รีเซต

ผลการค้นหา “Why You… Y Me” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สองหัวใจ EP.6-7 : "ณเดชน์ - เจมส์ มาร์ - อแมนด้า" ลุ้นระทึกชีวิตแลกด้วยชีวิต
อ่าน

สองหัวใจ EP.6-7 : "ณเดชน์ - เจมส์ มาร์ - อแมนด้า" ลุ้นระทึกชีวิตแลกด้วยชีวิต

"สองหัวใจ EP.6-7" ของผู้จัด "หงษ์ ธัญนิธิ ฉันท์เอกสิทธิ์" จากค่าย หก สี่ เอี่ยว ยิ่งดูยิ่งเดือด จัดเต็มทั้งความรัก มิตรภาพ ดรามา และแอ็กชันแบบไม่มีพัก โดยเฉพาะเรื่องราวของ โอบ (ณเดชน์ คูกิมิยะ) ดอม (เจมส์ มาร์) และ ฝน (อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม) ที่ล่าสุดโอบได้รับข้อความปริศนาว่า "ชีวิตแลกด้วยชีวิต" จนต้องรีบไปหาฝน แต่ยังไม่ทันได้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฝนกลับเจอเหตุการณ์ไม่คาดคิด เมื่อรถพุ่งเข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว ทำให้โอบและดอมต่างพุ่งเข้าไปช่วยพร้อมกัน สองหัวใจ EP.6-7 ดูทีวีออนไลน์ ช่อง 3HD เบื้องหลังฉากนี้เรียกว่าเดือดตั้งแต่ซ้อม เพราะทั้งสามนักแสดงต้องจัดเต็มกับคิวแอ็กชัน ตั้งแต่รถที่เคลื่อนเข้าหาฝน จังหวะเข้าช่วย ไปจนถึงคิวล้มของอแมนด้า ทุกอย่างต้องอาศัยทั้งจังหวะและความแม่นยำ เพื่อให้ภาพออกมาสมจริงและปลอดภัย โดยเฉพาะณเดชน์ที่ต้องวิ่งเข้ารับอแมนด้า ขณะที่เจมส์ มาร์ก็พุ่งเข้ามาช่วยในเวลาไล่เลี่ยกัน แถมยังมีอีกหนึ่งโจทย์สำคัญ เพราะดอมเป็นห่วงฝนแต่ไม่สามารถแสดงออกตรง ๆ ได้ งานนี้เจมส์ มาร์จึงต้องถ่ายทอดความรู้สึกผ่านสายตา สีหน้า และอารมณ์ของตัวละคร ข้อความ "ชีวิตแลกด้วยชีวิต" กำลังส่งสัญญาณถึงอะไร และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฝนครั้งนี้จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ของทั้งสามคนไปแค่ไหน เตรียมลุ้นไปพร้อมกันในละคร "สองหัวใจ" คืนวันอังคารที่ 1 กันยายน 2569 เวลา 20.30 น. ทางช่อง 3 กด 33 อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : สองหัวใจ EP.4-5 : "ณเดชน์" บอกรัก "อแมนด้า" หวานเต็มสิบ "เจมส์ มาร์" เจ็บเต็มร้อย ส่องนักแสดงละคร "สองหัวใจ" เรื่องราวของมิตรภาพ ความรัก และการแก้แค้น เรื่องย่อ สองหัวใจ ช่อง 3HD (ตอนล่าสุด) เมื่อความไว้ใจ ต้องแลกด้วยชีวิต

"เอมมี่ มรกต" แจ้งข่าวเศร้า สูญเสียคุณแม่ อีก 100 ชาติก็ขอเกิดเป็นลูกแม่
อ่าน

"เอมมี่ มรกต" แจ้งข่าวเศร้า สูญเสียคุณแม่ อีก 100 ชาติก็ขอเกิดเป็นลูกแม่

"เอมมี่ มรกต" แจ้งข่าวเศร้า สูญเสียคุณแม่ อีก 100 ชาติก็ขอเกิดเป็นลูกแม่เป็นอีกหนึ่งเรื่องเศร้าสำหรับข่าวการจากไปของคุณแม่ "เอมมี่ มรกต" ที่รักษาตัวอยู่ที่ประเทศอังกฤษ โดยเธอได้โพสต์ภาพ พร้อมทั้งแคปชั่นถึงคุณแม่ในวาระสุดท้ายว่า "ดวงใจของลูก.. The most strongest woman I know. บินมาอังกฤษ 1 วัน เพื่อมาหาคนพิเศษคนนี้เลย.. คนเก่งของลูก.. ลูกขอบินกลับเมืองไทยไปทำงานที่ต้องรับผิดชอบ แล้วเดี๋ยวลูกบินกลับมาหาใหม่นะคะ คุณแม่ต้องเข้มแข็งนะคะ.. I love you so much my super woman" โดยหลังจากนั้นยังได้โพสต์ภาพคุณแม่ พร้อมกับข้อความระบุถึงว่า ภาพประกอบจาก aimeemorakot ภาพประกอบจาก aimeemorakot ภาพประกอบจาก aimeemorakot คุณแม่ของลูก.. ผู้หญิงที่แข็งแกร่งที่สุด คนที่เสียสละให้ กับผู้อื่นมากที่สุด คุณแม่ที่มีแต่ให้แบบไม่สิ้นสุด อุทิศ ตนเพื่อครอบครัว ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง และสังคม ถึงเวลาที่คุณแม่จะได้พักแล้วนะคะ คุณแม่จะได้ไม่ต้อง เหนื่อยแล้ว คุณแม่ทําเพื่อคนอื่นมาเยอะมากแล้ว วันนี้ไปเป็นนางฟ้าบนสวรรค์นะคะ คุณแม่ยายรอรับคุณแม่อยู่นะคะ คุณแม่สั่งสอน ลูกกราบแทบเท้าคุณแม่ กราบขอบพระคุณที่เลี้ยงลูกมา อย่างดี ให้ลูกได้เติบโตในครอบครัวที่อบอุ่น ได้มีชีวิตที่ มีความสุขสบายและไม่เคยขาดอะไรเลย ลูกทั้งสองจะ ไม่มีวันลืมพระคุณครั้งนี้ เราภูมิใจที่สุดที่ได้เกิดมาเป็น ลูกคุณแม่และคุณพ่อค่ะตั้งแต่เด็กจนโต ทุกเรื่องในการใช้ชีวิต ให้เป็นคนมีธรรมะในใจ ให้รู้จัก ให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ให้อย่าลืมว่าถึงเราจะเป็น เด็กที่เกิดและโตที่ประเทศอังกฤษ แต่เรามีคุณพ่อคุณ แม่เป็นคนไทย เชื้อสายเป็นคนไทย ปลูกฝังให้รักใน ความเป็นไทย ควรภูมิใจในการเกิดมาเป็นคนไทย ไม่ว่าจะกี่ 10 ชาติ 100 ชาติ 1000 ชาติ ลูกก็จะขอเกิด มาเป็นลูกคุณแม่อีกค่ะ ลูกรักคุณแม่สุดหัวใจ.. และจะไม่มีวันไหนที่ลูกไม่คิดถึง คุณแม่ค่ะ ลูกเอมมี่" ภาพประกอบจาก aimeemorakot ภาพประกอบจาก aimeemorakot

Patrickananda ส่งซิงเกิลใหม่ ทำไมไม่จำ (NAZE) ขอฮีลใจทุกคนผ่านเสียงอันอบอุ่น
อ่าน

Patrickananda ส่งซิงเกิลใหม่ ทำไมไม่จำ (NAZE) ขอฮีลใจทุกคนผ่านเสียงอันอบอุ่น

กลับมาพร้อมส่งพลังบวกและฮีลใจให้ทุกคนอีกครั้งสำหรับศิลปินหนุ่มอย่าง Patrickananda (แพทริค อนันดา) ภายใต้การดูแลของ BEEEF ยูนิตดนตรีอินดี้ป็อปจาก Believe Artist Services ที่ล่าสุดพร้อมเสิร์ฟผลงานใหม่ ทำไมไม่จำ (NAZE) เพลงที่ตั้งใจชวนให้ทุกคนหันกลับมารักและให้คุณค่ากับตัวเอง ผ่านการถ่ายทอดด้วยโทนเสียงนุ่มละมุนสุดอบอุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมฮีลใจคอยอยู่เป็นเพื่อนเคียงข้างเพื่อส่งกำลังใจ ให้ทุกคนกล้าที่จะพาตัวเองก้าวออกมาจากวงจรความสัมพันธ์ที่สร้างบาดแผลในใจ สำหรับเพลง ทำไมไม่จำ (NAZE) ได้สื่อสารออกมาในเรื่องของการอยากให้ทุกคนที่จมอยู่กับความเจ็บปวด ได้เดินออกมารักตัวเองและต้องการกำลังใจ ถึงเวลาแล้วที่จะหยุดความทรมานแล้วหันกลับมาดูแลจิตใจของตัวเอง ซึ่ง Patrickananda ได้ถ่ายทอดผ่านเนื้อเสียงอันอบอุ่น ที่สัมผัสได้ว่าอยากให้รู้สึกว่าไม่ได้เผชิญหน้ากับความปวดร้าวตามลำพังแต่ยังมีเพลงนี้คอยซัพพอร์ตในวันที่ต้องดูแลจิตใจและพาตัวเองไปสู่ชีวิตที่ดีที่สุด ด้วยเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ตรงของคนจำนวนมาก ทำให้เพลงนี้ถือเป็นอีกเพลงที่สามารถส่งแชร์ให้กำลังใจดีๆ กับผู้คนได้อย่างมากมาย จุดเริ่มต้นของเพลงนี้เกิดจากการที่ Patrickananda ได้นั่งรับฟังเรื่องราวชีวิตรักของเพื่อนสนิทที่ต้องเผชิญความเสียใจซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับคนเดิมๆ จนกลายมาเป็นท่อนฮุกที่ติดหู ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ กัปตัน เข้ามาร่วมแต่งท่อนแรปเพื่อเติมเต็มอารมณ์ให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเพลงนี้คือความลงตัวทั้งเสียงร้อง เนื้อหาและเมโลดี้ที่เข้าถึงง่าย ให้ความรู้สึกฮีลใจได้เป็นอย่างดี โดย Patrickananda ได้เปิดเผยถึงที่มาของการทำเพลงนี้ว่า เพลงนี้ผมเขียนขึ้นมาจากเรื่องของเพื่อนเมื่อปี 2020 ครับ แต่สิ่งที่ผมอยากส่งต่อจริงๆ ในวันนี้ ไม่ใช่การดุหรือสอนใคร แต่คือการ ให้ทุกคนได้ฉุดคิดและกลับมาเลือกตัวเองและรักตัวเองครับ ผมอยากให้เสียงของผมในเพลงนี้เป็นเหมือนเพื่อนที่คอยยืนอยู่ข้างๆ ในวันที่เราสับสน ชวนให้เราคิดถึงความสุขของตัวเองก่อน และผมหวังว่าเพลงนี้จะเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากกดแชร์แทนความรู้สึกในใจ รวมถึงเป็นก้าวแรกที่พาแฟนเพลงใหม่ๆ เข้ามารู้จักโลกของผมครับ เรียกได้ว่าเป็นเพลงที่ช่วยสร้างพลังใจให้ทุกคนตัดสินใจเลือกและรักตัวเองอย่างที่แพทริคตั้งใจอยากให้เสียงร้องในเพลงนี้ทำหน้าที่เหมือนเพื่อนที่คอยอยู่ข้างๆ และชวนให้กลับมานึกถึงความสุขของตัวเองเป็นอันดับแรก นับเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เต็มไปด้วยพลังบวกที่พร้อมจะโอบกอดทุกคนในวันที่เจ็บปวด โดยสามารถรับฟังเพลง ทำไมไม่จำ (NAZE) ได้แล้ววันนี้บนทุกช่องทาง Streaming Platform และ Youtube : PATRICKANANDA

ทรูไอดี เปิดทุกเรื่องคนดังกับมุมที่ไม่เคยรู้ใน "The Celebrities" เริ่ม 17 ก.ค.นี้
อ่าน

ทรูไอดี เปิดทุกเรื่องคนดังกับมุมที่ไม่เคยรู้ใน "The Celebrities" เริ่ม 17 ก.ค.นี้

ทรูไอดี พร้อมเสิร์ฟให้แฟน ๆ ได้รับชมแล้ว สำหรับรายการทอล์คน้องใหม่ "The Celebrities" ดำเนินรายการโดย "กตัญญู สว่างศรี" พิธีกรผู้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่กำลังมาแรงอยู่ตอนนี้ พร้อมพาคุณไปเปิดมุมมองใหม่กับเหล่าคนดัง ผ่านบทสนทนาสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะทำให้รู้จักตัวตนของพวกเขาในแบบที่ลึกซึ้งกว่าที่เคย ทรูไอดี เปิดทุกเรื่องคนดังใน "The Celebrities" เริ่ม 17 ก.ค.นี้ รายการ "The Celebrities" รายการที่จะพาผู้ชมไปร่วมค้นหาตัวตน ความคิด ประสบการณ์ และเส้นทางชีวิตของเหล่าคนดัง ทั้งเรื่องราวของความสำเร็จ อุปสรรค แรงบันดาลใจ รวมถึงแง่มุมที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน ถ่ายทอดผ่านบทสัมภาษณ์ที่จริงใจและเข้าถึงตัวตนของแต่ละคน เพราะ Celebrities ไม่ใช่แค่ความดัง แต่คือการเป็นที่รักของผู้คน พร้อมคำถามเด็ด signature ของรายการ เช่น คุณคิดว่าอะไร คือความเป็น Celebrity ของคุณ ? ร่วมสัมผัสทุกเรื่องราวของคนดัง ในมุมที่คุณอาจไม่เคยรู้จัก และค้นพบตัวตนที่มากกว่าความโด่งดังคนที่คุณชื่นชอบ ได้ในรายการ "The Celebrities" ทุกวันศุกร์ เวลา 20.00 น. เริ่มตอนแรก 17 กรกฎาคม นี้ รับชมได้ที่ TrueID เท่านั้น ล็อกอินรอชมได้เลย : https://ttid.co/KupK/wxululi7

ผู้พัฒนา Billy the Hero ได้ไอเดียสุดบรรเจิด หลังจากเจอคอมเม้นต์เหยียดเพศ สุดดราม่า!
อ่าน

ผู้พัฒนา Billy the Hero ได้ไอเดียสุดบรรเจิด หลังจากเจอคอมเม้นต์เหยียดเพศ สุดดราม่า!

ก่อนหน้านี้ ผู้พัฒนาเกม Billy the Hero นั้นได้กลายเป็นไวรัลที่ได้นำออกแบบ "ปิศาจเมียหลวง" (มอนสเตอร์ภายในเกม) โดยได้แรงบันดาลจากมาจากภรรยา ล่าสุดทางคุณ โจ้ หนึ่งในทีมผู้พัฒนาเกมได้ออกมาโพสต์เรื่องราวที่ก่อให้เกิดไอเดียสุดบรรเจิดและนำมันมาใช้ในเกมด้วยโดยเรื่องราวครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นจากคุณโจ้ได้ถูกผู้เล่นบางส่วนกล่าวหาว่าทำเกมแบบ "เหยียดผู้หญิง (Misogynistic)" บ้างก็กล่าวหาว่า เป็น "จินตนาการแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Male Fantasy)" และประกาศว่าจะไม่มีวันสนับสนุนเกมนี้เด็ดขาด! ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว คุณโจ้เองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับคอมเมนต์หนึ่งเข้า"เก่งแต่เอาหน้าผู้หญิงทำเป็นมอนสเตอร์ละสิ? ถ้าแน่จริงก็เอาหน้าตัวเองใส่ลงไปสิ!" พออ่านจบคุณโจ้ถึงกับตบเข่าฉาด ลุกขึ้นยืน แล้วตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น พร้อมชี้ไปที่หน้าจอแล้วพูดออกมาด้วยความดีใจสุดขีดว่า"โคตรอัจฉริยะ! ขอบคุณสำหรับไอเดีย!"จากนั้นคุณโจ้ก็ทำจริง โดยการนำเอาทีมพัฒนาผู้ชายทั้งทีมเข้าไปไว้ในเกม (ไม่ต้องห่วงนะ ผมเซ็นเซอร์ดวงตาของพวกเขาไว้แล้ว น่าจะโอเค... ฮ่า ๆ) พร้อมออกมาเผยว่า เมื่อเล่นไปถึงช่วงหนึ่งของเกม ผู้เล่นจะสามารถสร้าง คุกใต้ดิน (Underground Prison) ได้ และภายในนั้น ทีมพัฒนาทั้งหมดจะถูกล่ามโซ่ติดกับกำแพง ผู้เล่นสามารถเดินเข้าไปต่อยพวกเราได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม...หน้าตาพวกเราน่าหมั่นไส้?, เพลงห่วย?, บั๊กเยอะ?, เนื้อเรื่องไม่รู้เรื่อง?, บอสยากเกินไป?โดยเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลัก แต่จะเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะปลดล็อก Achievement "Merciful" หรือ "Heartless" เรียกว่าไอเดียสุดบรรเจิดนี้ ทำให้ตัวเกม Billy the Hero นั้นได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเพื่อน ๆ สามารถดูรายละเอียดของเกม Billy the Hero เพิ่มเติมได้ที่เพื่อน ๆ สามารถเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ทีมผู้พัฒนาเกม Billy the Hero ได้ที่https://www.online-station.net/pc-console-game/999674อ้างอิงข้อมูจากhttps://www.facebook.com

คนข้างในเท่านั้นที่จะเข้าใจ! "V12 แจ็คกี้" เปิดใจอยู่ในบ้านไม่ง่าย เผยเทคนิคหาความสุขกับทุกโชว์
อ่าน

คนข้างในเท่านั้นที่จะเข้าใจ! "V12 แจ็คกี้" เปิดใจอยู่ในบ้านไม่ง่าย เผยเทคนิคหาความสุขกับทุกโชว์

หลังจากที่พี่ใหญ่ฝ่ายชายของบ้านอย่าง "V12 แจ็คกี้" หรือ "ภีม์พัฒน์ สุวัฒน์ทวีชัย" โบกมือลาน้อง ๆ บ้าน TrueAF 2026 ในสัปดาห์ที่ 6 นอกจากน้อง ๆ ในบ้านจะเสียน้ำตาแล้ว เหล่ากองทัพกองเชียร์ของแจ็คกี้ต่างใจหายไปตาม ๆ กัน เพราะตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในบ้าน แจ็คกี้ เป็นพี่ใหญ่ที่พร้อมซัพพอร์ตน้องในทุกเรื่อง งานนี้ ทรูไอดี มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษแจ็คกี้ เปิดใจหลังไม่ได้ไปต่อ "V12 แจ็คกี้" เปิดใจอยู่ในบ้านไม่ง่าย เผยเทคนิคหาความสุขกับทุกโชว์ ความรู้สึกหลังออกจากบ้าน TrueAF 2026 ?V12 แจ็คกี้ : ประทับใจกับโชว์ตัวเองทุกอัน เพราะว่าเราหาความสุขเจอในทุกเพลงที่เราร้อง อยากกลับไปแก้ไขอะไรมั้ย ?V12 แจ็คกี้ : ไม่มีนะ กี้รู้สึกว่าเอ็นจอยกับน้อง ๆ แล้วก็เรียนรู้ในสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วก็ทำจุดแข็งของเราให้มันคมมากขึ้น ทำอะไรใหม่ ๆ ออกนอกกรอบที่เราไม่เคยทำครับ โจทย์เพลงที่อยากร้อง ?V12 แจ็คกี้ : ไม่รู้ว่ามีมั้ย ไม่รู้ว่ามีหรือเปล่านะครับ ละครเวทีก็น่าสนใจครับ เพราะว่ากี้เองจบละครเวทีมา ก็เลยรู้สึกว่าถ้าเรามีโอกาสก็น่าจะสนุกนะ งานที่แบบคิดคาแรกเตอร์ของตัวเองให้คนได้เห็นมุมต่าง ๆ ที่เรามีความสามารถครับ ฝากถึงน้อง ๆ ในบ้าน ?V12 แจ็คกี้ : สู้ต่อไปน้อง มันใกล้จะจบแล้ว ผ่านครึ่งทางมาไกลแล้วแล้วก็เชื่อว่าความฝันของเรามันไม่ได้จบแค่นี้ แล้วก็เดี๋ยวเราก็กลับมาเจอกัน เรานัดไปเที่ยวกันเยอะแยะไปหมด ยังไงเดี๋ยวก็เจอกัน (ยิ้ม) สู้ ๆ มองชีวิตอนาคตในวงการไว้ยังไงบ้าง ?V12 แจ็คกี้ : ถ้ามีโอกาสทำอะไร กี้ทำหมดครับ กี้อายุเยอะแล้วครับ อยากกอบโกยความสำเร็จความสุขที่เราชอบในสิ่งนี้ ไม่ว่าจะการแสดง ร้องเพลง หรืออะไรก็ตาม ที่เราสามารถจะทำได้ ก็อยากทำให้มันดีที่สุดครับ ตลอด 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา พัฒนาด้านไหนมากที่สุด ?V12 แจ็คกี้ : จิตใจนะ จิตใจคนเราน่าจะเป็นอะไรที่ยากจะหยั่งถึง เพราะว่าถ้าเราไม่สามารถควบคุมความรู้สึกตัวเองได้ในการที่อยู่ในบ้านหลังนั้น มันยากมาก มันยากสุด ๆ คนข้างนอกไม่เข้าใจ คนข้างในเท่านั้นที่จะเข้าใจ ฝากถึงแฟนคลับที่สนับสนุนมาตลอด ?V12 แจ็คกี้ : ไม่รู้ว่าข้างนอกเป็นยังไงนะครับ แต่ว่าขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนกี้นะครับ แล้วงก็มาเชียร์กี้ที่ Cloud 11 หรือว่าโหวตให้กี้นะครับ กี้รู้สึกว่าเป็นหนังสือหน้าแรกที่ยังเป็นบทนำ อยากให้ทุกคนช่วยติดตามกี้ต่อไปในโหมดต่าง ๆ ว่าจะทำอะไรบ้าง มีอะไรให้ทุกคนได้ติดตามบ้าง แต่เชื่อได้เลยว่ากี้จะมีผลงานให้ทุกคนได้ฟัง 100% แฟน ๆ สามารถโหวตให้นักล่าฝันที่คุณชื่นชอบเพียงกด 787 ตามด้วย หมายเลขนักล่าฝัน (2 หลัก) ตามด้วยเครื่องหมาย # แล้วโทรออกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางตามหาดาวดวงใหม่ไปพร้อมกันในTrue Academy Fantasia 2026ที่พร้อมเสิร์ฟทั้งความฝัน ความสนุก และความผูกพันแบบครบรสตลอดทั้งซีซันได้แล้ว และสามารถติดตามรับชมถ่ายทอดสด 24 ชั่วโมงได้ทาง TrueVisions ช่อง AF Reality 334 และแอป TrueVisions Now อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : TrueAF 2026 Week 7 สมาชิกทีมสีแดงและสีน้ำเงิน ซุ่มซ้อมกันสุดเข้มข้น TrueAF 2026 โจทย์เพลง Week 7 : BATTLE OF THE AGES ด้าน "แจ็คกี้" ได้กลับมาช่วยทีม TrueAF 2026 คอนเสิร์ต Week 6 : "แจ็คกี้" โชว์ส่งท้ายอย่างทรงพลัง ก่อนออกจากบ้าน TrueAF 2026 ดูได้ที่ไหน พร้อมบอกช่องทางรับชมอย่างละเอียดตลอด 24 ชั่วโมงเต็ม เปิดวิธีการโหวต TrueAF 2026 รักใครเชียร์ใคร เตรียมตัวกดโหวตกันได้เลย ขอบคุณข้อมูลและภาพจากTrueAF Thailand, TrueVisions

