือ ไปเที่ยว หากพาสปอร์ต หรือ หนังสือเดินทาง หาย ระหว่างการเดินทาง ไม่ต้องตกอกตกใจไปค่ะ เรามี 2 ขั้นตอนต้องทำ มาบอกกันตามนี้ พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำยังไง มาดูกันได้เลย! อัปเดต สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน พาสปอร์ตหายในต่างประเทศ ต้องทำไง? แจ้งความกับ สถานีตำรวจในท้องที่ ที่เอกสารหาย ติดต่อ สถานเอกอัครราชทูต หรือ สถานกงสุลใหญ่ เพื่อขอรับความช่วยเหลือในการออกเอกสารการเดินทางไทยฉบับใหม่ ได้แก่ เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (กรณีต้องเดินทางผ่านประเทศอื่น ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย) เอกสารเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Travel Document) หรือ หนังสือเดินทางฉุกเฉิน (Emergency Passport) สามารถใช้แทนหนังสือเดินทางตัวจริงได้ ภาพจาก : กรมการกงสุล คำแนะนำเพิ่มเติม เก็บสำเนาเอกสาร : ถ่ายสำเนาพาสปอร์ต บัตรประชาชน วีซ่า และเก็บแยกจากตัวจริงเสมอ มีประกันเดินทาง : ประกันเดินทางช่วยครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการทำเอกสารเดินทางใหม่ และมีสายด่วนช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
อ่าน

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง

ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================

รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม เพจปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์
อ่าน

รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม เพจปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์

ในยุคที่การท่องเที่ยวเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การจองที่พักออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ เพียงไม่กี่คลิก แต่ท่ามกลางความสะดวกสบายนี้ ก็มีมิจฉาชีพที่คอยแฝงตัวมาในรูปแบบของเว็บไซต์ปลอม เพจปลอม หรือแอปพลิเคชันจองที่พักปลอม เพื่อหลอกให้เราเสียเงิน และข้อมูลส่วนตัว วันนี้เราจะพาคุณมา รู้ทันกลลวงออนไลน์พร้อมวิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของที่พักที่คุณกำลังจะจอง รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ รู้ทันมิจฉาชีพ! กลลวงที่พักปลอม หลอกโอนเงินจองออนไลน์ 1. ตรวจสอบ URL และชื่อเว็บไซต์ให้ดี เว็บไซต์ปลอมมักมีชื่อคล้ายกับเว็บไซต์จองที่พักชื่อดัง แต่จะมีความผิดปกติเล็กน้อย เช่น ตัวอักษรผิดหรือมีสัญลักษณ์แปลกๆ ใน URL เช่น "bo0king.com" แทน "booking.com" ดังนั้นก่อนกดจอง ควรตรวจสอบ URL ให้แน่ใจว่าเป็นเว็บไซต์จริง 2. สังเกตการันตีความปลอดภัย (SSL) เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมี SSL Certificate ซึ่งสังเกตได้จากไอคอนรูปกุญแจหรือคำว่า "https://" ที่อยู่หน้าชื่อเว็บไซต์ หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ แสดงว่าเว็บไซต์นั้นอาจไม่ปลอดภัย และเสี่ยงต่อการถูกโจรกรรมข้อมูล 3. อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง รีวิวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้คุณรู้จักที่พัก และเว็บไซต์นั้นๆ มากขึ้น ลองค้นหารีวิวจากหลายๆ แหล่ง เช่น Google, TripAdvisor หรือ Pantip เพื่อดูว่ามีใครเคยใช้บริการ และประสบการณ์เป็นอย่างไร หากพบรีวิวแย่ๆ หรือรีวิวที่ดูไม่น่าเชื่อถือ ให้ระวังไว้ก่อน 4. เปรียบเทียบราคา หากพบว่าที่พักแห่งหนึ่งมีราคาถูกกว่าปกติมากๆ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับที่พักอื่นในบริเวณใกล้เคียง นี่อาจเป็นสัญญาณของกลลวง ลองเปรียบเทียบราคากับเว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่โดนหลอก 5. ตรวจสอบข้อมูลติดต่อ เว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือควรมีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน เช่น เบอร์โทรศัพท์, อีเมล, หรือที่อยู่จริง หากเว็บไซต์ไม่มีข้อมูลเหล่านี้หรือข้อมูลไม่ชัดเจน ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจเป็นเว็บไซต์ปลอม 6. อย่าเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง ข้อเสนอแบบ "จองวันนี้ฟรี!" หรือ "ส่วนลดสูงสุด 90%" มักเป็นกลลวงที่ใช้ล่อลวงผู้ใช้งาน ให้ลองตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีก่อนตัดสินใจจอง เพราะบางครั้งอาจมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงหรือเงื่อนไขที่ทำให้คุณเสียเงินมากกว่าที่คิด 7. ใช้ช่องทางการจองที่ปลอดภัย ควรจองที่พักผ่านเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันที่มีชื่อเสียง และเชื่อถือได้ เช่น Booking.com, Agoda, หรือ Airbnb หลีกเลี่ยงการจองผ่านลิงก์แปลกๆ ที่ส่งมาในอีเมลหรือข้อความ 8. ตรวจสอบนโยบายการคืนเงิน ก่อนจองที่พัก ควรอ่านนโยบายการคืนเงินให้เข้าใจ หากเว็บไซต์ไม่มีนโยบายนี้หรือเงื่อนไขไม่ชัดเจน อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังเจอกับเว็บไซต์ปลอม 9. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น เว็บไซต์ปลอมมักขอข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป เช่น หมายเลขบัตรเครดิต, รหัสผ่าน, หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร โดยไม่มีเหตุผลสมควร ควรให้ข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น และหลีกเลี่ยงการกรอกข้อมูลสำคัญในเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ 10. ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์ มิจฉาชีพมักเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอยู่เสมอ ดังนั้นการอัปเดตข่าวสารเกี่ยวกับกลลวงออนไลน์จะช่วยให้คุณรู้เท่าทันและป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ====================

จำนำ Apple iCloud เทคนิคใหม่สแกมเมอร์ ที่ต้องระวัง
อ่าน

จำนำ Apple iCloud เทคนิคใหม่สแกมเมอร์ ที่ต้องระวัง

จำนำ Apple iCloud เทคนิคใหม่สแกมเมอร์ ที่ต้องระวัง "จำนำ Apple iCloud" เป็นเทคนิคที่แฝงมาในรูปแบบของการกู้ยืมเงินหรือผ่อนสินค้า โดยมีร้านค้าหรือมิจฉาชีพให้คุณนำอุปกรณ์ Apple มาใช้เป็นหลักประกัน แต่แทนที่จะเก็บตัวเครื่องไว้ พวกเขาจะให้คุณลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID และรหัสผ่านของทางร้าน (หรือให้ข้อมูลของคุณไปกรอก) ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งและเป็นช่องทางใหม่ของสแกมเมอร์ กลโกงและเทคนิคที่ต้องระวัง ให้ใช้ Apple ID ของร้านเป็นหลักประกัน: นี่คือหัวใจหลักของสแกมรูปแบบนี้ หากคุณไม่จ่ายเงินตามกำหนด ร้านค้าหรือมิจฉาชีพจะใช้สิทธิ์ในการเป็นเจ้าของบัญชี iCloud ล็อกเครื่องของคุณจากระยะไกล (ใช้ฟังก์ชัน Find My) ทำให้เครื่องกลายเป็นที่ทับกระดาษ และเรียกค่าไถ่เพื่อปลดล็อก ล้วงข้อมูลส่วนตัว: ในขั้นตอนการกู้ยืมหรือผ่อนสินค้า พวกเขาจะขอข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญทั้งหมด เช่น ชื่อ-นามสกุล, เลขบัตรประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, ที่อยู่, ข้อมูลที่ทำงาน และอาจรวมถึงเลข IMEI ของเครื่อง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้ในการแบล็กเมล์หรือสวมรอยทำสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ สร้างความเร่งด่วนและกดดัน: มิจฉาชีพมักใช้วิธีสร้างความกลัวหรือความเร่งรีบ เช่น อ้างว่าบัญชีถูกระงับ, พื้นที่เก็บข้อมูลเต็ม, หรือมีการเข้าสู่ระบบที่น่าสงสัย เพื่อให้คุณตกใจและทำตามคำแนะนำโดยไม่ทันคิด หลอกให้กดลิงก์ปลอม (Phishing): คุณอาจได้รับอีเมลหรือข้อความ SMS ที่ดูเหมือนมาจาก Apple จริงๆ โดยมีลิงก์ให้กดเพื่อ "อัปเดตข้อมูล" หรือ "ยืนยันตัวตน" ซึ่งลิงก์เหล่านี้จะนำไปสู่เว็บไซต์ปลอมที่ออกแบบมาเพื่อขโมย Apple ID และรหัสผ่านของคุณ วิธีป้องกันตนเองและหลีกเลี่ยงภัยคุกคาม ห้ามใช้ Apple ID ของผู้อื่น: เด็ดขาด! ไม่ว่ากรณีใดๆ ห้ามลงชื่อเข้าใช้ด้วย Apple ID ที่ไม่ใช่ของคุณเองบนอุปกรณ์ของคุณ อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว: Apple จะไม่ขอข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น รหัสผ่าน, เลขบัตรเครดิต, หรือเลขประกันสังคม ผ่านทางอีเมลหรือข้อความ เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองปัจจัย (Two-Factor Authentication - 2FA): นี่คือการป้องกันที่สำคัญที่สุดที่จะเพิ่มความปลอดภัยอีกชั้น แม้ว่าคนร้ายจะได้รหัสผ่านไป ก็ไม่สามารถเข้าถึงบัญชีได้หากไม่มีรหัสยืนยันที่ส่งไปยังอุปกรณ์ที่เชื่อถือได้ของคุณ ตรวจสอบอีเมลและข้อความอย่างละเอียด: อีเมลหรือข้อความหลอกลวงมักมีข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์หรือการสะกดคำ และที่อยู่ผู้ส่งมักจะไม่ใช่ @apple.com หรือ @icloud.com อย่าคลิกลิงก์ที่น่าสงสัย: หากไม่แน่ใจ ให้เข้าเว็บไซต์ Apple อย่างเป็นทางการโดยพิมพ์ที่อยู่เองในเบราว์เซอร์ แทนที่จะคลิกจากลิงก์ในข้อความหรืออีเมล ติดต่อ Apple โดยตรง: หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับบัญชี ให้ติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ Apple ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น โดยสรุปแล้ว การจำนำ Apple iCloud เป็นการกระทำที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่งต่อข้อมูลส่วนตัวและความปลอดภัยของอุปกรณ์ วิธีที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงข้อเสนอในลักษณะนี้โดยเด็ดขาดและใช้วิธีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือแทนจะปลอดภัยที่สุดครับ Photo Credit : AI Generated

