รีเซต

ผลการค้นหา “南京办理不动产证流程(证件网:ban58.com)-南京办理不动产证流程1w<网址:bbzz58.com>-上海闵行南京办理不动产证流程-可以找南京办理不动产证流程E5” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ธนารักษ์เปิดฟีเจอร์ใหม่ D-Value รับรองสำเนาราคาประเมินที่ดินออนไลน์ ฟรีค่าใช้จ่าย
อ่าน

ธนารักษ์เปิดฟีเจอร์ใหม่ D-Value รับรองสำเนาราคาประเมินที่ดินออนไลน์ ฟรีค่าใช้จ่าย

#ทันหุ้น กรมธนารักษ์” เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่การรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินทรัพย์สินออนไลน์ D-Value เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ชูแนวคิด“สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย” ส่งตรงผ่านอีเมล์ผู้ขอได้ภายใน 10 นาทีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นอย่างชัดเจนในการผลักดันการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูล เพิ่มความโปร่งใส และลดต้นทุนการเข้ารับบริการของประชาชน กระทรวงการคลังจึงได้วางแนวทางการขับเคลื่อนประเทศผ่าน Engine 6 เสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้แก่ การสร้างคน การสร้างธุรกิจใหม่ การเสริมเงินทุน การเสริมเทคโนโลยี การมุ่งสู่เศรษฐกิจสีเขียว และการยกระดับภาครัฐให้เป็น Effective Governmentวันนี้ D-Value คือ หนึ่งในการพัฒนาเทคโนโลยีที่ต่อยอดจากการบริการเดิมและอยู่ใน Effective Government ซึ่งเป็น Engine ตัวสุดท้ายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อให้รัฐเป็น Enabler ทำงานเร็ว โปร่งใส และ ใช้ Data AI เพื่อเปิดทางให้เศรษฐกิจเดินหน้า เป็นตัวอย่างรูปธรรมของการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการทำงานในด้านการประเมินราคาทรัพย์สินให้ทันสมัยและตอบโจทย์ยุคดิจิทัลมากยิ่งขึ้น“D-Value มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากประชาชนจำนวนมากต้องใช้ข้อมูลราคาประเมินทรัพย์สินในการประกอบธุรกรรมทางการเงินและใช้ประกอบการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ การทำให้ข้อมูลเหล่านี้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ถูกต้อง โปร่งใส และไม่ต้องเดินทางมาที่สำนักงาน ถือเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนทั่วประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินที่ดินและห้องชุดแบบออนไลน์ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล เลือกแปลงที่ต้องการ และรับเอกสารที่มีสถานะ “สำเนาถูกต้อง” ส่งตรงทางอีเมลได้ทันที โดยไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ ถือเป็นการยกระดับบริการของรัฐให้ทันสมัย สอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง” นายเอกนิติ กล่าวนายอัครุตม์ อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมธนารักษ์ได้ปรับโฉมหน้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชันใหม่ทั้งหมด ให้ทันสมัยและใช้งานง่าย พร้อมชูฟังก์ชันเด่นคือ “การสืบค้นราคาประเมินที่ดินจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม” ทำให้ประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลจากการพิมพ์ชื่อสถานที่ ถนน หรือจุดสังเกตใกล้เคียง และการเลือกตำแหน่งแปลงที่ดินบนแผนที่ได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องทราบเลขที่โฉนดหรือเลขที่ น.ส.3ก นอกจากนี้ ยังได้เปิดตัวบริการขอรับรองสำเนาบัญชีราคาประเมินที่ดินและห้องชุดออนไลน์เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด “สะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย”สำหรับขั้นตอนการใช้งานประชาชนสามารถรับบริการได้ง่าย ๆ เพียง 4 ขั้นตอน1.เข้าใช้งานระบบฯ ด้วยการเข้าสู่ระบบและยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD หรือ เป๋าตัง2.สืบค้นข้อมูลราคาประเมิน โดยสามารถเลือกตำแหน่งจากแผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม หรือกรอกข้อมูลเลขที่โฉนด/เลขที่ น.ส. 3ก. สำหรับที่ดิน หรือกรอกชื่ออาคารชุดสำหรับห้องชุด3.ตรวจสอบรายการตามคำขอ และระบุอีเมล (e-mail) ที่ใช้ในการรับข้อมูล4.รับข้อมูลสำเนาบัญชีราคาประเมิน ที่มีการรับรองสำเนาถูกต้องอิเล็กทรอนิกส์ส่งตรงถึงอีเมลภายใน 10 นาที ซึ่งเอกสารนี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานทางราชการและประกอบธุรกรรมต่าง ๆ ได้ทันทีสำหรับการพัฒนาฟีเจอร์ของ D-Value ในครั้งนี้ นอกจากจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็วแบบไร้รอยต่อแล้ว ยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการขอเอกสารแบบเดิม และประหยัดค่าเดินทางให้กับประชาชน ภาคเอกชน รวมถึงหน่วยงานภาครัฐได้อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมธนารักษ์ในการขับเคลื่อนภารกิจให้ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืนผู้ที่สนใจสามารถเข้าใช้งานระบบได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผ่านทางเว็บไซต์ https://assessprice.treasury.go.th หรือแอปพลิเคชัน TRD Property Valuation บนอุปกรณ์เคลื่อนที่

ก.ล.ต. งัด Travel Rule คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัลดักทางแก๊งฟอกเงินระดับสากล
อ่าน

ก.ล.ต. งัด Travel Rule คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัลดักทางแก๊งฟอกเงินระดับสากล

#TravelRule #สินทรัพย์ดิจิทัล - สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศการจัดให้มีการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล หรือเรียกว่า “หลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล” เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลมีข้อมูลประกอบการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยงด้านการฟอกเงินที่เพียงพอ สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสนับสนุนการป้องกันการใช้บริการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงินและกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพตามที่ ก.ล.ต. ได้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและยับยั้งอาชญากรรมทางเทคโนโลยี รวมทั้งคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย ได้มีมติให้ ก.ล.ต. ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกแนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ในระหว่างที่ ปปง. เตรียมความพร้อมเพื่อออกกฎเกณฑ์ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินก.ล.ต. จึงได้ประสานงานกับ ปปง. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ระบบบริหารความเสี่ยงของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ให้มีข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรม เพื่อสนับสนุนการติดตามตรวจสอบและป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดย ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อหลักการดังกล่าวไปเมื่อเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 โดยผู้ที่เกี่ยวข้องส่วนใหญ่เห็นด้วยกับหลักการที่เสนอ พร้อมทั้งมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้นำข้อเสนอแนะมาพิจารณาปรับปรุงหลักการให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น และได้จัดทำร่างประกาศกำหนดหน้าที่ของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ (1) ต้องจัดให้มีนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารและจัดการความเสี่ยงเกี่ยวกับการโอนและรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัล โดยมีหน้าที่รวบรวมข้อมูลของลูกค้าและคู่ธุรกรรมของลูกค้าประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ตรวจสอบคู่ธุรกรรม ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลของคู่ธุรกรรม รวมถึงตรวจสอบความเป็นเจ้าของหรือการมีอำนาจควบคุมกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัลแบบดูแลและควบคุมด้วยตนเอง (self-hosted wallet) กรณีโอน/รับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลกับ self-hosted wallet และเก็บข้อมูลประกอบการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลในทุกธุรกรรมอย่างน้อย 5 ปี โดย 2 ปีแรก ต้องจัดเก็บไว้ในลักษณะที่หน่วยงานกำกับสามารถเรียกดูหรือตรวจสอบได้ทันที (2) กรณีเป็นผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน (Ordering Digital Asset Operator) ต้องส่งข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน ประกอบกับคำสั่งโอนสินทรัพย์ดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่รับคำสั่งโอน (Beneficiary Digital Asset Operator) และในกรณีที่มีตัวกลางของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล (Intermediary Digital Asset Operator) อยู่ในเส้นทางการโอนสินทรัพย์ดิจิทัล ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของตัวกลางดังกล่าว และดำเนินการเพิ่มเติมตามที่กำหนด เพื่อให้สามารถติดตามเส้นทางธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่องและครบถ้วนตามเป้าหมาย (3) ต้องมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลตามที่กำหนด ซึ่งรวมถึงการรวบรวมข้อมูลของผู้โอนและผู้รับโอน ประกอบการรับโอนสินทรัพย์ดิจิทัลจากผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลผู้ส่งคำสั่งโอน หรือลูกค้าทั้งนี้ การกำหนดหลักเกณฑ์ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ครั้งนี้ เป็นการยกระดับความสามารถในการติดตามเส้นทางการเงินของธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล ตรวจสอบ ป้องกัน และสกัดกั้นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งป้องกันความเสี่ยงที่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจะถูกใช้เป็นช่องทางในการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย โดยไม่เพิ่มภาระแก่ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจนเกินควร รวมทั้งเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของระบบนิเวศสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในภาพรวมก.ล.ต. จึงเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศข้างต้น โดยได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1185 และระบบกลางทางกฎหมาย https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzQ4NURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ= ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทาง e-mail: titibhorn@sec.or.th nattira@sec.or.th และ jiratchaya@sec.or.th จนถึงวันที่ 10 กรกฎาคม 2569

บอร์ดประชารัฐรื้อเกณฑ์คัดกรองบัตรคนจนชงครม. เซ่นปมลดหย่อนภาษีพ่อแม่
อ่าน

บอร์ดประชารัฐรื้อเกณฑ์คัดกรองบัตรคนจนชงครม. เซ่นปมลดหย่อนภาษีพ่อแม่

#ทันหุ้น บอร์ดประชารัฐฯเคาะรื้อเกณฑ์บัตรคนจนใหม่เตรียมชงครม.ก่อนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ ประกาศชัดยกเลิก"ลูกลดหย่อนภาษี"ตัดสิทธิ์พ่อแม่ พร้อมลุยเชิงรุกดึงผู้ลำบากจริงเข้าสู่ระบบ มหาดไทยพบผู้ตกหล่นอีก 1.5 ล้านรายนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลังเปิดเผยภายหลังในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมครั้งที่7/2569ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานว่า คณะกรรมการฯได้มีมติสำคัญในการปรับปรุงหลักเกณฑ์คัดกรองผู้มีรายได้น้อยเพื่อรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยเน้นย้ำเป้าหมายหลักคือการนำผู้ที่มีความเดือดร้อนและยากจนอย่างแท้จริงเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐโดยประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมากคือหลักเกณฑ์การหักค่าลดหย่อนภาษีกรณีที่บุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนซึ่งในอดีตอาจส่งผลให้บิดามารดาเสียสิทธิ์ในการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐล่าสุดคณะกรรมการฯได้มีมติไม่นำเกณฑ์นี้มาใช้ในการลงทะเบียนและคัดกรองครั้งนี้เพื่อลดความกังวลของประชาชนทั้งนี้คณะกรรมการฯจะรวบรวมข้อมูลหลักเกณฑ์ทั้งหมดมาพิจารณาในภาพรวมอีกครั้งเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกเกณฑ์ที่ไม่เหมาะสมโดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเพียงครั้งเดียวเพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนจะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นทางการสำหรับการดำเนินงานในรอบนี้คณะกรรมการฯเน้นการทำงานแบบเชิงรุกโดยแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น3กลุ่มหลักเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาผู้ป่วยติดเตียงหรือคนชายขอบตกหล่นเหมือนที่ผ่านมาประกอบด้วย1.กลุ่มผู้ลงทะเบียนเดิมมีผู้ยืนยันขอรับสิทธิ์แล้วกว่า11.28ล้านราย ตรวจสอบเสร็จแล้ว 10.8 ล้านรายซึ่งจากการตรวจสอบพบว่ามีประมาณ4 แสนรายที่มีข้อมูลผิดพลาดเล็กน้อยเช่นการกรอกชื่อ-นามสกุลซ้ำคณะกรรมการฯมีมติให้แก้ไขในฐานข้อมูลได้ทันทีโดยที่ประชาชนไม่ต้องมาลงทะเบียนใหม่ส่วนผู้ที่มีข้อมูลผิดพลาดในสาระสำคัญ ซึ่งมีเพียงประมาณ200รายทางธนาคารกรุงไทยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่จะลงไปพบถึงตัวเพื่อแก้ไขให้2.กลุ่มที่มีรายชื่อในบัญชีมหาดไทยและพม.มีจำนวนประมาณ1.04 ล้านรายซึ่งปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเสร็จสิ้นไปแล้วกว่า70%3.กลุ่มตกหล่นจากการสำรวจเป็นกลุ่มที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านพบเจอระหว่างลงพื้นที่ซึ่งมีจำนวนสูงถึง1.5 ล้านรายทั้งนี้การสำรวจและลงทะเบียนจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่21 มิ.ย.นี้ประกาศรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์ในวันที่17ก.ค.นี้“ประชาชนที่มั่นใจว่าตนเองอยู่ในเกณฑ์ผู้ลำบากแต่ยังไม่มีรายชื่อสามารถติดต่อแจ้งข้อมูลกับกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่รวมถึงเจ้าหน้าที่กทม.เพื่อขอเข้าสู่กระบวนการคัดกรองได้ทันทีโดยรัฐบาลยืนยันว่าการคัดกรองครั้งนี้ไม่ได้เอางบประมาณเป็นตัวตั้งแต่ต้องการช่วยเหลือผู้ที่ลำบากอย่างแท้จริงให้ได้รับสวัสดิการอย่างครอบคลุม”

