รีเซต

ผลการค้นหา “Why You… Y Me” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดเรื่องรักกับสามี รัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้!
อ่าน

"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดเรื่องรักกับสามี รัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้!

"ยิปซี คีรติ" ควงคู่สามี "นิโคลัส ฮอว์" เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงอินไซต์ความสัมพันธ์ตลอด 8 ปี เผยเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ แม้จะผ่านทั้งอุบัติเหตุ ความจำเสื่อมและภาวะซึมเศร้ามาด้วยกัน แต่สิ่งที่เกือบทำให้ความรักต้องจบเพราะอีโก้ ความเห็นต่างและความกดดันสะสมทุกวัน ก่อนทั้งคู่จะตัดสินใจถอยคนละก้าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้เดินต่อได้ และเรียนรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนไม่ใช่การเปลี่ยนอีกฝ่าย แต่คือการเติบโตและยืดหยุ่นไปด้วยกัน มีด้านไหนของตัวเองที่คุณอยากเก่งขึ้นเพื่อรักครั้งนี้ ? ยิปซี คีรติ : อยากเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจจะด้วยบุคลิกของที่เมื่อก่อนจะเป็นคนที่เหมือนก้อนหิน ไม่ค่อยมีความอ่อนโยนอ่อนนุ่มในตัวเอง ซึ่งเวลาที่เรามาอยู่ในความสัมพันธ์ การมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ความมั่นใจที่มากเกินไป หรืออีโก้ที่มากเกินไป มันไม่เป็นผลดีมีแต่จะชนกัน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ยิปได้เรียนรู้มาก็ใน 8 ปีนี้ หลัง ๆ เลยพยายามที่จะฝึกตัวเอง โดยที่มีเขาเป็นตัวอย่างด้วยนะ เพราะว่านิคเป็นคนอีกประเภทหนึ่งเลย ตรงข้ามกับยิปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนตัวใหญ่ก็จริงแต่ว่าเป็นคนอ่อนนุ่ม เขาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยนมาก แล้วมันเป็นสิ่งตรงข้ามที่เท่ากันพอดีของยิปเลย เราเห็นเขาแล้วเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากเขา เพื่อที่จะปรับให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วพอเราเริ่มเปลี่ยน รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลายเป็นว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ และเอาไปประยุกต์ใช้กับทุกความสัมพันธ์เลยทั้งกับพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งในบริบทของการทำงาน แล้วรู้สึกว่ามันทำให้เกิดความสมดุลและความกลมกลืนมากขึ้นในการใช้ชีวิต เลยรู้สึกว่าเป็นทักษะที่อยากเก่งขึ้นในเรื่องนี้ ลองทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีกับตัวเอง นิโคลัส ฮอว์ : ถ้ามองตัวเอง จริง ๆ แล้วผมเป็นคนไม่มีระบบเลย แต่ยิปเป็นคนที่ 100% ต้องมีระบบ กินข้าว ออกกำลังกาย ทุกอย่างต้องมีระบบ เราเรียนรู้จากเขาด้วยว่าเราควรจะมีระบบบ้างก็ดี ยิปซี คีรติ : ต้องอธิบายว่าของยิปสุดโต่งจริง ๆ คือการที่มีระบบในชีวิตแล้วมันสมดุล แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราฟังก์ชันอะไรได้อย่างเป็นระเบียบมากขึ้น มีแบบแผน แต่ว่าของเรามันเกินไปตรงที่ว่าเหมือน Control freak แล้วเวลาที่บางอย่างไม่เป็นไปตามที่คิดจะสติแตก กลายเป็นว่าเราเครียด ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้ดีกับตัวเรา คือเมื่อก่อนความยื่นหยุ่นคือศูนย์เลย โทษตัวเองด้วยว่าฉันแย่เอง ฉันทำไม่ได้ ตอนไหนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มยืดหยุ่น ? ยิปซี คีรติ : เพิ่งมายืดหยุ่นจริงๆ หลัง ๆ เองน่าจะ 2-3 ปีมานี้ ตรงที่ว่าการที่เรียนรู้จากเขา ไม่ใช่ว่าเขามาสอนยิป แต่มันเหมือนกับเราอยู่กับใครมาก ๆ เราจะซึมซับความเป็นตัวเขาไปเอง ว่าเวลาเจอเหตุการณ์เดียวกัน ยิปซีตอบสนองแบบนี้ นิคตอบสนองแบบนี้ แล้วเราเห็นเลยว่าต่างกันมาก แต่คนที่ทุกข์มากคือเรา คนที่ยังแฮปปี้อะไรได้คือเขา มันสถานการณ์เดียวกัน แต่วิธีเราคือมีแต่ความทุกข์ แต่ของเขาคือเขาดูสบายดี เราเลยรู้สึกว่าลองเปลี่ยนวิธีดูบ้างไหม ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วมันก็ได้ผลมาก ๆ พอเปลี่ยนมาใช้วิธีแบบเขา ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะมาก นิโคลัส ฮอว์ : ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เพิ่งได้เรียนรู้คือ ผมเคยมองเธอเป็นคนเดิมอยู่ตลอด เหมือนเธอยังเป็นคนที่เคร่งครัดเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน และผมก็ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้เธอได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงเลย ผมว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ เรามักติดอยู่กับภาพจำของคนรักตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก จนลืมไปว่าคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ และเติบโตอยู่เสมอ แต่เราไม่ยอมให้พื้นที่เขาได้เป็นคนใหม่ สุดท้ายก็กลายเป็นว่า เราเป็นคนที่ฉุดรั้งเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คือวันแต่งงานของเราตอนที่กำลังตัดเค้ก เค้กกลับหล่นลงพื้นเสียก่อน ตอนนั้นในหัวผมมีแต่ความคิดว่า แย่แล้ว...ผมทำงานแต่งพังหมดแล้ว แต่พอหันไปมองเธอ เธอกลับยิ้ม หัวเราะ และดูมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ วินาทีนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเอาความกลัวของตัวเองไปครอบเธอ ผมคิดแทนว่าเธอคงต้องรู้สึกว่า มันไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ผมต่างหากที่ยึดติดกับภาพเก่าของเธอ จนไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เป็นตัวของตัวเอง ในแบบที่เธอเติบโตขึ้นมาเป็นแล้ว ยิปซี คีรติ : เพิ่งเห็น เพราะว่าพอดีมันมีช่างภาพกดถ่ายรูปในรัว ๆ ในโมเมนต์นั้นที่เค้กคว่ำ แล้วหน้านิคเหวอมาก ในรูปมันยังบันทึกภาพไว้อยู่ หน้านิคสะพรึง เหมือนแบบแย่แล้ว แต่หน้ายิปกำลังยิ้มอยู่ คำพูดแบบไหนจากคนรักที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยในวันที่คุณเปราะบาง ? นิโคลัส ฮอว์ : ผมว่าประโยคที่จำได้ที่สุด และเป็นประโยคที่ยิปซีพูดกับผมบ่อยที่สุด คือ "Are you okay?" สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่อบอุ่นที่สุดแล้ว ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU สิ่งแรกที่เห็นคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งมองผมอยู่แล้วถามเบา ๆ ว่า "Are you okay?" พอกลับบ้านวันที่เหนื่อย ๆ เธอก็ยังถามเหมือนเดิม "Are you okay?" มันไม่ใช่แค่คำถามธรรมดาแต่มันคือความห่วงใยจากใจจริง เธออยากรู้จริง ๆ ว่าผมโอเคไหมทั้งสภาพจิตใจ ร่างกาย หรือสุขภาพโดยรวม ผมชอบคำนี้ที่สุดเพราะทุกครั้งที่ได้ยินมันทำให้รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ พร้อมจะรับฟังและอยู่กับเรา และแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย และถูกรักในทุกครั้งที่ได้ยิน ลึก ๆ แล้วมันมีความรู้สึกไหนที่ส่งออกไปเวลาพูดคำนี้ ? ยิปซี คีรติ : เป็นห่วงแหล่ะ เหมือนบางทีวันธรรมดาเขาไปทำงานมาก็ดูปกติ แต่เรารู้สึกได้ว่าข้างในใจเขาน่าจะมีอะไรหนัก ๆ เหมือนสัญชาตญาณมั้งคะ ว่าวันนี้เขาเจอเรื่องอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า เราจะถามว่าเป็นไง Are you okay? เหมือนเป็นประโยคที่เปิดให้เขาได้เล่าอะไรที่อาจจะอยู่ในใจเขาในตอนนั้น แต่ทุกครั้งที่พูดมันมาจากความเป็นห่วง สำหรับยิปซีมีคำไหนจากนิคที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย ? ยิปซี คีรติ : Do you need a cuddle? แล้วมันจะตามมาด้วยการกอด ส่วนใหญ่เวลาเขาพูดคำนี้คือยิปแย่ละ ประโยคนี้จะโผล่มาตอนที่เห็นว่าอีกนิดหนึ่งยิปจะร้องไห้แล้ว แล้วเขาจะใช้เสียงน่ารัก ๆ เป็นเสียงสองของเขา ถามยิปบ้างว่า Kitten, do you need a cuddle? แล้วทุกครั้งยิปเหมือนจะร้องไห้แล้วบอกว่า Yes แล้วพอกอดเสร็จมันเหมือนตอนนั้นทุกอย่างมันโอเคขึ้น ภาษารักของคุณเป็นแบบไหน ? ยิปซี คีรติ : ของยิปจริง ๆ เป็นคนชอบ Act of Service กับ Physical Touch ค่ะ ของขวัญ สำหรับยิปไม่ต้องเลย ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญให้ อาจจะไม่ได้ต้องบอกบ่อยก็ได้ แต่อยากให้มีการสัมผัส เช่น กอด จับมือ และ Act of Service สำหรับยิปมันต้องลงมือทำ ถ้าจะพูดอย่างเดียวว่าฉันรักเธอที่สุด แต่ไม่มีการลงมือทำเห็นยิปจะรู้สึกไม่ค่อยได้ ภาษารักของนิคเป็นแบบไหน ? นิโคลัส ฮอว์ : สำหรับผมภาษารักแบบ การลงมือทำ (Acts of Service) คือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมไม่ได้ต้องการอะไรยิ่งใหญ่เลย แค่ได้เห็นว่าเธอทำอะไรสักอย่างเพื่อผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน แค่นั้นก็พอแล้วเพียงแค่รู้ว่า ในช่วงเวลานั้นเธอนึกถึงผม คิดถึงผม หรือใส่ใจผมในทางใดทางหนึ่ง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลย อะไรก็ได้ แค่นั้นก็มีความหมายสำหรับผมแล้ว ยิปซี คีรติ : แล้วการแสดงความรักด้วยการสัมผัสล่ะ คุณต้องการไหม? นิโคลัส ฮอว์ : เอาจริง ๆ ผมไม่ได้ต้องการมันมากขนาดนั้น เวลาความเห็นไม่ตรงกัน ข้อห้าม 1 ข้อคืออะไร ? ยิปซี คีรติ : สำหรับคู่เรา มันไม่ใช่คำพูด เหมือนเราจะรู้กันว่าถ้าทะเลาะกันยังไง ตีกันแรงมากแค่ไหน ห้ามออกจากบ้าน นิโคลัส ฮอว์ : ห้ามขับรถ แต่เดินในบ้านได้ หรือออกจากบ้านได้ อยู่รอบ ๆ บ้าน แค่ไม่ต้องไปทำอะไรที่เสี่ยงก็พอ อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธพาไปตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ จนสุดท้ายต้องมาเสียใจ เพราะมันไม่คุ้มเลย ยิปซี คีรติ : เมื่อก่อนยิปเป็นสายดราม่ามาก คือเป็นนักแสดงด้วยไง การละคร เหมือนเวลาเราสะบั้นอารมณ์ เวลาขับรถเหยียบแรงเลย และจะขับรถแย่ ๆ สร้างความดราม่าให้ตัวเอง เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเอาจริง ๆ มันค่อนข้างไร้เดียงสา แล้วพอมองย้อนไปตอนนี้ก็อาย แต่เมื่อก่อนเราทำอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งมันไม่ดี ยิปรู้สึกว่าตอนนั้นทำไปเพื่อประชด เราเอาตัวเองออกไปทำอะไรที่ดูอันตราย ทั้ง ๆ ปกติไม่ได้ทำ อาจจะเหมือนการเรียกร้องความสนใจ ประมาณนั้นถ้ายิปมองจากตอนนี้รู้สึกว่าค่อนข้างเห็นแก่ตัวมาก นิโคลัส ฮอว์ : คุณยังออกจากบ้านได้ เพียงแต่ต้องทำในแบบที่มีสติมากขึ้นและควบคุมตัวเองได้ ถ้าคุณบอกว่า "เดี๋ยวฉันออกไปนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนนะ" แบบนั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าเป็นการโมโห ตะโกนด่าคนอื่น ปาข้าวของ กระแทกประตู แล้ววิ่งออกจากบ้าน แบบนั้นก็ไม่โอเค เคยมีเหตุการณ์ไหนที่คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเราเกือบไม่ได้ไปต่อ ? ยิปซี คีรติ : โปรเจกต์ร้านกาแฟ Solos Coffee ค่ะ เป็นร้านกาแฟแนว Creative อยากทำเป็นกาแฟแบบตามใจเชฟ (Omakase Coffee) ตอนทำก็คิดว่าน่าจะรอด แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คิดว่าเราเริ่มทำสิ่งนั้นเร็วเกินไปเหมือนคบกันไม่นานก็ทำงานด้วยกันเลย จังหวะเวลามันไม่ถูกต้องด้วย คำถามนี้เป็นคำถามที่ถ้าคนที่พอจะรู้เบื้องหลังของยิปซีและนิโคลัสว่าผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างของนิคเขาเคยเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เขาความจำเสื่อมอยู่เกือบ 2 เดือน และยิปก็เคยเป็นซึมเศร้าหนักมาก ๆ เขาก็อยู่ข้างยิปมาตลอด คือเป็นคู่ที่ผ่านเรื่องหนักมาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เราเกือบต้องเลิกกันจริง ๆ คือตอนทำงานด้วยกัน โคตรแย่ มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกาะเซาะระยะยาว (Chronic disease) คือพอเห็นไม่ตรงกัน อีโก้ชนอีโก้ เขาก็เก่งในวิธีของเขา เราก็เก่งในวิธีของเรา ถึงหน้าที่จะแยกกัน ไม่ได้ทับทางกันเลย แต่กลายเป็นว่ามันไม่ลงล็อคกันสักที เราก็เก็บเอาพลังงานแบบนั้นไป มันไม่ได้ตัดขาดได้ง่ายขนาดนั้น เราเพิ่งทะเลาะกันเองเรื่องงาน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็เจอกันที่บ้าน เราพยายามนะ แต่พลังงานมันไม่ถูกเริ่มต้นใหม่ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวแต่มันทุกวัน เพราะเราทำงานด้วยกันทุกวัน มันเก็บเล็กผสมน้อย เราเลยเลิกทำงานด้วยกันเลย พอถอยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? นิโคลัส ฮอว์ : ก็ดีขึ้นนะ แต่ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า...ถ้าวันนั้นเรารู้ในสิ่งที่เรารู้วันนี้ เราน่าจะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก และทุกอย่างก็คงไปได้สวยกว่านี้ ตอนนั้นเธอเก่งในแบบของเธอ ส่วนผมก็เก่งในอีกแบบหนึ่ง แต่ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยเห็นว่าผมเก่งแค่ไหน ผมเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น และในขณะเดียวกันก็พยายามทำในสิ่งที่เธอทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ทั้งที่ความจริง ผมน่าจะพูดกับตัวเองและกับเธอว่า "นี่คือจุดแข็งของคุณ และนี่คือจุดแข็งของผม" แค่นั้นก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาอีโก้มาชนกันหรือพยายามเอาชนะกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรายอมรับในจุดแข็งของกันและกันตั้งแต่แรก เราคงทำงานร่วมกันได้ดีกว่านี้มาก ถ้าคู่ชีวิตของเราเป็นเครื่องดื่ม เขาคือรสชาติอะไร ? นิโคลัส ฮอว์ : น้ำ...เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการทุกวัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 80% ดังนั้น น้ำจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรดื่ม แต่เป็นสิ่งที่ร่างกาย ขาดไม่ได้เลย ยิปซี คีรติ : ยิปมองนิคเป็นโกโก้ร้อนที่ใส่มาร์ชแมลโลว์ไว้ด้านบน เพราะเขาเป็นคนอบอุ่น ทุกครั้งที่ยิปทานเครื่องดื่มนี้ จะเป็นวันที่ยิปอยากถูกโอบกอด รู้สึกถึงความสบายใจจริง ๆ ภายนอกของเขาดูเป็นผู้ชายมาก ๆ ไม่มีความหวาน แต่จริง ๆ ข้างในเขามันมีความสบายใจและเป็นคนสนุก นุ่มนิ่ม มีสีสัน ซึ่งเป็นการรวมกันที่ทำให้รู้สึกได้รับความปลอดภัย ความอบอุ่นและสบายใจไปถึงหัวใจ คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MWSvv-5O86U

รู้จัก ผู้ชายธงดำ คือแบบไหน นิสัยยังไง ทำไมควรหนีให้ไกลก่อนชีวิตพัง!
อ่าน

รู้จัก ผู้ชายธงดำ คือแบบไหน นิสัยยังไง ทำไมควรหนีให้ไกลก่อนชีวิตพัง!

