รีเซต

ผลการค้นหา “商品房不办不动产证行吗” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
LPN ขยายแคมเปญ “พักหนี้ที่ LPN” รับแรงหนุนรัฐฯ- ลดภาระคนซื้อบ้าน ถึง 31 ก.ค.นี้
อ่าน

LPN ขยายแคมเปญ “พักหนี้ที่ LPN” รับแรงหนุนรัฐฯ- ลดภาระคนซื้อบ้าน ถึง 31 ก.ค.นี้

#ทันหุ้น - LPN พร้อมหนุนมติการต่อมาตรการภาครัฐ LTV, ลดค่าโอน - จดจำนอง ถึงกลางปี 2570 มุ่งช่วยลูกค้าลดแรงกดดันในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้านให้อยู่ก่อนผ่อนทีหลัง เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เดินหน้าขยายระยะเวลาแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2569 นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวว่า ภายหลังเปิดตัวแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN อยู่ก่อนผ่อนทีหลัง ไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนผู้สนใจเข้าชมโครงการและการสอบถามข้อมูลที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความพร้อมด้านรายได้ แต่ยังชะลอการตัดสินใจซื้อจากความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาที่อยู่อาศัยในการตัดสินใจซื้อเท่านั้น แต่กลับให้ความสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดและคำนึงถึงภาระผ่อนชำระในช่วงแรกมากขึ้น ดังนั้น จากมาตรการภาครัฐที่ขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย 2570 ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดต้นทุนในการซื้อบ้าน และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่ง LPN พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ จึงขยายแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN ต่อไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค. นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระทางการเงินของลูกค้าในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน และสร้างแรงขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของกำลังซื้อจริง นางสาวดารณี กล่าว สำหรับแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก่อน พร้อมรับการสนับสนุนภาระผ่อนชำระตามเงื่อนไขของบริษัทเป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ได้แก่ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ฟรีค่าส่วนกลาง และฟรีระบบโซลาร์เซลล์ (เฉพาะโครงการที่ร่วมรายการ) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นอยู่อาศัยได้อย่างครบวงจร โดยแคมเปญดังกล่าวครอบคลุมโครงการพร้อมอยู่จำนวน 21 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวในหลากหลายระดับราคา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อทุกกลุ่ม ซึ่งสามารถเข้าชมโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญได้ที่ https://www.lpn.co.th/stop-installment/index.php

ธนารักษ์เปิดฟีเจอร์ใหม่ D-Value รับรองสำเนาราคาประเมินที่ดินออนไลน์ ฟรีค่าใช้จ่าย
อ่าน

ธนารักษ์เปิดฟีเจอร์ใหม่ D-Value รับรองสำเนาราคาประเมินที่ดินออนไลน์ ฟรีค่าใช้จ่าย

#ทันหุ้น กรมธนารักษ์” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่การรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินทรัพย์สินออนไลน์ D-Value เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ชูแนวคิด“สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย” ส่งตรงผ่านอีเมล์ผู้ขอได้ภายใน 10 นาทีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการผลักดันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และลดต้นทุนการเข้ารับบริการของประชาชน กระทรวงการคลังจึงได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศผ่าน Engine 6 เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การสร้างคน การสร้างธุรกิจใหม่ การเสริมเงินทุน การเสริมเทคโนโลยี การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับภาครัฐให้เป็น Effective Governmentวันนี้ D-Value คือ หนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการบริการเดิมและอยู่ใน Effective Government ซึ่งเป็น Engine ตัวสุดท้ายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้รัฐเป็น Enabler ทำงานเร็ว โปร่งใส และ ใช้ Data AI เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้า เป็นตัวอย่างรูปธรรมของการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการทำงานในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินให้ทันสมัยและตอบโจทย์ยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น“D-Value มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องใช้ข้อมูลราคาประเมินทรัพย์สินในการประกอบธุรกรรมทางการเงินและใช้ประกอบการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ การทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงาน ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินที่ดินและห้องชุดแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล เลือกแปลงที่ต้องการ และรับเอกสารที่มีสถานะ “สำเนาถูกต้อง” ส่งตรงทางอีเมลได้ทันที โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ถือเป็นการยกระดับบริการของรัฐให้ทันสมัย สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง” นายเอกนิติ กล่าวนายอัครุตม์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมธนารักษ์ได้ปรับโฉมหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมด ให้ทันสมัยและใช้งานง่าย พร้อมชูฟังก์ชันเด่นคือ “การสืบค้นราคาประเมินที่ดินจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม” ทำให้ประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลจากการพิมพ์ชื่อสถานที่ ถนน หรือจุดสังเกตใกล้เคียง และการเลือกตำแหน่งแปลงที่ดินบนแผนที่ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องทราบเลขที่โฉนดหรือเลขที่ น.ส.3ก นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวบริการขอรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินที่ดินและห้องชุดออนไลน์เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย”สำหรับขั้นตอนการใช้งานประชาชนสามารถรับบริการได้ง่าย ๆ เพียง 4 ขั้นตอน1.เข้าใช้งานระบบฯ ด้วยการเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง2.สืบค้นข้อมูลราคาประเมิน โดยสามารถเลือกตำแหน่งจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด/เลขที่ น.ส. 3ก. สำหรับที่ดิน หรือกรอกชื่ออาคารชุดสำหรับห้องชุด3.ตรวจสอบรายการตามคำขอ และระบุอีเมล (e-mail) ที่ใช้ในการรับข้อมูล4.รับข้อมูลสำเนาบัญชีราคาประเมิน ที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ส่งตรงถึงอีเมลภายใน 10 นาที ซึ่งเอกสารนี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางราชการและประกอบธุรกรรมต่าง ๆ ได้ทันทีสำหรับการพัฒนาฟีเจอร์ของ D-Value ในครั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแบบไร้รอยต่อแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการขอเอกสารแบบเดิม และประหยัดค่าเดินทางให้กับประชาชน ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมธนารักษ์ในการขับเคลื่อนภารกิจให้ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานระบบได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ https://assessprice.treasury.go.th หรือแอปพลิเคชัน TRD Property Valuation บนอุปกรณ์เคลื่อนที่

SAM เปิดระบบแก้หนี้ด้วยตนเอง บน LINE OA ช่วยคนเป็นหนี้ต่ำแสน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”
อ่าน

SAM เปิดระบบแก้หนี้ด้วยตนเอง บน LINE OA ช่วยคนเป็นหนี้ต่ำแสน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SAM เปิดระบบแก้หนี้ด้วยตนเอง บน LINE OA ช่วยคนเป็นหนี้ต่ำแสน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แค่แอดไลน์ก็ปิดหนี้เองได้ครบจบทุกขั้นตอน พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทันทีบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ภายใต้บทบาท SAM Social AMC บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม เปิดตัวระบบ Smart Self Service บน LINE @samsocialamc ยกระดับการให้บริการลูกหนี้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ให้สามารถจัดการหนี้ได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ ครบทุกขั้นตอน เริ่มจากการตรวจสอบสิทธิ์ ลงทะเบียน ยืนยันตัวตน เลือกมาตรการและแผนการชำระหนี้ ไปจนถึงขั้นตอนการทำสัญญาและชำระเงินปิดบัญชีนางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ SAM กล่าวว่า การนำเทคโนโลยี Smart Self Service มาพัฒนาแพลตฟอร์ม LINE@samsocialamc ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถเลือกแนวทางจัดการภาระหนี้ด้วยตนเองได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ง่ายดาย ปลอดภัย และกลับมาตั้งต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี“เป้าหมายของ SAM คือ การทำให้การแก้ไขหนี้สามารถเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวอีกต่อไป และเป็นสิ่งที่ลูกหนี้ทุกคนสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยตนเองได้ ทั้งนี้ SAM เชื่อว่าเมื่อคนหนึ่งคนหลุดพ้นจากภาระหนี้สิน นั่นหมายถึงอีกหลายชีวิตในครอบครัวจะกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและเดินต่อไปได้อย่างแข็งแรง ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาว นารถนารี กล่าวเพิ่มเติมสำหรับขั้นตอนการจัดการหนี้ด้วยตนเองผ่านช่องทางไลน์ มีดังนี้ 1. เพิ่มเพื่อน LINE @samsocialamc เพื่อตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการใช้งาน โดยกรอกเลขบัตรประชาชน 2. ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนบัตรประชาชนและสแกนใบหน้า 3. ตั้งรหัสเข้าใช้งานและยืนยัน OTP 4. การเลือกแผนชำระหนี้ที่เหมาะสมตามความสามารถของตนเอง โดยมีให้เลือก 2 มาตรการที่ผ่อนปรน คือ มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ลดเงินต้นสูงสุด 50% และปิดบัญชีในทันที และ มาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” ลดเงินต้น 30% ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนได้นานสูงสุด 3 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่โครงการกำหนด 5. ตรวจสอบและลงนามสัญญา และ 6. ชำระเงินตามแผนชำระหนี้ที่ได้เลือกไว้โดยการสแกนผ่าน QR Code ทั้งนี้ ลูกค้าที่เลือกมาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” การเข้าร่วมโครงการช้าอาจส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนลดลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ เนื่องจากระยะเวลาการผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการฯSAM ขอให้ความเชื่อมั่นว่าการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านช่องทาง LINE @samsocialamc มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย อยู่ภายใต้มาตรฐานและสอดคล้องกับประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรื่องแนวทางในการระบุตัวตนและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ต้องเป็นลูกหนี้รายย่อยบุคคลธรรมดา ที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน เกินกว่า 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 รวมกันไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ บุคคลที่ถูกกำหนดอยู่ใน Sanction list ของ ปปง.โดบนับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลใน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCBอย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์เข้าร่วมโครงการด้วยตนเองผ่านช่องทางอื่นๆ ได้แก่ เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) www.bot.or.th/cleardebt และเว็บไซต์ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด www.sam.or.th เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน และหากลูกหนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนด ระบบจะลงทะเบียนการเข้าร่วมโครงการให้โดยอัตโนมัติทันที จากนั้นลูกหนี้จะได้รับการติดต่อผ่านทาง SMS จาก ธปท. และ SAM เพื่อยืนยันว่ามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขและสามารถเข้าร่วมโครงการได้ พร้อมระบุให้ลูกหนี้แอดไลน์ @samsocialamc หรือหากลูกหนี้ไม่สะดวกในการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SAM Contact Center 1443 กด 6 รวมทั้งติดตามข่าวสารได้ทาง FB บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท“ ปิดหนี้ไว ทำเองได้ ในไลน์ SAM ”เกี่ยวกับ SAM : บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนวิสัยทัศน์ : เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งรัฐ ที่มีบทบาทสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

AMA ปัดข่าวกว้านซื้อที่ดิน  ลั่นไม่มีเอี่ยวแลนด์บริดจ์
อ่าน

AMA ปัดข่าวกว้านซื้อที่ดิน  ลั่นไม่มีเอี่ยวแลนด์บริดจ์

#AMA #ทันหุ้น – AMA แจงชัด! ไม่เคยเข้าไปซื้อที่ดินในจังหวัดระนอง ชุมพร หรือพื้นที่ภาคใต้ ตามกระแสข่าวเชื่อมโยงโครงการ Land Bridge ยืนยันดำเนินธุรกิจหลักด้านโลจิสติกส์โดยตลอด ไม่มีนโยบายลงทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไร พร้อมย้ำข้อมูลตรวจสอบได้ โปร่งใส ลั่นไม่มีการถือหุ้นแทนบุคคลใดนายพิศาล รัชกิจประการ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาม่า มารีน จำกัด (มหาชน) หรือ AMA เปิดเผยว่า บริษัทประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งทางเรือและโลจิสติกส์มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ การขนส่งน้ำมัน เคมีภัณฑ์ สินค้าเหลว และการให้บริการโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของบริษัท@ยันไม่ซื้อที่ดินทั้งนี้ บริษัทขอยืนยันว่า ไม่เคยเข้าไปซื้อที่ดินในพื้นที่จังหวัดระนอง ชุมพร หรือพื้นที่ภาคใต้ตามที่มีกระแสข่าวกล่าวอ้าง โดยปัจจุบันบริษัทมีที่ดินในนามบริษัทที่ศรีราชา เพื่อใช้เป็นหน่วยงานซ่อมบำรุงรถ และรองรับการให้บริการขนส่งทางรถเท่านั้นสำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าบริษัทเข้าไปกว้านซื้อที่ดินกว่า 500 ไร่ เพื่อรองรับโครงการ Land Bridge นั้น บริษัทขอชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจาก AMA ไม่ได้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และไม่มีนโยบายกว้านซื้อที่ดินเพื่อเก็งกำไรจากโครงการของภาครัฐแต่อย่างใดส่วนประเด็นที่มีการเชื่อมโยงกับนักการเมือง หรือกระแสข่าวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดียนั้น บริษัทชี้แจงว่า การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กระบวนการกำกับดูแล มีหน่วยงานกำกับดูแล และมีการเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องอย่างครบถ้วน กรณีที่มีผู้ถือหุ้นดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่สามารถตรวจสอบได้@ชี้แจงข้อเท็จจริงนายพิศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า ลูกค้า และสาธารณชน จึงจำเป็นต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อบริษัท พร้อมยืนยันว่า บริษัทไม่มีการถือหุ้นแทนในนามบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และพร้อมให้ข้อมูลต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกระบวนการที่ถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้บริษัทขอยืนยัน นับตั้งแต่ AMA เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี 2559 จนถึงปัจจุบัน บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบธุรกิจโลจิสติกส์ครบวงจรมาโดยตลอด ไม่มีนโยบายหรือแนวทางเข้าไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือที่ดินในพื้นที่โครงการของรัฐตามที่มีกระแสข่าว โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถตรวจสอบได้ตามขั้นตอน และบริษัทยินดีเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

