TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “办假索诺玛州立大学文凭毕业证[办证网:bbzz58.com]” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สิทธิพิเศษ
คลินิก หาดใหญ่ สูตินรีเวช
-
ความรู้ การศึกษา • 10 ก.ค. 69
อ่าน
ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? วิธีรอดฉบับเร่งด่วน บินในประเทศได้ ไม่ต้องกลับบ้านไปเอา
จัดกระเป๋ามาอย่างดีรีบตื่นเช้าไป สนามบิน แต่พอถึงหน้าเคาน์เตอร์เช็กอิน รื้อกระเป๋าจนทั่วแต่ต้องหน้าซีดเพราะ หาบัตรประชาชนไม่เจอ! จะกลับบ้านไปเอาตอนนี้ก็ไม่ทันเครื่องออกแน่ๆ จะยกเลิกทริปเลยดีไหม? ใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแพนิคจนทิ้งตั๋ว เพราะปัญหานี้มีทางออก วันนี้เราจะสรุปให้ว่าถ้า ลืมบัตรประชาชน (สำหรับบินในประเทศ) อะไรรอดอะไรร่วง มาดูกันครับ ไปสนามบิน ลืมบัตรประชาชน ทำไงดี? ตอบคำถามยอดฮิตที่หลายคนเข้าใจผิดก่อนเลย หลายคนคิดว่า "ก็ถ่ายรูปบัตรเก็บไว้ในแกลเลอรี่แล้วไง เปิดโชว์เจ้าหน้าที่ได้ไหม?" คำตอบคือไม่ได้ ❌! ตามกฎการบินพลเรือนฯ ไม่อนุญาตให้ใช้ภาพถ่าย หรือภาพแคปหน้าจอ (Screenshot) ในการยืนยันตัวตน เพราะตรวจสอบความถูกต้องยาก และเสี่ยงต่อการปลอมแปลง ดังนั้นลบรูปในอัลบั้มไปได้เลย ใช้ไม่ได้จริงๆ 1. แอปพลิเคชัน "ThaID" ถ้าเคยลงทะเบียนแอปพลิเคชัน ThaID (ไทยดี) ของกรมการปกครองเอาไว้ นับว่ารอดตายราวปาฏิหาริย์เลย เพราะเราสามารถเปิดแอปพลิเคชัน ThaID ขึ้นมา แล้วกดแสดงบัตรประชาชนดิจิทัลผ่านตัวแอปฯ สดๆ ให้เจ้าหน้าที่ดู ย้ำว่าต้องเปิดแอปฯ จริงต่อหน้าเจ้าหน้าที่เท่านั้น ห้ามแคปหน้าจอเด็ดขาด ใช้ได้ตั้งแต่เคาน์เตอร์เช็กอิน ไปจนถึงจุดตรวจค้น (Security) ก่อนเข้า Gate เลย 2. เอกสารราชการตัวจริงอื่นๆ ถ้าไม่ได้ลงแอป ThaID ไว้ ให้ลองค้นกระเป๋าดูว่ามีบัตรที่มีรูปหน้าเรา และออกโดยหน่วยงานรัฐเหล่านี้ติดตัวมาไหม (ต้องเป็นตัวจริงเท่านั้น) ใบขับขี่ ใช้ได้ทั้งแบบบัตรแข็ง หรือใบขับขี่ดิจิทัล (DLT QR Licence) ผ่านแอปฯ กรมขนส่งฯ พาสปอร์ต (หนังสือเดินทาง) เล่มจริง ใช้แทนบัตรประชาชนบินในประเทศได้เลย บัตรข้าราชการ / บัตรเจ้าหน้าที่ของรัฐ บัตรประจำตัวคนพิการ หนังสือสุทธิสำหรับพระภิกษุและสามเณร สำหรับบินในประเทศ เอกสารเหล่านี้แม้จะหมดอายุ ก็ยังอนุโลมให้ใช้เดินทางได้ ขอแค่รูปหน้าในบัตรยังชัดเจน และดูออกว่าเป็นเรา 3. แจ้งตำรวจ Sorbis / shutterstock.com ถ้าซวยซ้ำซ้อน กระเป๋าตังค์หาย มือถือก็ไม่มีแอปฯ จะทำยังไง? ให้มองหาตำรวจสนามบิน ไปที่ สถานีตำรวจภูธรย่อย หรือ จุดบริการตำรวจ ภายในสนามบินนั้นๆ แล้วแจ้งความ บอกเจ้าหน้าที่ว่าบัตรหาย/ลืมบัตร ต้องการเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อขึ้นเครื่อง ตำรวจจะสอบถามข้อมูล และออกใบรับแจ้งความ หรือเอกสารยืนยันตัวตนชั่วคราวให้ แล้วเอาใช้บินได้เลย นำเอกสารใบนั้นไปยื่นที่เคาน์เตอร์สายการบินแทนบัตรประชาชนได้ทันที รู้วิธีแก้ปัญหาแล้ว ครั้งหน้าก่อนออกจากบ้าน ท่องไว้ให้ขึ้นใจ "มือถือ กระเป๋าตังค์ บัตรประชาชน" เช็กให้ชัวร์ก่อนปิดประตูบ้าน จะได้เดินทางแบบชิลล์ๆ ไม่ต้องมาลุ้นระทึกหน้า Gate ครับ ====================
ทราเวล ทิปส์ • 1 เม.ย. 69
อ่าน
ขั้นตอน ทำพาสปอร์ต ที่ ตู้ Kiosk ด้วยตัวเอง เสร็จไว 15 นาที เท่านั้น!
ใครที่ต้องการ ต่ออายุพาสปอร์ต รู้แล้วรึยังว่า เราสามารถไป ทำพาสปอร์ต ด้วยตัวเอง เลยค่ะ ที่ ตู้ Kiosk ต่อพาสปอร์ตอัตโนมัติ และใช้เวลาไม่นานอีกด้วย ไม่เกิน 15-20 นาที ก็ทำพาสปอร์ตเสร็จแล้ว ตามเรามาดู ขั้นตอน ทำพาสปอร์ต ด้วยตู้ Kiosk กันได้เลยค่ะ วิธีทำพาสปอร์ต ด้วยตัวเอง ที่ ตู้ Kiosk สถานที่ให้บริการ ตู้ Kiosk 1. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวปทุมวัน พิกัด : ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK CENTER) ชั้น 5 โซน A ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - วันอาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา : 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) โทร : 0-2126-7612 2. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่ พิกัด : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ชั้น G ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา : 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30น.) โทร : 0-2194-2643 Wunlop_Worldpix_Exposure / Shutterstock.com 3. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ศรีนครินทร์ พิกัด : ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ชั้น 1 โซน C ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา : 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00น.) โทร : 0-2136-3800, 0-2136-3802 และ 09-3010-5246 4. กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ พิกัด : ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา : 08.30-16.30 น.(ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) โทร : Call Center 0-2572-8442หรือ 0-2203-5000 กด 1 เพื่อติดต่อกรมการกงสุล สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปทำพาสปอร์ต บัตรประชาชน พาสปอร์ตเล่มเดิมที่หมดอายุ จองคิวขอทำพาสปอร์ตออนไลน์ ล่วงหน้าได้ที่ https://www.qpassport.in.th วิธีทำพาสปอร์ต และ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์ ขั้นตอนการทำพาสปอร์ต อัตโนมัติด้วยเครื่อง Kiosk ไปถึงสถานที่ให้บริการอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเวลาที่จองคิวทำพาสปอร์ตออนไลน์มา เพื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารก่อน รับบัตรคิว กรอกข้อมูลตามเอกสารที่ได้รับมา นำพาสปอร์ต เล่มเก่ายื่นต่อเจ้าหน้าที่ นำบัตรประชาชนใส่เข้าไปในช่องใส่บัตรของตัวเครื่อง Kiosk ระบบจะดึงข้อมูลขึ้นของเรามา จากนั้นให้ตรวจสอบความถูกต้อง และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย การถ่ายรูป สามารถกดถ่ายได้เอง และเลือกรูปถ่ายได้เอง (แต่ไม่ควรใช้เวลานานมาก เพื่อจะได้ไม่เกินเวลาคิวคนอื่นๆ ต่อไป) สแกนลายนิ้วมือ และ สแกนม่านตา ควรงดใส่คอนเทคเลนส์สี เพราะจะมีผลต่อการสแกนม่านตา เลือกจำนวนปีของพาสปอร์ตที่ต้องการต่ออายุ เมื่อเสร็จทุกขั้นตอนที่การทำพาสปอร์ตอัตโนมัติด้วยเครื่อง Kiosk จะได้รับสลิป QR Code นำสลิป QR Code ที่ได้ ไปชำระเงินค่าธรรมเนียมการทำพาสปอร์ตที่ช่องรับชำระเงิน saruntorn chotchitima / Shutterstock.com ค่าธรรมเนียมในการทำพาสปอร์ต เล่มพาสปอร์ตอายุ 5 ปี : 1,000 บาท เล่มพาสปอร์ตอายุ 10 ปี : 1,500 บาท ค่าส่งไปรษณีย์ : 40 บาท ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
ทราเวล ทิปส์ • 17 มี.ค. 69
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ
ขั้นตอนสมัครสอบคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นคณาจารย์ประจำ เพื่อสนับสนุนภารกิจทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยอ้างอิงมติที่ประชุมกรรมการบริหารงานบุคคลตลอดปี 2567 ถึงกลางปี 2568ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครตำแหน่งที่เปิดสอบคัดเลือกระบุไว้ตามข้อ 7 ของประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีหลากหลายระดับและสาขาให้เลือกสมัครตามคุณวุฒิคุณสมบัติผู้สมัครผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย และไม่เป็นผู้เสพสารเสพติด รวมถึงสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสม เฉพาะสายคณาจารย์ปริญญาตรี วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในรอบ 5 ปีปริญญาโท วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง โดยอย่างน้อย 1 เรื่องเป็นงานวิจัยปริญญาเอก ต้องมีผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 3 เรื่องในรอบ 5 ปีเอกสารประกอบใบสมัคร1. สำเนาปริญญาบัตรและ Transcript2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน3. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว4. หนังสือรับรองผลภาษาอังกฤษ (MCU-GET, TOEFL, IELTS, TOEIC, TU-GET, CU-TEP)5. ใบรับรองแพทย์ออกภายใน 30 วัน6. ผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากตำรวจ7. หนังสือรับรองประสบการณ์ (ถ้ามี)8. แบบ บค 01 และ บค 02 ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์9. สลิปการโอนเงินค่าสมัครหมายเหตุ แนบไฟล์เฉพาะ .PDF หรือ .JPG ค่าธรรมเนียมการสมัครต่ำกว่าปริญญาตรี 100 บาทปริญญาตรี 200 บาทปริญญาโท 300 บาทปริญญาเอก 400 บาทโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสือป่า เลขที่บัญชี 046 2 73791 7รายละเอียดการสอบสอบข้อเขียนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย 100 คะแนนสอบปฏิบัติด้านดิจิทัล (เฉพาะสายปฏิบัติการ) 100 คะแนนสอบข้อเขียนเฉพาะสาขาวิชา 100 คะแนนสอบสัมภาษณ์ ประเมินความเหมาะสม 200 คะแนนเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 การตัดสินของคณะกรรมการสอบคัดเลือกถือเป็นที่สิ้นสุดติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ https://www.mcu.ac.th/news/detail/59013
TNN ช่อง16 • 23 ก.ค. 68
อ่าน
เตือนภัย! มิจฉาชีพ ลวงข้าราชการบำนาญกรอกข้อมูล-ลงนาม PDPA
นางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง ได้รับแจ้งจากอดีตผู้บริหารและข้าราชการบำนาญหลายท่านว่ามีเจ้าหน้าที่ติดต่อให้มาลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) โดยให้มาดำเนินการที่หน่วยงานต้นสังกัด หรือกรมบัญชีกลาง หรือกระทรวงการคลัง แล้วแต่กรณี และในบางกรณีให้ส่งอีเมลยืนยัน กรมบัญชีกลางขอแจ้งว่า “กรมบัญชีกลางไม่มีนโยบายแจ้งให้ผู้รับบำนาญ มาดำเนินการกรอกข้อมูลหรือลงนามในแบบฟอร์มใหม่ของกรมบัญชีกลาง เกี่ยวกับ PDPA ตามที่มิจฉาชีพอ้าง” ดังนั้น ขอให้ท่านที่ได้รับการติดต่อในลักษณะดังกล่าว อย่าหลงเชื่อ ไม่ตอบกลับอีเมล หรือกดลิงก์ใด ๆ ตามที่ได้รับแจ้ง “กรมบัญชีกลางขอเน้นย้ำว่า “ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อข้าราชการ ผู้รับบำนาญหรือทายาทโดยตรง เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของกรมบัญชีกลาง” ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งช่องทางการติดตามข่าวสารของกรมบัญชีกลางที่เชื่อถือได้ ได้แก่ เว็บไซต์กรมบัญชีกลาง www.cgd.go.th และสื่อโซเชียลของกรมบัญชีกลางที่มีเครื่องหมายถูก (verified) เท่านั้น หรือสอบถามโดยตรงได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ” โฆษกกรมบัญชีกลางกล่าว
TNN ช่อง16 • 2 ก.ค. 68
อ่าน
สถานทูตสหรัฐฯ ประกาศ ขอวีซ่าอเมริกา F, M, J ต้องตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ
ใครอยากไปเรียนต่อ สหรัฐอเมริกา หรือไปสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการไปแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การเตรียมตัวเรื่อง ขอวีซ่าอมเริกา ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะ วีซ่าประเภท F, M, และ J ที่หลายคนอาจจะคุ้นเคยกันดี แต่รู้หรือไม่ว่า ตอนนี้เรื่อง โซเชียลมีเดีย ของเราเองก็เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาวีซ่าด้วยนะ! ขอวีซ่าอเมริกา F, M, J ต้องตั้งค่าโซเชียลมีเดียเป็นสาธารณะ วีซ่า F, M, J คืออะไร? มาทำความเข้าใจกันก่อน! ก่อนจะไปถึงเรื่องโซเชียลมีเดีย เรามาทบทวนกันก่อนว่า วีซ่าทั้ง 3 ประเภทนี้แตกต่างกัน อย่างไรบ้าง : วีซ่า F-1 (Student Visa): สำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการไปเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ ของอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัย วิทยาลัย หรือโรงเรียนสอนภาษาที่ได้รับการรับรอง วีซ่า M-1 (Vocational Student Visa): สำหรับผู้ที่ต้องการไปเรียนสายอาชีพ หรือหลักสูตรที่ไม่ใช่วิชาการ เช่น โรงเรียนสอนทำอาหาร โรงเรียนสอนศิลปะ หรือหลักสูตรอื่นๆ ที่เน้นการฝึกฝนทักษะ วีซ่า J-1 (Exchange Visitor Visa): สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่างๆ ที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น Work and Travel, Au Pair, Visiting Scholar หรือนักศึกษาแพทย์ฝึกหัด เรียนต่ออเมริกา โซเชียลมีเดียต้องตั้งสาธารณะ! จากการประกาศของ U.S. Embassy Bangkok สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาวีซ่า มีสิทธิ์ในการขอตรวจสอบข้อมูลโซเชียลมีเดียของคุณได้ และผู้สมัครจำเป็นต้องตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดให้เป็นสาธารณะ (Public) เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึง และตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น ทำไมต้องตรวจสอบโซเชียลมีเดีย? จุดประสงค์หลักคือเพื่อประเมินความน่าเชื่อถือ และความเหมาะสมของผู้สมัคร โดยเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ที่ปรากฏบนโปรไฟล์ของคุณ ทั้งกิจกรรม และพฤติกรรม เพื่อดูว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมที่อาจขัดต่อกฎหมาย หรือนโยบายของสหรัฐฯ หรือไม่ นอกจากนี้ยังมีการตรวจสอบเครือข่ายความสัมพันธ์ เพื่อดูความเชื่อมโยงกับบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นภัย และยังประเมินเจตนาที่แท้จริง เพื่อยืนยันว่าวัตถุประสงค์ในการเดินทางของคุณตรงกับประเภทวีซ่าที่ขอหรือไม่ สุดท้าย เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความสอดคล้องของข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลในโซเชียลมีเดียของตรงกับที่กรอกในแบบฟอร์มขอวีซ่า ข้อมูล :www.facebook.com/usembassybkk/posts ====================
ทราเวล ทิปส์ • 30 มิ.ย. 68
อ่าน
มุกใหม่แก๊งคอลฯ หลอกสมัครสินเชื่อเงินด่วน-ลวงรหัส OTP ฉกเงินซื้อทองคำ สูญ 20 ล้านบาท
พลตำรวจตรี วิทยา ศรีประเสริฐภาพ ผู้บังคับการปราบปราม นำทีมเจ้าหน้าที่ตำรวจแถลงผลการจับกุม ผู้ต้องหา 3 ราย ซึ่งเป็นแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์สัญชาติไทย ที่มีพฤติการณ์ในการหลอกลวงเหยื่อให้สมัครสินเชื่อเงินด่วนผ่านโมบายแบงค์กิ้ง โดยจะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเหยื่อในการกู้เงินด่วนออนไลน์ ซึ่งจะมีการหลอกเอาเลข OTP หลังการสมัครเสร็จสิ้น เพื่อนำไปซื้อทองคำ ก่อนชิ่งหนีโดย ผู้บังคับการปราบปราม ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบของธนาคารกรุงไทย โดยมีการแจ้งว่ามีลูกค้าของธนาคารหลายรายมีความสนใจสมัครบัตรเครดิตหรือบัตรเดบิต ได้ถูกคนร้ายหลอกลวงให้สมัครบัตรผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งคนร้ายได้มาแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยมีแผนประทุษกรรมในการหลอกลวง โดยผู้ต้องหาจะติดต่อหาซื้อเพจ Facebook ที่มียอดผู้ติดตามสูงตามกลุ่ม LINE หรือเพจ Facebook สายเทา ก่อนที่จะนำมาเปลี่ยนปรับแต่งให้เป็นเหมือนเพจของสถาบันทางการเงิน พร้อมลงข้อความเชิญชวนประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่สนใจต้องการเปิดบัตรเครดิตหรือเดบิต โดยสร้างความน่าเชื่อถือ ด้วยการใช้รูป ชื่อนามสกุล ของเจ้าหน้าที่ธนาคารตัวจริงมาแอบอ้าง เมื่อมีผู้เสียหายมีความสนใจและกดเข้ามาที่เพจ ก็มีการสนทนากันผ่านทางข้อความ จากนั้นก็จะมีการพูดคุยสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลทั้งอาชีพ รายได้ วงเงินที่ผู้เสียหายต้องการใช้ และหมายเลขโทรศัพท์เพื่อติดต่อกลับ จากนั้นก็จะหลอกลวงให้เหยื่อ ใช้โทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่ง ทำการวิดีโอคอลด้วยการเปิดกล้องในการสมัครสินเชื่อเงินด่วนผ่านโมบายแบงค์กิ้ง ในโทรศัพท์ของเหยื่อ ซึ่งผู้ต้องหาจะเป็นผู้อธิบายขั้นตอนวิธีการสมัคร ตลอดการพูดคุย จึงทำให้สามารถเห็นยอดวงเงินการสมัครสินเชื่อ เลขบัตรเดบิต 16 หลัก เลข CVV และ OTP โดยธนาคารจะใช้ระยะเวลาในการอนุมัติเพียงไม่กี่นาที ระหว่างนั้นผู้ต้องหาก็จะนำข้อมูลดังกล่าวไปกรอกเพื่อซื้อทองคำผ่านออนไลน์ เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการครบแล้ว ก็ทำการซื้อทองคำทันที และ เมื่อได้ทองคำมาก็นำไปแปลงสภาพเป็นเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับข้อมูลการประสานจากธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.สงขลา จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน และพบว่ามีหนึ่งในเหยื่อที่ถูกหลอกในพื้นที่ดังกล่าว ได้รับข้อมูลและหลักฐานครบถ้วนจึงได้ขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดสงขลา เพื่อจับกุมผู้ต้องหา จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายกรกรต (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี // นายกฤตนัย (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี ซึ่งจับกุมได้ที่ห้องพักในคอนโดซอยสุขุมวิท 24 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมา และจับกุมนายปพนธีร์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ได้ที่บ้านพักในจังหวัดลพบุรีในวันเดียวกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดของกลางจำนวน 53 รายการ อาทิ รถยนต์เก๋ง ยี่ห้อ Mercedes Benz ที่ผู้ต้องหาใช้เงินสดซื้อ // โทรศัพท์มือถือจำนวน 23 เครื่อง // คอมพิวเตอร์และโน๊ตบุ๊ค จำนวน 6 เครื่อง // เครื่องรับธนบัตรจำนวน 1 เครื่อง // แผ่นทองคำจำนวน 2 แผ่น และซิมการ์ดสมุดบัญชีอื่นอีก 20 รายการ ขณะเดียวกัน ยังพบหลักฐานซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้ต้องหาได้มีการถ่ายทำวิดีโอระหว่างหลอกลวงเหยื่อจำนวนกว่า 130 ไฟล์ และภาพนิ่งอีกกว่า 3,000 ภาพ / ซึ่งพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้ทำการหลอกลวงเหยื่อมาแล้วเกือบ 400 ราย มูลค่าความเสียหายกว่า 20 ล้านบาทขณะที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ได้ทำการหลอกลวงเหยื่อในลักษณะนี้ มาตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะระยะเวลา 2 ปีแล้ว โดยอ้างว่าวิธีการที่นำมาหลอกลวงเป็นวิธีที่เคยถูกหลอกมาก่อน จึงได้นำวิธีการมาปรับใช้และไปหลอกลวงเหยื่อรายอื่นๆ ขณะที่เงินที่นำมาได้ในการหลอกลวงเหยื่อ ก็ถูกนำไปใช้จ่ายทั้งซื้อรถหรู เช่าคอนโดราคากว่า 30,000 บาทต่อเดือนในย่านสุขุมวิท อีกทั้งได้นำเงินไปเที่ยวกินหรูอยู่สบาย และนำไปเล่นการพนันในคาสิโนประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะที่เงินคงเหลือติดบัญชีมีจำนวนหลักพันถึงหลักหมื่นบาทเท่านั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่ความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา และร่วมกันใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ อีกทั้งความผิดยังเข้าข่ายฐานฟอกเงินอีกด้วยโดยหลังจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำการขยายผลสืบสวนสอบสวนในกลุ่มดังกล่าวว่ามีการไปหลอกลวงผู้เสียหายรายอื่นๆอีกหรือไม่รวมถึงการประสานข้อมูลร่วมกับธนาคารเพื่อที่จะช่วยเหลือเหยื่อที่เคยถูกหลอกลวงว่าจะดำเนินการอายัดบัตร ประสานกับร้านค้าหรือผู้ให้บริการเพื่อยกเลิกธุรกรรมต่างๆ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์ไปยังประชาชนรายอื่นๆที่เคยถูกคนร้ายกลุ่มนี้หลอกลวงในลักษณะเดียวกันสามารถนำหลักฐานมาติดต่อเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. เพื่อตรวจสอบและดำเนินคดีเพิ่มเติม
TNN ช่อง16 • 27 มิ.ย. 68
อ่าน
ประกาศรายชื่อสถานที่สอบ ก.พ. 68 เปิดแล้วที่ job3.ocsc.go.th
เปิดระบบ job3.ocsc.go.th ประกาศสถานที่สอบ ก.พ. 68 แล้วสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดให้ผู้สมัครสอบภาค ก. ประจำปี 2568 เข้าตรวจสอบรายชื่อ วัน เวลา และสถานที่สอบ พร้อมพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ผ่านเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 26 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (Paper Pencil) ประจำปี 2568” สอบภาค ก. ปี 2568 Paper Pencil จัดเต็ม 14 ศูนย์สอบสำหรับการสอบภาค ก. รอบ Paper Pencil ปีนี้ สำนักงาน ก.พ. กำหนดจัดสอบวันอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2568 มีศูนย์สอบทั้งหมด 14 แห่งทั่วประเทศ รองรับผู้สมัครกว่า 450,000 คน ได้แก่• กรุงเทพมหานครและนนทบุรี• นครปฐม• พระนครศรีอยุธยา• ราชบุรี• ชลบุรี• เชียงใหม่• พิษณุโลก• นครราชสีมา• อุดรธานี• อุบลราชธานี• ขอนแก่น• สุราษฎร์ธานี• สงขลา• ปทุมธานีรวมแล้วมีสนามสอบกว่า 133 แห่งทั่วประเทศ โดยรายละเอียดสามารถเช็กได้จากเว็บไซต์ job3.ocsc.go.thวิธีพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ ก.พ. 681. เข้าเว็บไซต์ job3.ocsc.go.th2. คลิกหัวข้อ “ค้นหาและพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ”3. กรอกเลขบัตรประชาชน พร้อมรหัสยืนยัน (Captcha)4. ระบบจะแสดงข้อมูลสนามสอบ วัน เวลา และศูนย์สอบ5. กด “พิมพ์บัตรประจำตัวสอบ” เพื่อดาวน์โหลดและนำไปใช้ในวันสอบ คุมเข้มการสอบ สแกนเข้มทุกขั้นตอน ป้องกันทุจริตนายกิติพงษ์ มหารัตนวงศ์ รองเลขาธิการ ก.พ. เผยว่า การสอบปีนี้ใช้มาตรการป้องกันการทุจริตอย่างเข้มงวด โดยมีการตรวจบัตร สแกนตัวบุคคล ห้ามนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาทุกชนิด และโทรศัพท์เข้าห้องสอบเด็ดขาด อนุญาตเพียงดินสอ 2B, ยางลบ, กบเหลาดินสอ และปากกาลูกลื่นเท่านั้นกรณีพบผู้กระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์สอบทันที และหากมีเจตนาทุจริต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย และอาจถูกตัดสิทธิ์สอบตลอดชีวิตข้อควรรู้ก่อนเข้าสอบ ก.พ. 68• ตรวจสอบสถานที่สอบให้ชัดเจนก่อนวันสอบ• เตรียมบัตรประชาชน และบัตรประจำตัวสอบให้พร้อม• มาถึงสนามสอบล่วงหน้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง• ปฏิบัติตามกฎระเบียบและคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด
TNN ช่อง16 • 26 มิ.ย. 68
อ่าน
ญี่ปุ่นเตือนระวังสแกมเมอร์หลอกขายข้าว หลังผู้เสียหายพุ่งสูง
สำนักงานกิจการผู้บริโภคของญี่ปุ่นเปิดเผยว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาจำนวนคำปรึกษาจากประชาชนเกี่ยวกับเว็บไซต์ปลอมที่โฆษณาขายข้าวมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นโดยเตือนว่าเว็บไซต์เหล่านี้อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีกท่ามกลางสถานการณ์ราคาข้าวที่สูงขึ้นในประเทศรายงานจากศูนย์ให้คำปรึกษาผู้บริโภคทั่วญี่ปุ่นระบุว่า มีกรณีร้องเรียนเว็บไซต์หลอกขายข้าวมากถึง 335 รายในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งจำนวนนี้เกือบเท่ากับจำนวนทั้งหมดของปีงบประมาณ 2024 ที่อยู่ที่ 337 ราย หนึ่งในกรณีที่ได้รับรายงานคือผู้บริโภครายหนึ่งไม่สามารถยกเลิกคำสั่งซื้อข้าวได้หลังจากไม่ได้รับอีเมลยืนยันคำสั่งซื้อแม้ชำระเงินด้วยบัตรเครดิตไปแล้วขณะที่อีกรายได้รับใบเสร็จเป็นรายการแว่นกันแดดแทนข้าวที่สั่งซื้อไว้ศูนย์กิจการผู้บริโภคแห่งชาติของญี่ปุ่นแนะนำให้ผู้บริโภรตรวจสอบราคาว่าไม่ถูกผิดปกติ และดูว่ามีการแสดงข้อมูลการติดต่อของบริษัทอย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของเว็บไซต์ปลอม พร้อมกับแนะนำให้ผู้บริโภคเก็บภาพหน้าจอยืนยันคำสั่งซื้อขั้นสุดท้ายไว้เป็นหลักฐาน เผื่อเกิดปัญหาภายหลังหน่วยงานยังเตือนว่าเว็บไซต์ปลอมอาจเพิ่มขึ้นอีก หลังจากที่รัฐบาลเริ่มจำหน่ายข้าวสำรองแก่ประชาชนทั่วไป ยูตากะ อะราอิ กรรมาธิการสำนักงานกิจการผู้บริโภค ระบุในการแถลงข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า เขาหวังว่าประชาชนจะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเว็บไซต์ที่ใช้นั้นเชื่อถือได้ก่อนทำการซื้อสินค้าใด ๆ
TNN ช่อง16 • 15 มิ.ย. 68
อ่าน
หายนะอุตสาหกรรมการศึกษาสหรัฐฯ ? ทรัมป์สั่งสถานทูตหยุดออกวีซานักเรียนต่างชาติ
มาตรการใหม่แกะกล่อง พุ่งเป้าคัดกรองนศ.ต่างชาติเข้าสหรัฐฯรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีคำสั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายสัมภาษณ์ขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาชั่วคราว พร้อมทั้งเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์ของผู้สมัครขอวีซ่าดังกล่าวด้วยแต่ไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดในบันทึกภายในที่ส่งไปยังสถานทูตทั่วโลก รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่า การระงับการนัดหมายนี้จะดำเนินต่อไป จนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม ขณะที่ แทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า “เราจริงจังอย่างยิ่งกับกระบวนการตรวจสอบผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเราจะเดินหน้าดำเนินการต่อไป”บันทึกจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกเปิดเผยโดยสำนักข่าว CBS News ระบุว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งเมื่อวันอังคาร (27 พฤษภาคม) ให้ลบรายการนัดหมายวีซ่านักเรียนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทั้งหมดออกจากระบบ ยกเว้นการนัดหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งยังสามารถดำเนินต่อไปได้เอกสารยังเผยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการ “ขยายมาตรการตรวจสอบสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการ” สำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดทั้งนี้ ปกติแล้ว นักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในสหรัฐฯ จำเป็นต้องนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯในประเทศต้นทางก่อนการอนุมัติวีซ่า ขณะที่ มหาวิทยาลัยจำนวนมากในสหรัฐฯ พึ่งพารายได้จากนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมักต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตราสูงกว่านักเรียนท้องถิ่น ‘หายนะ’ ต่ออุตสาหกรรมการศึกษาสหรัฐฯ ?เดวิด เลโอโพล ทนายความด้านการเข้าเมืองระบุว่า ความเคลื่อนไหวของรัฐบาลทรัมป์อาจเป็นหายนะของนักเรียนต่างชาติและมหาวิทยาลัยสหรัฐฯที่พึ่งพารายได้จากนักศึกษาต่างชาติ ผบกระทบทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมอาจมหาศาลเลโอโพลระบุว่า การขอวีซาสำหรับการนักศึกษาต่างชาติมีกระบวนการคัดกรองที่เข้มงวดอยู่แล้ว โดยผู้สมัครต้องมีเอกสารรับรองความแข็งแกร่งด้านวิชาการ หลักฐานสนับสนุนทางการเงิน ต้องแสดงสายสัมพันธ์ที่มีกับประเทศของตนและเจตนารมย์ที่จะเดินทางกลับประเทศภูมิลำเนาหลังเรียนจบสำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า การระงับหรือการชะลอกระบวนการอนุมัติวีซาจะส่งผลกระทบโยงไปยังนักศึกษาหลายแสนคนทั่วโลก และสถาบันการศึกษาจำนวนมากทั่วสหรัฐฯ ที่มีอันดับสูงขึ้นจากการดึงบุคคลที่มีความสามารถจากต่างประเทศเข้ามาในสหรัฐฯทั้งนี้ นักศึกษาต่างชาติมีสัดส่วนร้อยละ 5.9 ของจำนวนนักศึกษาเกือบ 19 ล้านคนในสถาบันการศึกษาขั้นสูงของสหรัฐฯ เฉพาะในช่วงปี 2023-2024 มีนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนในสหรัฐฯมากกว่า 1.1 ล้านคน โดยอันดับหนึ่งมาจากอินเดีย ตามมาด้วยจีนหากเจาะลึกลงไป นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่ เลือกเรียนสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ โดยร้อยละ 25 เข้ามาเรียนคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และอีกเกือบหนึ่งในห้า เลือกเรียนวิศวกรรมศาสตร์นอกจากนี้ นักศึกษาต่างชาติส่วนใหญ่จ่ายค่าเรียนเต็ม ทำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีงบประมาณมากขึ้นในการเอาไปช่วยนักศึกษาอเมริกันเองรายงานจาก Open Doors Report พบว่า มหาวิทยาลัยนิวยอร์กมีนักศึกษาต่างชาติมากที่สุด คือ มากกว่า 21,000 คน ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น และมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การต่อสู้ระหว่างรัฐบาลทรัมป์กับมหาวิทยาลัยไร้แววถอยมาตรการล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งเขากล่าวหาว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางซ้ายมากเกินไป และเปิดทางให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านชาวยิวในมหาวิทยาลัย รวมถึงการมีนโยบายรับนักศึกษาที่ไม่เป็นธรรมทำเนียบขาวยังกล่าวหามหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ปล่อยให้กิจกรรมสนับสนุนปาเลสไตน์บนมหาวิทยาลัยถูกครอบงำโดยแนวคิดต่อต้านชาวยิว ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยตอบโต้ว่า รัฐบาลกำลังพยายามละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกรัฐบาลทรัมป์เคยสั่งระงับงบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้มหาวิทยาลัยบางแห่ง และพยายามผลักดันการเนรเทศนักเรียนต่างชาติ รวมถึงเพิกถอนวีซ่าหลายพันราย แต่บางมาตรการถูกศาลสั่งระงับไว้ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯเคยแสดงทัศนะถึงกรณีของ ‘รูเมซา ออสเติร์ค’ นักศึกษาต่างชาติที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัย Tufts ซึ่งเขียนบทความแสดงความเห็นสนับสนุนปาเลสไตน์ จนถูกจับกุมหน้าบ้านพักของเธอตอนนั้นรูบิโอกล่าวว่า “หากคุณสมัครของวีซามาสหรัฐฯเพื่อเป็นนักเรียน และคุณบอกเราว่าเหตุผลที่คุณมาสหรัฐฯ ไม่ได้เพราะคุณอยากมาเขียนบทความแสดงความเห็นเท่านั้น แต่คุณยังอยากเข้าร่วมการเคลื่อนไหวที่ทำลายข้าวของมหาวิทยาลัย คุกคามนักศึกษาคนอื่นๆ ยึดอาคาร สร้างความวุ่นวาย เราก็จะไม่ให้วีซากับคุณ”ขณะที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เควิน โอ แลรี พันธมิตรของทรัมป์ กล่าวกับ Fox Business ว่าเขาแนะนำให้สหรัฐฯใช้กระบวนการนักศึกษาต่างชาติ และเขาก็ชื่นชมนักศึกษาที่ฉลาดและมีความรักชาติเช่นกัน... “นักศึกษาเหล่านี้เป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากและพวกเขาไม่ได้เกลียดอเมริกา” “ทำไมเราไม่คัดกรองเขาก่อน ตรวจสอบประวัติ ทำให้ชัดเจน และก็บอกพวกเขาว่า คุณคือคนที่จบจากฮารวาร์ด คุณคือวิศวกรหรืออะไรก็ตาม คุณอยู่ที่นี่ได้ คุณเริ่มธุรกิจที่นี่ได้ และคุณก็จะได้รับเงินทุนที่นี่ คุณจะสร้างงานที่นี่ นี่คือเหตุผลที่คุณมาที่นี่แต่แรก”ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลสหรัฐฯ เกิดขึ้นหลังรัฐบาลทรัมป์ได้เพิกถอนสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในการรับนักศึกษาต่างชาติและนักวิจัยจากต่างประเทศ แต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับมาตรการดังกล่าว ซึ่งหากนโยบายนี้มีผลบังคับใช้จริง อาจสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติกว่าร้อยละ 25 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมดอย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ยังไม่ยอมถอยเช่นกัน และกำลังหาทางยกเลิกสัญญาที่เหลือทั้งหมดระหว่างฮาร์วาร์ดกับรัฐบาลกลาง ซึ่งมีมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์คงต้องติดตามกันต่อไปว่าศึกนี้ ใครจะยอมถอยก่อนกัน แต่ที่แน่ๆ...นักเรียนนักศึกษา นักวิจัย และคณาจารย์ ล้วนได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้าแล้วบทความโดย...ธันย์ชนก จงยศยิ่ง
TNN ช่อง16 • 28 พ.ค. 68
อ่าน
สหรัฐฯ สั่งสถานทูตทั่วโลก งดรับนัดทำวีซ่านักเรียนต่างชาติ
รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้มีคำสั่งให้สถานทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกหยุดการนัดหมายขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาชั่วคราว พร้อมทั้งเตรียมขยายมาตรการตรวจสอบโซเชียลมีเดียของผู้สมัครขอวีซ่าดังกล่าว ในบันทึกภายในที่ส่งไปยังสถานทูตทั่วโลกรัฐมนตรีต่างประเทศมาร์โกรูบิโอระบุว่าการระงับการนัดหมายนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติมบันทึกดังกล่าวระบุว่าการตรวจสอบข้อมูลบนโซเชียลมีเดียจะเข้มงวดขึ้นสำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนนักศึกษาและวีซ่าแลกเปลี่ยน ซึ่งจะมี “ผลกระทบอย่างมาก” ต่อการดำเนินงานของสถานทูตและสถานกงสุลมาตรการนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างทรัมป์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่งในสหรัฐฯ ซึ่งเขากล่าวหาว่ามีแนวคิดเอนเอียงไปทางซ้ายมากเกินไป และเปิดทางให้เกิดพฤติกรรมต่อต้านชาวยิวบนมหาวิทยาลัย รวมถึงการมีนโยบายรับนักศึกษาที่ไม่เป็นธรรมในบันทึกจากกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งถูกเปิดเผยโดยสำนักข่าว CBS News ระบุว่าสถานทูตสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งเมื่อวันอังคาร (27 พ.ค.) ให้ลบรายการนัดหมายวีซ่านักเรียนที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทั้งหมดออกจากระบบ ยกเว้นการนัดหมายที่ได้รับการยืนยันแล้ว ซึ่งยังสามารถดำเนินต่อไปได้เอกสารยังเผยด้วยว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังเตรียมการ “ขยายมาตรการตรวจสอบโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ” สำหรับผู้สมัครขอวีซ่านักเรียนทั้งหมด แต่ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่าการตรวจสอบจะครอบคลุมถึงเนื้อหาหรือกิจกรรมประเภทใดโดยปกติแล้ว นักเรียนต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในสหรัฐฯ จำเป็นต้องนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่สถานทูตในประเทศของตนก่อนการอนุมัติวีซ่า มหาวิทยาลัยจำนวนมากในสหรัฐฯ พึ่งพารายได้จากนักเรียนต่างชาติ ซึ่งมักต้องจ่ายค่าเล่าเรียนในอัตราสูงกว่านักเรียนท้องถิ่นแทมมี่ บรูซ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เราจริงจังอย่างยิ่งกับกระบวนการตรวจสอบผู้ที่จะเดินทางเข้าสหรัฐฯ และเราจะเดินหน้าดำเนินการต่อไป” รัฐบาลทรัมป์เคยสั่งระงับงบประมาณจำนวนหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่จัดสรรให้มหาวิทยาลัยและพยายามผลักดันการเนรเทศนักเรียนต่างชาติรวมถึงเพิกถอนวีซ่าหลายพันรายโดยบางมาตรการถูกศาลสั่งระงับไว้ทำเนียบขาวยังกล่าวหามหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ปล่อยให้กิจกรรมสนับสนุนปาเลสไตน์บนมหาวิทยาลัยถูกครอบงำโดยแนวคิดต่อต้านชาวยิว ขณะที่หลายมหาวิทยาลัยตอบโต้ว่า รัฐบาลกำลังพยายามละเมิดเสรีภาพในการแสดงออกมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดตกเป็นเป้าหมายหลักของทรัมป์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลของเขาได้เพิกถอนสิทธิ์ของฮาร์วาร์ดในการรับนักเรียนต่างชาติและนักวิจัยจากต่างประเทศ แต่ศาลรัฐบาลกลางมีคำสั่งระงับมาตรการดังกล่าวหากนโยบายนี้มีผลบังคับใช้ อาจสร้างผลกระทบอย่างหนักต่อมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติกว่า 25% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด
TNN ช่อง16 • 28 พ.ค. 68
อ่าน
Real ID คืออะไร? คนไทยในสหรัฐอเมริกาต้องรู้ ก่อนขึ้นเครื่องบินใน USA
ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกา มีการเริ่มบังคับใช้กฎใหม่เกี่ยวกับการแสดงบัตรประจำตัวในการเดินทางโดยเครื่องบินภายในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Real ID Act เพื่อยกระดับความปลอดภัยด้านการระบุตัวตนของผู้โดยสาร หลายคนคงสงสัยว่า แล้วนักเดินทางชาวไทยต้องทำ Real ID ด้วยหรือไม่? คำตอบนั้นต่างกันขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นนักท่องเที่ยวระยะสั้น หรือพำนักในสหรัฐอเมริกาในระยะยาว ดังต่อไปนี้ครับ Real ID คืออะไร? คนไทยในสหรัฐต้องรู้ก่อนขึ้นเครื่องบินใน USA Real ID คืออะไร? Real ID เป็นรูปแบบใหม่ของบัตรประจำตัวที่รัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาจะออกให้ เช่น ใบขับขี่ (Driver License) หรือบัตรประชาชนของรัฐ (State ID) ซึ่งต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยของรัฐบาลกลาง ภายใต้ Real ID Act ที่ผ่านในปี 2005 หลังเหตุการณ์ก่อการร้าย 9/11 โดยบัตรที่เป็น Real ID จะมีเครื่องหมาย ดาวสีทองหรือสีดำ ที่มุมบนของบัตร เพื่อแสดงว่าบัตรนี้สามารถใช้ในการแสดงตัวตนสำหรับการเดินทางทางอากาศ และการเข้าถึงสถานที่ของรัฐบาลกลาง ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2025 เป็นต้นไป คนที่ไม่มี Real ID หรือเอกสารที่เทียบเท่า จะไม่สามารถขึ้นเครื่องบินภายในสหรัฐได้ แม้จะเป็นเที่ยวบินภายในประเทศก็ตาม *ถ้าใช้แค่ ID ธรรมดา จุดตรวจรักษาความปลอดภัย TSA (Transportation Security Administration) จะมีการตรวจเช็คมากเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องแสดงเอกสารอื่นที่ได้รับการยอมรับแทน บัตรอะไรที่ใช้เดินทางในอเมริกาได้บ้างถ้าไม่มี Real ID Enhanced Drivers License (EDL) หรือ Enhanced ID (EID) หนังสือเดินทางสหรัฐฯ (U.S. passport) บัตร U.S. passport card บัตรจากโครงการผู้เดินทางที่น่าเชื่อถือของ DHS (Global Entry, NEXUS, SENTRI, FAST) บัตรประจำตัวจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (รวมถึงบัตรของผู้ติดตาม) บัตรถิ่นที่อยู่ถาวร (Permanent Resident Card หรือ Green Card) บัตร Border Crossing Card บัตรประจำตัวที่ออกโดยชนเผ่าที่ได้รับการรับรอง (Enhanced Tribal Cards - ETCs) บัตร HSPD-12 PIV Card หนังสือเดินทางที่ออกโดยรัฐบาลต่างประเทศ (เช่นหนังสือเดินทางประเทศไทย) ใบขับขี่ของรัฐในแคนาดาหรือบัตร Indian and Northern Affairs Canada บัตร Transportation Worker Identification Credential (TWIC) บัตรอนุญาตทำงานของ USCIS (Employment Authorization Card - I-766) บัตร U.S. Merchant Mariner Credential บัตร Veteran Health Identification Card (VHIC) แล้วชาวต่างชาติหรือคนไทยที่เดินทางในสหรัฐล่ะ? ข่าวดีคือ ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) เป็นหลักในการยืนยันตัวตน คุณไม่จำเป็นต้องมี Real ID เพื่อขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ เพราะ TSA (Transportation Security Administration) ยอมรับหนังสือเดินทางต่างชาติที่ยังไม่หมดอายุเป็นเอกสารที่ถูกต้องตามกฎหมายในการระบุตัวตน ยกตัวอย่างเช่น หากคุณเดินทางมาท่องเที่ยวในสหรัฐ แล้วต้องการบินจากลอสแองเจลิสไปนิวยอร์ก คุณสามารถใช้ หนังสือเดินทางไทยเล่มเดิมที่มีวีซ่าสหรัฐ แสดงกับเจ้าหน้าที่ TSA ที่สนามบินได้เลยโดยไม่ต้องใช้ Real ID ใด ๆ กรณีของผู้พำนักระยะยาว เช่น นักเรียน นักศึกษา หรือผู้ทำงานในสหรัฐ หากคุณเป็นชาวไทยที่พำนักอยู่ในสหรัฐระยะยาว เช่น นักเรียนในระบบ F1, ผู้ฝึกงานใน J1, หรือผู้ทำงานชั่วคราวใน H1B คุณอาจได้รับใบขับขี่หรือบัตรประชาชนจากรัฐที่คุณอยู่ ซึ่งหลายคนใช้บัตรนี้ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม หากบัตรเหล่านั้น ไม่ได้ผ่านมาตรฐาน Real ID (เช่น ไม่มีเครื่องหมายดาว) คุณจะไม่สามารถใช้ขึ้นเครื่องบินได้หลังวันที่ 7 พฤษภาคม 2025 ทางเลือกคือ คุณสามารถยื่นเรื่องขอใบขับขี่หรือ State ID แบบที่ผ่านมาตรฐาน Real ID กับ DMV (Department of Motor Vehicles) ของรัฐที่คุณพำนักอยู่ โดยต้องแสดงเอกสารประกอบเพิ่มเติม เช่น ใบ I-20, DS-2019 หรือใบรับรองจาก USCIS เพื่อยืนยันสถานะพำนักอย่างถูกกฎหมาย แต่หากคุณไม่สะดวกในการขอ Real ID ก็ยังสามารถใช้ หนังสือเดินทางไทยแทนได้ตลอดเวลา ตราบเท่าที่พาสปอร์ตยังไม่หมดอายุ สรุป ขึ้นเครื่องในสหรัฐต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง? การขึ้นเครื่องบินภายในประเทศสหรัฐอเมริกามีการเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของเอกสารแสดงตัวตน โดย TSA จะยอมรับเฉพาะ Real ID-compliant driver license หรือ State ID ที่มีสัญลักษณ์ดาว หนังสือเดินทาง (รวมถึงหนังสือเดินทางต่างชาติ) บัตรแสดงตนจากหน่วยงานของรัฐบาลกลาง เช่น military ID หรือ Global Entry card หากคุณแสดงบัตรที่ไม่ผ่านมาตรฐาน เช่น ใบขับขี่ของรัฐที่ไม่มีเครื่องหมายดาว คุณจะไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ แม้จะจองตั๋วเรียบร้อยแล้วก็ตาม โดยสรุป นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางในสหรัฐอเมริกา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพกหนังสือเดินทางติดตัวเสมอ โดยเฉพาะเวลาขึ้นเครื่องบินภายในประเทศ ไม่จำเป็นต้องมี Real ID แต่อย่างใด แต่หากคุณอาศัยอยู่ในสหรัฐในระยะยาว และต้องการใช้ใบขับขี่หรือบัตรประจำตัวของรัฐขึ้นเครื่องบิน ก็ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าบัตรของคุณเป็นแบบ Real ID และมีเครื่องหมายดาวอย่างชัดเจน ถ้าไม่ ก็ต้องมีเอกสารที่ทาง TSA รับรองนั่นเอง สำหรับผู้ที่ยังไม่มี REAL ID สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงาน DMV ใกล้บ้าน โดยเตรียมเอกสารที่จำเป็น เช่น หลักฐานสถานะการอยู่ในประเทศอย่างถูกกฎหมาย เช่น i-20 / Work Permit /Green Card จดหมายแสดงที่อยู่ปัจจุบัน 2 ฉบับในรัฐนั้นๆ หมายเลขประกันสังคม (SSN) ====================
ทราเวล ทิปส์ • 13 พ.ค. 68
อ่าน
ตำรวจเตือน! อย่าหลงเชื่ออีเมลปลอมอ้าง ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล
สำนักงานตำรวจแห่งชาติเตือนประชาชนระวังมิจฉาชีพส่งอีเมลปลอมอ้างเป็น ผบ.ตร. ส่งหมายเรียกจากศาล ยันไม่มีนโยบายส่งหมายเรียกหรือหมายจับผ่านทางอีเมลสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกประกาศเตือนภัยประชาชน หลังมีการเผยแพร่ภาพอีเมลปลอมที่อ้างว่าเป็นหมายเรียกจากศาล โดยใช้ชื่อและตราสัญลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมแนบไฟล์ PDF เพื่อหลอกให้ผู้รับคลิกเปิด โดยในเนื้อหาอ้างว่าเป็นหมายเรียกจากผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เพื่อให้ผู้รับไปรายงานตัวตามที่อยู่ในเอกสาร จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า อีเมลดังกล่าวมีลักษณะเป็นอีเมลปลอมที่จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ ซึ่งอาจแฝงมัลแวร์หรือเป็นกลลวงให้ประชาชนหลงเชื่อและคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยพล.ต.ต.ธนศักดิ์ มหาสุรศักดิ์ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่มีนโยบายในการจัดส่งหมายเรียกหรือหมายจับทางอีเมล โดยหมายเรียกจากศาลหรือหมายจับจะถูกส่งผ่านช่องทางราชการเท่านั้น เช่น การส่งโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือส่งทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ของผู้เกี่ยวข้อง พร้อมกันนี้ ขอให้ประชาชน อย่าเชื่อ อย่าคลิก และอย่าตอบกลับอีเมลลักษณะดังกล่าว หากพบการกระทำต้องสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนได้ทางเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่www.thaipoliceonline.go.thทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังเน้นย้ำว่า อย่าหลงเชื่อเอกสารใด ๆ ที่แอบอ้างหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะเอกสารที่แนบมากับอีเมล เพราะอาจเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพในการหลอกลวงหรือขโมยข้อมูลส่วนตัว
TNN ช่อง16 • 4 พ.ค. 68
อ่าน
ประวัติหมอเกศกมล สว.คะแนนสูงสุด สู่ดรามาวุฒิ ป.เอกแคลิฟอร์เนีย
