รีเซต

ผลการค้นหา “แสงกระสือ” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
สิทธิพิเศษ
อ่าน
คลิปสั้น
[Movie Review] แสงกระสือ...Inhuman Kiss หนังผีที่ไม่ได้มีดีที่ความสยอง
อ่าน

[Movie Review] แสงกระสือ...Inhuman Kiss หนังผีที่ไม่ได้มีดีที่ความสยอง

“แสงกระสือInhuman Kiss” ภาพยนตร์เรื่องใหม่จากค่าย Transformation Films ที่จับเอาตำนานผีไทยพื้นบ้านมาชุบชีวิตใหม่ให้กลับมาโลดแล่นบนจอภาพยนตร์อีกครั้งด้วยการตีความใหม่ แต่ยังคงเคารพต้นฉบับของตำนานไว้ได้อย่างลงตัว งานภาพถือว่าคุมโทนออกมาได้ดีมากๆ ดูมืดๆ หม่นๆ แต่สวยงาม ส่วน CG ก็ทำออกมาได้ดีในระดับหนึ่ง ถึงจะมีบางฉากที่ดูลอยๆ หลอกๆ อยู่บ้าง ด้านเนื้อเรื่องในช่วงแรกค่อนข้างอืดและเอื่อยมากๆ แต่ในช่วงกลางเรื่องที่ปมเรื่องราวขมวดชัดเจนขึ้นต้องบอกเลยว่าตื่นเต้นและดึงคนดูให้จดจ่ออยู่กับหนังได้จนจบเรื่อง จุดหักมุมทำได้ดีและเซอร์ไพรส์ทำเอาคนดูอึ้งอยู่หลายฉาก แต่การเล่าเรื่องยังมีช่องโหว่อยู่บ้างในด้านความสมจริง ด้านสามนักเแสดงนำ โอบ-เกรท-มินนี่ ถือว่าแสดงออกมาได้ดี เริ่มต้นที่ เกรท แสดงได้ทะเล้นน่ารักและน่าสงสารสุดๆ โอบ กับบทชายหนุ่มผู้แสนดีก็ออกมาอบอุ่น และ มินนี่ ในบทสาววัยแรกแย้มก็ออกมาน่ารักสดใสพร้อมกับซีนอารมณ์ที่ถ่ายออกมาได้โดดเด่นทุกซีน โดยเฉพาะฉากเลิฟซีน โอบ-มินนี่ ต้องยกนิ้วให้เลยเพราะแสดงได้ดูดดื่มมากๆ สรุป “แสงกระสือInhuman Kiss” คือหนังผีที่ไม่ได้ความสยอง แต่ชูประเด็นเรื่องความรักแบบรักสามเส้า มิตรภาพ ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้มากๆ จนอยากยกให้หนังเรื่องนี้เป็น Romeo and Juliet เวอร์ชั่นไทย ถือเป็นมิติใหม่ของหนังผีไทยเลยทีเดียว ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้คะแนนจากเราไป 8.5/10!! **อย่าเชื่อจนกว่าจะได้สัมผัสด้วยตาของคุณเอง “แสงกระสือInhuman Kiss” เข้าฉาย 14 มีนาคมนี้ในโรงภาพยนตร์

แสงกระสือ
อ่าน

แสงกระสือ

     สวัสดีครับนับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สามารถทำให้คนในโรงถึงกับปล่อยโฮออกมาเลย ผมขอรีวิวหนังเรื่องนี้นะครับจะไม่เล่าเนื้อเรื่องหรืออะไรทั้งสิ้นแค่จะบอกความรู้สึกหนังจากการดูจบน่ะครับ         มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า หลังจากที่ดูแสงกระสือจบสิ่งแรกคือน้ำตา น้ำตาครับ ฟังไม่ผิดผมไม่อยากพูดตอนจบว่าเป็นอย่างไร แต่จะเล่าถึงพฤติกรรมของ 3 ตัวละครหลักที่ไปทำเวรทำกรรมอะไรมาก็ไม่รู้ทำไมถึงต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายๆแบบนี้รูป สพล อัศวมั่นคง แสดงเป็นเจิด อ้างอิง https://www.google.com/url?sa=isource=webcd=ved=2ahUKEwjAqaC_tv        เจิด (นาย สพล อัศวมั่นคง) ชายที่หลงรักสายตั้งแต่เล็กจนโต รักมากๆแต่สายไม่ได้รักเจิดเลย สายรัก น้อย มากกว่า มันเป็นอะไรที่ทรมารมากๆเลยนะครับที่เห็นคนที่ที่เรารักไปรักกับคนอื่น ถึงกายจะเป็นปีศาจ แต่ใจก็ทำร้ายคนที่เรารักไม่ลงเสียที ความเจ็บปวดต้องตายลงเพราะปกป้องคนที่ตนรักโดยที่ไม่ได้รักตนเลย ต้องรักแค่ไหนหรอถึงยอมตายเพื่อคนที่เรารักแต่พีคกว่าคือคนที่เรารักไม่ได้รักเราเลยรูป (ภัณฑิรา พิพิธยากร) รับบทเป็นสาย อ้างอิงhttps://www.google.com/url?sa=isource=webcd=ved=2ahUKEwj-g_rxt_HlAhVOinAKHbBJD_gQjhx6BAgBEAIurl=https%3A%2F%2Fteen.mthai.com%2Fcampus_star%2F167080.htmlpsig=AOvVaw33Ei2WMBv7f_mckGfQVKzxust=1574086640932465      ภัณฑิรา พิพิธยากร หรือสาย ตนต้องรับกับความเจ็บปวดจากการเป็นปีศาจ แต่เธอก็ต้องกลายเป็นแค่ตำนานรักเมื่อทุกอย่างมันพังลงอย่างไม่เป็นท่า ความฝันความรักทุกอย่างต้องพังลงเพราะตนไม่ใช่คนอีกต่อไป การเป็นปีศาจก็รักใครไม่ได้เสียแล้ว แค่ได้เห็นคนที่เรารักยอมรับในตัวตนของเราในสิ่งที่เราเป็นก็ตายตารับแล้ว           โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ หรือน้อย ต้องบอกก่อนเลยนะครับว่าน้อยเป็นผู้ชายที่ซื่อสัตย์มากๆ ยอมรับในสิ่งที่คนที่ตนรักเป็นถึงจะเป็นปีศาจตนก็รัก มันทำให้สายรู้ว่าถึงตนจะเป็นปีศาจแต่ตนก็มีหัวใจเช่นกัน น้อยหาวิธีการรักษาสายทุกวิธีการ ยอมทำทุกอย่างศึกษาทุกตารางนิ้ว เพื่อรักษาคนที่ตนรักทุ่มเทซะยิ่งกว่าทุ่มเท แต่ทุกอย่างมันก็พังลงเมื่อคนที่ตนรักกับตายลง ชีวิตน้อยก็เหมือนกับตายทั้งเป็นเช่นกัน โอ้ยไม่อยากสปอยล์เลย ไม่ไหวจริงๆ ตอนนี้คือเขียนทั้งน้ำตาจริงๆ มันอึดอัดอ่ะ ทำไมทุกอย่างถึงไม่เป็นไปตามที่เราต้องการวะ                  ขอบคุณที่เปิดโอกาศได้มารีวิวหนังนะครับหนังเรื่องนี้คือดีจริงๆ เป็นหนังผีแต่ไม่มีความน่ากลัวเลยแต่มันทำให้เห็นอีกมุมนึงของปีศาจ ทำให้เราเข้าใจว่าเขาก็มีหัวใจเช่นกัน และได้ข้อคิดจากหนังเรื่องนี้ว่า ไม่มีอะไรนะครับที่เป็นไปตามที่เราต้องการ ได้ทุกครั้ง มีผิดหวังบ้างเสียใจบ้าง หนังเรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนสติที่ดีเลยแหละครับ ขอบคุณครับภาพปก อ้างอิง https://pin.it/kyrm5ocjhz2c7l รูป (โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์) รับบทเป็นน้อยอ้างอิง https://www.google.com/url?sa=isource=webcd=ved=2ahUKEwiC2ZviufHlAhWawTgGHUMVDO0Qjhx6BAgBEAIurl=http%3A%2F%2Fwww.tunwalai.com%2Fstory%2F263706%2F%25E0%25B8%2598%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2583%25E0%25B8%2588psig=AOvVaw1i13eOsSi70c4NiFDfQVIzust=1574087069583774                    

แสงกระสือ ความเชื่อ หรือ วิทยาศาสตร์
อ่าน

แสงกระสือ ความเชื่อ หรือ วิทยาศาสตร์

แสงกระสือ ความเชื่อ หรือ วิทยาศาสตร์ตามความเชื่อแต่โบราณนานมาของประเทศไทย กระสือถือได้ว่าเป็นผีชนิดหนึ่งที่มีหัวและไส้ และมีแสงที่ลำไส้ลอยไปลอยมา กินของสดเป็นอาหารในเวลากลางคืน เมื่อชาวบ้านตื่นมาเห็นว่าสัตว์เลี้ยงของตนเองถูกกัดกินจนตาย และ มีคราบเลือดต่าง ๆ อยู่ในที่เกิดเหตุ ต่างก็บอกกันว่า เป็นเพราะผีกระสือมากินสัตว์เลี้ยงของพวกเขาในเวลากลางคืน ความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้ถูกปลูกฝังกันมาอย่างยาวนาน จวบจนทุกวันนี้ เครดิตภาพส่วนตัวผู้เขียนเอง ก็เคยได้มีโอกาสไปดูที่งานภูเขาทองเหมือนกัน เพราะความอยากรู้อยากเห็น เห็นเขาแปะป้ายไว้ใหญ่มาก ว่าในนั้นมีผีกระสือให้ดู จึงอยากเห็นตัวตาตัวเอง ว่าผีกระสือจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร โดยมีค่าเข้าดูผีกระสือคนละ 20 บาท เห็นราคาแบบนี้แล้ว ไม่รอช้า จ่ายเพียงแค่ 20 บาท ได้ดูผีกระสือแบบเป็น ๆ โดยไม่ต้องไม่สุ่มรอหาดูตามท้องนอง แต่พอได้เข้าไปแล้ว แบบว่า เห็นแล้วมีอึ้งครับ ใครอยากดู รอดูได้ครับ งานวัดภูเขาทอง เดือนพฤศจิกายน ผมไม่อยากจะอธิบายบายมาก เดี๋ยวคนจัดผีกระสือมาให้ดู จะขาดรายได้เครดิตภาพผู้เขียนเอง เท่าที่จำได้ จะได้ฟังข่าวเรื่องผีกระสือ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ตามช่องข่าวทางโทรทัศน์ ว่ามีชาวบ้านเห็นผีกระสือ บ้างก็ถ่ายวีดีโอมาให้ดู บ้างก็เล่ากันปากต่อปาก ก็จะเห็นได้มีความเชื่อนั้นยังมีอยู่จริง คนไม่เคยเจอ ไม่เคยเห็น ก็จะไม่เชื่อ (เราไม่เป็นเขาเราไม่รู้หรอก)และนั่นคือ ความเชื่อของประเทศไทยที่มีมาอย่างยาวนาน แต่ผู้เขียนเองก็ขอเล่าแบบสั้น ๆ ตามข้างบนนั่นแหละครับ (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) ส่วนถ้าเป็นทางวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสสืบค้นข้อมูลดูว่าจริง ๆ แล้วทางฝรั่งเขาก็มีกันนะครับ และ ก็มีการเจอแบบนี้มากว่า 500 ปีแล้วเหมือนกันเครดิตภาพแต่สิ่งที่เขาเห็น เขาไม่ได้จินตนาการเหมือนคนไทยครับ สิ่งที่เขาเห็น เขาจะเห็นเป็นลูกไฟลอยไป ลอยมา หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า Ball Lightning ซึ่งก็เป็น ลูกบอลไฟ นั่นเอง การเห็นของเขา เขาจะต้องตั้้งสมมุตฐาน และ พิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นมันคืออะไรสิ่งที่พวกเขาเห็น พวกเขาได้นำมาพิสูจน์ และ พยายามหาข้อมูล ข้อเท็จจริง และมีการทดสอบ ว่า Ball Lightning นี้ เกิดขึ้นได้อย่างไร มีที่มา ที่ไปอย่างไร พวกเขาจะไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ โดยปราศจากข้อพิสูจน์ (แต่ละประเทศจะมีความเชื่อ และ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน)แต่การเกิดขึ้นของ Ball Lightning นี้ แต่ละครั้งจะเกิดขึ้นเพียง 1-10 วินาที เท่านั้น จึงเป็นการยากที่จะพิสูจน์ สิ่งเหนือธรรมชาติเช่นนี้เครดิตภาพแต่จากการสังเกตุ และ ทดลอง พบว่า ลูกบอลไฟ (แสงกระสือ) นี้ จะเกิดขึ้น ในช่วงเวลาที่มีฝนฟ้าคะนอง และ เกิดขึ้นเหนือพื้นดินไม่มากจึงทำให้นักวิทยาศาสตร์ ค้นพบทฤษฎีหนึ่ง ที่อาจมีความเป็นไปได้ ก็คือ เมื่อมีฟ้าผ่า แล้ว ผ่ามาลงดิน จะทำให้เกิดแร่ซิลิเกตที่อยู่ในดิน กลายเป็นไอ และ คาร์บอนไดอ๊อกไซด์ ที่อยู่บนดิน จะไปจับกับออกซิเจน กลุ่มก้อนขึ้นมา แล้วไปจับกับซิลิเกต ทำให้เกิดกระบวนการทางเคมีขึ้น จึงเกิดเป็นกลุ่มก๊าซของอะตอมซิลิกอนที่เป็นพลัง และ พวกนี้เองก็จะรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน ที่เป็นอนุภาพของนาโนที่ลอยในอากาศได้ และ ทำปฏิกริยากับออกซิเจน จึงทำให้เกิดความร้อน และ เป็นแสงของมาเป็นลูกบอลได้แต่นั่น ก็เป็นแค่ ทฤษฎี และ สมมุติฐานของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น ยังหาข้อสรุปจริง ๆ ไม่ได้ เพราะก็ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายท่านที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันดังนั้น แสงกระสือในบ้านเรา ก็ยังคงเป็นผีกระสือBall Lightning ของบ้านเขา ก็ยังคงเป็นสะสาร อะตอม พลังงาน ที่ลอยได้ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน และ การรับชมกันนะครับเครดิตภาพปก 

ทำความรู้จัก “ไฮโซกี้” หลังมีข่าวลือซุ่มคบ “มินนี่ ภัณฑิรา” นางเอกหนังดัง “แสงกระสือ”
อ่าน

ทำความรู้จัก “ไฮโซกี้” หลังมีข่าวลือซุ่มคบ “มินนี่ ภัณฑิรา” นางเอกหนังดัง “แสงกระสือ”

ทำความรู้จัก ไฮโซกี้ หลังมีข่าวลือซุ่มคบ มินนี่ ภัณฑิรา นางเอกหนังดัง แสงกระสือ หลังจากที่มีข่าวลือว่ากำลังแอบคบหาดูใจกันอยู่หรือเปล่า สำหรับ ไฮโซกี้ สราวุธ และ มินนี่ ภัณฑิรา ที่ชาวเน็ตจับตามองว่าไปเที่ยวอิตาลีด้วยกัน เพราะภาพที่ทั้งคู่ลงเหมือนอยู่สถานที่คล้ายๆ กัน แถมเวลาลงรูปยังไล่เลี่ยกันอีก วันนี้เลยจะพาไปรู้จักกับไฮโซกี้กันสักหน่อย ว่าทำไมถึงเป็นที่น่าสนใจกันนะ สำหรับไฮโซกี้ อย่างที่หลายๆ คนรู้กันว่าเป็นอดีตคนรักของนักแสดงสาว ฝน ศนันธฉัตร ที่ทั้งคู่คบหาดูใจกันมานาน ก่อนที่จะยุติความสัมพันธ์ ปัจจุบันไฮโซกี้อายุ 39 ปี เป็นหนุ่มนักธุรกิจรังนกแบรนด์รังนกจูซเนส (Juice Nest) ผลิตภัณฑ์รังนกผสมน้ำผลไม้ และยังมีความสามารถในการแข่งรถ ที่เป็นนักแข่งชื่อดังในทีม Racing Spirit ค.ร.ม. คนรักเมีย PSC Motorsport นอกจากนี้ไฮโซกี้ยังเคยไปแข่งในรายการใหญ่ๆ อย่าง Thailand Super Series 2018, GT Asia Series หรือ Lamborghini Super Trofeo Asia Race 1 อีกด้วย แถมงานนี้ไฮโซกี้ยังเป็นเจ้าของเพนท์เฮาส์ มูลค่ากว่า 500 ล้านบาท ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้นสูงสุดของตัวอาคาร และเป็นผู้หลงรักในแบรนด์เวอร์ซาเช่อีกด้วย เพราะภายในห้องหรือเสื้อผ้าที่ไฮโซกี้สวมใส่ก็เป็นของแบรนด์นี้และเป็นของสะสมในตู้โชว์ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไฮโซกี้ถึงเป็นที่น่าจับตามองของหลายๆ คน

รีวิวภาพยนตร์ไทยน้ำดีอย่าง แสงกระสือ
อ่าน

รีวิวภาพยนตร์ไทยน้ำดีอย่าง แสงกระสือ

บทความนี้นักเขียนจะมารีวิวภาพยนตร์ไทยน้ำดีเอาใจคนดูสายสยองขวัญ / ดราม่า เรื่อง แสงกระสือ สมควรดูหรือไม่ จะเป็นอย่างไรตามนักเขียนมาได้เลยแสงกระสือ เป็นภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก / แฟนตาซี / ระทึกขวัญ ที่ได้ผู้กำกับมากความสามารถอย่าง สิทธิศิริ มงคลศิริ ปละได้ผู้เขียนบทอย่าง ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ที่เคยผ่านกำกับภาพยนตร์อย่าง รักแห่งสยาม มาแล้ว นำแสดงโดย ภัณฑิรา พิพิธยากร, โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์, สพล อัศวมั่นคง, สุรศักดิ์ วงษ์ไทย และอีกมากมายมาร่วมกันแสดงฝีมือในภาพยนตร์แสงกระสือ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับวัยรุ่นสาวคนหนึ่งที่ค้นพบว่าทุกคืนตัวเองจะต้องกลายร่างเป็น กระสือ ทำให้เธอต้องเอาตัวรอดจากกลุ่มนักล่ากระสือและหาทางรักษาให้หายเป็นกระสือไปพร้อม ๆ กับการช่วยเหลือจากเพื่อนสนิทของเธอเองความรู้สึกหลังชม แสงกระสือ สำหรับนักเขียนหลังจากที่นักเขียนดูจบไปแล้ว ต้องขอบคุณทางทีมงาน ผู้กำกับรวมถึงนักแสดงที่สร้างสรรค์ผลงานดี ๆ ให้คนไทยได้ดูกัน ด้านการเล่าเรื่องถือว่ากระฉับ เล่าเรื่องไปเรื่อย ๆ ไต่ระดับความสนุก ความพีคขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งยังมีการนำตำนานของกระสือมาเล่า ปรับบริบทให้เข้ากับตัวภาพยนตร์ และทำออกมาได้ดีเลยทีเดียว ด้านการแสดงต้องขอชื่นชมนักแสดงหลักของเรื่องที่พาตัวหนังไปถึงจุดที่เกินคาดไว้แล้ว อีกสิ่งที่ต้องชื่นชมไม่ชมไม่ได้จริง ๆ คือ คอสตูม CG ที่เนี้ยบมากพิถีพิถัน การออกแบบของตัวกรือสือที่ไม่ได้ชวนสยองเกินไปอย่างที่คิด ทำออกมาได้ไม่ขาดไม่เกิน ส่วนตัวบทของเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเน้นที่ว่ากระสือจะต้องออกมาน่ากลัวสยองขวัญต้องออกมาฆ่าคนไปทั่ว แต่เล่าในมุมที่คนยังไม่เคยสัมผัส อย่างที่ว่าทุกสิ่งล้วนมีหัวใจมีความรู้สึก กระสือก็เช่นกัน ซึ่งทำให้เราอินในความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิททั้งสามคน รวมถึงความสัมพันธ์ของคนกับผี ท้ายที่สุดแล้วหนังเรื่องนี้ยังให้ข้อคิดให้เราไปคิดกัน เราไม่อาจต่อต้านธรรมชาติของการเติบโตได้ ไม่ว่าทั้งด้านดีหรือด้านร้าย เพียงแต่เราต้องยอมรับและรับรู้ และต้องก้าวข้ามผ่านมันไปให้ได้ มันเป็นเพียงบททดสอบหนึ่งในชีวิตของเรา หนังเรื่องนี้จึงให้คุณค่าในหลายระดับ ทั้งความงาม ปัญญา และอารมณ์เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับการรีวิวภาพยนตร์ แสงกระสือ หากใครชอบก็สามารถไปตามดูกันได้ ทาง Netflix ซึ่งสามารถรับชมผ่านกล่อง True ID TV ได้แล้ววันนี้ สำหรับวันนี้นักเขียนก็ขอตัวลาไปก่อน แล้วเจอกันในบทความหน้านะครับขอบคุณรูปภาพ ภาพปก / ภาพประกอบ 1 / ภาพประกอบ 2 / ภาพประกอบ 3 / ภาพประกอบ 4     

รีวิว Inhuman Kiss (แสงกระสือ) เมื่อผีกระสือถูกตีความใหม่ น่ารักถูกใจวัยรุ่น!
อ่าน

รีวิว Inhuman Kiss (แสงกระสือ) เมื่อผีกระสือถูกตีความใหม่ น่ารักถูกใจวัยรุ่น!

