TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “怀俄明州结婚证作假【咨询网:ban58.com】” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ดู
คุม 27 พ่อแม่ทิพย์ ฝากขัง ค้านประกัน คดีแจ้งเกิดเท็จ
News1 • 3 วันที่แล้ว
อ่าน
10 เคสจริงที่มิจฉาชีพใช้หลอกเหยื่อในพริบตา
ในยุคที่โลกออนไลน์คือวิถีชีวิต การแชท โอนเงิน หรือช้อปปิ้งถือเป็นกิจวัตรที่ง่ายดายเพียงปลายนิ้ว แต่น่าเสียดายที่มันกลับกลายเป็นรอยรั่วให้ มิจฉาชีพ ฉกฉวยโอกาส ทางออนไลน์ เพื่อ หลอกลวง ฉ้อโกง สถิติจากศูนย์ AOC 1441 เผยตัวเลขการแจ้งภัยมิจฉาชีพเฉลี่ยวันละ 3,000 สาย หรือเท่ากับทุกนาทีมีคนไทยอย่างน้อย 2 คนกำลังถูกหลอก โดยช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ความเสียหายรวมจากอาชญากรรมออนไลน์พุ่งทะลุ 13,000 ล้านบาทไปแล้ว ความสูญเสียนี้ไม่ได้หยุดแค่เรื่องทรัพย์สิน แต่ลามไปถึงความเครียดที่บั่นทอนสุขภาวะทั้งกายและใจอย่างน่าเป็นห่วง เมื่อภัยไซเบอร์ กลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศที่บั่นทอนคุณภาพชีวิตเช่นนี้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (AOC 1441) จึงชวนกันมาถอดบทเรียนจาก 10 เคสจริง เพื่อแฉกลโกงให้ทุกคน รู้เท่าทันมิจฉาชีพ และสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลไปพร้อมกัน กลโกง#1 ปลอมตัวตน ปล้นความเชื่อใจ มิจฉาชีพจะเริ่มด้วยการปลอมเป็นบุคคลที่ดูน่าเชื่อถือ หรือหน่วยงานที่มีอำนาจ ทำให้เหยื่อเผลอเชื่อใจและลดการป้องกันตัวลง เคสหลอกให้รักแล้วโอนเงิน: แอบอ้างเป็นพยาบาลต่างประเทศ ทักมาสานสัมพันธ์จนผู้เสียหายตายใจ แล้วหลอกขอค่าขนย้ายทรัพย์สินเพื่อกลับมาแต่งงานที่ไทย สูญเงิน 1,308,000 บาท เคสร้านค้าปลอมหลอกขายของถูก: ปลอมเพจ Facebook ขายปูนซีเมนต์ราคาถูกเกินจริง บีบให้ผู้เสียหายโอนเงินเต็มจำนวน แล้วบล็อกหนีหาย สูญเงิน 1,100,000 บาท เคสเพจที่พักทิพย์: ขโมยรูปวิลล่าหรูมาเปิดเพจปลอม พร้อมเร่งรัดให้โอนจองเต็มจำนวนเพื่อล็อกสิทธิ์ แต่เมื่อไปถึงสถานที่จริงกลับพบว่าไม่มีชื่อในระบบ สูญเงิน 15,000 บาท เคสทหารเรือเก๊หลอกให้ซื้อของ: สวมรอยเป็นทหารเรือสั่งลวดหนามล็อตใหญ่ บีบให้ผู้ประกอบการสั่งของสเป็กพิเศษจาก "ร้านพันธมิตรปลอม" ที่จัดฉากไว้ แล้วเชิดเงินมัดจำหนีไป สูญเงิน 500,000 บาท เคสแอบอ้างเจ้าหน้าที่ PEA: โทรศัพท์มาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า เพื่อขอคืนเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้า แล้วหลอกให้ติดตั้งแอปฯ ดูดเงิน จนสูญเงิน 594,570 บาท กลโกง#2 ปั่นอารมณ์ จู่โจมให้ขาดสติ เมื่อเริ่มเชื่อใจ โจรจะเปลี่ยนจังหวะมาจู่โจมที่สมองส่วนอารมณ์ ไม่ว่าจะใช้ความกลัวข่มขู่หรือความรักบีบคั้น เพื่อให้เราสติหลุด ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล เคสตำรวจปลอมกับคดีฟอกเงิน: โทรศัพท์มาอ้างเป็นตำรวจ ข่มขู่ว่าบัญชีพัวพันคดีฟอกเงินระดับชาติ บีบให้โอนเงินมาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ เหยื่อตกใจกลัวจึงยอมโอน สูญเงิน 4,102,169 บาท เคสลูกสาวกำมะลอเสียง AI: มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีเลียนเสียงเป็นลูกสาว โทรหาคุณแม่ อ้างว่าต้องใช้เงินด่วนจ่ายค่ากิจกรรมมหาวิทยาลัย คุณแม่เป็นห่วงรีบร้อนโอนไป สูญเงิน 100,000 บาท เคสหนีเสือปะทนายปลอม: หลอกผู้เสียหายที่กำลังทุกข์ใจเพราะถูกโกง ผ่านเพจ "ทนายอาสา" อ้างว่าช่วยตามเงินคืนได้แต่ขอค่าธรรมเนียมการตรวจสอบ กลายเป็นการสูญเสียซ้ำสองที่เจ็บปวดกว่าเดิม สูญเงินเพิ่ม 363,285 บาท กลโกง#3 วางเหยื่อล่อ ลากเข้าวงจรโอนไม่สิ้นสุด จังหวะสุดท้ายคือการวางเหยื่อล่อ หลอกให้เหยื่อได้กำไรในตอนแรก เพื่อซื้อความตายใจ ก่อนจะล่อให้ทุ่มเงินก้อนใหญ่ และบีบคั้นให้ต้องโอนเพิ่มอย่างไม่จบสิ้น เคสกับดักหุ้น กำไรทิพย์: มิจฉาชีพชักชวนผู้เสียหายให้เทรดหุ้นพลังงานผ่านแอปปลอมที่สร้างกราฟกำไรปลอมขึ้นมาเอง ล่อให้เหยื่อทุ่มเงินเพิ่มไม่หยุด จนสุดท้าย สูญเงิน 8,747,497 บาท เคสงานแพ็กของ รายได้เสริมกลายเป็นหนี้: มิจฉาชีพประกาศรับสมัครงานออนไลน์ ให้ผู้เสียหายทำภารกิจกดรับออเดอร์แลกค่าคอมมิชชัน ยอมให้ถอนยอดน้อยได้จริงในช่วงแรก เพื่อล่อให้ลงเงินก้อนใหญ่ ก่อนจะบล็อกระบบการถอน สูญเงิน 3,023,000 บาท เมื่อตกเป็นเหยื่อต้องทำอย่างไร? เคสตัวอย่างทั้งสิบนี้คือบทเรียนสำคัญที่ย้ำเตือนให้เราต้องสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัล และเท่าทันจังหวะกลโกงอยู่เสมอ แต่หากรู้ตัวว่าพลาดโอนเงินไปแล้ว อย่าเพิ่งหมดหวัง ให้ใช้สูตร "โทร-กด-แจ้ง" ทันที โทร - สายด่วน AOC 1441: ศูนย์ปฏิบัติการนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยคุณสกัดกั้นเส้นทางการเงินที่ผิดปกติทันทีที่รู้ตัว กด - เลข 1 เพื่อระงับบัญชีม้า: พยายามทำภายใน "1 ชั่วโมง" เพื่อขอรหัส Bank Case ID และให้ธนาคารล็อกบัญชีปลายทางชั่วคราวเป็นเวลา 7 วัน แจ้ง - ความภายใน 7 วัน: รวบรวมหลักฐาน (แชท, สลิป, ลิงก์โปรไฟล์) แล้วไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้การอายัดบัญชีมีผลทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ จำไว้ว่า! แม้อาจไม่ได้เงินคืนในทันที แต่การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยหยุดความเสียหายไม่ให้เงินถูกโอนต่อ และเป็นการกำจัด "บัญชีม้า" ออกจากระบบ เพื่อไม่ให้คนอื่นต้องตกเป็นเหยื่อรายต่อไป สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มุ่งหวังให้คนไทยมีสุขภาวะที่ดีและปลอดภัยจาก อาชญากรรมออนไลน์ โดยการสร้าง ภูมิคุ้มกันดิจิทัล ให้เป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็ง เพราะเพียงแค่ "หยุดคิด" ก่อนคลิกลิงก์หรือโอนเงินเพียงเสี้ยววินาที ก็ช่วยปกป้องเงินในบัญชีรวมถึงสุขภาพกายและใจของคุณได้ในระยะยาว สสส. ขอเชิญชวนทุกคนมาร่วมเท่าทันและหยุดวงจรมิจฉาชีพผ่านสื่อรณรงค์ชุดล่าสุด: ภาพยนตร์โฆษณา Uncontrol: https://youtu.be/iwOUuQEa1vw คลิปวิดีโอออนไลน์ ป้าข้างบ้านอวดลูก: https://www.youtube.com/watch?v=95NtmiqttBU และลองศึกษาวิธีการป้องกันมิจฉาชีพเพิ่มเติม รวมถึงแนวทางจัดการตัวเองเมื่อพลาดพลั้ง ได้ที่เว็บไซต์ www.creativehealthcampaign.thaihealth.or.th เพราะภูมิคุ้มกันที่ดีเริ่มต้นที่ตัวเรา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ปลอดภัยจากทุกภัยมิจฉาชีพ ติดตามข่าวสารสุขภาพจากทาง สสส. ได้ที่Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส. Line : @thaihealththailand Tiktok: @thaihealth Youtube: SocialMarketingTH Website : Social Marketing Thaihealth
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 4 มี.ค. 69
อ่าน
ด่วน! อัยการยื่นฟ้อง “นานา-เวย์” ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม
ด่วน! อัยการยื่นฟ้อง นานา-เวย์ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม วันนี้ (23 ก.พ. 69) อัยการยื่นฟ้อง นานา ไรบีนา, .เวย์ ปริญญา , บริษัท ฟลิค ออฟ เดอะ ไลท์ โปรดักชั่นส์ จำกัด โดย นางไรบีนา อินทชัย กรรมการผู้มีอำนาจ และ บริษัท ไรบีนา ๒๐๑๖ จำกัด โดย นางไรบีนา อินทชัย กรรมการผู้มีอำนาจ ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอม ก่อนหน้านี้ นานา ไรบีนา ภายหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) จับกุมเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม 2568 ในข้อหาฉ้อโกงทรัพย์และความผิดตามกฎหมายแชร์ลูกโซ่ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายประมาณ 195 ล้านบาท ก่อนถูกนำตัวฝากขังต่อศาลอาญา โดยศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว
ดาราเดลี่บันเทิง • 23 ก.พ. 69
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================
ทราเวล ทิปส์ • 29 พ.ย. 68
อ่าน
“แหม่ม วิชุดา” โอด! ไม่คิดว่าเจอกับตัว ถูกมิตรจี้ใช้กลโกงซับซ้อน
แหม่ม วิชุดา โอด! ไม่คิดว่าเจอกับตัว ถูกมิตรจี้ใช้กลโกงซับซ้อน เป็นอีกหนึ่งนักแสดงที่โดนมิตรจี้หลอกถึงขั้นมีหนังสือราชการออกมา นักแสดงสาว แหม่ม วิชุดา ออกมาเผยประสบการณ์และแชร์เป็นอุทาหรณ์หลังถูกกลโกง อย่าใช้คำว่ามิจฉาชีพ มันจะเป็นการปรักปรำเขา ใช้คำว่า มิตรจี้ พี่รู้สึกว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ของพี่เลย ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตไม่คิดเหมือนกันว่าตัวเองจะต้องมาคิดอะไรซับซ้อนแบบนี้ ยกตัวอย่าง มีคนฝากเราซื้อตั๋วเครื่องบินกับที่พัก ยกตัวอย่าง พี่ไปเที่ยวเกาหลี เขาอยากไปด้วย เขารบกวนให้จองตั๋วให้หน่อย เราก็เลยทำ สมมุติเราจองตั๋วให้เขา 80,000 บาท เราจ่ายไปก่อน เขาต้องโอนคืนเรา เขาคืน ก็จะมีสลิปที่เขาโอนให้เรา มันก็คือการใช้หนี้ที่พี่ออกเงินให้เขาไปก่อน แต่เขาเอาสลิปอันนี้ไปบอกทุกคนว่าพี่ขอยืมเงินเขา มันจะไม่มีปัญหาอะไรเลย เพราะคนไปพูดถึงเราต่อให้มีสลิปหรือไม่มีสลิปเขาพูดถึงเราแบบไหนก็ได้ แล้วแต่คนจะเชื่อ... แต่ไปถึงจุดที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐออกหนังสือเกี่ยวกับราชการออกมาแบบไม่ถูกต้อง เพราะมันไม่มีหลักฐานอะไรออกมาได้ไง แล้วออกมาเพื่อจะรีดทรัพย์ ก็คือมีเอกสารอันนี้มานะอยากจะให้ถอนหรือเปล่า จ่ายเงินมานะ 1-2 ล้าน หลังจากนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องโอนเงินมาให้พี่แล้ว เป็นการที่เขาวุ่นวายอยู่ในชีวิต สร้างประเด็นนั้นนู่นนี่ผูกกันมั่วไปหมด พี่ก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะรู้ไหมว่าการที่เขาออกจดหมายในแบบผิดพลาด เขาก็บอกว่าเขาออกมาแบบผิดพลาดนะ มันเป็นช่องทางให้คนเอามารีดทรัพย์ของคนอื่นได้ เรื่องมันซับซ้อนมากซะจนพี่รู้สึกว่ามันลำบากนิดนึง มันจะทำอะไรได้ ไม่รู้เหมือนกัน หลายคนแนะนำว่าเขาทำอะไรเราไม่ได้ก็ปล่อยไป พี่แค่ไม่ว่างเล่นด้วยเฉยๆ ไม่ได้กลัว เขาต้องห่วงความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกันนะ ถ้าพี่ไม่ปลอดภัยเขาก็ไม่ปลอดภัยนะ พี่ไม่ได้เป็นคนเริ่ม คนที่จะห่วงเรื่องความปลอดภัยไม่ใช่พี่ พี่ไม่ได้ทำอะไรใคร พี่ไม่เคยทำใครก่อน ที่เห็นพี่ฟาดฟันใครเพราะพี่โดนทำก่อนทั้งนั้น ถ้าตอนไหนพี่ไม่ตอบโต้อย่าคิดว่าพี่กลัว พี่ไม่ว่าง เขาหยุดแล้ว เพราะสิ่งที่เขาทำไม่ได้ผลอะไร พี่ไม่รู้ว่าเขาเคยทำสิ่งกับใคร คำขอโทษพี่ขอคิดดูก่อน ตอนนี้พี่เริ่มว่าง ละครพี่ปิดกล้องแล้ว พี่ว่าพี่ระวังตัวมากแล้ว ตอนนี้คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด กลายเป็นเครื่องมือของคนที่มาหลอกให้กลัว ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็เข้มแข็งไว้ ทำใจดีไว้ น่าจะ 5-6 ปีที่แล้ว คิดดูว่ามันตั้งใจแค่ไหน เราโอนเงินให้ใครเก็บสลิปไว้ 5-6 ปีไหม เขาเริ่มแจ้งความเพิ่งผ่านมา เขาเว้นระยะไป...