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

กสทช. บังคับใช้ระบบ Liveness Detection เปิดซิมการ์ดใหม่ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
อ่าน

กสทช. บังคับใช้ระบบ Liveness Detection เปิดซิมการ์ดใหม่ คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร

จากข่าวที่ว่าเหล่ามิจฉาชีพหันมาใช้ "ซิมม้า" และ "บัญชีม้า" เป็นช่องทางก่ออาชญากรรม ทำให้ กสทช. ต้องยกระดับความปลอดภัยขึ้นอีกขั้น ด้วยการบังคับใช้เทคโนโลยี Liveness Detection สำหรับการลงทะเบียนซิมการ์ดใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่อาจดูน่าสับสนสำหรับหลายคน บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับเทคโนโลยีนี้ให้มากขึ้นครับ Liveness Detection คืออะไร? Liveness Detection เป็นเทคโนโลยีสุดล้ำที่ออกแบบมาเพื่อ "ตรวจจับความมีชีวิต" ของบุคคลที่กำลังทำการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า โดยระบบจะทำงานแบบเรียลไทม์เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ ที่บ่งบอกว่าบุคคลนั้นๆ มีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่ภาพปลอมแปลง ลองนึกภาพว่าคุณกำลังใช้สมาร์ทโฟนสแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียนซิม ระบบนี้จะสั่งให้คุณกระพริบตา ขยับศีรษะ หรืออ้าปาก เพื่อดูว่าใบหน้าบนหน้าจอมีการตอบสนองแบบเดียวกับมนุษย์จริงหรือไม่ ซึ่งนี่คือความฉลาดของระบบที่จะช่วยป้องกันการสวมรอยจากภาพถ่าย, วิดีโอ, หน้ากาก หรือแม้แต่รูปปั้นที่ทำขึ้นมาอย่างแนบเนียน ทำไมต้องใช้ Liveness Detection? และจะช่วยอะไรได้บ้าง? เหตุผลหลักก็คือการ "ป้องกันการสวมรอย" และ "สร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์" ให้แข็งแกร่งขึ้น จากเดิมที่การลงทะเบียนซิมต้องใช้เพียงแค่เอกสารอย่างบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ต ซึ่งมีโอกาสที่มิจฉาชีพจะนำเอกสารปลอมแปลงหรือเอกสารของผู้อื่นมาใช้ได้ แต่เมื่อมีการใช้ Liveness Detection เข้ามาเสริม ผู้ที่ต้องการลงทะเบียนจะต้องเป็นบุคคลที่มีชีวิตจริงเท่านั้น ซึ่งเป็นการปิดประตูการใช้ "ซิมม้า" ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ประโยชน์ของมันยังไม่จำกัดแค่การลงทะเบียนซิมเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพที่จะนำไปใช้ในวงการอื่นๆ ที่ต้องการความน่าเชื่อถือสูง เช่น: การทำธุรกรรมทางการเงินออนไลน์: ช่วยยืนยันตัวตนก่อนการโอนเงินหรือเปิดบัญชี การเข้าถึงข้อมูลสำคัญ: ใช้ยืนยันตัวตนเพื่อเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลในหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชน ใครบ้างที่ต้องลงทะเบียน? และไปที่ไหน? การบังคับใช้เทคโนโลยีนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป และทุกคนที่มีความประสงค์จะ "ลงทะเบียนซิมการ์ดใหม่ทุกประเภท" ไม่ว่าจะเป็นซิมแบบเติมเงินหรือแบบรายเดือน จะต้องเข้ารับการยืนยันตัวตนด้วยระบบ Liveness Detection นี้ ส่วนสถานที่ในการลงทะเบียนก็ไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก คุณสามารถไปได้ที่ ศูนย์บริการของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น AIS, True, NT หรือผู้ให้บริการอื่นๆ รวมถึง ร้านค้าตัวแทน ที่ได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการจากผู้ให้บริการด้วยเช่นกัน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่ายในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อปกป้องประชาชนทุกคนจากภัยร้ายทางไซเบอร์ครับ Credit : กสทช.

เกาะเชจูเอาจริง ออกคู่มือ 3 ภาษา รับมือนักท่องเที่ยวไร้มารยาท เที่ยวเกาหลีต้องรู้!
อ่าน

เกาะเชจูเอาจริง ออกคู่มือ 3 ภาษา รับมือนักท่องเที่ยวไร้มารยาท เที่ยวเกาหลีต้องรู้!

เกาะเชจู 1 ในที่เที่ยวเกาหลีใต้ที่เริ่มประสบปัญหา Overtourism เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น ถึงขั้นต้องออก คู่มือแนวปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว เป็นครั้งแรก โดยพิมพ์เป็น 3 ภาษาหลัก ทั้งเกาหลี อังกฤษ และจีน เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจกฎระเบียบได้อย่างถูกต้อง และลดความเข้าใจผิดที่เกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรม คนไทยเองก็ต้องรีบทำความเข้าใจ เพราะถ้าไปทำผิดกฎเล็กๆ น้อยๆ ที่เผลอทำไปไม่รู้ตัวก็มีสิทธิ์โดนบทลงโทษได้ เกาะเชจูเอาจริง ออกคู่มือ 3 ภาษา รับมือนักท่องเที่ยวไร้มารยาท ปัจจุบัน เกาะเชจูเผชิญกับปัญหานักท่องเที่ยวไร้มารยาทที่สร้างความไม่พอใจให้กับคนท้องถิ่นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการทิ้งขยะไม่เป็นที่ การขับถ่ายในที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นอย่างการเมาแล้วอาละวาด เจ้าหน้าที่ตำรวจบนเกาะเชจูจึงได้ออกคู่มือแนวปฏิบัติสำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งรวบรวมพฤติกรรม ความผิดเล็กน้อย ที่มีโทษตามกฎหมายของเกาหลีใต้เอาไว้ หลายข้อเป็นสิ่งที่เราอาจมองข้ามไปในชีวิตประจำวัน แต่สำหรับที่นี่ถือว่าผิดกฎหมาย ได้แก่ การทิ้งขยะเรี่ยราด การสูบบุหรี่ในพื้นที่ห้ามสูบ การข้ามถนนในจุดที่ผิดกฎหมาย การเมาสุราในที่สาธารณะ การบุกรุกเข้าไปในบ้านหรือสถานที่ส่วนตัว การใช้บัตรประจำตัวปลอม กฎใหม่นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะลงโทษนักท่องเที่ยวทันที เพราะครั้งแรกที่ทำผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำเพียงแค่ให้คำแนะนำ และมอบคู่มือนี้ให้เพื่อทำความเข้าใจก่อน แต่ถ้ายังมีการกระทำผิดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้มีบทลงโทษจริงจังแน่ อาจถูกปรับเงินสูงสุดถึง 200,000 วอน (ประมาณ 5,000 บาท) เลยทีเดียว มาตรการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่ใหญ่ขึ้นของเกาหลีใต้ ที่ต้องการสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการท่องเที่ยวกับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายประเทศท่องเที่ยวในเอเชียอย่างญี่ปุ่นก็กำลังเผชิญอยู่เช่นกัน ====================

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง
อ่าน

เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อ สุดท้ายโดนหลอกให้โอนเงินซ้ำสอง