"มนต์รักผีกระสือ"หนังผีไทย ๆ ส่วนใหญ่มักจะมุ่งไปทางตลกโปกฮา เน้นดูง่ายเบาสมองหรือไม่ก็ไปในทางหนังผีสยองขวัญมีฉากตุ้งแช่เยอะ ๆ แต่กับหนังผีเรื่อง "แสงกระสือ" จะฉีกแนวจากที่ว่ามา เพราะว่ามันเป็นหนังผีสยองขวัญ+รักโรแมนติก เป็นความแปลกใหม่ของหนังไทยที่นาน ๆ จะเกิดขึ้น แถมมาตรฐานยังทำได้ดีกว่าหนังผีไทยที่ผ่านมาอีกด้วยแสงกระสือจะหยิบเรื่องราวของตำนานผีกระสือมาเรียบเรียงใหม่ ว่าด้วยเรื่องราวของ "สาย" หญิงสาวผู้ใฝ่ฝันจะเป็นพยาบาล แต่ได้เกิดเหตุการณ์บางอย่างทำให้กลายเป็นผีกระสือ สร้างความหวาดกลัวแก่คนในหมู่บ้าน ขณะที่ "น้อย" กับ "เจิด" เพื่อนของเธอก็ได้ตกหลุมรักเธอพร้อม ๆ กัน ศึกหัวใจมีได้คนเดียว แต่ศึกภายนอกกับการตามล่ากระสือเองก็เช่นกัน งานนี้ สาย ต้องหนีเอาตัวรอดให้ได้และต้องเลือกรักแท้เพียงหนึ่งเดียวการที่ แสงกระสือ นำตำนานที่คุ้นเคยของคนไทยมาเล่าใหม่ มันก็ทำให้เรื่องราวดูทันสมัยไม่เฉิ่มเชย ตอบโจทย์วัยรุ่นด้วยการผูกเรื่องความรัก 3 เส้าเข้ามาด้วย ก็เป็นอะไรที่สูตรสำเร็จแต่ก็ใช้ได้ผลทุกที ที่มาที่ไปของกระสือมีการอธิบายชัดเจนว่า เจ้าผีสางตัวนี้มันมาจากอะไร มีวิธีติดต่อ-กลายพันธ์อย่างไรบ้าง ซึ่งดู ๆ ไปแล้วก็ให้อารมณ์ผีซอมบี้แบบฉบับไทย ๆ นี่แหละงานโปรดักชั่น งานถ่ายภาพหรือสถานที่โลเคชั่นการถ่ายทำ บอกเลยว่าดูดีมาก โดยในเรื่องจะเล่าเรื่องราวในเขตชนบทห่างไกลจากเขตพระนคร อาคารสถานที่ให้บรรยากาศอึมครึมไม่น่าไว้วางใจ แม้กระทั่งในฉากตอนกลางวันก็ยังให้ความรู้สึกสยอง บวกกับดนตรีประกอบในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็พยายามบิ้วท์ เร่งเร้าอารมณ์ให้คนอินกับหนังเหลือเกิน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดีและหายากทีเดียวที่หนังไทยมีดนตรีประกอบขับเคลื่อนอารมณ์คนดูบทภาพยนตร์ก็เป็นอีกสิ่งที่ทำให้แสงกระสือ ดูดีกว่าหนังไทยเรื่องอื่น ๆ ที่ผ่านมา มีปมปริศนาการเล่าเรื่องที่ชวนติดตาม มีลูกเล่นชั้นเชิงให้คิดตามตลอด ความดราม่าใส่ได้สุดหรือความรักของตัวละครหลักก็ทำได้ดี จนนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แสนเศร้า และที่น่าสนใจก็คือภายใต้แวหนังสยอง-โรแมนติก มันก็มีความเป็นหนัง "แอ็คชั่น" แฝงนิดหน่อยด้วย เชื่อว่าหากนำส่วนของฉากแอ็คชั่นไปต่อยอดก็เรียกว่าน่าสนใจมาก ๆ ทีเดียวตัวละครหลักในเรื่องมีความสำคัญ แม้กระทั่งตัวละครรอง ๆ ก็ส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลัก สามารถนำไปแก้ประเด็นที่ผูกไว้ บ่งบอกได้ว่าทีมงานใส่ใจกับบทตัวละครได้ดี นางเอกของเรื่อง (มินนี่ - ภัณฑิรา พิพิธยากร) แสดงดีมาก ทั้งในตอนที่เป็นคนหรือกระสือ ซึ่งการแสดงสีหน้าตอนเป็นผีเผลอ ๆ ทำได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ส่วนนักแสดงคนอื่น ๆ ที่สมทบก็ทำได้ดีไม่แพ้กันช่วยเสริมให้หนังมีสีสันมากขึ้นงานภาพกราฟิก CGI ก็จัดว่าดีงาม อาจเป็นเพราะว่าโทนหนังจะเน้นที่ตอนกลางคืนมากกว่าก็เลยเป็นเรื่องง่ายที่จะทำให้ CGI ดูเนียนตา กลืนไปกับสภาพแวดล้อมรอบข้าง แต่รวมแล้วจัดว่าดีทั้งฉากหรือตัวผีกระสือและ "ปีศาจ" ที่ออกแบบได้ดีสมจริง ไม่ดูตลกโปกฮา รายละเอียดการ Make up จำพวกบาดแผลฉีกขาด เน่าเปื่อย สิ่งเหล่านี้เก็บรายละเอียดได้ดี รู้สึกชวนแหวะกันเลยทีเดียวสรุปแล้วแสงกระสือเป็นหนังไทยที่โดดเด่นเรื่องความสร้างสรรค์แปลกใหม่ ไม่จำเจอยู่กับความตลกหรือสยองที่เห็นกันดาษดื่น แสดงให้เห็นว่าแม้เป็นผีแต่ก็มีความรักได้เหมือนกัน แต่ว่าเรื่องนี้ก็มีข้อเสียรายทางอยู่บ้างกับบางฉาก ตัวละครบางตัวที่ยังไม่เคลียร์ใจเท่าไหร่ ประเด็นของตัวละครชื่อ "เจิด" น่าจะขยี้ได้มากกว่านี้ มันจะได้ส่งอารมณ์ให้บทของเขาดูน่าเชื่อถือ-น่าสงสารเขามากขึ้นก็เป็นหนังไทยรูปแบบแปลกใหม่ที่ตีความได้ทันสมัย ถูกใจวัยรุ่นแน่นอน ส่วนใครที่อยากจะรับชมสามารถเข้าไปชมได้ทาง Netflix ผ่านกล่อง  TrueID ได้เลย พบกับความสยองผสมโรแมนติกได้ใน แสงกระสือ หรือ Inhuman Kissหากต้องการอ่านรีวิวภาพยนตร์ดี ๆ สามารถติดตามได้ที่เพจ อินกะหนัง ได้เลยครับ"9/10" (A Rank)ที่มารูปภาพ: รูปภาพปก / รูปภาพ 1 / รูปภาพ 2 / รูปภาพ 3 / รูปภาพ 4

รีวิว แสงกระสือ ตำนานพื้นบ้านกับความรักอันขมขื่น
อ่าน

รีวิว แสงกระสือ ตำนานพื้นบ้านกับความรักอันขมขื่น

แสงกระสือ หนังไทยโรแมนติก ระทึกขวัญ เรื่องราวความรักของอมนุษย์ที่ครองใจคอหนังไทยหลายคน แม้ยอดรายได้จะไม่อู้ฟู่แต่คำชมนั้นล้นหลาม ผมเป็นคนหนึ่งล่ะที่ยกนิ้วให้ และตั้งใจจะดูตั้งแต่เห็น Trailer แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ทันเข้าชมในโรง ดีนะที่ Netflix นำมาฉายต่ออย่างว่องไว และย้อนกลับไปดูอีกครั้งแสงกระสือไม่เพียงได้รับคำชื่นชมจากผู้ดู หลังออกฉายก็ได้รับความไว้วางใจจากคณะกรรมการสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เสนอชื่อเป็นตัวแทนหนังไทยเข้าชิงรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 92 ในสาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม (Best Foreign Language Film Award) อีกด้วย นับว่าแสงกระสือเป็นหนังที่น่ากลับไปดูอีกครั้งจริง ๆ ส่วนใครที่ยังไม่ได้ดู เชิญเลยที่ Netflix รับรองไม่ผิดหวัง“น้อย” โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ พระเอกของเรื่องแสงกระสือ ที่ได้รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม ก็แสดงได้เยี่ยมสมรางวัล ตอนดูอินไปด้วย ยิ่งฉากจูบ และฉากกระสือโอบกอด ภาพออกมาได้หยึยดี แต่หยึยแบบซาบซึ้งเพราะว่าคนเราต้องรักมากขนาดไหนถึงยอมให้ไส้สด ๆ กระดึบ ๆ มาสัมผัสหน้า แน่นอนว่าฉากนี้ต้องใช้ซีจีเข้าช่วย คงไม่มีใครสาวไส้ออกมาได้อย่างนั้นหรอก เมื่อมีซีจีแสดงว่านักแสดงต้องเล่นโดยคิดว่านั่นคือไส้ของคนรัก และต้องแสดงท่าทาง สีหน้า แววตาออกมาให้สมจริง และซาบซึ้งให้ได้ ไม่ใช่แค่ยืนทำหน้าตาเหวอ ๆ เพียงอย่างเดียว เป็นอย่างนั้นใครเขาจะมอบรางวัลให้ ว่าไหมหากใครอายุ 30 ขึ้น คงคุ้นละครเรื่องกระสือ ของช่อง 7 สีทีวีเพื่อคุณ เป็นอย่างดี เพราะถือเป็นละครกระสือที่ถูกพูดถึงกันมาก ผมเองก็ชอบ ทุกวันนี้หากใครเอ่ยถึงผีกระสือ เพลงประกอบละครเรื่องนี้ลอยขึ้นมาทันที “กระสือกลางวันมันเป็นหญิง มีทุกสิ่งธรรมด้าธรรมดา...” หยิบละครเรื่องนี้มาเอ่ยถึง ไม่ได้เปรียบเทียบ แต่จะบอกว่า นางเอกเรื่องแสงกระสือ รับบทโดย มินนี่-ภัณฑิรา พิพิธยากร ก็ชื่อสาย เป็นชื่อเดียวกันกับ กระสือยายสาย ในละครที่ยกมา แสดงว่าถ้ากระสือชื่อ ‘สาย’ จะทำให้ความสมจริงสูงมาก ผมเองก็คิดอย่างนั้นนะฉากของแสงกระสือเป็นบรรยากาศท้องทุ่งชนบทไกลปืนเที่ยง ที่ตำนานกระสือถูกพูดถึงและก่อความกลัวให้ชุมชนอยู่เสมอ ดูจากเนื้อเรื่องเป็นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะน้อยบอกสายว่า หากสงครามสงบเมื่อไหร่ ทั้งคู่จะไปอยู่พระนครด้วยกัน ทว่าสงครามระหว่างมนุษย์กับอมนุษย์เกิดขึ้นซะก่อนจุดขัดแย้งของแสงกระสือ ไม่ใช่ความเป็นผีของสาย หรือการกลายร่างเป็นกระหังของ ‘เจิด’ ซึ่งรับบทโดย สพล อัศวมั่นคง หรือการกำจัดกระสือสายออกไป ทว่าอยู่ที่รักสามเส้า ของสาย น้อย เจิด และความเจ็บช้ำในรักของหมอผีนักล่ากระสือ รักแรกเป็นการแย่งชิง ส่วนรักที่สองเป็นการแก้แค้น แค้นที่เคยถูกกระสือสวมเขา เมื่อมีปัญหาหัวใจเข้ามาจึงทำให้แสงกระแสมีมิติที่น่าติดตาม สมกับชื่อภาษาอังกฤษที่ใช้ว่า Inhuman kiss (รอยจูบของอมนุษย์) จูบที่กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่ครบรส ทั้งโรแมนติก ระทึก และซาบซึ้งและในปี 2564 แสงกระสือก็แสดงให้เห็นถึงคุณภาพชั้นเลิศจากการคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 29 ในสาขา-บันทึกเสียงและผสมเสียงยอดเยี่ยม-ถ่ายภาพยอดเยี่ยม-นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (มินนี่ - ภัณฑิรา พิพิธยากร)จึงเป็นข้อชี้ชัดให้เห็นว่า แสงกระสือ ได้ช่วยยกระดับวงการภาพยนตร์ไทย และนำเอาเรื่องเล่าพื้นบ้านมาทำให้ครองใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างไม่ยากเย็นอ่านบทความนี้จบสามารถพิสูจน์ได้ใน Netflix ซึ่งรับชมผ่านกล่อง TrueID ได้ชัดแจ๋ว โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยคลิกที่นี่ ข้อดีของการเป็นสมาชิก Netflix ผ่านกล่อง TrueID คือ อยากดูหนังดี ๆ ที่ชื่นชอบย้อนหลังเมื่อไหร่ ก็ดูได้ทันที ไม่มีหนีหาย เป็นหนังลิขสิทธิ์แท้ ได้อุดหนุนผู้ผลิตตรง ๆ

รีวิว แสงกระสือ Inhuman Kiss ภาค 2 (2566) ความประหลาดไม่อาจขวางกั้นความรักและแสงแห่งความหวัง
อ่าน

รีวิว แสงกระสือ Inhuman Kiss ภาค 2 (2566) ความประหลาดไม่อาจขวางกั้นความรักและแสงแห่งความหวัง

ทิ้งระยะห่างจากภาคแรกไปหลายปีทีเดียว สำหรับ "แสงกระสือ 2" ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ ดรามา โรแมนติก ที่สานต่อความปังจากแสงกระสือ หนังไทยที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้ กระแส และรางวัลมาแล้วเมื่อปี 2562 ปัจจุบันแสงกระสือ 2 ปี 2566 ได้เข้า Streaming ใน Netflix เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผู้เขียนจึงขอรีวิว"ภาค 2" ต่อเนื่องจากบทความที่แล้วที่รีวิวในส่วนของภาคที่ 1ไปติดตามกันได้เลยค่ะ ว่าภาค 2 จะสนุกครบรสและสานต่อความปังได้ไหม แสงกระสือ 2https://www.youtube.com/watch?v=L1FOtqlJ-QY ออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2566ผู้อำนวยการสร้าง Transformation Films (ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแสงกระสือ ภาคแรก) ร่วมมือกับ เนรมิตหนัง ฟิล์มผู้กำกับภาพยนตร์ ดี้ ปภังกร ปุญจันทรักษ์ เรื่องย่อ32 ปีหลังเหตุการณ์โศกนาฏกรรมโคกอีนวล ที่พรากชีวิตของกระสือสายไปจากน้อยตลอดกาล เรือที่มีร่างของสายและน้อยลอยพาทั้ง 2 ไปหยุดอยู่ที่ธารน้ำแห่งหนึ่ง น้อยได้รับการช่วยเหลือจากชาวบ้านที่บังเอิญมาพบเข้า เขาตัดสินใจลงหลักปักฐานที่ชุมชนแห่งนี้อันเป็นใจกลางป่าลึกที่ห่างไกลความเจริญจากผู้คน หลังจากที่สภาพร่างกาย จิตใจของเขาดีขึ้น น้อยในวัยกลางคน (น้อย กฤษดา) ได้พบรักและตัดสินใจใช้ชีวิตคู่กับ ดาริน (เอมี่ มรกต) จนมีพยานรักด้วยกันคือ สาว (นิ้ง ชัญญา) แต่ชีวิตครอบครัวนี้กลับไม่เป็นสุขอย่างที่คิดเพราะน้อยได้รับเชื้อกระสือมาจากสายผ่านการจูบกันที่ดงว่านกระสือ แต่เพราะเขาเป็นผู้ชายจึงมีอาการแค่เจ็บหน้าอกเวลาพิษกำเริบ แต่สาวลูกของเขาเกิดเป็นหญิง จึงรับเชื้อกระสือไปเต็ม ๆ และกลายเป็นกระสือมาตั้งแต่ออกมาจากท้องแม่ ภายหลังดารินเสียชีวิต น้อยก็เป็นคุณพ่อเลี้ยงเดี่ยว เลี้ยงลูกสาวอยู่ในป่าลึกที่ห่างไกลจากผู้คน คอยดูแลให้ลูกไม่ขาดยา เพื่อยับยั้งการกลายร่างถอดหัวเป็นกระสือ น้อยมีที่ปรึกษาทางใจและทางตำรับยาคือ บาทหลวงออกัสติน (โจ คัมมินส์) ทั้งสองร่วมกันคิดค้นและพัฒนาตัวยาที่สกัดจากว่านกระสือ เพื่อรักษาอาการเจ็บปวดของน้อยและช่วยให้สาวไม่ต้องถอดหัวเป็นกระสือ สาวมักจะติดตามพ่อมาหาบาทหลวงเสมอ ทำให้เธอได้รู้จักกับ คลาว หรือ คล้าว (เจเจ กฤษณภูมิ) ชายหนุ่มที่มีความผิดปกติทางรางกายแต่กำเนิด คือมีภาวะผิวเผือก ทั้งสองรู้จักกันตั้งแต่วัยเยาว์ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ จากมิตรภาพที่ดีเริ่มพัฒนาความสัมพันธ์เกินกว่าคำว่าเพื่อนเมื่อวิวัฒนาการต่าง ๆ เริ่มพัฒนาขึ้น แต่จิตใจของคนกลับไม่พัฒนาขึ้นตาม ซ้ำยิ่งดำดิ่งมืดมิดมากกว่าในอดีตอีกคือนายทุนชาวต่างชาติ ที่อยากได้กระสือมาไว้ในครอบครอง จึงว่าจ้างแกมบังคับขู่เข็ญ อดีตทหารรับจ้างอย่างพันธุ์ (ปีเตอร์ นพชัย) ให้มาออกล่ากระสือสาวสาวจะรอดพ้นการถูกไล่ล่าหรือไม่ น้อยจะปกป้องผู้หญิงที่เขารักที่สุดในชีวิตได้ไหม ร่วมเอาใจช่วยเขาและเธอได้ในหนังนะคะ  บทบาทของนักแสดงหลักนิ้ง ชัญญา รับบท "สาว" หญิงสาวที่ได้รับเชื้อกระสือมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ คาแรคเตอร์ตัวละครนี้ก็น่ารัก สดใส ตามวัย ชอบเป่าเมาท์ออแกน เธอปลูกต้นรักกับคล้าวเพื่อนสนิทหนึ่งเดียวในชีวิตของเธอ เพราะทั้งสองแตกต่างเหมือนกัน รู้ความลับของกันและกัน จึงเข้าใจและฮีลใจกันได้ดี  เจเจ กฤษณภูมิ รับบท "คลาว" หรือ "คล้าว" ชายหนุ่มที่ชื่อของเขาจริง ๆ คือ คลาว ที่เป็นภาษาอังกฤษ แปลว่า ก้อนเมฆ แต่ผู้คนในสมัยนั้นเรียกแล้วไม่เข้าปากจึงเรียกเขาว่าคล้าวแทน เขาเกิดมาพร้อมยีนผิดปกติส่งผลให้ร่างกายมีผิวสีเผือก มาตั้งแต่กำเนิด ทำให้เขาโดนบูลลี่ตั้งแต่เด็ก โดนแกล้งหนักมาก จนกลายเป็นคนเก็บตัว บังเอิญเจอสาวที่เข้าใจและไม่ตัดสินเขา มองเขาเป็นคนเท่ากัน ทั้งสองจึงเป็นเพื่อนกันตั้งแต่ตอนเด็กจนพัฒนาความสัมพันธ์ไปถึงขั้นคนรักในภายหลัง เขาคือคนที่รู้ว่าสาวเป็นอะไร และพยายามหาทางช่วยสาวเหมือนกับที่น้อยเคยพยายามช่วยสาย น้อย กฤษดา รับบท "น้อย" (วัยกลางคน) หนุ่มใหญ่ที่ชีวิตนี้สูญเสียผู้หญิงที่ตนรักไปเกือบหมดแล้ว เหลือผู้หญิงคนเดียวในชีวิต ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ คือลูกสาวคนเดียวอย่างสาว ที่เขาต้องดูแลและปกป้องให้พ้นภัยจากการถูกไล่ล่าจากมนุษย์และกระหัง บทเรียนและความผิดพลาดในอดีตสอนให้เขาสู้ ดังนั้นไม่ว่าอะไรก็ตามเขาจะไม่ยอมสูญเสียสาวไป แค่เพียงเพราะเธอเป็นกระสือเด็ดขาด ต่อให้ต้องเอาชีวิตเข้าแลกน้อยก็พร้อม เอม ภูมิภัทร รับบท "ดร.อนันต์" ลูกบุญธรรมของบาทหลวงออกัสตินดูแลคล้าวมาตั้งเด็ก เชื่อในหลักของวิทยาศาสตร์ ยึดในหลักของเหตุและผล ทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้ เป็นทีมซัพพอร์ตที่ดี คอยช่วยเหลือผู้อื่น ปีเตอร์ นพชัย รับบท "พันธุ์" อดีตนายทหาร ที่เข้ามาพัวพันกับวงการธุรกิจสีเทา ตกเป็นเหยื่ออย่างไม่อาจถอนตัว ต้องจำยอมออกล่ากระสือ และเขาเองก็ได้รับเชื้อบางอย่างมาจนทำให้กลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดอย่างกระหัง และโจ คัมมิงส์ รับบท "บาทหลวงออกัสติน" บาทหลวงที่คอยช่วยเหลือน้อยและสาว ช่วยคิดค้นตำรับยา รักษาอาการของทั้งสอง เป็นพ่อทูนหัวอุปการะอนันต์และคล้าว  บทภาพยนตร์เก็บรายละเอียดจากแสงกระสือ ภาคแรกมาได้ดี อาทิการติดเชื้อกระสือจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง น้อยได้รับจากสายผ่านทางน้ำลาย ส่วนสาวได้รับจากน้อยผ่านกระบวนการปฏิสนธิตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ส่วนคล้าวได้รับจากสาวทางเมาท์ออแกนและการจูบว่านกระสือ ก็ยังเป็นไอเท็มสำคัญในการเยียวยารักษา เพิ่มเติมคือสกัดเป็นยาได้แล้วเก๋เว่อร์ภารกิจของเผ่าพันธ์ุกระหัง ที่ยังคอยไล่ล่าล้างบางทำลายหัวใจของกระสือให้สิ้นซาก ยังคงถูกส่งต่ออย่างต่อเนื่องประเด็นต่าง ๆ ที่เพิ่มมาได้อย่างน่าสนใจ การเขียนให้ตัวเอกอย่าง คล้าว มีภาวะยีนผิดปกติ คือ ผิวเผือก ซึ่งคนในสมัยนั้นยังไม่ยอมรับ และมองว่าเป็นตัวประหลาด ซึ่งน่าสนใจและสอดคล้องกับ กระสือ ที่คนมองว่าประหลาด แต่ภาวะผิวเผือกของคล้าวดูจะถูกตั้งแง่-มากกว่า เพราะมันเป็นสิ่งที่ปกปิดได้ยาก ประเด็นนี้สื่อให้เห็นว่าเมื่อคุณมีอะไรบางอย่างที่ผิดปกติไปจากมนุษย์ทั่วไปสังคมจะตั้งแง่ทันที ทั้ง ๆ ที่ข้างในของคล้าวก็มีจิตใจที่ปกติไม่ได้มืดบอดเหมือนกับพวกที่ชอบบูลลี่ ภาพรวมของบทภาพยนตร์ โดยส่วนตัวเราว่ายังไม่ค่อยมีจุดพีค เน้นดูได้เรื่อย ๆ บทยังไม่เข้มข้นและทำให้เราอินตามได้แบบภาคแรก เรารู้สึกว่าบทนำพาอารมณ์ไปไม่สุดสักทาง ความรักของสาวและคล้าวก็รู้สึกว่ายังอินตามได้ไม่มากพอ ในภาคแรกรักของน้อยกับสายดูเป็นรักร้อนของวัยว้าวุ่นแต่เราอินมากกว่าหลายตัวละครน่าจะมีฉากพีค ๆ และความสำคัญกับเนื้อเรื่องมากกว่านี้ แต่ก็ไม่ได้นำพา แอบเสียดายการโคจรมาเจอกัน ของพี่น้อย พี่ปีเตอร์ และ เอม ขนาดบทไม่พีคมากแต่ก็ยังได้เห็นการแสดงที่น้อยแต่ทรงพลังของพวกเขาทั้งสามอยู่บ้าง  การกำกับ และ Production งานภาพคุมโทนได้ดีเข้ากับธีมหลักของเรื่องคือแนวสยองขวัญ เสียงประกอบเสริมความหลอนให้กับเนื้อเรื่อง และดูไม่ยัดเยียดการลำดับเรื่อง ไม่พีคมากเท่าไหร่ เน้นดูไปเรื่อย ๆ เอาตรง ๆ เรามีเบื่อด้วย เราว่าภาคนี้เขากำกับและตีความออกมาแนวหนังฝรั่ง มีความศาสนาคริสต์ เป็นกระสือแบบอินเตอร์ ตั้งแต่แคสพี่น้อยและนิ้งมารับบทนำแล้ว ฉากกระสือกลายร่าง ภาค 2 มีการใส่ดีเทลอื่น ๆ กับตัวกระสือเข้าไปคือ ภาวะคลุ้มคลั่งอาละวาดหลังจากการถอดหัวซึ่งภาคแรกไม่มี ถือเป็นพัฒนาการใหม่ ๆ ของโรคกระสือ ตอนกระหังออกอาละวาดผู้เขียนนึกว่าดูหนังซอมบี้ซะอีกงาน CG ทำได้ดี เห็นดีเทลของกระสือชัดเจน รยางค์สมจริง กระหังยังคงน่ากลัวเหมือนเดิม อุปกรณ์ประกอบฉาก สวยงาม มีความปราณีตเข้ากับยุคสมัย ฉากดำเนินเรื่องภาค 2 ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าลึกเกือบทั้งหมด เลือกสถานที่ถ่ายทำได้ดี ดูลึกลับ น่าค้นหาทีมแคสติ้งนักแสดง คัดเลือกบท สาว และ คล้าว ในวัยเด็กและตอนโตได้ดี ดูต่อเนื่องกัน ทีมนักแสดงเล่นได้โอเคตามบทที่ได้รับบทและการกำกับภาคแรกตีหัวเข้าบ้านมากกว่าจริง ๆ ฉากภาพจำเยอะมาก ตัวละครมีมิติกว่าภาคที่ 2 และประเด็นต่าง ๆ ในภาคแรกสะท้อนภาพของสังคมได้อย่างน่าสนใจ มีความนุ่มลึกและกล้าที่จะแปลกและแตกต่างฉากจบที่พยายามจะจบแบบภาคแรก แต่สลับบทของตัวละครนิดหน่อย ดูแล้วแทนที่จะเศร้าหรืออินตามแต่ผู้เขียนรู้สึกว่าดูแล้วไม่อินตาม อย่างที่บอกการปูเรื่องและลำดับเรื่องที่ผ่านมาไม่ค่อยสนับสนุนให้เกิดอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครหรือหนังได้มากพอฉากที่ชอบที่สุดในภาค 2 คือ ฉากที่คล้าวกำลังลงสีรูปภาพ แล้วสีเนื้อบังเอิญไปโดนผิวเขาซึ่งเป็นผิวเผือก คล้าวเห็นแล้วจึงไปส่องกระจกทันที แล้วพบว่าสีเนื้อทำให้ผิวของเขาดูเหมือนมนุษย์ปกติทั่วไป การสื่อสัญญะฉากนี้ถือว่ามีศิลปะมาก ๆ และการแสดงของเจเจก็ส่งให้อินตามกับอารมณ์ความรู้สึกของเขาที่เป็นแกะเผือกท่ามกลางแกะขาวและแกะดำ โดยรวมถือว่าเป็นการต่อยอดที่ทำได้ไม่ถูกจริตเราเท่าไหร่นัก วัตถุดิบภาคแรกปูทางมาดีและเป็นลู่ทางให้ภาค 2 นำไปปูทางต่อยอดได้สบายๆ ส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าดูแค่ภาคแรกก็พอแล้วภาค 2 ไม่จำเป็นก็ได้ แค่ตอนจบของภาคแรกก็คือติดตรึงในใจแล้ว (อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวสำหรับสายคาดหวังอย่างเรา) แต่อย่างไรก็เป็นกำลังใจให้ทีมงานผู้สร้างนะคะ  ให้คะแนนภาพรวม 7/10  เครดิตภาพหน้าปก ออกแบบโดย canvaภาพประกอบหน้าปก แสงกระสือ : ภาพที่ 1ภาพประกอบเนื้อหา แสงกระสือ : ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 / ภาพที่ 5 / ภาพที่ 6 / ภาพที่ 7 / ภาพที่ 8 / ภาพที่ 9ลิงก์คลิปวิดีโอประกอบเนื้อหา Major Group : คลิปที่ 1 จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !

"แสงกระสือ" หนังที่จะทำให้ทุกคนร้องไห้กับผี
อ่าน

"แสงกระสือ" หนังที่จะทำให้ทุกคนร้องไห้กับผี

สวัสดีครับ เจอกันอีกแล้ว ผมจะมาแนะนำหนังผีที่ครองใจผมและผมเชื่อว่าหนังผีเรื่องนี้น่าจะครองใจคนดูอยู่มากพอสมควร เนื่องด้วยอะไรหลายๆ อย่างที่มันผสมและอยู่ในเรื่องทำให้หนังเรื่องนี้มีองค์ประกอบที่ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ และตัวละครแต่ละตัวละครก็สามารถทำให้เราอินไปถึงบทบาทที่พวกเราเล่นและแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ ผมเองก็ชื่นชอบมากด้วย และตั้งแต่ที่ดูหนังจบผมก็ไปเรียนไม่ทันเลย เพราะผมชอบ"สาย" หยอกๆ เอาล่ะไปทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้กันเลยเนื้อเรื่อง"สาย" หญิงสาวเป็นเด็กในหมู่บ้าน เมื่อครั้งเป็นเด็กไปเล่นซ่อนแอบที่บ้างร้างในป่าช้า ที่มีเรื่องเล่าตำนานผีกระสือ "อีนวล" ที่อยู่ที่นั่น มี น้อย เจิ้ด และเพื่อนอีก 1 คนที่ไปด้วยกัน ตอนที่ไปเล่นซ่อนแอบเขาก็ได้มีการไปซ่อนยังที่ต่างๆ ของบ้าน แต่ในตอนนั้นมี "น้อย" เพื่อนชายอีกคนกลัวผี สายเลยเอาสร้อยคอของสายให้ใส่ และเรื่องก็ตัดมาตอนที่สายตื่น เมื่อสายโตแล้วตื่นขึ้นมาสายก็เห็นรอยเลือดที่เป็นเลือดประจำเดือน และในทุกๆ วันสายก็จะไปที่สุขศาลา เพื่อที่จะไปช่วยหมอดูแลคนไข้เพราะสายเองมีความฝันว่าอยากเป็นพยาบาล ในทุกๆเช้าจะมี "เจิ้ด"ไปรับไปส่งที่สุขศาลาประจำ เพราะเจิ้ดชอบสาย แต่วันนั้นพอสายไปถึงสุขศาลาก็ไม่เจอหมอเพราะสมัยนั้นเกิดสงคราม หมอเลยเป็นคนที่ทางรัฐบาลจะสั่งให้ไปเป็นกองกำลังเสริม และในวันนั้นก็มีเด็กที่มาทำการรักษาโดยที่แม่ของเด็กคนนั้นได้เล่าว่า น่าจะมีผีกระสือออกอาระวาดเพราะไก่ของชาวบ้านได้สูญหาย แต่สายก็ไม่ได้คิดอะไรวันต่อมาสายก็ตื่นขึ้นมากับเลือดประจำเดือน แต่ครั้งนี้มันเยอะกว่าเดิมแต่สายก็ไม่ได้คิดอะไร จนชาวบ้านเริ่มลือกันว่าผีกระสือออกอาระวาดมากขึ้น สายเลยชวนเจิ้ดไปที่บ้านร้างเพื่อที่จะไปพิสูจน์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่ในขณะที่กำลังไปถึงบ้านร้างสายก็ได้เจอกับ "น้อย" แม้ว่าพวกเขาจะโตเป็นวัยหนุ่มสาวแล้วแต่สายจำสร้อยคอที่สายเคยเอาให้น้อย เลยทำให้สายจำน้อยได้ แต่น้อยไม่ได้มาคนเดียวน้อยมากับกลุ่มคนที่ได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มของคนไล่ล่ากระสือ  พวกเขามากับน้อยเพราะตอนนั้นอยู่ในช่วงสงคราม น้อยที่เรียนหมอเลยทำให้ต้องไม่ได้เรียนต่อเพราะเกิดสงคราม แต่ในช่วนนั้นน้อยจะกลับบ้านเลยได้เจอกลุ่มนี้เข้าน้อยเลยได้โกหกพวกเขาว่าที่หมู่บ้านนี้มีผีกระสือ เพราะน้อยอยากกลับบ้านนี่จึงเป็นทางเดียวที่จะทำให้น้อยได้มาที่นี่ แม้ว่าน้อยจะยังไม่รู้ว่าที่หมู่บ้านมีหรือไม่มีก็ตาม  สายดีใจมากที่น้อยกลับมา น้อยเลยได้มาพักที่สุขศาลา โดยมีเพื่อนๆ ในวัยเด็กเอาของใช้ส่วนตัวมาให้ แต่เนื่องจากน้อยเรียนหมอน้อยจึงไม่เชื่อเรื่องผี เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเขาคิดว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ และทุกอย่างต้องพิสูจน์ได้และในทุกๆ วันก็จะมีเหตุการณ์ที่กระสือไปกินไก่และควายของชาวบ้าน ทำให้เกิดการไล่ล่ากระสือแต่ก็ยังไม่มีใครจับได้ จนสายรู้ตัวว่าตัวเองไม่ใช่คนธรรมดาแต่เป็นกระสือที่ชาวบ้านและกลุ่มนั้นกำลังไล่ล่าจนวันหนึ่งน้อยได้เห็นกระสือกำลังลอยอยู่เหนือศีรษะเลยได้วิ่งตาม กระสือได้ลอยไปยังบ้านของสาย หน้าต่างที่เปิดไว้ทำให้หัวของกระสือได้ลอยเข้าไปในห้องนั้น น้อยเลยปีนบันไดขึ้นไปเพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นกับสาย แต่พอน้อยปีนขึ้นไป สิ่งที่น้อยเห็นคือกระสือกำลังกลับเข้าร่างซึ่งเป็นร่างของสายเอาเครื่องในเข้าไปในร่างจนสำเร็จและน้อยกับสายก็ได้เห็นสบตากัน น้อยตกใจมากเลยตกบันไดและได้รีบออกจากหมู่บ้าน สายเองก็เอาแต่โทษตัวเองว่าจะทำให้น้อยหนีไปสายมาที่สุขศาลาก็ไม่เจอกับน้อย เพราะน้อยได้เก็บข้าวของเครื่องใช้ของน้อยออกจากหมู่บ้านไปแล้ว แต่น้อยไม่ได้ไปไหนไกลเพราะน้อยไปหาพระไปเล่าเรื่องทั้งหมดให้พระฟังว่าคนที่เขารักเป็นกระสือ พระเลยบอกว่า "จงเชื่อในสิ่งที่ตาเองเห็น แต่จงทำในสิ่งที่ใจเองบอก" น้อยเลยได้กลับมาหมู่บ้านอีกครั้ง และสายก็ดีใจมากและน้อยก็ไม่ได้กลัวสายแต่อย่างใด เพียงแต่น้อยกำลังหาหนทางช่วยสาย ในทุกๆ วัน สายจะได้กินน้ำที่เจิ้ดเอามาให้เพราะสายเจ็บคอ แต่วันนี้มีเด็กสาวในหมู่บ้านไม่สบายได้มากินน้ำที่สายกินไม่หมด และในตกดึกวันนั้นเด็กสาวคนนั้นได้กลายเป็นกระสือ ทำให้กลุ่มคนที่ไล่ล่ากระสือมาจัดการสาวน้อยคนนั้นโดยการฆ่า และนั่นยิ่งทำให้เกิดการไล่ล่าครั้งใหญ่เพราะทุกคนในหมู่บ้านเริ่มวาดกลัวและระแวง โดยที่ทุกวัน น้อยจะหาวิธีการไม่ให้สายไปออกหากินข้างนอกเพราะกลัวว่ากลุ่มคนพวกนั้นและชาวบ้านจะรู้ว่าสายเป็นกระสือและเกิดอันตรายกับสายน้อยเลยหาวิธีไม่ว่าจะเป็นการเอาไก่ตายมาวางไว้ใต้ถุ่นบ้านเพื่อให้สายกิน เนื้อเรื่องต่อจากนี้จะมีความเข้มข้นและลุ้นระทึก และยังมีการหักมุมในเรื่องทำให้เราเองยังคาดไม่ถึง และเกิดเป็นสิ่งที่ทำให้น้ำตาไหลกันเลยทีเดียวอยากสปอยเยอะกว่านี้นะครับ แต่เกรงว่ายังมีบางคนที่ยังไม่ได้ดู พอแค่นี้ดีกว่านะครับ สำหรับใครที่อยากดูหรือคนที่ดูในโรงไม่ทัน สามารถที่จะไปดูได้ที่Netflix: https://www.netflix.com/th/title/81093122True id: https://movie.trueid.net/movie/OjOGQbQEKypj(ต้องสมัครสมาชิกก่อนนะครับ ตามแต่ละเว็บ)นักแสดงภัณฑิรา พิพิธยากร รับบท สาย โอบนิธิ วิวรรธนวรางค์ รับบท น้อย (ซ้ายมือ)สพล อัศวมั่นคง รับบท เจิด (ขวามือ)สุรศักดิ์ วงษ์ไทย รับบท ทัด หัวหน้าของกลุ่มนักล่ากระสือ และยังมีนักแสดงสมทบอื่นๆ อีกหลายคนเพลงประกอบและที่ขาดไม่ได้ก็คือเพลงเพราะๆ ของเรื่อง เพลงนี้คือจุดเริ่มต้นของผมที่ทำให้สนใจหนังเรื่องนี้เลยครับ ความหมายดีและตัดต่อได้เหมือนหนัง ทำให้ผมอินทั้งเพลงและทั้งหนังเลยครับเพลง เหลือวิญญาณก็จะรัก  อิมเมจ สุธิตา เป็นคนร้องและอีกเพลงที่ออกมาทีหลังจากที่หนังออกโรงเพลง หัวใจดวงสุดท้าย สิงโต นำโชค เป็นคนร้อง ก็จบไปแล้วกับเรื่อง "แสงกระสือ" สำหรับใครที่อยากดูก็สามารถดูได้ตามลิงก์ที่ผมได้แนบไว้ได้เลยนะครับขอบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ทำให้ทุกคนผิดหวังแน่นอนแต่จะได้น้ำตา และลุ้นไปกับความรักของพวกเขา หวังว่าเพื่อนๆ จะชอบการการแนะนำหนังแบบนี้นะครับ ขอบคุณที่อ่านครับ แล้วเจอกันใหม่สวัสดีครับ

รีวิว แสงกระสือ Inhuman kiss ภาค 1 (2562) แสงน้อย ๆ ที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของจิตใจมนุษย์
อ่าน

รีวิว แสงกระสือ Inhuman kiss ภาค 1 (2562) แสงน้อย ๆ ที่ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของจิตใจมนุษย์