"นัท LYKN" บนเวทีมั่นใจ แต่ชีวิตจริงคิดเยอะ เปิดปมวัยเด็กและความสูญเสียครั้งใหญ่
อ่าน

"นัท LYKN" บนเวทีมั่นใจ แต่ชีวิตจริงคิดเยอะ เปิดปมวัยเด็กและความสูญเสียครั้งใหญ่

สัมผัสอีกด้านของ "นัท ธนัท ด่านเจษฎา" หรือ "นัท LYKN" ศิลปินหนุ่มสุดฮอตที่หลายคนคุ้นภาพความมั่นใจบนเวที แต่เบื้องหลังกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ผ่านรายการ "WOODY TALK" ย้อนเล่าปมในวัยเด็กที่ทำให้กลายเป็นคนขี้อาย คิดเยอะ และกังวลทุกการแสดงออกจนหลายครั้งถูกเข้าใจผิดเพราะเป็นคนหน้านิ่ง พร้อมเปิดใจถึงช่วงเวลาหนักที่สุดในชีวิต หลังสูญเสียคุณพ่อ ซึ่งกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ที่ทำให้วันนี้เลือกใส่ใจและใช้ทุกนาทีกับคนที่รักให้มีค่าที่สุด "นัท LYKN" บนเวทีมั่นใจ แต่ชีวิตจริงคิดเยอะ คุณเป็นหนึ่งในศิลปินวง LYKN วงที่ได้ไปไกลถึงระดับโลก ?นัท LYKN : คือจริง ๆ ผมโชคดีด้วยที่ได้มาอยู่กับค่าย GMMTV รู้สึกว่าในค่ายให้โอกาสเยอะมาก ๆ แล้วยิ่งฐานแฟนคลับมีอยู่ที่ต่างประเทศเยอะด้วย รู้สึกว่าเราได้รับประโยชน์จากตรงนั้น ทางค่ายก็ส่งวง LYKN ไปต่างประเทศ ช่วงแรก ๆ ได้ไปคือประเทศญี่ปุ่น ในตอนแรกแฟน ๆ ก็ยังไม่ค่อยรู้จักพวกเราเท่าไหร่ แต่พอได้ไปหลาย ๆ ที่มากขึ้น เริ่มมีคนฟังเพลงของพวกเราเยอะมากขึ้น พอ LYKN ได้ประกาศคอนเสิร์ตไป แล้วก็มี World Tour จริง ๆ ก็รู้สึกว่ามันมาไวมากเหมือนกัน ที่เราได้ไปลองอะไรแบบนั้น และรู้สึกว่ามันเป็นสนามซ้อมของเรา ทำให้เราได้ไปแสดงในสถานที่ต่างออกไป ซึ่งช่วยให้เราได้พัฒนาทักษะจากตรงนั้นต่อ ๆ กันไปครับ ที่มาของฉายา "แปลกแบบปกติ" หมายความว่าอะไร ?นัท LYKN : เอาจริงผมว่าผมเป็นคนแปลกนิดหนึ่ง รู้สึกว่าการแสดงออกความรู้สึกของผมมันค่อนข้างซับซ้อน ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยกล้าที่จะแสดงความรู้สึกตัวเองออกไปตรง ๆ มันจะมีเสียงในหัวเล็ก ๆ ว่าเราแสดงออกแบบนี้แล้วคนที่ฟังเราอยู่เขาจะรู้สึกยังไง คือผมเป็นคนคิดเยอะ อาจจะทำให้เวลาผมแสดงออกไปแล้วมันดูแปลกสำหรับคนที่ฟังอยู่ ดูเหมือนกับว่าเรารู้สึกอย่างนี้จริง ๆ หรือเปล่า อย่างเช่นน้องในวง เวลาที่มีอะไรมาให้ดู หรือเอาอะไรมาให้ผมชิม แล้วผมบอกว่า "อร่อยจังเลย" แต่ความรู้สึกผมคืออาจจะอร่อยมาก ๆ แต่การแสดงออกของผมที่สื่อออกไปอาจจะทำให้เขาคิดว่าปลอมหรือเปล่า คือผมเป็นคนคิดเยอะมากเวลาจะพูดอะไรออกไป ย้อนกลับไปช่วงอายุ 10 ขวบ มีเหตุการณ์อะไรที่ทำให้จากคนกล้าแสดงออก กลายเป็นคนที่ต้องระวังและคิดซ้ำ ๆ ก่อนจะพูดไหม ?นัท LYKN : นึกออกครับ ผมรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นช่วงที่ผมเริ่มไปเต้น Cover Dance แล้วผมคิดว่าอาจจะมีบางคนในโรงเรียนที่ดูหมิ่นเรา ไม่ได้เชิงพูด แต่เป็นเชิงการแสดงออกกับการกระทำอะไรอย่างนี้มากกว่า มันก็เลยอาจจะทำให้ผมรู้สึกไม่มั่นใจมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ในชีวิตครับ ถ้ามีคำที่ออกมาจากปากของเขา คิดว่าคำพูดนั้นที่จะบอกคุณในวันนั้นคือประโยคว่าอะไร ?นัท LYKN : ทำอะไรกัน? แล้วก็อาจจะหัวเราะ ผมคิดว่าเขาน่าจะตัดสินผมว่าดูเสร่อมั้งครับ ความคิดผมนะ เหมือนกับว่าอยากเด่นเหรอ? ประมาณนั้น วันนี้เรามองเห็นบทบาทอะไรของตัวเองที่ชัดเจนที่สุด ?นัท LYKN : ผมเป็นคนที่อยู่ตรงกลางในทุกความรู้สึก ถ้าในวงมีใครที่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร ก็จะมาคุยกับผมบ้าง ผมจะเป็นคนที่รับฟังเสียส่วนใหญ่ อาจจะให้คำแนะนำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่ผมจะเป็นคนชอบรับฟัง ถ้าเครียดก็คือมาระบายกับผมได้ คือเวลาผมอยู่กับ LYKN รู้สึกผมเหมือนเด็ก ผมเห็นสายตาที่พวกเขามองผมในมุมมองที่รู้สึกเหมือนผมเป็นเด็กยังไงไม่รู้ครับ แนะนำให้เรารู้จัก นัท ธนัท ตัวตนจริง ๆ ในมุมที่คนอื่นอาจไม่เคยรู้ ?นัท LYKN : สวัสดีครับผม นัท ธนัท ด่านเจษฎา วันนี้ได้มารายการพี่วู้ดดี้ดีใจมากครับ รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนที่ขี้อายมาก ๆ เวลาได้มาคุยกับคน ผมจะเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจมากเท่าไหร่ แต่ว่าวันนี้รู้สึกว่าผมได้เรียนรู้อะไรบางอย่างเหมือนกันกับการได้มาคุยกับพี่วู้ดดี้ รู้สึกว่าตัวเองได้ค้นหาอะไรบางอย่างในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีเลเยอร์บางอย่าง ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเยอะขนาดนี้ แล้วก็รู้สึกว่าบางทีผมอาจจะต้องละลายเลเยอร์นั้นให้มันมากขึ้นกว่านี้ในการที่จะไปใช้ชีวิตต่อไปในอนาคตข้างหน้า แล้วก็รู้สึกว่าผมอาจจะเรียกว่าเป็นคนที่คิดเยอะ อาจจะคิดเยอะเกินไปหน่อยบางที ซึ่งมันก็ทำให้ผมเริ่มรวนแล้ว คือเอาจริงผมว่าตอนเด็กผมไม่คุยกับใครเลยดีกว่า คุยน้อยมาก ๆ เวลาไปเจอเพื่อนคุณพ่อคุณแม่ก็จะอยู่เงียบ ๆ แบบหงอย ๆ อยู่กับพี่ชายก็ไม่ค่อยกล้าคุยมากเท่าไหร่ จนผมรู้สึกว่าอาจจะทำให้ผมเป็นอย่างนั้นจนถึงตอนนี้ แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นประมาณหนึ่งครับ โลกคาดหวังให้เราแสดงออก แต่เรากลับต้องสร้างกำแพงไว้ปกป้องตัวเอง คุณทำได้อย่างไร ?นัท LYKN : อาจจะเพราะผมมีเป้าหมายที่อยากเป็นศิลปิน ผมได้ทำกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ไปเต้น ไปออดิชันในรายการ Project Alpha แล้วได้มาเป็นศิลปิน ก็อาจจะทำให้ผมทลายกำแพงตรงนั้นประมาณหนึ่งเวลาอยู่บนเวที ผมอาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้สึกมั่นใจในตัวเอง ผมอาจจะชอบอยู่บนเวที เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองมั่นใจมากกว่าตอนอยู่ข้างล่างเวทีครับ เป็นผมอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง เพราะมีแฟน ๆ ด้วย เพราะเรารู้ว่าเราทำอะไรไปแล้วเขาจะชอบที่เราแสดงอยู่บนเวที เลยรู้สึกมั่นใจว่าเราจะทำแบบนี้ไป บวกกับมีวง LYKN ด้วยที่เป็นเหมือนพื้นที่ปลอดภัยของผม ทำอะไรจะมีอีก 4 คนคอยผลักดัน ซึ่งมันก็เป็นอีกมวลพลังงานหนึ่งที่ทำให้มั่นใจในตัวเองเวลาผมแสดงอยู่บนเวที รู้สึกว่ามันเป็นที่ของเรา แต่พอเราลงมาใช้ชีวิตที่ไม่ได้เป็น LYKN อาจจะทำให้ผมรู้สึกประหม่า หรือว่าไม่มั่นใจเวลาในการไปไหนต่อไหนคนเดียวมากกว่า จะไม่มีใครคอยมาผลักดันเรา สมมุติเราเล่นมุกบนเวทีซึ่งมันฝืดแค่ไหนก็จะมี 4 คนที่คอยหัวเราะให้ผม ซึ่งผมเป็นคนตลกเวลาอยู่แค่กับ LYKN ดีกว่า เวลาลงมาแล้วมันดูแห้งไปหมดเลยเวลาออกงานคนเดียว พอลงมาอยู่คนเดียวจะมีโมเมนต์ไหนที่เรารู้สึกอึดอัด ?นัท LYKN : รู้สึกเวลามีคนมองเรา เวลาเดินไปแล้วมีคนมองไปเรื่อย ๆ แล้วบางครั้งผมอาจจะเกร็ง ๆ นิดหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าเขามองอะไรเราหรือเปล่า โดยปกติผมเป็นคนหน้านิ่งแล้วมันอาจจะดูหยิ่งหรือเปล่า ถ้าเกิดเราไม่ยิ้ม คือจะคิดเยอะมาก ๆ ประมาณหนึ่งว่าถ้าเราหน้าประมาณนี้แล้วเวลาคนมองมาก็จะคิดไปร้อยแปดพันเรื่องแล้วว่า เขาจะมองเรายังไงอะไรอย่างนี้ครับ จริงๆ ผมอยากมั่นใจมากกว่านี้มากเลย อยากเป็นคนที่คิดอะไรก็กล้าพูดออกไป แต่บางทีเลเยอร์มันเยอะเกินไปสำหรับผมครับ ตอนที่เพอร์ฟอร์มอยู่ที่เมืองนอกแล้วเกิดเหตุการณ์สูญเสีย คุณต้องจัดการกับความรู้สึกยังไงบ้าง ทั้งทำงานและต้องกลับมาดูแลคนที่เรารักมากที่สุด ?นัท LYKN : จริง ๆ ตอนนั้นก็รู้สึกเหมือนงงไปเลยครับ เพราะว่าวันนั้นเหมือนเสร็จงานแล้ว กำลังจะบินกลับแล้ว แล้วเหมือนตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นไลน์เด้งขึ้นมาว่าจัดงานศพวันนี้นะ ผมก็ เหรอ แล้วผมก็เหมือนสมองว่างเปล่าไปเลย ผมไม่รู้ต้องทำตัวยังไงเลย ทุกอย่างมันเงียบ ผมอยู่ในห้องนอนคนเดียวแล้วมันเงียบกริบไปหมด เป็นความรู้สึกที่เอาจริง ๆ ผมไม่เคยสูญเสียใครมาก่อนเลย เรียกว่าคุณพ่อเป็นคนแรกเลยที่ผมสูญเสีย รู้สึกว่าผมเห็นคุณแม่เศร้าก็เลยรู้สึกว่าตัวเองอาจจะต้องไม่ได้เศร้าขนาดนั้นเพื่อทำให้คุณแม่รู้สึกโอเค รู้สึกว่าเราจะต้องเป็นคนที่ดูแลคุณแม่ต่อจากคุณพ่อ ก็เลยอาจจะต้องเป็นคนที่เข้มแข็งประมาณหนึ่ง เอาจริง ๆ คุณพ่อป่วยมานานแล้ว ค่อย ๆ ทรุดลงเรื่อย ๆ ช่วงที่ผมทัวร์คอนเสิร์ตไม่ค่อยได้เจอคุณพ่อ แต่ว่าคุณพ่อก็อยู่ที่บ้าน มีคุณแม่กับพี่ชายช่วยดูแล ช่วงนั้นมีบินไปอเมริกาแล้วก็เว้นอาทิตย์หนึ่งแล้วไปยุโรป ซึ่งช่วงที่บินไปยุโรปคือช่วงสุดท้ายที่คุณพ่อเริ่มจะไม่ไหวแล้ว วันนั้นก็เป็นวันที่ผมงงกับชีวิตตัวเองประมาณหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นจริงแล้วเหรอ เพราะผมไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้ แต่สุดท้ายแล้วมีอะไรให้เราทำมากจนเกินกว่าที่จะมานั่งคิดเรื่องที่มันเศร้า คือผมเป็นคนที่ไม่ได้ชอบไปนั่งนึกเรื่องที่มันเศร้า หรือเสพติดความเศร้า บางคนอาจจะไปนั่งดูรูปเก่าเพื่ออินกับความเศร้าตรงนั้น แต่ผมรู้สึกว่าต้องใช้ชีวิตต่อ แล้วก็มีหน้าที่ๆต้องทำต่อ อาจจะไม่รู้ว่าผมกดสิ่งนั้นไว้หรือเปล่า แต่ผมพยายามที่จะไม่กลับไปดูมันมากเท่าไหร่ครับ คุณพ่อได้เล่าให้ฟังไหมว่าเขาดีใจกับเราขนาดไหน ?นัท LYKN : เขาเป็นคนที่ติดตามดูผมอยู่ตลอด คอยดูคอมเมนต์ของแฟน ๆ ตลอดแล้วก็จะบอกว่าเขาพิมพ์อันนี้มาหาเรานะ แล้วก็เปิดให้ผมดู เขาภูมิใจในตัวผมมากสุด ๆ เลย เขาเป็นคนไปส่งผมซ้อมเต้น ไปฟิตเนสตลอด ก่อนที่เขาจะป่วยแล้วก็ไปส่งผมไม่ไหวครับ คุณพ่อมีคนรักเยอะมาก ๆ ไม่เคยดุผมเลย ดุผมน้อยมาก ๆ และค่อนข้างตามใจผม เวลาแม่ดุเขาก็จะคอยโอ๋ผมตลอด เวลาผมกลับบ้านดึก คุณพ่อก็จะไลน์มาบอก แม่เอาแล้วนะ แม่เริ่มแล้วนะ ผมก็จะรีบกลับ คุณพ่อเป็นคนที่น่ารักกับผมมากครับ คิดถึงอะไรมากที่สุดเกี่ยวกับคุณพ่อ ?นัท LYKN : ผมคิดถึงเสียงของเขา เขายังไม่ได้ไปคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ของผมเลย คอนเสิร์ตแรกเขาได้ไป แต่ว่าคอนเสิร์ตครั้งที่ 2 ในช่วงปีที่ผ่านมาเหมือนเขาเริ่มไม่ไหวแล้ว ก็เลยต้องอยู่แต่ที่บ้าน ถ้าเขายังอยู่เขาคงเปิดเพลงของผมฟังแล้วก็ลุกมาเต้นแน่ ๆ เพราะเพลงแรก ๆ ของผมในวง LYKN เขาจะชอบเต้นท่าของเขา ซึ่งมันก็ไม่ค่อยเป็นท่าเต้นเท่าไหร่ แต่ผมคงคิดถึงเสียงเขามาก ๆ ทุกวันนี้บางทีนอนอยู่ก็เหมือนเห็นเขาอยู่ในห้อง แล้วก็ลุกมาฟังเพลงของผม ถ้าเขาอยู่คงเปิดฟังเพลงเดี่ยวเพลงแรกของผมไม่หยุดเลยแหล่ะครับ มีเรื่องอะไรที่รู้สึกเสียดายกับคุณพ่อบ้างไหม ?นัท LYKN : จริง ๆ ถ้าถามว่ามีไหม มีอยู่บางส่วนที่ผมรู้สึกว่าช่วงหลัง ๆ ผมบินไปทัวร์คอนเสิร์ตเยอะมาก แล้วจะได้เจอเขาแค่ตอนกลางคืนซึ่งเขาหลับไปแล้ว พอกลับมาแล้วก็ไม่ค่อยได้พูดคุยอะไรกับเขามากเท่าไหร่ พอตื่นเช้าผมก็ออกไปทำงาน ออกไปซ้อม ช่วงอายุ 21 ถึง 23 ปี เป็นช่วงที่ผมซ้อมเยอะมาก ๆ ในช่วงที่กำลังฟอร์มวง LYKN อยู่ มีอะไรหลาย ๆ อย่างที่ต้องทำเยอะมากในชีวิตช่วงนั้น มันเลยทำให้เวลาที่ได้อยู่กับคุณพ่อลดน้อยลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายท่านจากไปตอนที่เรายังไม่ได้เห็นหน้าเขาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยซ้ำ แต่สำหรับการใช้ชีวิตกับเขาช่วงที่มีความสุขมันเยอะมาก ๆ แล้ว แต่ผมแค่รู้สึกว่ายังไม่ได้ตอบแทนอะไรเขามากเลยกับสิ่งที่เขาทำให้ผมครับ ครอบครัวใหญ่ไหม ?นัท LYKN : ตอนนี้ก็มีแค่พี่ชายกับผม แล้วก็คุณแม่ พี่ชายผมอายุห่างกับผม 4 ปี ตอนนี้ก็ประมาณ 27 ปี คุณแม่ก็อยู่กับพี่ชายเป็นส่วนใหญ่เหมือนกัน เพราะผมต้องไปทัวร์คอนเสิร์ต แต่ถ้าผมกลับมา ผมก็จะใช้เวลากับคุณแม่มากขึ้นกว่าเดิมครับ ได้ใช้เวลาทำอะไรกับคุณแม่บ้าง ?นัท LYKN : ช่วงนี้ก็นั่งดูโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ แบบเปิด YouTube ดูกับท่าน ผมจะนั่งอยู่ข้าง ๆ คุณแม่ ไปอยู่ในห้องของเขา ไม่ได้ไปซุกตัวอยู่ในห้องคนเดียวเหมือนแต่ก่อนแล้ว คือแต่ก่อนอาจจะกลับบ้านมาเหนื่อย ๆ ก็อยากอยู่คนเดียวเงียบ ๆ แต่ทุกวันนี้คือเราอยู่คนเดียวเงียบ ๆ แต่เราแค่ย้ายตัวเราไปอยู่กับเขา ให้เขารู้ว่ามีเราอยู่ตรงนั้น คือผมอยู่เงียบ ๆ แต่ผมก็ยังอยู่กับเขา แต่ถ้ามีโอกาสก็อยากไปเที่ยวกับเขาครับ ผลงานเพลงเดี่ยวแรกในชีวิต เทสดี (Tasty) ?นัท LYKN : ชื่อภาษาอังกฤษคือ Tasty ครับ แต่ชื่อภาษาไทยคือ เทสดี ครับ เป็นการเล่นคำนิดหน่อย เป็นเพลงเดี่ยวแรกของผมเลยครับ ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า "เทสดี" ตอนที่ทำผลงานนี้คืออะไร ?นัท LYKN : แฟนคลับชอบบอกว่าผมเป็นหนุ่มเทสดี เป็นหนุ่ม Pinterest อะไรอย่างนี้ คือเขาอาจจะดูจากอินสตาแกรม เวลาที่ผมลงรูป ผมรู้สึกว่าคำว่าเทสดีอาจจะดูจากการแต่งตัว หรือการถ่ายรูปเวลาลง รวมถึงองค์ประกอบในการโพสต์รูปภาพ มันจะมีองค์ประกอบหลายอย่างที่ทำให้เขารู้สึกว่าคนนี้เทสดี ผมคิดว่าเขาอาจจะคิดอย่างนั้นครับ ผมชอบเพลงนี้มากครับ เวลาเห็นอะไรผมก็จะชอบพูดว่าเทสดี ผมจะใช้คำนี้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน แล้วพอมีเพลงที่มีคำว่าเทสดี ก็รู้สึกว่ามันเข้าปากกับผม และน่าจะเป็นสไตล์ที่ผมชอบครับ สามารถติดตาม "WOODY TALK" ได้ที่ช่องทาง Podcast : WOODY TALK, Facebook : Woody, Youtube : Woody เวลา 18.00 น. และสามารถรับชมย้อนหลัง ได้ที่นี่