รวมแหล่งกู้สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง
อ่าน

รวมแหล่งกู้สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง

เจาะลึก 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 อนุมัติไว ไม่ต้องเสี่ยงหนี้นอกระบบ ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน การมองหาช่องทางเสริมสภาพคล่องด้วยการกู้สินเชื่อถูกกฎหมาย กลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกแหล่งเงินทุนที่เชื่อถือได้ อนุมัติไว และถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณก้าวผ่านวิกฤตทางการเงินในปี 2569 ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบที่อันตราย สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมายคืออะไร สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย คือ บริการทางการเงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) โดยมีลักษณะเด่นคือการระบุอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน โปร่งใส มีหลักฐานการชำระเงินที่ตรวจสอบได้ และดอกเบี้ยต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้มั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมตลอดอายุสัญญา 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยทางการเงินที่วางใจได้ ในปี 2569 นี้มีแหล่งเงินทุนถูกกฎหมายที่ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อที่เน้นความอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนไปจัดการภาระต่าง ๆ จุดเด่นคือไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน การพิจารณาจะดูจากฐานรายได้และความมั่นคงทางการเงินเป็นหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ขอได้สะดวกขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ 2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนมีรถแต่ไม่อยากจอดรถทิ้งไว้ เพียงใช้เล่มทะเบียนรถเป็นหลักประกันในการกู้สินเชื่อ ก็สามารถรับเงินสดไปหมุนเวียนได้ทันที โดยที่คุณยังคงมีรถไว้ขับไปทำงานหรือประกอบอาชีพตามปกติ ที่สำคัญคืออาชีพอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือนก็สามารถยื่นขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ไม่ยาก 3. บัตรกดเงินสด เป็นวงเงินสำรองพร้อมใช้ที่เน้นความคล่องตัวสูง เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้วคุณสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM หรือโอนเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีคือคิดดอกเบี้ยตามยอดที่ใช้จริง และเมื่อชำระคืน วงเงินก็จะหมุนเวียนกลับมาให้คุณใช้ใหม่ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน 4. สินเชื่อที่ดินแลกเงิน สินเชื่อสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำโฉนดมาเป็นหลักประกันแลกเงินก้อน วิธีนี้มักจะได้วงเงินที่ค่อนข้างสูงและดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อบางประเภท แต่อยากให้พิจารณาเป็นทางเลือกท้าย ๆ หากที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวของคุณ 5. สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ นวัตกรรมการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัลที่สุด เพราะสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้ 100% บางผู้ให้บริการทราบผลอนุมัติไวมากภายใน 10-30 นาที ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณาแทนเอกสารกระดาษ ทำให้ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ยากมีโอกาสได้รับเงินทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ข้อควรระวังที่ต้องรู้ แม้จะเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย แต่การกู้สินเชื่อก็มีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อสุขภาวะทางการเงินที่ดี ตรวจสอบผู้ให้บริการ: ก่อนตัดสินใจสมัคร ควรตรวจสอบรายชื่อแอปพลิเคชันหรือสถาบันการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยเสมอเพื่อป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้าง ประเมินความสามารถในการชำระ: ไม่ควรกู้เกินกำลังรายได้ที่มี เพราะภาระหนี้ที่สูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเครดิตในระยะยาว อ่านสัญญาให้ละเอียด: ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝงต่าง ๆ ให้แน่ใจว่าถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ก่อนกดยืนยัน ผู้เชี่ยวชาญจาก Promise เน้นย้ำถึงการกู้สินเชื่ออย่างปลอดภัยว่า ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ พร้อมทั้งควรประเมินรายได้เพื่อไม่ให้กู้เกินกำลังจนกระทบต่อเครดิตในระยะยาว และที่สำคัญต้องตรวจสอบรายละเอียดสัญญา อัตราดอกเบี้ย รวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนกดยืนยันเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับเงื่อนไขที่เป็นธรรม สรุปบทความ การเลือกใช้บริการทางการเงินจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในปี 2569 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจัดการปัญหาการเงินมีความมั่นคงและปลอดภัย การเข้าถึงสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือด้วยเงื่อนไขที่ชัดเจนและเป็นธรรม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่สะดวกทั้งรูปแบบสาขาหรือแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำเตือน: ควรเลือกกู้เงินจากแหล่งที่ถูกกฎหมายและตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์แบงก์ชาติทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้และกู้เท่าที่จำเป็น เพื่อรักษาเครดิตทางการเงินและป้องกันปัญหาหนี้สินเกินตัวในอนาคต

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

อัปเดต สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน
อ่าน

อัปเดต สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ ปริมณฑล ต่ออายุพาสปอร์ต ที่ไหน

ใครที่ พาสปอร์ตหมดอายุ หรือต้องการ ทำพาสปอร์ตเล่มใหม่ เพื่อที่วางแผนจะเดินทางเที่ยวต่างประเทศในเร็วๆ นี้ ตามเรามาอัปเดตได้เลยค่ะกับ สถานที่ทำพาสปอร์ต 2569 ในกรุงเทพ และ ปริมณฑล ใกล้ๆ บ้าน ต่ออายุพาสปอร์ต หรือ ทำพาสปอร์ตใหม่ ก็สะดวกสบายและรวดเร็ว มาดูกันว่า สถานที่ให้บริการหนังสือเดินทาง ที่ไหนใกล้ๆ บ้านกันบ้างค่ะ วิธีทำพาสปอร์ต และ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์ ที่ทําพาสปอร์ต ต่างจังหวัด ทำพาสปอร์ตที่ไหน สะดวก ไม่ต้องเข้ากรุงเทพ ทำพาสปอร์ตเด็ก เอกสาร ต่างๆ ในการทำพาสปอร์ต พาลูกเที่ยวต่างประเทศ สถานที่ทำพาสปอร์ต ในกรุงเทพ ปริมณฑลต่ออายุพาสปอร์ต ทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ที่ไหนดี 1. กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : 123 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/J9ZRCjeMsCxV64H89 โทร : 0-2203-5000 กด 1 เพื่อติดต่อกรมการกงสุลCall Center 0-2572-8442 ================ 2. สำนักงานหนังสือเดินทาง ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (รับทำเฉพาะหนังสือเดินทางราชการเท่านั้น) วันทำการ : วันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (อาคารบี ประตูฝั่งทิศตะวันออก) ชั้น 7 ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/nQvYqW148Ke6FbYK6 โทร : 0-2143-7680 ================ 3. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางนา - ศรีนครินทร์ วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ชั้น 1 โซน C ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/xj3deaM46uimNmKs6 โทร : 0-2136-3800, 0-2136-3802 และ 09-3010-5246 ================ 4. บริการทำพาสปอร์ตด้วยเครื่อง Kiosk ธัญญาพาร์ค วันทำการ : วันจันทร์-อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ชั้น 1 โซน C ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/wPLg8BXJ9WF6D56h9 โทร : 0-2136-3800, 0-2136-3802 และ 09-3010-5246เงื่อนไขในการใช้เครื่อง Kiosk : อายุ 20 ปีขึ้นไป เคยมีหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีแอปธนาคารเพื่อสแกนจ่ายค่าธรรมเนียม ================ 5. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว สายใต้ใหม่ - ตลิ่งชัน วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : อาคาร SC Plaza สถานีขนส่งกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/sMWUka4czBWsg3No7 โทร : 0-2422-3431 ================ 6. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว มีนบุรี วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าบิ๊กซี สาขาสุวินทวงศ์ 29 ถนนสุวินทวงศ์ แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/XfnE6JraSGTRs7uG8 โทร : 0-2024-8362-64 ================ 7. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว MRT คลองเตย วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) ที่อยู่ : สถานีรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) คลองเตย ถนนพระราม 4 แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/N9VYesYmAW8GujVw8 โทร : 0-2024-8896, 09-3010-5247 ================ 8. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ปทุมวัน วันทำการ : วันจันทร์ - อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ MBK Center ชั้น 5 โซน A ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/rJygy7Xd9hvqFBfH9 โทร : 0-2126-7612 ================ 9. บริการทำพาสปอร์ตด้วยเครื่อง Kiosk MBK Center วันทำการ : วันจันทร์-อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์-อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ MBK Center ชั้น 5 โซน A ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ พิกัด : https://maps.app.goo.gl/NTWhFGMgg6P2yYam9 โทร : 0-2126-7612เงื่อนไขในการใช้เครื่อง Kiosk : อายุ 20 ปีขึ้นไป เคยมีหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีแอปธนาคารเพื่อสแกนจ่ายค่าธรรมเนียม ================ 10. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ธัญบุรี วันทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ชั้น 3 ถนนพหลโยธิน ตำบลประชาธิปัตย์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี พิกัด : https://maps.app.goo.gl/9EfZXed9bb9JM3Jp9 โทร : 0-2150-9002 ================ 11. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่ วันทำการ : วันจันทร์-อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ที่เป็นวันหยุดยาว)เวลา 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ชั้น G ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี พิกัด : https://maps.app.goo.gl/B71gP3UbhwPTBkCj6 โทร : 0-2194-2643 ================ 12. บริการทำพาสปอร์ตด้วยเครื่อง Kiosk เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต วันทำการ : วันจันทร์-อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) ที่อยู่ : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ชั้น G ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี พิกัด : https://maps.app.goo.gl/FHsKeQMKXJbZ4sZdA โทร : 0-2194-2643เงื่อนไขในการใช้เครื่อง Kiosk : อายุ 20 ปีขึ้นไป เคยมีหนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิกส์ และมีแอปธนาคารเพื่อสแกนจ่ายค่าธรรมเนียม ================ ค่าทำพาสปอร์ต พาสปอร์ตธรรมดา 1,000 บาท เล่ม 5 ปี 1,500 บาท เล่ม 10 ปี สถานที่รับพาสปอร์ต : กรุงเทพฯ และปริมณฑล จัดส่งไปรษณีย์ 2-3 วันทำการต่างจังหวัด จัดส่งไปรษณีย์ 3-5 วันทำการ พาสปอร์ตด่วนพิเศษ (รับเล่มในวันเดียวกัน) 3,000 บาท เล่ม 5 ปี 3,500 บาท เล่ม 10 ปี *สามารถทำพาสปอร์ตแบบด่วนพิเศษได้ก่อนเวลา 11.00 น.สถานที่รับพาสปอร์ต : กรมการกงสุล รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://consular.mfa.go.th กองหนังสือเดินทางโทร : 0-2572 8442 และ 0-2203 5000 ต่อ 32301อีเมล : consular05@mfa.go.thเว็บไซต์ : https://consular.mfa.go.th

KTB อัดโปรท้ายปี รับลดหย่อนภาษี ในงาน Money Expo 20-23 พ.ย.นี้
อ่าน

KTB อัดโปรท้ายปี รับลดหย่อนภาษี ในงาน Money Expo 20-23 พ.ย.นี้

#ทันหุ้น - ธนาคารกรุงไทย จัดทัพผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินครอบคลุม สินเชื่อ เงินฝาก และการลงทุนรับเทศกาลลดหย่อนภาษี ร่วมงาน มหกรรมการเงินกรุงเทพส่งท้ายปี ครั้งที่ 8 (Money Expo 2025 Bangkok Year-End) ณ ฮอลล์ 5 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 20 - 23 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้แนวคิด  "ALIVE อิสระทางการเงินที่ยั่งยืน" สนับสนุนลูกค้าเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างครบวงจร ใช้ชีวิตอย่างมั่นคง และมีอิสระทางการเงิน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นทุกวันภายในงาน ธนาคารสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในชีวิตด้วย “สินเชื่อกรุงไทยบ้านแลกเงิน” ดอกเบี้ยพิเศษคงที่ เริ่มต้น 3.49% ต่อปี 6 เดือนแรก รับวงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 30 ปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 6.43% - 6.59% ต่อปี ณ วันที่ 9 ต.ค. 68) สินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านใหม่และบ้านมือสอง ด้วยดอกเบี้ยพิเศษปีแรกคงที่ เริ่มต้น 2.29% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 4.81% - 5.17% ต่อปี ณ วันที่ 1 ต.ค. 68) และสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยพิเศษปีแรกคงที่ เริ่มต้น 1.54% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 100% ของราคาประเมิน หรือไม่เกินยอดหนี้คงเหลือครั้งนี้ กู้ได้นานสูงสุด 40 ปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 4.60% - 4.84 % ต่อปี ณ วันที่ 22 ต.ค. 68) และ สินเชื่อบ้านกู้เพิ่ม (Top up) ดอกเบี้ยพิเศษคงที่ 3 ปี เริ่มต้น 7.09% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญาอยู่ระหว่าง 7.25% - 7.59% ต่อปี ณ วันที่ 1 ต.ค. 68) กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MLR = 6.50% ต่อปี (ณ วันที่ 15 ส.ค. 68) อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ รายละเอียดการคำนวณศึกษาเพิ่มเติมที่  www.krungthai.com เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด สินเชื่อกรุงไทย Smart Money เงินก้อน เสริมสภาพคล่องให้วงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือน ไม่มีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารกรุงไทยก็ขอกู้ได้ เพียงมีรายได้ 30,000 บาท ต่อเดือน ขึ้นไป (อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง   20% - 24% ต่อปี) และ สินเชื่อเพื่อการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้น 3.10% ต่อปี วงเงินกู้ได้ตามประมาณการค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี (อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 3.10% - 10.045% ต่อปี) สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน +2.00% ต่อปี ถึง MRR+3.00% ต่อปี) กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ย MRR = 7.045% ต่อปี (ณ วันที่ 15 ส.ค. 68)   และอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน = 1.10% ต่อปี (ณ วันที่ 1 ก.ย. 68) อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดสนับสนุนสภาพคล่องทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการด้วย สินเชื่อ SME ผ่อนนาน 20 ปี ให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 20 ปี สินเชื่อ SME วงเงินสูง x3 ให้วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันและ สินเชื่อ  SME  ไซส์เล็ก สำหรับร้านค้ารายย่อยที่ใช้แอปพลิเคชันถุงเงิน หรือเครื่อง EDC ของธนาคารกรุงไทย หรือค้าขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดยกระดับการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคตที่มั่นคงด้วย เงินฝาก Krungthai NEXT Savings ขยายวงเงิน ฝากตั้งแต่บาทแรกถึง 2 ล้านบาท รับดอกเบี้ยสูง 1.5% ต่อปี เมื่อเปิดบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT และ เงินฝากปลอดภาษี Krungthai ZERO TAX MAX ดอกเบี้ยสูงสุด 2.00% ต่อปี สมัครบัตรเดบิตกรุงไทย รับส่วนลดค่าธรรมเนียมการออกบัตรและค่าธรรมเนียมรายปีปีแรก สูงสุด 200บาท เปิดบัญชีเงินฝาก Krungthai  Care Savings  ขั้นต่ำ 1,000 บาท คุ้มครองอุบัติเหตุ 24ชั่วโมงทั่วโลก 25 เท่าของยอดเงินฝากคงเหลือ 1 วัน ก่อน ประสบอุบัติเหตุ สูงสุด 2.5 ล้านบาท รับประกันภัยโดย บมจ.แอกซ่า ประกันภัย เอาใจผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยว ด้วยบัตร Krungthai Travel Debit Card ร่วมกับบัญชี Global Savings มอบประสบการณ์เหนือระดับ ด้วยสิทธิประโยชน์โดนใจ แลกเงินเก็บในบัญชีสกุลต่างประเทศ Global Savings รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากสูงสุด 2.5% ต่อปี ครอบคลุมแลกเงินเรทดี 20 สกุลเงินทรัพย์สินพร้อมขายKrungthai NPA Mega Sale 2568ลดราคาพิเศษ ส่งท้ายปีกว่า2,000รายการ มูลค่ารวมกว่า9,000ล้านบาท ตั้งแต่วันนี้ถึง16ธันวาคม2568กรณีซื้อที่อยู่อาศัย หรืออาคารพาณิชย์ หรือห้องชุด ที่มีราคาซื้อขายและราคาประเมินทุนทรัพย์ ไม่เกิน7ล้านบาท จะได้ลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้ซื้อชำระเพียง0.005% และลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนจำนอง ผู้ซื้อชำระเพียง0.01% โดยเงื่อนไขเป็นไปตาม มาตรการของภาครัฐ มีผลตั้งแต่วันนี้จนถึง30มิถุนายน2569นอกจากนี้ ยังมี โปรโมชันพิเศษรับเทศกาลการวางแผนภาษี กับ "Krungthai Tax Festival 2025 วางแผนดี ภาษีไม่แรง" นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนและประกัน เพื่อสร้างโอกาสความมั่นคงทางการเงิน ตอบโจทย์การวางแผนสิทธิทางภาษีเงินในช่วงปลายปี เปิดบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ KTX ผ่านแอปพลิเคชัน Krungthai NEXTและมียอดซื้อขายครบ 50,000 บาท ภายใน 30 วัน รับ Tops e-Voucherมูลค่า 200บาท ตามเงื่อนไขของ KTX ลงทุนกองทุนรวม KTAM ภายในงาน รับของสมนาคุณ ตามเงื่อนไขที่กำหนด สมัครบัตรเครดิต KTC รับบัตรกำนัล Starbucks มูลค่า 200 บาท เมื่อได้รับอนุมัติและใช้จ่ายตามเงื่อนไขที่กำหนดใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปีคาราวานตรวจสุขภาพกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต พร้อมรับสิทธิพิเศษ เมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตภายในงาน และรับของที่ระลึกตามเงื่อนไขที่กำหนดเมื่อซื้อประกันวินาศภัยทุกผลิตภัณฑ์ของบมจ.ชับบ์สามัคคีประกันภัยค่าเบี้ยประกันภัย5,000บาทขึ้นไป รับแก้วเก็บอุณหภูมิ1ใบซื้อประกันวินาศภัยทุกผลิตภัณฑ์ของบมจ.กรุงไทยพานิชประกันภัยค่าเบี้ยประกันภัย3,000บาทขึ้นไป รับซองใส่บัตร ระดับพรีเมียมซื้อประกันวินาศภัยทุกผลิตภัณฑ์ของ บมจ.ทิพยประกันภัยค่าเบี้ยประกันภัย5,000บาทขึ้นไป รับTIP Shopping Bagทั้งนี้ ผู้ซื้อควรทำความเข้าใจรายละเอียดความคุ้มครองและเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ ทำประกันภัยทุกครั้งธนาคารกรุงไทย ยึดมั่นในแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมให้ความรู้สร้างวินัยทางการเงิน กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว เพื่อเสริมสร้าง ภูมิคุ้มกันทาง การเงิน สร้างความมั่นคงและอิสระทางการเงินอย่างยั่งยืน  ทั้งนี้ เงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยน เป็นไปตามที่ธนาคารกรุงไทยและบริษัทในเครือที่เข้าร่วมโครงการกำหนด ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ที่ระบุไว้ในคู่มือการลงทุนในกองทุนและความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขการลงทุนที่กรมสรรพากรกำหนด ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับพร้อมเงินเพิ่ม

