TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “做个孕检证明(证件网:ban58.com)-做个孕检证明TR<网址:bbzz58.com>-华阴做个孕检证明-可以找做个孕检证明Cb” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
เช็กก่อนสาย! วิธีสังเกตอาการ รับมือ วัยทองก่อนกำหนด ของผู้หญิงวัย Perimenopause
วันนี้เราจะพาสาวๆ มาเจาะลึกเรื่องสุขภาพภายในของผู้หญิง วิธีสังเกตอาการสัญญาณเตือน วัยทองก่อนกำหนด และแนวทางการเตรียมตัวรับมืออย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณยังคงความอ่อนเยาว์และมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาวค่ะ เคยรู้สึกไหมคะว่าอยู่ๆ ร่างกายก็เกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ เช่น ประจำเดือนที่เคยมาตรงเป๊ะเริ่มมาขาดๆ หายๆ นอนไม่ค่อยหลับ อารมณ์แปรปรวนง่ายอย่างไม่มีสาเหตุ หรือบางทีก็ร้อนวูบวาบขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่แอร์ก็น้องๆ ขั้วโลกเหนือ! อาการเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเราคิดไปเองนะคะ แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังก้าวเข้าสู่ วัย Perimenopause หรือร้ายไปกว่านั้นคือภาวะ "วัยทองก่อนกำหนด" ที่ผู้หญิงยุคใหม่กำลังเผชิญมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ ทำไมถึงเกิด วัยทองก่อนกำหนด ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับคำว่า Perimenopause (ระยะก่อนหมดประจำเดือน) กันก่อนค่ะ ร่างกายของผู้หญิงตามปกติจะเริ่มเข้าสู่ระยะนี้ในช่วงอายุ 40-45 ปีขึ้นไป โดยรังไข่จะเริ่มผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายเริ่มเสียสมดุล ซึ่งระยะนี้อาจยาวนานได้ตั้งแต่ 4-10 ปีเลยทีเดียวค่ะ แต่ความน่ากลัวในปัจจุบันคือ ภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (Premature Ovarian Insufficiency) หรือภาวะ วัยทองก่อนกำหนด ซึ่งพบในผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปีมากขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น ความเครียดสะสมจากการทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอ พฤติกรรมการกินอาหารที่มีน้ำตาลหรือไขมันสูง ซึ่งกระตุ้นการอักเสบในร่างกาย ปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน พันธุกรรม หรือเคยผ่านการผ่าตัดรังไข่/การทำเคมีบำบัด มลภาวะรอบตัว เช่น ฝุ่น PM 2.5 และสารเคมีปนเปื้อนที่ส่งผลต่อการทำงานของฮอร์โมน 5 วิธีสังเกตอาการ วัยทองก่อนกำหนด หากสาวๆ มีอายุยังไม่ถึง 40 ปี หรือเพิ่งเข้าสู่เลข 4 แล้วมีอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกิน 3-6 เดือน แนะนำให้เริ่มสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิดเลยนะคะ 1. ประจำเดือนมาไม่ปกติ นี่คือสัญญาณเตือนอันดับหนึ่งเลยค่ะ รอบเดือนอาจจะสั้นลง เช่น จาก 28 วัน เหลือ 21 วัน หรือยาวขึ้น ประจำเดือนมาน้อยลงมาก หรือบางเดือนก็หายไปเฉยๆ 2. ร้อนวูบวาบ เหงื่อออกตอนกลางคืน อยู่ๆ ก็รู้สึกร้อนวาบขึ้นมาบริเวณหน้า อก และคออย่างกะทันหัน ตามมาด้วยเหงื่อออกท่วมตัว ทั้งที่อยู่ในห้องแอร์เย็นฉ่ำ และมักจะเกิดขึ้นบ่อยในช่วงเวลากลางคืนจนทำให้นอนสะดุ้งตื่นค่ะ 3. อารมณ์ดิ่ง แปรปรวนง่าย ฮอร์โมนที่ลดลงส่งผลโดยตรงต่อสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้คุณรู้สึกหงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ซึมเศร้า หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ แบบควบคุมไม่ได้ จนบางครั้งคนรอบข้างตามไม่ทันเลยค่ะ 4. ผิวแห้งกร้าน ช่องคลอดแห้ง เมื่อเอสโตรเจนลดลง คอลลาเจนและอีลาสตินในผิวก็จะลดฮวบตามไปด้วย ทำให้ผิวพรรณเริ่มแห้ง ขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยง่าย รวมถึงมีอาการช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ และปัสสาวะบ่อยขึ้นค่ะ 5. สมองตื้อ ขี้หลงขี้ลืม รู้สึกคิดอะไรไม่ค่อยออก สมาธิสั้นลง หลงลืมสิ่งของหรือตารางงานง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสัมพันธ์กับระดับฮอร์โมนที่ช่วยดูแลระบบประสาทเริ่มลดลงนั่นเองค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 6 อาหารสำหรับวัยทอง ช่วยลดอาการ ลดเสี่ยงโรค วัยหมดประจําเดือน ควรกินอะไร 4 แนวทาง วิธีแก้ผมบาง หัวล้านกรรมพันธุ์ อยากผมดก ต้องทำยังไง ?
เทรนด์สุขภาพ • 2 วันที่แล้ว
อ่าน
วิธีเช็กสิทธิและจองคิวตรวจโรคฟรี ฉีดวัคซีน ทำฟัน ฝากครรภ์ ในแอปเป๋าตัง คนไทยห้ามพลาด!
ถ้าพูดถึง แอปเป๋าตัง หลายคนคงนึกถึงตอนกดรับเงินเยียวยา รับสิทธิ์ลงทะเบียน และเติมเงิน คนละครึ่งพลัส 2569 หรือกดซื้อสลากดิจิทัลใช่ไหมคะ แต่รู้ไหมว่าแอปยอดฮิตที่ติดเครื่องคนไทยทุกคนเครื่องนี้ยังมีอีกฟีเจอร์เด็ดคือ "กระเป๋าสุขภาพ" (Health Wallet) ที่รวมสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพฟรี! มาเสิร์ฟให้คนไทยทุกคนถึงหน้าจอมือถือ ย้ำว่า "ฟรีทุกคน ทุกสิทธิรักษาพยาบาล" ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศสิทธิประกันสังคม ข้าราชการ หรือฟรีแลนซ์สิทธิบัตรทอง แค่มีบัตรประชาชนใบเดียวและอายุเข้าเกณฑ์ ก็กดจองสิทธิสุดคุ้มนี้ได้ทันที มาส่องกันค่ะว่ามีสิทธิอะไรที่แมตช์กับไลฟ์สไตล์ของคุณบ้าง! **สิทธิอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามนโยบายของภาครัฐ กรุณาตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งก่อนใช้สิทธิ** เริ่มต้นเราจะต้องเข้าไปในแอปเป๋าตังก่อน จากนั้น ─ เข้าเมนู "กระเป๋าสุขภาพ" ─ เลือก "สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค" ระบบจะลิสต์เฉพาะรายการที่คุณสามารถกดจองคิวหรือเดินทางไปรับบริการได้ในพื้นที่ใกล้บ้านคุณทันทีค่ะ โดยระบบของแอปเป๋าตังจะทำการคัดกรองและแสดงสิทธิที่ตรงกับ "เพศ" และ "กลุ่มอายุ" โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและเห็นภาพรวมทั้งหมด ลองมาเช็กกันนะคะว่าใครมีเกณฑ์ได้รับสิทธิข้อไหนบ้าง 1. กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ และหญิงหลังคลอด (ทุกช่วงอายุ) เน้นการดูแลครรภ์ให้สมบูรณ์และปลอดภัย เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ การทดสอบการตั้งครรภ์ บริการตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์เมื่อประจำเดือนขาด การตรวจครรภ์และประเมินความเสี่ยง การพบแพทย์และพยาบาลตามนัดหมายตลอดการตั้งครรภ์ ไม่ต่ำกว่า 8 ครั้งตามมาตรฐาน การตรวจอัลตราซาวด์ (Ultrasound) ตรวจเพื่อดูความสมบูรณ์ ท่าทาง และการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ อย่างน้อย 2 ครั้ง การเจาะเลือดคัดกรองความเสี่ยงตรวจหาภาวะโลหิตจาง/ซีดตรวจคัดกรองการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี เพื่อป้องกันการส่งต่อเชื้อจากแม่สู่ลูก- ตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมีย (ทั้งคุณแม่และสามี) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคเลือดจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงในทารก- ตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม (Down Syndrome) ในทารก สำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่มีอายุตามเกณฑ์ทางการแพทย์ การตรวจปัสสาวะ เช็กระดับน้ำตาลและโปรตีนในปัสสาวะในทุกครั้งที่มาตรวจครรภ์ เพื่อเฝ้าระวังภาวะครรภ์เป็นพิษ ยาและวิตามินบำรุง รับยาเม็ดเสริมธาตุเหล็ก กรดโฟลิก และไอโอดีน ฟรีตลอดการตั้งครรภ์และหลังคลอด 6 เดือน การฉีดวัคซีน วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก และวัคซีนไข้หวัดใหญ่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ บริการดูแลหลังคลอด ตรวจสุขภาพคุณแม่หลังคลอด ตรวจแผลฝีเย็บ/แผลผ่าตัด และให้คำแนะนำการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ บริการสุขภาพจิต คัดกรองภาวะซึมเศร้าหลังคลอด 2. กลุ่มเด็กเล็ก (แรกเกิด - อายุ 5 ปี) เน้นการติดตามพัฒนาการ การสร้างภูมิคุ้มกัน และโภชนาการที่เหมาะสมตามวัย การตรวจสุขภาพและชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และเส้นรอบศีรษะ เพื่อประเมินภาวะโภชนาการและการเจริญเติบโต การตรวจประเมินพัฒนาการ คัดกรองพัฒนาการตามช่วงอายุ ( Well-child check ) หากพบพัฒนาการล่าช้าจะได้รับการกระตุ้นพัฒนาการทันที การฉีดวัคซีนพื้นฐานในเด็กตามช่วงอายุ- วัคซีน BCG (ป้องกันวัณโรค) และวัคซีนตับอักเสบบี (แรกเกิด)- วัคซีนรวม 5 สายพันธุ์ (คอตีบ บาดทะยัก ไอกรน ตับอักเสบบี หวัดติดเชื้อฮิบ)- วัคซีนโปลิโอ (ทั้งชนิดกินและฉีด)- วัคซีน MMR (หัด คางทูม หัดเยอรมัน)- วัคซีน JE (ไข้สมองอักเสบเจอี)วัคซีนโรตา (ป้องกันท้องร่วงจากไวรัสโรตา) การคัดกรองภาวะสายตาและสายตาสั้น ในเด็กอายุ 3-5 ปี ยาเสริมธาตุเหล็กชนิดน้ำ เพื่อป้องกันภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ด้านทันตกรรม บริการตรวจสุขภาพช่องปาก การทาฟลูออไรด์วานิชความเข้มข้นสูงเพื่อเคลือบฟันป้องกันฟันผุ 3. กลุ่มเด็กโตและวัยรุ่น (อายุ 6 - 24 ปี) เน้นการดูแลสุขภาพในช่วงวัยเรียน การป้องกันโรคติดต่อ และการดูแลสุขภาพช่องปากเป็นหลักค่ะ การตรวจสุขภาพทั่วไป ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง ประเมินภาวะเริ่มอ้วนหรือผอม ตรวจวัดสายตาและการได้ยิน การฉีดวัคซีนตามวัยเรียน- วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (ฉีดกระตุ้นในชั้น ป.1 และ ม.3)- วัคซีน MMR (ฉีดกระตุ้นในชั้น ป.1)- วัคซีน HPV (ป้องกันมะเร็งปากมดลูก) สำหรับเด็กนักเรียนหญิงชั้น ป.5 การตรวจเลือดคัดกรองภาวะซีด เจาะเลือดเช็กความเข้มข้นของเลือดในกลุ่มเด็กอายุ 11-12 ปี ด้านทันตกรรมส่งเสริมความสะอาด- ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันประจำปี- การเคลือบฟลูออไรด์ป้องกันฟันผุ- การเคลือบหลุมร่องฟัน (สำหรับฟันกรามแท้ซี่ที่ 1 และ 2) เพื่อลดการสะสมของคราบอาหาร การให้คำปรึกษาและคัดกรองพฤติกรรม คัดกรองความเครียด ภาวะซึมเศร้า พฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา หรือการใช้สารเสพติด 4. กลุ่มผู้ใหญ่และวัยทำงาน (อายุ 25 - 59 ปี) เน้นการคัดกรองโรคเรื้อรัง กลุ่มโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) และโรคมะเร็งร้ายยอดฮิตที่คนวัยทำงานมักเป็นกังวล การตรวจคัดกรองโรคเรื้อรังพื้นฐาน- ตรวจวัดความดันโลหิต เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูงเจาะเลือด- ตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน (วัดระดับน้ำตาลในเลือดหลังงดอาหาร) สำหรับผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป ปีละ 1 ครั้ง- วัดดัชนีมวลกาย (BMI) และวัดเส้นรอบเอว เพื่อประเมินภาวะอ้วนลงพุง การตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง- มะเร็งปากมดลูก (สำหรับสตรีอายุ 3059 ปี) ตรวจด้วยวิธี HPV DNA Test ทุกๆ 5 ปี หรือกดรับ ชุดตรวจ HPV แบบเก็บตัวอย่างด้วยตนเอง (HPV Self-Sampling) ไปทำที่บ้าน- ฟรีมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (สำหรับอายุ 50-59 ปี) ตรวจคัดกรองด้วยการตรวจหาเลือดแฝงในอุจจาระ (FIT Test) ปีละ 1 ครั้ง- มะเร็งเต้านม บริการคัดกรองโดยการคลำเต้านมโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข พร้อมสอนวิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง การตรวจคัดกรองโรคติดเชื้อ- ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี ฟรี สิทธิประโยชน์ 1 ครั้งตลอดชีวิต สำหรับผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 หรือผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เพื่อป้องกันภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ- ตรวจคัดกรองเชื้อเอชไอวี (HIV) สิทธิตรวจเลือดหาเชื้อ HIV ฟรี ปีละ 2 ครั้ง การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน- วัคซีนคอตีบ-บาดทะยัก (ฉีดกระตุ้นทุกๆ 10 ปี)- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (สำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัวเรื้อรัง หรือน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัม) การประเมินความเสี่ยงหลอดเลือด คัดกรองความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (CVD Risk Assessment) การคัดกรองความเสี่ยงพฤติกรรม ประเมินความเสี่ยงจากการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา และสารเสพติด ด้านทันตกรรมรักษาเบื้องต้น ตรวจสุขภาพช่องปาก ขูดหินปูน อุดฟัน และถอนฟันฟรีตามชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน 5. กลุ่มผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) เน้นการเจาะลึกสุขภาพตามความเสื่อมของร่างกาย คัดกรองโรคในวัยชรา และป้องกันอุบัติเหตุ การตรวจเลือดชุดใหญ่ประจำปี- ตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน (ระดับน้ำตาลในเลือด)- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด (คอเลสเตอรอล และ HDL) เพื่อดูภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด การคัดกรองโรคมะเร็งต่อเนื่อง ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรง (FIT Test) ต่อเนื่องจนถึงอายุ 70 ปี การประเมินสมรรถภาพทางกายและสมอง- คัดกรองภาวะสมองเสื่อม (โรคอัลไซเมอร์)- คัดกรองและประเมินภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ- ประเมินความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้ม (เช็กความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและการทรงตัว)- ประเมินความสามารถในการดำเนินชีวิตประจำวัน (ADL) เพื่อเช็กภาวะติดเตียง การตรวจสุขภาพดวงตา - คัดกรองโรคต้อกระจกและต้อหิน เพื่อป้องกันความเสี่ยงตาบอดในผู้สูงอายุ- การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลฟรีปีละ 1 ครั้ง สำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป ทันตกรรมสำหรับผู้สูงอายุ ตรวจสุขภาพช่องปาก ขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน และการเคลือบฟลูออไรด์วานิชป้องกันฟันผุบริเวณรากฟัน 6. หมวดพิเศษ การวางแผนครอบครัว และการคุมกำเนิด (วัยเจริญพันธุ์) เป็นสิทธิที่แจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไปเพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางเพศและการวางแผนชีวิตที่ปลอดภัย ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดแผง สามารถกดรับสิทธิผ่านแอปฯ แล้วเดินทางไปรับยาเม็ดคุมกำเนิดฟรีได้ที่ร้านยาหรือคลินิกที่เข้าร่วม (สูงสุดไม่เกิน 3 แผงต่อครั้ง และไม่เกิน 13 แผงต่อปี) ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน สำหรับกรณีฉุกเฉินหรือความผิดพลาดจากการคุมกำเนิดปกติ รับฟรีตามเกณฑ์ที่ สปสช. กำหนด ถุงยางอนามัยฟรี แจกฟรีสำหรับคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป สัปดาห์ละ 10 ชิ้นต่อคน สามารถกดเลือกขนาด (49 52 54 56 มม.) ผ่านแอปฯ แล้วไปรับที่ตู้จ่ายอัตโนมัติหรือคลินิกใกล้บ้าน การคุมกำเนิดแบบกึ่งถาวร บริการฝังยาคุมกำเนิด (คุมได้ 3-5 ปี) การฉีดยาคุมกำเนิด หรือการใส่ห่วงอนามัย ฟรีที่สถานพยาบาล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สายด่วน สปสช. โทร. 1330 (โทรฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ตลอด 24 ชั่วโมง) Line Official Account เพิ่มเพื่อนโดยพิมพ์ไอดี @nhso (มีเครื่องหมาย @ ด้านหน้า) Facebook Fanpage สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่างจังหวัด ติดต่อได้ในวันและเวลาราชการที่ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.), โรงพยาบาลรัฐใกล้บ้าน หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ในวันและเวลาราชการที่ ศูนย์บริการสาธารณสุข (ศบส.) ของ กทม. หรือสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สำนักงานใหญ่) บทความที่คุณอาจสนใจ วิธีตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองแบบพกพา ทำอย่างไร? เช็กได้ ไม่ต้องขึ้นขาหยั่ง
เทรนด์สุขภาพ • 29 พ.ค. 69
อ่าน
7 วิธีลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด ปรับพฤติกรรมง่ายๆ ให้สุขภาพดีขึ้นทันตา