BAM ผนึก กทม. หนุนข้าราชการมีบ้าน ชูโปรพิเศษงาน BKK Housing Expo
อ่าน

BAM ผนึก กทม. หนุนข้าราชการมีบ้าน ชูโปรพิเศษงาน BKK Housing Expo

#ท้นหุ้น - BAM ผู้นำธุรกิจ AMC เดินหน้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มข้าราชการ จับมือกรุงเทพมหานคร (BKK) สนับสนุนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยคุณภาพ ผ่านโครงการ “ทรัพย์มหาชน พลัส” ภายในงาน “BKK Housing Expo” ระหว่างวันที่ 8-9 พฤษภาคมนี้ ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย -ญี่ปุ่น) ดินแดง พร้อมโปรโมชันพิเศษ จองเพียง 1,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ปีแรก ผ่อนเริ่มต้น 500 บาทต่อเดือน และไม่ต้องเช็คเครดิตบูโร วันนี้ (8 พ.ค. 69) ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจ (MOU) กับ กรุงเทพมหานคร หรือ BKK โดย รศ.ดร.มณฑล จันทร์แจ่มใส ประธานกรรมการบริหารสำนักงานพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงที่อยู่อาศัยของข้าราชการในสังกัดกรุงเทพมหานคร พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและสังคมดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กล่าวว่าภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ BAM ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ Business Partnership อย่างต่อเนื่อง ผ่านการจับมือกับกลุ่มลูกค้าข้าราชการ ซึ่งจะช่วยต่อยอดทรัพย์สินที่สร้างรายได้ให้กับ BAM และลดระยะเวลาการถือครองทรัพย์สินรอการขาย สำหรับความร่วมมือกับ BKK จะช่วยสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขยายฐานลูกค้า เพิ่มช่องทางและยอดขายจากการจำหน่ายทรัพย์ ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ คอนโดมิเนียม อาคารพาณิชย์ และที่ดินเปล่า นอกจาการลงนามในครั้งนี้ BAM ยังได้ขนทรัพย์สินรอการขายจำนวน 21,000 รายการ มูลค่ากว่า 32,000 ล้านบาท ผ่านโครงการทรัพย์มหาชน พลัส เพื่อบ้านของข้าราชการ จำหน่ายในงาน “BKK Housing Expo” ระหว่างวันที่ 8-9 พฤษภาคมนี้ ณ อาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย -ญี่ปุ่น) ดินแดง ในราคาทรัพย์ไม่เกิน5 ล้านบาท ซึ่งมีทำเลที่หลากหลายทั่วประเทศ พร้อมกันนี้ยังมอบโปรโมชันให้กับข้าราชการของ BKK ได้แก่ จองเพียง 1,000 บาท ดอกเบี้ย 0% ปีแรก ผ่อนเริ่มต้น 500 บาท/เดือน โดยไม่ต้องเช็คเครดิตบูโร รวมทั้งรับอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงินพันธมิตรสำหรับการลงนามในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวที่สำคัญของการเสริมสร้างศักยภาพความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยการผนึกความร่วมมือของทั้ง 2 องค์กร และในอนาคต BAM ยังมีแผนที่จะขยายความร่วมมือไปยังข้าราชการ รัฐวิสาหกิจอื่นๆ และพร้อมเดินหน้าในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อให้ทรัพย์สินรอการขายไม่เพียงแต่กลับมามีมูลค่า แต่ยังกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างโอกาสและผลตอบแทนให้กับทุกฝ่าย รวมทั้งมุ่งมั่นช่วยเหลือ 3,000 ครอบครัว ผ่านโครงการทรัพย์มหาชน พลัส ให้สามารถมีที่อยู่อาศัยจำนวนกว่า 10,000 คน เพื่อคนไทยทุกคนในการสร้างอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ทิพยประกันภัยร่วมมือKTC ปูพรมสาขาTIPขยายสินเชื่อพี่เบื้ม
อ่าน

ทิพยประกันภัยร่วมมือKTC ปูพรมสาขาTIPขยายสินเชื่อพี่เบื้ม

#TIP #KTC #ทันหุ้น ทิพยประกันภัย ผนึก KTC ขยายการเข้าถึงสินเชื่อรถแลกเงิน เคทีซี พี่เบิ้ม ผ่านเครือข่ายทิพยประกันภัย ทั่วประเทศดึงคนมีรถเข้าสู่สินเชื่อในระบบ ตั้งเป้า 500 ล้านบาทในปีนี้ นางสาวสุภาพ ประดับการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานด้านการขายและการตลาด 1 บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) หรือ TIP กล่าวว่า บริษัท และ เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน)ร่วมมือในการขยายช่องทางให้บริการสินเชื่อทะเบียนรถ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” ผ่านเครือข่ายตัวแทนประกันภัยทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างสะดวก ถูกต้อง และโปร่งใสมากขึ้น*นำร่องความร่วมมือความร่วมมือดังกล่าวจะเริ่มนำร่องผ่านสำนักงานตัวแทนทิพยประกันภัย และสำนักงานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) อีก 70 แห่ง รวมทั้งหมดกว่า 140 แห่งทั่วประเทศ ก่อนประเมินผล และขยายการให้บริการเพิ่มเติมการขยายช่องทางผ่านเครือข่ายตัวแทนทิพยประกันภัยที่มีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้ผู้ถือครองรถสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้สะดวกสบายมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการเสริมสภาพคล่องทางการเงินในช่วงเวลาจำเป็น โดยการพิจารณาสินเชื่อยังคงอยู่ภายใต้มาตรฐานการพิจารณา (credit underwriting) ของเคทีซี เพื่อบริหารความเสี่ยงและรักษาคุณภาพสินเชื่ออย่างเหมาะสมภายใต้รูปแบบความร่วมมือนี้ ตัวแทนประกันภัยจะทำหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์และรับคำขอสินเชื่อเบื้องต้น ก่อนส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบพิจารณาสินเชื่อของเคทีซี ขณะที่บริษัทจะสนับสนุนการอบรมและแนวทางการให้ข้อมูลแก่ตัวแทน เพื่อให้การนำเสนอผลิตภัณฑ์เป็นไปอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับลักษณะของสินเชื่อ*เป้าสินเชื่อใหม่ 500ล.นางสาวพิชามน จิตรเป็นธรรม ผู้บริหารสูงสุด สายงานสินเชื่อบุคคล เคทีซี กล่าวว่า ความร่วมมือกับทิพยประกันภัย สะท้อนกลยุทธ์ของเคทีซีในการขยายการเข้าถึงสินเชื่อ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรที่มีฐานลูกค้าอยู่ในชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นการขยายบริการทางการเงินผ่านเครือข่ายพันธมิตร ในรูปแบบ embedded finance หรือการนำบริการทางการเงินไปอยู่ในจุดที่ลูกค้าใช้งานอยู่แล้วช่วยลดข้อจำกัดด้านช่องทาง และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับประชาชนโดยเคทีซีตั้งเป้าสร้างยอดสินเชื่อใหม่จากโครงการนี้ประมาณ 500 ล้านบาทภายในสิ้นปีสำหรับ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” เป็นสินเชื่อทะเบียนรถที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ถือครองรถยนต์ โดยสามารถขอวงเงินได้สูงสุด 100% ของราคาประเมินรถ อนุมัติภายใน 1 ชั่วโมง รับเงินทันทีหลังได้รับอนุมัติ และไม่ต้องมีผู้ค้ำประกัน

“พฤกษา” ผนึก “LH Bank” เสริมแกร่งแคมเปญ “SEE YOU ศูนย์”
อ่าน

“พฤกษา” ผนึก “LH Bank” เสริมแกร่งแคมเปญ “SEE YOU ศูนย์”

#ทันหุ้น - พฤกษา ผนึก LH Bank ยกระดับแคมเปญฮอต “SEE YOU ศูนย์” เริ่มต้นด้วย “0” ครบทุกจังหวะสำคัญ ตั้งแต่วันจอง วันโอน จนถึงวันเข้าอยู่ เพื่อทำให้การมีบ้านเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น ครอบคลุมทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าใจกลางเมือง ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.39 ล้าน ตั้งเป้ากระตุ้นดีมานด์คนอยากมีบ้านให้เป็นจริง พิเศษ! ตั้งแต่วันนี้ - 31 มีนาคม นี้เท่านั้น นายธีระ ทองวิไล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แคมเปญ “SEE YOU ศูนย์” คือกลยุทธ์เชิงรุกที่พฤกษาตั้งใจผลักดันตลาดอสังหาริมทรัพย์ต้นปีให้กลับมาคึกคัก พร้อมสร้าง “โอกาสจริง” ให้คนไทยได้เป็นเจ้าของบ้านคุณภาพ โดยร่วมมือกับ LH เพื่อช่วยลดภาระค่างวดช่วงเริ่มต้น ทำให้วางแผนการเงินได้สบายขึ้น พิเศษยิ่งขึ้น พฤกษายังมอบ “ส่วนลดจากโครงการ” เพิ่มเติม คิดมูลค่าเทียบเท่าผ่อนล้านละ 2,500 บาทต่อเดือน นาน 24 เดือน เพื่อช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายช่วงแรกของการมีบ้าน ลูกค้าจึงได้รับสิทธิประโยชน์ 2 ต่อเต็มรูปแบบ ทั้งค่างวดเริ่มต้นต่ำจากสินเชื่อพิเศษ และส่วนลดเพิ่มเติมจากพฤกษาที่ช่วยลดภาระจริงในช่วงสำคัญของชีวิต ทำให้การเริ่มต้นชีวิตในบ้านใหม่…เบาสบายและเป็นไปได้จริงด้าน นายพีรพัฒน์ เกษบุญชู ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มลูกค้ารายย่อย ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank กล่าวว่า ธนาคารมีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “SEE YOU ศูนย์” เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าสามารถวางแผนเป็นเจ้าของบ้านได้อย่างเหมาะสม โดย LH Bank มอบโปรโมชันพิเศษ สินเชื่อบ้านใหม่ HOME 1st CLASS อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยเริ่มต้น 3 ปีแรก เพียง 2.66% ต่อปี** ผ่อนต่ำเริ่มต้น ล้านละ 2,500 บาทต่อเดือนในช่วง 2 ปีแรก โดยธนาคารยังสนับสนุนวงเงินกู้สูงสุด 100% และผ่อนนานสูงสุด 30 ปี พร้อมรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมผ่านแอปพลิเคชัน LHB You โดยลูกค้าที่สนใจสามารถยื่นคำขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้ – 31 มี.ค. 2569 และจดจำนองภายในวันที่ 31 มี.ค. 2569 ลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์สินเชื่อบ้าน สามารถติดตามโปรโมชันและศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.lhbank.co.th หรือ LH Bank ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ LH Bank Call Center โทร. 1327 หรือ Family Banking Contact Center โทร. 0 2491 1999สำหรับความพิเศษของแคมเปญ “SEE YOU ศูนย์” เริ่มตั้งแต่ จองเริ่ม 0 บาท*, ค่าส่วนกลางเริ่ม 0 บาท (ฟรีส่วนกลางสูงสุด 36 เดือน*), ค่าโอนเริ่ม 0 บาท* (ฟรีทุกค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์), รับส่วนลดสูงสุดเทียบเท่าค่าผ่อน 24 เดือน* ให้ลูกค้าเริ่มต้นเหมือนจ่าย 0 บาท* ความพิเศษนี้ยังรวมไปถึงส่วนลดสูงสุดถึง 7.5 ล้านบาท* พร้อมสิทธิพิเศษอื่น ๆ อีกมากมาย

ธอส. จัด 5 พันล้าน เปิด “สินเชื่อ S-em 69” หนุนอาชีพอิสระมีบ้าน
อ่าน

ธอส. จัด 5 พันล้าน เปิด “สินเชื่อ S-em 69” หนุนอาชีพอิสระมีบ้าน

#ทันหุ้น ทุกอาชีพมีทางออก ธอส. ใจดีเตรียมวงเงิน 5,000 ล้านบาท มีบ้านในฝันได้ง่าย ๆ กับสินเชื่อบ้าน S-em (Self employee) ปี 2569 ผ่อนเริ่มต้นเพียงล้านละ 4,200 บาท เท่านั้นธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)จัดสรรวงเงิน5,000ล้านบาทสนับสนุนผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือผู้ประกอบการรายย่อยอาทิค้าขายคนขับแท็กซี่ฟรีแลนซ์หรือผู้รับจ้างทั่วไปที่ปัจจุบันไม่มีประวัติการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัยกับธอส.ให้มีบ้านในฝันเป็นของตนเองได้ง่ายๆกับ“โครงการสินเชื่อบ้านS-em (Self Employee)ปี2569”สำหรับกู้เพื่อซื้อปลูกสร้างไถ่ถอนจำนองจากสถาบันการเงินอื่นหรือชำระหนี้พร้อมไถ่ถอนจำนองโดยให้วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อรายต่อหลักประกัน อัตราดอกเบี้ย ปีที่ 1 – 2 เพียง 3.75% ต่อปี ปีที่ 3 – 5 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี ผ่อนชำระเงินงวดเริ่มต้นเพียงล้านละ 4,200 บาท พิเศษ ฟรี!! ค่าประเมินราคาหลักประกันมูลค่า 1,900 – 2,800 บาท ทั้งนี้สินเชื่อบ้านS-emเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนบทบาทธอส.สู่Beyond Housing Bank :มากกว่าการปล่อยกู้คือเพื่อนคู่คิดเรื่องบ้านที่อยู่เคียงข้างกันตั้งแต่วันแรกของการมีบ้านดูแลลูกค้าและเติบโตไปด้วยกันผู้ที่สนใจยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันนี้อนุมัติและทำนิติกรรมภายในวันที่29มกราคม2570สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่G H Bank Call Centerโทร.0-2645-9000หรือFacebook Fanpageธนาคารอาคารสงเคราะห์และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่G H Bank Social Mediaทุกช่องทาง