คู่มือการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ปี 2025 ขั้นตอน การเตรียมตัว ค่าใช้จ่าย
อ่าน

คู่มือการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ปี 2025 ขั้นตอน การเตรียมตัว ค่าใช้จ่าย

การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัยเริ่มต้นจากการมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง บทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนที่จำเป็น สิ่งที่ต้องเตรียมตัว และค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ชั่วคราว 2 ปี) ครั้งแรก ขั้นตอนการสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลครั้งแรก จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ดังนี้: จองคิว: จองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก เตรียมเอกสารและยื่นคำขอ: เดินทางไปสำนักงานขนส่งตามวันและเวลาที่จองคิวไว้ ยื่นคำขอและเอกสารที่เตรียมไว้เพื่อตรวจสอบหลักฐานและคุณสมบัติ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย: เข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย เช่น การทดสอบสายตาทางลึก, สายตาทางกว้าง, การมองเห็นสีที่จำเป็นในการขับรถ และการทดสอบปฏิกิริยาทางเท้าในการเหยียบเบรก อบรมภาคทฤษฎี: เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กำหนด (สำหรับทำใบขับขี่ครั้งแรกต้องอบรมที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) รวม 5 ชั่วโมง เนื้อหาเกี่ยวกับการขับรถอย่างปลอดภัย กฎหมายจราจร และมารยาทในการขับรถ สอบข้อเขียน (ภาคทฤษฎี): เข้ารับการสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) ผู้สอบต้องทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ (ส่วนใหญ่คือ 45 ข้อ จาก 50 ข้อ) สอบปฏิบัติ (ภาคปฏิบัติ): นำรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการสอบ หรือใช้รถของสนามสอบ (ขึ้นอยู่กับบริการของแต่ละพื้นที่) ทดสอบการขับขี่ตามท่าทางที่กำหนด เช่น การขับรถบนทางแคบ (ไม้กระดาน), การขับเป็นวงกลม, การขับซิกแซ็ก, และการหยุดรถตามป้ายหยุด/ไฟสัญญาณ ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูป: เมื่อสอบผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ให้ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี) สิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเตรียมเอกสารและเตรียมความพร้อมในการสอบเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำใบขับขี่ราบรื่น: สิ่งที่ต้องเตรียม รายละเอียด 1. บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับจริง (อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ สำหรับรถจักรยานยนต์ทั่วไป หรือ 15 ปีบริบูรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 110 ซีซี) 2. ใบรับรองแพทย์ ฉบับจริง ที่ออกให้ก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน และต้องระบุว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ (เช่น โรคลมชัก, โรคหัวใจบางชนิด) หรือเป็นบุคคลวิกลจริต 3. หลักฐานการจองคิว ภาพหน้าจอหรือใบนัดคิวจากแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue 4. การเตรียมตัวสอบ สอบข้อเขียน: ศึกษาคู่มืออบรมใบขับขี่ กฎหมายจราจร และป้ายสัญลักษณ์จราจร เพื่อเตรียมตัวสอบข้อเขียน สอบปฏิบัติ: ฝึกฝนการขับขี่รถจักรยานยนต์ตามท่าสอบที่กำหนดจนคล่องแคล่ว 5. รถจักรยานยนต์ เตรียมรถจักรยานยนต์ที่พร้อมใช้งานสำหรับใช้ในการสอบภาคปฏิบัติ (บางสนามสอบมีรถให้เช่า) ค่าใช้จ่ายในการทำใบขับขี่ (โดยประมาณ) ค่าใช้จ่ายหลักในการทำใบขับขี่จะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมที่ชำระกับกรมการขนส่งทางบก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าธรรมเนียมกรมการขนส่งทางบก: ค่าคำขอ: 5 บาท ค่าใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี): 100 บาท รวมค่าธรรมเนียมโดยประมาณ: 105 บาท (ไม่รวมค่าบัตรพลาสติก 100 บาท ในกรณีทำใบขับขี่ 5 ปี ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมการขนส่งทางบก) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าใบรับรองแพทย์: ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล (ประมาณ $100 - 500$ บาท) ค่าบริการจองคิว/ติว (ถ้ามี): หากเลือกใช้บริการโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการรับรอง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคอร์สติวและการสอบปฏิบัติ การทำใบขับขี่ครั้งแรกจึงมีค่าใช้จ่ายรวมเริ่มต้นเพียง 105 บาท (ไม่รวมค่าใบรับรองแพทย์) ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายในการขับขี่บนท้องถนนนั่นเองครับ Photo Credit : AI Generated

ก.ล.ต.-บช.สอท.จับผู้ต้องสงสัยให้บริการรับแลกเหรียญ WLD ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้รับอนุญาต
อ่าน

ก.ล.ต.-บช.สอท.จับผู้ต้องสงสัยให้บริการรับแลกเหรียญ WLD ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้รับอนุญาต

ก.ล.ต.-บช.สอท.จับผู้ต้องสงสัยให้บริการรับแลกเหรียญ WLD ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้รับอนุญาต#ทันหุ้น #SET #WLD ก.ล.ต. ร่วมกับ บช.สอท. เข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องสงสัยให้บริการรับแลกเหรียญ Worldcoin (WLD) เข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เข้าตรวจสอบการให้บริการรับแลกเหรียญ Worldcoin (WLD) ณ จุดสแกนม่านตา พร้อมจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันความเสี่ยงของผู้ใช้บริการจากการถูกหลอกลวงและความเสี่ยงด้านการฟอกเงินเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 ก.ล.ต. ร่วมกับ บช.สอท. เข้าตรวจสอบการให้บริการรับแลกเหรียญ Worldcoin (WLD) ณ จุดสแกนม่านตา พบผู้ให้บริการรับแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 โดยไม่ได้รับใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจตามมาตรา 26 ซึ่งมีโทษตามมาตรา 66 แห่งพระราชกำหนดฉบับเดียวกัน* โดยพนักงานสอบสวนได้จับกุมผู้ต้องสงสัยในการกระทำความผิด ซึ่งจะเข้าสู่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไปนางสาวจอมขวัญ คงสกุล รองเลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับ บช.สอท. ภายหลังการเข้าตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องสงสัยกรณีดังกล่าวในวันเดียวกัน ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายในการดำเนินคดีให้มีประสิทธิภาพต่อการป้องกันและปราบปรามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต และเป็นการปกป้องผู้ใช้บริการจากการไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และป้องกันความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน”ที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้แจ้งเตือนประชาชนระมัดระวังการกระทำที่อาจเข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต และระมัดระวังการแลกเหรียญ WLD กับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งได้ติดตามการดำเนินการของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง โดยกำชับให้ปฏิบัติตามเกณฑ์เกี่ยวกับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาให้บริการและการส่งเสริมการขาย โดยจะต้องไม่กระทำผิดกฎหมายและต้องไม่กระทำหรือสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากพบว่ามีการฝ่าฝืน ก.ล.ต. จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายต่อไป**พร้อมกันนี้ ก.ล.ต. ขอเตือนประชาชนและผู้ลงทุนให้ระมัดระวังการใช้บริการกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ไม่ได้รับอนุญาต เนื่องจากจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และยังมีความเสี่ยงที่จะถูกหลอกลวง (scam) รวมถึงความเสี่ยงด้านการฟอกเงิน โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อผู้ประกอบธุรกิจที่ได้รับใบอนุญาตได้ที่ www.sec.or.th หรือทางแอปพลิเคชัน “SEC Check First” และสามารถตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่มิใช่ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ investor alert ลิงก์ https://market.sec.or.th/public/idisc/th/InvestorAlertทั้งนี้ หากมีเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัยโปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต.หมายเหตุ:* มาตรา 66 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 26 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 – 500,000 บาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่** ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 211/2568 เรื่อง “ก.ล.ต. เตือนประชาชนระมัดระวังการกระทำที่อาจเข้าข่ายประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=11988ข่าว ก.ล.ต. ฉบับที่ 257/2568 เรื่อง “ก.ล.ต. เตือนประชาชนระมัดระวังการแลกเหรียญ WLD กับผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งย้ำให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องปฏิบัติตามเกณฑ์การนำสินทรัพย์ดิจิทัลให้บริการ” เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568https://www.sec.or.th/TH/Pages/News_Detail.aspx?SECID=12132

ใครลง“คนละครึ่งพลัส”ไม่ทัน เช็คสิทธิคงเหลือได้ตั้งแต่ 21-26 ต.ค.นี้
อ่าน

ใครลง“คนละครึ่งพลัส”ไม่ทัน เช็คสิทธิคงเหลือได้ตั้งแต่ 21-26 ต.ค.นี้

#ทันหุ้น ใครลง“คนละครึ่งพลัส”ไม่ทัน เช็คสิทธิคงเหลือได้ตั้งแต่21-26ต.ค.นี้กรณีมีสิทธิคงเหลือสามารถลงทะเบียนได้ทางแอปเป๋าตังผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสเตรียมเช็กสิทธิคงเหลือได้ตั้งแต่วันที่21-26ตุลาคม2568เวลา06.00น.เป็นต้นไปที่www.คนละครึ่งพลัส.comกรณีมีสิทธิคงเหลือสามารถลงทะเบียนได้ทางแอปฯเป๋าตังสำหรับวันแรกของการลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสที่รัฐบาลได้เปิดให้ลงทะเบียนเมื่อวานนี้(20 ต.ค.)นายวินิจ วิเศษสุวรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่ามีประชาชนลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯครบภายในวงเงินงบประมาณ44,000ล้านบาทเมื่อเวลาประมาณ16.00น.โดยเป็นการคำนวณวงเงินสิทธิจากจำนวนผู้ลงทะเบียนภายใต้สมมติฐานเบื้องต้นว่าผู้เข้าร่วมโครงการฯแต่ละรายอาจได้รับวงเงินสิทธิสูงสุดที่2,400บาทนอกจากนี้กระทรวงการคลังจะมีการนำข้อมูลของผู้ลงทะเบียนไปตรวจสอบคุณสมบัติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นมีอายุตั้งแต่16ปีบริบูรณ์ขึ้นไปณวันที่ลงทะเบียนไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลังณวันที่1ตุลาคม2568เป็นต้นเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าวงเงินงบประมาณหรือจำนวนสิทธิคงเหลือกระทรวงการคลังจะนำวงเงินสิทธิคงเหลือมาเปิดให้ลงทะเบียนใหม่จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯตรวจสอบสิทธิคงเหลือจากหน้าแรกของเว็บไซต์www.คนละครึ่งพลัส.comและเข้าไปลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯผ่านแอปพลิเคชัน“เป๋าตัง”ได้ใหม่ในวันนี้คือวันอังคารที่21ตุลาคม2568ในระหว่างเวลา06.00 - 22.00น.สำหรับประชาชนที่ต้องการตรวจสอบคุณสมบัติในส่วนของการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาโดยจะต้องเป็นการยื่นแบบภ.ง.ด. 90,ภ.ง.ด. 91,หรือภ.ง.ด. 95ของปีภาษี2567เท่านั้นและจะต้องยื่นแบบดังกล่าวภายในวันที่30มิถุนายน2568โดยสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบได้ด้วยตนเองดังนี้(1)กรณียื่นแบบณสำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาสามารถตรวจสอบข้อมูลวันที่ยื่นแบบได้จากใบเสร็จรับเงินที่ได้รับณวันยื่นแบบภาษีเงินได้หรือ(2)กรณียื่นแบบทางอินเทอร์เน็ตสามารถตรวจสอบวันที่ยื่นแบบภาษีเงินได้บนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร(https://efiling.rd.go.th/rd-cms/)สำหรับความคืบหน้าของการลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการฯในช่วงที่ผ่านมามีร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากข้อมูลสะสมณวันจันทร์ที่20ตุลาคม2568เวลา14.00น.มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯดังตารางร้านที่ค้าลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ จำนวน(ราย)1.ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 223,088 1.1ร้านค้ารายเดิม 86,224 1.2ร้านค้ารายใหม่ 136,8642.ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 87,976 2.1รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 82,450 2.2รอดำเนินการตรวจสอบ 5,526ทั้งนี้ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯกำหนดสามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯได้อย่างต่อเนื่องเนื่องจากโครงการฯจะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่29ตุลาคม2568และร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่19ธันวาคม2568ทั้งนี้ผู้ประกอบการร้านค้าและประชาชนสามารถตรวจสอบหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการฯและรายละเอียดอื่นๆเพิ่มเติมได้ทางwww.คนละครึ่งพลัส.com