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่วันนี้ (18 กรกฎาคม 2568) นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลได้รับเรื่องร้องเรียนผ่านรายการ“เสียงจากใจไทยคู่ฟ้า” ว่าปัจจุบันมีแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้ปรับรูปแบบการหลอกลวงใหม่ โดยที่ผ่านมามักจะใช้ช่องทางผ่านการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยอ้างว่าเป็นตำรวจบ้าง เป็น หน่วยงานราชการสำคัญบ้าง อ้างว่ามีไปรษณีย์ตกค้างบ้าง รวมทั้งการส่งเอกสารหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งสังคมไทยเริ่มคุ้นชินแล้ว ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ปรับเปลี่ยนรูปแบบพบการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้นปัจจุบันพบว่ามีการหลอกลวงโดยใช้แพลตฟอร์ม Facebook เพิ่มมากขึ้น โดยเปิดเพจแอบอ้างเป็น มูลนิธิหรือสำนักงานทนายสาธารณะที่ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือ ศูนย์ช่วยเหลือการถูกหลอกลวง โดยปัจจุบันพบว่าในแพลตฟอร์ม Facebook มีชื่อว่า “สำนักงานช่วยเหลือเหยื่อคดีทางออนไลน์” โดยมีกลุ่มเป้าหมายเพื่อหลอกลวงซ้ำกับคนที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงให้โอนเงินไปยังบัญชีต่าง ๆ หรือกรณีที่ซื้อสินค้าไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปกเป็นจำนวนมาก "กระบวนการเหล่านี้จะเปิด Facebook แฟนเพจและขึ้นหน้าเพจว่าเป็นองค์การไม่แสวงหากำไรเพื่อช่วยเหลือเหยื่อที่โดนหลอกลวงทางออนไลน์โดยจะให้แอด LINE กับทนายความ โดยระบุว่าจะมีทีมทนายให้การช่วยเหลือเมื่อขบวนการมิจฉาชีพได้รับเรื่องจากผู้ที่เป็นเหยื่อก็จะส่งต่อให้กับกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมตัวเป็นตำรวจจากหลายหน่วยงานซึ่งจากการตรวจสอบพบมีการส่งบัตรข้าราชการตำรวจให้เหยื่อได้หลงเชื่อ จากนั้นจะทำงานเป็นทีมเพื่อหลอกลวงให้ผู้ที่โชคร้ายอยู่แล้วต้องโชคร้ายซ้ำสอง โดยคณะทำงานได้ ตรวจสอบบัตรประจำตัวตำรวจดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเป็นตำรวจจริง และได้ตรวจสอบพบว่าชื่อ ทนายความดังกล่าวไม่ปรากฏอยู่ในสารบบของทะเบียนทนายความ" เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆนายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ส่งเรื่องให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามตรวจสอบและจับกุมกลุ่มคนร้ายกลุ่มนี้อยู่ ทั้งนี้ขอแจ้งเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อในกระบวนการหลอกลวงรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะการแอบอ้างผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น TikTok Instagram และ Facebook ซึ่งเป็นช่องทางที่กลุ่มมิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อชักจูงให้หลงเชื่อและโอนเงินทั้งนี้ อย่าโอนเงินให้บุคคลหรือเพจที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด และหากพบเบาะแสหรือพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1111 ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล หรือทาง อีเมล jirayu9000@gmail.com เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
อ่าน

ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th

เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด

“บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาค 2 เตือนประชาชน ระวังแอบอ้างโซเชียลปลอม
อ่าน

“บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาค 2 เตือนประชาชน ระวังแอบอ้างโซเชียลปลอม

“บิ๊กกุ้ง” แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำชัด ไม่มีบัญชีโซเชียล เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อบัญชีปลอมเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ออกแถลงยืนยันว่า ตนไม่มีบัญชีผู้ใช้ส่วนตัวในแอปพลิเคชันหรือแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียใด ๆ ทั้ง Facebook, Line, TikTok, Instagram หรือ X (Twitter) พร้อมเตือนประชาชนให้ระมัดระวังต่อการแอบอ้างที่อาจนำไปสู่การถูกหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ขณะนี้ปรากฏบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมที่แอบอ้างชื่อ รูปภาพ หรือข้อมูลของตนบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ ซึ่งอาจใช้เพื่อหวังผลในทางมิชอบ เช่น หลอกขอข้อมูลส่วนตัว ชักชวนบริจาค หรือปลุกปั่นความเข้าใจผิดทางสังคม ทั้งนี้ กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ประสานหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการตรวจสอบและติดตามแหล่งที่มาของบัญชีปลอมดังกล่าว พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนให้หยุดแชร์ หยุดส่งต่อ และหากพบการแอบอ้างในลักษณะนี้ สามารถแจ้งเบาะแสได้ทันทีผ่านช่องทางของกองทัพภาคที่ 2

แนะนำวิธีป้องกัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ ในปี 2025
อ่าน

แนะนำวิธีป้องกัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ ในปี 2025

ปัจจุบันในปี 2025 ภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพยังคงระบาดหนักในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง แต่อย่างน้อยก็มีข่าวดี คือ ตอนนี้เรามีเครื่องมือและแอปพลิเคชันที่ช่วยป้องกันและระบุเบอร์แปลกๆ ได้ดีขึ้นมาก ทำให้เราปลอดภัยจากการถูกหลอกได้ง่ายขึ้นเยอะ และนี่คือแอปพลิเคชันหลักๆ ที่น่าสนใจซึ่งทีมงาน TrueID ขอแนะนำแอปสำหรับการป้องกันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทยกันครับ ดังนี้เลย 1. True CyberSafe True CyberSafe เป็นบริการป้องกันภัยไซเบอร์ที่พัฒนาขึ้นโดย True เพื่อปกป้องลูกค้าจากภัยคุกคามออนไลน์ เช่น ลิงก์ปลอม โทรศัพท์หลอกลวง และ SMS ชวนหลงกล โดยใช้เทคโนโลยี AI ขั้นสูงในการสแกน บล็อก และแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ จุดเด่นคือ ไม่ต้องสมัคร ไม่ต้องโหลดแอป และ ฟรี! สำหรับลูกค้า True, dtac และ TrueOnline (เน็ตบ้าน) ฟีเจอร์เด่นของ True CyberSafe: บล็อกลิงก์อันตรายแบบเรียลไทม์ Call AI Filter คัดกรองหรือแจ้งเตือนสายเรียกเข้าที่อาจเป็นมิจฉาชีพ SMS AI Filter แจ้งเตือนเมื่อมี SMS ต้องสงสัย ภาพจาก true.th นอกจากนี้ยังมี บริการเสริม 9777 แจ้งบล็อกสายมิจฉาชีพ Scam Report: เป็นบริการที่เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้การรายงานสายมิจฉาชีพทำได้ง่ายและครบวงจร (One Stop Service) ผ่าน 3 ช่องทาง คือ กด 9777# โทรออก: เพื่อแจ้งเบอร์ล่าสุดที่เพิ่งโทรเข้าภายใน 5 นาทีหลังรับสาย กด 9777 ตามด้วยเบอร์ต้องสงสัย # โทรออก: เพื่อแจ้งระบุเบอร์ดังกล่าว แคปหน้าจอ: ที่แสดงข้อความ หมายเลข และลิงก์ต้องสงสัย แล้วส่ง MMS ไปที่หมายเลข 9777 โดยข้อมูลที่แจ้งเข้ามาจะถูกตรวจสอบ คัดกรองด้วยทีมงานพิเศษและระบบ AI อย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง และหากเป็นมิจฉาชีพจริง จะมีการบล็อกเบอร์นั้นทันทีตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ฯ 2. DE-fence (แพลตฟอร์มภาครัฐ) DE-fence เป็นแอปพลิเคชันใหม่ล่าสุดที่ภาครัฐ (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, กสทช., ตำรวจ และผู้ให้บริการโทรคมนาคม) ร่วมมือกันพัฒนาขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์สำหรับคนไทย โดยตอนนี้เปิดให้บริการเวอร์ชันทดลอง (BETA version) แล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นมา โดยจุดเด่นของแอปนี้คือ ระบุเบอร์โทรศัพท์มิจฉาชีพ: ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากภาครัฐและผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการระบุเบอร์โทรศัพท์ที่เคยถูกรายงานว่าเป็นมิจฉาชีพหรือก่อกวน บล็อกเบอร์และ SMS สแปม: ช่วยบล็อกสายที่ไม่พึงประสงค์และข้อความ SMS หลอกลวงได้ แจ้งเบาะแส: สามารถแจ้งเบาะแสข่าวปลอมและอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบผ่านแอปได้โดยตรง หรือผ่านสายด่วน 1111 ดาวน์โหลด: สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งบน Google Play Store และ Apple App Store โดยค้นหาชื่อ "DE-fence" 3. Whoscall Whoscall เป็นแอปยอดนิยมอันดับต้นๆ ที่คนไทยใช้กันมานานและได้ผลดีเยี่ยม มีฐานข้อมูลเบอร์โทรศัพท์ขนาดใหญ่ที่เกิดจากการรวมรวมข้อมูลจากผู้ใช้ทั่วโลก รวมถึงมีระบบ AI อัจฉริยะช่วยคัดกรอง โดยจุดเด่นของแอปนี้ มีดังนี้: ระบุเบอร์ที่ไม่รู้จัก: แสดงข้อมูลผู้โทรเข้าทันที แม้จะเป็นเบอร์ที่เราไม่เคยบันทึกไว้ในเครื่องก็ตาม บล็อกสายสแปมและมิจฉาชีพ: สามารถบล็อกเบอร์โทรศัพท์ที่ถูกรายงานว่าเป็นเบอร์สแปมหรือมิจฉาชีพได้อัตโนมัติ สแกนความเสี่ยงลิงก์: ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของลิงก์ที่ได้รับผ่าน SMS หรือแพลตฟอร์มต่างๆ รายงานเบอร์และข้อความน่าสงสัย: ผู้ใช้สามารถร่วมกันรายงานเบอร์โทรหรือข้อความที่น่าสงสัยเพื่อช่วยอัปเดตฐานข้อมูล ฟีเจอร์พรีเมียม: มีเวอร์ชันพรีเมียมที่ปลดล็อกฟีเจอร์เพิ่มเติม เช่น อัปเดตฐานข้อมูลอัตโนมัติ บล็อกสายสแปมอัตโนมัติที่รายงานบ่อยๆ ดาวน์โหลด: มีให้ดาวน์โหลดฟรีทั้งบน Google Play Store และ Apple App Store 4. Truecaller TrueCaller จะคล้ายกับ Whoscall ในด้านการระบุตัวตนและบล็อกเบอร์ที่ไม่รู้จัก มีฐานข้อมูลขนาดใหญ่และฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน และมีความสามารถดังนี้ ระบุเบอร์โทรศัพท์ที่ไม่รู้จัก: แสดงชื่อผู้โทรเข้า แม้เบอร์นั้นจะไม่ได้อยู่ในสมุดโทรศัพท์ของคุณ บล็อกเบอร์โทรศัพท์: สามารถบล็อกเบอร์ที่เราไม่ต้องการรับสายได้ รายงานเบอร์สแปม/หลอกลวง: ผู้ใช้สามารถร่วมกันรายงานเบอร์ที่น่าสงสัยได้ บันทึกการโทร: มีฟังก์ชันบันทึกการโทร (อาจมีข้อจำกัดในบางระบบปฏิบัติการ) ดาวน์โหลด: มีให้ดาวน์โหลดทั้งบน Google Play Store และ Apple App Store 5. Hiya: Spam Blocker Caller ID Hiya: Spam Blocker Caller ID เป็นแอปพลิเคชันที่เน้นการบล็อกสแปมและระบุ Caller ID โดยใช้ฐานข้อมูลผู้ใช้ทั่วโลก โดยมีความสามารถดังนี้ บล็อกสายสแปมและหลอกลวง: ระบุและบล็อกการโทรที่ไม่ต้องการ แสดงข้อมูลผู้โทร: แสดงข้อมูลผู้โทรที่ไม่รู้จัก ค้นหาเบอร์โทรศัพท์: สามารถค้นหาข้อมูลของเบอร์โทรศัพท์ที่สงสัยได้ ดาวน์โหลด: มีให้ดาวน์โหลดทั้งบน Google Play Store และ Apple App Store คำแนะนำเพิ่มเติม สำหรับการป้องกัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ : ดาวน์โหลดแอปที่น่าเชื่อถือ: ควรดาวน์โหลดแอปจาก App Store หรือ Google Play Store เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย เพราะส่วนใหญ่ แก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพ จะหลอกล่อให้เราเข้าไปดาวน์โหลดแอปผ่านช่องทางบางโซเชียลเน็นเวิร์ค เมื่อเราติดตั้งแอปนั้นๆ แล้ว ก็ทำการล็อคเครื่องเรา และดูดเงิน เป็นต้น เปิดการตั้งค่าที่จำเป็น: หลังจากติดตั้งแอปป้องกันแล้ว อย่าลืมเข้าไปเปิดการตั้งค่าที่จำเป็นในโทรศัพท์ เพื่อให้แอปสามารถระบุและบล็อกสายได้เต็มประสิทธิภาพ (เช่น การเข้าถึงข้อมูลการโทร) ใช้ควบคู่กัน: การมีแอปอย่าง True CyberSafe, DE-fence (ซึ่งเป็นข้อมูลจากภาครัฐ) ควบคู่ไปกับ Whoscall หรือ Truecaller (ซึ่งมีฐานข้อมูลจากผู้ใช้ทั่วโลก) จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันได้มากยิ่งขึ้น ไม่กดลิงก์แปลกปลอม: ไม่ว่าจะมีแอปป้องกันที่ดีแค่ไหน ก็ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ควรคลิกลิงก์แปลกปลอมที่ส่งมาทาง SMS หรือช่องทางอื่น ๆ โดยเด็ดขาด แจ้งเบาะแส: หากพบเบอร์มิจฉาชีพ ควรแจ้งเบาะแสไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สายด่วน 1111 หรือแอป DE-fence เพื่อช่วยปกป้องคนอื่น ๆ ในสังคม การมีแอปป้องกันคอลเซ็นเตอร์ติดเครื่องไว้ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ที่เข้ามาคุกคามเราในทุกรูปแบบครับ Photo Credit : AI Generated, Google Play Store