ปัญหาสุขภาพยอดฮิตที่หลายคนมักเจอพร้อมกันตอนตรวจสุขภาพประจำปีคงหนีไม่พ้นเรื่อง กรดยูริกสูง และภาวะ ไขมันในเลือดสูง ซึ่งถ้าปล่อยไว้เฉลี่ยยาวๆ นอกจากจะเสี่ยงโรคเกาต์แล้ว ยังแถมแพ็กเกจโรคหลอดเลือดหัวใจมาให้กังวลใจอีกด้วย การรู้วิธี ลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยฟื้นฟูระบบเผาผลาญและลดการอักเสบภายในร่างกายให้กลับมาสมดุลอีกครั้ง การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันถือเป็น วิธีลดกรดยูริกและคอเลสเตอรอลด้วยตัวเอง ที่ยั่งยืนและเห็นผลชัดเจนที่สุด โดยไม่ต้องพึ่งพายาเพียงอย่างเดียวเสมอไป การเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูงพร้อมกับการคุมปริมาณน้ำตาลและพิวรีน จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียได้ดีขึ้น วันนี้เราเลยรวบรวม 7 เทคนิคง่ายๆ ที่ทำตามได้จริงมาฝากกันค่ะ 7 วิธีลดระดับกรดยูริกและไขมันในเลือด แบบได้ผลจริง 1. เลี่ยงอาหารที่มีพิวรีนสูงและไขมันอิ่มตัว หัวใจหลักของการลดกรดยูริกคือการเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ยอดผักบางชนิด และอาหารทะเลบางประเภท ส่วนการลดไขมันควรเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมันและกะทิ เพื่อป้องกันการสะสมของคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด 2. งดน้ำหวานและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลฟรุกโตส น้ำตาลฟรุกโตส (Fructose) คือตัวร้ายที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างกรดยูริกมากขึ้น และยังเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์สะสมในร่างกาย การลดชาไข่มุกหรือน้ำอัดลมจะช่วยลดค่าเลือดทั้งสองอย่างได้พร้อมกัน 3. ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ (2-3 ลิตรต่อวัน) น้ำคือตัวช่วยขับกรดยูริกออกทางปัสสาวะที่ดีที่สุด และยังช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้คล่องตัวขึ้น ลดความหนืดของเลือดที่มีไขมันสูง 4. เน้นทานโปรตีนจากพืชและไขมันดี เปลี่ยนจากเนื้อแดงมาเป็นเต้าหู้ ไข่ หรือนมไขมันต่ำ และเลือกใช้ไขมันดี (HDL) อย่างน้ำมันมะกอกหรืออะโวคาโด ซึ่งช่วยลดการอักเสบและช่วยกำจัดไขมันเลว (LDL) ออกจากร่างกาย 5. รับประทานผักใบเขียวและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง วิตามินซีมีส่วนช่วยให้ไตขับกรดยูริกได้ดีขึ้น ส่วนกากใยจากผักจะช่วยดักจับไขมันในระบบทางเดินอาหารก่อนที่จะซึมเข้าสู่กระแสเลือด 6. ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออย่างสม่ำเสมอ การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ หรือว่ายน้ำ ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญไขมันสะสมและลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่หักโหมเกินไปในช่วงที่กรดยูริกสูงจัด เพราะอาจกระตุ้นให้ปวดข้อได้ 7. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภาวะน้ำหนักเกินสัมพันธ์โดยตรงกับระดับกรดยูริกและไขมันที่สูงขึ้น การลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การดูแลสุขภาพไม่ใช่เรื่องยาก แค่เริ่มจากการปรับเมนูอาหารและดื่มน้ำให้มากขึ้น หากทำตาม 7 วิธีนี้อย่างต่อเนื่อง ผลตรวจเลือดรอบหน้าค่ากรดยูริกและไขมันอาจลดลงจนคุณหมอชมค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ ผักผลไม้ที่ควรกิน-ไม่ควรกิน สำหรับผู้ป่วย 6 โรคฮิต เบาหวาน ความดัน ไขมัน ไต เก๊าท์ ไทรอยด์ 5 วิธีลดไขมันในเลือดด้วยตัวเอง ไม่ต้องกินยา บอกลาไขมันร้ายง่ายๆ
เทรนด์สุขภาพ • 13 พ.ค. 69
อ่าน
วิธีตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองแบบพกพา ทำอย่างไร? เช็กได้ ไม่ต้องขึ้นขาหยั่ง
การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะเรื่องสุขภาพภายในที่หลายคนมักมองข้ามเพียงเพราะความเขินอายหรือไม่มีเวลาไปพบแพทย์ แต่รู้ไหมคะว่าปัจจุบันเรามีนวัตกรรม การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองแบบพกพาที่ช่วยให้คุณเช็กความเสี่ยงได้ง่ายๆ ที่บ้าน ประหยัดเวลา และลดความกังวลเรื่องการขึ้นขาหยั่งไปได้เลย ซึ่งการตรวจแบบนี้มีความแม่นยำสูงเทียบเท่ากับการไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้เราเริ่มต้นดูแลตัวเองได้ทันทีไม่ต้องรอให้สายเกินไป สำหรับใครที่ยังสงสัยว่า การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองแบบพกพา ทำอย่างไรและต้องเตรียมตัวแบบไหนบ้าง บทความนี้จะพาไปเจาะลึกทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกชุดตรวจที่ได้มาตรฐานไปจนถึงการเก็บตัวอย่างด้วยตัวเองอย่างถูกวิธี เพื่อให้คุณมั่นใจว่าผลตรวจที่ออกมานั้นถูกต้องและแม่นยำที่สุด เพราะการตรวจหาเชื้อ HPV หรือไวรัสที่เป็นสาเหตุหลักของโรคมะเร็งนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยป้องกันและรักษาได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกค่ะ การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง (HPV Self-Sampling) คืออะไร? คือการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) สายพันธุ์เสี่ยงสูงที่เป็นต้นเหตุของมะเร็งปากมดลูก โดยผู้หญิงสามารถใช้ไม้สวอป (Swab) หรือแปรงขนาดเล็กเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งภายในช่องคลอดด้วยตัวเอง แล้วส่งกลับไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อหาความผิดปกติในระดับ DNA รู้จัก มะเร็งปากมดลูก สาเหตุและอาการ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ วิธีใช้ชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเอง ทำตามได้ง่ายๆ 4 ขั้นตอน หากคุณมีชุดตรวจอยู่ในมือแล้ว ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด เตรียมตัวให้พร้อม:ล้างมือให้สะอาดเช็ดให้แห้ง ตรวจสอบอุปกรณ์ในกล่องว่าครบถ้วนและยังไม่หมดอายุ (แนะนำให้ตรวจในช่วงที่ไม่มีประจำเดือน และงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ยาเหน็บ 24-48 ชั่วโมงก่อนตรวจ) การเก็บตัวอย่าง:นั่งหรือยืนในท่าที่ถนัด (ท่ากางขาหรือวางขาข้างหนึ่งบนเก้าอี้จะช่วยให้ทำได้ง่ายขึ้น) นำแปรงออกจากซอง ค่อยๆ สอดส่วนปลายแปรงเข้าไปในช่องคลอดลึกประมาณ 2-3 นิ้ว (หรือตามขีดที่ระบุบนด้าม) ปั่นเก็บเชื้อ:หมุนแปรงวนเบาๆ ประมาณ 10-30 วินาที (ตามคำแนะนำของแต่ละแบรนด์) เพื่อให้แปรงเก็บเซลล์และสารคัดหลั่งได้อย่างทั่วถึง เก็บอุปกรณ์ส่งแล็บ:ดึงแปรงออกช้าๆ ใส่ลงในหลอดเก็บตัวอย่างที่มีน้ำยารักษาสภาพ ปิดฝาให้สนิท เขียนชื่อ-นามสกุล และวันเวลาที่เก็บตัวอย่างให้ชัดเจน จากนั้นส่งคืนตามช่องทางที่ระบุไว้ ข้อดีของการตรวจแบบพกพา ความเป็นส่วนตัวสูง:ไม่ต้องเขินอายเมื่อต้องขึ้นขาหยั่งต่อหน้าบุคคลอื่น สะดวกและรวดเร็ว:ทำที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องเสียเวลาลางานไปโรงพยาบาล ความแม่นยำระดับ DNA:เทคนิค HPV DNA Testing สามารถตรวจพบเชื้อได้ตั้งแต่ยังไม่เกิดรอยโรค ลดโอกาสการลุกลาม:หากตรวจพบเชื้อไวรัสเร็ว ก็สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเฝ้าระวังหรือรักษาได้ทันเวลา ใครควรตรวจ? ผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 25-30 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอทุก 3-5 ปี แม้จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ การเลือก การตรวจมะเร็งปากมดลูกด้วยตัวเองแบบพกพาจึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้หญิงยุคใหม่ที่รักสุขภาพและต้องการความสบายใจค่ะ
เทรนด์สุขภาพ • 22 เม.ย. 69
อ่าน
แพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี 2569 ตรวจอะไรให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัย
ก้าวเข้าสู่ปี 2569 กันแล้ว เชื่อว่าเป้าหมายอันดับต้นๆ ของผู้หญิงยุคใหม่แบบเรา นอกจากเรื่องงานและเงินที่ต้องปังแล้ว เรื่องสุขภาพก็ต้องเป๊ะไม่แพ้กันค่ะ การมองหาโปรโมชั่นแพ็กเกจตรวจสุขภาพประจำปี 2569จึงเป็นเช็คลิสต์แรกที่ควรทำ เพราะการรู้เท่าทันร่างกายตัวเองช่วยให้เราวางแผนชีวิตได้ยาวๆ แถมเดี๋ยวนี้การตรวจสุขภาพประจำปี 2569 ราคาประหยัดก็มีตัวเลือกออกมาให้เลือกเยอะมากจนตัดสินใจไม่ถูกเลยทีเดียว หัวใจสำคัญของการเป็นผู้หญิงที่ดูดีจากภายในสู่ภายนอก คือการเลือก แพ็กเกจตรวจสุขภาพที่ตอบโจทย์ช่วงวัยและไลฟ์สไตล์ของตัวเองค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสาวออฟฟิศที่ต้องระวังเรื่องออฟฟิศซินโดรม หรือสาวๆ ที่กังวลเรื่องสมดุลฮอร์โมน การเช็คโปรโมชั่นตรวจสุขภาพผู้หญิง 2569 ที่ไหนดีจะช่วยให้เราได้รับบริการที่คุ้มค่าและตรงจุดที่สุด เพราะสุขภาพที่ดีคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของพวกเราจริงไหมคะ? ตรวจสุขภาพประจำปี 2569 ตรวจอะไร 1. แพ็กเกจสำหรับสาววัยเริ่มทำงาน (Early 20s - 30s) เน้นความคุ้มค่าและการตรวจพื้นฐานที่จำเป็น รายการหลัก:ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC), ระดับน้ำตาล, ไขมัน และการทำงานของตับ/ไต จุดเด่น:มักมาพร้อมราคา Early Bird หรือโปรซื้อ 1 แถม 1 เมื่อมากับเพื่อน 2. แพ็กเกจสำหรับสาววัยบริหาร (30s - 40s) ช่วงวัยนี้ต้องเริ่มเจาะลึกเรื่องโรคเฉพาะทางของผู้หญิงมากขึ้น รายการแนะนำ:ตรวจมะเร็งปากมดลูก (ThinPrep), ตรวจมะเร็งเต้านม (Digital Mammogram) และตรวจความหนาแน่นของกระดูก โปรโมชั่น:ส่วนใหญ่จะมีส่วนลดพิเศษเมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตที่ร่วมรายการ หรือผ่อน 0% 3. แพ็กเกจตรวจลึกระดับพรีเมียม (All Ages) สำหรับคนที่อยากจัดเต็มเพื่อความสบายใจ รายการแนะนำ:ตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคมะเร็ง (Tumor Markers), ตรวจภูมิแพ้อาหารแฝง และการตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องทั้งหมด เลือกตรวจสุขภาพที่ไหนดีให้คุ้มที่สุด? เปรียบเทียบราคาและรายการตรวจ:ดูว่าในแพ็กเกจมีรายการที่เรากังวลหรือไม่ เช็คโปรโมชั่นบัตรเครดิต:หลายแห่งมี Cashback หรือใช้แต้มแลกส่วนลดได้เยอะมาก ทำเลที่ตั้ง:เลือกโรงพยาบาลหรือศูนย์ตรวจที่เดินทางสะดวก เพื่อไม่ให้การตรวจสุขภาพเป็นเรื่องน่าเบื่อ การตรวจสุขภาพไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้ตัวเองค่ะ ใครที่เล็งที่ไหนไว้ อย่าลืมรีบจองก่อนหมดช่วงโปรโมชั่นนะคะ!
เทรนด์สุขภาพ • 8 เม.ย. 69
อ่าน
ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน แพ็กเกจไหนดี? ตรวจโรคอะไรบ้าง พร้อมวิธีเลือกให้คุ้มค่า
ว่าที่เจ้าสาวทุกคนคะ! เชื่อว่าช่วงเตรียมงานแต่งคือช่วงที่วุ่นและตื่นเต้นที่สุด แต่ท่ามกลางการเลือกชุดหรือจองสถานที่ อีกหนึ่งเช็กลิสต์ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานค่ะ เพราะการเริ่มต้นชีวิตคู่ด้วยร่างกายที่แข็งแรงจะช่วยให้เราวางแผนครอบครัวได้อย่างมั่นใจ ลดความกังวลเรื่องโรคทางพันธุกรรมที่อาจส่งต่อถึงลูกน้อยได้ในอนาคต สำหรับใครที่กำลังลังเลว่าควรเลือก ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน แพ็กเกจไหนดีหรือกังวลว่าต้องเจาะเลือดตรวจอะไรบ้าง วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันค่ะว่าในแต่ละโปรแกรมเขามักจะตรวจโรคอะไรบ้าง เพื่อให้สาว ๆ และคุณแฟนเลือกแพ็กเกจที่คุ้มค่าและตอบโจทย์ความเสี่ยงของแต่ละคู่มากที่สุด จะได้ใช้ชีวิตคู่ด้วยความสบายใจแบบเต็มร้อยไปเลย! ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน ตรวจโรคอะไรบ้าง? โดยปกติแล้ว แพ็กเกจพื้นฐานที่ทุกโรงพยาบาลต้องมี จะครอบคลุมรายการสำคัญดังนี้ค่ะ ตรวจเลือดหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC):เช็กภาวะโลหิตจาง และความผิดปกติของเม็ดเลือด ตรวจกลุ่มเลือด (ABO Rh):สำคัญมากสำหรับการตั้งครรภ์ หากหมู่เลือดพ่อแม่ไม่เข้ากัน (Rh Negative) จะได้เตรียมรับมือได้ทัน ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม (Thalassemia):โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคยอดฮิตที่คนไทยเป็นพาหะกันเยอะมากค่ะ ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี:ป้องกันการติดเชื้อจากคู่รักและส่งต่อสู่ลูก ตรวจหาเชื้อซิฟิลิสและ HIV:เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยทางเพศของทั้งคู่ ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (สำหรับผู้หญิง):เพราะถ้าติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อาจทำให้ลูกในครรภ์พิการได้ค่ะ เลือกแพ็กเกจไหนให้เหมาะกับคู่เรา? การเลือกแพ็กเกจไม่ได้ดูแค่ราคาถูกที่สุดนะคะ แต่ควรดูจาก "ความเสี่ยง" และ "แผนในอนาคต" ค่ะ แพ็กเกจ Standard (พื้นฐาน):เหมาะสำหรับคู่รักอายุน้อย สุขภาพแข็งแรง ไม่มีประวัติโรคประจำตัวในครอบครัว เน้นตรวจเช็กความพร้อมเบื้องต้น แพ็กเกจ Premium / Comprehensive (เชิงลึก):เหมาะสำหรับคู่ที่วางแผนมีบุตรทันทีหรือฝ่ายหญิงมีอายุ 35 ปีขึ้นไป แพ็กเกจนี้มักจะรวมการตรวจอัลตราซาวด์มดลูก/รังไข่ หรือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเพิ่มเข้ามาด้วยค่ะ แพ็กเกจตรวจลึกถึงระดับยีน:สำหรับคู่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคทางพันธุกรรมแปลกๆ แพ็กเกจนี้จะช่วยคัดกรองพาหะโรคพันธุกรรมแฝงได้มากกว่า 200-600 โรคเลยทีเดียว ควรไปตรวจตอนไหนดีที่สุด? ควรตรวจก่อนแต่งงานอย่างน้อย 3-6 เดือนค่ะ เพราะหากตรวจพบเชื้อหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกันโรคไหน (เช่น หัดเยอรมัน หรือไวรัสตับอักเสบบี) คุณหมอจะได้นัดฉีดวัคซีนให้ครบก่อนเริ่มปล่อยมีน้องนั่นเอง การตรวจสุขภาพก่อนแต่งงานไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่มันคือ "ของขวัญชิ้นแรก" ที่เรามอบให้กันและกันเพื่อสร้างรากฐานครอบครัวที่แข็งแรงค่ะ
เทรนด์สุขภาพ • 25 มี.ค. 69
อ่าน
5 อาการเริ่มต้นมะเร็งเต้านม ที่ผู้หญิงควรรู้ เช็กสัญญาณเตือนก่อนสาย!
เรื่องสุขภาพหน้าอกถึงจะดูเขิน ๆ ที่จะพูดถึง แต่บอกเลยว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวที่มองข้ามไม่ได้เลยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องของ อาการเริ่มต้นมะเร็งเต้านมที่สาว ๆ ทุกช่วงวัยควรรู้เท่าทันไว้ก่อน เพราะการตรวจเจอตั้งแต่เนิ่น ๆ มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงมาก วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาเช็กลิสต์สัญญาณเตือนมะเร็งเต้านมระยะแรกที่ผู้หญิงต้องเฝ้าระวังเพื่อให้เราได้ดูแลตัวเองและรักร่างกายของเราได้อย่างถูกวิธีค่ะ นอกจากการตรวจสุขภาพประจำปีกับคุณหมอแล้ว การหันกลับมาสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายตัวเองในทุก ๆ เดือนก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันค่ะ หลายคนอาจจะกังวลว่า อาการเริ่มต้นมะเร็งเต้านมจะต้องเจ็บเสมอไปไหม? หรือต้องมีก้อนเนื้อขนาดใหญ่เท่านั้นหรือเปล่า? จริง ๆ แล้วยังมีวิธีสังเกตความผิดปกติของเต้านมด้วยตัวเองที่บ้านอีกหลายจุดที่ช่วยให้เราไหวตัวทันก่อนจะลุกลาม ดังนั้น อย่ารอให้มีอาการเจ็บแล้วค่อยตรวจนะคะ มาดูลิสต์อาการเบื้องต้นที่ "ต้องเอะใจ" ไปพร้อม ๆ กันเลยค่ะ เช็กด่วน! 5 อาการเริ่มต้นมะเร็งเต้านม ที่ต้องรีบไปพบแพทย์ คลำเจอก้อนเนื้อผิดปกติ: นี่คืออาการที่พบบ่อยที่สุด ก้อนเนื้ออาจจะมีลักษณะแข็ง ขอบไม่เรียบ และที่สำคัญคือ "มักจะไม่รู้สึกเจ็บ" เมื่อกดลงไป รูปทรงหน้าอกเปลี่ยนไป: สังเกตดูว่าขนาดหรือรูปร่างของเต้านมทั้งสองข้างเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจนหรือไม่ หรือผิวหนังบริเวณหน้าอกมีความบุ๋มลงไปคล้ายลักยิ้ม ความผิดปกติของผิวหนัง: ผิวบริเวณเต้านมมีอาการบวม แดง ร้อน หรือมีลักษณะขรุขระเหมือน "เปลือกส้ม" (Orange Peel Skin) รวมถึงมีอาการคันหรือลอกเป็นสะเก็ดรอบหัวนม ความเปลี่ยนแปลงที่หัวนม: หัวนมมีการดึงรั้งจนบุ๋มเข้าไปด้านใน หรือทิศทางของหัวนมเปลี่ยนไปจากเดิม มีของเหลวไหลออกจากหัวนม: หากมีเลือดหรือน้ำใส ๆ (ที่ไม่ใช่น้ำนม) ไหลออกมาจากหัวนมโดยไม่ได้บีบ นี่คือสัญญาณเตือนที่ต้องรีบเช็กด่วนค่ะ วิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง (Self-Breast Exam) ง่ายๆ ทำได้ทุกเดือน เพื่อให้การตรวจได้ผลแม่นยำที่สุด แนะนำให้ตรวจหลังจากหมดประจำเดือนประมาณ 7-10 วันนะคะ ส่องกระจก: ยืนหน้ากระจก สังเกตรูปร่าง ผิวหนัง และลักษณะหัวนมทั้งขณะปล่อยแขนข้างตัวและยกแขนขึ้น คลำขณะอาบน้ำ: ใช้ปลายนิ้ว 3 นิ้ว (ชี้ กลาง นาง) คลำวนเป็นวงกลมให้ทั่วเต้านมจนถึงรักแร้ เพื่อหาความผิดปกติหรือก้อนเนื้อ ท่านอน: นอนราบแล้วใช้หมอนหนุนหลังข้างที่จะตรวจ คลำซ้ำอีกครั้งในแนวขึ้นลงหรือวงกลมเพื่อให้ครอบคลุมเนื้อเยื่อเต้านมทั้งหมด การพบความผิดปกติไม่ได้แปลว่าเป็นมะเร็งเสมอไปนะคะ บางครั้งอาจเป็นเพียงถุงน้ำหรือเนื้องอกธรรมดา แต่การไปพบคุณหมอเพื่อตรวจ แมมโมแกรม (Mammogram)หรืออัลตราซาวด์จะช่วยให้เราสบายใจและได้รับการรักษาที่ถูกต้องที่สุดค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 3 วิธีตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเอง เช็กอาการเบื้องต้นมะเร็งเต้านม ง่ายๆ 6 อาการมะเร็งเต้านม วิธีตรวจเช็คมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น เรื่องใกล้ตัวที่ผู้หญิงต้องระวัง
เทรนด์สุขภาพ • 23 มี.ค. 69
อ่าน
เรื่องที่ผู้หญิงต้องรู้ ตกขาวแบบไหนอันตราย และแบบไหนปกติ