ถ้าพูดถึงเรื่อง ความรักความสัมพันธ์ ในยุคนี้ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยต้องเคยได้ยินคำฮิตอย่าง "ผู้ชายธงแดง" (Red Flag) หรือพฤติกรรมแปลกๆ ที่เป็นสัญญาณเตือนภัยให้เราเริ่มระวังตัวกันมาบ้างแล้วใช่ไหมคะ แต่วันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับบอสใหญ่ที่น่ากลัวกว่านั้นหลายเท่า นั่นก็คือ "ผู้ชายธงดำ" หรือ Black Flag ค่ะ! ผู้ชายธงดำ (Black Flag) คืออะไร นิสัยต่างจากธงแดงยังไง หลายคนอาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ! แล้วธงดำมันต่างจากธงแดงยังไง อธิบายง่ายๆ เลยค่ะ ผู้ชายธงแดง (Red Flag) คือคนที่มีนิสัยบางอย่างที่อาจจะทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหาในอนาคต เช่น ขี้หึงเกินเบอร์ ตอบแชทช้า ติดเพื่อน หรืออีโก้สูง ซึ่งบางอย่างยังพอพูดคุยปรับจูนให้รอดไปต่อกันได้ แต่สำหรับ ผู้ชายธงดำ (Black Flag)🖤 มันคือสัญลักษณ์ของ "ความอันตรายขั้นสุด" ค่ะ! มันไม่ใช่แค่นิสัยเสียทั่วไป แต่มันคือพฤติกรรมที่เป็นพิษ หรือ ความสัมพันธ์ Toxic ที่ทำลายชีวิต ทำลายความเคารพตัวเอง (Self-esteem) และอาจจะถึงขั้นคุกคามความปลอดภัยในชีวิตของเราด้วยค่ะ เรียกง่ายๆ ว่านี่ไม่ใช่แค่สัญญาณเตือนให้ระวัง แต่เป็นป้ายไฟนีออนไซส์ยักษ์ที่ตะโกนใส่หน้าว่า "อันตราย ห้ามเข้าเด็ดขาด!" บอกเลยนะคะว่าถ้าสาวๆ บังเอิญเดินไปตกหลุมรักคนที่มีลักษณะแบบนี้ ไม่ต้องรอเวลาสังเกตอาการ ไม่ต้องใช้ความรักความเข้าใจเข้าลูบ และไม่ต้องคิดฝันว่าจะเปลี่ยนเขาให้เป็นคนดีได้ สิ่งเดียวที่ต้องทำเพื่อเซฟหัวใจและชีวิตตัวเองคือ "วิ่งหนีไปให้ไกลที่สุด!" ค่ะ 5 เช็กลิสต์สัญญาณอันตราย! แบบไหนที่เรียกว่า ผู้ชายธงดำ สาวๆ ลองเช็กดูนะคะว่า คนที่เรากำลังคุยอยู่ หรือคนข้างกาย มีพฤติกรรมเหล่านี้แม้แต่ข้อเดียวหรือไม่ ถ้ามี... รีบเตรียมตัวถอยด่วน! 1. ทำร้ายร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง นี่คือ Black Flag ตัวพ่อที่ยอมรับไม่ได้เด็ดขาดค่ะ! ไม่ว่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย ทุบตี ผลัก หรือการทำร้ายจิตใจด้วยคำพูดหยาบคายด่าทอ ลดทอนคุณค่าความเป็นคนของเรา ทำให้เรากลายเป็นตัวตลกหรือรู้สึกไร้ค่า ผู้ชายที่รักเราจริง จะไม่มีวันทำให้เราเจ็บตัวหรือเจ็บใจเด็ดขาดค่ะ ข้อนี้ไม่อนุโลมใดๆ ทั้งสิ้น 2. ควบคุมชีวิตแบบเบ็ดเสร็จ แรกๆ อาจจะดูเหมือนหวงเพราะรัก แต่พอนานไปเริ่มลุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว เช็กโทรศัพท์ทุกสิบนาที ห้ามแต่งตัวสวยๆ ห้ามออกไปเจอเพื่อนสนิท หรือหนักสุดคือพยายามกีดกันเราออกจากครอบครัวของตัวเอง! พฤติกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าการตัดขาดเราจากโลกภายนอก (Isolation) เพื่อให้เราต้องพึ่งพาเขาแค่คนเดียวและหนีไปไหนไม่ได้ค่ะ นี่คือความสัมพันธ์ที่ Toxic สุดๆ เลย 3. นอกใจเป็นสันดาน โกหกหน้าตาย การเป็นคนเจ้าชู้ แอบคุยกับคนอื่นเล็กๆ น้อยๆ อาจจะเป็นธงแดงที่หลายคนยังฝืนให้โอกาสแก้ไข แต่ถ้าเขานอกใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า จับได้ก็แถ โกหกหน้าตายโดยไม่รู้สึกผิด หรือมีความสัมพันธ์ซ้อนแบบไม่ให้เกียรติเราเลย นี่คือธงดำที่โบกสะบัดแรงมากค่ะ ผู้ชายแบบนี้ไม่มีวันหยุดที่ใคร อย่าเสียเวลาไปเป็นตัวเลือกหรือของตายของใครเลยค่ะ เรามีค่ามากกว่านั้นเยอะ! 4. เจ้าพ่อ Gaslighting ปั่นหัวให้เราดูเป็นคนผิดเสมอ สาวๆ เคยเจอไหมคะ เวลาทะเลาะกันทีไร จากที่เขาเป็นคนเริ่มทำผิด แต่คุยไปคุยมากลายเป็นเราที่ต้องเป็นฝ่ายร้องไห้ขอโทษ พฤติกรรม Gaslighting คือการปั่นหัว โกหก บิดเบือนความจริง จนทำให้เราเริ่มสงสัยในความจำหรือสติปัญญาของตัวเอง เช่น "คิดมากไปเองหรือเปล่า" "ฉันไม่ได้พูดแบบนั้น เธอประสาทไปเองแล้ว" นี่คือการทำร้ายจิตใจที่แนบเนียนและอันตรายมาก ทำให้เราสูญเสียความเป็นตัวเองไปในที่สุด 5. ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตและสังคม ไม่ใช่แค่เรื่องเงินนะคะ แต่หมายถึงคนที่ไม่เคยมองว่าตัวเองผิด โทษโชคชะตา โทษแฟนเก่า โทษเจ้านาย แต่ไม่เคยโทษตัวเอง มีพฤติกรรมเสี่ยงๆ เช่น ติดการพนันขั้นรุนแรง เกี่ยวข้องกับสิ่งผิดกฎหมาย หรือเอาเปรียบคนอื่นหน้าตาเฉย คนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง จะมาดูแลชีวิตและอนาคตของเราได้ยังไงจริงไหมคะ? วิธีรับมือเมื่อรู้ตัวว่าเผลอรัก ผู้ชายธงดำ ไปแล้ว ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วพบว่าแฟนนิดๆ ของเราเข้าข่ายธงดำ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ตั้งสติและกอดตัวเองแน่นๆ ค่ะ อย่าโทษตัวเองที่มองคนพลาด ความรักบางทีมันก็ทำให้เราตาบอดได้ชั่วขณะ สำคัญที่ก้าวต่อไปของเราต่างหาก เลิกหวังว่าจะเปลี่ยนเขา จำคีย์เวิร์ดนี้ไว้นะคะ "เราเป็นแฟน ไม่ใช่ศูนย์บำบัด" เราไม่สามารถรักษาคนที่เป็นพิษได้ด้วยพลังรักอันบริสุทธิ์ค่ะ วางแผนตีตัวออกห่าง ถ้าเขาเป็นประเภทอารมณ์รุนแรง อย่าเพิ่งผลีผลามโวยวาย ค่อยๆ วางแผน หาที่ปลอดภัย ปรึกษาเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือสายด่วนต่างๆ เพื่อหาทางถอยออกมาอย่างปลอดภัยที่สุด บล็อกทุกช่องทางการติดต่อ* วิธีตัดใจที่ได้ผลที่สุดคือ การตัดขาดการติดต่อทุกช่องทางค่ะ บล็อกให้หมด อย่าให้เขาเข้ามามีอิทธิพลหรือบีบน้ำตาปั่นหัวเราได้อีก ความรักที่ดี ต้องเป็นความรักที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัย สบายใจ และเป็นเวอร์ชันที่ดีที่สุดของตัวเองนะคะ ถ้าความสัมพันธ์มันบั่นทอนจนทำให้เราร้องไห้มากกว่าหัวเราะ นั่นไม่ใช่ความรัก แต่มันคือยาพิษค่ะ ทิ้ง ผู้ชายธงดำ ไว้ข้างหลัง แล้วเชิดหน้ามูฟออนไปหาความรักดีๆ ที่คู่ควรกับเรากันดีกว่าค่ะ! เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะคะ บทความที่คุณสนใจ โสดแล้วไง? ไลฟ์สไตล์สาวโสดยุคใหม่ โสดไม่เหงา ที่ใครก็อิจฉา โสดอย่างมีคุณภาพ 4 อย่างสิ้นคิด อย่าทำเด็ดขาด หลังเลิกกับแฟน เผยสเปคของหนุ่มๆ ... ผู้หญิงแบบไหน ที่ผู้ชายจะรัก

"Sorry I Love You" ซิงเกิลใหม่จาก "Unkle T." ต่อให้พรุ่งนี้โลกไม่เหมือนเดิม ผมก็จะบอกว่ารักคุณ
อ่าน

"Sorry I Love You" ซิงเกิลใหม่จาก "Unkle T." ต่อให้พรุ่งนี้โลกไม่เหมือนเดิม ผมก็จะบอกว่ารักคุณ

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งศิลปินที่มากความสามารถ สำหรับบอสใหญ่แห่งค่าย สไปร์ซซี่ ดิสก์ อย่าง "Unkle T. (อังเคิล ที)" หรือ "เต้ง พิชัย จิราธิวัฒน์" เป็นทั้งผู้ปั้นและผู้สนับสนุนผลงานเพลงมากมายของศิลปินให้กับวงการเพลงไทย ล่าสุดขอส่งซิงเกิลใหม่ "Sorry I Love You" เล่าถึงคนที่พยายามห้ามความรู้สึกของหัวใจตัวเองมาตลอด แต่สุดท้ายก็เลือกพูดความจริง แม้จะรู้ว่าหลังจากนั้นความสัมพันธ์จะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ได้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตัวเองที่ได้พูดออกไป สำหรับการทำงานของเพลงนี้แต่งเนื้อหาโดย "Zentrady (บอย ตรัย ภูมิรัตน)" ที่ตั้งใจเขียนออกมาให้คนฟังรู้สึกว่าบางทีคำว่ารักอาจเป็นความรู้สึกดี ๆ แต่บางครั้งเมื่อหลุดปากพูดออกไปก็ทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไปได้ ผ่านซาว์ดดนตรี แนว Pop ที่ผสมผสานความเป็น Country และ Soul เข้าด้วยกัน มีเครื่องสาย Violin, Cello ที่ Arrange โดย "ฟลุ๊ค The Five" และเพิ่ม Chorus มาช่วยเพิ่มบรรยากาศและสีสันในเพลงนี้ โดยได้ "Funky wahwah" มาเป็นโปรดิวเซอร์ พร้อมผสานไปกับเสียงร้องสุดนุ่มของบอสใหญ่แห่งค่ายสไปร์ซซี่ ดิสก์ อย่าง "Unkle T." ด้วยการร้องแบบ Adlib สลับไปมาในช่วงท้ายของเพลง ยิ่งทำให้เข้ากับบรรยากาศฤดูฝนนี้ได้อย่างลงตัวสุด ๆ ส่วนมิวสิกวิดีโอมาในภาพของ Visualizer เล่าถึงเรื่องความรักที่ไม่สมหวังของตัวละครในท่ามกลางบรรยากาศเมืองหลวงที่แสนเหงา ๆ และยังใช้ Symbolic ของดอกลิลลี่ เปรียบเสมือนความรักอันบริสุทธิ์ที่แฝงไปด้วยการแอบหวังลึก ๆ อยู่ข้างในว่าเธอจะรับรัก สามารถรับชมมิวสิกวิดีโอเต็ม ๆ ได้ที่ทาง YouTube Channel : Spicy Disc และฟังเพลงได้แล้วในทุกสตีมมิ่ง โดย "บอย ตรัย" กล่าวว่า "จุดเริ่มต้นของเพลงนี้คือผมอยากได้เพลงที่มีบรรยากาศเหงา ๆ เศร้า ๆ เต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ไม่ใช่ความเศร้าแบบร้าวระทม มันเป็นความรู้สึกเสียดาย เวลาที่เราทำอะไรบางอย่างลงไป แล้วกลับมานึกเสียใจกับตัวเองว่า ไม่น่าเลย ผมเลยนึกถึงเรื่องง่าย ๆ อย่างคำว่ารัก ที่ทั้ง ๆ เป็นความรู้สึกดี แต่บางครั้งเมื่อหลุดปากพูดออกไป เรากลับรู้สึกไม่ดีหรือรู้สึกผิดกับมันได้เหมือนกัน" สำหรับใคร ถ้าเคยแอบรักเพื่อน หรือเคยต้องพูดคำว่า "ขอโทษที่ฉันรักเธอ" เพลงนี้อาจเป็นตัวแทนให้ส่งให้เธอฟัง สามารถฟังได้แล้วทุกแพลตฟอร์มสตีมมิง รวมถึงชมมิวสิกวิดีโอ ได้ที่ YouTube channel : Spicydisc หรือติดตามข่าวสารได้ที่ www.facebook.com/Spicydiscrecord

"เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม
อ่าน

"เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม

จากนักแสดงสู่เจ้าของธุรกิจอาหาร เจมมี่เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ กับชีวิตที่ไม่ได้มีแค่ในวงการบันเทิง เผยไลฟ์สไตล์สุดขั้วในรายการ Prime Cast ดื่มหนักแต่ก็ฟิตหนักเหมือนกัน ยอมรับใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม แต่ยังเชื่อว่าจัดสมดุลได้ ไปจนถึงวินาทีช็อกหลังตรวจไมเกรนแล้วพบซีสต์ในสมอง 2.7 ซม. พร้อมเล่าความคิดที่เปลี่ยนไปหลังต้องเผชิญเรื่องไม่คาดฝันครั้งนี้ "เจมมี่เจมส์" แอบช็อก! เจอซีสต์ในสมอง น้อมรับทำตัวเอง ใช้ชีวิต 30% ไปกับการดื่ม ตอนนี้ทำอะไรอยู่บ้าง ? เจมมี่เจมส์ : หลัก ๆ เรามี JMJ LABEL ที่ดูแลตัวเอง มีทีมฝั่ง Content, Edit, Marketing แล้วพอเป็น Content Food เราก็ต้องมีทีมเชฟ อันนี้คือฝั่ง JMJ LABEL และจะมีฝั่งทะเลใจ ที่ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า CEO เพราะบริษัทยังไม่ใหญ่ขนาดนั้น แต่เราดูแลหลาย ๆ อย่าง พยายามเอาระบบเข้ามาจัดการให้ได้ มี 2 ขา ซึ่งหลัก ๆ ก็จะเน้นธุรกิจอาหารเป็นหลัก คือตอนนี้ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (FB) ประมาณแบบ 90% ทำไมถึงมาทำธุกิจ FB (Food and Beverage) ? เจมมี่เจมส์ : ไปแข่งแล้วไม่อยากแพ้ ชอบเอาชนะ เพราะว่าตอนแรกไปพูดในรายการบอกว่า หลังผมจบ เดี๋ยวผมจะจัด Chef's Table นะครับ เราพูดไปแล้วในรายการ ทีนี้เราก็ต้องทำ ทำ Chef's Table ครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง ? เจมมี่เจมส์ : พอทำครั้งแรกที่จริงคนที่มาคือเพื่อนหมดเลย แต่พอเราเห็นว่าเพื่อนมาทานแล้วบอกว่าอร่อย แล้วเขามีความสุข แล้วได้พบปะพูดคุยสังสรรค์และดื่มไปด้วย คืออาหารเป็นหนึ่งอย่างที่ได้ใส่ความสร้างสรรค์เข้าไป ได้ใส่ความเป็นศิลปินเข้าไป ได้ใส่เรื่องราวที่เราอยากจะเล่าเข้าไป แต่สิ่งหนึ่งไม่ใช่แค่นั้น คือสิ่งที่สำคัญมากกว่านั้น มันคือบรรยากาศที่เกิดขึ้นระหว่างนั้น รสชาติอาหารที่ต้องดี คือเป็นมาตรฐานที่มันต้องดี พอบรรยากาศที่มันเกิดขึ้นแล้วมันดีมาก ๆ มันเจ๋งสำหรับเรา เลยรู้สึกว่าพอจัด Chef's Table ครั้งแรก รู้สึกว่าหลงรักในการทำอาหารมาก ๆ บทบาทนักแสดง คุณเป็นคนเล่นซีรีส์ เล่นละครเก่งแบบจริงจัง ? เจมมี่เจมส์ : งานหลักยังเป็นนักแสดงอยู่ คือสนุกแหละ คือตอนแรกตอนเล่นฮอร์โมนเราก็ไม่รู้ คือฮอร์โมนฐานหลักจริง ๆ เขาจะอิงจากตัวตนตัวเอง และให้เล่นเป็นธรรมชาติก่อน เพราะมันคือเรื่องแรกของทุกคน แต่พอเป็นเรื่องที่ 2 เรื่องที่ 3 ตอนแรกยังไม่รู้ เพิ่งมารู้ตอนเรื่องฉลาดเกมโกง กับ SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ที่ถ่าย 2 เรื่องติดกัน เรื่องฉลาดเกมโกง เราได้ไปค้นคว้าเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นแบบการดูเยอะ ๆ เช่น Leonardo Dicaprio ในเรื่อง Wolf of Wall Street แล้วก็ไปดูหนังประเภทนั้น เช่น Ocean's Eleven หรืออะไรทำนองนี้ เลยรู้สึกว่าเรื่องฉลาดเกมโกงสนุกมาก เราได้มีแนวทางการแสดงใหม่ ๆ และเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกด้วย จอภาพยนตร์กับซีรีส์มีการแสดงต่างกัน แล้วพออีกเรื่องหนึ่งที่ติดกันเลย คือเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน ซ้อมสเก็ตปีหนึ่งเลย ที่จริงกองฉลาดเกมโกงเคยเรียกคุยตอนแขนหัก เขาบอกว่าต้องหยุดซ้อมสเก็ต เพราะว่าถ้าอยู่ดี ๆ มาแขนหักแล้วถ่ายฉลาดเกมโกงไม่ได้ จะต้องเปลี่ยนตัวเดี๋ยวนี้ แต่เราก็ซ้อมเหมือนเดิม ซ้อมเหมือนเดิมแค่ไม่ให้มันหัก เพราะว่ากระดูกหักไปรอบหนึ่งตอนที่ซ้อมของ SOS แล้วมันคือเรื่องที่เราเข้าใจจริง ๆ ว่าการเป็นนักแสดง คือการที่เราเปลี่ยนตัวตนไปอีกตัวตนหนึ่งเลย เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนทุกอย่าง มันเป็นยังไง พอหลังจากเรื่อง SOS ก้าวผิดชีวิตเปลี่ยน รู้สึกเลยว่าสิ่งนี้แหละคืออาชีพที่เราชอบ และรู้สึกสนุก เจมมี่เจมส์เป็นผู้ชายที่แต่งหน้าให้ตัวเอง ? เจมมี่เจมส์ : แต่ก่อนเคยเจอพวกข่าวที่บอกว่าแต่งหน้าแบบนี้เป็นเกย์ แต่เราไม่สนใจเลย แต่ตอนนี้จะแต่งอะไรก็ได้ ปกติมาก ทุกวันนี้ก็ยังแต่งหน้าเอง ถ้าเราต้องออกไปข้างนอกนิดหนึ่งอะไรอย่างนี้ จะแต่งหน้าเบา ๆ แต่งเหมือนไม่ได้แต่ง (Make up no make up) คิดว่าตัวเองเป็นคนแต่งตัวเก่งไหม และทำยังไงให้กล้าแต่งตัว ? เจมมี่เจมส์ : มันสอนกันไม่ได้ แล้วแต่ว่าแต่งอะไรแล้วเรามั่นใจไหม แล้วแต่ว่าแต่งยังไงแล้วเราชอบ แต่งยังไงแล้วมั่นใจ คุณเห็นผมใส่รองเท้าผ้าใบ กางเกงยีนส์แบบแนวเท่ ๆ แล้วจะให้มาใส่รองเท้าครึ่งข้อก็ไม่ใส่นะ เพราะใส่แล้วไม่รอด ใส่แล้วไม่มั่นใจ จะมีมุมของแต่ละคนที่ใส่แบบนี้แล้วรู้สึกว่าเรามั่นใจหรือรู้สึกว่าเราดูดี ตอนเด็ก ๆ ที่มักจะแคร์สายตาคนรอบข้าง มีวิธีอย่างไรถึงหลุดพ้นจากจุดนั้นมาเป็นตัวเองและแต่งตัวแบบที่อยากแต่งโดยไม่แคร์ใครได้ ? เจมมี่เจมส์ : เริ่มจากกางเกงไม่มีไซซ์ เพราะแต่ก่อนผอมมาก เลยต้องซื้อกางเกงผู้หญิงเอา กางเกงผู้ชายมันเริ่มไซซ์ 28 นิ้ว เราใส่ไม่ได้ หลวม เราต้องไปใส่ของผู้หญิง แต่ก่อนใส่เอว 24-25 นิ้ว ตอนนี้ 28 นิ้วแล้ว ตอนนี้ใส่ไซซ์ผู้ชายได้แล้ว แต่ก่อนใส่ไม่ได้จริง ๆ ก็เลยไปหยิบเสื้อผ้าผู้หญิงมาใส่ แล้วรู้สึกว่าใส่กางเกงยีนส์ผู้หญิงแล้วทรงเข้ากับเรา เลยเริ่มใส่เสื้อผ้าผู้หญิงมาเรื่อย ๆ แล้วพอมีช่วงรองเท้าบูทมา ลองใส่ดู พอใส่แล้วรู้สึกว่าชอบสรีระตัวเอง คือไม่ได้ต้องการให้ตัวเองสูงมาก แต่พอจับคู่กับกางเกงที่ขากางเกงกอง ๆ หน่อย แล้วมีส้นของรองเท้าบูท รู้สึกว่าเราชอบแบบนี้ มีเคล็ดลับการแก้แฮงก์อย่างไรบ้าง ? เจมมี่เจมส์ : แฮงค์ก็ต้องไปเอาออก อย่างการออกกำลังกาย แต่ก่อนจะเข้ายิมเล่นเวท อัตราการเต้นของหัวใจมันโยนนิดหนึ่ง แต่ว่าถ้าไปวิ่งสวนจะไม่ไหว คือถ้าวิ่งปกติ เราคุมโซน 2 มันจะขึ้นไปโซน 3 อัตราการเต้นของหัวใจจะแรงขึ้นประมาณแบบ 10-20 bpm แต่ถ้าเป็นการเล่นเวทจะโอเค และเราชอบด้วย ก่อนไปเล่นเรากินอาหารเสริมก่อนออกกำลังกายด้วย ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจขึ้นรัว ๆ เลย มีอีกเคล็ดลับที่เพิ่งไปลองมาแล้วรู้สึกว่าชอบมาก คือการแช่น้ำแข็ง (Ice bath) และซาวน่า มีรุ่นพี่คนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปีนิด ๆ และเขาออกไปปาร์ตี้ตลอด เราเลยถามเขาว่าทำไมพี่ยังหน้าเด็กอยู่เลย? เขาบอกว่าหลังดื่มเสร็จแล้วจะซาวน่าทุกวัน คือการขับสารพิษออกมา ดีมาก ๆ แล้วหน้าเขาเด็กมาก ๆ คุณดื่มทุกวันเลยเหรอ ? เจมมี่เจมส์ : นั่งนับแล้ว 3 เดือน ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ดื่มสักวันเดียว แล้วกินแบบซัดเต็มข้อล่อเต็มแข้ง ไม่ใช่แบบนั่งดื่ม 2-3 แก้วแล้วแบบนับว่าดื่มนะ เราจัดเต็มทุกวัน ตื่นมาแล้วก็ดื่มต่อ การที่ดื่มหนักในช่วงที่ผ่านมารู้สึกว่าสุขภาพเปลี่ยนไปบ้างไหม ? เจมมี่เจมส์ : ใช้ชีวิตได้ปกติมันคือความสมดุล คือไม่ได้อยากให้บอกว่าการดื่มมันดี สุดท้ายแล้วก็ต้องจัดสรรให้สมดุลแหละ คือดื่มเยอะจริงแต่ว่าถ้าเรากินของดี แล้วเราออกกำลังกายมากพอก็จะสมดุลกันไป คือเราอาจจะไม่ได้เป็นสายรักสุขภาพเหมือนคนอื่นเขา แต่เราชอบดื่มแอลกอฮอล์ ชอบมาก ชอบรสชาติ คนเวลาคนดื่มมีหลายสาย บางคนชอบไปค็อกเทลบาร์ ชอบคุย ชอบลองอะไรใหม่ ๆ บางคนคือดื่มเพื่ออยากสนุก อยากปาร์ตี้ แต่เราดื่มเพราะชอบรสชาติ ชอบความรู้สึก รู้สึกว่าอร่อย ชอบกลิ่นคอนยัค ชอบกลิ่นองุ่นขาวที่ถูกผสมผสานมา ถูกบ่มด้วยถังไม้โอ๊กฝรั่งเศส ทุกวันนี้มีปัญหาสุขภาพอะไรบ้างไหม ? เจมมี่เจมส์ : มีอยู่เรื่อย ๆ ที่จริงเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็ก เป็นทั้งบ้าน มี 4 คน พี่สาว 2 คน เรา และน้องชาย เป็นภูมิแพ้หมดเลย พี่สาวต้องไปฉีดยา และทานยาตัวที่เป็นแบบต้องทานยาไปเรื่อย ๆ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีมั้ง กว่าจะครบทั้งหมด แต่เราไม่ทำ ก็เป็นภูมิแพ้ไปเรื่อย ๆ แต่เราแพ้อากาศ เราไม่ได้แพ้แรงเท่าพี่ด้วยมั้ง และอีกอย่างคือจมูกจะบวมง่ายกว่า เป็นอีกปัญหาหนึ่ง อันนี้คือเป็นปัญหาสุขภาพที่เป็นตั้งแต่มาเด็ก อย่างไซนัสจะมาเรื่อย ๆ แล้วแต่ช่วง ทุกวันนี้ยังเป็นอยู่ แต่ว่าเป็นไม่หนัก พอออกกำลังกายแล้วดีขึ้น มีช่วงหนึ่งจำได้น่าจะเป็นช่วงภาพยนตร์เรื่อง โฮมสเตย์ (Homestay) กับโปรเจกต์ ไนน์บายนาย (9x9) จำได้เลยปีนั้น ปีหนึ่งเราถ่าย 3 เรื่องได้ยังไง ต้นปีถ่าย โฮมสเตย์ (Homestay) ทั้งเรื่อง กลางปีถ่ายเรื่องเลือดข้นคนจาง สิ้นปีถ่ายเรื่อง Great Men Academy แล้วช่วงนั้นคือช่วงที่ต้องวิ่งกลับไปซ้อมคอนเสิร์ตที่กรุงเทพมหานคร แล้วบินกลับไปเชียงใหม่ คือถ่าย 4 วัน กลับมาซ้อมคอนเสิร์ต 3 วัน แล้วก็กลับไปถ่าย 4 วัน จนไมเกรนขึ้น เลยไปตรวจไมเกรน หมอก็ให้ยาไมเกรนปกติ แต่เวลาเราไปหาโรงพยาบาลเอกชนเขาก็จะจัดเต็มหน่อย จะให้ทำนู่นทำนี่ให้แบบพิเศษ ส่งไปตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เราก็โอเค นอนอยู่เฉย ๆ 30-40 นาที ออกมาก็ไม่มีอะไร แล้ว หมอเปิดผลเอกซเรย์ (X-ray) บอกว่าเรามีซีสต์อยู่ตรงสมอง ขนาดประมาณ 2.3*2.7 เซนติเมตร แล้วเราก็เงียบไป พอถามหมอว่าจะเป็นอะไรไหม หมอก็ให้ลองเดิน ให้เดินตามเส้นตรง เขาก็บอกว่าดูจากตอนนี้มันไม่ได้มีอะไร ถ้าสมมติซีสต์มันโตขึ้น แล้วมันดันไปโดนสมอง ตรงนี้จะทำให้เราเดินไม่ตรง ซึ่งตอนนี้ยังปกติ แล้วเขาก็วิเคราะห์ว่าน่าจะเป็นซีสต์ตั้งแต่กำเนิด ซึ่งหลาย ๆ คนหรือคุณอาจจะมีก็ได้แต่คุณแค่ไม่ได้ตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สมอง คุณเลยไม่เจอ เราแค่อยู่ดี ๆ ไปตรวจแล้วเจอ แล้วเขาก็บอกดูไม่อันตราย แล้วก็ให้ติดตามอาการ 1 ปี, 3 ปี ก็ไปติดตามแล้วมันก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นแค่นิดเดียว ซึ่งไม่ได้ใหญ่ขึ้นแบบมีนัยยะสำคัญที่น่ากังวล เพราะว่าการผ่าตัดสมองคือเหมือนที่รู้มาคือ 50/50 ไม่รู้มั่วไหมนะ แต่ตอนที่เราเจอซีสต์ ใจตกไปตาตุ่มจริง ๆ ตอนนั้นห้องเงียบมาก แล้วออกจากห้องมามือสั่น โทรหาพี่ที่เป็นหมอแต่เขาก็ไม่ได้เฉพาะทางสมองหรืออะไรหรอก เราบอกไปว่าตรวจไมเกรนมาแต่ว่าเจอซีสต์ในสมอง แล้วพี่เขาเงียบไปเลย 5 วินาที เราก็แบบอย่าเงียบสิ การเงียบไปแล้วเรารู้สึกไม่ดีมาก ๆ แต่ก็อธิบายเขาไปว่าหมอเขาวินิจฉัยว่าน่าจะเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แล้วก็เอาแผ่นซีดีเอกซเรย์กลับบ้านมาเปิดให้เขาดู แล้วเขาบอกว่าแต่สิ่งที่กังวลเดียวคือถ้ามีอุบัติเหตุ แล้วหัวกระแทกแรง ถ้าซีสต์แตกอันนี้อันตราย แล้วตอนนี้ยังมีอยู่ไหม ? เจมมี่เจมส์ : มีอยู่ ชื่อว่า Johnny ติดตามอาการตลอด แล้วการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คือสิ่งที่ไม่ชอบที่สุด เพิ่งรู้ว่าตัวเองกลัวที่แคบ บางคนบอกก็แค่นอนอยู่เฉย ๆ แต่พอลืมตาขึ้นมามันกั้นอยู่อย่างนี้ แล้วเราขยับตัวไม่ได้ ตอนแรกเราคิดว่าอะไรคือตื่นตระหนก ตอนนี้คือเข้าใจแล้วว่าตื่นตระหนกคืออะไร เราหายใจไม่ได้ เข้าใจคำว่ากลัวจนรู้สึกเหมือนจะตายไหม ความรู้สึกกลัวตาย ความรู้สึกกลัวมาก ๆ ตรงนั้นจะมีปุ่มให้กดฉุกเฉินถ้ารู้สึกไม่ไหว แล้วเราก็กด พอกดออกมาก็ต้องเข้าไปใหม่ เท่ากับเริ่มใหม่ ปกติเขาใช้เวลา 30 นาที เราเข้าไปเป็นชั่วโมง ทุกวันนี้ทำทั้งร้านอาหารและออกกำลังกาย เอาเวลาไหนไปจัดสรรความสมดุลให้ชีวิตตัวเอง ? เจมมี่เจมส์ : ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์เจมส์จะมีเวลาชีวิตอีกเยอะเลย 30% ของชีวิตใช้ไปกับการดื่ม เราไม่ได้เป็น Alcoholic เราแค่ชอบบรรยากาศที่เกิดขึ้น ดื่มแค่ในโอกาสพิเศษ วันนี้เริ่มสัปดาห์เป็นโอกาสพิเศษดื่ม ทำงานมากลางสัปดาห์เราดื่ม ศุกร์เสาร์เหงาได้ไงเราดื่ม วันอาทิตย์ฉลองพรุ่งนี้ทำงานดื่ม วันเกิดเพื่อนดื่ม มีคนรักดื่ม อกหักดื่ม เพื่อนอกหักดื่ม สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=OqnUj5tZ_Co อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : ประวัติ เจมส์ ธีรดนย์ ศุภพันธุ์ภิญโญ

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!
อ่าน

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!

"Elle บันทึกวัยทึน" เป็นซีรีส์ที่แตกยอดความสำเร็จมาจากเฟรนไชส์หนังเรื่องดังแห่งยุค 2000s อย่าง Legally Blonde ที่เป็นไอเดียตกผลึกมาจากตัวแม่ รีส วิเธอร์สปูน ผู้ที่รับบทนำแสดงในหนังต้นฉบับ อยากจะขยายโลกใบสดใสของแอล สาวน้อยที่หลงรักในสีชมพู ตีแผ่ออกมาเป็นห้วงเวลาการเติบโตในโรงเรียนไฮสคูลของแอล ออกมาเป็นซีรีส์จำนวน 8 ตอน ที่ระดมทีมสร้างชั้นนำ จากฝีมือผู้จัด "ลอรา คิตเทรล" และ "แคโรไลน์ ดรายส์" และนี่คือเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่ารู้เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ ซีรีส์ Elle เกิดขึ้นจากไอเดียของ Reese Witherspoon แม้ Legally Blonde จะเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ แต่จุดเริ่มต้นของซีรีส์ ไม่ได้มาจากการอยากขยายจักรวาลของหนัง หากมาจากความรู้สึกของ Reese ว่า ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่นำเสนอตัวละครวัยรุ่นหญิงที่เป็นตัวของตัวเองและสร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่านี้ จุดประสงค์ของซีรีส์ไม่ใช่การเล่าเรื่องวัยเด็กของ Elle แต่เพื่อตอบคำถามว่า "อะไรทำให้เธอกลายเป็น Elle Woods" แกนหลักของซีรีส์คือการค้นหาคำตอบว่า เด็กสาววัย 16 ปีคนนี้ ผ่านอะไรมา จึงเติบโตเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ไม่ยอมแพ้ และไม่เคยปล่อยให้ใครมาตัดสินคุณค่าของตัวเองอย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์ แทนที่จะเลือกนักแสดงที่มีชื่อเสียง Reese Witherspoon ต้องการค้นพบ Elle คนใหม่ เธอจึงยืนยันให้เปิดออดิชันทั่วประเทศ และสุดท้าย Lexi Minetree ก็ได้รับเลือกจากผู้สมัครเกือบ 5,000 คน คลิปออดิชันของ Lexi มีลูกเล่นที่ทีมงานไม่ลืม เพราะในคลิปแนะนำตัว Lexi ไม่ได้แนะนำตัวแบบทั่วไป แต่เธอสร้างคลิปที่ได้แรงบันดาลใจจากวิดีโอสมัครเข้าฮาร์วาร์ดของ Elle ใน Legally Blonde เพราะหวังว่าหากทีมงานเปิดดูคลิปของเธอ อย่างน้อยก็จะหยุดดูต่อ และสุดท้ายวิธีนี้ก็ได้ผลจริงๆ Lexi Minetree ดู Legally Blonde มากกว่า 150 รอบ เพื่อฝึกน้ำเสียง การเดิน ภาษากาย และจังหวะการเคลื่อนไหวของ Elle พร้อมทำงานกับผู้ฝึกสอนด้านการใช้เสียง เพื่อสร้างพลังงานแบบ Elle Woods คำแนะนำเพียงข้อเดียว ที่ Reese ให้กับ Lexi นั่นคือ "Elle ไม่เคยใจร้ายกลับ" แม้จะถูกดูถูกหรือถูกทำร้าย Elle ก็ไม่เคยตอบโต้กลับแบบเดียวกัน นี่คือคุณค่าที่ Reese มองว่าเป็นแก่นแท้ของตัวละคร และเป็นสิ่งที่ Lexi ยึดถือในการแสดงทุกฉาก ทุกชื่อตอนของซีรีส์อ้างอิงจากบทพูดใน Legally Blonde นี่เป็นหนึ่งใน Easter Eggs ที่ทีมผู้สร้างตั้งใจใส่ไว้เพื่อแฟนภาพยนตร์ต้นฉบับ และยังสอดคล้องกับธีมของแต่ละตอนอีกด้วย ความสัมพันธ์แม่ลูกเป็นหนึ่งในหัวใจของซีรีส์ ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เนื่องจากในภาพยนตร์ บทของพ่อและแม่ของ Elle มีไม่มากนัก แต่ในซีรีส์ได้ขยายบท Eva Woods แม่ของ Elle ให้เป็นผู้หญิงที่กำลังค้นหาตัวเองเช่นกัน ทั้ง Eva และ Elle ต่างเรียนรู้จากกันและกัน และทีมงานอยากเล่าเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกในมุมที่อบอุ่นและสนับสนุนกัน ทีมงานตั้งใจสร้าง Elle ให้มีคุณภาพด้านภาพเหมือนหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์มากกว่าซีรีส์ทั่วไป ทั้งการกำกับภาพ การจัดแสง และการถ่ายทำ เพื่อให้ยังคงความสวยงามของ Legally Blonde แต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทีมออกแบบเสื้อผ้า ศึกษาแฟชั่นปี 1995 จริงๆ ทั้งแบรนด์และเทรนด์ในยุคนั้น เพื่อให้เสื้อผ้าทุกชุดไม่ได้แค่ "ดูยุค 90" แต่ผู้ชมต้องเชื่อว่าเด็กสาวคนนี้มีชีวิตอยู่ในปีนั้นจริงๆ สีผมของ Elle ไม่ใช่บลอนด์แบบปัจจุบัน ทีมออกแบบทรงผม เลือกใช้โทน Buttery Blonde หรือบลอนด์อมเหลือง เพราะในยุคนั้นเทคโนโลยีการทำสีผมยังไม่สามารถสร้างเฉดเบจหรือแอชแบบที่นิยมในปัจจุบันได้ และตัวจริงของ Lexi เป็นสาวผมสีน้ำตาลธรรมชาติ เธอจึงต้องย้อมผมและคอยเติมสีตลอดการถ่ายทำ และเป็นการใช้ผมจริงทั้งเรื่อง ไม่มีการใช้วิก ทีมงานตามหาโทรศัพท์ใสยุค 90 และของใช้จริงจากยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี โทรศัพท์บ้าน และคอมพิวเตอร์ ของใช้ต่างๆ ถูกคัดเลือกจากของจริงหรือของที่ใกล้เคียงที่สุด 1 กรกฎาคมนี้ เตรียมไอเทมสีชมพูให้พร้อม แล้วมารอพบกับความสดใสของ Elle Woods จาก Legally Blonde ในซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ที่ Prime Video เท่านั้น ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

พอล รัดด์ และ นิค โจนัส พบกันใน “Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ฟังเพลงอุ่นเครื่องได้แล้ว
อ่าน

พอล รัดด์ และ นิค โจนัส พบกันใน “Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ” ฟังเพลงอุ่นเครื่องได้แล้ว

จากเพื่อนรักสู่การหักเหลี่ยมที่ชวนให้ตั้งคำถามว่า เพลงนี้ใครเป็นคนแต่งกันแน่?เมื่อมิตรภาพในวงการดนตรีเริ่มพังลงเพราะ เครดิตเพลงถึงเวลาทวงคืนความฝันผ่าน1บทเพลงในภาพยนตร์Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ 11มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ และเบื้องหลังของเรื่องราวครั้งนี้ ถูกถ่ายทอดผ่านการโคจรมาพบกันของPaul RuddและNick Jonasกับเรื่องราวจากคืนแห่งการแจมเพลงธรรมดา สู่ดราม่าที่ทั้งโลกกำลังจับตา เมื่อความสำเร็จเริ่มเปลี่ยนทุกอย่างยิ่งทำให้การประชันบทบาทครั้งนี้ยิ่งน่าจับตาขึ้นไปอีกว่าท้ายที่สุดแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เพราะอะไรคือสิ่งที่ทำให้บทเพลงแห่งความฝันบทนี้ต้องถูกทวงกลับคืนมา ที่สำคัญก่อนร่วมค้นหาคำตอบสามารถรับฟังเพลงจาก Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณได้แล้ววันนี้บนSpotifyรวมเพลงจากหนังดนตรีเรื่องล่าสุดของJohn Carneyนำโดย How to Write a Song Without Youที่จะพาเข้าไปอยู่ท่ามกลางชื่อเสียง ความฝัน และเรื่องราวเบื้องหลังของบทเพลงที่เปลี่ยนชีวิตได้ตลอดกาล สำหรับเพลงจากโลกภาพยนตร์ของJohn Carneyบทเพลงที่เคยพาผู้ชมตกหลุมรักทั้งในOnce, Begin Again, Sing StreetและFlora and Sonซึ่งภาพยนตร์บางเรื่องอาจจบลงพร้อมEnd Creditแต่หนังของJohn Carneyมักทิ้ง เพลง บางเพลงไว้ในชีวิตเราเสมอ และPower Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ อาจเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณจะเปิดฟังความหมายที่ซ่อนอยู่วนไปอีกนาน รับฟังเพลงจากPower Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ พร้อมร่วมค้นหาคำตอบของ ทุกความสัมพันธ์Power Ballad เพราะเพลงนี้ เพลงของคุณ 11 มิถุนายนนี้ ในโรงภาพยนตร์ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

เหนือความคาดหมาย! AMATH แจ้งเกิดกับ “หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง” แรงบันดาลใจคลิปไวรัลสู่เอ็มวีเดบิวต์!
อ่าน

เหนือความคาดหมาย! AMATH แจ้งเกิดกับ “หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง” แรงบันดาลใจคลิปไวรัลสู่เอ็มวีเดบิวต์!