เปิดเงื่อนไขร้านค้าลงทะเบียนโครงการ”คนละครึ่งพลัส”
อ่าน

เปิดเงื่อนไขร้านค้าลงทะเบียนโครงการ”คนละครึ่งพลัส”

#ทันหุ้น โครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) เปิดลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าในวันนี้เป็นวันแรก (วันพุธที่ 15 ตุลาคม 2568) จนถึงวันที่ 19 ธันวาคม 2568สำหรับรายละเอียดประเภทร้านค้า และการลงทะเบียนร้านค้า ดังนี้1. ประเภทร้านค้า 1.1 เป็นผู้ประกอบการร้านค้าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการร้านค้าฯ) ดังนี้ 1.1.1 ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ 1.1.2 ร้านค้าธงฟ้าราคาประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านค้าธงฟ้าฯ) ที่ไม่ใช่นิติบุคคล เว้นแต่เป็นร้านค้าธงฟ้าฯ ของสหกรณ์ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือ 1.1.3 ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตามพระราชบัญญัติกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ) หรือ 1.1.4 ร้านค้าของวิสาหกิจชุมชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ) ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นร้านค้าที่มีลักษณะเป็นร้านสะดวกซื้อที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์ และต้องมีการประกอบการที่สามารถตรวจสอบได้ 1.2 เป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม ที่มีสัญชาติไทย (ผู้ประกอบการบริการฯ) ดังนี้ 1.2.1 ผู้ประกอบการบริการที่ไม่ใช่นิติบุคคล หรือ 1.2.2 ผู้ประกอบการบริการของกองทุนหมู่บ้านหรือกองทุนชุมชนเมืองตาม พ.ร.บ. กองทุนหมู่บ้านฯ หรือ 1.2.3 ผู้ประกอบการบริการของวิสาหกิจชุมชนตาม พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ ทั้งนี้ ต้องมีสถานประกอบการเป็นหลักแหล่งและตรวจสอบได้ และกรณีเป็นผู้ประกอบการบริการนวด สปา จะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย 1.3. เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะ ที่มีสัญชาติไทยและไม่ใช่นิติบุคคล (ผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ) ดังนี้ 1.3.1 ผู้ประกอบการประเภทรถยนต์รับจ้างบรรทุกคนโดยสารไม่เกินเจ็ดคน (TAXI – METER) รถตู้โดยสารประจำทางที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย รถยนต์สามล้อสาธารณะ รถสองแถวรับจ้าง และรถจักรยานยนต์สาธารณะ ทั้งนี้ ผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่รถสาธารณะที่ถูกต้องตามกฎหมาย 1.3.2 ผู้ประกอบการรถรับจ้างขนส่งผู้โดยสารที่สามารถตรวจสอบได้ เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น 1.4 เป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้าในเขตเมือง รถไฟ รถโดยสารประจำทางสาธารณะ และเรือโดยสารสาธารณะ (ผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ) 1.5 เป็นนิติบุคคลขนาดเล็ก เฉพาะที่เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยที่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 68 และงบการเงินตามมาตรา 69 แห่งประมวลรัษฎากร (ภ.ง.ด. 50) สำหรับรอบระยะเวลาบัญชี 2567 ซึ่งขายอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป หรือให้บริการนวด สปา ทำเล็บ ทำผม และให้บริการขนส่งสาธารณะ โดยมีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท ตามฐานข้อมูลของกรมสรรพากร ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 ทั้งนี้ ผู้ให้บริการนวด สปา หรือผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะจะต้องได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย 1.6 ร้านค้าจะต้องไม่เป็นผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลังระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 - 52. การลงทะเบียนร้านค้า 2.1 กรณีเป็นผู้ประกอบการที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” 2.2 กรณีเป็นผู้ประกอบการร้านค้าฯ ผู้ประกอบการบริการฯ หรือผู้ประกอบการด้านขนส่งสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธ. กรุงไทยฯ) 2.3 กรณีเป็นผู้ประกอบการด้านขนส่งมวลชนสาธารณะฯ นอกเหนือจากที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ด้วยการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย ทั้งนี้ กรณีผู้ประกอบการตามข้อ 2.1 และข้อ 2.2 หากไม่ปรากฏข้อมูลการประกอบกิจการของผู้ประกอบการดังกล่าวในฐานข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ (ไม่มีแบนเนอร์ “คนละครึ่ง พลัส” ขึ้นแสดงในแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน”) จะต้องได้รับการยืนยันว่าร้านค้ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย แล้วแต่กรณี ก่อน จึงนำใบสมัครไปยื่นผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยข้อมูลเพิ่มเติม1. เว็บไซต์โครงการฯ: ติดตามรายละเอียดโครงการฯ และข้อมูลข่าวสารได้ทาง www.คนละครึ่งพลัส.com2. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับประชาชน:2.1 ติดต่อสอบถาม โทร. 0 2111 1122 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง2.2 ตรวจสอบผลการลงทะเบียนหรือวงเงินคงเหลือ โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง3. ศูนย์ช่วยเหลือสำหรับร้านค้า:3.1 ติดต่อเกี่ยวกับรายการรับเงินภาครัฐ และการใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โทร. 0 2111 1111 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง3.2 ตรวจสอบสถานะลงทะเบียนร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการและวันนักขัตฤกษ์ 24 ชั่วโมง4. สอบถามข้อมูลโครงการฯ: สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง โทร. 0 2273 9020 ต่อ 3510 3238 3313 3512 3532 หรือ 3502 ตั้งแต่วันจันทร์ - ศุกร์ ระหว่างเวลา 08.30 - 16.30 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ และวันหยุดนักขัตฤกษ์

TTB ออกแคมเปญสินเชื่อบ้านส่งท้ายปี ! รีไฟแนนซ์บ้าน-คอนโด
อ่าน

TTB ออกแคมเปญสินเชื่อบ้านส่งท้ายปี ! รีไฟแนนซ์บ้าน-คอนโด

TTB ออกแคมเปญสินเชื่อบ้านส่งท้ายปี ! รีไฟแนนซ์บ้าน-คอนโด ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.50% ต่อปี #ทันหุ้น #SET #TTB เดินหน้าช่วยให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการส่งมอบโซลูชันทางการเงินที่ช่วยลดภาระให้กับคนผ่อนบ้าน-คอนโด ผ่านแคมเปญส่งท้ายปี มอบข้อเสนอพิเศษสำหรับสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.50% ต่อปี นายอธิศ วงศ์ศศิธร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หัวหน้าผลิตภัณฑ์สินเชื่อมีหลักประกัน ทีเอ็มบีธนชาต กล่าวว่า ทีทีบีมุ่งมั่นเดินหน้าช่วยคนไทยให้มีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ธนาคารมอบโซลูชันทางการเงินเพื่อสนับสนุนให้ผู้ที่กำลังผ่อนบ้าน-คอนโด มีโอกาสเป็นเจ้าของบ้านได้เร็วขึ้น โดยนำเสนออัตราดอกเบี้ยสำหรับสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ รวมทั้งสินเชื่อบ้านแลกเงิน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระดอกเบี้ยและบริหารการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำหรับโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษดังกล่าว เหมาะสำหรับลูกค้าที่กำลังผ่อนบ้านและต้องการลดภาระดอกเบี้ยลง พร้อมมีเงินส่วนต่างเหลือไว้ใช้จ่ายในเรื่องที่จำเป็นในชีวิต มีรายละเอียด ดังนี้ สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 1.50% ต่อปี ช่วยให้ลูกค้าสามารถลดภาระดอกเบี้ยและลดภาระค่างวดลงได้ สินเชื่อบ้านแลกเงิน ดอกเบี้ยปีแรกเริ่มต้นเพียง 3.99% ต่อปี สำหรับคนที่มีบ้านปลอดภาระหรือยังผ่อนอยู่ และต้องการเงินก้อนไปใช้จ่าย ไม่ว่าจะนำไปรวบหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้เบาลง หรือนำไปเสริมสภาพคล่อง เพื่อบริหารจัดการทางการเงินให้ดีขึ้น ทีทีบียังช่วยลูกค้าลดค่าใช้จ่ายด้วยข้อเสนอพิเศษ ฟรี! ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ ค่าเบี้ยประกันอัคคีภัยตลอดสัญญา และทางเลือกฟรี! ค่าจดจำนอง* นอกจากนี้ ทีทีบียังมีโซลูชันใหม่ สำหรับลูกค้าที่ผ่อนบ้านตรงเวลาสม่ำเสมอ สามารถรีไฟแนนซ์พร้อมวางแผนการเงินในระยะยาว ด้วยโปรแกรม รีไฟแนนซ์ครั้งสุดท้าย ซึ่งมีจุดเด่นคือ ดอกเบี้ยคงที่ตลอดสัญญา เริ่มต้นที่ MRR-4.115% (เทียบเท่า 3.19% ต่อปี) ผ่อนดี ปีที่ 4 ดอกเบี้ยไม่ปรับขึ้น และพิเศษสำหรับผู้ที่ต้องการรีไฟแนนซ์พร้อมขอวงเงินกู้เพิ่ม กับสินเชื่อบ้านแลกเงิน Top Up สามารถเลือกรับข้อเสนออัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแลกเงิน Top Up เรทเดียวตลอดสัญญาได้ด้วยเช่นเดียวกัน ช่วยให้หมดกังวลเรื่องการปรับขึ้นของดอกเบี้ยในปีที่ 4 ได้ ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม หรือต้องการสมัครสินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ รวมถึงสินเชื่อบ้านแลกเงิน กับทีทีบี สามารถสมัครผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ 1. สาขาทีทีบี ทั่วประเทศ 2. ช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ทีทีบี 3. แอป ttb touch (ลูกค้าปัจจุบัน) โดยโปรโมชันดอกเบี้ยพิเศษข้างต้น สำหรับการสมัครตั้งแต่วันที่23 กันยายน 2568 ถึง 31 ธันวาคม 2568 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ttbbank.com/th/personal/loans/home-loan/home-loan-refinance *ทางเลือกฟรี! ค่าจดจำนอง ธนาคารจะออกค่าธรรมเนียมจดจำนองให้ 1% ของวงเงินอนุมัติสินเชื่อรวมสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท โดยลูกค้าชำระค่าธรรมเนียมจดจำนองก่อนแล้วธนาคารจะโอนค่าธรรมเนียมจดจำนองดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของลูกค้าภายในระยะเวลา 30 วัน นับจากวันที่จำนองหลักประกัน กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว : สินเชื่อบ้านรีไฟแนนซ์ อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 3% - 6% ต่อปี สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-4.115% ถึง MRR-1.430% ต่อปี สินเชื่อบ้านแลกเงิน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงตลอดอายุสัญญา 5% - 11% ต่อปี สมมติฐานการคำนวณมาจากอัตราดอกเบี้ย MRR-1.855% ถึง MRR+3.020% ต่อปี โดยอัตราดอกเบี้ย MRR ณ วันที่ 15 ส.ค. 68 = 7.305% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เงื่อนไขการสมัครและอนุมัติสินเชื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกําหนด รายละเอียดการคำนวณเพิ่มเติมดูได้ที่เว็บไซต์ www.ttbbank.com

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!
อ่าน

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!

ปี 2568 นี้ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เลยก็คือ "ค่าโอนรถยนต์" ครับ! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะถ้าไม่รู้หรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมาได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การโอนรถของคุณราบรื่นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม: จ่ายอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าค่าโอนรถก็แค่ค่าโอน แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่เราต้องรู้ครับ ค่าธรรมเนียมการโอน: อันนี้ถูกสุดๆ แค่ 100 บาท ค่าคำขอโอน: จิ๊บๆ เพียง 5 บาท ค่าอากรแสตมป์: อันนี้แหละตัวสำคัญ! คิดเป็น 500 บาท ต่อราคารถยนต์ 100,000 บาท ถ้าซื้อรถมา 500,000 บาท ก็ต้องจ่าย 2,500 บาท แต่ถ้าซื้อมาแค่ 80,000 บาทก็จ่ายแค่ 400 บาท ค่าตรวจสภาพรถยนต์: ถ้าเจ้ารถคู่ใจของคุณมีอายุเกิน 7 ปี (สำหรับรถยนต์) หรือเกิน 5 ปี (สำหรับมอเตอร์ไซค์) ต้องเข้าตรวจสภาพที่กรมการขนส่งฯ ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 บาท เอกสารพร้อม! โอนรถได้เลย! เตรียมเอกสารให้ครบ รับรองว่าไม่เสียเที่ยวแน่นอนครับ! สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง: ตัวจริงเท่านั้นนะครับ! ห้ามใช้สำเนาเด็ดขาด บัตรประชาชน: ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างละฉบับ หนังสือมอบอำนาจ: ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างมา ก็ต้องมีหนังสือนี้พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย เอกสารอื่นๆ: เช่น สัญญาซื้อขาย หรือใบเสร็จรับเงิน (มีไว้ก็ดีครับ อุ่นใจกว่า) ขั้นตอนง่ายๆ ไปกรมการขนส่งฯ ได้เลย! ไปตรวจสภาพ: สำหรับรถที่เข้าเกณฑ์ ก็ขับไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพก่อนเลย (รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุเกิน 7 ปี, รถจักรยานยนต์เกิน 5 ปี หรือรถที่มีการดัดแปลงสภาพ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่แผนกรับคำขอโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องให้ จ่ายเงิน: เมื่อเอกสารผ่าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็จ่ายตามยอดนั้นได้เลย รอรับสมุดใหม่: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อมูลในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และลงชื่อเจ้าของคนใหม่ เท่านี้ก็เรียบร้อย! บทสรุป: โอนง่าย ถ้าเตรียมพร้อม! การโอนรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากคุณเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี การเดินทางไปกรมการขนส่งฯ ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคือการทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณสบายใจ หายห่วงเรื่องปัญหากฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ Photo Credit : AI Generated

ก.ล.ต. สั่งตรวจสอบ Bitkub หลังมีข่าวลือถูกโจมตีทางไซเบอร์
อ่าน

ก.ล.ต. สั่งตรวจสอบ Bitkub หลังมีข่าวลือถูกโจมตีทางไซเบอร์

#Bitkub #ทันหุ้น - นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก ก.ล.ต. กล่าวว่า “จากกรณีที่มีข้อมูลปรากฏในสื่อออนไลน์ว่า ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งถูกโจมตีทางไซเบอร์ และจากการพิจารณาเบื้องต้นมีลักษณะบ่งชี้และสงสัยว่า กรณีดังกล่าวเป็น บริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด (BITKUB) หรือไม่ และเป็นเอกสารจริงหรือไม่ นั้นดังนั้น ก.ล.ต. จึงเข้าตรวจสอบ BITKUB โดยให้ความสำคัญลำดับแรกคือทรัพย์สินของลูกค้ามีความปลอดภัย ซึ่งพบว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ณ วันที่ 8 กันยายน 2568 มีความปลอดภัยและครบถ้วนส่วนกรณีที่มีเอกสารตามที่สื่อออนไลน์อ้างถึงนั้น ก.ล.ต. อยู่ระหว่างเร่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงก.ล.ต. ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจาก ก.ล.ต. และช่องทางการสื่อสารทางการของผู้ประกอบธุรกิจฯ โดยหากพบความผิดปกติกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ฝากไว้ขอให้แจ้งผู้ประกอบธุรกิจฯ ที่ใช้บริการโดยเร็ว รวมทั้ง หากพบเบาะแสเกี่ยวกับการดำเนินการที่น่าสงสัยโปรดแจ้งที่ “ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและแจ้งเบาะแส” โทร. 1207 หรือผ่านช่องทางเฟซบุ๊กเพจ “สำนักงาน กลต.” หรือ SEC Live Chat ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต.ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดตามข้อมูลที่ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสื่อสารต่อสาธารณะเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวก.ล.ต. จึงได้รวบรวม link ไว้บนหน้าเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต.ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลได้ที่ https://www.sec.or.th/TH/Pages/Shortcut/DigitalAssetNews.aspx

