TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “做个个人薪金收入证明多少钱[办证网:bbzz58.com]沅江重庆师范大学涉外商贸学院学位证制作-中国银行现金支票定制<网址:ban58.com>中英格兰大学学历认证XD” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
ttb จัดโปรเพื่อการศึกษา ฟรีค่าโอนเงินต่างประเทศ 5 สกุล ต่อยอด บัญชี FCD e‑Saving ดอกเบี้ยสูง
#ttb #ทันหุ้น - ทีทีบี เดินหน้าตอบโจทย์ผู้ปกครองที่วางแผนการเงินเพื่อการศึกษาบุตรหลานในต่างประเทศอย่างคุ้มค่าและมั่นใจยิ่งขึ้น ด้วยโปรโมชัน “ฟรีค่าธรรมเนียมโอนเงิน” สำหรับการโอนเงินเพื่อการศึกษาครอบคลุม 5 สกุลเงินหลัก ได้แก่ USD, GBP, AUD, CAD และ CNY ผ่านแอป ttb touch ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 - 30 กันยายน 2569โปรโมชันนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกรรมผ่านแอป ttb touch โดยสามารถเลือกโอนได้ทั้งจากบัญชีเงินบาท หรือบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ (FCD) รองรับวงเงินโอนสูงสุดถึง 4 ล้านบาท สามารถติดตามสถานะการโอนได้ตลอด 24 ชั่วโมง และปลายทางรับเงินครบเต็มจำนวน เสริมความมั่นใจในทุกการโอนบริการดังกล่าวตอบโจทย์การบริหารเงินต่างประเทศแบบครบวงจร ทั้ง“แลก เก็บ โอน” ได้ในที่เดียว โดยลูกค้าสามารถเลือกโอนเงินสกุลตรงกับประเทศปลายทาง เช่น USD ไปสหรัฐอเมริกา, GBP ไปสหราชอาณาจักร, AUD ไปออสเตรเลีย, CAD ไปแคนาดา และ CNY ไปประเทศจีน ช่วยให้การบริหารค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนอกจากความคุ้มค่าจากฟรีค่าธรรมเนียมการโอนแล้ว ทีทีบียังต่อยอดด้วยโซลูชันเพื่อการวางแผนการเงินสำหรับผู้ปกครองล่วงหน้า ผ่านบัญชี FCD e-Saving ที่ช่วยให้ลูกค้าทยอยสะสมเงินสกุลต่างประเทศได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ในจังหวะอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงิน พิเศษสำหรับลูกค้าที่เปิดบัญชีใหม่ในสกุลเงิน USD GBP หรือ AUD ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 – 30 กันยายน 2569 รับอัตราดอกเบี้ยพิเศษสูงสุดถึง 3.50% ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2569 (เงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด)ลูกค้าที่มีสถานะ Gold, Platinum และ Diamond ยังได้รับสิทธิพิเศษด้าน อัตราแลกเปลี่ยน (FX Rate) ที่ดียิ่งขึ้น เพิ่มความคุ้มค่าในทุกธุรกรรมเงินตราต่างประเทศทีทีบีเดินหน้าเป็นมากกว่าธนาคาร ด้วยการนำเสนอ Total Financial Solution ที่ช่วยให้ครอบครัวไทยสามารถวางแผนค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษาได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การสะสมเงินล่วงหน้า ไปจนถึงการโอนเงินได้อย่างสะดวก ครบ จบในที่เดียวสอบถามเพิ่มเติมได้จากที่ปรึกษาทางการเงินและการลงทุนของท่าน หรือ ttb reserve line 02-010-1428เงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด สามารถศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์และประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินตราต่างประเทศปัจจุบันได้ทางเว็บไซต์ของธนาคาร https://www.ttbbank.com/th/rates/exchange-rates?dateCurrent
ทันหุ้น • 8 ก.ค. 69
อ่าน
แจกสูตรโจ๊กทำขาย พร้อมคำนวณต้นทุนต่อถ้วย มือใหม่ทำตามง่าย กำไรงาม
อยากเปิดร้านขายโจ๊ก แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี วันนี้ TrueID Food จะมาแจกสูตรโจ๊กที่ทำทานเอง ก็อร่อย หรือจะใช้เป็น สูตรทำขายก็สร้างรายได้แบบ กำไรงาม ได้ง่ายๆ มือใหม่ก็ทำตามได้สบาย พร้อมเผยวิธีคำนวณ ต้นทุน ต่อถ้วยอย่างละเอียด เพื่อให้คุณตั้งราคาได้อย่างแม่นยำและคุ้มค่าที่สุด แจกสูตรโจ๊กทำขาย พร้อมคำนวณต้นทุนต่อถ้วย มือใหม่ทำตามง่าย กำไรงาม 1.โจ๊กเนื้อสไลต์ โจ๊กเนื้อหอมละมุน ข้าวเนียนนุ่ม ซุปกลมกล่อม ทานคู่เนื้อสไลด์หมักนุ่มๆ และผักเพิ่มคุณค่า ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิเก่า 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปกระดูกหมูหรือน้ำซุปผัก 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เนื้อวัวหมัก เนื้อวัวสไลด์หรือหั่นชิ้นบาง 50 กรัม ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนชา แป้งมันสำปะหลัง 1/4 ช้อนชา พริกไทยป่น เล็กน้อย ผักและเครื่องโรยหน้า แครอทหั่นเต๋าเล็ก 1 ช้อนโต๊ะ ผักกาดขาวหั่นชิ้นเล็ก 1 ใบ ต้นหอมซอย สำหรับโรยหน้า วิธีทำ นำเนื้อวัวมาผสมกับซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม แป้งมัน และพริกไทยป่น คลุกเคล้าให้เข้ากัน นวดเบาๆ แล้วหมักทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 15-20 นาที จากนั้นนำมาผัดในกะทะจนสุกตักพักไว้ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบๆ ก่อน จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำซุปพอเดือด ใส่ข้าวสารลงไป หมั่นคนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ติดก้นหม้อ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนจนเมล็ดข้าวแตกบานและเนียนเป็นเนื้อโจ๊ก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อเนื้อโจ๊กได้ที่แล้ว ให้ใส่แครอทและผักกาดขาวลงไปต้มจนเริ่มนิ่ม หมั่นคนอย่าให้ข้าวติดก้นหม้อ ตักโจ๊กใส่ชาม ใส่เนื้อที่ผัดไว้โรยหน้าด้วยต้นหอมซอยเพิ่มความหอม พร้อมทานร้อนๆ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท เนื้อวัว (50 กรัม): ~15 - 20 บาท (ขึ้นอยู่กับเกรดของเนื้อ) น้ำซุปและเครื่องปรุงหมัก: ~3 บาท ผักต่างๆ (แครอท, ผักกาดขาว, ต้นหอม): ~3 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 25 - 28 บาท ต่อชาม 2.โจ๊กหมูทรงเครื่อง โจ๊กหมูทรงเครื่อง ข้าวเนียนนุ่ม ซุปกลมกล่อม อร่อยเต็มคำกับหมูก้อน หมูกรอบ ไส้อ่อน และสมุนไพร ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปกระดูกหมู 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊ก หมูกรอบหั่นชิ้น ประมาณ 20 กรัม ไส้อ่อนหมูต้มเปื่อยหั่นชิ้น(ประมาณ 20 กรัม หมูบด 30 กรัม (หมักด้วยซีอิ๊วขาว 1/4 ช้อนชา และพริกไทยป่นเล็กน้อย แล้วปั้นเป็นก้อนกลม) เครื่องโรยหน้า ขิงแก่ซอยฝอย 1 ช้อนชา ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา เม็ดเก๋ากี้ 3-5 เม็ด พริกไทยป่น สำหรับโรยหน้าตามชอบ วิธีทำ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบ จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำซุปกระดูกหมูพอเดือด ใส่ข้าวลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเนื้อข้าวเนียนข้นและเนียนละมุน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อเนื้อโจ๊กเนียนได้ที่และเดือดเบาๆ ให้หรี่ไฟลง นำหมูสับที่ปั้นเป็นก้อนกลมใส่ลงไปต้มในหม้อโจ๊กจนสุก ตามด้วยใส่ไส้อ่อนต้มเปื่อยลงไปคนให้เข้ากันและร้อนทั่ว ตักโจ๊กพร้อมหมูก้อนและไส้อ่อนใส่ชาม จากนั้นวางเรียงหมูกรอบไว้ด้านบน แต่งหน้าด้วยขิงซอย ต้นหอมซอย เม็ดเก๋ากี้ และเหยาะพริกไทยป่น พร้อมเสิร์ฟคู่กับซอสพริกหรือซีอิ๊วขาว ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท หมูกรอบ (3-4 ชิ้น): ~8 บาท ไส้อ่อนต้มเปื่อย: ~5 บาท หมูบด (30 กรัม): ~4 บาท น้ำซุป เครื่องปรุง และเครื่องโรยหน้า (ขิง, ต้นหอม, เก๋ากี้): ~5 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 26 - 28 บาท ต่อชาม 3.โจ๊กไก่สไตล์อินโดนีเซีย โจ๊กไก่สไตล์อินโด ข้าวเนียนนุ่ม ซุปไก่กลมกล่อม ท็อปปิ้งแน่นด้วยไก่ฉีก เต้าหู้ทอด ไข่ต้ม และหอมเจียวสุดฟิน ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปต้มกระดูกไก่ 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊ก อกไก่หรือสะโพกไก่ต้ม 40 กรัม เต้าหู้ทอดพวง 2-3 ลูก ไข่ต้ม 1/2 ฟอง เครื่องโรยหน้าและผัก ต้นหอมและขึ้นฉ่ายซอย 1 ช้อนโต๊ะ หอมแดงเจียว 1 ช้อนชา พริกไทยป่น เล็กน้อย วิธีทำ นำข้าวสารไปปั่นให้พอแตกหยาบ จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำซุปต้มกระดูกไก่พอเดือด ใส่ข้าวสารลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เนื้อข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวแตกบาน ข้นเนียน และนุ่มละมุน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาท ระหว่างเคี่ยวข้าว ให้ฉีกไก่ต้มเป็นเส้นๆ เตรียมไว้ นำเต้าหู้พวงไปหั่นชิ้นบาง และผ่าครึ่งไข่ต้มรอไว้ ตักเนื้อโจ๊กที่ร้อนและเนียนข้นได้ที่ลงในชาม วางเรียงเครื่องเคียงด้านบนให้สวยงาม เริ่มจากไก่ฉีก เต้าหู้ทอดหั่นชิ้น และไข่ต้ม 1 ซีก ตกแต่งหน้าด้วยต้นหอม ขึ้นฉ่ายซอย และหอมแดงเจียว จากนั้นเหยาะพริกไทยป่นเพิ่มความหอม พร้อมทานร้อนๆ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท อกไก่ฉีก (40 กรัม): ~5 บาท เต้าหู้พวง (2-3 ลูก): ~3 บาท ไข่ต้ม (ครึ่งฟอง): ~2.5 บาท น้ำซุป เครื่องปรุง และผักโรย (ต้นหอม, ขึ้นฉ่าย, หอมเจียว): ~4 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 18.5 - 21.5 บาท ต่อชาม 4.โจ๊กไข่เค็ม โจ๊กไข่เค็ม ข้าวเนียนนุ่ม ซุปกลมกล่อม ลงตัวกับไข่เค็มรสมันนัว พร้อมปาท่องโก๋และหมี่กรอบเคี้ยวเพลิน ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปผักหรือซุปโครงไก่ 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊กและท็อปปิ้ง ไข่เค็มต้มสุก 1 ฟอง ปาท่องโก๋ตัวเล็กกรอบ 1 กำมือเล็ก เส้นหมี่ขาวทอดกรอบ 1 กำมือเล็ก ผักและเครื่องโรยหน้า ขิงแก่ซอยฝอย 1 ช้อนโต๊ะ ต้นหอมซอย 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น เล็กน้อย วิธีทำ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบ จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำซุปพอเดือด ใส่ข้าวสารลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเนื้อข้าวแตกบานเนียนข้นข้น ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที หากยังไม่มีหมี่กรอบสำเร็จรูป ให้ตั้งน้ำมันให้ร้อนจัด นำเส้นหมี่ขาวแห้งลงไปทอดเพียงไม่กี่วินาที เส้นจะฟูขาวขึ้นมาทันที ให้ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน ตักเนื้อโจ๊กร้อนๆ ที่เนียนได้ที่ลงในชาม วางเรียงชิ้นไข่เค็มต้มผ่าสี่ซีกไว้ตรงกลาง วางปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก หมี่กรอบ ขิงซอย และต้นหอมซอยล้อมรอบไข่เค็มให้สวยงาม เหยาะพริกไทยป่นปิดท้าย พร้อมเสิร์ฟคู่กับซีอิ๊วขาว พริกป่น และพริกน้ำส้มตามชอบ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท ไข่เค็มต้ม (1 ฟอง): ~7 - 8 บาท ปาท่องโก๋กรอบตัวเล็ก: ~2 บาท เส้นหมี่ขาวสำหรับทอด: ~1 บาท ผักและเครื่องปรุง (ขิง, ต้นหอม, น้ำซุป): ~3 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำมันสำหรับทอด: ~3 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 18 - 19 บาท ต่อชาม 5.โจ๊กกุ้ง โจ๊กกุ้งเนื้อเด้งกรอบ ข้าวเนียนนุ่ม โดดเด่นด้วยน้ำซุปเคี่ยวจากเปลือกกุ้ง รสหอมหวานกลมกล่อมตามธรรมชาติ ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปเคี่ยวจากเปลือกกุ้งหรือซุปผัก 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊ก กุ้งสด (กุ้งขาวหรือกุ้งแชบ๊วย) 4-5 ตัว ซีอิ๊วขาว 1/4 ช้อนชา ผักและเครื่องโรยหน้า ขิงแก่ซอยฝอย 1 ช้อนชา ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา พริกไทยป่น เล็กน้อย วิธีทำ นำกุ้งที่แกะเปลือกผ่าหลังแล้วไปล้างให้สะอาด ซับให้แห้ง คลุกเคล้าด้วยซีอิ๊วขาวเล็กน้อย จากนั้นนำไปแช่เย็นพักไว้เพื่อให้เนื้อกุ้งคงความเด้งกรอบ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบ ตั้งหม้อใส่น้ำซุปต้มเปลือกกุ้งพอเดี่ยว ใส่ข้าวสารลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและต้องคอยคนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เนื้อข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวบานละมุนและเนื้อข้นเนียน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อเนื้อโจ๊กเนียนได้ที่และเดือดปุดๆ ให้เร่งไฟขึ้นเล็กน้อย ใส่กุ้งสดที่เตรียมไว้ลงไปต้มในหม้อโจ๊กโดยตรง กุ้งจะสุกเร็วมากใช้เวลาประมาณ 1-2 นาที พอกุ้งเปลี่ยนเป็นสีส้มและม้วนตัวสวยให้รีบปิดไฟทันทีเพื่อไม่ให้เนื้อกุ้งแข็งกระด้าง ตักเนื้อโจ๊กใส่ชาม แล้วช้อนตัวกุ้งขึ้นมาจัดเรียงเป็นวงกลมตรงกลางชามให้สวยงาม โรยหน้าด้วยขิงซอย ต้นหอมซอย และเหยาะพริกไทยป่น พร้อมทานร้อนๆ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท กุ้งสดไซส์กลาง-ใหญ่ (4-5 ตัว): ~20 - 25 บาท น้ำซุป เครื่องปรุง และผักโรย (ขิง, ต้นหอม): ~3 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 27 - 32 บาท ต่อชาม 6.