หมอดาว พญ.ฉัตรดาว จางวางกร (ว.40702) แพทย์เฉพาะทางสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว และพิธีกรรายการ TNN Health ทางTNNช่อง16 ตอบคำถามจากทางบ้านก่อนอื่นต้องเข้าใจคำว่า “ตกขาว” ก่อนค่ะ “ตกขาว” แท้จริงแล้วคือ สารคัดหลั่ง เป็นของเหลวที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของผู้หญิง มีหน้าที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและสมดุลในช่องคลอด ดังนั้น สารคัดหลั่งหรือ ตกขาวที่ปกติ มักมีลักษณะ• สีออกใสๆ หรือขาวขุ่นเล็กน้อย• ไม่มีกลิ่น หรือ กลิ่นอ่อนๆจางๆ• ไม่คัน ไม่แสบ ไม่เจ็บ บริเวณอวัยวะเพศแต่ ตกขาวที่ผิดปกติ ที่ต้องระวัง ได้แก่• สีเหลือง เขียว เทา หรือมีฟอง• มีกลิ่นเหม็นคาว หรือกลิ่นแรงผิดปกติ คล้ายกลิ่นทูน่า กลิ่นคาวปลา• มีอาการคัน แสบ เจ็บ บริเวณอวัยวะเพศ มีอาการปวดท้องน้อยร่วมด้วย มีผื่นคันผิวหนังอักเสบบริเวณอวัยวะเพศร่วมด้วย• มีเลือด หรือสีออกน้ำตาลปน ทั้งๆที่ไม่ได้อยู่ในช่วงประจำเดือน ลักษณะเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อ เช่น เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย หรือ มีภาวะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การซื้อยามาใช้เองอาจทำให้บดบังภาวะโรค คือ หายชั่วคราวแล้วกลับมาเป็นใหม่ หรือกลายเป็นมีอาการเรื้อรังหรือ มีภาวะดื้อยาทำให้การรักษาต่อไปในอนาคตยากขึ้นได้คำแนะนำคือ หากสังเกตว่า มีตกขาวเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน หรือมีอาการผิดปกติร่วม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้ตรงจุดสุขภาพช่องคลอดที่ดี คือ ตัวชี้วัดพื้นฐานของสุขภาพคุณผู้หญิงทั้งร่างกายและจิตใจ ค่ะ
TNN ช่อง16 • 20 ก.พ. 69
อ่าน
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชาย เช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง
ผู้ชายหลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ว่า ถ้าไม่มีอาการแปลว่าไม่ติดเชื้อ แต่ในความเป็นจริง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) หลายชนิดซ่อนตัวอยู่ในร่างกายได้นานนับปี หากมีความเข้าใจลักษณะอาการ และระยะฟักตัวจะมีผลดีมากต่อการรักษา แล้วอาการแต่ละชนิดจะเป็นอย่างไรมาไขข้อข้องใจพร้อมป้องกันไปด้วยกัน โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในผู้ชายเช็กอาการเบื้องต้นและการป้องกันที่ถูกต้อง 1. หนองในเทียม โรคยอดฮิตที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก (ประมาณ 50-70% ของผู้ชายแทบไม่รู้ตัว) อาการ: หากมีอาการ มักจะเริ่มเห็นผลหลังรับเชื้อ 1-3 สัปดาห์ จะมีอาการแสบที่ปลายท่อปัสสาวะเวลาปัสสาวะมีมูกใสหรือมูกขาวขุ่นไหลออกมา (เรียกว่าหนองเทียม) และบางรายอาจมีอาการปวดหรือบวมที่อัณฑะร่วมด้วย ความเสี่ยง: หากปล่อยไว้เชื้ออาจลามไปที่ท่อเก็บอสุจิทำให้เป็นหมันได้ 2. หนองในแท้ อาการมักจะรุนแรงและชัดเจนกว่าหนองในเทียม อาการ: มักเกิดอาการภายใน 2-7 วันหลังได้รับเชื้อ อาการเด่นคือมีหนองสีเหลืองหรือเขียวเข้มไหลออกมาจากปลายปวัยวะเพศ ปัสสาวะจะแสบขัดมากเหมือนโดนเข็มลนไฟ ความเจ็บปวดจะชัดเจนจนส่วนใหญ่ต้องรีบไปหาหมอ ความเสี่ยง: เชื้อสามารถเข้าสู่กระแสเลือดหรือข้อต่อได้หากไม่รีบรักษา ระยะเวลา และวิธีในการตรวจหนองในแท้ และหนองในเทียม ระยะที่เริ่มตรวจได้: 27 วัน หลังมีความเสี่ยง ระยะที่แนะนำ: 7 วัน (1 สัปดาห์) จะชัวร์ที่สุด วิธีตรวจ: ตรวจจากปัสสาวะ หรือการป้ายเชื้อ (Swab) ในลำคอ/ทวารหนัก คำแนะนำ: หากมีอาการแสบขัดหรือหนองไหลก่อน 7 วัน สามารถไปพบหมอเพื่อตรวจและรักษาได้ทันทีไม่ต้องรอ 3. ซิฟิลิส ซิฟิลิสแบ่งอาการออกเป็นหลายระยะ ซึ่งน่ากลัวตรงที่อาการหายไปเองได้แต่เชื้อยังอยู่ ระยะที่ 1 (แผลริมแข็ง): หลังรับเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ จะมีแผลวงกลม ขอบแข็ง ไม่เจ็บ ขึ้นบริเวณที่สัมผัสเชื้อ อวัยวะเพศ ทวารหนัก ปาก แผลนี้จะหายไปเองแม้ไม่รักษา ระยะที่ 2 (ออกดอก): หลังจากแผลหายไปหลายสัปดาห์ จะเริ่มมีผื่นแดงตามตัว โดยเฉพาะที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต และผมร่วงเป็นหย่อมๆ ระยะแฝง: ไม่มีอาการเลย แต่เชื้อกำลังทำลายระบบภายใน หัวใจ สมอง ในระยะยาว ระยะเวลา และวิธีในการตรวจซิฟิลิส ระยะที่เริ่มตรวจได้: 34 สัปดาห์ หลังมีความเสี่ยง ระยะที่แนะนำ: 612 สัปดาห์ เพื่อยืนยันผล 100% วิธีตรวจ: ตรวจเลือด (VDRL หรือ TP) คำแนะนำ: หากพบแผลสะอาดที่อวัยวะเพศ (แผลริมแข็ง) ภายใน 1-2 สัปดาห์แรก หมออาจใช้วิธีขูดผิวแผลไปส่องกล้องหาเชื้อได้โดยตรง 4. เริมและหูดหงอนไก่ เริมเป็นโรคที่ไม่หายขาด เชื้อจะไปแอบอยู่ที่ปมประสาทและปะทุออกมาเมื่อร่างกายอ่อนแอ อาการเริม: เริ่มจากอาการคัน ยิบๆ หรือปวดแปลบในบริเวณที่จะขึ้นแผล จากนั้นจะมีตุ่มน้ำใสๆ ขึ้นเป็นกลุ่ม เมื่อตุ่มแตกจะเป็นแผลตื้นๆ ที่เจ็บปวดมาก มักมีอาการปวดหัวหรือมีไข้ร่วมด้วยในการเป็นครั้งแรก หูดหงอนไก่ เกิดจากไวรัส HPV ชนิดที่ไม่ก่อมะเร็ง (แต่อาจก่อมะเร็งทวารหนักได้ในบางเคส) อาการหูดหงอนไก่: มีติ่งเนื้อสีชมพูหรือสีผิว ผิวขรุขระเหมือนดอกกะหล่ำ ขึ้นบริเวณองคชาต ถุงอัณฑะ หรือรอบทวารหนัก มักไม่มีอาการปวด แต่อาจมีอาการคันหรือเลือดออกบ้างหากโดนเสียดสี ระยะเวลาวิธีในการตรวจเริม และหูดหงอนไก่ ระยะเวลา: ไม่มีกำหนดที่แน่นอน หากไม่มีอาการ วิธีตรวจ: ส่วนใหญ่ใช้วิธีตรวจด้วยตาเปล่าโดยแพทย์ เมื่อมีตุ่ม แผล หรือติ่งเนื้อเกิดขึ้น คำแนะนำ: การเจาะเลือดหาภูมิคุ้มกันเริมอาจบอกได้ว่าเคยติดเชื้อมาในอดีต แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าติดมาเมื่อไหร่ 5. พยาธิในช่องคลอดในผู้ชาย แม้ชื่อจะดูเหมือนเป็นเฉพาะผู้หญิง และผู้ชายส่วนใหญ่ ประมาณ 70-80% มักไม่มีอาการแสดงเลย ทำให้หลายคนแพร่เชื้อไปให้คู่นอนโดยไม่รู้ตัว อาการ: เชื้อนี้ติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ (ทางช่องคลอด, ทวารหนัก หรือปาก) โดยไม่ได้สวมถุงยางอนามัย ในผู้ชาย เชื้อจะเข้าไปอาศัยอยู่ที่ ท่อปัสสาวะ หรือบริเวณ ใต้หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ ผู้ชายส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่อาจมีอาการระคายเคืองภายในท่อปัสสาวะ มีอาการแสบหลังหลั่งน้ำอสุจิ หรือมีมูกใสๆ ไหลออกมาเล็กน้อย ระยะเวลาวิธีในการตรวจ พยาธิในช่องคลอดในผู้ชาย ควรตรวจเมื่อไหร่: โดยทั่วไปเชื้อชนิดนี้มีระยะฟักตัวประมาณ 5 ถึง 28 วัน หลังจากได้รับเชื้อ หากมีอาการ: สามารถไปพบแพทย์เพื่อตรวจได้ทันที หากไม่มีอาการ (แต่คู่นอนติดเชื้อ): แนะนำให้รอประมาณ 7-14 วัน หลังจากมีความเสี่ยง เพื่อให้เชื้อมีปริมาณมากพอที่ชุดตรวจจะตรวจจับได้ครับ วิธีตรวจ: การตรวจปัสสาวะเป็นวิธีที่นิยมที่สุดโดยใช้เทคนิค NAAT ซึ่งเป็นการตรวจหา DNA ของเชื้อ วิธีนี้มีความแม่นยำสูงมาก และการสวอปท่อปัสสาวะแพทย์จะใช้ก้านสำลีเล็กๆ สอดเข้าที่ปลายท่อปัสสาวะเพื่อเก็บตัวอย่างไปส่องกล้องหรือเพาะเชื้อ 7. เอชไอวี (HIV) อาการระยะแรก : ประมาณ 2-4 สัปดาห์หลังเสี่ยง จะมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น ไข้สูง เจ็บคอ ผื่นตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้จะหายไปเองจนเข้าสู่ระยะสงบที่ไม่มีอาการยาวนาน 5-10 ปี ระยะเวลา และวิธีในการตรวจ HIV (เอชไอวี) วิธีตรวจแบบ Fourth Generation (นิยมที่สุด): ตรวจได้เร็วที่สุดที่ 24 สัปดาห์ (ตรวจหาทั้งเชื้อและภูมิคุ้มกัน) วิธีตรวจแบบ NAT (สภากาชาดไทย): ตรวจได้เร็วที่สุดที่ 37 วัน หลังรับเชื้อ (มีความแม่นยำสูงมาก) ชุดตรวจเร็ว (Rapid Test): แนะนำที่ 2130 วัน ขึ้นไป คำแนะนำ: หากรู้ตัวว่าพลาดภายใน 72 ชม. ให้ขอยา PEP (ยาฉุกเฉิน) ทันทีโดยไม่ต้องรอตรวจ 8. ไวรัสตับอักเสบ ไวรัสตับอักเสบ บี คือสายพันธุ์ที่อันตรายที่สุดในแง่ของการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การติดต่อ: ติดต่อผ่านเลือด อสุจิ และสารคัดหลั่ง (แพร่เชื้อง่ายกว่า HIV ถึง 100 เท่า) ความเสี่ยง: การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน ทั้งทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือแม้แต่ออรัลเซ็กซ์ อันตราย: หากกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง จะนำไปสู่ ตับแข็ง และมะเร็งตับ ระยะฟักตัว: ตรวจพบเชื้อได้เร็วสุดที่ 36 สัปดาห์ (แนะนำยืนยันผลที่ 3 เดือน) การป้องกัน: มีวัคซีนฉีดป้องกันได้ (ฉีด 3 เข็ม คุ้มครองตลอดชีวิต) ไวรัสตับอักเสบ ซี ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่ มักจะไม่มีอาการ ใดๆ เลยในช่วงแรก แต่เชื้อจะค่อยๆ ทำลายตับไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับในที่สุด การติดต่อ: ติดต่อทางเลือดเป็นหลัก ความเสี่ยงในเซ็กซ์: มักพบในกลุ่มชายรักชาย (MSM) หรือการมีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงจนเกิดแผลหรือมีเลือดออก รวมถึงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน อันตราย: กว่า 80% ของผู้ติดเชื้อจะกลายเป็นโรคเรื้อรังโดยไม่มีอาการ และจะรู้ตัวอีกทีเมื่อตับวายหรือเป็นมะเร็งตับแล้ว ระยะฟักตัว: 69 สัปดาห์ การป้องกัน: ไม่มีวัคซีนต้องใช้ถุงยางอนามัยและไม่ใช้ของมีคมร่วมกันเท่านั้น (แต่ปัจจุบันมียารักษาให้หายขาดได้) ไวรัสตับอักเสบ เอ สามารถติดต่อได้ทางทางปาก เพราะติดต่อผ่านการกินเป็นหลัก แต่โรคนี้ เป็นเองหายเองได้ ภายใน 1-2 เดือนและมีวัคซีนป้องกัน การติดต่อ: ผ่านทางอุจจาระสู่ปาก ความเสี่ยงในเซ็กซ์: มักเกิดจากการทำ Oral-Anus Sex (Rimming) หรือการสัมผัสบริเวณทวารหนักแล้วนำเชื้อเข้าปาก อันตราย: ทำให้เกิดตับอักเสบเฉียบพลัน ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) แม้จะไม่เป็นเรื้อรังเหมือน B หรือ C แต่ทำให้ร่างกายทรุดหนักได้ในระยะแรก หากเกิดอาการดังกล่าวนี้ให้พบแพทย์ทันที ระยะฟักตัว: 24 สัปดาห์ การป้องกัน: มีวัคซีนป้องกันได้ และควรล้างมือ/ทำความสะอาดร่างกายให้ดีก่อนและหลังมีกิจกรรม ระยะเวลาและวิธีในการตรวจ ไวรัสตับอักเสบ บี ไวรัสตับอักเสบ ซี และ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบ บี: เริ่มตรวจได้ที่ 36 สัปดาห์ แต่จะชัดเจนที่สุดที่ 3 เดือน ไวรัสตับอักเสบ ซี: เริ่มตรวจได้ที่ 69 สัปดาห์ ไวรัสตับอักเสบ เอ: เริ่มตรวจได้ที่ 24 สัปดาห์ อาจเร็วสุด 15 วัน วิธีตรวจ: เจาะเลือดหา Antigen หรือ Antibody วิธีป้องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ใช้ถุงยางอนามัย ทุกครั้งและทุกทาง ถุงยางคือด่านหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด เพราะเป็นเครื่องป้องกันทางกายภาพ แผ่นยางอนามัย (Dental Dams): จำเป็นมากสำหรับกิจกรรมที่ใช้ปากกับอวัยวะเพศหญิงหรือทวารหนัก วัคซีน HPV: ป้องกันมะเร็งปากมดลูก, มะเร็งทวารหนัก, มะเร็งลำคอ และหูดหงอนไก่ ฉีดวัคซีนป้องกันตับอักเสบ: ป้องกันการติดเชื้อที่ตับซึ่งติดต่อผ่านเลือดและน้ำคัดหลั่ง ก่อนเริ่มมีสัมพันธ์กับคู่คนใหม่ ควรไปตรวจเลือดพร้อมกันและเปิดเผยผลตรวจ ตรวจเลือดเป็นประจำ: หากเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ควรตรวจทุก 3-6 เดือน ใช้ยาป้องกัน (เฉพาะกรณี HIV) กินยา PrEP: กินดักไว้ก่อนแบบเม็ดรายวันหรือแบบฉีด สำหรับผู้ที่ไม่มีเชื้อ HIV แต่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม
ไลฟ์สไตล์ • 12 ก.พ. 69
อ่าน
5 อาการฮอร์โมนไม่สมดุล อารมณ์สวิง น้ำหนักพุ่ง สิวบุก? เช็กวิธีดูแลตัวเอง
เคยรู้สึกไหมคะว่าบางวันอยู่ดีๆ ก็หงุดหงิดง่าย ผิวพรรณที่เคยสดใสกลับดูหมองคล้ำ หรือนอนเท่าไหร่ก็ยังเพลีย? อาการเหล่านี้อาจไม่ใช่แค่เพราะเราทำงานหนักเกินไป แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ "อาการฮอร์โมนไม่สมดุล" ซึ่งเป็นปัญหาที่ผู้หญิงอย่างเราไม่ควรละเลย เพราะฮอร์โมนเปรียบเสมือนสารสื่อประสาทที่ควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกาย หากเราปล่อยไว้เนิ่นๆ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตในระยะยาวได้เลยค่ะ การหมั่นสังเกต วิธีเช็กสัญญาณเตือนว่าฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เรากลับมาดูแลตัวเองได้ทันท่วงทีค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำหนักตัวที่ขึ้นพรวดพราดแบบไม่มีสาเหตุ หรือวงจรประจำเดือนที่เริ่มมาไม่ปกติ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงสมดุลภายในที่เปลี่ยนไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันว่าอาการแบบไหนที่ใช่ และเราจะรับมือกับความแปรปรวนของเจ้าฮอร์โมนนี้ได้อย่างไรแบบฉบับผู้หญิงยุคใหม่ที่รักตัวเองค่ะ 5 สัญญาณเตือน "อาการฮอร์โมนไม่สมดุล" ที่ผู้หญิงต้องรู้ หากคุณกำลังสงสัยว่าตัวเองเข้าข่ายหรือไม่ ลองเช็กลิสต์อาการยอดฮิตเหล่านี้ดูค่ะ อารมณ์แปรปรวน (Mood Swings): รู้สึกเศร้า หงุดหงิด หรือวิตกกังวลสะสม โดยเฉพาะในช่วงก่อนมีประจำเดือน (PMS) ที่รุนแรงกว่าปกติ ปัญหาเรื่องผิวและผม: สิวขึ้นซ้ำซากบริเวณคางและกราม หรือปัญหาผมร่วง ผมบางผิดปกติ ระบบเผาผลาญพัง: น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง แม้จะคุมอาหารแล้วก็ตาม นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิท: ตื่นมาแล้วไม่สดชื่น อ่อนเพลียเรื้อรังระหว่างวัน ประจำเดือนมาไม่ปกติ: มาบ้างไม่มาบ้าง หรือมาในปริมาณที่มากหรือน้อยเกินไป วิธีปรับสมดุลฮอร์โมนแบบธรรมชาติ สำหรับใครที่อยากเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ สามารถทำตามคำแนะนำง่ายๆ ดังนี้ค่ะ เน้นทานอาหารกลุ่ม Whole Foods: เน้นผักใบเขียว โปรตีนสะอาด และไขมันดีจากอะโวคาโดหรือถั่วต่างๆ จัดการความเครียด: ฝึกโยคะ นั่งสมาธิ หรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อลดระดับฮอร์โมนความเครียด นอนให้มีคุณภาพ: เข้านอนก่อน 5 ทุ่มเพื่อให้ร่างกายหลั่ง Growth Hormone ได้อย่างเต็มที่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ: เลือกการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น การเดินเร็ว หรือพิลาทิ Note: หากลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กระดับฮอร์โมนอย่างละเอียดถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดนะคะ อย่าปล่อยให้ความผิดปกติเล็กๆ กลายเป็นเรื่องใหญ่ค่ะ
เทรนด์สุขภาพ • 9 ก.พ. 69
อ่าน
5 วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์แบบธรรมชาติ ไม่กินยาแก้ปวด อ่อนโยนต่อร่างกาย
เชื่อว่าสาวๆ หลายคนต้องเคยเจอศึกหนักในวันมามาก จนต้องมองหา วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์โดยไม่กินยาแก้ปวด เพราะไม่อยากสะสมสารเคมีในร่างกายหรือบางคนอาจจะมีอาการแพ้ยา การเข้าใจกลไกของร่างกายและเลือกใช้วิธีธรรมชาติอย่างการประคบร้อนหรือการยืดเหยียดเบาๆ จะช่วยบรรเทาอาการปวดเกร็งมดลูกให้ดีขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพายาเม็ดสีเหลืองเสมอไปค่ะ สำหรับใครที่กำลังทรมานกับอาการปวดหน่วงๆ จนทำกิจวัตรประจำวันไม่ไหว ลองหันมาโฟกัสที่ เทคนิคแก้ปวดท้องประจำเดือนด้วยวิธีธรรมชาติแบบเร่งด่วน ที่สามารถทำได้เองที่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นการปรับอาหารการกิน การดื่มน้ำอุ่น หรือการนอนให้ถูกท่า ซึ่งวิธีเหล่านี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดความเจ็บปวดในระยะสั้น แต่ยังช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้สุขภาพภายในของสาวๆ แข็งแรงขึ้นในระยะยาวอีกด้วย 5 วิธีลดอาการปวดท้องเมนส์แบบธรรมชาติ 1. การประคบร้อน (Heat Therapy) การใช้ความร้อนคือ "ของดี" ที่ทำง่ายที่สุด ความร้อนจะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น และทำให้กล้ามเนื้อที่กำลังบีบตัวอย่างหนักผ่อนคลายลง Tip: ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นแปะความร้อนประคบทิ้งไว้ 15-20 นาที 2. เครื่องดื่มสมุนไพรและน้ำอุ่น การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญ แต่หากสาวๆ อยากดื่มน้ำที่ดีต่อช่วงมีประจำเดือน ลองเปลี่ยนมาเป็น น้ำขิง: มีฤทธิ์ร้อนและช่วยต้านการอักเสบได้ดีพอๆ กับยาแก้ปวดบางชนิด น้ำชาคาโมมายล์: ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและลดอาการเกร็ง 3. ท่าโยคะแก้ปวดท้องเมนส์ การนอนขดตัวอาจยิ่งทำให้ปวด ลองเปลี่ยนมาใช้ท่าทางที่ช่วยเปิดอุ้งเชิงกราน ท่าเด็ก (Childs Pose): ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลังส่วนล่างและท้องน้อย ท่าแมวและวัว (Cat-Cow): ช่วยนวดอวัยวะภายในและคลายความตึงเครียดของกระดูกสันหลัง 4. การปรับท่านอนลดปวด (Sleeping Positions) เชื่อไหมว่าท่านอนส่งผลต่ออาการปวดท้องเมนส์อย่างมาก เพราะบางท่าจะไปเพิ่มแรงกดทับที่หน้าท้อง ลองปรับมาใช้ท่านอนเหล่านี้ดูค่ะ ท่านอนขดตัว (Fetal Position): การนอนตะแคงแล้วงอเข่าขึ้นมาเล็กลง จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องผ่อนคลาย ลดการเกร็งตัวของมดลูก ใช้หมอนรองใต้หัวเข่า: หากถนัดนอนหงาย ให้วางหมอนหนุนไว้ใต้หัวเข่า เพื่อรักษาความโค้งของกระดูกสันหลังส่วนล่างให้เป็นธรรมชาติ ช่วยลดอาการปวดหลังที่มักมาพร้อมกับปวดเมนส์ 5. ปรับอาหารในช่วงวันนั้นของเดือน กิน: อาหารที่มีแมกนีเซียมสูง เช่น กล้วย, ดาร์กช็อกโกแลต และผักใบเขียว เลี่ยง: ชา กาแฟ และน้ำอัดลม เพราะคาเฟอีนจะทำให้หลอดเลือดหดตัว ยิ่งปวดกว่าเดิม! บทความที่คุณอาจสนใจ มีเมนส์ดื่มน้ำเย็นได้ไหม กินแล้วเป็นอันตรายจริงหรือ❓ 6 เคล็ดลับ ลดอาการไม่พึงประสงค์ ในวันแดงเดือด เหล่ามนุษย์เมนส์ห้ามพลาด!