น่าจับตาตั้งแต่เดบิวต์เลย สำหรับ Amath (เอแมท) หรือชื่อภาษาไทยว่า เกรดสี่คณิตศาสตร์ วงดนตรีแนว Alternative Pop / RB ที่ผสมผสานกลิ่นอายของ Soul และ Dream Pop ที่มาพร้อมสมาชิกอย่าง คิตตี้-ธาราพร นามวงศ์ (นักร้องนำ), ซอฟท์-อภิปรัชญ์ เตชรัตนวรกุล (กีตาร์), อาม-ปิยะณัฐ อยู่ภู (เบส) และ ชิน-นิชนันท์ เลิศมานะชัย (คีย์บอร์ด) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคนเบื้องหลังฝีมือคุณภาพทั้งงานแต่งเพลง โปรดิวซ์ และ แบ็คอัพศิลปินอื่น โดยการเปิดตัวของพวกเขากับเพลง หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง (SUPPORTER) บอกเลยว่านอกจากดนตรีเก๋ๆ แล้ว เอ็มวีก็เป็นที่พูดถึงอย่างล้นหลาม เพลง หน้าที่ฉัน...แค่นั้นเอง (SUPPORTER) เล่าถึงความรู้สึกของคนที่ รักเพื่อน แต่เลือกจะไม่ก้าวข้ามเส้นความสัมพันธ์ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า ตัวเองอาจไม่สามารถเป็นคนคนนั้นให้เขาได้จริงๆ จึงเลือกอยู่ในจุดเดิม คอยซัพพอร์ต คอยรับฟัง และอยู่ตรงนี้ในวันที่เขาต้องการ ถึงแม้ลึกๆ จะรู้สึกมากกว่า เพื่อน ก็ตาม ผลงานนี้เกิดจากการวางโครงเพลงของซอฟท์ ก่อนที่คิตตี้จะเข้ามารับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ ดูแลทั้งพาร์ตดนตรี โดยคิตตี้ได้เลือก I miss you but Im not waiting for you เป็นประโยคเปิดของเพลง คือความรู้สึกของการคิดถึงใครสักคนเสมอ แต่ไม่อยากใช้ความรักไปกดดันเขา ไม่อยากทำให้เขาต้องปวดใจ หรือรู้สึกผิดกับความรู้สึกของเรา เพราะต่อให้ต้องเห็นเขาไปรักใคร เสียน้ำตาเพราะใคร สุดท้ายก็ยังเลือกจะอยู่ข้างๆ ในฐานะ เพื่อนที่แสนดีแค่นั้นเอง เพราะเพลงนี้แต่งขึ้นจากเรื่องจริง และจนถึงวันนี้ คนคนนั้นก็ยังคอยซัพพอร์ตคิตตี้อยู่เสมอ เลยอยากขอบคุณเขาผ่านเพลงนี้เหมือนกัน ด้วยความที่เนื้อหาของเพลงพูดถึง การแอบชอบเพื่อนในช่วงมัธยม ทำให้ทางวงนึกถึงคลิปไวรัล ทำพาน ที่หลายคนคุ้นเคยกัน คิตตี้จึงตั้งใจติดต่อเซม และชวนน้องวิวมาร่วมแสดงใน MV เพราะรู้สึกว่าเคมีของทั้งคู่ยังอบอุ่นและจริงใจเหมือนเดิม จนแอบคิดเหมือนกันว่า ถ้าเรื่องราวใน MV นี้ได้เป็นเหมือนภาคต่อของช่วงเวลานั้น ก็คงดีไม่น้อย ด้วยความที่ตัวแทนของคนดนตรีกลางคืน ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า วงกลางคืน ก็สามารถเติบโตและก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินจริงๆ ได้เช่นกัน ทำให้ AMATH ยืนหยัดที่จะใส่ใจในทุกผลงานที่ออกไป โดยแฟนๆ สามารถสัมผัสผลงานของพวกเขาได้แล้วทาง YouTube AMATH และทุกช่องทางสตรีมมิ่งได้แล้ววันนี้ พร้อมกดติดตามรอซิงเกิลต่อไปไว้ได้เลย เพราะบอกเลยว่า ไม่นานเกินรอ!

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป
อ่าน

"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป

จากคนที่เคยผ่านแผลใจในความรัก วันนี้ โอบ โอบนิธิ - ปราง กัญญ์ณรัณ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ทำให้หลายคนกลับมาเชื่อว่ารักดี ๆ ยังมีอยู่จริง ทั้งคู่ยอมรับว่าความรักไม่ได้มีแค่ความสุข มีความไม่มั่นใจและบาดแผลเก่าที่ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผ่านการพูดความรู้สึกตรง ๆ ขอโทษให้เป็น และเลือกเป็นตัวเองโดยไม่ต้องฝืนเปลี่ยนเพื่อให้ใครรัก ปรางน้ำตาไหลกลางรายการเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าวันหนึ่งจะหายไป "โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนไปบ้าง ? เลดี้ปราง: ปรางชอบบอกเขาตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเห็นเขาอยู่ในช่วงที่ยังไม่ใช่แฟน จนปัจจุบันเป็นแฟน ปรางเคยนั่งมองหน้าเขาแล้วปรางก็พูดว่า ฉันรู้สึกบางทีฉันก็ไม่ชินเหมือนกัน คนที่เห็นจากตรงโน้น แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้มานั่งอยู่ที่โซฟา นั่งดูหนังด้วยกัน แล้วก็ต้องชอบนั่งมองหน้าเขา ตลกดี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าคนนี้จะมานั่งอยู่ข้างเราในฐานะอีกแบบหนึ่ง คือมันไม่ได้คิดไปถึงจุดนี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกปรางก็มองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องในวงการ เพราะเขาอายุน้อยกว่า แปลกดีที่วันนี้มานั่งอยู่ในสถานะแฟน แล้วก็นั่งเล่นกัน คุยเล่นกัน หรือว่าเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรามากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนไหนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันเปลี่ยน ? โอบ โอบนิธิ: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่อย ๆ มากกว่า มันมีโอกาสให้ได้คุยกันเยอะตรงที่ทุก ๆ คนเชียร์ด้วย 200% เลย เลดี้ปราง: รายการพี่วู้ดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนพอมาออกรายการปุ๊บเจอกัน ทีนี้ก็ต้องคุยกัน หรือพอรายการจะออก เราก็ได้พูดคุยกัน โอบ โอบนิธิ: และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คุยกันมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการเป็นศิลปินครับ การที่เรา 2 คนหันกลับมาทำเพลง แล้วก็ได้มีการปรึกษาว่าเราเจอปัญหาอะไรกันบ้าง เทคนิคเหล่านี้ควรใช้อะไรกันยังไง มันเลยทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ในทุกความสัมพันธ์มีเรื่องทั้งทุกข์และสุขอยู่แล้วไม่มีวันที่คุณจะมีแต่ความสุขในความสัมพันธ์ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน มีสุขต้องมีทุกข์ โอบ โอบนิธิ: มันค่อนข้างซับซ้อนครับ แต่ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่วันนี้เหมือนคนเดินมาบอก หรือเห็นเขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการทำให้หลาย ๆ คนกลับมาเชื่อว่า ชีวิตเขาจะมีความรักที่ดีอีกครั้ง มีคนเคยเดินมาจับแขนเขาแล้วก็พูดว่า พี่คะหนูเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก ๆ เลย และหนูก็หมดหวังไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความรัก จนวันนี้หนูมาเห็นความรักของพี่ มันทำให้หนูมีไฟกลับมา ทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีความรักที่ดีอีกหนึ่งครั้ง หนูขอกอดพี่เป็นกำลังใจได้ไหม มันทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไป มันเป็นสิ่งที่เราตั้งต้นมาตั้งแต่แรกว่าเราอยากเห็นทุกคนมีความรักที่ดีเช่นกัน วันนี้เห็นผลลัพธ์แล้วว่ามีคนได้รับข้อความนั้นจริง ๆ ความรักที่ผ่านมามีอะไรที่คุณตั้งใจกับตัวเองว่าครั้งนี้จะไม่ทำเหมือนเดิมอีก ? โอบ โอบนิธิ: เวลาผมมีอะไรจะเก็บเอาไว้ เป็นคนที่ผ่านมารู้สึกขี้อาย แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้า Public สักเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้ หรือบางทีเราไม่พอใจอันนี้แต่เรากลับไม่พูด บางทีเราชอบสิ่งนี้เรากลับไม่พูด ไม่ Appreciate ให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันเขาได้มองเห็น เลยทำให้จริง ๆ แล้วเวลาเรามีความฝันอะไร วาดฝันอะไรไว้ในอนาคตมีเขาอยู่ด้วยก็จริง แต่สุดท้ายเราไม่ได้บอกเขา เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันจะต้องรอหรือเปล่า หรือจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่อันนี้ผมคิดเองนะว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะปรับปรุงตัวเอง เวลาคิดอะไรหรือมีความฝันอะไรก็จะพูดออกมาในทุก ๆ เรื่องครับ เลดี้ปราง: เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ปรางแอบคิดว่าเรามีส่วนที่ทำให้เขา Open มากขึ้น เพราะปรางเป็นคนพูดหมดทุกอย่างเลย แบบที่รัก ฉันรู้สึกอย่างนี้ ๆ นะ มันอาจจะทำให้เขารู้สึก Comfortable กับการที่เขาได้เล่ากลับมาด้วย ปรางจะบอกเขาทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นบอกรัก วันนี้ดีใจจังเลยที่เธอมาหา ปรางพูดหมดทุกรายละเอียด ปรางเป็นสายชอบแบบนี้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเราได้รับกลับมาจากเขา เราดีใจมาก ๆ เหมือนกันค่ะ การที่เรากล้าพูดความรู้สึกออกไป มันมีพลังบางอย่าง ? โอบ โอบนิธิ: น่าจะเป็นการเซ็ตอินเนอร์ตัวเองครับ ว่าเราจะไม่กลับไปทำสิ่งนี้แล้ว ชอบอะไร ไม่พอใจอะไร หรือบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกอะไร จะพูดออกมาให้เขารับรู้ เหมือนเป็นการบอกเขาว่าสุดท้ายแล้วเรายังอยู่กับเขา การไม่พูดออกไป มันเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ ถามว่าจริง ๆ ใส่ใจนะ แต่แค่ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออก ผมว่าวิธีแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ชินมากกว่า แต่พอวันนี้มาเจอคนที่แสดงออกมาก ๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะทำกลับคืนไปมากกว่าครับ เลดี้ปราง: จริง ๆ ปรางตรงอยู่แล้ว ปรางจะมีวิธีการพูดที่ค่อนข้างไม่ทำร้ายจิตใจใคร มันตรงได้แต่มันต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขา เช่น ที่รักฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ มันมีวิธีพูดที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรา แล้วเราก็ไม่ได้บีบบังคับเขาว่าเธอต้องทำ แต่ถ้าเธอทำได้ แล้วไหวไหม หรือถ้าทำไม่ได้บอกกันได้ไหม อยากเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วเราก็บอกเหตุผลเราด้วยว่า ทำไมเราถึงไม่ชอบ เราอาจจะมีแผลตรงนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากเจออีกค่ะ โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ และวิธีพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกว่าวิธีพูดมีเป็นล้านวิธี แต่คุณเลือกที่จะพูดวิธีเดียวที่ทำร้ายจิตใจเขา ประโยคไหนที่รู้สึกว่า เป็นตัวอย่างที่ดี ? โอบ โอบนิธิ: สิ่งที่เป็นคำต้องห้ามนะ สำหรับเขาคือ ที่รัก อันนี้ไม่ตลกแล้ว ขึ้นมาปุ๊บ ผมขนลุกเลย เลดี้ปราง: บางทีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ผิด เขาก็ทำไปตามเนเจอร์เขา พอเราพูดเขาก็ยังไม่หยุด เขาก็จะอธิบายก็อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้จะเบรกเขายังไง เลยบอกว่า ที่รัก อันนี้ไม่ตลกนะคะ คือเขาก็จะเริ่มเบรก เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเบรก พอเขาเบรกเขาก็ฟังเรา และเราก็ค่อย ๆ อธิบาย โอบ โอบนิธิ: ผมรู้สึกว่าทุกครั้งผมไม่เคยทะเลาะกับเขา สิ่งที่อาจจะพูดว่าเป็นการทะเลาะกันหรือความไม่เข้าใจกัน มันจะทำให้ถ้าสมมุติเรายังจะเดินต่อไปด้วยกัน เราจะหันหน้ามาคุยกัน แล้วผ่านบททดสอบต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ได้มีเส้นที่จะทำให้ไปสู่การทะเลาะ พอเรารู้ว่ามันกำลังจะถึงแล้วจะมีคนใดคนหนึ่งผ่อนก่อน ถอยก่อน เราสองคนรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้นเหตุคืออะไร ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด ถ้าผิดก็ขอโทษกัน ผมพูดได้สบายมากเลยว่า อันนี้ขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ได้ตั้งใจ การพูดคำว่าขอโทษบางทีมันเป็นอีโก้อะไรบางอย่างในคู่รัก เลดี้ปราง: ประโยคเดียวมันจบได้นะคะถ้ามันจริง แต่บางทีปรางรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เขาทำนะ แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ผิด เขาไม่พอใจเรา ปรางก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่พอใจว่า โอเค งั้นขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ก่อนนะ แต่ฟังนะว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การขอโทษที่ทำให้เสียความรู้สึกกันก่อนมันช่วยได้ค่ะ โอบ โอบนิธิ: การได้ยินคำนี้มันเหมือนประโยคเบรก ทำให้เราใจเย็นลงแล้วกลับมาคุยกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งที่ผ่านมาคือเราพูดกันหมด ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เข้าใจกัน แต่เวลาทำอะไรให้กันเราก็จะขอบคุณกันเสมอ อย่างเช่น วันนี้ผมไปร้องเพลงมา ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกดี ๆ ให้เขาฟัง เขาก็จะบอกว่าเขารับรู้ได้และดีใจกับเราด้วย บางทีเราอาจจะลืมสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไปเลย พอเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางทีลืมตัวเองทุ่มเทมากจนลืมให้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ลืมสิ่งที่รัก ลืมความฝันตัวเอง เลดี้ปราง: ของปรางแอบคล้ายแบบนี้ เพราะจากความรักที่ผ่านมาปรางเป็นคนเวลารักใครแล้วจะเต็มที่มาก บางทีถ้าเราเจอคนที่ยังไม่แมตช์กัน เราจะพยายามเปลี่ยนตัวตนไปให้แมตช์กับเขาในทันทีเพราะรักเขามาก เชื่อไหมว่า ปรางตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แบบนี่ฉันเป็นใคร นี่ไม่ใช่ฉันเลย เรากำลังทำเพื่อคนอื่นอยู่ เรามีความสุขนะคะเพราะได้รักคนนั้น แต่มันทำให้ไม่เคยให้เวลาตัวเองเลย ครั้งนี้ปรางเลยจะ Balance รักตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อไหมว่ามันดี เพราะถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะรักที่เราเป็นเราค่ะ รักตัวเองยังไงบ้าง ? เลดี้ปราง: เห็นความฝันตัวเองให้ชัดเจน ชอบอะไรทำอะไรก็แชร์กับเขาตั้งแต่แรก พยายามทำให้เข้ากับสิ่งที่เขาเป็น แต่อย่าลืมตัวเองด้วย พาเขาเข้ามาในโลกของเราบ้าง เราเข้าไปในโลกของเขาบ้าง แล้วหา Balance ที่ตรงกลางค่ะ ปรางก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความสุขเลย ตอนนั้นหนูมีความสุขไง เลยไม่อยากให้ใครไปพาดพิงถึงความรักครั้งเก่าเลย เพราะหนูมีความสุขจริง ๆ แต่พอวันนี้เราได้มาเจอสิ่งนี้ เลยรู้ว่า จริง ๆ เป็นตัวเรา เขาก็รักเราเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเลย คนหลายคนติดกับดักตรงนี้เวลาชอบใครมาก ๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ เช่น เรื่องง่าย ๆ เรื่องฟุตบอล ผู้ชายคนนั้นชอบฟุตบอลมาก เราชอบเขามากเราก็ไปดู ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบ แล้วความฝันของเราก็หายไป เพราะมัวแต่ไปอยู่กับเขา อยากให้เขามีความสุข ปรางเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้ามีโอกาสได้เริ่มใหม่กับความสัมพันธ์ เป็นตัวเองให้มากที่สุด ส่วนจะชอบกันหรือไปต่อได้ไหม นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง อย่าไปพยายามฝืน เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับคนๆนี้ตลอดชีวิต คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมี Time ของตัวเองไหม ? โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ หรือบางเวลาที่ผมได้อยู่กับครอบครัว เขาก็จะไม่ได้มาขัด คือให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้เต็มที่ หรือบางทีเขารู้สึกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย เขาก็จะมาอยู่ร่วมกับครอบครัวผมด้วย เลดี้ปราง: ปรางกับโอบตัวติดกันมาก คนข้างนอกจะเห็นว่าติดกันสุด ๆ แต่จริง ๆ เราก็มีเวลาส่วนตัว เหมือนวันนี้โอบไปเจอเพื่อน ปรางก็บอกว่า ไปเถอะที่รัก ไปเลย หรือบางทีถ้าไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปรางก็จะบอกว่า ที่รักเดี๋ยววันนี้อย่างนี้นะ คือเขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชวน แค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ แต่ถ้าเราอยากให้เขาไป เราก็จะตรงไปตรงมาเลยว่า ที่รักไปด้วยกันไหมวันนี้ คิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณยังมีความกลัวอะไรอยู่เกี่ยวกับความรัก ? เลดี้ปราง: คิดว่าเขากลัวความสูญเสียเดานะ กลัวว่าเราจะหายไปจากชีวิตเขา คือเขาอาจจะเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วไม่อยากให้เกิดซ้ำ บางทีเขาเล่าว่า ฝันร้ายบ้าง แต่ปรางจะบอกเขาเสมอว่า เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่นอน ให้เขาสบายใจ แต่หนูสัมผัสได้ว่าลึก ๆ เขาน่าจะกลัวสิ่งนี้ โอบ โอบนิธิ: ก็มีส่วนครับ มันเป็นภาพเก่า ๆ เด้งขึ้นมาหมดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนี่มันจะเกิดซ้ำสองอีกแล้วเหรอ มันรู้สึกแย่ว่าทำไมเราต้องเจอสิ่งนี้อีก ในเมื่อเรารักคนนี้มาก ทำไมต้องเจออีก เราแค่ไม่อยากเสียเขาไป สำหรับสิ่งที่ผมคิดคือเขาน่าจะกลัวผมเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หรือเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งผมอธิบายให้เขาฟังไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือตัวผมแบบสุด ๆ ไปเลย น่าจะไม่มีใครเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้แล้วครับ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ จริง ๆ ปรางกลัวการเปลี่ยนแปลง ปรางพูดกับเขาเสมอ หนูอาจจะผ่านอะไรแบบนั้นมามีแผลในใจจากการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยาวนาน พอถึงจุดเปลี่ยนแล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนวันแรกหัวใจมันแตกสลายจริง ๆ เราไม่สามารถเรียกร้องสิ่งเดิมกลับมาได้ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้ให้วันแรกมันกลับมา แต่มันเหมือนการหลอกตัวเอง พอมาเจอความสัมพันธ์ครั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมามันดีมาก ๆ เลยพูดเสมอว่า ขอให้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว หนูยอมรับว่ากลัวการเปลี่ยนแปลงมาก ขอบคุณที่กล้าแสดงความรู้สึกเพื่อให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขที่คุณอยากเก็บไว้ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ หนูมีความสุขมากจริง ๆ นะ ที่หนูร้องไห้นี่คือหนูมีความสุขมากจนกลัวจะสูญเสียมันไป ที่จริงมันคล้าย ๆ เพลงที่ออกมาด้วย ทรงแบบอย่าไปรักใครอีกนะ มันดูเป็นการห่วงสุด ๆ เขาก็จะแสดงออกในแบบของเขาว่า ฉันรักเธอ แต่ตัวหนูก็จะมีความกังวลว่า เขาจะเปลี่ยนไปจะหายไป ไม่อยากหัวใจแตกสลายอีกครั้ง โอบ โอบนิธิ: ผมเห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ เวลาทำอะไรให้เขา คนชอบพูดว่าก็ไม่กี่ปีเอง เดี๋ยวรอดูต่อไปละกัน ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไรเยอะ ผมอยากทำให้เห็นมากกว่า ผมเป็นคนชอบทำมากกว่าไม่รู้หรอกอนาคตจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวผมทำให้ดู เรื่องอะไรที่คู่ของคุณพยายามทำเพื่อคุณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด ? เลดี้ปราง: จริง ๆ สำหรับปราง น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเรื่องหนึ่งคือเราเป็นสายโรแมนติก ชอบการ Skinship ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาทำกลับบ้าง แต่เขาจะขัด ๆ ยิ่งในที่สาธารณะเขาจะเขิน แต่หลัง ๆ เขาพยายามทำให้นะ มีวันหนึ่งนั่งโซฟาแล้วหลับไปด้วยกัน เขาหลับอยู่แต่เขายังพยายามเอามาสัมผัสหนูทั้งที่ตัวพลิกไปแล้ว หนูรู้เลยว่านี่คือจิตใต้สำนึก แกหลับอยู่แต่แกไม่ลืมฉัน รู้เลยว่ามันฝังเข้าไปในสมองเขาจริง ๆ โอบ โอบนิธิ: ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน แต่ก็ใช่ครับ ผมพยายาม อย่างที่บอกว่าผมแสดงออกไม่เก่ง ขี้อาย การพูดเยอะ ๆ ของผมบางทีอาจเป็นการแก้เขินเพื่อ Protect ตัวเองด้วยมั้ง ผมเลยพยายามแสดงออกทางการกระทำมากกว่าคำพูดครับ ภาษารัก 5 อย่าง มี 1. คำพูด 2. เวลา 3. ของขวัญ 4. การปรนนิบัติ และ 5. การสัมผัส ของปรางคือสัมผัสกับคำพูดใช่ไหม ? เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ โอบ โอบนิธิ: ของผมคือการปรนนิบัติครับ Acts of Service การปฏิบัติแบบไหนสำหรับคุณคือภาษารัก ? โอบ โอบนิธิ: ผมทำเยอะมาก เช่น ซักผ้า รีดผ้า จัดกระเป๋าให้เขา เลดี้ปราง: ทริปแรกที่ไปเที่ยวกัน เขาอยากจัดให้มาก หนูบอกไม่เอา ฉันทำเองได้ เพราะหนูโตมาแบบผู้หญิงแกร่ง ต้องทำทุกอย่างได้เอง แต่พอเขายืนยันจะทำจนสุดท้ายเขาก็ทำให้มาโดยตลอดทุกทริปเลยค่ะ โอบ โอบนิธิ: มีนึกออก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ เทนนิส ผมอยากเล่นเทนนิสและอยากใช้กิจกรรมร่วมกันกับเขา ตอนแรกเขาลังเลว่า ฉันจะร้อนไหม ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร วันไหนเธอสระผม เดี๋ยวเราเป่าให้ เขาก็เลยยอมมาเรียนและอดทนฝึกมาเป็นปีแล้ว เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ บางทีหนูตีไปก็บอกเขาว่า ที่รักรู้ไหมถ้าไม่มีเธอฉันไม่ตีหรอก โอบ โอบนิธิ: อีกเรื่องคือเรื่องที่เขาไม่ถนัดเลย ผมชอบ G-Dragon มาก มีคอนเสิร์ตไฟนอลที่เกาหลีปีที่แล้ว ผมต้องให้ปรางช่วยกดบัตร มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไม่ถนัดตั้งแต่นั่งกดบัตรยันพาไปสนามบินทั้งที่ไม่รู้จะได้บินไหม เขาแค่พยายามสนับสนุนในสิ่งที่เราชอบครับ