ดาราเดลี่บันเทิง • 9 ต.ค. 68
อ่าน
ทำบุญปั๊บ เห็นผลปุ๊บ! “ป๊ายปาย โอริโอ้” เตือนภัยระวังมิจฉาชีพมาในรูปแบบสลิปโอนเงิน
ทำบุญปั๊บ เห็นผลปุ๊บ! ป๊ายปาย โอริโอ้ เตือนภัยระวังมิจฉาชีพมาในรูปแบบสลิปโอนเงิน เมื่อเช้าที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ป๊ายปาย โอริโอ้ พร้อมทีมงานเพิ่งจะแท็กทีมกันนำสิ่งของที่จำเป็นและเงินบริจาค 310,000 บาท ไปมอบที่ศูนย์อพยพของ จ. ศรีสะเกษ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆให้ชาวศรีสะเกษ ,เหล่าทหารกล้า,ผู้อพยพ และผู้ได้รับผลกระทบ แต่ทำบุญไม่ทันไร ก็เห็นผลแบบผิดคาด เมื่อมีมิจฉาชีพแฝงตัวมาในคราบของนักบุญ เพราะมีบุคคลหนึ่งได้โอนเงินมา แต่แกล้งบอกว่าโอนมาเกิน รบกวนให้โอนกลับด้วย แต่งานนี้จับได้ว่าโกหกเลยแคปมาประจานในเฟสบุ๊คส่วนตัวซะเลย พร้อมเขียนเล่าว่า... เตือนภัย ระวังมิจฉาชีพ มาในรูปแบบ สลิปโอนเงิน บอกโอนเงินมาทำบุญ 200 บาท แต่เติมเลข 0 เกิน เลยโอนเข้ามา 2,000 บาท รบกวนปายโอนกลับ 1,800 ด้วยความที่เห็นตัวเลขสลิปแปลกๆ เลยนำไปเช็ค แหม๋ ทำบุญปั๊บ เห็นผลทันตาปุ๊บ ต่อมา เบล ขนิษฐา ภรรยาของ ก้อง ห้วยไร่ ก็มาคอมเมนต์ใต้โพสต์ว่า แหน่ บาปด้วย อายคนด้วย ส่วนแฟนคลับก็ตามมาสบทบแสดงความคิดเห็นมากมายไม่แพ้กัน เช่น คนเราเนอะ มาทุกรูปแบบเลย,ทำไมทำตัวไม่น่ารักเลย,ดีนะที่เอ๊ะใจ ไอ้พวกนี้,คนแบบนี้ก็มี แย่มาก ฯลฯ
ดาราเดลี่บันเทิง • 31 ก.ค. 68
อ่าน
เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์
TNN ช่อง16 • 12 มิ.ย. 68
อ่าน
พายุสุริยะ ทำอินเทอร์เน็ตล่ม! เตือนอย่าเชื่อ เปิด 10 ข่าวปลอมล่าสุดที่ปชช.สนใจ
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) ในฐานะโฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 23 – 29 พฤษภาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 839,680 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 741 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 689 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 40 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 12 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 238 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 224 เรื่อง ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 120 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 50 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 8 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 6 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 41 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องปรากฎการณ์ธรรมชาติ การให้บริการของหน่วยงานรัฐ เรื่องของสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องช่องทางการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง 22 พ.ค. 68 เกิดพายุสุริยะ ทำให้อินเทอร์เน็ตล่มอันดับที่ 2 : เรื่อง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการประชาชน ผ่าน Line ID 11299080อันดับที่ 3 : เรื่อง กฟภ. แจ้งให้ลงทะเบียนรับมิเตอร์ฟรีตามโครงการ Meter Health Careอันดับที่ 4 : เรื่อง พายุสุริยะรุนแรง อาจทำให้ระบบธนาคารล่ม เงินหายหมดบัญชีอันดับที่ 5 : เรื่อง เมฆหลากสี เกิดจากสารเคมีที่พ่นทิ้งไว้บนน่านฟ้าอันดับที่ 6 : เรื่อง กฟภ. เปิดให้ลงทะเบียนเปลี่ยนมิเตอร์ใหม่ฟรี ผ่านบัญชีไลน์ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอันดับที่ 7 : เรื่อง โควิด 19 ไม่มีอยู่จริงในรูปของไวรัส แต่เป็นแบคทีเรียที่ได้รับรังสี ทำให้มนุษย์เสียชีวิตจากการแข็งตัวของเลือดอันดับที่ 8 : เรื่อง ติดเชื้อ HIV รักษาให้หายได้ใน 2 เดือน ด้วยการใช้ CDS 2 ขวดอันดับที่ 9 : เรื่อง กฟภ. เปิดไลน์ใหม่ “pea1408.” ติดต่อฝ่ายทะเบียนสะดวกขึ้นอันดับที่ 10 : เรื่อง ไปรษณีย์ไทย ส่ง SMS แจ้งให้ชำระค่าพัสดุผ่านลิงก์ สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “22 พ.ค. 68 เกิดพายุสุริยะ ทำให้อินเทอร์เน็ตล่ม” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า สภาพอวกาศในช่วงดังกล่าว อยู่ในสภาพปกติ ไม่ได้มีการเกิดพายุสุริยะ เพราะฉะนั้นที่ระบบสื่อสารล่มในช่วงที่ผ่านมา จึงไม่เกี่ยวข้องกับพายุสุริยะแต่อย่างใด ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่าเชื่อข่าวจากแหล่งที่ไม่มีที่มาชัดเจน ทั้งนี้ GISTDA ขอให้ประชาชนงดส่งต่อข่าวปลอม และติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เป็นทางการเท่านั้นในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดบริการประชาชน ผ่าน Line ID 11299080” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า บัญชี Line ID 11299080 ไม่ใช่บัญชีของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแต่อย่างใด ซึ่งบัญชีดังกล่าวเป็นการกระทำของมิจฉาชีพที่แอบอ้างสร้างบัญชีปลอมขึ้นมาเพื่อหลอกลวงประชาชน และ LINE Official Account ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคมีเพียงบัญชีเดียวเท่านั้น คือ @PEA Thailand และต้องมีโล่สีเขียวยืนยันตัวตน หากประชาชนมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามผ่าน 1129 PEA Contact Center หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดข่าวที่เกี่ยวข้อง- เตือนภัย 10 ข่าวปลอมล่าสุด! ที่ประชาชนให้ความสนใจมากสุดในรอบสัปดาห์- พายุหอยหมีเข้าไทย! เตือนอย่าเชื่อ เปิด 10 ข่าวปลอมล่าสุด ที่ประชาชนสนใจ
TNN ช่อง16 • 31 พ.ค. 68
อ่าน
ไกด์เถื่อน-ทัวร์เถื่อน! รัฐบาลเดินหน้าจับหนัก ปรับสูงสุด 5 แสน จำคุก 2 ปี
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับ 5 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสอบสวนคดีพิเศษ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้จัดตั้ง “ศูนย์ปฏิบัติการร่วมแก้ไขปัญหาการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง” (ศปต.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาทัวร์นอมินีและมัคคุเทศก์เถื่อนอย่างจริงจัง โดยเน้นการตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวและการปฏิบัติหน้าที่ของมัคคุเทศก์ในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ พร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพื่อยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 ได้มีการสุ่มตรวจสถานประกอบการของบริษัทนำเที่ยวจำนวน 940 ราย และมัคคุเทศก์ 338 ราย พบการกระทำความผิดของบริษัทนำเที่ยว ได้แก่ การประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยไม่ได้รับอนุญาต การไม่แสดงใบอนุญาต และการไม่ทำประกันให้นักท่องเที่ยวความผิดของมัคคุเทศก์ ได้แก่ การปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีใบอนุญาต และการไม่แสดงใบสั่งงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวที่ไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับส่วนผู้ปฏิบัติหน้าที่มัคคุเทศก์โดยไม่มีใบอนุญาตจะมีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยในการโฆษณาขายทัวร์ไม่ว่าช่องทางใด ต้องแสดงเลขที่ใบอนุญาต ชื่อ และที่ตั้งให้นักท่องเที่ยวทราบ และต้องใช้มัคคุเทศก์ที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น“รัฐบาลขอยืนยันความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยการดำเนินการอย่างเข้มงวดและต่อเนื่องในการปราบปรามทัวร์เถื่อนและมัคคุเทศก์เถื่อน ถือเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และรักษาภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีโลก จึงขอความร่วมมือประชาชน หากพบเบาะแสเกี่ยวกับบริษัทนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ที่กระทำผิด สามารถแจ้งผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจกรมการท่องเที่ยว หรืออีเมล tgtcenter@tourism.go.th และ DOT-TGIS@tourism.go.th” นางสาวศศิกานต์ ระบุ
TNN ช่อง16 • 10 พ.ค. 68
อ่าน
5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ เตือนระวังกลลวงใหม่ “ชวนลงทุนบริจาคการกุศล”
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 28 เมษายน – 4 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์คดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 2,805,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Tiktok ชักชวนลงทุนเกี่ยวกับการกุศล ByteDance จากนั้นเพิ่มเพื่อนทาง Line และทำการสมัครสมาชิก แล้วให้โอนเงินเพื่อทำการลงทุน รอบแรกที่ทำการกุศลได้เงินคืน หลังจากนั้นให้เพิ่มจำนวนเงินลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อผู้เสียหายสอบถามถึงยอดเงินการกุศล พบว่าไม่มีการตอบกลับ และไม่สามารถถอนเงินออกหรือคืนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 570,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Line ชักชวนทำงานหารายได้พิเศษ โดยการให้โอนเงินบริจาคกับคนยากไร้ เพื่อรับผลตอบแทน ผู้เสียหายสนใจจึงโอนเงินไป ระยะแรกได้รับผลตอบแทนจริง ต่อมาผู้เสียหายต้องการได้รับผลตอบแทนเพิ่ม จึงได้โอนเงินไปเรื่อย ๆ เพื่อเลื่อนระดับขั้นให้สูงขึ้น เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าไม่สามารถถอนได้ ต้องโอนเงินเข้าไปเพิ่มขึ้นอีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 5,943,210 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทาง Facebook ชักชวนให้โอนเงินลงทุนเกี่ยวกับการเทรดหุ้นตลาดหลักทรัพย์ ช่วงแรกเป็นการลงทุนแบบตามงบประมาณ หลังจากนั้นให้คุยกับเลขาฯ เนื่องจากจะมีการแนะนำให้ซื้อหุ้นในการลงทุนเพิ่ม เมื่อจะทำการถอนเงินออกจากระบบ มิจฉาชีพแจ้งว่าจะต้องชำระค่าส่วนแบ่งกำไร 13% ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป แต่ไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ แจ้งว่าผู้เสียหายทำผิดขั้นตอน จะต้องโอนเงินเพื่อแก้ไขข้อมูลและให้โอนเงินเพื่อจ่ายค่าภาษี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 1,031,417 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้พบโฆษณาสินเชื่อบุคคล แคช ทู โก สินเชื่อ ธุรกิจ TTB SME ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียดและเพิ่มเพื่อนทาง Line ได้สอบถามข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ธุรการ จากนั้นแจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินไปก่อน จึงจะได้รับยอดเงินกู้ ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไป จากนั้นอ้างว่าหมายเลขบัญชีธนาคารผิด ให้โอนเงินเข้าไปเพื่อแก้ไข และให้โอนเงินเพิ่มอีกหลายครั้งเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เช่น ค่ารับ OTP ค่าแก้ไขข้อมูล ค่ายกเลิกสัญญาเงินกู้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 1,248,000 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเทรดเงินดิจิทัลผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อสอบถามรายละเอียด จากนั้นมิจฉาชีพจึงชักชวนให้โอนเงินเพื่อลงทุนเทรดเงินดิจิทัล ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนเล็กน้อยสามารถถอนเงินได้ ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่สามารถถอนเงินคืนได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 11,597,627 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,681,929 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,064 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 633,201 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,249 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 201,562 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.83 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 149,037 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.53 (3) หลอกลวงลงทุน 92,013 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.53 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 76,855 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.14 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 45,500 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.19 (และคดีอื่นๆ 68,234 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.78)จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยชักชวนให้บริจาคการกุศล โอนเงินบริจาคคนยากไร้ ซึ่งถือเป็นวิธีการที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ การหลอกลงทุนเทรดหุ้น หลอกให้กู้เงิน โดยอ้างเป็นสินเชื่อ ธ.