รถหลุดจำนำ ราคาถูก ซื้อได้มั้ย ผิดกฏหมายหรือไม่
อ่าน

รถหลุดจำนำ ราคาถูก ซื้อได้มั้ย ผิดกฏหมายหรือไม่

สำหรับใครที่กำลังหารถยนต์คันใหม่ เชื่อว่าเปิดโซเชียลเน็ตเวิร์คน่าจะเจอ รถหลุดจำนำ ผ่านตากันบ้าง และด้วยจุดเด่นที่รถประเภทนี้มีราคาค่อนข้างถูกมาก บางทีเห็นรถรุ่นใหม่ๆ ในราคาหลักหมื่น ซึ่งถือว่าล่อตาล่อใจมาก แต่ในความเป็นจริงแล้ว การซื้อรถหลุดจำนำนั้นสามารถทำได้หรือไม่ ถูกกฎหมายหรือไม่ วันนี้ TrueID จะมาเล่าให้ฟังกันครับ การซื้อรถหลุดจำนำที่โฆษณาว่าราคาถูกผิดปกตินั้น มีความเสี่ยงสูงมากที่จะผิดกฎหมาย และมีปัญหาตามมาอีกมากมายครับ ไม่แนะนำให้ซื้อรถประเภทนี้โดยเด็ดขาด มาทำความเข้าใจกันเป็นข้อๆ ดังนี้เลย: 1. รถหลุดจำนำคืออะไร? รถหลุดจำนำ คือ รถที่เจ้าของเดิมนำไปจำนำไว้กับบุคคลหรือแหล่งรับจำนำเพื่อแลกกับเงินสด โดยที่เล่มทะเบียนรถยังคงอยู่ที่ไฟแนนซ์ (หากยังผ่อนไม่หมด) หรืออยู่กับเจ้าของเดิมที่นำมาจำนำ แต่ไม่ได้ดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์อย่างถูกต้อง เมื่อเจ้าของเดิมไม่สามารถไถ่ถอนรถคืนได้ตามกำหนด ผู้รับจำนำก็จะนำรถคันนั้นมาประกาศขายต่อในราคาถูกกว่าตลาดทั่วไป 2. ซื้อได้ไหม? ผิดกฎหมายหรือไม่? การซื้อขายโดยตรงอาจไม่ผิดกฎหมายหลักๆ ของการซื้อขาย: ในแง่ของการส่งมอบรถและรับเงิน การซื้อขายรถหลุดจำนำ "ตัวเปล่า" ที่ไม่มีเล่มทะเบียนมาด้วย อาจไม่ได้ผิดกฎหมายในขั้นตอนการซื้อขายโดยตรง แต่การนำมาใช้งาน ผิดกฎหมายอย่างแน่นอน: นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด! เมื่อคุณซื้อรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียน (หรือเล่มทะเบียนอยู่กับไฟแนนซ์/เจ้าของเดิม) คุณจะไม่สามารถดำเนินการดังต่อไปนี้ได้เลย: โอนกรรมสิทธิ์: รถยังคงเป็นชื่อของเจ้าของเดิม หรือไฟแนนซ์ ผู้ซื้อจึงไม่มีสิทธิ์ในรถอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย ต่อทะเบียน/ต่อภาษีรถประจำปี: ไม่สามารถทำได้ เพราะต้องใช้เล่มทะเบียน ทำ พ.ร.บ. (ประกันภัยภาคบังคับ): ไม่สามารถทำได้ ทำประกันภัยภาคสมัครใจ: บริษัทประกันส่วนใหญ่จะไม่รับทำประกันให้กับรถที่ไม่มีเล่มทะเบียนถูกต้อง ดังนั้น การนำรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียนไปขับขี่บนท้องถนน ถือว่าผิดกฎหมาย พ.ร.บ. รถยนต์ และ พ.ร.บ. จราจร คุณอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจและดำเนินคดีได้ หากตรวจพบว่าป้ายทะเบียนไม่ตรงกับข้อมูลผู้ครอบครอง หรือรถไม่มีการต่อทะเบียน/ต่อภาษี เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี "รับของโจร": รถหลุดจำนำส่วนใหญ่มักเป็นรถที่ยังติดไฟแนนซ์อยู่ ซึ่งหมายความว่ากรรมสิทธิ์ที่แท้จริงยังเป็นของบริษัทไฟแนนซ์ การที่เจ้าของเดิมนำรถไปจำนำโดยพลการ ถือเป็นการ ยักยอกทรัพย์ หากคุณซื้อรถที่รู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาจากการกระทำความผิด (เช่น ราคารถถูกผิดปกติจนน่าสงสัย, ไม่มีเล่มทะเบียนตัวจริง) คุณอาจเข้าข่าย รับของโจร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ไฟแนนซ์หรือเจ้าของรถที่แท้จริงมีสิทธิ์ตามยึดรถคืนได้ตลอดเวลา ไม่ว่ารถจะไปอยู่ที่ใคร และคุณจะเสียเงินที่จ่ายไปฟรีๆ ไม่สามารถเรียกร้องใดๆ ได้ เสี่ยงเป็นรถผิดกฎหมายอื่นๆ: บางครั้งรถหลุดจำนำอาจเป็นรถที่ถูกขโมยมา สวมทะเบียน หรือเป็นรถที่เคยใช้ก่ออาชญากรรม ซึ่งคุณจะกลายเป็นผู้ครอบครองรถที่ผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว 3. ปัญหาอื่นๆ ที่อาจตามมา: โดนยึดรถคืน: ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไฟแนนซ์หรือเจ้าของเดิมมีสิทธิ์ตามยึดรถคืนได้เสมอ คุณจะเสียเงินเปล่า ไม่มีหลักฐานความเป็นเจ้าของ: ไม่สามารถขายต่อ หรือนำไปทำธุรกรรมใดๆ ได้ อันตรายหากเกิดอุบัติเหตุ: หากเกิดอุบัติเหตุ คุณจะไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ. หรือประกันภัย (ถ้ามี) และต้องรับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมดด้วยตัวเอง รถอาจมี GPS ติดตาม: ผู้ขายหรือเจ้าของเดิมอาจแอบติด GPS ไว้เพื่อติดตามรถและขโมยคืนในภายหลังได้ ไม่สามารถซ่อมที่ศูนย์ได้: อะไหล่บางชิ้นอาจต้องใช้ข้อมูลรถจากเล่มทะเบียน ข้อควรจำ: รถที่ถูกกฎหมายและสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามปกติ ไม่มีใครนำมาขายในราคาที่ถูกจนน่าตกใจ เว้นแต่รถจะมีปัญหาใหญ่ๆ หรือเป็นรถหลุดจำนำที่ไม่ถูกต้อง คำแนะนำ ควรหลีกเลี่ยงการซื้อรถหลุดจำนำที่ไม่มีเล่มทะเบียน หรือมีเล่มทะเบียนแต่ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมาย การเสียเงินเปล่า และความเสี่ยงต่างๆ ที่จะตามมา หากต้องการรถราคาถูกจริงๆ ควรเลือกรถมือสองที่สามารถตรวจสอบประวัติได้ มีเล่มทะเบียนตัวจริง และสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้อย่างถูกต้องตามขั้นตอนของกรมการขนส่งทางบกครับ Photo Credit : AI Generated

ขั้นตอนการย้ายสิทธิบัตรทอง 2568 ทำออนไลน์ง่าย ใช้สิทธิได้ทันที
อ่าน

ขั้นตอนการย้ายสิทธิบัตรทอง 2568 ทำออนไลน์ง่าย ใช้สิทธิได้ทันที

ขั้นตอนการย้ายสิทธิบัตรทอง 2568 ฉบับเข้าใจง่ายการย้ายสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) เป็นบริการจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่เปิดให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนหน่วยบริการประจำได้สะดวก โดยไม่ต้องย้ายทะเบียนบ้าน และสามารถดำเนินการได้ถึง 4 ครั้งต่อปีปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ พร้อมเริ่มใช้สิทธิใหม่ได้ทันทีหลังระบบอนุมัติช่องทางการย้ายสิทธิบัตรทอง1. ช่องทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน “สปสช.” (Android/iOS)ผ่าน LINE Official Account พิมพ์ค้นหา @nhso2. ช่องทางออฟไลน์โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน / รพ.สต. / ศูนย์สุขภาพชุมชนสำนักงาน สปสช. อาคารบี ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ (กรุงเทพฯ) เอกสารที่ใช้ในการย้ายสิทธิบัตรประชาชนตัวจริงถ้าที่อยู่ตรงกับบัตรประชาชน ใช้เพียงบัตรประชาชนถ้าที่อยู่ไม่ตรง ต้องแนบเอกสารเพิ่มเติม เช่นหนังสือรับรองจากเจ้าบ้านหรือผู้นำชุมชนสำเนาทะเบียนบ้านสัญญาเช่าหรือใบเสร็จค่าน้ำไฟที่มีชื่อผู้ขอหากมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนของทั้งผู้มอบและผู้รับมอบวิธีดำเนินการผ่านแอปฯ สปสช. หรือ LINE1. ลงทะเบียนหรือล็อกอินผ่านแอปฯ หรือ LINE @nhso2. กรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ และยืนยันตัวตน3. เลือกเมนู “เปลี่ยนหน่วยบริการ”ถ้าที่อยู่ตรงกับบัตร อัปโหลดภาพบัตรประชาชน + เซลฟี่ถ้าที่อยู่ไม่ตรง แนบเอกสารเพิ่มเติม4. เลือกหน่วยบริการใหม่ เช่น โรงพยาบาลที่ใกล้ที่พัก5. ยืนยันข้อมูล และส่งคำขอ6. ตรวจสอบสถานะในเมนู “ตรวจสอบสิทธิ” กรณีเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม ได้แก่ใบสูติบัตรเด็ก หรือบัตรประชาชนทะเบียนบ้าน หรือหลักฐานแสดงที่พักสำเนาบัตรประชาชนผู้ปกครองสามารถให้ผู้ปกครองดำเนินการแทนได้ทั้งออนไลน์และที่หน่วยบริการข้อควรรู้เกี่ยวกับการย้ายสิทธิบัตรทองย้ายสิทธิได้สูงสุด 4 ครั้งต่อปีไม่จำเป็นต้องย้ายทะเบียนบ้านสิทธิใหม่มีผลทันทีหลังส่งคำขอสำเร็จย้ายได้ทั้งกรณีในจังหวัดเดียวกันหรือข้ามจังหวัดโทร. 1330 สายด่วน สปสช. ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

ก.ล.ต.เล็งเปิด Sandbox ดึงต่างชาตินำคริปโทหนุนเที่ยวไทย
อ่าน

ก.ล.ต.เล็งเปิด Sandbox ดึงต่างชาตินำคริปโทหนุนเที่ยวไทย

#ก.ล.ต. #ทันหุ้น - ก.ล.ต. เตรียมเปิด Sandbox เพิ่มทางเลือกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทและนำไปใช้จ่าย เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เห็นความสำคัญในการนำนวัตกรรมทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลมาสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทย จึงมีแนวคิดที่จะเปิด Sandbox ในการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาเปลี่ยนเป็นเงินบาทและนำไปใช้จ่าย สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเพิ่มทางเลือกและความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีการถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาท่องเที่ยวและใช้จ่ายในประเทศไทย ซึ่งเป็นการต่อยอดจากระบบนิเวศเดิม ทั้งระบบการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลและระบบเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-money) โดยยังคงมีการป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมเพียงพอ ในเบื้องต้น ก.ล.ต. กำหนดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาทและนำไปชำระเงินค่าสินค้าและบริการกับร้านค้า ต้องเปิดบัญชีและดำเนินการผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และผู้ประกอบธุรกิจ e-money ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ภายใต้ Sandbox ซึ่งมีการควบคุมดูแลและป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องผ่านหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม โดยไม่มีการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ชำระเงินค่าสินค้าและบริการ (Means of Payment) กับร้านค้า สำหรับผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วม Sandbox ต้องเป็นผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล และมีความพร้อมในการดำเนินการตามรูปแบบ ขอบเขต และหลักเกณฑ์ของ Sandbox โดยต้องสมัครและได้รับความเห็นชอบให้เข้าร่วม Sandbox จาก ก.ล.ต. ทั้งนี้ เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วจะมีระยะเวลาในการให้บริการภายใต้ Sandbox ไม่เกิน 18 เดือน โดย ก.ล.ต. อาจพิจารณาขยายกรอบระยะเวลาทดสอบเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นในการดำเนินการทดสอบได้ ผู้เข้าร่วม Sandbox สามารถให้บริการได้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังประเทศไทยและพำนักอยู่ในประเทศไทยชั่วคราว โดยต้องทำความรู้จักตัวตนของผู้ใช้บริการ (KYC/CDD) ตามเกณฑ์ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และให้บริการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลตามประเภทใบอนุญาตที่ได้รับ รวมทั้งมีการเชื่อมต่อกับผู้ประกอบธุรกิจ e-money ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. เพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาตินำเงินบาทที่ได้รับจากการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลไปซื้อสินค้าหรือบริการผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การสแกน QR code เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วม Sandbox ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น การรวบรวมและประเมินข้อมูลผู้ใช้บริการ การตรวจสอบแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัลที่นำมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท การรายงานข้อมูลต่อ ก.ล.ต. และแผนรองรับการออกจาก Sandbox เป็นต้น ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวบนเว็บไซต์ ก.ล.ต. https://www.sec.or.th/TH/Pages/PB_Detail.aspx?SECID=1088และระบบกลางทางกฎหมาย https://www.law.go.th/ ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทางอีเมล phiniti@sec.or.th หรือ dpsec@sec.or.thจนถึงวันที่ 13 สิงหาคม 2568