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้
อ่าน

สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้

Prime Videoเผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการและภาพชุดใหม่ของYour Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย จากการดัดแปลงนิยายไตรภาคCulpable(ผลงานเบสต์เซลเลอร์ระดับนานาชาติของMercedes Ron) ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์นำแสดงโดยMatthew Broome (The Buccaneers)และAsha Banks (A Good Girls Guide to Murder)ในบทNickและNoahคู่รักขวัญใจแฟนๆ โดยมีกำหนดสตรีมแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนPrime Videoในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ในมากกว่า 240 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก หลังเหตุการณ์สุดเข้มข้นในMy Fault: Londonทั้งNickและNoahกลับมาอีกครั้ง พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น และรักกันยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อชีวิตเริ่มพาทั้งคู่ไปคนละเส้นทาง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อNoahเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่Nickต้องทุ่มเทให้กับภาระการงานที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้คนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต พร้อมปลุกเร้าอารมณ์ที่ไม่คาดคิดและความหึงหวงที่ยังคงคุกรุ่น รอยร้าวจึงเริ่มก่อตัว ความเชื่อใจถูกทดสอบ ความปรารถนาปะทุขึ้น และสายสัมพันธ์ที่ทั้งคู่เคยเชื่อว่าไม่มีวันแตกสลายก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อมาถึงทางแยกสำคัญNoahและNickจึงต้องตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อความรักที่พาพวกเขามาพบกัน หรือเสี่ยงสูญเสียมันไปตลอดกาล นักแสดงที่จะมาร่วมสร้างสีสันในภาคล่าสุดนี้ประกอบด้วยLouisa BinderในบทSophiaหญิงสาวสวยและทะเยอทะยานที่เริ่มสนใจNickหลังเข้าทำงานที่Leister Enterprises, Joel NankervisในบทMichaelนักศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดผู้มั่นใจและใจเย็น ที่สร้างมิตรภาพกับNoahได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แอบต้องการความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น, Scarlett RaynerในบทBriarนักวางกลยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญในการชักใย ที่ภายนอกดูเป็นคนใจดี แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเข้ามาตีสนิทกับNoahที่ออกซ์ฟอร์ดด้วยจุดประสงค์แอบแฝง รวมถึงOrlando NormanในบทCruzมือขวาของRonnieในโลกการแข่งขันรถใต้ดิน Your Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ยังถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างPrime VideoและMercedes Ronซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อThe House of Ronหลังความสำเร็จของนิยายไตรภาคCulpable ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย
อ่าน

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย

เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ ทำความรู้จัก Longevity คืออะไร คำว่า อายุยืนหมื่นๆ ปี อาจไม่ใช่คำอวยพรที่ทุกคนต้องการที่สุดอีกต่อไปค่ะ เพราะเทรนด์โลกได้เปลี่ยนจากการแค่มีอายุที่ยาวนาน ไปสู่การมี ช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Longevity ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนที่อายุ 90 แต่ต้องนอนติดเตียง แต่ต้องการเป็นคนอายุ 90 ที่ยังวิ่งจ็อกกิ้งหรือไปเที่ยวรอบโลกได้ วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปเจาะลึกว่า Longevity เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ เขาทำกันอย่างไร และทำไมใครๆ ก็เริ่มเป็น Bio-hacker กันทั้งเมือง ถ้าพร้อมแล้วมา สุขภาพดีระยะยาว ไปด้วยกันนะคะ 4 เสาหลักของ Longevity 1. โภชนาการเฉพาะบุคคล เลิกกินตามคนอื่นค่ะ! เทรนด์ตอนนี้คือการตรวจเลือดหรือตรวจ DNA เพื่อดูว่าร่างกายเราตอบสนองต่อสารอาหารอย่างไร บางคนอาจจะถูกกับ Intermittent Fasting (IF) เพื่อกระตุ้นกระบวนการ Autophagy (การที่เซลล์กำจัดขยะในตัวเอง) ในขณะที่บางคนอาจต้องการสารอาหารกลุ่มเมทิลเลชัน (Methylation) มากเป็นพิเศษ 2. ออกกำลังกาย เพื่อความยั่งยืน Zone 2 Training : การออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยปานกลางเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย (โรงไฟฟ้าของเซลล์) VO2 Max : การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอายุขัยที่แม่นยำที่สุดอย่างหนึ่ง 3. การนอนเพื่อซ่อมแซม การนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการล้างสมอง (Glymphatic System) การใช้ Wearable device เพื่อเช็กค่า Deep Sleep และ REM Sleep จึงเป็นเรื่องปกติของคนยุคนี้ 4. Stress Management Social Connection ความเหงาและความเครียดเรื้อรัง ทำให้อายุสั้นลงพอๆ กับการสูบบุหรี่ การรักษาสัมพันธภาพที่ดีและการทำสมาธิจึงเป็นส่วนหนึ่งของสูตรลับอายุยืนค่ะ สุขภาพแบบเดิม VS Longevity การดูแลสุขภาพแบบเดิม Longevity (เทรนด์ใหม่) เป้าหมาย รักษาเมื่อป่วย ป้องกันและย้อนวัย จุดเน้น จำนวนปีทั้งหมดที่คุณมีชีวิตอยู่ คุณภาพชีวิต วิธีการ กินยาตามอาการ ปรับสมดุลระดับเซลล์และยีน อุปกรณ์ ปรอทวัดไข้, เครื่องวัดความดัน สมาร์ทวอทช์, AI วิเคราะห์สุขภาพ บทความที่คุณอาจสนใจ ท่าลดหน้าท้อง ท่าแพลงก์ (Plank) ดีอย่างไร พร้อมวิธีฝึกท่าแพลงก์ วิธีลดพุง ด้วยท่าแพลงก์ ทำยังไงให้ถูกต้องและได้ผลจริง!

มดยักษ์ บีชบอย ชวนปล่อยจอยกับ “แกงไตปลา” เอ็มวีปิดท้าย EP ใหม่ เชื่อมโยง “ผู้คน เสียงเพลง และ ทะเล”
อ่าน

มดยักษ์ บีชบอย ชวนปล่อยจอยกับ “แกงไตปลา” เอ็มวีปิดท้าย EP ใหม่ เชื่อมโยง “ผู้คน เสียงเพลง และ ทะเล”

เดินทางถึงอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญเป็นที่เรียบร้อย Modyak Beachboyz(มดยักษ์ บีชบอย) ศิลปินอิสระผู้มีเอกลักษณ์ทางดนตรีโดดเด่น เจ้าของรางวัล Best Record of The Year จากบทเพลง มนุษย์เมือง บนเวทีสีสันอวอร์ดส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเดิมปี 2026 กับการเปิดตัว EP อัลบั้มใหม่ที่ถ่ายทอดตัวตน ความหลงใหล และเรื่องราวของ ทะเล ผ่านมุมมองของศิลปินที่เติบโตจากภาคใต้ของประเทศไทย พร้อมปิดท้าย EP ชุด มดยักษ์ บีชบอย ด้วยผลงานสุดน่ากิน แกงไตปลา เพลง แกงไตปลา มดยักษ์ บีชบอย นำกลิ่นอายทางดนตรีของเรกเก้แบบจาไมก้ามาผสานเข้ากับดนตรีพื้นเมืองภาคใต้ ทั้งจังหวะกลองทับ เสียงปี่พาทย์ มโนราห์ ฟังแล้วทั้งกล่อมอารมณ์และปลุกความสนุกในแบบที่ไม่ซ้ำใคร พร้อมทั้งนำอาหารจานโปรดของหลายคน แกงใต้ มาสร้างสรรค์เสียงเพลงที่โลกต้องฟัง ผ่านเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยสีสัน ทั้งความรัก วิถีชีวิต และอารมณ์ขัน เช่นเดียวกับรสชาติของแกงไตปลาที่จัดจ้าน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด กลมกล่อมอยู่ในชามเดียว ด้วยสไตล์การร้องที่เป็นเอกลักษณ์ เสียงร้องนุ่มลึกผสมลูกเล่นกวนๆ ของมดยักษ์ ทำให้ แกงไตปลา ฟังได้เพลินตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นผลงานเหมาะทั้งสำหรับคนที่รักเสียงดนตรีแนวเรกเก้ และผู้ที่อยากค้นพบรสชาติใหม่ในโลกของเพลงไทยยุคใหม่ ด้วยความลงตัวของเพลง แกงไตปลา ทำให้ผลงานนี้นอกจากจะเป็นเพลงปิด EP อัลบั้มแล้ว ทำให้ผลงานนี้ได้รางวัล Creative Music ผลงานดนตรีสร้างสรรค์ "ระดับดี" จากงานประกาศรางวัล การนำเสนอผลงานสร้างสรรค์ทางด้านศิลปกรรม ระดับชาติ (ครั้งที่ 6) หรือ The 6th National Creative Work Presentation of Fine Arts : VRU Contemporary Folk Festival 2024 ซึ่งสร้างความดีใจอย่างมากให้กับ มดยักษ์ บีชบอย และศิลปินรับเชิญ Paper pemnipa (เปเปอร์ เปรมนิภา) ผู้เติมสีสันให้เพลงนี้สมบูรณ์ รวมถึง พีช-รักษ์พล รักขนาม โปรดิวเซอร์ผลงาน และรุ่นพี่ให้คำปรึกษาผลงานนี้อย่าง Music Director ต้า-อิทธิพงศ์ กฤดากร ณ อยุธยา ฟร๊อนท์แมนวง PARADOX และ Music Consultants มืออาชีพอย่าง เชาวเลข สร่างทุกข์ ด้วยจุดเริ่มต้นชีวิต มดยักษ์เกิดที่จังหวัดสงขลา และใช้ชีวิตในปัตตานีและยะลา เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเสน่ห์ของท้องทะเล ทั้งคลื่นลม มิตรภาพ และเสียงหัวเราะของผู้คน สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ถูกหลอมรวมออกมาเป็นบทเพลงทั้ง 6 ของ EP มดยักษ์ บีชบอย ทั้งเพลง ฟีลแฟนได้ไหม, ชวนน้องไปทะเล, แกงไตปลา (Krang Tri Pha), ทำไมล้างรถแล้วฝนต้องตก, ฉันยังไม่แก่ (Ska Version) และ 2 บทเพลงที่มีรางวัลการันตีอย่าง แกงไตปลา (Krang Tri Pha) และเพลง Lets Go to the Sea รางวัลเหรียญทอง Creative Music Gold Medals The 5th International Symposiumon Creative Fine Arts (ISCFA2024 Creativity of Cultural Diversity for a More Harmonious World) ถือได้ว่าครบทุกสตอรี่, ซาวด์ ฟีลลิ่ง ที่หลายคนชอบ สัมผัสเรื่องราว ผู้คน เสียงเพลง และทะเล ในมุมมองของ มดยักษ์ บีชบอย ผ่าน EP อัลบั้มได้แล้วทาง YouTube Modyak Beachboyz Official (มดยักษ์ บีชบอย) และทุกช่องทางสตรีมมิ่ง

7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว Green Flags วิธีดูแฟน คนนี้แหละ คู่ชีวิตที่ดี!
อ่าน

7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว Green Flags วิธีดูแฟน คนนี้แหละ คู่ชีวิตที่ดี!

ทำความรู้จัก 7 สัญญาณผู้ชาย ธงเขียว คนนี้แหละ คือ คู่ชีวิตที่ดี! ใครๆ ก็พูดถึงแต่ Red Flags หรือสัญญาณอันตรายจนเรากลายเป็นคนระแวงความรักไปเสียหมด เทรนด์ความสัมพันธ์ยุคนี้ ได้เปลี่ยนไปสู่การมองหา Green Flags หรือสัญญาณเชิงบวกที่บ่งบอกว่าคนตรงหน้าคือคนที่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์และพร้อมจะเติบโตไปกับคุณอย่างยั่งยืนค่ะ การมองหา ธงเขียว ไม่ใช่การมองหา คนใจดี เท่านั้น แต่คือการมองหาคนที่ ส่งเสริมพลังงานบวก ให้ชีวิตเรา มาเช็กกันค่ะว่าคนข้างๆ คุณมี 7 สัญญาณ ธงเขียว เหล่านี้ครบไหม? 7 สัญญาณ ธงเขียว ที่คุณควรให้ความสำคัญ 1. ฟังอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้แค่ได้ยินสิ่งที่คุณพูด แต่เขา รับฟัง ถึงความรู้สึกเบื้องหลัง ไม่ขัดจังหวะ และพยายามทำความเข้าใจมุมมองของคุณแม้จะไม่เห็นด้วยก็ตาม 2. ให้เกียรติ พื้นที่ส่วนตัว ธงเขียวที่ชัดเจนที่สุด คือการที่เขาไม่พยายามควบคุมคุณ เขาส่งเสริมให้คุณได้ไปทำสิ่งที่ชอบ เจอเพื่อน หรือมีเวลาอยู่กับตัวเอง โดยไม่มีอาการหึงหวงที่ไร้เหตุผล 3. ทะเลาะเพื่อ แก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อ เอาชนะ เวลาขัดแย้งกัน เขาจะใช้ประโยคว่า เราจะแก้เรื่องนี้ด้วยกันยังไง? แทนการขุดคุยความผิดในอดีตหรือใช้อารมณ์ตัดสิน เขาโฟกัสที่ปัญหา ไม่ได้โฟกัสที่การตำหนิตัวตนของคุณ 4. มีความสม่ำเสมอ คำพูดกับการกระทำของเขาตรงกันเสมอ คุณไม่ต้องมานั่งเดาใจว่า วันนี้เขาจะรักเราไหม? หรือ ทำไมเขาหายไป? ความสม่ำเสมอ คือรากฐานของความไว้วางใจ ที่สำคัญที่สุดค่ะ 5. สนับสนุนความสำเร็จของคุณ เขาคือแฟนคลับเบอร์หนึ่งของคุณค่ะ เมื่อคุณได้ดีเขาจะดีใจอย่างจริงใจโดยไม่มีความรู้สึกอิจฉา หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า และในวันที่คุณล้ม เขาจะเป็นไหล่ที่มั่นคงให้คุณพักพิง 6. ยอมรับผิดและขอโทษเป็น คนที่เป็นธงเขียวจะไม่มีอีโก้สูงจนบังตา เมื่อทำผิดเขาจะกล้ายอมรับ และแสดงความรับผิดชอบผ่านการปรับปรุงพฤติกรรม ไม่ใช่แค่ขอโทษส่งๆ เพื่อให้จบปัญหา 7. รู้สึก เป็นตัวเอง ได้อย่างเต็มที่ นี่คือสัญญาณที่สำคัญที่สุดค่ะ เมื่ออยู่กับเขา คุณไม่ต้องพยายามเป็นคนอื่น ไม่ต้องระวังคำพูดจนอึดอัด แต่คุณรู้สึกปลอดภัยที่จะเผยด้านที่อ่อนแอ หรือด้านที่ตลกของตัวเองออกมา บทความที่คุณอาจสนใจ นกหรือไม่นก! 10 วิธีเช็คว่าคนที่เราคุยด้วย ชอบเรา หรือ ไม่ได้ชอบเราเลย! ทำความรู้จัก 5 ภาษารัก ยุคใหม่ ธรรมดาแสนพิเศษ มากกว่าแค่การกอดหรือคำพูด

MK Restaurants ถ่ายทอดรสชาติแห่งความผูกพันตลอด 40 ปี  ผ่านหนังสั้นที่เปลี่ยน "กรอบรูป" เป็น Brand Asset ที่ทรงพลังที่สุด
อ่าน

MK Restaurants ถ่ายทอดรสชาติแห่งความผูกพันตลอด 40 ปี ผ่านหนังสั้นที่เปลี่ยน "กรอบรูป" เป็น Brand Asset ที่ทรงพลังที่สุด

ตลอด 4 ทศวรรษที่ผ่านมา MK Restaurants ไม่ได้เป็นเพียงร้านสุกี้ แต่เป็นพื้นที่ที่รวมช่วงเวลาสำคัญของทุกครอบครัวไทย เนื่องในโอกาสครบรอบ 40 ปี MK ได้สร้างปรากฏการณ์แห่งความอบอุ่นอีกครั้ง ด้วยการจับมือกับ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับภาพยนตร์รางวัลระดับประเทศ มาร่วมถ่ายทอดนิยามของ "ความผูกพัน" ผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษ ที่หยิบ สิ่งที่เป็นตัวแทนแบรนด์อย่าง "กรอบรูป MK" มาเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกกล่องความทรงจำจากเรื่องราวที่เล่าผ่านลูกค้าจริง เมื่อ เต๋อ นวพล เล่าเรื่องความผูกพันหน้าหม้อสุกี้ ภาพยนตร์โฆษณาชุดนี้ ดึงเอาเสน่ห์และลายเซ็นอันเป็นเอกลักษณ์ของ เต๋อ นวพล ที่เล่าผ่านเรื่องราวความสัมพันธ์ของผู้คนที่เกิดขึ้นจริงไม่มีการใช้ตัวแสดงแทนได้อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ย่า-หลาน, ครอบครัว, กลุ่มเพื่อน และ คู่รัก จุดเด่นที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ชวนติดตามและเรียกน้ำตาแห่งความสุขได้ คือการเล่าความสัมพันธ์ที่มาพร้อม "สูตรลับ" ในการกิน MK ที่ไม่มีสูตรตายตัว แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนผ่านไปกี่ปี แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมามอง "กรอบรูปถ่ายที่ร้าน MK" เรื่องราว และภาพความอบอุ่นในวันนั้น ยังคงเด่นชัดอยู่ในความรู้สึกเสมอ เพราะทุกคนต่างมี "รูปถ่าย MK" และ "สูตรความอร่อย" ในฉบับของตัวเองที่ไม่เหมือนกัน ถอดรหัสกลยุทธ์ 40 ปี: สร้าง Brand Equity ผ่าน Asset ที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ ในมุมมองของกลยุทธ์การสร้างแบรนด์ (Brand Building) แคมเปญนี้ของ MK Restaurants ถือเป็นตอกย้ำความเป็นผู้นำได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยการชูจุดแข็งที่แบรนด์อื่นไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ ทั้งด้านจุดเด่นของมื้ออาหาร และความรู้สึกดี : Unique Physical Evidence : ในยุคที่แบรนด์แข่งขันกันด้วย Digital Asset แต่ MK เลือกหยิบ "กรอบรูปถ่าย" ซึ่งเป็นหลักฐานที่เชื่อมต่อทุกเจเนอเรชั่นในเกือบทุกบ้านเป็นตัวชูโรง กรอบรูปนี้ไม่ใช่แค่ของที่ระลึก แต่เป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่า MK ยืนหยัดอยู่คู่ทุกช่วงเวลาความสุขของลูกค้ามาอย่างยาวนาน Memory Recall : เป็นการตอกย้ำว่า MK เป็นแบรนด์ที่สร้าง "ความรู้สึกร่วม" กับผู้คนได้เป็นอย่างดีและต่อเนื่อง ถึงแม้ตลาดจะถูกขับเคลื่อนด้วยด้วยโปรโมชัน แต่การสร้างความทรงจำและความผูกพันที่สั่งสมมานานกว่า 40 ปีในใจผู้บริโภค เป็นเรื่องที่ใครก็ไม่สามารถแทนที่ได้ Beyond Functional Menu : ไม่ใช่แค่รสชาติหรือเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ แต่การนำอินไซต์เรื่อง "สูตรอาหารที่รู้กันแค่กลุ่มเรา" นำมาถูกเล่าสู่กันฟังจากลูกค้าจริงๆ อย่างลึกซึ้ง เป็นการเปลี่ยนการสื่อสารแบบ Functional ไปสู่ Emotional ที่สามารถสร้าง Brand Love ได้ไม่ยาก MK Restaurants เชิญชวนทุกคนมาร่วมย้อนวันวานและสัมผัสความอบอุ่นผ่านภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษจากฝีมือ เต๋อ นวพล ได้แล้ววันนี้ทาง [Facebook VDO Link 4.4K views 132 reactions | ความสุขในวันวาน......] มาร่วมเปิดกรอบรูปใบเก่า แล้วกลับมาสร้างความทรงจำบทใหม่ที่หน้าหม้อสุกี้ด้วยกัน... เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน แต่ทุกความสุขยังอุ่นเสมอ ที่ MK Restaurants ติดตามรายละเอียดแคมเปญของ MK Restaurants แบบต่อเนื่องตลอดทั้งปี ได้ที่ https://www.facebook.com/mkrestaurants

"นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง!
อ่าน

"นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง!