"Sorry I Love You" ซิงเกิลใหม่จาก "Unkle T." ต่อให้พรุ่งนี้โลกไม่เหมือนเดิม ผมก็จะบอกว่ารักคุณ
อ่าน

"Sorry I Love You" ซิงเกิลใหม่จาก "Unkle T." ต่อให้พรุ่งนี้โลกไม่เหมือนเดิม ผมก็จะบอกว่ารักคุณ

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มากความสามารถ สำหรับบอสใหญ่แห่งค่าย สไปร์ซซี่ ดิสก์ อย่าง "Unkle T. (อังเคิล ที)" หรือ "เต้ง พิชัย จิราธิวัฒน์" เป็นทั้งผู้ปั้นและผู้สนับสนุนผลงานเพลงมากมายของศิลปินให้กับวงการเพลงไทย ล่าสุดขอส่งซิงเกิลใหม่ "Sorry I Love You" เล่าถึงคนที่พยายามห้ามความรู้สึกของหัวใจตัวเองมาตลอด แต่สุดท้ายก็เลือกพูดความจริง แม้จะรู้ว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์จะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ได้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองที่ได้พูดออกไป สำหรับการทำงานของเพลงนี้แต่งเนื้อหาโดย "Zentrady (บอย ตรัย ภูมิรัตน)" ที่ตั้งใจเขียนออกมาให้คนฟังรู้สึกว่าบางทีคำว่ารักอาจเป็นความรู้สึกดี ๆ แต่บางครั้งเมื่อหลุดปากพูดออกไปก็ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปได้ ผ่านซาว์ดดนตรี แนว Pop ที่ผสมผสานความเป็น Country และ Soul เข้าด้วยกัน มีเครื่องสาย Violin, Cello ที่ Arrange โดย "ฟลุ๊ค The Five" และเพิ่ม Chorus มาช่วยเพิ่มบรรยากาศและสีสันในเพลงนี้ โดยได้ "Funky wahwah" มาเป็นโปรดิวเซอร์ พร้อมผสานไปกับเสียงร้องสุดนุ่มของบอสใหญ่แห่งค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ อย่าง "Unkle T." ด้วยการร้องแบบ Adlib สลับไปมาในช่วงท้ายของเพลง ยิ่งทำให้เข้ากับบรรยากาศฤดูฝนนี้ได้อย่างลงตัวสุด ๆ ส่วนมิวสิกวิดีโอมาในภาพของ Visualizer เล่าถึงเรื่องความรักที่ไม่สมหวังของตัวละครในท่ามกลางบรรยากาศเมืองหลวงที่แสนเหงา ๆ และยังใช้ Symbolic ของดอกลิลลี่ เปรียบเสมือนความรักอันบริสุทธิ์ที่แฝงไปด้วยการแอบหวังลึก ๆ อยู่ข้างในว่าเธอจะรับรัก สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอเต็ม ๆ ได้ที่ทาง YouTube Channel : Spicy Disc และฟังเพลงได้แล้วในทุกสตีมมิ่ง โดย "บอย ตรัย" กล่าวว่า "จุดเริ่มต้นของเพลงนี้คือผมอยากได้เพลงที่มีบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ไม่ใช่ความเศร้าแบบร้าวระทม มันเป็นความรู้สึกเสียดาย เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างลงไป แล้วกลับมานึกเสียใจกับตัวเองว่า ไม่น่าเลย ผมเลยนึกถึงเรื่องง่าย ๆ อย่างคำว่ารัก ที่ทั้ง ๆ เป็นความรู้สึกดี แต่บางครั้งเมื่อหลุดปากพูดออกไป เรากลับรู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกผิดกับมันได้เหมือนกัน" สำหรับใคร ถ้าเคยแอบรักเพื่อน หรือเคยต้องพูดคำว่า "ขอโทษที่ฉันรักเธอ" เพลงนี้อาจเป็นตัวแทนให้ส่งให้เธอฟัง สามารถฟังได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตีมมิง รวมถึงชมมิวสิกวิดีโอ ได้ที่ YouTube channel : Spicydisc หรือติดตามข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/Spicydiscrecord

"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดเรื่องรักกับสามี รัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้!
อ่าน

"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดเรื่องรักกับสามี รัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้!

"ยิปซี คีรติ" ควงคู่สามี "นิโคลัส ฮอว์" เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงอินไซต์ความสัมพันธ์ตลอด 8 ปี เผยเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ แม้จะผ่านทั้งอุบัติเหตุ ความจำเสื่อมและภาวะซึมเศร้ามาด้วยกัน แต่สิ่งที่เกือบทำให้ความรักต้องจบเพราะอีโก้ ความเห็นต่างและความกดดันสะสมทุกวัน ก่อนทั้งคู่จะตัดสินใจถอยคนละก้าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้เดินต่อได้ และเรียนรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนไม่ใช่การเปลี่ยนอีกฝ่าย แต่คือการเติบโตและยืดหยุ่นไปด้วยกัน มีด้านไหนของตัวเองที่คุณอยากเก่งขึ้นเพื่อรักครั้งนี้ ? ยิปซี คีรติ : อยากเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจจะด้วยบุคลิกของที่เมื่อก่อนจะเป็นคนที่เหมือนก้อนหิน ไม่ค่อยมีความอ่อนโยนอ่อนนุ่มในตัวเอง ซึ่งเวลาที่เรามาอยู่ในความสัมพันธ์ การมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ความมั่นใจที่มากเกินไป หรืออีโก้ที่มากเกินไป มันไม่เป็นผลดีมีแต่จะชนกัน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ยิปได้เรียนรู้มาก็ใน 8 ปีนี้ หลัง ๆ เลยพยายามที่จะฝึกตัวเอง โดยที่มีเขาเป็นตัวอย่างด้วยนะ เพราะว่านิคเป็นคนอีกประเภทหนึ่งเลย ตรงข้ามกับยิปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนตัวใหญ่ก็จริงแต่ว่าเป็นคนอ่อนนุ่ม เขาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยนมาก แล้วมันเป็นสิ่งตรงข้ามที่เท่ากันพอดีของยิปเลย เราเห็นเขาแล้วเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากเขา เพื่อที่จะปรับให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วพอเราเริ่มเปลี่ยน รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลายเป็นว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ และเอาไปประยุกต์ใช้กับทุกความสัมพันธ์เลยทั้งกับพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งในบริบทของการทำงาน แล้วรู้สึกว่ามันทำให้เกิดความสมดุลและความกลมกลืนมากขึ้นในการใช้ชีวิต เลยรู้สึกว่าเป็นทักษะที่อยากเก่งขึ้นในเรื่องนี้ ลองทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีกับตัวเอง นิโคลัส ฮอว์ : ถ้ามองตัวเอง จริง ๆ แล้วผมเป็นคนไม่มีระบบเลย แต่ยิปเป็นคนที่ 100% ต้องมีระบบ กินข้าว ออกกำลังกาย ทุกอย่างต้องมีระบบ เราเรียนรู้จากเขาด้วยว่าเราควรจะมีระบบบ้างก็ดี ยิปซี คีรติ : ต้องอธิบายว่าของยิปสุดโต่งจริง ๆ คือการที่มีระบบในชีวิตแล้วมันสมดุล แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราฟังก์ชันอะไรได้อย่างเป็นระเบียบมากขึ้น มีแบบแผน แต่ว่าของเรามันเกินไปตรงที่ว่าเหมือน Control freak แล้วเวลาที่บางอย่างไม่เป็นไปตามที่คิดจะสติแตก กลายเป็นว่าเราเครียด ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้ดีกับตัวเรา คือเมื่อก่อนความยื่นหยุ่นคือศูนย์เลย โทษตัวเองด้วยว่าฉันแย่เอง ฉันทำไม่ได้ ตอนไหนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มยืดหยุ่น ? ยิปซี คีรติ : เพิ่งมายืดหยุ่นจริงๆ หลัง ๆ เองน่าจะ 2-3 ปีมานี้ ตรงที่ว่าการที่เรียนรู้จากเขา ไม่ใช่ว่าเขามาสอนยิป แต่มันเหมือนกับเราอยู่กับใครมาก ๆ เราจะซึมซับความเป็นตัวเขาไปเอง ว่าเวลาเจอเหตุการณ์เดียวกัน ยิปซีตอบสนองแบบนี้ นิคตอบสนองแบบนี้ แล้วเราเห็นเลยว่าต่างกันมาก แต่คนที่ทุกข์มากคือเรา คนที่ยังแฮปปี้อะไรได้คือเขา มันสถานการณ์เดียวกัน แต่วิธีเราคือมีแต่ความทุกข์ แต่ของเขาคือเขาดูสบายดี เราเลยรู้สึกว่าลองเปลี่ยนวิธีดูบ้างไหม ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วมันก็ได้ผลมาก ๆ พอเปลี่ยนมาใช้วิธีแบบเขา ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะมาก นิโคลัส ฮอว์ : ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เพิ่งได้เรียนรู้คือ ผมเคยมองเธอเป็นคนเดิมอยู่ตลอด เหมือนเธอยังเป็นคนที่เคร่งครัดเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน และผมก็ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้เธอได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงเลย ผมว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ เรามักติดอยู่กับภาพจำของคนรักตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก จนลืมไปว่าคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ และเติบโตอยู่เสมอ แต่เราไม่ยอมให้พื้นที่เขาได้เป็นคนใหม่ สุดท้ายก็กลายเป็นว่า เราเป็นคนที่ฉุดรั้งเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คือวันแต่งงานของเราตอนที่กำลังตัดเค้ก เค้กกลับหล่นลงพื้นเสียก่อน ตอนนั้นในหัวผมมีแต่ความคิดว่า แย่แล้ว...ผมทำงานแต่งพังหมดแล้ว แต่พอหันไปมองเธอ เธอกลับยิ้ม หัวเราะ และดูมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ วินาทีนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเอาความกลัวของตัวเองไปครอบเธอ ผมคิดแทนว่าเธอคงต้องรู้สึกว่า มันไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ผมต่างหากที่ยึดติดกับภาพเก่าของเธอ จนไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เป็นตัวของตัวเอง ในแบบที่เธอเติบโตขึ้นมาเป็นแล้ว ยิปซี คีรติ : เพิ่งเห็น เพราะว่าพอดีมันมีช่างภาพกดถ่ายรูปในรัว ๆ ในโมเมนต์นั้นที่เค้กคว่ำ แล้วหน้านิคเหวอมาก ในรูปมันยังบันทึกภาพไว้อยู่ หน้านิคสะพรึง เหมือนแบบแย่แล้ว แต่หน้ายิปกำลังยิ้มอยู่ คำพูดแบบไหนจากคนรักที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยในวันที่คุณเปราะบาง ? นิโคลัส ฮอว์ : ผมว่าประโยคที่จำได้ที่สุด และเป็นประโยคที่ยิปซีพูดกับผมบ่อยที่สุด คือ "Are you okay?" สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่อบอุ่นที่สุดแล้ว ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU สิ่งแรกที่เห็นคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งมองผมอยู่แล้วถามเบา ๆ ว่า "Are you okay?" พอกลับบ้านวันที่เหนื่อย ๆ เธอก็ยังถามเหมือนเดิม "Are you okay?" มันไม่ใช่แค่คำถามธรรมดาแต่มันคือความห่วงใยจากใจจริง เธออยากรู้จริง ๆ ว่าผมโอเคไหมทั้งสภาพจิตใจ ร่างกาย หรือสุขภาพโดยรวม ผมชอบคำนี้ที่สุดเพราะทุกครั้งที่ได้ยินมันทำให้รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ พร้อมจะรับฟังและอยู่กับเรา และแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย และถูกรักในทุกครั้งที่ได้ยิน ลึก ๆ แล้วมันมีความรู้สึกไหนที่ส่งออกไปเวลาพูดคำนี้ ? ยิปซี คีรติ : เป็นห่วงแหล่ะ เหมือนบางทีวันธรรมดาเขาไปทำงานมาก็ดูปกติ แต่เรารู้สึกได้ว่าข้างในใจเขาน่าจะมีอะไรหนัก ๆ เหมือนสัญชาตญาณมั้งคะ ว่าวันนี้เขาเจอเรื่องอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า เราจะถามว่าเป็นไง Are you okay? เหมือนเป็นประโยคที่เปิดให้เขาได้เล่าอะไรที่อาจจะอยู่ในใจเขาในตอนนั้น แต่ทุกครั้งที่พูดมันมาจากความเป็นห่วง สำหรับยิปซีมีคำไหนจากนิคที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย ? ยิปซี คีรติ : Do you need a cuddle? แล้วมันจะตามมาด้วยการกอด ส่วนใหญ่เวลาเขาพูดคำนี้คือยิปแย่ละ ประโยคนี้จะโผล่มาตอนที่เห็นว่าอีกนิดหนึ่งยิปจะร้องไห้แล้ว แล้วเขาจะใช้เสียงน่ารัก ๆ เป็นเสียงสองของเขา ถามยิปบ้างว่า Kitten, do you need a cuddle? แล้วทุกครั้งยิปเหมือนจะร้องไห้แล้วบอกว่า Yes แล้วพอกอดเสร็จมันเหมือนตอนนั้นทุกอย่างมันโอเคขึ้น ภาษารักของคุณเป็นแบบไหน ? ยิปซี คีรติ : ของยิปจริง ๆ เป็นคนชอบ Act of Service กับ Physical Touch ค่ะ ของขวัญ สำหรับยิปไม่ต้องเลย ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญให้ อาจจะไม่ได้ต้องบอกบ่อยก็ได้ แต่อยากให้มีการสัมผัส เช่น กอด จับมือ และ Act of Service สำหรับยิปมันต้องลงมือทำ ถ้าจะพูดอย่างเดียวว่าฉันรักเธอที่สุด แต่ไม่มีการลงมือทำเห็นยิปจะรู้สึกไม่ค่อยได้ ภาษารักของนิคเป็นแบบไหน ? นิโคลัส ฮอว์ : สำหรับผมภาษารักแบบ การลงมือทำ (Acts of Service) คือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมไม่ได้ต้องการอะไรยิ่งใหญ่เลย แค่ได้เห็นว่าเธอทำอะไรสักอย่างเพื่อผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน แค่นั้นก็พอแล้วเพียงแค่รู้ว่า ในช่วงเวลานั้นเธอนึกถึงผม คิดถึงผม หรือใส่ใจผมในทางใดทางหนึ่ง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลย อะไรก็ได้ แค่นั้นก็มีความหมายสำหรับผมแล้ว ยิปซี คีรติ : แล้วการแสดงความรักด้วยการสัมผัสล่ะ คุณต้องการไหม? นิโคลัส ฮอว์ : เอาจริง ๆ ผมไม่ได้ต้องการมันมากขนาดนั้น เวลาความเห็นไม่ตรงกัน ข้อห้าม 1 ข้อคืออะไร ? ยิปซี คีรติ : สำหรับคู่เรา มันไม่ใช่คำพูด เหมือนเราจะรู้กันว่าถ้าทะเลาะกันยังไง ตีกันแรงมากแค่ไหน ห้ามออกจากบ้าน นิโคลัส ฮอว์ : ห้ามขับรถ แต่เดินในบ้านได้ หรือออกจากบ้านได้ อยู่รอบ ๆ บ้าน แค่ไม่ต้องไปทำอะไรที่เสี่ยงก็พอ อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธพาไปตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ จนสุดท้ายต้องมาเสียใจ เพราะมันไม่คุ้มเลย ยิปซี คีรติ : เมื่อก่อนยิปเป็นสายดราม่ามาก คือเป็นนักแสดงด้วยไง การละคร เหมือนเวลาเราสะบั้นอารมณ์ เวลาขับรถเหยียบแรงเลย และจะขับรถแย่ ๆ สร้างความดราม่าให้ตัวเอง เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเอาจริง ๆ มันค่อนข้างไร้เดียงสา แล้วพอมองย้อนไปตอนนี้ก็อาย แต่เมื่อก่อนเราทำอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งมันไม่ดี ยิปรู้สึกว่าตอนนั้นทำไปเพื่อประชด เราเอาตัวเองออกไปทำอะไรที่ดูอันตราย ทั้ง ๆ ปกติไม่ได้ทำ อาจจะเหมือนการเรียกร้องความสนใจ ประมาณนั้นถ้ายิปมองจากตอนนี้รู้สึกว่าค่อนข้างเห็นแก่ตัวมาก นิโคลัส ฮอว์ : คุณยังออกจากบ้านได้ เพียงแต่ต้องทำในแบบที่มีสติมากขึ้นและควบคุมตัวเองได้ ถ้าคุณบอกว่า "เดี๋ยวฉันออกไปนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนนะ" แบบนั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าเป็นการโมโห ตะโกนด่าคนอื่น ปาข้าวของ กระแทกประตู แล้ววิ่งออกจากบ้าน แบบนั้นก็ไม่โอเค เคยมีเหตุการณ์ไหนที่คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเราเกือบไม่ได้ไปต่อ ? ยิปซี คีรติ : โปรเจกต์ร้านกาแฟ Solos Coffee ค่ะ เป็นร้านกาแฟแนว Creative อยากทำเป็นกาแฟแบบตามใจเชฟ (Omakase Coffee) ตอนทำก็คิดว่าน่าจะรอด แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คิดว่าเราเริ่มทำสิ่งนั้นเร็วเกินไปเหมือนคบกันไม่นานก็ทำงานด้วยกันเลย จังหวะเวลามันไม่ถูกต้องด้วย คำถามนี้เป็นคำถามที่ถ้าคนที่พอจะรู้เบื้องหลังของยิปซีและนิโคลัสว่าผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างของนิคเขาเคยเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เขาความจำเสื่อมอยู่เกือบ 2 เดือน และยิปก็เคยเป็นซึมเศร้าหนักมาก ๆ เขาก็อยู่ข้างยิปมาตลอด คือเป็นคู่ที่ผ่านเรื่องหนักมาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เราเกือบต้องเลิกกันจริง ๆ คือตอนทำงานด้วยกัน โคตรแย่ มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกาะเซาะระยะยาว (Chronic disease) คือพอเห็นไม่ตรงกัน อีโก้ชนอีโก้ เขาก็เก่งในวิธีของเขา เราก็เก่งในวิธีของเรา ถึงหน้าที่จะแยกกัน ไม่ได้ทับทางกันเลย แต่กลายเป็นว่ามันไม่ลงล็อคกันสักที เราก็เก็บเอาพลังงานแบบนั้นไป มันไม่ได้ตัดขาดได้ง่ายขนาดนั้น เราเพิ่งทะเลาะกันเองเรื่องงาน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็เจอกันที่บ้าน เราพยายามนะ แต่พลังงานมันไม่ถูกเริ่มต้นใหม่ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวแต่มันทุกวัน เพราะเราทำงานด้วยกันทุกวัน มันเก็บเล็กผสมน้อย เราเลยเลิกทำงานด้วยกันเลย พอถอยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? นิโคลัส ฮอว์ : ก็ดีขึ้นนะ แต่ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า...ถ้าวันนั้นเรารู้ในสิ่งที่เรารู้วันนี้ เราน่าจะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก และทุกอย่างก็คงไปได้สวยกว่านี้ ตอนนั้นเธอเก่งในแบบของเธอ ส่วนผมก็เก่งในอีกแบบหนึ่ง แต่ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยเห็นว่าผมเก่งแค่ไหน ผมเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น และในขณะเดียวกันก็พยายามทำในสิ่งที่เธอทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ทั้งที่ความจริง ผมน่าจะพูดกับตัวเองและกับเธอว่า "นี่คือจุดแข็งของคุณ และนี่คือจุดแข็งของผม" แค่นั้นก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาอีโก้มาชนกันหรือพยายามเอาชนะกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรายอมรับในจุดแข็งของกันและกันตั้งแต่แรก เราคงทำงานร่วมกันได้ดีกว่านี้มาก ถ้าคู่ชีวิตของเราเป็นเครื่องดื่ม เขาคือรสชาติอะไร ? นิโคลัส ฮอว์ : น้ำ...เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการทุกวัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 80% ดังนั้น น้ำจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรดื่ม แต่เป็นสิ่งที่ร่างกาย ขาดไม่ได้เลย ยิปซี คีรติ : ยิปมองนิคเป็นโกโก้ร้อนที่ใส่มาร์ชแมลโลว์ไว้ด้านบน เพราะเขาเป็นคนอบอุ่น ทุกครั้งที่ยิปทานเครื่องดื่มนี้ จะเป็นวันที่ยิปอยากถูกโอบกอด รู้สึกถึงความสบายใจจริง ๆ ภายนอกของเขาดูเป็นผู้ชายมาก ๆ ไม่มีความหวาน แต่จริง ๆ ข้างในเขามันมีความสบายใจและเป็นคนสนุก นุ่มนิ่ม มีสีสัน ซึ่งเป็นการรวมกันที่ทำให้รู้สึกได้รับความปลอดภัย ความอบอุ่นและสบายใจไปถึงหัวใจ คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MWSvv-5O86U

"เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม
อ่าน

"เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม

จากนักแสดงสู่เจ้าของธุรกิจอาหาร เจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ กับชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ในวงการบันเทิง เผยไลฟ์สไตล์สุดขั้วในรายการ Prime Cast ดื่มหนักแต่ก็ฟิตหนักเหมือนกัน ยอมรับใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม แต่ยังเชื่อว่าจัดสมดุลได้ ไปจนถึงวินาทีช็อกหลังตรวจไมเกรนแล้วพบซีสต์ในสมอง 2.7 ซม. พร้อมเล่าความคิดที่เปลี่ยนไปหลังต้องเผชิญเรื่องไม่คาดฝันครั้งนี้ "เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง ? เจมมี่เจมส์ : หลัก ๆ เรามี JMJ LABEL ที่ดูแลตัวเอง มีทีมฝั่ง Content, Edit, Marketing แล้วพอเป็น Content Food เราก็ต้องมีทีมเชฟ อันนี้คือฝั่ง JMJ LABEL และจะมีฝั่งทะเลใจ ที่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า CEO เพราะบริษัทยังไม่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เราดูแลหลาย ๆ อย่าง พยายามเอาระบบเข้ามาจัดการให้ได้ มี 2 ขา ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเน้นธุรกิจอาหารเป็นหลัก คือตอนนี้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (FB) ประมาณแบบ 90% ทำไมถึงมาทำธุกิจ FB (Food and Beverage) ? เจมมี่เจมส์ : ไปแข่งแล้วไม่อยากแพ้ ชอบเอาชนะ เพราะว่าตอนแรกไปพูดในรายการบอกว่า หลังผมจบ เดี๋ยวผมจะจัด Chef's Table นะครับ เราพูดไปแล้วในรายการ ทีนี้เราก็ต้องทำ ทำ Chef's Table ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง ? เจมมี่เจมส์ : พอทำครั้งแรกที่จริงคนที่มาคือเพื่อนหมดเลย แต่พอเราเห็นว่าเพื่อนมาทานแล้วบอกว่าอร่อย แล้วเขามีความสุข แล้วได้พบปะพูดคุยสังสรรค์และดื่มไปด้วย คืออาหารเป็นหนึ่งอย่างที่ได้ใส่ความสร้างสรรค์เข้าไป ได้ใส่ความเป็นศิลปินเข้าไป ได้ใส่เรื่องราวที่เราอยากจะเล่าเข้าไป แต่สิ่งหนึ่งไม่ใช่แค่นั้น คือสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น มันคือบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น รสชาติอาหารที่ต้องดี คือเป็นมาตรฐานที่มันต้องดี พอบรรยากาศที่มันเกิดขึ้นแล้วมันดีมาก ๆ มันเจ๋งสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าพอจัด Chef's Table ครั้งแรก รู้สึกว่าหลงรักในการทำอาหารมาก ๆ บทบาทนักแสดง คุณเป็นคนเล่นซีรีส์ เล่นละครเก่งแบบจริงจัง ? เจมมี่เจมส์ : งานหลักยังเป็นนักแสดงอยู่ คือสนุกแหละ คือตอนแรกตอนเล่นฮอร์โมนเราก็ไม่รู้ คือฮอร์โมนฐานหลักจริง ๆ เขาจะอิงจากตัวตนตัวเอง และให้เล่นเป็นธรรมชาติก่อน เพราะมันคือเรื่องแรกของทุกคน แต่พอเป็นเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 ตอนแรกยังไม่รู้ เพิ่งมารู้ตอนเรื่องฉลาดเกมโกง กับ SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ที่ถ่าย 2 เรื่องติดกัน เรื่องฉลาดเกมโกง เราได้ไปค้นคว้าเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบการดูเยอะ ๆ เช่น Leonardo Dicaprio ในเรื่อง Wolf of Wall Street แล้วก็ไปดูหนังประเภทนั้น เช่น Ocean's Eleven หรืออะไรทำนองนี้ เลยรู้สึกว่าเรื่องฉลาดเกมโกงสนุกมาก เราได้มีแนวทางการแสดงใหม่ ๆ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย จอภาพยนตร์กับซีรีส์มีการแสดงต่างกัน แล้วพออีกเรื่องหนึ่งที่ติดกันเลย คือเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ซ้อมสเก็ตปีหนึ่งเลย ที่จริงกองฉลาดเกมโกงเคยเรียกคุยตอนแขนหัก เขาบอกว่าต้องหยุดซ้อมสเก็ต เพราะว่าถ้าอยู่ดี ๆ มาแขนหักแล้วถ่ายฉลาดเกมโกงไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนตัวเดี๋ยวนี้ แต่เราก็ซ้อมเหมือนเดิม ซ้อมเหมือนเดิมแค่ไม่ให้มันหัก เพราะว่ากระดูกหักไปรอบหนึ่งตอนที่ซ้อมของ SOS แล้วมันคือเรื่องที่เราเข้าใจจริง ๆ ว่าการเป็นนักแสดง คือการที่เราเปลี่ยนตัวตนไปอีกตัวตนหนึ่งเลย เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนทุกอย่าง มันเป็นยังไง พอหลังจากเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน รู้สึกเลยว่าสิ่งนี้แหละคืออาชีพที่เราชอบ และรู้สึกสนุก เจมมี่เจมส์เป็นผู้ชายที่แต่งหน้าให้ตัวเอง ? เจมมี่เจมส์ : แต่ก่อนเคยเจอพวกข่าวที่บอกว่าแต่งหน้าแบบนี้เป็นเกย์ แต่เราไม่สนใจเลย แต่ตอนนี้จะแต่งอะไรก็ได้ ปกติมาก ทุกวันนี้ก็ยังแต่งหน้าเอง ถ้าเราต้องออกไปข้างนอกนิดหนึ่งอะไรอย่างนี้ จะแต่งหน้าเบา ๆ แต่งเหมือนไม่ได้แต่ง (Make up no make up) คิดว่าตัวเองเป็นคนแต่งตัวเก่งไหม และทำยังไงให้กล้าแต่งตัว ? เจมมี่เจมส์ : มันสอนกันไม่ได้ แล้วแต่ว่าแต่งอะไรแล้วเรามั่นใจไหม แล้วแต่ว่าแต่งยังไงแล้วเราชอบ แต่งยังไงแล้วมั่นใจ คุณเห็นผมใส่รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์แบบแนวเท่ ๆ แล้วจะให้มาใส่รองเท้าครึ่งข้อก็ไม่ใส่นะ เพราะใส่แล้วไม่รอด ใส่แล้วไม่มั่นใจ จะมีมุมของแต่ละคนที่ใส่แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเรามั่นใจหรือรู้สึกว่าเราดูดี ตอนเด็ก ๆ ที่มักจะแคร์สายตาคนรอบข้าง มีวิธีอย่างไรถึงหลุดพ้นจากจุดนั้นมาเป็นตัวเองและแต่งตัวแบบที่อยากแต่งโดยไม่แคร์ใครได้ ? เจมมี่เจมส์ : เริ่มจากกางเกงไม่มีไซซ์ เพราะแต่ก่อนผอมมาก เลยต้องซื้อกางเกงผู้หญิงเอา กางเกงผู้ชายมันเริ่มไซซ์ 28 นิ้ว เราใส่ไม่ได้ หลวม เราต้องไปใส่ของผู้หญิง แต่ก่อนใส่เอว 24-25 นิ้ว ตอนนี้ 28 นิ้วแล้ว ตอนนี้ใส่ไซซ์ผู้ชายได้แล้ว แต่ก่อนใส่ไม่ได้จริง ๆ ก็เลยไปหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ แล้วรู้สึกว่าใส่กางเกงยีนส์ผู้หญิงแล้วทรงเข้ากับเรา เลยเริ่มใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมาเรื่อย ๆ แล้วพอมีช่วงรองเท้าบูทมา ลองใส่ดู พอใส่แล้วรู้สึกว่าชอบสรีระตัวเอง คือไม่ได้ต้องการให้ตัวเองสูงมาก แต่พอจับคู่กับกางเกงที่ขากางเกงกอง ๆ หน่อย แล้วมีส้นของรองเท้าบูท รู้สึกว่าเราชอบแบบนี้ มีเคล็ดลับการแก้แฮงก์อย่างไรบ้าง ? เจมมี่เจมส์ : แฮงค์ก็ต้องไปเอาออก อย่างการออกกำลังกาย แต่ก่อนจะเข้ายิมเล่นเวท อัตราการเต้นของหัวใจมันโยนนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าไปวิ่งสวนจะไม่ไหว คือถ้าวิ่งปกติ เราคุมโซน 2 มันจะขึ้นไปโซน 3 อัตราการเต้นของหัวใจจะแรงขึ้นประมาณแบบ 10-20 bpm แต่ถ้าเป็นการเล่นเวทจะโอเค และเราชอบด้วย ก่อนไปเล่นเรากินอาหารเสริมก่อนออกกำลังกายด้วย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจขึ้นรัว ๆ เลย มีอีกเคล็ดลับที่เพิ่งไปลองมาแล้วรู้สึกว่าชอบมาก คือการแช่น้ำแข็ง (Ice bath) และซาวน่า มีรุ่นพี่คนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปีนิด ๆ และเขาออกไปปาร์ตี้ตลอด เราเลยถามเขาว่าทำไมพี่ยังหน้าเด็กอยู่เลย? เขาบอกว่าหลังดื่มเสร็จแล้วจะซาวน่าทุกวัน คือการขับสารพิษออกมา ดีมาก ๆ แล้วหน้าเขาเด็กมาก ๆ คุณดื่มทุกวันเลยเหรอ ? เจมมี่เจมส์ : นั่งนับแล้ว 3 เดือน ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ดื่มสักวันเดียว แล้วกินแบบซัดเต็มข้อล่อเต็มแข้ง ไม่ใช่แบบนั่งดื่ม 2-3 แก้วแล้วแบบนับว่าดื่มนะ เราจัดเต็มทุกวัน ตื่นมาแล้วก็ดื่มต่อ การที่ดื่มหนักในช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าสุขภาพเปลี่ยนไปบ้างไหม ? เจมมี่เจมส์ : ใช้ชีวิตได้ปกติมันคือความสมดุล คือไม่ได้อยากให้บอกว่าการดื่มมันดี สุดท้ายแล้วก็ต้องจัดสรรให้สมดุลแหละ คือดื่มเยอะจริงแต่ว่าถ้าเรากินของดี แล้วเราออกกำลังกายมากพอก็จะสมดุลกันไป คือเราอาจจะไม่ได้เป็นสายรักสุขภาพเหมือนคนอื่นเขา แต่เราชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชอบมาก ชอบรสชาติ คนเวลาคนดื่มมีหลายสาย บางคนชอบไปค็อกเทลบาร์ ชอบคุย ชอบลองอะไรใหม่ ๆ บางคนคือดื่มเพื่ออยากสนุก อยากปาร์ตี้ แต่เราดื่มเพราะชอบรสชาติ ชอบความรู้สึก รู้สึกว่าอร่อย ชอบกลิ่นคอนยัค ชอบกลิ่นองุ่นขาวที่ถูกผสมผสานมา ถูกบ่มด้วยถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส ทุกวันนี้มีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างไหม ? เจมมี่เจมส์ : มีอยู่เรื่อย ๆ ที่จริงเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งบ้าน มี 4 คน พี่สาว 2 คน เรา และน้องชาย เป็นภูมิแพ้หมดเลย พี่สาวต้องไปฉีดยา และทานยาตัวที่เป็นแบบต้องทานยาไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีมั้ง กว่าจะครบทั้งหมด แต่เราไม่ทำ ก็เป็นภูมิแพ้ไปเรื่อย ๆ แต่เราแพ้อากาศ เราไม่ได้แพ้แรงเท่าพี่ด้วยมั้ง และอีกอย่างคือจมูกจะบวมง่ายกว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่ง อันนี้คือเป็นปัญหาสุขภาพที่เป็นตั้งแต่มาเด็ก อย่างไซนัสจะมาเรื่อย ๆ แล้วแต่ช่วง ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ แต่ว่าเป็นไม่หนัก พอออกกำลังกายแล้วดีขึ้น มีช่วงหนึ่งจำได้น่าจะเป็นช่วงภาพยนตร์เรื่อง โฮมสเตย์ (Homestay) กับโปรเจกต์ ไนน์บายนาย (9x9) จำได้เลยปีนั้น ปีหนึ่งเราถ่าย 3 เรื่องได้ยังไง ต้นปีถ่าย โฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งเรื่อง กลางปีถ่ายเรื่องเลือดข้นคนจาง สิ้นปีถ่ายเรื่อง Great Men Academy แล้วช่วงนั้นคือช่วงที่ต้องวิ่งกลับไปซ้อมคอนเสิร์ตที่กรุงเทพมหานคร แล้วบินกลับไปเชียงใหม่ คือถ่าย 4 วัน กลับมาซ้อมคอนเสิร์ต 3 วัน แล้วก็กลับไปถ่าย 4 วัน จนไมเกรนขึ้น เลยไปตรวจไมเกรน หมอก็ให้ยาไมเกรนปกติ แต่เวลาเราไปหาโรงพยาบาลเอกชนเขาก็จะจัดเต็มหน่อย จะให้ทำนู่นทำนี่ให้แบบพิเศษ ส่งไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เราก็โอเค นอนอยู่เฉย ๆ 30-40 นาที ออกมาก็ไม่มีอะไร แล้ว หมอเปิดผลเอกซเรย์ (X-ray) บอกว่าเรามีซีสต์อยู่ตรงสมอง ขนาดประมาณ 2.3*2.7 เซนติเมตร แล้วเราก็เงียบไป พอถามหมอว่าจะเป็นอะไรไหม หมอก็ให้ลองเดิน ให้เดินตามเส้นตรง เขาก็บอกว่าดูจากตอนนี้มันไม่ได้มีอะไร ถ้าสมมติซีสต์มันโตขึ้น แล้วมันดันไปโดนสมอง ตรงนี้จะทำให้เราเดินไม่ตรง ซึ่งตอนนี้ยังปกติ แล้วเขาก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นซีสต์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลาย ๆ คนหรือคุณอาจจะมีก็ได้แต่คุณแค่ไม่ได้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง คุณเลยไม่เจอ เราแค่อยู่ดี ๆ ไปตรวจแล้วเจอ แล้วเขาก็บอกดูไม่อันตราย แล้วก็ให้ติดตามอาการ 1 ปี, 3 ปี ก็ไปติดตามแล้วมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแค่นิดเดียว ซึ่งไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบมีนัยยะสำคัญที่น่ากังวล เพราะว่าการผ่าตัดสมองคือเหมือนที่รู้มาคือ 50/50 ไม่รู้มั่วไหมนะ แต่ตอนที่เราเจอซีสต์ ใจตกไปตาตุ่มจริง ๆ ตอนนั้นห้องเงียบมาก แล้วออกจากห้องมามือสั่น โทรหาพี่ที่เป็นหมอแต่เขาก็ไม่ได้เฉพาะทางสมองหรืออะไรหรอก เราบอกไปว่าตรวจไมเกรนมาแต่ว่าเจอซีสต์ในสมอง แล้วพี่เขาเงียบไปเลย 5 วินาที เราก็แบบอย่าเงียบสิ การเงียบไปแล้วเรารู้สึกไม่ดีมาก ๆ แต่ก็อธิบายเขาไปว่าหมอเขาวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็เอาแผ่นซีดีเอกซเรย์กลับบ้านมาเปิดให้เขาดู แล้วเขาบอกว่าแต่สิ่งที่กังวลเดียวคือถ้ามีอุบัติเหตุ แล้วหัวกระแทกแรง ถ้าซีสต์แตกอันนี้อันตราย แล้วตอนนี้ยังมีอยู่ไหม ? เจมมี่เจมส์ : มีอยู่ ชื่อว่า Johnny ติดตามอาการตลอด แล้วการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คือสิ่งที่ไม่ชอบที่สุด เพิ่งรู้ว่าตัวเองกลัวที่แคบ บางคนบอกก็แค่นอนอยู่เฉย ๆ แต่พอลืมตาขึ้นมามันกั้นอยู่อย่างนี้ แล้วเราขยับตัวไม่ได้ ตอนแรกเราคิดว่าอะไรคือตื่นตระหนก ตอนนี้คือเข้าใจแล้วว่าตื่นตระหนกคืออะไร เราหายใจไม่ได้ เข้าใจคำว่ากลัวจนรู้สึกเหมือนจะตายไหม ความรู้สึกกลัวตาย ความรู้สึกกลัวมาก ๆ ตรงนั้นจะมีปุ่มให้กดฉุกเฉินถ้ารู้สึกไม่ไหว แล้วเราก็กด พอกดออกมาก็ต้องเข้าไปใหม่ เท่ากับเริ่มใหม่ ปกติเขาใช้เวลา 30 นาที เราเข้าไปเป็นชั่วโมง ทุกวันนี้ทำทั้งร้านอาหารและออกกำลังกาย เอาเวลาไหนไปจัดสรรความสมดุลให้ชีวิตตัวเอง ? เจมมี่เจมส์ : ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์เจมส์จะมีเวลาชีวิตอีกเยอะเลย 30% ของชีวิตใช้ไปกับการดื่ม เราไม่ได้เป็น Alcoholic เราแค่ชอบบรรยากาศที่เกิดขึ้น ดื่มแค่ในโอกาสพิเศษ วันนี้เริ่มสัปดาห์เป็นโอกาสพิเศษดื่ม ทำงานมากลางสัปดาห์เราดื่ม ศุกร์เสาร์เหงาได้ไงเราดื่ม วันอาทิตย์ฉลองพรุ่งนี้ทำงานดื่ม วันเกิดเพื่อนดื่ม มีคนรักดื่ม อกหักดื่ม เพื่อนอกหักดื่ม สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=OqnUj5tZ_Co อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : ประวัติ เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ

รู้จัก ผู้ชายธงดำ คือแบบไหน นิสัยยังไง ทำไมควรหนีให้ไกลก่อนชีวิตพัง!
อ่าน

รู้จัก ผู้ชายธงดำ คือแบบไหน นิสัยยังไง ทำไมควรหนีให้ไกลก่อนชีวิตพัง!