ทหารไทยธนชาต ให้โอนจ่ายค่าธรรมเนียมเรื่อยๆ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 11 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องหากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441 แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.comอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเช็กด่วน 5 เคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารหลอกให้กู้เงินเปิดสถิติแจ้งเตือนข่าวปลอม-ข่าวบิดเบือนให้ประชาชนแล้วกว่า 10,000 เรื่องเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหว
TNN ช่อง16 • 6 พ.ค. 68
อ่าน
ตำรวจเตือน! อย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมอ้าง ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมอ้างเป็น ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล ยันไม่มีนโยบายส่งหมายเรียกหรือหมายจับผ่านทางอีเมลสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกประกาศเตือนภัยประชาชน หลังมีการเผยแพร่ภาพอีเมลปลอมที่อ้างว่าเป็นหมายเรียกจากศาล โดยใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมแนบไฟล์ PDF เพื่อหลอกให้ผู้รับคลิกเปิด โดยในเนื้อหาอ้างว่าเป็นหมายเรียกจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้ผู้รับไปรายงานตัวตามที่อยู่ในเอกสาร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อีเมลดังกล่าวมีลักษณะเป็นอีเมลปลอมที่จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ ซึ่งอาจแฝงมัลแวร์หรือเป็นกลลวงให้ประชาชนหลงเชื่อและคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยพล.ต.ต.ธนศักดิ์ มหาสุรศักดิ์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายในการจัดส่งหมายเรียกหรือหมายจับทางอีเมล โดยหมายเรียกจากศาลหรือหมายจับจะถูกส่งผ่านช่องทางราชการเท่านั้น เช่น การส่งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือส่งทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชน อย่าเชื่อ อย่าคลิก และอย่าตอบกลับอีเมลลักษณะดังกล่าว หากพบการกระทำต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่www.thaipoliceonline.go.thทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเน้นย้ำว่า อย่าหลงเชื่อเอกสารใด ๆ ที่แอบอ้างหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะเอกสารที่แนบมากับอีเมล เพราะอาจเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพในการหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลส่วนตัว
TNN ช่อง16 • 4 พ.ค. 68
อ่าน
เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ
ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอมนางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอม แจ้งให้ข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และให้เพิ่มบัญชีธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีเอกสารปลอมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับ อีกทั้งยังใช้บัตรเจ้าหน้าที่ปลอมแอบอ้างเพื่อหลอกให้โอนเงินดังนั้น จึงขอเตือนผู้รับบำนาญ อย่าหลงเชื่อเอกสารที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลางเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด หรือการเพิ่มและยืนยันบัญชีเงินฝากธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการเกษียณแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น การโทรหาผู้รับบำนาญ การส่งเอกสารปลอม/หนังสือราชการปลอม ไลน์ปลอม และ sms ปลอม ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงมีลักษณะคล้ายกัน โดยมิจฉาชีพจะพยายามพูดคุยหรือจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตาม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าหลงเชื่อ ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ sms ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ มาให้กดรับ ห้ามกดรับโดยเด็ดขาดทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ
TNN ช่อง16 • 24 เม.ย. 68
อ่าน
ลูกเจ็บแม่เจ็บกว่า! "แม่คะน้า" ร้องไห้ เผยถ้าเตือนลูกคงไม่โดน"ไฮโซเก๊" หลอก!
คะน้า ริญญารัตน์ ขอควง แม่เอ๋ เปิดใจครั้งแรก หลังเปิดโปง ไฮโซเก๊ โลกสองใบ สร้างโปรไฟล์กำมะลอ จนถูกจับกุม ผู้เสียหายรอจ่อคิวแจ้งความอีกเพียบ พร้อมขอเคลียร์ชัดๆ หลังมีกระแสตีกลับ บูลลี่คู่กรณี คบเพราะเงิน ยอมรับเปิดใจ หาก ส.ส.ไผ่ ลิกค์มาจีบ ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่องOne31 ที่มี เป็กกี้ ศรีธัญญา และ ดีเจพุฒ พุฒิชัย เป็นพิธีกรดำเนินรายการ ลูกเจ็บแม่เจ็บกว่า! "แม่คะน้า" ร้องไห้ เผยถ้าเตือนลูกคงไม่โดน"ไฮโซเก๊" หลอก! ล่าสุดไฮโซมิจจี้โดนข้อหาอะไรบ้าง? คะน้า : ตอนนี้โดนข้อหาเก่าของเขา คดีที่ผู้เสียหายรวมถึงตัวเราไปแจ้ง ศาลยังไม่ได้ตัดสิน แต่หลักๆ ที่คิดว่าจะโดนคือ 112 แน่ๆ แอบอ้างเบื้องสูง แอบอ้างการใช้เครื่องแบบข้าราชการ คดีฉ้อโกงด้วยค่ะ ฉ้อโกงคนอื่น มีผู้เสียหายกี่คนที่โดนเขาหลอก? คะน้า : ที่ทักมาทางหนู ทางพี่กัน จอมพลัง ทางรายการโหนกระแส ก็ประมาณเกือบ 20 ค่ะ มีทั้งมาเล่าประสบการณ์ว่าเจออะไรบ้าง บางคนอยากเอาผิดแต่ไม่ขอให้สัมภาษณ์ หรือแสดงตัวค่ะ คนนึงมีลูกด้วย ไม่อยากออกมา? คะน้า : มี 2 คนค่ะ ตั้งแต่รู้จักไฮโซมิจจี้ ถูกเขาหลอกอะไรบ้าง ทริกในการหลอกของเขามาทำแบบไหน? คะน้า : จริงๆ เหยื่อทุกคนให้สัมภาษณ์เหมือนกันว่าเขาเทคแคร์ดูแลใส่ใจดี รัก มีเวลาให้ต่างๆ มักมาถูกจังหวะ อย่างเมื่อวานคุณหมอบอกว่ามาตอนโสด อกหัก พ่อป่วย อย่างเราก็เพิ่งอกหักพอดี ถูกจุดถูกจังหวะ แล้วเขาเริ่มสรรหาวิธีการที่จะเอาเงินด้วยวิธีการต่างๆ ของหนูมีการแอบอ้างนายกฯ ให้เราโอนเงินไปเป็นของขวัญให้ท่านนายกฯ เขากุเรื่องต่างๆ ว่าเราเกี่ยวพันกับคดีฟอกเงิน เราก็งงว่าเราไปเกี่ยวได้ยังไง เขาอ้างว่าแฟนเก่าเราไปเกี่ยวข้องคดีฟอกเงิน ซึ่งมันจะสาวถึงเรา เขาแอบอ้างปปง.ว่าเดี๋ยวจะไปปปง.กัน เขาจะขอเส้นทางการเงินของหนู เส้นทางการเงินส่วนตัวของหนู หลอกดูว่าเรามีเงินเท่าไหร่ หนูคิดว่าถ้าหนูได้ไป ปปง.จริงๆ เขาอาจเรียกทรัพย์เพิ่มว่าเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ เหมือนหลายเคสเจอ จะช่วยเรื่องนั้นเรื่องนี้ ขอเงินไปทำอันโน้นอันนี้ แต่ไม่ได้ทำจริง เราโชคดีที่รู้ก่อน 1 วันก่อนไปปปง. เราเลยไม่ไป คะน้าเจอในแอปฯ หาคู่ของอะไร? คะน้า : CMB ค่ะ ในนั้นเรากดไลก์คนอื่นก็ได้ หรือเขากดไลก์เราก็ได้ แต่ส่วนใหญ่หนูจะไม่กดไลก์ใคร แต่ก็จะมีคนกดไลก์มาอยู่แล้ว พอกดไลก์มันก็จะเปิดให้คุยกัน ตอนนั้นไม่ได้คุยนะคะ ทิ้งเวลายาวมาก จนก.พ. ที่ได้มาคุยกัน เพราะเลิกกับแฟน คะน้าสวยมาก เป็นดารา ไม่มีคนปกติมาจีบเหรอ ทำไมต้องเล่นแอปฯ หาคู่? คะน้า : มันเป็นฟีลลิ่งเพื่อนชวน เล่นก็ได้ คนที่เล่นก็เป็นไฮโซเหมือนกัน เป็นคนตระกูลดีๆ เขาก็เข้าไปเล่นนะ คนดีๆ ก็มีให้เล่นแหละ แต่เราดวงซวยเองที่ไปเจอมิจจี้ เท่าที่ทราบตอนหลังเขาเล่นทุกแอปฯ ที่มีอย่างนี้เลยค่ะ ตอนนั้นไม่ได้แนะนำตัวอะไรเยอะ แค่แลกไอจีกัน คุยกันนาน เขาพยายามคุยกับเราฝ่ายเดียว ตั้งแต่ม.ค. แต่ตอนนั้นเรามีแฟนอยู่ เราไปเล่น CMB ช่วงนั้นเราก็โสด เพิ่งเลิกกับแฟน แล้วกลับมาคบแฟนเก่า และได้เลิกกันจริงจังช่วงก.พ. พอเลิกเราก็เริ่มเปิดใจคุยกับหลายๆ คน ยอมรับว่าตอนนั้นคนเข้ามาจีบเยอะ แต่เขาเป็นคนเดียวที่จริงจังกับเราที่สุด ดูมีเวลาให้ ใส่ใจ เทคแคร์ จีบจริงจังมากกว่าทุกคน โปรไฟล์เขาเท่าที่จำได้ ไม่มีอะไรพิเศษ ไม่ได้ใส่แบรนด์เนม สุดท้ายก็นัดเจอกัน? คะน้า : ครั้งแรกก็ 14 ก.พ. เขาเอาดอกไม้มาให้ฟีลนั้น หลังจากนั้นก็เจอกันทุกวัน แรกๆ ชวนไปกินข้าวไปโน่นไปนี่ แม่เจอครั้งแรกรู้สึกยังไง? แม่เอ๋ : ครั้งแรกที่แม่เจอ เขาเอารถนำขบวนมาเลย เล่นใหญ่ เราคนแก่ ใครจะกล้าเล่นใหญ่ขนาดนี้ เราก็เข้าใจว่าเรื่องจริง เราไม่ได้เอ๊ะเลย รปภ.ตะเบ๊ะพอมาถึงหน้าบ้านแม่ แม่เป็นประธานหมู่บ้าน คุณเอ๋ครับ คุณเอ๋ไปสร้างวีรกรรมอะไรครับ รถตร.