รีเซต

ผลการค้นหา “办湖北职称证{官网:ban58.com}兴城办个拉瓦尔大学毕业证多少钱-柏林国际商学院商业管理文凭证书[办证网:ban58.com]办个假专科证多少钱l6” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 15สายพันธุ์ ราคาเข็มละ  1,800.-ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน
สิทธิพิเศษ

วัคซีนป้องกันโรคปอดอักเสบ 15สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 1,800.-ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน

ลูกค้าทรู ใช้ 0 ทรูพอยท์วัคซีน IPD 15 สายพันธุ์ 1 เข็ม ราคา 1,800บาท (ราคาปกติ 2,000 บาท)(ราคานี้รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว) โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี เงื่อนไข 1. ลูกค้านำรหัสที่ได้จากการกดรับสิทธิ์เเสดงต่อเจ้าหน้าที่ร้านค้าเพื่อรับสิทธิ์2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้5. รวมค่าแพทย์และค่าบริการแล้ว6. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับวัคซีนไอพีดีชนิด 15 สายพันธุ์ จากประเทศอเมริกา มีผลข้างเคียงน้อยหลังฉีด ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปอดอักเสบ, เยื่อหุ้มสมองอักเสบ, การติดเชื้อในกระแสเลือดโดยมีความโดดเด่นในการป้องกัน Serotype 3 ที่พบสูงเป็นอันดับต้นๆในผู้ใหญ่ ในประเทศไทย และยังเป็นสาเหตุการติดเชื้อรุนแรงโดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ

ศุลกากรลุ้นเป้า1.2แสนล้านเร่งเสริมสร้างการค้าสู้ค่าบาท
อ่าน

ศุลกากรลุ้นเป้า1.2แสนล้านเร่งเสริมสร้างการค้าสู้ค่าบาท

#ศุลกากร #ทันหุ้น - อธิบดีศุลกากรรับสุดท้าทายเก็บรายได้ปีนี้ 1.2 แสนล้านบาท เผชิญปัจจัยลบบาทแข็งค่าและโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์ที่เปลี่ยนไป งัดกลยุทธ์ "Trade Enablement" เสริมสร้างการค้าให้มากขึ้น ยกระดับจากแค่อำนวยความสะดวก พร้อมพิจารณาฐานภาษีใหม่เพื่อประคองตัวให้ใกล้เคียงเป้าหมายนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากรเปิดเผยถึงสถานการณ์การจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรในปัจจุบันว่า กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในการบรรลุเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ที่ตั้งไว้ 1.22 แสนล้านบาท โดยในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ พบว่า ตัวเลขการจัดเก็บยังคงติดลบอยู่ประมาณ 7% หรือคิดเป็นมูลค่าที่ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 2.9 พันล้านบาทปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจัดเก็บรายได้ ประกอบด้วยประเด็นหลัก คือ 1.ผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาวะเศรษฐกิจ เป็นความท้าทายประการแรก คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท เดิมมีการประมาณการรายได้บนสมมติฐานค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ แต่ปัจจุบันค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 31 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้รายได้หายไปทันที 3 บาทต่อทุกดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ สภาพเศรษฐกิจยังไม่เติบโตตามเป้าหมาย ที่เคยคาดการณ์ไว้ว่าจะขยายตัว 3.5% ส่งผลให้ปริมาณการนำเข้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่วางแผนไว้2.การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์และข้อตกลง FTA แหล่งรายได้หลักเดิมอย่าง ภาษีรถยนต์ กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก โดยปัจจุบันกรมศุลกากรแทบจะเก็บภาษีจากรถยนต์ไม่ได้เนื่องจากการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และผลของความตกลงการค้าเสรี (FTA) ต่างๆ ที่ทำให้อัตราภาษีกลายเป็นศูนย์ แม้ว่ารายได้จาก E-commerce จะเข้ามาช่วยเสริมประมาณเดือนละ 400 - 450 ล้านบาท หรือราว 4 พันกว่าล้านบาทต่อปี แต่ก็ยังไม่สามารถชดเชยรายได้จากภาษีรถยนต์ที่หายไปมากกว่า 1 หมื่นล้านบาทได้3. ข้อจำกัดของฐานภาษีเดิม ซึ่งกรมมองว่า หากไม่มีการเพิ่มฐานภาษีหรือหาภาษีตัวใหม่ๆ เข้ามา การจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นตามเป้านั้นทำได้ยาก เนื่องจากปัจจุบันกรม เก็บภาษีสินค้าอยู่เพียงไม่กี่ประเภทเท่านั้น และในบริบทของประเทศที่พัฒนาแล้ว รายได้จากภาษีศุลกากรจะไม่ใช่รายได้หลักอีกต่อไป โดยหน้าที่หลักจะเปลี่ยนเป็นการขับเคลื่อนการค้าและเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มแทน@สู่ "Trade Enablement"สำหรับแนวทางการปรับตัวและทางออกของกรมศุลกากร เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายดังกล่าวนั้น ได้วางนโยบายจากการ”อำนวยความสะดวก" สู่ "Trade Enablement" หรือการเสริมสร้างการค้ามากขึ้น โดยกรม มุ่งเน้นการสร้างโอกาสทางการค้าที่ยังไม่เคยเกิดให้เกิดขึ้น เช่น การออกระเบียบให้การขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multi-modal) ทำได้สะดวกขึ้น เช่น การเปลี่ยนถ่ายสินค้าจากรถไฟเป็นรถยนต์เพื่อไปยังด่านศุลกากรที่ทางรถไฟยังไปไม่ถึงการปฏิรูประเบียบและลดขั้นตอน โดยมีการนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ในพิธีการศุลกากรสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) เพื่อลดภาระของผู้ประกอบการ รวมถึงการพิจารณาให้ใช้กรมธรรม์ประกันภัยแทนการวางเงินค้ำประกันธนาคาร (Bank Guarantee) เพื่อลดต้นทุนให้ผู้ค้านอกจากภารกิจการจัดเก็บรายได้ กรม ยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการสวมสิทธิ์และการสำแดงถิ่นกำเนิดเป็นเท็จ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทยแท้ๆ ในตลาดด้วยขณะเดียวกัน กรม กำลังศึกษาเรื่องการปรับปรุงอัตราภาษีและพิจารณาเก็บภาษีจากรายการที่ไม่เคยเก็บมาก่อน เพื่อขยายฐานรายได้และปกป้องผู้ประกอบการในประเทศไปพร้อมกันอย่างไรก็ตาม กรมศุลกากร ยอมรับว่า การดำเนินการทั้งหมดนี้ต้องอาศัยการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้องหลายส่วน เพื่อให้สอดรับกับสภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและเพื่อให้การจัดเก็บรายได้เข้าใกล้เป้าหมายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
อ่าน

เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!

กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
อ่าน

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง

ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================

คู่มือการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ปี 2025 ขั้นตอน การเตรียมตัว ค่าใช้จ่าย
อ่าน

คู่มือการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์สำหรับมือใหม่ปี 2025 ขั้นตอน การเตรียมตัว ค่าใช้จ่าย

การขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างถูกกฎหมายและปลอดภัยเริ่มต้นจากการมีใบอนุญาตขับขี่ที่ถูกต้อง บทความนี้ได้รวบรวมขั้นตอนที่จำเป็น สิ่งที่ต้องเตรียมตัว และค่าใช้จ่ายโดยประมาณสำหรับการทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล (ชั่วคราว 2 ปี) ครั้งแรก ขั้นตอนการสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ สำหรับผู้ที่ขอทำใบขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลครั้งแรก จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ดังนี้: จองคิว: จองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue หรือเว็บไซต์ของกรมการขนส่งทางบก เตรียมเอกสารและยื่นคำขอ: เดินทางไปสำนักงานขนส่งตามวันและเวลาที่จองคิวไว้ ยื่นคำขอและเอกสารที่เตรียมไว้เพื่อตรวจสอบหลักฐานและคุณสมบัติ ทดสอบสมรรถภาพร่างกาย: เข้ารับการทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย เช่น การทดสอบสายตาทางลึก, สายตาทางกว้าง, การมองเห็นสีที่จำเป็นในการขับรถ และการทดสอบปฏิกิริยาทางเท้าในการเหยียบเบรก อบรมภาคทฤษฎี: เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรที่กำหนด (สำหรับทำใบขับขี่ครั้งแรกต้องอบรมที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) รวม 5 ชั่วโมง เนื้อหาเกี่ยวกับการขับรถอย่างปลอดภัย กฎหมายจราจร และมารยาทในการขับรถ สอบข้อเขียน (ภาคทฤษฎี): เข้ารับการสอบข้อเขียนระบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-exam) ผู้สอบต้องทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ (ส่วนใหญ่คือ 45 ข้อ จาก 50 ข้อ) สอบปฏิบัติ (ภาคปฏิบัติ): นำรถจักรยานยนต์ส่วนตัวมาใช้ในการสอบ หรือใช้รถของสนามสอบ (ขึ้นอยู่กับบริการของแต่ละพื้นที่) ทดสอบการขับขี่ตามท่าทางที่กำหนด เช่น การขับรถบนทางแคบ (ไม้กระดาน), การขับเป็นวงกลม, การขับซิกแซ็ก, และการหยุดรถตามป้ายหยุด/ไฟสัญญาณ ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูป: เมื่อสอบผ่านทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแล้ว ให้ชำระค่าธรรมเนียมและถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี) สิ่งที่ต้องเตรียมตัว การเตรียมเอกสารและเตรียมความพร้อมในการสอบเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กระบวนการทำใบขับขี่ราบรื่น: สิ่งที่ต้องเตรียม รายละเอียด 1. บัตรประจำตัวประชาชน ฉบับจริง (อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ สำหรับรถจักรยานยนต์ทั่วไป หรือ 15 ปีบริบูรณ์สำหรับรถจักรยานยนต์ที่มีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 110 ซีซี) 2. ใบรับรองแพทย์ ฉบับจริง ที่ออกให้ก่อนวันยื่นคำขอไม่เกิน 1 เดือน และต้องระบุว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่เป็นอันตรายต่อการขับรถ (เช่น โรคลมชัก, โรคหัวใจบางชนิด) หรือเป็นบุคคลวิกลจริต 3. หลักฐานการจองคิว ภาพหน้าจอหรือใบนัดคิวจากแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue 4. การเตรียมตัวสอบ สอบข้อเขียน: ศึกษาคู่มืออบรมใบขับขี่ กฎหมายจราจร และป้ายสัญลักษณ์จราจร เพื่อเตรียมตัวสอบข้อเขียน สอบปฏิบัติ: ฝึกฝนการขับขี่รถจักรยานยนต์ตามท่าสอบที่กำหนดจนคล่องแคล่ว 5. รถจักรยานยนต์ เตรียมรถจักรยานยนต์ที่พร้อมใช้งานสำหรับใช้ในการสอบภาคปฏิบัติ (บางสนามสอบมีรถให้เช่า) ค่าใช้จ่ายในการทำใบขับขี่ (โดยประมาณ) ค่าใช้จ่ายหลักในการทำใบขับขี่จะประกอบด้วยค่าธรรมเนียมที่ชำระกับกรมการขนส่งทางบก และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าธรรมเนียมกรมการขนส่งทางบก: ค่าคำขอ: 5 บาท ค่าใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว (2 ปี): 100 บาท รวมค่าธรรมเนียมโดยประมาณ: 105 บาท (ไม่รวมค่าบัตรพลาสติก 100 บาท ในกรณีทำใบขับขี่ 5 ปี ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศกรมการขนส่งทางบก) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง: ค่าใบรับรองแพทย์: ขึ้นอยู่กับสถานพยาบาล (ประมาณ $100 - 500$ บาท) ค่าบริการจองคิว/ติว (ถ้ามี): หากเลือกใช้บริการโรงเรียนสอนขับรถที่ได้รับการรับรอง อาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับคอร์สติวและการสอบปฏิบัติ การทำใบขับขี่ครั้งแรกจึงมีค่าใช้จ่ายรวมเริ่มต้นเพียง 105 บาท (ไม่รวมค่าใบรับรองแพทย์) ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยและความถูกต้องตามกฎหมายในการขับขี่บนท้องถนนนั่นเองครับ Photo Credit : AI Generated

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!
อ่าน

คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!