โจ๊กปลากรอบเคี่ยวซีอิ๊วหวาน โจ๊กสไตล์ญี่ปุ่นเนื้อเนียนนุ่ม ซุปดาชิหอมกรุ่น ท็อปด้วยปลากรอบและวอลนัทเคี่ยวซีอิ๊วหวาน กรุบกรอบ เคี้ยวเพลิน ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊กสไตล์ญี่ปุ่น ข้าวสารหอมมะลิหรือข้าวญี่ปุ่น 1/4 ถ้วยตวง น้ำสะอาดหรือน้ำซุปดาชิ 2.5 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/8 ช้อนชา เครื่องปลาซาร์ดีนตัวเล็กและวอลนัทเคี่ยวซีอิ๊วหวาน ปลากะตักตากแห้งหรือปลาซาร์ดีนตัวเล็กแห้ง 15 กรัม เนื้อวอลนัท 10 กรัม โชยุ 1 ช้อนชา มิริน 1 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา สาเก 1/2 ช้อนชา งาขาวคั่ว เล็กน้อย ผักโรยหน้า ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา วิธีทำ นำปลากะตักแห้งและวอลนัทบุบพอแตกลงไปคั่วในกระทะแห้งไม่ใส่น้ำมัน ด้วยไฟอ่อนจนปลาเริ่มกรอบและส่งกลิ่นหอม จากนั้นตักขึ้นพักไว้ ในกระทะใบเดิม ใส่โชยุ มิริน น้ำตาลทราย และสาเกลงไป ตั้งไฟอ่อนเคี่ยวจนส่วนผสมละลายและเริ่มเดือดเป็นฟองเหนียวเล็กน้อย ใส่ปลาคั่วและวอลนัทกลับลงไป คลุกเคล้าอย่างรวดเร็วให้ซอสเคลือบทั่วซับตัวปลา โรยงาขาวคั่ว แล้วตักขึ้นใส่จานแผ่ออกพักไว้ให้เย็น เมื่อเย็นลงปลาจะกรอบเงาและเคี้ยวหนึบอร่อย นำข้าวสารไปปั่นให้พอแตกหยาบ ถ้าใช้ข้าวญี่ปุ่นไม่ต้องปั่นก็ได้ตั้งหม้อใส่น้ำสะอาดหรือน้ำซุปดาชิพอเดี่ยว ใส่ข้าวลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อน คอยคนเป็นระยะเพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวแตกบาน ข้น และเนียนนุ่มตามชอบ ยกลงจากเตา ตักโจ๊กร้อนๆ ใส่ชาม จากนั้นตักปลาเคี่ยวหวานและวอลนัทวางโปะไว้ตรงกลางชาม โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย และสามารถเหยาะโชยุหรือน้ำมันงาเพิ่มรอบๆ ตัวโจ๊กได้เล็กน้อยตามชอบ พร้อมทาน ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร (ข้าวหอมมะลิหรือข้าวญี่ปุ่น): ~2.5 บาท ปลากะตักแห้ง / ปลาซาร์ดีนเล็ก: ~6 บาท วอลนัท (10 กรัม): ~7 บาท เครื่องปรุงญี่ปุ่น (โชยุ, มิริน, สาเก, น้ำซุปดาชิ): ~4 บาท ต้นหอมและงาขาว: ~1 บาท ค่าแก๊ส: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 22.5 - 24.5 บาท ต่อชาม 7.โจ๊กสไตล์เกาหลี โจ๊กสไตล์เกาหลี ข้าวผัดน้ำมันงาหอมฉุย เนื้อเนียนนุ่ม ลงตัวกับรสเปรี้ยวเผ็ดของกิมจิและสาหร่ายแสนอร่อย ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊กสไตล์เกาหลี ข้าวสารหอมมะลิหรือข้าวญี่ปุ่น 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปผักหรือน้ำซุปโครงไก่ 2.5 ถ้วยตวง น้ำมันงา 1 ช้อนชา เกลือป่น 1/8 ช้อนชา เครื่องโจ๊กและท็อปปิ้ง กิมจิ 30 กรัม สาหร่ายเกาหลีปรุงรส 1 แผ่นใหญ่ งาขาวคั่ว 1/2 ช้อนชา ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา น้ำมันงา เล็กน้อย วิธีทำ นำข้าวสารไปล้างให้สะอาดแล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง หากต้องการให้สุกเร็วสามารถนำไปปั่นหยาบก่อนได้ ตั้งหม้อใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำมันงา 1 ช้อนชาลงไป นำข้าวสารลงไปผัดพอให้เมล็ดข้าวเคลือบน้ำมันงาและส่งกลิ่นหอม เติมน้ำซุปผักหรือน้ำซุปไก่ลงไป เร่งไฟให้เดือด จากนั้นลดเป็นไฟอ่อน เคี่ยวทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที โดยต้องคอยคนบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ข้าวติดก้นหม้อ จนเมล็ดข้าวขยายตัวเนียนนุ่ม ข้นกำลังดี แล้วเหยาะเกลือป่นเล็กน้อย คนให้เข้ากันแล้วยกลง ระหว่างรอข้าวสุก ให้สับกิมจิ ซอยต้นหอม และตัดสาหร่ายเตรียมไว้ ตักเนื้อโจ๊กร้อนๆ ที่เนียนนุ่มใส่ชาม จัดวางกิมจิสับและสาหร่ายเส้นฝอยไว้ด้านบนแยกเป็นฝั่งให้สวยงาม โรยต้นหอมซอย งาขาวคั่ว และเหยาะน้ำมันงาเพิ่มความหอมฉุยอีกเล็กน้อย พร้อมเสิร์ฟอุ่นๆ คลุกเคล้าให้เข้ากันก่อนทาน ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร (ข้าวหอมมะลิหรือข้าวญี่ปุ่น): ~2.5 บาท กิมจิ (30 กรัม): ~5 บาท สาหร่ายเกาหลีปรุงรส: ~3 บาท น้ำมันงา, งาขาว และเครื่องปรุงซุป: ~4 บาท ต้นหอมซอย: ~0.5 บาท ค่าแก๊ส: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 17 - 19 บาท ต่อชาม 8.โจ๊กสไตล์กวางตุ้ง โจ๊กกวางตุ้งข้าวเนียนนุ่ม ซุปกลมกล่อม ท็อปด้วยเกี๊ยวกรอบ หอมเจียว และน้ำมันพริกเผาจีนเผ็ดร้อนหอมกรุ่นส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปโครงไก่หรือซุปผัก 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊กและท็อปปิ้ง เนื้ออกไก่ต้มหรือเนื้อหมูต้ม 40 กรัม แผ่นเกี๊ยว 1-2 แผ่น ซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาว 1 ช้อนชา ผักและเครื่องโรยหน้า หอมแดงเจียว 1 ช้อนชา ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา น้ำมันพริกเผาจีน (Chili Oil) 1 ช้อนชา วิธีทำ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบ ตั้งหม้อใส่น้ำซุปพอเดือด ใส่ข้าวสารลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและคอยคนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เนื้อข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวแตกบานเนียนข้นข้นใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ตั้งน้ำมันให้ร้อน นำแผ่นเกี๊ยวลงไปทอดด้วยไฟกลางจนเหลืองกรอบทั้งสองด้าน ตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วบิหรือหักเป็นชิ้นเล็กๆ เตรียมไว้ ตักเนื้อโจ๊กร้อนๆ ที่เนียนได้ที่ลงในชาม วางเนื้อไก่ฉีกหรือหมูฉีกลงไปตรงกลาง ราดด้วยซอสปรุงรสหรือซีอิ๊วขาวรอบๆ โรยแผ่นเกี๊ยวทอดกรอบล้อมรอบ ตามด้วยหอมแดงเจียว และต้นหอมซอย เสิร์ฟร้อนๆ พร้อมกับถ้วยน้ำมันพริกเผาจีน ปรุงความเผ็ดหอมได้ตามชอบ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท เนื้อไก่หรือเนื้อหมูต้ม (40 กรัม): ~5 - 6 บาท แผ่นเกี๊ยวและน้ำมันสำหรับทอด: ~2 บาท ผักและเครื่องปรุง (หอมเจียว, ต้นหอม, น้ำมันพริก, ซีอิ๊ว): ~4 บาท ค่าแก๊ส: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 15 - 16 บาท ต่อชาม 9.โจ๊กหมูสับใส่ไข่ลวก โจ๊กหมูสับไข่ลวก ข้าวเนียนนุ่ม ซุปกลมกล่อม ฟินกับหมูสับหมักเนื้อเด้ง และไข่ลวกเยิ้มๆ รสละมุนละไม ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปกระดูกหมู 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา หมูสับหมักเด้ง หมูบดติดมันเล็กน้อย 50 กรัม ซีอิ๊วขาว 1/2 ช้อนชา ซอสหอยนางรม 1/2 ช้อนชา น้ำตาลทราย 1/8 ช้อนชา แป้งข้าวโพด 1/4 ช้อนชา พริกไทยป่น เล็กน้อย เครื่องเคียงและผักโรย ไข่ไก่ 1 ฟอง (สำหรับทำไข่ลวก) ขิงแก่ซอยฝอย 1 ช้อนชา ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา วิธีทำ นำหมูบดมาผสมกับซีอิ๊วขาว ซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย แป้งข้าวโพด และพริกไทยป่น คลุกเคล้าแล้วนวดให้เข้ากันจนเนื้อหมูเริ่มเหนียว จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมขนาดพอดีคำ ได้ประมาณ 3-4 ก้อน แล้วแช่เย็นพักไว้ ต้มน้ำให้เดือดจัด จากนั้นปิดไฟ แล้วใส่ไข่ไก่อุณหภูมิห้องลงไปแช่ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที แล้วตักขึ้นแช่น้ำเย็นทันที จะได้ไข่ลวกเนื้อเยิ้มสวยงาม นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบ ตั้งหม้อใส่น้ำซุปกระดูกหมูพอเดือด ใส่ข้าวลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เนื้อข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวบาน ข้น และเนียนนุ่ม ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อเนื้อโจ๊กเนียนได้ที่และเดือดปุดๆ ให้ใส่หมูสับที่ปั้นก้อนเตรียมไว้ลงไปต้มในหม้อโจ๊ก ต้มต่อจนหมูสับสุกลอยขึ้นมาประมาณ 3-4 นาที ตักโจ๊กและหมูสับใส่ชาม ตอกไข่ลวกใส่ลงไปข้างๆ โรยหน้าด้วยขิงซอยและต้นหอมซอย เหยาะพริกไทยป่นปิดท้าย พร้อมทานร้อนๆ คู่กับปาท่องโก๋ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท หมูบด (50 กรัม): ~7 - 8 บาท ไข่ไก่ (1 ฟอง): ~4 - 5 บาท น้ำซุป เครื่องปรุง และผักโรย (ขิง, ต้นหอม): ~3 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 18 - 20 บาท ต่อชาม 10.โจ๊กไก่ฉีกใส่ไข่ต้ม โจ๊กไก่ฉีกไข่ต้ม ข้าวเนียนนุ่ม ซุปไก่กลมกล่อม ทานง่ายได้ประโยชน์จากอกไก่ฉีกเนื้อแน่นและไข่ต้มหนึบหนับ ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปต้มกระดูกไก่ 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊ก อกไก่ต้มสุก 50 กรัม ไข่ไก่ต้ม 1/2 ฟอง ผักและเครื่องโรยหน้า ต้นหอมและผักชีซอย รวมกัน 1 ช้อนโต๊ะ พริกไทยป่น เล็กน้อย เครื่องปรุงเพิ่มเติมตามชอบ: ซีอิ๊วขาว หรือน้ำปลา วิธีทำ นำข้าวสารไปปั่นให้แตกหยาบเล็กน้อย จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำซุปต้มกระดูกไก่พอเดือด ใส่ข้าวลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้เนื้อข้าวไหม้ติดก้นหม้อ เคี่ยวจนเม็ดข้าวแตกบาน ข้น และเนียนนุ่ม ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที ระหว่างเคี่ยวข้าว ให้ล้างอกไก่แล้วนำไปต้มในน้ำซุปจนสุก ตักขึ้นมาพักให้เย็นแล้วฉีกเป็นเส้นๆ เตรียมไว้ ส่วนไข่ไก่ให้นำไปต้มประมาณ 7-8 นาทีเพื่อให้ไข่แดงยังมีความหนึบสีสวย นำมาปอกเปลือกแล้วผ่าครึ่งซีก ตักเนื้อโจ๊กร้อนๆ ที่เนียนได้ที่ลงในชาม จัดวางเนื้ออกไก่ฉีกกระจายไว้ด้านบน วางไข่ต้มครึ่งซีกไว้ตรงกลางชามให้สวยงาม ตกแต่งหน้าด้วยต้นหอมและผักชีซอย เหยาะพริกไทยป่นเพิ่มความหอม พร้อมเสิร์ฟคู่กับซีอิ๊วขาวสำหรับปรุงรสตามชอบ ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท เนื้ออกไก่ (50 กรัม): ~4 - 5 บาท ไข่ต้ม (ครึ่งฟอง): ~2.5 บาท น้ำซุป เครื่องปรุง และผักโรย (ต้นหอม, ผักชี): ~3 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 13.5 - 14.5 บาท ต่อชาม 11.โจ๊กกุ้งแห้งใส่ไข่กวน โจ๊กกุ้งแห้งไข่กวน ข้าวเนียนนุ่ม หอมกลมกล่อมด้วยรสเค็มหวานธรรมชาติจากกุ้งแห้ง และไข่ฝอยนุ่มละมุนตา ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ข้าวสารหอมมะลิ 1/4 ถ้วยตวง น้ำซุปผักหรือน้ำซุปโครงไก่ 2-3 ถ้วยตวง เกลือป่น 1/4 ช้อนชา เครื่องโจ๊กกุ้งแห้ง กุ้งแห้งเนื้ออย่างดี 1-2 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 ฟอง ผักโรยหน้า ต้นหอมซอย 1 ช้อนชา วิธีทำ นำกุ้งแห้งไปล้างผ่านน้ำ แล้วแช่ในน้ำอุ่นทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีเพื่อให้เนื้อกุ้งนุ่มขึ้น ไม่แข็งกระด้างเวลาเคี้ยว จากนั้นตักขึ้นพักให้สะเด็ดน้ำ นำข้าวสารไปปั่นให้พอแตกหยาบ ตั้งหม้อใส่น้ำซุปพอเดือด ใส่ข้าวสารลงไป เคี่ยวด้วยไฟอ่อนและหมั่นคนเรื่อยๆ จนเนื้อข้าวเริ่มแตกบาน ข้น และเนียนนุ่ม ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที เมื่อโจ๊กเริ่มเนียนได้ที่ ให้ใส่กุ้งแห้งลงไปเคี่ยวร่วมกับเนื้อข้าว เพื่อให้ความหวานเค็มธรรมชาติจากกุ้งแห้งซึมออกมาในเนื้อโจ๊ก ตีไข่ไก่ให้ละลาย จากนั้นหรี่ไฟลงต่ำสุด ค่อยๆ เทไข่เป็นสายลงไปในหม้อโจ๊กที่กำลังเดือดปุดๆ พร้อมกับใช้ตะเกียบหรือทัพพีคนเร็วๆ จะได้เนื้อไข่ฝอยกระจายตัวนุ่มละมุนผสมอยู่ในเนื้อโจ๊ก ตักโจ๊กกุ้งแห้งร้อนๆ ใส่ชาม โรยหน้าด้วยต้นหอมซอย พร้อมทานทันที รสชาติจะมีความเค็มกลมกล่อมจากกุ้งแห้งโดยแทบไม่ต้องปรุงเพิ่มเลย ประมาณการต้นทุน (สำหรับ 1 ที่) ข้าวสาร/ข้าวสวย: ~2 บาท กุ้งแห้งเนื้อ (1-2 ช้อนโต๊ะ): ~8 - 10 บาท ไข่ไก่ (1 ฟอง): ~4 - 5 บาท ต้นหอม: ~1.5 บาท น้ำซุปและเครื่องปรุง: ~2 บาท ค่าแก๊สและค่าน้ำ: ~2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบประมาณ: 19.5 - 22.5 บาท ต่อชาม 12.โจ๊กหมูชาชูทรงเครื่อง โจ๊กหมูชาชู ข้าวเนียนนุ่มข้นพิเศษ ท็อปด้วยหมูชาชูย่างพริกไทยดำหอมเกรียม ไข่ต้ม และกระเทียมเจียวสุดฟิน ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่) ตัวโจ๊ก ปลายข้าวหอมมะลิ 1/2 ถ้วยตวง ข้าวเหนียว 1 ช้อนชา น้ำซุปกระดูกหมู 3 - 4 ถ้วยตวง เครื่องโจ๊ก หมูชาชูสไลด์ย่างพริกไทยดำ 4 ชิ้น ไข่ต้มสุก 1/2 ฟอง ต้นหอมซอย และผักชีซอย กระเทียมเจียว 1 ช้อนชา ซีอิ๊วขาว หรือซอสแม็กกี้ พริกไทยป่น ตามชอบ วิธีทำ นำปลายข้าวและข้าวเหนียว ให้ล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นนำไปปั่นกับน้ำซุปเล็กน้อยพอหยาบๆ เพื่อให้ประหยัดเวลาเคี่ยว ตั้งหม้อใส่น้ำซุปกระดูกหมูจนเดือด จากนั้นใส่ข้าวที่ปั่นไว้ลงไป หมั่นคนเรื่อยๆ ด้วยไฟอ่อนถึงกลาง เพื่อไม่ให้ก้นหม้อไหม้ เคี่ยวจนเม็ดข้าวแตกบาน ข้น และเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที นำหมูชาชูสไลด์ลงไปจี้บนกระทะร้อนๆ ด้วยไฟกลาง ให้พอมีรอยไหม้เกรียมเล็กน้อยและส่งกลิ่นหอม ตักเนื้อโจ๊กร้อนๆ ข้นๆ ลงในชาม จัดวางหมูชาชูสไลด์เรียงหน้ากระดานไว้ฝั่งหนึ่ง วางไข่ต้มครึ่งฟองลงไปข้างๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมและผักชีซอยแบบพูนๆ ตรงกลาง เพิ่มความหอมและสีสัน โรยกระเทียมเจียว และพริกไทยป่นปิดท้าย เสิร์ฟพร้อมซีอิ๊วขาวให้ปรุงรสตามชอบ ต้นทุนโดยประมาณ (สำหรับ 1 ที่) ข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว: ~ 3 - 5 บาท น้ำซุปกระดูกหมู: ~ 5 บาท หมูชาชูสไลด์ (3-4 ชิ้น): ~20 - 25 บาท ไข่ต้มต้มสุกครึ่งฟอง: ~ 2 - 3 บาท ต้นหอม ผักชี และกระเทียมเจียว: ~ 3 บาท เครื่องปรุงรส (ซีอิ้วขาว, พริกไทย): ~ 2 บาท รวมต้นทุนวัตถุดิบต่อถ้วย: ประมาณ 35 - 43 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ แจกสูตรอาหาร 45 เมนูอาหารเย็น อร่อยทำง่าย อิ่มได้ทั้งครอบครัว มื้อเช้าสำคัญ ! แจกสูตร 45 เมนูอาหารเช้า ทำง่ายที่บ้าน อร่อยจัดเต็ม แถมได้ประโยชน์ 20 สูตร ไข่ตุ๋น เนื้อเนียน เด้งๆ ดึ๋งๆ เมนูไข่ ทำง่ายอร่อยมาก 5 เมนูทำง่าย ส่วนผสมแค่ 3 อย่าง วัตถุดิบน้อยแต่อร่อยมาก สไตล์เด็กหอ
สูตรอาหาร • 25 พ.ค. 69
อ่าน
กยศ.ประสานนายจ้างกว่า 5.2 พันแห่ง หักเงินเดือนชำระหนี้ เริ่ม พ.ค.69