ถ้าพูดถึงเรื่อง ความรักความสัมพันธ์ ในยุคนี้ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยได้ยินคำฮิตอย่าง "ผู้ชายธงแดง" (Red Flag) หรือพฤติกรรมแปลกๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราเริ่มระวังตัวกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับบอสใหญ่ที่น่ากลัวกว่านั้นหลายเท่า นั่นก็คือ "ผู้ชายธงดำ" หรือ Black Flag ค่ะ! ผู้ชายธงดำ (Black Flag) คืออะไร นิสัยต่างจากธงแดงยังไง หลายคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ! แล้วธงดำมันต่างจากธงแดงยังไง อธิบายง่ายๆ เลยค่ะ ผู้ชายธงแดง (Red Flag) คือคนที่มีนิสัยบางอย่างที่อาจจะทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหาในอนาคต เช่น ขี้หึงเกินเบอร์ ตอบแชทช้า ติดเพื่อน หรืออีโก้สูง ซึ่งบางอย่างยังพอพูดคุยปรับจูนให้รอดไปต่อกันได้ แต่สำหรับ ผู้ชายธงดำ (Black Flag)🖤 มันคือสัญลักษณ์ของ "ความอันตรายขั้นสุด" ค่ะ! มันไม่ใช่แค่นิสัยเสียทั่วไป แต่มันคือพฤติกรรมที่เป็นพิษ หรือ ความสัมพันธ์ Toxic ที่ทำลายชีวิต ทำลายความเคารพตัวเอง (Self-esteem) และอาจจะถึงขั้นคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของเราด้วยค่ะ เรียกง่ายๆ ว่านี่ไม่ใช่แค่สัญญาณเตือนให้ระวัง แต่เป็นป้ายไฟนีออนไซส์ยักษ์ที่ตะโกนใส่หน้าว่า "อันตราย ห้ามเข้าเด็ดขาด!" บอกเลยนะคะว่าถ้าสาวๆ บังเอิญเดินไปตกหลุมรักคนที่มีลักษณะแบบนี้ ไม่ต้องรอเวลาสังเกตอาการ ไม่ต้องใช้ความรักความเข้าใจเข้าลูบ และไม่ต้องคิดฝันว่าจะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนดีได้ สิ่งเดียวที่ต้องทำเพื่อเซฟหัวใจและชีวิตตัวเองคือ "วิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด!" ค่ะ 5 เช็กลิสต์สัญญาณอันตราย! แบบไหนที่เรียกว่า ผู้ชายธงดำ สาวๆ ลองเช็กดูนะคะว่า คนที่เรากำลังคุยอยู่ หรือคนข้างกาย มีพฤติกรรมเหล่านี้แม้แต่ข้อเดียวหรือไม่ ถ้ามี... รีบเตรียมตัวถอยด่วน! 1. ทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นี่คือ Black Flag ตัวพ่อที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาดค่ะ! ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ทุบตี ผลัก หรือการทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดหยาบคายด่าทอ ลดทอนคุณค่าความเป็นคนของเรา ทำให้เรากลายเป็นตัวตลกหรือรู้สึกไร้ค่า ผู้ชายที่รักเราจริง จะไม่มีวันทำให้เราเจ็บตัวหรือเจ็บใจเด็ดขาดค่ะ ข้อนี้ไม่อนุโลมใดๆ ทั้งสิ้น 2. ควบคุมชีวิตแบบเบ็ดเสร็จ แรกๆ อาจจะดูเหมือนหวงเพราะรัก แต่พอนานไปเริ่มลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว เช็กโทรศัพท์ทุกสิบนาที ห้ามแต่งตัวสวยๆ ห้ามออกไปเจอเพื่อนสนิท หรือหนักสุดคือพยายามกีดกันเราออกจากครอบครัวของตัวเอง! พฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าการตัดขาดเราจากโลกภายนอก (Isolation) เพื่อให้เราต้องพึ่งพาเขาแค่คนเดียวและหนีไปไหนไม่ได้ค่ะ นี่คือความสัมพันธ์ที่ Toxic สุดๆ เลย 3. นอกใจเป็นสันดาน โกหกหน้าตาย การเป็นคนเจ้าชู้ แอบคุยกับคนอื่นเล็กๆ น้อยๆ อาจจะเป็นธงแดงที่หลายคนยังฝืนให้โอกาสแก้ไข แต่ถ้าเขานอกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จับได้ก็แถ โกหกหน้าตายโดยไม่รู้สึกผิด หรือมีความสัมพันธ์ซ้อนแบบไม่ให้เกียรติเราเลย นี่คือธงดำที่โบกสะบัดแรงมากค่ะ ผู้ชายแบบนี้ไม่มีวันหยุดที่ใคร อย่าเสียเวลาไปเป็นตัวเลือกหรือของตายของใครเลยค่ะ เรามีค่ามากกว่านั้นเยอะ! 4. เจ้าพ่อ Gaslighting ปั่นหัวให้เราดูเป็นคนผิดเสมอ สาวๆ เคยเจอไหมคะ เวลาทะเลาะกันทีไร จากที่เขาเป็นคนเริ่มทำผิด แต่คุยไปคุยมากลายเป็นเราที่ต้องเป็นฝ่ายร้องไห้ขอโทษ พฤติกรรม Gaslighting คือการปั่นหัว โกหก บิดเบือนความจริง จนทำให้เราเริ่มสงสัยในความจำหรือสติปัญญาของตัวเอง เช่น "คิดมากไปเองหรือเปล่า" "ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น เธอประสาทไปเองแล้ว" นี่คือการทำร้ายจิตใจที่แนบเนียนและอันตรายมาก ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองไปในที่สุด 5. ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตและสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องเงินนะคะ แต่หมายถึงคนที่ไม่เคยมองว่าตัวเองผิด โทษโชคชะตา โทษแฟนเก่า โทษเจ้านาย แต่ไม่เคยโทษตัวเอง มีพฤติกรรมเสี่ยงๆ เช่น ติดการพนันขั้นรุนแรง เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือเอาเปรียบคนอื่นหน้าตาเฉย คนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง จะมาดูแลชีวิตและอนาคตของเราได้ยังไงจริงไหมคะ? วิธีรับมือเมื่อรู้ตัวว่าเผลอรัก ผู้ชายธงดำ ไปแล้ว ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าแฟนนิดๆ ของเราเข้าข่ายธงดำ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติและกอดตัวเองแน่นๆ ค่ะ อย่าโทษตัวเองที่มองคนพลาด ความรักบางทีมันก็ทำให้เราตาบอดได้ชั่วขณะ สำคัญที่ก้าวต่อไปของเราต่างหาก เลิกหวังว่าจะเปลี่ยนเขา จำคีย์เวิร์ดนี้ไว้นะคะ "เราเป็นแฟน ไม่ใช่ศูนย์บำบัด" เราไม่สามารถรักษาคนที่เป็นพิษได้ด้วยพลังรักอันบริสุทธิ์ค่ะ วางแผนตีตัวออกห่าง ถ้าเขาเป็นประเภทอารมณ์รุนแรง อย่าเพิ่งผลีผลามโวยวาย ค่อยๆ วางแผน หาที่ปลอดภัย ปรึกษาเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือสายด่วนต่างๆ เพื่อหาทางถอยออกมาอย่างปลอดภัยที่สุด บล็อกทุกช่องทางการติดต่อ* วิธีตัดใจที่ได้ผลที่สุดคือ การตัดขาดการติดต่อทุกช่องทางค่ะ บล็อกให้หมด อย่าให้เขาเข้ามามีอิทธิพลหรือบีบน้ำตาปั่นหัวเราได้อีก ความรักที่ดี ต้องเป็นความรักที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจ และเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองนะคะ ถ้าความสัมพันธ์มันบั่นทอนจนทำให้เราร้องไห้มากกว่าหัวเราะ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่มันคือยาพิษค่ะ ทิ้ง ผู้ชายธงดำ ไว้ข้างหลัง แล้วเชิดหน้ามูฟออนไปหาความรักดีๆ ที่คู่ควรกับเรากันดีกว่าค่ะ! เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ บทความที่คุณสนใจ โสดแล้วไง? ไลฟ์สไตล์สาวโสดยุคใหม่ โสดไม่เหงา ที่ใครก็อิจฉา โสดอย่างมีคุณภาพ 4 อย่างสิ้นคิด อย่าทำเด็ดขาด หลังเลิกกับแฟน เผยสเปคของหนุ่มๆ ... ผู้หญิงแบบไหน ที่ผู้ชายจะรัก

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!
อ่าน

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!

"Elle บันทึกวัยทึน" เป็นซีรีส์ที่แตกยอดความสำเร็จมาจากเฟรนไชส์หนังเรื่องดังแห่งยุค 2000s อย่าง Legally Blonde ที่เป็นไอเดียตกผลึกมาจากตัวแม่ รีส วิเธอร์สปูน ผู้ที่รับบทนำแสดงในหนังต้นฉบับ อยากจะขยายโลกใบสดใสของแอล สาวน้อยที่หลงรักในสีชมพู ตีแผ่ออกมาเป็นห้วงเวลาการเติบโตในโรงเรียนไฮสคูลของแอล ออกมาเป็นซีรีส์จำนวน 8 ตอน ที่ระดมทีมสร้างชั้นนำ จากฝีมือผู้จัด "ลอรา คิตเทรล" และ "แคโรไลน์ ดรายส์" และนี่คือเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่ารู้เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ ซีรีส์ Elle เกิดขึ้นจากไอเดียของ Reese Witherspoon แม้ Legally Blonde จะเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ แต่จุดเริ่มต้นของซีรีส์ ไม่ได้มาจากการอยากขยายจักรวาลของหนัง หากมาจากความรู้สึกของ Reese ว่า ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่นำเสนอตัวละครวัยรุ่นหญิงที่เป็นตัวของตัวเองและสร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่านี้ จุดประสงค์ของซีรีส์ไม่ใช่การเล่าเรื่องวัยเด็กของ Elle แต่เพื่อตอบคำถามว่า "อะไรทำให้เธอกลายเป็น Elle Woods" แกนหลักของซีรีส์คือการค้นหาคำตอบว่า เด็กสาววัย 16 ปีคนนี้ ผ่านอะไรมา จึงเติบโตเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ไม่ยอมแพ้ และไม่เคยปล่อยให้ใครมาตัดสินคุณค่าของตัวเองอย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์ แทนที่จะเลือกนักแสดงที่มีชื่อเสียง Reese Witherspoon ต้องการค้นพบ Elle คนใหม่ เธอจึงยืนยันให้เปิดออดิชันทั่วประเทศ และสุดท้าย Lexi Minetree ก็ได้รับเลือกจากผู้สมัครเกือบ 5,000 คน คลิปออดิชันของ Lexi มีลูกเล่นที่ทีมงานไม่ลืม เพราะในคลิปแนะนำตัว Lexi ไม่ได้แนะนำตัวแบบทั่วไป แต่เธอสร้างคลิปที่ได้แรงบันดาลใจจากวิดีโอสมัครเข้าฮาร์วาร์ดของ Elle ใน Legally Blonde เพราะหวังว่าหากทีมงานเปิดดูคลิปของเธอ อย่างน้อยก็จะหยุดดูต่อ และสุดท้ายวิธีนี้ก็ได้ผลจริงๆ Lexi Minetree ดู Legally Blonde มากกว่า 150 รอบ เพื่อฝึกน้ำเสียง การเดิน ภาษากาย และจังหวะการเคลื่อนไหวของ Elle พร้อมทำงานกับผู้ฝึกสอนด้านการใช้เสียง เพื่อสร้างพลังงานแบบ Elle Woods คำแนะนำเพียงข้อเดียว ที่ Reese ให้กับ Lexi นั่นคือ "Elle ไม่เคยใจร้ายกลับ" แม้จะถูกดูถูกหรือถูกทำร้าย Elle ก็ไม่เคยตอบโต้กลับแบบเดียวกัน นี่คือคุณค่าที่ Reese มองว่าเป็นแก่นแท้ของตัวละคร และเป็นสิ่งที่ Lexi ยึดถือในการแสดงทุกฉาก ทุกชื่อตอนของซีรีส์อ้างอิงจากบทพูดใน Legally Blonde นี่เป็นหนึ่งใน Easter Eggs ที่ทีมผู้สร้างตั้งใจใส่ไว้เพื่อแฟนภาพยนตร์ต้นฉบับ และยังสอดคล้องกับธีมของแต่ละตอนอีกด้วย ความสัมพันธ์แม่ลูกเป็นหนึ่งในหัวใจของซีรีส์ ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เนื่องจากในภาพยนตร์ บทของพ่อและแม่ของ Elle มีไม่มากนัก แต่ในซีรีส์ได้ขยายบท Eva Woods แม่ของ Elle ให้เป็นผู้หญิงที่กำลังค้นหาตัวเองเช่นกัน ทั้ง Eva และ Elle ต่างเรียนรู้จากกันและกัน และทีมงานอยากเล่าเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกในมุมที่อบอุ่นและสนับสนุนกัน ทีมงานตั้งใจสร้าง Elle ให้มีคุณภาพด้านภาพเหมือนหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์มากกว่าซีรีส์ทั่วไป ทั้งการกำกับภาพ การจัดแสง และการถ่ายทำ เพื่อให้ยังคงความสวยงามของ Legally Blonde แต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทีมออกแบบเสื้อผ้า ศึกษาแฟชั่นปี 1995 จริงๆ ทั้งแบรนด์และเทรนด์ในยุคนั้น เพื่อให้เสื้อผ้าทุกชุดไม่ได้แค่ "ดูยุค 90" แต่ผู้ชมต้องเชื่อว่าเด็กสาวคนนี้มีชีวิตอยู่ในปีนั้นจริงๆ สีผมของ Elle ไม่ใช่บลอนด์แบบปัจจุบัน ทีมออกแบบทรงผม เลือกใช้โทน Buttery Blonde หรือบลอนด์อมเหลือง เพราะในยุคนั้นเทคโนโลยีการทำสีผมยังไม่สามารถสร้างเฉดเบจหรือแอชแบบที่นิยมในปัจจุบันได้ และตัวจริงของ Lexi เป็นสาวผมสีน้ำตาลธรรมชาติ เธอจึงต้องย้อมผมและคอยเติมสีตลอดการถ่ายทำ และเป็นการใช้ผมจริงทั้งเรื่อง ไม่มีการใช้วิก ทีมงานตามหาโทรศัพท์ใสยุค 90 และของใช้จริงจากยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี โทรศัพท์บ้าน และคอมพิวเตอร์ ของใช้ต่างๆ ถูกคัดเลือกจากของจริงหรือของที่ใกล้เคียงที่สุด 1 กรกฎาคมนี้ เตรียมไอเทมสีชมพูให้พร้อม แล้วมารอพบกับความสดใสของ Elle Woods จาก Legally Blonde ในซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ที่ Prime Video เท่านั้น ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

พอล รัดด์ และ นิค โจนัส พบกันใน “Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ฟังเพลงอุ่นเครื่องได้แล้ว
อ่าน

พอล รัดด์ และ นิค โจนัส พบกันใน “Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ฟังเพลงอุ่นเครื่องได้แล้ว

จากเพื่อนรักสู่การหักเหลี่ยมที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เพลงนี้ใครเป็นคนแต่งกันแน่?เมื่อมิตรภาพในวงการดนตรีเริ่มพังลงเพราะ เครดิตเพลงถึงเวลาทวงคืนความฝันผ่าน1บทเพลงในภาพยนตร์Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ 11มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ และเบื้องหลังของเรื่องราวครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดผ่านการโคจรมาพบกันของPaul RuddและNick Jonasกับเรื่องราวจากคืนแห่งการแจมเพลงธรรมดา สู่ดราม่าที่ทั้งโลกกำลังจับตา เมื่อความสำเร็จเริ่มเปลี่ยนทุกอย่างยิ่งทำให้การประชันบทบาทครั้งนี้ยิ่งน่าจับตาขึ้นไปอีกว่าท้ายที่สุดแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะอะไรคือสิ่งที่ทำให้บทเพลงแห่งความฝันบทนี้ต้องถูกทวงกลับคืนมา ที่สำคัญก่อนร่วมค้นหาคำตอบสามารถรับฟังเพลงจาก Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณได้แล้ววันนี้บนSpotifyรวมเพลงจากหนังดนตรีเรื่องล่าสุดของJohn Carneyนำโดย How to Write a Song Without Youที่จะพาเข้าไปอยู่ท่ามกลางชื่อเสียง ความฝัน และเรื่องราวเบื้องหลังของบทเพลงที่เปลี่ยนชีวิตได้ตลอดกาล สำหรับเพลงจากโลกภาพยนตร์ของJohn Carneyบทเพลงที่เคยพาผู้ชมตกหลุมรักทั้งในOnce, Begin Again, Sing StreetและFlora and Sonซึ่งภาพยนตร์บางเรื่องอาจจบลงพร้อมEnd Creditแต่หนังของJohn Carneyมักทิ้ง เพลง บางเพลงไว้ในชีวิตเราเสมอ และPower Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ อาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณจะเปิดฟังความหมายที่ซ่อนอยู่วนไปอีกนาน รับฟังเพลงจากPower Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ พร้อมร่วมค้นหาคำตอบของ ทุกความสัมพันธ์Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ 11 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

เหนือความคาดหมาย! AMATH แจ้งเกิดกับ “หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง” แรงบันดาลใจคลิปไวรัลสู่เอ็มวีเดบิวต์!
อ่าน

เหนือความคาดหมาย! AMATH แจ้งเกิดกับ “หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง” แรงบันดาลใจคลิปไวรัลสู่เอ็มวีเดบิวต์!

น่าจับตาตั้งแต่เดบิวต์เลย สำหรับ Amath (เอแมท) หรือชื่อภาษาไทยว่า เกรดสี่คณิตศาสตร์ วงดนตรีแนว Alternative Pop / RB ที่ผสมผสานกลิ่นอายของ Soul และ Dream Pop ที่มาพร้อมสมาชิกอย่าง คิตตี้-ธาราพร นามวงศ์ (นักร้องนำ), ซอฟท์-อภิปรัชญ์ เตชรัตนวรกุล (กีตาร์), อาม-ปิยะณัฐ อยู่ภู (เบส) และ ชิน-นิชนันท์ เลิศมานะชัย (คีย์บอร์ด) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนเบื้องหลังฝีมือคุณภาพทั้งงานแต่งเพลง โปรดิวซ์ และ แบ็คอัพศิลปินอื่น โดยการเปิดตัวของพวกเขากับเพลง หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง (SUPPORTER) บอกเลยว่านอกจากดนตรีเก๋ๆ แล้ว เอ็มวีก็เป็นที่พูดถึงอย่างล้นหลาม เพลง หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง (SUPPORTER) เล่าถึงความรู้สึกของคนที่ รักเพื่อน แต่เลือกจะไม่ก้าวข้ามเส้นความสัมพันธ์ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเองอาจไม่สามารถเป็นคนคนนั้นให้เขาได้จริงๆ จึงเลือกอยู่ในจุดเดิม คอยซัพพอร์ต คอยรับฟัง และอยู่ตรงนี้ในวันที่เขาต้องการ ถึงแม้ลึกๆ จะรู้สึกมากกว่า เพื่อน ก็ตาม ผลงานนี้เกิดจากการวางโครงเพลงของซอฟท์ ก่อนที่คิตตี้จะเข้ามารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ ดูแลทั้งพาร์ตดนตรี โดยคิตตี้ได้เลือก I miss you but Im not waiting for you เป็นประโยคเปิดของเพลง คือความรู้สึกของการคิดถึงใครสักคนเสมอ แต่ไม่อยากใช้ความรักไปกดดันเขา ไม่อยากทำให้เขาต้องปวดใจ หรือรู้สึกผิดกับความรู้สึกของเรา เพราะต่อให้ต้องเห็นเขาไปรักใคร เสียน้ำตาเพราะใคร สุดท้ายก็ยังเลือกจะอยู่ข้างๆ ในฐานะ เพื่อนที่แสนดีแค่นั้นเอง เพราะเพลงนี้แต่งขึ้นจากเรื่องจริง และจนถึงวันนี้ คนคนนั้นก็ยังคอยซัพพอร์ตคิตตี้อยู่เสมอ เลยอยากขอบคุณเขาผ่านเพลงนี้เหมือนกัน ด้วยความที่เนื้อหาของเพลงพูดถึง การแอบชอบเพื่อนในช่วงมัธยม ทำให้ทางวงนึกถึงคลิปไวรัล ทำพาน ที่หลายคนคุ้นเคยกัน คิตตี้จึงตั้งใจติดต่อเซม และชวนน้องวิวมาร่วมแสดงใน MV เพราะรู้สึกว่าเคมีของทั้งคู่ยังอบอุ่นและจริงใจเหมือนเดิม จนแอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรื่องราวใน MV นี้ได้เป็นเหมือนภาคต่อของช่วงเวลานั้น ก็คงดีไม่น้อย ด้วยความที่ตัวแทนของคนดนตรีกลางคืน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า วงกลางคืน ก็สามารถเติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินจริงๆ ได้เช่นกัน ทำให้ AMATH ยืนหยัดที่จะใส่ใจในทุกผลงานที่ออกไป โดยแฟนๆ สามารถสัมผัสผลงานของพวกเขาได้แล้วทาง YouTube AMATH และทุกช่องทางสตรีมมิ่งได้แล้ววันนี้ พร้อมกดติดตามรอซิงเกิลต่อไปไว้ได้เลย เพราะบอกเลยว่า ไม่นานเกินรอ!