รวมแหล่งกู้สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง
อ่าน

รวมแหล่งกู้สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง

เจาะลึก 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 อนุมัติไว ไม่ต้องเสี่ยงหนี้นอกระบบ ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน การมองหาช่องทางเสริมสภาพคล่องด้วยการกู้สินเชื่อถูกกฎหมาย กลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกแหล่งเงินทุนที่เชื่อถือได้ อนุมัติไว และถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณก้าวผ่านวิกฤตทางการเงินในปี 2569 ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบที่อันตราย สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมายคืออะไร สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย คือ บริการทางการเงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) โดยมีลักษณะเด่นคือการระบุอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน โปร่งใส มีหลักฐานการชำระเงินที่ตรวจสอบได้ และดอกเบี้ยต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้มั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมตลอดอายุสัญญา 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยทางการเงินที่วางใจได้ ในปี 2569 นี้มีแหล่งเงินทุนถูกกฎหมายที่ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อที่เน้นความอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนไปจัดการภาระต่าง ๆ จุดเด่นคือไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน การพิจารณาจะดูจากฐานรายได้และความมั่นคงทางการเงินเป็นหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ขอได้สะดวกขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ 2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนมีรถแต่ไม่อยากจอดรถทิ้งไว้ เพียงใช้เล่มทะเบียนรถเป็นหลักประกันในการกู้สินเชื่อ ก็สามารถรับเงินสดไปหมุนเวียนได้ทันที โดยที่คุณยังคงมีรถไว้ขับไปทำงานหรือประกอบอาชีพตามปกติ ที่สำคัญคืออาชีพอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือนก็สามารถยื่นขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ไม่ยาก 3. บัตรกดเงินสด เป็นวงเงินสำรองพร้อมใช้ที่เน้นความคล่องตัวสูง เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้วคุณสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM หรือโอนเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีคือคิดดอกเบี้ยตามยอดที่ใช้จริง และเมื่อชำระคืน วงเงินก็จะหมุนเวียนกลับมาให้คุณใช้ใหม่ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน 4. สินเชื่อที่ดินแลกเงิน สินเชื่อสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำโฉนดมาเป็นหลักประกันแลกเงินก้อน วิธีนี้มักจะได้วงเงินที่ค่อนข้างสูงและดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อบางประเภท แต่อยากให้พิจารณาเป็นทางเลือกท้าย ๆ หากที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวของคุณ 5. สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ นวัตกรรมการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัลที่สุด เพราะสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้ 100% บางผู้ให้บริการทราบผลอนุมัติไวมากภายใน 10-30 นาที ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณาแทนเอกสารกระดาษ ทำให้ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ยากมีโอกาสได้รับเงินทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ข้อควรระวังที่ต้องรู้ แม้จะเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย แต่การกู้สินเชื่อก็มีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อสุขภาวะทางการเงินที่ดี ตรวจสอบผู้ให้บริการ: ก่อนตัดสินใจสมัคร ควรตรวจสอบรายชื่อแอปพลิเคชันหรือสถาบันการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยเสมอเพื่อป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้าง ประเมินความสามารถในการชำระ: ไม่ควรกู้เกินกำลังรายได้ที่มี เพราะภาระหนี้ที่สูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเครดิตในระยะยาว อ่านสัญญาให้ละเอียด: ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝงต่าง ๆ ให้แน่ใจว่าถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ก่อนกดยืนยัน ผู้เชี่ยวชาญจาก Promise เน้นย้ำถึงการกู้สินเชื่ออย่างปลอดภัยว่า ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ พร้อมทั้งควรประเมินรายได้เพื่อไม่ให้กู้เกินกำลังจนกระทบต่อเครดิตในระยะยาว และที่สำคัญต้องตรวจสอบรายละเอียดสัญญา อัตราดอกเบี้ย รวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนกดยืนยันเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับเงื่อนไขที่เป็นธรรม สรุปบทความ การเลือกใช้บริการทางการเงินจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในปี 2569 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจัดการปัญหาการเงินมีความมั่นคงและปลอดภัย การเข้าถึงสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือด้วยเงื่อนไขที่ชัดเจนและเป็นธรรม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่สะดวกทั้งรูปแบบสาขาหรือแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำเตือน: ควรเลือกกู้เงินจากแหล่งที่ถูกกฎหมายและตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์แบงก์ชาติทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้และกู้เท่าที่จำเป็น เพื่อรักษาเครดิตทางการเงินและป้องกันปัญหาหนี้สินเกินตัวในอนาคต

MMM เสิร์ฟข่าวดีต้นปี คว้าโปรเจ็กต์ 126 ล้าน
อ่าน

MMM เสิร์ฟข่าวดีต้นปี คว้าโปรเจ็กต์ 126 ล้าน

#MMM #ทันหุ้น – MMM จรดปากกาเซ็นสัญญาบริหารงานขายเฟส 2 ให้ BLESS ลุยปิดดีลโครงการทาวน์โฮมโฮมออฟฟิศ มูลค่ารวม 126 ล้านบาท เจาะทำเลวงแหวน–ลำลูกกา ตั้งเป้าปิดการขายครึ่งปีแรก 2569 หนุนยอดโค้งแรกโตสนั่นนายสุริยา วงศ์สิทธิชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เปิดเผยว่า บริษัทร่วมลงนามสัญญาบริหารงานขายกับ บริษัท เบล็ส เเอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS โดย MMM เข้าไปดูแลบริหารงานขาย เฟส 2 ในโครงการทาวน์โฮม และ โฮมออฟฟิศ 3 ชั้น จำนวน 36 ยูนิต คิดเป็น มูลค่ารวม 126 ล้านบาท บนทำเลศักยภาพวงแหวน–ลำลูกกา ซึ่งโครงการดังกล่าวถือว่าเป็นโครงการต่อเนื่อง หลังจากที่ให้ MMM เข้าไปบริหารงานขาย BLESS ในเฟสแรกในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา จนประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าเป็นจำนวนมาก โดยภายหลังที่ได้มีการ เซ็นสัญญาในครั้งนี้ทาง MMM จะวางกลยุทธ์ในการบริหารการขายทันที และคาดว่าจะสามารถปิดการขายได้หมดภายในครึ่งปีแรก 2569 นี้ ซึ่งจะหนุนให้ยอดขายในไตรมาส 1/2569 เติบโตอย่างต่อเนื่องโชว์จุดแข็ง  “ด้วยจุดแข็งของ MMM ทั้งด้านเครือข่าย Agent และทีมการตลาด ที่สามารถขยายช่องทาง การเข้าถึงลูกค้าได้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถปิดการขายได้รวดเร็วและสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ขณะเดียวกันด้วยศักยภาพการเลือกทำเลที่มีดีมานด์ของผู้อยู่อาศัยจริง จึงเป็นตัวเร่งขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ รวมถึงการวางแผนบริหารสต๊อกได้อย่างรอบคอบให้เพียงพอในการขายช่วง 9 เดือนข้างหน้าต่อจากนี้ ที่สำคัญบริษัท จะไม่ได้รับสต๊อกเพิ่มเกินกว่าแผนการขายของบริษัท เพื่อเป็นการคุมความเสี่ยง  ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวจึงทำให้ MMM ประสบความสำเร็จ สะท้อนถึงการสร้างรายได้ในปี 2569 ที่จะมีอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง” นายสุริยา กล่าวอย่างไรก็ตาม บริษัทมองตลาดอสังหาริมทรัพย์แนวราบยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ ซึ่งมีดีมานด์สูงขึ้น สอดรับกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตในยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและพื้นที่รองรับการทำงานที่บ้าน (Work from Home) รวมถึงการทำธุรกิจ ในรูปแบบออนไลน์ ดังนั้นมองว่าทาวน์โฮม และโฮมออฟฟิศ จึงกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ ในการปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้ตามความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคในยุคปัจจุบันส่องอสังหานายสุริยา กล่าวต่อว่า ภาพรวมอสังหา ในปี 2569 นี้ เป็นปีแห่งการปรับสมดุล เพื่อรักษา  สถานภาพทางธุรกิจ ดังนั้นจะเห็นการเปิดตัวโครงการใหม่น้อยลง ขณะที่ผู้พัฒนาอสังหา โดยเฉพาะ รายกลาง - รายเล็ก ที่ต้องการระบายสต๊อก จะเข้ามาให้ MMM ช่วยบริหารงานขายมากยิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการรอเซ็นสัญญา และอยู่ระหว่างการเจรจา ในการเข้าไปบริหารการขายให้ผู้ประกอบการอสังหาภายในปีนี้อีกหลายราย 

‘มีที่ มีเงิน’อัดสินเชื่อ5พันล. ดันขายฝากพยุงเอสเอ็มอี
อ่าน

‘มีที่ มีเงิน’อัดสินเชื่อ5พันล. ดันขายฝากพยุงเอสเอ็มอี

#มีที่มีเงิน #ทันหุ้น - จากโปรดักต์ช่วยโควิดของออมสิน สู่ Non-Bank เชิงพาณิชย์ที่วางตัวเป็นสะพานเชื่อมระบบการเงิน ปี 2569 “มีที่ มีเงิน” เร่งขยายพอร์ตทะลุ 1 หมื่นล้านบาท เจาะ SME ที่ธนาคารไม่รับ ดันขายฝาก–อสังหาริมทรัพย์เป็น Growth Engine ท่ามกลางโจทย์คุมความเสี่ยงลูกค้าเปราะบางตลาด Non-Bank ของไทย ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เติบโตจากปัจจัยเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักรเศรษฐกิจ กล่าวคือ ไม่ได้ขยายตัวเพราะเศรษฐกิจฟื้น แต่เติบโตจากข้อจำกัดของระบบธนาคารพาณิชย์ที่ยังคงเข้มงวดด้านสินเชื่อ โดยเฉพาะต่อกลุ่ม SME รายเล็ก–กลาง ธุรกิจครอบครัว และผู้ประกอบการภูมิภาคที่มีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน แต่ขาดเอกสารรายได้หรือประวัติเครดิตตามเกณฑ์ธนาคาร ส่งผลให้ Non-Bank เข้ามาทำหน้าที่ “เติมช่องว่าง” ระหว่างสินเชื่อธนาคารกับหนี้นอกระบบอย่างชัดเจนหนึ่งในผู้เล่นที่สะท้อนบทบาทดังกล่าวคือ บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ซึ่งพัฒนามาจากผลิตภัณฑ์สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการของธนาคารออมสินในช่วงวิกฤติโควิด-19 ก่อนถูกแยกออกมาตั้งเป็นบริษัท (Spin-Off) เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงานหลังวิกฤติคลี่คลาย โครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย ธนาคารออมสิน 49% ทิพยประกันภัย 31% และบางจาก 20% ทำให้บริษัทมีฐานเงินทุนมั่นคง แต่สามารถดำเนินธุรกิจในฐานะ Non-Bank เชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ไม่อยู่ภายใต้กรอบรัฐวิสาหกิจ และยังคงยึดมั่นหลักธรรมาภิบาลตามนโยบายของผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งหมด** ปิดช่องว่างหนี้นอกระบบนายอภิชาติ อรรฆย์ฐากูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า จุดตั้งต้นของ “มีที่ มีเงิน” คือการ ปิดช่องว่างระหว่างธนาคารกับหนี้นอกระบบ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินแต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ และมีความเสี่ยงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึง 20–30% ต่อปีนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการภายใต้ออมสินจนถึงการดำเนินงานในรูปบริษัท “มีที่ มีเงิน” มียอดปล่อยสินเชื่อสะสมแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท โดยคาดว่าปลายปี 2568 พอร์ตสินเชื่อคงค้างจะอยู่ที่ประมาณ 7,500 ล้านบาท จากฐานลูกค้า 2,000–3,000 ราย  วงเงินปล่อยสินเชื่อตั้งแต่ 1-50 ล้านบาทต่อราย กลุ่มลูกค้าครอบคลุมตั้งแต่ร้านค้ารายย่อย ที่มีวงเงินสินเชื่อเฉลี่ย 3 ล้านบาทต่อราย ไปจนถึงผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์  โดยโครงสร้างพอร์ตหลักมาจากกลุ่มซื้อมาขายไปประมาณ 50% กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ 30% และกลุ่มขายฝาก ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสำหรับในปี 2569 บริษัทวางเป้าหมายเชิงรุก โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่ 5,000 ล้านบาท โดยมีพอร์ตสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 ล้านบาท  จากสิ้นปีนี้ที่มียอดปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 3,000 ล้านบาท ของพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 7,000ล้านบาท โดยมีกลยุทธ์หลักคือการขยายสินเชื่อในกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่สามารถรองรับได้ โดยเฉพาะผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายกลาง–เล็ก กลุ่มหอพักและอพาร์ตเมนต์เก่า รวมถึงโรงแรมที่ต้องใช้เงินลงทุนเพื่อปรับปรุงทรัพย์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีสัดส่วนรวมกันราว 60% ของพอร์ตใหม่** เข้าถึงแหล่งเงินทุนหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของปี 2569 คือการผลักดัน สินเชื่อขายฝาก ให้กลายเป็นเครื่องมือหลักในการเติบโต โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนจากปัจจุบันราว 5% เป็น 10–20% ของพอร์ตสินเชื่อรวม ผู้บริหารมองว่าขายฝากเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ในระบบการเงินไทย เนื่องจากผู้กู้จำนวนมากยังคงอยู่ในตลาดนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ “มีที่ มีเงิน” อุดช่องว่าง เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเข้าถึงแหล่งเงินทุน  โดยการเข้าไปทำหน้าที่รับรีไฟแนนซ์ขายฝาก ด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 9.99% ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีความสามารถในการชำระหนี้ได้มากขึ้น สามารถลดเงินต้น และลดความเสี่ยงการสูญเสียทรัพย์สินของผู้ประกอบการในเชิงการแข่งขัน จุดต่างสำคัญของ “มีที่ มีเงิน” เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ คือ ความยืดหยุ่นและความเร็วโดยลูกค้าไม่ต้องจัดทำแผนธุรกิจ  ไม่กำหนดเงื่อนไขการเบิกเงินกู้ สามารถเลือกตรวจหรือไม่ตรวจเครดิตบูโรก็ได้ และสามารถชำระเงินค่างวดสูงกว่าที่กำหนดได้โดยไม่มีค่าปรับ  โดยไม่จำเป็นต้องใช้สถานประกอบการเป็นหลักประกัน แต่สามารถใช้ที่ดินหรือทรัพย์สินอื่นที่ไม่ได้ใช้งานเป็นหลักประกันได้ และใช้ราคาประเมินราชการเพื่อเร่งการอนุมัติ ซึ่งใช้เวลาเพียง 3–7 วัน ช่วยให้ SME เข้าถึงเงินทุนโดยไม่สะดุดต่อการดำเนินธุรกิจนอกจากนี้ในปี 2569 บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้า โดยมุ่งเน้นขยายฐานลูกค้าโดยตรงผ่านเครือข่ายพันธมิตรภาคธุรกิจเอกชน โดยเฉพาะสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทยและหอการค้าประจำจังหวัด  สมาคมธุรกิจทั่วประเทศ เพื่อยกระดับภาพลักษณ์จาก “โครงการช่วยเหลือ” สู่ Non-Bank เชิงธุรกิจเต็มรูปแบบ

MMM ดีเดย์เข้าเทรด mai ชูผู้นำ “นายหน้าอสังหามือ 1 รายแรกในตลท.”
อ่าน

MMM ดีเดย์เข้าเทรด mai ชูผู้นำ “นายหน้าอสังหามือ 1 รายแรกในตลท.”