น.ค.3 ออกโฉนดได้ไหม? เจาะลึกสิทธิที่ดินนิคมสร้างตนเอง
อ่าน

น.ค.3 ออกโฉนดได้ไหม? เจาะลึกสิทธิที่ดินนิคมสร้างตนเอง

เมื่อพูดถึง “ที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง” หลายคนอาจนึกถึงพื้นที่ห่างไกลซึ่งรัฐจัดสรรให้ประชาชนเข้าไปบุกเบิกทำกิน แต่สำหรับผู้ที่ถือเอกสาร น.ค.3 ซึ่งเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในนิคมฯ คำถามสำคัญที่ตามมาคือ“สามารถเปลี่ยนเป็นโฉนดที่ดินได้หรือไม่?”กรมที่ดินได้ชี้แจงเรื่องนี้อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า สามารถออกเป็นโฉนดได้ หากเข้าเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ถือ น.ค.3 หลายหมื่นรายทั่วประเทศ เข้าใจโครงสร้างสิทธิ: จาก น.ค.1 ถึง น.ค.3การได้มาซึ่ง น.ค.3 ไม่ใช่แค่ถือครองเอกสาร แต่สะท้อนถึงกระบวนการสร้างตัวและสร้างชุมชนภายใต้ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 โดยมีขั้นตอนเริ่มจากน.ค.1 หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินนิคมฯ ซึ่งออกให้โดยกรมประชาสงเคราะห์เมื่อทำประโยชน์ตามระยะเวลาเกิน 5 ปี และชำระหนี้ให้รัฐแล้วจึงได้น.ค.3 หนังสือแสดงการทำประโยชน์ในนิคมฯน.ค.3 ขอออกโฉนดได้หรือไม่?คำตอบคือ ได้ ภายใต้ 2 เงื่อนไขหลัก ตามกฎหมายที่ดิน1. การออกโฉนดเฉพาะราย (มาตรา 59 ประมวลกฎหมายที่ดิน)ต้องยื่นคำขอที่สำนักงานที่ดินจังหวัดที่ที่ดินตั้งอยู่ต้องมีน.ค.3 เป็นหลักฐานผ่านการพิสูจน์การใช้ประโยชน์โดยเจ้าหน้าที่นิคม2. การออกโฉนดโดยการเดินสำรวจ (มาตรา 58 ทวิ วรรคสอง)เมื่อเจ้าหน้าที่รังวัดสำรวจพื้นที่ หากเจ้าของที่ดินมีน.ค.3 ก็สามารถใช้เป็นหลักฐานออกโฉนดได้อย่างไรก็ดี กฎหมายยังคงมีเงื่อนไขสำคัญคือ โฉนดที่ดินที่ได้จาก น.ค.3จะถูกห้ามโอน 5 ปี ยกเว้นการตกทอดทางมรดก และจะไม่สามารถถูกบังคับคดีได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ตัวเลขที่อยู่เบื้องหลัง สิทธิที่รอการปลดล็อกข้อมูลจากกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิคมสร้างตนเองจำนวน 43 แห่ง ครอบคลุม 32 จังหวัด โดยมีประชาชนกว่า 150,000 ครัวเรือน ที่อาศัยและทำกินอยู่ในเขตนิคมเหล่านี้ จุดร่วมของหลายครัวเรือนคือการถือครอง เอกสาร น.ค.3 ซึ่งเป็นหนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐแม้จะผ่านเกณฑ์การอยู่อาศัยและชำระหนี้ตามระบบ แต่ครอบครัวเหล่านี้จำนวนไม่น้อยยัง ไม่ได้รับโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่แท้จริง และสามารถนำไปใช้เป็นหลักทรัพย์หรือมรดกทางกฎหมายได้วัตถุประสงค์ดั้งเดิมของโครงการนิคมสร้างตนเองคือ การจัดสรรที่ดินให้ผู้ขาดแคลนได้มีที่อยู่อาศัยและที่ทำกินอย่างยั่งยืน แต่ในทางปฏิบัติ ความล่าช้าในการออกโฉนดกลับทำให้ “สิทธิ” ยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมขณะที่รัฐเริ่มมีความพยายามเร่งรัดให้เกิดการออกเอกสารสิทธิที่มั่นคงมากขึ้นในอนาคต ก็ยังมีคำถามสำคัญว่า จะมีมาตรการใดที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านจาก น.ค.3 สู่โฉนดเป็นไปได้รวดเร็ว โปร่งใส และทั่วถึงจริงหรือไม่คำถามต่อไป กฎหมายพร้อมรองรับหรือยัง?แม้จะเปิดทางให้ น.ค.3 แปลงเป็นโฉนดได้ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ซับซ้อน และต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ปกครองนิคม รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่ดินซึ่งมีภาระงานสูง การปรับปรุงระบบให้โปร่งใส รวดเร็ว และไม่สร้างภาระให้ประชาชนจึงเป็นโจทย์ถัดไปที่ภาครัฐต้องรับไปคิด---เรื่องของ“สิทธิในที่ดิน” สำหรับคนธรรมดาไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะที่ดินคือชีวิต ที่ดินคือโอกาส และที่ดินคือหลักประกันแห่งอนาคต การที่รัฐเปิดทางให้ น.ค.3 ออกโฉนดได้ จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานะเอกสาร แต่คือการคืนความมั่นคงให้คนตัวเล็กที่เคยอยู่ชายขอบของระบบคำถามที่ยังค้างอยู่คือ เราจะทำให้ “สิทธิ” เหล่านี้เกิดขึ้นได้จริงกับทุกครอบครัวที่ทำตามกติกาแล้วหรือไม่? เพราะความชัดเจนทางกฎหมาย อาจยังไม่เพียงพอ หากระบบยังไม่เคลื่อนตามความหวังของประชาชน

น.ค.1 คืออะไร? เปิดสิทธิครอบครองที่ดินในนิคมสร้างตนเอง
อ่าน

น.ค.1 คืออะไร? เปิดสิทธิครอบครองที่ดินในนิคมสร้างตนเอง

น.ค.1 คืออะไร?น.ค.1 หรือ หนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในที่ดินในเขตนิคมสร้างตนเอง เป็นเอกสารทางราชการที่ออกโดย กรมประชาสงเคราะห์ (ปัจจุบันคือ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ) เพื่อให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิกโครงการนิคมสร้างตนเอง มีสิทธิใช้พื้นที่ของรัฐในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สิทธิที่ได้จากเอกสาร น.ค.1ผู้ถือเอกสาร น.ค.1 มีสิทธิ เข้าใช้และทำประโยชน์ในที่ดินของรัฐ ตามขอบเขตที่ระบุไว้ในโครงการนิคมสร้างตนเอง เช่น การอยู่อาศัย ทำการเกษตร หรือพัฒนาอาชีพอื่นที่สอดคล้องกับแผนของรัฐ อย่างไรก็ตาม เอกสารฉบับนี้ ยังไม่ใช่โฉนดที่ดิน หรือ หนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ ผู้ถือจึงยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เงื่อนไขสู่การถือครองถาวรแม้ น.ค.1 จะเป็นเพียง “สิทธิครอบครองชั่วคราว” แต่หากผู้ถือปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่นทำประโยชน์ในที่ดินตามระยะเวลาที่รัฐกำหนดปฏิบัติตามระเบียบและไม่ละเมิดเงื่อนไขของโครงการชำระหนี้ค้างชำระ (ถ้ามี)ก็สามารถยื่นขอ น.ค.3 ได้ในลำดับถัดไป ซึ่งเป็น หนังสือแสดงการทำประโยชน์ในที่ดิน และเมื่อผ่านเกณฑ์ต่อเนื่อง ก็สามารถยื่นเรื่องขอ โฉนดที่ดิน ได้ในภายหลัง ทำไมเอกสาร น.ค.1 จึงสำคัญ?เป็นจุดเริ่มต้นของสิทธิในการใช้ที่ดินอย่างถูกกฎหมายในพื้นที่นิคมช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลมีที่อยู่อาศัยและทำกินเป็นเครื่องมือของรัฐในการกระจายการถือครองที่ดิน และสนับสนุนการพัฒนาชนบทเป็นพื้นฐานสำคัญของการขอเอกสารสิทธิ์ที่ดินในลำดับต่อไป เช่น น.ค.3 หรือโฉนด

เปิดขั้นตอนขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ เพื่อใช้ประกอบการสมัครขอสินเชื่อ
อ่าน

เปิดขั้นตอนขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ เพื่อใช้ประกอบการสมัครขอสินเชื่อ

สมัครขอสินเชื่อ ภายใต้โครงการ Your Dataภายหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และ การประปาส่วนภูมิภาค เปิดตัว "บริการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ - ค่าไฟ" ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อใช้ประกอบการสมัครขอสินเชื่อ ภายใต้โครงการ Your Data ที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนผ่านช่องทางดิจิทัลเพื่อได้รับบริการที่ตอบโจทย์มากขึ้นบริการดังกล่าวมุ่งพัฒนาบริการให้กับประชาชนที่มีชื่อในทะเบียนผู้ใช้น้ำ-ไฟ (คู่สัญญา) สามารถขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟของตนเองบนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ได้สะดวก ปลอดภัย และไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับนำไปยื่นประกอบการสมัครขอสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงิน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีรายได้ประจำนอกจากนี้ ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ได้รับข้อมูลประวัติดังกล่าวจากประชาชนสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ (machine - readable) มีการรับรองด้วยลายมือชื่อดิจิทัล (digital signature) และตรวจสอบได้ว่าข้อมูลไม่ถูกปลอมแปลงแก้ไข ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนโดยรวมธปท. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์จากข้อมูลประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ และในอนาคตจะสามารถต่อยอดไปใช้กับบริการทางการเงินอื่น ๆ ได้ต่อไปทั้งนี้ ประชาชนสามารถเรียกดู และดาวน์โหลดเอกสารดังกล่าว และนำไปยื่นเพื่อประกอบการสมัครขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ด้านสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) แนะนำขั้นตอนการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ฟรี!สามารถขอเอกสาร “ประวัติการใช้และชำระค่าน้ำค่าไฟรูปแบบดิจิทัล” ที่จ่ายย้อนหลัง 6 เดือนได้ ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ”เพื่อใช้ประกอบการยื่นขอสินเชื่อได้ ฟรี! ได้รับเอกสารไว นำไปใช้ได้เลยขั้นตอนการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับ ผู้ใช้หรือเจ้าของมิเตอร์ไฟฟ้า/ประปา1. เข้าสู่แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และเลือกหมวดหมู่ ‘การเงิน/ประกัน’2. เลือกบริการ ‘ขอเอกสารประกอบการสมัครบริการทางการเงิน’ และกดอนุญาต3. เลือกหน่วยงาน และทะเบียน/มิเตอร์ จากหน่วยงานที่ต้องการขอเอกสาร4. ตรวจสอบข้อมูลและกด “ขอเอกสารประกอบการขอสินเชื่อ” และยืนยันการขอเอกสาร เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ประกอบการขอสินเชื่อได้เลยดาวน์โหลดแอปฯ ทางรัฐ ผ่าน Google Play App Store และผู้ใช้มือถือ Huawei https://dg.th/kw6uzvdo57 บริการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟ คืออะไรบริการที่ให้ประชาชนสามารถขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ-ค่าไฟของตนเองบนแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” สำหรับส่งผู้ให้บริการทางการเงินเพื่อใช้ประกอบการสมัครบริการทางการเงิน เช่น การสมัครสินเชื่อ โดยประชาชนสามารถใช้บริการได้แล้วตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ปลดล็อกให้ประชาชนใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้นบริการดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการ Your Data ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง 6 หน่วยงาน ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค ที่สนับสนุนให้ประชาชนใช้สิทธิส่งข้อมูลของตนผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งจะช่วยปลดล็อกให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองเพื่อเข้าถึงบริการทางการเงินที่ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขันที่เป็นประโยชน์กับประชาชนมากขึ้นประโยชน์ต่อประชาชนสะดวก: ขอประวัติค่าน้ำ-ค่าไฟ ย้อนหลัง 6 เดือน ในที่เดียว ด้วยรูปแบบดิจิทัลใช้งานง่าย และไม่มีค่าใช้จ่าย: ขอเอกสารประวัติฯ ได้ง่าย ได้รับไว นำไปใช้ได้เลย รวมถึงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มโอกาสได้สินเชื่อ: พฤติกรรมการจ่ายที่มีวินัย ช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อประโยชน์ต่อผู้ให้บริการสินเชื่อผู้ให้บริการทางการเงินหรือสถาบันการเงินที่ได้รับข้อมูลประวัติดังกล่าวจากประชาชนสามารถนำข้อมูลไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ (machine-readable) มีการรับรองด้วยลายมือชื่อดิจิทัล (digital signature) และตรวจสอบได้ว่าข้อมูลไม่ถูกปลอมแปลงแก้ไข ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนโดยรวมใครจะใช้บริการนี้ได้บ้างประชาชนที่มีชื่อในทะเบียนผู้ใช้น้ำ-ไฟ (คู่สัญญา) และลงทะเบียนใช้งานแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และยืนยันตัวตนแล้ว

ติดตามผลหวยได้ที่นี่  ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 กรกฏาคม 2568 งวดล่าสุด
อ่าน

ติดตามผลหวยได้ที่นี่ ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 กรกฏาคม 2568 งวดล่าสุด

ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล 1 กรกฏาคม 2568สามารถอ่านและวิเคราะห์สถิติหวยย้อนหลัง 20 - 30 ปี ได้ที่นี่ ตรวจสอบผลหวยได้ทันทีที่เว็บไซต์ TNNรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1กรกฎาคม 2568xxxxxxเลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัลๆละ 4,000 บาทรางวัลเลขหน้า3ตัวxxxxxxเลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัลๆละ 4,000 บาทรางวัลเลขท้าย3ตัวxxxxxxเลขท้าย 2 ตัว 1 รางวัลๆละ 2,000 บาทรางวัลเลขท้าย2ตัวxxรางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 มี 2 รางวัลๆละ 100,000 บาทรางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1xxxxxxx ข้อควรรู้ (Regulations)1.ติดต่อรับรางวัลได้ที่สำนักงานจ่ายรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนามบินน้ำ) ชั้น G เลขที่ 359 ถ.นนทบุรี อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี 11000 โทร.0-2528-9628 และ 0-2528-97322.เปิดให้บริการทุกวันจันทร์ - วันศุกร์(เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) (ไม่หยุดพักกลางวัน)- ผู้รับซื้อรางวัล เปิดให้บริการเวลา 08.30 น. -14.30 น.- ประชาชน เปิดให้บริการเวลา 08.30 น. -15.00 น.3.การจ่ายรางวัลไม่เกิน 20,000 บาท จ่ายรางวัลเป็นเงินสด โดยท่านต้องชำระค่าอากรแสตมป์/ภาษีก่อนรับรางวัล4.การจ่ายรางวัลเกินกว่า 20,000 บาท จ่ายรางวัลเป็นเช็คธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยหักค่าอากรแสตมป์/ภาษีเรียบร้อยแล้วหมายเหตุ : ตามกฎหมายกำหนดไว้-สลากกินแบ่งรัฐบาล ผู้ขอรับรางวัล ต้องชำระอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาท ของเงินรางวัลทุก 200 บาท หรือเศษของ 200 บาท-สลากการกุศล ผู้ขอรางวัล ต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของเงินรางวัล**ข้อมูลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจสอบผลการออกสลากกินแบ่งรัฐบาล แบบเป็นทางการ ได้ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