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป
อ่าน

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป

จากคนที่เคยผ่านแผลใจในความรัก วันนี้ โอบ โอบนิธิ - ปราง กัญญ์ณรัณ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ทำให้หลายคนกลับมาเชื่อว่ารักดี ๆ ยังมีอยู่จริง ทั้งคู่ยอมรับว่าความรักไม่ได้มีแค่ความสุข มีความไม่มั่นใจและบาดแผลเก่าที่ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผ่านการพูดความรู้สึกตรง ๆ ขอโทษให้เป็น และเลือกเป็นตัวเองโดยไม่ต้องฝืนเปลี่ยนเพื่อให้ใครรัก ปรางน้ำตาไหลกลางรายการเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าวันหนึ่งจะหายไป "โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนไปบ้าง ? เลดี้ปราง: ปรางชอบบอกเขาตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเห็นเขาอยู่ในช่วงที่ยังไม่ใช่แฟน จนปัจจุบันเป็นแฟน ปรางเคยนั่งมองหน้าเขาแล้วปรางก็พูดว่า ฉันรู้สึกบางทีฉันก็ไม่ชินเหมือนกัน คนที่เห็นจากตรงโน้น แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้มานั่งอยู่ที่โซฟา นั่งดูหนังด้วยกัน แล้วก็ต้องชอบนั่งมองหน้าเขา ตลกดี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าคนนี้จะมานั่งอยู่ข้างเราในฐานะอีกแบบหนึ่ง คือมันไม่ได้คิดไปถึงจุดนี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกปรางก็มองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องในวงการ เพราะเขาอายุน้อยกว่า แปลกดีที่วันนี้มานั่งอยู่ในสถานะแฟน แล้วก็นั่งเล่นกัน คุยเล่นกัน หรือว่าเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรามากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนไหนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันเปลี่ยน ? โอบ โอบนิธิ: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่อย ๆ มากกว่า มันมีโอกาสให้ได้คุยกันเยอะตรงที่ทุก ๆ คนเชียร์ด้วย 200% เลย เลดี้ปราง: รายการพี่วู้ดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนพอมาออกรายการปุ๊บเจอกัน ทีนี้ก็ต้องคุยกัน หรือพอรายการจะออก เราก็ได้พูดคุยกัน โอบ โอบนิธิ: และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คุยกันมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการเป็นศิลปินครับ การที่เรา 2 คนหันกลับมาทำเพลง แล้วก็ได้มีการปรึกษาว่าเราเจอปัญหาอะไรกันบ้าง เทคนิคเหล่านี้ควรใช้อะไรกันยังไง มันเลยทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ในทุกความสัมพันธ์มีเรื่องทั้งทุกข์และสุขอยู่แล้วไม่มีวันที่คุณจะมีแต่ความสุขในความสัมพันธ์ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน มีสุขต้องมีทุกข์ โอบ โอบนิธิ: มันค่อนข้างซับซ้อนครับ แต่ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่วันนี้เหมือนคนเดินมาบอก หรือเห็นเขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการทำให้หลาย ๆ คนกลับมาเชื่อว่า ชีวิตเขาจะมีความรักที่ดีอีกครั้ง มีคนเคยเดินมาจับแขนเขาแล้วก็พูดว่า พี่คะหนูเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก ๆ เลย และหนูก็หมดหวังไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความรัก จนวันนี้หนูมาเห็นความรักของพี่ มันทำให้หนูมีไฟกลับมา ทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีความรักที่ดีอีกหนึ่งครั้ง หนูขอกอดพี่เป็นกำลังใจได้ไหม มันทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไป มันเป็นสิ่งที่เราตั้งต้นมาตั้งแต่แรกว่าเราอยากเห็นทุกคนมีความรักที่ดีเช่นกัน วันนี้เห็นผลลัพธ์แล้วว่ามีคนได้รับข้อความนั้นจริง ๆ ความรักที่ผ่านมามีอะไรที่คุณตั้งใจกับตัวเองว่าครั้งนี้จะไม่ทำเหมือนเดิมอีก ? โอบ โอบนิธิ: เวลาผมมีอะไรจะเก็บเอาไว้ เป็นคนที่ผ่านมารู้สึกขี้อาย แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้า Public สักเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้ หรือบางทีเราไม่พอใจอันนี้แต่เรากลับไม่พูด บางทีเราชอบสิ่งนี้เรากลับไม่พูด ไม่ Appreciate ให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันเขาได้มองเห็น เลยทำให้จริง ๆ แล้วเวลาเรามีความฝันอะไร วาดฝันอะไรไว้ในอนาคตมีเขาอยู่ด้วยก็จริง แต่สุดท้ายเราไม่ได้บอกเขา เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันจะต้องรอหรือเปล่า หรือจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่อันนี้ผมคิดเองนะว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะปรับปรุงตัวเอง เวลาคิดอะไรหรือมีความฝันอะไรก็จะพูดออกมาในทุก ๆ เรื่องครับ เลดี้ปราง: เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ปรางแอบคิดว่าเรามีส่วนที่ทำให้เขา Open มากขึ้น เพราะปรางเป็นคนพูดหมดทุกอย่างเลย แบบที่รัก ฉันรู้สึกอย่างนี้ ๆ นะ มันอาจจะทำให้เขารู้สึก Comfortable กับการที่เขาได้เล่ากลับมาด้วย ปรางจะบอกเขาทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นบอกรัก วันนี้ดีใจจังเลยที่เธอมาหา ปรางพูดหมดทุกรายละเอียด ปรางเป็นสายชอบแบบนี้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเราได้รับกลับมาจากเขา เราดีใจมาก ๆ เหมือนกันค่ะ การที่เรากล้าพูดความรู้สึกออกไป มันมีพลังบางอย่าง ? โอบ โอบนิธิ: น่าจะเป็นการเซ็ตอินเนอร์ตัวเองครับ ว่าเราจะไม่กลับไปทำสิ่งนี้แล้ว ชอบอะไร ไม่พอใจอะไร หรือบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกอะไร จะพูดออกมาให้เขารับรู้ เหมือนเป็นการบอกเขาว่าสุดท้ายแล้วเรายังอยู่กับเขา การไม่พูดออกไป มันเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ ถามว่าจริง ๆ ใส่ใจนะ แต่แค่ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออก ผมว่าวิธีแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ชินมากกว่า แต่พอวันนี้มาเจอคนที่แสดงออกมาก ๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะทำกลับคืนไปมากกว่าครับ เลดี้ปราง: จริง ๆ ปรางตรงอยู่แล้ว ปรางจะมีวิธีการพูดที่ค่อนข้างไม่ทำร้ายจิตใจใคร มันตรงได้แต่มันต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขา เช่น ที่รักฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ มันมีวิธีพูดที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรา แล้วเราก็ไม่ได้บีบบังคับเขาว่าเธอต้องทำ แต่ถ้าเธอทำได้ แล้วไหวไหม หรือถ้าทำไม่ได้บอกกันได้ไหม อยากเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วเราก็บอกเหตุผลเราด้วยว่า ทำไมเราถึงไม่ชอบ เราอาจจะมีแผลตรงนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากเจออีกค่ะ โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ และวิธีพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกว่าวิธีพูดมีเป็นล้านวิธี แต่คุณเลือกที่จะพูดวิธีเดียวที่ทำร้ายจิตใจเขา ประโยคไหนที่รู้สึกว่า เป็นตัวอย่างที่ดี ? โอบ โอบนิธิ: สิ่งที่เป็นคำต้องห้ามนะ สำหรับเขาคือ ที่รัก อันนี้ไม่ตลกแล้ว ขึ้นมาปุ๊บ ผมขนลุกเลย เลดี้ปราง: บางทีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ผิด เขาก็ทำไปตามเนเจอร์เขา พอเราพูดเขาก็ยังไม่หยุด เขาก็จะอธิบายก็อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้จะเบรกเขายังไง เลยบอกว่า ที่รัก อันนี้ไม่ตลกนะคะ คือเขาก็จะเริ่มเบรก เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเบรก พอเขาเบรกเขาก็ฟังเรา และเราก็ค่อย ๆ อธิบาย โอบ โอบนิธิ: ผมรู้สึกว่าทุกครั้งผมไม่เคยทะเลาะกับเขา สิ่งที่อาจจะพูดว่าเป็นการทะเลาะกันหรือความไม่เข้าใจกัน มันจะทำให้ถ้าสมมุติเรายังจะเดินต่อไปด้วยกัน เราจะหันหน้ามาคุยกัน แล้วผ่านบททดสอบต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ได้มีเส้นที่จะทำให้ไปสู่การทะเลาะ พอเรารู้ว่ามันกำลังจะถึงแล้วจะมีคนใดคนหนึ่งผ่อนก่อน ถอยก่อน เราสองคนรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้นเหตุคืออะไร ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด ถ้าผิดก็ขอโทษกัน ผมพูดได้สบายมากเลยว่า อันนี้ขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ได้ตั้งใจ การพูดคำว่าขอโทษบางทีมันเป็นอีโก้อะไรบางอย่างในคู่รัก เลดี้ปราง: ประโยคเดียวมันจบได้นะคะถ้ามันจริง แต่บางทีปรางรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เขาทำนะ แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ผิด เขาไม่พอใจเรา ปรางก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่พอใจว่า โอเค งั้นขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ก่อนนะ แต่ฟังนะว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การขอโทษที่ทำให้เสียความรู้สึกกันก่อนมันช่วยได้ค่ะ โอบ โอบนิธิ: การได้ยินคำนี้มันเหมือนประโยคเบรก ทำให้เราใจเย็นลงแล้วกลับมาคุยกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งที่ผ่านมาคือเราพูดกันหมด ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เข้าใจกัน แต่เวลาทำอะไรให้กันเราก็จะขอบคุณกันเสมอ อย่างเช่น วันนี้ผมไปร้องเพลงมา ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกดี ๆ ให้เขาฟัง เขาก็จะบอกว่าเขารับรู้ได้และดีใจกับเราด้วย บางทีเราอาจจะลืมสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไปเลย พอเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางทีลืมตัวเองทุ่มเทมากจนลืมให้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ลืมสิ่งที่รัก ลืมความฝันตัวเอง เลดี้ปราง: ของปรางแอบคล้ายแบบนี้ เพราะจากความรักที่ผ่านมาปรางเป็นคนเวลารักใครแล้วจะเต็มที่มาก บางทีถ้าเราเจอคนที่ยังไม่แมตช์กัน เราจะพยายามเปลี่ยนตัวตนไปให้แมตช์กับเขาในทันทีเพราะรักเขามาก เชื่อไหมว่า ปรางตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แบบนี่ฉันเป็นใคร นี่ไม่ใช่ฉันเลย เรากำลังทำเพื่อคนอื่นอยู่ เรามีความสุขนะคะเพราะได้รักคนนั้น แต่มันทำให้ไม่เคยให้เวลาตัวเองเลย ครั้งนี้ปรางเลยจะ Balance รักตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อไหมว่ามันดี เพราะถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะรักที่เราเป็นเราค่ะ รักตัวเองยังไงบ้าง ? เลดี้ปราง: เห็นความฝันตัวเองให้ชัดเจน ชอบอะไรทำอะไรก็แชร์กับเขาตั้งแต่แรก พยายามทำให้เข้ากับสิ่งที่เขาเป็น แต่อย่าลืมตัวเองด้วย พาเขาเข้ามาในโลกของเราบ้าง เราเข้าไปในโลกของเขาบ้าง แล้วหา Balance ที่ตรงกลางค่ะ ปรางก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความสุขเลย ตอนนั้นหนูมีความสุขไง เลยไม่อยากให้ใครไปพาดพิงถึงความรักครั้งเก่าเลย เพราะหนูมีความสุขจริง ๆ แต่พอวันนี้เราได้มาเจอสิ่งนี้ เลยรู้ว่า จริง ๆ เป็นตัวเรา เขาก็รักเราเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเลย คนหลายคนติดกับดักตรงนี้เวลาชอบใครมาก ๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ เช่น เรื่องง่าย ๆ เรื่องฟุตบอล ผู้ชายคนนั้นชอบฟุตบอลมาก เราชอบเขามากเราก็ไปดู ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบ แล้วความฝันของเราก็หายไป เพราะมัวแต่ไปอยู่กับเขา อยากให้เขามีความสุข ปรางเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้ามีโอกาสได้เริ่มใหม่กับความสัมพันธ์ เป็นตัวเองให้มากที่สุด ส่วนจะชอบกันหรือไปต่อได้ไหม นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง อย่าไปพยายามฝืน เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับคนๆนี้ตลอดชีวิต คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมี Time ของตัวเองไหม ? โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ หรือบางเวลาที่ผมได้อยู่กับครอบครัว เขาก็จะไม่ได้มาขัด คือให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้เต็มที่ หรือบางทีเขารู้สึกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย เขาก็จะมาอยู่ร่วมกับครอบครัวผมด้วย เลดี้ปราง: ปรางกับโอบตัวติดกันมาก คนข้างนอกจะเห็นว่าติดกันสุด ๆ แต่จริง ๆ เราก็มีเวลาส่วนตัว เหมือนวันนี้โอบไปเจอเพื่อน ปรางก็บอกว่า ไปเถอะที่รัก ไปเลย หรือบางทีถ้าไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปรางก็จะบอกว่า ที่รักเดี๋ยววันนี้อย่างนี้นะ คือเขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชวน แค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ แต่ถ้าเราอยากให้เขาไป เราก็จะตรงไปตรงมาเลยว่า ที่รักไปด้วยกันไหมวันนี้ คิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณยังมีความกลัวอะไรอยู่เกี่ยวกับความรัก ? เลดี้ปราง: คิดว่าเขากลัวความสูญเสียเดานะ กลัวว่าเราจะหายไปจากชีวิตเขา คือเขาอาจจะเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วไม่อยากให้เกิดซ้ำ บางทีเขาเล่าว่า ฝันร้ายบ้าง แต่ปรางจะบอกเขาเสมอว่า เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่นอน ให้เขาสบายใจ แต่หนูสัมผัสได้ว่าลึก ๆ เขาน่าจะกลัวสิ่งนี้ โอบ โอบนิธิ: ก็มีส่วนครับ มันเป็นภาพเก่า ๆ เด้งขึ้นมาหมดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนี่มันจะเกิดซ้ำสองอีกแล้วเหรอ มันรู้สึกแย่ว่าทำไมเราต้องเจอสิ่งนี้อีก ในเมื่อเรารักคนนี้มาก ทำไมต้องเจออีก เราแค่ไม่อยากเสียเขาไป สำหรับสิ่งที่ผมคิดคือเขาน่าจะกลัวผมเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หรือเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งผมอธิบายให้เขาฟังไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือตัวผมแบบสุด ๆ ไปเลย น่าจะไม่มีใครเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้แล้วครับ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ จริง ๆ ปรางกลัวการเปลี่ยนแปลง ปรางพูดกับเขาเสมอ หนูอาจจะผ่านอะไรแบบนั้นมามีแผลในใจจากการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยาวนาน พอถึงจุดเปลี่ยนแล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนวันแรกหัวใจมันแตกสลายจริง ๆ เราไม่สามารถเรียกร้องสิ่งเดิมกลับมาได้ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้ให้วันแรกมันกลับมา แต่มันเหมือนการหลอกตัวเอง พอมาเจอความสัมพันธ์ครั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมามันดีมาก ๆ เลยพูดเสมอว่า ขอให้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว หนูยอมรับว่ากลัวการเปลี่ยนแปลงมาก ขอบคุณที่กล้าแสดงความรู้สึกเพื่อให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขที่คุณอยากเก็บไว้ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ หนูมีความสุขมากจริง ๆ นะ ที่หนูร้องไห้นี่คือหนูมีความสุขมากจนกลัวจะสูญเสียมันไป ที่จริงมันคล้าย ๆ เพลงที่ออกมาด้วย ทรงแบบอย่าไปรักใครอีกนะ มันดูเป็นการห่วงสุด ๆ เขาก็จะแสดงออกในแบบของเขาว่า ฉันรักเธอ แต่ตัวหนูก็จะมีความกังวลว่า เขาจะเปลี่ยนไปจะหายไป ไม่อยากหัวใจแตกสลายอีกครั้ง โอบ โอบนิธิ: ผมเห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ เวลาทำอะไรให้เขา คนชอบพูดว่าก็ไม่กี่ปีเอง เดี๋ยวรอดูต่อไปละกัน ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไรเยอะ ผมอยากทำให้เห็นมากกว่า ผมเป็นคนชอบทำมากกว่าไม่รู้หรอกอนาคตจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวผมทำให้ดู เรื่องอะไรที่คู่ของคุณพยายามทำเพื่อคุณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด ? เลดี้ปราง: จริง ๆ สำหรับปราง น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเรื่องหนึ่งคือเราเป็นสายโรแมนติก ชอบการ Skinship ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาทำกลับบ้าง แต่เขาจะขัด ๆ ยิ่งในที่สาธารณะเขาจะเขิน แต่หลัง ๆ เขาพยายามทำให้นะ มีวันหนึ่งนั่งโซฟาแล้วหลับไปด้วยกัน เขาหลับอยู่แต่เขายังพยายามเอามาสัมผัสหนูทั้งที่ตัวพลิกไปแล้ว หนูรู้เลยว่านี่คือจิตใต้สำนึก แกหลับอยู่แต่แกไม่ลืมฉัน รู้เลยว่ามันฝังเข้าไปในสมองเขาจริง ๆ โอบ โอบนิธิ: ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน แต่ก็ใช่ครับ ผมพยายาม อย่างที่บอกว่าผมแสดงออกไม่เก่ง ขี้อาย การพูดเยอะ ๆ ของผมบางทีอาจเป็นการแก้เขินเพื่อ Protect ตัวเองด้วยมั้ง ผมเลยพยายามแสดงออกทางการกระทำมากกว่าคำพูดครับ ภาษารัก 5 อย่าง มี 1. คำพูด 2. เวลา 3. ของขวัญ 4. การปรนนิบัติ และ 5. การสัมผัส ของปรางคือสัมผัสกับคำพูดใช่ไหม ? เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ โอบ โอบนิธิ: ของผมคือการปรนนิบัติครับ Acts of Service การปฏิบัติแบบไหนสำหรับคุณคือภาษารัก ? โอบ โอบนิธิ: ผมทำเยอะมาก เช่น ซักผ้า รีดผ้า จัดกระเป๋าให้เขา เลดี้ปราง: ทริปแรกที่ไปเที่ยวกัน เขาอยากจัดให้มาก หนูบอกไม่เอา ฉันทำเองได้ เพราะหนูโตมาแบบผู้หญิงแกร่ง ต้องทำทุกอย่างได้เอง แต่พอเขายืนยันจะทำจนสุดท้ายเขาก็ทำให้มาโดยตลอดทุกทริปเลยค่ะ โอบ โอบนิธิ: มีนึกออก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ เทนนิส ผมอยากเล่นเทนนิสและอยากใช้กิจกรรมร่วมกันกับเขา ตอนแรกเขาลังเลว่า ฉันจะร้อนไหม ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร วันไหนเธอสระผม เดี๋ยวเราเป่าให้ เขาก็เลยยอมมาเรียนและอดทนฝึกมาเป็นปีแล้ว เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ บางทีหนูตีไปก็บอกเขาว่า ที่รักรู้ไหมถ้าไม่มีเธอฉันไม่ตีหรอก โอบ โอบนิธิ: อีกเรื่องคือเรื่องที่เขาไม่ถนัดเลย ผมชอบ G-Dragon มาก มีคอนเสิร์ตไฟนอลที่เกาหลีปีที่แล้ว ผมต้องให้ปรางช่วยกดบัตร มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไม่ถนัดตั้งแต่นั่งกดบัตรยันพาไปสนามบินทั้งที่ไม่รู้จะได้บินไหม เขาแค่พยายามสนับสนุนในสิ่งที่เราชอบครับ

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้
อ่าน

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้

Prime Videoเผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการและภาพชุดใหม่ของYour Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย จากการดัดแปลงนิยายไตรภาคCulpable(ผลงานเบสต์เซลเลอร์ระดับนานาชาติของMercedes Ron) ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์นำแสดงโดยMatthew Broome (The Buccaneers)และAsha Banks (A Good Girls Guide to Murder)ในบทNickและNoahคู่รักขวัญใจแฟนๆ โดยมีกำหนดสตรีมแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนPrime Videoในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ในมากกว่า 240 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก หลังเหตุการณ์สุดเข้มข้นในMy Fault: Londonทั้งNickและNoahกลับมาอีกครั้ง พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น และรักกันยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อชีวิตเริ่มพาทั้งคู่ไปคนละเส้นทาง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อNoahเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่Nickต้องทุ่มเทให้กับภาระการงานที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้คนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต พร้อมปลุกเร้าอารมณ์ที่ไม่คาดคิดและความหึงหวงที่ยังคงคุกรุ่น รอยร้าวจึงเริ่มก่อตัว ความเชื่อใจถูกทดสอบ ความปรารถนาปะทุขึ้น และสายสัมพันธ์ที่ทั้งคู่เคยเชื่อว่าไม่มีวันแตกสลายก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อมาถึงทางแยกสำคัญNoahและNickจึงต้องตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อความรักที่พาพวกเขามาพบกัน หรือเสี่ยงสูญเสียมันไปตลอดกาล นักแสดงที่จะมาร่วมสร้างสีสันในภาคล่าสุดนี้ประกอบด้วยLouisa BinderในบทSophiaหญิงสาวสวยและทะเยอทะยานที่เริ่มสนใจNickหลังเข้าทำงานที่Leister Enterprises, Joel NankervisในบทMichaelนักศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดผู้มั่นใจและใจเย็น ที่สร้างมิตรภาพกับNoahได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แอบต้องการความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น, Scarlett RaynerในบทBriarนักวางกลยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญในการชักใย ที่ภายนอกดูเป็นคนใจดี แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเข้ามาตีสนิทกับNoahที่ออกซ์ฟอร์ดด้วยจุดประสงค์แอบแฝง รวมถึงOrlando NormanในบทCruzมือขวาของRonnieในโลกการแข่งขันรถใต้ดิน Your Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ยังถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างPrime VideoและMercedes Ronซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อThe House of Ronหลังความสำเร็จของนิยายไตรภาคCulpable ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย
อ่าน

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย

เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ ทำความรู้จัก Longevity คืออะไร คำว่า อายุยืนหมื่นๆ ปี อาจไม่ใช่คำอวยพรที่ทุกคนต้องการที่สุดอีกต่อไปค่ะ เพราะเทรนด์โลกได้เปลี่ยนจากการแค่มีอายุที่ยาวนาน ไปสู่การมี ช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Longevity ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนที่อายุ 90 แต่ต้องนอนติดเตียง แต่ต้องการเป็นคนอายุ 90 ที่ยังวิ่งจ็อกกิ้งหรือไปเที่ยวรอบโลกได้ วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปเจาะลึกว่า Longevity เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ เขาทำกันอย่างไร และทำไมใครๆ ก็เริ่มเป็น Bio-hacker กันทั้งเมือง ถ้าพร้อมแล้วมา สุขภาพดีระยะยาว ไปด้วยกันนะคะ 4 เสาหลักของ Longevity 1. โภชนาการเฉพาะบุคคล เลิกกินตามคนอื่นค่ะ! เทรนด์ตอนนี้คือการตรวจเลือดหรือตรวจ DNA เพื่อดูว่าร่างกายเราตอบสนองต่อสารอาหารอย่างไร บางคนอาจจะถูกกับ Intermittent Fasting (IF) เพื่อกระตุ้นกระบวนการ Autophagy (การที่เซลล์กำจัดขยะในตัวเอง) ในขณะที่บางคนอาจต้องการสารอาหารกลุ่มเมทิลเลชัน (Methylation) มากเป็นพิเศษ 2. ออกกำลังกาย เพื่อความยั่งยืน Zone 2 Training : การออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยปานกลางเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย (โรงไฟฟ้าของเซลล์) VO2 Max : การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอายุขัยที่แม่นยำที่สุดอย่างหนึ่ง 3. การนอนเพื่อซ่อมแซม การนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการล้างสมอง (Glymphatic System) การใช้ Wearable device เพื่อเช็กค่า Deep Sleep และ REM Sleep จึงเป็นเรื่องปกติของคนยุคนี้ 4. Stress Management Social Connection ความเหงาและความเครียดเรื้อรัง ทำให้อายุสั้นลงพอๆ กับการสูบบุหรี่ การรักษาสัมพันธภาพที่ดีและการทำสมาธิจึงเป็นส่วนหนึ่งของสูตรลับอายุยืนค่ะ สุขภาพแบบเดิม VS Longevity การดูแลสุขภาพแบบเดิม Longevity (เทรนด์ใหม่) เป้าหมาย รักษาเมื่อป่วย ป้องกันและย้อนวัย จุดเน้น จำนวนปีทั้งหมดที่คุณมีชีวิตอยู่ คุณภาพชีวิต วิธีการ กินยาตามอาการ ปรับสมดุลระดับเซลล์และยีน อุปกรณ์ ปรอทวัดไข้, เครื่องวัดความดัน สมาร์ทวอทช์, AI วิเคราะห์สุขภาพ บทความที่คุณอาจสนใจ ท่าลดหน้าท้อง ท่าแพลงก์ (Plank) ดีอย่างไร พร้อมวิธีฝึกท่าแพลงก์ วิธีลดพุง ด้วยท่าแพลงก์ ทำยังไงให้ถูกต้องและได้ผลจริง!