#ทันหุ้น - บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การให้บริการที่ปรึกษา ด้านการขายและการตลาดแก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ และซื้อขายอสังหาฯ แบบครบวงจร ระดับชั้นนำของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่คิด นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ซึ่งสะท้อนถึงธุรกิจในรูปแบบการเป็น “โบรกเกอร์ อสังหาริมทรัพย์” ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของทุกกลุ่มเป้าหมายได้ทุกมิติ โดยมีเครือข่ายนายหน้าอิสระขนาดใหญ่เข้าถึงกลุ่มลูกค้า รวมทั้งยังสามารถขยายพอร์ตโครงการได้หลากหลาย ควบคุมต้นทุน กระจายความเสี่ยงได้ดี ผ่านการให้บริการ ทั้ง 3 รูปแบบ 1.ที่ปรึกษางานขายโครงการ (BU1) โดยเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงผู้เดียวให้กับเจ้าของโครงการ 2.การบริหารงานขายโครงการ (BU2) เป็นตัวแทนขายและรับประกันการขายแต่เพียงผู้เดียว และให้บริการบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ (Hybrid) และ 3.การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ (BU3) ภายใต้กลยุทธ์ทางการตลาด ที่วางโมเดลธุรกิจเพื่อสร้างความแตกต่างจากกลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการประเภทเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่เปรียบเสมือนการเป็น “มินิมาร์ท อสังหาริมทรัพย์”นางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล หรือ MMM เปิดเผยว่า วันนี้ (7 พ.ย.68) บริษัทฯ ได้นำหุ้น MMM เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ เป็นวันแรก หลังจากที่บริษัทฯ ได้มีการเสนอขายหุ้นสามัญให้กับประชาชนทั่วไป (PO) จำนวน 64.2 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 5.50 บาท ระหว่างวันที่ 28 – 30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุน สะท้อนความเชื่อมั่นในพื้นฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และศักยภาพการเติบโตในอนาคต สู่การเป็นผู้นำในด้านการเป็นผู้ให้บริการด้านตัวแทนการายอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจรตามวิสัยทัศน์ที่วางไว้ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น ที่สำคัญ MMM ถือได้ว่าเป็นบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่ดำเนินธุรกิจเป็นตัวแทนขายที่อยู่อาศัยประเภทบ้าน และ คอนโดมิเนียม มือ 1 รายแรก ที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในนามของคณะผู้บริหาร MMM ขอขอบคุณนักลงทุนที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนหุ้น MMM การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญ และความสำเร็จของบริษัทฯ ในการนำร่องของการเป็นหลักทรัพย์ตัวแรกในตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ที่ย้ายเข้าสู่กระดาน mai ซึ่งเป็นการสร้างโอกาส สู่การต่อยอดในอนาคต และเป็นการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทางธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน รวมถึงยังเป็นการช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับบริษัทฯ เพื่อขยายการลงทุน อีกด้วย และเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ กลุ่มนางสาวณิชา และนายสุริยา ที่ถือหุ้นรวมกัน จำนวนหุ้น 219,997,900 หุ้น หรือคิดเป็น 73.33% ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญ นอกจากติด Silent Period ตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ กำหนดห้ามขายหุ้นแล้ว สำหรับหุ้นส่วนที่เหลือทางกลุ่มก็จะไม่ขายหุ้นโดยสมัครใจ (Lock Up) ทั้งหมด 100% เป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มทำการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ maiทั้งนี้ สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุน จำนวน 287.10 ล้านบาท บริษัทฯ เตรียมนำไป ขยายพอร์ตธุรกิจทั้ง 3 รูปแบบการให้บริการ ได้แก่ ธุรกิจที่ปรึกษางานขายโครงการ (BU1) บริหารงานขายโครงการ (BU2) บริการแบบ Hybrid รวมถึงการลงทุน ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการซื้อขาย (BU3) และช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและพัฒนาโครงการในอนาคต เพื่อสร้างโอกาสการ ต่อยอดในการขยายพอร์ตโครงการที่หลากหลายมากขึ้น โดยบริษัทฯ วางแผนสร้างการเติบโต อย่างก้าวกระโดด ผ่านการขยายการลงทุนใน 3 รูปแบบธุรกิจล่าสุด บริษัทฯ รายงานตัวเลขผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก 2568 มีรายได้จากการขาย และบริการรวม 561.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171.51% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา(YoY) ขณะที่กำไรสุทธิ 102.99 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 155.84%(YoY) คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 18.33% สะท้อนถึงศักยภาพการบริหารธุรกิจท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันด้าน นางสาวเดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวตอกย้ำว่า “MMM” จัดเป็นหุ้น Growth Stock และ Dividend Stock ที่มีการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้จุดเด่นและความแตกต่าง ด้วยโมเดลธุรกิจ “มินิมาร์ท อสังหาฯ” รวมถึงความโดดเด่น ในการเลือกอสังหาริมทรัพย์พร้อมขายที่มุ่งเน้นความต้องการของตลาด ที่กระจายความเสี่ยงผ่านการบริหารโครงการที่หลากหลาย ทั้งประเภทที่อยู่อาศัยบ้าน และคอนโดมิเนียม รวมถึงทำเลที่ตั้ง มีอำนาจการต่อรอง สามารถควบคุมต้นทุน จนทำให้มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี และภายใต้กลยุทธ์การทำการตลาดผ่านเครือข่ายนายหน้าอิสระขนาดใหญ่ ด้วยค่าตอบแทน Margin-Based Commission ทำให้นายหน้าอิสระสามารถปรับกลยุทธ์การขายและการตลาด ได้ตรงต่อความต้องการของลูกค้า จนสามารถปิดการขายและขยายฐานลูกค้า ได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด และจ่ายปันผลได้อย่างสม่ำเสมอ จึงยิ่งตอกย้ำถึงการน่าลงทุนในหุ้นดังกล่าวขณะที่ นางสาวพัชพร สรรคบุรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 1 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “MMM” มี Business Model ที่โดดเด่น ภายใต้การดำเนินธุรกิจนายหน้ารูปแบบใหม่ สามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี เนื่องจากบริษัทฯ ไม่มีภาระดอกเบี้ยจากต้นทุนพัฒนาโครงการ โดยใช้กลยุทธ์ Leverage เพื่อขยายพอร์ตสินทรัพย์สำหรับขายได้ในวงกว้าง และมี Cash Cycle ต่ำ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน สะท้อนถึงศักยภาพการทำกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ภายหลังจากที่บริษัทฯ แจ้งงบผลการดำเนินงาน งวด 9 เดือนแรก ส่งผลให้บริษัทฯ มีอัตราส่วนสภาพคล่องที่ 7.22 เท่า และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) ที่ร้อยละ 68.80 อัตราผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (ROA) ที่ร้อยละ 59.29 และหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนผู้ถือหุ้น (IBD/E) ที่ 0.03 เท่า ซึ่งราคาเสนอขายหุ้น PO ที่ 5.50 บาท จะมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price To Earnings Ratio: P/E) จากเดิมที่ระบุในหนังสือชี้ชวนที่ 13.41 เท่า จะลดลงเหลือ 11.50 เท่า ดังนั้นเชื่อว่าจากทิศทางดังกล่าวจะส่งผลเชิงบวกต่อบริษัทฯ และจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุน

ธอส.ออกสินเชื่อเพื่อคนพิการดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 2.25%
อ่าน

ธอส.ออกสินเชื่อเพื่อคนพิการดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 2.25%

#ทันหุ้น ธอส. ร่วมสร้างความเท่าเทียม ให้ทุกคนมีบ้านอย่างมั่นคง จัดทำ “โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อคนพิการ ปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 2.25% ต่อปีธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่มั่นคงให้กับลูกค้ากลุ่มเปราะบาง เนื่องในวันคนพิการแห่งชาติ ประจำปี 2568 วันที่ 8 พฤศจิกายน 2568 สร้างโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยจัดทำ “โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อคนพิการ ปี 2568” อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 2.25% ต่อปี ปีที่ 4 – 10 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี ปีที่ 11 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR-1.50% ต่อปี (ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ย MRR ธอส. เท่ากับ 6.245% ต่อปี) สำหรับผู้พิการที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน การสื่อสาร การเคลื่อนไหว หรือทางร่างกาย ที่มีบัตรประจำตัวคนพิการและต้องมีความสามารถในการทำนิติกรรมสัญญาสามารถกู้ครอบคลุมทุกวัตถุประสงค์สำหรับที่อยู่อาศัยระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทต่อหลักประกัน ฟรีค่าประเมินราคาหลักประกัน (1,900 – 2,800 บาท) และค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนการจำนอง 1% ของวงเงินจำนอง เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับคนพิการอย่างเท่าเทียมมากขึ้นผู้ที่สนใจยื่นขอสินเชื่อผ่าน Application : GHB ALL GEN, Website : www.ghbank.co.th และทุกสาขาทั่วประเทศได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

MMM ปิดจอง PO เตรียมเทรด mai 7 พ.ย. ย้ำผถห.ใหญ่ Lock Up 100%
อ่าน

MMM ปิดจอง PO เตรียมเทรด mai 7 พ.ย. ย้ำผถห.ใหญ่ Lock Up 100%

#ทันหุ้น - บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล หรือ MMM ผู้ให้บริการด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์อย่างครบวงจร ปิดจองซื้อหุ้น PO จำนวน 64.2 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.50 บาท   เตรียมลงสนามเทรด mai 7 พ.ย.นี้ สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพทางธุรกิจ พร้อมนำเงินที่ได้จากการระดมทุน 287.10 ล้านบาท สร้างโอกาสการเติบโตของผลการดำเนินงานอย่างยั่งยืนนางสาวพัชพร สรรคบุรานุรักษ์ กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวาณิชธนกิจ 1 บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ “MMM” เปิดเผยว่า หุ้น MMM เตรียมเข้าซื้อขาย ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เป็นวันแรกในวันที่ 7 พฤศจิกายนนี้ หลังจากเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นสามัญทั่วไป (PO) จำนวนไม่เกิน 64.2 ล้านหุ้น ของ “MMM” ระหว่างวันที่28-30 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยราคาที่กำหนด 5.50 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (Price To Earnings Ratio: P/E) ประมาณ13.41 เท่า“MMM” จัดเป็นหนึ่งในผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การให้บริการที่ปรึกษา ด้านการขายและการตลาดแก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ และซื้อขายอสังหาฯ ที่ชูจุดเด่นการวางตำแหน่งของบริษัทฯ เป็น “มินิมาร์ทอสังหาฯ” และภายใต้โมเดลธุรกิจนี้ ถือเป็นธุรกิจที่สร้างความแตกต่างจากกลุ่มธุรกิจผู้ประกอบการประเภทเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยความโดดเด่น ในการเลือกอสังหาริมทรัพย์พร้อมขายที่มุ่งเน้นความต้องการของตลาด การกระจายความเสี่ยงผ่านการบริหารโครงการที่หลากหลายทั้งในด้านประเภทและทำเลที่ตั้ง ผนวกกับการสร้างอำนาจการต่อรองเพื่อควบคุมต้นทุนและกลยุทธ์การทำการตลาดผ่านเครือข่ายนายหน้าอิสระขนาดใหญ่ทำให้ “MMM” สามารถปิดการขายและขยายฐานลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ MMM สร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง และมีศักยภาพที่แข็งแกร่งในการต่อยอดการเติบโตในอนาคตด้านนางสาวเดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ตอกย้ำว่า “MMM” เป็นหุ้นที่มีพื้นฐานทางการเงินแข็งแกร่ง เป็นธุรกิจที่มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่สูง ไม่มีภาระดอกเบี้ยจากต้นทุนพัฒนาโครงการ ไม่มีต้นทุนพัฒนาโครงการ ประกอบกับศักยภาพการทำกำไรสูง จากการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายเพิ่มอำนาจในการต่อรองได้ราคาทรัพย์ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ MMM ยังมีทรัพย์ให้เลือกหลายหลาย และสามารถปรับให้ตรงต่อความต้องการตลาดเสมือน “มินิมาร์ท อสังหาริมทรัพย์” ที่สำคัญบริษัทมีการบริหารการตลาดผ่านเครือข่ายนายหน้าอิสระ ซึ่งเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย และสามารถ ปิดการขายได้รวดเร็ว อีกทั้งธุรกิจของบริษัทยังมีโอกาสเติบโตที่ชัดเจน จากแผนขยายธุรกิจ และการขยายฐานลูกค้าภายหลังการระดมทุน และเพื่อแสดงถึงความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้น ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ กลุ่มนางสาวณิชา และนายสุริยา ที่ถือหุ้นรวมกัน จำนวนหุ้น 219,997,900 หุ้น หรือคิดเป็น 73.33% ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญ นอกจากติด Silent Period ตามหลักเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดห้ามขายหุ้นแล้ว สำหรับหุ้นส่วนที่เหลือทางกลุ่มก็จะไม่ขายหุ้นโดยสมัครใจ (Voluntary Lockup) ทั้งหมด 100% เป็นระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่วันที่เริ่มทำการซื้อขายหุ้นของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ“ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินของ MMM เชื่อว่าการเข้าระดมทุนใน mai ครั้งนี้ จะส่งผลให้ MMM มีโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และจะมีความแข็งแกร่งด้านสถานะทางการเงินมากยิ่งขึ้น และมีศักยภาพในการทำกำไรสูง ขณะที่สำหรับเม็ดเงินที่ได้ไปขยายธุรกิจ เพื่อสามารถตอบโจทย์การลงทุนของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี”นางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เปิดเผยว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่าน ที่ให้ความเชื่อมั่นและตอบรับการจองซื้อหุ้น PO ของบริษัท ที่ผ่านการระดมทุนครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินแล้ว ยังเป็นการสร้างโอกาสและความพร้อมให้ “MMM” สู่การเติบโตในอนาคต เพื่อยกระดับองค์กร สู่ผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ และที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร ระดับชั้นนำของประเทศ ภายใต้แนวคิด “เพื่อนคู่คิด นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์” ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาวการย้ายมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญของ MMM และยังเป็นบริษัทแรกที่จะย้ายจากตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) โดยบริษัทฯ มีแผนนำเงินระดมทุนจำนวน 287.10 ล้านบาท ไปใช้ขยายพอร์ตธุรกิจหลัก โดย “MMM” เห็นโอกาสในการขยายพอร์ตโครงการที่หลากหลายมากขึ้น ได้แก่ ธุรกิจที่ปรึกษางานขายโครงการ (Bu1), บริหารงานขายโครงการ (Bu2), บริการแบบ Hybrid รวมถึงการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพื่อการซื้อขาย (Bu3) และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจและพัฒนาโครงการในอนาคต ตอกย้ำการเป็นหนึ่งในผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร โดยมีเครือข่ายนายหน้าอิสระขนาดใหญ่ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 339.41 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 63.30 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 18.58% สะท้อนการเติบโตต่อเนื่องจากปี 2565-2567 ที่มีรายได้รวม 168.08-357.88 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 35.09-80.76 ล้านบาท ส่งผลให้ MMM สามารถจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น LiVEx ได้ต่อเนื่อง 6 ไตรมาส สะท้อนฐานะการเงินแข็งแกร่ง และศักยภาพในการเติบโตระยะยาว