มาอยู่หน้าบ้าน เราก็เอ๊ะ นั่งดูกล้อง โอ้โห เล่นใหญ่ไฟกระพริบ เราก็พูดกับคะน้า เขาบอกหนูกำลังคบกับคนนี้อยู่ วันที่ 14 มีกุหลาบช่อเบ้อเร่อเลยส่งมาให้ นั่นคือวันแรกที่ได้เจอกัน ความรู้สึกคะน้าเป็นไง? คะน้า : อึดอัดค่ะ ว่าทำไมต้องเบอร์นี้ แต่เราก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เห็นเขาใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์แบบนี้ เราก็โอเค เหมือนเราก็ยอมรับได้ถ้าเรารักเขา ก็ต้องยอมรับในไลฟ์สไตล์ของเขา แต่รู้สึกว่ามันก็อึดอัด ดูเวอร์ๆ ไม่ได้ชอบค่ะ ตอนแรกแม่ไม่โอเคกับผู้ชายคนนี้เลย? แม่เอ๋ : เขาดูแปลกๆ บอกไม่ถูก เคยไปกินข้าวด้วยกันครั้งนึงแม่ก็เอ๊ะตั้งแต่เขาตั้งหน้าตั้งตาเอาใจคะน้าคนเดียว ปกติเราจะจีบลูกสาวใคร ต้องตักให้แม่ ถ้าไม่ตักก็ไม่ต้องตัก แต่นี่เราก็นั่งกินไปสิ แต่เขาก็ตักให้แต่ลูกสาวเรา เราก็เอ๊ะ แล้วก็ไปพูดกับเด็กๆ ว่าไอ้คนนี้มันแปลกเนอะ ก่อนมีคะน้าต้องมีแม่ก่อน จะจีบลูกสาวก็ต้องให้ได้ใจแม่ก่อน แม่ไปพูดกับเด็ก เด็กไปพูดกับเลขาฯ คะน้า เลขาฯ ก็ไปพูดให้ฮอตฟัง ตั้งแต่นั้นมา ทุเรียนก็มา ทุกสิ่งอย่างมาหมด ของชิ้นใหญ่สุดที่ซื้อให้คือตู้เย็น? คะน้า : ไม่จริงค่ะ แม่เอ๋ : ไม่เคยได้อะไรเลยค่ะ คะน้า : ที่บ้านมีตู้เย็นค่อนข้างใหญ่อยู่แล้ว ไม่ได้ขาดแคลนค่ะ (หัวเราะ) แม่เอ๋ : แม่แค่เอาใจแม่ มีทุเรียนบ้าง แม่เดินทางไปต่างประเทศ มีรถตู้รับส่งไปสนามบิน? คะน้า : เอาอัลพาร์ตมารับแม่ แม่เอ๋ : ตีสี่มารับแม่ มันแปลกไปมั้ย เอารถตู้มารับเรา ถ้ามาปกติเราก็ยังเตือนลูกสาวว่ามันแปลก แต่นี่เขามาแบบมีรถนำขบวน มันไม่มีใครกล้าเล่นใหญ่ขนาดนี้ เพราะโทษมันหนัก เราเชื่อไปแล้วก็เลยไม่ได้เอ๊ะอะไร เดือนแรกใจฟูมาก ดูแลดีมาก? คะน้า : เจอทุกวัน เป็นคนปากหวาน ทุกอย่างที่ผู้หญิงคิดใฝ่ฝันต้องการจากผู้ชาย เขาสามารถทำได้ ไปไหนถือของให้ ถือกระเป๋าให้ เปิดประตูให้ ใส่ใจทุกอย่าง ตื่นเช้ามาทัก ก่อนนอนก็บอก ตอบแชตเร็ว ดูใส่ใจและทุ่มเทกับเรามากๆ แม่เอ๋ : อีกเรื่อง แม่เคยเจอเขาใส่ชุดขาวมา เขาบอกว่าจะพาเข้าวัง เขาถือชุดลูกสาวลงจากบันได อารมณ์มีผู้ชายถือชุดลูกสาวเรา เราก็คิดว่าโอ้โห เขาบอกเขาใกล้ชิดคนในวังเลย คนเป็นแม่ นึกออกมั้ยคะ วินาทีไฮโซมิจจี้ขอแต่งงาน? แม่เอ๋ : ตอนนั้นเอ๊ะก่อน มิจฉาชีพเขาจะกระชับลูกเราเลย เช้ามารับ แล้วจะหนีบไปเลย กลับประมาณ 4-5 ทุ่ม แม่ก็โทรหาน้องคะน้าเที่ยงคืนแล้วนะ น้องก็บอกว่าจะกลับแล้ว ก็มีรถนำขบวนมา สักพักเดือนนึงเขาบอกจะแต่ง เราก็เอ๊ะทำไมมันเร็วจัง เขาบอกแม่หมายกำหนดการออกมาแล้ว แม่ก็เลยอารมณ์โอ้โห จะยังไง 1 เดือนเองนะลูก มันไม่เอ๊ะตั้งแต่รถนำขบวน ทั้งหมายกำหนดการ มันน่าเชื่อไปหมด คะน้าคิดในใจมั้ย เขาทำงานอะไร? คะน้า : เขาบอกเราว่าเป็นเจ้าของจิวเวลรี่ นำเข้าส่งออกจิวเวลรี่ ทำงานเป็นข้าราชการ ทำงานในวัง แต่ช่วงอยู่กับหนูเขาบอกเขาโดนพักราชการ เป็นเพราะหนู เพราะอ้างว่าแฟนเก่าหนูไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน เส้นทางการเงินนี้ การที่หนูไปพัวพัน ทำให้เขากระทบกับหน้าที่การงาน เลยโดนพักราชการไป รดน้ำสังข์พระราชทาน เขาก็ทำเป็นใบมาให้เลย? แม่เอ๋ : ใช่ ใครจะกล้า แอบอ้างเบื้องสูง โทษมันหนัก ไม่งั้นเราก็คงเอ๊ะ เตือนลูก ทุกวันนี้เรายังร้องไห้เสียใจว่าเราอายุขนาดนี้ ทำไมเราไม่เตือนลูก เราไปเห็นดีเห็นงามทำไม เราควรเอ๊ะมากกว่าลูก เขาขอคะน้าแต่งงาน คะน้าก็โอเค? คะน้า : หลายคนเข้าใจผิดว่าเราแต่งงาน จริงๆ ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องการขอน้ำสังข์พระราชทานสมรส การลงแหวนในรูปเขาก็บังคับให้เราลง เขาบอกลงให้พี่หน่อย พี่ไม่อยากให้ใครมายุ่งกับเรา อยากแสดงความเป็นเจ้าของ พอได้รับพระราชทานน้ำสังข์ มันก็บีบบังคับเรา ใครจะกล้าปฏิเสธ แอบอ้างมีการจ่ายเงินให้เบื้องสูงไปแล้วด้วย เราก็รู้สึกว่าภาวะจำยอม ต้องรับพระราชทานน้ำสังข์ก่อน เราขอเขาว่างานแต่งขอปีหน้าหรือสิ้นปีได้มั้ย เพื่อรอดูกัน ถ้ามีอะไรเอ๊ะก็ยังสามารถไม่แต่งงานได้ เลื่อนออกไปได้ ตอนนั้นเขาก็พยายามเร่งว่า มิ.ย. มั้ย แม่ตัดชุดหรือยัง? คะน้า : คะน้าบอกว่าแม่หนูหาห้องเสื้อแล้ว ไปตัดกับทีมญาติๆ ของเรา ก็ยังไม่ได้ตัด เพราะรู้เรื่องก่อน แค่เดือนกว่าไงคะ คะน้าแต้มบุญเยอะเพราะเขากตัญญู ก็บอกว่าถ้าไม่กตัญญู วันนี้เธอโดนไปหมดตัวแล้ว บ้านก็ไม่เหลือ เพราะเขาตั้งใจมาเลย เขาบีบคะน้าจนไม่มีเวลาให้คิด พูดได้เลยว่าไอ้นี่วางแผนมาแล้ว และรู้ว่าอยู่กันสองคนแม่ลูก แม่เลี้ยงลูกมาคนเดียว เหนื่อยยาก มาเจอแบบนี้ แม่รู้สึกยังไง? แม่เอ๋ : เขาเจ็บ แม่เจ็บยิ่งกว่า (ร้องไห้) เจ็บตรงที่แม่ควรจะเตือนเขา แม่ไม่เอ๊ะสักนิด แม่แล้วแต่ลูกเลย เราดูคนชั่วไม่ออก เราเจ็บใจตรงนี้ มันทำให้เราแล้วแต่ลูก ปกติคนอื่นมา เขาแทบจะเลิกแฟนเพราะเรา เพราะเราสกรีนซะจน... คะน้า : แม่จะสกรีนว่าคนนี้คบได้ คนนี้คบไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เราก็เชื่อแม่หมด แต่คนนี้ส่วนนึงแม่ก็ชอบ เขาดีนะ ทำให้เรายิ่งมั่นใจ เพราะแม่เราดูผ่านแล้ว เราก็มั่นใจขึ้น แม่รู้สึกผิดขนาดไหน? แม่เอ๋ : แม่ผิดมาก ถ้าแม่เตือนลูก ลูกแม่จะไม่โดนแบบนี้ (ร้องไห้) มีกระแสตีกลับด้วย หนักสุดคืออะไร? แม่เอ๋ : คุณป้าข้างบ้าน มันเจ็บจี๊ด คะน้า : คอมเมนต์ไปในทิศทางเดียวกัน สมน้ำหน้าเรา สมควรโดนแล้ว อยากเป็นเมียรัฐมนตรีเหรอ คบคนที่เงินไง คิดว่าเขารวย ต่างๆ นานา หลายๆ คนก็โหนกระแสเรา ทำคลิปออกมาด่าเรา อย่างเช่นเน็ตไอดอลบางคน แม่เอ๋ : เน็ตไอดอลประตูน้ำ ซึ่งแม่เจ็บปวดหัวใจมาก แม่คิดว่าแม่จะฟ้องดีมั้ย ถ้าเขามีลูกจะเข้าใจ ถ้าเขาเจอเหมือนเรา เขาจะเป็นยังไง แม่คิดว่าจะฟ้อง คงไม่ให้ลูกแม่โดนด่าฟรีหรอก เขาไม่รู้ความจริง ลูกคบกับไอ้มิจฉาชีพนี่แค่เดือนเดียว คะน้า : หนูรู้ตั้งแต่เดย์วันเลย ว่าถ้าหนูออกมาพูด หนูต้องโดนกระแสสังคมแบบนี้แน่นอน แต่ไม่คิดว่ามันจะแรงขนาดนี้ ไม่คิดว่าคนจะโจมตีเราขนาดนี้ เราต้องใช้ความกล้ามากนะคะ อย่างที่บอกเราอยู่เงียบๆ เก็บเรื่องเราเงียบๆ เราก็ไม่ต้องอาย โดนหลอกขนาดนี้ทำไมโง่จัง แต่เราก็เลือกออกมาพูด เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่อยากให้เขาเป็นภัยสังคมต่อคนอื่น และเริ่มรู้ว่ามีเหยื่อบางคนโดนหลอกมาก่อนหน้าเรา ทำให้เราคิดว่าไม่ได้แล้ว ตอนนั้นติดต่อพี่กัน จอมพลังให้ช่วยตรวจสอบให้หน่อย ก็ขอบคุณพี่กัน จอมพลังและพี่หนุ่ม กรรชัยจริงๆ ที่ทำให้เรื่องราวนี้ถูกเปิดโปงออกมา หนูพูดตรงๆ ถ้าไม่ใช่เราออกมาพูด เราอาจได้ฟีลลิ่งว่าเป็นนักแสดง เราคุยกับเหยื่อบางคน เจ็บแค้นมา 7-8 ปี แจ้งความไปเรื่องไม่เดินเลย มาเดินวันที่หนูออกมา พอหนูเริ่มออกมาพูดปุ๊บ เหยื่อผุดปึ้งๆ นี่คือสิ่งที่ทำให้หนูฮีลใจตัวเอง จากการเจอคอมเมนต์แย่ๆ เพราะเหยื่อหลายคนก็ขอบคุณเรา ถ้าพี่ไผ่ ลิกค์ มาจีบ คะน้าโอเค? คะน้า : จริงๆ คะน้าเล่าในไลฟ์ คนเมนต์เยอะมาก เป็นกระแสเพราะพอนักข่าวสัมภาษณ์หนูข้างล่างตึก หนูก็บอกว่าหนูได้คุยกับพี่ไผ่ ลิกค์แล้ว พี่ไผ่ทักมา พี่กันก็แซวเพิ่มอีก โทรศัพท์คุยกับพี่ไผ่ ลิกค์อีก คนเข้ามาในไลฟ์ก็จับจิ้น อยากให้จีบกันจริง เมนต์เยอะมาก มีเมนต์นึงถามว่าพี่ไผ่ ลิกค์จีบมั้ย เราก็พูดเล่นๆ ว่าเอาดิ๊ ไม่ติด จะให้หนูตอบว่าไม่เอา แบบนี้เหรอ มันก็เสียมารยาทค่ะ สเปกมั้ย? คะน้า : หนูเชื่อว่าหลายๆ คนเห็นอยู่แล้วว่าพี่ไผ่ เขาดีกับแฟนเก่าเขามากๆ ตอนคบก็ดูรัก ดูแลดี ดูอบอุ่น เลิกกันไปก็ปกป้อง ดูแลตลอด พูดเรื่องดีๆ ถึงกันตลอด เป็นสุภาพบุรุษ ก็คิดว่าผู้หญิงหลายคนน่าจะชอบ อย่างพี่ไผ่ ลิกค์ แม่โอเคมั้ย? แม่เอ๋ : ก็ขอโทษพี่ไผ่ ลิกค์ที่น้องเอาพี่ไผ่ไปอ้าง คะน้า : เราไม่ได้ตั้งใจจะเปรียบเทียบ ตอนนั้นในรายการหนูพูดว่าเราก็ไม่คิดว่าคนหน้าตาแบบนี้จะนิสัยอย่างนี้ เราคิดว่าลองคบคนที่ไม่ใช่หน้าตา เผื่อได้แบบพี่ไผ่ ลิกค์ คนก็เลยมองว่าเราเหมือนเป็นการบูลลี่พี่ไผ่ (หัวเราะ) จริงๆ มีการคุยกันในดีเอ็มแต่ไม่ใช่เชิงชู้สาวนะคะ เดี๋ยวคนเข้าใจผิด ก็อยากขอโทษจริงๆ หนูไม่ได้ตั้งใจเอาพี่ไปเปรียบเทียบกับคนแบบนั้น มีนนิ่งหนูพูดถึงความดีของเขา เราอาจพูดตรงๆ ว่าพี่ไผ่อาจไม่ได้หล่อณเดชน์ เจมส์จิ เรามองว่าคนที่เขาไม่ได้หล่อมาก เขาดีขนาดนี้ ฟีลนั้นมากกว่า แต่ขอคอนเฟิร์มว่าพี่ไผ่ ดีกว่าไอ้ฮอตแน่นอน ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา13.15-14.15 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : ประวัติ คะน้า ริญญารัตน์ วัชรโรจน์สิริ
ข่าวบันเทิง • 11 เม.ย. 68
อ่าน
สรุปไลฟ์ “คะน้า” โดนหนุ่มโลกสองใบลวงวิวาห์เผยอ้างเบื้องสูงเข้าข่ายภัยสังคม
สรุปไลฟ์ คะน้า โดนหนุ่มโลกสองใบลวงวิวาห์เผยอ้างเบื้องสูง เข้าข่ายภัยสังคม จากกรณีที่ คะน้า ริญญารัตน์ ดารา 7 สี ร้อง กัน จอมพลัง ให้ช่วยเหลือหลังโดนหลอกหลงเชื่อจากหนุ่มมิตรจี้ หลอกให้รัก แพลนวิวาห์แต่สุดท้ายไม่มีจริง ภายหลังทราบว่าหนุ่มคนนี้ มีโลกสองใบและหลอกเอาทรัพย์ของดาราสาวด้วย แถมยังหลอกสร้างแชทของเจ้าหน้าที่ตำรวจแอบอ้างเบื้องสูงด้วย ล่าสุด คะน้า ริญญารัตน์เธอเผยว่า ได้เจอผู้ชายคนนี้ผ่านแอฟหาคู่ หายไป กลับมาคุย กุมภาพันธ์ เปิดใจคุยกับเขา เขาเดินหน้าจีบเราจริงจังมากที่สุด เขาดูน่าเชื่อถือ เข้ากันได้กับเรา ก็พัฒนาความสัมพันธ์ เขาบอกว่าทำงานกับรัฐบาล ทำงานกับเบื้องบน เป็นการแอบอ้าง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เอาชื่อเขาไปเช็คในเน็ตก็ไม่ขึ้นชื่อ โปรไฟล์ ไอจีเขา ถ่ายรูปกับคนมีชื่อเสียงหลายคน พาเราไปเจอคนใหญ่คนโตหลายคนเราก็หลงเชื่อ เขาก็บอกว่าอยากแต่งงาน มีสมรสพระราชทานออกมา มีแพลนโรงแรมเราก็ไม่กล้าขัด ชื่อเรา ชื่อเบื้องบน ของที่เขาให้ สินสอดเราก็เก็บไว้ พอรู้เขามีโลกสองใบเราก็ประกาศเลิกทันที ถอนหมั้นเลย ตามที่เป็นข่าว เอาเราไปพูดเสียๆ หายๆ หลายที่ เรื่องเงินเขาบอกว่าแฟนเก่าเราฟอกเงิน เราก็กลัว เกี่ยวอะไรกับเรา มีการหลอกโอนเงินซื้อของขวัญให้นายก 98000 หลังเกิดเรื่อง ไม่ได้ติดต่อเขาเลย พอเราติดต่อทางกัน เขาก็หายไป ไม่รู้เขารู้หรือยัง จริงๆ กังวลเรื่องความปลอดภัย เขารู้เรื่องเราเยอะ ตอนแรกจะเงียบ แต่ผู้หวังดีบอกว่าเราอาจจะถูกทำร้ายร่างกาย ก็เลยทักไปทางพี่กัน แล้วรู้ว่ามีผู้เสียหายท่านอื่นๆอีก ก็เลยเปิดเรื่องนี้ หลังจากนี้เขาขอเคลืยร์ก็คือไม่เคลียร์อะไร เราเสียหายมาก แล้วมีเหยื่ออีกเยอะ ไม่อยากให้เขาไปทำกับใครอีก รู้สึกว่าเราต้องออกมาแอคชั่น เขาเป็นภัยสังคม
ดาราเดลี่บันเทิง • 7 เม.ย. 68
อ่าน
DSI เตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคดีฟอกเงิน พูดชื่อ - เลขบัตรประชาชนถูกหมด
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โพสต์เตือนภัย โดยระบุว่า มีพี่น้องประชาชนโทรที่เบอร์สายด่วน DSI 1202 เป็นจำนวนมาก โทรมาในเรื่องเดียวกันหมดว่า ได้รับสายติดต่อจากเจ้าหน้าที่ DSI ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน พูดชื่อถูก เลขบัตรประชาชนถูกหมด แต่เบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นเบอร์ ขึ้นต้นด้วย 08…., 09…. เป็นเบอร์ทั่วไป ไม่ใช่เบอร์ของหน่วยงานแถมสร้างความน่าเชื่อถือโดยทำเป็นโอนสายไปหาเจ้าหน้าที่คนต่อไปหลายๆทอด และถ้าเราวางก็จะใช้เบอร์อื่นโทรมาตื้ออีก เพื่อสร้างความน่าเชื่อ สร้างความสับสนวุ่นวาย ทั้งนี้ ความน่าเชื่อถืออีกอย่างคือทำเป็นพูดให้ประชาชนมาพบเจ้าตัวที่ DSI กรมสอบสวนคดีพิเศษได้เลย ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ทำให้น่าเชื่อถือเข้าไปอีก สุดท้ายเลยคือถ้าเราตอบว่า ไม่สะดวกไป มันจะหลอกให้ทุกคนแอดไลน์ แล้วทำเป็นวิดีโอคอลกับเจ้าหน้าที่สร้างความน่าเชื่อถือ และให้โอนเงินไปตรวจสอบในที่สุด วิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดคือไม่เชื่อ ตัดสายทิ้ง ส่วนด้านการปราบปราม DSI กำลังดำเนินการ ขอใช้ช่องทาง Facebook เป็นอีกหนึ่งช่องทางการเตือนภัยประชาชนว่า-DSI ถ้าโดนคดีจริง จะไม่ติดต่อประชาชนผ่านทางโทรศัพท์ หรือทางไลน์แน่นอน-DSI จะไม่มีการเรียกรับเงิน หรือให้ประชาชนโอนเงินให้แน่นอน-ถ้าเจอแบบนี้ วางทันที-ไม่ต้องตกใจ มีอะไรโทรมาที่เบอร์ DSI โดยตรง ที่เบอร์ 1202 ในเวลาราชการ
TNN ช่อง16 • 7 เม.ย. 68
อ่าน
ออมสินเตือนมุขใหม่มิจฉาชีพส่งจดหมายปลอมหลอกโอนเงิน ย้ำ! ต้องเช็คทุกครั้ง ก่อนหมดตัว