เริ่มวันนี้! Krungthai NEXT - เป๋าตัง ใช้ไม่ได้หาก "ชื่อไม่ตรงกับซิม"
อ่าน

เริ่มวันนี้! Krungthai NEXT - เป๋าตัง ใช้ไม่ได้หาก "ชื่อไม่ตรงกับซิม"

ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่า ตามนโยบายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่บังคับให้ชื่อบัญชี “โมบายแบงก์กิ้ง” ต้องตรงกับ “ชื่อเจ้าของซิม” ใน ลูกค้ากลุ่ม Phase 1 ที่ได้รับ Notification ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ผู้ที่ไม่ได้ดำเนินการเปลี่ยนแปลงหรือยกเว้น จะไม่สามารถใช้งานแอปฯ Krungthai NEXT และ เป๋าตัง ได้ เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติจะต้องดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้1. ติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายของท่าน ขอเปลี่ยนชื่อเจ้าของซิมให้ตรงกับชื่อบัญชี และขอหนังสือรับรองสิทธิในการใช้บริการ2. นำหนังสือรับรองสิทธิในการใช้บริการ ติดต่อธนาคารกรุงไทย สาขาใดก็ได้ เพื่ออัปเดตข้อมูลและปลดระงับการใช้งานทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการขอยกเว้น (กลุ่มบุคคลในครอบครัว / ผู้ไร้ความสามารถ / ผู้เสมือนไร้ความสามารถ / ผู้พิการ / กลุ่มนิติบุคคล) สามารถติดต่อได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขาใดก็ได้ เพื่อแสดงเอกสารการยืนยันตัวตน เอกสารพิสูจน์ความสัมพันธ์ และเอกสารที่ระบุความเป็นเจ้าของหมายเลขรายละเอียดเพิ่มเติม https://krungthai.com/.../krungt.../announcement-detail/3181หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Krungthai Contact Center 02 111 1111

"ธนารักษ์-กรุงไทย"แลกข้อมูลประเมินที่ดิน
อ่าน

"ธนารักษ์-กรุงไทย"แลกข้อมูลประเมินที่ดิน

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรมธนารักษ์ลงนามความร่วมมือว่าด้วยการบูรณาการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านประเมินราคาทรัพย์สินระหว่าง กรมธนารักษ์ กับ ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อเชื่อมโยงนำข้อมูลประเมินราคาสินทรัพย์ของ 2 ธนาคารมาใช้ในการประเมินราคาที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของกรมธนารักษ์รอบใหม่ ที่จะประเมินราคาเสร็จสิ้นในปลายปี 69 และเริ่มประกาศใช้วันที่ 1 ม.ค.70 โดยมีรอบระยะเวลาใช้ 4 ปี ตั้งแต่ปี 70-73 ความร่วมมือนี้จะยกระดับ ระบบการประเมินราคาทรัพย์สินและการพิจารณาสินเชื่อของธนาคาร อีกทั้งการบูรณาการข้อมูลในครั้งนี้จะช่วยทำให้บัญชีราคาประเมินทรัพย์สินของกรมธนารักษ์มีราคาเหมาะสมตามลักษณะของทรัพย์สินและสอดคล้องกับทิศทางของราคาตลาด รวมถึงนำนวัตกรรมมาช่วยลดขั้นตอนในการสืบค้นราคาประเมินซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพในการให้บริการแก่ประชาชนให้ รวดเร็ว ง่ายขึ้น นายเผ่าภูมิ กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ กรมธนารักษ์จะแลกเปลี่ยนข้อมูลให้ทั้งสองหน่วยนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบในการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์ที่ยื่นขอสินเชื่อ ได้แก่ บัญชีราคาประเมินทรัพย์สิน ประกอบด้วย บัญชีราคาประเมินที่ดิน บัญชีราคาประเมินห้องชุด และบัญชีราคาประเมินสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงข้อมูลหน่วยที่ดิน ประกอบด้วยชื่อหน่วยที่ดิน ความลึกมาตรฐาน เป็นเมตร และราคาประเมินที่ดินรายหน่วยที่ดิน อัตราบาทต่อตารางวาส่วนธนาคารกรุงไทย และ ธอส.จะแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กรมธนารักษ์นำไปใช้เป็นข้อมูลในการสอบทานข้อมูลราคาซื้อขายจดทะเบียนเพื่อใช้ในการกำหนดราคาประเมินที่ดินรายหน่วยที่ดิน ได้แก่ ข้อมูลราคาประเมินสินเชื่อของอสังหาริมทรัพย์ที่นำมาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ประกอบด้วย ที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และห้องชุด รวมถึงข้อมูลราคาตลาดแปลงที่นำมาใช้ประกอบการประเมินราคาหลักทรัพย์ ประกอบด้วย ที่ดิน และห้องชุด “การเชื่อมโยงในครั้งนี้จะนำสู่การรวบรวมแลกเปลี่ยนข้อมูลการประเมินราคาทรัพย์สิน ข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ครั้งใหญ่ ผ่านเอพีไอ เซอร์วิส ของศูนย์บริหารจัดการราคาประเมินทรัพย์สินแห่งชาติเพื่อนำมาใช้ในการบริหารจัดการราคาประมินทรัพย์สินด้วยเทคโนโลยี บิ๊ก ดาต้า และรองรับการประมวลผลและเผยแพร่ข้อมูลไปยังระบบประเมินราคาทรัพย์สินของกรมธนารักษ์ เพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นของประชาชน

เกษตรกรทั่วประเทศ เร่งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ปี 68/69 เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์
อ่าน

เกษตรกรทั่วประเทศ เร่งขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูล ปี 68/69 เพื่อเข้าถึงสิทธิประโยชน์

วันนี้ (2 มิ.ย. 68) นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เชิญชวนเกษตรกรทั่วประเทศ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ประจำปีการผลิต 2568/69 เพื่อให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถนำข้อมูลจากทะเบียนเกษตรกรไปใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ โดยนำไปวางแผนพัฒนาการเกษตรให้เกษตรกร และเกษตรกรเองจะได้รับความสะดวกในการใช้สิทธิ์ขอรับการสนับสนุนช่วยเหลือ หรือรับบริการต่าง ๆ จากภาครัฐโดยเฉพาะช่วงเวลานี้ เป็นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี เมื่อทำการเพาะปลูกข้าว พืชไร่ พืชผักหรือพืชอายุสั้นแล้ว เกษตรกรควรขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนภายใน 15 วันหลังเพาะปลูก และไม่เกิน 60 วันก่อนเก็บเกี่ยว สำหรับไม้ผล ไม้ยืนต้น (พืชอายุยาว) เกษตรกรควรแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรหลังปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 30 วัน หรือที่ยังยืนต้นอยู่ เกษตรกรสามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรผ่านช่องทางการบริการของรัฐ ได้ 3 ช่องทาง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ดังนี้วิธีที่ 1 แจ้งกับเจ้าหน้าที่สำหรับเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความพร้อมและร่วมเป็นหน่วยสนับสนุนที่เกษตรกรมีพื้นที่การเกษตรอยู่ รวมถึงแจ้งข้อมูลผ่านผู้นำชุมชน หรือตัวแทนอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนั้น เกษตรกรรายใหม่ และรายเดิม แต่เพิ่มแปลงใหม่ ให้ดำเนินการแจ้งข้อมูลได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่ตั้งแปลงที่ทำกิจกรรมการเกษตรอยู่วิธีที่ 2 ดำเนินการด้วยตนเองเกษตรกรรายเดิม แปลงเดิม สามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน Farmbook Application ส่วนเกษตรกรรายใหม่ หรือรายเดิม เพิ่มแปลงใหม่ สามารถแจ้งข้อมูลผ่าน e-Form ที่เว็บไซต์ efarmer.doae.go.thสำหรับหลักฐานที่ต้องใช้ (กรณีติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ) 1.บัตรประชาชน (ตัวจริง) 2.สำเนาหลักฐานถือครองที่ดิน และ 3.เกษตรกรรายใหม่ หรือรายเดิม แต่เพิ่มแปลงใหม่ ต้องนำหลักฐานการใช้ที่ดิน (ตัวจริงหรือสำเนา) มาแสดงด้วย “ข้อมูลทะเบียนเกษตรกรถือเป็นกลไกสำคัญที่ใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการเยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติ การสนับสนุนปัจจัยการผลิต การส่งเสริมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม หรือแม้กระทั่งการวางแผนด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ การที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน จะเป็นประโยชน์กับตัวเกษตรกรเองโดยตรง ทั้งในแง่ของการได้รับสิทธิประโยชน์ การเข้าถึงความช่วยเหลือ และการพัฒนาอาชีพอย่างยั่งยืนในระยะยาว ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรทุกคน อย่าละเลยหรือมองข้ามการขึ้นทะเบียน เพราะนี่คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาเกษตรกรรมไทยให้ก้าวหน้าอย่างมั่นคง” นายอนุกูล ย้ำ

BAM กวาดยอดขาย NPA ทะลุ 1.4 พันลบ.  ลุยผนึกพันธมิตร-เพิ่มโอกาสขยายธุรกิจ
อ่าน

BAM กวาดยอดขาย NPA ทะลุ 1.4 พันลบ. ลุยผนึกพันธมิตร-เพิ่มโอกาสขยายธุรกิจ

#ทันหุ้น - BAM บริษัทบริหารสินทรัพย์ขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ดำรงบทบาทหลักในการแก้ไขหนี้เสีย และบริหารจัดการ/จำหน่าย NPA สามารถสร้างยอดขายในการจำหน่ายทรัพย์แปลงใหญ่ได้ 1,450 ล้านบาท เล็งจับมือพันธมิตรกลุ่มอสังหาฯ และสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายฐานธุรกิจ สร้างรายได้ และการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า BAM สามารถสร้างยอดขายจากการจำหน่ายทรัพย์แปลงใหญ่ได้ถึง 1,450 ล้านบาท โดยทรัพย์ดังกล่าวเป็นที่ดินเปล่าจำนวน 50 แปลง ตั้งอยู่ที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่รวม 26-3-37.40 ไร่ ทั้งนี้ทิศทางในการขายทรัพย์ของ BAM มีแนวโน้มที่ดี โดยเห็นได้จากการไปร่วมออกบูธในงาน Money EXPO ที่สามารถกวาดยอดเสนอซื้อทรัพย์ได้สูงถึง 278 ล้านบาท จากเป้าหมาย 200 ล้านบาท ซึ่งภาพรวมทรัพย์มือสองยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งผู้บริโภครายย่อยและนักลงทุน โดยจากข้อมูลที่น่าสนใจนับตั้งแต่ต้นปี 2568 ยอดขายทรัพย์มือสองสูงกว่าทรัพย์มือหนึ่ง ด้วยเหตุผลราคาที่ดิน รวมถึงค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าแรงงานของทรัพย์มือหนึ่ง มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3-5% ขณะที่หลายคนมองว่าแม้การลงทุนในทองคำหรือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผลตอบแทนสูงถึง 6-7% แต่ยังเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนในทรัพย์ NPA ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดินเปล่า คอนโดมิเนียม ฯลฯ ถือเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย (safe investment) และให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าถึง 3 ต่อ คือมีส่วนลดจากราคาประเมิน 10-16% มี Capital Appreciation 3-5% และมี Rental Yield 7-8% ทำให้ได้รับผลตอบแทนโดยรวม 20-29% ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการเร่งสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง BAM ได้มีการกำหนดกลยุทธ์โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตร ในรูปแบบของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) เพื่อเป็นการขยายขอบเขตการดำเนินงานซึ่งจะนำไปสู่การต่อยอดทางธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร โดยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรกลุ่มบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในการพิจารณาคัดเลือกทรัพย์สินรอการขายของ BAM ประเภททรัพย์เพื่อการลงทุน หรือทรัพย์ประเภทโครงการเพื่อให้กลุ่มบริษัทที่เป็นพันธมิตรของ BAM นำไปพัฒนา หรือพิจารณาซื้อทรัพย์ประเภทที่ดินเปล่าเพื่อนำไปสร้างที่อยู่อาศัยในรูปแบบกิจการร่วมทำ เป็นต้น อย่างไรก็ดีปัจจุบันสถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อ BAM จึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรสถาบันการเงินหลายแห่ง อาทิ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารยูโอบี ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เพื่อที่จะได้นำเสนอสินเชื่อเงื่อนไขพิเศษให้กับลูกค้าของ BAM รวมทั้ง BAMยังมีโปรโมชั่นผ่อนชำระโดยมีโปรผ่อนสบาย ดอกเบี้ย 0% 2 ปีแรก เพื่อเป็นทางเลือกในการช่วยให้ลูกค้าสามารถซื้อทรัพย์ของ BAM ง่ายยิ่งขึ้น และจากการดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้ BAM สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและสร้างการเติบโตทางธุรกิจให้กับ BAM ได้อย่างยั่งยืน