SCB EIC ชี้ 4 เทรนด์อสังหาปี 68-69 กระทบดีมานด์ที่อยู่อาศัย
อ่าน

SCB EIC ชี้ 4 เทรนด์อสังหาปี 68-69 กระทบดีมานด์ที่อยู่อาศัย

#ทันหุ้น - ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2568 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา และทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังนี้กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568-2569 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง2ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง5ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้SCB EICคาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2568และ 2569ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YOYในปี 2568และ -1% ถึง -5%YOYในปี 2569ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับPre-COVIDได้ในช่วง5ปีข้างหน้าที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2568-2569 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง3. ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้นขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูงจากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้าเนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วยเช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่26%ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าSCB EICมองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่องกลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้นกลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

AUCT เล็งเคาะประมูล ขายอสังหาผ่านระบบ
อ่าน

AUCT เล็งเคาะประมูล ขายอสังหาผ่านระบบ

#AUCT #ทันหุ้น - AUCT เตรียมเปิดประมูลที่ดินเปล่าและที่อยู่อาศัยผ่านระบบ AUCT BID เผยเป็นทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยและการลงทุน ตั้งอยู่จังหวัดพัทลุง และที่ดินทำเลดีในนครปฐม จำนวนกว่า 67 ไร่ ราคา 33.8 ล้านบาท เฉลี่ยตารางวาละ 1,252 บาท                นายสุธี สมาธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ AUCT เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมจัดประมูลอสังหาริมทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่า ซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐมจำนวน 67 ไร่ 2 งาน 14 ตารางวา มีทั้งหมด 3 แปลง  โดยแปลงที่ 1  เลขที่โฉนด 97376 ตั้งอยู่ที่ตำบลดอนยายหอม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม จำนวน 44 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา แปลงที่ 2 เลขที่โฉนด 60378 ตั้งอยู่ที่ตำบลบางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน  10 ไร่ 1 งาน 64.4 ตารางวา และแปลงที่ 3 เลขที่โฉนด  4848 ตั้งอยู่ที่ตำบลบางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม จำนวน 12 ไร่ 2 งาน 21.7 ตารางวา ราคาขายทั้ง 3 แปลงรวม 33.8 ล้านบาท  เฉลี่ยตารางวาละ 1,252  บาท** ทำเลน่าสนใจ โดยที่ดินทั้ง 3 แปลงเหมาะสำหรับทำการเกษตร เนื่องจากมีคลองธรรมชาติสามารถนำน้ำมาใช้ในการเกษตรได้ พร้อมทั้งมีสิ่งปลูกสร้างพร้อมพักอาศัย 1 หลัง นอกจากนี้แล้วที่ดินอยู่ติดกับถนนจึงเหมาะสำหรับการลงทุน ทั้งการทำธุรกิจส่วนตัวหรือให้เช่าที่ดิน เนื่องจากที่ดินตั้งอยู่บนทำเลที่มีศักยภาพในการลงทุน อยู่ใกล้กับชุมชนและสถานที่สำคัญ เช่น เดินทางไปยังสำนักงานเทศบาลตำบลดอนยายหอมเพียง 1 กิโลเมตร วัดดอนยายหอม 1.37 กิโลเมตร และมหาวิทยาลัยคริสเตียน 2.24 กิโลเมตร                “สภาพแวดล้อมรอบข้างเป็นที่ราบลุ่ม ทั้งยังเป็นย่านชานเมืองต่อเนื่องจากเมืองนครปฐม มีที่อยู่อาศัยกระจายตามแนวถนนหลัก สลับพื้นที่เกษตรราบลุ่ม และที่ดินตั้งอยู่ในเขตผังเมืองสีชมพูซึ่งเป็นเขตพาณิชยกรรมและเป็นแหล่งชุมชน  ที่สำคัญคือเป็นที่ดินปลอดภาระผูกพันใดๆ  จึงถือว่าเป็นทำเลที่น่าสนใจเพราะราคาเฉลี่ยตารางวาละ 1,252 บาทเท่านั้น“ นายสุธีกล่าว นอกจากที่ดินเปล่าที่นครปฐมแล้ว ยังมีที่ดินเปล่าที่จังหวัดพัทลุง เลขที่โฉนด 2652 ตั้งอยู่ที่ตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง จำนวน 2 ไร่ 1 งาน 71 ตารางวา ราคา 500,000 บาท และบ้านพร้อมที่ดินจังหวัดพัทลุง เลขที่โฉนด 32541 ตั้งอยู่ตำบลหารเทา อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง จำนวน 83 ตารางวา ราคา 1,800,000 บาท** เคาะประมูลผ่านระบบ                ทั้งนี้ ทรัพย์ทุกแปลงจะเปิดประมูลในวันที่ 11  พฤศจิกายน 2568 ผ่านทางช่องทาง AUCT BID ผู้ที่ต้องการร่วมประมูลอสังหาริมทรัพย์ในวันดังกล่าวจะต้องลงทะเบียน AUCT BID เพื่อชำระหลักประกันป้ายประมูลผ่าน QR Payment หรือบัตรเครดิต จึงจะสามารถเข้าสู่ระบบ AUCT BID  และเลือกประมูลแข่งขันราคากับผู้ประมูลซื้อรายอื่นได้ เมื่อเสนอราคาเรียบร้อยแล้วจะต้องรอเวลานับถอยหลังตามวันและเวลาสิ้นสุดการประมูล ผู้ที่ชนะการประมูลจะต้องทำสัญญาซื้อขาย แล้ววางเงินหลักประกันตามเงื่อนไขจึงจะสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ ผู้ที่สนใจการประมูลดังกล่าวดูรายละเอียดได้ที่  www.auct.co.th  หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 0-2033-6555

เปิดเงื่อนไขร้านค้าลงทะเบียนโครงการ”คนละครึ่งพลัส”
อ่าน

เปิดเงื่อนไขร้านค้าลงทะเบียนโครงการ”คนละครึ่งพลัส”

#ทันหุ้น โครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) เปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในวันนี้เป็นวันแรก (วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568) จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568สำหรับรายละเอียดประเภทร้านค้า และการลงทะเบียนร้านค้า ดังนี้1. ประเภทร้านค้า 1.1 เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้ 1.1.1 ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ 1.1.2 ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ 1.1.3 ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ 1.1.4 ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ) ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้ 1.2 เป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้ 1.2.1 ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ 1.2.2 ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ 1.2.3 ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย 1.3. เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้ 1.3.1 ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย 1.3.2 ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น 1.4 เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ) 1.5 เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย 1.6 ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลังระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 - 52. การลงทะเบียนร้านค้า 2.1 กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” 2.2 กรณีเป็นผู้ประกอบการร้านค้าฯ ผู้ประกอบการบริการฯ หรือผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ. กรุงไทยฯ) 2.3 กรณีเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 หากไม่ปรากฏข้อมูลการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ (ไม่มีแบนเนอร์ “คนละครึ่ง พลัส” ขึ้นแสดงในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”) จะต้องได้รับการยืนยันว่าร้านค้ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย แล้วแต่กรณี ก่อน จึงนำใบสมัครไปยื่นผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยข้อมูลเพิ่มเติม1. เว็บไซต์โครงการฯ: ติดตามรายละเอียดโครงการฯ และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com2. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง3. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1111 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง4. สอบถามข้อมูลโครงการฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3510 3238 3313 3512 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

TURBO ประกาศเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.50 บาทเตรียมเข้า SET ใน ก.ย.นี้
อ่าน

TURBO ประกาศเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.50 บาทเตรียมเข้า SET ใน ก.ย.นี้

#TURBO #ทันหุ้น-"เงินเทอร์โบ" หรือ TURBO เคาะราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 1.50 บาท เตรียมเปิดจองซื้อหุ้น 19-23 ก.ย. 2568 คาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือน ก.ย.นี้ ขณะที่ผู้บริหารชูพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านทุกสภาวะเศรษฐกิจ และความสามารถในการสร้างรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ให้บริการในอุตสาหกรรม วางกลยุทธ์มุ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า รุกเพิ่มสาขาไม่ต่ำกว่า 1,475 แห่ง ภายในปี 2572นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ขยายธุรกิจให้บริการทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ล่าสุดได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น จะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 19 – 23 กันยายน 2568 และคาดว่าจะสามารถนำหุ้น TURBO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ มองว่าราคาเสนอขาย IPO ดังกล่าวมีความเหมาะสม สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตและพร้อมจะก้าวสู่ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยชั้นนำของประเทศนายคมกฤต รักษากุลเกียรติ หัวหน้าวาณิชธนกิจ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TURBO เป็นหุ้นที่มีจุดเด่นต่างจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยมีความสามารถสร้างรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และยังมีโอกาสเติบโตจากภาพรวมอุตสาหกรรมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี 22.4% นับจากปี 2565 ถึงไตรมาส 1 ปี 2568 รวมถึงธุรกิจบริการผ่อนชำระเบี้ยประกันในธุรกิจนายหน้าประกันภัยและนายหน้าประกันชีวิตของกลุ่มบริษัทฯ ที่เติบโตเฉลี่ย 54.3% ต่อปีนับจากปี 2563 ถึงปี 2567 ตลอดจนการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่าย นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานตั้งแต่การปล่อยสินเชื่อ การติดตามทวงถามหนี้ การบริหารความเสี่ยงที่มีการติดตามผลข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที และขับเคลื่อนองค์กรด้วยทีมงานคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านการเงินและเทคโนโลยีล่าสุด บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) มีผลใช้บังคับแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 537 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.5 บาท คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20.1% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ แบ่งเป็น 1) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 447.78 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 16.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ และ 2) การเสนอขายหุ้นสามัญเดิมโดยบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด จำนวนไม่เกิน 89.22 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 3.3% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้**เปิดแผนขยายธุรกิจนายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO เปิดเผยว่า “TURBO” ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ หรือสามารถเข้าถึงแต่ได้รับบริการที่ไม่ครบถ้วน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการที่จะเห็นผู้คนในทุกๆ ชุมชน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ มีความสมเหตุสมผล และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจสินเชื่อ ประกอบด้วย สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อโฉนดที่ดิน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 2.ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งประกอบด้วยประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ภายใต้จุดแข็ง การบริการที่สะดวกรวดเร็ว เข้าใจลูกค้า และใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรในทุกขั้นตอน ทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดี มีต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับต่ำได้ในระยะยาว โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีสาขาทั้งสิ้น 996 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ 54 จังหวัดทั่วประเทศจากจุดแข็งดังกล่าว แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ แต่กลุ่มบริษัทฯ สามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 3,282.0 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็น 11,262.9 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 31.5% นอกจากนี้ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 กลุ่มบริษัทฯ ยังมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อสาขาที่ 1.4 ล้านบาทต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 2.3 ล้านบาทต่อสาขาต่อปี ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ มั่นใจว่าค่าใช้จ่ายการดำเนินการดังกล่าวต่อสาขาจะลดลงจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากการที่บริษัทฯ มีระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมและวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งกลุ่มบริษัทฯ ยังมีศักยภาพเติบโตสูงจากการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีอายุสาขาเฉลี่ยเพียง 4.1 ปี ซึ่งมีสัดส่วนสาขาที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปีถึง 65.6% ของจำนวนสาขาทั้งหมด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า TURBO เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างการเติบโตสู่ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยชั้นนำระดับประเทศ ด้วยกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) มุ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า (Build Brand) โดยเน้นคุณภาพการให้บริการ รักษาความประทับใจและการบอกต่อของลูกค้าให้อยู่ในระดับสูง 2) พัฒนาระบบเทคโนโลยี (Build Technology) โดย TURBO ยังคงกลยุทธ์ในการมีทีมเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ทำให้สร้างระบบเทคโนโลยีที่มีความเฉพาะและยืดหยุ่นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการนำ AI มาปรับใช้ในทุกๆ กระบวนการทำงาน 3) เพิ่มความสะดวกสบาย (Build Convenience) ผ่านการขยายสาขาให้ครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสาขาเป็นไม่น้อยกว่า 1,475 สาขา ภายในปี 2572 รวมถึงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ ให้ครอบคลุม ครบถ้วน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าและ 4) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Build Product Choices) เหมาะกับความต้องการของลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน เช่น การเพิ่มประเภทหลักประกันสำหรับสินเชื่อ การเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ประกัน และการเพิ่มจำนวนคู่ค้าบริษัทประกันนายธนันท์ ลิ้มสายพรหม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากศักยภาพในการแข่งขันที่สูงดังกล่าว ส่งผลให้ปี 2566-2567 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,430.7 ล้านบาท และ 3,033.2 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 24.8% และมีกำไรสุทธิ 131.7 ล้านบาท และ 141.6 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 7.5% ส่วนงวด 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2568 มีรายได้รวม 1,517.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% และมีกำไรสุทธิ 235.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 285.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงผลประกอบการที่เติบโต ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) อยู่ที่ 19.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 15.1% นอกจากนี้ TURBO ยังมีอัตรารายได้รวมหักค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิเฉลี่ย 21.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 18.0% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสามารถในการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!
อ่าน

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!