#ทันหุ้น #กยศ. ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างเพิ่มเติมกว่า 5,200 แห่ง เริ่มหักเงินเดือนผู้กู้ยืมเงินตั้งแต่เดือนพ.ค.69 นี้ กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)ขอความร่วมมือองค์กรนายจ้างกว่า5,200แห่งที่จะเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินคืนกองทุนผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร(e-PaySLF)ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2569สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมสัมมนาได้ที่เว็บไซต์กยศ.เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ.ขอแจ้งว่าขณะนี้กยศ.ได้จัดส่งหนังสือแจ้งองค์กรนายจ้างที่มีพนักงานหรือลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ยืมเงินเพิ่มเติมกว่า5,200แห่งให้เริ่มหักเงินเดือนเพื่อชำระเงินคืนกยศ.ผ่านระบบรับชำระเงินกู้ยืมคืนกองทุนผ่านกรมสรรพากร(e-PaySLF)ซึ่งเริ่มดำเนินการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม2569เป็นต้นไปโดยขอให้ดำเนินการนำส่งเงินภายในวันที่15มิถุนายน2569และนำส่งเงินครั้งถัดไปภายในวันที่15ของทุกเดือนสำหรับผู้กู้ยืมเงินที่มีภาระหนี้ค้างชำระก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการหักเงินเดือนขอให้ชำระยอดค้างด้วยตนเองให้เสร็จสิ้นโดยเร็วทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามกฎหมายกยศ.ขอเชิญองค์กรนายจ้างลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมสัมมนาเพื่อศึกษารายละเอียดขั้นตอนและวิธีการใช้งานระบบe-PaySLFได้ที่เว็บไซต์www.studentloan.or.thและหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางไลน์บัญชีทางการ“กยศ.องค์กรนายจ้าง”กยศ.ขอขอบคุณองค์กรนายจ้างทุกแห่งที่ให้ความร่วมมือในการหักเงินเดือนและนำส่งเงินกู้ยืมคืนกองทุนซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้กู้ยืมสามารถชำระหนี้ได้อย่างต่อเนื่องแล้วยังเป็นส่วนสำคัญในการส่งต่อทุนหมุนเวียนเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษารุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 21 พ.ค. 69
อ่าน
ครม.อนุมัติ”ไทยช่วยไทยพลัส” 43 ล้านคน รับ 1 พันบาท 4 เดือน เริ่ม 1 มิ.ย.นี้
#ทันหุ้น ครม.อนุมัติ”ไทยช่วยไทยพลัส” 43 ล้านคน แบ่งเป็น ประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน ผู้ถือบัตรคนจนอีก 13.18 ล้านคน รับ 1 พันบาท 4 เดือน สำหรับประชาชนทั่วไปเริ่มลงทะเบียน 25-29 พ.ค.นี้ เริ่มใช้จ่ายได้ 1 มิ.ย.นี้รายงานข่าวจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเปิดเผยว่า ที่ประชุมอนุมัติโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นมาตรการเร่งด่วนที่จะเข้าไปช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่สืบเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยตั้งเป้าอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลือประชาชนกว่า 43 ล้านคน แบ่งเป็น ประชาชนทั่วไป 30 ล้านคน และ ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.18 ล้านคน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเป็นระยะเวลา 4 เดือนๆละ 1,000 บาท เริ่มตั้งแต่ 1 มิ.ย. - 30 ก.ย. 2569ทั้งนี้ สำหรับประชาชนทั่วไปที่สามารถลงทะเบียนรับสิทธิ์ได้ จะต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ณ วันลงทะเบียน มีสัญชาติไทย ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เคยถูกระงับสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง โดยรัฐจะจ่ายเงินให้ผู้ได้รับสิทธิในโครงการนี้ เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน นับจาก 1มิ.ย.ถึง 30 ก.ย.นี้ ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ทั้งนี้ จะต้องลงทะเบียนเพื่อกดรับสิทธิ์ ในช่วง 25-29พ.ค.นี้สำหรับร้านค้าที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ กรณีเป็นร้านค้าทีเคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งมาแล้ว ให้ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการตั้งแต่ 25 พ.ค. ถึง 30 ก.ย.นี้ ส่วนร้านค้าใหม่ที่ยังไม่เคยร่วมโครงการนี้ให้เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่ 25พ.ค.ถึง 31 ก.ค.นี้ ทั้งนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถผูกกับ app delivery ได้ ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับสิทธิ์สามารถใช้จ่ายในร้านค้าที่ร่วมโครงการได้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม ร้านค้าทั่วไป บริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น ร้านนวด สปา ทำเล็บ และทำผมในส่วนของคนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.18 ล้านคนนั้น รัฐจะจ่ายให้คนละ 1,000 บาท/เดือน เป็นเวลา 4 เดือน นับจาก 1 มิ.ย. ถึง 30 ก.ย.นี้ เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อสินค้าในร้านค้าที่ร่วมโครงการนอกจากนี้คนถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ยังคงได้รับเงินช่วยเหลือในการซื้อก๊าซหุงต้ม เดือนละ800 บาท /คน/3เดือน ,ค่าเดินทางโดยขนส่งสาธารณะ 750บาท/เดือน ,ค่ากระแสไฟฟ้า 315 บาท /เดือน/ครัวเรือน และสำหรับคนพิการที่ถือบัตรคนพิการ จะได้รับเงินเพิ่มเติมอีกเดือนละ 200บาท/เดือน
ทันหุ้น • 19 พ.ค. 69
อ่าน
Shelldon จับมือ วิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต จัด ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1
Shelldon หอยกู้โลก แอนิเมชันชื่อดังจาก TB Media Globalที่ออกอากาศมาแล้วในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก และมีบทบาทในการรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมทางทะเลอย่างต่อเนื่อง จับมือกับวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคมมหาวิทยาลัยรังสิต จัดกิจกรรม ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1 ภายใต้แนวคิด Shelldons Ocean Guardiansเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 56 ได้พัฒนาทักษะสำคัญสู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมสังคมในอนาคต กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Workshop-based Learning) โดยผู้เข้าร่วมจะได้ฝึกฝนทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 อาทิ การพัฒนา Growth Mindset การเรียนรู้ประเด็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมทางทะเลและแนวคิดความยั่งยืน (ESG และ SDG 14) การคิดเชิงออกแบบ (Design Mindset) เพื่อแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ ตลอดจนการพัฒนาทักษะการสื่อสารและการนำเสนอ (Pitching Communication) อย่างมืออาชีพ นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมยังจะได้สร้างผลงานเพื่อใช้ประกอบ Portfolio สำหรับการศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา พร้อมลุ้นรับทุนการศึกษารวมมูลค่ากว่า 18,000 บาท และรับเกียรติบัตรจากมหาวิทยาลัยรังสิตและ TB Media Global ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคต ค่ายผู้นำนวัตกรรมสังคม รุ่นที่ 2/1 จะจัดขึ้นในวันพุธที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 15.30 น. ณ อาคารอาทิตย์ อุไรรัตน์ ชั้น 3 มหาวิทยาลัยรังสิต โดยเปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 56 เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และรับจำนวนจำกัด ทั้งนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 30 เมษายน 2569ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่https://forms.gle/h2SCcZkdz29mWFnw6หรือสแกน QR Code ในภาพเพื่อลงทะเบียนได้เลย
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 28 เม.ย. 69
อ่าน
ขั้นตอน ทำพาสปอร์ต ที่ ตู้ Kiosk ด้วยตัวเอง เสร็จไว 15 นาที เท่านั้น!
ใครที่ต้องการ ต่ออายุพาสปอร์ต รู้แล้วรึยังว่า เราสามารถไป ทำพาสปอร์ต ด้วยตัวเอง เลยค่ะ ที่ ตู้ Kiosk ต่อพาสปอร์ตอัตโนมัติ และใช้เวลาไม่นานอีกด้วย ไม่เกิน 15-20 นาที ก็ทำพาสปอร์ตเสร็จแล้ว ตามเรามาดู ขั้นตอน ทำพาสปอร์ต ด้วยตู้ Kiosk กันได้เลยค่ะ วิธีทำพาสปอร์ต ด้วยตัวเอง ที่ ตู้ Kiosk สถานที่ให้บริการ ตู้ Kiosk 1. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวปทุมวัน พิกัด : ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (MBK CENTER) ชั้น 5 โซน A ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - วันอาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา : 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30 น.) โทร : 0-2126-7612 2. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว บางใหญ่ พิกัด : ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ชั้น G ถนนรัตนาธิเบศร์ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ นนทบุรี เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - อาทิตย์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ และเสาร์ - อาทิตย์ ที่เป็นวันหยุดยาว) เวลา : 10.00-18.00 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 17.30น.) โทร : 0-2194-2643 Wunlop_Worldpix_Exposure / Shutterstock.com 3. สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ศรีนครินทร์ พิกัด : ศูนย์การค้าธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ ชั้น 1 โซน C ถนนศรีนครินทร์ แขวงสวนหลวง แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา : 08.30-16.30 น. (ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00น.) โทร : 0-2136-3800, 0-2136-3802 และ 09-3010-5246 4. กรมการกงสุล แจ้งวัฒนะ พิกัด : ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เปิดให้บริการ : วันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการ) เวลา : 08.30-16.30 น.(ไม่หยุดพักกลางวัน / ปิดรับคิว 16.00 น.) โทร : Call Center 0-2572-8442หรือ 0-2203-5000 กด 1 เพื่อติดต่อกรมการกงสุล สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปทำพาสปอร์ต บัตรประชาชน พาสปอร์ตเล่มเดิมที่หมดอายุ จองคิวขอทำพาสปอร์ตออนไลน์ ล่วงหน้าได้ที่ https://www.qpassport.in.th วิธีทำพาสปอร์ต และ วิธีจองคิวล่วงหน้าทำพาสปอร์ต ออนไลน์ ขั้นตอนการทำพาสปอร์ต อัตโนมัติด้วยเครื่อง Kiosk ไปถึงสถานที่ให้บริการอย่างน้อย 30 นาทีก่อนเวลาที่จองคิวทำพาสปอร์ตออนไลน์มา เพื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารก่อน รับบัตรคิว กรอกข้อมูลตามเอกสารที่ได้รับมา นำพาสปอร์ต เล่มเก่ายื่นต่อเจ้าหน้าที่ นำบัตรประชาชนใส่เข้าไปในช่องใส่บัตรของตัวเครื่อง Kiosk ระบบจะดึงข้อมูลขึ้นของเรามา จากนั้นให้ตรวจสอบความถูกต้อง และกรอกข้อมูลให้เรียบร้อย การถ่ายรูป สามารถกดถ่ายได้เอง และเลือกรูปถ่ายได้เอง (แต่ไม่ควรใช้เวลานานมาก เพื่อจะได้ไม่เกินเวลาคิวคนอื่นๆ ต่อไป) สแกนลายนิ้วมือ และ สแกนม่านตา ควรงดใส่คอนเทคเลนส์สี เพราะจะมีผลต่อการสแกนม่านตา เลือกจำนวนปีของพาสปอร์ตที่ต้องการต่ออายุ เมื่อเสร็จทุกขั้นตอนที่การทำพาสปอร์ตอัตโนมัติด้วยเครื่อง Kiosk จะได้รับสลิป QR Code นำสลิป QR Code ที่ได้ ไปชำระเงินค่าธรรมเนียมการทำพาสปอร์ตที่ช่องรับชำระเงิน saruntorn chotchitima / Shutterstock.com ค่าธรรมเนียมในการทำพาสปอร์ต เล่มพาสปอร์ตอายุ 5 ปี : 1,000 บาท เล่มพาสปอร์ตอายุ 10 ปี : 1,500 บาท ค่าส่งไปรษณีย์ : 40 บาท ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
ทราเวล ทิปส์ • 17 มี.ค. 69
อ่าน
รวมแหล่งกู้สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย มีอะไรบ้าง