เทรนด์สุขภาพ • 29 ธ.ค. 68
อ่าน
ปวดท้องน้อยด้านขวา สาเหตุเกิดจากอะไร? เช็กอาการฉุกเฉินด่วน!
อาการปวดท้องน้อยด้านขวา เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยและสร้างความกังวลใจ เพราะตำแหน่งนี้มีอวัยวะหลายส่วนที่อาจเป็นสาเหตุได้ เช่น ไส้ติ่ง ปีกมดลูก หรือไต อาการปวดนี้อาจมีทั้งแบบปวดจี๊ดๆ หรือปวดหน่วงๆ ที่แตกต่างกันไปตามสาเหตุ ซึ่งการเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับอาการและสาเหตุนั้นจะช่วยให้รู้จักวิธีดูแลและเมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ได้อย่างเหมาะสม ในวันนี้เราจะอธิบายถึงสาเหตุหลักของอาการปวดท้องน้อยด้านขวา พร้อมทั้งเคล็ดลับการสังเกตอาการและวิธีป้องกัน เพื่อให้ทุกคนที่กำลังมีอการนี้สามารถเข้าใจได้ง่าย และสามารถจัดการกับอาการปวดท้องได้อย่างถูกวิธี สาเหตุหลักของอาการปวดท้องน้อยด้านขวา อาการ ปวดท้องน้อยด้านขวา โดยเฉพาะในผู้หญิง สามารถแบ่งสาเหตุออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามอวัยวะที่เกี่ยวข้อง: 1. ภาวะฉุกเฉินที่ต้องระวังเป็นพิเศษ (🚨 อันตราย!) ไส้ติ่งอักเสบ (Appendicitis): เป็นสาเหตุที่พบบ่อยและอันตรายที่สุด อาการมักเริ่มจากปวดรอบสะดือแล้วย้ายมาปวดจุกๆ ที่ท้องน้อยด้านขวา มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และอาการปวดจะมากขึ้นเมื่อขยับตัว หากมีอาการนี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที! นิ่วในท่อไต (Kidney/Ureteral Stones): หากก้อนนิ่วเคลื่อนตัวลงมาที่ท่อไตด้านขวา จะทำให้มีอาการปวดเกร็งเป็นพักๆ อย่างรุนแรง (ปวดบิด) ร้าวไปด้านหลังหรือขาหนีบ อาจมีเลือดออกปนในปัสสาวะ ถุงน้ำรังไข่แตกหรือบิดขั้ว (Ovarian Cyst Rupture/Torsion): พบได้ในผู้หญิงที่มีซีสต์รังไข่อยู่แล้ว เมื่อซีสต์แตกหรือเกิดการบิดขั้วของรังไข่ จะมีอาการ ปวดท้องน้อยด้านขวาเฉียบพลัน รุนแรงมากจนหน้ามืด ต้องรีบรับการผ่าตัดด่วนเพื่อรักษาชีวิตและรังไข่ 2. สาเหตุทางนรีเวชที่พบได้บ่อย ปีกมดลูกอักเสบ (Pelvic Inflammatory Disease - PID): การติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ส่วนบน (มดลูก, ท่อนำไข่) อาจทำให้เกิด ปวดท้องน้อยด้านขวา ร่วมกับตกขาวผิดปกติ มีไข้ และปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์นอกมดลูก (Ectopic Pregnancy): เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หากไข่ที่ผสมแล้วไปฝังตัวในท่อนำไข่ด้านขวา จะมีอาการ ปวดท้องน้อยด้านขวา ร่วมกับเลือดออกทางช่องคลอด และอาจมีอาการช็อกได้หากท่อนำไข่แตก ปวดระหว่างตกไข่ (Mittelschmerz): เป็นอาการปวดหน่วงๆ ที่เกิดจากการตกไข่ มักเกิดบริเวณท้องน้อยด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น ด้านขวา) และจะหายไปเองภายใน 1-2 วัน ไม่เป็นอันตราย 3. สาเหตุอื่นๆ (อาหารและการขับถ่าย) อาการท้องผูก (Constipation): หากอุจจาระคั่งค้างในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายด้านขวา อาจทำให้รู้สึกปวดหน่วงๆ หรือแน่นท้อง ลำไส้อักเสบหรือติดเชื้อ (Gastroenteritis): อาการปวดท้องจากภาวะนี้มักมาพร้อมกับท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน แต่ถ้าการอักเสบเกิดขึ้นที่บริเวณลำไส้ด้านขวา ก็จะรู้สึก ปวดท้องน้อยด้านขวา ได้ ภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรัง (Chronic Pelvic Pain): อาการปวดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน แม้จะรักษาตามสาเหตุแล้ว อาการปวดก็ยังคงอยู่ ซึ่งอาจต้องมีการรักษาเฉพาะทางด้านอาการปวด หากอาการ ปวดท้องน้อยด้านขวา ของคุณเข้าข่ายกลุ่มอาการฉุกเฉิน อย่าลังเลที่จะไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้องและรับการรักษาอย่างเหมาะสมนะคะ เพราะการตรวจร่างกายและการอัลตราซาวนด์คือวิธีที่ดีที่สุดในการค้นหาว่าสาเหตุของ ปวดท้องน้อยด้านขวา เกิดจากอะไร คำถามที่พบบ่อย (FAQs) 1. อาการปวดท้องน้อยด้านขวาที่สัมพันธ์กับรอบเดือน ปกติหรือไม่? ตอบ: หากเป็นการปวดหน่วงๆ เล็กน้อยในช่วงตกไข่ (ปวดท้องน้อยข้างเดียว) หรือปวดเล็กน้อยถึงปานกลางก่อนหรือระหว่างมีประจำเดือน ถือเป็นเรื่องปกติค่ะ แต่ถ้าปวดรุนแรงมากจนต้องขาดงานหรือทานยาแก้ปวดในปริมาณมาก อาจเป็นสัญญาณของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือซีสต์รังไข่ ควรรีบปรึกษาคุณหมอค่ะ 2. ปวดท้องน้อยด้านขวาเรื้อรัง ควรทำอย่างไร? ตอบ: หากมีอาการ ปวดท้องน้อยด้านขวา ติดต่อกันนานกว่า 6 เดือน โดยที่อาการไม่รุนแรงแต่ไม่หายขาด คุณควรไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านนรีเวชหรือศัลยแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอย่างละเอียด เช่น การติดเชื้อเรื้อรัง, ลำไส้แปรปรวน (IBS), หรือภาวะอุ้งเชิงกรานอักเสบเรื้อรังค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 โรคที่ต้องระวัง เมื่อมีอาการปวดท้องด้านขวา 9 ตำแหน่งปวดท้อง ปวดตรงไหนเป็นโรคอะไรได้บ้าง
เทรนด์สุขภาพ • 1 ธ.ค. 68
อ่าน
ตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงอายุ 30+ ควรตรวจอะไรบ้าง?
เมื่อผู้หญิงก้าวเข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไป ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตในวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียด พักผ่อนน้อย พฤติกรรมการรับประทานอาหาร หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนตามธรรมชาติ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์เพิ่มสูงขึ้น การใส่ใจสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่สุดในการดูแลตัวเองคือ การตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงอายุ 30+ ไม่ใช่เพียงแค่การตรวจวัดพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น แต่ควรเน้นไปที่การคัดกรองโรคเฉพาะทางที่พบบ่อยในวัยนี้ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การทราบผลการตรวจแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดความเสี่ยง และเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที หากคุณกำลังมองหาแนวทางว่าในแต่ละปีควรตรวจอะไรบ้างเพื่อคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี วันนี้เราได้รวบรวมรายการตรวจที่จำเป็นและสำคัญที่สุดมาให้คุณแล้ว เพื่อให้คุณมีชีวิตที่สมดุลและแข็งแรงในทุกๆ วัน ตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงอายุ 30+ 1. การตรวจสุขภาพพื้นฐาน (The Essentials) การตรวจวัดทั่วไปที่ช่วยประเมินภาวะสุขภาพโดยรวม และคัดกรองความเสี่ยงของโรคที่พบบ่อย 1.1 การตรวจร่างกายทั่วไปโดยแพทย์: การวัดความดันโลหิต ชีพจร ส่วนสูง น้ำหนัก และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะอ้วน 1.2 ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC): เพื่อดูภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อ และความผิดปกติของเม็ดเลือด 1.3 ตรวจระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Blood Sugar: FBS): คัดกรองโรคเบาหวาน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงขึ้นในวัยนี้ 1.4 ตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile): ตรวจหาคอเลสเตอรอลรวม, ไขมันดี (HDL-C), ไขมันไม่ดี (LDL-C), และไตรกลีเซอไรด์ เพื่อประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด 1.5 ตรวจการทำงานของตับและไต: ดูค่าเอนไซม์ตับ (SGOT, SGPT, Alk Phos) และค่าการทำงานของไต (BUN, Creatinine) 1.6 ตรวจปัสสาวะและอุจจาระ: เพื่อคัดกรองการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของไต หรือความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ในเบื้องต้น 2. การตรวจคัดกรองโรคเฉพาะทางสำหรับผู้หญิง (Women's Specific Screening) รายการตรวจที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่เข้าสู่วัย 30 ปีขึ้นไป โดยมุ่งเน้นที่ระบบสืบพันธุ์และการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน 2.1 ตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Smear / ThinPrep / HPV Testing): ความสำคัญ: มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในผู้หญิง การตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์เป็นสิ่งจำเป็น คำแนะนำ: ควรตรวจเป็นประจำทุก 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับวิธีการตรวจและผลการตรวจครั้งล่าสุด 2.2 ตรวจเต้านม (Breast Examination): การคลำเต้านมโดยแพทย์: ตรวจหาสิ่งผิดปกติ เช่น ก้อนเนื้อ การถ่ายภาพรังสีเต้านม (Mammogram) และ/หรือ อัลตราซาวด์เต้านม (Ultrasound Breast): แนะนำให้เริ่มพิจารณาการตรวจแมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เมื่ออายุ 35-40 ปี หรือตามประวัติความเสี่ยงของแต่ละบุคคล 2.3 อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนล่าง (Ultrasound Lower Abdomen): เพื่อตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก รังไข่ เพื่อคัดกรองภาวะถุงน้ำรังไข่ เนื้องอกมดลูก หรือความผิดปกติอื่นๆ 3. การตรวจอื่นๆ ที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม (Optional but Recommended) รายการตรวจที่อาจพิจารณาเพิ่มตามความเสี่ยง ประวัติครอบครัว และพฤติกรรมการใช้ชีวิต 3.1 ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG/ECG): สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ หรือมีประวัติความดันโลหิตสูง 3.2 ตรวจเอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): คัดกรองความผิดปกติของปอด เช่น วัณโรค หรือมะเร็งปอด (โดยเฉพาะผู้ที่สูบบุหรี่) 3.3 ตรวจสารบ่งชี้มะเร็ง (Tumor Markers): เช่น CA-125 (มะเร็งรังไข่), CA 15-3 (มะเร็งเต้านม) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตรวจ เนื่องจากค่าที่สูงขึ้นไม่ได้บ่งชี้ถึงมะเร็งเสมอไป 3.4 ตรวจระดับวิตามิน D และฮอร์โมนไทรอยด์: สำหรับผู้ที่รู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ หรือมีปัญหาเกี่ยวกับการเผาผลาญ การตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้หญิงอายุ 30+ คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดเพื่ออนาคตของคุณ โปรดจำไว้ว่าเช็กลิสต์ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเบื้องต้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อออกแบบโปรแกรมการตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับคุณที่สุด โดยพิจารณาจาก: ประวัติสุขภาพส่วนตัวและครอบครัว: หากมีคนในครอบครัวเป็นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง มะเร็ง หรือโรคหัวใจ อาจต้องตรวจคัดกรองที่เจาะจงมากขึ้น พฤติกรรมการใช้ชีวิต: เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกาย ผลการตรวจครั้งก่อนๆ: เพื่อติดตามความเปลี่ยนแปลงของค่าต่างๆ การดูแลสุขภาพที่ดีเริ่มจากการรู้เท่าทันร่างกายของตนเอง อย่ารอให้มีอาการป่วยจึงจะมาใส่ใจ แต่จงก้าวเข้าสู่วัย 30+ ด้วยความมั่นใจในสุขภาพที่แข็งแรงผ่านการตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอ บทความที่คุณอาจสนใจ คู่มือตรวจสุขภาพประจำปี แต่ละช่วงวัย 20+, 30+, 40+ ควรตรวจอะไรบ้างนะ 3 ประโยชน์ของการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ตรวจสุขภาพประจำปี ดีอย่างไร
เทรนด์สุขภาพ • 20 ต.ค. 68
อ่าน
Sleep Test คืออะไร หยุดหายใจขณะหลับ ตรวจอย่างไร เบิกประกันสังคมได้จริงไหม
คุณเคยไหม ทั้งที่นอนครบ 8 ชั่วโมง แต่ตื่นเช้ามาแล้วยังรู้สึกเพลีย ง่วง งุนงง เหมือนไม่ได้พักจริง ๆอาการแบบนี้อาจไม่ใช่แค่ นอนดึก หรือ นอนไม่พอ แต่เป็นสัญญาณของภาวะความผิดปกติขณะนอนหลับ (Sleep Disorder) ซึ่งในหลายกรณีเกี่ยวข้องกับ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea OSA) ที่อันตรายกว่าที่คิด เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันสูง และโรคหลอดเลือดสมองได้ หนึ่งในวิธีวินิจฉัยที่แม่นยำที่สุดคือ Sleep Test หรือ การตรวจการนอนหลับ ซึ่งปัจจุบันสามารถใช้สิทธิ์ประกันสังคมเพื่อเบิกค่าใช้จ่ายได้ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด Sleep Test คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง ทำไมถึงต้องตรวจ Sleep Test หรือชื่อทางการแพทย์ว่า Polysomnography คือการตรวจวิเคราะห์คุณภาพการนอนหลับโดยละเอียด เพื่อค้นหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นระหว่างการนอน เช่น การหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) การนอนกรน นอนละเมอ หรือ นอนไม่หลับเรื้อรัง การตรวจนี้จะมีเจ้าหน้าที่แพทย์ติดตั้งอุปกรณ์เซนเซอร์ไว้ตามร่างกาย เช่น ศีรษะ หน้าอก และขา เพื่อบันทึกสัญญาณชีพต่าง ๆ ขณะหลับ อาทิ คลื่นสมอง (EEG) เพื่อดูวงจรการหลับลึกและหลับฝัน การหายใจและการเคลื่อนไหวของทรวงอก เพื่อประเมินการไหลเวียนของอากาศ จังหวะการเต้นของหัวใจ (ECG) และระดับออกซิเจนในเลือด การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อและดวงตา เพื่อดูว่ามีการกระตุกหรือละเมอขณะหลับหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดนี้จะถูกนำไปวิเคราะห์โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อระบุว่ามีภาวะผิดปกติใด เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ระดับออกซิเจนต่ำ หรือคุณภาพการนอนไม่เพียงพอ ซึ่งผลการตรวจนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนรักษา เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจ CPAP หรือการปรับพฤติกรรมการนอนให้เหมาะสมมากขึ้น กล่าวง่าย ๆ คือ Sleep Test ช่วยให้เราเข้าใจคุณภาพการนอนของตัวเองอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ นอนนานหรือไม่นาน แต่รู้ว่าร่างกายได้พักจริงหรือเปล่า และมีภาวะที่ซ่อนอยู่หรือไม่ เช่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หยุดหายใจ หรือสมองไม่เข้าสู่ช่วงหลับลึก ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจ Sleep Test Sleep Test ไม่ได้มีไว้เฉพาะสำหรับคนกรนเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับผู้ที่มีอาการเหล่านี้ด้วย กรนเสียงดังจนคนข้าง ๆ ต้องสะกิด หรือมีคนบอกว่าคุณหยุดหายใจขณะหลับ ง่วงมากผิดปกติในตอนกลางวัน แม้จะนอนเพียงพอ หลับยาก ตื่นกลางดึกบ่อย หรือหลับไม่สนิท มีพฤติกรรมแปลก ๆ ตอนนอน เช่น ละเมอ เดินหลับ ขากระตุก หรือพูดตอนหลับ รู้สึกแน่นหน้าอก หายใจติดขัด หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก หากคุณมีอาการใดอาการหนึ่งในนี้เป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการตรวจ Sleep Test โดยเร็ว เพราะหากปล่อยไว้อาจเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพระยะยาว เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือโรคหลอดเลือดสมอง ตรวจ Sleep Test เบิกประกันสังคมได้ไหม คำตอบคือ ได้ แต่ต้องอยู่ในกรณีที่แพทย์เห็นว่า มีความจำเป็นทางการแพทย์ หากผู้ประกันตนมีอาการเข้าเกณฑ์ เช่น กรนเสียงดังผิดปกติ หยุดหายใจขณะหลับ หรือมีภาวะง่วงมากในเวลากลางวัน แพทย์สามารถออกใบส่งตรวจ Sleep Test เพื่อขอเบิกได้ โดยต้องเข้ารับการตรวจที่ โรงพยาบาลในเครือข่ายประกันสังคม หรือ สถานพยาบาลที่ได้รับการรับรอง เท่านั้น อัตราค่าชดเชยที่เบิกได้ตามสิทธิ์ รายการ วงเงินสูงสุดที่เบิกได้ Sleep Test แบบเต็มรูปแบบ (Polysomnography Type 1) ไม่เกิน 7000 บาท Sleep Test แบบไม่มีเจ้าหน้าที่เฝ้า (Type 2) ไม่เกิน 6000 บาท เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (CPAP) ไม่เกิน 20000 บาท หน้ากากสำหรับเครื่อง CPAP ไม่เกิน 4000 บาท/ชิ้น ส่วนค่าอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ เช่น แผ่นกรองอากาศและอุปกรณ์สิ้นเปลือง จะรวมอยู่ในค่าบริการของโรงพยาบาลตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด เตรียมตัวก่อนตรวจ Sleep Test อย่างไรให้ผลแม่นยำ การตรวจจะใช้เวลาประมาณ 1 คืน ผู้เข้ารับการตรวจจึงควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมีข้อควรปฏิบัติดังนี้ 1. งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนตรวจ2. อาบน้ำและสระผมให้สะอาด เพื่อให้ติดอุปกรณ์ได้แน่นและไม่เกิดการรบกวนสัญญาณ3. งดใช้ครีม โลชั่น หรือเจลใส่ผม เพราะอาจทำให้แผ่นตรวจหลุดง่าย4. แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่ใช้อยู่ โดยเฉพาะยานอนหลับหรือยากล่อมประสาท5. หลีกเลี่ยงการงีบระหว่างวัน เพื่อให้ร่างกายสามารถเข้าสู่การหลับลึกในช่วงตรวจ6. รับประทานอาหารมื้อเย็นก่อนตรวจ 45 ชั่วโมง และไม่ควรทานอาหารมื้อหนัก7. นำของใช้ส่วนตัวติดตัวไปด้วย เช่น หมอน ผ้าห่ม หรือตุ๊กตาที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย การนอนที่ดีเริ่มจากการรู้จักตัวเอง Sleep Test คือการตรวจที่ช่วยให้เราเข้าใจ คุณภาพของการนอน มากกว่าปริมาณชั่วโมงที่นอน หากพบความผิดปกติและเข้ารับการรักษาอย่างถูกต้อง คุณจะรู้สึกสดชื่นขึ้น มีสมาธิ และลดความเสี่ยงโรคเรื้อรังในระยะยาว และที่สำคัญ หากคุณอยู่ในระบบ ประกันสังคม ก็สามารถใช้สิทธิ์ เบิกค่าตรวจ Sleep Test และอุปกรณ์ CPAP ได้จริง ตามเกณฑ์ที่แพทย์วินิจฉัยและโรงพยาบาลในเครือข่ายรองรับ เพราะ การนอนหลับที่ดี ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของความสบาย แต่คือ รากฐานของสุขภาพและคุณภาพชีวิต ที่ทุกคนควรใส่ใจตั้งแต่วันนี้นั่นเอง บทความที่คุณอาจสนใจ ผอมง่ายแค่หลับตา เคล็ดลับลดน้ำหนักด้วยการนอนฉบับผู้ชายเวลาน้อย นอนดึกทําให้อ้วน จริงไหม เหตุผลที่ผู้ชายอ้วนง่ายควรรู้!