ปี 2568 นี้ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เลยก็คือ "ค่าโอนรถยนต์" ครับ! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะถ้าไม่รู้หรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมาได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การโอนรถของคุณราบรื่นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม: จ่ายอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าค่าโอนรถก็แค่ค่าโอน แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่เราต้องรู้ครับ ค่าธรรมเนียมการโอน: อันนี้ถูกสุดๆ แค่ 100 บาท ค่าคำขอโอน: จิ๊บๆ เพียง 5 บาท ค่าอากรแสตมป์: อันนี้แหละตัวสำคัญ! คิดเป็น 500 บาท ต่อราคารถยนต์ 100,000 บาท ถ้าซื้อรถมา 500,000 บาท ก็ต้องจ่าย 2,500 บาท แต่ถ้าซื้อมาแค่ 80,000 บาทก็จ่ายแค่ 400 บาท ค่าตรวจสภาพรถยนต์: ถ้าเจ้ารถคู่ใจของคุณมีอายุเกิน 7 ปี (สำหรับรถยนต์) หรือเกิน 5 ปี (สำหรับมอเตอร์ไซค์) ต้องเข้าตรวจสภาพที่กรมการขนส่งฯ ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 บาท เอกสารพร้อม! โอนรถได้เลย! เตรียมเอกสารให้ครบ รับรองว่าไม่เสียเที่ยวแน่นอนครับ! สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง: ตัวจริงเท่านั้นนะครับ! ห้ามใช้สำเนาเด็ดขาด บัตรประชาชน: ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างละฉบับ หนังสือมอบอำนาจ: ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างมา ก็ต้องมีหนังสือนี้พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย เอกสารอื่นๆ: เช่น สัญญาซื้อขาย หรือใบเสร็จรับเงิน (มีไว้ก็ดีครับ อุ่นใจกว่า) ขั้นตอนง่ายๆ ไปกรมการขนส่งฯ ได้เลย! ไปตรวจสภาพ: สำหรับรถที่เข้าเกณฑ์ ก็ขับไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพก่อนเลย (รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุเกิน 7 ปี, รถจักรยานยนต์เกิน 5 ปี หรือรถที่มีการดัดแปลงสภาพ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่แผนกรับคำขอโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องให้ จ่ายเงิน: เมื่อเอกสารผ่าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็จ่ายตามยอดนั้นได้เลย รอรับสมุดใหม่: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อมูลในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และลงชื่อเจ้าของคนใหม่ เท่านี้ก็เรียบร้อย! บทสรุป: โอนง่าย ถ้าเตรียมพร้อม! การโอนรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากคุณเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี การเดินทางไปกรมการขนส่งฯ ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคือการทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณสบายใจ หายห่วงเรื่องปัญหากฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ Photo Credit : AI Generated

สหรัฐอเมริกา เตรียมขึ้นค่าวีซ่าเพิ่ม 250 ดอลลาร์ เริ่ม 1 ตุลาคม 2568
อ่าน

สหรัฐอเมริกา เตรียมขึ้นค่าวีซ่าเพิ่ม 250 ดอลลาร์ เริ่ม 1 ตุลาคม 2568

แพลน เที่ยวอเมริกา ปีหน้าต้องคิดหนักขึ้น! สหรัฐอเมริกากำลังเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ Visa Integrity Fee สูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8,000 บาท) ซึ่งจะ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน ท่องเที่ยว หรือทำงาน จะพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว สหรัฐฯ เตรียมขึ้นค่าวีซ่าเพิ่ม 250 ดอลลาร์ บังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 ค่าธรรมเนียมใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น และเพิ่มรายได้จากผู้เดินทางเข้าอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กฎหมาย One Big Beautiful Bill Actโดยเงินค่าธรรมเนียมนี้สามารถขอคืนได้ภายใต้เงื่อนไขการปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดมากๆ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่ากระบวนการขอคืนเงินอาจไม่ชัดเจน และสร้างความกังวลให้กับผู้สมัครได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา และผู้ที่ต้องการไปทำงานในสหรัฐฯ เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สำหรับชาวต่างชาติที่ยื่นขอวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่าท่องเที่ยว,ธุรกิจ (B1/B2) , นักเรียน หรือวีซ่าทำงาน เมื่อรวมกับค่าวีซ่าเดิม 185 ดอลลาร์ ผู้ยื่นวีซ่าจะต้องจ่ายรวม 435 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,000 บาท) สรุปใครบ้างที่ต้องจ่ายเพิ่ม และต้องจ่ายเท่าไหร่? ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่ามาตรฐาน : 185 ดอลลาร์ (คงเดิม) ค่าธรรมเนียมของวีซ่า : 250 ดอลลาร์ (ใหม่) ค่าธรรมเนียมแบบฟอร์มการมาถึง/ออกเดินทาง I-94 : 24 ดอลลาร์ ประเภทวีซ่าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่: B-1/B-2 นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ, F-1 นักเรียน , H-1B ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง, J-1 ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน หากต้องการขอค่าธรรมเนียมนี้คืน ต้องทำอย่างไร? สำหรับนักเดินทางหากต้องการรับเงินคืน ผู้ถือวีซ่าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่า ซึ่งรวมถึง "ไม่ยอมรับการจ้างงานที่ไม่ได้รับอนุญาต" และต้องอยู่เกินวันที่วีซ่ามีผลบังคับใช้เกินกว่า 5 วัน ตามบทบัญญัติ หากปฏิบัติตามครบ การคืนเงินจะเกิดขึ้น หลังจากวีซ่าหมดอายุ ====================

สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ
อ่าน

สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ

ขั้นตอนสมัครสอบคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นคณาจารย์ประจำ เพื่อสนับสนุนภารกิจทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยอ้างอิงมติที่ประชุมกรรมการบริหารงานบุคคลตลอดปี 2567 ถึงกลางปี 2568ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครตำแหน่งที่เปิดสอบคัดเลือกระบุไว้ตามข้อ 7 ของประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีหลากหลายระดับและสาขาให้เลือกสมัครตามคุณวุฒิคุณสมบัติผู้สมัครผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย และไม่เป็นผู้เสพสารเสพติด รวมถึงสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสม เฉพาะสายคณาจารย์ปริญญาตรี วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในรอบ 5 ปีปริญญาโท วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง โดยอย่างน้อย 1 เรื่องเป็นงานวิจัยปริญญาเอก ต้องมีผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 3 เรื่องในรอบ 5 ปีเอกสารประกอบใบสมัคร1. สำเนาปริญญาบัตรและ Transcript2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน3. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว4. หนังสือรับรองผลภาษาอังกฤษ (MCU-GET, TOEFL, IELTS, TOEIC, TU-GET, CU-TEP)5. ใบรับรองแพทย์ออกภายใน 30 วัน6. ผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากตำรวจ7. หนังสือรับรองประสบการณ์ (ถ้ามี)8. แบบ บค 01 และ บค 02 ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์9. สลิปการโอนเงินค่าสมัครหมายเหตุ แนบไฟล์เฉพาะ .PDF หรือ .JPG ค่าธรรมเนียมการสมัครต่ำกว่าปริญญาตรี 100 บาทปริญญาตรี 200 บาทปริญญาโท 300 บาทปริญญาเอก 400 บาทโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสือป่า เลขที่บัญชี 046 2 73791 7รายละเอียดการสอบสอบข้อเขียนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย 100 คะแนนสอบปฏิบัติด้านดิจิทัล (เฉพาะสายปฏิบัติการ) 100 คะแนนสอบข้อเขียนเฉพาะสาขาวิชา 100 คะแนนสอบสัมภาษณ์ ประเมินความเหมาะสม 200 คะแนนเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 การตัดสินของคณะกรรมการสอบคัดเลือกถือเป็นที่สิ้นสุดติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ https://www.mcu.ac.th/news/detail/59013