นนนี่ นนลนีย์ ลูกสาวคนสวยนางเอกระดับตำนาน แอน สิเรียม วันนี้อุ้มท้องมาเปิดใจครั้งแรก หลังควงแฟนหนุ่มนอกวงการแต่งงานสุดชื่นมื่น เผยสาเหตุโพสต์ตัดพ้อ รู้สึกไม่มีบ้าน หันไปไม่เจอใคร พร้อมเผยป่วยซึมเศร้าหนักมาก จนคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow ช่อง One31 ที่มี ดีเจพุฒ พุฒิชัย และ ธัญญ่า ธัญญาเรศ เป็นพิธีกรดำเนินรายการ "นนนี่" ควงสามีเคลียร์ทุกดราม่า "ท้องก่อนแต่ง" เผย "แอน สิเรียม" บอกท้องก็เลี้ยง! ดูทีวีออนไลน์ ช่องวัน31 ตอนนี้อายุครรภ์เท่าไหร่? นนนี่ : 6 เดือนกว่า ๆ ค่ะ มารายการคุยแซ่บโชว์รายการแรก ทราบเพศแล้ว? นนนี่ : ได้ลูกสาวค่ะ หนูไม่ได้คิดว่าอยากได้ผู้หญิงหรือผู้ชาย ได้หมดเลยค่ะ ไม่ติดเลยค่ะ สามีล่ะ? นนนี่ : เหมือนกัน แต่ดูเหมือนเขาอยากได้ลูกสาวมากกว่า วันนี้เขาก็มาแต่ไม่ออกกล้อง เขินค่ะ (หัวเราะ) สามีชื่ออะไร? นนนี่ : คุณอาร์ค่ะ คุณอาร์อยากได้ลูกสาวเพราะอะไร? อาร์ : เราเป็นผู้ชายก็รู้นิสัยผู้ชาย คิดว่าถ้ามีลูกสาวน่าจะเลี้ยงง่ายกว่ามั้ง (หัวเราะ) ไปพบรักกันได้ยังไง? นนนี่ : จริง ๆ เราสองคนทำงานอยู่บริษัทเดียวกัน ตอนนั้นนนนี่อยู่เชียงใหม่ อาร์อยู่สุวรรณภูมิ และเจอกันที่อบรมสัมมนาของบริษัทค่ะ ไม่มีใครจีบใครค่ะ เราเป็นเพื่อนกัน เริ่มสปาร์กกันตอนไหน? นนนี่ : เหมือนคุยกันไปเรื่อย ๆ รู้สึกว่าถูกใจค่ะ ถูกใจอะไรในตัวคุณอาร์? นนนี่ : เขาเป็นคนซื่อ ๆ ขี้อายด้วยค่ะ จริงมั้ยอาร์? นนนี่ : เปล่า เราโดนหลอก (หัวเราะ) อาร์ : ตามนั้นแหละครับ ผมตามเขาไม่ค่อยทันหรอกครับ (หัวเราะ) นนนี่ : ไม่ (หัวเราะ) ต่างคนต่างตามกันไม่ทันไง อาร์ชอบนนนี่ตรงไหน? อาร์ : ชอบคนขาวครับ แล้วเขานิสัยดี ยิ้มง่ายตลอดเลย พูดอะไรก็ยิ้ม หัวเราะ เลยหลงเสน่ห์ครับ รักทางไกลส่งผลมั้ย? นนนี่ : มันก็ไม่ได้ไกลขนาดนั้น เดี๋ยวนี้ตั๋วเครื่องบินก็ชม.เดียวเอง บินหากันบ่อยมั้ย? นนนี่ : หนูก็ติดเขานะ หนูไปหาเขาแทบทุกอาทิตย์ เขามาเดือนละครั้ง ที่เหลือหนูบินไป ชม.เดียว ศุกร์-อาทิตย์ บินไปบินมาจนวันนึงเกิดเหตุ วันที่เรารู้ว่าตั้งครรภ์? นนนี่ : ตอนนั้นย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วค่ะ เรารู้สึกว่าเหมือนมีอะไรสักอย่างผิดปกติ ก็คิดว่าราท้องหรือเปล่า เราก็เลยตรวจ แค่นั้นเอง เริ่มกินเยอะ เริ่มโหย เหมือนอารมณ์แปรปรวน อารมณ์ไม่เหมือนเดิม ก็ตรวจ แต่ไม่ได้คิดว่าจะท้อง พอท้องก็ไม่ได้ตกใจมากนะคะ ก็บอกเขาเป็นคนแรกค่ะ อาร์รู้ว่านนนี่ท้อง รู้สึกยังไง? อาร์ : การที่มีเด็กคนนึงเกิดมาก็เป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำอะไรผิด เขาท้อง เราก็ต้องรับผิดชอบในส่วนนั้นไป จริง ๆ ไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอกครับ เราอายุ 30 ไปแล้ว พร้อมเป็นคุณพ่อครับ ฝั่งแม่แอนว่าไงบ้าง? นนนี่ : แม่บอกว่าท้องก็เลี้ยง แค่นี้เลยค่ะ ตอนแรกพอรู้ว่าท้องจะไม่จัดงานแต่งยิ่งใหญ่อลังการ? นนนี่ : ต้องเข้าใจก่อนว่า พอเราท้องแล้วพอเราจัดงานแต่งงาน ถ้าเป็นตัวเราเองมันก็สนุกได้ไม่เต็มที่เนอะ เราก็ยังรับแขกได้ไม่เต็มที่ ไม่สามารถใส่ส้นสูงเต็มที่อะไรขนาดนั้น ดื่มก็ไม่ได้ ก็คิดว่าไม่จัดดีมั้ย แต่พอผู้ใหญ่สองฝั่งมานั่งคุยกัน เขาอยากให้จัด ก็ไม่ได้เป็นงานที่ใหญ่ขนาดนั้น บรรยากาศก็อบอุ่น ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนแม่ งานเป็นสไตล์เรียบง่าย เพื่อนแม่ พี่ป้าน้าอามาช่วยกันร้องเพลง เป็นงานเล็ก ๆ ค่ะ พอปล่อยภาพแต่งงานออกไป นนนี่ก็บอกเลยว่าตัวเองท้องได้ 4 เดือนแล้ว? นนนี่ : ก็ต้องบอกแล้วล่ะ เพราะมันขึ้นมาเยอะมาก คนก็ดูรู้อยู่แล้ว เราไม่ได้มีเหตุผลต้องปิดบังอะไร ยังไงก็ต้องรู้อยู่แล้ว ได้ปรึกษาแม่แอนก่อนมั้ย? นนนี่ : ไม่ได้ปรึกษาค่ะ ตัดสินใจเองเลย เพราะมองว่าไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรด้วยค่ะ มีกระแสอะไรกลับมามั้ย? นนนี่ : หนูโดนดีเอ็มด่าว่าท้องก่อนแต่ง หน้าไม่อายเหรอ หนูก็โดนเหมือนกัน เราก็ตอบว่าไม่ได้ผิดนี่ แล้วยังไง เมื่อก่อนไม่เคยตอบเลยเรื่องนี้ แต่วันนึงอยู่ในจุดที่ไม่อยากทนแล้ว ทำไมมีคนมาด่าเราฟรีๆ ตลอดเลย แต่ก็เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่คอมเมนต์ในทางบวก เราก็รับพลังบวกดีกว่า หลังแต่งปุ๊บ คนส่องไอจีนนนี่ พอแต่งแล้วรูปคู่กับอาร์หายไปไหนหมดเลย? นนนี่ : มีคนเอาไปลงว่าเตียงหัก เลยแก้ข่าวว่าเตียงเราไม่ได้หัก เตียงเราสั่น (หัวเราะ) เกิดอะไรขึ้น? นนนี่ : เรื่องทะเลาะที่ไร้สาระมาก แล้วก็เป็นเรื่องเล็กมากด้วยนะ จนหนูจำไม่ได้แล้วว่าเรื่องอะไร หนูไม่ได้ลบด้วยนะ หนูแค่ซ่อนเฉย ๆ อาร์เขามีอินสตาแกรมที่เป็นแอ็กหลุม เอาไว้ส่องหนูคนเดียว เขาเห็นว่ารูปคู่หาย เขาก็บอกว่าทำไมต้องเอารูปคู่ออกด้วย แค่นั้นเอง เราก็ตอบว่าไม่อยากเก็บ (หัวเราะ) ก็งอนกันนั่นแหละ งอนนานมั้ย? นนนี่ : ไม่นานค่ะ เราจะไม่ปล่อยให้ยืดเยื้อ ปกติก็ผลัดกันง้อ รอบนี้ที่รูปหายก็จำไม่ได้แล้ว คิดว่าเป็นทุกคนนะที่งอนกัน รูปที่ซ่อนไว้ เอากลับมาหรือยัง? นนนี่ : กลับมานานแล้วค่ะ ไปส่องได้เลยปกติค่ะ โพสต์ตัดพ้อเหมือนกัน ล่าสุดบอกว่าไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่าบ้านเลย มันเกิดอะไรขึ้น? นนนี่ : เป็นอารมณ์น้อยใจ หนูก็ตอบไม่ได้ว่าจากฮอร์โมนหรือเปล่า อารมณ์นี้ก่อนท้องไม่มีค่ะ เราอยากระบายแต่ไม่รู้จะระบายกับใคร เรารู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ ทำไมเราไม่เอาเวลาไปทำอย่างอื่น เราก็เห็นคนโพสต์ไอจีกันเยอะแยะนี่นา ทำไมเราจะโพสต์ไม่ได้ คิดว่าพอลูกคลอดคงไม่ได้มีเวลามาโพสต์แล้วล่ะ ก็ขอโพสต์สัก 5 อันได้มั้ย แล้วจะไม่โพสต์แล้ว สามีเห็นภรรยาโพสต์แบบนี้ ให้กำลังใจกันยังไง? อาร์ : นนเขาเป็นคนที่ถ้าเขาโกรธ เขาจะไม่ค่อยบอก จะเก็บไว้คนเดียว เราก็ไม่สามารถรับรู้ได้ ต้องรอให้มันหายไปเอง ถึงมาคุย เขาถึงจะเปิดว่าเป็นแบบนี้ๆ นอนกรนบ้างอะไรบ้าง เยอะแยะไปหมด มันก็หลายเรื่อง ผมคิดว่าเป็ฯฮอร์โมนคนท้องด้วยแหละ ก่อนท้องยิ้มง่ายมาก พูดอะไรก็ยิ้ม พอท้องปุ๊บเปลี่ยนเลย หน้ามือเป็นหลังมือ นนนี่ : พอแล้ว ๆ อาร์ : ผมหายใจก็ผิด (หัวเราะ) พอเจอข้อความแบบนี้อยากบล็อกภรรยามั้ย? อาร์ : ไม่เลยครับ ไม่คิดจะบล็อกภรรยาเลย ผมเข้าใจ ต้องระวังภาวะหลังคลอด มาม่าบลูอีก? นนนี่ : ยังมีอีกเหรอคะ สาเหตุที่โพสต์ตัดพ้อยาว ๆ เป็นเพราะก่อนหน้านั้นป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย? นนนี่ : ใช่ค่ะ ต้องเท้าความก่อนว่านนนี่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามาประมาณ 4-5 ปีแล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่ผิดมากนะคะ ห้ามทำเด็ดขาด การกินยาไม่สม่ำเสมอ ต้องกินยาให้สม่ำเสมอตามที่แพทย์แนะนำ และต้องไปพบแพทย์ตามนัดตลอด ด้วยความที่เราอยู่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯไปๆ มาๆ ต้องยอมรับว่าก่อนท้อง เราใช้ชีวิตเต็มที่เต็มเหนี่ยวเหมือนกัน ทำให้เราละเลยการกินยา การพบแพทย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราควรไปตลอด กินยาให้สม่ำเสมอ พอผ่านไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ดีขึ้น อาการเริ่มดิ่งลงๆๆ ครั้งแรกที่รู้สึกว่าเราแปลก ๆ ต้องพบแพทย์? นนนี่ : รู้สึกว่าไม่อยากทำอะไรเลย อยู่ดี ๆ ก็เบื่อทุกอย่าง อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุอะไรเลย นอนไม่หลับเลยค่ะ ก็เริ่มไปหาหมอ แต่ไปหาหมอไม่ปะติดปะต่อด้วย เปลี่ยนรพ.ไปเรื่อยๆจริงๆ มันไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือเรื่องที่รู้สึกผิด เราไม่สบายก็ไปหาหมอ จะป่วยกายหรือป่วยใจก็ป่วยอยู่ดี ไปหาหมอดีกว่า การไม่ได้ไปหาหมอต่อเนื่อง ถึงขั้นทำให้เราทำร้ายร่างกาย? นนนี่ : ด้วยความที่แย่มาก ตอนไปหาหมอ หมอพูดว่านนนี่ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ เลยทำให้มันเคว้ง พอเคว้งมันก็ดิ่ง อาการแย่ลง ๆ ถึงจุดที่เราคิดสั้นด้วย แต่เป็นการกระทำที่ไม่ควรอย่างมาก ลงมือไปแล้วด้วย? นนนี่ : ใช่ค่ะ ตอนนั้นเราไม่รู้เรากินยาเกินขนาด เรากินยาที่มีเข้าไปหมดเลย กินจนค่าตับปาเข้าไป 3-4 พัน ต้องนอนแอดมิตเป็นอาทิตย์ค่ะ รอดได้ยังไง? นนนี่ : คุยกับแฟนนี่แหละ เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ปกติ เขารู้สึกว่าเราน่าจะดาวน์หรือเปล่า เขาเรียก 1669 ไปตามขั้นตอน ล้างท้อง อยู่ไอซียู เรารู้ทุกอย่าง แต่มันขยับไม่ได้ รู้ทุกอย่างว่าเขาล้างท้อง ทำอะไรเกิดขึ้น แล้วอย่าทำเลย ไม่เวิร์ก วิธีล้างท้องเขาใส่สายสอดเข้าไปในจมูกถึงกระเพาะ เอาชาโคลสูบขึ้นมา เราต้องคาสายเอาไว้เป็นวันข้ามคืน มันทรมาน ไม่สบายตัวเลย และเจ็บค่ะ พอล้างท้องเสร็จแล้ว? นนนี่ : ต้องอยู่ไอซียู หมดค่ารักษาเป็นแสน ก็เป็นบทเรียน ไม่ทำแล้ว เจอค่ารักษาหายเลย (หัวเราะ) มันไม่ดีเลย จริงๆ เข้าใจแหละทุกคนต้องมีช่วงเวลาอ่อนแอ เราเป็นหนึ่งในคนที่ไม่รู้จะหาทางออกยังไงด้วย วินาทีที่รู้ว่านนนี่ทำแบบนี้ ส่งรพ.รู้สึกยังไง? อาร์ : เป็นห่วงมากเลยครับ ตอนนั้นเขาอยู่เชียงใหม่คนเดียว ผมอยู่กรุงเทพฯ เราอยากไปหาเดี๋ยวนั้นเลย แต่คงเป็นไปไม่ได้ ก็บอกให้เขาใจเย็นๆ ก่อน โทรเรียก 1669 ให้เขาพานนไปรพ.ให้ไวที่สุด ตอนแรกนนจะไม่ไปด้วย อาจด้วยภาวะซึมเศร้าหรือเปล่า สุดท้ายแล้วพูดไปพูดมากล่อมได้ ก็เลยสามารถพาไปได้ ณ ตอนนั้นผมก็ดิ่งเหมือนกัน ทำอะไรไม่ถูกเลยตอนนั้น นนนี่ : เชื่อมั้ยเขาจับผิดอะไรถูกทุกอย่างเลย น่ากลัวมากเลย ถ้าไม่รู้สึกว่าแฟนตัวเองผิดปกติ เราอาจไม่ได้นั่งคุยอยู่ตรงนี้ก็ได้อาร์ให้กำลังใจนนนี่ยังไง? อาร์ : บอกว่าเราต้องตั้งสติ ใจเย็นๆ มีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว ให้หาคนปรึกษา คนคุย คนที่ไว้ใจได้ เพราะถ้าคุณเก็บไว้คนเดียว แน่นอนแหละ เหมือนแบกโลกทั้งใบ นนนี่ : หนูมีอะไรจะไม่พูด ชอบเก็บไว้คนเดียว พอรู้ว่าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น คุณแม่ได้พูดอะไรมั้ย? นนนี่ : เขาก็ไม่ได้คุยอะไรกับหนู หนูว่าเขาก็คงเสียใจ คนเป็นแม่ก็คงเสียใจทุกคน เขาก็เลยคุยกับอาร์แทน เขาอัปเดตอะไรกับอาร์ ตอนลูกสาวอยู่ไอซียู? อาร์ : คุณแม่เขาเป็นห่วงมากเลยครับ โห คนเป็นแม่เนอะ ไม่มีใครอยากเห็นลูกเข้าไอซียูหรอกครับ เขาก็เสียใจ เหมือนทำอะไรไม่ถูกตอนนั้น เหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันดูเป็นเรื่องใหญ่ แต่แม่ก็โอเค เขาติดภารกิจ ติดงาน ไม่สามารถมาดูได้จริงๆ ผมก็เลยไปดูแทน อย่างน้อยเขาจะได้อุ่นใจว่ายังมีคนดูแลเขาอยู่ หลังจากนั้นก็คีฟคอนแทคกันมาตลอดเลย นนนี่ : เพราะส่วนใหญ่ถ้าเป็นแม่ลูกคุยกันจะชอบตีกัน เขาเป็นห่วงเรามาก แค่ไม่ได้เดินมาบอกเราตรงๆ พอได้ฟังรู้สึกยังไง? นนนี่ : หนูรู้อยู่แล้วว่าแม่ก็ต้องเป็นห่วงลูกทุกคน แม่ก็รักลูกทุกคน หนูก็รักแม่เหมือนกัน แต่ว่าบางทีการสื่อสารของเรา มันเหมือนคุยกันได้สองสามคำก็ชอบตีกัน (หัวเราะ) มันเริ่มเป็นตั้งแต่อายุ 14-15 ค่ะ ตอนนี้อาการทุกอย่างเป็นปกติหรือยัง? นนนี่ : มันก็อาจมีผลข้างเคียงในอนาคต ซึ่งร่างกายเราไม่รู้หรอกเพราะในนั้นได้รับสารพิษต่อให้ได้รับการล้างท้อง แต่เอฟเฟกต์ก็คงอยู่แหละ โรคซึมเศร้าไม่ได้หายขาด? นนนี่ : ต้องใช้เวลารักษานาน เราชอบคิดว่าดีแล้ว นนนี่กินยาวันละ 5-6 เม็ด พอท้องกินอะไรก็อยากอ้วก เราไม่อยากกิน ยานอนหลับก็พยายามไม่กินแล้ว เขาจะบอกว่าถ้านอนไม่หลับจริงๆ ค่อยกินนะ ตอนนี้ลูกเราเริ่มดิ้นแล้ว พอเรากินยาลูกเราไม่ดิ้น เราใจหาย เพราะตัวยาที่กินค่อนข้างแรง เรากินเรายังเบลอเลย นนนี่สงสัยว่าเป็นจุดกำเนิดของโรคซึมเศร้าหรือเปล่า เป็นเพราะปมในวัยเด็ก? นนนี่ : ที่คุยกับหมอ มันก็ค่อนข้างเกี่ยว กว่าจะป่วยเป็นซึมเศร้าได้ ไม่ใช่ 2-3 วันเป็นเลย มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างสะสมมา 25 ปี ทำให้เป็นโรคซึมเศร้า ปมนั้นคืออะไร? นนนี่ : เรารู้สึกว่าเราเหงา เราเคว้ง หันไปแล้วไม่มีใครเลย ไม่รู้จะคุยกับใคร ช่วงเด็กๆ แม่ทำงานเยอะค่ะ มันสะสมมาหลายปีค่ะ พอมองย้อนกลับไป เราเข้าใจ? นนนี่ : เราเข้าใจ แต่ไม่ใช่เราไม่รู้สึกอะไรเลย แต่เราก็เข้าใจว่าถ้าไม่ทำงานจะเอาเงินที่ไหนใช้ ค่าเรียน ค่าเลี้ยงดู ค่าโน่นค่านี่ เขายิ่งเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งต้องทำงานหนัก 2-3 เท่าอีก พอโตมาเราก็เข้าใจ แต่ตอนนั้น 5-6 ขวบ เราก็รู้สึกว่าเงินไม่ได้สำคัญ เราอยากได้เวลา อยากมีเพื่อนเล่น อยากมีเพื่อนคุย อยากไปโน่นไปนี่ แต่เราไม่มี เราก็เหงา เข้าใจแม่ช่วงไหน? นนนี่ : ประมาณ 20 กว่า ๆ สิ่งที่ขาดไปตอนเด็ก ก็ส่งผลตอนโต ตอนนี้เราเป็นแม่แล้ว จะชดเชยอะไร? นนนี่ : อะไรที่เราขาดไป ก็ไม่อยากให้ลูกขาด รู้สึกว่าขาดเวลา ก็จะมีเวลาให้ลูก วางแผนการเลี้ยงยังไง? นนนี่ : จริงๆ ไม่มีแผนอะไรเลย ไม่เคยมีลูก ยากจัง (หัวเราะ) เชื่อว่าแม่ได้ดูเทปนี้ มีอะไรอยากบอกแม่? นนนี่ : เชื่อแล้วค่ะว่าเป็นแม่เหนื่อยมากเลย (หัวเราะ) ขนาดยังไม่คลอดออกมา อะไรที่หนูทำผิดพลาดไป หนูขอโทษนะคะ หนูขออย่าให้ลูกดื้อเหมือนหนูเลย (หัวเราะ) เขาพูดเสมอว่าทำอะไรไว้กับฉัน เดี๋ยวรอดูนะ (หัวเราะ) ช่วงวัยเด็ก ความดื้อกับแม่ ขนาดไหน? นนนี่ : ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าดื้อเงียบ จะไม่พูด ไม่แสดงออก แต่ไม่ทำ จะเดาไม่ถูกกัน แม่ไม่เคยตีเลยนะคะ แม่ใจดีมาก อายุ 20 กว่าถึงคุยกันรู้เรื่อง? นนนี่ : เป็นช่วงที่ไปเรียนที่อังกฤษด้วย แม่ก็จะมาหา มาอยู่ด้วย เวลาไปไหนก็เหมือนเพื่อนกัน ไปช้อปปิ้ง ไปกินข้าว ไปดื่ม ไปดริ๊งค์ แม่ลูกไม่เคยคุยกันดีๆ เลย เคยทะเลาะหนักสุด ไม่คุยกันนานมั้ย? นนนี่ : เป็นเดือนค่ะ จำเรื่องราวไม่ได้แล้ว คงพูดกันไม่เข้าหูนี่แหละ ไม่มีใครง้อใคร อยู่ดีๆ ก็กลับมาคุยกันเอง หนูก็ไม่ง้อ เขาก็ไม่ง้อ มีแต่คนบอกเรานิสัยเหมือนกัน ถึงไม่พูดแต่เราก็รัก ไม่จำเป็นต้องพูด แต่ก็รู้ว่ารัก ท้อง 6 เดือนแล้ว ได้ปรึกษาแม่แอนมั้ย? นนนี่ : ไม่มีเลยค่ะ เขาบอกเขาลืมแล้วค่ะ มัน 30 ปีแล้ว เขาพูดประโยคนี้ประโยคเดียวเลย หนูเลยไม่พูดอะไรต่ออีกเลย เขาบอกจำไม่ได้แล้ว มันนานไป (หัวเราะ) ท้องนี้ต้องสู้กับอาการเจ็บป่วยหนักมาก มีปวดหัวไมเกรนด้วย? นนนี่ : อาการปวดหัวไมเกรนเพิ่งเป็นตอนท้อง ไม่เคยเป็นเลยค่ะ หนูไปหาหมอหลายรอบมาก ไปทุกอาทิตย์เลย สามวันไปที เขาก็ตอบไม่ได้ ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้ แต่ที่แน่ๆ มันกินยาไม่ได้ ฉีดยาไม่ได้ ที่ทำได้แล้วดีขึ้นเลยคือฝังเข็ม หายเลยค่ะ เวลาเป็นปีก็ฝังเข็ม? นนนี่ : ใช่ค่ะ แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นแล้ว เปลี่ยนมาเป็นปลายประสาทอักเสบแทน เวลาเดินจะเจ็บช่วงอุ้งเชิงกราน มันไม่ถึงกับเดินไม่ได้ แต่เดินแล้วเจ็บ เลยทำให้ไม่อยากเดิน ถ้าฝืนเดิน มีอันตรายมั้ย? นนนี่ : มีแย่ไปกว่านั้น มีภาวะรกเกาะต่ำ ซึ่งเขาไม่ให้เดินเยอะด้วย มันเยอะมาก (หัวเราะ) โรคปลายประสาทอักเสบเกิดจากอะไร? นนนี่ : เขาก็ไม่ได้บอก พอท้องใหญ่ขึ้น อาจไปกดทับเส้นประสาทหรือเปล่า ตอนนี้เดินแล้วเจ็บแปร๊บขึ้นมา แล้วมันร้าว เป็นตอน 2-3 อาทิตย์หลังค่ะ สามีดูแลยังไง? อาร์ : เราไม่ใช่หมอเนอะ พาไปรพ.อย่างเดียวเลย บางทีเห็นแล้วก็อยากช่วย แต่ทำอะไรไม่ได้ เราไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดจากอะไร ต้องให้หมอดูให้ นนนี่ : เปลี่ยนมา 4 หมอ ต้องมีรถเข็นมั้ย? นนนี่ : อย่าเลย เรายังชอบเดินอยู่ ใช้รถเข็นก็ลำบากอยู่นะ เดี๋ยวท้องใหญ่ขึ้น มันก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี? นนนี่ : เราไม่อยากนั่งรถเข็น เราอยากเดิน ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันแล้วกัน คุณหมอให้ดูแลอะไรเป็นพิเศษมั้ย? นนนี่ : เขาไม่ให้ทำงานหนัก ไม่ให้ออกกำลังกาย งดอะไรที่ใช้ร่างกายเยอะๆ ขับรถเจ็บ พอเราเกร็งเท้าปุ๊บมันจะจี๊ดขึ้นมา เบรกงานแล้ว? นนนี่ : ลาหยุดค่ะ มีภาวะรกเกาะต่ำด้วย ส่งผลอะไรบ้าง? นนนี่ : เห็นหมอบอกว่าต้องผ่าคลอด ไม่ให้เดินเยอะค่ะ ไม่ได้แพลนจะคลอดเองค่ะ กลัว (หัวเราะ) จะผ่าอยู่แล้ว ไม่มีดูฤกษ์ เอาเป็นฤกษ์ที่ลูกอยากออกมาเลย มาตอนไหนก็ตอนนั้นเลยค่ะ เราไม่มูเลย แฟนก็ไม่มูเหมือนกัน เอาที่สะดวกค่ะ ส่วนสาเหตุเกิดจากอะไร เชื่อว่าแชต GPT ต้องมีคำตอบค่ะ มีเตรียมใจขนาดไหนใกล้คลอดแล้ว? นนนี่ : สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น แต่หลายคนพูดว่าเหนื่อยแน่ๆ ก็แพลนเลี้ยงกันเอง มีแม่อาร์ช่วยเลี้ยง พุฒ : ตอนแรกเราอยากเห็นทุกพัฒนาการของลูก เราอยากเลี้ยงเอง พอกลับไปอยู่บ้านเท่านั้นแหละ ที่รักเราหาพี่เลี้ยงเถอะ ไม่งั้นจะเป็นเราสองคนที่ตีกัน (หัวเราะ) นนนี่ : เพื่อนหนูมีลูกก่อนหนู อายุเท่าๆ กัน ก็ไม่แพลนที่จะเลี้ยงเองเลย จ้างพี่เลี้ยงตั้งแต่อีก 3 เดือนคลอด แล้วเตือนเลยว่าต้องจ้าง ก็รอก่อน ถ้าไม่เวิร์กก็ค่อยว่ากัน ชื่อใครคิด? นนนี่ : ช่วยๆ กันคิดค่ะ ชื่อเล่นมีชื่อเดียวเลย ชื่อจริงก็ยากมากเลย ให้คุณยายเป็นคนตั้ง แต่เราปัดตกไปหลายทีแล้ว ชื่อเล่นช่วยคิดมั้ย? อาร์ : ผมชื่ออาร์ แม่ชื่อแอน ตระกูลนนเขาตระกูล อ. หมดเลย ก็เลย เป็น อ. นี่แหละ อัยย์มาเป็นชื่อแรกเลย และผ่านเลย นนนี่ : จริง ๆ อยากมีลูกสองคน อยากได้ผู้ชาย บ้านผู้หญิงเยอะแล้ว อาร์ : ผมไม่ติดเลย ผู้หญิงก็ได้ ผู้ชายก็ดีครับ มีอะไรอยากบอกสามี? นนนี่ : อยากบอกว่ารักทุกวัน บางทีอาจงี่เง่าไปบ้าง ขี้งอนไปบ้าง เหวี่ยงบ้าง โมโหบ้าง แต่ก็รักค่ะ อยากบอกว่าเขาก็เป็นผู้ชายที่ดีที่สุดที่เข้ามาในชีวิตเรา อยากบอกอะไรคุณภรรยา? อาร์ : รักเสมอครับ รักไม่เปลี่ยนแปลง เป็นเหมือนวันแรกที่เจอกัน ยันวันสุดท้ายของชีวิตครับ นนนี่ : (ยิ้มหวานกอดสามี) ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama คลิปสัมภาษณ์ : https://youtu.be/cpFuspIsvQg?si=u2uHM2yK4CKTpSm8