เตือนข่าวปลอม! แอบอ้างคำพูดแม่ทัพภาค 2 ปลุกปั่นสังคมผ่านโซเชียล
อ่าน

เตือนข่าวปลอม! แอบอ้างคำพูดแม่ทัพภาค 2 ปลุกปั่นสังคมผ่านโซเชียล

กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงเตือนประชาชน หลังพบการเผยแพร่คลิปวิดีโอและภาพนิ่งผ่านโซเชียลมีเดียซึ่งมีการตัดต่อ ดัดแปลง หรือทำซ้ำ พร้อมข้อความที่จงใจสื่อสารอันเป็นเท็จ โดยเฉพาะการกล่าวอ้างถึง พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ด้วยถ้อยคำในลักษณะบิดเบือน มีเจตนายั่วยุ ปลุกปั่น และสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชนทั่วไป แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง และถือเป็น “ข่าวปลอม” (Fake News) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในพื้นที่และภาพลักษณ์ของกองทัพโดยรวม โดยขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อหรือแชร์ต่อข้อมูลเหล่านี้โดยไม่ตรวจสอบทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนให้ติดตามข่าวสารผ่านช่องทางทางการ โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กของกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งจะมีการอัปเดตข้อมูลที่ถูกต้องเป็นระยะ หน่วยงานย้ำว่าการเผยแพร่ข้อมูลเท็จโดยเจตนาอาจเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จึงเตือนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องหยุดการกระทำดังกล่าวทันที

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
อ่าน

เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์

แก๊งคอลเซ็นเตอร์! หลอกหารายได้พิเศษ ติดตั้งแอปฯ สั่งสินค้า สูญเงินกว่า 22 ล้าน
อ่าน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์! หลอกหารายได้พิเศษ ติดตั้งแอปฯ สั่งสินค้า สูญเงินกว่า 22 ล้าน

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 2 – 8มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วย คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 8,919,003 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook เป็นการโอนเงินสำรองทุนในการสั่งสินค้ามาจำหน่ายเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook มิจฉาชีพแนะนำให้ติดตั้งแอปพลิเคชันและโอนเงินเข้าไปเพื่อลงทุนช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง จึงโอนเงินไปลงทุนเพิ่มเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ เมื่อผู้เสียหายสอบถามเรื่องเงิน มิจฉาชีพไม่ตอบคำถามใดๆ และให้ลงทุนอีกเรื่อยๆ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 8,950,442 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ AIS แจ้งว่ามีบุคคลนำบัตรประชาชนของผู้เสียหายไปเปิดหมายเลขโทรศัพท์เพื่อใช้ในทางผิดกฎหมาย และโอนสายให้สนทนากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อลามก เว็บพนัน บัญชีม้า และคดีฟอกเงิน จะต้องโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงิน หากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดขั้นร้ายแรงและมีคดีเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปจนหมด จากนั้นไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 1,800,545 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงติดต่อสอบถามผ่านทาง Messenger Facebook เป็นการกดถูกใจสินค้าและโพรโมทสินค้าเพื่อเพิ่มยอดขายให้ทางร้าน ต่อมามิจฉาชีพชักชวนให้โอนเงินสั่งสินค้าเพื่อรับค่าคอมมิชชัน ในช่วงแรกได้รับเงินจริง จากนั้นให้ลงทุนด้วยยอดที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,794,400 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนเทรดหุ้นอสังหาริมทรัพย์ ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าโพสต์เพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นให้ทดลองโอนเงินเพื่อเทรดหุ้น ในครั้งแรกได้รับเงินคืนและสามารถถอนได้ ต่อมาให้ลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องโอนเงินจ่ายค่านำเทรด และค่าภาษีก่อน เมื่อโอนไปแล้วไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,439,202 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาแจกสินค้าตัวอย่างให้ทดลองใช้ฟรีผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามรายละเอียดผ่านทาง Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสมัครสมาชิก และได้รับการชักชวนให้ร่วมกิจกรรมโพรโมทสินค้าเพื่อรับผลตอบแทน ช่วงแรกได้รับเงินจริง จึงโอนเงินไปลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถถอนเงินได้ มิจฉาชีพแจ้งว่าเกิดข้อผิดพลาดจะต้องโอนเงินเพื่อยืนยันบัญชีเรื่อยๆ ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 22,903,592 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 6 มิถุนายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,790,340 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,066 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 698,988 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,290 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่(1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 221,699 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.72(2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 162,335 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.23(3) หลอกลวงลงทุน 98,230 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.05(4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 93,904 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 13.43(5) หลอกลวงให้กู้เงิน 50,209 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.18 (และคดีอื่นๆ 72,611 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.39)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้กลอุบายหลอกลวงผู้เสียหาย ให้ทำงานหารายได้พิเศษจากค่าคอมมิชชัน โดยให้สำรองเงินสั่งซื้อสินค้า นอกจากนี้ยังมีเคสโทรข่มขู่หลอกลวงให้โอนเงินตรวจสอบบัญชี อ้างว่าผู้เสียหายเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า รวมทั้งมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงรับรางวัลและหลอกลงทุนเทรดหุ้น ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 22 ล้านบาททั้งนี้ขอย้ำว่า การลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด ด้านหน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องข่าวที่เกี่ยวข้อง- เตือนภัย! กลโกง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน สูญเงินกว่า 8 ล้าน- “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” พรมแดนไทย-เมียนมา ยังเหลืออีกเป็นแสน พร้อมคืนชีพทุกเมื่อ- DSI เตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคดีฟอกเงิน พูดชื่อ - เลขบัตรประชาชนถูกหมด