ออมสินเตือนอีก มุขใหม่มิจฉาชีพ ปลอมเอกสารเหมือนธนาคารส่งเป็นจดหมาย ย้ำ! ต้องเช็คธนาคารทุกครั้งว่าจริงหรือมั่ว ก่อนสูญเงินหมดตัว #ทันหุ้น ธนาคารออมสินแจ้งว่า ตามที่มีการแพร่ระบาดของมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ด้วยการส่งจดหมายปลอม แอบอ้างใช้โลโก้ ชื่อธนาคาร รวมถึงชื่อผู้บริหารของธนาคาร ส่งไปยังลูกค้าประชาชนโดยระบุว่า ไม่สามารถโอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชีของลูกค้าได้ เนื่องจากลูกค้ากรอกข้อมูลบัญชีธนาคารไม่ถูกต้อง ทำให้บัญชีถูกอายัด ไม่สามารถทำธุรกรรมใด ๆ ได้จนกว่าจะดำเนินการตามที่มิจฉาชีพแอบอ้าง หากไม่ปฏิบัติตามจะทำให้ไม่ได้รับวงเงินสินเชื่อ รวมถึงมีความผิดตามกฎหมาย ติดแบล็คลิสต์ และถูกยึดทรัพย์ ธนาคารออมสินขอยืนยันว่า จดหมายดังกล่าวเป็นจดหมายปลอม ธนาคารไม่มีนโยบายส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้ลูกค้าแก้ไขข้อมูลเลขบัญชีทุกกรณี รวมถึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินการต่าง ๆ ตามที่ระบุในจดหมายแอบอ้างดังกล่าว โดยขณะนี้ ธนาคารอยู่ในระหว่างการติดตามสถานการณ์ และดำเนินการทางกฎหมายกับกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างและกระทำการข้างต้น ธนาคารออมสิน จึงขอเน้นย้ำลูกค้าประชาชนถึงสิ่งที่ต้องปฏิบัติก่อนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพรายต่อไป เบอร์แปลก หลอกคุย ตัดสายทิ้ง ลิงก์ไม่กด และเมื่อได้รับการติดต่อโดยอ้างชื่อธนาคาร หรือมีความไม่แน่ใจ ต้องตรวจสอบให้แน่ชัดด้วยตนเองก่อนทุกครั้งกับช่องทางของธนาคารออมสิน อาทิ เว็บไซต์ www.gsb.or.th, แอปพลิเคชัน MyMo, เฟซบุ๊ก GSB Society, LINE Official Account : GSB NOW และ GSB Contact Center โทร. 1115
ทันหุ้น • 21 ม.ค. 68
อ่าน
“ปู มัณฑนา” ถูกหลอกขายฝากที่ดิน มูลค่า 100 ล้าน
ปู มัณฑนา ถูกหลอกขายฝากที่ดิน มูลค่า 100 ล้าน เมื่อเวลา 11.00 น. นักแสดงรุ่นใหญ่ ปู มัณฑนา และสามี หาญส์ ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ได้เดินทางมาที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิฯ (แจ้งวัฒนะ) เพื่อมายื่นหนังสือถึงนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เรื่องถูกหลอกลวงให้ขายฝากที่ดิน มูลค่ารวม 100 ล้านบาท โดยขอให้ช่วยดำเนินการ ดังนี้ ๑.ขอให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมกับสถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ดำเนินคดีอาญากับผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดทั้งหมดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกง รวมถึงการฉ้อโกงโดยการหลอกให้ทำเอกสารสิทธิ หรือ สัญญาขายฝาก ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑ ตอนท้าย ด้วย และขอให้ร่วมกับพนักงานสอบสวน สอบสวนผู้ต้องหาหรือผู้กระทำผิดทั้งหมดในข้อหา ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๙ และ มาตรา ๒๑๐ ประกอบมาตรา ๘๓ และหรือความผิดอาญาฐานอื่นที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิฯ เห็นว่าเป็นความผิดต่อกฎหมายอาญา จนกว่าคดีจะถึงที่สุด ๒.ขอให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ตรวจสอบข้อเท็จจริง และหากข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาขายฝากดังกล่าวทั้งหมดเกิดขึ้นจากการหลอกลวงและถึงขนาดตกเป็นโมฆะ เพราะเป็นสัญญาที่เกิดจากการกระทำผิดกฎหมายอาญาดังกล่าวตาม ข้อ ๑ ซึ่งถือว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๐ ขอให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิฯ ของสำนักงานอัยการสูงสุดได้ร่วมกับสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาธัญบุรี ใช้อำนาจของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐเพิกถอนสัญญาขายฝากดังกล่าวทั้งหมด และ ๓.ขอให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนของสำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินการช่วยเหลือดำเนินคดีแพ่งต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อฟ้องเพิกถอนสัญญาขายฝากดังกล่าวทั้งหมด โดยมอบหมายให้พนักงานอัยการและหรือทนายความผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงดำเนินคดีแพ่งให้แก่ข้าฯ ๅจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ( หากมีช่องทางตามกฎหมายที่จะแต่งตั้งพนักงานอัยการให้ดำเนินคดีแพ่งแก่ข้าฯได้ ข้าฯขอให้แต่งตั้งพนักงานอัยการเป็นผู้ดำเนินคดีแพ่ง แต่หากไม่มีช่องทางแต่งตั้งพนักงานอัยการได้ ข้าฯขอให้แต่งตั้งทนายความผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงดำเนินคดีแพ่งให้แก่ข้าฯ โดยได้รับคำปรึกษาจากหัวหน้าพนักงานอัยการ ) ทั้งนี้ ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน พ.ศ.๒๕๖๒ ข้อ ๓๒ (๑) (๒) (ข) , ข้อ ๓๓ และ ข้อ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
ดาราเดลี่บันเทิง • 21 ม.ค. 68
อ่าน
6 วิธีป้องกันตัว จากมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านแอปฯ กู้เงินเถื่อน
ปัจจุบัน การขอสินเชื่อและเงินกู้ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน จนทำให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกคำเตือนพร้อมแนะนำ 6 วิธีในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของแอปพลิเคชันเงินกู้ปลอม ดังนี้:1. หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือ มิจฉาชีพมักสร้างแอปพลิเคชันปลอมที่มีลักษณะคล้ายกับแอปพลิเคชันของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก่อนดาวน์โหลดควรตรวจสอบรายละเอียดให้ถี่ถ้วน เช่น ชื่อผู้พัฒนา ความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน และความน่าเชื่อถือโดยรวม2. อย่ากดลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ การส่งข้อความที่มีลิงก์แนบมาทาง SMS หรืออีเมลเป็นกลวิธีที่มิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ อย่ากดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือเด็ดขาด3. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Apple Store หรือ Google Play เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย ควรติดตั้งแอปพลิเคชันผ่านช่องทางที่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานแล้ว เช่น Apple Store และ Google Play อย่าดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านการรับรอง4. หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน การเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล้วงข้อมูลสำคัญ หากจำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ให้ใช้เครือข่ายที่เชื่อถือได้ เช่น เครือข่ายมือถือส่วนตัว5. ระมัดระวังในการกรอกข้อมูลส่วนตัว การสมัครสินเชื่อออนไลน์มักต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือแนบเอกสารสำคัญ ให้แน่ใจว่าได้เซ็นสำเนาถูกต้อง และระบุวัตถุประสงค์การใช้งานข้อมูลอย่างชัดเจนก่อนส่งข้อมูล6. สังเกตวงเงินที่แอปพลิเคชันกำหนด แอปพลิเคชันเงินกู้ปลอมหรือผิดกฎหมายมักกำหนดวงเงินกู้ในแต่ละวันอยู่ที่ 2,000 - 4,000 บาท เพราะมิจฉาชีพทราบดีว่าผู้ที่เดือดร้อนเรื่องการเงินมักจะตัดสินใจกู้เงินโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบคำแนะนำเพิ่มเติมจากตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อหรือกู้เงินออนไลน์ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และติดต่อสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันเงินกู้ปลอม แม้ว่าการขอสินเชื่อออนไลน์จะอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพก็มีสูงเช่นกัน การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้งานแอปพลิเคชันทางการเงินออนไลน์p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก:AFP
TNN ช่อง16 • 15 ม.ค. 68
อ่าน
"จดทะเบียนสมรสเท่าเทียม" ดีเดย์ 23 ม.ค. เตรียมตัวอย่างไร - เอกสารมีอะไรบ้าง
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 14.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 15.9px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 36.0px; text-indent: -36.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} li.li1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000} li.li4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; font: 18.0px Times; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 23.0px} span.s1 {font-kerning: none} ol.ol1 {list-style-type: decimal}กฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2568 นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของสังคมไทยที่เปิดโอกาสให้ทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้อย่างเท่าเทียม ไม่จำกัดเพียงชาย-หญิงอีกต่อไปการให้บริการจดทะเบียนสมรสเท่าเทียมตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2568 เป็นต้นไป คู่สมรสทุกเพศสามารถจดทะเบียนสมรสได้ที่ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตทุกแห่งทั่วประเทศ โดยผู้ที่ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสต้องมีคุณสมบัติและเตรียมเอกสารดังต่อไปนี้:คุณสมบัติของผู้จดทะเบียนสมรส1. บุคคลทั้ง 2 จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์ กรณีผู้เยาว์ต้องนำบิดามารดา หรือ ผู้ปกตรองมาให้ความยินยอม กรณีต่ำกว่า 18 ปีต้องได้รับอนุญาตจากศาล2. ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือ ไร้ความสามารถ3. ไม่เป็นญาติใกล้ชิดทางสายโลหิตหรือพี่น้องร่วมบิดามารดา4. ไม่เป็นผู้ที่มีสถานภาพสมรสอยู่ในขณะยื่นจดทะเบียน หรือเป็นคู่สมรสของคนอื่น5. หญิง ชายผู้เป็นคู่สมรสตาย หรือ การสมรสสิ้นสุดลงด้วยประการอื่น จะสมรสใหม่ได้ต่อเมื่อสิ้นสุดการสมรสไปแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน เว้นแต่- คลอดบุตรแล้วในขณะนั้น- ศาลมีคำสั่งให้สมรสได้- มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ได้ตั้งครรภ์- สมรสกับคู่สมรสเดิม** เงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับเพศหญิง **หากผู้เข้าร่วมเป็นเพศหญิงและเคยผ่านการสมรสมาก่อน จะต้องผ่านการหย่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 310 วัน หากยังไม่ครบกำหนด 310 วัน จะต้องแสดงใบรับรองแพทย์ยืนยันสถานะการไม่ตั้งครรภ์ ณ วันที่ลงทะเบียนเอกสารที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนสมรสกรณีคนไทย1. บัตรประชาชน2. พยาน 2 คน ต้องเป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะกรณีคนไทยกับต่างชาติ1.บัตรประชาชน และ หนังสือเดินทางพาสปอร์ต2. พยาน 2 คน ต้องเป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะ3. หนังสือรับรองการหย่า (กรณีที่เคยสมรสมาก่อน)กรณีต่างชาติกับต่างชาติ1. หนังสือเดินทางพาสปอร์ต2. หนังสือรับรองการหย่า (กรณีที่เคยสมรสมาก่อน)3. พยาน 2 คน ต้องเป็นบุคคลบรรลุนิติภาวะความสำคัญของกฎหมายสมรสเท่าเทียมกฎหมายฉบับนี้สะท้อนถึงการยอมรับความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมในสังคมไทย โดยเปิดโอกาสให้คู่รักทุกเพศสามารถสร้างครอบครัวอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และได้รับสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายเท่าเทียมกับคู่สมรสชาย-หญิง เช่น สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิทางการแพทย์ และสิทธิในการรับมรดกข้อแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการดำเนินการจดทะเบียนสมรส ผู้ที่สนใจควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและตรวจสอบรายละเอียดล่วงหน้ากับที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตในพื้นที่ของตน หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานทะเบียนในพื้นที่ใกล้เคียงp.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก: AFP