ลง Streaming ใน Netflix ครบทั้ง 2 ภาคแล้ว สำหรับ "แสงกระสือ" หรือ Inhuman kiss ภาค 1 และ ภาค 2 ภาพยนตร์ไทยแนวสยองขวัญ ดรามา โรแมนติก ที่หยิบยกตำนาน กระสือและกระหัง สิ่งลี้ลับที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน จากหลักฐานที่ปรากฏอยู่ในกฎหมายตราสามดวง สู่นิยายภาพ และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อบนจอเงินและจอแก้วหลายครั้ง   ซึ่ง แสงกระสือ ภาคแรกประสบความสำเร็จทั้งรายได้ กระแส และคำวิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นไปในทางบวก จนทางผู้ผลิตดำเนินการสร้างภาคสองต่อ ซึ่งในบทความนี้ขอเริ่มรีวิว "ภาค 1" ก่อนนะคะ แสงกระสือ 1https://www.youtube.com/watch?v=Cg8Y2vRjSjIออกฉายครั้งแรกเมื่อปี 2562ผู้กำกับการแสดง โดม สิทธิศิริ มงคลศิริเขียนบทภาพยนตร์ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล เรื่องย่อย้อนไปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไกลความเจริญจากพระนคร สาย (มินนี่ ภัณฑิรา) หญิงวัยรุ่นผู้เป็นลูกสาวของผู้ใหญ่บ้านแห่งนี้ เธอมีความฝันอยากเป็นนางพยาบาล และมักเข้าไปเป็นเด็กฝึกงานที่สุขศาลา เป็นลูกมือของหมอเมตตาและนางพยาบาล เมื่อสงครามที่พระนครกำลังปะทุอย่างหนัก ทั้งหมอและพยาบาลจึงถูกเกณฑ์เข้าไปในเมืองหมด สายจึงได้โอกาสเข้าไปครอบครองสุขศาลา เธอมีเพื่อนคนหนึ่งที่โตมาด้วยกัน เป็นทั้งเพื่อนเล่น คู่หู ที่ปรึกษาอย่างเจิด (เกรท สพล) ชายหนุ่มที่แข็งแรง บึกบึน มีความฝันอยากเป็นทหาร ความใกล้ชิดสนิทสนม ทำให้เจิดคิดกับสายเกินกว่าคำว่าเพื่อน แต่สายก็ยังไม่ให้ใจเจิด เช้าวันหนึ่งสายตื่นขึ้นมาพบว่า บนที่นอนมีรอยเลือดปริศนาที่ผิดปกติจากเลือดประจำเดือน รวมทั้งสภาพห้องนอนที่ข้าวของกระจัดกระจาย มุ่ง ม่านหน้าต่างดูผิดปกติไปจากวิสัยของผู้หญิงเรียบร้อยอย่างเธอ ความผิดปกตินี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังมีอาการใหม่ปรากฏขึ้นอีก คือรอยแดงที่คอขนาดใหญ่ดูน่ากลัวมาก ประกอบกับไก่ วัว ควายของชาวบ้านเริ่มตายแบบสยดสยอง เธอนำเหตุการณ์ทุกอย่างมาเชื่อมโยงกัน จึงรู้แน่แก่ใจว่า เธอ คือ กระสือสาว ที่ออกหากินยามค่ำคืน สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวบ้านวันหนึ่งสายและเจิดไปเที่ยวเล่นกันที่บ้านร้างโคกอีนวล อันเป็นสถานที่ที่แอบผู้ใหญ่ไปเที่ยวเล่นกันในวัยเด็ก ที่นี่ทั้งสองได้เจอเพื่อนสนิทที่ห่างหายจากบ้านเกิดไปนานอย่างน้อย (โอบ โอบนิธิ) หนุ่มนักเรียนแพทย์จากพระนคร การเจอกันครั้งนี้ทำให้เจิดรู้ว่าสายและน้อยยังไม่ลืมความรักในวัยเด็ก และพวกเขาพยายามสานต่อความสัมพันธ์แบบคนรักกันอีกครั้ง น้อยไม่ได้มาแค่คนเดียวเขาอาศัยเดินทางมากับกลุ่มล่ากระสือ ที่มีผู้นำทัพอย่าง ทัด (เอ็ม สุรศักดิ์) น้อยโกหกพวกนี้ว่าที่หมู่บ้านของเขามีกระสือ แต่พอมาถึง กระสือกลับมีตัวตนอยู่จริง ๆ สุดท้ายน้อยก็รู้ว่า คือ สาย คนรักของเขานั่นเอง ในขณะที่เจิดก็ไปเข้าร่วมแก๊งล่ากระสือกับเขาด้วย สายจะสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับและพยายามกำจัดกระสือได้หรือไม่? รวมถึงท้ายที่สุดแล้วปัญหารัก/สาม/เศร้า  และคำสัญญาที่ว่าเมื่อสงครามสงบพวกเขาทั้ง 3 จะไปพระนครด้วยกัน จะลงเอยอย่างไร รับชมได้ใน "แสงกระสือ 1"  การแสดงของนักแสดงหลัก เริ่มกันที่ มินนี่ ภัณฑิรา รับบท "สาย" ถือเป็นตัวเอกของเรื่อง หนังเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องแรกของเธอ รวมถึงการรับบทแสดงนำครั้งแรกบนจอเงินด้วย ซึ่งถือว่าทำได้ดีสำหรับนักแสดงดาวรุ่ง เธอแสดงออกทางสายตาได้ดีมาก ที่เขาว่าดวงตาเป็นหน้าต่างของดวงใจ คือนิยามการแสดงของมินนี่ จะเสียใจ ดีใจ ทุกข์ทรมาน มีความสุข มีความหวัง ความฝัน หรือหวาดกลัว เรารับรู้จากสายตาของเธอได้ ยิ่งฉากที่ต้องแสดงเป็นกระสือ ซึ่งกระสือจะพูดไม่ได้ แสดงได้แค่แววตา ถือว่าทำได้ดีค่ะ ดูแล้วอินตามเศร้าจับหัวใจ สงสารในชะตากรรมที่เลือกไม่ได้ของสายด้วยความที่มินนี่หน้าตาดูน่ารักสดใส ผสมผสานกับการแสดงที่มีเสน่ห์ ทำให้เธอแจ้งเกิด มียอดผู้ติดตามในไอจีพุ่งไปถึงหลักล้าน ถือเป็นก้าวแรกในวงการจอเงินที่ดีมาก ๆ ค่ะ และเธอก็คว้ารางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาครอบครองได้สำเร็จ จากบท กระสือสาย โอบ โอบนิธิ รับบท "น้อย" นักเรียนแพทย์จากพระนคร ที่สงครามพรากความสุข ความหวังในชีวิตของเขาไป จนน้อย ต้องกลับมาอาศัยพึ่งใบบุญจากบ้านเกิด น้อยมีความสัมพันธ์ทีดีและฝังลึกติดตรึงใจกับสายมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อได้กลับมาเจอกันอีก จึงสานต่อความสัมพันธ์ได้ไม่ยาก เขาคือตัวแทนของคนยุคใหม่ที่เชื่อในหลักการของวิทยาศาสตร์ เชื่อว่า กระสือในหมู่บ้านเกิดจากหลักของวิทยาศาสตร์ และเมื่อรู้ความจริงเรื่องคนรัก เขาก็พยายามหาทางออกเพื่อช่วยรักษาอาการ และให้สายอยู่ร่วมกับสังคมให้ได้การแสดงของโอบในบทนี้ เล่นได้ดี ดูแล้วอินตาม ดูแล้วเชื่อว่านี่คือเด็กต่างจังหวัดที่เข้าไปเรียนในกรุงเทพฯ ช่วงแรกที่ยังไม่รู้ความจริงเรื่องกระสือ ก็น่ารัก สดใส อินเลิฟโลกสีชมพูกับสาย แต่พอรู้ความจริงเขาก็ช็อกไปเลย ฉากนี้น้อยดูหลอน สั่นประสาท สยองขวัญ มากๆ นักวิทยาศาสตร์เจอผี ทลายทุกกรอบแนวคิด ทฤษฎีของตนไปเลย กับ อีกฉากคือช่วงท้ายเรื่องโอบเล่นได้บีบหัวใจมาก ดรามาสุด ไม่พูดเยอะเดี๋ยวหลุดสปอยตอนจบค่ะ555 บท น้อย ในเรื่องนี้ ทำให้โอบได้รางวัลคมชัดลึกอวอร์ด นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม สาขาภาพยนตร์ ซึ่งถือเป็นรางวัลการแสดงที่เขาได้รับหลังจากเข้าวงการและฝากฝีมือมาหลายเรื่องแล้ว เกรท สพล รับบท "เจิด" หนุ่มผู้แข็งแรง ดุดัน ห้าวหาญ แต่กลัวโหล-ดองวิทยาศาสตร์ที่สุขศาลา บทนี้ช่วงแรกก็สดใส น่ารัก ตามวัย ดูเป็นวัยรุ่นที่ยังเตะฝุ่น ยังเอาแน่เอานอนกับชีวิตไม่ได้ เน้นสนุกสนาน เอาสังคมไปวัน ๆ แต่พอน้อยกลับเข้ามาในชีวิตสายอีกครั้ง ทำให้เจิดได้สติ รู้ตัวว่าควรทำอะไรบางอย่างเพื่อสาย คนที่ตนติดอยู่ใน Friend Zone มานาน ไม่ใช่แค่ มินนี่ ที่เล่นหนังเป็นเรื่องแรก เกรท สพล ก็รันวงการหนังครั้งแรกเช่นกัน ถือว่าทำได้ดี ฉากที่ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเรื่องความรักเล่นดี และแสดงให้เห็นว่าในใจของเจิดเจ็บปวด และร้าวรานมาก อกหักดังเป๊าะ  ฉากอาละวาด แตกหักกับน้อยก็เล่นได้เป็นวัยรุ่นหัวร้อนและคลั่งรักดีค่ะ ซีนที่เราชอบของตัวละครเจิด คือ ฉากเคลียร์ใจกับสาย ดูแล้วสงสารเวทนาเจิดมาก ๆ บทนี้มันพระรองในซีรีส์เกาหลีชัด ๆ ถึงแม้เกรทจะไม่ได้รางวัลจากเรื่องนี้ แต่เขาก็มีชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากหลายสถาบัน และ เอ็ม สุรศักดิ์ รับบท "ทัด" หัวหน้ากลุ่มล่ากระสือ จากพระนคร ที่ Portfolio แน่นมากแม่ สุดปัง ล่ากระสือมาทุกหนแห่ง ได้มาหลายกะโหลกเต็มคาราเบล ตัวละครนี้ถ้าพูดตรง ๆ ก็คือตัวร้ายของหนังเรื่องนี้แหละ ตอนจบขอ-บอกว่าคาดไม่ถึงยิ่งกว่าจริง ๆ กับบทนี้ ฉันร้องกรี๊ดเลยถือเป็นการกลับมาเล่นหนังอีกครั้งของพี่เอ็ม หลังจากห่างหายไปหลายปี ฝีมือของพี่เขายังคมกริบ เล่นได้สั่นประสาทและหลอนจิตเช่นเดิม ทั้งโหด เลือดเย็น และน่ากลัว ในคราวเดียวกัน และเล่นไม่ Over acting ตัวบททัด อารมณ์แบบตัวร้ายตลาด ๆ ในละครไทยยุคเก่าเลย ถ้าเล่นล้นเกินจะดูตลก แต่พี่เอ็ม ดีไซน์การแสดงบทนี้ออกมาได้มีมิติค่ะ  บทภาพยนตร์การนำตำนานที่ถูกผลิตซ้ำเป็นสื่อบันเทิงมาหลายเวอร์ชัน มาดัดแปลงให้เข้ากับคนในยุคปัจจุบันถือเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก จะนำเสนออย่างไรให้น่าสนใจ ซึ่งพี่มะเดี่ยว ชูเกียรติ สามารถสร้างสรรค์ได้อย่างน่าสนใจ การนำเรื่องราวว้าวุ่นของวัยรุ่น มาผสมผสานกับสิ่งลี้ลับ ซึ่งพี่มะเดี่ยวมีเชื่อเสียงอยู่แล้วกับการทำหนังวัยรุ่น ผลงานในอดีตสุดปังอย่างเรื่อง รักแห่งสยาม เกรียน ฟิคชั่น และ ดิวไปด้วยกันนะใน แสงกระสือ ก็เช่นกันบทเรื่องวัยรุ่นคือดี และเข้าถึงความเป็นวัยรุ่นมาก ดูสวยงาม คลาสสิก ตามแบบฉบับของช่วงวัยได้ดีจริง ๆ ถือแม้จะเป็นวัยรุ่นยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ผู้เขียนบทก็สอดแทรกความสมัยใหม่ และความหัวก้าวหน้าลงไปในตัว สาย และ น้อย ได้อย่างลงตัว บทของตัวละครวัยรุ่นทั้ง 3 มีมิติ ไม่มีใครขาวหรือดำสนิท มีความเป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ทุกปมปัญหาที่เรื่องผูกเอาไว้ถือว่าคลายปมได้ดี ดูแล้วไม่งง บทในซีนต่าง ๆ เขียนได้พีค หักมุม คำพูดคำใจ มีคม ๆ อยู่นะ ฟังแล้วตีความได้ลึกซึ้งกินใจและทำให้เราได้คิดตามเลยค่ะ การกำกับการแสดงและงาน Productionด้านงานภาพ ทำได้ดี ภาพสวย แสง สี ส่งเสริมและขับออร่านักแสดง ซีนกลางวันก็ทำให้หมู่บ้านดูสดใส สวยงาม ตามวิถีความเรียบง่าย และความสวยงามตามธรรมชาติของชนบท ในยามกลางคืนที่กระสือออกล่าเหยื่อ ก็กำกับภาพได้ดีดูอึมครึม น่ากลัว ลึกลับ จากธรรมชาติอันงดงามในตอนกลางวันแปรเปลี่ยนเป็นความลึกลับ ซ่อนเร้น ชวนขวัญผวา ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นแนวสยองขวัญ ลี้ลับ เหนือธรรมชาติ จึงต้องมีในเรื่องของ CG ถือว่าทำได้ดี กระสือในเรื่องนี้ถือว่าสร้างภาพจำใหม่ให้กับวงการกระสือไทย ด้วยการมีรยางค์ แทนที่จะมีแต่หัวกับไส้ ดูเป็นกระสือยุคใหม่ที่ไม่ดิบและเถื่อนเหมือนกระสือที่ผ่านมา ดูมีความแฟนตาซีแฝงอยู่ด้วย เรื่องนี้มีกระหังมาแจมกับเขาด้วย ซึ่งเนรมิตออกมาได้น่ากลัวมาก ขนลุกเลย ขอชมทีมเอฟเฟ็กต์นะคะ ดูแล้วสยอง บรึ๋ยทุกที  ฉากที่ผู้เขียนชื่นชอบเป็นพิเศษด้านงาน Productionฉากสุขศาลา ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ฟีลแบบคลินิกหรือโรงพยาบาลของชาวบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ อุปกรณ์การแพทย์ ทีมสร้างทำการบ้านได้ดีมาก ดูเป็นของยุคนั้นจริง ๆ สถานที่ถ่ายก็เลือกมาได้ดี ดูเก่าจริงและดูเป็นชนบทฉากบ้านร้างโคกอีนวล ผู้เขียนเคยอ่านเบื้องหลังของทีมสร้างมา เขาว่าสร้างใหม่เลยนะคะ ทุ่มทุนสร้างและก็ไม่ผิดหวัง เป็นบ้านร้างเรือนไทยที่น่ากลัวมาก เป็นภาพแทนความคิดผู้เขียนเลยค่ะเวลาฟังเรื่องผีที่เกี่ยวกับบ้านร้างชนบท ฉากดงว่านกระสือ ซึ่งว่านกระสือก็คือไอเท็มพิเศษ ในการยับยั้งการกลายร่างเป็นกระสือของสาย แสงและสีสวยมาก ดูแฟนตาซี และเสริมบรรยากาศโรแมนติกให้สาย และ น้อย กล้าที่จะจูบกัน ฉากลานฉายหนังกลางแปลง ได้ฟีลสมัยก่อนมาก ผู้เขียนทันยุคหนังกลางแปลงอยู่ เขาถ่ายทอดได้ดีค่ะ ฉากนี้ถือว่าสเกลใหญ่มาก ๆ เพราะมีเรื่องราววินาศสันตะโรเกิดขึ้นมากมาย เป็นซีนใหญ่และยากของหนังเรื่องนี้บรรยากาศท้องทุ่งนา ชนบท บ้านเรือน อื่น ๆ เลือกสถานที่ได้ดีค่ะ ดูเป็นวิถีชนบทมาก ๆ ตำนานกระสือก็ต้องมาคู่กับวิถีชนบท ถึงจะกลมกล่อมครบรส ความประทับใจต่อแสงกระสือ 1ประเด็นต่าง ๆ ที่หนังพยายามนำเสนอถือว่าน่าสนใจทั้งการติดเชื้อกระสือที่ถ่ายทอดออกมาในแง่ของวิทยาศาสตร์ ผ่านการติดเชื้อทางสารคัดหลั่ง มีอาการเป็นลำดับขั้นตอน หากเป็นหญิงเมื่อติดเชื้อจะเป็นกระสือ ส่วนผู้ชายจะเจ็บปวดทุกข์ทรมานยามพิษกำเริบ มียาสมุนไพรที่บรรเทารักษาให้อาการไม่หนัก เรื่องรยางค์ของตัวกระสือ ที่เปรียบเสมือนมือของกระสือ น่าสนใจดีค่ะ ฉากที่สายปล่อยรยางค์มาแตะหน้าน้อยน่ารักมาก ฟีลแฟนสุด ๆ ดูแล้วกระสือในเรื่องนี้ให้อารมณ์ของสัตว์ประหลาดมากกว่าจะเป็นผีประเด็นเรื่องศาสนา ตามปกติแล้วละครหรือหนังแนวลี้ลับของไทย ศาสนา มักจะเข้ามามีบทบาทอยู่เสมอ เรื่องนี้ก็เช่นกัน เราชอบแนวคิดของสายที่ไม่ได้โทษโรคเวรโรคกรรมที่ทำให้เธอต้องเป็นกระสือ เธอกับน้อยพยายามหาสาเหตุและดิ้นรนรักษา จนในที่สุดพวกเขาก็ค้นพบว่ามันคือภาวะการติดเชื้อและเป็นโรคอย่างหนึ่งที่ยังไม่มียารักษาให้หายขาด ในเรื่องนี้มีตัวละครพระที่สำคัญอย่าง หลวงพี่ไผ่ ผู้ที่เคยมีความหลังกับกระสือ และพยายามถอดบทเรียนในอดีตเพื่อช่วยเหลือกระสือสาวรุ่นหลัง ฉากปราบมารผู้เขียนถือว่าพีคมากไม่คิดว่าทางผู้สร้างจะถ่ายทอดออกมาในมุมนี้ ถือว่าท้าทายต่อวงการศาสนาพุทธของบ้านเรามาก ๆ แต่เราดูแล้วเข้าใจในการกระทำของหลวงพี่นะคะ มีเหตุผลสนับสนุนให้เข้าใจได้อีกหนึ่งประเด็นคือ เรื่องการเสนอตัวเข้ามาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของหมู่บ้าน ผ่านตัวละครทัด ที่ปากอ้างว่าทำเพื่อชาวบ้านแต่จริง ๆ แล้วทำเพื่อประโยชน์และอำนาจของตนและพวกพ้อง ทีมนักแสดงสมทบอื่น ๆ เล่นได้ดีเป็นธรรมชาติ ฉากไล่ล่ากระสือยังตราตรึงอยู่เลยค่ะ นี่สินะด้านมืดของจิตใจมนุษย์ มันช่างดุร้าย น่ากลัว กว่ากระสืออีกถึงแม้ร่างกายจะเปลี่ยนไปแต่กระสือก็ยังมีหัวใจเอาไว้รัก ไว้เจ็บ ไว้เสียใจ ไว้แตกสลายและส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของจิตใจมนุษย์โดยรวมถือว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ของกระสือยุคใหม่ได้เป็นอย่างดีและยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ของตำนานกระสือ  ให้คะแนนภาพรวมของหนังเรื่องนี้ 9/10หมายเหตุ อ่านรีวิวภาค 2 จาก อู๊ดสีชมพูได้ในบทความถัดไปนะคะ เครดิตภาพหน้าปก ออกแบบโดย canvaภาพประกอบหน้าปก แสงกระสือ : ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4ภาพประกอบเนื้อหา แสงกระสือ : ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4 / ภาพที่ 5 / ภาพที่ 6 / ภาพที่ 7 ลิงก์คลิปวิดีโอประกอบเนื้อหา Transformation Films : คลิปที่ 1 จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !

รีวิวหนัง แสงกระสือ 2 สานต่อเรื่องราวจากภาคแรกได้น่าสนใจ วัตถุดิบดี แต่โดยรวมหนังยังไม่สู้ภาคก่อน
อ่าน

รีวิวหนัง แสงกระสือ 2 สานต่อเรื่องราวจากภาคแรกได้น่าสนใจ วัตถุดิบดี แต่โดยรวมหนังยังไม่สู้ภาคก่อน

แสงกระสือ ถือว่าเป็นหนังไทยที่มาแบบม้ามืดมาก เพราะนอกจากจะได้ผู้กำกับหน้าใหม่มาทำแล้ว หนังก็ออกมาดีมาก อีกทั้งถือว่าเป็นหนังฟอร์มใหญ่ของไทยที่ดีสำหรับเราเลยทีเดียว การกลับมาของหนังเรื่อง แสงกระสือ 2 ที่เป็นภาคต่อนี้ ส่วนนึงเราค่อนข้างสนใจที่ว่ามันจะสานต่อตัวเรื่องอย่างไรจากภาคแรก ซึ่งสำหรับเราแล้ว ภาคนี้ถือว่าต่อยอดได้น่าสนใจมากเลยทีเดียว แต่ขณะเดียวกัน เราว่าหนังก็ตกม้าตายเพราะมีวัตถุดิบที่มากแต่ยังเล่าได้ไม่ถึงดูแล้วก็จะมีความรู้สึกเสียดายมากกว่าเกลียดหนัง ส่วนนึงก็มีสิ่งที่ชอบในหนัง อย่างเช่นในช่วงแรกของหนังที่เราค่อนข้างชอบความสัมพันธ์วัยเด็กระหว่างสาวและคล้าวที่มันว่าด้วยการโคจรมาเจอของคนที่ถูกสังคมตราหน้าว่าแปลกแยก ทำให้ทั้งสองเกิดความเข้าใจกัน และความสัมพันธ์พี่น้องของฝั่งคล้าวที่เปิดมาโอเคด้วยการเล่าเพียงซีนเดียว แต่สุดท้ายแล้ว หนังก็มาเห็นแผลชัดมากในครึ่งหลังทั้งเส้นเรื่องใด ๆ ที่พยายามมาบรรจบกัน ทั้งเส้นเรื่องกระหัง กระสือในฝั่งของน้อยและสาว รวมทั้งฝั่งของหมอที่รักษา ประเด็นความแปลกแยกที่ปูมาดิบดี แต่สุดท้ายก็ถูกโยนทิ้งไปอย่างเสียดายช่วงหลัง บางตัวละครที่เราว่ามันอาจจะไม่ได้มีความจำเป็นนัก เพราะมันเล่าแบบปุ๊ปปั๊ป โผล่มาไม่มาก ตัดออกก็ดูไม่เสียหายกับโครงเรื่องทั้งหมดสิ่งที่เสียดายที่สุดคือพอประเด็นไม่แข็งแรงพอ มันก็เลยส่งให้ปมของตัวละครทั้งเส้นเรื่องความรักมันด้อยและแห้งไปมาก เพราะภาคแรกมันจับเอาเรื่องความรักผูกกับความเป็นอื่นในสังคมได้น่าสะเทือน ภาคนี้มันเลยไม่มีอะไรแบบนี้ให้หนังดูมีมิติเลย หากพูดกันตามตรงคือไม่ค่อยชอบบทกระหังของปีเตอร์ นพชัยในเรื่องเท่าไร มันปูมาแบบรีบ ๆ ลวก ๆ แต่ก็อาจจะยอมให้นิด ๆ เพราะชอบแคสชุดนี้ ทั้งนิ้ง ชัญญา, น้อย วงพรู, เอม ภูมิภัทร แต่ละคนในเรื่องคืออย่างตึง 5555 เพราะนักแดสงค่อนข้างดีเลย"แสงกระสือ 2" ก็เป็นหนังสยองขวัญปนดราม่าโรแมนติกที่เสน่ห์จากภาคแรกแทบหายไป แต่ยังมีการสานต่อเรื่องราวจากภาคแรกอยู่ วัตถุดิบดี เรื่องเปิดมาดี แต่ก็นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งที่หนังยังไม่สามารถเล่าออกมาได้กลมกล่อม มีจุดโหว่และจุดที่ไม่สมเหตุสมผลระหว่างทางตลอดทั้งเรื่อง เลยทำให้หนังขาดมิติและอารมณ์ไปมาก สำหรับเราให้คะแนนหนังเรื่องนี้ที่ 5 เต็ม 10 ครับ***ที่กล่าวมาเป็นความคิดเห็นของผู้เขียน รสนิยมและความชอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ยังไงก็ไปลองดูและพิสูจน์กันได้ครับภาพยนตร์: แสงกระสือ 2 (2023)ประเภทหนัง: ดราม่า, สยองขวัญ, โรแมนติกผู้กำกับ: ปภังกร ปุญจันทรักษ์คะแนนจากผู้เขียน: 5/10ขอบคุณเครดิตภาพจากFacebook: เนรมิตรหนัง ฟิล์ม Neramitnung Film - ภาพปก / ภาพที่ 1 / ภาพที่ 2 / ภาพที่ 3 / ภาพที่ 4คอมมูนิตี้โลกคนรักหนัง ห้องหวีดซีรีส์ดังออกใหม่มาแรง ป้ายยาหนังดีหนังโดน 