มดยักษ์ บีชบอย ชวนปล่อยจอยกับ “แกงไตปลา” เอ็มวีปิดท้าย EP ใหม่ เชื่อมโยง “ผู้คน เสียงเพลง และ ทะเล”
อ่าน

มดยักษ์ บีชบอย ชวนปล่อยจอยกับ “แกงไตปลา” เอ็มวีปิดท้าย EP ใหม่ เชื่อมโยง “ผู้คน เสียงเพลง และ ทะเล”

เดินทางถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเป็นที่เรียบร้อย Modyak Beachboyz(มดยักษ์ บีชบอย) ศิลปินอิสระผู้มีเอกลักษณ์ทางดนตรีโดดเด่น เจ้าของรางวัล Best Record of The Year จากบทเพลง มนุษย์เมือง บนเวทีสีสันอวอร์ดส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเดิมปี 2026 กับการเปิดตัว EP อัลบั้มใหม่ที่ถ่ายทอดตัวตน ความหลงใหล และเรื่องราวของ ทะเล ผ่านมุมมองของศิลปินที่เติบโตจากภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมปิดท้าย EP ชุด มดยักษ์ บีชบอย ด้วยผลงานสุดน่ากิน แกงไตปลา เพลง แกงไตปลา มดยักษ์ บีชบอย นำกลิ่นอายทางดนตรีของเรกเก้แบบจาไมก้ามาผสานเข้ากับดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ ทั้งจังหวะกลองทับ เสียงปี่พาทย์ มโนราห์ ฟังแล้วทั้งกล่อมอารมณ์และปลุกความสนุกในแบบที่ไม่ซ้ำใคร พร้อมทั้งนำอาหารจานโปรดของหลายคน แกงใต้ มาสร้างสรรค์เสียงเพลงที่โลกต้องฟัง ผ่านเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งความรัก วิถีชีวิต และอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับรสชาติของแกงไตปลาที่จัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด กลมกล่อมอยู่ในชามเดียว ด้วยสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ เสียงร้องนุ่มลึกผสมลูกเล่นกวนๆ ของมดยักษ์ ทำให้ แกงไตปลา ฟังได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นผลงานเหมาะทั้งสำหรับคนที่รักเสียงดนตรีแนวเรกเก้ และผู้ที่อยากค้นพบรสชาติใหม่ในโลกของเพลงไทยยุคใหม่ ด้วยความลงตัวของเพลง แกงไตปลา ทำให้ผลงานนี้นอกจากจะเป็นเพลงปิด EP อัลบั้มแล้ว ทำให้ผลงานนี้ได้รางวัล Creative Music ผลงานดนตรีสร้างสรรค์ "ระดับดี" จากงานประกาศรางวัล การนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ทางด้านศิลปกรรม ระดับชาติ (ครั้งที่ 6) หรือ The 6th National Creative Work Presentation of Fine Arts : VRU Contemporary Folk Festival 2024 ซึ่งสร้างความดีใจอย่างมากให้กับ มดยักษ์ บีชบอย และศิลปินรับเชิญ Paper pemnipa (เปเปอร์ เปรมนิภา) ผู้เติมสีสันให้เพลงนี้สมบูรณ์ รวมถึง พีช-รักษ์พล รักขนาม โปรดิวเซอร์ผลงาน และรุ่นพี่ให้คำปรึกษาผลงานนี้อย่าง Music Director ต้า-อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา ฟร๊อนท์แมนวง PARADOX และ Music Consultants มืออาชีพอย่าง เชาวเลข สร่างทุกข์ ด้วยจุดเริ่มต้นชีวิต มดยักษ์เกิดที่จังหวัดสงขลา และใช้ชีวิตในปัตตานีและยะลา เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเสน่ห์ของท้องทะเล ทั้งคลื่นลม มิตรภาพ และเสียงหัวเราะของผู้คน สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ถูกหลอมรวมออกมาเป็นบทเพลงทั้ง 6 ของ EP มดยักษ์ บีชบอย ทั้งเพลง ฟีลแฟนได้ไหม, ชวนน้องไปทะเล, แกงไตปลา (Krang Tri Pha), ทำไมล้างรถแล้วฝนต้องตก, ฉันยังไม่แก่ (Ska Version) และ 2 บทเพลงที่มีรางวัลการันตีอย่าง แกงไตปลา (Krang Tri Pha) และเพลง Lets Go to the Sea รางวัลเหรียญทอง Creative Music Gold Medals The 5th International Symposiumon Creative Fine Arts (ISCFA2024 Creativity of Cultural Diversity for a More Harmonious World) ถือได้ว่าครบทุกสตอรี่, ซาวด์ ฟีลลิ่ง ที่หลายคนชอบ สัมผัสเรื่องราว ผู้คน เสียงเพลง และทะเล ในมุมมองของ มดยักษ์ บีชบอย ผ่าน EP อัลบั้มได้แล้วทาง YouTube Modyak Beachboyz Official (มดยักษ์ บีชบอย) และทุกช่องทางสตรีมมิ่ง

7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว Green Flags วิธีดูแฟน คนนี้แหละ คู่ชีวิตที่ดี!
อ่าน

7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว Green Flags วิธีดูแฟน คนนี้แหละ คู่ชีวิตที่ดี!

ทำความรู้จัก 7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว คนนี้แหละ คือ คู่ชีวิตที่ดี! ใครๆ ก็พูดถึงแต่ Red Flags หรือสัญญาณอันตรายจนเรากลายเป็นคนระแวงความรักไปเสียหมด เทรนด์ความสัมพันธ์ยุคนี้ ได้เปลี่ยนไปสู่การมองหา Green Flags หรือสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าคือคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และพร้อมจะเติบโตไปกับคุณอย่างยั่งยืนค่ะ การมองหา ธงเขียว ไม่ใช่การมองหา คนใจดี เท่านั้น แต่คือการมองหาคนที่ ส่งเสริมพลังงานบวก ให้ชีวิตเรา มาเช็กกันค่ะว่าคนข้างๆ คุณมี 7 สัญญาณ ธงเขียว เหล่านี้ครบไหม? 7 สัญญาณ ธงเขียว ที่คุณควรให้ความสำคัญ 1. ฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้แค่ได้ยินสิ่งที่คุณพูด แต่เขา รับฟัง ถึงความรู้สึกเบื้องหลัง ไม่ขัดจังหวะ และพยายามทำความเข้าใจมุมมองของคุณแม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม 2. ให้เกียรติ พื้นที่ส่วนตัว ธงเขียวที่ชัดเจนที่สุด คือการที่เขาไม่พยายามควบคุมคุณ เขาส่งเสริมให้คุณได้ไปทำสิ่งที่ชอบ เจอเพื่อน หรือมีเวลาอยู่กับตัวเอง โดยไม่มีอาการหึงหวงที่ไร้เหตุผล 3. ทะเลาะเพื่อ แก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อ เอาชนะ เวลาขัดแย้งกัน เขาจะใช้ประโยคว่า เราจะแก้เรื่องนี้ด้วยกันยังไง? แทนการขุดคุยความผิดในอดีตหรือใช้อารมณ์ตัดสิน เขาโฟกัสที่ปัญหา ไม่ได้โฟกัสที่การตำหนิตัวตนของคุณ 4. มีความสม่ำเสมอ คำพูดกับการกระทำของเขาตรงกันเสมอ คุณไม่ต้องมานั่งเดาใจว่า วันนี้เขาจะรักเราไหม? หรือ ทำไมเขาหายไป? ความสม่ำเสมอ คือรากฐานของความไว้วางใจ ที่สำคัญที่สุดค่ะ 5. สนับสนุนความสำเร็จของคุณ เขาคือแฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณค่ะ เมื่อคุณได้ดีเขาจะดีใจอย่างจริงใจโดยไม่มีความรู้สึกอิจฉา หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า และในวันที่คุณล้ม เขาจะเป็นไหล่ที่มั่นคงให้คุณพักพิง 6. ยอมรับผิดและขอโทษเป็น คนที่เป็นธงเขียวจะไม่มีอีโก้สูงจนบังตา เมื่อทำผิดเขาจะกล้ายอมรับ และแสดงความรับผิดชอบผ่านการปรับปรุงพฤติกรรม ไม่ใช่แค่ขอโทษส่งๆ เพื่อให้จบปัญหา 7. รู้สึก เป็นตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุดค่ะ เมื่ออยู่กับเขา คุณไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น ไม่ต้องระวังคำพูดจนอึดอัด แต่คุณรู้สึกปลอดภัยที่จะเผยด้านที่อ่อนแอ หรือด้านที่ตลกของตัวเองออกมา บทความที่คุณอาจสนใจ นกหรือไม่นก! 10 วิธีเช็คว่าคนที่เราคุยด้วย ชอบเรา หรือ ไม่ได้ชอบเราเลย! ทำความรู้จัก 5 ภาษารัก ยุคใหม่ ธรรมดาแสนพิเศษ มากกว่าแค่การกอดหรือคำพูด

"นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง!
อ่าน

"นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง!