TNN ช่อง16 • 8 ม.ค. 68
อ่าน
ของฟรีไม่มีในโลก! เตือน 5 กลลวงมิจฉาชีพ หลอกโหลดสติกเกอร์-ทำบุญ
วันนี้ (31 ธันวาคม 2567) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ขอให้ระมัดระวังมิจฉาชีพแฝงตัว เข้ามาฉวยโอกาสหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้สูญเสียเงิน โดยพฤติกรรมที่มิจฉาชีพมักใช้ 5 การหลอกลวงหลักๆในช่วงเทศกาลปีใหม่ ดังนี้1. หลอกว่าโหลดสติกเกอร์เทศกาลปีใหม่ฟรี! โดยมิจฉาชีพเชิญชวนให้โหลดสติกเกอร์ แต่แฝงตัวส่งลิงก์ปลอมให้โหลด อาจมีการหลอกลวงให้ผู้ใช้ไลน์ใส่ชื่อ และรหัสการเข้าใช้ไลน์ รวมถึงข้อมูลส่วนตัว ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำชื่อและรหัสการใช้งานของท่านไปทำธุรกรรมต่าง ๆ หรืออาจมีการสวมสิทธิเพื่อกระทำผิดได้2. หลอกรับบริจาค ทำบุญ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนต้องการทำบุญเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับชีวิต มิจฉาชีพจะมีการประกาศเชิญชวนให้ร่วมทำบุญ โดยอ้างบุคคลหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมที่จะร่วมทำบุญว่าเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไร ก่อนจะร่วมบริจาค โดยจำไว้ให้ขึ้นใจว่า มีสติ ก่อนโอนเงินทุกครั้ง3. หลอกให้จัดงานเลี้ยงผ่านการใช้บริการทางออนไลน์ โดยคนร้ายจะมีพฤติกรรมแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่า จะจัดงานเลี้ยงโดยให้ส่งของต่าง ๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปที่นัดหมายแล้วคนร้ายจะแอบขนของหลบหนีไป หรือคนร้ายแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารผ่านทางออนไลน์ได้ในราคาถูกกว่า ส่งผลให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้คนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด4. หลอกให้ซื้อของขวัญผ่านร้านค้าออนไลน์ จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ หรือสินค้าไม่ตรงปก หรือไม่มีคุณภาพ ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องเลือกดูสินค้าและสังเกตราคาก่อนเข้าร่วมโปรโมชันให้ดี รวมทั้งเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากหลายร้านค้าเพื่อให้ได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด5. หลอกชวนเล่นการพนันออนไลน์ ลงทุนออนไลน์ มิจฉาชีพจะแอบแฝงหลอกเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือหลอกล่อให้เสียเงินจนหมดตัว อย่าหลงเชื่อขอให้ระวังกลโกงจากมิจฉาชีพในช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่าคลิก อย่าโหลดข้อความจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อย่าเชื่อคำชักชวน คำกล่าวอ้าง รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อที่ได้รับผลตอบแทนสูงๆ ขอเน้นย้ำของฟรีไม่มีในโลก นายคารม ย้ำ
TNN ช่อง16 • 31 ธ.ค. 67
อ่าน
“สมศักดิ์”สั่งจัดการเด็ดขาด รพ.ไหนปลอมใบรับรองแพทย์ให้ต่างด้าว ต้องเจอคุก
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีการปลอมใบรับรองแพทย์ของสถานพยาบาล ให้กับแรงงานข้ามชาติว่า หากมีการปลอมแปลงเกิดขึ้น จะแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุข หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจรับทราบก็ได้ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขเน้นเรื่องการตรวจสุขภาพของแรงงานข้ามชาติว่า ต้องมีความละเอียด เพราะโรคบางชนิดหายไปจากประเทศไทยนานแล้ว แต่ก็โผล่ออกมาอีก เช่น โรคอหิวาตกโรคที่ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ที่มีแรงงาน หรือคนที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย ไปติดเชื้อคนไทย 2 คน ที่นั่งรับประทานอาหารด้วยกัน แต่เป็นเชื้อที่ไม่ได้รุนแรง โดยกระทรวงสาธารณสุขก็ติดตามเฝ้าระวังอยู่ไม่ให้เข้ามา ซึ่งตอนนี้เราก็ป้องกันบริเวณพื้นที่ชายแดน โดยเราได้ฝ่ายปกครอง, ทหาร และตำรวจช่วยดูแลอยู่ ส่วนวัคซีนที่มีอยู่ขณะนี้มีอยู่ประมาณ 1,400 กว่าโดสจะมอบให้ฝ่ายที่ดูแลป้องกัน และบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่ใกล้กลุ่มเสี่ยง พร้อมกับถ่ายทอดความรู้การรักษาไปยังบริเวณพื้นที่ชายแดน และหากรัฐบาลเมียนมาขอบุคลากรทางการแพทย์ของไทยอย่างเป็นทางการ เราก็จะส่งบุคลากรข้ามไปช่วย ซึ่งต้องมีการร้องขอเมื่อถามถึงกรณีที่โรงพยาบาลออกใบรับรองแพทย์ให้ แต่ไม่มีแรงงานข้ามชาติไปตรวจสุขภาพจริง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้แจ้งมาจะไปจับให้ และจะจัดการให้เรียบร้อยภายใน 1-2 วัน ขอให้เอาข้อมูลมาให้ตน เพราะกำลังตามหาอยู่ ซึ่งอยากจะจัดการดำเนินการ ซึ่งตนไม่ชอบเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว เพราะกลัวว่า หากโรคระบาดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว ตนเองจะเหนื่อย และหากเราป้องกันไว้ดีแล้ว เจ็บป่วยขึ้นมาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปรู้เห็นเป็นใจ ก็ขอรายละเอียดตรงนี้ และคงไม่จัดทีมสุ่มตรวจโรงพยาบาล เพราะมีโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก คงทำแบบนั้นไม่ไหว ขอแค่ส่งข้อมูลมาจะไปจัดการให้ ยืนยันว่า เรื่องนี้กระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการอย่างรวดเร็วนายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องจริง เรื่องนี้จะต้องมีคนติดคุก และรัฐบาลจะปรับแนวทางในการดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งเรื่องแรงงานข้ามชาติ ขอย้ำว่าหากมีข้อมูล ให้รีบส่งเข้ามาภายใน 1-2 วันนี้
TNN ช่อง16 • 25 ธ.ค. 67
อ่าน
รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน
วันนี้ (18 ธันวาคม 2567) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความระบุว่า ปปง. ร่วมกับ สอท. เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน เพียง 3 ขั้นตอน ผ่านเพจ Maintain security online จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จนายคารม กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อออนไลน์ ระบุว่า ปปง. ร่วมกับ สอท. เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน เพียง 3 ขั้นตอน ผ่านเพจ Maintain security online นั้น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำนักงาน ปปง. ไม่เคยเปิดเพจเฟซบุ๊กอื่นเพื่อรับคำร้องหรือช่วยเหลือผู้เสียหายทุกกรณี อีกทั้งเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นเพจปลอมที่มีการนำสัญลักษณ์ของสำนักงาน ปปง. มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยใช้รูปแบบและเนื้อหาตามเพจจริงของสำนักงาน ปปง. ซึ่งสำนักงาน ปปง. มีเพจเฟซบุ๊กเดียวชื่อ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. โดยมีสัญลักษณ์ ติ๊กถูกสีฟ้า (Meta Verified) อยู่ด้านหลังชื่อเพจ ซึ่งผ่านการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://www.amlo.go.th/index.php/th/ หรือ โทร. 02-219-3600 นายคารม ย้ำภาพจาก AFP
TNN ช่อง16 • 18 ธ.ค. 67
อ่าน
เตือน! 10 ข่าวปลอมในรอบสัปดาห์ ขอประชาชนอย่าหลงเชื่อ-ส่งต่อข้อมูล
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตรวจพบข่าวปลอมรายสัปดาห์ ที่ประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ครีมริดสีดวงทวาร ยุบไว 3 เท่า ไม่ต้องผ่าตัด รองลงมาคือเรื่อง ผลิตภัณฑ์ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับ โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หวั่นสร้างความสับสน เข้าใจผิด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้างนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 6-12 ธันวาคม 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 830,797 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 558 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 537 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 20 ข้อความ Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 225 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 75 เรื่องกระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 103 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 65 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 9 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 16 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 32 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ และหน่วยงานของรัฐ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ครีมริดสีดวงทวาร ยุบไว 3 เท่า ไม่ต้องผ่าตัดอันดับที่ 2 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับอันดับที่ 3 : เรื่อง ผลิตภัณฑ์กำจัดจุดโฟกัสของข้อเข่าเสื่อมหลังจากใช้เป็นประจำเพียง 2-3 สัปดาห์อันดับที่ 4 : เรื่อง วิธีเช็กสิทธิเงินสด-เงินดิจิทัล 10,000 บาท เฟส 2 เฟส 3 ผ่านเพจติดตามผล24 และเพจดูดวง Newsอันดับที่ 5 : เรื่อง วิธีเช็กว่าตับยังแข็งแรง สังเกตได้จากเล็บมืออันดับที่ 6 : เรื่อง เมฆเตือนภัยจะเกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์บนทางด่วนครั้งใหญ่ ระวังถึงวันที่ 31 ธ.ค. 67อันดับที่ 7 : เรื่อง ภาคใต้ จะมีพายุเข้าต่อเนื่องอีก 6 เดือนอันดับที่ 8 : เรื่อง รัฐบาลมีนโยบายให้ประชาชนกลับไปอยู่ต่างจังหวัด เนื่องจากมีโรงงานจำนวนมากปิดตัวลงอันดับที่ 9 : เรื่อง กระทรวงแรงงานเปลี่ยนแปลงกฎหมายเอื้อคนพม่า ประกาศขึ้นทะเบียนอาชีพอิสระมากถึง 9 ล้านคนอันดับที่ 10 : เรื่อง ชาวเมียนมาสามารถทำใบขับขี่ได้โดยไม่ต้องสอบเมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สุขภาพ หน่วยงานรัฐ และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคมสำหรับอันดับ 1 เรื่อง ผลิตภัณฑ์ ครีมริดสีดวงทวาร ยุบไว 3 เท่า ไม่ต้องผ่าตัด กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีการกล่าวอ้างสรรพคุณ คือ รักษาริดสีดวงทวาร หายเป็นปลิดทิ้ง แต่จากการสืบค้นในระบบฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย.แล้ว ไม่พบผลิตภัณฑ์สมุนไพรดังกล่าวได้รับการอนุญาตแต่อย่างใด จึงไม่แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวดังนั้นขอเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูล และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนสามารถติดตามข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพ ได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1556ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 ผลิตภัณฑ์ช่วยฟื้นฟูและบำรุงตับ กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยพบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวได้โฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารอันเป็นเท็จ หรือเป็นการหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร ซึ่ง อย. จะดำเนินการตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 ต่อไปดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th หรือหากพบผลิตภัณฑ์ที่ต้องสงสัย สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่สายด่วน 155อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com ภาพจาก AFP