ไลฟ์สไตล์ • 9 ต.ค. 68
อ่าน
“เนย-ฤทธิ์” เปิดใจกว่าจะมีเบบี๋ไม่ง่าย เคยลูกหลุดสองครั้ง เผยท้องนี้ 6 เดือน ได้เพศชาย
เนย-ฤทธิ์ เปิดใจกว่าจะมีเบบี๋ไม่ง่าย เคยลูกหลุดสองครั้ง เผยท้องนี้ 6 เดือน ได้เพศชาย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ออกมาประกาศข่าวดีว่าเบบี๋มาแล้ว สำหรับว่าที่คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงอย่าง เนย วรัฐฐา และ ฤทธิ์ กาไชย งานนี้เจ้าตัวก็ได้เล่ากว่าจะมีเบบี๋ครั้งนี้ต้องสูญเสียลูกหลุดถึง 2 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้ตั้งครรภ์สำเร็จด้วยวิธีทางการแพทย์ (ICSI) ทั้งคู่ก็เผยว่า จริงๆก็เป็นกังวลหลายๆ อย่าง แต่ไม่ได้ขนาดนั้น มีอะไรหลายๆอย่างให้ได้คิด ว่าหลังจากนี้สเต็ปต่อไปเราต้องทำยังไง เตรียมตัวยังไงบ้าง เรื่องหลังคลอด เรื่องโรงเรียนของลูก ก็กังวล คิดเยอะอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ 5 เกือบ 6 เดือนแล้ว ก็ใช้ชีวิตปกติ เลือกทานอาหารที่มันดีต่อนมลูก แล้วเนยก็พยามพักผ่อนเยอะๆ ให้มันไม่เครียด แค่นี้แหละ ก่อนมาใช้วิธีทางการแพทย์ น้องหลุดทั้ง 2 รอบ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ถึงกับเศร้าอะไรขนาดนั้น เราก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ บางทีมันอาจจะมีหลุดได้ แต่เนยจะรู้สึกว่าเนยแปลกใจตัวเองมาก ว่าทำไมเราท้องก็ไม่ได้ยาก แล้วก็เป็นคนเฮลตี้ ดูแลสุขภาพตัวเองดี ทุกอย่างมันไม่น่าจะมีปัญหา ก็เลยเกิดเป็นความสงสัยมากกว่า ว่ามันคืออะไร ก็เลยถามคุณหมอ เพราะว่าเนยเป็นคนที่ดูแลตัวเองดีนะ ทุกอย่างเลย เวลาตรวจสุขภาพก็คือออกมาดี เพอร์เฟ็กต์มากเลย แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้ คุณหมอเขาก็เลยให้คำแนะนำว่า บางทีอ่ะเรื่องการตั้งครรภ์ การที่น้องจะเจริญเติบโต มันไม่ได้เกี่ยวว่าเราเป็นคนสุขภาพดี หรือมีอายุน้อยอย่างเดียว มันมีเรื่องของกรรมพันธุ์ โรคแฝง คุณภาพของไข่ คือมันมีหลายปัจจัยมากๆเลยที่เราไม่รู้ เขาก็บอกเราไม่ต้องเครียด แต่เนยอ่ะก็ไม่ได้เครียดอะไรขนาดนั้น แล้วคือหลังจากครั้งที่ 2 ที่หลุดไป ก็ไม่ได้ปล่อยไว้นาน ก็เลยมาปรึกษา เพราะเนยรู้สึกว่ามันแปลก มันต้องมีอะไรบางอย่าง ก็เลยได้มาเป็นน้องตอนนี้ก็ 6 เดือนแล้ว รู้เพศแล้วเป็นผู้ชาย ถามว่าคุณพ่อเห่อขนาดไหน หนุ่มฤทธิ์บอกต่อว่าคือจริงๆ อ่ะ ผู้ชายผู้หญิงก็ได้ แต่ในใจแล้วอ่ะอยากได้น้องผู้หญิง แต่พอมาเป็นน้องผู้ชายก็เลยรู้สึกว่า อืม ก็ดี ไหนๆ ก็มีฤทธิ์มีพิชญ์แล้ว ก็น่าจะอีกซักคนนึง เอาให้มันพังไปเลยทีเดียว ก็ดี ก็เลยรู้สึก เราจะได้มีเพื่อนอีกคนนึง ก็ให้เขาโตมาเป็นสิ่งที่เขาเป็น คือเราอ่ะมีโอกาสได้อยู่โรงเรียนชายล้วนด้วย มีน้องชายด้วย ก็ง่ายการที่เราจะเลี้ยงผู้ชายอีกสักคน ผมอยากได้ 2 คน คือความที่ผมก็มีพี่น้องเนาะ แล้วถ้าเกิดไม่ได้ห่างกันมาก 2-3 ปีอ่ะ มันก็ได้มีเพื่อนและน้องทั้งสองอย่างรวมๆกันแล้วมันไม่เหงา คือถ้ามีลูกคนเดียว รู้สึกว่า..คือไม่แน่ครับตอนนี้อาจจะเป็นยุคใหม่แล้ว แต่ว่ายุคผมอ่ะ ผมรู้สึกว่ามันไม่ได้มีโซเชียลเน็ตเวิร์คแบบนี้ มันจะเหงา มันอยู่คนเดียวมันก็ไม่มีเพื่อนไม่มีน้องที่โตมาด้วยกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน เล่นกีฬาด้วยกัน อยู่ทีมเดียวกัน มันจะสนุกกว่าอ่ะ ด้านเนยบอกอีกว่าแพลนว่าอยากมีแค่คนเดียว เหนื่อย ไม่ได้รู้สึกอยากมีหลายๆ คน รู้สึกว่ามีคนเดียวแล้วดูแลได้เต็มที่ มีเวลาเต็มที่ แล้วเนยรู้สึกว่าถ้าตัวเราไม่ได้เหนื่อยมาก มันจะทำให้ลูกเราแฮปปี้ด้วย แต่มันก็คือความรู้สึกส่วนตัวของเนย เนยไม่ได้รู้สึกถึงเรื่องเหงา ที่โรงเรียนก็มีเพื่อนเยอะ
ดาราเดลี่บันเทิง • 9 ก.ย. 68
อ่าน
เช็กด่วน! อาการปวดท้องประจำเดือน ที่บอกว่าควรพบแพทย์
อาการปวดท้องประจำเดือนหรือที่เรียกว่า "ปวดท้องเมนส์" เป็นอาการที่ผู้หญิงหลายคนเคยพบเจอในช่วงมีประจำเดือน ซึ่งอาการปวดนี้เกิดจากการบีบตัวของกล้ามเนื้อมดลูกเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกออกมา โดยทั่วไปการปวดท้องเมนส์เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงหลายคน แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีบางกรณีที่อาการปวดท้องประจำเดือนนั้นกลายเป็นอาการผิดปกติที่ต้องใส่ใจและเข้าพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม ถึงแม้อาการปวดท้องประจำเดือนจะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงหลายคนเคยประสบ แต่บางครั้งอาการปวดก็อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติที่ต้องใส่ใจและปรึกษาแพทย์ ในวันนี้เราจะพาทำความเข้าใจว่าอาการปวดแบบใดที่ถือว่าปกติและแบบไหนที่ผิดปกติ เพื่อสุขภาพที่ดี อาการปวดท้องประจำเดือนที่ปกติ อาการปวดท้องในช่วงมีประจำเดือนมักเกิดจากการบีบตัวของมดลูกเพื่อขับเยื่อบุโพรงมดลูกร่วมกับสารโพรสตาแกลนดิน ซึ่งเป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่พบในผู้หญิงส่วนใหญ่ โดยลักษณะอาการที่ปกติ ได้แก่ ปวดรุนแรงเล็กน้อยถึงปานกลาง มีลักษณะปวดหน่วงหรือปวดบีบตัว ปวดบริเวณท้องน้อย อาจลามไปที่หลังส่วนล่างหรือสะโพก เริ่มปวดก่อนมีประจำเดือน 1-2 วัน หรือในช่วง 1-3 วันแรกของรอบเดือน มีอาการร่วมเช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย หรือปวดหลังเล็กน้อย อาการปวดลดลงใน 2-3 วันหลังจากเริ่มมีประจำเดือน อาการปวดท้องประจำเดือนที่ผิดปกติ หากอาการปวดท้องประจำเดือนมีลักษณะดังต่อไปนี้ ควรเข้าพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคหรือภาวะผิดปกติ เช่น เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือเนื้องอกมดลูก ปวดท้องรุนแรงจนกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไม่สามารถลุกขึ้นหรือทำงานได้ อาการปวดท้องรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทุกเดือน ยาแก้ปวดทั่วไปไม่ช่วยบรรเทาอาการ ปวดท้องพร้อมมีไข้สูง หรือมีตกขาวผิดปกติ เช่น มีกลิ่นเหม็นหรือลักษณะผิดสี ประจำเดือนมามากผิดปกติ หรือมีลิ่มเลือดขนาดใหญ่ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียรุนแรงร่วมด้วย ปวดท้องน้อยรุนแรงในช่วงที่ไม่ใช่รอบเดือน หรือปวดขณะมีเพศสัมพันธ์ วิธีดูแลและจัดการอาการปวดเบื้องต้น สำหรับอาการปวดท้องประจำเดือนที่ไม่ได้รุนแรง อาจบรรเทาได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้ ประคบร้อนบริเวณท้องน้อยเพื่อลดอาการปวด พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงความเครียด ใช้ยาแก้ปวดประเภทไอบูโพรเฟนหรือพาราเซตามอลตามคำแนะนำ ออกกำลังกายเบา ๆ เพื่อช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีลักษณะผิดปกติ ควรพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องปกติในผู้หญิงส่วนใหญ่ แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ หรือมีอาการแทรกซ้อนร่วม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเพื่อป้องกันโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ บทความที่คุณอาจสนใจ 4 วิธีลดปวดประจำเดือน ไม่ต้องทนปวดท้อง ไม่ต้องกินยา 5 สัญญาณผิดปกติ จากประจำเดือน มาแบบไหนเสี่ยงโรค
เทรนด์สุขภาพ • 28 ส.ค. 68
อ่าน
10 สัญญาณเตือน เนื้องอก ซีสต์ ในมดลูก หลายคนเป็นแต่ไม่รู้ตัว รู้ก่อนสายเกินแก้!
ภัยเงียบยอดฮิตของสาววัยทำงานเป็นมากที่สุด แต่ไม่รู้ตัว นั่นก็คือ เนื้องอกในมดลูก และ ซีสต์ในรังไข่ ค่ะ ขอบอกว่า หากปล่อยทิ้งไว้จนอาการถึงขั้นร้ายแรง อาจเกิดมะเร็งแล้วต้องตัดมดลูกทิ้งหมดก็เป็นได้ แต่อย่าได้กังวลใจไปค่ะสาวๆ ถ้าเราทราบถึง 10 สัญญาณเตือน เนื้องอก ซีสต์ ในมดลูก ที่หลายคนเลือกจะมองข้ามกันเสียก่อน ใครลองเช็กแล้วมีอาการเข้าข่ายมากกว่าครึ่ง! แนะนำให้รีบพุ่งตัวไปสูตินรีเวชโดยด่วนเลยค่ะ อย่างไรแล้วสำหรับสาวๆ ทุกคน เราขอแนะนำให้ตรวจภายในหรืออัลตราซาวด์มดลูกและรังไข่ประจำปีค่ะ เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาเหล่านี้ หากพบความผิดปกติ จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เนื้องอกในมดลูก เกิดจากอะไร เนื้องอกในมดลูก หรือ เนื้องอกมดลูก เกิดจากอะไรนั้นยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัดค่ะ แต่ในวงการแพทย์สันนิษฐานกันว่า เกิดจากเซลล์กล้ามเนื้อมดลูกมีการเจริญเติบโตมากผิดปกติ จนเกิดเป็นก้อนเนื้องอกออกมา ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดได้แก่ ฮอร์โมน พันธุกรรม พฤติกรรมการใช้ชีวิต ฯลฯ ซึ่งอาจเกิดขึ้นบริเวณในมดลูก โพรงมดลูก หรือผนังมดลูกก็ได้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ เนื้องอกธรรมดา และเนื้องอกมะเร็งหรือเนื้อร้ายค่ะ ซีสต์ในรังไข่ คืออะไร เกิดจากอะไรได้บ้าง ซีสต์รังไข่ ถือเป็นเนื้องอกชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นถุงที่มีของเหลวอยู่ภายใน จึงได้ชื่อว่า ถุงน้ำในรังไข่ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ระดับฮอร์โมนในร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง เซลล์ภายในรังไข่แบ่งตัวมากเกินไป การตกไข่ผิดปกติหรือไข่ไม่ตกเรื้อรัง เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ สำหรับซีสต์รังไข่มีทั้งชนิดที่สามารถหายได้เอง และไม่สามารถหายได้เอง ทั้งยังขยายขนาดและพัฒนาไปเป็นมะเร็งได้อีกด้วย มาถึงตรงนี้เราก็ตามมาเช็ก สัญญาณอันตราย เนื้องอกมดลูก ซีสต์รังไข่กันดีกว่าค่ะ ว่ามีอาการอะไรบ้าง สาวๆ กำลังเผชิญอยู่หรือเปล่า? 10 สัญญาณเตือน เนื้องอกในมดลูก ซีสต์รังไข่ 1. ท้องอืด ท้องเฟ้อบ่อย สัญญาณเบสิกที่หลายคนต้องเผชิญเมื่อเป็นเนื้องอกในมดลูก หรือซีสต์ในรังไข่ คือมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ซึ่งซีสต์ที่โตหรือบวมขึ้นทำให้เกิดแรงกดกับอวัยวะข้างเคียง ส่งผลให้รู้สึกปวดคับแน่นท้อง การย่อยอาหารผิดปกติ ใส่เสื้อผ้าพอดีตัวแล้วลำบาก รู้สึกอึดอัด 2. ประจำเดือนมาไม่ปกติ แน่นอนว่าเนื้องอกในมดลูก หรือซีสต์ในรังไข่ มักสัมพันธ์กับรอบเดือนค่ะ เช่น ประจำเดือนคลาดเคลื่อน ประจำเดือนมามากผิดปกติ บางรายก็มาแบบกะปริบกะปรอย หรือไม่มาติดต่อกันหลายเดือน 3. ประจำเดือนเป็นลิ่มขนาดใหญ่ สาวคนไหนพอถึงช่วงรอบเดือนแล้ว ประจำเดือนมาเป็นลิ่มมากจนผิดสังเกต หรือมีขนาดใหญ่เกิน 2 ซม. แนะนำให้ลองปรึกษาแพทย์ เพื่อวินิจฉัยค่ะ เพราะประจำเดือนเป็นลิ่มเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งระดับฮอร์โมนไม่สมดุล มีซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ 4. รู้สึกเจ็บ แน่นท้องขณะมีเพศสัมพันธ์ บางรายที่เป็นเนื้องอก ซีสต์ในมดลูกหรือรังไข่ จะรู้สึกเจ็บหน่วง แน่นท้องน้อยขณะมีเพศสัมพันธ์ได้ค่ะ นั่นเพราะมีแรงกดบริเวณอุ้งเชิงกราน ใครเจอปัญหานี้อยู่อย่าละเลยเด็ดขาดเลยค่ะ 5. ปวดท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน อีกหนึ่งสัญญาณที่พบบ่อยในผู้ป่วยหลายราย คือ อาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกรานแบบหน่วงๆ หนักๆ หรือจี๊ดๆ เป็นประจำ ซึ่งกรณีที่ซีสต์แตกจะทำให้ปวดรุนแรงขึ้น และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย 6. ปวดหลังล่าง หลายคนเมื่อมีซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูกแล้ว อาการที่บ่งบอกว่า ซีสต์หรือเนื้องอกขยายขนาดขึ้น คือ รู้สึกปวดหลังส่วนล่าง เพราะเจ้าซีสต์ เนื้องอกตัวปัญหาทำให้เกิดแรงกดเบียดขึ้นนั่นเอง 7. ท้องโตขึ้น สาวไหนรู้สึกว่า ตัวเองอ้วนลงพุง หน้าท้องโตขึ้นผิดปกติ โดยท้องส่วนล่างเริ่มโตก่อน นั่นอาจจะไม่ใช่ไขมันก็ได้ค่ะ ยิ่งเมื่อคลำไปก็รู้สึกถึงก้อนที่ท้องน้อยด้วยแล้ว เป็นไปได้ว่า เจ้าซีสต์หรือเนื้องอกโตขึ้น 8. ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก เมื่อเนื้องอกหรือซีสต์โตขึ้น มีโอกาสที่จะไปเบียดโดนลำไส้และกระเพาะปัสสาวะ ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้น ท้องผูก ถ่ายไม่ออก 9. คัดตึงเต้านม เจ็บเต้านม เมื่อมีซีสต์หรือเนื้องอกในมดลูก ช่วงนี้แน่นอนว่า ระดับฮอร์โมนจะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้สาวๆ บางรายที่ประสบปัญหานี้มีอาการคัดตึงเต้านม เจ็บเต้านมร่วมด้วย 10. คลื่นไส้ อาเจียน สำหรับผู้ป่วยบางรายที่ซีสต์หรือเนื้องอกมีขนาดใหญ่ขึ้น อาจทำให้มีอาการท้องอืด ปวดท้องน้อย ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ และจะมีอาการรุนแรงขึ้นเมื่อซีสต์แตก บทความที่คุณอาจสนใจ ทำความรู้จัก ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS คืออะไร อาการอย่างไร
เทรนด์สุขภาพ • 31 ก.ค. 68
อ่าน
ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ดูสดผลสลากกินแบ่งรัฐบาล
หวยวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 งวดนี้ออกอะไร มา ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 ตรวจเลขท้าย 3 ตัว ตรวจเลขท้าย 2 ตัว และรางวัลอื่นๆ ครบทุกรางวัลกันได้ที่นี่เลย หวยงวดวันที่ 16 กรกฎาคม2568 นี้หวยวันออกอะไรบ้าง TrueID Horoscope มีให้คุณได้ตรวจกันทุกรางวัล พร้อมรายละเอียดครบครัน หากถูกหวย ถูกรางวัลสลากดิจิทัล / สลากทั่วไป ต้องขึ้นเงินที่ไหน โดนหักเงินกี่บาท และ จุดจําหน่ายสลากราคา 80 บาท มาเช็คกันได้เลย โดยคุณสามารถติดผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ตามเวลาออกอากาศได้ที่ช่องอมรินทร์ทีวีช่องไทยรัฐทีวี ตรวจหวย งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ตรวจหวย รางวัลที่ 1 งวดประจำ วันที่ 16 กรกฎาคม2568 รางวัลละ 6,000,000 บาท 245324 ตรวจหวย รางวัลเลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัลๆ ละ 4,000 บาท 995 171 ตรวจหวย รางวัลเลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัลๆ ละ 4,000 บาท 084 336 ตรวจหวย รางวัลเลขท้าย 2 ตัว 1 รางวัลๆ ละ 2,000 บาท 26 ตรวจหวย รางวัลข้างเคียงรางวัลที่ 1 จำนวน 2 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท 245323 245325 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 จำนวน 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท 256051 844480 844010 115709 814956 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 จำนวน 10 รางวัล รางวัลละ 80,000 บาท 350225 629192 385755 828884 750911 905994 154167 105797 518522 801720 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 จำนวน 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท 919511 535130 011545 770120 007372 226866 714779 367218 720123 016018 180198 764485 844067 159307 232904 388722 860628 299326 002116 494991 820009 626972 289468 962845 990091 266671 945021 116613 812085 055511 019693 815738 046215 497443 772115 380485 355962 601882 091768 499018 560719 656693 174880 205250 095041 390621 822024 050007 097623 697773 ตรวจหวย ตรวจผลสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 จำนวน 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท 647642 746667 393207 542950 659868 128026 307433 759338 080861 118352 735702 532517 980070 744470 105540 688515 876415 254594 425320 213929 280183 814426 016179 094222 007144 425939 149619 640226 842048 424203 855521 097664 731083 932741 711493 426860 704157 246647 144671 636361 111887 696136 663981 890358 015640 934805 168451 432227 448700 078976 833037 899160 500170 546361 694969 194027 305674 520693 194095 303267 169262 338354 687765 804898 367718 358534 684527 587133 615712 618898 810563 241055 808215 919913 497983 481418 692894 069539 162287 738529 584314 775144 037112 339237 893580 255525 946717 746981 417929 457698 802249 917434 770121 608327 033776 617152 388005 231338 679518 241761 กรุณาตรวจสอบความถูกต้องกับสำนักงานสลาก กินแบ่งรัฐบาลอีกครั้ง ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท เป๋าตัง ถูกหวย ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักเงินกี่บาท เช็ค วิธีขึ้นเงิน และ ค่าธรรมเนียม ได้ที่นี่ สถานที่ขึ้นเงินรางวัล สลากกินแบ่งรัฐบาล มีอยู่หลายแห่ง และมีหลายวิธีด้วยกัน ซึ่งจะมีอัตราค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัลแตกต่างกันไป รวมถึงหลายคนคงสงสัยว่า ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท จากเป๋าตัง ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักกี่บาท เราได้รวบรวมข้อมูลมาให้แล้ว ทั้ง วิธีขึ้นเงิน "สลากดิจิทัล 80 บาท จากแอปฯ เป๋าตังค์" และ "สลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ซื้อจากแผงขายลอตเตอรี่" ดังนี้ ถูกสลากดิจิทัล 80 บาท ผ่านแอปฯ เป๋าตัง ขึ้นเงินที่ไหน หักเงินกี่บาท ค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ เมื่อถูกหวยสลากดิจิทัล 80 บาท ที่ซื้อผ่านแอปฯ เป๋าตัง เงินรางวัลจะโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชันเป๋าตัง ดังนั้นผู้ที่ซื้อสลากดิจิทัล 80 บาทขึ้นเงินได้ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ ช่องทางที่ 1 ขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลผ่านแอปฯ เป๋าตัง เปิดบัญชีเงินฝากกับธนาคารกรุงไทย ผูกบัญชีเพื่อเข้ารับรางวัลสลากดิจิทัลบนแอปฯ เป๋าตัง โดยเปิดแอปฯ แล้วเลือก อื่นๆ จากนั้นให้เลือก ตั้งค่า ผูกบัญชีรับเงินรางวัล หากถูกรางวัลสลากดิจิทัล แอปฯ เป๋าตังจะแจ้งเตือนว่าคุณถูกรางวัล ภายในไม่เกิน 19.00 น. ของวันที่ออกรางวัลงวดนั้นๆ กดที่แจ้งเตือน หรือไปที่เมนู "สลากของฉัน" ในแอปฯ เป๋าตัง กดเลือก รับรางวัลผ่านบัญชีกรุงไทย ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วกดยืนยันการผูกบัญชี ใส่หมายเลข PIN 6 หลัก ระบบจะแจ้งว่าขึ้นเงินรางวัลสำเร็จ จากนั้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลจะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทยที่ผูกไว้ ภายใน 12 ชั่วโมง โดยเสียค่าธรรมเนียม 1% และค่าภาษีอากรสแตมป์ 0.5 % ของเงินรางวัล หมายเหตุ เมื่อถูกรางวัลสลากดิจิทัล จะต้องกดยืนยันวิธีการรับเงินภายใน 15 วัน หากเกินกำหนดจะต้องไปขึ้นเงินที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เท่านั้น หากถูกสลากดิจิทัลรางวัลที่หนึ่ง จะต้องไปขึ้นเงินที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เท่านั้น ส่วนรางวัลอื่นๆ สามารถขึ้นเงินผ่านแอปฯ เป๋าตังได้ตามปกติ ช่องทางที่ 2 ขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัล ด้วยตัวเอง ที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ หากต้องการขึ้นเงินรางวัลด้วยตนเองที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เมื่อได้รับแจ้งเตือนว่าถูกรางวัลสลากดิจิทัล สามารถกดที่การแจ้งเตือน แล้วทำตามขั้นตอนดังนี้ เลือก ขึ้นเงินรางวัลด้วยตนเอง เลือกวันที่ต้องการไปขึ้นรางวัล ตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง แล้วกดยืนยันการขึ้นเงินรางวัล ใส่หมายเลข PIN 6 หลัก ระบบจะแสดงว่าทำรายการสำเร็จ เมื่อถึงวันที่เลือกไว้แล้ว ก็สามารถไปขึ้นเงินรางวัลสลากดิจิทัลได้ที่ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สนามบินน้ำ เลขที่ 359 ถนน นนทบุรี ท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี 11000 คลิกดูแผนที่ได้ที่นี่วิธีนี้จะเสียค่าอากรสแตมป์ 0.5% ของเงินรางวัล ถูกหวย ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วไป ขึ้นเงินที่ไหน โดนหักกี่บาท หากคุณถูกหวยจากสลากกินแบ่งรัฐบาลทั่วไปที่ขายตามแผงต่างๆ สามารถนำไปขึ้นเงินได้ตามที่ต่างๆ ดังนี้ 1.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล (สนามบินน้ำ)วันและเวลาทำการ : วันจันทร์-ศุกร์ (เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) เวลา 08.30-15.00 น. ไม่หยุดพักกลางวัน เอกสารที่ต้องเตรียม : บัตรประชาชน ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล พร้อมค่าอากรแสตมป์ หรือ กรณีชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) จุดขึ้นเงินรางวัล : ชั้น 1 ห้องจ่ายรางวัล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เลขที่ 359 ถนน นนทบุรี ท่าทราย อำเภอเมืองนนทบุรี นนทบุรี 11000 ค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัล : จะคิดเป็นร้อยละ 50 สตางค์ของมูลค่าเงินรางวัลที่ถูกสลาก หรือ 0.5% ของเงินรางวัล 2. ธนาคารกรุงไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) และธนาคารออมสิน วันและเวลาทำการ : ตามเวลาทำการของแต่ละสาขา โดยจะจ่ายตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันออกรางวัลในงวดนั้นๆ ไปจนถึงเวลา 12.00 น.ของวันออกรางวัลในงวดถัดไป (ไม่รับขึ้นเงินรางวัลที่หนึ่ง) เอกสารที่ต้องเตรียม : บัตรประชาชน ล็อตเตอรี่ที่ถูกรางวัล พร้อมค่าอากรแสตมป์ สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร หรือกรณีชาวต่างชาติ ให้ใช้หนังสือเดินทาง (Passport) ค่าธรรมเนียมการขึ้นเงินรางวัล : ค่าธรรมเนียม 1% และค่าอากรแสตมป์ 0.5% ของมูลค่าเงินรางวัล รวมเป็น 1.50% ของมูลค่าเงินรางวัล (อาจมีค่าธรรมอื่นๆ เพิ่มเติม โปรดสอบถามธนาคารอีกครั้ง) สำหรับสลากการกุศล ผู้ขอรางวัล ต้องชำระภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 1 ของเงินรางวัล 3.แผงล็อตเตอรี่ สำหรับแผงลอตเตอรี่ที่ติดป้าย รับขึ้นเงินรางวัล โดยส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียม 2 - 3% (รวมค่าอากรแสตมป์ 0.50%) ของมูลค่าเงินรางวัล 5.ร้านทอง คิดอัตราค่าธรรมเนียม 1-3% (รวมค่าอากรแสตมป์ 0.5%) ทั้งนี้ ไม่ว่าจะถูกหวย ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลใดก็ตาม อย่าลืมรีบไป "ขึ้นเงิน" หรือขอรับเงินรางวัลภายใน 2 ปี สำหรับสลากทั่วไป และภายใน 1 ปีสำหรับสลากดิจิทัล นับจากวันออกรางวัลสลากฯงวดนั้นๆ เพราะหากเกินกำหนดจะถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน ตรวจสอบรายชื่อจุดจําหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคา 80 บาท ในโครงการสลาก 80 กองสลากกินแบ่งรัฐบาลจะเริ่มจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลราคา 80 บาทตามจุดจำหน่ายต่างๆ ในกทม. และนนทบุรี งวดแรก 17 มกราคม 2565 และจะขยายจุดจำหน่ายโครงการสลาก 80 ทั่วประเทศภายในเดือนพฤษภาคม 2565 เป็นต้นไป โดยท่านสามารถตรวจสอบจุดจำหน่ายได้ดังนี้ วิธีที่ 1 เช็ครายละเอียดจุดจําหน่ายผ่านเว็บไซต์ คลิกดูจุดจำหน่าย คลิกที่นี่โดยสามารถเลือกเขตของจุดจำหน่ายที่คุณสะดวกได้เลย วิธีที่ 2 ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน GLO Lottery เปิดแอปพลิเคชัน แล้วค้นหาจุดจําหน่าย GL0 Official Sellers ตามขั้นตอนดังนี้ เปิดแอปพลิเคชัน GLO Lottery เลือกเมนู เลือกจุดจําหน่ายสลาก พิมพ์ GOs ในช่องค้นหาสถานที่ ตรวจหวย ย้อนหลัง และ แคปชั่นวันหวยออก ที่น่าสนใจ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 1 มีนาคม 2568 ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล งวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2565 สถิติหวยออกเดือนมีนาคม ย้อนหลัง 29 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล สถิติหวยออกวันที่ 16 กรกฎาคมคม ย้อนหลัง 29 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล สถิติหวยออกวันพฤหัสบดีย้อนหลัง 10 ปี สถิติสลากกินแบ่งรัฐบาล ออกวันพฤหัสบดี 166 แคปชั่นวันหวยออก 2565 มาใหม่! แคปชั่นเลขเด็ด คำคม เพื่อสายอ่อย สายฮา จัดมาครบ เด็ดๆ โดนๆ! 60 แคปชั่นหวยกิน ฮาๆ ขำๆ คำคมเลขเด็ด จัดเซ็ตเพื่อสายอ่อย สายฮา ในวันหวยออก 30 แคปชั่นอ่อย วันหวยออก 2565 มาใหม่! ชอบเลขไหนก็หยิบเอา แต่ถ้าชอบเราก็จีบได้ โพสต์ไปอาจได้แฟน! ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาลย้อนหลังรู้ผลทันที หากยังอ่านดวงไม่จุใจ ติดตามอ่านดวงแบบอื่นๆ ได้ที่นี
เลขมงคล • 16 ก.ค. 68
อ่าน
แฮปปี้! "เนย วรัฐฐา" ประกาศข่าวดีตั้งท้องลูกคนแรกแล้ว!
สมหวังแล้ว! แฟน ๆ เข้ามาแสดงความยินดีกันอย่างล้นหลาม สำหรับ เนย วรัฐฐา หลังจากที่ได้เข้ามาปรึกษากับทาง GFC (Genesis Fertility Center) หนึ่งในผู้นำด้านการรักษาผู้มีบุตรยาก จากความใส่ใจในความสำเร็จที่พร้อมเติมเต็มความฝันให้ทุกครอบครัวเสมอได้ช่วยสานฝันให้ เนย วรัฐฐา เป็นความจริง โดยล่าสุด ว่าที่คุณแม่เนยได้โพสต์รูปถือรูปอัลตร้าซาวด์ลูกคนแรกพร้อมข้อความที่อ่านแล้วต้องยิ้มตาม แฮปปี้! "เนย วรัฐฐา" ประกาศข่าวดีตั้งท้องลูกคนแรกแล้ว! เจ้าตัวโพสต์ข้อความผ่านไอจีส่วนตัว่ว่า...ช่วงนี้หาย ๆ ไปเพราะว่าเนยมีน้องแล้ว 👼🏻 ในรูปคือประมาณ3เดือนตอนนี้ก็เกือบจะ4เดือนแล้ว ท้องป่องแล้ว😅 ต้องบอกว่าจะมีลูกคนนึงไม่ง่ายเลยเข้าใจว่าตัวเองแข็งแรงสุขภาพดีมาก ดูแลตัวเองมาอย่างดีมากๆ อาหารการกินคือคลีน ไม่ดื่ม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนไม่ดึก แต่ปรากฏว่า เนยบ้ายบายน้องไปถึง2 รอบ จนแปลกใจมากจริงๆเลยตัดสินใจไปหาคุณหมอมิงค์ ที่ @gfc.bangkok พอตรวจปรากฏว่า เนยละก็สามี มีโรคทางพันธุกรรมแฝงทั้งคู่ (เลยรู้สึกว่าก็โชคดีที่น้องบ้ายบายไปถึง2รอบเพราะถ้ารอดมาชีวิตก็คงลำบาก) โอกาสที่เด็กจะออกมาสมบูรณ์มีแค่25%เท่านั้น ซึ่ง%ที่เหลือคือเป็นโรคกับเป็นโรคแฝงแบบเนยที่ใช้ชีวิตปกติจนโตได้แต่เราก็จะมียีนที่ผิดปกติติดตัวส่งทอดไปสู่รุ่นอื่นๆได้ ซึ่งเนยเลือกที่จะให้ลูกสมบูรณ์100%เลยดีกว่า เลยเริ่มทำ ICIS กับทางคลีนิค ทั้งคัดโครโมโซม ตรวจคัดโรค และหลังใส่ตัวอ่อนก็ทำ NIFTY อีก (คือต้องเพอร์เฟคละมั้ย555) ต้องบอกว่าคุณหมอมิ้งค์ดูแลดีมากๆ ตั้งแต่วันแรกไปจนวันสุดท้ายของกระบวนการเลย รวมไปถึงพยาบาลทุกคนให้คำปรึกษาละรับฟังอารมณ์ของเราเป็นอย่างดี😅 ส่วนขั้นตอนนั้นก็ใช้ความอดทน..55 ไม่เจ็บหรอกแต่จุกจิกเหลือเกินต้องกินยาสอดยาฉีดยาตัวเองให้ตรงเวลาเสมอไปทำงานทำอะไรต้องรีบกลับให้ทันเวลาฉีดยา สำหรับเนยเป็นการทำ ICIS ครั้งแรกแล้วก็ประสบความสำเร็จเลย ไม่ต้องทำหลาย ๆ รอบให้ท้อใจ ตอนนี้น้องสมบูรณ์แข็งแรงมากแค่3เดือนก็ดิ้นเก่งซะแล้ว👼🏻 ต้องขอบคุณ GFC มากๆที่ทำให้ทุกอย่างราบรื่นจริงๆ ส่วนใครที่แพลนจะมีลูกอยากบอกว่าต่อให้จะอายุน้อยหรือแข็งแรงแค่ไหนแนะนำว่ามาตรวจเตรียมความพร้อมก่อนดีกว่า เพราะโรคแฝงมันไม่มีอาการ ตรวจสุขภาพปกติก็ไม่เจอ การมีธรรมชาติเลยบางทีมันก็ส่งผลต่อลูกของเรา ลูกเราอาจจะมีชีวิตเติบโตมาได้ แต่ถ้าเราคัดโครโมโซม คัดทุกอย่างให้สมบูรณ์เพื่อเป็นพื้นฐานการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับลูกได้มันก็น่าทำ จะได้ไม่ต้องมาคอยป่วย หรือมีอาการอะไรที่ไม่พึงประสงค์ แต่ถ้าลูกโตมาเที่ยวเก่งแบบพ่อ @ritkarchai ละป่วยแม่ก็แล้วแต่เลยจ้า555 ยินดีกับคุณแม่ป้ายแดงด้วยจ้า สมหวังแล้ว! ขอบคุณภาพจากไอจี warutthaim
ข่าวบันเทิง • 14 ก.ค. 68
อ่าน
สธ.ผุดไอเดีย "ฝากครรภ์ดิจิทัล" ลดปัญหาลืมเอกสาร เริ่มใช้งาน 12 ส.ค. 68
สธ.เดินหน้าพัฒนาระบบดูแลสุขภาพประชาชน เผย เตรียมคิกออฟ “ฝากครรภ์ดิจิทัล” เริ่ม“วันแม่แห่งชาติ” ปีนี้ ก่อนขยายผลใน 4 จังหวัด เน้นบันทึกข้อมูลตั้งท้องผ่านแอปฯ หมอพร้อม ป้องกันปัญหาเอกสารหาย- ข้อมูลตั้งครรภ์ขาดหาย ไม่ครบถ้วน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีแนวคิดที่จะเปิดระบบฝากครรภ์ดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหา ข้อมูลเอกสาร ชำรุดสูญหาย ลืมเอกสาร ปัญหาการลืมสมุดฝากครรภ์ในวันมาคลอด และการปลอมแปลงข้อมูล เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ายังมีปัญหาในเรื่องข้อมูล มีการแก้ไขข้อมูลในสมุดฝากครรภ์ ทำให้เอกสารไม่ชัดเจนนอกจากนี้ หน่วยงานฝากครรภ์ยังมีทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน โรงพยาลาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ให้บริการฝากครรภ์รวมกว่า 3.5 หมื่นแห่ง ซึ่งหน่วยบริการที่หลากหลายนี้ มีรูปแบบบันทึกข้อมูลแตกต่างกัน เสี่ยงต่อปัญหาการดูแลดูแลรักษาไม่ต่อเนื่อง นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สธ. จึงมีเป้าหมายในการดำเนินงานพัฒนาระบบฝากครรภ์ดิจิทัลและสมุดฝากครรภ์อิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ประชาชนมีความสะดวกสบายข้อมูลไม่สูญหาย เข้าถึงประวัติฝากครรภ์ความรู้สุขภาพได้ง่าย ส่วนบุคลากรก็จะเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายเช่นกัน ลดภาระงานด้านเอกสาร มีระบบปรึกษาทางไกล เกิดมั่นใจในการดูแลผู้ป่วย โดยระบบบริการจะเชื่อมข้อมูลสุขภาพเพิ่มคุณภาพและความปลอดภัยในการดูแลผู้ป่วยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ขั้นตอนคือหญิงตั้งครรภ์เข้ามารับบริการฝากครรภ์ที่หน่วยบริการ จากนั้นจะบันทึกข้อมูลฝากครรภ์ลงในแอพลิเคชันหมอพร้อมสเตชั่น รองรับเทเลเมซีนบันทึกข้อมูลเข้าระบบ ข้อมูลฝากครรภ์ก็จะแสดงบนแอปฯ หมอพร้อม ของผู้รับบริการทั้งนี้ ข้อมูลจะมีประวัติการฝากครรภ์ ตรวจครรภ์ การวัคซีนของหญิงตั้งครรภ์ การตรวจร่างกายทั่วไป การคัดกรองภาวะซึมเศร้า ผลตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน ผลตรวจเลือด ผลประเมินความเสี่ยงและข้อมูลการนัดหมายครั้งต่อไป จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลสำคัญ แยกเขตสุขภาพการฝากครรภ์ คุณภาพการอัลตราซาวด์ บริการทันตกรรม ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ รมว.สาธารณสุข กล่าวเสริมอีกว่า ระบบดังกล่าวมีการเริ่มพัฒนาระบบมั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าในเดือนส.ค.นี้ จะคิกออฟ เปิดตัว MOPH DIGITAL ANC เนื่องในเดือนวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 ส.ค. 2568 จากนั้นในเดือน ก.ย. - ต.ค. จะขยายพื้นที่นำร่อง 4 จังหวัดขับเคลื่อนระบบ “ONE PROVINCE ONE ANC” ต่ออยอดสู่ระบบสารสนเทศหน่วยบริการทุกระดับ“การดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลในดูแลพี่น้องประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยอย่างเท่าเทียม ดูแลตั้งแต่เกิดเป็นต้นมา เพื่อให้คนไทยมีสุขภาพที่แข็งแรง และเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงการบริการด้านสาธารณสุข” รมว.สาธารณสุข กล่าวในตอนท้าย
TNN ช่อง16 • 11 ก.ค. 68
อ่าน
เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดเดือนก.ค. 2568 โอนเข้าบัญชีแล้ววันนี้
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมบัญชีกลาง กำหนดจ่ายเงินอุดหนุนบุตร หรือเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ประจำเดือนกรกฎาคม 2568 จำนวน 600 บาท ในวันพุธที่ 9 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากวันที่ 10 กรกฎาคม 2568 ตรงกับวันอาสาฬหบูชา ซึ่งเป็นวันหยุดราชการสำหรับผู้ปกครองสามารถตรวจสอบการจ่ายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด ผ่านช่องทางต่าง ๆ ดังนี้ เว็บไซต์กรมกิจการเด็กและเยาวชน http://csgcheck.dcy.go.th แอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” และแอปพลิเคชัน "ทางรัฐ" โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 เงินอุดหนุนบุตร หรือ เงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด จำนวน 600 บาทผู้มีสิทธิรับเงินอุดหนุนบุตรเดือนกรกฎาคม 2568 จำนวน 2,216,284 ราย คิดเป็นจำนวนเงิน 1,419,221,000 บาท ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนขอรับเงินอุดหนุนบุตร หรือเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเด็กมีสัญชาติไทย พ่อ แม่ ผู้ปกครองสามารถยื่นคำร้องในพื้นที่ที่เด็กแรกเกิดและผู้ปกครองอาศัยอยู่จริง (ไม่จำเป็นต้องเป็นที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน) ดังนี้กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนได้ที่สำนักงานเขต ส่วนเมืองพัทยา ลงทะเบียนได้ที่ศาลาว่าการเมืองพัทยา ในส่วนของภูมิภาค ลงทะเบียนได้ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบาล หรือลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เงินเด็ก” โดยผู้ปกครองต้องพิสูจน์และยืนยันตัวตนผ่าน แอปพลิเคชัน ThaiD ของกรมการปกครองก่อน (เมื่อตรวจสอบสิทธิผ่านแล้ว จะได้รับเงินมีผล ตั้งแต่เดือนที่ลงทะเบียนรับเงิน) “นโยบายเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการสนับสนุนครอบครัวไทย ลดภาระค่าใช้จ่าย และส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างทั่วถึง รัฐบาลมุ่งมั่นดำเนินการอย่างโปร่งใส ทั่วถึง และรวดเร็ว เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิตามที่พึงได้อย่างเท่าเทียมกัน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว
TNN ช่อง16 • 9 ก.ค. 68
อ่าน
ผู้ชายควรรู้ วิธีเลือกถุงยางอนามัย คู่มือเลือกไซส์ที่ใช่คุณ พร้อมตารางวัดขนาด