นนนี่ นนลนีย์ ลูกสาวคนสวยนางเอกระดับตำนาน แอน สิเรียม วันนี้อุ้มท้องมาเปิดใจครั้งแรก หลังควงแฟนหนุ่มนอกวงการแต่งงานสุดชื่นมื่น เผยสาเหตุโพสต์ตัดพ้อ รู้สึกไม่มีบ้าน หันไปไม่เจอใคร พร้อมเผยป่วยซึมเศร้าหนักมาก จนคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี ดีเจพุฒ พุฒิชัย และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ "นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง! ดูทีวีออนไลน์ ช่องวัน31 ตอนนี้อายุครรภ์เท่าไหร่? นนนี่ : 6 เดือนกว่า ๆ ค่ะ มารายการคุยแซ่บโชว์รายการแรก ทราบเพศแล้ว? นนนี่ : ได้ลูกสาวค่ะ หนูไม่ได้คิดว่าอยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้หมดเลยค่ะ ไม่ติดเลยค่ะ สามีล่ะ? นนนี่ : เหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาอยากได้ลูกสาวมากกว่า วันนี้เขาก็มาแต่ไม่ออกกล้อง เขินค่ะ (หัวเราะ) สามีชื่ออะไร? นนนี่ : คุณอาร์ค่ะ คุณอาร์อยากได้ลูกสาวเพราะอะไร? อาร์ : เราเป็นผู้ชายก็รู้นิสัยผู้ชาย คิดว่าถ้ามีลูกสาวน่าจะเลี้ยงง่ายกว่ามั้ง (หัวเราะ) ไปพบรักกันได้ยังไง? นนนี่ : จริง ๆ เราสองคนทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน ตอนนั้นนนนี่อยู่เชียงใหม่ อาร์อยู่สุวรรณภูมิ และเจอกันที่อบรมสัมมนาของบริษัทค่ะ ไม่มีใครจีบใครค่ะ เราเป็นเพื่อนกัน เริ่มสปาร์กกันตอนไหน? นนนี่ : เหมือนคุยกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าถูกใจค่ะ ถูกใจอะไรในตัวคุณอาร์? นนนี่ : เขาเป็นคนซื่อ ๆ ขี้อายด้วยค่ะ จริงมั้ยอาร์? นนนี่ : เปล่า เราโดนหลอก (หัวเราะ) อาร์ : ตามนั้นแหละครับ ผมตามเขาไม่ค่อยทันหรอกครับ (หัวเราะ) นนนี่ : ไม่ (หัวเราะ) ต่างคนต่างตามกันไม่ทันไง อาร์ชอบนนนี่ตรงไหน? อาร์ : ชอบคนขาวครับ แล้วเขานิสัยดี ยิ้มง่ายตลอดเลย พูดอะไรก็ยิ้ม หัวเราะ เลยหลงเสน่ห์ครับ รักทางไกลส่งผลมั้ย? นนนี่ : มันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินก็ชม.เดียวเอง บินหากันบ่อยมั้ย? นนนี่ : หนูก็ติดเขานะ หนูไปหาเขาแทบทุกอาทิตย์ เขามาเดือนละครั้ง ที่เหลือหนูบินไป ชม.เดียว ศุกร์-อาทิตย์ บินไปบินมาจนวันนึงเกิดเหตุ วันที่เรารู้ว่าตั้งครรภ์? นนนี่ : ตอนนั้นย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วค่ะ เรารู้สึกว่าเหมือนมีอะไรสักอย่างผิดปกติ ก็คิดว่าราท้องหรือเปล่า เราก็เลยตรวจ แค่นั้นเอง เริ่มกินเยอะ เริ่มโหย เหมือนอารมณ์แปรปรวน อารมณ์ไม่เหมือนเดิม ก็ตรวจ แต่ไม่ได้คิดว่าจะท้อง พอท้องก็ไม่ได้ตกใจมากนะคะ ก็บอกเขาเป็นคนแรกค่ะ อาร์รู้ว่านนนี่ท้อง รู้สึกยังไง? อาร์ : การที่มีเด็กคนนึงเกิดมาก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำอะไรผิด เขาท้อง เราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้นไป จริง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ เราอายุ 30 ไปแล้ว พร้อมเป็นคุณพ่อครับ ฝั่งแม่แอนว่าไงบ้าง? นนนี่ : แม่บอกว่าท้องก็เลี้ยง แค่นี้เลยค่ะ ตอนแรกพอรู้ว่าท้องจะไม่จัดงานแต่งยิ่งใหญ่อลังการ? นนนี่ : ต้องเข้าใจก่อนว่า พอเราท้องแล้วพอเราจัดงานแต่งงาน ถ้าเป็นตัวเราเองมันก็สนุกได้ไม่เต็มที่เนอะ เราก็ยังรับแขกได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถใส่ส้นสูงเต็มที่อะไรขนาดนั้น ดื่มก็ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่จัดดีมั้ย แต่พอผู้ใหญ่สองฝั่งมานั่งคุยกัน เขาอยากให้จัด ก็ไม่ได้เป็นงานที่ใหญ่ขนาดนั้น บรรยากาศก็อบอุ่น ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนแม่ งานเป็นสไตล์เรียบง่าย เพื่อนแม่ พี่ป้าน้าอามาช่วยกันร้องเพลง เป็นงานเล็ก ๆ ค่ะ พอปล่อยภาพแต่งงานออกไป นนนี่ก็บอกเลยว่าตัวเองท้องได้ 4 เดือนแล้ว? นนนี่ : ก็ต้องบอกแล้วล่ะ เพราะมันขึ้นมาเยอะมาก คนก็ดูรู้อยู่แล้ว เราไม่ได้มีเหตุผลต้องปิดบังอะไร ยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว ได้ปรึกษาแม่แอนก่อนมั้ย? นนนี่ : ไม่ได้ปรึกษาค่ะ ตัดสินใจเองเลย เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรด้วยค่ะ มีกระแสอะไรกลับมามั้ย? นนนี่ : หนูโดนดีเอ็มด่าว่าท้องก่อนแต่ง หน้าไม่อายเหรอ หนูก็โดนเหมือนกัน เราก็ตอบว่าไม่ได้ผิดนี่ แล้วยังไง เมื่อก่อนไม่เคยตอบเลยเรื่องนี้ แต่วันนึงอยู่ในจุดที่ไม่อยากทนแล้ว ทำไมมีคนมาด่าเราฟรีๆ ตลอดเลย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่คอมเมนต์ในทางบวก เราก็รับพลังบวกดีกว่า หลังแต่งปุ๊บ คนส่องไอจีนนนี่ พอแต่งแล้วรูปคู่กับอาร์หายไปไหนหมดเลย? นนนี่ : มีคนเอาไปลงว่าเตียงหัก เลยแก้ข่าวว่าเตียงเราไม่ได้หัก เตียงเราสั่น (หัวเราะ) เกิดอะไรขึ้น? นนนี่ : เรื่องทะเลาะที่ไร้สาระมาก แล้วก็เป็นเรื่องเล็กมากด้วยนะ จนหนูจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร หนูไม่ได้ลบด้วยนะ หนูแค่ซ่อนเฉย ๆ อาร์เขามีอินสตาแกรมที่เป็นแอ็กหลุม เอาไว้ส่องหนูคนเดียว เขาเห็นว่ารูปคู่หาย เขาก็บอกว่าทำไมต้องเอารูปคู่ออกด้วย แค่นั้นเอง เราก็ตอบว่าไม่อยากเก็บ (หัวเราะ) ก็งอนกันนั่นแหละ งอนนานมั้ย? นนนี่ : ไม่นานค่ะ เราจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ ปกติก็ผลัดกันง้อ รอบนี้ที่รูปหายก็จำไม่ได้แล้ว คิดว่าเป็นทุกคนนะที่งอนกัน รูปที่ซ่อนไว้ เอากลับมาหรือยัง? นนนี่ : กลับมานานแล้วค่ะ ไปส่องได้เลยปกติค่ะ โพสต์ตัดพ้อเหมือนกัน ล่าสุดบอกว่าไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านเลย มันเกิดอะไรขึ้น? นนนี่ : เป็นอารมณ์น้อยใจ หนูก็ตอบไม่ได้ว่าจากฮอร์โมนหรือเปล่า อารมณ์นี้ก่อนท้องไม่มีค่ะ เราอยากระบายแต่ไม่รู้จะระบายกับใคร เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทำไมเราไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เราก็เห็นคนโพสต์ไอจีกันเยอะแยะนี่นา ทำไมเราจะโพสต์ไม่ได้ คิดว่าพอลูกคลอดคงไม่ได้มีเวลามาโพสต์แล้วล่ะ ก็ขอโพสต์สัก 5 อันได้มั้ย แล้วจะไม่โพสต์แล้ว สามีเห็นภรรยาโพสต์แบบนี้ ให้กำลังใจกันยังไง? อาร์ : นนเขาเป็นคนที่ถ้าเขาโกรธ เขาจะไม่ค่อยบอก จะเก็บไว้คนเดียว เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องรอให้มันหายไปเอง ถึงมาคุย เขาถึงจะเปิดว่าเป็นแบบนี้ๆ นอนกรนบ้างอะไรบ้าง เยอะแยะไปหมด มันก็หลายเรื่อง ผมคิดว่าเป็ฯฮอร์โมนคนท้องด้วยแหละ ก่อนท้องยิ้มง่ายมาก พูดอะไรก็ยิ้ม พอท้องปุ๊บเปลี่ยนเลย หน้ามือเป็นหลังมือ นนนี่ : พอแล้ว ๆ อาร์ : ผมหายใจก็ผิด (หัวเราะ) พอเจอข้อความแบบนี้อยากบล็อกภรรยามั้ย? อาร์ : ไม่เลยครับ ไม่คิดจะบล็อกภรรยาเลย ผมเข้าใจ ต้องระวังภาวะหลังคลอด มาม่าบลูอีก? นนนี่ : ยังมีอีกเหรอคะ สาเหตุที่โพสต์ตัดพ้อยาว ๆ เป็นเพราะก่อนหน้านั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย? นนนี่ : ใช่ค่ะ ต้องเท้าความก่อนว่านนนี่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 4-5 ปีแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผิดมากนะคะ ห้ามทำเด็ดขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ ต้องกินยาให้สม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ และต้องไปพบแพทย์ตามนัดตลอด ด้วยความที่เราอยู่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯไปๆ มาๆ ต้องยอมรับว่าก่อนท้อง เราใช้ชีวิตเต็มที่เต็มเหนี่ยวเหมือนกัน ทำให้เราละเลยการกินยา การพบแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราควรไปตลอด กินยาให้สม่ำเสมอ พอผ่านไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ดีขึ้น อาการเริ่มดิ่งลงๆๆ ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเราแปลก ๆ ต้องพบแพทย์? นนนี่ : รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย อยู่ดี ๆ ก็เบื่อทุกอย่าง อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุอะไรเลย นอนไม่หลับเลยค่ะ ก็เริ่มไปหาหมอ แต่ไปหาหมอไม่ปะติดปะต่อด้วย เปลี่ยนรพ.ไปเรื่อยๆจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องที่รู้สึกผิด เราไม่สบายก็ไปหาหมอ จะป่วยกายหรือป่วยใจก็ป่วยอยู่ดี ไปหาหมอดีกว่า การไม่ได้ไปหาหมอต่อเนื่อง ถึงขั้นทำให้เราทำร้ายร่างกาย? นนนี่ : ด้วยความที่แย่มาก ตอนไปหาหมอ หมอพูดว่านนนี่ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เลยทำให้มันเคว้ง พอเคว้งมันก็ดิ่ง อาการแย่ลง ๆ ถึงจุดที่เราคิดสั้นด้วย แต่เป็นการกระทำที่ไม่ควรอย่างมาก ลงมือไปแล้วด้วย? นนนี่ : ใช่ค่ะ ตอนนั้นเราไม่รู้เรากินยาเกินขนาด เรากินยาที่มีเข้าไปหมดเลย กินจนค่าตับปาเข้าไป 3-4 พัน ต้องนอนแอดมิตเป็นอาทิตย์ค่ะ รอดได้ยังไง? นนนี่ : คุยกับแฟนนี่แหละ เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ปกติ เขารู้สึกว่าเราน่าจะดาวน์หรือเปล่า เขาเรียก 1669 ไปตามขั้นตอน ล้างท้อง อยู่ไอซียู เรารู้ทุกอย่าง แต่มันขยับไม่ได้ รู้ทุกอย่างว่าเขาล้างท้อง ทำอะไรเกิดขึ้น แล้วอย่าทำเลย ไม่เวิร์ก วิธีล้างท้องเขาใส่สายสอดเข้าไปในจมูกถึงกระเพาะ เอาชาโคลสูบขึ้นมา เราต้องคาสายเอาไว้เป็นวันข้ามคืน มันทรมาน ไม่สบายตัวเลย และเจ็บค่ะ พอล้างท้องเสร็จแล้ว? นนนี่ : ต้องอยู่ไอซียู หมดค่ารักษาเป็นแสน ก็เป็นบทเรียน ไม่ทำแล้ว เจอค่ารักษาหายเลย (หัวเราะ) มันไม่ดีเลย จริงๆ เข้าใจแหละทุกคนต้องมีช่วงเวลาอ่อนแอ เราเป็นหนึ่งในคนที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไงด้วย วินาทีที่รู้ว่านนนี่ทำแบบนี้ ส่งรพ.รู้สึกยังไง? อาร์ : เป็นห่วงมากเลยครับ ตอนนั้นเขาอยู่เชียงใหม่คนเดียว ผมอยู่กรุงเทพฯ เราอยากไปหาเดี๋ยวนั้นเลย แต่คงเป็นไปไม่ได้ ก็บอกให้เขาใจเย็นๆ ก่อน โทรเรียก 1669 ให้เขาพานนไปรพ.ให้ไวที่สุด ตอนแรกนนจะไม่ไปด้วย อาจด้วยภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า สุดท้ายแล้วพูดไปพูดมากล่อมได้ ก็เลยสามารถพาไปได้ ณ ตอนนั้นผมก็ดิ่งเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนั้น นนนี่ : เชื่อมั้ยเขาจับผิดอะไรถูกทุกอย่างเลย น่ากลัวมากเลย ถ้าไม่รู้สึกว่าแฟนตัวเองผิดปกติ เราอาจไม่ได้นั่งคุยอยู่ตรงนี้ก็ได้อาร์ให้กำลังใจนนนี่ยังไง? อาร์ : บอกว่าเราต้องตั้งสติ ใจเย็นๆ มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว ให้หาคนปรึกษา คนคุย คนที่ไว้ใจได้ เพราะถ้าคุณเก็บไว้คนเดียว แน่นอนแหละ เหมือนแบกโลกทั้งใบ นนนี่ : หนูมีอะไรจะไม่พูด ชอบเก็บไว้คนเดียว พอรู้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น คุณแม่ได้พูดอะไรมั้ย? นนนี่ : เขาก็ไม่ได้คุยอะไรกับหนู หนูว่าเขาก็คงเสียใจ คนเป็นแม่ก็คงเสียใจทุกคน เขาก็เลยคุยกับอาร์แทน เขาอัปเดตอะไรกับอาร์ ตอนลูกสาวอยู่ไอซียู? อาร์ : คุณแม่เขาเป็นห่วงมากเลยครับ โห คนเป็นแม่เนอะ ไม่มีใครอยากเห็นลูกเข้าไอซียูหรอกครับ เขาก็เสียใจ เหมือนทำอะไรไม่ถูกตอนนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่แม่ก็โอเค เขาติดภารกิจ ติดงาน ไม่สามารถมาดูได้จริงๆ ผมก็เลยไปดูแทน อย่างน้อยเขาจะได้อุ่นใจว่ายังมีคนดูแลเขาอยู่ หลังจากนั้นก็คีฟคอนแทคกันมาตลอดเลย นนนี่ : เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นแม่ลูกคุยกันจะชอบตีกัน เขาเป็นห่วงเรามาก แค่ไม่ได้เดินมาบอกเราตรงๆ พอได้ฟังรู้สึกยังไง? นนนี่ : หนูรู้อยู่แล้วว่าแม่ก็ต้องเป็นห่วงลูกทุกคน แม่ก็รักลูกทุกคน หนูก็รักแม่เหมือนกัน แต่ว่าบางทีการสื่อสารของเรา มันเหมือนคุยกันได้สองสามคำก็ชอบตีกัน (หัวเราะ) มันเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 14-15 ค่ะ ตอนนี้อาการทุกอย่างเป็นปกติหรือยัง? นนนี่ : มันก็อาจมีผลข้างเคียงในอนาคต ซึ่งร่างกายเราไม่รู้หรอกเพราะในนั้นได้รับสารพิษต่อให้ได้รับการล้างท้อง แต่เอฟเฟกต์ก็คงอยู่แหละ โรคซึมเศร้าไม่ได้หายขาด? นนนี่ : ต้องใช้เวลารักษานาน เราชอบคิดว่าดีแล้ว นนนี่กินยาวันละ 5-6 เม็ด พอท้องกินอะไรก็อยากอ้วก เราไม่อยากกิน ยานอนหลับก็พยายามไม่กินแล้ว เขาจะบอกว่าถ้านอนไม่หลับจริงๆ ค่อยกินนะ ตอนนี้ลูกเราเริ่มดิ้นแล้ว พอเรากินยาลูกเราไม่ดิ้น เราใจหาย เพราะตัวยาที่กินค่อนข้างแรง เรากินเรายังเบลอเลย นนนี่สงสัยว่าเป็นจุดกำเนิดของโรคซึมเศร้าหรือเปล่า เป็นเพราะปมในวัยเด็ก? นนนี่ : ที่คุยกับหมอ มันก็ค่อนข้างเกี่ยว กว่าจะป่วยเป็นซึมเศร้าได้ ไม่ใช่ 2-3 วันเป็นเลย มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างสะสมมา 25 ปี ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ปมนั้นคืออะไร? นนนี่ : เรารู้สึกว่าเราเหงา เราเคว้ง หันไปแล้วไม่มีใครเลย ไม่รู้จะคุยกับใคร ช่วงเด็กๆ แม่ทำงานเยอะค่ะ มันสะสมมาหลายปีค่ะ พอมองย้อนกลับไป เราเข้าใจ? นนนี่ : เราเข้าใจ แต่ไม่ใช่เราไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เราก็เข้าใจว่าถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนใช้ ค่าเรียน ค่าเลี้ยงดู ค่าโน่นค่านี่ เขายิ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งต้องทำงานหนัก 2-3 เท่าอีก พอโตมาเราก็เข้าใจ แต่ตอนนั้น 5-6 ขวบ เราก็รู้สึกว่าเงินไม่ได้สำคัญ เราอยากได้เวลา อยากมีเพื่อนเล่น อยากมีเพื่อนคุย อยากไปโน่นไปนี่ แต่เราไม่มี เราก็เหงา เข้าใจแม่ช่วงไหน? นนนี่ : ประมาณ 20 กว่า ๆ สิ่งที่ขาดไปตอนเด็ก ก็ส่งผลตอนโต ตอนนี้เราเป็นแม่แล้ว จะชดเชยอะไร? นนนี่ : อะไรที่เราขาดไป ก็ไม่อยากให้ลูกขาด รู้สึกว่าขาดเวลา ก็จะมีเวลาให้ลูก วางแผนการเลี้ยงยังไง? นนนี่ : จริงๆ ไม่มีแผนอะไรเลย ไม่เคยมีลูก ยากจัง (หัวเราะ) เชื่อว่าแม่ได้ดูเทปนี้ มีอะไรอยากบอกแม่? นนนี่ : เชื่อแล้วค่ะว่าเป็นแม่เหนื่อยมากเลย (หัวเราะ) ขนาดยังไม่คลอดออกมา อะไรที่หนูทำผิดพลาดไป หนูขอโทษนะคะ หนูขออย่าให้ลูกดื้อเหมือนหนูเลย (หัวเราะ) เขาพูดเสมอว่าทำอะไรไว้กับฉัน เดี๋ยวรอดูนะ (หัวเราะ) ช่วงวัยเด็ก ความดื้อกับแม่ ขนาดไหน? นนนี่ : ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าดื้อเงียบ จะไม่พูด ไม่แสดงออก แต่ไม่ทำ จะเดาไม่ถูกกัน แม่ไม่เคยตีเลยนะคะ แม่ใจดีมาก อายุ 20 กว่าถึงคุยกันรู้เรื่อง? นนนี่ : เป็นช่วงที่ไปเรียนที่อังกฤษด้วย แม่ก็จะมาหา มาอยู่ด้วย เวลาไปไหนก็เหมือนเพื่อนกัน ไปช้อปปิ้ง ไปกินข้าว ไปดื่ม ไปดริ๊งค์ แม่ลูกไม่เคยคุยกันดีๆ เลย เคยทะเลาะหนักสุด ไม่คุยกันนานมั้ย? นนนี่ : เป็นเดือนค่ะ จำเรื่องราวไม่ได้แล้ว คงพูดกันไม่เข้าหูนี่แหละ ไม่มีใครง้อใคร อยู่ดีๆ ก็กลับมาคุยกันเอง หนูก็ไม่ง้อ เขาก็ไม่ง้อ มีแต่คนบอกเรานิสัยเหมือนกัน ถึงไม่พูดแต่เราก็รัก ไม่จำเป็นต้องพูด แต่ก็รู้ว่ารัก ท้อง 6 เดือนแล้ว ได้ปรึกษาแม่แอนมั้ย? นนนี่ : ไม่มีเลยค่ะ เขาบอกเขาลืมแล้วค่ะ มัน 30 ปีแล้ว เขาพูดประโยคนี้ประโยคเดียวเลย หนูเลยไม่พูดอะไรต่ออีกเลย เขาบอกจำไม่ได้แล้ว มันนานไป (หัวเราะ) ท้องนี้ต้องสู้กับอาการเจ็บป่วยหนักมาก มีปวดหัวไมเกรนด้วย? นนนี่ : อาการปวดหัวไมเกรนเพิ่งเป็นตอนท้อง ไม่เคยเป็นเลยค่ะ หนูไปหาหมอหลายรอบมาก ไปทุกอาทิตย์เลย สามวันไปที เขาก็ตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ แต่ที่แน่ๆ มันกินยาไม่ได้ ฉีดยาไม่ได้ ที่ทำได้แล้วดีขึ้นเลยคือฝังเข็ม หายเลยค่ะ เวลาเป็นปีก็ฝังเข็ม? นนนี่ : ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว เปลี่ยนมาเป็นปลายประสาทอักเสบแทน เวลาเดินจะเจ็บช่วงอุ้งเชิงกราน มันไม่ถึงกับเดินไม่ได้ แต่เดินแล้วเจ็บ เลยทำให้ไม่อยากเดิน ถ้าฝืนเดิน มีอันตรายมั้ย? นนนี่ : มีแย่ไปกว่านั้น มีภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งเขาไม่ให้เดินเยอะด้วย มันเยอะมาก (หัวเราะ) โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากอะไร? นนนี่ : เขาก็ไม่ได้บอก พอท้องใหญ่ขึ้น อาจไปกดทับเส้นประสาทหรือเปล่า ตอนนี้เดินแล้วเจ็บแปร๊บขึ้นมา แล้วมันร้าว เป็นตอน 2-3 อาทิตย์หลังค่ะ สามีดูแลยังไง? อาร์ : เราไม่ใช่หมอเนอะ พาไปรพ.อย่างเดียวเลย บางทีเห็นแล้วก็อยากช่วย แต่ทำอะไรไม่ได้ เราไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดจากอะไร ต้องให้หมอดูให้ นนนี่ : เปลี่ยนมา 4 หมอ ต้องมีรถเข็นมั้ย? นนนี่ : อย่าเลย เรายังชอบเดินอยู่ ใช้รถเข็นก็ลำบากอยู่นะ เดี๋ยวท้องใหญ่ขึ้น มันก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี? นนนี่ : เราไม่อยากนั่งรถเข็น เราอยากเดิน ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันแล้วกัน คุณหมอให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษมั้ย? นนนี่ : เขาไม่ให้ทำงานหนัก ไม่ให้ออกกำลังกาย งดอะไรที่ใช้ร่างกายเยอะๆ ขับรถเจ็บ พอเราเกร็งเท้าปุ๊บมันจะจี๊ดขึ้นมา เบรกงานแล้ว? นนนี่ : ลาหยุดค่ะ มีภาวะรกเกาะต่ำด้วย ส่งผลอะไรบ้าง? นนนี่ : เห็นหมอบอกว่าต้องผ่าคลอด ไม่ให้เดินเยอะค่ะ ไม่ได้แพลนจะคลอดเองค่ะ กลัว (หัวเราะ) จะผ่าอยู่แล้ว ไม่มีดูฤกษ์ เอาเป็นฤกษ์ที่ลูกอยากออกมาเลย มาตอนไหนก็ตอนนั้นเลยค่ะ เราไม่มูเลย แฟนก็ไม่มูเหมือนกัน เอาที่สะดวกค่ะ ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไร เชื่อว่าแชต GPT ต้องมีคำตอบค่ะ มีเตรียมใจขนาดไหนใกล้คลอดแล้ว? นนนี่ : สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่หลายคนพูดว่าเหนื่อยแน่ๆ ก็แพลนเลี้ยงกันเอง มีแม่อาร์ช่วยเลี้ยง พุฒ : ตอนแรกเราอยากเห็นทุกพัฒนาการของลูก เราอยากเลี้ยงเอง พอกลับไปอยู่บ้านเท่านั้นแหละ ที่รักเราหาพี่เลี้ยงเถอะ ไม่งั้นจะเป็นเราสองคนที่ตีกัน (หัวเราะ) นนนี่ : เพื่อนหนูมีลูกก่อนหนู อายุเท่าๆ กัน ก็ไม่แพลนที่จะเลี้ยงเองเลย จ้างพี่เลี้ยงตั้งแต่อีก 3 เดือนคลอด แล้วเตือนเลยว่าต้องจ้าง ก็รอก่อน ถ้าไม่เวิร์กก็ค่อยว่ากัน ชื่อใครคิด? นนนี่ : ช่วยๆ กันคิดค่ะ ชื่อเล่นมีชื่อเดียวเลย ชื่อจริงก็ยากมากเลย ให้คุณยายเป็นคนตั้ง แต่เราปัดตกไปหลายทีแล้ว ชื่อเล่นช่วยคิดมั้ย? อาร์ : ผมชื่ออาร์ แม่ชื่อแอน ตระกูลนนเขาตระกูล อ. หมดเลย ก็เลย เป็น อ. นี่แหละ อัยย์มาเป็นชื่อแรกเลย และผ่านเลย นนนี่ : จริง ๆ อยากมีลูกสองคน อยากได้ผู้ชาย บ้านผู้หญิงเยอะแล้ว อาร์ : ผมไม่ติดเลย ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ดีครับ มีอะไรอยากบอกสามี? นนนี่ : อยากบอกว่ารักทุกวัน บางทีอาจงี่เง่าไปบ้าง ขี้งอนไปบ้าง เหวี่ยงบ้าง โมโหบ้าง แต่ก็รักค่ะ อยากบอกว่าเขาก็เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดที่เข้ามาในชีวิตเรา อยากบอกอะไรคุณภรรยา? อาร์ : รักเสมอครับ รักไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนวันแรกที่เจอกัน ยันวันสุดท้ายของชีวิตครับ นนนี่ : (ยิ้มหวานกอดสามี) ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama คลิปสัมภาษณ์ : https://youtu.be/cpFuspIsvQg?si=u2uHM2yK4CKTpSm8

MK Restaurants ถ่ายทอดรสชาติแห่งความผูกพันตลอด 40 ปี  ผ่านหนังสั้นที่เปลี่ยน "กรอบรูป" เป็น Brand Asset ที่ทรงพลังที่สุด
อ่าน

MK Restaurants ถ่ายทอดรสชาติแห่งความผูกพันตลอด 40 ปี ผ่านหนังสั้นที่เปลี่ยน "กรอบรูป" เป็น Brand Asset ที่ทรงพลังที่สุด

ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา MK Restaurants ไม่ได้เป็นเพียงร้านสุกี้ แต่เป็นพื้นที่ที่รวมช่วงเวลาสำคัญของทุกครอบครัวไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี MK ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความอบอุ่นอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลระดับประเทศ มาร่วมถ่ายทอดนิยามของ "ความผูกพัน" ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษ ที่หยิบ สิ่งที่เป็นตัวแทนแบรนด์อย่าง "กรอบรูป MK" มาเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกกล่องความทรงจำจากเรื่องราวที่เล่าผ่านลูกค้าจริง เมื่อ เต๋อ นวพล เล่าเรื่องความผูกพันหน้าหม้อสุกี้ ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ดึงเอาเสน่ห์และลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ของ เต๋อ นวพล ที่เล่าผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกิดขึ้นจริงไม่มีการใช้ตัวแสดงแทนได้อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ย่า-หลาน, ครอบครัว, กลุ่มเพื่อน และ คู่รัก จุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนติดตามและเรียกน้ำตาแห่งความสุขได้ คือการเล่าความสัมพันธ์ที่มาพร้อม "สูตรลับ" ในการกิน MK ที่ไม่มีสูตรตายตัว แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ปี แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมามอง "กรอบรูปถ่ายที่ร้าน MK" เรื่องราว และภาพความอบอุ่นในวันนั้น ยังคงเด่นชัดอยู่ในความรู้สึกเสมอ เพราะทุกคนต่างมี "รูปถ่าย MK" และ "สูตรความอร่อย" ในฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ถอดรหัสกลยุทธ์ 40 ปี: สร้าง Brand Equity ผ่าน Asset ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ ในมุมมองของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand Building) แคมเปญนี้ของ MK Restaurants ถือเป็นตอกย้ำความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการชูจุดแข็งที่แบรนด์อื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทั้งด้านจุดเด่นของมื้ออาหาร และความรู้สึกดี : Unique Physical Evidence : ในยุคที่แบรนด์แข่งขันกันด้วย Digital Asset แต่ MK เลือกหยิบ "กรอบรูปถ่าย" ซึ่งเป็นหลักฐานที่เชื่อมต่อทุกเจเนอเรชั่นในเกือบทุกบ้านเป็นตัวชูโรง กรอบรูปนี้ไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่เป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่า MK ยืนหยัดอยู่คู่ทุกช่วงเวลาความสุขของลูกค้ามาอย่างยาวนาน Memory Recall : เป็นการตอกย้ำว่า MK เป็นแบรนด์ที่สร้าง "ความรู้สึกร่วม" กับผู้คนได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่อง ถึงแม้ตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยด้วยโปรโมชัน แต่การสร้างความทรงจำและความผูกพันที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปีในใจผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ใครก็ไม่สามารถแทนที่ได้ Beyond Functional Menu : ไม่ใช่แค่รสชาติหรือเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ แต่การนำอินไซต์เรื่อง "สูตรอาหารที่รู้กันแค่กลุ่มเรา" นำมาถูกเล่าสู่กันฟังจากลูกค้าจริงๆ อย่างลึกซึ้ง เป็นการเปลี่ยนการสื่อสารแบบ Functional ไปสู่ Emotional ที่สามารถสร้าง Brand Love ได้ไม่ยาก MK Restaurants เชิญชวนทุกคนมาร่วมย้อนวันวานและสัมผัสความอบอุ่นผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษจากฝีมือ เต๋อ นวพล ได้แล้ววันนี้ทาง [Facebook VDO Link 4.4K views 132 reactions | ความสุขในวันวาน......] มาร่วมเปิดกรอบรูปใบเก่า แล้วกลับมาสร้างความทรงจำบทใหม่ที่หน้าหม้อสุกี้ด้วยกัน... เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ ที่ MK Restaurants ติดตามรายละเอียดแคมเปญของ MK Restaurants แบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.facebook.com/mkrestaurants

กลัว AI สูบ! Lucas Pope ผู้สร้าง Papers, Please เปิดใจซุ่มทำเกมใหม่เงียบ ๆ เหตุกลัว AI ขโมยงาน
อ่าน

กลัว AI สูบ! Lucas Pope ผู้สร้าง Papers, Please เปิดใจซุ่มทำเกมใหม่เงียบ ๆ เหตุกลัว AI ขโมยงาน

จะทำอย่างไรเมื่อความภูมิใจในผลงาน กลายเป็นช่องทางให้ AI เข้ามาขโมยไอเดีย? Lucas Pope เจ้าของผลงาน Papers, Please ได้เปิดใจถึง "ความไม่สบายใจ" ครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาไม่กล้าแชร์เบื้องหลังการทำงานให้แฟน ๆ เห็นเหมือนเก่าLucas ได้ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ว่า สถานการณ์ในอุตสาหกรรมตอนนี้เปลี่ยนไปมาก เขาเริ่มกังวลว่าไอเดียหรือฟุตเทจที่เขานำมาแชร์จะถูกระบบ AI "สูบ" ไปใช้ฝึกฝน หรืออาจถูกคนอื่นนำเทคโนโลยีนี้มาสวมรอยก๊อปปี้ไอเดียไป โดยที่กฎหมายคุ้มครองผลงานในปัจจุบันยังตามไม่ทันและนอกจากเรื่องความปลอดภัยของไอเดียแล้ว Lucas ยังยอมรับว่าเขารู้สึกกดดันกับความสำเร็จที่ผ่านมาจนกลายเป็น "คำสาป" เขาแอบมีความคิดแวบเข้ามาว่า "หรือจะหยุดแค่ตอนที่ยังรุ่งอยู่นี้ดีไหม?" เพราะเขากลัวว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจจะไม่สามารถทำได้ดีเท่าเดิมจนทำให้แฟน ๆ ผิดหวังซึ่งสำหรับ Lucas ที่เป็นนักพัฒนาแบบฉายเดี่ยวนั้น เขาเน้นความสุขในระหว่างการทำงานเป็นหลัก เขาจึงมองว่าการใช้ AI มาช่วยให้งานเร็วขึ้นนั้นไม่ใช่ทางของเขา เพราะมันจะทำให้เขาเสียความสนุกและความเป็นเจ้าของในรายละเอียดของงานไปนั่นเองแปลและเรียบเรียงจาก : thegamer.com