อย่าหลงเชื่อ! กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ
อ่าน

อย่าหลงเชื่อ! กองสลาก สั่งล็อกเลข แจกรางวัลกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่มีการโพสต์และอ้างว่าสลากกินแบ่งฯ เปิดให้ประชาชนติดต่อรับข้อมูลแจ้งผลออกสลาก ผ่านท่านผู้ช่วย ผอ.สนง.สลากกินแบ่งนั้น เป็นการแอบอ้างใช้ชื่อและภาพของผู้อำนวยการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตสำหรับการออกรางวัลของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ดำเนินการเป็นไปตามมาตรฐาน ISO 9001:2015 ที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทุกขั้นตอน และไม่มีผู้ใดสามารถทราบผลรางวัลล่วงหน้าได้ ซึ่งพฤติกรรมการส่งข้อมูลว่าสามารถให้ผลสลากได้นั้น ไม่เป็นความจริง ขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพที่หลอกลวง หรือแอบอ้างผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่าสามารถให้ตัวเลขที่ถูกรางวัลได้ ท่านอาจถูกหลอกลวงนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในทางที่มิชอบ รวมทั้งสูญเสียทรัพย์สินเงินทองได้ทั้งนี้ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ได้ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ https://www.antifakenewscenter.comเดือนกรกฎาคม 2568 จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ แผ่นดินไหว-สึนามิ กรมอุตุฯ เตือนเป็นข่าวปลอมเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวกทม. จะเป็นเมืองร้างน้ำในแม่น้ำลดต่ำมาก สทนช. ชี้แจงประเด็นนี้แล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สะกดจิตเหยื่อได้ไหม? หลังเหิมเกริมหลอกนักศึกษา มช.ตกเป็นเหยื่อนับ 10 รายใน 1 สัปดาห์
อ่าน

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ สะกดจิตเหยื่อได้ไหม? หลังเหิมเกริมหลอกนักศึกษา มช.ตกเป็นเหยื่อนับ 10 รายใน 1 สัปดาห์

แม้ว่าปัจจุบัน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะยังคงใช้กลอุบายเดิมในการ โทรศัพท์มาหลอกเหยื่อ เช่น-อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ข่มขู่ว่าเหยื่อทำผิดกฎหมายบัญชีพัวพันบัญชีม้า ส่งยาเสพติด มีพัสดุผิดกฎหมาย-มีการใช้เบอร์โทรศัพท์ไปใช้ทำผิดกฎหมาย ต้องทำการตรวจสอบทรัพย์สินด้วยการโอนเงินไปให้ตรวจสอบให้ครบจำนวน-ข่มขู่ปล่อยคลิปลับ วิดีโอคอล ขอให้เหยื่อ ถอดเสื้อผ้าและจะบันทึกภาพไว้ blackmail ทีหลัง-หลอกว่าได้รับทุนฟรีที่ต่างประเทศ แต่จะต้องโอนเงินไปก่อนเพื่อใช้เป็นสเตจเม้นท์ สร้างความน่าเชื่อถือโดยระหว่างพูดคุย มีเงื่อนไขว่าต้องวิดีโอคอล 24 ชั่วโมงเปิดกล้อง และต้องอยู่คนเดียว ห้ามติดต่อใคร แถมมีบอกสคริป แนะนำวิธีให้เหยื่อ ไปขอเงินพ่อแม่คำถามคือ ทำไมเราถึงยอม ทำตามมันทุกอย่าง คล้ายโดนล้างสมอง หรือ ถูกสะกดจิต ?คำตอบจากเพจมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พูดถึงเทคนิคที่มิจฉาชีพใช้กับเหยื่อว่า สิ่งที่ทำให้เหยื่อ หลงเชื่อ ยอมทำทุกอย่างไม่ใช่สะกดจิต แต่มันคือ Emotional Hijack คือการเล่นกับ สมองและจิตใจเรา ด้วยความกลัวและความเครียดชั่วขณะจนสมองส่วนอารมณ์ Amygdala ทำงาน เหนือ สมองส่วนเหตุและผล มัวแต่กลัว เครียด จนไม่ได้ฉุกคิดว่า นี่คือเรื่องจริงไหม เช่นสวัสดีครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจนะครับ คุณใช่คุณ……(บอกชื่อและข้อมูลที่ถูกต้องของเรา)เราตรวจสอบพบว่า บัญชีของคุณ ไปพัวพันกับ การขนส่งพัสดุผิดกฎหมายเพื่อแสดงความบริสุทธ์ ทางเราต้องการให้คุณ โอนเงินมา เพื่อตรวจสอบ นะครับแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มความมีอำนาจ ให้เหยื่อรู้สึกตัวเล็ก ต้องยอมทำตามใช้ข้อมูลส่วนตัวเหยื่อที่ขโมยมา เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ว่าใช่เราจริงทั้งหมดจึงหลอกให้เหยื่อ ตกใจ รีบทำตาม ไม่งั้นเรื่องราวจะบานปลาย🎓 ทำไม นักศึกษามหาวิทยาลัย จึงกลายเป็น เป้าหมายหลัก ?ประสบการณ์ชีวิตน้อย ยังไม่เคยเจออะไรแบบนี้โครงสร้างสังคม สอนให้เด็กเชื่อผู้ใหญ่ หรือ เจ้าหน้าที่รัฐ โดยไม่ต้องตั้งคำถามความมั่นใจในตัวเอง ว่าเป็นแบบที่ฉันคิดแหละถูกต้องแล้ว ไม่กล้าพูดคุยกับพ่อแม่เมื่อมีปัญหา ผลคือ โดนหลอกวิธีเอาตัวรอดจาก แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (1) ตั้งสติ หายใจเข้า-ออกลึก ๆ 3 ครั้งและบอกว่า “เจ้าหน้าที่จริงจะไม่ให้เราโอนเงิน”(2) ขอเบอร์ติดต่อกลับ เชื่อมั่นว่าเราไม่ได้ทำผิด และเรามีสิทธิ “ปฏิเสธ” และ “รอ” (3) เมื่อเริ่มรู้สึกถูกกดดัน ให้โอนเงิน ให้รีบวางสาย และ ติดต่อหาคนใกล้ตัว หรือ 191

อย่าหลงเชื่อ! แผ่นดินไหวทุกวัน เกิดจากการย้ายขั้วแม่เหล็กโลก
อ่าน

อย่าหลงเชื่อ! แผ่นดินไหวทุกวัน เกิดจากการย้ายขั้วแม่เหล็กโลก

ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรณีมีผู้โพสต์คลิปเตือนภัยระบุ แผ่นดินไหวทุกวันเกิดจากการย้ายขั้วแม่เหล็กโลก ในอนาคตจะสลับขั้วโลกเหนือไปใต้นั้น ทางกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ชี้แจงว่า การเกิดแผ่นดินไหวนั้น เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของแผ่นเปลือกโลก แรงเคลื่อนไหวเหล่านี้สะสมพลังงานไว้ในแผ่นเปลือกโลก จนในที่สุดเกิดการปล่อยพลังงานมหาศาลออกมาอย่างฉับพลันทำให้เกิดการสั่นสะเทือน มิใช่เกิดจากการย้ายขั้วแม่เหล็กโลกแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนอย่าแชร์หรือส่งต่อข่าวลือนี้ และติดตามข่าว พยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยาเท่านั้น เพื่อมิให้เกิดความสับสนและตื่นตระหนกขึ้นในสังคม และหากมีสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพื่อเติม สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา https://www.tmd.go.th, Facebook กรมอุตุนิยมวิทยา Application Thai weatherสายด่วน 1182 (ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ ขอเตือนประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวลวงหรือแชร์ต่อ โดยไม่ตรวจสอบ หากได้รับข่าวที่น่าสงสัย ควรตรวจสอบกับหน่วยงานทางการก่อนเผยแพร่ตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ https://www.antifakenewscenter.comอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเดือนกรกฎาคม 2568 จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ แผ่นดินไหว-สึนามิ กรมอุตุฯ เตือนเป็นข่าวปลอมเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวกทม. จะเป็นเมืองร้างน้ำในแม่น้ำลดต่ำมาก สทนช. ชี้แจงประเด็นนี้แล้ว

สหรัฐฯ สั่งสถานทูตทั่วโลก งดรับนัดทำวีซ่านักเรียนต่างชาติ
อ่าน

สหรัฐฯ สั่งสถานทูตทั่วโลก งดรับนัดทำวีซ่านักเรียนต่างชาติ

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีคำสั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาชั่วคราว พร้อมทั้งเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้สมัครขอวีซ่าดังกล่าว ในบันทึกภายในที่ส่งไปยังสถานทูตทั่วโลกรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โกรูบิโอระบุว่าการระงับการนัดหมายนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมบันทึกดังกล่าวระบุว่าการตรวจสอบข้อมูลบนโซเชียลมีเดียจะเข้มงวดขึ้นสำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาและวีซ่าแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมี “ผลกระทบอย่างมาก” ต่อการดำเนินงานของสถานทูตและสถานกงสุลมาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งเขากล่าวหาว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางซ้ายมากเกินไป และเปิดทางให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านชาวยิวบนมหาวิทยาลัย รวมถึงการมีนโยบายรับนักศึกษาที่ไม่เป็นธรรมในบันทึกจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกเปิดเผยโดยสำนักข่าว CBS News ระบุว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งเมื่อวันอังคาร (27 พ.ค.) ให้ลบรายการนัดหมายวีซ่านักเรียนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทั้งหมดออกจากระบบ ยกเว้นการนัดหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งยังสามารถดำเนินต่อไปได้เอกสารยังเผยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการ “ขยายมาตรการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ” สำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดโดยปกติแล้ว นักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในสหรัฐฯ จำเป็นต้องนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศของตนก่อนการอนุมัติวีซ่า มหาวิทยาลัยจำนวนมากในสหรัฐฯ พึ่งพารายได้จากนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมักต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตราสูงกว่านักเรียนท้องถิ่นแทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราจริงจังอย่างยิ่งกับกระบวนการตรวจสอบผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเราจะเดินหน้าดำเนินการต่อไป” รัฐบาลทรัมป์เคยสั่งระงับงบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้มหาวิทยาลัยและพยายามผลักดันการเนรเทศนักเรียนต่างชาติรวมถึงเพิกถอนวีซ่าหลายพันรายโดยบางมาตรการถูกศาลสั่งระงับไว้ทำเนียบขาวยังกล่าวหามหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ปล่อยให้กิจกรรมสนับสนุนปาเลสไตน์บนมหาวิทยาลัยถูกครอบงำโดยแนวคิดต่อต้านชาวยิว ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยตอบโต้ว่า รัฐบาลกำลังพยายามละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตกเป็นเป้าหมายหลักของทรัมป์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลของเขาได้เพิกถอนสิทธิ์ของฮาร์วาร์ดในการรับนักเรียนต่างชาติและนักวิจัยจากต่างประเทศ แต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับมาตรการดังกล่าวหากนโยบายนี้มีผลบังคับใช้ อาจสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 25% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด

หายนะอุตสาหกรรมการศึกษาสหรัฐฯ ? ทรัมป์สั่งสถานทูตหยุดออกวีซานักเรียนต่างชาติ
อ่าน

หายนะอุตสาหกรรมการศึกษาสหรัฐฯ ? ทรัมป์สั่งสถานทูตหยุดออกวีซานักเรียนต่างชาติ

มาตรการใหม่แกะกล่อง พุ่งเป้าคัดกรองนศ.ต่างชาติเข้าสหรัฐฯรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีคำสั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายสัมภาษณ์ขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาชั่วคราว พร้อมทั้งเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ของผู้สมัครขอวีซ่าดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดในบันทึกภายในที่ส่งไปยังสถานทูตทั่วโลก รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่า การระงับการนัดหมายนี้จะดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ขณะที่ แทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า “เราจริงจังอย่างยิ่งกับกระบวนการตรวจสอบผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเราจะเดินหน้าดำเนินการต่อไป”บันทึกจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกเปิดเผยโดยสำนักข่าว CBS News ระบุว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งเมื่อวันอังคาร (27 พฤษภาคม) ให้ลบรายการนัดหมายวีซ่านักเรียนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทั้งหมดออกจากระบบ ยกเว้นการนัดหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งยังสามารถดำเนินต่อไปได้เอกสารยังเผยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการ “ขยายมาตรการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการ” สำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดทั้งนี้ ปกติแล้ว นักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในสหรัฐฯ จำเป็นต้องนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯในประเทศต้นทางก่อนการอนุมัติวีซ่า ขณะที่ มหาวิทยาลัยจำนวนมากในสหรัฐฯ พึ่งพารายได้จากนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมักต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตราสูงกว่านักเรียนท้องถิ่น ‘หายนะ’ ต่ออุตสาหกรรมการศึกษาสหรัฐฯ ?เดวิด เลโอโพล ทนายความด้านการเข้าเมืองระบุว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์อาจเป็นหายนะของนักเรียนต่างชาติและมหาวิทยาลัยสหรัฐฯที่พึ่งพารายได้จากนักศึกษาต่างชาติ ผบกระทบทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอาจมหาศาลเลโอโพลระบุว่า การขอวีซาสำหรับการนักศึกษาต่างชาติมีกระบวนการคัดกรองที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยผู้สมัครต้องมีเอกสารรับรองความแข็งแกร่งด้านวิชาการ หลักฐานสนับสนุนทางการเงิน ต้องแสดงสายสัมพันธ์ที่มีกับประเทศของตนและเจตนารมย์ที่จะเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาหลังเรียนจบสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การระงับหรือการชะลอกระบวนการอนุมัติวีซาจะส่งผลกระทบโยงไปยังนักศึกษาหลายแสนคนทั่วโลก และสถาบันการศึกษาจำนวนมากทั่วสหรัฐฯ ที่มีอันดับสูงขึ้นจากการดึงบุคคลที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาในสหรัฐฯทั้งนี้ นักศึกษาต่างชาติมีสัดส่วนร้อยละ 5.9 ของจำนวนนักศึกษาเกือบ 19 ล้านคนในสถาบันการศึกษาขั้นสูงของสหรัฐฯ เฉพาะในช่วงปี 2023-2024 มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในสหรัฐฯมากกว่า 1.1 ล้านคน โดยอันดับหนึ่งมาจากอินเดีย ตามมาด้วยจีนหากเจาะลึกลงไป นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ โดยร้อยละ 25 เข้ามาเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และอีกเกือบหนึ่งในห้า เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์นอกจากนี้ นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จ่ายค่าเรียนเต็ม ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีงบประมาณมากขึ้นในการเอาไปช่วยนักศึกษาอเมริกันเองรายงานจาก Open Doors Report พบว่า มหาวิทยาลัยนิวยอร์กมีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด คือ มากกว่า 21,000 คน ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับมหาวิทยาลัยไร้แววถอยมาตรการล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งเขากล่าวหาว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางซ้ายมากเกินไป และเปิดทางให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย รวมถึงการมีนโยบายรับนักศึกษาที่ไม่เป็นธรรมทำเนียบขาวยังกล่าวหามหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ปล่อยให้กิจกรรมสนับสนุนปาเลสไตน์บนมหาวิทยาลัยถูกครอบงำโดยแนวคิดต่อต้านชาวยิว ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยตอบโต้ว่า รัฐบาลกำลังพยายามละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกรัฐบาลทรัมป์เคยสั่งระงับงบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้มหาวิทยาลัยบางแห่ง และพยายามผลักดันการเนรเทศนักเรียนต่างชาติ รวมถึงเพิกถอนวีซ่าหลายพันราย แต่บางมาตรการถูกศาลสั่งระงับไว้ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเคยแสดงทัศนะถึงกรณีของ ‘รูเมซา ออสเติร์ค’ นักศึกษาต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Tufts ซึ่งเขียนบทความแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ จนถูกจับกุมหน้าบ้านพักของเธอตอนนั้นรูบิโอกล่าวว่า “หากคุณสมัครของวีซามาสหรัฐฯเพื่อเป็นนักเรียน และคุณบอกเราว่าเหตุผลที่คุณมาสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะคุณอยากมาเขียนบทความแสดงความเห็นเท่านั้น แต่คุณยังอยากเข้าร่วมการเคลื่อนไหวที่ทำลายข้าวของมหาวิทยาลัย คุกคามนักศึกษาคนอื่นๆ ยึดอาคาร สร้างความวุ่นวาย เราก็จะไม่ให้วีซากับคุณ”ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เควิน โอ แลรี พันธมิตรของทรัมป์ กล่าวกับ Fox Business ว่าเขาแนะนำให้สหรัฐฯใช้กระบวนการนักศึกษาต่างชาติ และเขาก็ชื่นชมนักศึกษาที่ฉลาดและมีความรักชาติเช่นกัน... “นักศึกษาเหล่านี้เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากและพวกเขาไม่ได้เกลียดอเมริกา” “ทำไมเราไม่คัดกรองเขาก่อน ตรวจสอบประวัติ ทำให้ชัดเจน และก็บอกพวกเขาว่า คุณคือคนที่จบจากฮารวาร์ด คุณคือวิศวกรหรืออะไรก็ตาม คุณอยู่ที่นี่ได้ คุณเริ่มธุรกิจที่นี่ได้ และคุณก็จะได้รับเงินทุนที่นี่ คุณจะสร้างงานที่นี่ นี่คือเหตุผลที่คุณมาที่นี่แต่แรก”ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังรัฐบาลทรัมป์ได้เพิกถอนสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติและนักวิจัยจากต่างประเทศ แต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับมาตรการดังกล่าว ซึ่งหากนโยบายนี้มีผลบังคับใช้จริง อาจสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดอย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ยอมถอยเช่นกัน และกำลังหาทางยกเลิกสัญญาที่เหลือทั้งหมดระหว่างฮาร์วาร์ดกับรัฐบาลกลาง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์คงต้องติดตามกันต่อไปว่าศึกนี้ ใครจะยอมถอยก่อนกัน แต่ที่แน่ๆ...นักเรียนนักศึกษา นักวิจัย และคณาจารย์ ล้วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าแล้วบทความโดย...ธันย์ชนก จงยศยิ่ง

รัฐบาลทรัมป์เผยแผนถอนวีซ่านักเรียนจีนในสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด
อ่าน

รัฐบาลทรัมป์เผยแผนถอนวีซ่านักเรียนจีนในสหรัฐฯ อย่างเข้มงวด

เมื่อวานนี้ (28 พฤษภาคม) ตามเวลาสหรัฐฯ รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการ “เพิกถอน” วีซ่านักเรียนและนักศึกษาชาวจีนในสหรัฐฯ “อย่างเข้มงวด” โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนหรือกำลังศึกษาในสาขาที่สหรัฐฯ มองว่าเป็น "สาขาวิชาสำคัญ" ด้าน มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า จะมีการปรับเกณฑ์การขอวีซ่าใหม่ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบผู้สมัครขอวีซ่าจากจีนและเขตบริหารพิเศษฮ่องกงในอนาคตยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับความสัมพันธ์ของจีนและสหรัฐฯ ที่ร้อนระอุมากอยู่แล้วจากการขึ้นภาษีของทรัมป์ ให้ตึงเครียดมากขึ้นไปอีกรูบิโอกล่าวในแถลงการณ์ว่า ภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จะร่วมมือกับกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิในการเพิกถอนวีซ่านักเรียนจีนอย่างเข้มงวดมากกว่าเดิม ซึ่งจากข้อมูลระบุว่า ในปีที่ผ่านมา มีนักเรียนจีนประมาณ 280,000 คนที่กำลังศึกษาในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามรูบิโอเพิ่งสั่งการให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายสำหรับการขอวีซ่านักเรียน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมขยายการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้สมัครเหล่านี้ รัฐบาลทรัมป์ยังได้ดำเนินการเนรเทศนักเรียนต่างชาติหลายคน และเพิกถอนวีซ่าหลายพันฉบับแม้ว่าหลายกรณีถูกศาลสั่งระงับ นอกจากนี้ รัฐบาลทรัมป์ยังสั่งระงับเงินทุนหลายร้อยล้านดอลลาร์สำหรับมหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐฯ อาทิ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่ทรัมป์มองว่าพวกเขามีแนวคิดเชิงเสรีมากเกินไป และล้มเหลวในการต่อสู้กับกลุ่มต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย จากเหตุนี้ทำให้นักเรียนต่างชาติหลายคนรู้สึกผิดหวังกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายวีซ่า โดยบางคนระบุว่าพวกเขาเสียใจที่เลือกมาศึกษาในสหรัฐฯ