ถุงยางอนามัยคือสิ่งจำเป็นที่หลายคนมองข้าม เพราะยังไม่รู้วิธีเลือกที่ถูกต้อง แท้จริงแล้วถุงยางอนามัยมีประโยชน์มหาศาล ทั้งช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และคุมกำเนิดอย่างมีประสิทธิภาพ หลายคนอาจกังวลว่าการใช้ถุงยางจะลดทอนอารมณ์ความรู้สึก แต่ปัญหานี้จะหมดไปหากคุณรู้วิธีวัดขนาดถุงยางอนามัยและเลือกไซส์ที่พอดีกับคุณ การเลือกขนาดถุงยางที่ถูกต้องจะช่วยเพิ่มอรรถรสและทำให้คุณมั่นใจในการใช้ถุงยางอนามัยมากขึ้นอย่างแน่นอน ผู้ชายควรรู้ วิธีเลือกถุงยางอนามัย คู่มือเลือกไซส์ที่ใช่คุณ พร้อมตารางวัดขนาด ประโยชน์ของถุงยางอนามัย ประโยชน์จากถุงยางอนามัยนั้นได้ทั้งการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น HIV, โรคหนองใน, หนองในเทียม และซิฟิลิส ทั้งยังป้องกันให้ผู้หญิงไม่ติดเชื้อ HPV จากผู้ชายอีกด้วย ในด้านการคุมกำเนิดก็ยังมีประสิทธิภาพสูงอีกด้วย วิธีเลือกถุงยางอนามัย ปัจจัยในการเลือกถุงยางอนามัยนั้นมีหลายด้านเช่น ขนาดที่พอดีไม่รัดแน่นเกินไม่หลวมเกินไป วัสดุผลิตถุงยางอนามัย มีทั้งลาเท็กซ์ โพลียูรีเทน และโพลีไอโซพรีน ควรเลือกวัสดุที่คุณไม่แพ้ มีสารหล่อลื่นที่เพียงพอ หากสารหล่อลื่นของถุงยางอนามัยไม่มากพออาจต้องใช้สารหล่อลื่นเป็นตัวช่วย กลิ่นและรส ในส่วนนี้ถึงไม่มีผลต่อการป้องกันโรค หรือการคุมกำเนิดแต่มีผลด้านการสร้างสีสันให้กับกิจกรรมทางเพศของคุณ วันเดือนปีที่ผลิต เช็คให้ดีทุกครั้งป้องกันการเจอถุงยางที่เสื่อมสภาพที่อาจทำให้เกิดการฉีกขาด หรือมีรอยรั่ว จัดเก็บให้ดี อุณหภูมิที่เหมาะสม การเก็บถุงยางอนามัยใในกระเป๋าสตางค์ไม่ดีเท่าไหร่นักเพราะอาจเกิดการเสียดสีกดทับในกระเป๋าทำให้ถุงยางชำรุดได้ ควรเก็บถุงยางไว้ในที่แห้งและเย็นห่างไกลจากความร้อน ถุงยางอนามัยมีกี่รูปแบบ ถุงยางอนามัยนอกจากมีความแตกต่างกันที่วัตถุดิบในการผลิต และฟังค์ชั่นบางอย่างที่ช่วยสร้างสีสันให้กับกิจกรรมทางเพศ เช่น ถุงยางอนามัยแบบมีขอบ ขอบของถุงยางช่วยป้องกันไม่ให้ถุงยางหลุดออกง่ายในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ ถุงยางอนามัยแบบมีปุ่ม ปุ่มบนถุงยางอนามัยช่วยเพิ่มสัมผัสกระตุ้นความรู้สึกทางเพศเพิ่มรสชาติของกิจกรรมมากขึ้น โดยรูปแบบของปุ่มนั้นจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ผู้ผลิต ถุงยางอนามัยผสมสารหล่อลื่น มีความสะดวกช่วยลดอุปกรณ์ของกิจกรรมทางเพศ ถุงยางอนามัยมีสารชะลอการหลั่ง ถุงมือชนิดนี้ช่วยยืดระยะเวลาในการมีเพศสัมพันธ์ได้ ถุงยางอนามัยมีกี่ขนาด ด้วยขนาดของอวัยวะที่มีหลากหลาย ถุงยางอนามัยจึงมีหลายขนาดให้เลือกโดยทั่วไปมีขนาดดังนี้ ถุงยางอนามัย ขนาด 49 มิลลิเมตร ถุงยางอนามัยขนาด 52 มิลลิเมตร ถุงยางอนามัย ขนาด 54 มิลลิเมตร ถุงยางอนามัยขนาด 56 มิลลิเมตร การเลือกขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสมไม่ควรคับไปหรือหลวมไปเมื่อใส่แล้วต้องรู้สึกสบายตัว วิธีวัดขนาดเพื่อเลือกขนาดถุงยางอนามัย เตรียมสายวัด หาดไม่มีสายวัดสามารถใช้สายผ้า และไม้บรรทัดไว้ ให้วัดในขณะที่อวัยวะเพศแข็งตัว พันสายวัดบริเวณรอบโคนของอวัยวะเพศ จดค่าการวัดที่ได้เป็นหน่วยมิลลิเมตร นำค่าที่ได้หาร 2 = ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม ตัวอย่าง เส้นรอบวงอวัยวะ 101.6 มิลลิเมตร หาร 2 = 50.8 มิลลิเมตร ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสมคือ 52 มิลลิเมตร ตารางวัดขนาดเพื่อเลือกขนาดถุงยางอนามัย ตารางวัดขนาดเพื่อเลือกขนาดถุงยางอนามัย เส้นรอบวง ขนาดถุงยางอนามัย น้อยกว่า 102mm 45-47mm 105-110 mm 47-49mm 111-115 mm 49-50mm 116-120 mm 50-53mm 121-125 mm 52-55mm 126-130 mm 55-57mm 136-140 mm 58-60mm 141-150 mm 60-64mm วิธีเลือกถุงยางอนามัยตามขนาดน้องชาย เส้นรอบวงน้อยกว่า 102mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 45-47mm เส้นรอบวง 105-110 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 47-49mm เส้นรอบวง 111-115 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 49-50mm เส้นรอบวง 116-120 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 50-53mm เส้นรอบวง 121-125 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 52-55mm เส้นรอบวง 126-130 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 55-57mm เส้นรอบวง 136-140 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 58-60mm เส้นรอบวง 141-150 mm ขนาดถุงยางอนามัยที่เหมาะสม 60-64mm บทความที่คุณอาจสนใจ เดินลดความอ้วน เดินลดไขมัน ผู้ชาย ต้องเดินวันละกี่นาที ลดน้ำหนักได้จริง ลดความอ้วน ไม่ควรกินอะไร อาหารที่ไม่ควรกินตอนลดน้ำหนัก ของอร่อยที่ทำให้ผู้ชายอ้วน อาหารลดพุงมื้อเย็น แบบไทยๆ สำหรับผู้ชาย โปรตีนสูง ช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อ ลดน้ำหนัก อร่อยไม่อ้วน กินอะไรลดพุงได้ อาหารลดพุงเร่งด่วน ลดพุงทำไง ผู้ชาย อ้วนลงพุงต้องกิน 9 สาเหตุของผู้ชายที่ทำให้ลดน้ำหนักไม่สำเร็จ เพราะอะไร มีวิธีแก้อย่างไร
ไลฟ์สไตล์ • 6 ก.ค. 68
อ่าน
“มะเร็งรังไข่” ภัยเงียบของผู้หญิง! รู้ทัน ป้องกันได้ เช็กสัญญาณเตือนระยะแรก
นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า “รังไข่” คือ อวัยวะสืบพันธุ์เพศหญิงที่ทำหน้าที่สร้างไข่และฮอร์โมนเพศหญิง เป็นอวัยวะที่อยู่ภายในช่องท้องอยู่ติดกับมดลูกและมี 2 ข้าง โรคที่เกิดขึ้นที่รังไข่ โดยเฉพาะโรคมะเร็งเป็น "ภัยเงียบ" เนื่องจากมักไม่มีอาการแสดงที่จำเพาะเจาะจง นอกจากนี้มะเร็งรังไข่ยังเกิดได้ทุกช่วงวัย มักพบมากในช่วงอายุ 50-60 ปี จากข้อมูลของสถาบันมะเร็งแห่งชาติ Cancer In Thailand Vol. XI ปี 2019– 2021 พบว่าอุบัติการณ์โรคมะเร็งรังไข่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 3,000 รายในประเทศไทย แม้มะเร็งรังไข่จะพบบ่อยเป็นอันดับสามรองจากมะเร็งปากมดลูกและมะเร็งมดลูก แต่ก็เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในมะเร็งอวัยวะสืบพันธุ์สตรี เนื่องจากโรคมะเร็งรังไข่มักไม่มีอาการที่ชัดเจนสัญญาณเตือนโรคมะเร็งรังไข่ในระยะเริ่มแรกได้แก่ อาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดท้อง รับประทานอาหารได้น้อยลง อิ่มเร็ว ท้องโตกว่าปกติ บางรายที่มะเร็งมีการลุกลามอาจคลำได้ก้อนที่ท้องหรืออุ้งเชิงกราน หรือมีภาวะท้องมาน ดังนั้นหากคุณมีอาการเหล่านี้แทบทุกวันหรือนานเกิน 2-3 สัปดาห์ ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีสาเหตุการเกิดมะเร็งรังไข่เรืออากาศเอกนายแพทย์สมชาย ธนะสิทธิชัย ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า สาเหตุการเกิดมะเร็งรังไข่พบว่ามาจากหลายปัจจัย เช่น อายุที่มากขึ้น ภาวะอ้วน ภาวะมีบุตรยาก ประจำเดือนเร็ว หมดประจำเดือนช้า การสูบบุหรี่ นอกจากนี้ยังพบบ่อยในกลุ่มโรคมะเร็งเต้านมและรังไข่ที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม (hereditary breast and ovarian cancer syndrome: HBOC) สัมพันธ์กับยีน BRCAซึ่งเป็นยีนที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซม DNA หากยีนนี้กลายพันธุ์ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่และมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญ หากตรวจพบยีนดังกล่าวในผู้ที่เป็นมะเร็งหรือสมาชิกครอบครัว จะมีการเฝ้าระวังที่ถี่ขึ้น หรือวางแผนการผ่าตัดเพื่อลดความเสี่ยงมะเร็งในอนาคตได้ แพทย์หญิงวรางคณา โกละกะ แพทย์เฉพาะทางสาขามะเร็งวิทยานรีเวช สถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งรังไข่ที่มีประสิทธิภาพในระดับประชากรทั่วไป หรือแม้แต่การตรวจค่าสารบ่งชี้มะเร็งรังไข่ก็ยังไม่มีความแม่นยำนัก ทั้งนี้การวินิจฉัยโรคขึ้นกับ อาการที่ผิดปกติร่วมกับผลตรวจภาพถ่ายทางรังสี การตรวจหาสารบ่งชี้มะเร็งตามข้อบ่งชี้ และการผ่าตัดเพื่อนำก้อนมะเร็งออกและเพื่อกำหนดระยะโรคดังนั้นหากมีอาการผิดปกติใด ควรเข้ารับคำปรึกษาและตรวจเพิ่มเติมจากแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช เพื่อตรวจร่างกาย ตรวจภายในหรือตรวจภาพถ่ายวินิจฉัยอื่นๆเพิ่มเติม การรักษาหลักในมะเร็งรังไข่ ได้แก่ การให้เคมีบำบัด การให้ยามุ่งเป้า (Targeted therapy) ตามข้อบ่งชี้ หรือ การผ่าตัดและให้ยาเคมีบำบัดในช่องท้อง ซึ่งเป็นความหวังใหม่ในการรักษา เนื่องจากช่วยเพิ่มระยะเวลาโรคสงบ และอัตรารอดชีพได้ดี การป้องกันมะเร็งการป้องกันมะเร็งที่ดีที่สุดคือการรักษาสุขภาพ ออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และเข้ารับการตรวจสุขภาพ รวมทั้งการตรวจภายในประจำปีอย่างสม่ำเสมอ และหากมีอาการผิดปกติให้รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว หากท่านมีข้อสงสัย สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากสถาบันมะเร็งแห่งชาติผ่านทาง Facebook : สถาบันมะเร็งแห่งชาติ National Cancer Institute และ LINE : NCI รู้สู้มะเร็งข่าวที่เกี่ยวข้อง- "มะเร็งปอด VS วัณโรคปอด" ต่างกันอย่างไร? เช็กอาการ มีสัญญาณเตือนอะไรบ้าง- 5 ปัจจัย คนไทยอายุต่ำกว่า 50 ปีป่วย "มะเร็ง" มากกว่าค่าเฉลี่ยของโลกถึง 2 เท่า- เช็กด่วน! สัญญาณเตือนอาจเป็น "มะเร็ง" ได้ใน 6 เดือน อาการอะไรบ้างที่ต้องจับตา
TNN ช่อง16 • 7 ก.ค. 68
อ่าน
ท้องไม่พร้อม! ประกันสังคม ให้สิทธิรักษายุติการตั้งครรภ์ เช็กรายละเอียดที่นี่
นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมเล็งเห็นความสำคัญของการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพแก่ผู้ประกันตนได้อย่างทั่วถึง โดยสำนักงานประกันสังคมได้จัดให้มีสถานพยาบาลทั้งในรูปแบบสถานพยาบาลหลักคู่สัญญา และสถานพยาบาลอื่นที่เป็นการรักษาเฉพาะทาง ทั้งนี้ นอกจากการดูแลรักษาโรค เพื่อรักษาความเจ็บป่วยของผู้ประกันตนแล้ว “สำนักงานประกันสังคมยังให้ความใส่ใจในเรื่องสิทธิผู้ประกันตนหญิงที่ท้องไม่พร้อม และต้องการยุติการตั้งครรภ์อย่างปลอดภัย” สามารถเข้ารับบริการทางการแพทย์ที่สถานพยาบาลตามสิทธิได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งถือเป็นสิทธิประโยชน์กรณีเจ็บป่วยที่ผู้ประกันตนสามารถเข้ารับบริการยุติการตั้งครรภ์ได้ ตามหลักเกณฑ์ข้อบังคับของแพทยสภา ว่าด้วยหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2564 โดยผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตามสิทธิได้ หากสถานพยาบาลตามสิทธิจำเป็นต้องส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่น ทั้งที่เป็นสถานพยาบาลศักยภาพสูง หรือสถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัย ให้ค่าใช้จ่ายอยู่ในความรับผิดชอบของสถานพยาบาลตามสิทธิทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้รับทราบข้อมูลว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบประมาณสำหรับการดูแลการให้บริการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยในส่วนของงบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคและงบประมาณบริการผู้ป่วยใน ซึ่งเป็นการจ่ายให้คนไทยทุกสิทธิการรักษา ดังนั้น ผู้ประกันตนที่มีสัญชาติไทยสามารถใช้สิทธิบริการยุติการตั้งครรภ์ได้ทั้ง 2 ลักษณะ ได้แก่1) เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลที่ขึ้นทะเบียนกับกรมอนามัยสามารถใช้สิทธิได้ เช่นเดียวกับผู้ที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า2) เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิ กรณีสถานพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้การรักษาได้ ให้ส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามที่กรมอนามัยกำหนด หรือหากส่งต่อไปยังสถานพยาบาลศักยภาพสูงหรือสถานพยาบาลอื่น ให้สถานพยาบาลตามสิทธิรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนส่วนผู้ประกันตนที่ไม่ใช่สัญชาติไทย ให้เข้ารับบริการที่สถานพยาบาลตามสิทธิกรณีสถานพยาบาลตามสิทธิไม่สามารถให้การรักษาได้ ให้ส่งต่อไปยังสถานพยาบาลตามที่กรมอนามัยกำหนด หรือหากส่งต่อไปยังสถานพยาบาลศักยภาพสูงหรือสถานพยาบาลอื่น โดยให้สถานพยาบาลตามสิทธิรับผิดชอบค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่ผู้ประกันตนข่าวที่เกี่ยวข้อง- วิกฤตคุณแม่วัยใส ท้องไม่พร้อม-มีเซ็กส์เร็วขึ้น ปัญหาสังคมที่ไม่ควรมองข้าม- รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาท้องไม่พร้อมในวัยรุ่น อัตราคลอดบุตรช่วงอายุ 10-14 ปี เพิ่มขึ้น
TNN ช่อง16 • 23 มิ.ย. 68
อ่าน
เตือนระวัง! มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียงเลียนแบบคนใกล้ตัว หลอกให้โอนเงิน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เตือนภัย เบอร์แปลกโทรมา อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง หลอกโอนเงินรูปแบบการหลอกลวง 1. มิจฉาชีพใช้ AI ปลอมเสียง เลียนแบบเสียงคนใกล้ตัว เช่น ลูกหลาน ญาติ เจ้านาย2. โทรจาก เบอร์แปลก พร้อมสร้างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น บอกว่าประสบอุบัติเหตุ ติดคดี หรือมีปัญหาเงินด่วน3. เร่งให้โอนเงินทันที อ้างว่า “ไม่มีเวลาอธิบายมาก เชื่อใจหน่อย” "เพื่อนกัน เรื่องแค่นี้ช่วยกันไม่ได้หรอ" วิธีป้องกัน1. อย่ารีบโอนเงิน! หยุดคิดก่อน เช็กข้อมูลให้แน่ใจ2. โทรกลับหาคนที่ถูกอ้างชื่อด้วยเบอร์ที่คุณเคยใช้ติดต่อ3. สังเกตความผิดปกติ เช่น ใช้คำแปลกๆ น้ำเสียงไม่ปกติ หรือเร่งรีบเกินเหตุ4. ตรวขสอบชื่อบัญชีปลายทาง ว่าตรงกับชื่อนามสกุลตรงกับคนที่คุณรู้จักหรือไม่แจ้งความออนไลน์ได้ที่ www.thaipoliceonline.go.thหากมีข้อสงสัย สอบถามได้ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิด 5 เหตุผลทำไม? คนไทยจำนวนมาก ถึงตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอย่าหลงเชื่อขบวนการหลอกทำภารกิจออนไลน์ วางกับดัก “กำลังจะได้เงินก้อนใหญ่”ราคาทองพุ่งสูงต่อเนื่อง เตือนระวังกลลวง 3 รูปแบบมิจฉาชีพหวังหลอกเอาทรัพย์
TNN ช่อง16 • 12 มิ.ย. 68
อ่าน
ชวนคนไทยทุกสิทธิรักษา รับบริการสิทธิป้องกันโรคผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ฟรี
เพื่อสร้างสุขภาพดี ลดปัจจัยเสี่ยง ลดอาการป่วยให้กับประชาชนชาวไทยทุกคน-ทุกสิทธิการรักษา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับธนาคารกรุงไทย จัดทำโครงการประเป๋าสุขภาพ บนแอปฯ เป๋าตัง เพื่ออำนวยความสะดวก ให้ท่านสามารถตรวจสอบสิทธิปะโยชน์ และจองนัดหมายล่วงหน้าเข้ารับบริการได้เช็คสิทธิ-จองคิวได้ทันที ประชาชนทุกคน-ทุกสิทธิ-ทุกช่วงวัย สามารถให้แอปฯ เป๋าตัง เมนูกระเป๋าสุขภาพ “เช็คและใช้สิทธิประโยชน์ สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรค” ได้ทันทีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (PP) ที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”กลุ่มเด็ก-วัยรุ่น อายุ 0-24เคลือบฟลูออไรด์เคลือบหลุมร่องฟันบริการยาเสริมธาตุเหล็กตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี TPHAตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี VDRLตรวจเลือดเพื่ออคัดกรองภาวะซีดตรวจพัฒนาการเด็กดี (Well baby)ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยักฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (7 กลุ่มเสี่ยง)ฉีดวัคซีนในเด็กอายุแรกเกิด – 14 ปีตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ ซีตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยวิธี Finger Rub Testเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)กลุ่มผู้ใหญ่ 25-49 ปีตรวจสุขภาพช่องปากและฟันบริการยาเสริมธาตุเหล็กตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี TPHAตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี VDRLฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยักตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ ซีตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บีตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยวิธี Finger Rub Testตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขตรวจการทำงานของไต Creatinine และ eGFRตรวจปัสสาวะ UAเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)ตรวจสุขภาพตา โดยจักษุแพทย์กลุ่มผู้สูงอายุ (50 ปีขึ้นไป)ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันทา/เคลือบฟลูออไรด์วานิชบริการเจาะเลือด ส่งตรวจ Cholesterol และ HDLตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี TPHAตรวจคัดกรองซิฟิลิสด้วยวิธี VDRLตรวจคัดกรองความเสื่องมะเร็งลำไส้ใหญ่ตรวจคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุบริการคลินิกผู้สูงอายุครบวงจรบริการคลินิกผู้สูงอายุคุณภาพฉีดวัคซีนป้องกันโรค คอตีบ-บาดทะยักฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล (7 กลุ่มเสี่ยง)ตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ ซีตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบ บีตรวจคัดกรองการได้ยินด้วยวิธี Finger Rub Testตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือบุคลากรสาธารณสุขตรวจการทำงานของไต Creatinine และ eGFRตรวจปัสสาวะ UAเอกซเรย์ทรวงอก (Chest X-ray)ตรวจสุขภาพตา โดยจักษุแพทย์บริการเฉพาะกลุ่มสตรีการใส่ห่วงอนามัยบริการถอดยาฝังคุมกำเนิดยาฉีดคุมกำเนิดยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉินการฝากครรภ์ตรวจการตั้งครรภ์HPV DNA TEST ผู้ประกันตนต่างชาติ หรืออายุ 60 ปีขึ้นไปการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี VIAตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNAตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธี Pap smearรับชุดตรวจ HPV Self Sampling หรือ เก็บสิ่งส่งตรวจโดยหน่วยบริการบริการพิเศษอื่นๆตรวจสุขภาพช่องปาก และการรักษาฟันขูดหินปูนถอนฟันอุดฟันด้วยวัสดุ amalgam ด้านเดียวโรคความดันโลหิตสูงโรคเบาหวานบริการชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเองตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับด้วยการตรวจปัสสาวะ และบริการให้คำปรึกษา วิธีการใช้สิทธิสุขภาพดีป้องกันโรคเข้าแอปฯ “เป๋าตัง”ไปที่เมนู “กระเป๋าสุขภาพ”เลือก “สิทธิสุขภาพดีและป้องกันโรค”เลือกสิทธิประโยชน์ที่ต้องการรับบริการเลือกวันเวลาเพื่อทำการนัดหมายเข้ารับบริการสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. 1330ช่องทางออนไลน์ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ https://www.facebook.com/NHSO.Thailand