แฉ "Zeekr-Neta" ปลอมยอดขาย EV หวังทำยอด จีนสอบเข้ม
อ่าน

แฉ "Zeekr-Neta" ปลอมยอดขาย EV หวังทำยอด จีนสอบเข้ม

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน Zeekr และ Neta ถูกเปิดเผยว่า ใช้วิธีการบิดเบือนยอดขายโดยการจดทะเบียนประกันภัยให้รถยนต์ล่วงหน้า ก่อนการส่งมอบจริงให้ผู้บริโภค เพื่อให้สามารถบันทึกยอดขายตามระบบจดทะเบียนอุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน และทำยอดได้ตามเป้าหมายประจำเดือนหรือรายไตรมาสเอกสารที่รอยเตอร์ได้รับ พร้อมการสัมภาษณ์ดีลเลอร์และผู้ซื้อหลายราย ชี้ว่า Neta ได้บันทึกยอดขายล่วงหน้ามากถึง 64,719 คันระหว่างเดือนมกราคม 2566 ถึงมีนาคม 2567 คิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของยอดขายรวมที่บริษัทรายงานในช่วง 15 เดือนดังกล่าวด้าน Zeekr ซึ่งเป็นแบรนด์รถ EV ระดับพรีเมียมในเครือ Geely ใช้วิธีเดียวกันในช่วงปลายปี 2567 โดยร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายหลักในเมืองเซี่ยเหมิน ที่เป็นรัฐวิสาหกิจชื่อ Xiamen CD Automobile เพื่อจดประกันภัยและบันทึกยอดขายล่วงหน้าก่อนสิ้นปี โดยรถจำนวนมากถูกส่งต่อไปขายยังเมืองอื่นในภายหลัง พฤติกรรมดังกล่าวในอุตสาหกรรมจีนถูกเรียกว่า "รถมือสองเลขไมล์ศูนย์" ซึ่งหมายถึงรถที่จดทะเบียนว่า "ขายแล้ว" ทั้งที่ยังไม่ถึงมือผู้ซื้อจริง เป็นผลพวงจากการแข่งขันในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่รุนแรงและภาวะโอเวอร์ซัพพลายที่ยืดเยื้อหลายปีรัฐบาลจีนเริ่มให้ความสนใจกับพฤติกรรมดังกล่าวมากขึ้น โดยสื่อของรัฐออกมาเปิดโปง และคณะรัฐมนตรีแสดงท่าทีจะควบคุมการแข่งขันที่ไม่สมเหตุสมผล ล่าสุด สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์จีนประกาศว่า กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณาห้ามขายต่อรถยนต์ภายใน 6 เดือน หลังจากมีการจดทะเบียน เพื่อสกัดการบิดเบือนยอดขายหนังสือพิมพ์ China Securities Journal ได้ระบุชื่อ Zeekr เป็นครั้งแรกในรายงานที่กล่าวหาว่าใช้วิธีการจดประกันภัยล่วงหน้าเพื่อปั๊มยอดขาย พร้อมนำเสนอคำให้สัมภาษณ์จากผู้ซื้อในหลายเมืองที่พบว่ารถของตนมีประกันภัยก่อนวันที่ซื้อจริง และไม่ได้รับการคืนเงิน รายงานระบุว่ายอดขายของ Zeekr ในเมืองเซี่ยเหมินในเดือนธันวาคมเพิ่มสูงผิดปกติถึง 2,737 คัน มากกว่าค่าเฉลี่ยรายเดือนถึง 14 เท่า ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานจราจรของเมืองพบว่า มีการจดทะเบียนจริงเพียง 271 คันเท่านั้นในช่วงเวลาเดียวกันฝั่ง Neta ก็พบพฤติกรรมคล้ายกัน โดยมีเอกสารที่แสดงรายละเอียดรถแต่ละคันพร้อมชื่อของตัวแทนประกันภัย และมีการส่งมอบเอกสารดังกล่าวให้ดีลเลอร์ไว้ใช้โอนกรมธรรม์เมื่อหาผู้ซื้อได้ โดยวิธีนี้ Neta เริ่มใช้ตั้งแต่ปลายปี 2565 เพื่อให้ทันรับเงินสนับสนุน EV จากรัฐบาลจีนที่กำลังจะหมดอายุยอดขายของ Neta พุ่งสูงสุดในปี 2565 ที่ 152,000 คัน แต่ลดลงเหลือ 87,948 คันในปี 2566 และในไตรมาสแรกของปี 2568 ขายได้เพียง 1,215 คัน

ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้
อ่าน

ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ประกาศรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2568 ครั้งที่ 5 (เพศหญิง)ในตำแหน่ง ผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ งานหล่อกลึงโลหะ งานพ่นสี งานปั้มขึ้นรูปโลหะ งานหล่อพลาสติก และงานผลิตอาหารสำเร็จรูป ระหว่างวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี ผู้ผ่านการคัดเลือกเดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 17,800 บาท ฟรี ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดเมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานทางเทคนิค และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 134,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ "สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง สมัครไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น"คุณสมบัติเบื้องต้นต้องเป็นเพศหญิง อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา สูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีรอยสักบนร่างกาย ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักโดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้นการสอบคัดเลือกสำหรับการสอบคัดเลือกจะใช้วิธีการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และสอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ facebook: IMthailand ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นกับกรมการจัดหางาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางานข่าวที่เกี่ยวข้อง- ฝึกงานญี่ปุ่น! รับสมัครชาย-หญิงไทย ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม เช็กช่องทางสมัครที่นี่- ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับชายไทย 18 - 30 ปี สมัครออนไลน์ฟรี เช็กที่นี่

ศธ. อว. และไมโครซอฟท์ จับมือพลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย AI
อ่าน

ศธ. อว. และไมโครซอฟท์ จับมือพลิกโฉมการศึกษาไทยด้วย AI

กระทรวงศึกษาธิการ ผนึกกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และบริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมขับเคลื่อนโครงการ THAI Academy - AI in Education มุ่งยกระดับระบบการศึกษาไทยเข้าสู่ยุคใหม่ วางรากฐานพร้อมสร้างโอกาสการเรียนรู้ด้วย AI ให้กับคนไทยทุกช่วงวัย เพื่อส่งเสริมการปฏิรูปการศึกษาด้วยแพลตฟอร์มและเครื่องมือดิจิทัลแห่งอนาคต วิสัยทัศน์การเรียนรู้แห่งอนาคตผ่านTHAI Academyภายใต้วิสัยทัศน์ของท่านนายกรัฐมนตรีในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลที่มีศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีAIอย่างทั่วถึงและยั่งยืน รัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายชัดเจนในการสร้างระบบนิเวศAI ที่เชื่อมโยงกันอย่างบูรณาการ โดยตั้งเป้าผลิตบุคลากรเฉพาะทางด้าน AI จำนวนกว่า 30,000 คน และพัฒนาทักษะการใช้งานในระดับประชาชนทั่วไปให้ได้อย่างน้อย 10 ล้านคนภายในปี 2570 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ ซึ่งแผนขับเคลื่อนดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของบอร์ดAI แห่งชาติที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนำนโยบายดังกล่าวมาปฏิบัติจริงผ่านการกำหนดยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา โดยเน้นการสร้างทักษะ “3+1 ภาษา” ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ และภาษาดิจิทัล เพื่อให้เยาวชนไทยมีทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและทำงานในยุคดิจิทัล การดำเนินงานด้านการศึกษานี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์AIแห่งชาติทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ (1) การส่งเสริมจริยธรรมและกฎหมายด้านAI (2) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการศึกษา (4) การวิจัยและนวัตกรรมAI และ (5) การส่งเสริมการใช้ AI ในภาคเศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการยกระดับประเทศสู่การเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านเทคโนโลยีและการเรียนรู้แห่งอนาคตโครงการTHAIAcademy - AI in Educationจึงเป็นโครงการ ที่มุ่งสร้างความเท่าเทียมทางการศึกษา และยกระดับทักษะ รวมทั้งเตรียมความพร้อมให้คนไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยAI โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ต่อยอดแนวคิดการเรียนรู้แบบ Anywhere Anytime ผ่านแพลตฟอร์มการศึกษาระดับชาติ หรือ National Digital Learning Platform (NDLP) นำเนื้อหาเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์มาบูรณาการ โดยเน้นความกระชับ เข้มข้น และต่อเนื่อง ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนรู้ตามความสนใจได้อย่างยืดหยุ่น โดยในระยะแรกมุ่งสร้างทักษะครอบคลุมนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 600,000 คนทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มNDLPให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยการนำเครื่องมืออัจฉริยะอย่างAI Chatbot และ AI Agent มาให้บุคลากรทางการศึกษาได้ใช้งานเพื่อปรับบทเรียนให้เหมาะสมกับผู้เรียน และยกระดับมาตรฐานการสอนให้เป็นหนึ่งเดียวทั่วประเทศพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า “ความร่วมมือในโครงการAI in Education นี้ไม่ใช่แค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาเติมเต็ม แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ยกระดับทั้งผู้เรียนและผู้สอนทั่วประเทศ เราเชื่อว่าAI จะช่วยให้เด็กไทยเข้าถึงทักษะที่พวกเขาสนใจอยากเรียน ส่วนครูเองก็มีเครื่องมือที่พร้อมสนับสนุนให้การสอนมีคุณภาพ ทันสมัย และเท่าเทียม เพื่อให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลาอย่างแท้จริง”เสริมศักยภาพบัณฑิตไทย สู่เศรษฐกิจดิจิทัลกระทรวง อว. ได้ร่วมกับไมโครซอฟท์ สนับสนุนหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา และประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการเรียนรู้AIได้ฟรี ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูง โดยมีเส้นทางการเรียนรู้ที่ออกแบบมาอย่างเป็นระบบ ภายใต้ชื่อโครงการDeveloper AI Skills Journey ซึ่งจะเตรียมความพร้อมให้บัณฑิตไทยสามารถเข้าสู่อาชีพที่กำลังเติบโตในอนาคต เช่น วิศวกร AI นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และผู้เชี่ยวชาญด้าน Prompt Engineering เป็นต้นตัวอย่างหลักสูตรได้แก่ “AI Skills for Everyone”ที่วางรากฐานความเข้าใจปัญญาประดิษฐ์สำหรับผู้เริ่มต้น หรือ“Azure AI: Zero to Hero” ที่เจาะลึกการใช้งานเทคโนโลยีบนแพลตฟอร์มคลาวด์ของไมโครซอฟท์ เพื่อการพัฒนา AI ในระดับสูง เป็นต้นนอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาระบบmicro-credentialsที่เอื้อให้นักศึกษาจากหลากหลายสาขา สามารถเลือกเรียนบทเรียนทักษะAI ที่ตนเองสนใจ เพื่อเติมเต็มความรู้ และสามารถสะสมเป็นหน่วยกิตในรายวิชาศึกษาทั่วไปผ่านแพลตฟอร์ม GETS ที่นำเนื้อหาจากหลักสูตรของไมโครซอฟท์ ไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการจัดการเรียนรู้ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ การพัฒนากำลังคนจึงต้องทันกับความเปลี่ยนแปลง กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการปั้นคนไทยในระดับอุดมศึกษาให้มีทักษะที่ตลาดต้องการผ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยไม่จำกัดอายุหรือสถานะทางการศึกษา ความร่วมมือในวันนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบที่ทุกคนจะมีสิทธิ์เข้าถึงความรู้ใหม่ และสามารถกำหนดอนาคตของตัวเองได้”อนึ่ง กระทรวง อว. ได้จัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาทั่วไปและการพัฒนาทักษะข้ามสายงานในสถาบันอุดมศึกษา (GETS)ขึ้น ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการการอุดมศึกษา เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของทรัพยากรบุคคลให้มีทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Skills) เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพของประเทศ และศูนย์ฯ นี้จะเป็นแพลตฟอร์มรองรับโครงการความร่วมมือดังกล่าวนี้ต่อไป ในอนาคตพลังของพันธมิตรระดับโลก ร่วมสร้างทักษะแห่งอนาคตในโครงการนี้ ไมโครซอฟท์ได้มีบทบาทสำคัญในการเสริมทักษะAIให้กับคนไทย ผ่านหลักสูตรออนไลน์ภาษาไทย ให้เรียนรู้ได้ฟรี ถึง 200 หลักสูตร ตั้งแต่ขั้นพื้นฐาน ไปจนถึงหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับบุคลากร เช่น ครู ผู้บริหาร หรือนักพัฒนาซอฟต์แวร์ โดย นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ไมโครซอฟท์ ประเทศไทยกล่าวว่า“วันนี้ คือจุดเริ่มต้นของการวางรากฐานด้านการศึกษาที่แข็งแกร่ง โดยนำทักษะAI มาให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับทักษะภาษา การลดช่องว่างระหว่างผู้สอนและผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมประเทศไทยให้ยกระดับจากการเป็นผู้ใช้งานไปสู่ผู้สร้างสรรค์ ด้วยการทำงานร่วมกันกับกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. เพื่อพัฒนาศักยภาพครูด้วยทักษะ AI ตั้งแต่ระดับพื้นฐานและขั้นสูง และในอนาคต เรามีการวางแผนระยะยาวร่วมกันเพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืนให้กับประเทศไทย”ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการผนึกพลังระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. และภาคเอกชนในการขับเคลื่อนการใช้AIเพื่อการเรียนรู้ในสังคมไทย ทั้งสองกระทรวงมีความมุ่งมั่นที่จะเปิดกว้างต่อความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นองค์กรเทคโนโลยี มหาวิทยาลัย หรือภาคอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีคุณภาพ เท่าเทียม และตอบโจทย์อนาคตของประเทศไทยอย่างแท้จริง เชื่อมโยงทุกวัย สู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตโครงการTHAIAcademy - AI in Educationยังครอบคลุม ถึงการพัฒนาทักษะAI เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา อาชีวศึกษา ไปจนถึงการเรียนรู้นอกระบบ นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวง อว. ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาคลังหน่วยกิตกลาง หรือ National Credit Bank System ซึ่งจะเป็นระบบที่รวบรวมผลการเรียนรู้ในทุกช่วงวัยเข้าสู่ฐานข้อมูลเดียว และยังมีแอปพลิเคชันพอร์ตโฟลิโอ ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถวางแผนเส้นทางการศึกษาและอาชีพของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพการศึกษาจึงไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่ในห้องเรียนหรือกรอบของอายุอีกต่อไป แต่จะเป็นระบบที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับโอกาสการทำงานในอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม

โรงเรียนนานาชาติฟีเวอร์ค่าเทอมสูงสุด 1.1 ลบ.
อ่าน

โรงเรียนนานาชาติฟีเวอร์ค่าเทอมสูงสุด 1.1 ลบ.

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ทำการวิเคราะห์ธุรกิจดาวเด่นประจำเดือนเมษายน 2568 จากคลังข้อมูลธุรกิจ DBD DataWarehouse+ พบว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยมีแนวโน้มเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง และเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองโดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ชลบุรี และภูเก็ต ที่มีโรงเรียนนานาชาติตั้งอยู่รวมกันมากกว่าร้อยละ 80 โดย 10 อันดับโรงเรียนนานาชาติที่มีค่าเทอมสูงสุดอยู่ระหว่าง 1,109,400 - 905,300 บาทต่อปีปัจจุบันกลุ่มผู้ปกครองในประเทศไทยที่มีรายได้สูงนิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ รวมทั้งนักธุรกิจและเจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศที่เข้ามาทำงานในไทยพร้อมครอบครัวก็นิยมส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติในไทยเช่นกันเนื่องจากโรงเรียนนานาชาติในไทยมีการขยายหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองที่ต้องการการศึกษาคุณภาพสูงและมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล รวมทั้งให้ความสำคัญต่ออัตราส่วนระหว่างครูผู้สอนกับจำนวนนักเรียน โดยมีอัตราครู 1 คน ต่อนักเรียน 8 คน สะท้อนถึงคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้นและการให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิดมากขึ้น ส่งผลให้โรงเรียนนานาชาติในไทยมีมาตรฐานเทียบเท่าโรงเรียนนานาชาติในระดับสากล ทั้งนี้ ปัจจุบัน ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรมีการระบุว่าโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีจำนวนถึง 257 แห่ง และเนื่องจากการแบ่งกลุ่มธุรกิจการศึกษาในประเทศไทย ไม่ได้มีการจัดกลุ่มสำหรับโรงเรียนนานาชาติเป็นการเฉพาะ กรมฯจึงได้มีการรวบรวมโรงเรียนนานาชาติที่ได้รับความนิยม จำนวน 20 ราย เพื่อวิเคราะห์มุมมองธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในเชิงลึกมากขึ้น โดยพบว่า ในปี 2566 รายได้รวมเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็น 7,327 ล้านบาท (+28.04% เมื่อเทียบกับปี 2565) ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานนักเรียนและอาจรวมถึงการเพิ่มค่าเล่าเรียนหรือการขยายหลักสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ปกครองที่ต้องการการศึกษาคุณภาพสูงสำหรับบุตรหลานอย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติยังมีความท้าทายที่ต้องเผชิญ เช่น อัตราการเกิดของประชากรที่อาจลดลงในระยะยาว ซึ่งอาจกระทบต่อจำนวนนักเรียนใหม่ในอนาคต นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน เช่น ค่าแรงครู และการบำรุงรักษาสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่ออัตรากำไรสุทธิในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภาวะที่การแข่งขันจากโรงเรียนต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มรุนแรงขึ้นแต่ยังคงมีโอกาสสร้างการเติบโตผ่านช่องทางการตลาดอื่นๆ ได้ เช่น การตอบสนองต่อความต้องการของกลุ่มผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) รวมถึงการขยายสู่จังหวัดท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ และพัทยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่มากและมีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้ในระยะยาว

ครม.ยกเว้น"ค่าธรรมเนียม"การ"ส่งออกข้าว "
อ่าน

ครม.ยกเว้น"ค่าธรรมเนียม"การ"ส่งออกข้าว "

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าธรรมเนียมการประกอบการค้าข้าว (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอซึ่งเป็นปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตประกอบการค้าข้าว โดยปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศที่เป็นผู้ส่งออกทั่วไป และผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อและยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาตผู้ส่งออกทั่วไป หรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และสหกรณ์ ดังนี้1.ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตให้ประกอบการค้าข้าว ประเภทค้าส่งจำหน่ายต่างประเทศ ดังนี้1.1 ผู้ส่งออกทั่วไป (เดิมฉบับละ 50,000 บาท และไม่ได้กำหนดทุนจดทะเบียน) ประเภททุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมฉบับละ 10,000 บาทประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 10-20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมฉบับละ 30,000 บาทประเภททุนจดทะเบียนมากกว่า 20 ล้านบาท ค่าธรรมเนียมฉบับละ 50,000 บาท1.2 ผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ฉบับละ 10,000 บาท (เดิมฉบับละ 20,000 บาท) 2.ยกเว้นค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาตและค่าธรรมเนียมการต่ออายุหนังสืออนุญาต ให้ประกอบการค้าข้าวประเภทค้าข้าวส่งไปจำหน่ายต่างประเทศให้เป็นผู้ส่งออกทั่วไป หรือผู้ส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อ ที่เป็นเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ ซึ่งได้จดทะเบียนรับรองไว้กับหน่วยงานราชการทั้งนี้ กรณีดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ราวปีละ 5.2 ล้านบาท แต่จะสนับสนุนให้เกษตรกร สหกรณ์ และผู้ประกอบการ (SMEs) ส่งออกข้าวได้ สร้างโอกาสและสร้างรายได้ตามนโยบายรัฐบาล รวมทั้งลดภาระต้นทุนให้ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะส่งออกเข้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ"

ค่าเทอม ม.รังสิต 2568 เท่าไร? รวมค่าใช้จ่ายแต่ละคณะที่ต้องรู้
อ่าน

ค่าเทอม ม.รังสิต 2568 เท่าไร? รวมค่าใช้จ่ายแต่ละคณะที่ต้องรู้

อัปเดตค่าเทอมมหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2568 ครบทุกคณะ ทั้งหลักสูตรไทยและอินเตอร์ พร้อมข้อมูลค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเรียนค่าเทอม ม.รังสิต 2568 รวมทุกคณะ หลักสูตรไทย-อินเตอร์ ครบจบในที่เดียวมหาวิทยาลัยรังสิต (Rangsit University) ถือเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ที่มีชื่อเสียงทั้งในด้านวิชาการและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมีหลักสูตรหลากหลาย ทั้งสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรม สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรม ซึ่งแต่ละหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญสำหรับปีการศึกษา 2568 ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรังสิตถูกแบ่งตามคณะและรูปแบบของหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรภาษาไทย และ หลักสูตรนานาชาติ (International Program) โดยมีรายละเอียดโดยประมาณดังนี้ ค่าเทอมโดยประมาณ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2568 (ต่อปี)1. กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ• แพทยศาสตร์: 900,000–1,200,000 บาท• ทันตแพทยศาสตร์: 600,000–800,000 บาท• เภสัชศาสตร์: 250,000–300,000 บาท• พยาบาลศาสตร์: 120,000–150,000 บาท2. กลุ่มวิศวกรรมและเทคโนโลยี• วิศวกรรมศาสตร์: 90,000–130,000 บาท• เทคโนโลยีสารสนเทศ: 85,000–120,000 บาท3. กลุ่มสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์• นิติศาสตร์: 90,000–110,000 บาท• บริหารธุรกิจ: 100,000–130,000 บาท• สื่อสารมวลชน: 100,000–140,000 บาท4. กลุ่มศิลปะและการออกแบบ• ดิจิทัลอาร์ต / ดนตรี / แฟชั่น: 130,000–160,000 บาท5. หลักสูตรนานาชาติ (International Program)• บริหารอินเตอร์: 180,000–250,000 บาท• การบิน: 280,000–400,000 บาท (ขึ้นกับชั่วโมงบิน)• อังกฤษ-จีน: 160,000–200,000 บาทหมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อความถูกต้อง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ควรเตรียม• ค่าธรรมเนียมแรกเข้า: 10,000–20,000 บาท (ครั้งเดียว)• ค่าประกันอุบัติเหตุ/ของเสียหาย: 1,000–2,000 บาทต่อปี• ค่าหอพักในมหาวิทยาลัย: ประมาณ 3,000–6,000 บาทต่อเดือนมหาวิทยาลัยรังสิตมีค่าใช้จ่ายหลากหลายตามแต่ละคณะและประเภทหลักสูตร โดยเฉพาะสาขาวิชาสุขภาพและหลักสูตรอินเตอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเตรียมแผนการเงินอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง

เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ
อ่าน

เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ

ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอมนางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอม แจ้งให้ข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และให้เพิ่มบัญชีธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีเอกสารปลอมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับ อีกทั้งยังใช้บัตรเจ้าหน้าที่ปลอมแอบอ้างเพื่อหลอกให้โอนเงินดังนั้น จึงขอเตือนผู้รับบำนาญ อย่าหลงเชื่อเอกสารที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลางเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด หรือการเพิ่มและยืนยันบัญชีเงินฝากธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการเกษียณแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น การโทรหาผู้รับบำนาญ การส่งเอกสารปลอม/หนังสือราชการปลอม ไลน์ปลอม และ sms ปลอม ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงมีลักษณะคล้ายกัน โดยมิจฉาชีพจะพยายามพูดคุยหรือจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตาม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าหลงเชื่อ ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ sms ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ มาให้กดรับ ห้ามกดรับโดยเด็ดขาดทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ

เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท
อ่าน

เปิด 5 คดีประชาชนถูก “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ลวงโอนเงิน สูญกว่า 40 ล้านบาท

นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 31 มีนาคม – 6 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยคดีที่ 1 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 25,950,795 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา แจ้งว่าผู้เสียหายเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฟอกเงินและคดียาเสพติด ซึ่งจะต้องเข้ารายงานตัวต่อเจ้าพนักงานสอบสวน และเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมาย พร้อมทั้งให้ดำเนินการโอนเงินในบัญชีธนาคารเพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงิน ภายหลังการตรวจสอบความบริสุทธิ์เสร็จสิ้นแล้ว จะดำเนินการคืนเงินให้ ผู้เสียหายหลงเชื่อให้ความร่วมมือโอนเงินไป หลังจากนั้นไม่สามารถติดต่อได้และไม่ได้รับเงินคืน ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 2 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 6,721,681 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์ แจ้งให้ผู้เสียหายรับเอกสารจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ที่ทำการไปรษณีย์ แนะนำให้ผู้เสียหายยืนยันการรับเอกสารโดยดำเนินการตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแจ้ง ผ่านแอปพลิเคชันธนาคาร เมื่อทำรายการเสร็จพบว่าเงินถูกโอนออกไปจากบัญชีจนหมด และไม่สามารถติดต่อกลับได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ 3,045,402 บาท โดยผู้เสียหายโพสต์ขายเสื้อผ้าผ่านช่องทาง Facebook มิจฉาชีพติดต่อเข้ามาแจ้งว่าสนใจจะขอซื้อสินค้า จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line ต่อมาได้ชักชวนให้ผู้เสียหายลงทะเบียนร้านค้าเพื่อเพิ่มยอดขาย ในช่วงแรกมีการซื้อสินค้าและได้รับเงินจริง มิจฉาชีพแจ้งให้โอนเงินเพื่อเปิดระบบ เปิดการมองเห็นร้านค้าและทำกิจกรรมให้เลือกสินค้า ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงทำการโอนเงินไป ภายหลังไม่สามารถถอนเงินออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล มูลค่าความเสียหาย 3,171,232 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบเห็นโฆษณาเทรดเหรียญดิจิทัล ลงทุนง่ายผลตอบแทนสูง ผ่านช่องทาง Facebook ผู้เสียหายสนใจจึงสอบถามผ่าน Messenger Facebook จากนั้นเพิ่มเพื่อนผ่าน Line สอบถามพูดคุยรายละเอียดการเทรดเหรียญดิจิทัล มิจฉาชีพแจ้งว่าได้ผลตอบแทนสูง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินร่วมเทรดหุ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วงแรกได้รับผลตอบแทนจริง ภายหลังผู้เสียหายลงทุนโอนเงินเพื่อเทรดเหรียญดิจิทัลจำนวนมากขึ้น แต่ไม่สามารถทำรายการถอนออกได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,470,000 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งว่าจะคืนเงินค่าประกันมิเตอร์ไฟฟ้าให้ โดยให้เพิ่มเพื่อนผ่าน Line พร้อมทั้งส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกนเพื่อรับเงินคืน หลังจากสแกนและทำตามขั้นตอนพบว่าเงินในบัญชีถูกโอนออกไป เมื่อสอบถามกลับไปได้รับการแจ้งว่าเกิดจากระบบผิดพลาดให้ทำรายการใหม่อีกครั้ง แล้วจะดำเนินการโอนเงินคืนให้ทั้งหมด ผู้เสียหายหลงเชื่อทำรายการซ้ำไปเรื่อย ๆ จนเงินหมดบัญชี ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกสำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 40,359,110 บาท ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 4 เมษายน 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,608,587 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,087 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 589,009 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,230 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่ (1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 186,735 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.70 (2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 139,986 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.77 (3) หลอกลวงลงทุน 87,004 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.77 (4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 66,662 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.32 (5) หลอกลวงให้กู้เงิน 42,496 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.21 (และคดีอื่นๆ 66,126 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 11.23)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพ ใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยข่มขู่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลอกลวงเหยื่อว่าเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และคดียาเสพติด โดยให้เหยื่อโอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชี กว่า 25 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใด ดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบ และติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวง ดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง

เร่งปราบเฟซบุ๊คหลอกทำงาน ตปท. หลังผุดแล้วกว่า 100 เพจ
อ่าน

เร่งปราบเฟซบุ๊คหลอกทำงาน ตปท. หลังผุดแล้วกว่า 100 เพจ

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานได้กำหนดมาตรการป้องกันมิจฉาชีพที่หลอกลวงคนไทยให้ไปทำงานต่างประเทศ โดยสั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฝ้าระวัง ติดตามโพสต์เฟซบุ๊กที่กระทำการโฆษณาชักชวนคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และได้ส่งหนังสือขอความร่วมมือบริษัทจัดหางานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย จำนวน 152 แห่ง ทั่วประเทศ ให้ช่วยแจ้งเบาะแสกรณีมีการแอบอ้างใช้ชื่อบริษัทจัดหางาน เพื่อให้กรมการจัดหางานประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ดำเนินการปิดเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวล่าสุด กระทรวงดิจิทัลฯ ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งระงับการเผยแพร่ข้อมูลหรือการลบเพจเฟซบุ๊กเพิ่มเติมจำนวน 20 URLs ทั้งนี้ กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการป้องกันการหลอกลวงคนหางานต่างประเทศอย่างมาก โดยชุดตรวจสอบ เฝ้าระวัง จะตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ช่องทางต่างๆ ทันทีที่พบเห็นผู้มีพฤติการณ์หลอกลวง โดยนำภาพและข้อความแจ้งเตือนใต้โพสต์ ควบคู่กับการประชาสัมพันธ์วิธีการไปทำงานต่างประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ช่องทางการตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และเผยแพร่ข่าวให้ประชาชนทราบถึงพฤติการณ์ของผู้ที่หลอกลวงลวงคนหางานอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันกลโกงของมิจฉาชีพ แต่ก็ยังมีคนหางานตกเป็นเหยื่อจำนวนมากโดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 (1 ต.ค. 2567 - 28 ก.พ. 2568) มีการดำเนินคดีโฆษณาจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้วจำนวน 14 คดี ประสานกระทรวงดิจิทัลปิดเพจเฟซบุ๊กทั้งหมด จำนวน 117 URLs โพสต์ตอบโต้ ชี้แจง พร้อมประชาสัมพันธ์ จำนวน 1,626 ครั้ง ประชาชนเข้าถึงโพสต์ได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร จำนวน 823,716 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีหนังสือถึงสำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ และสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการหลอกลวงคนหางานในพื้นที่ พร้อมประสานสื่อมวลชน อาทิ สื่อวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อกระจายข่าวสารไปยังคนหางาน นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า มิจฉาชีพในปัจจุบันหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ โดยเฉพาะเพจเฟซบุ๊กที่พิสูจน์ตัวตนได้ยาก ทำให้การหลอกลวงมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยมักตั้งฐานการหลอกลวงในต่างประเทศในรูปแบบคล้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ พร้อมทั้งใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน นอกจากนี้ ยังใช้การโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กเพื่อดึงดูดคนหางานต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพเห็นโพสต์จนหลงเชื่อและได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง“ผมขอย้ำเตือนอีกครั้ง ก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อนและควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวง” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

Nex Gen Commerce แหล่งรวมสินค้าลดหย่อนภาษี 2568
อ่าน

Nex Gen Commerce แหล่งรวมสินค้าลดหย่อนภาษี 2568

Nex Gen Commerce แหล่งรวมสินค้าลดหย่อนภาษี 2568ทั้งสินค้า OTOP , ร้านวิสาหกิจชุมชน, วิสาหกิจเพื่อสังคม และสินค้าจดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจรับ Easy e-Receipt 2.0Nex Gen Commerceภายใต้สโลแกน แพลตฟอร์มไทยส่งเสริมธุรกิจไทย ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการ Easy e-Receipt 2.0 ซึ่งเปิดให้ผู้เสียภาษีบุคคลธรรมดา ที่จับจ่ายสินค้า ที่สามารถออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้ (e-Tax invoice/e-Receipt) ในช่วงวันที่ 16 มกราคม 28 กุมภาพันธ์ 2568 สามารถนำไปยื่นลดหย่อนภาษีในปี 2569 ได้สูงสุด 50,000 บาท โดยแบ่งเป็นส่วนที่ 1 : การซื้อสินค้าจากร้านค้าที่จดภาษีมูลค่าเพิ่ม(VAT) และ ออก e-Tax Invoice /e-Receipt ได้ ใช้ลดหย่อนสูงสุด 𝟑𝟎,𝟎𝟎𝟎 บาทส่วนที่ 2 : การซื้อสินค้าจากร้าน OTOP, วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม ที่ออก e-Tax Invoice /e-Receipt ได้ ใช้ลดหย่อนสูงสุด 𝟓𝟎,𝟎𝟎𝟎 บาท* เงื่อนไขเป็นไปตามที่สรรพากรกำหนดช้อปสะดวก รับใบเสร็จสบาย ลดหย่อนได้ที่ Nex GenNex Gen Commerce แพลตฟอร์มที่จะทำให้ผู้ซื้อ ผู้ขาย สะดวกตั้งแต่การเลือกซื้อ ชำระเงิน และการจัดส่ง ไม่ว่าจะเป็นการรับสินค้าหน้าร้านทันที หรือจะเลือกรับสินค้าแบบจัดส่งถึงบ้าน เพียงสั่งซื้อผ่าน Nex Gen Commerce ก็จะได้รับ e-Tax invoice/e-Receipt ทันทีผ่านแอปฯ และ E-mail พิเศษ! สำหรับช่วงโครงการ Easy e-Receipt 2.0 Nex Gen Commerce ยังสนับสนุนโค้ดส่วนลดมากกว่า 1,000 โค้ด อีกด้วย เริ่มช้อปได้แล้ววันนี้ที่ : https://nexgencommerce.one.th/link/qrcode-appจะร้านเล็ก หรือร้านใหญ่ก็ทำ Digital Transformation ได้ ง่ายนิดเดียวการทำDigital Transformation ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขายของใน Nex Gen Commerce ออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice/e-Receipt) ได้ทันที ทั้งยังเป็นการขยายช่องทางขายสู่ระบบออนไลน์ เปิดโอกาสรับยอดตลอด 24 ชม. กับจุดเด่นที่มีค่า GP เพียง 1% ค่า Payment และค่าขนส่งที่ถูกกว่าทั่วไป ลดต้นทุนเสริมกำไรผู้ประกอบการให้ไปต่อได้อย่างยั่งยืนแพลตฟอร์มไทยส่งเสริมธุรกิจไทยตอกย้ำความเป็น แพลตฟอร์มไทย ที่ส่งเสริมธุรกิจไทย Nex Gen Commerce ภายใต้การบริหารงานของ เน็กซ์ เจน ชอป บจก. ร่วมกับ วัน อิเล็กทรอนิกส์ บิลลิ่ง บมจ. ผู้ให้บริการระบบ e-tax invoice ตามมาตรฐานกรมสรรพากร ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย ในเครือ อินเทอร์เน็ตประเทศไทย บมจ. หรือ INET จัดเตรียมความพร้อมรองรับร้านค้าทั้ง OTOP, ร้านวิสาหกิจชุมชน, วิสาหกิจเพื่อสังคม ให้สามารถเปลี่ยนการออกใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จรับเงินแบบเดิมมาเป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax invoice/e-Receipt) เพื่อร้านค้าสามารถเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตามเงื่อนไข ช่วยกระตุ้นยอดขายได้ตามนโยบายฯ นอกจากนี้ Nex Gen ยังจับมือห้างค้าปลีกที่มีสาขาทั่วประเทศ เปิดให้ผู้ประกอบการในกลุ่ม OTOP, วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม ใช้พื้นที่จำหน่ายสินค้าได้ฟรีตลอดทั้งโครงการอีกด้วยผู้ประกอบการที่สนใจสามารถลงทะเบียนได้ที่ : https://forms.gle/aCoazfLE HYPERLINK https://forms.gle/aCoazfLE6qaTY1Fq86 HYPERLINK https://forms.gle/aCoazfLE6qaTY1Fq8qaTY HYPERLINK https://forms.gle/aCoazfLE6qaTY1Fq81 HYPERLINK https://forms.gle/aCoazfLE6qaTY1Fq8Fq HYPERLINK https://forms.gle/aCoazfLE6qaTY1Fq88หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม :* Facebook : Nex Gen Commerce* E-mail : Support@nexgenshop.co.th 

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง
อ่าน

ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง

นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์ ขบ. ไปใส่ในรูปโปรไฟล์ พร้อมทั้งนำรูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโฆษณาหลอกลวงว่าสามารถออกใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง และสามารถรอรับใบขับขี่ที่บ้านได้เลย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมโทรติดต่อหรือส่ง SMS เพื่อเชิญชวนให้ Add Line ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและถูกหลอกลวงจนก่อให้เกิดความเสียหายได้การทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถดูข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ จะมีขั้นตอนการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์และข่าวแจ้งเตือนด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ข้อมูลถูกต้องและปลอดภัย ปัจจุบัน ขบ. ได้ยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนสำหรับคนไทยด้วย ThaiD เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.thทั้งนี้ การติดตั้งแอปฯ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ดังนี้1) ติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ของ ขบ. ที่ถูกต้องผ่าน Official Store เท่านั้น2) ก่อนติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ให้สังเกตข้อมูลติดต่อของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องระบุช่องทางการติดต่อของ ขบ. คือ เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th อีเมล mobiledeveloperdlt@gmail.com นโยบายความเป็นส่วนตัว https://www.dlt.go.th/th/privacy-policy/3) ไม่คลิกลิงก์ที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรง หากพบการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน ขบ. จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือมีข้อสงสัยมายัง ขบ. ได้โดยตรงหรือสายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโม

เร่งช่วย 250 แรงงานไทย ถูกหลอกไปออสเตรเลีย รบ.ย้ำไม่ชัวร์ให้เช็ก ก่อนโอน
อ่าน

เร่งช่วย 250 แรงงานไทย ถูกหลอกไปออสเตรเลีย รบ.ย้ำไม่ชัวร์ให้เช็ก ก่อนโอน

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่ปรากฏ เป็นข่าวว่าแรงงานไทย 250 คน มาร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจภูธรท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่า ถูกหลอกลวงไปทำงานที่ประเทศออสเตรเลีย มีค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน คนละ 60,000 - 120,000 บาท นั้น กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว โดยได้ส่งเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน รับเรื่องร้องทุกข์จากกลุ่มผู้เสียหายดังกล่าว ร่วมกับกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางทั้งนี้ ได้มีการสืบสวนจนทราบตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการหลอกลวงคนหางานกลุ่มดังกล่าวแล้ว โดยจะมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำการหลอกลวงคนหางานตามกฎหมาย นอกจากนี้ เพื่อป้องกันปัญหาการหลอกลวงขึ้นอีก กระทรวงแรงงานได้สั่งการให้ด่านตรวจคนหางานสุวรรณภูมิเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบคนหางานที่มีพฤติการณ์ รวมทั้งการตรวจสอบความเคลื่อนไหวของบุคคล/กลุ่มบุคคลที่มีลักษณะเป็นสาย/นายหน้าจัดหางานเถื่อน ที่นำพาคนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศแบบผิดกฎหมาย พร้อมทั้งมีหนังสือเเจ้งถึงสายการบินตรวจสอบความผิดปกติซึ่งอาจจะมีการลักลอบไปทำงานต่างประเทศ รวมถึงมีหนังสือถึง สถานีตำรวจ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อขอให้ช่วยแจ้งเบาะแสกรณีมีบุคคลมาแจ้งความร้องทุกข์ถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศ เพื่อกระทรวงแรงงาน จะได้ร่วมดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไปนายคารม กล่าวต่อไปว่า มีการหางานที่ถูกต้องของกระทรวงแรงงานโดยวันนี้ กรมการจัดหางาน ได้เปิดรับสมัครคนทำงานชาย เพื่อไปทำงานในภาคเกษตรในรัฐอิสราเอล ภายใต้โครงการ ความร่วมมือไทย อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน (TIC) ครั้งที่ 18 ทางเว็บไซต์ toea.doe.go.th ระหว่างวันที่ 4 - 8 มกราคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง มีระยะเวลาการจ้างงานตามสัญญาจ้าง 2 ปี ต่อได้ไม่เกิน 5 ปี 3 เดือน โดยคนหางานจะได้รับเงินเดือนขั้นต่ำก่อนหักภาษีเดือนละ 5,880 เชเกลอิสราเอล หรือ ประมาณ 52,920 บาทแรงงานไทยที่จะเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ขอให้ไปด้วยวิธีที่ถูกต้องตามกฎหมาย ขอเน้นย้ำถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศ ต้องตรวจสอบก่อนไป จะได้ไม่เสียใจ และไม่เสียเงิน ก่อนตัดสินใจโอนเงินให้ใคร ต้องตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ทางเว็บไซต์กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd ทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกสาย/นายหน้าหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 นายคารม กล่าว

ข่าวปลอมล่าสุด! ดีอี เตือนภัย 10 อันดับ ที่คนสนใจสูงสุดประจำสัปดาห์ เช็กเลยที่นี่
อ่าน

ข่าวปลอมล่าสุด! ดีอี เตือนภัย 10 อันดับ ที่คนสนใจสูงสุดประจำสัปดาห์ เช็กเลยที่นี่

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,284 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 609 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 44 ข้อความ Website จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 245 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 69 เรื่องทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 62 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 15 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 18 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 37 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ และหน่วยงานของรัฐ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่องอันดับที่ 2 : เรื่อง ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summitอันดับที่ 3 : เรื่อง ทหารเรือเตือนรัฐบาล ต้าน MOU44 ประกาศรักษาอธิปไตยทางทะเลอันดับที่ 4 : เรื่อง ลักษณะของเมฆเตือนภัยแผ่นดินไหวอันดับที่ 5 : เรื่อง ศธ. ประกาศให้ชุดยุวกาชาดใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายได้อันดับที่ 6 : เรื่อง ผู้หญิงที่ดื่มเบียร์ทุกวันจะทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น 80%อันดับที่ 7 : เรื่อง ลักษณะของเมฆควันสีขาวเป็นเมฆเตือนภัย จะมีการเกิดเหตุคลังแก๊ส คลังน้ำมันระเบิดครั้งใหญ่อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. ออกเอกสารแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้า เรื่องการสับเปลี่ยนมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนมิเตอร์จานหมุนอันดับที่ 9 : เรื่อง เอกสารห้ามเผยแพร่ ชุด ช.10 ช.11 และ ช.12 จัดทำโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อันดับที่ 10 : เรื่อง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ชิอิน ลอสแอนเจลิส จำกัดเมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ สุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม นายเวทางค์ กล่าวสำหรับอันดับ 1 เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่อง กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า อาการหาวเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ กลไกการเกิดยังไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัด แต่มักถูกกระตุ้นเมื่อง่วงนอน อยู่ในภาวะเหนื่อยล้า ความรู้สึกเบื่อ หรือ ความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า อาการหาวมีความสัมพันธ์กับโรคไตดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ www.rajavithi.go.th หรือโทร. 02 206 2900ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summit กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากเดิมนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมพิธีปิดดังกล่าว แต่ด้วยที่มีภารกิจก่อนหน้าที่แน่น จึงได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เข้าร่วมแทน ซึ่งการมอบผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมงานในลักษณะนี้ เป็นแนวปฏิบัติสากลของการประชุมระหว่างประเทศ โดยจะเห็นได้ว่า ในภาพดังกล่าว มีผู้นำของบางประเทศที่ได้มอบหมายให้ รมว. กต. ของตนเข้าร่วมแทนเช่นกันทั้งนี้ เก้าอี้สำหรับผู้นำไทย ซึ่งมีการวางธงชาติไทยบนโต๊ะหน้าเก้าอี้ด้วย ไม่ได้ว่างตามที่เป็นข่าว โดยมี รมว.กต. ในฐานะผู้แทนนายกฯ ยืนอยู่หน้าตำแหน่งของเก้าอี้ดังกล่าว และมีเก้าอี้ว่างอยู่ด้านขวา แต่ด้วยมุมของการถ่ายภาพ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยประชาชนที่สนใจสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://info.mfa.go.th หรือโทร. 02 203 5000 ต่อ 22009อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com