พลอย ถูกหลอกให้ขึ้นคอนโด โก  หวังปล้ำ เจอผีกระสือโผล่  ใน กระสือมหานคร
อ่าน

พลอย ถูกหลอกให้ขึ้นคอนโด โก หวังปล้ำ เจอผีกระสือโผล่ ใน กระสือมหานคร

ฉากนี้ เป็นฉากที่ วรเชษฐ์ (โก-โกสินทร์) วางแผนล่อให้มะเหมี่ยว (พลอย-ภัทรากร) มาที่คอนโด โดยอ้างว่าพ่อของมะเหมี่ยวรออยู่ที่คอนโด หวังที่จะปล้ำมะเหมี่ยว โดยจ้างปาปารัซซี่ มาแอบถ่ายภาพตอนที่ทั้งสองกำลังจับมือกันขึ้นคอนโด หวังให้ ชานนท์(ณัฐ-ณัฐรัฐ)เห็นภาพบาดตาบาดใจจนทนไม่ได้ มะเหมี่ยวกระวนกระวายใจด้วยความเป็นห่วงพ่อมาก โดยไม่เอะใจเลยว่าวรเชษฐ์วางแผนที่จะปล้ำเธอ วรเชษฐ์ฉีดสเปรย์ยาสลบใส่หน้ามะเหมี่ยว มะเหมี่ยวถึงกับสลบไปทันที วรเชษฐ์อุ้มมะเหมี่ยวไปไว้บนเตียงก่อนไปอาบน้ำอย่างสบายใจ และเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น วรเชษฐ์เจอกระสือตัวเป็นๆโผล่ในห้องนอน ตกใจกลัวมากวิ่งหนีกระเจิงทั้งๆที่นุ่งแค่ผ้าขนหนูผืนเดียว เพื่อการถ่ายทำที่อลังการ ฉากนี้ผู้จัด ต้อง จุลวุฒิ ยกกองไปถ่ายทำกันที่โรงแรม วี โฮเทล ราชเทวี ชั้นบนสุด ห้องสุดหรูหราอลังการ ให้สมกับคอนโดของโกสินทร์เจ้าของค่ายหนังใหญ่ บรรยากาศภายในห้องดูอึมครึม แสงไฟสลัวๆเพราะเป็นฉากที่ โกสินทร์กำลังจะปล้ำพลอย โดยเปลือยท่อนบนในตอนอาบน้ำให้ดูเซ็กซี่ๆ ซาบซ่าให้คนดูกระชุ่มกระชวยกันซักกะหน่อย พลอยนอนอยู่บนเตียงนิ่งมากเหมือนคนถูกวางยาจริงๆ ถึงกับปวดตัวกันเลยทีเดียว พอถึงเวลาที่จะปล้ำโกสินทร์ตั้งกล้องถ่ายวีดีโอไว้ แต่สิ่งที่ปรากฏในกล้องวีดีโอคือเงาแว้บไปแว้บมา จนทำให้บรรยากาศในห้องดูน่ากลัวทันทีทันใดเลย มีเสียงก๊อกแก็กๆดังขึ้นเป็นเป็นจังหวะ โกสินทร์กลัวมากๆเลยตัดสินใจหันไปดู เห็นหัวคนผมปิดหน้าดูน่ากลัวมีแต่ไส้โดยไร้ร่างกาย ลอยอยู่ตรงหน้า โกสินทร์ถึงกับตะลึงตกใจกลัวหนีกระเจิงเหมือนคนเสียสติไปเลย ใครจะมาช่วยพลอยไว้ แล้วจะมีใครบ้างที่รู้ความจริงว่าพลอยเป็นกระสือ ติดตามชมได้ในละคร กระสือมหานคร กำกับการแสดงโดย ฉัตรชัย นาคสุริยะ ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2558 เวลา 18.30 น. ทางช่อง 3 ชมทีวีออนไลน์แบบสดๆ ได้ที่นี่ ช่อง 3 ช่อง 3 Family ช่อง 3 SD ช่อง 3 HD ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง Facebook.com/TVSociety

“ขนมเปี๊ยะบางกระบือ” ในตำนาน เจ้าตำรับแป้งบางไส้แน่น
อ่าน

“ขนมเปี๊ยะบางกระบือ” ในตำนาน เจ้าตำรับแป้งบางไส้แน่น

ฉันเดาว่าหนุ่มสาวยุคนี้ไม่น้อยที่รู้จัก “สะพานควาย” แต่ถ้าถามว่า “บางกระบือ” อยู่ไหน อาจอึ้งไปแล้วส่ายหน้าไม่เคยได้ยิน ขนาดคนรุ่นกลางอย่างฉันยังมา “บางกระบือ” ไม่บ่อย ส่วนใหญ่เคยมาตอนเป็นเด็กน้อยเพราะแม่พามาเยี่ยมตายาย เพิ่งมีโอกาสมาทำความรู้จักย่านนี้ใหม่ ก็เมื่อไม่นานมานี้เอง วันนี้ฉันมีโอกาสแวะมาศูนย์การค้าสุพรีมคอมเพล็กซ์ ช็อปปิ้งข้าวของแล้วอยากสำรวจย่านนิดหน่อย เปิดดูข้อมูลว่าแถวนี้มีอะไรอร่อย คำว่า “ขนมเปี๊ยะบางกระบือ” ก็โผล่ขึ้นมาทันที หลายคนบ่นว่าไม่ชอบขนมนี้เพราะกินแล้วมันหนืดเหนอะติดฟัน ยิ่งเจอเจ้าไม่อร่อยแป้งร่วน ๆ ฝืด ๆ ไส้หวานจัดเหนียวหนับติดคออีกต่างหาก แต่บังเอิญฉันเป็นคนชอบขนมเปี๊ยะเป็นทุนเดิมจึงโดนใจ ขอไปสอยมาชิมหน่อยเป็นไรเดี๋ยวจะมาไม่ถึง “บางกระบือ” ออกจากสุพรีมด้านหน้าห้างฝั่งถนนสามเสน เดินตรงไปทางซ้ายจะเจอสี่แยก จะเจอแยกที่มีป้ายติดไว้อย่างสง่างามว่า “บางกระบือ” ตัดภาพย้อนไปในอดีต พื้นที่นี้คงชุลมุนวุ่นวายไปด้วยวัวควายที่ต้อนมาจากอีสาน พวกมันคงยกขบวนขึ้นมาจากเรือในแม่น้ำเจ้าพระยา มาพักรอท่ารอพ่อค้ามาตกลงซื้อขาย แต่วันนี้ไม่มีหรอกวัวควาย มีแต่ท่อไอเสียจากรถยนต์ล้วน ๆ จากสี่แยกนี้ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนที่ชื่อ “อำนวยสงคราม” คุณจะเห็นตึกแถวเก่าแก่คลาสสิคได้ใจ เดินตรงไปเรื่อย ๆ ผ่านร้านบะหมี่เกี๊ยวไปไม่กี่คูหา คุณจะเห็นป้ายเด่นสะดุดตา “ขนมเปี๊ยะบางกระบือ” ขนมเปี๊ยะในตำนานร้านนี้มีอายุเก่าแก่ถึงสามชั่วอายุคนแล้ว เมื่ออยู่มายาวนานเป็นร้อยปี ก็ย่อมมีประวัติร่อนเร่ไปตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในย่าน เริ่มจากเดิมทีร้านอยู่บนถนนเขียวไข่กา ย้ายมาอยู่ที่ถนนอำนวยสงคราม ย้ายไปอยู่ถนนร่วมจิตต์ ย้ายมาอยู่ที่สามเสน ก่อนจะย้ายกลับมาที่ถนนอำนวยสงครามอีกรอบ เจ้าของร้านในตอนนี้คือคุณงามนิตย์ สมสี ซึ่งเป็นรุ่นที่สาม ฉันเดินมาถึงหน้าร้าน ปะทะเข้ากับป้ายอันนี้ด้านหน้า ท่าทางจะเป็นร้านที่มีความเป็นบ้านสูงมาก เมื่อร้องบอกว่าจะขอซื้อขนมเปี๊ยะ คนขายก็เดินออกมาหา ร้านนี้ไม่ทำขนมอื่นใดเลยนอกจากขนมเปี๊ยะ และปกติเขาทำ 5 ไส้ คือ ไส้ถั่วเหลือง ไส้ถั่วดำ ไส้ฟัก ไส้ถั่วเหลืองผสมฟัก และไส้ถั่วดำผสมฟัก เจ้าของร้านนั่งอยู่ข้างในหันมาบอกว่าเหลือแค่ “ไส้ถั่วดำ” กับ “ไส้ฟัก” ฉันไม่ชอบฟักจึงสั่งไส้ถั่วดำมาหนึ่งชิ้น ทราบมาว่าร้านนี้จะทำขนมเฉพาะวันจันทร์กับวันศุกร์ หมดแล้วหมดเลยทำกันเป็นรอบ วันนี้วันเสาร์ ถ้าอยากได้ไส้อื่นคงต้องแวะมาอีกทีในวันจันทร์ ราคาขนมเปี๊ยะหนึ่งชิ้น 60 บาท เทียบกับสมัยก่อน 12 บาทก็ต้องถือว่า “มาไกล” เมื่อคนขายส่งขนมเปี๊ยะใส่ถุงให้ ฉันแอบสะเทือนใจในความเล็กของขนาด แต่นั่นแหละนี่คือร้านดังสูตรเด็ดในตำนาน ฉันมั่นใจว่าคุณภาพต้องสมราคา อีกทั้งลักษณะร้านมีความ “โฮมเมด” สูงมาก ต้องคิดว่าเราไม่ได้แค่ซื้ออาหาร แต่นี่คือการสนับสนุน “งานฝีมือ” ได้ฟีล “นายไข่เจียว” คือร้อยปีเขาทำแค่อย่างเดียว แต่ทำจนลงลึกชำนาญและเชี่ยวชาญสุด ๆ ตระเวณซื้อของอื่น ๆ กลับมาบ้านก็เย็นย่ำ ตั้งใจว่าจะเก็บขนมเปี๊ยะไว้หั่นถ่ายรูปพรุ่งนี้เช้า แต่พอค่ำคืนความตะกละทำให้เปลี่ยนใจ สุดท้ายฉันจึงตัดสินใจชงชาร้อน ๆ แล้วแกะห่อมาหั่นชิมเลย รู้แล้วว่าทำไมถึงราคานี้ เพราะแป้งเขาทำมาบาง ๆ แค่หุ้มไว้ แต่ไส้นั้นจัดเต็มมาแน่นมาก ๆ ฉันบิขนมใส่ปาก ตั้งใจจะชิมสักชิ้นสองชิ้นแล้วเก็บไว้ แต่อนิจจาพอขนมเข้าปากแล้วเก็บไม่ไหวเลยจริง ๆ แป้งบางนุ่มกรอบไม่มีความหนืดเหนอะติดฟันใด ๆ ไส้แน่น ๆ นั้นนุ่มเนียนกลมกล่อมไม่หวานจัด เข้ากันกับชาร้อน ๆ ได้ดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย สุดท้ายความอร่อยก็ฟาดฟันทุกความตั้งใจ ขนมเปี๊ยะทั้งก้อนก็หมดไปในพริบตา สรุปว่าของเขาอร่อยคุ้มราคา ดังนั้นใครมีโอกาสแวะเวียนมา “บางกระบือ” จงอย่าให้เสียชื่อ ควรแวะลองลิ้มชิม “ขนมเปี๊ยะบางกระบือ” ให้ได้ชื่อว่า "ถึง" ย่านนี้แล้วจริง ๆ ขนมเปี๊ยะบางกระบือ (โง้วฮั่วเตียง) พิกัด : 41 ถนนอำนวยสงคราม แยกบางกระบือ แขวงสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพฯ โทรศัพท์ : 02-241-3132, 02-669-0984 081-302-3291 ที่จอดรถ : หน้าร้านวันคู่วันคี่ หรือจอดรถที่สุพรีมคอมเพล็กซ์ (จอดฟรี 3 ชั่วโมง) ภาพประกอบบทความ / ผู้เขียนบทความ

รวมกระสือ จากทั่วเอเชีย ไม่ได้มีแค่ไทย ไปไกลถึงญี่ปุ่น
อ่าน

รวมกระสือ จากทั่วเอเชีย ไม่ได้มีแค่ไทย ไปไกลถึงญี่ปุ่น

หนึ่งในเรื่องเล่าพื้นบ้านที่คนไทยรู้จักกันมานาน เกี่ยวกับผีที่ถอดหัวลอยได้ไปพร้อมกับตับไตไส้พุง ออกหากินช่วงเวลากลางคืนอย่าง "กระสือ" บ้านเราก็เอามาทำทั้งหนัง และละครไปแล้วหลายเวอร์ชั่น ที่น่าตกใจก็คือกระสือนั้นไม่ใช่ตำนานที่มีอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วย เพียงแค่ลักษณะ ชื่อเรียก และอิทธิฤทธิ์จะแตกต่างกันบ้างนิดหน่อย ลองมาดูกันดีกว่าครับว่ามีประเทศอะไรบ้าง 1. ประเทศลาว : กะสือ (ກະສື) ขอเริ่มจากประเทศที่ใกล้ และเรียกกระสือคล้ายกับไทยมากที่สุดก่อน กะสือของลาวนั้นเรียกได้ว่าแทบจะเป็นฝาแฝดของกระสือไทยเลยก็ว่าได้ ต่างกันนิดหน่อยตรงที่ของลาวนั้นจะมีเขี้ยวยาวไว้ดูดเลือดด้วย 2. ประเทศเวียดนาม : มาไล (Ma Lai) มาไลนั้นก็มีความคล้ายกับกระสือไทยมากเหมือนกัน แต่ที่ต่างก็คือมักจะอยู่ในร่างของสาวสวย มากกว่าจะเป็นหญิงชราแบบกระสือไทย มีจุดสังเกตง่ายก็คือพวกเธอจะมีรอยแดงสามจุดอยู่บนลำคอ เป็นเหตุให้ต้องสวมผ้าพันคออยู่ตลอดเวลา 3. ประเทศกัมพูชา : เอิบ หรือ "อ๊าบ" (អាប) ในกัมพูชานั้นก็นิยมสร้างหนังจากกระสือไม่ต่างจากเราเหมือนกัน และรูปลักษณ์ก็คล้ายๆ ด้วย คือมีแต่หัวกับไส้มาพร้อมไฟ เขียวๆ 4. ประเทศมาเลเซีย : "ฮันตูปีนังกาลัง" หรือ "ปินังกาลัน" (Penanggalan) มาถึงเพื่อนบ้านมาเลเซีย กระสือของทางนี้จะต่างกับกระสือชัดมากในเรื่องของ "สี" คือขณะที่หลายๆ ประเทศจะเรืองแสงเป็นสีเขียว แต่ปินังกาลันจะเป็นสีเหลือง และมีความดุร้ายมากกว่าด้วย ที่สำคัญคือชอบกินเด็กแรกเกิดมากเป็นพิเศษ ถึงขนาดใช้ลิ้นแหวกช่องไม้กระดานไปกินเลือดจากแม่ที่กำลังคลอดลูกเลย แต่จุดอ่อนก็ยังคงกลัวต้นไม้มีหนามเกี่ยวไส้เอาเหมือนเดิม 5. ประเทศอินโดนีเซีย : เล อัค (Leyak) เล อัค เป็นตำนานพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงมากของอินโดนีเซีย เรื่องเล่าว่าก่อนที่จะกลายเป็น เล อัค นั้น แต่เดิมก็คือมนุษย์ที่ฝึกไสยศาสตร์ด้านมืด และเริ่มกินเนื้อมนุษย์นั่นเอง ลักษณะจะมีเขี้ยว ลิ้นยาว และยังเชื่อกันว่า แม้จะรู้ว่าใครเป็นเล อัคแล้วก็ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาด เพราะเล อัคจะทำให้คนนั้นถึงแก่ความตาย จะเปิดโปงได้ก็ต่อเมื่อเล อัคนั้นตายแล้วเท่านั้น (อ้าว แล้วจะเรียกเปิดโปงได้ไงหว่า?) 6. ประเทศฟิลิปปินส์ : มานานังเกล (Manananggal) สำหรับมานานังเกลนั้น ไม่ได้เป็นผีที่ถอดหัวถอดไส้ได้ แต่พี่แกเล่นถอดตั้งแต่ครึ่งท่อนบนเลยทีเดียว และค่อนไปทางผีดูดเลือดมากกว่า ลักษณะจะมีปีกเหมือนค้างคาว วิธีการล่าเหยื่อนั้นก็ยังมีความคล้ายคลึงกัน ก็คือจะบินออกหากินยามกลางคืน ชอบลักกินทารกจากครรภ์มารดา *แถมท้าย* ข้ามทะเลไปที่ประเทศญี่ปุ่นเอง ก็มี "โยไค" หรือภูติผีที่ลักษณะคล้ายกระสืออยู่เหมือนกัน ได้แก่ - โระกุโระคุบิ (ろくろ首) หรือผีคอยาวที่เรามักเห็นในการ์ตูนอยู่บ่อยๆ นั่นเอง มักเป็นเฉพาะผู้หญิง แต่ถ้าผู้ชายเป็นจะเรียกว่า "โรกุโระเบ" ส่วนใหญ่คนที่เป็นจะเกิดจากโดนคำสาปหรือต้องอาถรรพ์ เมื่อตกกลางคืนจะยืดคอออกไปได้ยาวมาก ผีคอยาวจะออกดูดพลังของเหยื่อที่เป็นทั้งคน และสัตว์ อาการคอยาวนี้บางคนก็เป็นโดยไม่รู้ตัว คือคอยืดออกมาตอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าตัวเองปวดคอ และฝันเห็นสถานที่ต่างๆ ในมุมมองที่แปลกๆ - "นุเกะ-คุบิ" (ぬけ首) จะเหมือนกับกระสือเลย คือจะถอดหัวออกหากินในตอนกลางคืน แต่จะไม่มีไส้ลอยไปด้วย พวกนี้จะกินทั้งแมลง น้ำมันตะเกียง สัตว์ตัวเล็กๆ ไปจนถึงเลือดมนุษย์ด้วย วิธีปราบก็คือให้นำร่างไร้หัวของมันไปซ่อนไว้ เมื่อใกล้รุ่งสางพอนุเกะ-คุบิกลับมาแล้วหาร่างไม่เจอมันก็จะตาย ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับเรื่องราวของกระสือ ที่เราไม่คิดว่าจะมีมากมายในหลายประเทศขนาดนี้ หากจะว่ากันตามตรงแล้ว เรื่องราวของภูตผีเหล่านี้ก็คือการที่มนุษย์พยายามที่จะอธิบายเรื่องราวที่พวกเขาหาคำตอบไม่ได้เท่านั้นเอง เมื่อรู้แล้วก็จะพบว่า ผีเนี่ย...น่ากลัวน้อยกว่ามนุษย์เยอะครับ อัพเดทที่พักสุดชิลล์ ที่เที่ยวสุดมันส์ ที่กินสุดฮิป ติดตาม travel.trueid.net ได้ที่ FACEBOOK LINE TWITTER EMAIL TrueID Application

Live House Bangkok Presents Halloween Fest ผีปอบ ผีเปรต ผีเรื้อน ผีเกรียน ผีกระสือ ผีกระหัง!
อ่าน

Live House Bangkok Presents Halloween Fest ผีปอบ ผีเปรต ผีเรื้อน ผีเกรียน ผีกระสือ ผีกระหัง!

ขออัญเชิญทุก ผี มาร่วมสังสรรค์กับ Halloween Fest วันที่ 26-27 ตุลาคมนี้ พบบทสวดแผ่กุศลกรรมสุดมันส์จากอรหันต์นรกแตก กับวงร็อคสุดตื๊ด อันเดอร์กราวน์สุดเดือด ที่เตรียมสุสานขุมนรกชนิดมันส์เลือดสาด เพื่อพี่น้องผองผีที่จะมาปลดปล่อยความมันส์ให้น้ำเหลืองกระจาย! วันที่ 26 ตุลาคม มามันส์กับวงที่ทุกผียอมสยบ Barbies, Exs Ohs, Quake, Kiss Demise และ April วันที่ 27 ตุลาคม มาร่วมมันส์และสาดน้ำเหลืองให้กระจายกับ Cleansing The Soul, Sin Of Suffering, Inside Your Mind, Meaning Delete, Sudden Face Down และ Break The Kids ตั้งกระทะทองแดงน้ำเดือดพร้อมให้มันส์ 17.00 น. ณ Live House BKK เจเจกรีน บัตรผ่านประตูเข้าสู่นรกความมันส์ราคา 250 กรุณาเพิ่มเติมสีสันด้วยการแต่ง ผี ชนิดที่เลือดและน้ำเหลืองไหลเยิ้มให้สมกับงานฮาโลวีนติดตามความเคลื่อนไหววงการเพลง ได้อีกช่องทางที่FB : TrueMusicTW: TrueMusic

กระสือของคุณยาย
อ่าน

กระสือของคุณยาย

มีกฎข้อหนึ่งของที่บ้านคือ  เมื่อเวลาตัดใบตองออกมาจากต้นก้านกล้วยให้หั่นเป็นชิ้นๆ ห้ามทิ้งไว้เต็มก้าน  เพราะกระสือจะเอาก้านกล้วยนั้นขว้างผ่านหลังคาบ้านแล้วคนในบ้านจะต้องมีอันเป็นไป... พอทำบ่อยๆ เข้าก็เลยลองถามยายว่ากระสือมันดุมากเลยหรือ..ยายจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฉันฟังสมัยก่อนที่บ้านยายมีที่นาอยู่และตอนกลางคืนพ่อกับแม่ของยายมักจะไปนอนนาเพื่อหากบหาเขียดและเฝ้านาด้วย  มีอยู่วันหนึ่งวันนั้นเป็นคืนเดือนมืด ท้องนามืดมิด พ่อของคุณยาย(ตาวง)ไปนอนนากับเด็กแถวบ้าน(จ๋อย)  บรรยายทุ่งนายามค่ำคืนมันก็จะวังเวงมีเสียงกบ เขียด จิ้งหรีดเรไร ร้องกันระงม   จ๋อยชวนตาวงไปส่องกบเเต่ตาวงตอบไปว่า"ยังไม่ไปรอดึกอีกสักนิดก่อน" เจ้าจ๋อยจึงเอาตะเกียงสาดเเสงไปใต้ถุนห้างในนานั้น..ก็เห็นกบเห็นเขียดกระโดดกันไปมาแต่ที่น่าแปลกคือ  มันกระโดดมาแถวนั้นมากเป็นพิเศษ  มองดูอยู่สักพักก็เอยปากชวนตาวงลงไปจับกบอีกครั้ง "ป่ะตาลงไปเถอะกบเต็มเลย" ระหว่างนั้นนั่นเอง ก็มีเเสงไฟกระพริบถี่ๆเลื่อนเข้ามาใต้ห้างนั้น  เข้าจ๋อยจึงเรียกตาวง "ตาวงๆมีแสงอะไร มีใครจะมาจับกบใต้ห้างเรา พบใต้ยินดังนั้น ตาวงจึงรีบส่องตะเกียงไปมองและไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไรต่อรีบคว้ามือเจ้าจ๋อยกลับบ้านทันที เจ้าจ๋อยออกอาการงงๆไม่น้อยแต่ก็ยอมกลับแต่โดยดี  พอถึงรุ่งเช้ากลับไปดูที่ห้างกลางนากลับพบว่ามีต้นกล้วยโดนฟันยับด้วยดาบหรือมีด  จ๋อยจึงถามด้วยความแปลกใจ "มันเกิดอะไรขึ้นหรือตาวง" ตาตอบ"ก็เมื่อคืนที่แก่เห็นไฟวาบๆนะมันกระสือ ตาเลยต้องรีบกลับบ้านไง" ตาวงอธิบาย"กระสือมันได้ยินเสียงแก่และพอข้าส่องไฟไปมันก็ยิ่งคิดว่าเราเห็นหน้ามัน  มันจึงต้องจัดการเรา  ดีนะที่ข้าไหวตัวทัน  กลับไปที่บ้านแล้วเอาต้นกล้วยมาไว้แทน ไม่งั้นเราคงโดยกระสือสังหารไปแล้ว"  พอเล่าถึงตรงนี้ยายก็เริ่มบอกเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับกระสือหลายอย่าง  เช่น ตากผ้าไว้ระวังกระสือมาเช็ดปาก  ระวังเวลาดื่มน้ำจากใคร  ระวังอย่านอนยกเข่ากระสือจะกีดเข่าช้ำ  พ่อของคุณยายมีเรื่องเล่ากลางนาหลายเรื่องเลยที่เล่าให้ยายเราฟัง...ไว้เจอกัน