ปี 2568 นี้ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เลยก็คือ "ค่าโอนรถยนต์" ครับ! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะถ้าไม่รู้หรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมาได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การโอนรถของคุณราบรื่นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม: จ่ายอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าค่าโอนรถก็แค่ค่าโอน แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่เราต้องรู้ครับ ค่าธรรมเนียมการโอน: อันนี้ถูกสุดๆ แค่ 100 บาท ค่าคำขอโอน: จิ๊บๆ เพียง 5 บาท ค่าอากรแสตมป์: อันนี้แหละตัวสำคัญ! คิดเป็น 500 บาท ต่อราคารถยนต์ 100,000 บาท ถ้าซื้อรถมา 500,000 บาท ก็ต้องจ่าย 2,500 บาท แต่ถ้าซื้อมาแค่ 80,000 บาทก็จ่ายแค่ 400 บาท ค่าตรวจสภาพรถยนต์: ถ้าเจ้ารถคู่ใจของคุณมีอายุเกิน 7 ปี (สำหรับรถยนต์) หรือเกิน 5 ปี (สำหรับมอเตอร์ไซค์) ต้องเข้าตรวจสภาพที่กรมการขนส่งฯ ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 บาท เอกสารพร้อม! โอนรถได้เลย! เตรียมเอกสารให้ครบ รับรองว่าไม่เสียเที่ยวแน่นอนครับ! สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง: ตัวจริงเท่านั้นนะครับ! ห้ามใช้สำเนาเด็ดขาด บัตรประชาชน: ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างละฉบับ หนังสือมอบอำนาจ: ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างมา ก็ต้องมีหนังสือนี้พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย เอกสารอื่นๆ: เช่น สัญญาซื้อขาย หรือใบเสร็จรับเงิน (มีไว้ก็ดีครับ อุ่นใจกว่า) ขั้นตอนง่ายๆ ไปกรมการขนส่งฯ ได้เลย! ไปตรวจสภาพ: สำหรับรถที่เข้าเกณฑ์ ก็ขับไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพก่อนเลย (รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุเกิน 7 ปี, รถจักรยานยนต์เกิน 5 ปี หรือรถที่มีการดัดแปลงสภาพ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่แผนกรับคำขอโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องให้ จ่ายเงิน: เมื่อเอกสารผ่าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็จ่ายตามยอดนั้นได้เลย รอรับสมุดใหม่: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อมูลในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และลงชื่อเจ้าของคนใหม่ เท่านี้ก็เรียบร้อย! บทสรุป: โอนง่าย ถ้าเตรียมพร้อม! การโอนรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากคุณเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี การเดินทางไปกรมการขนส่งฯ ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคือการทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณสบายใจ หายห่วงเรื่องปัญหากฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ Photo Credit : AI Generated

ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์คุมเข้มเงินกองทุน ดูแลทรัพย์สินลูกค้า มีผล 1 ก.ย.นี้
อ่าน

ก.ล.ต.ปรับเกณฑ์คุมเข้มเงินกองทุน ดูแลทรัพย์สินลูกค้า มีผล 1 ก.ย.นี้

#ทันหุ้น - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ผู้ประกอบธุรกิจ) ที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้* ซึ่งรวมถึงการดูแลรักษาทรัพย์สิน และการรวบรวมและประเมินข้อมูลของลูกค้า (KYC) เพื่อให้ทรัพย์สินของลูกค้ามีความปลอดภัยและสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 ตามที่ ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศเกี่ยวกับข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ การดูแลรักษาทรัพย์สิน และการรวบรวมและประเมินข้อมูลของลูกค้า เมื่อช่วงเดือน มีนาคม เมษายน 2568 โดยผู้แสดงความเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยตามที่ ก.ล.ต. เสนอ ก.ล.ต. จึงปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้โดยมีสาระสำคัญดังนี้ (1) การปรับปรุงข้อกำหนดสำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ โดยมีลำดับการดำเนินการ เริ่มจากการระงับการให้บริการเฉพาะธุรกิจที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ การโอนทรัพย์สินและฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของลูกค้าไปยังผู้ประกอบธุรกิจรายใหม่ และการล้างฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (2) การผ่อนผันการจำกัดการประกอบธุรกิจ กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจที่ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ซึ่งไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้โดยมีสาเหตุจากมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้ประกอบธุรกิจเก็บรักษาหรือปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว สามารถขอผ่อนผันการจำกัดการประกอบธุรกิจเฉพาะส่วนของธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ โดยต้องแสดงได้ว่ายังมีสภาพคล่องเพียงพอให้สามารถประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าได้ตามปกติ (3) การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพย์สินของลูกค้า เพิ่มข้อยกเว้นกรณีการโอนทรัพย์สินของลูกค้า โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมจากลูกค้า สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ การโอนตามคำสั่งที่อาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่น และการโอนที่เกิดจากผู้ประกอบธุรกิจประสงค์จะเลิกหรือโอนกิจการตามประเภทใบอนุญาต (4) การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรวบรวมและประเมินข้อมูลของลูกค้า เพิ่มข้อยกเว้นให้ผู้ประกอบธุรกิจที่รับโอนทรัพย์สินของลูกค้าสามารถให้บริการขายหลักทรัพย์และลดฐานะสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแก่ลูกค้าที่รับโอนมาดังกล่าวได้ ในระหว่างที่ยังรวบรวมและประเมินข้อมูลของลูกค้า (KYC) ไม่แล้วเสร็จ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ การปรับปรุงหลักเกณฑ์ดังกล่าว** ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2568 เป็นต้นไป หมายเหตุ : * ผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ หมายถึง ผู้ประกอบธุรกิจที่มีเงินกองทุนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรง โดยผู้ประกอบธุรกิจต้องดำรงเงินกองทุน ดังนี้ (1) ดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital - NC) ด้วยสินทรัพย์สภาพคล่องหลังหักหนี้สินรวมและค่าความเสี่ยงไม่น้อยกว่ามูลค่าที่กำหนด (2) ดำรงอัตราส่วนเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิ (Net Capital Ratio - NCR) โดยมีอัตราส่วนของ NC เมื่อเทียบกับหนี้สินทั่วไป (หนี้สินรวมและหนี้สินอนุพันธ์ทางการเงิน หักด้วยหนี้สินพิเศษ) บวกด้วยทรัพย์สินที่ต้องวางเป็นประกันสำหรับธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าอัตราส่วนที่กำหนด (3) กรณีที่มีการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลด้วย ให้ดำรงเงินกองทุนสภาพคล่องสุทธิในส่วนของสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งพิจารณาจากความเสี่ยงด้านการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า (custody risk) และความเสี่ยงจากมูลค่าการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (trading service risk) ไม่น้อยกว่าอัตราที่กำหนด ** ประกาศที่เกี่ยวข้องจำนวน 6 ฉบับ ดังนี้ (1) ร่างประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทธ. 29/2568 เรื่อง การดูแลรักษาทรัพย์สินของลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ (ฉบับที่ 7) https://publish.sec.or.th/nrs/10847s.pdf (2) ร่างประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทธ. 30/2568 เรื่อง การดูแลรักษาทรัพย์สินของลูกค้าของผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นตัวแทนซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฉบับที่ 5) https://publish.sec.or.th/nrs/10848s.pdf (3) ร่างประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุน ที่ ทธ. 31/2568 เรื่อง มาตรฐานการประกอบธุรกิจ โครงสร้างการบริหารงาน ระบบงาน และการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฉบับที่ 22) https://publish.sec.or.th/nrs/10849s.pdf (4) ร่างประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สธ. 29/2568 เรื่อง การยกเลิกประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการคำนวณและ การรายงานการคำนวณเงินกองทุนของผู้ประกอบธุรกิจและข้อกำหนดในกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ https://publish.sec.or.th/nrs/10850s.pdf (5) ร่างประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สธ. 30/2568 เรื่อง การดำเนินการเกี่ยวกับการดำรงเงินกองทุนและกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ https://publish.sec.or.th/nrs/10855s.pdf (6) ร่างประกาศสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ สธ. 31/2568 เรื่อง การคำนวณและการรายงานการคำนวณเงินกองทุนของผู้ประกอบธุรกิจและข้อกำหนดในกรณีที่ไม่สามารถดำรงเงินกองทุนได้ https://publish.sec.or.th/nrs/10846s.pdf และภาคผนวก 1 https://publish.sec.or.th/nrs/10844s.pdf ภาคผนวก 2 https://publish.sec.or.th/nrs/10845s.pdf แนบท้ายประกาศ

รายชื่อ 8 โรงพยาบาลเอกชนในกทม. เปิดรับลงทะเบียน-ย้ายสิทธิบัตรทอง
อ่าน

รายชื่อ 8 โรงพยาบาลเอกชนในกทม. เปิดรับลงทะเบียน-ย้ายสิทธิบัตรทอง

นพ.วีระพันธ์ ลีธนะกุล รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า กรุงเทพมหานครนอกเหนือจากการเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนในการเข้าถึงบริการ ยังมีหน่วยบริการที่จำกัด โดยเฉพาะในส่วนของหน่วยบริการภาครัฐ เมื่อเทียบกับสัดส่วนประชากรในกทม. ที่มีจำนวนประชากรที่อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ส่งผลต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง 30 บาท8 โรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่ กทม. เปิดรับลงทะเบียน/ย้ายสิทธิบัตรทอง 30 บาท ดังนั้น ที่ผ่านมา สปสช.จึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มให้กับประชาชนผู้ใช้สิทธิ โดยล่าสุดในส่วนของหน่วยบริการปฐมภูมิ สปสช. ได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลเอกชนในพื้นที่เพิ่มเป็น 8 แห่ง ในการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้วสปสช. จึงขอเชิญชวนประชาชนที่ต้องการลงทะเบียนหรือย้ายหน่วยบริการปฐมภูมิ สามารถเลือกโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมนี้ได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ใช้สิทธิบัตรทองได้ลงทะเบียนแล้วเป็นจำนวน 46,339 คนแล้ว โรงพยาบาลเอกชน 8 แห่งที่เข้าร่วมระบบบัตรทองทั้งนี้ โรงพยาบาลเอกชน 8 แห่งที่เข้าร่วมระบบบัตรทอง มีดังนี้1. โรงพยาบาลเพชรเวช (เขตห้วยขวาง) มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 14,642 คนโทร. 13902. โรงพยาบาลไอเอ็มเอช ธนบุรี (เขตราษฎร์บูรณะ)มีผู้ลงทะเบียนแล้วจำนวน 11,300 คนโทร. 02-427-9966 ต่อ 512,515 มือถือ 064-183-32373. โรงพยาบาลไอเอ็มเอช สีลม (เขตบางรัก) มีผู้ลงทะเบียนแล้วจำนวน 7,129 คนโทร. 02-635-7123 /มือถือ 083-945-85914. โรงพยาบาลบางนา 1 (เขตบางนา)มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 6,602 คนโทร. 02-746-8630-85. โรงพยาบาลแพทย์ปัญญา (เขตสวนหลวง) มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 4,269 คนโทร. 02-314-07276. โรงพยาบาลเดอะซีพลัส ประเวศ (เขตประเวศ)มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 1,178 คนโทร. 02-322-95557. โรงพยาบาลมิตรประชา (เขตภาษีเจริญ) มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 910 คนโทร. 02-455-55998. โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 3 (เขตบางนา)มีผู้ลงทะเบียนแล้ว จำนวน 282 คนโทร. 064-569-9098 ลงทะเบียนเรียบร้อยเข้ารับบริการโดยตรงได้ที่โรงพยาบาลลงทะเบียนนพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า สปสช. ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งผู้ที่มีทะเบียนบ้านในกรุงเทพฯ หรือผู้ที่เข้ามาทำงานและพักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ไม่ได้ย้ายทะเบียนมาในพื้นที่ สามารถลงทะเบียนเปลี่ยนหน่วยบริการปฐมภูมิและหน่วยบริการประจำได้ ติดต่อได้ที่โรงพยาบาลเอกชนทั้ง 8 แห่งข้างต้นนี้ เมื่อลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วสามารถเข้ารับบริการโดยตรงได้ที่โรงพยาบาลลงทะเบียน หรือดำเนินการผ่านแอปพลิเคชัน สปสช. หรือ ไลน์ OA สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) เลือกเปลี่ยนหน่วยบริการและดำเนินการตามขั้นตอน โดยสามารถเปลี่ยนหน่วยบริการได้ถึง 4 ครั้งต่อปี และจะได้รับสิทธิทันที ไม่ต้องรอนาน 15 วันเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้สำหรับเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ คือบัตรประชาชน สำหรับเด็กเล็กที่ไม่มีบัตรประชาชนใช้สูติบัตรคู่กับบัตรประชาชนของผู้ปกครอง อย่างไรก็ดีหากไม่สะดวกก็สามารถมาย้ายหน่วยบริการด้วยตนเองได้ที่ ศูนย์บริการหลักประกันสุขภาพ สปสช. ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารบี ถ.แจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กทม. หรือ โทร. สายด่วน สปสช. 1330 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการส่วนกรณีผู้ที่มีทะเบียนบ้านไม่ตรงกับที่พักอาศัยในปัจจุบัน ให้แสดงหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ หนังสือรับรองของเจ้าบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้ว่าจ้าง นายจ้าง หรือทำหนังสือรับรองตนเอง รวมไปถึงเอกสารหรือหลักฐานที่มีชื่อของผู้ที่ต้องการเปลี่ยนหน่วยบริการ เช่น ใบเสร็จค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าเช่าที่พัก สัญญาเช่าที่พัก เป็นต้นอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเจ็บป่วยเล็กน้อย 42 อาการ หาหมอออนไลน์ด้วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ครบ 6 เดือนรัฐบาลแพทองธาร ประชาชนชื่นชมหลายนโยบาย พอใจ “30 บาท รักษาทุกที่” มากสุดนายกฯ ยืนยัน 30 บาทรักษาทุกที่ ไม่มีทางปล่อยให้โครงการล้มแน่นอน