เตือนคนหางาน ระวังมิจฉาชีพใช้โซเชียล หลอกทำงานเกษตรออสเตรเลีย
อ่าน

เตือนคนหางาน ระวังมิจฉาชีพใช้โซเชียล หลอกทำงานเกษตรออสเตรเลีย

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ และเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชักชวนคนไทยไปทำงานฟาร์มในออสเตรเลีย โดยแอบอ้างว่ารัฐบาลออสเตรเลียและกระทรวงแรงงานร่วมมือในการจัดหาคนไทยไปทำงานในออสเตรเลีย โดยจะได้รับวีซ่าประเภททำงานเป็นระยะเวลา 3-5 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 - 120,000 บาท และนายจ้างจะจ่ายค่าดำเนินการ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า พร้อมจัดหาที่พักให้ตลอดระยะทำงาน เมื่อมีผู้สนใจหลงเชื่อจะให้ส่งข้อมูลส่วนตัว ชื่อ สกุล ที่อยู่ พร้อมเอกสารสำคัญ อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ทะเบียนบ้าน อ้างว่าจะใช้ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและยื่นขอวีซ่าทำงาน จากนั้นจะให้โอนเงินเป็นค่ามัดจำหรือเป็นค่าดำเนินการด้านเอกสารเป็นเงินประมาณ 100,000 - 200,000 บาท และเมื่อชำระเงินครบแล้ว จะไม่มีการติดต่อหรือดำเนินการตามที่สัญญาไว้ และผู้เสียหายจะไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ตามกำหนดเวลา และยังมีกรณีการชักชวนให้คนไทยยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวแทนวีซ่าทำงาน โดยมีการสัญญาว่าจะช่วยยื่นขอวีซ่าทำงานภายหลังจากการเดินทางไปถึงออสเตรเลีย และเมื่อเดินทางถึงแล้ว ผู้ที่เสียหายจะไม่สามารถติดต่อกับตัวแทนหรือได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่มีความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการส่งแรงงานและยังไม่มีนโยบายการออกวีซ่าเกษตรให้กับคนไทย ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำฝากถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 452 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 608 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 44,223,300 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ ตามลำดับทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

ข่าวปลอมล่าสุด! เช็ก 10 อันดับที่คนสนใจ มีเรื่องอะไรบ้าง เจอแบบนี้อย่าหลงเชื่อ
อ่าน

ข่าวปลอมล่าสุด! เช็ก 10 อันดับที่คนสนใจ มีเรื่องอะไรบ้าง เจอแบบนี้อย่าหลงเชื่อ

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะโฆษกกระทรวงฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ กล่าวถึง ผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 26 เมษายน - 2 พฤษภาคม 2567 ว่าพบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,199,988 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 154 ข้อความ ทั้งนี้ช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 140 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 13 ข้อความ และข้อความที่มาจาก Facebook จำนวน 1 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 135 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 57 เรื่อง ทั้งนี้ ดีอีเอส ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 78 เรื่อง อาทิ บัญชีไลน์ผู้เชี่ยวชาญในด้านการลงทุนจากสำนักงาน ก.ล.ต. ชักชวนลงทุนเป็นต้นกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 34 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 7 เรื่อง อาทิ 5 - 6 วันนี้อาจมีข่าวแผ่นดินไหว เพราะพายุสุริยะที่เข้มข้นกำลังมา เป็นต้นกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 9 เรื่อง อาทิ กรุงไทย ปล่อยสินเชื่อกรุงไทยผ่อนแสนละ 1,866.67 บาทต่อเดือน ผ่านเพจสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นต้นกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 7 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์ล่าสุดนี้ พบว่าส่วนใหญ่เป็นข่าวด้านกลุ่มนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ รองลงมาเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง และกลุ่มเศรษฐกิจ ตามลำดับโดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชน มากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง Meta ส่งลิงก์เว็บไซต์ให้กรอกข้อมูล เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีถูกลบอย่างถาวรอันดับที่ 2 : เรื่อง กรมบัญชีกลางแจ้งระบบ CGD มีการอัปเดตใหม่ ข้าราชการต้องอัปเดตให้เป็นข้อมูลล่าสุดผ่านลิงก์อันดับที่ 3 : เรื่อง ระวังกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง หากยืนฉี่ตอนอาบน้ำอันดับที่ 4 : เรื่อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า อนุญาตใบทะเบียนพาณิชย์งานแพ็กสบู่ที่บ้านอันดับที่ 5 : เรื่อง ข้าราชการบำเหน็จบำนาญ เอกสารช่วยเหลือค่าครองชีพตกหล่น รีบติดต่อที่ cgd.xu-line.ccอันดับที่ 6 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊กชื่อ ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นเพจจริงของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานอันดับที่ 7 : เรื่อง ตำรวจติดต่อส่งรายละเอียดและหมายอาญาให้ประชาชนทางไลน์อันดับที่ 8 : เรื่อง ทำใบขับขี่หรือต่อใบขับขี่ ผ่านเพจ DLT รับต่อและทำใบขับขี่-เร่งด่วนอันดับที่ 9 : เรื่อง น้ำมันปลาช่วยต้านปอดอักเสบอันดับที่ 10 : เรื่อง ลุกจากที่นอนกะทันหัน ทำให้กระดูกกะโหลกศีรษะแตก หัวใจหยุดเต้น จาก 10 อันดับ พบข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการมากถึง 7 อันดับ โดยส่วนใหญ่รูปแบบการหลอกลวง จะเป็นการแอบอ้างเป็นหน่วยงานของทางภาครัฐ ทำให้ประชาชนส่วนมากหลงเชื่อ และเกิดความเสียหาย ตลอดจนการรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในสังคมจึงคาดว่าอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงความสนใจของผู้รับข่าวสาร นายเวทางค์ กล่าว ทั้งนี้ ดีอี มีความห่วงใยประชาชนในเรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์/โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และมีการส่งต่อข้อมูลข่าวปลอมเหล่านี้ ก็จะทำให้ได้รับข้อมูลผิดๆ และส่งผลกระทบกับประชาชนที่หลงเชื่อข่าวปลอม ดังกล่าว โดยสามารถติดตามและแจ้งเบาะแสข่าวปลอม ผ่านช่องทางต่างๆ ของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ที่ ไลน์ @antifakenewscenter เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com/ ทวิตเตอร์ https://twitter.com/AFNCThailand และช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 ตลอด 24 ชั่วโมง