วิธีสร้างรหัสผ่าน Password ให้ปลอดภัยต่อการถูกแฮก คาดเดาได้ยาก
อ่าน

วิธีสร้างรหัสผ่าน Password ให้ปลอดภัยต่อการถูกแฮก คาดเดาได้ยาก

การสร้างรหัสผ่าน (Password) ที่แข็งแกร่งและปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการถูกแฮกข้อมูลส่วนตัว เพราะในโลกดิจิทัล แทบทุกอย่างล้วนต้องมีรหัสผ่านเผื่อป้องกันการแฮกข้อมูลบนอุปกรณ์ของเรา ดังนั้นวันนี้พวกเราทีมงาน TrueID ได้รวบรวมวิธีและหลักการในการสร้างรหัสผ่านที่ยากต่อการคาดเดาและถอดรหัสมาให้แล้ว เพื่อนๆ คนไหนอยากเช็คว่ารหัสผ่านเราคาดเดาง่ายหรือไม่ ลองเช็คกันได้เลย ความยาวและซับซ้อน: ยาวไว้ก่อน: ยิ่งรหัสผ่านยาวยิ่งดีครับ ความยาวขั้นต่ำที่แนะนำคือ 12 ตัวอักษรขึ้นไป แต่ถ้าเป็นไปได้ 16 ตัวอักษรขึ้นไปจะปลอดภัยยิ่งขึ้น มีความหลากหลาย: ใช้ตัวอักษรพิมพ์เล็ก (a-z), ตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (A-Z), ตัวเลข (0-9) และอักขระพิเศษ (!@#$%^*()_+={}|:?,./[]) ผสมกัน จะช่วยให้คาดเดาได้ยากขึ้นมาก หลีกเลี่ยงข้อมูลส่วนตัวที่คาดเดาง่าย: ห้ามใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณ: เช่น ชื่อจริง, นามสกุล, วันเกิด, เบอร์โทรศัพท์, ทะเบียนรถ, ชื่อสัตว์เลี้ยง, ชื่อคนรัก, หรือชื่อบริษัท ห้ามใช้คำที่พบบ่อยหรือคำในพจนานุกรม: เช่น "password", "123456", "qwerty", "admin", "iloveyou" เพราะแฮกเกอร์มีพจนานุกรมรหัสผ่านที่ใช้ในการโจมตีแบบ Brute-force หรือ Dictionary Attack ได้ง่ายมากๆ ใช้หลักการ "วลีรหัสผ่าน" (Passphrase) หรือ "การรวมคำ: สร้างประโยคที่คุณจำได้: เช่น "ฉันชอบดื่มกาแฟตอนเช้าที่ร้านโปรด!" แล้วนำตัวอักษรแรกของแต่ละคำมารวมกัน อาจจะผสมตัวเลขหรือสัญลักษณ์ เช่น "ฉชดกตชทร!" หรือ "I_like_coffee@morning_favorite_shop!" ผสมคำที่ไม่เกี่ยวข้องกัน: เช่น "ต้นไม้-หนังสือ-สีฟ้า-รถยนต์" แล้วนำมารวมกัน เช่น "ต้นไม้หนังสือสีฟ้ารถยนต์" (อาจจะยาวไป) หรือใช้ตัวอักษรแรก: "ตนสฟรย" แล้วเพิ่มตัวเลข/สัญลักษณ์: "ตนสฟรย@25" ตั้งเป็นประโยคแต่เปลี่ยนภาษา : วิธีนี้เป็นอีกวิธีที่ได้รับความนิยม และแอดมินก็ใช้วิธีนี้ในบางแอคเคาท์เช่นกัน เช่น พิมพ์คำภาษาไทย ฉันชอบอ่านบทความที่ทรูไอดี แต่กดแป้นพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ ก็จะได้ Cyo=v[vjko[m8;k,mujmi^wvfu เป็นรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก เป็นต้น ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกัน: สำคัญที่สุด! ห้ามใช้รหัสผ่านเดียวกันกับหลายๆ บัญชี หากบัญชีหนึ่งถูกแฮก บัญชีอื่น ๆ ของคุณก็จะตกอยู่ในความเสี่ยงทันที ใช้เครื่องมือจัดการรหัสผ่าน (Password Manager): เช่น LastPass, 1Password, Bitwarden, Google Password Manager, iCloud Keychain ช่วยสร้าง จัดเก็บ และกรอกรหัสผ่านที่ซับซ้อนและไม่ซ้ำกันสำหรับแต่ละเว็บไซต์/บริการได้อย่างปลอดภัย คุณแค่จำรหัสผ่านหลักเพียงอันเดียว เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น (Two-Factor Authentication - 2FA / Multi-Factor Authentication - MFA): เพิ่มชั้นความปลอดภัยอีกขั้น: แม้แฮกเกอร์จะได้รหัสผ่านของคุณไป ก็ยังต้องผ่านการยืนยันตัวตนอีกชั้นหนึ่ง เช่น รหัส OTP ที่ส่งไปยังโทรศัพท์มือถือของคุณ, การยืนยันผ่านแอปพลิเคชัน Authenticator (Google Authenticator, Microsoft Authenticator), หรืออุปกรณ์ Hardware Key (YubiKey) ควรเปิดใช้งาน 2FA สำหรับทุกบัญชีที่รองรับ โดยเฉพาะบัญชีสำคัญ เช่น อีเมล, โซเชียลมีเดีย, ธนาคาร อัปเดตรหัสผ่านเป็นประจำ: แม้จะสร้างรหัสผ่านที่แข็งแกร่งแล้ว การเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ (เช่น ทุก 3-6 เดือน) ก็ยังเป็นวิธีปฏิบัติที่ดี โดยเฉพาะกับบัญชีสำคัญ หากมีข่าวการรั่วไหลข้อมูลของบริการที่คุณใช้งาน ควรรีบเปลี่ยนรหัสผ่านทันที ระมัดระวัง Phishing และมัลแวร์: อย่าคลิกลิงก์น่าสงสัย: ระวังอีเมลหรือข้อความที่อ้างว่าเป็นสถาบันการเงินหรือบริการต่างๆ เพื่อหลอกให้คุณกรอกรหัสผ่าน (Phishing) ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของคุณมีโปรแกรมป้องกันไวรัสและอัปเดตอยู่เสมอ เพื่อป้องกันมัลแวร์ที่อาจดักจับรหัสผ่านของคุณได้ การปฏิบัติตามหลักการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวของคุณบนโลกออนไลน์ได้ ลองนำไปปรับใช้กันนะครับ Photo Credit : Pixabay

เตือนภัย 10 ข่าวปลอมล่าสุด! ที่ประชาชนให้ความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์
อ่าน

เตือนภัย 10 ข่าวปลอมล่าสุด! ที่ประชาชนให้ความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 16 – 22 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 826,061 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 685 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 663 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 22 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 226 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 122 เรื่อง กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 139 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 37 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 14 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 30 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องการให้บริการของหน่วยงานรัฐ เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของไวรัสโควิด ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ที่มีผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่อันดับที่ 2 : เรื่อง โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่อันดับที่ 3 : เรื่อง เตือนภัยเครื่องบิน C-135 4 ลำ จะตกที่สมุยอันดับที่ 4 : เรื่อง เรือสุพรรณหงส์ กำลังจะตกเป็นของกัมพูชาอันดับที่ 5 : เรื่อง สมเด็จพระสังฆราช รับสั่งให้งดถวายเงินพระโดยเด็ดขาด ทุกกรณีอันดับที่ 6 : เรื่อง คุณมาดี ลงพื้นที่ขอถ่ายรูป สแกนลายนิ้วมือ เพื่อเก็บข้อมูลสำมะโนประชากรอันดับที่ 7 : เรื่อง ธ.ก.ส. เปิดให้ลงทะเบียนกู้สินเชื่อผ่านบัญชี Tiktok namonaka56อันดับที่ 8 : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ออกใบรับรองจดทะเบียน บริษัท เงินกู้ ออนไลน์ ส่วนบุคคล จำกัดอันดับที่ 9 : เรื่อง ด่วน! กฟภ. เปิดเว็บไซต์เฉพาะกิจ รับลงทะเบียนขอคืนค่าประกันมิเตอร์อันดับที่ 10 : เรื่อง ทานเมลทิลีนบูล เพื่อล้างพิษ หลังฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกสำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เปิดให้บริการรถไฟ SRT 2025 รุ่นใหม่ เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอยืนยันว่า คลิปวิดีโอที่มีการแชร์บนโซเชียลต่าง ๆ นั้นไม่เป็นความจริง จึงขอความร่วมมืออย่าได้แชร์หรือเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่ไม่มีที่มาและเพื่อให้ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง โปรดติดตามข่าวสารจากช่องทางการสื่อสารอย่างเป็นทางการของการรถไฟฯ เท่านั้น เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “โควิดโอมิครอน XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่” กระทรวงดีอี ได้ตรวจสอบร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเริ่มพบ XEC ครั้งแรกเดือนสิงหาคม 2567 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 เป็นต้นมา และพบแนวโน้มลดลงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงปัจจุบัน ทั้งนี้ ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า อัตราการแพร่กระจายของสายพันธุ์ XEC แพร่เร็ว ติดง่าย วัคซีนเอาไม่อยู่ ปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังคงเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง แนะนำให้กลุ่มเสี่ยงควรรับวัคซีน ร่วมกับการปฏิบัติตนตามมาตรการป้องกันการติดเชื้ออย่างสม่ำเสมออย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดข่าวที่เกี่ยวข้อง- พายุหอยหมีเข้าไทย! เตือนอย่าเชื่อ เปิด 10 ข่าวปลอมล่าสุด ที่ประชาชนสนใจ- เปิดรายชื่อ 22 จังหวัด ปลอดภัยที่สุดจากแผ่นดินไหว เตือนอย่าเชื่อ ข่าวปลอม