TNN ช่อง16 • 14 ธ.ค. 67
อ่าน
ข่าวปลอมล่าสุด! ดีอี เตือนภัย 10 อันดับ ที่คนสนใจสูงสุดประจำสัปดาห์ เช็กเลยที่นี่
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,284 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 609 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 44 ข้อความ Website จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 245 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 69 เรื่องทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 62 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 15 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 18 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 37 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ และหน่วยงานของรัฐ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่องอันดับที่ 2 : เรื่อง ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summitอันดับที่ 3 : เรื่อง ทหารเรือเตือนรัฐบาล ต้าน MOU44 ประกาศรักษาอธิปไตยทางทะเลอันดับที่ 4 : เรื่อง ลักษณะของเมฆเตือนภัยแผ่นดินไหวอันดับที่ 5 : เรื่อง ศธ. ประกาศให้ชุดยุวกาชาดใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายได้อันดับที่ 6 : เรื่อง ผู้หญิงที่ดื่มเบียร์ทุกวันจะทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น 80%อันดับที่ 7 : เรื่อง ลักษณะของเมฆควันสีขาวเป็นเมฆเตือนภัย จะมีการเกิดเหตุคลังแก๊ส คลังน้ำมันระเบิดครั้งใหญ่อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. ออกเอกสารแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้า เรื่องการสับเปลี่ยนมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนมิเตอร์จานหมุนอันดับที่ 9 : เรื่อง เอกสารห้ามเผยแพร่ ชุด ช.10 ช.11 และ ช.12 จัดทำโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อันดับที่ 10 : เรื่อง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ชิอิน ลอสแอนเจลิส จำกัดเมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ สุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม นายเวทางค์ กล่าวสำหรับอันดับ 1 เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่อง กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า อาการหาวเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ กลไกการเกิดยังไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัด แต่มักถูกกระตุ้นเมื่อง่วงนอน อยู่ในภาวะเหนื่อยล้า ความรู้สึกเบื่อ หรือ ความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า อาการหาวมีความสัมพันธ์กับโรคไตดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ www.rajavithi.go.th หรือโทร. 02 206 2900ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summit กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากเดิมนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมพิธีปิดดังกล่าว แต่ด้วยที่มีภารกิจก่อนหน้าที่แน่น จึงได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เข้าร่วมแทน ซึ่งการมอบผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมงานในลักษณะนี้ เป็นแนวปฏิบัติสากลของการประชุมระหว่างประเทศ โดยจะเห็นได้ว่า ในภาพดังกล่าว มีผู้นำของบางประเทศที่ได้มอบหมายให้ รมว. กต. ของตนเข้าร่วมแทนเช่นกันทั้งนี้ เก้าอี้สำหรับผู้นำไทย ซึ่งมีการวางธงชาติไทยบนโต๊ะหน้าเก้าอี้ด้วย ไม่ได้ว่างตามที่เป็นข่าว โดยมี รมว.กต. ในฐานะผู้แทนนายกฯ ยืนอยู่หน้าตำแหน่งของเก้าอี้ดังกล่าว และมีเก้าอี้ว่างอยู่ด้านขวา แต่ด้วยมุมของการถ่ายภาพ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยประชาชนที่สนใจสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://info.mfa.go.th หรือโทร. 02 203 5000 ต่อ 22009อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
TNN ช่อง16 • 30 พ.ย. 67
อ่าน
เตือนคนหางาน ระวังมิจฉาชีพใช้โซเชียล หลอกทำงานเกษตรออสเตรเลีย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ และเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชักชวนคนไทยไปทำงานฟาร์มในออสเตรเลีย โดยแอบอ้างว่ารัฐบาลออสเตรเลียและกระทรวงแรงงานร่วมมือในการจัดหาคนไทยไปทำงานในออสเตรเลีย โดยจะได้รับวีซ่าประเภททำงานเป็นระยะเวลา 3-5 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 - 120,000 บาท และนายจ้างจะจ่ายค่าดำเนินการ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า พร้อมจัดหาที่พักให้ตลอดระยะทำงาน เมื่อมีผู้สนใจหลงเชื่อจะให้ส่งข้อมูลส่วนตัว ชื่อ สกุล ที่อยู่ พร้อมเอกสารสำคัญ อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ทะเบียนบ้าน อ้างว่าจะใช้ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและยื่นขอวีซ่าทำงาน จากนั้นจะให้โอนเงินเป็นค่ามัดจำหรือเป็นค่าดำเนินการด้านเอกสารเป็นเงินประมาณ 100,000 - 200,000 บาท และเมื่อชำระเงินครบแล้ว จะไม่มีการติดต่อหรือดำเนินการตามที่สัญญาไว้ และผู้เสียหายจะไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ตามกำหนดเวลา และยังมีกรณีการชักชวนให้คนไทยยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวแทนวีซ่าทำงาน โดยมีการสัญญาว่าจะช่วยยื่นขอวีซ่าทำงานภายหลังจากการเดินทางไปถึงออสเตรเลีย และเมื่อเดินทางถึงแล้ว ผู้ที่เสียหายจะไม่สามารถติดต่อกับตัวแทนหรือได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่มีความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการส่งแรงงานและยังไม่มีนโยบายการออกวีซ่าเกษตรให้กับคนไทย ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำฝากถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 452 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 608 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 44,223,300 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ ตามลำดับทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
TNN ช่อง16 • 17 พ.ย. 67
อ่าน
แจ้งความออนไลน์! เปิดสถิติคดี ประชาชนแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2565 31 ตุลาคม 2567 ผลการแจ้งความออนไลน์ ผ่านhttps://www.thaipoliceonline.comรวม 708,141 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 74,893,134,395 บาท เฉลี่ย 77 ล้านบาทต่อวัน ผลการอายัดบัญชี จำนวน 544,183 บัญชี ยอด ขออายัด จำนวน 43,040,600,310 บาท ยอดอายัดได้ จำนวน 8,243,782,268 บาทสำหรับประเภทคดีออนไลน์ที่มีการแจ้งความมากที่สุด 5 อันดับแรก ดังนี้1. หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ไม่เป็นขบวนการ) มูลค่าความเสียหาย 4,720,471,220 บาท2. หลอกให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 11,349,462,554 บาท3.หลอกให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 3,424,266,215 บาท4. หลอกให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 26,899,292,582 บาท5. ข่มขู่ทางโทรศัพท์ มูลค่าความเสียหาย 10,059,145,081 บาทนายคารม กล่าวว่า ในเดือนตุลาคม 2567 ผลการแจ้งความออนไลน์ ผ่าน ttps://www.thaipoliceonline.com รวม 36,138 เรื่อง มูลค่าความเสียหายรวม 2,777,100,017 บาท เฉลี่ย 89 ล้านบาทต่อวัน ผลการอายัดบัญชี จำนวน 20,182 บัญชี ยอดขออายัด จำนวน 913,946,357 บาท ยอดอายัดได้ จำนวน 242,386,464 บาททั้งนี้ จากรายงานข้อมูลดังข้างต้น ยังมีประชาชนหลงกลตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ ขอประชาชนระมัดระวังอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ที่เชิญชวน ชักชวนโดยวิธีการต่าง ๆ หากถูกหลอก สามารถแจ้งความออนไลน์ที่ https://www.thaipoliceonline.com หรือสอบถามที่เบอร์ 1441 หรือ 081-866-3000
TNN ช่อง16 • 8 พ.ย. 67
อ่าน
อย่าหลงเชื่อ! โรงพยาบาลเอกชน 70 แห่ง เตรียมถอนตัวจากประกันสังคม
ตามที่การบอกต่อข้อมูลเรื่องโรงพยาบาลเอกชน 70 แห่ง เตรียมถอนตัวจากการเป็นคู่สัญญากับประกันสังคม เนื่องจากอัตราการจ่ายปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุน ทำให้ขาดทุน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จกรณีที่มีข่าวสารระบุว่า โรงพยาบาลเอกชน 70 แห่ง เตรียมถอนตัวจากการเป็นคู่สัญญากับประกันสังคม เนื่องจากอัตราการจ่ายปัจจุบันไม่สะท้อนต้นทุน ทำให้ขาดทุน ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากการทําสัญญาให้บริการทางการแพทย์กับสํานักงานประกันสังคม จะเป็นการทําสัญญาปีต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายและความประสงค์ของสถานพยาบาล โดยในทุกปีที่ผ่านมาจะมีทั้งสถานพยาบาลที่ต่อสัญญา ไม่ต่อสัญญา และสมัครใหม่ ซึ่งทุกแห่งจะต้องผ่านเงื่อนไข และหลักเกณฑ์การเป็นคู่สัญญาตามที่สํานักงานประกันสังคมกําหนดดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อ และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก สำนักงานประกันสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506ภาพจาก AFP
TNN ช่อง16 • 4 พ.ย. 67
อ่าน
'ให้โดยเสน่หา' ไม่ใช่แค่เรื่องหัวใจ! รู้กฎหมายไว้ ป้องกันปัญหา
ในยุคที่ความสัมพันธ์มีความซับซ้อนมากขึ้น การให้ทรัพย์สินด้วยความรักและเสน่หาไม่ได้จบลงด้วยความสุขเสมอไป หลายกรณีลงเอยด้วยการขึ้นศาล เมื่อความรักจางหาย ทรัพย์สินที่เคยให้ด้วยใจกลับกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง สะท้อนให้เห็นความสำคัญของการทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้โดยเสน่หา บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายของการให้ด้วยเสน่หา พร้อมกรณีศึกษาที่ช่วยให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นกรณีศึกษา 1: รักพังเพราะบ้านหลังใหญ่นายสมชาย (นามสมมติ) ตัดสินใจมอบบ้านมูลค่า 20 ล้านบาทให้แฟนสาวที่เขารัก โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง แต่หลังจากอยู่ด้วยกันเพียง 2 ปี แฟนสาวกลับมีความสัมพันธ์กับชายอื่นและนำบ้านหลังนี้ไปขายต่อ เมื่อนายสมชายฟ้องเพิกถอนการให้ ศาลได้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวถือเป็นการเนรคุณ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 531 ที่ระบุให้สิทธิผู้ให้สามารถเพิกถอนการให้ได้ กรณีนี้สะท้อนถึงความซับซ้อนและความสำคัญของกฎหมายที่เข้ามาช่วยจัดการปัญหาในกรณีที่ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปกรณีศึกษา 2: รถหรูกับความรักที่พังทลายอีกกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ นักธุรกิจหนุ่มที่มอบรถยนต์หรูมูลค่า 8 ล้านบาทให้คนรัก พร้อมทั้งโอนทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์ของฝ่ายหญิงอย่างถูกต้อง ต่อมา ฝ่ายหญิงได้นำเรื่องความสัมพันธ์และการเลิกราของทั้งสองไปเผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้ฝ่ายชายเสียชื่อเสียง