น.ค.1 คืออะไร? เปิดสิทธิครอบครองที่ดินในนิคมสร้างตนเอง
อ่าน

น.ค.1 คืออะไร? เปิดสิทธิครอบครองที่ดินในนิคมสร้างตนเอง

น.ค.1 คืออะไร?น.ค.1 หรือ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง เป็นเอกสารทางราชการที่ออกโดย กรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันคือ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) เพื่อให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกโครงการนิคมสร้างตนเอง มีสิทธิใช้พื้นที่ของรัฐในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิที่ได้จากเอกสาร น.ค.1ผู้ถือเอกสาร น.ค.1 มีสิทธิ เข้าใช้และทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในโครงการนิคมสร้างตนเอง เช่น การอยู่อาศัย ทำการเกษตร หรือพัฒนาอาชีพอื่นที่สอดคล้องกับแผนของรัฐ อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้ ยังไม่ใช่โฉนดที่ดิน หรือ หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ถือจึงยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เงื่อนไขสู่การถือครองถาวรแม้ น.ค.1 จะเป็นเพียง “สิทธิครอบครองชั่วคราว” แต่หากผู้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่นทำประโยชน์ในที่ดินตามระยะเวลาที่รัฐกำหนดปฏิบัติตามระเบียบและไม่ละเมิดเงื่อนไขของโครงการชำระหนี้ค้างชำระ (ถ้ามี)ก็สามารถยื่นขอ น.ค.3 ได้ในลำดับถัดไป ซึ่งเป็น หนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน และเมื่อผ่านเกณฑ์ต่อเนื่อง ก็สามารถยื่นเรื่องขอ โฉนดที่ดิน ได้ในภายหลัง ทำไมเอกสาร น.ค.1 จึงสำคัญ?เป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิในการใช้ที่ดินอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่นิคมช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นเครื่องมือของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดิน และสนับสนุนการพัฒนาชนบทเป็นพื้นฐานสำคัญของการขอเอกสารสิทธิ์ที่ดินในลำดับต่อไป เช่น น.ค.3 หรือโฉนด

น.ค.3 ออกโฉนดได้ไหม? เจาะลึกสิทธิที่ดินนิคมสร้างตนเอง
อ่าน

น.ค.3 ออกโฉนดได้ไหม? เจาะลึกสิทธิที่ดินนิคมสร้างตนเอง

เมื่อพูดถึง “ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง” หลายคนอาจนึกถึงพื้นที่ห่างไกลซึ่งรัฐจัดสรรให้ประชาชนเข้าไปบุกเบิกทำกิน แต่สำหรับผู้ที่ถือเอกสาร น.ค.3 ซึ่งเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในนิคมฯ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ“สามารถเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินได้หรือไม่?”กรมที่ดินได้ชี้แจงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า สามารถออกเป็นโฉนดได้ หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือ น.ค.3 หลายหมื่นรายทั่วประเทศ เข้าใจโครงสร้างสิทธิ: จาก น.ค.1 ถึง น.ค.3การได้มาซึ่ง น.ค.3 ไม่ใช่แค่ถือครองเอกสาร แต่สะท้อนถึงกระบวนการสร้างตัวและสร้างชุมชนภายใต้ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยมีขั้นตอนเริ่มจากน.ค.1 หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมฯ ซึ่งออกให้โดยกรมประชาสงเคราะห์เมื่อทำประโยชน์ตามระยะเวลาเกิน 5 ปี และชำระหนี้ให้รัฐแล้วจึงได้น.ค.3 หนังสือแสดงการทำประโยชน์ในนิคมฯน.ค.3 ขอออกโฉนดได้หรือไม่?คำตอบคือ ได้ ภายใต้ 2 เงื่อนไขหลัก ตามกฎหมายที่ดิน1. การออกโฉนดเฉพาะราย (มาตรา 59 ประมวลกฎหมายที่ดิน)ต้องยื่นคำขอที่สำนักงานที่ดินจังหวัดที่ที่ดินตั้งอยู่ต้องมีน.ค.3 เป็นหลักฐานผ่านการพิสูจน์การใช้ประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่นิคม2. การออกโฉนดโดยการเดินสำรวจ (มาตรา 58 ทวิ วรรคสอง)เมื่อเจ้าหน้าที่รังวัดสำรวจพื้นที่ หากเจ้าของที่ดินมีน.ค.3 ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานออกโฉนดได้อย่างไรก็ดี กฎหมายยังคงมีเงื่อนไขสำคัญคือ โฉนดที่ดินที่ได้จาก น.ค.3จะถูกห้ามโอน 5 ปี ยกเว้นการตกทอดทางมรดก และจะไม่สามารถถูกบังคับคดีได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวเลขที่อยู่เบื้องหลัง สิทธิที่รอการปลดล็อกข้อมูลจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมสร้างตนเองจำนวน 43 แห่ง ครอบคลุม 32 จังหวัด โดยมีประชาชนกว่า 150,000 ครัวเรือน ที่อาศัยและทำกินอยู่ในเขตนิคมเหล่านี้ จุดร่วมของหลายครัวเรือนคือการถือครอง เอกสาร น.ค.3 ซึ่งเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐแม้จะผ่านเกณฑ์การอยู่อาศัยและชำระหนี้ตามระบบ แต่ครอบครัวเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยัง ไม่ได้รับโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง และสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์หรือมรดกทางกฎหมายได้วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของโครงการนิคมสร้างตนเองคือ การจัดสรรที่ดินให้ผู้ขาดแคลนได้มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติ ความล่าช้าในการออกโฉนดกลับทำให้ “สิทธิ” ยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมขณะที่รัฐเริ่มมีความพยายามเร่งรัดให้เกิดการออกเอกสารสิทธิที่มั่นคงมากขึ้นในอนาคต ก็ยังมีคำถามสำคัญว่า จะมีมาตรการใดที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านจาก น.ค.3 สู่โฉนดเป็นไปได้รวดเร็ว โปร่งใส และทั่วถึงจริงหรือไม่คำถามต่อไป กฎหมายพร้อมรองรับหรือยัง?แม้จะเปิดทางให้ น.ค.3 แปลงเป็นโฉนดได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน และต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองนิคม รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ดินซึ่งมีภาระงานสูง การปรับปรุงระบบให้โปร่งใส รวดเร็ว และไม่สร้างภาระให้ประชาชนจึงเป็นโจทย์ถัดไปที่ภาครัฐต้องรับไปคิด---เรื่องของ“สิทธิในที่ดิน” สำหรับคนธรรมดาไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือโอกาส และที่ดินคือหลักประกันแห่งอนาคต การที่รัฐเปิดทางให้ น.ค.3 ออกโฉนดได้ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะเอกสาร แต่คือการคืนความมั่นคงให้คนตัวเล็กที่เคยอยู่ชายขอบของระบบคำถามที่ยังค้างอยู่คือ เราจะทำให้ “สิทธิ” เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงกับทุกครอบครัวที่ทำตามกติกาแล้วหรือไม่? เพราะความชัดเจนทางกฎหมาย อาจยังไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่เคลื่อนตามความหวังของประชาชน

ลูกหนี้ต้องรู้ “คุณสู้ เราช่วย” ทางออกแก้หนี้คนไทย l World Wide Wealth
อ่าน

ลูกหนี้ต้องรู้ “คุณสู้ เราช่วย” ทางออกแก้หนี้คนไทย l World Wide Wealth

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ระยะที่2 เริ่้มแล้วเป็นโครงการใหญ่ที่หลายหน่วยงานสำคัญของไทยจับมือกันทั้งกระทรวงการคลังสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)สมาคมธนาคารไทย สมาคมธนาคารนานาชาติสมาคมสถาบันการเงินของรัฐรวมถึงผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-Banks) บางแห่งทั้งนี้หลักการต่างๆ ยังยึดหลักสำคัญๆ เช่นเดียวกับโครงการฯ ระยะที่ 1 คือ การหวังช่วยแก้หนี้ให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง หวังให้กลับมาตั้งตัวได้ โดยลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมมาตรการได้ต้องเป็นหนี้หรือมีวงเงินสินเชื่อรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกินที่กำหนดแยกเป็น-สินเชื่อบ้าน / บ้านแลกเงิน (Home for cash) วงเงินรวมไม่เกิน5 ล้านบาท-สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน8 แสนบาท-สินเชื่อเช่าซื้อ / จำนำทะเบียนรถจักรยานยนต์ วงเงินรวมไม่เกิน5 หมื่นบาท-สินเชื่อธุรกิจSMEs วงเงินรวมไม่เกิน5 ล้านบาทที่สำคัญหนี้มีอยู่ต้องเป็นการกู้ยืมหรือเป็นสินเชื่อที่ทำสัญญา ก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 เท่านั้น ส่วนโครงการคุณสู้เราช่วย ระยะที่ 2 มีลูกหนี้ที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมมาตรการได้ 1.8 ล้านราย จำนวน 2 ล้านบัญชี เป็นยอดหนี้คงค้าง 3.1 แสนล้านบาท โดยลูกหนี้ที่มีความสนใจแก้หนี้ สามารถลงทะเบียนร่วมโครงการได้ทั้ง ระยะที่ 1 และ ระยะที่ 2 หากมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขดูรายละเอียดและสมัครโครงการที่ธนาคารแห่งประเทศไทยhttps://www.bot.or.th/khunsoo BOT contact centerของ ธปท. โทร. 1213

ครม. ขยายแก้หนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ค้าง 1 วัน เข้าร่วมได้
อ่าน

ครม. ขยายแก้หนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ค้าง 1 วัน เข้าร่วมได้

ครม.ขยายแก้หนี้ คุณสู้ เราช่วย ค้าง 1 วัน เข้าร่วมได้ หนี้ 30,000 จ่าย 10% ปิดหนี้ทันที ช่วยลูกหนี้เพิ่ม 2 ล้านบัญชี กว่า 3 แสนล้านบาท สิ้นสุด 30 ก.ย.นี้ #ทันหุ้น นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าวันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการขยายคุณสมบัติของลูกหนี้ที่สามารถเข้าร่วมโครงการ คุณสู้ เราช่วย ซึ่งจะช่วยเหลือลูกหนี้ได้ทุกกลุ่มและช่วยเหลือประชาชนมากขึ้นไปกว่าเดิม ดังนี้ 1.การขยายคุณสมบัติมาตรการจ่ายตรง คงทรัพย์ : ขยายให้รวมถึงลูกหนี้ที่ค้างชำระมากกว่า 365 วันและลูกหนี้ที่ค้างชำระตั้งแต่ 1-30 วัน โดยเคยมีการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งประเภทลูกหนี้และวิธีการให้ความช่วยเหลือยังคงเหมือนเดิม คือ 1.1 ประเภทลูกหนี้ : (1) ลูกหนี้สินเชื่อบ้านและ/หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีที่อยู่อาศัยที่ปลอดภาระเป็นหลักประกัน (Home for Cash) ที่มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท (2) สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และ/หรือสินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ (Car for cash) มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน800,000 บาท และสินเชื่อเช่าซื้อรถจักรยานยนต์ และ/หรือ Car for cash มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงิน 50,000 บาท และ (3) สินเชื่อธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสถานะเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่มีวงเงินรวมต่อสถาบันการเงินไม่เกิน 5,000,000 บาท 1.2วิธีการช่วยเหลือ : ลดการผ่อนค่างวดในช่วงระยะเวลา 3 ปี โดยในปีที่ 1 ชำระค่างวด 50% ปีที่ 2 ชำระค่างวด 70% และปีที่ 3 ชำระค่างวด 90% ของค่างวดก่อนเข้าร่วมมาตรการ และยกเว้นดอกเบี้ยให้หากลูกหนี้สามารถทำตามเงื่อนไขของมาตรการได้ครบ 3 ปี 2) การขยายยอดคงค้างหนี้และประเภทหนี้ตามมาตรการจ่าย ปิด จบ ขยายให้ครอบคลุมภาระหนี้จำนวน 10,000 บาท หากเป็นสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) และ 30,000 บาท หากเป็นสินเชื่อที่มีหลักประกัน (Secured Loan) ซึ่งวิธีการให้ความช่วยเหลือยังคงเหมือนเดิม คือ ลูกหนี้จ่ายเพียง10% เพื่อเป็นการชำระหนี้ปิดบัญชีทันที 3) การเพิ่มมาตรการใหม่ มาตรการจ่าย ตัด ต้น เพื่อให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่ลูกหนี้ NPLs ซึ่งมีสินเชื่อไม่มีหลักประกัน (Unsecured Loan) ที่มียอดหนี้คงค้างไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี โดยการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขเป็นการผ่อนชำระคืนเป็นงวด (Term Loan) และกำหนดอัตราผ่อนชำระขั้นต่ำที่ 2% ของยอดคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี และยกเว้นดอกเบี้ยให้เลยหากลูกหนี้สามารถทำตามเงื่อนไข ได้ครบ 3 ปี ทั้งนี้ คาดว่าการขยายโครงการ คุณสู้ เราช่วย นี้จะช่วยเหลือลูกหนี้ได้เพิ่มเติมอีกกว่า 1.8 ล้านรายหรือ 2.0 ล้านบัญชี ยอดสินเชื่อคงค้างรวม 310,000 ล้านบาท โดยขยายระยะเวลารับสมัครเข้าร่วมโครงการถึง 30 กันยายน 2568