เจาะลึก 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 อนุมัติไว ไม่ต้องเสี่ยงหนี้นอกระบบ ในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวน การมองหาช่องทางเสริมสภาพคล่องด้วยการกู้สินเชื่อถูกกฎหมาย กลายเป็นเรื่องที่หลายคนให้ความสนใจ บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกแหล่งเงินทุนที่เชื่อถือได้ อนุมัติไว และถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้คุณก้าวผ่านวิกฤตทางการเงินในปี 2569 ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงกับหนี้นอกระบบที่อันตราย สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมายคืออะไร สินเชื่อเงินด่วนถูกกฎหมาย คือ บริการทางการเงินจากสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือผู้ให้บริการที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank) โดยมีลักษณะเด่นคือการระบุอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมอย่างชัดเจน โปร่งใส มีหลักฐานการชำระเงินที่ตรวจสอบได้ และดอกเบี้ยต้องไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ทำให้ผู้กู้มั่นใจได้ว่าจะได้รับความเป็นธรรมตลอดอายุสัญญา 5 แหล่งสินเชื่อด่วนถูกกฎหมายปี 2569 สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยทางการเงินที่วางใจได้ ในปี 2569 นี้มีแหล่งเงินทุนถูกกฎหมายที่ตอบโจทย์ความต้องการหลากหลายรูปแบบ ดังนี้ 1. สินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อที่เน้นความอเนกประสงค์ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเงินก้อนไปจัดการภาระต่าง ๆ จุดเด่นคือไม่ต้องใช้หลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน การพิจารณาจะดูจากฐานรายได้และความมั่นคงทางการเงินเป็นหลัก ปัจจุบันมีการพัฒนาให้ขอได้สะดวกขึ้นผ่านช่องทางต่าง ๆ ของสถาบันการเงินที่เชื่อถือได้ 2. สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ทางเลือกยอดนิยมสำหรับคนมีรถแต่ไม่อยากจอดรถทิ้งไว้ เพียงใช้เล่มทะเบียนรถเป็นหลักประกันในการกู้สินเชื่อ ก็สามารถรับเงินสดไปหมุนเวียนได้ทันที โดยที่คุณยังคงมีรถไว้ขับไปทำงานหรือประกอบอาชีพตามปกติ ที่สำคัญคืออาชีพอิสระที่ไม่มีสลิปเงินเดือนก็สามารถยื่นขอสินเชื่อประเภทนี้ได้ไม่ยาก 3. บัตรกดเงินสด เป็นวงเงินสำรองพร้อมใช้ที่เน้นความคล่องตัวสูง เมื่อได้รับอนุมัติวงเงินแล้วคุณสามารถเบิกถอนเงินสดผ่านตู้ ATM หรือโอนเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชันได้ตลอด 24 ชั่วโมง ข้อดีคือคิดดอกเบี้ยตามยอดที่ใช้จริง และเมื่อชำระคืน วงเงินก็จะหมุนเวียนกลับมาให้คุณใช้ใหม่ได้ทันทีในยามฉุกเฉิน 4. สินเชื่อที่ดินแลกเงิน สินเชื่อสำหรับผู้ที่มีสินทรัพย์เป็นอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินเปล่า หรือที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยการนำโฉนดมาเป็นหลักประกันแลกเงินก้อน วิธีนี้มักจะได้วงเงินที่ค่อนข้างสูงและดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อบางประเภท แต่อยากให้พิจารณาเป็นทางเลือกท้าย ๆ หากที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัยเพียงแห่งเดียวของคุณ 5. สินเชื่อส่วนบุคคลออนไลน์ นวัตกรรมการเงินที่ตอบโจทย์ชีวิตดิจิทัลที่สุด เพราะสามารถสมัครผ่านแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนได้ 100% บางผู้ให้บริการทราบผลอนุมัติไวมากภายใน 10-30 นาที ใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ในการพิจารณาแทนเอกสารกระดาษ ทำให้ผู้ที่เข้าถึงสินเชื่อธนาคารได้ยากมีโอกาสได้รับเงินทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายมากขึ้น ข้อควรระวังที่ต้องรู้ แม้จะเป็นแหล่งเงินทุนที่ถูกกฎหมาย แต่การกู้สินเชื่อก็มีข้อควรระวังที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนเพื่อสุขภาวะทางการเงินที่ดี ตรวจสอบผู้ให้บริการ: ก่อนตัดสินใจสมัคร ควรตรวจสอบรายชื่อแอปพลิเคชันหรือสถาบันการเงินผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยเสมอเพื่อป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้าง ประเมินความสามารถในการชำระ: ไม่ควรกู้เกินกำลังรายได้ที่มี เพราะภาระหนี้ที่สูงเกินไปอาจส่งผลกระทบต่อเครดิตในระยะยาว อ่านสัญญาให้ละเอียด: ตรวจสอบอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝงต่าง ๆ ให้แน่ใจว่าถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ก่อนกดยืนยัน ผู้เชี่ยวชาญจาก Promise เน้นย้ำถึงการกู้สินเชื่ออย่างปลอดภัยว่า ควรตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทยก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ พร้อมทั้งควรประเมินรายได้เพื่อไม่ให้กู้เกินกำลังจนกระทบต่อเครดิตในระยะยาว และที่สำคัญต้องตรวจสอบรายละเอียดสัญญา อัตราดอกเบี้ย รวมถึงค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ให้ถี่ถ้วนก่อนกดยืนยันเพื่อให้มั่นใจว่าได้รับเงื่อนไขที่เป็นธรรม สรุปบทความ การเลือกใช้บริการทางการเงินจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมายในปี 2569 เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การจัดการปัญหาการเงินมีความมั่นคงและปลอดภัย การเข้าถึงสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือด้วยเงื่อนไขที่ชัดเจนและเป็นธรรม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยสามารถดำเนินการผ่านช่องทางที่สะดวกทั้งรูปแบบสาขาหรือแอปพลิเคชัน เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำเตือน: ควรเลือกกู้เงินจากแหล่งที่ถูกกฎหมายและตรวจสอบรายชื่อผู้ให้บริการผ่านเว็บไซต์แบงก์ชาติทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ควรประเมินความสามารถในการชำระหนี้และกู้เท่าที่จำเป็น เพื่อรักษาเครดิตทางการเงินและป้องกันปัญหาหนี้สินเกินตัวในอนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 23 ก.พ. 69
อ่าน
‘เอกนิติ’ยกทางรอด TISAเขย่าตลาดออม
#เอกนิติ #ทันหุ้น - “เอกนิติ” ส่งสัญญาณแรง! ชี้หากไม่เร่งปรับมาตรการภาษีเพื่อการออม ลงทุนระยะยาว สิทธิหักลดหย่อนมนุษย์เงินเดือนจะทยอย “หดตัว” ตั้งแต่ปี 2570 หลังเพดานลดหย่อน ThaiESG ถูกหั่นเหลือ 1 แสนบาท คลังดันโมเดลใหม่ “TISA” ยกเครื่องลดหย่อนได้สูงสุด 8 แสนบาทดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หากไม่มีการปรับปรุงมาตรการภาษีสำหรับการออมและการลงทุนระยะยาว สิทธิประโยชน์ทางภาษีของมนุษย์เงินเดือน จะทยอยลดลง ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไปออมหลังเกษียณในปัจจุบัน การออมเพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ ที่รัฐให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นแรงจูงใจนั้น กำหนดให้สามารถนำรายจ่ายเพื่อการออมและการลงทุนในการซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบบำนาญ, RMF,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ(PVD), กบข.,กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน, และ กอช. สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 5 แสนบาท บวกกับการลงทุนใน กองทุน ThaiESG อีก 30% ของรายได้พึ่งประเมิน แต่ไม่เกิน 3 แสนบาท รวมเป็น 8 แสนบาทที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้แต่ตั้งแต่ปี 2570 จนถึงปี 2575 รายจ่ายลงทุนในกองทุน ThaiESG ที่จะสามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ จะลดเหลือ 1 แสนบาท ทำให้รายจ่ายการออมและการลงทุนที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ ลดเหลือ 6 แสนบาท และตั้งแต่ปี 2576 เป็นต้นไป กรมสรรพากร จะไม่อนุญาตให้นำรายจ่ายลงทุนในกองทุน ThaiESG มาหักลดหย่อนภาษีได้อีกต่อไปขณะที่ ข้อเสนอของกระทรวงการคลัง ในการปรับปรุงรูปแบบการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาว หรือในรูปแบบที่เรียกว่า Thailand Individual Saving Account (TISA) ได้ปรับเพิ่มเงินออมและเงินลงทุนระยะยาว ที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้สูงขึ้นเป็น 8 แสนบาทต่อปี ไม่ว่าจะเป็นการออมและลงทุนใน ประกันชีวิตแบบบำนาญ ,RMF,PVD,กบข.,กองทุนสงเคราะห์ครูเอกชน,กอช., หุ้น, ETF, กองทุนรวมอื่นๆ ,ตราสารหนี้, ThaiESG, และ Infra Fundจับตาลดหย่อนทั้งนี้ การปรับปรุงรูปแบบการลดหย่อนภาษีเพื่อการออมและการลงทุนระยะยาว หรือ TISA ดังกล่าว จะเป็นการให้ผลประโยชน์แก่คนที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี มากกว่าคนที่มีรายได้เกิน 1.5 ล้านบาท โดยคน ที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท จะอนุญาตให้นำรายจ่ายเพื่อการออมและการลงทุนดังกล่าว มาคูณด้วย 1.3 เท่า จะได้เป็นจำนวนเงินที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ แต่ทั้งนี้จะต้องไม่เกิน 1.04 ล้านบาทต่อคนต่อปี ส่วนคนที่มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี จะคูณด้วย 0.7 เท่า แต่ไม่เกิน 5.6 แสนบาทต่อปีนอกเหนือจากที่ให้นำรายจ่ายเพื่อการออมและลงทุนดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีได้แล้ว TISA ยังจะกระตุ้นให้ผู้มีเงินได้ ออมหรือลงทุนเพิ่มเติม นอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น จึงจะยกเว้นภาษีให้สำหรับดอกเบี้ย,เงินปันผลและ Capital Gains จากการออมและลงทุนเพิ่มเติม แต่รวมกันไม่เกิน 2 แสนบาท
ทันหุ้น • 8 ม.ค. 69
อ่าน
เปิดประกาศธปท.รายงานทุกธุรกรรม”เงินนำเข้า”ตั้งแต่ 2 แสนเหรียญ สกัดบาทแข็ง
#ทันหุ้น เปิดประกาศธปท.รายงานทุกธุรกรรม”เงินนำเข้า”ตั้งแต่ 2 แสนเหรียญ หลังเงินทุนไหลเข้าเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่า ประกาศดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค.เป็นต้นไปผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ได้ลงนามประกาศธปท.วันที่ 26 ธันวาคม 2568 ส่งถึง ผู้จัดการ ธนาคารพาณิชย์ทุกธนาคาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ที่ ธปท.ว. 8434/2568 เรื่อง การซักซ้อมวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับลูกค้าในประกาศระบุว่า เนื่องด้วยในช่วงที่ผ่านมามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าออกประเทศในปริมาณสูง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทมีความผันผวนสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จึงขอความร่วมมือนิติบุคคลรับอนุญาต ในการตรวจสอบเอกสารหลักฐานกรณีการรับซื้อหรือรับฝากเงินตราต่างประเทศที่มาจากต่างประเทศ ของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ เพื่อให้การทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศดังกล่าวเป็นไป เพื่อการค้าการลงทุนและตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้ง ดังนี้1. การรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาจากต่างประเทศ1.1 ในการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมทันที ให้นิติบุคคลรับอนุญาต ถือปฏิบัติดังนี้1.1.1 กรณีเงินตราต่างประเทศที่ไม่เกี่ยวกับค่าทองคำและธนบัตรเงินตราต่างประเทศ และมีจำนวนเงินตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่า ให้นิติบุคคลรับอนุญาต ต้องเรียกเอกสารจากลูกค้าในทุกธุรกรรมเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม (trade date) หรือไม่เกินวันครบกำหนดชำระเงิน (settlement date) หากมีเหตุจำเป็น ยกเว้นกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมปกติของลูกค้า ที่นิติบุคคลรับอนุญาตรู้จักดีและมีการทำKnow Your Customer (KYC) และ Customer Due Diligence (CDD) อย่างต่อเนื่อง ให้สามารถใช้กระบวนการ Know Your Business (KYB) ได้อย่างไรก็ดี หากการทำธุรกรรมมีวัตถุประสงค์ตาม 4 ข้อด้านล่างและมีจำนวนเงินตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่า ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมโดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB ได้ คือ(1) เงินลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย(2) ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล(3) เงินทุนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เงินลงทุนในเครือ/สาขา เงินลงทุนในหลักทรัพย์ เงินกู้ เงินให้กู้ยืม และเงินส่วนต่างธุรกรรมอนุพันธ์(4) วัตถุประสงค์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ค่าสินค้า บริการ รายได้ และเงินโอนและ บริจาคเงินลงทุน ธนบัตรและเงินฝากอนึ่ง การทำธุรกรรมเพื่อวัตถุประสงค์ค่าสินทรัพย์ดิจิทัล ให้เรียกเอกสาร แสดงแหล่งที่มาของสินทรัพย์ดิจิทัล หรือแหล่งที่มาของเงินที่นำไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลเพิ่มเติมด้วย1.1.2 กรณีเงินตราต่างประเทศที่เกี่ยวกับค่าทองคำ ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่า ลูกค้ามีการขายทองคำในต่างประเทศทุกจำนวนเป็นรายธุรกรรมในวันทำธุรกรรม เว้นแต่เป็นการทำธุรกรรม นอกเวลาทำการ ให้เรียกเอกสารดังกล่าวภายในวันทำการถัดไปได้ รวมทั้งให้เรียกเอกสารเรียกเก็บเงิน และเอกสารใบขนทองคำไม่เกิน 2 วันทำการนับจากวันครบกำหนดชำระเงิน1.1.3 กรณีธนบัตรเงินตราต่างประเทศที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 15,000 ดอลลาร์ สหรัฐอเมริกาหรือเทียบเท่า ให้เรียกเอกสารที่แสดงว่าเป็นการนำเงินตราต่างประเทศเข้ามาในประเทศ1.2 ในการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาจากต่างประเทศที่เป็นธุรกรรมล่วงหน้า ให้นิติบุคคลรับอนุญาตถือปฏิบัติตามข้อ 17 (2) ของประกาศเจ้าพนักงานควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน เรื่อง การกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนเงิน ลงวันที่ 31 มีนาคม 2547 และที่แก้ไข เพิ่มเติม เช่นเดิมทั้งนี้ ไม่รวมถึงการทำธุรกรรมล่วงหน้าเพื่อวัตถุประสงค์ตามข้อ 1.1.1 (1) – (4) ให้นิติบุคคลรับอนุญาตเรียกเอกสารประกอบการทำธุรกรรมโดยไม่สามารถใช้กระบวนการ KYB ได้2. การรับฝากเงินที่ได้รับจากต่างประเทศเข้าบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศของ บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศ ให้นิติบุคคลรับอนุญาตถือปฏิบัติเช่นเดียวกับการรับซื้อเงินตราต่างประเทศที่เป็น ธุรกรรมทันทีตามแต่ละกรณีที่กล่าวข้างต้นด้วยจึงเรียนมาเพื่อทราบและขอความร่วมมือปฏิบัติตามวิธีการข้างต้นตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป และโปรดแจ้งให้ลูกค้าทราบโดยทั่วกัน
ทันหุ้น • 26 ธ.ค. 68
อ่าน
เตือนภัยไซเบอร์ "ใบขับขี่ออนไลน์" ไม่มีอยู่จริง! อย่าเสี่ยงเสียเงินฟรี แถมโทษถึงขั้นติดคุก!
กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกโรงเตือนภัยอย่างหนัก! ในยุคที่โลกออนไลน์รวดเร็วฉับไว มิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสนี้มาหลอกลวงประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ และแอปพลิเคชัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแอบอ้าง "รับทำหรือต่ออายุใบขับขี่ออนไลน์" ที่กำลังระบาดหนักอยู่ในขณะนี้ ขอย้ำเตือนชัด ๆ ตรงนี้เลยว่า การทำหรือต่ออายุใบขับขี่ทุกชนิด ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งทั่วประเทศเท่านั้น! การทำธุรกรรมผ่านออนไลน์แล้วรอรับใบขับขี่ที่บ้านนั้น ไม่มีอยู่จริง หากหลงเชื่อ นอกจากจะเสียเงินฟรีแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีอาญาอีกด้วย! กลโกงมิจฉาชีพ: "ทำใบขับขี่ด่วน ไม่ต้องไปขนส่ง!" นายเสกสม อัครพันธุ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบกและโฆษกกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดเผยพฤติกรรมของมิจฉาชีพที่มักใช้กลโกงเพื่อให้ประชาชนหลงเชื่อ โดยพวกรีบเหล่านี้จะสร้างความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการดังนี้: แอบอ้างอย่างแนบเนียน: ใช้รูปตราสัญลักษณ์ของกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) รวมถึงรูปภาพของผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ มาใส่ในรูปโปรไฟล์ หรือใช้เป็นภาพประกอบการโฆษณา สร้างหลักฐานปลอม: นำรูปภาพของบุคคลอื่นที่ได้รับใบขับขี่จริง มาแอบอ้างว่าตนเองสามารถดำเนินการให้ได้สำเร็จ คำโฆษณาชวนเชื่อ: มักใช้ถ้อยคำหลอกลวงที่ดึงดูดใจสำหรับคนไม่มีเวลา เช่น รับทำใบขับขี่ ต่อใบขับขี่ สำหรับคนไม่มีเวลา ไม่ต้องเดินทางไปขนส่ง สามารถรอรับที่บ้านได้เลย ล่อให้ติดกับ: เมื่อประชาชนสนใจและติดต่อเข้าไป มิจฉาชีพจะใช้วิธีโทรติดต่อหรือส่งข้อความให้ Add Line เพื่อพูดคุยรายละเอียด และเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงกว่าที่กฎหมายกำหนดหลายเท่าตัว หากประชาชนหลงเชื่อทำธุรกรรมกับกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้ นอกจากจะถูกหลอกให้สูญเสียทรัพย์สินแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกนำเอกสารส่วนบุคคลไปใช้ในทางมิชอบอีกด้วย โทษร้ายแรงกว่าที่คิด: เสี่ยง "คุก" หากใช้ใบขับขี่ปลอม! เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเสียเงิน แต่ร้ายแรงถึงขั้นมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว! หากคุณหลงเชื่อและได้รับใบขับขี่ปลอมมาจากกลุ่มมิจฉาชีพ คุณจะมีความผิดฐาน ปลอมแปลงหรือใช้เอกสารราชการปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งมีโทษรุนแรงถึงขั้น จำคุกตั้งแต่ 6 เดือน 5 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000 100,000 บาท ดังนั้น การเลือกใช้บริการนอกระบบที่อ้างว่า "สะดวก" จึงเป็นการแลกกับความเสี่ยงที่สูงเกินไป! ข้อมูลที่ถูกต้อง: ใบขับขี่ต้องทำที่ "สำนักงานขนส่ง" เท่านั้น! กรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำและยืนยันมาตรฐานการให้บริการทั่วประเทศว่า กระบวนการขอรับและต่ออายุใบขับขี่รถทุกชนิดมีขั้นตอนที่กำหนดไว้ชัดเจน และยังต้องดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น ซึ่งประกอบด้วย: การตรวจสอบเอกสาร การทดสอบสมรรถภาพร่างกาย การอบรม (ยกเว้นต่ออายุบางประเภท) การทดสอบข้อเขียน การทดสอบขับรถ การถ่ายรูปเพื่อออกใบอนุญาต (ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องมาดำเนินการที่สำนักงานขนส่งเท่านั้น) อัตราค่าธรรมเนียมที่ถูกต้องตามกฎหมาย (รวมค่าคำขอ): ขอรับใบอนุญาตขับรถใหม่: รถยนต์ 205 บาท, รถจักรยานยนต์ 105 บาท ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ: รถยนต์ 505 บาท, รถจักรยานยนต์ 255 บาท หากต้องการข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับขั้นตอนการทำธุรกรรม หรือตรวจสอบเอกสารอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซต์หลักของกรมการขนส่งทางบกเท่านั้น คือ https://www.dlt.go.th/ ดังนั้น หากพบการกระทำความผิด การโฆษณาชวนเชื่อ หรือมีพฤติกรรมหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว ให้ถือว่าเป็นมิจฉาชีพทันที! โปรดอย่าหลงเชื่อหรือทำธุรกรรมกับแอปพลิเคชันและเว็บไซต์ที่น่าสงสัยเด็ดขาด เพื่อป้องกันการสูญเสียทั้งทรัพย์สินและเอกสารส่วนบุคคล หากพบเบาะแสการหลอกลวง สามารถแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกได้โดยตรง หรือโทร สายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้กรมฯ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทุกราย! Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
ส่องหุ้นแจกปันผล! รวมรายชื่อขึ้น XD 6–9 ต.ค.นี้
นักลงทุนห้ามพลาด! สรุปรายชื่อหุ้นและกองทุนที่เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD ระหว่างวันที่ 6–9 ตุลาคม 2568 พร้อมตัวเลขปันผลและผลตอบแทนต่อหน่วย เช็กก่อนลงทุน…รับเงินปันผลไม่พลาด! (ข้อมูลอัปเดต ณ 2 ต.ค.68) วันที่ 6 ตุลาคมJPMUS06 – ขึ้น XD จ่ายผลตอบแทนเบื้องต้น หน่วยละ 0.01598 บาทJPMUS19 – ขึ้น XD จ่ายผลตอบแทนเบื้องต้น หน่วยละ 0.08 บาทSAWAD – ขึ้น XD เตรียมจ่ายเงินปันผล หุ้นละ 0.35 บาทTTB – ขึ้น XD ปันผล หุ้นละ 0.066 บาท วันที่ 8 ตุลาคมPRM – ขึ้น XD จ่ายปันผล หุ้นละ 0.25 บาท วันที่ 9 ตุลาคมMA80 – ขึ้น XD จ่ายผลตอบแทนเบื้องต้น หน่วยละ 0.0024 บาทORCL06 – ขึ้น XD จ่ายผลตอบแทนเบื้องต้น หน่วยละ 0.00639 บาทORCL19 – ขึ้น XD จ่ายผลตอบแทนเบื้องต้น หน่วยละ 0.0133 บาท
ทันหุ้น • 5 ต.ค. 68
อ่าน
หุ้น TURBO เข้าเทรดวันแรกราคาเปิดที่ 2.30 บาท เพิ่มขึ้น 53.33% จากราคา IPO
#TURBO #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด(มหาชน) หรือ TURBO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ SET เป็นวันแรก ราคาเปิดอยู่ที่ 2.30 บาท เพิ่มขึ้น 53.33% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 1.50 บาทความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TURBO ราคาเปิดอยู่ที่ 2.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.80 บาท หรือ 53.33% จากราคา IPO ที่หุ้นละ 1.50 บาท ราคาล่าสุดเคลื่อนไหวอยู่ที่ 2.46 บาท เพิ่มขึ้น 0.96 บาท หรือ 64.00% มีมูลค่าการซื้อขาย 855.02 ล้านบาทTURBO เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (สินเชื่อจำนำทะเบียน) สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ (สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์) ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงสินเชื่อโฉนดที่ดิน และธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยใช้ชื่อทางการค้าว่า “เงินเทอร์โบ” ให้บริการผ่าน 996 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 54 จังหวัดในภูมิภาคหลักของประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อทั้งของสาขาเดิม (Same Store Loan Growth) และสาขาที่ขยายอย่างต่อเนื่อง เพื่อเข้าถึงฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ทั้งนี้ TURBO มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 1,335 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) 537 ล้านหุ้น ประกอบด้วย หุ้นสามัญเพิ่มทุน 447.78 ล้านหุ้น และหุ้นสามัญเดิมของ บริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (KVISION) 89.22 ล้านหุ้น โดยเสนอขายที่ราคาหุ้นละ 1.50 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุนจากหุ้นใหม่ 671.67 ล้านบาทโดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 4,005 ล้านบาท มีธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญสำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน บริษัทมีแผนจะใช้ขยายธุรกิจทางการเงินเป็นหลัก รวมถึงชำระคืนเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน**ทรีนีตี้ ให้ราคาเป้าหมาย 2.30 บาทบล.ทรีนีตี้ ออกบทวิเคราะห์หุ้น TURBO ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.30 บาท มองว่าภายหลังการระดมทุนแล้วเสร็จ กลุ่มบริษัทจะสามารถนำเงินไปขยายธุรกิจให้สินเชื่อเมื่อบวกกับสัดส่วนค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะปรับตัวลง โดยเฉพาะอัตราส่วน Cost-to-income ratio ที่คาดว่าจะปรับตัวลงจากประสิทธิภาพในการปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยต่อสาขาที่เพิ่มขึ้นตามอายุของสาขา และ Credit Cost ที่คาดว่าจะปรับตัวลง เนื่องจากกลุ่มบริษัทเพิ่มความรัดกุมในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น บวกกับได้มีการตัดหนี้สูญและตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนหน้าไปแล้วอีกทั้งยังคาดว่าจะเห็นการขาดทุนรถยึดที่ลดลงจากแนวโน้มราคารถมือสองที่สูงขึ้น ส่งผลให้คาดการณ์กำไรในปี 2568 จะเติบโตสูงถึง 250% YoY และกำไรปี 2569 ถึงปี 2570 จะเติบโตเฉลี่ยราวปีละ 23% YoY
ทันหุ้น • 30 ก.ย. 68
อ่าน
TURBO ประกาศเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.50 บาทเตรียมเข้า SET ใน ก.ย.นี้
#TURBO #ทันหุ้น-"เงินเทอร์โบ" หรือ TURBO เคาะราคาหุ้น IPO ที่หุ้นละ 1.50 บาท เตรียมเปิดจองซื้อหุ้น 19-23 ก.ย. 2568 คาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในเดือน ก.ย.นี้ ขณะที่ผู้บริหารชูพอร์ตโฟลิโอสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดผ่านทุกสภาวะเศรษฐกิจ และความสามารถในการสร้างรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ให้บริการในอุตสาหกรรม วางกลยุทธ์มุ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า รุกเพิ่มสาขาไม่ต่ำกว่า 1,475 แห่ง ภายในปี 2572นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า วัตถุประสงค์การเสนอขาย IPO ในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปใช้ขยายธุรกิจให้บริการทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ ชำระคืนเงินกู้ยืมจากธนาคารพาณิชย์ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ ล่าสุดได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 1.50 บาทต่อหุ้น จะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 19 – 23 กันยายน 2568 และคาดว่าจะสามารถนำหุ้น TURBO เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในเดือนกันยายนนี้ ทั้งนี้ มองว่าราคาเสนอขาย IPO ดังกล่าวมีความเหมาะสม สะท้อนถึงศักยภาพในการเติบโตและพร้อมจะก้าวสู่ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยชั้นนำของประเทศนายคมกฤต รักษากุลเกียรติ หัวหน้าวาณิชธนกิจ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และตัวแทนบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า TURBO เป็นหุ้นที่มีจุดเด่นต่างจากผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเดียวกัน โดยมีความสามารถสร้างรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม และยังมีโอกาสเติบโตจากภาพรวมอุตสาหกรรมสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกันของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคาร ซึ่งมีอัตราเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปี 22.4% นับจากปี 2565 ถึงไตรมาส 1 ปี 2568 รวมถึงธุรกิจบริการผ่อนชำระเบี้ยประกันในธุรกิจนายหน้าประกันภัยและนายหน้าประกันชีวิตของกลุ่มบริษัทฯ ที่เติบโตเฉลี่ย 54.3% ต่อปีนับจากปี 2563 ถึงปี 2567 ตลอดจนการเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์โดยใช้ประโยชน์จากเครือข่าย นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการทำงานตั้งแต่การปล่อยสินเชื่อ การติดตามทวงถามหนี้ การบริหารความเสี่ยงที่มีการติดตามผลข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเพื่อปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที และขับเคลื่อนองค์กรด้วยทีมงานคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ด้านการเงินและเทคโนโลยีล่าสุด บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์จากสำนักงาน ก.ล.ต. และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) มีผลใช้บังคับแล้ว โดยจะเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 537 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.5 บาท คิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 20.1% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ แบ่งเป็น 1) การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 447.78 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 16.8% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ และ 2) การเสนอขายหุ้นสามัญเดิมโดยบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด จำนวนไม่เกิน 89.22 ล้านหุ้น หรือไม่เกิน 3.3% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้**เปิดแผนขยายธุรกิจนายสุธัช เรืองสุทธิภาพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) หรือ TURBO เปิดเผยว่า “TURBO” ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ หรือสามารถเข้าถึงแต่ได้รับบริการที่ไม่ครบถ้วน ภายใต้วิสัยทัศน์ที่ต้องการที่จะเห็นผู้คนในทุกๆ ชุมชน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนและบริการทางการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ มีความสมเหตุสมผล และเข้าใจวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างแท้จริง ปัจจุบันแบ่งเป็น 2 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจสินเชื่อ ประกอบด้วย สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน สินเชื่อโฉนดที่ดิน และสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ 2.ธุรกิจนายหน้าประกันภัย ซึ่งประกอบด้วยประกันวินาศภัยและประกันชีวิต ภายใต้จุดแข็ง การบริการที่สะดวกรวดเร็ว เข้าใจลูกค้า และใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนองค์กรในทุกขั้นตอน ทำให้ควบคุมความเสี่ยงได้ดี มีต้นทุนการดำเนินงานอยู่ในระดับต่ำได้ในระยะยาว โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีสาขาทั้งสิ้น 996 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ 54 จังหวัดทั่วประเทศจากจุดแข็งดังกล่าว แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจและการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ แต่กลุ่มบริษัทฯ สามารถสร้างพอร์ตสินเชื่อเติบโตแบบก้าวกระโดดจาก 3,282.0 ล้านบาท ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 เป็น 11,262.9 ล้านบาท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 31.5% นอกจากนี้ สำหรับงวดหกเดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 กลุ่มบริษัทฯ ยังมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อสาขาที่ 1.4 ล้านบาทต่อปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมเดียวกัน ซึ่งอยู่ที่ 2.3 ล้านบาทต่อสาขาต่อปี ทั้งนี้ กลุ่มบริษัทฯ มั่นใจว่าค่าใช้จ่ายการดำเนินการดังกล่าวต่อสาขาจะลดลงจากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จากการที่บริษัทฯ มีระบบเทคโนโลยีที่เหมาะสมและวิธีการทำงานที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งกลุ่มบริษัทฯ ยังมีศักยภาพเติบโตสูงจากการเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีอายุสาขาเฉลี่ยเพียง 4.1 ปี ซึ่งมีสัดส่วนสาขาที่มีอายุน้อยกว่า 5 ปีถึง 65.6% ของจำนวนสาขาทั้งหมด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) กล่าวต่อว่า TURBO เตรียมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างการเติบโตสู่ผู้ให้บริการทางการเงินแก่กลุ่มลูกค้ารายย่อยชั้นนำระดับประเทศ ด้วยกลยุทธ์ที่สำคัญ ได้แก่ 1) มุ่งเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในใจลูกค้า (Build Brand) โดยเน้นคุณภาพการให้บริการ รักษาความประทับใจและการบอกต่อของลูกค้าให้อยู่ในระดับสูง 2) พัฒนาระบบเทคโนโลยี (Build Technology) โดย TURBO ยังคงกลยุทธ์ในการมีทีมเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ทำให้สร้างระบบเทคโนโลยีที่มีความเฉพาะและยืดหยุ่นได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการนำ AI มาปรับใช้ในทุกๆ กระบวนการทำงาน 3) เพิ่มความสะดวกสบาย (Build Convenience) ผ่านการขยายสาขาให้ครอบคลุมลูกค้าทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าขยายสาขาเป็นไม่น้อยกว่า 1,475 สาขา ภายในปี 2572 รวมถึงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินของกลุ่มบริษัทฯ ให้ครอบคลุม ครบถ้วน เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ลูกค้าและ 4) พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย (Build Product Choices) เหมาะกับความต้องการของลูกค้าที่มีความแตกต่างกัน เช่น การเพิ่มประเภทหลักประกันสำหรับสินเชื่อ การเพิ่มประเภทผลิตภัณฑ์ประกัน และการเพิ่มจำนวนคู่ค้าบริษัทประกันนายธนันท์ ลิ้มสายพรหม รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงินและบัญชี บริษัท เงินเทอร์โบ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากศักยภาพในการแข่งขันที่สูงดังกล่าว ส่งผลให้ปี 2566-2567 กลุ่มบริษัทฯ มีรายได้รวม 2,430.7 ล้านบาท และ 3,033.2 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 24.8% และมีกำไรสุทธิ 131.7 ล้านบาท และ 141.6 ล้านบาท ตามลำดับ เพิ่มขึ้น 7.5% ส่วนงวด 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ปี 2568 มีรายได้รวม 1,517.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% และมีกำไรสุทธิ 235.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 285.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงผลประกอบการที่เติบโต ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) อยู่ที่ 19.8% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 15.1% นอกจากนี้ TURBO ยังมีอัตรารายได้รวมหักค่าใช้จ่ายผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อลูกหนี้เงินให้กู้ยืมสุทธิเฉลี่ย 21.8% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมที่ 18.0% อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนความสามารถในการจัดการความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
ทันหุ้น • 18 ก.ย. 68
อ่าน
เช็กเลย! “หุ้น-DR” ขึ้น XD ช่วง 15–17 ก.ย.นี้
#ทันหุ้น – ปฏิทินหลักทรัพย์ รวบรวมจากบริษัทจดทะเบียน แจ้งขึ้นเครื่องหมาย XD ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ช่วงวันที่ 15-17 กันยายน 2568 (ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2568)15 ก.ย.KO80 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.01649 บาท16 ก.ย.TAIWANAI13 XD ปันผลเบื้องต้นหน่วยละ 0.03163 บาทTAIWANHD13 XD เบื้องต้น หน่วยละ 0.30572 บาท17 ก.ย.HKCE01 XD ปันผล เบื้องต้นหน่วยละ 0.1266 บาทMBK XD ปันผล 0.50 บาทPRG XD ปันผล 0.38 บาท
ทันหุ้น • 14 ก.ย. 68
อ่าน
คู่มือโอนรถปี 2568: เตรียมพร้อมไว้ ไม่เสียเวลา ไม่เสียเงิน!