TNN ช่อง16 • 11 มิ.ย. 68
อ่าน
5 วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนแบบธรรมชาติ ทำอย่างไรไม่ให้ปวดท้องเมนส์มาก
อาการปวดท้องประจำเดือนเป็นเรื่องที่สาว ๆ หลายคนต้องเจอในทุกเดือน และบางครั้งก็ทำให้รู้สึกทรมานจนกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งหากสาว ๆ กำลังมองหา วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือน ที่ปลอดภัยและไม่ต้องพึ่งยา วันนี้เรามีเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ใช้ได้จริงมาฝากกันค่ะ ด้วยวิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนแบบธรรมชาติที่เราจะแนะนำนี้ จะช่วยลดอาการปวดท้องเมนส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้สิ่งที่หาได้ง่ายในบ้านและไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่อยากดูแลตัวเองแบบอ่อนโยนและเป็นมิตรกับสุขภาพ 5 วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนแบบธรรมชาติ 1. ประคบร้อนบริเวณท้องน้อย การใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าร้อนประคบบริเวณท้องน้อยจะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ทำให้อาการปวดทุเลาลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ การอาบน้ำอุ่นก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยผ่อนคลายได้ดีเช่นกัน 2. ดื่มน้ำอุ่นและเครื่องดื่มสมุนไพร การจิบเครื่องดื่มอุ่น ๆ อย่างน้ำอุ่น น้ำขิง หรือน้ำผึ้งผสมมะนาว ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและลดอาการปวดท้องประจำเดือนได้ดี หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอย่างชาหรือกาแฟ เพราะอาจทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น 3. กินอาหารที่มีแมกนีเซียมสูง อาหารที่อุดมไปด้วยแมกนีเซียม เช่น ผักโขม กล้วย และผักปวยเล้ง ช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดอาการเกร็งท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกกินอาหารกลุ่มนี้ในช่วงมีประจำเดือนจะช่วยบรรเทาอาการปวดได้โดยไม่ต้องพึ่งยา 4. นวดท้องน้อยเบาๆ การนวดท้องน้อยด้วยมือเบาๆ เป็นวงกลมจะช่วยคลายกล้ามเนื้อที่ตึงและลดอาการปวดได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและสบายตัวขึ้นในช่วงที่มีอาการปวดประจำเดือน 5. ออกกำลังกายเบาๆ การออกกำลังกายเบาๆ เช่น โยคะ หรือการยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน ลองนำ 5 วิธีแก้ปวดท้องประจำเดือนแบบธรรมชาติที่เราแนะนำไปใช้ดู รับรองว่าจะช่วยให้สาว ๆ ผ่านช่วงเวลานี้ได้อย่างสบายขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งยา และยังปลอดภัยต่อร่างกายอีกด้วยค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 4 วิธีลดปวดประจำเดือน ไม่ต้องทนปวดท้อง ไม่ต้องกินยา 7 สาเหตุที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ เมนส์ไม่มา เมนส์เลื่อน ปริมาณไม่เท่าเดิม
เทรนด์สุขภาพ • 9 มิ.ย. 68
อ่าน
ซิฟิลิส โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช็กอาการ-วิธีป้องกัน
นายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา กล่าวว่า ในช่วงนี้มีผู้ป่วยโรคซิฟิลิสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน อาการของผู้ที่ติดเชื้อซิฟิลิส หลังจากได้รับเชื้อในช่วงแรก ผู้ป่วยอาจมีแผลที่อวัยวะเพศ หลังจากนั้นแผลจะหายได้เอง และจะมีผื่นตามร่างกาย ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือที่อวัยวะเพศ อาจมีผมร่วงเป็นหย่อมๆได้ แต่ผู้ติดเชื้อบางรายอาจจะไม่แสดงอาการ ซึ่งเชื้อนั้นจะอยู่ในร่างกายถ้าไม่ได้รับการรักษา เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี เชื้อนี้สามารถก่อให้เกิดความผิดปกติที่สมอง ระบบหัวใจและหลอดเลือดได้ เนื่องจากเป็นโรคที่ไม่มีอาการแสดง ผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคซิฟิลิส ได้แก่ ผู้ที่มีคู่นอนหลายคน จะเป็นการเพิ่มโอกาสสัมผัสเชื้อจากคู่นอนหลายคน ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนที่มีประวัติเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ซิฟิลิส หรือเอชไอวี ความเสี่ยงต่อการติดเชื้อจะเพิ่มสูงขึ้นสถานการณ์โรคซิฟิลิสในเขตสุขภาพที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึง 29 พฤษภาคม 2568 มีผู้ป่วยสะสม 1,132 ราย อัตราป่วย 19.69 ต่อประชากรแสนคน ไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต แยกเป็นรายจังหวัด ดังนี้1) จังหวัดนครราชสีมา มีผู้ป่วย 555 ราย อัตราป่วย 24.92 ต่อประชากรแสนคน2) จังหวัดบุรีรัมย์ มีผู้ป่วย 255 ราย อัตราป่วย 17.60 ต่อประชากรแสนคน3) จังหวัดสุรินทร์ มีผู้ป่วย 246 ราย อัตราป่วย 21.90 ต่อประชากรแสนคน4) จังหวัดชัยภูมิ มีผู้ป่วย 76 ราย อัตราป่วย 8.01 ต่อประชากรแสนคนนายแพทย์ทวีชัย วิษณุโยธิน กล่าวต่อไปว่า ในการป้องกันโรคซิฟิลิส หากมีเพศสัมพันธ์ขอแนะนำให้สวมถุงยางอนามัยทุกครั้ง ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย และรับผิดชอบต่อคู่และสังคม หากเสี่ยงมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัย ขอแนะนำให้พบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจคัดกรองซิฟิลิสและเอชไอวี โดยตรวจรักษาได้ที่คลินิกและสถานพยาบาลใกล้บ้านเนื่องจากมีระบบติดตามผู้สัมผัสเข้ามารับการรักษาเพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง และลดโอกาสการแพร่เชื้อของโรคได้ขอเน้นย้ำว่า โรคซิฟิลิสสามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากนี้ ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงถุงยางอนามัยได้อย่างเท่าเทียม โดยขอรับถุงยางได้ฟรี ที่หน่วยบริการสุขภาพของรัฐใกล้บ้าน เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาล หรือผ่านแอปเป๋าตัง เป็นต้น หากมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422 อาการโรคซิฟิลิสซิฟิลิส (Syphilis) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Treponema pallidum สามารถแพร่กระจายผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางปาก หรือทางทวารหนัก และยังสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างตั้งครรภ์ได้ หากคุณมีอาการเหล่านี้-มีแผลริมแข็งบริเวณริมฝีปาก-ผื่นขึ้นที่ฝ่ามือ-เป็นแผลที่อวัยวะเพศ-มีแผล/ผื่น ขึ้นตามร่างกาย-แผลริมอ่อนที่อวัยวะเพศ-แผลในลิ้น-ระยะที่ 1 มีตุ่มเล็กๆ แตกเป็นแผลมีน้ำเหลือง-ระยะที่ 2 มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่นขึ้นตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือทั่วร่างกาย-ระยะที่ 3 ระยะแฝง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดงใดๆ-ระยะที่ 4 เชื้อเข้าไปทำลายระบบสมอง และอวัยวะต่างๆติดต่อได้อย่างไร?-ทางปาก ผ่านการจูบ-ทางเพศสัมพันธ์-จากแม่สู่ลูกน้อยในครรภ์-รับเลือดจากผู้ติดเชื้อ-สัมผัสโดยตรงกับแผลผู้ป่วยวิธีป้องกันซิฟิลิส-สวมถุงยางอนามัย เมื่อมีเพศสัมพันธ์-งดมีเพศสัมพันธ์ที่เสี่ยง ไม่เปลี่ยนคู่นอน-สังเกตอาการ ตรวจคัดกรองเมื่อมีความเสี่ยงข่าวที่เกี่ยวข้อง- บัตรทอง 30 บาท! ขยายสิทธิตรวจคัดกรองและวินิจฉัย "ซิฟิลิส" ปีละ 2 ครั้ง
TNN ช่อง16 • 29 พ.ค. 68
อ่าน
10 ของว่าง คนท้อง ใน เซเว่น หาซื้อง่าย อิ่มอร่อย แคลน้อย ถูกใจแม่ท้อง
ชวนคุณแม่ตั้งครรภ์มาเติมพลัง แบบไม่หวั่นต่อความเร่งรีบ กับ 10 ของว่าง คนท้อง ใน เซเว่น กินอะไรดี ให้อิ่มอร่อย คลายหิวระหว่างวัน ซึ่งแม่ๆ มือใหม่อาจรู้สึกกังวลว่าสามารถทานอะไรได้บ้างขณะตั้งครรภ์ แต่เราขออธิบายให้เข้าใจแบบง่ายๆ ค่ะ ว่าแม่ท้องสามารถกินได้ทุกอย่าง ยกเว้นแอลกอฮอล์ เลี่ยงของหมักดอง งดน้ำอัดลม ส่วนของทอดของมัน กินได้แต่เบาๆหน่อย ถ้าน้ำหนักแม่มากเกินไปจะลำบาก เน้นทานให้ครบโภชนาการจะดีกว่านะคะ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ การใส่ใจในเรื่องอาหารและของว่างเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อสุขภาพที่ดีของทั้งคุณแม่และพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ แต่ในชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ การหาซื้อของว่างที่มีประโยชน์และตอบโจทย์อาจต้องพึ่ง ร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณแม่ในการเลือกสรรของว่างยามหิว ไม่ว่าจะเป็นช่วงแพ้ท้อง ต้องการพลังงานระหว่างมื้อ หรืออยากหาอะไรทานเล่นที่อร่อยและมีคุณประโยชน์ ของว่าง คนท้อง ใน เซเว่น อร่อย หาซื้อง่าย ไข่ต้ม อิ่มเบาๆ กับไข่ต้มแหล่งโปรตีนชั้นดี อุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ซึ่งสำคัญต่อการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ มีผลต่อการเจริญเติบโตของทารก มีธาตุเหล็กสูง ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะโลหิตจางได้ แถมยังมีมี DHA ช่วยพัฒนาสมองและระบบประสาทของทารกได้อีกด้วย ราคา 11 บาท กล้วยหอม กล้วยหอมเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่หาทานง่าย ราคาสบายกระเป๋า เหมาะมากสำหรับแม่ท้อง เพราะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยลดความเสี่ยงความดันโลหิตสูง มีวิตามินบี 6 และมีไฟเบอร์สูง ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนในช่วงแพ้ท้องได้ค่ะ ราคา 9 บาท นมอัลมอนด์ นมอัลมอนด์ เหมาะสำหรับผู้แพ้นมวัวและนมถั่วเหลือง ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับคุณแม่ที่มีข้อจำกัดด้านอาหาร มีแคลเซียมสูง ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันของทารกและคุณแม่ โดยขอแนะนำให้เลือกสูตรไม่เติมน้ำตาล เพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มๆ ราคา 20 บาท นมถั่วเหลือง นมถั่วเหลืองถือว่าเป็นแหบ่งโปรตีนชั้นดี สำหรับแม่ท้อง แต่เราแนะนำขอเป็นสูตรหวานน้อยนะคะ เพราะเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีเพื่อสุขภาพ โดยสูตรนี้ให้รสชาติของน้ำเต้าหู้คั้นสด แต่มีน้ำตาลเพียง 2% และมีปริมาณแคลอรีเพียง 70 100 กิโลแคลอรี เท่านั้น อร่อยถูกใจ ดื่มได้ทุกวัน รสชาติกลมกล่อม แคลน้อย ดีต่อสุขภาพทั้งแม่และลูกน้อย ราคา 15 บาท กรีกโยเกิร์ต กรีกโยเกิร์ต เป็นโยเกิร์ตประเภทที่มีโปรตีนสูงมาก ซึ่งสูงกว่าโยเกิร์ตธรรมดาทั่วไป ช่วยให้อิ่มนานและเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกได้ดี ที่สำคัญคือ มีโพรไบโอติก ช่วยปรับสมดุลลำไส้ ลดอาการท้องผูกและท้องอืด อันปัญหากวนใจของแม่ท้องหลายคน ราคา 22 บาท นมโปรตีน เนื่องจากช่วงตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่ ต้องการโปรตีนเป็นสารอาหารหลักที่จำเป็นต่อการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะของทารก เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโต การดื่มนมโปรตีนจะช่วยให้คุณแม่มีพลังงานเพียงพอในแต่ละวัน เพราะโปรตีนช่วยให้อิ่มนาน ลดความอยากอาหาร แถมยังช่วยให้คุณแม่ท้องควบคุมน้ำหนักตัวได้อีกด้วยค่ะ ราคา 49 บาท นมเปรี้ยว การดื่มนมเปรี้ยวมีประโยชน์มากกว่าที่คิด เพราะช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ลดอาการท้องผูกและท้องอืด ซึ่งพบได้บ่อยขณะตั้งครรภ์ มีแคลเซียมสูง ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง อุดมไปด้วยวิตามินบี ช่วยในการทำงานของระบบประสาท แถมยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน เพราะจุลินทรีย์บางชนิดในนมเปรี้ยวมีส่วนช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันนั่นเองค่ะ ราคา 10 บาท ผักสลัด เพราะเรื่องการขับถ่ายเป็นสิ่งสำคัญ แม่ท้องหลายคนกำลังเผชิญปัญหาท้องผูก การบริโภคผักสลัด ที่มีใยอาหารสูง จะช่วยในการขับถ่าย ลดอาการท้องผูกได้ด้วยวิธีธรรมชาติ ยังไม่รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุ ที่มีประโยชน์หลากหลายชนิด เช่น วิตามินซี โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระ ราคา 29 บาท อกไก่ อกไก่ มีโปรตีนสูง เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี มีไขมันต่ำ ช่วยในการสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ อุดมไปด้วยวิตามินบี ซึ่งมีส่วนช่วยในการเผาผลาญพลังงาน บำรุงระบบประสาท และมีธาตุเหล็ก ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ป้องกันภาวะโลหิตจางได้อีกด้วย ราคา 40 บาท อัลมอนด์อบ และของว่างแบบเคี้ยวเพลิน แต่ได้ประโยชน์เยอะต้องขอยกให้อัลมอนด์อบเลยค่ะ เพราะมีไขมันดี เป็นไขมันไม่อิ่มตัว ซึ่งดีต่อสุขภาพหัวใจ ซึ่งนอกจากมีโปรตีน ช่วยให้อิ่มนานแล้ว ยังมีไฟเบอร์สูง ช่วยในการขับถ่าย เรียกได้ว่ากินเล่นๆ แต่ดีต่อสุขภาพไม่น้อยเลยค่ะ ราคา 25 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 12 อาหารสุขภาพในเซเว่น สำหรับคนท้อง อิ่มท้อง ซื้อง่าย ได้สุขภาพดี! 10 ของว่าง คนท้อง อิ่มอร่อย คลายหิว ดีต่อสุขภาพ ลดปัญหา คนท้องหิวบ่อย
แม่และเด็ก • 18 พ.ค. 68
อ่าน
จะเย็น ❄️ หรือ จะเยิน❓กินน้ำแข็งคลายร้อน🧊 ระวังได้ท้องเสียแทนความสดชื่น 😵💫
หน้าร้อนแบบนี้ น้ำแข็งคงเป็นสิ่งที่หลาายๆ คนชอบกินกันมากใช่ไหมล่ะคะ แต่รู้ไหมว่า...ถ้ากินน้ำแข็งไม่ระวัง อาจมีเชื้อโรคแถมมา❗โดยคุณหมอ พัทธดนย์ จีระธัญญาสกุล เตือนว่า หากไม่ได้เลือกน้ำแข็งที่สะอาดพอสำหรับรับประทาน จะเสี่ยงเกิดอาการป่วยได้ทั้ง อาการป่วยจากน้ำแข็งไม่สะอาด 🚨 ท้องเสีย 🚨 อาหารเป็นพิษ 🚨 อหิวาตกโรค 🚨 และปวดท้องเพราะเชื้อบิด! โดยเฉพาะกับเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ยิ่งต้องระวัง เพราะร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้น้อยกว่า อย่ามองข้ามความสะอาดเล็ก ๆ ที่ส่งผลใหญ่ต่อสุขภาพ แนะนำให้เลือกน้ำแข็งที่ ✅ สะอาด ได้มาตรฐาน ละลายแล้วใส ไม่มีตะกอนขุ่นๆ ✅ ถ้าไม่มั่นใจ แนะนำน้ำต้มสุกแล้วแช่แข็งเอง หรือใช้เครื่องทำน้ำแข็งในบ้าน ⚠️ กรณีท้องเสียไม่หยุด ถ่ายบ่อย มีไข้ คลื่นไส้อาเจียนรุนแรง หรือถ่ายนานเกิน 48 ชั่วโมง ควรพบแพทย์ 🧑⚕️ พบทางเลือกใหม่ พบแพทย์ออนไลน์ได้ง่ายๆ ผ่านแอปฯ หมอดี สะดวก ไม่ต้องเหนื่อยเดินทาง ไม่ต้องรอคิวนาน พร้อมมีบริการจัดส่งยาให้ถึงบ้าน💊 📲5 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการปรึกษาแพทย์ ผ่านแอปฯ หมอดี 1. ดาวน์โหลดแอปฯ คลิก https://mordee.onelink.me/ZBQ5/5pyl8jra จากนั้นเลือกเมนูโปรไฟล์ เพื่อลงทะเบียนเข้าใช้งาน 2. ไปที่หน้าแรกของแอปฯ กดแถบค้นหา เลือกแผนกโรคทั่วไป หรือแผนกอายุรกรรม หากต้องการปรึกษาเกี่ยวกับอาการท้องเสีย ปวดท้อง 3. เลือกแพทย์ที่ต้องการปรึกษา และทำนัดหมาย โดยเลือกวันและเวลาที่ต้องการ แล้วเลือกรูปแบบการปรึกษาเป็น วิดีโอคอล โทร หรือ แชต จากนั้นทำการชำระเงิน หรือกรอกโค้ดส่วนลด (ถ้ามี) 4. เข้าห้องสนทนาในแอปฯ เพื่อทำการปรึกษาแพทย์ เมื่อถึงเวลานัดหมาย 5. รอสรุปผลการปรึกษาจากแพทย์ พร้อมใบสั่งยา(หากมี) โดยสามารถสั่งซื้อยา แล้วรอรับยาที่บ้านได้ 💬 สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: @mordeeapp 👉👉 อ่านสาระสุขภาพจากแอปฯ หมอดี เพิ่มเติม คลิก https://mordeeapp.com/th/article
หมอดี • 2 พ.ค. 68
ดูเพิ่มเติม