เปิดประวัติ รศ.ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย สมาชิกวุฒิสภาคะแนนสูงสุด ปี 2567 กับกระแสดรามาวุฒิการศึกษา ป.เอกจากมหาวิทยาลัยต่างประเทศเปิดประวัติ “หมอเกศกมล” จาก สว.คะแนนอันดับ 1 สู่ข้อครหาวุฒิปริญญาเอกรศ.ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักในชื่อ “หมอเกศกมล” ปัจจุบันอายุ 45 ปี เป็นแพทย์หญิง นักธุรกิจ และสมาชิกวุฒิสภาที่ได้รับคะแนนเลือกตั้งสูงสุดทั่วประเทศในการเลือกตั้ง ส.ว. ปี 2567 ด้วยภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและบทบาทด้านสาธารณสุขและสังคม ทำให้เธอกลายเป็นที่สนใจของประชาชนอย่างรวดเร็ว นอกจากตำแหน่ง สมาชิกวุฒิสภา หมอเกศกมลยังดำรงตำแหน่งผู้บริหารธุรกิจคลินิกและแลบอราทอรีหลายแห่ง ได้แก่ เกศกมล คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป, เกศกมล เด็นทัล คลินิก และอินเตอร์ เดอร์มา แลบอราทอรี รวมถึงทำหน้าที่ที่ปรึกษากรรมาธิการในรัฐสภาและภาคประชาชนหลายองค์กรเธอยังเคยทำหน้าที่พิธีกรรายการโทรทัศน์ด้านสุขภาพ อาทิ “คุณหมอขอถาม” และ “สุขภาพดี” ทางช่อง JKN 18 และได้รับความนิยมในโลกออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok ในชื่อ @dr.kes_keskamolการศึกษา และดรามาวุฒิปริญญาเอกในใบสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ว. ปี 2567 พญ.เกศกมลระบุว่าตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาเอกจาก California University และยังได้รับตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน ซึ่งภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบแล้วพบว่า ไม่มีหน่วยงานรับรองสถาบันนี้ในประเทศไทย และลักษณะการศึกษานั้นเป็นการเทียบโอนและส่งรายงาน ไม่ตรงตามมาตรฐานสากลของปริญญาเอกทั่วไปต่อมาเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ พญ.เกศกมล เป็นเวลา 20 ปี โดยเห็นว่าเข้าข่ายการกระทำหลอกลวงตามมาตรา 77(4) ของกฎหมายเลือกตั้ง ส.ว. ซึ่งมีโทษสูงทั้งจำคุกและปรับพญ.เกศกมลได้ออกมาชี้แจงต่อสังคมว่า วุฒิการศึกษาที่ระบุเป็นของจริง และผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานในสหรัฐอเมริกา พร้อมยืนยันว่าต้องการตอบแทนสังคม และไม่ได้มีเจตนาหลอกลวง โปรไฟล์โดดเด่นทางสังคมหมอเกศกมลเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตชุมชน มีบทบาทในงานช่วยเหลือประชาชนหลายด้าน ทั้งการดูแลผู้ประสบภัยน้ำท่วม การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง และการตั้งมูลนิธิส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือสังคมในระยะยาวเธอยังเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์พิเศษและเป็นที่ปรึกษาในหลายหน่วยงานด้านยุติธรรม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคง ทั้งยังได้รับการอบรมวิทยุโทรทัศน์ระดับสูง ประเด็นที่ต้องติดตามต่อแม้ พญ.เกศกมล จะมีบทบาทที่น่าจับตามองในสภาสูง แต่ประเด็นวุฒิการศึกษากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางการเมือง หากศาลฎีการับฟ้องและมีคำพิพากษา เธออาจถูกตัดสิทธิทางการเมืองอย่างสิ้นเชิงพร้อมกันนี้ ยังมีข้อร้องเรียนเพิ่มเติมเรื่องการฮั้วกันเลือก ส.ว. ซึ่งอยู่ในระหว่างการสอบสวนร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของระบบวุฒิสภาทั้งระบบด้วย
TNN ช่อง16 • 30 เม.ย. 68
อ่าน
แผ่นดินไหว 6 ประเทศอาเซียน - เตือนภัยสึนามิป่าตอง กรมอุตุฯ ชี้แจงแล้ว?
แผ่นดินไหว 6 ประเทศอาเซียน - เตือนภัยสึนามิป่าตอง น้ำลดผิดปกติ กรมอุตุฯ ชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว?วันนี้ ( 26 เม.ย. 68 ) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ออกมาชี้แจงกรณีกระแสข่าวที่ระบุว่าจะเกิดแผ่นดินไหวพร้อมกัน 6 ประเทศอาเซียน ในเมียนมา มาเลเซีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ไทย และลาว ว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยยืนยันว่าแผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถพยากรณ์ล่วงหน้าได้ พร้อมขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก และติดตามข่าวสารจากทางราชการเท่านั้น กรมอุตุนิยมวิทยาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยมี ระบบเฝ้าระวังแผ่นดินไหวตลอด 24 ชั่วโมง โดยกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว และจะมีการประกาศเตือนทันทีหากพบเหตุการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชน ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://earthquake.tmd.go.th หรือสอบถามข้อมูลได้ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังพบข่าวปลอมอีกเรื่องเกี่ยวกับการเตือนภัยสึนามิบริเวณ หาดกะหลิม ป่าตอง จังหวัดภูเก็ต โดยอ้างว่ามีน้ำลดผิดปกติและให้เตรียมรับมือสึนามิ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาตรวจสอบแล้วว่า เป็นข้อมูลเท็จ เช่นกัน โดยยืนยันว่า ณ วันที่ 19 เมษายน 2568 ไม่มีการแจ้งเตือนภัยสึนามิในพื้นที่ดังกล่าว ขอให้ประชาชนติดตามเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานทางการ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข่าวลือจากแหล่งที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
TNN ช่อง16 • 26 เม.ย. 68
อ่าน
เอกสารปลอมระบาดหนัก! กรมบัญชีกลาง เตือนผู้รับบำนาญอย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ
ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอมนางสาวทิวาพร ผาสุข รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังคงมีมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อกรมบัญชีกลาง ชื่อผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ของกรมบัญชีกลางในเอกสารราชการปลอมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีเอกสารราชการปลอม แจ้งให้ข้าราชการผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด และให้เพิ่มบัญชีธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญ ซึ่งมีเอกสารปลอมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกมาหลายฉบับ อีกทั้งยังใช้บัตรเจ้าหน้าที่ปลอมแอบอ้างเพื่อหลอกให้โอนเงินดังนั้น จึงขอเตือนผู้รับบำนาญ อย่าหลงเชื่อเอกสารที่อ้างว่ามาจากกรมบัญชีกลาง และขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากช่องทางการประชาสัมพันธ์ของกรมบัญชีกลางเท่านั้นเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ กรมบัญชีกลางขอย้ำว่า ไม่มีนโยบายให้เจ้าหน้าที่ติดต่อผู้รับบำนาญหรือทายาท เพื่อให้ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการตรวจสอบหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด การจัดทำหนังสือแสดงเจตนาระบุตัวผู้รับบำเหน็จตกทอด หรือการเพิ่มและยืนยันบัญชีเงินฝากธนาคารสำรองเพื่อรับเงินเบี้ยหวัดบำนาญข้าราชการเกษียณแต่อย่างใดอย่างไรก็ดี ปัจจุบันพบว่ามิจฉาชีพมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง เช่น การโทรหาผู้รับบำนาญ การส่งเอกสารปลอม/หนังสือราชการปลอม ไลน์ปลอม และ sms ปลอม ซึ่งรูปแบบการหลอกลวงมีลักษณะคล้ายกัน โดยมิจฉาชีพจะพยายามพูดคุยหรือจูงใจด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและทำตาม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ขอให้ติดตามข่าวสารจากกรมบัญชีกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อรู้เท่าทันกลโกงรูปแบบใหม่ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและที่สำคัญอย่าหลงเชื่อ ไม่คุย ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว ไม่ดำเนินการใด ๆ ตามที่มิจฉาชีพแจ้ง หากพบไลน์ปลอมหรือไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ รวมทั้งได้รับ sms ที่ส่งลิงก์ต่าง ๆ มาให้กดรับ ห้ามกดรับโดยเด็ดขาดทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ Call Center ของกรมบัญชีกลาง หมายเลข 0 2270 6400 ในวัน เวลาราชการ
TNN ช่อง16 • 24 เม.ย. 68
อ่าน
เดือนกรกฎาคม 2568 จะเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ แผ่นดินไหว-สึนามิ กรมอุตุฯ เตือนเป็นข่าวปลอม
ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยาขอย้ำเตือน การเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ ในปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์ใดที่สามารถทำนายล่วงหน้าได้ดังนั้นข่าวต่าง ๆ ที่มีการคาดการณ์ระบุ วัน เวลาที่จะเกิดเหตุแผ่นดินไหว หรือ สึนามิ จึงเป็นข่าวปลอม ขอประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการ และอย่าได้ตื่นตระหนกกับข่าวลือจากแหล่งข่าวที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ หากมีสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่เว็บไซต์กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว ตลอด 24 ชม. หรือตามช่องทาง https://earthquake.tmd.go.th, Facebook Earthquake TMD, Application EarthquakeTMD สายด่วน 1182, Hotline 24hr. 02-399-4547ทั้งนี้ ขอประชาชนมีสติตรวจสอบข่าว อย่าตื่นตระหนกกับข่าวปลอม อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเตือนประชาชนอย่าแชร์ข่าวปลอม! ภาพพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดแผ่นดินไหวกทม. จะเป็นเมืองร้างน้ำในแม่น้ำลดต่ำมาก สทนช. ชี้แจงประเด็นนี้แล้วจริงหรือ? เวียนหัวตั้งแต่แผ่นดินไหวยังไม่หาย อาจเกิดจากการไหลเวียนในร่างกายติดขัด
TNN ช่อง16 • 23 เม.ย. 68
อ่าน
ประกาศผลสอบ A-Level 68 ตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ www.mytcas.com
ประกาศผลสอบ A-Level 68 ตรวจสอบผลได้ผ่านเว็บ www.mytcas.comสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ประกาศผลสอบ A-Level ประจำปี 2568 นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศสามารถเข้าตรวจสอบผลสอบผ่านระบบ MyTCAS ได้ทันที วิธีตรวจสอบผลสอบ A-Level 68ผู้เข้าสอบสามารถตรวจสอบผลสอบผ่านเว็บไซต์ของ ทปอ. ได้ที่ https://www.mytcas.com โดยมีขั้นตอนดังนี้:1.เข้าสู่ระบบที่ https://student.mytcas.com ด้วยบัญชีผู้สมัคร2.เลือกเมนู “ประกาศผลสอบ A-Level” เพื่อดูผลสอบรายวิชา3.หากต้องการดาวน์โหลดเอกสาร สามารถเลือก “หนังสือรับรองผลการสอบแยกรายวิชา” ได้ทันที4.หากต้องการยื่นขอทบทวนผลคะแนน ให้เลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วกด “ขอทบทวนผลคะแนนสอบ” ยื่นขอทบทวนผลคะแนนสอบได้ถึง 25 เม.ย. 68สำหรับผู้ที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับคะแนนสอบ หรือเชื่อว่าคะแนนอาจมีความคลาดเคลื่อน สามารถยื่นคำร้องขอทบทวนผลคะแนนได้ ตั้งแต่วันที่ 18 – 25 เมษายน 2568 ผ่านระบบ MyTCASค่าธรรมเนียมในการทบทวนคะแนนสอบ• ค่าธรรมเนียมรายวิชา: 100 บาท/วิชา• เหมาจ่ายทุกวิชา: 300 บาทโดยผู้ยื่นคำร้องจะต้องเลือกวิชาที่ต้องการทบทวน อ่านเงื่อนไขให้ครบถ้วน และทำการชำระเงินผ่านระบบตามขั้นตอนที่กำหนดสรุป• ประกาศผลสอบ A-Level 68 แล้วตั้งแต่ 17 เม.ย. 68• ตรวจสอบผลได้ที่ student.mytcas.com• ขอทบทวนผลสอบได้ระหว่าง 18–25 เม.ย. 68• ค่าธรรมเนียม: รายวิชา 100 บาท, เหมาจ่าย 300 บาท
TNN ช่อง16 • 18 เม.ย. 68
อ่าน