เจอกระสือในป่ายาง
อ่าน

เจอกระสือในป่ายาง

 เจอกระสือในป่ายาง    หลายท่านๆคงได้เห็นข่าวกระสือทางโทรทัศน์อยู่บ่อยๆใช่ไหมคับ วันนี้กระผมมีประสบการณ์พบเจอกระสือ ด้วยตัวเองมาเล่าสูกันฟัง     คือตอนสมัยเรียนมหาลัย ผมต้องกรีดยางส่งตัวเองเรียน วันนั้นผมก็ลุกขึ้นไปกรีดยางตามปกติดังเช่นทุกวัน วันนั้นเป็นวันที่อากาศหนาว ผมเลยเดินไปหากิ่งไม้มาก่อไฟ เพื่อผิงให้หายหนาว ก่อนจะลงมือกรีดยาง ตอนนั้นประมาณตี 3 ผมลงมือกรีดยางได้ประมาณ ชั่วโมงกว่า ได้หันหน้าไปมองข้างบนยอดยาง เห็นแสงไฟประหลาดสีกรมแดงลอยมาตามยอดไม้ ตอนผมเห็นครั้งแรกตกใจมาจนตัวสั่นแล้วรีบปิดไฟแบตเตอรีลง แล้วตั้งสติ แล้วท่อง นโมพุทายะในใจหลายรอบ แล้วหันหน้าขึ้นไปดูใหม่ แสงไฟกรมสีแดง ลอยมาเรื่อยๆ กลัวก็กลัวแต่อีกใจนึงก็อยากรู้ว่าเป็นอะไร ผมเลยหากิ่งไม้แล้วโยนขึ้นไป สอง กิ่ง ปรากกฏว่า แสงนั้นหายไป ผมจึงได้เปิดไฟจากแบตเตอรีส่องดู ราวสิบนาทีก็ไม่เจอ ผมเลยกลับไปกรีดยางต่อจนเสร็จ แต่ก็ยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังในวันนั้น             ผ่านมาประมาณสองอาทิตย์ ผมก็ไปกรีดยางปกติเหมือนทุกวัน แต่วันนี้ตอนกรีดยางใกล้จะเสร็จ ผมหัดไปเห็นแสงไฟสีแดง ที่ยอดไม้ทางถนน ลอยอยู่ประมาณเสาไฟฟ้า คราวนี้ผมรีบปิดไฟแล้วเก็บลูกหิดปาไปทางแสงนั้น ประมาณสามลูก จนแสงนั้นหายไป ผมก็สงสัยว่าตกลงคืออะไร จนรีบกรีดยางให้เสร็จ พอรุ่งเช้าผมเลยตัดสินใจถามที่บ้านว่าเคยเห็นแสงสีแดงลอยไปลอยมาไหม พ่อจึงได้เล่าว่า ตอนท่านกรีดยาง ท่านเคยเจอบ่อยมาก เขาว่ากันว่าเป็นกระสือ ที่มันรีบหลบไป เพราะไม่อยากให้ใครเห็นหน้า ผมก็เลยแขนวพระไปกรีดยางทุกครั้งหลังจากเจอเหตุการณ์นั้นติดต่อกัน และหลังจากนั้นก็ไม่เจอแสงนั้นอีกเลยรูปภาพประกอบเป็นของเจ้าของบทความเองใช้ประกอบเพื่อเพิ่มบรรยากาศเท่านั้น   

ทายาทกระสือคนต่อไป
อ่าน

ทายาทกระสือคนต่อไป

เมื่อวันก่อนแม่บอกว่าฉันกำลังจะกลายเป็นผีกระสือ อีกสามวันเท่านั้น เมื่อฉันอายุครบสิบห้า ฉันก็จะเป็นกระสืออย่างเต็มตัว แม่กุมมือฉันเบาๆ พลางกับบอกให้ฉันไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น แม่ว่าคนในครอบครัวเราต่างก็เป็นผีกระสือกันทุกคน ตกทอดกันมารุ่นต่อรุ่นตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว จนถึงรุ่นของฉันก็ต้องสืบทอดการเป็นกระสือนี้ต่อไปเหมือนกัน ฉันบอกตรงๆ ว่าวันนั้น ฉันได้แต่อ้าปากค้างจนทำอะไรไม่ถูกจริงๆแพรวา แพรวา แพรวา... ครูเรียกชื่อฉันอยู่หลายรอบจนทุกคนในห้องต่างหันมามองยังฉัน ที่มัวแต่นั่งเหม่อจนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ก็แน่สิ คืนนี้แล้วที่ฉันจะอายุครบสิบห้า คืนนี้แล้วที่หัวกับไส้ของฉันจะหลุดออกไปจากร่าง คืนนี้แล้วที่ฉันต้องกลายเป็นกระสือเหมือนอย่างที่แม่ว่า แล้วจะให้ฉันยังมีกะจิตกะใจเรียนได้ยังไง...แพร แพร แพร... พี่ชลเรียกชื่อฉันอยู่หลายครั้ง จนพี่แกต้องยื่นมือมาเขย่าแขนฉันเบาๆ กว่าจะรู้สึกตัว“เป็นไรเปล่า”ฉันเพียงแต่ฉีกยิ้มแห้งๆ พลางส่ายหน้าปฏิเสธกับพี่ชล แล้วหันกลับไปมองยังถนนที่มีรถวิ่งกันอย่างกวักไขว่ มันเป็นปกติอยู่แล้วที่พี่ชลจะมายืนรอรถเมล์เป็นเพื่อนฉันในทุกๆ เย็นหลังเลิกเรียน พี่ชลเป็นรุ่นพี่มอห้า ที่ทั้งหน้าตาดี เป็นนักกีฬาของโรงเรียน ฉันเคยรู้สึกว่าฉันโชคดีจริงๆ ที่ได้คบกับพี่เขา ใครต่อใครต่างก็อิจฉาเราทั้งคู่ ว่ากันว่าเราเป็นคู่รักที่เหมาะสมที่สุดในโรงเรียนแต่ไม่รู้สิหลังๆ มานี้ บางทีฉันก็กลับรู้สึกว่าพี่แกจะตามฉันติดราวกับเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันยังไงไม่รู้ฉันอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นยังไงนะ ถ้าพี่ชลได้รู้ความจริงว่าฉันเป็นกระสือ...“ตัวเอง” ฉันหันกลับไปมองหน้าพี่ชลในตอนนั้น “เราเลิกกันเถอะ” น้ำเสียงของฉันแผ่วเบาแต่หนักแน่นท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์บนถนน“อะไร...” พี่ชลได้แต่ทำหน้าเหลอหลา“พี่รู้ไหม...” ฉันมองหน้าพี่ชลอย่างจริงจัง “เรากำลังจะเป็นกระสือ”“อะไรกันแพร กระสือ อะไร...” พี่ชลพลางยิ้มและหลุดเสียงหัวเราะออกมา คงนึกว่าฉันพูดเล่น“แม่บอกว่าคืนนี้เค้ากำลังจะกลายเป็นกระสือจริงๆ หัวของเค้า กับไส้โสโครกระโยงระยางอะไรพวกนั้นมันจะต้องหลุดจากร่าง...” นัยน์ตาของฉันแฉะๆ คล้ายกับแอ่งน้ำที่กำลังจะปริ่มล้น “เค้ากำลังจะกลายเป็นตัวประหลาด แล้วตัวเองจะรับเค้าได้เหรอ ในทุกคืนที่หัวของเค้าจะต้องลอยต่องแต่ง ส่องแสงวับๆ ไปหาของสกปรกโสโครกเพื่อออกหากิน ตัวเองจะรับเค้าได้เปล่า” ฉันยังจ้องมองนัยน์ตาพี่ชลตอนนี้พี่โชนได้แต่อ้ำอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก “ว่ากันว่าคู่รักของผีกระสือจะต้องกลายเป็นกระหัง พี่จะยอมเป็นกระหัง หนีบกระด้งแล้วกลายเป็นตัวประหลาดไปพร้อมกับเค้าเหรอ...” น้ำเสียงของฉันเริ่มพร่าเลือนกลับกลายเป็นเสียงสะอื้น พลางกับอดกลั้นไม่ไหวกับหยาดน้ำตาที่ไหลปาดมาตามโหนกแก้ม “เราขอโทษ” ฉันยังพยายามเอ่ยพูดเป็นประโยคสุดท้ายพร้อมกันนั้นเมื่อหันกลับมายังท้องถนน รถเมล์คันที่ฉันรอก็วิ่งผ่านมาพอดี ฉันรีบวิ่งขึ้นรถไป ปล่อยให้พี่ชลยังยื่นนิ่งทื่อราวกับเป็นก้อนหินบ้าใบ้อยู่อย่างนั้นพอเมื่อขึ้นมาบนรถได้ ฉันใช้หลังมือข้างหนึ่งพยายามปาดหยาดน้ำตาบนใบหน้า พร้อมกับรถที่วิ่งออกไปตอนนั้น แวบหนึ่งฉันก็เผลอนึกโกรธแม่อยู่เหมือนกัน แม่นะแม่... น่าจะแนะนำวิธีบอกเลิกผู้ชายให้ฉันดีๆ กว่านี้สักหน่อย *ภาพประกอบ 1. ArtTower จาก Pixabay2. AlchemillaMollis จาก Pixabay** มีการปรับเเต่งภาพเล็กน้อย

เจอกระสือที่ทุ่งนา
อ่าน

เจอกระสือที่ทุ่งนา

      ช่วงนี้ในเเถบจังหวัดต่างๆในภาคอีสานถือว่าเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านทุกคนต่างกระตือรือร้นที่จะเกี่ยวข้าวที่กำลังงอกงามของตนเพื่อไปขาย ไม่ก็เก็บเอาไว้กินเอง ส่วนคนที่ไม่มีพื้นที่นาข้าวเป็นของตัวเองก็มักจะออกไปรับจ้างเกี่ยวข้าวของนาคนอื่น ไม่ก็นาของเพื่อนบ้าน เพื่อหารายได้เสริม บางคนก็จ้างด้วยเงิน บางคนก็จ้างด้วยข้าวที่ตัวเองปลูก ลุงเสริม ลุงเเถวบ้านผมเองเเกก็มีนาข้าวเป็นของตัวเองเหมือนกัน เเต่พื้นที่นาไม่ได้ใหญ่มาก เเถมเเกยังไม่ชอบจ้างคนอื่น นอกจากคนในครอบครัวหรือไม่ก็เพื่อนบ้าน เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในช่วงที่เเกต้องไปนอนเฝ้านาข้าว เพื่อไม่ให้คนมาขโมยข้าวของเเก คืนนั้นเป็นคืนข้างขึ้นเเถมยังเป็นคืนวันพระอีกด้วย คุณป้าภรรยาเเกก็เตือนเเล้วนะว่าอย่าออกบ้านในคืนวันพระเลย เเต่สุดท้ายเเม้จะห้ามยังไงเเกก็ไม่ยอม เพราะห่วงนาข้าวของตัวเอง กลัวใครจะมาขโมยข้าว เเถมถ้าเเกนอนที่นา ตื่นเช้ามาอาจจะได้เกี่ยวข้าวต่อเลย ลุงเสริมบอกภรรยาเเบบนี้       พอพูดคุยกันจบ ลุงเสริมก็เเบกย่ามใบใหญ่ขับรถเก่าๆออกไปที่ทุ่งนา โดยมีคู่หูเป็นเจ้าหมาจัมโบ้ หมาพันธุ์ไทย วิ่งตามเเกไปต้อยๆ มันชอบตามลุงเสริมไปทุกที่ เพราะลุงเเกเลี้ยงมาตั้งเเต่เล็กๆ มันเลยสนิทกับเเกมากกว่าใครๆในบ้าน ช่วงเวลาที่เเกออกจากบ้านไปเป็นช่วงระหว่างพลบค่ำ พระอาทิตย์ใกล้ตกเเล้วพอดี เมื่อมาถึงที่นา ลุงเสริมก็ขับรถไปจอดเเถวทางเข้า ก่อนจะเดินตามคันเเทนา เข้าไปที่กระท่อมน้อยใกล้ๆกันกับทางเข้า กระท่อมเเบ่งออกเป็นสองชั้น ด้านล่างเป็นใต้ถุนโล่ง มีเปลผูกไว้ตรงต้นเสา พร้อมทั้งมีตุ่มใส่น้ำตั้งอยู่ ส่วนด้านบนจะเป็นไม้เก่าๆ เเต่ยังคงทนทานอยู่ เเล้วก็มีพวกถ้วยชาม หนังสือการ์ตูนที่หลานของเเกชอบหยิบมาอ่านตอนมาเเวะที่นา ที่นี่ถ้ามาตอนเช้าจะบรรยากาศดีมาก เพราะรอบข้างเต็มไปด้วยนาข้าว ถัดออกไปก็มีต้นไม้เรียงรายเต็มไปหมด เเต่ถ้ามาตอนกลางคืนมันออกจะหลอนๆไปสักหน่อย      เวลาผ่านไปจนกระทั่งห้าทุ่ม ตอนนี้ลุงเสริมเเละเจ้าจัมโบ้หมาคู่ใจ ก็กำลังนอนกินลมชมวิวอย่างเพลิดเพลินอยู่ที่เปลใต้ถุนกระท่อม ด้วยความที่ว่าวันนี้เป็นวันข้างขึ้น เเสงจากดวงจันทร์จึงสาดส่องลงมาทดเเทนเเสงสว่างได้ ลุงเสริมเเกก็เลยไม่ได้พกไฟฉายติดตัวมา ทุกอย่างเป็นไปด้วยความราบลื่น ไม่มีใครโผล่มาที่นาของลุงเลยเเม้เเต่คนเดียว จะมีก็เพียงเเค่รถที่ผ่านไปมาระหว่างเส้นทางนั้น พอได้คลายความเหงาได้บ้าง เวลาได้ล่วงเลยไปจนเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น ลุงเสริมเหลือบไปเห็นเเสงสีเเดงที่ปลายนาของเเก สร้างความประหลาดใจให้กับเเกเป็นอย่างมากว่า นั่นคือเเสงอะไรกันเเน่ ด้วยความขี้สงสัยของคนเเก่ ลุงเเกเลยลุกออกจากเปลเเล้วเดินตรงไปที่นั่นทันที ระหว่างทางจู่ๆเจ้าจัมโบ้ก็หอนขึ้น ราวกับว่ามันรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไม่ใช่คน จังหวะนั้นลุงเสริมก็หันมาตวาดเจ้าจัมโบ้ก่อนที่จะมุ่งหน้าเดินไปตำเเหน่งของเเสงสีเเดง      สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าลุงตอนนี้คือกองศพของควายนอนระเนระนาดเต็มไปหมด กลิ่นคาวเลือดคลุ้งจนเกือบทำให้ลุงอาเจียนออกมา เเละนอกจากศพของควายลุงเเกก็ได้เหลือบไปเห็นหัวของผู้หญิงคนหนึ่ง เป็นหัวคนที่ไม่มีตัว มีเเต่หัวเเละไส้เเล้วก็หัวใจ จังหวะนั้นความทรงจำของลุงก็ได้ย้อนกลับไปเมื่อสองวันก่อน ที่มีชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าเเถวหมู่บ้านมีกระสือออกอาละวาดเที่ยวกินไส้วัวควายไปทั่ว มันชอบออกหากินตามทุ่งนาที่มีวัวควายอาศัยอยู่ ทำให้ลุงรู้ทันทีว่าทำไมภรรยาของเขาจึงไม่อยากให้ออกบ้านตอนกลางคืน ซึ่งตอนนี้กระสือตนนั้นก็อยู่ต่อหน้าลุงเเล้ว ตอนนี้มันกำลังกินเครื่องในควายด้วยความเอร็ดอร่อย ลุงที่เห็นดังนั้นจึงไม่รอช้าถอยหลังวิ่งกลับไปที่เถียงนาทันที เพราะเเกคงไม่อยากที่จะกลายเป็นทายาทกระสือคนต่อไป       รุ่งเช้าลุงเสริมก็ได้นำเรื่องราวที่ได้พบเจอกระสือไปเล่าให้คนในหมู่บ้านฟัง รวมถึงผมเองก็ได้ยินเรื่องราวจากเเกด้วย ชาวบ้านต่างพากันหวาดผวา จนไม่กล้าออกไปที่ทุ่งนายามกลางค่ำกลางคืนอีกเลย พอตกเย็นทุกคนต่างก็รีบกลับมาจากทุ่งนา เเล้วก็กลับเข้าบ้านตัวเองทันที จนป่านนี้เเล้วก็ยังไม่มีใครรู้เลยว่าเรื่องที่ลุงเสริมเเกเล่านั้นเป็นเรื่องจริงหรือว่าเรื่องหลอก เเต่เเค่ดูจากท่าทางเเละสีหน้าของลุงเสริมตอนเล่าก็น่าจะพอรู้เเล้วล่ะว่านั่นคือเรื่องจริงหรือหลอก ถึงเเม้โดยสัญชาติญาณกระสือจะไม่กินคน เเต่ชาวบ้านทุกคนต่างก็เกรงกลัวเพราะกลัวว่าตัวเองจะได้เป็นคนสืบทอดทายาทกระสือคนต่อไป        Cover Photo by Pexels on Pixabay

พบดวงไฟปริศนา ผวาผีกระสือ! ออกหากินคืนวันโกน ลอยว่อนเหนือยอดไม้
อ่าน

พบดวงไฟปริศนา ผวาผีกระสือ! ออกหากินคืนวันโกน ลอยว่อนเหนือยอดไม้

พบดวงไฟปริศนา ผวาผีกระสือ! ออกหากินคืนวันโกน ลอยว่อนเหนือยอดไม้ ชาวบ้านเห็นจะๆ ดวงไฟโผล่แอบถ่ายคลิปโพสต์ลงโซเชียล-นิมนต์พระมาทำบุญ เมื่อวันที่ 3 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์คลิปวีดีโอพร้อมข้อความว่า พบดวงไฟประหลาด 2 ดวง โผล่เหนือต้นไม้หลังกระท่อมกลางนา ในช่วงวันโกนและวันพระ โดยในคืนวันที่ 30 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยโพสต์ข้อความว่า เห็นดวงไฟอยู่บนต้นไม้หลังกระท่อมก่อนวันพระหนึ่งวัน..คืนนี้เจออีกสองดวงที่ต้นไม้ข้างกระท่อมอีก..จะถ่ายรูปไว้ก็ไม่กล้า พอแฟนเราสองไฟไปที่ดวงไฟสองดวงนั้น อีกดวงลอยหนีอีกดวงยังอยู่บนต้นไม้จองมองมาที่เราสองคน เห็นแววตามันชั่งน่ากลัวเหลือเกิน..กูจะอยู่ในไร่ได้อีกมั้ยนี่..กูย่านแล้ววว และในช่วงเวลาประมาณ 01.00 น วันที่ 2 ก.ย. ซึ่งเป็นวันพระใหญ่และเป็นวันสาร์ทจีน ก็โพสต์คลิปวีดีโอดวงไฟปริศนา พร้อมข้อความว่า ไม่กล้าเข้ามาใกล้กระท่อมล่ะสิลอยแม่งอยู่เหนือต้นไม้..เอากับมันสิกูละยอมใจ..คืนนื้วันพระเก็บภาพมาฝากได้แค่นี้ถ่ายนานไม่ได้กลัว....มันคืออะไร..? ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามไปยังผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว ทราบว่าเมื่อช่วงกลางดึกตนลุกมาเข้าห้องน้ำ โดยให้แฟนเดินมาเป็นเพื่อน จังหวะเหลือบไปเห็นแสงไฟวูบวาบ ลอยไปมา อยู่เหนือต้นไม้หลังกระท่อม แฟนจึงตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายไว้ ว่าจะถ่ายติดไหม ปรากฏว่าถ่ายติดดวงไฟดังกล่าว จึงนำมาโพสต์ลงเฟซบุ๊ก ด้วยความสงสัยว่าคือแสงอะไรกันแน่ ส่วนถามว่ากลัวไหม เจ้าตัวตอบว่ากลัว แต่ก็ต้องอยู่ตรงนี้ต่อไป เพราะเป็นที่ทำมาหากิน และคิดว่าต่างคนต่างอยู่ ล่าสุดนิมนต์พระมาทำบุญที่บ้านเพื่อความสบายใจ ล่าสุดช่วงค่ำเมื่อวันที่ 2 ก.ย. นางมาลัยทอง สายอยู่ อายุ 59 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 17 บ้านเขาน้อย ต.ท่าโรง อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ พร้อมผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านจำนวนหนึ่งลงพื้นที่เดินทางไปเยี่ยมเยือนและตรวจสอบข้อเท็จจริง ที่กระท่อมหลังดังกล่าว ซึ่งอยู่กลางไร่ข้าวโพดล้อมรอบไปด้วยภูเขา ส่วนเรื่องดวงไฟประหลาดนั้นก็เคยมีผู้เฒ่าผู้แก่และชาวบ้านที่ออกมาดักหนู เคยพบเห็นเช่นกัน จนเป็นเรื่องโจษขานกันมานานหลายปี แต่ก็ยังไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่า ดวงไฟปริศนา เป็นดวงไฟอะไร และแสงไฟอะไรกันแน่ โดยชาวบ้านบางคนเชื่อว่าเป็นผีกระสือที่ออกหากินในช่วงคืนวันโกนและวันพระ สร้างความหวาดผวาไปทั้งหมู่บ้าน จนชาวบ้านหลายคนต้องรีบปิดบ้านตั้งแต่หัวค่ำ ในขณะที่ชาวบ้านบางคนหาพระเครื่องมาห้อยติดตัว เพื่อป้องกันผีกระสือและภูตผีปีศาจกันเลยทีเดียว