เช่าบ้านราคาถูก! การเคหะฯจัดโปรพิเศษ 4 กลุ่มเป้าหมาย มอบส่วนลดถึงสิ้นปี
อ่าน

เช่าบ้านราคาถูก! การเคหะฯจัดโปรพิเศษ 4 กลุ่มเป้าหมาย มอบส่วนลดถึงสิ้นปี

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าการเคหะแห่งชาติ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดำเนินโครงการอาคารเช่าสำหรับผู้มีรายได้น้อย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน ให้มีที่พักอาศัยที่ได้มาตรฐานในระดับราคาค่าเช่าที่เหมาะสม ได้จัดโปรโมชันส่วนลดค่าเช่าสำหรับบุคคล 4 กลุ่มเป้าหมายที่มาทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 31 สิงหาคม 2568 โดยผู้ทำสัญญาเช่าจะได้รับส่วนลดค่าเช่า 200 – 500 บาท/เดือน (ตามเงื่อนไข) ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 สำหรับ 4 กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย 1. ผู้สูงอายุ อายุ60 ปีขึ้นไป /ผู้พิการ ที่มีบัตรผู้พิการ รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน2. ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี3. ผู้จบการศึกษาใหม่ (First Jobber) อายุ 18-29 ปี รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือน4. ประชาชนทั่วไป อายุ 20 ปีบริบูรณ์ หรือบรรลุนิติภาวะโดยการแต่งงาน รายได้ไม่เกิน 30,000 บาท/เดือนสำหรับคุณสมบัติต้องเป็นผู้สัญชาติไทย บรรลุนิติภาวะ และไม่เป็นคู่สัญญาเดิมกับ กคช. เป็นระยะเวลา 6 เดือน โดยจะให้สิทธิเช่า 1 คน ต่อ 1 ห้อง/สัญญา ขนาดครอบครัวไม่เกิน 4 คน เก็บเงินประกันการเช่า 1 เดือน และไม่ให้นำห้องเช่าไปเช่าช่วง หากพบว่าให้เช่าช่วงจะยกเลิกสิทธิและให้คืนห้องเช่าโดยเอกสารที่ผู้เช่าจะต้องนำมาทำสัญญาเช่า ประกอบด้วย 1.บัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) เพื่อใช้ยืนยันตัวบุคคล และใช้เป็นข้อมูลในการทำสัญญา ตามข้อมูลทะเบียนราษฎร์2.ทะเบียนบ้านปัจจุบันของตนเอง3.หนังสือรับรองรายได้4.หนังสือมอบอำนาจ (กรณีทำการแทน)5.หนังสือการเปลี่ยนชื่อ-สกุล (ถ้ามี)6.หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง (กรณี First Jobber 18-19 ปี) หรือทะเบียนสมรส ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถตรวจสอบรายละเอียด หน่วยว่างพร้อมเช่าได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1EO_3uqRuBuUvTdDVbCaWy_t6FacBY3Nt/view “รัฐบาลเร่งขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายสามารถมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาที่เข้าถึงได้ สอดคล้องกับรายได้ ไม่เป็นภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการก่อสร้าง กระจายรายได้ ส่งเสริมเศรษฐกิจรากฐานอีกด้วย ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่การเคหะแห่งชาติ โทร.สายด่วน 1615 หรือ www.nha.co.th” นายอนุกูล ระบุ

KTC เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุน
อ่าน

KTC เรื่องต้องรู้! ก่อนลงทุน

#ทันหุ้น - บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ส่องหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ราคาหุ้นเมื่อวานนี้ (23 มิ.ย.68) ร่วงติดฟลอร์ (-15% ตามเกณฑ์ชั่วคราวของตลาดหลักทรัพย์ฯ) ที่ระดับ 29.50 บาท ลดลง 5.25 บาท หรือ -15.11% มูลค่าการซื้อขายกว่า 513 ล้านบาท สาเหตุการลดลงมีกระแสข่าวว่า ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ใน KTC ถูกบังคับขาย (Force sell) โดยมีรายงานสรุปหลักทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ในบัญชีมาร์จิ้นของตลาดหลักทรัพย์ ณ เดือนพ.ค. 2568 พบว่ามีการนำ KTC มาใช้เป็นหลักประกัน 420.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 16.3% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยสอบถามไปทาง IR KTC ได้รับคำตอบว่าผลการดำเนินงานยังคงเป็นปกติ ผลประกอบการ 5M68 การเติบโตของสินเชื่อยังโตได้ตามสถานการณ์เศรษฐกิจแม้ไม่ค่อยดีนัก แต่รายได้ยังคงทรงตัว ขณะที่การติดตามทวงถามหนี้ยังทำได้ใกล้เคียงเดิม ดังนั้นฝ่ายวิจัยเชื่อว่าการปรับตัวลดลงหนักของราคาหุ้น KTC ไม่น่าจะมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานของหุ้นแต่อย่างใด ขณะที่ KTB ยังคงยืนยันสัดส่วนการถือหุ้นใหญ่ที่ระดับ 49.29% ไม่มีแผนการลดสัดส่วนการถือหุ้น ดังนั้นมีโอกาสที่จะเป็นการถูก Force sell ตามที่เป็นกระแสข่าว อย่างไรก็ดี หากถูก Force sell จริง ถ้านักลงทุนที่นำหุ้น KTC ไปวางเป็นหลักประกัน ไม่สามารถหาหลักประกันมาวางเพิ่ม หรือนำเงินมาจ่ายชำระหนี้ได้ อาจมีการบังคับขายต่อในวันนี้ได้อีก ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานของ KTC ไม่เปลี่ยนแปลง และฝ่ายวิจัยยังเชื่อว่า KTC ยังจะสามารถทำกำไรได้นิวไฮต่อเนื่องในปีนี้ได้ คงรอเพียงแรงขายหยุดแล้วค่อยเข้าซื้อ โดยมีราคาเป้าหมายที่ 42 บาท (ประเมินโดยวิธี GGM ที่ 2.25xPBV68F)

สินเชื่อเริ่ม 1% ต่อปี! ธอส. เพิ่มสภาพคล่อง “ซ่อม-แต่งบ้าน”
อ่าน

สินเชื่อเริ่ม 1% ต่อปี! ธอส. เพิ่มสภาพคล่อง “ซ่อม-แต่งบ้าน”

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพิ่มสภาพคล่องให้กับลูกค้าที่ต้องการรีโนเวท ต่อเติมที่อยู่อาศัย หรือซื้ออุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เกี่ยวเนื่องเพื่อประโยชน์ในการอยู่อาศัย อาทิ เปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ หรือติดตั้ง Solar Roof สามารถกู้เพิ่มเพื่อบ้านในฝัน กับ “สินเชื่อซ่อม – แต่ง” และ “สินเชื่อซ่อม – แต่ง Plus” ให้กู้รวมวงเงินสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.00% ต่อปี ผ่าน “สินเชื่อซ่อม – แต่ง” และอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี ในวงเงิน 200,000 บาทถัดมา ผ่าน “สินเชื่อซ่อม - แต่ง Plus” สำหรับลูกค้าปัจจุบันของ ธอส. ที่ทำนิติกรรมสัญญาและผ่อนชำระเงินกู้กับธนาคารมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี วงเงินกู้เดิมภายใต้หลักประกันสูงสุด ไม่เกิน 5 ล้านบาท มีประวัติการผ่อนชำระสม่ำเสมอทุกเดือนไม่น้อยกว่า 1 ปี ผู้ที่สนใจสามารถยื่นกู้ง่าย ๆ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่มที่สำนักงานที่ดิน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ G H Bank Call Center โทร.0-2645-9000 หรือ Facebook Fanpage ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ Application : GHB ALL GEN และ www.ghbank.co.th

"ธนารักษ์-กรุงไทย"แลกข้อมูลประเมินที่ดิน
อ่าน

"ธนารักษ์-กรุงไทย"แลกข้อมูลประเมินที่ดิน

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ลงนามความร่วมมือว่าด้วยการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านประเมินราคาทรัพย์สินระหว่าง กรมธนารักษ์ กับ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงนำข้อมูลประเมินราคาสินทรัพย์ของ 2 ธนาคารมาใช้ในการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกรมธนารักษ์รอบใหม่ ที่จะประเมินราคาเสร็จสิ้นในปลายปี 69 และเริ่มประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค.70 โดยมีรอบระยะเวลาใช้ 4 ปี ตั้งแต่ปี 70-73 ความร่วมมือนี้จะยกระดับ ระบบการประเมินราคาทรัพย์สินและการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร อีกทั้งการบูรณาการข้อมูลในครั้งนี้จะช่วยทำให้บัญชีราคาประเมินทรัพย์สินของกรมธนารักษ์มีราคาเหมาะสมตามลักษณะของทรัพย์สินและสอดคล้องกับทิศทางของราคาตลาด รวมถึงนำนวัตกรรมมาช่วยลดขั้นตอนในการสืบค้นราคาประเมินซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนให้ รวดเร็ว ง่ายขึ้น นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กรมธนารักษ์จะแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ทั้งสองหน่วยนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ บัญชีราคาประเมินทรัพย์สิน ประกอบด้วย บัญชีราคาประเมินที่ดิน บัญชีราคาประเมินห้องชุด และบัญชีราคาประเมินสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงข้อมูลหน่วยที่ดิน ประกอบด้วยชื่อหน่วยที่ดิน ความลึกมาตรฐาน เป็นเมตร และราคาประเมินที่ดินรายหน่วยที่ดิน อัตราบาทต่อตารางวาส่วนธนาคารกรุงไทย และ ธอส.จะแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กรมธนารักษ์นำไปใช้เป็นข้อมูลในการสอบทานข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียนเพื่อใช้ในการกำหนดราคาประเมินที่ดินรายหน่วยที่ดิน ได้แก่ ข้อมูลราคาประเมินสินเชื่อของอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบด้วย ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด รวมถึงข้อมูลราคาตลาดแปลงที่นำมาใช้ประกอบการประเมินราคาหลักทรัพย์ ประกอบด้วย ที่ดิน และห้องชุด “การเชื่อมโยงในครั้งนี้จะนำสู่การรวบรวมแลกเปลี่ยนข้อมูลการประเมินราคาทรัพย์สิน ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ ผ่านเอพีไอ เซอร์วิส ของศูนย์บริหารจัดการราคาประเมินทรัพย์สินแห่งชาติเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการราคาประมินทรัพย์สินด้วยเทคโนโลยี บิ๊ก ดาต้า และรองรับการประมวลผลและเผยแพร่ข้อมูลไปยังระบบประเมินราคาทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นของประชาชน

รัฐบาล เดินหน้าออกโฉนดที่ดินทำกินปี 2568 ตั้งเป้าครบ 86,000 แปลง
อ่าน

รัฐบาล เดินหน้าออกโฉนดที่ดินทำกินปี 2568 ตั้งเป้าครบ 86,000 แปลง

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระจายการถือครองที่ดินทำกิน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยกรมที่ดิน ได้เร่งรัดโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ เพื่อให้การออกโฉนดที่ดินให้กับประชาชนเป็นไปตามเป้าหมาย สร้างความมั่นคงเรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดิน สามารถเป็นหลักประกันการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และนำไปลงทุนประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งมั่นให้ประชาชนทุกคนต้องมีที่ดินเป็นของตนเอง เกษตรกรทุกครัวเรือนจะต้องมีที่ดินทำกินอย่างพอเพียง นายคารม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดทำโครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน เป้าหมายรวม จำนวน 86,000 แปลง มีพื้นที่ดำเนินการทั้งสิ้น 69 จังหวัด ยกเว้น 8 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี แม่ฮ่องสอน สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และภูเก็ต เนื่องจากมีพื้นที่ในการออกเอกสารสิทธิ์หนาแน่นแล้ว และเป็นจังหวัดที่มีเขตป่าไม้ครอบคลุมเกือบทั้งจังหวัดสำหรับผลการดำเนินงานปีงบประมาณ 2568 ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 67 - เม.ย. 68 แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่1)โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน และรังวัดรูปแปลงโฉนดที่ดินให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ให้ครอบคลุมทั่วประเทศซึ่งมีเป้าหมาย 70,000 แปลง ออกโฉนดแล้ว 42,412 แปลง เนื้อที่ประมาณ 109,914 ไร่2) โครงการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในจ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอำเภอนาทวี จะนะ เทพา และอำเภอสะบ้าย้อย จ.สงขลา ซึ่งมีเป้าหมายจำนวน 16,000 แปลง ระหว่างเดือน ธ.ค. 67 - เม.ย. 68 ดำเนินการออกโฉนดแล้ว 11,025 แปลง เนื้อที่ประมาณ 14,659 ไร่ “สำหรับแนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไป ยังคงเหลือเอกสาร ที่ยังไม่เป็นโฉนดที่ดินประมาณ 561,989 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,809,944.5 ไร่ กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดินคาดว่าจะดำเนินการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินได้เสร็จสิ้นทั่วประเทศภายใน 7 ปี ซึ่งจะนำข้อมูลตามโครงการบอกดินที่ประชาชนได้แจ้งไว้ เรื่องร้องเรียนร้องทุกข์ ถวายฎีกา และข้อมูลที่สำนักงานที่ดินจังหวัด/สาขา/ส่วนแยก ได้รับแจ้งข้อมูลไว้มาประกอบการพิจารณาดำเนินการ ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 - 67 รวมระยะเวลา 40 ปี กระทรวงมหาดไทย โดยกรมที่ดิน ดำเนินการสำรวจและออกโฉนดที่ดินแล้ว 14,838,692 แปลง เนื้อที่ประมาณ 71,240,052 ไร่" นายคารม ระบุ