เปิด 10 "ข่าวปลอมล่าสุด" อันดับ 1 "สัญญาณเตือนสึนามิ" น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รายงานผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมระหว่างวันที่ ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม - 3 เมษายน 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 837,077 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 599 ข้อความนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอีกล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้น ๆ ในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว และเหตุการณ์ต่อเนื่อง ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความตื่นตระหนก เข้าใจผิด สับสน และวิตกกังวลได้ โดยขอให้ประชาชน อย่าหลงเชื่อข่าวปลอม เลือกเชื่อ เลือกแชร์ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนก วิตกกังวล เกิดความสับสนในสังคม10 อันดับข่าวที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง สัญญาณเตือนสึนามิ! น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ หลังแผ่นดินไหวเกาะสุมาตราอันดับที่ 2 : เรื่อง เตือน! เฝ้าระวังอาจจะเกิดสึนามิ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหวอันดับที่ 3 : เรื่อง เตือนภัยสมุทรปราการ อาจเกิดสึนามิอันดับที่ 4 : เรื่อง อีก 50 ปี รอยเลื่อนสะกายอาจขยับ เสี่ยงแผ่นดินไหวใหญ่ในไทยอันดับที่ 5 : เรื่อง เลี่ยงใช้เส้นทางสะพานพระราม 9 และสะพานพระราม 3 เนื่องจากสะพานถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวอันดับที่ 6 : เรื่อง อาคารศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะฯ เอียงและทรุดตัวอันดับที่ 7 : เรื่อง สะพานพระราม 9 ถล่มแล้วจากเหตุแผ่นดินไหวอันดับที่ 8 : เรื่อง อาคารสำนักงานใหญ่ธนาคารออมสินเกิดการเอียงทรุดตัวอันดับที่ 9 : เรื่อง พบเครื่องบินรบ F5E เหนือน่านฟ้า จ.สุรินทร์ มุ่งหน้าไปทางกัมพูชาอันดับที่ 10 : เรื่อง สั่งคนอพยพจากตึกสูง เพราะแผ่นดินไหว รอบที่ 2สำหรับอันดับ 1 เรื่อง "สัญญาณเตือนสึนามิ! น้ำทะเลภูเก็ตลดฮวบ หลังแผ่นดินไหวเกาะสุมาตรา" กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวไม่เป็นความจริง โดยยังไม่มีรายงานเหตุแผ่นดินไหวใดที่ส่งผลให้เกิดสึนามิ ข่าวดังกล่าวไม่ได้มาจากกรมอุตุนิยมวิทยา และไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนข้อมูลนี้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลอาจเกิดจากปัจจัยทางธรรมชาติอื่น เช่น กระแสน้ำขึ้น-น้ำลง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ในส่วนข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง "เตือน! เฝ้าระวังอาจจะเกิดสึนามิ เนื่องจากเหตุแผ่นดินไหว" กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตรวจสอบพบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า หากเกิดแผ่นดินไหวบนบก จะไม่ก่อให้เกิดสึนามิแต่อย่างใด โดยขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากทางราชการ อย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือจากแหล่งข่าวที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ
TNN ช่อง16 • 6 เม.ย. 68
อ่าน
กยศ. เชิญชวนทำปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามที่ผู้กู้ยืมเงินสะดวก
ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ได้เปิดเผยว่า “จากการที่ กยศ. ได้เปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ที่สำนักงาน กยศ. และลงพื้นที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มที่จะถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีเพื่อให้โอกาสขยายระยะเวลาผ่อนชำระหนี้และปลดภาระผู้ค้ำประกันซึ่งมีผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้กับกองทุนฯ แล้วกว่า 253,000 รายอย่างไรก็ดี เพื่อให้ผู้กู้ยืมเงินได้รับโอกาสในการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จึงได้จัดให้มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งผู้กู้ยืมเงินที่ประสงค์จะทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สำนักงาน กยศ. หรือเดินทางไปยังจังหวัดที่มีการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้อีกต่อไป โดยผู้กู้ยืมเงินสามารถดำเนินการทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ www.studentloan.or.th และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiD กยศ. จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ทั้งที่ กยศ. ยังไม่ฟ้องคดีและฟ้องคดีแล้วหรืออยู่ระหว่างการบังคับคดีมาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ทุกราย เพื่อปลดภาระผู้ค้ำประกันได้ทันที โดยผู้กู้ยืมเงินสามารถผ่อนชำระเงินคืน กยศ. เป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน และสามารถชำระให้เสร็จสิ้นได้นานถึง 15 ปี โดยในการชำระเงินงวดสุดท้ายผู้กู้ยืมเงินต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ และเมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้น กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด 100%”
TNN ช่อง16 • 27 มี.ค. 68
อ่าน
ทำใบขับขี่ออนไลน์! เตือนอย่าหลงเชื่อเพจปลอม รอรับที่บ้าน ไม่ต้องไปขนส่ง
นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก และโฆษกกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กล่าวว่า กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อเพจเฟซบุ๊กปลอมหลอกทำใบขับขี่ออนไลน์ โดยพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพจะนำรูปตราสัญลักษณ์ ขบ. ไปใส่ในรูปโปรไฟล์ พร้อมทั้งนำรูปภาพของผู้ที่ได้รับใบขับขี่มาแอบอ้างเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือโฆษณาหลอกลวงว่าสามารถออกใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่โดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานขนส่ง และสามารถรอรับใบขับขี่ที่บ้านได้เลย โดยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแพงกว่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนมาก รวมถึงมีพฤติกรรมโทรติดต่อหรือส่ง SMS เพื่อเชิญชวนให้ Add Line ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและถูกหลอกลวงจนก่อให้เกิดความเสียหายได้การทำธุรกรรมกับ ขบ. สามารถดูข้อมูลที่ถูกต้องได้ที่เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th/ จะมีขั้นตอนการทำธุรกรรมต่าง ๆ และการตรวจสอบเอกสารอย่างถูกต้อง รวมถึงข่าวประชาสัมพันธ์และข่าวแจ้งเตือนด้านต่าง ๆ ซึ่งประชาชนจะได้ข้อมูลถูกต้องและปลอดภัย ปัจจุบัน ขบ. ได้ยกระดับความปลอดภัยในการยืนยันตัวตนสำหรับคนไทยด้วย ThaiD เชื่อมโยงข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อเพิ่มความสะดวกและปลอดภัยในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ https://gecc.dlt.go.thทั้งนี้ การติดตั้งแอปฯ ให้ปฏิบัติตามข้อแนะนำในการติดตั้งเพื่อความปลอดภัย ดังนี้1) ติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ของ ขบ. ที่ถูกต้องผ่าน Official Store เท่านั้น2) ก่อนติดตั้งหรือโหลดแอปฯ ให้สังเกตข้อมูลติดต่อของนักพัฒนาซอฟต์แวร์จะต้องระบุช่องทางการติดต่อของ ขบ. คือ เว็บไซต์ https://www.dlt.go.th อีเมล mobiledeveloperdlt@gmail.com นโยบายความเป็นส่วนตัว https://www.dlt.go.th/th/privacy-policy/3) ไม่คลิกลิงก์ที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อหน่วยงานโดยตรง หากพบการกระทำความผิดหรือหลอกลวงประชาชน ขบ. จะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกรายทั้งนี้ ประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสหรือมีข้อสงสัยมายัง ขบ. ได้โดยตรงหรือสายด่วน โทร. 1584 ตลอด 24 ชั่วโม
TNN ช่อง16 • 14 ม.ค. 68
อ่าน
6 วิธีป้องกันตัว จากมิจฉาชีพหลอกลวงผ่านแอปฯ กู้เงินเถื่อน
ปัจจุบัน การขอสินเชื่อและเงินกู้ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลับเป็นช่องโหว่ให้มิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือหลอกลวงประชาชน จนทำให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ออกคำเตือนพร้อมแนะนำ 6 วิธีในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อของแอปพลิเคชันเงินกู้ปลอม ดังนี้:1. หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่น่าเชื่อถือ มิจฉาชีพมักสร้างแอปพลิเคชันปลอมที่มีลักษณะคล้ายกับแอปพลิเคชันของธนาคารหรือสถาบันการเงิน ก่อนดาวน์โหลดควรตรวจสอบรายละเอียดให้ถี่ถ้วน เช่น ชื่อผู้พัฒนา ความคิดเห็นจากผู้ใช้งาน และความน่าเชื่อถือโดยรวม2. อย่ากดลิงก์จาก SMS หรืออีเมลที่ไม่น่าไว้ใจ การส่งข้อความที่มีลิงก์แนบมาทาง SMS หรืออีเมลเป็นกลวิธีที่มิจฉาชีพนิยมใช้เพื่อดึงดูดความสนใจ อย่ากดลิงก์หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือเด็ดขาด3. ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจาก Apple Store หรือ Google Play เท่านั้น เพื่อความปลอดภัย ควรติดตั้งแอปพลิเคชันผ่านช่องทางที่ได้รับการตรวจสอบมาตรฐานแล้ว เช่น Apple Store และ Google Play อย่าดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งอื่นที่ไม่ผ่านการรับรอง4. หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi สาธารณะในการดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน การเชื่อมต่อ Wi-Fi สาธารณะอาจเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพล้วงข้อมูลสำคัญ หากจำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน ให้ใช้เครือข่ายที่เชื่อถือได้ เช่น เครือข่ายมือถือส่วนตัว5. ระมัดระวังในการกรอกข้อมูลส่วนตัว การสมัครสินเชื่อออนไลน์มักต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือแนบเอกสารสำคัญ ให้แน่ใจว่าได้เซ็นสำเนาถูกต้อง และระบุวัตถุประสงค์การใช้งานข้อมูลอย่างชัดเจนก่อนส่งข้อมูล6. สังเกตวงเงินที่แอปพลิเคชันกำหนด แอปพลิเคชันเงินกู้ปลอมหรือผิดกฎหมายมักกำหนดวงเงินกู้ในแต่ละวันอยู่ที่ 2,000 - 4,000 บาท เพราะมิจฉาชีพทราบดีว่าผู้ที่เดือดร้อนเรื่องการเงินมักจะตัดสินใจกู้เงินโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบคำแนะนำเพิ่มเติมจากตำรวจสอบสวนกลาง ก่อนตัดสินใจขอสินเชื่อหรือกู้เงินออนไลน์ ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ และติดต่อสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัย หลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพที่ใช้วิธีหลอกลวงผ่านแอปพลิเคชันเงินกู้ปลอม แม้ว่าการขอสินเชื่อออนไลน์จะอำนวยความสะดวกมากมาย แต่ความเสี่ยงจากมิจฉาชีพก็มีสูงเช่นกัน การปฏิบัติตามคำแนะนำข้างต้นจะช่วยป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อและเสริมสร้างความปลอดภัยในการใช้งานแอปพลิเคชันทางการเงินออนไลน์p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก:AFP
TNN ช่อง16 • 15 ม.ค. 68
อ่าน
ดีเดย์ วันนี้วันแรก 1 ม.ค. 2568 รัฐบาลเดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคล
วันนี้ ( 1 ม.ค. 68) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจในไทยอีกรูปแบบหนึ่ง คือ การฉ้อโกงจากมิจฉาชีพที่ใช้การจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลมาสร้างความน่าเชื่อถือไปหลอกลวงประชาชนและใช้ความคล่องตัวในการทำธุรกิจ โดยนำหลักฐานการจดทะเบียนนิติบุคคลไปเปิดบัญชีธนาคารมาใช้รับเงิน เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบทางการเงินจากธนาคาร ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและความเป็นอยู่ของประชาชนไทยเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลเร่งแก้ไขนายคารม กล่าวว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือจากทุกส่วนราชการต่าง ๆ เดินหน้าแก้ไขปัญหาบัญชีม้านิติบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องปรามและปราบปรามการกระทำผิดอย่างจริงจัง โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลรายชื่อบุคคลที่มีความเสี่ยงสูงด้านการฟอกเงิน (HR-03) กับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) พร้อมออกคำสั่งการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล หากมีชื่อหุ้นส่วนผู้จัดการ หรือกรรมการ ที่ระบุในคำขอ เป็นบุคคลที่มีชื่อในข้อมูล HR-03 จะชะลอการจดทะเบียนไว้ก่อน และให้บุคคลนั้นมาแสดงตน และแสดงหลักฐาน หากไม่มา จะปฏิเสธไม่รับจดทะเบียนทันทีเริ่มบังคับใช้ 1 มกราคม 2568 เพื่อสกัดกั้นการเปิดบัญชีม้านิติบุคคล การออกคำสั่งดังกล่าว เป็นอีกหนึ่งมาตรการ ที่จะช่วยสกัดกั้นตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้มิจฉาชีพเข้ามาแสวงหาประโยชน์กับการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคล อีกทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลและลงพื้นที่ตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานที่มีผลบังคับใช้กฎหมายในการจับกุม อย่างกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เพื่อช่วยกันยับยั้งไม่ให้คนกลุ่มนี้ทำลายระบบเศรษฐกิจของไทยและประชาชนคนไทย นายคารม ระบุภาพจาก Getty Images
TNN ช่อง16 • 1 ม.ค. 68
อ่าน
ของฟรีไม่มีในโลก! เตือน 5 กลลวงมิจฉาชีพ หลอกโหลดสติกเกอร์-ทำบุญ
วันนี้ (31 ธันวาคม 2567) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนช่วงเทศกาลวันหยุดปีใหม่ขอให้ระมัดระวังมิจฉาชีพแฝงตัว เข้ามาฉวยโอกาสหลอกลวงในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้สูญเสียเงิน โดยพฤติกรรมที่มิจฉาชีพมักใช้ 5 การหลอกลวงหลักๆในช่วงเทศกาลปีใหม่ ดังนี้1. หลอกว่าโหลดสติกเกอร์เทศกาลปีใหม่ฟรี! โดยมิจฉาชีพเชิญชวนให้โหลดสติกเกอร์ แต่แฝงตัวส่งลิงก์ปลอมให้โหลด อาจมีการหลอกลวงให้ผู้ใช้ไลน์ใส่ชื่อ และรหัสการเข้าใช้ไลน์ รวมถึงข้อมูลส่วนตัว ซึ่งอาจจะเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำชื่อและรหัสการใช้งานของท่านไปทำธุรกรรมต่าง ๆ หรืออาจมีการสวมสิทธิเพื่อกระทำผิดได้2. หลอกรับบริจาค ทำบุญ ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนต้องการทำบุญเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคลกับชีวิต มิจฉาชีพจะมีการประกาศเชิญชวนให้ร่วมทำบุญ โดยอ้างบุคคลหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงควรตรวจสอบรายละเอียดกิจกรรมที่จะร่วมทำบุญว่าเป็นความจริงหรือไม่ อย่างไร ก่อนจะร่วมบริจาค โดยจำไว้ให้ขึ้นใจว่า มีสติ ก่อนโอนเงินทุกครั้ง3. หลอกให้จัดงานเลี้ยงผ่านการใช้บริการทางออนไลน์ โดยคนร้ายจะมีพฤติกรรมแอบอ้างกับเจ้าของร้านค้าว่า จะจัดงานเลี้ยงโดยให้ส่งของต่าง ๆ ไปไว้ตามสถานที่จัดงาน เมื่อทางร้านค้าส่งของไปที่นัดหมายแล้วคนร้ายจะแอบขนของหลบหนีไป หรือคนร้ายแอบอ้างกับผู้ที่ต้องการจะจัดงานเลี้ยงว่า สามารถสั่งอาหารผ่านทางออนไลน์ได้ในราคาถูกกว่า ส่งผลให้ผู้ที่จะจัดงานเลี้ยงหลงเชื่อยอมจ่ายเงินค่าอาหารให้คนร้าย แต่เมื่อถึงวันจัดเลี้ยงไม่มีการส่งอาหารมาให้แต่อย่างใด4. หลอกให้ซื้อของขวัญผ่านร้านค้าออนไลน์ จ่ายเงินแล้วไม่ได้ของ หรือสินค้าไม่ตรงปก หรือไม่มีคุณภาพ ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ต้องเลือกดูสินค้าและสังเกตราคาก่อนเข้าร่วมโปรโมชันให้ดี รวมทั้งเปรียบเทียบราคาสินค้าชนิดเดียวกันจากหลายร้านค้าเพื่อให้ได้สินค้าในราคาที่คุ้มค่าที่สุด5. หลอกชวนเล่นการพนันออนไลน์ ลงทุนออนไลน์ มิจฉาชีพจะแอบแฝงหลอกเอาข้อมูลไปใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือหลอกล่อให้เสียเงินจนหมดตัว อย่าหลงเชื่อขอให้ระวังกลโกงจากมิจฉาชีพในช่วงเทศกาลปีใหม่ อย่าคลิก อย่าโหลดข้อความจากบุคคลที่ไม่รู้จัก และอย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อย่าเชื่อคำชักชวน คำกล่าวอ้าง รวมถึงโฆษณาชวนเชื่อที่ได้รับผลตอบแทนสูงๆ ขอเน้นย้ำของฟรีไม่มีในโลก นายคารม ย้ำ
TNN ช่อง16 • 31 ธ.ค. 67
อ่าน
ข่าวปลอม! คนไทยถูกหักเงินประกันสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว
ตามที่มีข้อมูลปรากฏถึงเรื่องคนไทยถูกหักเงินประกันสังคม 750 บาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จจากกรณีการส่งต่อข้อมูลโดยระบุว่า คนไทยถูกหักเงินประกันสังคม 750 บาท เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แรงงานต่างด้าว ทางสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำนักงานประกันสังคมมีภารกิจดูแลผู้ประกันตนทุกคนให้ ได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและเท่าเทียมในทุกกรณี ไม่ว่าผู้ประกันตนจะมีสัญชาติใดก็ตาม โดยผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 มีหน้าที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 5 ของค่าจ้าง ซึ่งฐานค่าจ้างที่นำมา คำนวณต่ำสุดเดือนละ 1,650 บาท และสูงสุดไม่เกินเดือนละ 15,000 บาท ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์การเข้ารับ บริการทางการแพทย์ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ในสถานพยาบาลที่สำนักงาน ประกันสังคมกำหนดสิทธิ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย รวมถึงสิทธิประโยชน์อีก 6 กรณี ได้แก่ กรณีคลอดบุตร กรณีทุพพลภาพ กรณีตาย กรณีสงเคราะห์บุตร กรณีว่างงาน และกรณีชราภาพดังนั้น ขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานประกันสังคม สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.sso.go.th หรือติดต่อสายด่วน 1506ภาพจาก ประกันสังคม / TNN ONLINE
TNN ช่อง16 • 25 ธ.ค. 67
อ่าน
รัฐบาลเตือนอย่าเชื่อข่าวปลอม เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน
วันนี้ (18 ธันวาคม 2567) นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอม จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อความระบุว่า ปปง. ร่วมกับ สอท. เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน เพียง 3 ขั้นตอน ผ่านเพจ Maintain security online จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลเท็จนายคารม กล่าวว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข้อความทางสื่อออนไลน์ ระบุว่า ปปง. ร่วมกับ สอท. เปิดให้ผู้เสียหายคดีฉ้อโกงออนไลน์ลงทะเบียนขอรับเงินคืน เพียง 3 ขั้นตอน ผ่านเพจ Maintain security online นั้น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า สำนักงาน ปปง. ไม่เคยเปิดเพจเฟซบุ๊กอื่นเพื่อรับคำร้องหรือช่วยเหลือผู้เสียหายทุกกรณี อีกทั้งเพจเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นเพจปลอมที่มีการนำสัญลักษณ์ของสำนักงาน ปปง. มาใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยใช้รูปแบบและเนื้อหาตามเพจจริงของสำนักงาน ปปง. ซึ่งสำนักงาน ปปง. มีเพจเฟซบุ๊กเดียวชื่อ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ปปง. โดยมีสัญลักษณ์ ติ๊กถูกสีฟ้า (Meta Verified) อยู่ด้านหลังชื่อเพจ ซึ่งผ่านการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้วเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน สามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ https://www.amlo.go.th/index.php/th/ หรือ โทร. 02-219-3600 นายคารม ย้ำภาพจาก AFP
TNN ช่อง16 • 18 ธ.ค. 67
อ่าน
โหลดแอป "Cyber Check" ป้องกันตกเป็นเหยื่อโจรออนไลน์-คอลเซนเตอร์
วันที่ 3 ธ.ค. ที่บช.สอท. พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รรท.ผบช.สอท. ,พล.ต.ต.อรรถสิทธิ์ สุดสงวน รอง ผบช.สอท.,พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผบก.ตอท. พล.ต.ต.นาวิน เส็งสมวงศ์ ผบก.อก.บช.สอท ร่วมกันแถลงข่าวตำรวจไซเบอร์เชิญชวนประชาชนร่วมทำแบบทดสอบวัคซีนไซเบอร์สร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า สืบเนื่องจากนโยบายของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ที่เน้นย้ำการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การพนันออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งนอกจากมิติของการปราบปรามแล้ว มิติของการป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับพี่น้องประชาชนถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน หรือ วัคซีนไซเบอร์ ให้กับประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพออนไลน์ในทุกรูปแบบ หลังพบว่ามีคดีอาชญากรรมออนไลน์เกิดขึ้นสูง ส่วนใหญ่ยังคงเป็นคดีหลอกขายสินค้าหรือบริการ,รองลงมาคือคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ และคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัลหรือวัตถุประสงค์อื่นๆ โดยในแต่ละคดีมีผู้เสียหายต่อวันจำนวนมาก ส่วนคดีอาชญากรรมออนไลน์ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงสุดคือคดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ รองลงมาคือคดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้พิเศษ โดยมีมูลค่าความเสียหายหลายสิบล้านบาทต่อวัน และด้วยเหตุนี้ตำรวจไซเบอร์จึงจัดทำ คู่มือและสื่อประกอบการบรรยายให้ความรู้แก่ประชาชน ในรูปแบบของ E-Book เพื่อให้ตำรวจทั่วประเทศสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ สร้างการตระหนักรู้ให้กับประชาชนไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำแบบทดสอบวัคซีนไซเบอร์ เพื่อสร้างการรับรู้ การตระหนักรู้ให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันต่อภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เสมือนการฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคทั้งนี้ ในการจัดทำโครงการดังกล่าว มีการจัดเตรียมของรางวัลให้กับประชาชนที่มีส่วนร่วมในการทำข้อสอบวัคซีนไซเบอร์ เดือนละ 1 รางวัล และรางวัลให้กับข้าราชการตำรวจที่เผยแพร่ข้อมูลภัยออนไลน์ตามโครงการวัคซีนไซเบอร์เป็นจำนวนมากที่สุดในแต่ละปี จำนวน 1 รางวัล และขอเชิญชวน พี่น้องประชาชน ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นCyber Check ที่ตำรวจไซเบอร์ได้คิดค้น ซึ่งแอปพลิเคชันช่วยประชาชนคัดกรองมิจฉาชีพจากเบอร์โทรศัพท์ปริศนาที่โทรเข้ามา รวมทั้งสามารถใช้แอปพลิเคชันตรวจสอบเลขบัญชีธนาคารก่อนจะโอนเงินได้ เพียงนำหมายเลขบัญชีไปใส่แล้วกดโทรออก โดยระบบ Cyber Check ใช้ฐานข้อมูลโดยตรงจากระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ข้อดีของแอปพลิเคชัน Cyber Check คือ ระบบไม่มีการดึงข้อมูลของผู้ใช้งานเหมือนแอปพลิเคชันอื่นๆ แต่ใช้ฐานข้อมูลจากระบบรับแจ้งความออนไลน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่มีการร้องเรียนและดำเนินคดีจริง โดยในอนาคตจะเป็นการสร้างความมั่นใจในการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะแอปพลิเคชันมีแผนในการลงทะเบียนรวบรวมข้อมูลผู้ทำการค้าออนไลน์จริงเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้สามารถใช้แอปพลิเคชัน Cyber Check ได้แล้วทั้งในระบบ Android และ iOS โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งบน Google Play และ App Storeขณะเดียวกันด้วยเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานด้านอาชญากรรมไซเบอร์ โดยเฉพาะการป้องกันและปราบปรามภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ ซึ่งมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทางบช.สอท. ได้เชิญรศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงศ์ มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เทคโนโลยี และการบริหารงานในระดับสูง ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่ตำรวจไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนเชิงรุก การพัฒนากระบวนการสืบสวนสอบสวน รวมถึงการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อรับมือกับอาชญากรรมไซเบอร์ที่ท้าทายมากขึ้น สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ในการสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนในทุกมิติ
TNN ช่อง16 • 3 ธ.ค. 67
อ่าน
ข่าวปลอมล่าสุด! ดีอี เตือนภัย 10 อันดับ ที่คนสนใจสูงสุดประจำสัปดาห์ เช็กเลยที่นี่
นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ในฐานะโฆษกกระทรวงดีอี กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ระหว่างวันที่ 22-28 พฤศจิกายน 2567 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 835,284 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 655 ข้อความสำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 609 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 44 ข้อความ Website จำนวน 2 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 245 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 69 เรื่องทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 113 เรื่องกลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 62 เรื่องกลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 15 เรื่องกลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 18 เรื่องกลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 37 เรื่องนายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ พบว่าเป็นข่าวเกี่ยวกับสุขภาพ และหน่วยงานของรัฐ รวมถึงเรื่องภัยพิบัติ และผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ ซึ่งมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด วิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่อันดับที่ 1 : เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่องอันดับที่ 2 : เรื่อง ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summitอันดับที่ 3 : เรื่อง ทหารเรือเตือนรัฐบาล ต้าน MOU44 ประกาศรักษาอธิปไตยทางทะเลอันดับที่ 4 : เรื่อง ลักษณะของเมฆเตือนภัยแผ่นดินไหวอันดับที่ 5 : เรื่อง ศธ. ประกาศให้ชุดยุวกาชาดใส่แค่หมวกหรือผ้าพันคอ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายได้อันดับที่ 6 : เรื่อง ผู้หญิงที่ดื่มเบียร์ทุกวันจะทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น 80%อันดับที่ 7 : เรื่อง ลักษณะของเมฆควันสีขาวเป็นเมฆเตือนภัย จะมีการเกิดเหตุคลังแก๊ส คลังน้ำมันระเบิดครั้งใหญ่อันดับที่ 8 : เรื่อง กฟภ. ออกเอกสารแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้า เรื่องการสับเปลี่ยนมิเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ ทดแทนมิเตอร์จานหมุนอันดับที่ 9 : เรื่อง เอกสารห้ามเผยแพร่ ชุด ช.10 ช.11 และ ช.12 จัดทำโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อันดับที่ 10 : เรื่อง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล บริษัท ชิอิน ลอสแอนเจลิส จำกัดเมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ประชาชนสนใจมากที่สุด จาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าเป็นข่าวที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานรัฐ สุขภาพ และภัยพิบัติ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อประชาชน ทำให้เกิดความเข้าใจผิด ความวิตกกังวล ส่งผลกระทบกับประชาชนทั่วประเทศเป็นวงกว้าง หากมีการแชร์ส่งต่อกันไปในสังคม นายเวทางค์ กล่าวสำหรับอันดับ 1 เรื่อง หาวมากอาจเป็นเพราะไตบกพร่อง กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า อาการหาวเป็นพฤติกรรมปกติของมนุษย์ กลไกการเกิดยังไม่สามารถอธิบายได้แน่ชัด แต่มักถูกกระตุ้นเมื่อง่วงนอน อยู่ในภาวะเหนื่อยล้า ความรู้สึกเบื่อ หรือ ความเครียด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ระบุว่า อาการหาวมีความสัมพันธ์กับโรคไตดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ โดยประชาชนที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารจากโรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ที่เว็บไซต์ www.rajavithi.go.th หรือโทร. 02 206 2900ด้านข่าวปลอม อันดับ 2 ประเทศไทย ไม่เข้าร่วมพิธีปิดการประชุม ASEAN Summit กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เป็นการเผยแพร่ข้อมูลให้เกิดความเข้าใจผิด เนื่องจากเดิมนายกรัฐมนตรี มีกำหนดเข้าร่วมพิธีปิดดังกล่าว แต่ด้วยที่มีภารกิจก่อนหน้าที่แน่น จึงได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (รมว.กต.) เข้าร่วมแทน ซึ่งการมอบผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมงานในลักษณะนี้ เป็นแนวปฏิบัติสากลของการประชุมระหว่างประเทศ โดยจะเห็นได้ว่า ในภาพดังกล่าว มีผู้นำของบางประเทศที่ได้มอบหมายให้ รมว. กต. ของตนเข้าร่วมแทนเช่นกันทั้งนี้ เก้าอี้สำหรับผู้นำไทย ซึ่งมีการวางธงชาติไทยบนโต๊ะหน้าเก้าอี้ด้วย ไม่ได้ว่างตามที่เป็นข่าว โดยมี รมว.กต. ในฐานะผู้แทนนายกฯ ยืนอยู่หน้าตำแหน่งของเก้าอี้ดังกล่าว และมีเก้าอี้ว่างอยู่ด้านขวา แต่ด้วยมุมของการถ่ายภาพ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด ดังนั้นขอเตือนให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยประชาชนที่สนใจสามารถรับข้อมูลข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ https://info.mfa.go.th หรือโทร. 02 203 5000 ต่อ 22009อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน ส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัดสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.)| Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
TNN ช่อง16 • 30 พ.ย. 67
อ่าน
เตือนคนหางาน ระวังมิจฉาชีพใช้โซเชียล หลอกทำงานเกษตรออสเตรเลีย
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ได้รับแจ้งจากกระทรวงการต่างประเทศว่า ปัจจุบันมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้สื่อออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ และเพจเฟซบุ๊กโฆษณาชักชวนคนไทยไปทำงานฟาร์มในออสเตรเลีย โดยแอบอ้างว่ารัฐบาลออสเตรเลียและกระทรวงแรงงานร่วมมือในการจัดหาคนไทยไปทำงานในออสเตรเลีย โดยจะได้รับวีซ่าประเภททำงานเป็นระยะเวลา 3-5 ปี ได้รับค่าจ้างเดือนละ 90,000 - 120,000 บาท และนายจ้างจะจ่ายค่าดำเนินการ ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าวีซ่า พร้อมจัดหาที่พักให้ตลอดระยะทำงาน เมื่อมีผู้สนใจหลงเชื่อจะให้ส่งข้อมูลส่วนตัว ชื่อ สกุล ที่อยู่ พร้อมเอกสารสำคัญ อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง ทะเบียนบ้าน อ้างว่าจะใช้ในการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมและยื่นขอวีซ่าทำงาน จากนั้นจะให้โอนเงินเป็นค่ามัดจำหรือเป็นค่าดำเนินการด้านเอกสารเป็นเงินประมาณ 100,000 - 200,000 บาท และเมื่อชำระเงินครบแล้ว จะไม่มีการติดต่อหรือดำเนินการตามที่สัญญาไว้ และผู้เสียหายจะไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ตามกำหนดเวลา และยังมีกรณีการชักชวนให้คนไทยยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวแทนวีซ่าทำงาน โดยมีการสัญญาว่าจะช่วยยื่นขอวีซ่าทำงานภายหลังจากการเดินทางไปถึงออสเตรเลีย และเมื่อเดินทางถึงแล้ว ผู้ที่เสียหายจะไม่สามารถติดต่อกับตัวแทนหรือได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้นายสมชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลออสเตรเลียยังไม่มีความร่วมมือกับประเทศไทยด้านการส่งแรงงานและยังไม่มีนโยบายการออกวีซ่าเกษตรให้กับคนไทย ดังนั้นจึงขอเน้นย้ำฝากถึงคนไทยที่กำลังหางานในต่างประเทศก่อนตัดสินใจโอนเงินให้สายนายหน้าหรือผู้แทนบริษัทรายใด ขอให้ตรวจสอบรายชื่อบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตให้จัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศจากกรมการจัดหางาน ที่เว็บไซต์ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน doe.go.th/ipd เสียก่อน เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพมีกลวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกลวงคนหางานหลายวิธี โดยปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 มีการดำเนินคดีสาย นายหน้าเถื่อนแล้ว 452 ราย หลอกลวงคนหางานทั้งสิ้น 608 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย จำนวน 44,223,300 บาท ซึ่งประเทศที่พบคนหางานถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด ได้แก่ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี สหรัฐอเมริกา และไอซ์แลนด์ ตามลำดับทั้งนี้ หากคนหางานได้รับความเดือดร้อนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวงไปทำงานต่างประเทศ สามารถขอรับคำปรึกษาและขอความช่วยเหลือได้ที่ กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน โทร. 0 2248 4792 และ โทร. 0 2245 6763 หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 10 โดยสามารถศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่ตนจะเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันการหลอกลวงได้ที่เว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694
TNN ช่อง16 • 17 พ.ย. 67
ดูเพิ่มเติม