กลัว AI สูบ! Lucas Pope ผู้สร้าง Papers, Please เปิดใจซุ่มทำเกมใหม่เงียบ ๆ เหตุกลัว AI ขโมยงาน
อ่าน

กลัว AI สูบ! Lucas Pope ผู้สร้าง Papers, Please เปิดใจซุ่มทำเกมใหม่เงียบ ๆ เหตุกลัว AI ขโมยงาน

จะทำอย่างไรเมื่อความภูมิใจในผลงาน กลายเป็นช่องทางให้ AI เข้ามาขโมยไอเดีย? Lucas Pope เจ้าของผลงาน Papers, Please ได้เปิดใจถึง "ความไม่สบายใจ" ครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาไม่กล้าแชร์เบื้องหลังการทำงานให้แฟน ๆ เห็นเหมือนเก่าLucas ได้ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ว่า สถานการณ์ในอุตสาหกรรมตอนนี้เปลี่ยนไปมาก เขาเริ่มกังวลว่าไอเดียหรือฟุตเทจที่เขานำมาแชร์จะถูกระบบ AI "สูบ" ไปใช้ฝึกฝน หรืออาจถูกคนอื่นนำเทคโนโลยีนี้มาสวมรอยก๊อปปี้ไอเดียไป โดยที่กฎหมายคุ้มครองผลงานในปัจจุบันยังตามไม่ทันและนอกจากเรื่องความปลอดภัยของไอเดียแล้ว Lucas ยังยอมรับว่าเขารู้สึกกดดันกับความสำเร็จที่ผ่านมาจนกลายเป็น "คำสาป" เขาแอบมีความคิดแวบเข้ามาว่า "หรือจะหยุดแค่ตอนที่ยังรุ่งอยู่นี้ดีไหม?" เพราะเขากลัวว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจจะไม่สามารถทำได้ดีเท่าเดิมจนทำให้แฟน ๆ ผิดหวังซึ่งสำหรับ Lucas ที่เป็นนักพัฒนาแบบฉายเดี่ยวนั้น เขาเน้นความสุขในระหว่างการทำงานเป็นหลัก เขาจึงมองว่าการใช้ AI มาช่วยให้งานเร็วขึ้นนั้นไม่ใช่ทางของเขา เพราะมันจะทำให้เขาเสียความสนุกและความเป็นเจ้าของในรายละเอียดของงานไปนั่นเองแปลและเรียบเรียงจาก : thegamer.com

“ละอองดาว (Fading)” ซิงเกิลจาก “YEW” พูดถึงความรู้สึกสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ
อ่าน

“ละอองดาว (Fading)” ซิงเกิลจาก “YEW” พูดถึงความรู้สึกสุดท้าย ก่อนที่จะไม่ได้ไปต่อ

เมื่อความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ถึงจุดสิ้นสุด แน่นอนว่าใครหลายคนคงเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย และพอถึงช่วงเวลาสุดท้าย มันมักจะมีหนึ่งฝ่ายที่ที่ยังแอบหวังว่าและอ้อนวอนให้ความรักครั้งนี้วนกลับมา แต่ท้ายที่สุดก็แตกสลายอยู่ดี เหมือนกับเพลงใหม่ล่าสุด "ละอองดาว (Fading)" ของวงดนตรีอินดี้ อย่าง "YEW" ที่พวกเขาเขียนถึงความสัมพันธ์รูปแบบนี้ เรียกได้ว่าเป็นการถ่ายทอดความเจ็บปวดรูปแบบใหม่ตามสไตล์ของพวกเขานั่นเอง "ละอองดาว (Fading)" จึงอธิบายความเจ็บปวดในช่วงเวลาสุดท้าย ก่อนที่ใครบางคนกำลังจะเลือนหายไปจากชีวิตนั่นเอง โดยเพลงนี้เกิดจากความตั้งใจของ "YEW" ที่อยากเขียนงานซึ่งสะท้อนความรู้สึกแตกสลายตาม โดยใช้ "ละอองดาว" เป็นสัญลักษณ์ของความทรงจำและความรักที่แม้จะจบลง แต่ยังคงหลงเหลือเศษเสี้ยวความรู้สึกเอาไว้ลึก ๆ โดยพวกเขาซ่อนมันไว้ในเนื้อเพลง นอกจากเมโลดี้ที่ให้ความรู้สึกเศร้าแล้ว แต่ละเนื้อเพลงก็สะท้อนความอ่อนแอและคำขอสุดท้ายผ่านถ้อยคำเรียบง่ายแต่บาดลึก ไม่ว่าจะเป็นท่อน "จะลืมอย่างไร ทำไว้ดีขนาดนี้" หรือฮุกที่ร้องขอว่า "ได้โปรดช่วยวนกลับมา ในวันที่เราทั้งสองยังมีความฝันเดียวกัน" ก่อนที่พวกเขาจะตอกย้ำความสิ้นหวังด้วยประโยค "ฉันขอได้ไหมครั้งสุดท้าย ก่อนเธอจะหายไป" ทั้งหมดนี้ทำให้ "ละอองดาว" กลายเป็นตัวแทนของความรักที่กำลังแตกสลาย แต่ยังแอบซ่อนความหวังเล็ก ๆ ว่าเศษเสี้ยวของความรู้สึกนั้น อาจจะกลับมาประกอบกันได้อีกครั้งในสักวันหนึ่ง รวมถึงเพลงนี้ก็มาจากประสบการณ์ด้านดนตรีของพวกเขาทั้ง 4 คน ที่ตั้งใจลงมือและลงแรงให้กับผลงานชิ้นนี้ ซึ่งพวกเขาแอบบอกใบ้มาว่า "ละอองดาว (Fading)" จะเป็นเพลงหนึ่งในอัลบั้มที่สองของ "YEW" ซึ่งพวกเขากำลังซุ่มทำออกมาให้แฟนเพลงได้ฟังในอีกไม่นาน และแน่นอนว่าจะเป็นอัลบั้มนี้เราจะได้เห็นการเติบโตของวงดนตรีที่ทุกคนรักอย่างแน่อน ทำความรู้จัก "YEW" วงดนตรีมากความสามารถ ประกอบด้วย "ทิ้ว ปรัชญ์ ปานพลอย (ร้องนำ), พี วรพัทธ์ การะเกตุ (กีตาร์ ), แดน นรุตม์ จุฑาศานต์ (กีตาร์), ทรัพย์ สหธรรม เมฆแดง (กลอง)" เจ้าของเพลงที่มีเนื้อหาเจ็บจี๊ดโดนใจ อาทิ ลมที่ลา, ปล่อยดาว, ไม่เป็นไรนะเธอ, ครึ่งแรก ซิงเกิลล่าสุดที่พูดถึงจุดเริ่มต้นในความสัมพันธ์ที่หลายคนอาจหลงลืม รวมถึงพวกเขา ยังมียอด Monthly Listeners มากกว่า 1 ล้านสตรีมต่อเดือน ถือเป็นหนึ่งในลิตส์วงดนตรีที่ชาวอินดี้ทั้งหลายหยิบเพลงของพวกเขามาช่วยปลอบประโลมใจอีกด้วย นอกจากนี้ "YEW" ยังได้ปล่อยอัลบั้มเต็มชุดแรก "Rainbow Landscape" ที่ผสมทุกความรู้สึกไว้ในอัลบั้ม ซึ่งสามารถฟังได้แล้วทุกสตรีมิ่ง ส่วนอัลบั้มที่สองนั้น สามารถรอติดตามได้ในเร็ว ๆ นี้ สามารถฟังเพลง "ละอองดาว (Fading)" ได้แล้วทุกสตรีมมิ่ง และติดตามการเคลื่อนไหวของ "YEW" ได้ทาง https://www.instagram.com/yew.band/ และ https://www.facebook.com/yewwband

สายชิลเตรียมตัว! Chill with You: Lo-Fi Story เตรียมเปิดเวอร์ชันมือถือ 8 เมษายน 2026 นี้
อ่าน