"น้ำหวาน กรรณาภรณ์" ยิ้มรับ "กระสือลำซิ่ง" ร้ายสุดในเรื่อง
อ่าน

"น้ำหวาน กรรณาภรณ์" ยิ้มรับ "กระสือลำซิ่ง" ร้ายสุดในเรื่อง

นาทีนี้นางร้ายที่ควรได้รางวัลทุเรียนทองคำไปครองหนีไม่พ้นสาว "น้ำหวาน กรรณาภรณ์ พวงทอง" ที่ล่าสุดร้ายจนคนเกลียดทั่วบ้านทั่วเมือง ในบท พาฝัน นักร้องขาวีน ในละคร "กระสือลำซิ่ง" ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 8 จนคนดูแอบจิกกัดว่า พาฝันมาเมื่อไหร่ต้อง พาซวย มาตลอด และงานนี้เธอดูจะภูมิใจที่สามารถทำให้แฟนละครอิน แถมสาวน้ำหวานยังบอกอีกว่าเรื่องนี้เธอได้ทำอะไรสุดหลายอย่าง อย่างการ เต้นและร้องเพลง ถึงจะยากแค่ไหน แต่เธอก็ไม่หวั่น ซ้อมร้องเต้นเช้าเย็นจนเจ็บข้อเท้าเลยทีเดียว เรื่องย่อ กระสือลำซิ่ง ช่อง 8 (ตอนล่าสุด) "น้ำหวาน กรรณาภรณ์" ยิ้มรับ "กระสือลำซิ่ง" ร้ายสุดในเรื่อง น้ำหวาน กรรณาภรณ์ เผยความรู้สึกครั้งนี้ว่า "เรื่อง กระสือลำซิ่ง กระแสดีมาก เราเองก็ได้มีโอกาสเช็คกระแสอยู่ตลอดได้เข้าไปอ่านทุกคอมเมนต์เลย ขำคอมเมนต์นึงเค้าบอกว่า พาฝันมาทีไรพาซวยมาตลอดอันนี้จริงมาก เพราะเราปรากฏตัวทีไรจะมีเรื่องราววุ่นวายตลอด เรื่องนี้ก็คือร้ายสุด ๆ มาก ตอนแรกเหมือนจะร้ายขำ ๆ แต่ถ้าดูไปเรื่อย ๆ ความร้ายของเราจะดูน่ากลัวมาก แล้วเรื่องนี้ก็ได้เล่นเป็นผีกระสืออีก เรื่องเล่นเป็นผีเรามีโอกาสได้เล่นหลายเรื่องแล้ว แต่เรื่องที่หวานกังวลมาก คือเรื่องของการร้องเพลงมากกว่า เพราะเรื่องนี้เราต้องทั้งร้องและเต้นเลย แล้วต้องดูโปรมาก ๆ ตัวหวานเองพอมีพื้นฐานมาบ้างแล้วก็จริง แต่จะเป็นเรื่องของการรำมากกว่า การเต้นนี่ห่างมาก ๆ การร้องก็เรียกว่าพอร้องได้ จำได้เลยว่าเข้าห้องอัดวันแรกตื่นเต้นมาก ร้องออกมาเสียงคือไร้อารมณ์มาก(หัวเราะ) แต่โชคดีที่พี่ ๆ คอยบิ้ว คอยใส่จริตให้เรา ก็ผ่านมันมาได้ แล้วเรื่องเต้น เรายอมรับว่าซ้อมหนักมาก เราจะคอยนัดกับน้องลาดามาซ้อมเต้นตลอด จำได้ว่าซ้อมใส่ส้นสูงจนข้อเท้าเจ็บเลย เรื่องนี้ได้ทำสุดทุกทางจริง ๆ มันครบรสมากนะ แล้วยังมีพาสอดีตอีกที่ต้องรอดู ขนาดเราเล่นเองยังเกลียดตัวเอง นี่ไม่อยากคิดเลยว่า ถ้าคนดูเห็นพาสอดีต จะยิ่งสาปเราหรือเปล่า ต้องห้ามพลาด ในละคร กระสือลำซิ่ง ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 19.00 น. ทางช่อง 8 กดหมายเลข 27" อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อ กระสือลำซิ่ง ช่อง 8 (ตอนล่าสุด) "บ่วงใบบุญ-กระสือลำซิ่ง" ร้อนแรงบนโลก TikTok ยอดวิวพุ่งถึง 66 ล้าน "เชียร์ ฑิฆัมพร" ผู้จัดป้ายแดง นำทีมนักแสดง บวงสรวงละคร "กระสือลำซิ่ง" ออนแอร์ 21 มี.ค.วันแรก!

ณัฐ-ณัฐรัฐ ปลื้มปริ่ม ฟีคแบค กระสือมหานคร ดีเวอร์!! แฟนๆ ลุ้นเชียร์ช่วย มะเหมี่ยว พ้นสาป กระสือ
อ่าน

ณัฐ-ณัฐรัฐ ปลื้มปริ่ม ฟีคแบค กระสือมหานคร ดีเวอร์!! แฟนๆ ลุ้นเชียร์ช่วย มะเหมี่ยว พ้นสาป กระสือ

ละครม้ามืดที่กระแสมาแรงแซงโค้งอีกเรื่อง สำหรับละครแฟนตาซี-คอมเมดี้ กระสือมหานคร ของค่ายชลลัมพีบราเธอร์ ออกอากาศทางช่อง3 ที่เรียกได้ว่าสนุกจนทำเอาแฟนๆ ถูกอกถูกใจกันไม่น้อย เพราะขนาด ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง พระเอกของเรื่องยังแอบตกใจนึกไม่ถึงว่าละครจะได้รับฟีดแบคดีขนาดนี้ ละครเรื่องนี้ ณัฐ รับบทเป็นผู้กำกับหนังครับ จบจากเมืองนอกก็จะมีบุคลิกติสๆ หน่อย คือเราจะแอบชอบมะเหมี่ยวหรือนางเอกเนี่ยตั้งเรียนด้วยกันที่เมืองนอกแล้ว แต่คนจีบเค้าเยอะ เราตอนนั้นก็แต่งตัวเซอร์ๆ เลยไม่อยู่ในสายตาเค้า จนได้มาเจอกันมาร่วมงานกันตอนกลับมาเมืองไทย พอนางเอกเค้าไปรับเชื้อกระสือมาเราก็จะคอยดูแลเค้า หาวิธีช่วยให้เค้าหาย มันก็เลยเกิดเป็นความรัก ก็อะไรประมาณนี้ แต่ที่ ณัฐ ค่อนข้างตกใจคือฟีคแบคละครค่อนข้างดี อย่างเวลาเราไปไหนมาไหน หรือไปทำกิจกรรมของช่องในหลายๆ ที่ ก็จะมีคนเรียกเรา ชานนท์ๆ ซึ่งเป็นชื่อในละคร แล้วก็เข้ามาของถ่ายรูป มาถามถึงตอนจบว่านางเอกจะหายไหม เยอะมาก เยอะจน ณัฐเองก็คาดไม่ถึงนะ ดีใจมากที่คนดูเขาชอบ อย่างล่าสุดเพิ่งจะไปคอนเสิร์ตสัญจรของช่องมา ตอนถามว่าใครดูละครกระสือมหานครบ้างคนในงานยกมือกันหมด ตอนนั้นคือเข้าใจเลยว่าหายเหนื่อยมันเป็นอย่างนี้นี่เอง เสียงของแฟนละครเป็นกำลังใจของนักแสดงได้ดีจริงๆ ครับ ตอนนี้ละครก็กำลังเข้มข้นเลย ติดตามชมกันต่อนะครับรับรองว่าเรื่องนี้ที่แฟนๆ คิดว่ามันต้องเป็นอย่างนี้แน่เลย อาจจะไม่ใช่ก็ได้ (หัวเราะ) ฝากด้วยครับ กระสือมหานคร แฟนๆ มาร่วมลุ้นกันว่า ชานนท์ จะช่วย มะเหมี่ยว ให้หลุดพ้นจากการเป็นกระสือได้หรือไม่ ในละคร กระสือมหานคร ทุกวันจันทร์ ถึง ศุกร์ เวลา 18.30 น. ทางไทยทีวีสีช่อง3 และทีวีดิจิตอล ช่อง3HD (ช่อง 33) ชมทีวีออนไลน์แบบสดๆ ได้ที่นี่ ช่อง 3 ช่อง 3 Family ช่อง 3 SD ช่อง 3 HD ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง Facebook.com/TVSociety

ณัฐ ปล่อยโฮ พลอย อาการโคม่า ในกระสือมหานคร
อ่าน

ณัฐ ปล่อยโฮ พลอย อาการโคม่า ในกระสือมหานคร

ถึงแม้ว่า ณัฐ จะรู้ความจริงแล้วว่า พลอย เป็นกระสือ แต่ความรักที่ณัฐมีให้พลอยนั้นก็ยังไม่ได้ลดน้อยลงเลย จนมาถึงคราวนี้ พลอย ประสบอุบัติเหตุครั้งใหญ่ อาการร่อแร่เข้าขั้นวิกฤต ณัฐ แทบล้มทั้งยืนเมื่อรู้ว่า พลอย เป็นตายเท่ากัน ในละครผีแฟนตาซี-คอมเมดี้สุดน่ารัก กระสือมหานคร ของผู้จัด ต้อง-จุลวุฒิ ค่ายชลลัมพี บราเธอร์ ที่มาของฉากนี้เป็นฉากหลังจากที่ มะเหมี่ยว(พลอย-ภัทรากร) ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ อาการโคม่าเป็นตายเท่ากัน จิตมะเหมี่ยวหลุดออกจากร่าง เห็นชานนท์(ณัฐ-ณัฐรัฐ) ยืนมองร่างไร้วิญญาณของตัวเองด้วยน้ำตาไหลอาบหน้า ชานนท์พรั่งพรูความในใจและให้กำลังใจมะเหมี่ยวโดยไม่คิดว่ามะเหมี่ยวจะได้ยิน แต่จิตม่าเหมี่ยวรับรู้และได้ยินทุกอย่าง เบื้องหลังฉากนี้ยกกองไปถ่ายทำที่ โรงพยาบาล พลอยพร้อมใส่ชุดโรงพยาบาลขึ้นเตียง สวมสายออกซิเจน ติดเครื่องวัดชีพจร แล้วล้มตัวลงนอนสบายๆ ส่วนณัฐสแตนบายหน้าห้องICUยืนทำอารมณ์อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ทีมงานจะเอาเลือดมาป้ายเสื้อ ผู้กำกับเข้ามาบิ๊ว เวลาณัฐกำลังจะเสียคนที่ณัฐรักไปณัฐรู้สึกยังไง แล้วตอนนี้พลอยเป็นคนที่ณัฐรัก เป็นตายเท่ากัน แต่ถ้าไม่รอดล่ะจะทำยังไง แค่ผู้กำกับพูดไม่กี่ประโยคน้ำตาณัฐก็ลงไหลมาตั้งแต่ยังไม่สั่งแอ๊คชั่น อารมณ์ณัฐพร้อม พี่เต้ผู้กำกับสั่งเดินกล้องทันที ณัฐพุ่งเข้าไปเกาะประตูมองพลอยที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง เปิดสวิตส์น้ำตาไหลพรากทันทีอย่างกระชากอารมณ์ เทคเดียวผ่าน ณัฐบอกคำเดียวว่า คิดถึงนาทีที่พ่อนอนอยู่บนเตียง คราวนี้ถึงทีที่พลอยจะต้องลุกจากเตียงสลัดคราบความเป็นคนเหลือเพียงแค่ดวงจิตที่ณัฐมองไม่เห็น แต่ต้องฟังคำสารภาพความในใจที่ณัฐพูดออกมา ทั้งคู่ขอเวลาผู้กำกับก่อนการแสดงจริง พี่ต้องผู้จัดเข้ามาบิ๊วอีกครั้ง ให้ทั้งสองคนมองตากัน ให้ความรู้สึกผ่านสายตา เมื่อนักแสดงพร้อม กล้องพร้อม ไฟพร้อม ผู้กำกับไม่รอช้า ทั้งสองเข้าประจำที่ ณัฐ พลอยยืนประจันหน้าโดนมีประตูใสๆกั้นกลาง ณัฐเริ่มพรั่งพรูความใจในที่ยังไม่เคยบอกพลอยเลยครั้งพูดให้กำลังใจพลอยให้พลอยมีชีวิตอยู่ต่อ พลอยที่ยืนอยู่ตรงหน้าพอได้ยินก็ซาบซึ้งจนเก็บน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว ณัฐยิ่งอินพูดไปร้องไห้ พลอยปล่อยโฮหนักเพราะคิดว่าจะต้องจากกัน ก่อนผู้กำกับสั่งคัต เสียงตบมือจากทีมงานดังเลื่อนลั่น เพราะทำเอาทีมงานถึงกับน้ำตาซึม มะเหมี่ยวจะรอดหรือไม่รอด มาร่วมลุ้นและติดตามฉากดราม่าเล็กๆนี้ได้ใน กระสือมหานคร วันพุธที่ 3 มิถุนายน 2558 เวลา 18.30 น.ทางช่อง3 ชมทีวีออนไลน์แบบสดๆ ได้ที่นี่ ช่อง 3 ช่อง 3 Family ช่อง 3 SD ช่อง 3 HD ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง Facebook.com/TVSociety

ผีไทยบุก Dead by Daylight! ฆาตกรตัวใหม่ กระสือ สุดสยอง
อ่าน

ผีไทยบุก Dead by Daylight! ฆาตกรตัวใหม่ กระสือ สุดสยอง

Dead by Daylight เกมมัลติเพลเยอร์สยองขวัญชื่อดัง มักจะสร้างความตื่นเต้นให้ผู้เล่นด้วยการเปิดตัวฆาตกรใหม่ ๆ อยู่เสมอ และคราวนี้ถึงคราวที่ “ผีไทย” จะได้ก้าวสู่เวทีโลก กับตำนาน “กระสือ” สุดเฮี้ยน ที่จะมาหลอนผู้เล่นทั่วโลก! บทเสริม “Sinister Grace” เปิดตัวทั้งฆาตกรและผู้รอดชีวิตใหม่ในวันที่ 23 กันยายน 2025 https://www.facebook.com/watch/?v=1334529578266444   จากตำนานสู่สนามล่า "The Krasue" ในความเชื่อของคนไทย กระสือคือผีผู้หญิงที่ศีรษะหลุดลอยออกจากร่าง ลากไส้และอวัยวะภายในไปด้วยในยามค่ำคืน ออกหากินของสด เลือด และซากสัตว์ ความน่าสะพรึงนี้เองที่ถูกทีมพัฒนาเกมหยิบมาตีความใหม่ กลายเป็นหนึ่งในฆาตกรที่ผู้เล่น Dead by Daylight ต้องเผชิญหน้า และล่าสุดฆาตกรผีกระสือเข้าให้เล่นในเซิฟเบต้าเป็นที่เรียบร้อย โดยตัวกระสือแบ่งออกการเล่นเป็น2โหมด คือตอนเป็นคนปกติกับตอนถอดหัวโดยการสร้างดาเมจตอนถอดหัวคือการกัดไปยังผู้เล่น นับ ว่าเป็นฆาตกรที่น่ากลัวไม่น้อย อีกทั้งยังมีเสียงภาษาไทย ทั้งตัวของผีกระสือ กับ ตัวผู้รอดชีวิตไทยด้วย การออกแบบตัวละคร: ของกระสือใน DBD การออกแบบตัวละครกระสือในเกมถือเป็นการตีความใหม่ที่น่าสนใจมาก โดยมีลักษณะที่แตกต่างจากภาพจำเดิมที่เราคุ้นเคยและมีความน่ากลัวที่ถูกยกระดับขึ้นมาให้เข้ากับสไตล์ของเกมได้เป็นอย่างดี ร่างที่แยกส่วน: ดีไซน์ของกระสือในเกมเน้นไปที่การแยกส่วนของร่างกาย โดยมีหัวและอวัยวะภายในลอยได้ ซึ่งดูน่าสยดสยองและแปลกใหม่สำหรับผู้เล่นจากทั่วโลกที่อาจไม่คุ้นเคยกับตำนานนี้ แสงจากดวงจิต: สิ่งที่โดดเด่นอีกอย่างคือการออกแบบให้มีแสงสีเขียวหรือสีแดงเรืองรองออกมาจากอวัยวะภายใน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความลึกลับและพลังงานบางอย่างที่น่ากลัว การเคลื่อนที่ที่น่าสะพรึง: The Krasue อาจถูกออกแบบให้มีการเคลื่อนที่ที่ไม่ใช่แค่การลอยไปลอยมาอย่างเดียว แต่อาจมีอนิเมชั่นที่แสดงถึงความบิดเบี้ยวหรือความผิดปกติของร่างกายในขณะที่เคลื่อนที่เพื่อสร้างบรรยากาศที่น่ากลัวยิ่งขึ้น https://www.facebook.com/watch/?v=1942047809916372 ผู้รอดชีวิตตัวใหม่ที่มาพร้อมกับกระสือ (Vee Boonyasak) ผู้รอดชีวิตสาวสวยที่ชอบการตีกลองเป็นชีวิตจิตใจ  เนื้อเรื่องที่ทำให้เข้ามายังเดดบายเดย์ไลท์ Vee เป็นมือกลองหญิงผู้มีพลังและจังหวะดนตรีในสายเลือด เธอก้าวเข้าวงการด้วยความรักในดนตรีร็อก และร่วมก่อตั้งวงชื่อ Axekick จากการเล่นดนตรีจี๊ด ๆ ในคืนหนึ่งที่ใช้ค้อนตีกลองแทนเครื่องดนตรี ในค่ำคืนหนึ่ง วง Axekick ตัดสินใจเล่นในโรงโอเปร่าเก่า และมีเหตุการณ์เหนือธรรมชาติเกิดขึ้น — หลังโชว์เกิดหมอกดำปกคลุม พวกเพื่อนสมาชิกในวงหายตัวไปเหลือแต่เธอท่ามกลางความมืด ความสามารถเฉพาะตัว (Perks) ของ Vee Ghost Notes: ฟื้นตัวจาก Exhaustion ได้เร็วขึ้น และ Scratch Marks (รอยเท้าชั่วคราว) หายเร็วกว่าเดิม One-Two-Three-Four!: เมื่อใช้จะเป็นการเริ่มจังหวะดนตรี (Performance) ที่ช่วยกระตุ้นเพื่อน ร่วมกับ Skill Checks เสริม Road Life: เมื่อทำ Great Skill  https://www.facebook.com/share/v/1Dgb8voYFE/     เครดิตภาพปก Dead by daylight  เครดิตภาพ 1 โดย Dead by daylight   เครดิตภาพ 2 โดย Dead by daylight   เครดิตภาพ 3 โดย Dead by daylight   เครดิตภาพ 4 โดย Dead by daylight   เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

เกมส์จับ พลอย ขึงพืดขัดดอก พลอยย้อนรอยถอดหัวเป็นกระสือ เกมส์โกยอ้าว ใน กระสือมหานคร !!!
อ่าน

เกมส์จับ พลอย ขึงพืดขัดดอก พลอยย้อนรอยถอดหัวเป็นกระสือ เกมส์โกยอ้าว ใน กระสือมหานคร !!!