ปี 2568 นี้ สำหรับใครที่กำลังจะซื้อหรือขายรถยนต์มือสอง เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ไว้เลยก็คือ "ค่าโอนรถยนต์" ครับ! อย่าเพิ่งคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะถ้าไม่รู้หรือไม่เตรียมตัวให้พร้อม อาจมีเรื่องวุ่นวายตามมาได้ วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ พร้อมเคล็ดลับที่จะทำให้การโอนรถของคุณราบรื่นเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม: จ่ายอะไรบ้าง? หลายคนอาจคิดว่าค่าโอนรถก็แค่ค่าโอน แต่จริงๆ แล้วมันมีค่าใช้จ่ายยิบย่อยที่เราต้องรู้ครับ ค่าธรรมเนียมการโอน: อันนี้ถูกสุดๆ แค่ 100 บาท ค่าคำขอโอน: จิ๊บๆ เพียง 5 บาท ค่าอากรแสตมป์: อันนี้แหละตัวสำคัญ! คิดเป็น 500 บาท ต่อราคารถยนต์ 100,000 บาท ถ้าซื้อรถมา 500,000 บาท ก็ต้องจ่าย 2,500 บาท แต่ถ้าซื้อมาแค่ 80,000 บาทก็จ่ายแค่ 400 บาท ค่าตรวจสภาพรถยนต์: ถ้าเจ้ารถคู่ใจของคุณมีอายุเกิน 7 ปี (สำหรับรถยนต์) หรือเกิน 5 ปี (สำหรับมอเตอร์ไซค์) ต้องเข้าตรวจสภาพที่กรมการขนส่งฯ ก่อน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมประมาณ 150 - 200 บาท เอกสารพร้อม! โอนรถได้เลย! เตรียมเอกสารให้ครบ รับรองว่าไม่เสียเที่ยวแน่นอนครับ! สมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ฉบับจริง: ตัวจริงเท่านั้นนะครับ! ห้ามใช้สำเนาเด็ดขาด บัตรประชาชน: ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย อย่างละฉบับ หนังสือมอบอำนาจ: ถ้าใครคนใดคนหนึ่งไม่ว่างมา ก็ต้องมีหนังสือนี้พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย เอกสารอื่นๆ: เช่น สัญญาซื้อขาย หรือใบเสร็จรับเงิน (มีไว้ก็ดีครับ อุ่นใจกว่า) ขั้นตอนง่ายๆ ไปกรมการขนส่งฯ ได้เลย! ไปตรวจสภาพ: สำหรับรถที่เข้าเกณฑ์ ก็ขับไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพก่อนเลย (รถยนต์ส่วนบุคคลที่มีอายุเกิน 7 ปี, รถจักรยานยนต์เกิน 5 ปี หรือรถที่มีการดัดแปลงสภาพ) ยื่นเอกสาร: นำเอกสารทั้งหมดไปยื่นที่แผนกรับคำขอโอนรถ เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบความถูกต้องให้ จ่ายเงิน: เมื่อเอกสารผ่าน เจ้าหน้าที่จะแจ้งค่าใช้จ่ายทั้งหมด ก็จ่ายตามยอดนั้นได้เลย รอรับสมุดใหม่: ขั้นตอนสุดท้ายคือการรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการแก้ไขข้อมูลในสมุดคู่มือจดทะเบียนรถยนต์ และลงชื่อเจ้าของคนใหม่ เท่านี้ก็เรียบร้อย! บทสรุป: โอนง่าย ถ้าเตรียมพร้อม! การโอนรถยนต์ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดครับ หากคุณเตรียมเอกสารและทำความเข้าใจเรื่องค่าใช้จ่ายให้ดี การเดินทางไปกรมการขนส่งฯ ก็จะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เวลาไม่นาน ที่สำคัญคือการทำเรื่องให้ถูกต้องตามกฎหมายจะช่วยให้คุณสบายใจ หายห่วงเรื่องปัญหากฎหมายที่อาจตามมาในอนาคตครับ Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 10 ก.ย. 68
อ่าน
BDMS จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.35 บาทต่อหุ้น กำหนด XD 9 ก.ย. 2568 จ่าย 25 ก.ย.นี้
#ทันหุ้น #BDMS บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดในอัตรา 0.35 บาทต่อหุ้น จากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มติดังกล่าวได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 โดยจะขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 9 กันยายน 2568 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 กันยายน 2568 พร้อมทั้งจ่ายเงินในวันที่ 25 กันยายน 2568 การประกาศจ่ายเงินปันผลในครั้งนี้สะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและฐานะทางการเงินที่มั่นคง
ทันหุ้น • 27 ส.ค. 68
อ่าน
สหรัฐอเมริกา เตรียมขึ้นค่าวีซ่าเพิ่ม 250 ดอลลาร์ เริ่ม 1 ตุลาคม 2568
แพลน เที่ยวอเมริกา ปีหน้าต้องคิดหนักขึ้น! สหรัฐอเมริกากำลังเตรียมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ Visa Integrity Fee สูงถึง 250 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8,000 บาท) ซึ่งจะ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่าค่าใช้จ่ายในการขอวีซ่าสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน ท่องเที่ยว หรือทำงาน จะพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัวเลยทีเดียว สหรัฐฯ เตรียมขึ้นค่าวีซ่าเพิ่ม 250 ดอลลาร์ บังคับใช้ 1 ตุลาคม 2568 ค่าธรรมเนียมใหม่นี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการตรวจคนเข้าเมืองที่เข้มงวดขึ้น และเพิ่มรายได้จากผู้เดินทางเข้าอเมริกาอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ กฎหมาย One Big Beautiful Bill Actโดยเงินค่าธรรมเนียมนี้สามารถขอคืนได้ภายใต้เงื่อนไขการปฏิบัติตามกฎที่เข้มงวดมากๆ ซึ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่ากระบวนการขอคืนเงินอาจไม่ชัดเจน และสร้างความกังวลให้กับผู้สมัครได้ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมาก โดยเฉพาะในหมู่นักเรียนนักศึกษา และผู้ที่ต้องการไปทำงานในสหรัฐฯ เพราะภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล สำหรับชาวต่างชาติที่ยื่นขอวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่าท่องเที่ยว,ธุรกิจ (B1/B2) , นักเรียน หรือวีซ่าทำงาน เมื่อรวมกับค่าวีซ่าเดิม 185 ดอลลาร์ ผู้ยื่นวีซ่าจะต้องจ่ายรวม 435 ดอลลาร์ (ประมาณ 14,000 บาท) สรุปใครบ้างที่ต้องจ่ายเพิ่ม และต้องจ่ายเท่าไหร่? ค่าธรรมเนียมการยื่นขอวีซ่ามาตรฐาน : 185 ดอลลาร์ (คงเดิม) ค่าธรรมเนียมของวีซ่า : 250 ดอลลาร์ (ใหม่) ค่าธรรมเนียมแบบฟอร์มการมาถึง/ออกเดินทาง I-94 : 24 ดอลลาร์ ประเภทวีซ่าที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่: B-1/B-2 นักท่องเที่ยว และนักธุรกิจ, F-1 นักเรียน , H-1B ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง, J-1 ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยน หากต้องการขอค่าธรรมเนียมนี้คืน ต้องทำอย่างไร? สำหรับนักเดินทางหากต้องการรับเงินคืน ผู้ถือวีซ่าจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของวีซ่า ซึ่งรวมถึง "ไม่ยอมรับการจ้างงานที่ไม่ได้รับอนุญาต" และต้องอยู่เกินวันที่วีซ่ามีผลบังคับใช้เกินกว่า 5 วัน ตามบทบัญญัติ หากปฏิบัติตามครบ การคืนเงินจะเกิดขึ้น หลังจากวีซ่าหมดอายุ ====================
ทราเวล ทิปส์ • 19 ส.ค. 68
อ่าน
สมัครงาน มจร เปิดรับคัดเลือกคณาจารย์ประจำ ปี 2568 ทั่วประเทศ
ขั้นตอนสมัครสอบคัดเลือกบุคลากรมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย หรือ มจร เปิดรับสมัครสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นคณาจารย์ประจำ เพื่อสนับสนุนภารกิจทางวิชาการและขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายตามพันธกิจของมหาวิทยาลัย โดยอ้างอิงมติที่ประชุมกรรมการบริหารงานบุคคลตลอดปี 2567 ถึงกลางปี 2568ตำแหน่งที่เปิดรับสมัครตำแหน่งที่เปิดสอบคัดเลือกระบุไว้ตามข้อ 7 ของประกาศอย่างเป็นทางการ โดยมีหลากหลายระดับและสาขาให้เลือกสมัครตามคุณวุฒิคุณสมบัติผู้สมัครผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติทั่วไปตามข้อบังคับมหาวิทยาลัย และไม่เป็นผู้เสพสารเสพติด รวมถึงสามารถปฏิบัติตามวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสม เฉพาะสายคณาจารย์ปริญญาตรี วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องในรอบ 5 ปีปริญญาโท วุฒิขั้นต่ำปริญญาโท มีผลงานไม่น้อยกว่า 3 เรื่อง โดยอย่างน้อย 1 เรื่องเป็นงานวิจัยปริญญาเอก ต้องมีผลงานวิจัยเผยแพร่ไม่น้อยกว่า 3 เรื่องในรอบ 5 ปีเอกสารประกอบใบสมัคร1. สำเนาปริญญาบัตรและ Transcript2. สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้าน3. รูปถ่ายหน้าตรงขนาด 1 นิ้ว4. หนังสือรับรองผลภาษาอังกฤษ (MCU-GET, TOEFL, IELTS, TOEIC, TU-GET, CU-TEP)5. ใบรับรองแพทย์ออกภายใน 30 วัน6. ผลตรวจประวัติอาชญากรรมจากตำรวจ7. หนังสือรับรองประสบการณ์ (ถ้ามี)8. แบบ บค 01 และ บค 02 ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์9. สลิปการโอนเงินค่าสมัครหมายเหตุ แนบไฟล์เฉพาะ .PDF หรือ .JPG ค่าธรรมเนียมการสมัครต่ำกว่าปริญญาตรี 100 บาทปริญญาตรี 200 บาทปริญญาโท 300 บาทปริญญาเอก 400 บาทโอนเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยธนชาต สาขาเสือป่า เลขที่บัญชี 046 2 73791 7รายละเอียดการสอบสอบข้อเขียนเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย 100 คะแนนสอบปฏิบัติด้านดิจิทัล (เฉพาะสายปฏิบัติการ) 100 คะแนนสอบข้อเขียนเฉพาะสาขาวิชา 100 คะแนนสอบสัมภาษณ์ ประเมินความเหมาะสม 200 คะแนนเกณฑ์การตัดสินต้องได้คะแนนแต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 และคะแนนรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 การตัดสินของคณะกรรมการสอบคัดเลือกถือเป็นที่สิ้นสุดติดตามรายละเอียดและดาวน์โหลดเอกสารประกอบการสมัครเข้าเว็บไซต์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยที่ https://www.mcu.ac.th/news/detail/59013
TNN ช่อง16 • 23 ก.ค. 68
อ่าน
ใช้ข้อมูล "ค่าน้ำ-ค่าไฟ" ขอสินเชื่อผ่านแอปทางรัฐ เช็กขั้นตอน-วิธีลงทะเบียนที่นี่!
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค เปิดตัว “บริการขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ - ค่าไฟ” ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อประกอบการสมัครขอสินเชื่อ ภายใต้โครงการ “Your Data” ซึ่งช่วยให้ประชาชนใช้ข้อมูลของตนเองในการเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น บริการดังกล่าว ช่วยให้ประชาชนที่มีชื่อเป็นเจ้าของบัญชีค่าน้ำหรือค่าไฟ สามารถเรียกดูและดาวน์โหลดประวัติการชำระย้อนหลัง 6 เดือนของตนเองผ่านแอป “ทางรัฐ” ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถนำไปใช้เป็นเอกสารประกอบการสมัครขอสินเชื่อกับผู้ให้บริการทางการเงินที่เข้าร่วมโครงการ ถือเป็นช่องทางใหม่ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ที่ไม่มีรายได้ประจำสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นนอกจากนี้ ผู้ให้บริการสินเชื่อที่ได้รับข้อมูลดังกล่าว สามารถนำข้อมูลไปประมวลผลได้โดยอัตโนมัติ (machine - readable) มีการรับรองด้วยลายมือชื่อดิจิทัล (digital signature) และตรวจสอบได้ว่าข้อมูลไม่ถูกปลอมแปลงแก้ไข ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการให้บริการทางการเงินแก่ประชาชนโดยรวมวิธีลงทะเบียนผู้สนใจสามารถลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” จากนั้นเลือกเมนู “การเงิน/ประกัน” และเข้าสู่ “ขอเอกสารประกอบการสมัครบริการทางการเงิน” เลือกหน่วยงานที่ต้องการ ระบุหมายเลขมิเตอร์ ตรวจสอบข้อมูล และยืนยันคำขอ ระบบจะจัดเก็บเอกสารไว้ในโทรศัพท์มือถือโดยอัตโนมัติ เพื่อนำไปยื่นขอสินเชื่อต่อไปทั้งนี้ การขอประวัติการใช้และชำระค่าน้ำ - ค่าไฟผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ถือเป็นทางเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์มาก เพราะสะดวก รวดเร็ว ไม่มีค่าใช้จ่าย และเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อให้กับผู้มีวินัยในการจ่ายค่าน้ำ - ค่าไฟ เพราะข้อมูลที่แสดงพฤติกรรมการจ่ายที่ดี จะส่งผลต่อการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อในทางบวก “โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญของรัฐในการส่งเสริมให้ประชาชนใช้ประโยชน์จาก “ข้อมูลของตนเอง” เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงิน โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มที่เคยขาดหลักฐานทางรายได้ในรูปแบบเดิมรัฐบาลเดินหน้าใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเปิดประตูการเงินให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิเข้าถึงเงินทุนได้อย่างเสมอภาค พร้อมก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ทั้งนี้ บริการดังกล่าวเริ่มเปิดให้ใช้งานตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม และรายชื่อผู้ให้บริการสินเชื่อที่รองรับเอกสารดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย www.bot.or.th " นางสาวศศิกานต์ กล่าว
TNN ช่อง16 • 13 ก.ค. 68
อ่าน
ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับ "สาวไทย" เงินเดือนดี สมัครออนไลน์ ฟรี 21-27 ก.ค. นี้
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน ประกาศรับสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคคนไทยไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นผ่านองค์กร IM Japan ปี 2568 ครั้งที่ 5 (เพศหญิง)ในตำแหน่ง ผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิค ประเภทงานอุตสาหกรรมการผลิต อาทิ งานหล่อกลึงโลหะ งานพ่นสี งานปั้มขึ้นรูปโลหะ งานหล่อพลาสติก และงานผลิตอาหารสำเร็จรูป ระหว่างวันที่ 21 - 27 กรกฎาคม 2568 ไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่เว้นวันหยุดราชการ ฟรีค่าตั๋วเครื่องบินไป - กลับ เมื่อฝึกปฏิบัติงานครบ 3 ปี ผู้ผ่านการคัดเลือกเดือนแรกจะได้รับเบี้ยเลี้ยง 80,000 เยน หรือประมาณ 17,800 บาท ฟรี ค่าที่พัก ค่าน้ำ ค่าไฟ เดือนที่ 2 ถึงเดือนที่ 36 จะได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดเมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติครบ 3 ปี จะได้รับประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงานทางเทคนิค และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพจำนวน 600,000 เยน หรือประมาณ 134,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2568) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพเมื่อเดินทางกลับประเทศไทยผู้ที่สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์ การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน โดยเลือกหัวข้อ "สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง สมัครไปฝึกงานในประเทศญี่ปุ่น"คุณสมบัติเบื้องต้นต้องเป็นเพศหญิง อายุ 20 - 30 ปี จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ไม่จำกัดสาขาวิชา สูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร สุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่มีรอยสักบนร่างกาย ไม่มีประวัติอาชญากรรม ไม่เคยทำงานหรือเข้าเมืองหรือพำนักโดยผิดกฎหมายหรือต้องห้ามเข้าญี่ปุ่น เป็นต้นการสอบคัดเลือกสำหรับการสอบคัดเลือกจะใช้วิธีการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย และสอบข้อเขียนภาษาญี่ปุ่น ณ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภายในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน doe.go.th/prd หรือเว็บไซต์กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ doe.go.th/overseas และ facebook: IMthailand ทั้งนี้ ผู้ที่ประสงค์จะสมัครคัดเลือกผู้ฝึกงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่นกับกรมการจัดหางาน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่กองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน โทร. 0 2245 9428 หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางานข่าวที่เกี่ยวข้อง- ฝึกงานญี่ปุ่น! รับสมัครชาย-หญิงไทย ฟรีไม่มีค่าธรรมเนียม เช็กช่องทางสมัครที่นี่- ฝึกงานญี่ปุ่น! เปิดรับชายไทย 18 - 30 ปี สมัครออนไลน์ฟรี เช็กที่นี่
TNN ช่อง16 • 13 ก.ค. 68
อ่าน
อย่าลืม! กยศ. ชวนผู้กู้ยืมชำระเงินคืนกยศ. ภายใน 5 กรกฎาคมนี้
กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี เป็นวันครบกำหนดชำระเงินคืน กยศ. สำหรับการผ่อนชำระรายปี ซึ่งในปีนี้มีผู้กู้ยืมที่จะต้องชำระเงินคืนประมาณ 3.5 ล้านบัญชี กยศ. จึงขอเชิญชวนให้ผู้กู้ยืมชำระเงินคืน กยศ. ภายในระยะเวลาและเงื่อนไขที่กำหนด ทั้งนี้ กยศ. จะมีการส่งหนังสือแจ้งภาระหนี้ รวมถึงมีข้อความแจ้งทาง SMS และ Notification ผ่านแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ให้ผู้กู้ยืมทราบ โดยผู้กู้ยืมสามารถชำระเงินผ่านช่องทาง Mobile Banking ของทุกธนาคารด้วยการสแกน QR code ซึ่งจ่ายได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา และผู้กู้ยืมสามารถดูช่องทางการชำระอื่นๆ ได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th ปัจจุบันกองทุนมีนักเรียน นักศึกษาที่ได้รับโอกาสทางการศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 7.1 ล้านราย คิดเป็นเงินกู้ยืมกว่า 8 แสนล้านบาท กยศ. ขอขอบคุณผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านที่ชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนเพื่อมอบอนาคตทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นน้องต่อไป
TNN ช่อง16 • 2 ก.ค. 68
อ่าน
ประกันสังคม เพิ่มเงินว่างงานกรณี ผู้ประกันตน "ถูกเลิกจ้าง" เป็น 60 % เช็กเลยที่นี่!
นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวถึง กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่ปรับเพิ่มให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ถูกเลิกจ้าง จะได้รับเงินทดแทนกรณีว่างงานในอัตราร้อยละ 60 ของค่าจ้างรายวัน และได้รับครั้งละไม่เกิน 180 วัน จากเดิมได้รับในอัตราร้อยละ 50 เพื่อให้ผู้ประกันตนที่ว่างงานจากการถูกเลิกจ้างได้รับประโยชน์ทดแทนเพียงพอต่อการดำรงชีวิตจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันโดยการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงาน นอกจากจะให้การดูแลลูกจ้างที่สิ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกรณีถูกเลิกจ้างแล้ว ยังครอบคลุมถึงการว่างงานจากกรณีลาออก หรือสิ้นสุดสัญญาจ้างอีกด้วย โดยผู้ประกันตนที่ลาออกจากงานหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง จะได้รับเงินทดแทนในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างรายวัน และได้รับครั้งละไม่เกิน 90 วันต่อปีปฏิทิน ซึ่งการรับประโยชน์ทดแทนในกรณีว่างงานของผู้ประกันตนมีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข คือ จะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือนภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงานโดยมีระยะเวลาการว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป พร้อมทั้งต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านเว็บไซต์ของกรมการจัดหางาน https://unemploy.doe.go.th และรายงานตัวผ่านเว็บไซต์ดังกล่าวไม่น้อยกว่าเดือนละ 1 ครั้งทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน 1506 ให้บริการทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง “สำนักงานประกันสังคมมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ด้าน ด้วยการให้ความสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน และมองถึงประโยชน์ของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ” เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวในตอนท้าย
TNN ช่อง16 • 30 มิ.ย. 68
อ่าน
ลูกหนี้ กยศ. มีสิทธิได้เงินชำระเกินคืน เช็กขั้นตอน - วิธีการตรวจสอบที่นี่
มาตรการช่วยลูกหนี้กยศ. : ลดภาระหนี้ ปรับโครงสร้างใหม่ คืนเงินชำระหนี้ส่วนเกิน เช็กขั้นตอนที่นี่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.)เผยความคืบหน้าการดำเนินงานภายใต้พระราชบัญญัติฉบับใหม่พ.ศ. 2566ซึ่งมีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาระหนี้ของผู้กู้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาและคืนเงินส่วนเกินให้แก่ผู้กู้ยืมพร้อมทั้งออกมาตรการต่างๆเพื่อสนับสนุนให้ผู้กู้สามารถชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสมตามกำลังกยศ. ได้ปรับเปลี่ยนลำดับการชำระหนี้ใหม่จากเดิมเป็น "เงินต้น – ดอกเบี้ย – เบี้ยปรับ" ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสมให้กับผู้กู้ยืม พร้อมกับลดอัตราดอกเบี้ยลงเหลือเพียง 1% ต่อปี และลดเบี้ยปรับจากสูงสุด 18% เหลือเพียง 0.5% ต่อปีเท่านั้น ลดดอกเบี้ย-เบี้ยปรับ เพิ่มโอกาสผ่อนชำระมาตรการใหม่เปิดโอกาสให้ผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้นานถึง15ปีโดยผู้กู้สามารถปลดภาระผู้ค้ำประกันได้ทันทีเมื่อทำสัญญาใหม่หากผู้กู้สามารถผ่อนชำระได้ครบตามกำหนดจะได้รับการยกเว้นเบี้ยปรับที่ตั้งพักไว้100%แต่หากผิดนัดชำระสะสมเกิน6งวดจะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงทันทีข้อมูลณวันที่12พฤษภาคม2568มีผู้กู้ยืมที่ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วรวม598,334รายแบ่งเป็นสัญญาแบบกระดาษ261,110รายและสัญญาออนไลน์337,224รายโดยสามารถทำสัญญาออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์www.studentloan.or.th และยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันThaiDลูกหนี้กยศ. มีสิทธิได้รับเงินคืนจากการชำระเกินกว่า 2.8 แสนราย เช็กวิธีที่นี่ จากการคำนวณยอดหนี้ใหม่ (Recalculation) กยศ. พบว่ามีผู้กู้ 286,362 รายที่มีสิทธิ์ได้รับเงินคืน ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้ว 26,463 ราย และได้รับเงินคืนแล้ว 2,602 ราย คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 73.70 ล้านบาท การคืนเงินดำเนินการผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยคืนเป็น 2 งวด ได้แก่ งวดแรก 70% ของยอด และงวดที่สองจะคืนหลังระบบคำนวณแล้วเสร็จ วิธีขอรับเงินชำระเกินจาก กยศ. (กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา)หากคุณเป็นผู้กู้ยืมที่มีสิทธิขอรับเงินคืนจากการชำระหนี้เกินตามพ.ร.บ.กยศ.ฉบับใหม่พ.ศ. 2566สามารถดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้:1. ตรวจสอบสิทธิเข้าเว็บไซต์www.studentloan.or.thเข้าสู่ระบบบัญชีผู้กู้ยืมเงิน(SLF)เลือกเมนู"ตรวจสอบสิทธิขอรับเงินคืน"ระบบจะแสดงสถานะบัญชีและแจ้งหากคุณมีสิทธิได้รับเงินคืน2. ลงทะเบียนขอรับเงินคืนหากมีสิทธิให้กด“ยืนยันการขอรับเงินคืน”กรอกข้อมูลบัญชีพร้อมเพย์ ที่ผูกกับเลขบัตรประชาชน13หลักตรวจสอบความถูกต้องและกดยืนยันอีกครั้ง3. รอรับเงินคืนกยศ.จะแบ่งคืนเงินเป็น2งวด: -งวดที่1: 70%ของยอดเงินที่ชำระเกิน -งวดที่2:ส่วนที่เหลือหลังจากระบบDSLคำนวณเสร็จสมบูรณ์การโอนเงินจะดำเนินการภายในเดือนพฤษภาคม2568หมายเหตุหากได้รับเงินคืนเกินสิทธิกยศ.มีสิทธิเรียกคืนเงินส่วนนั้นการคืนเงินดำเนินผ่านบัญชีพร้อมเพย์เท่านั้น หากยังไม่ผูกบัญชีให้ดำเนินการโดยเร็วการหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท และ แนวทางช่วยเหลือสำหรับกรณีการหักเงินเดือนเพิ่ม3,000บาทกยศ.ได้แบ่งแนวทางดูแลผู้กู้เป็น2กลุ่ม:กลุ่มที่ทำสัญญาใหม่แล้ว:ต้องชำระงวดแรกด้วยตนเองและแจ้งนายจ้างไม่ให้หักเงินเพิ่มเริ่มหักจากงวดที่สองตามสัญญาใหม่กลุ่มที่ยังไม่ได้ทำสัญญาใหม่:สามารถยื่นขอปรับลดการหักเงินเดือนทางเว็บไซต์กยศ.ได้ภายในวันที่24พฤษภาคม2568สำหรับงวดพฤษภาคมและภายใน14มิถุนายน2568สำหรับงวดมิถุนายนมาตรการลดหย่อนหนี้ ช่วยปิดบัญชีเร็ว พร้อมส่วนลดผู้กู้ที่ประสงค์จะปิดบัญชีหนี้สามารถรับส่วนลดพิเศษได้หากดำเนินการภายในช่วง1มีนาคม– 31พฤษภาคม2568โดยกยศ.มอบส่วนลดเงินต้น5–10%และยกเว้นเบี้ยปรับ100%ให้แก่ผู้กู้ที่ยังไม่ถูกดำเนินคดีความช่องทางดำเนินการและตรวจสอบสิทธิ์ผู้กู้สามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ตรวจสอบสิทธิ์คืนเงิน และดำเนินการอื่น ๆ ได้ทางเว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยยืนยันตัวตนผ่านแอป ThaiD สำหรับแอปพลิเคชัน กยศ. Connect ยังไม่สามารถรองรับระบบใหม่ได้เต็มที่ อยู่ระหว่างการพัฒนาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเว็บไซต์: www.studentloan.or.thCall Center: 02-016-4888
TNN ช่อง16 • 22 พ.ค. 68
อ่าน
ทำงานต่างประเทศ! เปิดรับสมัครคนไทยไปฮ่องกง รายได้สูงสุดกว่า 7.9 หมื่นบาท
นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานเปิดรับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงกับนายจ้างบริษัท Asok Thai Company Limited ซึ่งประกอบกิจการร้านอาหารไทย 3 ตำแหน่ง 12 อัตรา ได้แก่ พ่อครัวอาหารไทย พนักงานเสิร์ฟหญิง พนักงานเสิร์ฟชาย เงินเดือนระหว่าง 66,132 – 79,615 บาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 7 พฤษภาคม 2568: 1 เหรียญฮ่องกง เท่ากับ 4.2666 บาท) นายจ้างจะจ่ายค่าโดยสารเครื่องบินไป - กลับ เมื่อทำงานสิ้นสุดสัญญาจ้าง จัดอาหารให้ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ จัดหาที่พัก ให้ฟรี หรือหากมีการหักค่าที่พัก จะไม่เกิน 10% ของค่าจ้าง มีประกันสุขภาพและสวัสดิการตามกฎหมายฮ่องกง ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.thโดยลงทะเบียนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน และดำเนินการสมัครไปทำงาน เลือกหัวข้อ “สมัครไปทำงานโดยรัฐจัดส่ง” และเลือกรายการ “รับสมัครคนหางานเพื่อไปทำงานในเขตบริหารพิเศษฮ่องกงกับนายจ้างบริษัท Asok Thai Company Limited” สมัครได้ตั้งแต่วันที่ 20 - 29 พฤษภาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่เว้นวันหยุดราชการ สำหรับตำแหน่งที่เปิดรับสมัครในครั้งนี้ นายจ้างต้องการบุคลากรที่มีคุณสมบัติ ดังนี้1.พ่อครัวอาหารไทย จำนวน 8 อัตรา เพศชาย อายุระหว่าง 30 – 45 ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร ต้องจบการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และมีประสบการณ์ทำงานด้านที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ปี ค่าจ้าง 18,660 เหรียญฮ่องกงต่อเดือน หรือประมาณ 79,615 บาท2. พนักงานเสิร์ฟหญิง 2 อัตรา และ พนักงานเสิร์ฟชาย 2 อัตรา อายุระหว่าง 25 – 35 ปี ส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร ต้องสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ 6 และมีประสบการณ์ทำงานที่เกี่ยวข้อง 1 ปี ค่าจ้าง 15,500 เหรียญฮ่องกงต่อเดือน หรือประมาณ 66,132 บาท ทั้งนี้ทุกตำแหน่งไม่จำเป็นต้องทดสอบทักษะ แต่ต้องสามารถพูดและเขียนภาษาจีนกลางและภาษาอังกฤษได้“สำหรับการรับสมัครในครั้งนี้เป็นการดำเนินการเพื่อจัดส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศโดยวิธีรัฐจัดส่ง คนหางานไม่เสียค่าสมัครหรือค่าบริการใด ๆ ทั้งสิ้น ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปทำงานจ่ายเพียงค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ได้แก่ ค่าถ่ายรูป ค่าทำหนังสือเดินทาง (กรณียังไม่มี) ค่าตรวจสุขภาพ ค่าตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และค่าสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ รวมค่าใช้จ่ายประมาณ 4,200 บาท” นายสมชาย กล่าวทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 หรือกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2245 1034 ในวันและเวลาราชการ หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694ข่าวที่เกี่ยวข้อง- วิกฤตคนอายุเกิน 35 ปี ในจีนหางานไม่ได้ เสี่ยงโดนไล่ออก เพราะแก่เกินไป- หมดไฟช่วงหางาน รับมืออย่างไรดี? เมื่อโดนปฏิเสธจนขาดความมั่นใจ- รัฐบาลเตือนคนหางาน 5 ประเทศที่พบถูกหลอกลวงไปทำงานมากที่สุด
TNN ช่อง16 • 22 พ.ค. 68
อ่าน
"เปิดเทอม" เงินสะพัด 6.2 หมื่นล้าน พุ่งสูงสุดรอบ 15 ปี
"ม.หอการค้าไทย" คาดเปิดเทอม 2568 เงินสะพัด 6.2 หมื่นล้านทุบสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปีผู้ปกครองเงินลำบากหมุนเงินโรงรับจำนำ-กู้เงินนายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เปิดเผย "ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายและผลกระทบของผู้ปกครองในช่วงเปิดเทอม ปีการศึกษา 2568" จำนวน 1,250 ตัวอย่าง ระหว่าง 1-6 พฤษภาคม 2568 ว่า คาดว่าจะมีเงินสะพัดหรือมูลค่าการใช้จ่ายรวม 62,615 ล้านบาท เติบโตกว่าปีก่อน 3.80% มูลค่าสูงสุดตั้งแต่ทำการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2553 โดยมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยโดยรวม 26,039 บาท/เทอม ซึ่งหากเรียนในโรงเรียนรัฐบาลอยู่ที่ 15,771 บาท/เทอม หากเป็นภาคพิเศษ อยู่ที่ 41,723 บาทต่อเทอม ส่วนโรงเรียนเอกชน ภาคปกติ 35,627 บาท ภาค 2 ภาษา 59,157 บาทนายธนวรรธน์ ระบุว่ายอดการใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมปีการศึกษา 2568 ถือว่ามี "ยอดใช้จ่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์" นับตั้งแต่ที่เริ่มทำการสำรวจมาตั้งแต่ปี 2553 ส่วนหนึ่งอาจตีความได้ว่า ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาปรับตัวสูงขึ้น หรือผู้ปกครองให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษาของบุตรหลานมากขึ้น อย่างไรก็ดีการผลสำรวจดังกล่าว ไม่พบว่าผู้ปกครองลดหรือประหยัดการใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลาน ส่วนใหญ่ตอบว่าค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาในปีนี้ใกล้เคียงกับปีก่อน และผู้ปกครองไม่ได้ขาดแคลนเงินมากนัก ภาพรวมการใช้จ่ายด้านการศึกษายังไม่ได้หยุดชะงัก ด้านนางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ฯ ระบุว่าผู้ตอบแบบสอบถามโดยส่วนใหญ่ 95% ระบุว่าต้องเตรียมจ่ายค่าบำรุงโรงเรียน (แป๊ะเจี๊ยะกรณีย้ายโรงเรียน) เพิ่มขึ้น หรือเฉลี่ยใช้เงิน 8,786 บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านค่าเทอม ค่าบำรุงโรงเรียน(ที่เดิม) ค่าหนังสือ ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าบริหารจัดการพิเศษ เช่น ค่าประกันชีวิต ยังไม่เปลี่ยนแปลงจากปีก่อน แต่ชุดนักเรียน-รองเท้าสูงขึ้นทั้งนี้ 34.7% ระบุมีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากราคาสินค้าแพงขึ้น ส่วนที่ใช้จ่ายได้เท่าเดิมถึงลดลง 65.3% มาจากสาเหตุราคาของแพงทำให้ต้องประหยัด ไม่มั่นใจต่อเศรษฐกิจไทย ขาดสภาพคล่อง และมีภาระหนี้มาก 56.6%โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่เกือบ 67% ระบุว่า มีเงินเพียงพอกับค่าใช้จ่ายของบุตรหลายในช่วงเปิดเทอม ขณะที่อีกประมาณ 33% ระบุว่า มีไม่เพียงพอ ซึ่งในส่วนของผู้ปกครองที่ระบุว่ามีเงินไม่เพียงพอนั้น ใช้แนวทางการแก้ปัญหาโดยวิธีการนำทรัพย์สินไปจำนำมากที่สุด รองลงมาคือ การกู้เงินในระบบ ตามด้วยการผ่อนชำระค่าเทอมเป็นงวด, การเบิกเงินสดจากบัตรเครดิต/บัตรกดเงินสด, ยืมญาติพี่น้อง, หารายได้เสริม, กู้เงินนอกระบบ และทางเลือกสุดท้าย คือให้บุตรหลานพักการเรียนไว้ก่อน ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายโดยรวมสำหรับช่วงเปิดเทอมปีนี้ เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 26,039 บาท โดยผู้ปกครองส่วนใหญ่ 45.6% มองว่า ค่าใช้จ่ายโดยรวมในช่วงเปิดเทอมปี 2568 เท่ากับเปิดเทอมปี 2567 รองลงมา ผู้ปกครอง 30.2% มองว่า มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยผู้ปกครอง 4.5% มองว่าค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก ขณะที่ผู้ปกครอง 19.7% ระบุว่าค่าใช้จ่ายปีนี้น้อยลงและเมื่อถามว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเรียนของบุตรหลาย มีส่วนทำให้ต้องก่อหนี้เพิ่มหรือไม่นั้น พบว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่ 41% ตอบว่าไม่มีส่วนให้ก่อหนี้เพิ่ม รองลงมา ผู้ปกครอง 38% ตอบว่ามีการก่อหนี้เพิ่ม แต่ไม่ถึง 10% ของยอดหนี้ทั้งหมด โดยมีผู้ปกครองเพียง 0.4% เท่านั้น ที่ตอบว่ามีการก่อหนี้เพิ่มมากว่า 60% ของยอดหนี้ทั้งหมด