ศาลได้พิจารณาแล้วว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการเนรคุณ จึงอนุญาตให้ฝ่ายชายสามารถเพิกถอนการให้ได้และเรียกร้องขอทรัพย์สินคืน นับเป็นกรณีที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของกฎหมายในการสร้างความเป็นธรรมเมื่อมีฝ่ายที่ถูกละเมิดสิทธิเจาะลึกกฎหมายการให้โดยเสน่ห์หาประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดหลักเกณฑ์และข้อบังคับหลายประการสำหรับการให้โดยเสน่หา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการให้ที่เกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินมูลค่าสูง:1. มาตรา 521 ระบุว่า การให้จะสมบูรณ์ได้ต้องส่งมอบทรัพย์สินและมีผู้รับยอมรับการให้ 2. มาตรา 525 กำหนดให้การให้อสังหาริมทรัพย์ต้องมีเอกสารและจดทะเบียนต่อหน้าเจ้าหน้าที่3. มาตรา 531 ให้สิทธิผู้ให้ในการเพิกถอนการให้หากผู้รับเนรคุณ หรือทำการละเมิดต่อผู้ให้หลักเกณฑ์เหล่านี้มีความสำคัญเนื่องจากเป็นแนวทางในการพิจารณาคดีเมื่อความสัมพันธ์ของคู่รักหรือบุคคลในความสัมพันธ์ใกล้ชิดจบลงด้วยข้อพิพาท โดยช่วยปกป้องสิทธิของผู้ให้ ในขณะเดียวกันก็มุ่งเน้นการทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างรอบคอบของผู้ให้และผู้รับข้อควรระวังทางกฎหมายการให้โดยเสน่ห์หานั้นไม่ใช่เพียงเรื่องของความรู้สึก แต่เกี่ยวข้องกับข้อกฎหมายหลายประการ ผู้ให้และผู้รับควรระมัดระวังและทำตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างถูกต้อง:1. การทำหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร การให้ทรัพย์สินควรจัดทำเอกสารที่ระบุเจตนาให้ชัดเจน พร้อมลงลายมือชื่อพยาน2. การจดทะเบียนทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์ต้องจดทะเบียนที่กรมที่ดิน ส่วนรถยนต์ต้องโอนทะเบียนที่กรมการขนส่ง 3. ภาระภาษีที่เกี่ยวข้อง การให้ทรัพย์สินอาจเกิดภาระภาษี เช่น ภาษีเงินได้จากการรับให้ และค่าธรรมเนียมการโอน ซึ่งควรศึกษาให้รอบคอบก่อนทำการให้การให้โดยเสน่หาในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องคำนึงถึงกฎหมายมากกว่าความรู้สึก ผู้ให้ควรพิจารณาให้รอบคอบและจัดทำเอกสารให้ครบถ้วน โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินมูลค่าสูง การปรึกษาทนายความก่อนการให้จะช่วยป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะเมื่อการให้สมบูรณ์แล้ว การเรียกคืนทำได้ยากหากไม่มีหลักฐานการเนรคุณที่ชัดเจนตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับการให้โดยเสน่หามีหลายคดีที่ศาลใช้พิจารณาและตัดสินให้เพิกถอนการให้เมื่อพบว่าผู้รับมีการกระทำที่ถือว่า เนรคุณ ต่อผู้ให้ ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นที่ศาลสามารถใช้กฎหมายในการพิจารณาเพิกถอนการให้โดยเสน่หาได้ ตัวอย่างเช่น:ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1ผู้ให้ซึ่งเป็นผู้สูงอายุมอบที่ดินให้หลานชายเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง แต่หลานชายกลับนำที่ดินไปขายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ให้ ถือว่าเป็นการทรยศต่อเจตนาที่ตั้งใจมอบให้ ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติกรรมของหลานชายเข้าข่ายการเนรคุณและอนุญาตให้เพิกถอนการให้ได้ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 2ผู้ให้มอบที่ดินให้กับผู้รับซึ่งเป็นบุตรชายของภรรยา แต่ภายหลังผู้รับได้ปฏิบัติต่อผู้ให้ในลักษณะที่ไม่เคารพและปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ให้ในยามเจ็บป่วย ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้รับเข้าข่ายการเนรคุณ ผู้ให้จึงมีสิทธิเพิกถอนการให้และเรียกที่ดินคืนได้จากตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายมาตรา 531 มีขึ้นเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ให้ในกรณีที่ผู้รับกระทำการเนรคุณ โดยกฎหมายเข้ามาควบคุมการให้โดยเสน่หาที่อาจเกิดปัญหาตามมา ช่วยสร้างความสมดุลและความเป็นธรรมในสถานการณ์ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถูกเอาเปรียบการให้ด้วยความรักและเสน่หาอาจเป็นเรื่องของหัวใจ แต่ในทางกฎหมายแล้ว การเตรียมการที่ดีและรอบคอบจะช่วยปกป้องทั้งผู้ให้และผู้รับจากปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ความรักอาจเปลี่ยนแปลงได้ แต่ผลทางกฎหมายของการให้โดยเสน่หายังคงอยู่ตราบนานเท่านาน การทำความเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การทำตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง และการมีหลักฐานที่ชัดเจน จะเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ทั้งผู้ให้และผู้รับได้รับความยุติธรรม ไม่ว่าความสัมพันธ์จะเป็นไปในทิศทางใดก็ตามภาพ Freepikอ้างอิง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 521, 525, และ 531)
TNN ช่อง16 • 29 ต.ค. 67
อ่าน
เตือนภัย 5 คดี โจรออนไลน์ หลอกลงทุน-รับรางวัล สูญกว่า 1 ล้านบาท
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 21-27 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยคดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่น ๆ มูลค่าความเสียหาย 213,500 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่เครือข่าย DTAC แจ้งว่าหมายเลขโทรศัพท์ของผู้เสียหาย เป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลทองคำน้ำหนัก 5 บาท และได้มีการเพิ่มเพื่อนทาง Line เจ้าหน้าที่แจ้งให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนเพื่อยืนยันการรับรางวัลทางบริษัท โดยมีการสแกนใบหน้า จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เงียบหายไป ผู้เสียหายรู้สึกผิดปกติ จึงพยายามพิมพ์ข้อความติดต่อกลับไปแต่ไม่มีการตอบกลับ ต่อมาภายหลังได้เช็คยอดเงินในบัญชีของตนเอง พบว่ามีการโอนเงินออกไป ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มูลค่าความเสียหาย 101,115 บาท ผู้เสียหายพบโฆษณาสินเชื่อกู้เงินผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงทักไปสอบถามรายละเอียด จากนั้นได้เพิ่มเพื่อนทาง Line มิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินค่าดำเนินการ และค่าประกันสินเชื่อก่อน แล้วรอการอนุมัติสินเชื่อ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับมา ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ต่อมาภายหลังต้องการติดตามความคืบหน้าสินเชื่อ แต่ไม่ สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 258,831บาท ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่กรมบัญชีกลาง แจ้งว่าให้ผู้เสียหายยืนยันการคุ้มครองเงินบำนาญ หลังจากนั้นมิจฉาชีพได้ให้ผู้เสียหายทำตามขั้นตอน รวมถึงสแกน QR Code เพื่อยืนยันข้อมูลแล้วก็แจ้งว่าดำเนินการให้เรียบร้อย ต่อมาภายหลังผู้เสียหายจะชำระสินค้าโดยโอนเงินผ่าน Mobile Banking จึงพบว่ายอดเงินในบัญชีไม่เหลือ ได้ถูกโอนเงินออกไปจนหมด ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 406,000 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากทางมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ชักชวนลงทุนหารายได้ พิเศษ เป็นการลงทุนซื้อขายออนไลน์สินค้าของใช้ทั่วไป โดยให้ตนโอนเงินลงทุนเข้าไปก่อน จึงจะได้รับกำไร เมื่อลงทุนในระยะแรกได้กำไรดี ตนจึงโอนเงินลงทุนเพิ่มสะสมเพื่อเป็นกำไร หวังผลในโอกาสถอนครั้งต่อไป ปรากฏว่าเมื่อต้องการถอนเงินแต่ไม่สามารถถอนได้ จากนั้น พยายามติดต่อปลายทางแต่ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าตนถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้รักแล้วโอนเงิน มูลค่าความเสียหาย 110,530 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านช่องทาง Facebook ใช้โพร์ไฟล์เป็นหญิงสาว หน้าตาดีและได้เพิ่มเพื่อนทาง Line พูดคุยสนทนากันจนสนิทใจแต่ยังไม่เคยพบเจอกัน ต่อมามิจฉาชีพแจ้งกับผู้เสียหายว่าให้โอนเงินไปร่วมลงทุนทำธุรกิจเกี่ยวกับรองเท้า เพื่อเป็นเงินในการสร้างอนาคตร่วมกัน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไปหลายครั้ง ยอดเงินครั้งสุดท้ายเป็นเงินจำนวนสูงมากจนน่าสงสัย ผู้เสียหายจึงขอโทรวิดีโอคอล ฝ่ายหญิงปฏิเสธและทำการบล็อก ไม่สามารถติดต่อได้อีก ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 1,089,976 บาททั้งนี้ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 25 ตุลาคม 2567 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงานดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,159,5403 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,221 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 356,313 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,120 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 105,6230 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 29.64 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 87,535 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 24.58 (3) หลอกลวงลงทุน 55,076 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 15.46 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 29,270 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 8.21 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 27,880 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.82 (และคดีอื่นๆ 50,929 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.29)จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย ด้วยการอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ หรือหลอกลวงให้มีการกู้เงิน รวมทั้งหลอกลวงให้ลงทุนในธุรกิจ ด้วยวิธีการติดต่อโทร หรือผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ก่อนที่จะให้สแกนใบหน้าผ่านแอปพลิเคชัน Line ทั้งนี้ขอย้ำว่า กรณีการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขณะเดียวกันกรณีที่อ้างมีการแอบอ้างให้บริการสินเชื่อ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความน่าเชื่อถือของบริษัที่ให้บริการ รวมทั้งการให้รางวัล หรือโอนเงินบำนาญ หรือการทำธุรกรรมของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น ควรตรวจสอบจากหน่วยงานนั้นๆ โดยตรง และควรตระหนักเป็นอันดับแรกว่าการติดต่อโดยตรงจากเจ้าหน้าที่รัฐถึงประชาชน เป็นการติดต่อที่น่าสงสัย ดังนั้นขอให้สอบถามรายละเอียดให้แน่ชัดก่อนให้ข้อมูลส่วนบุคคล และการสแกนใบหน้า นอกจากนี้ควรตรวจสอบการลงทุนในธุรกิจต่างๆ อย่างรอบคอบ และติดต่อสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด หรือติดต่อผ่านทางสายด่วน AOC 1441 เพื่อยืนยันตรวจสอบข้อเท็จจริง นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดย กระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องหากประชาชนโดนหลอกออนไลน์ โทรแจ้งดำเนินการ ระงับ อายัดบัญชี AOC 1441แจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
TNN ช่อง16 • 28 ต.ค. 67
ดูเพิ่มเติม