สะใจจริง จริ๊ง .!!! เมื่อเสี่ยทวงหนี้คิดเก็บค่าดอกเบี้ยด้วยการพรากความสาวแต่เจคพ๊อตเจอกระสือถอดหัวเล่นงาน เฮ้ถึงคราวตัวร้ายได้รับผลกรรมบ้าง!!! ที่มาของฉากนี้เป็นฉากที่เสี่ยทรงกรด(ศานติ-สันติเวชกุล)จับตัว มะเหมี่ยว(พลอย-ภัทรากรตั้งศุภกุล )มาและมีแผนที่จะข่มขืนมะเหมี่ยวต่อหน้ามนัส(เวนย์ฟอลโคเนอร์) ซี่งเป็นพ่อของมะเหมี่ยวและชานนท์(ณัฐ-ณัฐรัฐ โมริส เลอกรอง)คนรักเพื่อกดดันให้พ่อของมะเหมี่ยวยอมบอกที่ซ่อนเพชรให้ ฉากนี้ผู้กำกับฉัตรชัย นาคสุริยะยกกองไปถ่ายทำที่โกดังร้าง เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ผู้จัดต้อง จัดการเซฟตี้นักแสดงเต็มที่ ด้วยการแจกผ้าคาดจมูกช่วยกรองอากาศ วันนี้พลอยรับงานหนักกว่าใครเพราะต้องถูกทีมงานจับมัดแขนมัดขาทำท่านอนขึงพืดบนเตียง อาเกมส์กระเซ้าเย้าแหย่ทุกคนสร้างบรรยากาศคลายเครียด แต่พอผู้กำกับสั่งแอคติ้งปุ๊บอาเกมส์ สวมวิญญาณเสี่ยจอมหื่นขึ้นมามันที ฉีกขาขึ้นค่อมบนร่างพลอยคล่องแคล่ว พลอยดิ้นร้องกระชากแขน กระชากขาให้ดูทุรนทุรายจนเชือกที่นัดแขนระบบ ไม่ยินยอมให้กระทำณัฐรัฐพยายามจะกระโจนตัวให้หลุดพ้นจากการล๊อคแขนขาของสมุนเสี่ยจนเจ็บแขนจริงๆ เวนย์สบายกว่าใครเพราะนอนทำท่าเจ็บปวดแบบชิลชิลผู้กำกับดีดนิ้วให้สัญญาณกระสือถอดหัว พลอยทำท่ากระชากคอตัวเองออกจากตัว ให้หัวเสียงดังอึ๊ก ประหนึ่งว่าหัวหลุดออกจากร่างพร้อมไส้ และได้ลอยฉวัดเฉวียนไปมาทิ้งร่างที่ไม่มีหัวไว้บนเตียงพร้อมกับอาเกมส์กำลังขึ้นคร่อมจะทำมิดีมิร้าย ต้องตกใจอ้าปากค้างเพราะต้องจินตนาการณ์ว่าอยู่บนร่างที่ไม่มีหัวอยู่สุดฮากับการทำท่าไอ้หนูหดอาเกมส์รีบกระซิบ แหม จะให้ซู่ซ่าส์ได้ยังไงของจริงเจอขนาดนี้อาจารย์โกยเท่านั้น เรียกว่ากว่าจะผ่านฉากนี้ไปได้พลอยสุดทรมานลุกแทบไม่ขึ้น เพราะต้องนอนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนเป็นชั่วโมงเพื่อล็อคเฟรมทำซีจี แถมโดนผู้จัดอารมณ์ดี แกล้งเอาแก้วน้ำมาวางบนท้องบ้างละเอาสำลีมาแหย่หูบ้างละ ได้แต่นอนฮา..สถานีเดียว 5555เบื้องหลังสนุกสนานขนาดนี้ เรื่องราวในจอจะสนุกสนานขนาดไหน ติดตามชมได้ใน กระสือมหานคร วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม 2558 ชมทีวีออนไลน์แบบสดๆ ได้ที่นี่ ช่อง 3 ช่อง 3 Family ช่อง 3 SD ช่อง 3 HD ติดตามข่าวสารบันเทิงทีวีได้อีกช่องทาง Facebook.com/TVSociety

เรื่องเล่า"ผีกระสือ"ตำนานที่ยังมีอยู่จริง
อ่าน

เรื่องเล่า"ผีกระสือ"ตำนานที่ยังมีอยู่จริง

ผีกระสือ         กระสือเป็นผีชนิดหนึ่ง ที่เชื่อกันว่าเป็นผีที่สิงสถิตอยู่ในร่างผู้หญิงแก่ เวลาออกหากินจะถอดส่วนหัว และเครื่องในลอยออกไป ชอบกินของเน่าเหม็น สิ่งปฏิกูลของคนและสัตว์ต่างๆ ซึ่งดวงไฟจะมีทั้งสีแดง และสีเขียว ในช่วงเวลากลางวันก็จะมีลักษณะร่างกายเหมือนคนปกติทั่วไป แต่จะมีนิสัยไม่ชอบพูดคุยหรือสบตากับใคร ชอบเก็บตัวอยู่เงียบๆคนเดียวเครดิตรูปภาพ : Facebook  ไว้ดูผี ความเชื่อความศรัทธา  ประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียน             เรือนไม้ยกสูงมีใต้ถุน แน่นอนตามสไตล์บ้านหลายๆหลังแถบชนบทในสมัยก่อน ห้องน้ำจะอยู่แยกจากตัวบ้าน ย้อนกลับไปในวัยเด็กของผู้เขียน ในขณะที่ความมืด และความเงียบเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ จะมีเสียงลมที่พัดหวิวๆทำให้มีเสียงกอไผ่เสียดสีกันชวนให้วังเวง ต้องอาศัยความเคยชินเมื่อต้องเดินฝ่าความมืดออกจากห้องนอนไปเข้าห้องน้ำในระยะทางสั้นๆ นั่นคือช่วงเวลาที่สมองจินตนาการถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติที่ปู่และพ่อได้เคยเล่าให้ฟัง และแน่นอนมันคือ เรื่องผี              ย้อนกลับไปในวัยเด็กของผู้เขียน มีเรื่องเล่าของคนเฒ่าคนแก่ถึงเรื่องราวของดวงไฟสีเขียวที่ล่องลอยตามท้องทุ่งนาหลังบ้าน หรือที่เรียกว่า"ผีกระสือ" โดยรุ่นปู่ รุ่นพ่อ ของผู้เขียนเล่าประสบการณ์การพบเจอต่อๆกันมาจนถึงรุ่นของผู้เขียน  สมัยที่ครอบครัวของผู้เขียนยังอาศัยอยู่ใต้ถุนบ้านเรือนของย่าโดยใช้ไม้ไผ่กั้นเป็นผนังห้อง ก็จะมีช่องแสงระหว่างรอยต่อไม้ไผ่ทำให้พอที่จะมองลอดออกไปเห็นด้านนอกได้ และห้องน้ำห้องท่าบ้านสมัยก่อนก็จะสร้างไว้นอกบ้านทำให้เวลากลางคืนต้องพยายามไม่ไปเข้าห้องน้ำถ้ายังทนไหวเพราะความกลัวในวัยเด็ก  ถัดจากห้องน้ำไปก็จะเป็นคอกหมูของปู่ และมีกระต๊อบหลังเล็กๆเป็นที่นอนเฝ้าหมูของปู่ ตรงนี้แหละครับเป็นจุดปักหมุดเช็คอินของผีกระสือในยุคนั้น ที่รุ่นปู่รุ่นพ่อผมพบเจอเข้ามากินขี้หมู และทุกๆเช้าที่กลางคืนฝนตกกางเกงในพ่อหรือผ้าถุงแม่จะมีรอยเช็ดปากคล้ายผู้หญิงทาลิปสติกแล้วเม้มปากอย่างนั้นเลย  เครดิตรูปภาพ : เพจเด็กบ้านสวน              ถัดมาในปี พ.ศ.2557 ที่ผู้เขียนได้พบเจอด้วยตัวเองเข้าจนได้ เหตุการณ์มีอยู่ว่า ช่วงเดือนพฤษภาคม 2557 หลังเลิกงานผู้เขียนได้แวะสังสรรค์กับเพื่อนๆที่หน้าปากซอยจนล่วงเวลาไปประมาณ 22.00 น. จึงได้ขับรถเวฟ100 คันเก่ากลับบ้าน เวลานั้นมีฝนตกพรำๆ ขับรถมาได้ซักพัก ก่อนถึงบ้านผู้เขียนแค่ไม่ถึง 100 เมตร จะมีโรงเรือนเก็บขี้ไก่ที่ไว้ใช้สำหรับการเกษตรอยู่ซ้ายมือ ด้านขวาจะเป็นคลองน้ำเน่า เมื่อขับรถมาถึงก็มีดวงไฟลอยขึ้นจากฝั่งขวามือที่เป็นคลองน้ำเน่าตรงข้ามโรงเก็บขี้ไก่ เป็นดวงไฟสีเขียวขนาดประมาณลูกฟุตบอล สว่างคล้ายพระอาทิตย์ทรงกลด ไม่สว่างจ้า  ลอยหนีเราสูงขึ้นไปประมาณ 6 เมตรถึงยอดไม้ก็ดับไฟลอยขึ้นไปต่อ โดยผู้เขียนไม่สามารถระบุได้ว่าภายใต้ดวงไฟนั้นจะมีหัว และเครื่องในอย่างในเรื่องเล่าหรือป่าว  แต่ที่มั่นใจได้เลย มันคือ"ผีกระสือ"แน่นอน เพราะมันลอยขึ้น ประชิดตัวเราห่างกันประมาณ 4 เมตร ก่อนที่รถเราจะถึงตัวกระสือ หากมันลอยตกลงมาก็ยังจะคิดว่ามันคือดาวตก แต่นี่ไม่ใช่ มันลอยขึ้นเห็นๆเลย คงจะหิวมากฝนแรกๆก็มาซะแล้ว                   จากที่พ่อเคยบอกไว้ว่าผีกระสือกลัวคน ผู้เขียนคิดว่าก็เป็นความจริง แต่คนก็กลัวผีเหมือนกันครับหลังจากที่เจอ อาการก็คล้ายๆจิตตก เหยียบเกียร์ค้างไว้เบิ้ลรถ บีบแตร ใส่ผีกระสือดังลั่นไปหมด จนไปถึงบ้านผู้เขียนได้เล่าให้พ่อฟัง พ่อของผู้เขียนก็หัวเราะใหญ่พร้อมพูดกลับมาว่า "เออ!!! มึงได้ไปเล่าให้ลูกให้หลานฟังได้ 55555" ด้วยอาการจิตตกยังไม่หายเหมือนทำเก่งหยิบมีดพกลงอาคม หรือคนโบราณเรียกว่าอีเหน็บ สมบัติของปู่ชิ้นเดียวที่ผมมี พกเข้าเอวขับรถออกไปตามหาต่อ จนไปถึงกลุ่มเพื่อนๆที่หน้าปากซอย นั่งดื่มต่อสงบสติอารมณ์ พออาการจิตตกหายแค่นั้นแหละครับ  ไม่กล้ากลับบ้านต้องให้เพื่อนขับไปส่งกันหลายคันเลยครับ  ในช่วงปีนั้นก็มีคนในหมู่บ้านได้เจอกันอีกหลายคน หลังจากปีนั้นก็ไม่มีใครพบอีกเลย                จนมาในวันนี้ วันที่ 10/05/65 ปกติพ่อของผู้เขียนจะนอนที่กระต๊อบหลังบ้าน หลังจากที่พายุเข้าติดต่อกันมาหลายวันหลังคามุงจากเริ่มมีน้ำรั่ว จึงย้ายเข้ามานอนในบ้าน  หลังบ้านจึงไม่มีคนอยู่   รูปกระต๊อบหลังบ้าน   ถ่ายจากผู้เขียน                เพียงแค่คืนแรกที่ไม่มีคนนอนกระต๊อบหลังบ้าน เช้ามาก็เป็นเรื่องเลยครับ  กางเกงในที่พ่อตากไว้ มีรอยคราบปากปริศนาเช็ดเป็นรอยปากอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนั่นเป็นรอยที่คุ้นเคยหลังจากหายไปนานราว 8 ปี แล้วมันก็โผล่มาอีกครั้ง ร่องรอย"ผีกระสือ" มีความแปลกที่ไม่น่าเชื่อกันมาตลอดคือสุนัขไม่เคยเห่าผีกระสือแม้แต่ครั้งเดียว เหมือนมีมนต์สะกดให้สิ่งมีชีวิตทุกชีวิตหลับกันเงียบ เพื่อให้ทางสะดวกรูปภาพรอยเช็ดปากผีกระสือที่เช็ดซ้ำๆกันหลายรอบ รูปถ่ายจากผู้เขียน               ผีกระสือตัวนี้ชอบมาเช็ดแต่กางเกงในพ่อ หรือผ้าถุงแม่ของผู้เขียนเพียงบ้านเดียวบางครั้งก็สงสัยว่าเป็นเพราะอะไรบ้านอื่นถึงไม่เคยโดนเช็ดเลย ทั้งๆที่หลายๆบ้านสภาพแวดล้อมก็เหมือนกับบ้านของผู้เขียน                 สุดท้ายนี้เชื่อหรือไม่ว่าผีกระสือสามารถสืบทอดทายาทได้ เพราะจากช่วงระยะเวลาที่สังเกตุมานั้นช่วงปี 2557 และก่อนหน้านั้นที่ผู้เขียนและคนอื่นๆในหมู่บ้านเจอ  หลังจากนั้นก็หายไปไม่มีใครพบ ไปกว่าเกือบ 10 ปีจนผู้คนคิดว่าน่าจะตายหายไปแล้ว จนมาในวันนี้กลับมาอีกครั้งจึงเป็นที่สงสัยของผู้เขียนว่า ผีกระสือ อาจจะสืบทอดทายาทรุ่นต่อไปแล้ว นี่เป็นช่วงเวลาเริ่มต้นหน้าฝนเท่านั้น ผู้เขียนคิดว่าในปีนี้ต้องมีอะไรให้ตื่นเต้นอีกแน่นอน  หากมีเรื่องอะไรเพิ่มเติมผู้เขียนจะมาถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้โดยทั่วกัน กดติดตามไว้ได้เลยครับ ขอบคุณครับ  พรพยอมเครดิตรูปภาพภาพปก  Facebook  ไว้ดูผี ความเชื่อความศรัทธา (แก้ไขโดย พรพยอม)ภาพประกอบ 1   Facebook  ไว้ดูผี ความเชื่อความศรัทธา  (แก้ไขโดย พรพยอม)ภาพประกอบ 2  เพจเด็กบ้านสวน  (แก้ไขโดย พรพยอม)ภาพประกอบ 3 และ 4 : ถ่ายโดยผู้เขียนบทความอื่นๆที่น่าสนใจของผู้เขียนพิกัดลับราชบุรี วัดสวยท่ามกลางภูเขา วัดเบญจคีรีนครไหว้พระกาญจนบุรี ขอพรหลวงพ่อแสนเหรียญ เลขเด็ดเจ้าเงาะ เปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

เมื่อผมเห็น “ผีกระสือ” ตัวเป็นๆ
อ่าน

เมื่อผมเห็น “ผีกระสือ” ตัวเป็นๆ

หลายคนคงรู้จักผีกระสือว่ามีลักษณะท่าทางเป็นอย่างไรจากตัวอย่างหนังหรือภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ โดยลักษณะที่เล่าขานและถูกเล่าสืบต่อกันมาส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวที่สามารถถอดหัวได้เหลือแต่ไส้ลอยไปลอยมาและมีแสงวูบวาบพอให้สังเกตเห็นแต่เชื่อหรือไม่ว่าสิ่งที่ถูกเล่าถูกทำเป็นหนังนั้นจะมีลักษณะคล้ายกับสิ่งที่ผมเจอจริงๆ และตอนนั้นผมก็คิดว่ามันคือผีกระสือจริงๆ ตัวเป็นๆที่ได้เคยเจอแบบจังๆ หากได้กล่าวถึงเมื่อไรหัวใจผมเป็นเต้นแรงและขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทุกๆครั้งที่นึกถึงเหตุการณ์นั้น ถึงแม้มันจะผ่านมากว่า 10 ปีแล้วก็ตามย้อนไปเมื่อประมาณปี 2544 ซึ่งตอนนั้นผมอายุราว 17 ปี บ้านของผมอยู่ในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ซึ่งผมก็เติบโตที่นั่น และบ้านหลังที่ผมอยู่เป็นบ้าน 2 ชั้น ครึ่งปูนครึ่งไม้ ตอนนั้นผมจำได้ว่าคุณตาได้ย้ายมาปลูกบ้านหลังใหม่ที่อยู่ติดกับถนนใหญ่และห่างจากหมู่บ้านเดิมประมาณ 1 กิโลเมตรได้ โดยด้านหน้าติดถนนระหว่างอำเภอ ด้านหลังเป็นทุ่งนาไกลจนถึงป่ารกทึบ และที่สำคัญแถวนั้นมีบ้านผมอยู่คนเดียวถึงแม้มันจะไปเปลี่ยวมากเพราะจะมีรถวิ่งผ่านไปมาระหว่างอำเภออยู่บ้าง แต่ตอนกลางคืนนั้นถ้าไม่มีรถวิ่งจะเงียบสงัดมาก มีเพียงแสงไปจากบ้านผมเท่านั้นที่ส่องสว่างและในคืนหนึ่งผมจำได้ว่าเป็นคืนเดือนมืดเวลาประมาณ 3 ถึง 4 ทุ่ม ผมได้นอนอยู่บ้านเพียงคนเดียวเพราะที่บ้านผมไปทำธุระที่กรุงเทพฯกันหมด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติเพราะผมอยู่บ้านคนเดียวตลอด ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำประกอบกับคืนเดือนมืดมีดาวอยู่เต็มท้องฟ้า ผมจึงนึกสนุกอยากมีอารมณ์ศิลปินจึงได้ปิดไฟทั้งหมดทุกดวงเหลือไว้แต่ไฟด้านหน้าที่เป็นทางเข้าบ้าน เพราะผมอยากจะอยู่เงียบๆ มืดๆ เนื่องจากผมอยากจะดูดาวซักหน่อยหลังจากปิดไฟแล้วผมก็เดินขึ้นไปบนบ้านชั้นสองเพื่อไปนั่งดูดาวคนเดียว โดยสายตาทอดยาวไปตามแนวทุ่งนาหลังบ้าน พอผมนั่งเล่นไปสักพักเกือบจะ 4 – 5 ทุ่มผมเริ่มสังเกตเห็นแสงไฟดวงเล็กๆ กลมๆ ลอยอยู่ไกลๆ ลักษณะขึ้นๆ ลงๆ ไม่สูงจากทุ่งนาสักเท่าไหร่ ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าคงเป็นไฟจากคนในหมู่บ้านไปหาหนูหาจิ้งหรีดก็เป็นได้จึงไม่ได้สนใจอะไรแต่เมื่อดูอยู่สักพักดวงไฟดวงนั้นกลับค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจนเท่ากับความสูงชั้นสองของบ้านผม และที่สำคัญเหมือนมันจะลอยเข้ามาหาผมอย่างช้าๆวินาทีนั้นผมเริ่มใจสั่นเล็กๆ หายใจไม่ทั่วท้อง แต่ก็ไม่คลายสงสัยว่ามันคือแสงอะไรกันแน่ เพราะอยากพิสูจน์ความจริงผมจริงปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้มันรู้ตัวแล้วมองลอดออกไปตามช่องรูหน้าต่าง เมื่อมันลอยเข้าใกล้ขึ้นมาทุกทีผมเริ่มรู้ว่ามันเหมือนคนมากขึ้นลักษณะคล้ายผู้หญิงผมยาวมีแสงวูบวาบลอยอยู่ชั้นสองของบ้านที่ผมแอบดูอยู่ ซึ่งมันลอยไม่ไกลจากสายตาผมคิดว่าไม่เกิน 3 เมตรได้ซึ่งวินาทีนั้นผมแทบกลั้นหายใจพยามเอามือปิดปากไม่ให้มันเห็นแล้วตามไปดูด้วยความกลัวปนความสงสัยที่จะพิสูจน์ เมื่อแสงนั้นเริ่มลอยไปทางหน้าบ้านผมที่พอจะมีแสงไฟฟ้าผมเริ่มเห็นชัดเจนแล้วว่าแสงเล็กๆ ที่ลอยหลังบ้านผมนั้นจริงๆแล้วคือผีกระสือนั่นเองและที่แสงมันมีลักษณะขึ้นลงผมคิดว่ามันคงจะกำลังหาอาหารอยู่จากพื้นแล้วลอยผ่านหน้าบ้านผมเพื่อจะไปหากินที่อื่นซึ่งจังหวะที่มันลอยไปทางหน้าบ้านผมหน้าต่างตรงนั้นจะเป็นกระจกสีชาโดยจะมองออกไปข้างนอกบ้านเห็นชัดเจน แต่ข้างนอกจะไม่เห็นคนข้างในจังหวะนั้นเองผมได้เห็นผีกระสือตัวเป็นๆ มันลอยผ่านหน้าผมไปอย่างช้าๆ กลายเป็นภาพติดตาที่ผมไม่มีวันลืมถึงแม้ผมจะเห็นหน้าไม่ชัด แต่ผมเห็นว่าเป็นผู้หญิงแน่นอน ผมยาวมาก มีแค่หัวกับไส้ที่ลอยไปมาและมีแสงวูบๆอยู่ตรงกลาง ผมกลั้นหายใจเพื่อให้กระสือลอยผ่านผมไป หัวใจผมเต้นเสียงดังยืนตะลึง ก้าวขาไม่ออก ขนลุกซู่ไปทั่วร่างกาย แถมฉี่แทบจะราด ไม่คิดว่าเกิดมาจะเจอสิ่งที่น่ากลัวแบบนี้หลังจากกระสือลอยผ่านไปผมรีบวิ่งโทรศัพท์ไปเล่าให้เพื่อนฟัง แต่เพื่อนกลับหัวเราะคิดว่าผมเบลอ ตอนนั้นจำได้ว่าผมเสียงสั่นมากแต่เพื่อนก็ได้แต่ปลอบใจหลังจากวางสายผมไม่กล้านอนไม่กล้าเปิดไฟทั้งคืนเพราะกลัวผีกระสือกลับมาพอตื่นเช้าไปโรงเรียนกลับโดนเพื่อนล้อว่าผมเจอกระสือซะงั้น ซึ่งผมก็ไม่โกรธนะเพราะมันช่วยให้ผมหายกังวลได้ และผมก็ไม่ได้เล่าเรื่องนี้กับครอบครัวเพราะกลัวเค้ากลัวและคิดว่าผมเป็นโรคอะไรอีกซึ่งทุกวันนี้เวลาผมกลับบ้านผมจะไม่ค่อยกล้านอนคนเดียวสักเท่าไหร่ เพราะปัจจุบันเวลากลับไปบ้านเกิดผมก็จะนอนบ้านหลังนี้เป็นประจำและทุกครั้งที่เล่าให้ใครฟังผมก็จะเชื่อเสมอว่ากระสือมีอยู่จริง เพราะผมเห็นมันกับตามาแล้วจริงๆ

พระเตือน มีสตินะโยม ดวงไฟผีกระสือ แค่ความเชื่อ ยังไม่มีการพิสูจน์
อ่าน

พระเตือน มีสตินะโยม ดวงไฟผีกระสือ แค่ความเชื่อ ยังไม่มีการพิสูจน์

เจ้าอาวาสวัดโคกเหล็ก บุรีรัมย์ แจงกรณีชาวบ้านเห็นกระสือ ออกมาจากต้นตาล ว่ายังไม่มีใครออกมาพิสูจน์ ว่าใช่หรือไม่ ยอมรับเป็นความเชื่อของชาวบ้าน แต่อยากให้มีสติ หรือเข้าข่ายงมงาย เพราะอาจจะเป็นช่องทางของมิจฉาชีพได้ วันที่ 9 พ.ค.65 กรณีชาวบ้านขี้ตุ่น หมู่ 9 ต.โคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ถ่ายภาพลูกไฟ 2 ลูก ลอยไปมา แล้วนำไปโพสต์ทางเฟชบุ๊ก ระบุ ภาพดังกล่าวเป็นกระสือ 2 ตัว ผัว-เมีย และคาดว่ามาจากคนเล่นของแล้วผิดครู เอามาทิ้งกลายเป็นกระสือ ตามที่เป็นข่าวไปแล้วนั้น ล่าสุดพระครูธรรมปริยัติธรรมวิบูล ,ดร เจ้าอาวาสวัดโคกเหล็ก ต.โคกเหล็ก อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ได้ออกมาระบุถึงกรณีดังกล่าวว่า เท่าที่เห็นในข่าว พบว่าน่าจะเป็นลูกไฟจริง แต่ยังไม่ระบุได้ว่าเป็นลูกไฟอะไรเพราะยังไม่มีใครมาพิสูจน์ สิ่งที่ปรากฏอาจจะเป็นอย่างอื่นก็ได้ในทางวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้จะต้องมีผู้ที่มีองค์ความรู้เฉพาะด้านมาพิสูจน์ แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่บรรพบุรุษ เล่าต่อกันมาจนกลายเป็นความเชื่อ ส่วนหนึ่งก็อยากให้ชาวบ้านมีสติ ไม่ควรจะเชื่อจนขาดเหตุผล เพราะอาจจะเป็นช่องทางของมิจฉาชีพ ที่เห็นจุดอ่อนของชาวบ้าน แล้วเข้ามาหลอกลวงชาวบ้านทำให้เกิดความเสียหายขึ้นอีก