Money Expo 2025  รวมโปรโมชั่นจัดเต็มพิเศษสุดแห่งปีจากธนาคารและสถาบันการเงิน
อ่าน

Money Expo 2025 รวมโปรโมชั่นจัดเต็มพิเศษสุดแห่งปีจากธนาคารและสถาบันการเงิน

มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 (Money Expo 2025 Bangkok)งานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 (Money Expo 2025 Bangkok) จัดระหว่างวันที่ 15-18 พฤษภาคม 2568 ณ ชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “Resilient Wealth การสร้างความมั่งคั่งแบบยืดหยุ่นเพื่อความยั่งยืน” เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 MONEY EXPO 2025 BANGKOK ภายในงานประกอบด้วย 7 โซนบริการ ได้แก่ ตลาดเงิน, ตลาดทุน, ประกัน, รถยนต์/อสังหาริมทรัพย์, Franchise SMEs, Food Zone และ Health Wellness Expo ครั้งที่ 4 โดยมีธนาคารและสถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หน่วยงานรัฐและเอกชน มานำเสนอบริการทางการเงินและการลงทุนอย่างครบวงจรให้กับประชาชนชาวกรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดใกล้เคียงทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อบุคคล สินเชื่อรถยนต์ สินเชื่อเพื่อธุรกิจ SME บัตรเครดิต บัตรเงินสด เงินฝาก สลากออมทรัพย์ ดิจิทัลแบงกิ้ง ประกันชีวิต ประกันภัย ประกันสุขภาพ รวมทั้งการลงทุนที่หลากหลาย ทั้งในหุ้น กองทุนรวม ทองคำ ตราสารหนี้ และอนุพันธ์ โปรโมชั่นสุดพิเศษงาน MONEY EXPO 2025 BANGKOKธนาคารออมสิน- เงินฝาก ดอกเบี้ย 1.30% ต่อปี นาน 4 เดือน เงินฝาก 8 เดือน ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ดอกเบี้ย 1.37% ต่อปี ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ดอกเบี้ย 1.50% ต่อปี- สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ยคงที่ปีแรก 1.89% ต่อปี ต่อเดือน- ทรัพย์ NPA ลดราคาพิเศษทั่วประเทศสูงสุด 70%ธนาคารกรุงไทย- ทรัพย์มือสองลดราคาขายสูงสุด 57% กว่า 3,000 รายการ- เงินฝากปลอดภาษี Krungthai ZERO TAX MAX ดอกเบี้ย 2.30% ต่อปี 48 เดือน- สินเชื่อ SSME Generic ดอกเบี้ยอัตราพิเศษ คงที่ 3.5% ต่อปี 2 ปีแรก ผ่อนนานสูงสุด 20 ปี- สินเชื่อ Smart Money ดอกเบี้ยเริ่มต้น 9.99% ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือนแรก วงเงินกู้สูงสุด 1 ล้านบาท ผ่อนนานสูงสุด 60 เดือนธนาคารไทยพาณิชย์- สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงอยู่ระหว่าง 4.96-5.82% ต่อปี (MRR ปัจจุบันเท่ากับ 7.075% ต่อปี) ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 65 ปี- สินเชื่อบ้านคือเงิน My Home My Cash อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3 ปี 5.99% ต่อปีฟรี ค่าประเมินหลักประกัน- สินเชี่อธุรกิจ SSME อัตราดอกเบี้ยพิเศษ 2.99% ต่อปี นาน 3 เดือนแรก ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน- สินเชื่อรถคือเงิน ดอกเบี้ย 2.89% ต่อปี วงเงินอนุมัติสูงสุด 100% ของราคาประเมินสูงสุด 5 ล้านบาท ผ่อนสบายนานสูงสุด 84 เดือนธนาคารกรุงเทพเปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ e-Savings อัตราดอกเบี้ย 0.829% ต่อปี เมื่อฝากเงิน 24,000 บาท เป็นเวลา 12 เดือน ฟรี ค่าประเมินราคาหลักประกัน สำหรับผู้ประกอบการที่มียอดขายน้อยกว่า 75 ล้านบาทต่อปีธนาคารกรุงศรีอยุธยา- สินเชื่อบ้าน ดอกเบี้ย 0% ต่อปี 3 เดือนแรก ค่าธรรมเนียมประเมินราคาหลักประกัน 50% อัตราดอกเบี้ยปีแรกลดลง 0.25% ต่อปี- ประกันชีวิต สมัครและชำระค่าเบี้ยประกันชีวิตสูงสุดต่อวัน รับฟรี Krungsri Gift Card มูลค่า 40,000 บาทธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)- ฝากสลากออมทรัพย์ เปิดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ใหม่ รับของสมนาคุณสุดพิเศษภายในงาน เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนดธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)- สินเชื่อบ้าน อัตราดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ทรัพย์ NPA ทำเลเด่นหลากหลายประเภท กว่า 600 รายการทรัพย์ ราคาพิเศษส่วนลดสูงสุดถึง 50% จากราคาปกติ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ 0% ต่อปี คงที่ 2 ปีแรก- สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดนาคราช 2 หน่วยละ 1,000 บาท อายุสลาก 3 ปี ผลตอบแทนหน้าสลาก 0.75% ต่อปี รางวัลที่ 1 มูลล่า 3 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล ต่อหมวด- สลากออมทรัพย์ ธอส. ชุดพิมานมาศ ปี 2568 หน่วยละ 50,000 บาท อายุสลาก 2 ปี ผลตอบแทนหน้าสลาก 1.25% ต่อปี รางวัลที่ 1 มูลล่า 3 ล้านบาท จำนวน 1 รางวัล (เสี่ยงหมวด)ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK)- สินเชื่อเอ็กซิมเริ่มต้นส่งออก วงเงินหมุนเวียน สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ย 6.25% ต่อปี- สินเชื่อเอ็กซิมดอกเบี้ยต่ำ วงเงินสินเชื่อสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.25 ต่อปี ใน 2 ปีแรก- สินเชื่อ 1 SMEs วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น 5% ต่อปีค่าธรรมเนียมแรกเข้าสูงสุด ไม่เกิน 1.25% ต่อปี- สินเชื่อ EXIM Solar D-Carbon Financing วงเงินสินเชื่อสูงสุด 100 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 7 ปี เบิกกู้สูงสุด 90% ของเงินลงทุน อัตราดอกเบี้ยเริ่มต้น ผู้ประกอบการ Size L เริ่มต้น 3.5% ต่อปี ผู้ประกอบการ SMEs เริ่มต้น 4.5% ต่อปีธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank)- เงินทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพียง 3% ต่อปี คงที่ 3 ปีแรก- สินเชื่อ SME Green Productivity สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME และสินเชื่อ ปลุกพลัง SME สินเชื่อสูงสุด 0.50 % Hybrid Exhibition ใช้บริการทางการเงิน และการลงทุนได้อย่างทั่วถึงงานมหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 25 MONEY EXPO 2025 BANGKOK ยังสามารถใช้บริการในงานในรูปแบบ Hybrid Exhibition ที่ประชาชนสามารถใช้บริการทางการเงิน และการลงทุนได้อย่างทั่วถึง ทั้งแบบออฟไลน์ที่เดินทางมาทำธุรกรรมภายในงาน และแบบออนไลน์ที่ทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม www.MoneyExpoOnline.com ซึ่งผู้ที่สนใจใช้บริการสามารถเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินระหว่างธนาคารได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจให้ง่ายขึ้นอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องMONEY EXPO 2025 BANGKOK ตอบโจทย์"การเงินดี" สุขภาพดี "ชีวิตยั่งยืน"

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 ใครต้องลงใหม่ เช็กเลยก่อนพลาดเงิน 1,545 บาท
อ่าน

บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 ใครต้องลงใหม่ เช็กเลยก่อนพลาดเงิน 1,545 บาท

เปิดเกณฑ์ใหม่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2568 กลุ่มไหนต้องลงทะเบียนรอบใหม่? เช็ก 10 คุณสมบัติผ่านแอป “ทางรัฐ” รับสิทธิช่วยเหลือสูงสุด 1,545 บาทต่อเดือนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2568 กำลังเข้าสู่การพิจารณาหลักเกณฑ์ใหม่ โดยกระทรวงการคลังเตรียมเปิดลงทะเบียนรอบใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น กลุ่มที่ต้องลงทะเบียนใหม่คนที่ไม่เคยได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาก่อน โดยเฉพาะผู้ที่เพิ่งมีอายุครบ 18 ปี รวมถึงกลุ่มตกหล่นจากรอบปี 2565ผู้ถือบัตรปัจจุบัน จำนวน 14.5 ล้านคน ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ แต่กระทรวงการคลังจะคัดกรองสิทธิให้อัตโนมัติ10 คุณสมบัติสำคัญที่ต้องรู้ ก่อนลงทะเบียน1. สัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป2. รายได้ไม่เกิน 100,000 บาท/ปี ต่อคน และในครอบครัวเฉลี่ยไม่เกิน 100,000 บาท/คน3. ทรัพย์สินทางการเงินไม่เกิน 100,000 บาท/คน4. ไม่มีอสังหาริมทรัพย์เกินเกณฑ์5. ไม่มีบัตรเครดิต6. ไม่มีวงเงินกู้ซื้อบ้านตั้งแต่ 1.5 ล้านบาทขึ้นไป7. ไม่มีวงเงินกู้รถยนต์ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป8. ไม่เป็นพระ ภิกษุ สามเณร ผู้ต้องขัง ข้าราชการ หรือผู้รับบำนาญ9. ไม่ถือครองพันธบัตรหรือสลากเกินเกณฑ์10. ต้องลงทะเบียนรายบุคคล ตรวจสอบแบบครอบครัว สิทธิประโยชน์ที่ได้รับเงินช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,545 บาท/เดือนค่าสินค้าอุปโภคบริโภค 300 บาทค่าเดินทางระบบขนส่งสาธารณะ 750 บาทส่วนลดก๊าซหุงต้ม 80 บาท (ทุก 3 เดือน)บรรเทาค่าน้ำ 100 บาท/เดือนบรรเทาค่าไฟ 315 บาท/เดือนลงทะเบียนผ่านแอป “ทางรัฐ” เท่านั้นกระทรวงการคลังและสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบระบบลงทะเบียนให้มีความรัดกุม เพื่อกันคนไม่เข้าเกณฑ์สวมสิทธิ พร้อมพัฒนาเกณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

เริ่มแล้ววันนี้ ลดค่าโอน-จดจำนองบ้าน-คอนโด ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01%
อ่าน

เริ่มแล้ววันนี้ ลดค่าโอน-จดจำนองบ้าน-คอนโด ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01%

22 เมษายน 2568 เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคาร ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนดโดยที่เป็นการสมควรบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนซึ่งต้องการซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองและส่งเสริมการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศ อาศัยอำนาจตามความในข้อ 2 (7) (ฎ) แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 47 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2547 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2568 กำหนดหลักเกณฑ์ให้ลดหย่อนการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินในการโอนและการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาไม่เกินเจ็ดล้านบาทเป็นพิเศษ โดยให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกประกาศไว้ ดังต่อไปนี้ข้อ 1 ให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวในคราวเดียวกัน ร้อยละ ศูนย์จุดศูนย์หนึ่ง (0.01% ) สำหรับกรณีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารดังกล่าว ซึ่งมีราคาซื้อขาย และราคาประเมินทุนทรัพย์ไม่เกินเจ็ดล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกินเจ็ดล้านบาททั้งนี้ สำหรับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาที่มีสัญชาติไทยข้อ 2 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569ประกาศ ณ วันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568อนุทิน ชาญวีรกูลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกระตุ้นภาคอสังหาฯ ครม. ไฟเขียวลดค่าโอน-จดจำนองบ้าน เหลือ 0.01%

ลดค่าโอนบ้าน-คอนโดไม่เกิน 7 ล้าน มีผลแล้ว
อ่าน

ลดค่าโอนบ้าน-คอนโดไม่เกิน 7 ล้าน มีผลแล้ว

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2568 จำนวน 2 ฉบับ เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคาร ที่อยู่อาศัยหรืออาคารพาณิชย์ และอีกฉบับ เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุดเพื่อบรรเทาภาระให้แก่ประชาชนที่ต้องการจะซื้อที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง และเพื่อการส่งเสริมการขายอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งหลักเกณฑ์และเงื่อนไขนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน 2568 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ค่าจดทะเบียน "โอน" อสังหาริมทรัพย์จาก 2% เหลือ 0.01% และลดค่าจดทะเบียน "จำนอง" อสังหาริมทรัพย์ จาก 1% เหลือ 0.01% เฉพาะที่จดทะเบียนโอนในคราวเดียวกัน สำหรับการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ อาคารที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยว บ้านแฝด บ้านแถว หรืออาคารพาณิชย์ หรือที่ดินพร้อมอาคารที่อยู่อาศัย หรือห้องชุดในอาคารชุด (คอนโดมิเนียม) โดยมีราคาซื้อขาย และราคาประเมินทุนทรัพย์ ไม่เกิน 7 ล้านบาท และวงเงินจำนอง ไม่เกิน 7 ล้านบาท ต่อสัญญา โดยไม่รวมถึงกรณีการขายเฉพาะส่วน ทั้งนี้ สำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลธรรมดา สัญชาติไทยเท่านั้น

สั่ง "นิติบุคคล" ต้องยื่นจดทะเบียน ผ่านออนไลน์เท่านั้น เริ่ม ดีเดย์ 1 ก.ค. 68
อ่าน

สั่ง "นิติบุคคล" ต้องยื่นจดทะเบียน ผ่านออนไลน์เท่านั้น เริ่ม ดีเดย์ 1 ก.ค. 68

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า นับถอยหลังปิดเคาน์เตอร์Walk In ยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลแบบกระดาษทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่1กรกฎาคม2568เป็นต้นไป เดินหน้าสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ดันผู้ใช้บริการเข้าจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล เปลี่ยนแปลง แก้ไขรายการทางทะเบียนทางออนไลน์100%ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ทั้งนี้ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ได้กำชับให้กรมฯ เตรียมความพร้อมและอำนวยความสะดวกแก่ภาคธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อให้การดำเนินการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น และเปิดสอนใช้งานระบบสำหรับผู้ที่ต้องการรายละเอียดการใช้งานระบบผ่านเจ้าหน้าที่ของกรมฯล่าสุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า พร้อมอำนวยความสะดวกภาคธุรกิจเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคลที่ต้องการขอคำปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่โดยตรง แต่ไม่สะดวกเดินทางมาติดต่อยังสำนักงานให้บริการ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย แอปพลิเคชัน LINE OA ชื่อบัญชี DBD.Registration หรือ ค้นหาจาก LINE ID โดยพิมพ์ @dbd1570 เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคล ไขข้อข้องใจ และเตรียมความพร้อมก่อนดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ แก้ไขเปลี่ยนแปลง ยกเลิกการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มความรวดเร็วในการให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจ นางอรมน กล่าวว่า กรมฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ หรือแอดมิน คอยตอบข้อซักถามภาคธุรกิจ และประชาชน ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์ โดยเปิดให้บริการระหว่างวันและเวลาราชการ เวลา 08.30 - 16.30 น. ซึ่งจะช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจให้ได้รับความสะดวก รวดเร็ว มากกว่าที่ต้องเดินทางมาขอรับคำปรึกษาด้านการจดทะเบียนธุรกิจ ณ สำนักงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และเพื่อเตรียมความพร้อมแก่ภาคธุรกิจก่อนที่กรมฯ จะปิดเคาน์เตอร์ Walk In ยื่นจดทะเบียนนิติบุคคลแบบกระดาษทั่วประเทศ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 ที่จะถึงนี้ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีเป้าหมายการทำงานที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาสร้างและพัฒนางานบริการต่างๆ ให้ครอบคลุมทุกภารกิจอย่างต่อเนื่อง โดยกรมฯ มีการปรับกระบวนงานทั้งงานบริการหน้าบ้าน และงานบริการหลังบ้านให้เป็นระบบดิจิทัลแบบ End-to-End Process เพื่อนำไปสู่การให้บริการแบบทุกที่ ทุกเวลา โดยที่ผู้รับบริการไม่ต้องเดินทางมาติดต่อที่กรมฯ รวมถึง คุณภาพการให้บริการที่ถูกต้อง สะดวก รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย หรือลดต้นทุนของภาคธุรกิจ สิ่งสำคัญ คือ ทำอย่างไรให้การบริการของกรมฯ สามารถตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้อย่างตรงจุดมากที่สุด โดยเฉพาะการให้บริการผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยมสูงในปัจจุบันโดยตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้เปิดให้บริการให้คำปรึกษาด้านการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบ Line OA เมื่อเดือนตุลาคม 2565 จนถึงปัจจุบัน (วันที่ 31 มีนาคม 2568) มีผู้ประกอบธุรกิจและประชาชนทั่วไป เข้าใช้บริการแล้วจำนวนกว่า 20,900 ราย ซึ่งผู้ใช้บริการต่างพึงพอใจต่อการให้บริการให้คำปรึกษาผ่านแอปพลิเคชัน LINE OA เป็นอย่างมาก