เงินกู้-เงินด่วนฉุกเฉิน บัตรกดเงินสด สมัครผ่านเว็บอัปเดตตุลาคม 2567
อ่าน

เงินกู้-เงินด่วนฉุกเฉิน บัตรกดเงินสด สมัครผ่านเว็บอัปเดตตุลาคม 2567

ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาสินค้าและพลังงานถีบตัวสูงขึ้น ประชาชน พ่อค้าแม่ขาย และธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งหลาย ต้องประสบปัญหารายได้ลดน้อยถอยลงสวนทางกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นการค้าขายเป็นไปด้วยความยากลำบาก ชักหน้าไม่ถึงหลัง จนบางส่วนต้องหันหาแหล่งเงินกู้ เพื่อแก้ปัญหาเงินตึงมือในช่วงเวลาที่คับขัน โดยการกู้เงินผ่านแอป กลายเป็นหนึ่งในช่องที่ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นในขณะนี้ ส่วนแอปเงินกู้ที่ถูกกฏหมายและผ่านความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีอะไรบ้างนั้น ตาม TNN ONLINE ไปดูกันเลย1.UOB i-Cashเริ่มจาก UOB i-Cash สินเชื่อส่วนบุคคลจากธนาคารยูโอบี ที่จะให้คุณได้รับเงินก้อนแบบทันใจ อนุมัติไวใน 3 วัน สูงสุดถึง 2,000,000 บาท ผ่อนชำระเท่ากันทุกเดือน คำนวณอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก เลือกระยะเวลาชำระคืนได้ตามใจ 12 - 60 เดือนคุณสมบัติผู้สมัคร- อายุผู้สมัคร: 20 - 60 ปี (รวมระยะเวลาผ่อน)-รายได้ พนักงานประจำ 15,000 บาทขึ้นไป เจ้าของกิจการ 20,000 บาทขึ้นไป-อายุงาน 4 เดือนขึ้นไป และต้องผ่านการทดลองงานดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่2.UOB Cash Plusมาต่อกันที่ UOB Cash Plus บัตรกดเงินสดที่มาพร้อมกับสิทธิประโยชน์มากมาย สมัครเพียงครั้งเดียวใช้วงเงินได้ตลอดชีพ เบิกถอนเงินสดสบายๆผ่านเครื่อง ATM ทั้งจากเครื่อง ATM ในประเทศ และทั่วโลกที่มีเครื่องหมาย PLUS โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม สมัครง่ายๆไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน วงเงินสูงสุดถึง 1,000,000 บาทสนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่3. KKP Personal Loanต่อมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคล KKP Personal Loan จากธนาคารเกียรตินาคิน สินเชื่อผ่อนสบาย ดอกเบี้ยต่ำ ที่อนุมัติไวภายใน 1 วัน ให้วงเงินสูงสูงสุด 2,000,000 บาท โดยสินเชื่อตัวนี้สมัครง่าย ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ หรือบุคคลค้ำประกัน คิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอกภาพจาก : https://bank.kkpfg.com/คุณสมบัติผู้สมัคร- สัญชาติไทย อายุ 20 - 60 ปี- พนักงานประจำรายได้ต่อเดือน 20,000 บาทขึ้นไป (รับเงินเดือนผ่านบัญชีธนาคาร) - ผ่านการทดลองงาน และมีสลิปเงินเดือน**กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 11.99% - 25 % ต่อปีดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่4. CIMB THAI Extra cash Personal cashถัดมาคือสินเชื่อจากธนาคาร CIMB THAI กับสินเชื่อตัวแรก CIMB THAI Personal cash สินเชื่อที่จะให้คุณได้รับเงินก้อน โดยจะโอนเข้าบัญชีเงินฝาก วงเงินอนุมัติตั้งแต่ 20,000 2,000,000 บาท ชำระคืนเป็นรายเดือนเท่ากันทุกงวด และตัวที่สองสินเชื่อ CIMB THAI Extra cash สินเชื่อเงินสดพร้อมใช้ 24 ชม. วงเงินอนุมัติสูงสุด 5 เท่าของรายได้ จ่ายคืนแบบสบายๆขั้นต่ำ 5% โดยสินเชื่อทั้งสองตัวนี้พิเศษตรงที่สามารถสมัครได้ทุกที่ ทุกเวลาผ่านแอป CIMB THAI Digital Banking สมัครง่ายโดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกันคุณสมบัติผู้สมัคร CIMB THAI Personal cash- พนักงานประจำ / ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ อายุ 21 - 60 ปี (อายุรวมระยะเวลาผ่อนชำระ)- สัญชาติไทย- รายได้ประจำต่อเดือน 20,000 บาทขึ้นไป* กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว* อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 9.99% ถึง 25% ต่อปีคุณสมบัติผู้สมัคร CIMB THAI Extra cash- พนักงานประจำ / ข้าราชการ / พนักงานรัฐวิสาหกิจ อายุ 21 - 60 ปี- สัญชาติไทย- รายได้ประจำต่อเดือน 30,000 บาทขึ้นไป* กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว* อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อรายย่อย (Consumer Loan Rate: CLR) ณ วันที่ 4 ต.ค. 66 = 20% ต่อปี อัตราดอกเบี้ยลอยตัวสามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ โดยธนาคารจะแจ้งให้ทราบโดยการประกาศไว้ ณ สถานที่ทำการสาขาและเว็บไซต์ของธนาคาร* อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่าง 7.3% ถึง 25% ต่อปีดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่5.บัตรกดเงินสด KTC PROUDมากันที่บัตรเงินสดกันบ้าง กับบัตรกดเงินสด KTC PROUD ที่จะทำให้ทุกการใช้จ่ายของคุณลื่นไหลแบบไม่มีสะดุด โดย KTC PROUD เป็นทั้งบัตรกดเงินสด และบัตรผ่อนสินค้า ที่ให้คุณผ่อน 0% ได้นานสูงสุด 24 เดือน เพียงแค่มีรายได้รวม 12,000 บาทขึ้นไปก็สามารถสมัครได้คุณสมบัติผู้สมัคร-ต้องเป็นผู้มีรายได้ประจำ เช่น พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นต้น- สัญชาติไทย- อายุ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป- รายได้ต่อเดือนขั้นต่ำ 12,000 บาทขึ้นไป- มีอายุงานในสถานที่ทำงานปัจจุบันอย่างน้อย 4 เดือนดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่6. สินเชื่อรถแลกเงิน ทีทีบีไดรฟ์เอาใจคนมีรถกันบ้างกับ สินเชื่อรถแลกเงิน ทีทีบีไดรฟ์ จากธนาคารธนชาติ สินเชื่อรถแลกเงินที่ให้วงเงินสูง แต่ดอกเบี้ยต่ำ อนุมัติไวภายใน 30 นาที (การอนุมัติเบื้องต้น) เพียงแค่รถของคุณมีคุณสมบัติดังนี้1. ผ่อนหมดแล้ว2. ยังผ่อนอยู่กับ ทีทีบีไดรฟ์3. ยังผ่อนอยู่กับสถาบันการเงินอื่น โดยผ่อนชำระเกิน 24 งวดของสัญญา หรือยอดภาระลดลง เกินครึ่งหนึ่ง4. รถเก๋ง รถกระบะ อายุรถไม่เกิน 16 ปีคุณสมบัติผู้สมัคร- อายุระหว่าง 20 - 65 ปี- รายได้ 9,000 บาทขึ้นไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่7.KKPFG บัตรกดเงินสดและตัวสุดท้าย เป็นบัตรกดเงินสด KKPFG จากธนาคารเกียรตินาคิน บัตรกดเงินสดที่มาพร้อมสิทธิประโยชน์มากมาย ไม่ว่าตะเป็นฟรีค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเงินสด รวมถึงค่าธรรมเนียมรายปี ชำระคืนแบบสบายๆขั้นต่ำเพียง 3% ของเงินต้นรวมดอกเบี้ยหรือไม่น้อยกว่า 300 บาทเท่านั้น สมัครง่ายเพียงแค่มีเงินเดือน 10,000 บาทขึ้นไปก็สามารถสมัครได้ทันทีคุณสมบัติผู้สมัคร- สัญชาติไทย- อายุ 20 - 60 ปี- รายได้ประจำรวมต่อเดือน 10,000 บาทขึ้นไป- รายได้รวมต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน จะต้องมีอายุงานตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป- รายได้รวมตั้งแต่ 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป จะต้องมีอายุงานตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป***กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง 25 % ต่อปีดูรายละเอียดเพิ่มเติมคลิกที่นี่แม้ว่าแหล่งเงินกู้ในระบบ จะเป็นทางเลือกที่ช่วยบรรเทาภาระความเดือดร้อนให้ผู้บริโภคได้ ภายใต้เงื่อนไขกติกาที่มีการกำกับดูแลจากทางการ แต่สิ่งที่ผู้กู้ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอคือ กู้เท่าที่จำเป็น ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และมีวินัยในการชำระคืนเพื่อปลดภาระหนี้หมดจบลงโดยเร็ว เพราะหากกู้เพลินจนเกินกำลัง หรือมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น จนไม่สามารถหาเงินในระบบมาชำระคืนได้ตามกำหนด ก็อาจจะต้องหันไปพึ่งทางเลือกที่ไม่ควรเลือก อย่างหนี้นอกระบบ ที่จะกลายเป็นงูกินหางสร้างภาระก้อนโตไม่มีวันจบสิ้นก็เป็นได้ที่มา : TNNONLINE รวบรวมจาก UOB, ธนาคารเกียรตินาคิน, CIMB, KTC, ธนาคารธนชาติภาพจาก : Freepik

อย่าหลงเชื่อ เพจแอบอ้างรับทำใบขับขี่ของกรมการขนส่งทางบกทุกชนิด
อ่าน

อย่าหลงเชื่อ เพจแอบอ้างรับทำใบขับขี่ของกรมการขนส่งทางบกทุกชนิด

ตามที่มีประเด็นในเรื่องรับทำใบขับขี่ของกรมการขนส่งทางบกทุกชนิด ผ่านเพจ carloslantigua786 ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม พบว่าข้อมูลดังกล่าว เป็นข้อมูลเท็จกรณีการโฆษณาชวนเชื่อโดยโพสต์ระบุรับทำใบขับขี่ของกรมการขนส่งทางบกทุกชนิด ผ่านเพจ carloslantigua786 ทางกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวที่ใช้ชื่อว่า carloslantigua786 ไม่ได้เป็นเพจทางการที่ถูกสร้างขึ้นโดยกรมการขนส่งทางบกแต่อย่างใด ไม่มีการรับทำหรือต่อใบขับขี่ออนไลน์ เนื่องจากการขอรับใบอนุญาตขับรถทุกชนิดมีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ คือ ผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องดำเนินการด้วยตนเองทุกขั้นตอนที่สำนักงานขนส่ง ตั้งแต่การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพของร่างกาย การอบรม การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ และการถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาตขับรถดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ www.dlt.go.th หรือ โทร. 02-271-8888ภาพจาก TNN ONLINE

ถึงคิววงการความงาม "สมศักดิ์" ปรับลดค่าตรวจประเมินสถานประกอบการเครื่องสำอาง 50 % หนุนแบรนด์ไทยสู่ตลาดอาเซียน
อ่าน

ถึงคิววงการความงาม "สมศักดิ์" ปรับลดค่าตรวจประเมินสถานประกอบการเครื่องสำอาง 50 % หนุนแบรนด์ไทยสู่ตลาดอาเซียน

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 2567 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข คือ การคุ้มครองผู้บริโภคควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจและผู้ประกอบการ กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายนี้ คือ การส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานสถานที่และผลิตภัณฑ์ มีการปรับลดค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินเพื่อรับรองสถานที่ผลิตหรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางตามแนวทาง ASEAN Cosmetic GMP โดยการผสานความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ในการพัฒนาเจ้าหน้าที่ให้มีคุณสมบัติเป็นผู้ตรวจประเมินให้เพียงพอและครอบคลุมทั่วประเทศ โดยจะเริ่มให้บริการตรวจประเมินสถานประกอบการเครื่องสำอางในอัตราใหม่ตั้งแต่ วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไปนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ได้ลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่อง ค่าใช้จ่ายที่จะจัดเก็บจากผู้ยื่นคำขอในกระบวนการพิจารณาเครื่องสำอาง โดยปรับลดค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินสถานประกอบการเครื่องสำอาง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการเครื่องสำอางมาขอการรับรองมาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางที่เป็นมาตรฐานสากลเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เครื่องสำอางที่จำหน่ายในประเทศมีคุณภาพความปลอดภัยสูงขึ้น ผู้บริโภคได้ประโยชน์ และเพิ่มศักยภาพของอุตสาหกรรมเครื่องสำอางไทยในการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศสมาชิกอาเซียนต่อไปทั้งนี้สำหรับการประปรุงประกาศกระทรวงสาธารณสุขดังกล่าว ส่งผลให้อัตราค่าใช้จ่ายลดลงอย่างน้อยร้อยละ 50 เช่น การตรวจสถานประกอบการเพื่อออกหรือต่ออายุหนังสือรับรองสถานที่ผลิต นำเข้า หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางจากเดิมครั้งละ 6,000 21,00 บาท ตามขนาดโรงงาน มาเป็น ครั้งละ 3,000 บาท 10,000 บาท หรือกรณีการตรวจสอบสถานประกอบการเพื่อขอหนังสือรับรองสถานที่ผลิตหรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางของอาเซียน (ASEAN Cosmetic GMP) ในส่วนของการตรวจประเมินโดยผู้ประเมินที่ได้รับการแต่งตั้งจาก อย. (พนักงานเจ้าหน้าที่ อย.- สสจ.) จากเดิมครั้งละ 38,000 48,000 บาท ตามขนาดโรงงาน อัตราใหม่เหลือเพียง 10,000 บาท ทุกขนาดโรงงาน ส่วนการตรวจสอบสถานประกอบการเพื่อต่ออายุหนังสือรับรอง สถานที่ผลิต หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางตามแนวทางวิธีการที่ดีในการผลิต (ASEAN Cosmetic GMP) จากเดิมครั้งละ 26,000 40,000 บาท ตามขนานโรงงาน ลดเหลือเพียง 10,000 บาท ทุกขนาดโรงงาน เป็นต้น

โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เตรียมถอนตัว ประกันสังคมชี้แจงประเด็นนี้แล้ว
อ่าน

โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เตรียมถอนตัว ประกันสังคมชี้แจงประเด็นนี้แล้ว

ตามที่มีผู้เผยแพร่ข้อมูลเรื่อง โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เตรียมถอนตัวจากประกันสังคม หลังโดนตัดงบลง 40% ทำให้ขาดทุน ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าข้อมูลดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จกรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลเกี่ยวกับ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง เตรียมถอนตัวจากประกันสังคม หลังโดนตัดงบลง 40% ทำให้ขาดทุน ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากการทำสัญญาให้บริการทางการแพทย์กับสำนักงานประกันสังคมนั้น จะเป็นการทำสัญญาปีต่อปี ซึ่งขึ้นอยู่กับนโยบายและความประสงค์ของสถานพยาบาลแต่ละแห่ง โดยในทุกปีที่ผ่านมาจะมีทั้งสถานพยาบาลที่ต่อสัญญา ไม่ต่อสัญญา และสมัครใหม่ ซึ่งทุกแห่งจะต้องผ่านเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การเป็นคู่สัญญาตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนดดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือติดต่อสายด่วน 1506ภาพจาก Getty Images