รู้ทัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ และวิธีป้องกันเบื้องต้น
อ่าน

รู้ทัน อาชญากรรมทางไซเบอร์ และวิธีป้องกันเบื้องต้น

ปัจจุบันแทบทุกคนน่าจะมีสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์พื้นฐานจนอาจเรียกได้ว่าเป็นปัจจัยที่ 5 ต่อจากปัจจัย 4 อย่างน้อยคนละเครื่องใช่มั้ยครับ เพราะมือถือถือว่าเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ไม่ใช่จะใช้แค่การโทรศัพท์คุยกันเท่านั้น แต่สำหรับหลายท่านน่าจะใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินผ่านโลกออนไลน์ผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จึงทำให้มีอาชญากรรมไซเบอร์ หรือ Cybercrime เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน โดย Cybercrime หรือ อาชญากรรมไซเบอร์ นั้นหมายถึง การกระทำผิดทางกฎหมายโดยใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ หรือการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว สร้างความเสียหาย หรือก่อกวนระบบ ดังนั้น เพื่อเป็นการให้ความรู้ และแนะนำวิธีป้องกัน พวกเราทีมงาน TrueID ขอแนะนำความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ อาชญากรรมไซเบอร์ ให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันครับ ประเภทของ Cybercrime ที่พบบ่อย การโจรกรรมข้อมูล (Data Theft): การขโมยข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลทางการเงิน ข้อมูลทางธุรกิจ หรือความลับทางการค้า การหลอกลวงออนไลน์ (Online Scam): การหลอกลวงเพื่อให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว โอนเงิน หรือซื้อสินค้า/บริการปลอม เช่น ฟิชชิ่ง (Phishing), สแกม (Scam), แชร์ลูกโซ่ การโจมตีด้วยมัลแวร์ (Malware Attacks): การใช้โปรแกรมที่เป็นอันตราย เช่น ไวรัส (Virus), เวิร์ม (Worm), โทรจัน (Trojan), แรนซัมแวร์ (Ransomware) เพื่อทำลายระบบ ขโมยข้อมูล หรือเรียกค่าไถ่ การโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (Denial-of-Service Attacks - DoS/DDoS): การทำให้ระบบหรือเว็บไซต์เป้าหมายไม่สามารถใช้งานได้ชั่วคราวหรือถาวร โดยการส่งคำขอจำนวนมากเกินกว่าที่ระบบจะรับไหว การละเมิดลิขสิทธิ์ (Copyright Infringement): การคัดลอก เผยแพร่ หรือใช้งานผลงานที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต การก่อกวนทางไซเบอร์ (Cyber Harassment/Cyberbullying): การกลั่นแกล้ง ข่มขู่ หรือทำให้ผู้อื่นอับอายทางออนไลน์ การปลอมแปลงตัวตน (Identity Theft): การขโมยและใช้ข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่นเพื่อกระทำการต่างๆ ในชื่อของผู้นั้น หรือสร้างตัวตนปลอมเพื่อไปหลอกผู้อื่น การเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized Access/Hacking): การพยายามหรือเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายโดยไม่มีสิทธิ์ อาชญากรรมทางการเงินออนไลน์ (Online Financial Crime): การกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับการเงินผ่านระบบออนไลน์ เช่น การขโมยหมายเลขบัตรเครดิต การฟอกเงิน วิธีป้องกัน Cybercrime เมื่อเราทราบว่าปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์มีมากมายหลายวิธีแล้ว เรามีวิธีที่จะป้องกันเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับเราหรือคนในครอบครัวได้ดังนี้ ใช้รหัสผ่านที่แข็งแกร่งและไม่ซ้ำกัน ควรใช้รหัสผ่านที่คาดเดายาก มีตัวอักษร ตัวเลข และสัญลักษณ์ผสมกัน และไม่ใช้รหัสผ่านเดียวกันสำหรับหลายบัญชี เพราะหากบัญชีใดของเราโดนแฮก เราอาจโดนแฮกบัญชีอื่นๆ ของเราไปทั้งหมดได้ เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบสองชั้น (Two-Factor Authentication - 2FA) เพิ่มความปลอดภัยอีกชั้นด้วยการกำหนดให้ต้องใช้รหัสผ่านร่วมกับรหัส OTP หรือการยืนยันผ่านอุปกรณ์อื่น ถือเป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันอุปกรณ์มีความปลอดภัยมากขึ้น ระมัดระวังอีเมลและลิงก์ที่ไม่น่าสงสัย อย่าเปิดอีเมลหรือคลิกลิงก์จากผู้ส่งที่ไม่รู้จัก หรือมีเนื้อหาที่น่าสงสัย ซึ่งปัจจุบันอาชญากรมีการส่งข้อความเชิญชวนให้เรากดลิงก์มากมาย เช่น คุณได้รางวัล กดลิงก์เพื่อยืนยัน หรือเป็นข้อความเท็จที่หลอกให้เรากลัวจนต้องกดลิงก์ดังกล่าว ติดตั้งและอัปเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและไฟร์วอลล์ โปรแกรมเหล่านี้จะช่วยตรวจจับและป้องกันมัลแวร์และการเข้าถึงที่ไม่ได้รับอนุญาต อัปเดตระบบปฏิบัติการและแอปพลิเคชัน การอัปเดตจะช่วยแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยได้ และถ้าเป็นไปได้ควรเปลี่ยนอุปกรณ์ของเราให้มีซอฟท์แวร์ที่ทันสมัยขึ้น เพราะส่วนใหญ่หากใช้เป็นเวลาหลายปี อุปกรณ์จะหมดการอัปเดตความปลอดภัย ทำให้อาจมีช่องโหว่ให้แฮกเกอร์โจมตีได้ ระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวออนไลน์ อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลทางการเงิน หรือรหัสผ่านให้กับเว็บไซต์หรือบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือโดยเด็ดขาด ใช้เครือข่าย Wi-Fi ที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรมสำคัญ หรือใช้ VPN (Virtual Private Network) เพื่อเข้ารหัสการเชื่อมต่อ สำรองข้อมูลเป็นประจำ การสำรองข้อมูลจะช่วยให้คุณสามารถกู้คืนข้อมูลได้ในกรณีที่เกิดความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ เรียนรู้และตระหนักถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ ติดตามข่าวสารและวิธีการหลอกลวงใหม่ๆ เพื่อให้รู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ รายงานอาชญากรรมไซเบอร์ หากตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งสำหรับในประเทศไทย เมื่อโดนอาชญากรรมทางไซเบอร์โจมตี สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ thaipoliceonline.go.th ซึ่งเป็นเว็บของ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ Cyber Crime Investigation Bureau หรือโทรสายด่วน 1441 เพื่อแจ้งความออนไลน์ หรือแจ้งเบาะแสได้ Photo Credit : AI Generated

อย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”
อ่าน

อย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”

ภารกิจรายได้เสริม หรือ กับดักหมดตัว?กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ออกมาแจ้งเตือนประชาชนผ่านเฟซบุ๊ก ตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. โดยระบุว่า ภารกิจรายได้เสริม หรือ กับดักหมดตัว?ตำรวจไซเบอร์เตือนภัย อย่าหลงเชื่อ! ขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ลวงให้โอนเงิน โดยมิจฉาชีพวางแผนหลอกเหยื่ออย่างเป็นระบบ ตั้งแต่สร้างแชทปลอม ดึงเข้ากลุ่มที่มีหน้าม้า จนเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยอ้างว่า “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่” 7 ขั้นตอนขบวนการหลอกให้ทำภารกิจปลอม1.ล่อเหยื่อด้วยโฆษณา มีการยิงแอด โพสต์ปลอม แล้วทักแชตตรง2.สร้างฉากลวงในกลุ่มแชต มีหน้าม้าปั้นสถานการณ์ให้ดูน่าเชื่อถือ3.หลอกให้ทำภารกิจง่ายๆ ดูคลิป กดไลก์ รีวิวสินค้า4.ปั้นรายได้ปลอมให้เห็น มีเงินรอในระบบแต่ยังถอนออกมาไม่ได้5.บีบให้โอนซ้ำเพื่อปลดล็อก อ้างขั้นตอนผิดต้องโอนเพิ่ม6.ใช้จิตวิทยากลุ่มกดดัน หน้าม้าหลอกว่าเคยได้เงิน เพื่อให้เหยื่อตาม7.หลอกซ้ำด้วยความกลัว-สงสาร ข่มขู่ทางกฎหมายหรือขอความเห็นใจให้โอนอีก สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.th หากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมงอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์เช็กด่วน 5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกให้กู้เงินเช็ก 10 ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์ เตือนอย่าหลงเชื่อระวังโดนหลอกดูดเงิน-ข้อมูลส่วนบุคคล