TNN ช่อง16 • 12 พ.ค. 68
อ่าน
ออมสิน ออก“สินเชื่อต้อนรับเปิดเทอม” ผ่อนเกณฑ์อนุมัติให้เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยต่ำ
ตามที่รัฐบาลโดย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบหมายให้สถาบันการเงินเข้าช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะ กลุ่มผู้ปกครองที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ทั้งค่าชุดเครื่องแบบนักเรียน หนังสือ อุปกรณ์การเรียน และอื่น ๆ ด้วยการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ เพื่อเสริมสภาพคล่อง ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยได้เข้าถึงการศึกษาอย่างต่อเนื่อง นายวิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารได้ออกมาตรการ “สินเชื่อธนาคารประชาชนต้อนรับเปิดเทอม” ที่ผ่อนเกณฑ์อนุมัติให้สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น และเป็นการเดินหน้าภารกิจเชิงสังคมในการสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม สำหรับผู้ปกครองที่มีความจำเป็นต้องใช้เงินทุนในการเตรียมความพร้อมแก่บุตรหลานในช่วงเปิดภาคเรียนใหม่ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำคงที่เพียง 0.60% ต่อเดือน วงเงินกู้ตามความจำเป็นสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 1 ปี (12 งวด) ผ่อนชำระประมาณ 894 บาทต่อเดือน (รวมเงินต้นและดอกเบี้ย) ทั้งนี้ สำหรับผู้มีอาชีพ รายได้ และที่อยู่อาศัยแน่นอน สามารถยื่นขอสินเชื่อโดยไม่ต้องมีหลักประกัน ผ่านแอปพลิเคชัน MyMo หรือติดต่อธนาคารออมสินสาขาเพื่อขอคำแนะนำในการสมัครสินเชื่อ ได้ตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2568
TNN ช่อง16 • 8 พ.ค. 68
อ่าน
ค่าเทอม ม.รังสิต 2568 เท่าไร? รวมค่าใช้จ่ายแต่ละคณะที่ต้องรู้
อัปเดตค่าเทอมมหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2568 ครบทุกคณะ ทั้งหลักสูตรไทยและอินเตอร์ พร้อมข้อมูลค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจเรียนค่าเทอม ม.รังสิต 2568 รวมทุกคณะ หลักสูตรไทย-อินเตอร์ ครบจบในที่เดียวมหาวิทยาลัยรังสิต (Rangsit University) ถือเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ที่มีชื่อเสียงทั้งในด้านวิชาการและสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมีหลักสูตรหลากหลาย ทั้งสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิศวกรรม สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปกรรม ซึ่งแต่ละหลักสูตรมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญสำหรับปีการศึกษา 2568 ค่าเทอมของมหาวิทยาลัยรังสิตถูกแบ่งตามคณะและรูปแบบของหลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรภาษาไทย และ หลักสูตรนานาชาติ (International Program) โดยมีรายละเอียดโดยประมาณดังนี้ ค่าเทอมโดยประมาณ มหาวิทยาลัยรังสิต ปี 2568 (ต่อปี)1. กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ• แพทยศาสตร์: 900,000–1,200,000 บาท• ทันตแพทยศาสตร์: 600,000–800,000 บาท• เภสัชศาสตร์: 250,000–300,000 บาท• พยาบาลศาสตร์: 120,000–150,000 บาท2. กลุ่มวิศวกรรมและเทคโนโลยี• วิศวกรรมศาสตร์: 90,000–130,000 บาท• เทคโนโลยีสารสนเทศ: 85,000–120,000 บาท3. กลุ่มสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์• นิติศาสตร์: 90,000–110,000 บาท• บริหารธุรกิจ: 100,000–130,000 บาท• สื่อสารมวลชน: 100,000–140,000 บาท4. กลุ่มศิลปะและการออกแบบ• ดิจิทัลอาร์ต / ดนตรี / แฟชั่น: 130,000–160,000 บาท5. หลักสูตรนานาชาติ (International Program)• บริหารอินเตอร์: 180,000–250,000 บาท• การบิน: 280,000–400,000 บาท (ขึ้นกับชั่วโมงบิน)• อังกฤษ-จีน: 160,000–200,000 บาทหมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อความถูกต้อง ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ควรเตรียม• ค่าธรรมเนียมแรกเข้า: 10,000–20,000 บาท (ครั้งเดียว)• ค่าประกันอุบัติเหตุ/ของเสียหาย: 1,000–2,000 บาทต่อปี• ค่าหอพักในมหาวิทยาลัย: ประมาณ 3,000–6,000 บาทต่อเดือนมหาวิทยาลัยรังสิตมีค่าใช้จ่ายหลากหลายตามแต่ละคณะและประเภทหลักสูตร โดยเฉพาะสาขาวิชาสุขภาพและหลักสูตรอินเตอร์ที่มีค่าใช้จ่ายสูง การเตรียมแผนการเงินอย่างรอบคอบเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับนักเรียนและผู้ปกครอง
TNN ช่อง16 • 3 พ.ค. 68
อ่าน
เงินเดือนข้าราชการ "เดือนพฤษภาคม 2568" ปรับฐานใหม่ ขึ้นกี่บาท เงินเข้าวันไหน
ปรับเงินเดือนข้าราชการ 2568จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 31 ตุลาคม 2566 ได้มีการอนุมัติแนวทางการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)1. การปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุทุกระดับคุณวุฒิ ทยอยปรับเพิ่มขึ้นปีละ 10% ในปีงบประมาณ 2567 และ 2568 ผู้ที่บรรจุใหม่ในระดับปริญญาตรีจะได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาทต่อเดือน การปรับเงินเดือนในระดับคุณวุฒิอื่น ๆ ให้สอดคล้องกัน2. การปรับเงินชดเชยสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราเงินเดือนแรกบรรจุ รวมถึงการปรับเพิ่มเงินเพื่อการครองชีพชั่วคราวที่กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ดำเนินการ ตารางปรับเงินเดือนข้าราชการ 2568 ตามระดับคุณวุฒิ ปรับเงินเดือนข้าราชการบรรจุใหม่ ปีงบประมาณ 2568- วุฒิ ปวช.ปีงบประมาณ 2567 อัตรา 10,340-11,380 บาทปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 11,380-12,520 บาท- วุฒิ ปวส.ปีงบประมาณ 2567 อัตรา 12,650 - 13,920 บาทปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 13,920 - 15,320 บาท- วุฒิปริญญาตรีปีงบประมาณ 2567 อัตรา 16,500-18,150 บาทปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 18,150-19,970 บาท- วุฒิปริญญาโทปีงบประมาณ 2567 อัตรา 19,250-21,180 บาทปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 21,180 - 23,300 บาท- วุฒิปริญญาเอกปีงบประมาณ 2567 อัตรา 23,100-25,410 บาทปีงบประมาณ 2568 เพิ่มเป็น 25,410-27,960 บาทการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในปีงบประมาณ 2568 เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มรายได้ให้กับข้าราชการใหม่ โดยกำหนดให้ระดับปริญญาตรีได้รับเงินเดือนไม่น้อยกว่า 18,000 บาทต่อเดือน การปรับขึ้นเงินเดือนนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นการทยอยปรับตามแผนที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2567 เงินเดือนเข้าบัญชีข้าราชการ และ ลูกจ้างประจำเดือนพฤษภาคม 2568รอบ 1 : 16 พฤษภาคม 2568รอบ 2 : 27 พฤษภาคม 2568ข่าวที่เกี่ยวข้อง- ปรับเงินเดือนข้าราชการ 2568 เช็กฐานเงินเดือนใหม่และวันเงินเข้าที่นี่- ราชกิจจาฯ ประกาศ “ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ” มีผลย้อนหลัง เช็กอัตราที่นี่
TNN ช่อง16 • 20 เม.ย. 68
อ่าน
เยียวยาแผ่นดินไหว ขั้นตอนรับเงินช่วยเหลือจากกทม.ทำยังไง - ใครได้เท่าไร เช็กที่นี่
เยียวยาแผ่นดินไหว เปิดขั้นตอนขอรับเงินช่วยเหลือจากกทม.ต้องทำยังไง - ใช้เอกสารอะไรบ้าง - ใครได้เท่าไร เช็กเลยที่นี่กรุงเทพมหานคร แจ้งแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัย จ่ายเงินเยียวยาแผ่นดินไหว ในพื้นที่กรุงเทพฯ เตรียมพัฒนา ระบบ BMA OSS เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้องออนไลน์ในอนาคตขั้นตอนการขอรับเงินช่วยเหลือ กรณีเกิดเหตุแผ่นดินไหว ขั้นตอนแรกทำอย่างไร - ยื่นเอกสารที่ไหน ?1. ดาวน์โหลดแบบคำร้องขอรับความช่วยเหลือที่เว็บไซต์สำนักงานเขต หรือเว็บไซต์ของกรุงเทพมหานคร ดาวน์โหลด คลิกที่นี่2. ผู้ร้องต้องยื่นเอกสาร คำร้องและหลักฐาน ที่ฝ่ายปกครองสำนักงานเขต พร้อมให้ข้อเท็จจริง หลักเกณฑ์การขอรับเงินเยียวยาผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว1. ต้องเป็นบ้านพักอาศัยประจำ และได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว2. ต้องมีหนังสือรับรองผู้ประสบภัยจากสำนักงานเขต3. ครอบคลุมทั้งบ้านที่มีทะเบียนบ้าน, บ้านเช่า, หรือที่อยู่อาศัยประจำแม้ไม่มีทะเบียนบ้านรายละเอียดเงินช่วยเหลือจากกรุงเทพมหานคร- ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัย สูงสุด 49,500 บาท- ค่าเช่าบ้านชั่วคราว สูงสุด 6,000 บาท (3,000 บาท/เดือน ไม่เกิน 2 เดือน)- ค่าจัดงานศพ รายละ 29,700 บาท และเพิ่มอีก 29,700 บาทหากผู้เสียชีวิตเป็นหัวหน้าครอบครัว- ค่ารักษาผู้บาดเจ็บ 4,000 - 13,300 บาท ขึ้นอยู่กับระดับอาการ- เงินปลอบขวัญผู้บาดเจ็บ รายละ 2,300 บาท- ทุนประกอบอาชีพ ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยสามารถ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากเว็บไซต์ของสำนักงานเขต 50 เขต หรือ กรุงเทพมหานคร และยื่นเอกสารพร้อมหลักฐาน ได้แก่- แบบสอบข้อเท็จจริงผู้ประสบภัย- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน (ยังไม่หมดอายุ) กรณีผู้ไม่มีสัญชาติไทย ใช้สำเนาพาสปอร์ต (PASSPORT)- สำเนาทะเบียนบ้าน (เป็นปัจจุบัน)- สำเนาโฉนดที่ดิน (ต้องระบุชื่อเจ้าบ้าน/เจ้าของบ้าน) หรือแบบคำรับรอง (แทนโฉนดที่ดิน)- สำเนาใบ อช. 2 (โฉนดคอนโด)- สำเนาบันทึกประจำวัน (ตร.) จากสถานีตำรวจท้องที่เกิดเหตุ- หนังสือรับรองผู้ประสบภัย และบัญชีความเสียหายแนบท้ายฯ (แบบ บ.ส. 3)- บันทึก (ป.ค. 14) ใช้ในกรณีที่เอกสารที่ยื่นยังไม่ชัดเจนหรือเพียงพอว่าเป็นผู้ประสบภัยและได้รับความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว- เอกสารประกอบการขอรับความช่วยเหลือค่าวัสดุซ่อมแชมที่พักอาศัยฯ- รูปภาพความเสียหายทั้งนี้เป็นไปตามการประเมินของคณะกรรมการระดับเขตพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยดำเนินการสำรวจและประเมินความเสียหายโดยรายงานไปยังสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร เพื่อขอรับเงินช่วยเหลือมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยต่อไปพัฒนาระบบ BMA OSS เพื่อยื่นคำร้องออนไลน์กทม. กำลังพัฒนาระบบ BMA OSS (One Stop Service) ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถยื่นคำร้อง ขอรับความช่วยเหลือเยียวยาออนไลน์ ได้สะดวกรวดเร็ว ลดภาระเอกสารและเดินทางไปสำนักงานเขต
TNN ช่อง16 • 5 เม.ย. 68
อ่าน
“พิชัย”ปัดตอบปม“ซิน เคอ หยวน”ใช้ใบกำกับภาษีปลอม
พิชัยปัดตอบปมซิน เคอ หยวนขายเหล็กสร้างตึกสตง.ใช้ใบกำกับภาษีปลอมขอคืนภาษีสรรพากร ระบุ เป็นเรื่องอ่อนไหว ขอศึกษารายละเอียดให้ชัดเจนก่อน #ทันหุ้น นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีกรมสรรพากรตรวจพบหลักฐานการใช้ใบกำกับภาษีปลอม ของบริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัดว่า ยังไม่ขอชี้แจงรายละเอียด ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อ่อนไหว และเกิดขึ้นมานานแล้ว หากไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน ผมก็ขออนุญาตยังไม่ตอบเรื่องนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย.68 อธิบดีกรมสรรพากร ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สำนักงานสรรพากร ภาค 3 มากล่าวโทษ ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีอาญากับ บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีลจำกัด และคณะกรรมการบริษัทฯ กรณีเข้าตรวจสอบทางภาษีพบหลักฐานการใช้ใบกำกับภาษีที่มิชอบด้วยกฎหมาย (ใบกำกับภาษีปลอม) ทั้งนี้ กรมสรรพากรภาค 3 ได้ตรวจสอบ บริษัท ซิน เคอหยวน จำกัด ซึ่งเป็น บริษัทผลิตเหล็กเส้นที่ใช้ในการก่อสร้างอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ผลการตรวจสอบ พบว่า บริษัทมีเจตนานำใบกำกับภาษีปลอม หรือใบกำกับภาษีที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่เดือนก.ค. 2558-เดือนมี.ค. 2560 จำนวน 7,426 ฉบับ มูลค่ากว่า 200 ล้านบาท มาใช้ในการเครดิตภาษี อันเป็นความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร โดยตามประกาศ กคพ. (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2568 เรื่อง กำหนดรายละเอียดของลักษณะของการกระทำความผิดที่เป็นคดีพิเศษ ตามมาตรา 21 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษพ.ศ.2547 ลงวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 กำหนดให้ความผิดที่มีบทกำหนดโทษ ตามมาตรา 90/4 แห่งประมวลรัษฎากร
ทันหุ้น • 4 เม.ย. 68
ดูเพิ่มเติม