สายชิลเตรียมตัว! Chill with You: Lo-Fi Story เตรียมเปิดเวอร์ชันมือถือ 8 เมษายน 2026 นี้

สายชิลเตรียมตัว! Nestopi ประกาศเตรียมส่ง Chill with You: Lo-Fi Story ลงสนามมือถือทั้งระบบ iOS และ Android ในวันที่ 8 เมษายนนี้ โดยเกมนี้เป็นแนว Sound Novel ที่จะให้เราได้เข้าไปนั่งทำงานหรืออ่านหนังสือเงียบ ๆ อยู่ข้าง ๆ Satone เด็กสาวช่างฝันผู้รักการเขียนนิยายจุดเด่นของเกมนี้คือการสร้างบรรยากาศที่ช่วยให้เรามีสมาธิ โดยเราสามารถปรับแต่งทั้งเพลงสไตล์ Lo-Fi, เสียงบรรยากาศรอบข้าง (Ambient) ไปจนถึงทิวทัศน์นอกหน้าต่างที่สะท้อนถึงอารมณ์ของ Satone ในขณะนั้นได้ และยิ่งเราใช้เวลาทำงานร่วมกับเธอมากเท่าไหร่ ความสัมพันธ์และสายใยระหว่างเรากับเธอก็จะยิ่งลึกซึ้งขึ้น... เผลอ ๆ อาจจะได้รู้จักตัวตนของเธอในมุมที่คาดไม่ถึงด้วยนะดนตรีที่ปรับเปลี่ยนตามอารมณ์ไม่ว่าจะอยากนั่งทำงานแบบชิล ๆ หรือต้องการทำนองเพลงที่ช่วยปลุกไฟในตัว เกมนี้มีเพลงออริจินัลหลากหลายสไตล์ที่แต่งโดยศิลปินฝีมือดีมาให้เลือกตามสถานการณ์เลยเสียงธรรมชาติบำบัดบางทีการปิดเพลงแล้วฟังเสียงลม เสียงฝน หรือเสียงธรรมชาติรอบตัว ก็ช่วยให้ประสาทสัมผัสเราตื่นตัวและจดจ่อกับงานได้ดีขึ้นนะระบบ Pomodoro เพื่อประสิทธิภาพงานที่ดีที่สุดมีตัวช่วยตั้งเวลาทำงานและพักเบรคมาให้ในตัว ช่วยให้เราบริหารจัดการเวลาได้เป๊ะ ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไปความในใจที่ซ่อนอยู่ของ Satoneช่วงพักเบรค อย่าลืมแวะไปคุยกับ Satone ด้วยนะ "ช่วงเวลาล้ำค่า" ที่ได้ทำงานด้วยกันจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้น และถ้าเธอไว้ใจเรามากพอ เธออาจจะยอมเปิดใจเผยความลับบางอย่างให้เราฟังก็ได้นะซื้อ Chill with You: Lo-Fi Story ได้ที่แปลและเรียบเรียงจาก : gematsu.com

"ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์" เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง เผยถ้าวันหนึ่งจากไปให้เผามือถือทิ้ง
อ่าน

"ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์" เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง เผยถ้าวันหนึ่งจากไปให้เผามือถือทิ้ง

เปิดใจแบบหมดเปลือกในรายการ "WOODY TALK" กับ "ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์ เอติรัตนะ" ทั้งมุมมองด้านชีวิตและครอบครัว ยอมรับเคยมั่นใจในตัวเองเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง ไม่แคร์สแตนดาร์ดสังคม ไม่จำเป็นไม่ต้องโลกสวย ถ้าไม่ใช่ตัวเองก็อย่าฝืน เตือนสติการรักตัวเองมากเกินไปอาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป ลั่น! ถ้าวันหนึ่งจากไปให้เผามือถือทิ้งห้ามใครล่วงเกินข้อมูล "ม๊าเดี่ยว อภิเชษฐ์" เคยมั่นใจเกินไปจนทำความสัมพันธ์พัง คุณพอใจกับทุกอย่างในชีวิตที่เข้ามา ?ม๊าเดี่ยว : ใช่ค่ะ จริง ๆ เรามองหลายอย่าง เราจะมีความรักสัตว์มาก โดยเฉพาะสัตว์ที่มีความบกพร่อง อันนั้นเราจะมองว่าน่ารักสำหรับเรา เช่น สัตว์ที่เป็นออทิสติก หรือสัตว์ที่ไม่มีขา เราก็จะเอ็นดูเขา พิการอะไรยังงี้ เราไม่เคยเลี้ยงสัตว์ แต่เวลาเห็นจะรู้สึกเอ็นดู เพราะฉะนั้นมันก็ใช้ชีวิตสดใสของมันไป มีแต่เรานี่แหละน่าสงสารจังเลย หมาขาขาด หมาตาเหล่ ตาเข ทั้งที่จริง ๆ แล้วมันไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ การที่เราโตมาโดยการให้ความหมายกับทุกอย่าง มันเป็นปมของมนุษย์ไหมเลยทำให้ไม่มีความสุขเท่าไหร่ ?ม๊าเดี่ยว : จริง ๆ มันเป็นสังคมไหม มันอาจจะเป็นเพราะว่าคือ เริ่มต้นจากสแตนดาร์ดก่อน ไม่ใช่แค่คนพิการหรอก แค่คนไม่หลุดจากสแตนดาร์ดที่ควรจะเป็นที่เราเคยเห็นว่าคนนี้สวย แค่หลุดสแตนดาร์ด เขาก็จะรู้สึกว่าตัวเองฉันเกิดมาฉันมีบาปหรือเปล่า เหมือนกับการที่มะเดี่ยวเป็นตุ๊ดเหมือนกัน สมัยที่บ้านแถวต่างจังหวัดเขาก็จะบอกว่าทำบาปมาแต่ชาติที่แล้ว เป็นเพราะเจ้าชู้หรือเปล่าเลยเกิดมาเป็นตุ๊ด ทั้งหมดมันอยู่ที่คนจะให้คุณค่ากันเองมากกว่า ถ้ามองเด็กในวันนั้นกับตัวเราในวันนี้ ตอนนั้นความฝันคืออะไร ?ม๊าเดี่ยว : ตอนนั้นฝันอยากเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์ เพราะเราชอบเสื้อผ้า แต่ตอนนั้นยังไม่มีเรียนว่าการชอบเสื้อผ้าเป็นอะไรได้บ้าง อาชีพที่แบบคุณครูบอกก็มีนักออกแบบ เราก็ไม่รู้ ซึ่งจริง ๆ รายละเอียดอาชีพมันมีเยอะมาก อาจจะเป็นสไตลิสต์ บรรณาธิการนิตยสาร หรือคนทำสิ่งพิมพ์ก็ได้ แต่ตอนนั้นเรารู้แค่ว่าการที่เราชอบเสื้อผ้ามันก็คือแฟชั่นดีไซเนอร์ ตอนนั้นเราเลยคิดว่าเราอยากเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ จากวันนั้นถึงวันนี้ยังชอบอยู่ไหม ?ม๊าเดี่ยว : ชอบไหมแฟชั่นชอบ แต่แฟชั่นดีไซน์เนอร์ไม่ได้ชอบแล้ว เพราะหลังจากมะเดี่ยวได้ไปเรียนแฟชั่นจริง ๆ แล้วรู้สึกไม่ชอบ เพราะแฟชั่นจริง ๆ ตอนที่เราคิดมันจะเป็นการที่เอาชุดมา Dressing ง่าย ๆ เอาเสื้อตัวนี้มาแมตท์ตัวนี้ แต่จริง ๆ เสื้อมันมีรายละเอียดเยอะมากการที่เราจะเป็นแฟชั่นดีไซน์เนอร์คือเราต้องมาวาดแพทเทิร์นเสื้อแต่ละตัว ถ้าคุณเอวใหญ่ขึ้น 1 เซน คุณก็ต้องปรับแพทเทิร์นเสื้อผ้าให้เข้ารูปมากขึ้น มันมีรายละเอียดที่แบบเหมือนคณิตศาสตร์ ซึ่งคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่มะเดี่ยวเกลียดมาก เพราะฉะนั้นตอนที่มะเดี่ยวเรียนก็เลยเหมือนอยู่กับความเกลียดตลอดเวลา ผ่านมาได้อย่างไร ?ม๊าเดี่ยว : คือหน้าที่ มะเดี่ยวคิดว่าถ้าเราไม่ชอบก็ต้องทนทำให้มันจบ มันคือหน้าที่ที่เราต้องทำ จริง ๆ มะเดี่ยวคิดว่ามันควรที่จะทำให้จบแล้วเราก็ไปทำอย่างอื่น ทุกอย่างมันมีหน้าที่ การรับผิดชอบ อันนั้นเป็นสิ่งที่เราควรที่จะถือไว้ ความรับผิดชอบก็ต้องมีส่วนด้วย เพราะตอนนั้นก็ได้รับทุนด้วย ระหว่างทางที่เราไม่ชอบก็ได้ไปเจอสิ่งที่ชอบในการไม่ชอบนั้น เช่น History ซึ่งมะเดี่ยวไม่เคยรู้เลยว่าชอบประวัติศาสตร์หรือเปล่า คือชีวิตนี้ใครจะไปฟัง แต่การที่เราได้เรียนแฟชั่นในสิ่งที่เราชอบ แล้วเราก็ได้เรียนประวัติศาสตร์แฟชั่น ทำไมเราตื่นตาตื่นใจ มันคือทำให้มะเดี่ยวได้เรียนรู้เหมือนกันว่าจะเจอความชอบในสิ่งที่เกลียด เรื่องประวัติศาสตร์แฟชั่นมีอะไรที่เป็นไฮไลท์ที่รู้สึกว่าตื่นตาตื่นใจ ?ม๊าเดี่ยว : การเปลี่ยนยุคของแฟชั่นมันต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงหรือสงคราม เช่น ยุคหนึ่งผู้หญิงนิยมใส่ถุงน่องเพราะดูไฮคลาสและไฮโซ แต่ถุงน่องสมัยนั้นมันจะไม่เรียบเนียนเหมือนขาเสมอไป ถุงน่องสมัยนั้นมันจะมีการตัดเย็บซึ่งเป็นขีดขึ้นมา สมัยนั้นเทคโนโลยีของเขามันทอเป็นรูปขาไม่ได้ การตัดเย็บก็เป็นเหมือนถุงเท้าขึ้นไป พอเกิดสงครามอะไรก็แร้นแค้นยากจน แต่ความหรูหราความฟุ่มเฟือยของคนติดหรูมันยังมี จมลงไม่เป็นแม้กระทั่งสงครามไม่ได้ใส่ถุงน่องแต่เอาปากกาเมจิกมาขีดขาให้เป็นเส้นตรงเหมือนใส่ถุงน่องอยู่ อีโก้คนอยากมีอยากได้ ก็เหมือนเราใส่ของปลอมทุกวันนี้เป็นแบบเดียวกันเลย แล้วสมัยอียิปต์ใครใส่สีม่วงไม่ได้นะเพราะสูงศักดิ์เป็นสีที่ราชวงค์ใส่ อะไรที่เป็นสีม่วงจะแพงมากเพราะสมัยนั้นไม่ได้สกัดขึ้นมากง่าย ๆ ต้องใช้เปลือกหอยเป็นหมื่น ๆ ตัวมาบด ๆ รวมกัน คิดว่ายุคนี้คนยังเป็นแบบนั้นอยู่ไหม ?ม๊าเดี่ยว : เป็นสิ คนสมัยนี้เป็นหมด ทุกคนพยายามประโคมตัวเอง เพื่อตัวเองหรือเปล่า ไม่ใช่เพื่อคนอื่น เคยไปสัมภาษณ์รายการ ๆ หนึ่ง เขาก็บอกว่า จริง ๆ มะเดี่ยวไม่ได้แบบว่าชอบเกี่ยวกับกระเป๋า แต่มะเดี่ยวก็มีบ้าง แต่เขาพูดประมาณว่าจริง ๆ ก็ต้องมีบ้างเพื่อเข้าสังคม ก็เลยถามกลับว่าสังคมไหน สังคมของฉันเลือกเข้าได้เอง แล้วฉันก็ไม่ได้อยากไปอยู่ในสังคมที่เธอยกยอว่านั่นคือสังคมที่ดี ถ้าฉันอยากอยู่ในสังคมที่แย่ฉันผิดเหรอ ทำไมต้องไปอยู่ในสังคมที่มันเหนื่อยขนาดนั้นด้วย แล้วมันใช่ตัวตนเราจริง ๆ ไหม แล้วทำไมสังคมไม่ยอมรับในสิ่งที่เราเป็นตอนนี้เลย แล้วเธอรู้ได้ไงว่าคนอื่นที่อยู่ในสังคมนั้นจะไม่ fit in เข้าไปในสังคมนี้ของเธอ สังคมหน้ากากหรือเปล่า ทุกคนใช่ตัวตนตัวเองจริง ๆ ไหม เพราะฉะนั้นควรเป็นสังคมเสรีเปิดเผย ทุกคนทำตามที่ตัวเองทำได้เลย เพราะฉะนั้นทุกคนควรอยู่ในที่ ๆ ตัวเองสบายใจและไม่ต้องเหนื่อยมาก เพราะถ้าเหนื่อยมากไม่ต้องเข้าสังคมอยู่คนเดียวเถอะ คนมาปรึกษาเราส่วนใหญ่เรื่องอะไรมากที่สุด ?ม๊าเดี่ยว : ชีวิตจริงคนไม่มาปรึกษาอะไรเลย แม้กระทั่งเพื่อนก็ยังไม่มาปรึกษา เพื่อนก็จะรู้ดีว่าจริงๆบางครั้งเราก็เอาชีวิตตัวเองไม่รอดเหมือนกันในบางจุด ในชีวิตจริงก็ไม่พูดในสไตล์ที่เรามานั่งสัมภาษณ์แบบนี้ ชีวิตจริงก็เถลไถลเล่นเกมส์เป็น Gamer เที่ยงคือถึงตี 4 ทุกวัน ในยุคที่ทุกคนสอนให้ Self-Love แต่คุณบอกว่าคนเราควร "เกลียดตัวเองบ้าง" หมายความว่ายังไง ?ม๊าเดี่ยว : คือเราไม่ชอบพูดคำที่บอกว่าให้ทุกคนรักตัวเอง มันจะเป็นคำพูดของคนที่เห็นแก่ตัวเกินไปหรือเปล่า ไม่ เธอไม่ต้องมายุ่งกับฉัน ฉันจะทำแบบนี้เพราะฉันรักตัวเอง แต่คำว่ารักตัวเองมันไปทำร้ายใครหรือเปล่า ลองถ้าเป็นเราอยากส่องกระจกแล้วมองเข้าไปในกระจกแล้วถามว่าเราเกลียดอะไรในตัวคน ๆ นี้บ้าง หมายถึงว่ามันมองย้อนกลับมาถึงตัวเรา ว่าถ้าเราเป็นคนอื่น คนจะเกลียดเราเรื่องไหน เพราะฉะนั้นการรักตัวเองมากเกินไปเหมือนการหลงระเริง เหมือนการมั่นใจจนเกินไป เพราะฉะนั้นลองเห็นมาสัก 20% แบ่งมาเกลียดตัวเองดูบ้าง พอเกลียดตัวเองก็ลองแก้ไขว่าคนที่เขาไม่ชอบเรา เขาเกลียดเราเรื่องอะไร เราอาจจะเป็นคนที่ดีขึ้นก็ได้ การรักตัวเองมันทำให้เราเป็นคนที่ดีขึ้นจริง ๆ เหรอ หรือแค่ทำให้เรารู้สึกดี มีอะไรที่เราเกลียดตัวเองในช่วงที่ผ่านมา แล้วเกลาให้เราเป็นเวอร์ชั่นที่ดีขึ้น ?ม๊าเดี่ยว : มีเยอะเลย จริง ๆ มันเป็นเรื่องของการที่รู้สึกว่าเรามั่นใจในความคิดของตัวเองมากเกินไป ณ ตอนนั้น ว่าสิ่งที่เราทำมันถูก ยกตัวอย่างเช่น เราทะเลาะกับเพื่อนคนหนึ่งเพราะเรื่องอะไรบางอย่างแต่พอมองย้อนกลับไปเรื่องนั้นเราผิด ความ creative ได้มาจากใคร ?ม๊าเดี่ยว : พ่อจะเป็นนักประดิษฐ์เหมือนกัน อย่างเช่น เวลาแบบทำเสาบ้าน จะเป็นแบบปั้นปูน แล้วก็ทำงานอาร์ตจากเศษเหล็ก เอาเศษเหล็กมาเชื่อมเป็นหุ่นคน พ่อก็จะ creative มาก จากแม่จะเป็นคนกล้าพูดกล้าคุย แม่รู้เรื่องทุกคนเลย ชอบเม้าท์ รู้เรื่องทั้งหมู่บ้าน มีอะไรเขาก็จะมาเม้าท์มอยกับเรา คนต่างจังหวัดจะเป็นแบบนี้ คุณเป็นเหมือนฟองน้ำดูดซึมอะไรได้ง่ายมาก ?ม๊าเดี่ยว : ดูดซึมทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีด้วย อารมณ์แบบนี้จะดูดได้เยอะมาก เราจะรู้ว่าใครรู้สึกยังไงแล้วก็จะเอาเก็บมาเป็นของเราประมาณนั้น มะเดี่ยวจะไม่ชอบไปอยู่ในสถานการณ์ที่คนด่ากัน แล้วในทางกลับกันคุณได้พลังงานบวกมากจากอะไร ?ม๊าเดี่ยว : ได้มาจากทุกที่ ได้จากการกิน คือเวลาเครียดหนูจะกินเลย ตื่นมาหนูต้องกินข้าว การกินคือความสุขของหนู การกินรสเปรี้ยวมันก็จะเสริมความเปรี้ยวมั่นใจให้เรา การกินรสเผ็ดมันก็จะทำให้เรามั่นใจ เผ็ดแซ่บซ่า การกินสำคัญ ถ้าเราเริ่มกินของหวาน วันนี้เราก็จะหวานเลย คำว่าปล่อยวางเป็นคำที่ง่ายแต่ทำยาก ถ้าให้คุณแบ่งปันวิธีการปล่อยวางแบบที่ง่ายและทำได้ทันที ?ม๊าเดี่ยว : การปล่อยวางถ้าเรารู้สึกว่ามันทำยาก การปล่อยวางมันต้องอาศัยการลืมด้วยในบางครั้ง หาอะไรทำให้กับตัวเองบ่อย ๆ ทำตัวเองให้มันยุ่ง ๆ เข้าไว้ แล้วเราจะลืมมัน วันหนึ่งเราลืมมันแล้ว ก็จะกลายเป็นคำปล่อยวาง พยายามคิดเรื่องอื่น ยังจำไม่ได้เลยว่าเมื่อวานไปทำไรมา เพราะเราอยู่กับปัจจุบันของตัวเอง แปลว่าชีวิตไม่ค่อยผูกกับอนาคตไกล ๆ เท่าไหร่ ?ม๊าเดี่ยว : ใช่ เอาเดี๋ยวนี้เลย เพราะมี mindset ว่าเราอาจจะอยู่ไม่ถึงวันพรุ่งนี้หรือเปล่า แล้วก็คิดกับตัวเองมาตลอดว่าอีก 1 ปีเราจะอยู่ถึงไหม จะไม่เคยมองไปถึง 5 หรือ 10 ปีเลย เพราะฉะนั้นก็ใช้ชีวิตสนุก ๆ ถ้าสมมุติฉันตุยไปในวันหนึ่ง ก็สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ปล่อยให้ฉันสูญสิ้นไป แล้วก็ไม่ต้องมาเปิดมือถือฉัน ก็คือเผามือถือฉันไปเลย เพราะในมือถือฉันมีอะไรเยอะมาก ห้ามล่วงเกินข้อมูลของฉัน สามารถติดตาม "WOODY TALK" ได้ที่ช่องทาง Podcast : WOODY TALK, Facebook : Woody, Youtube : Woody เวลา 18.00 น. และสามารถรับชมย้อนหลัง ได้ที่นี่

วิน ดีเซล ประกาศพร้อมสดุดี ปิดตำนาน "Fast & Furious" ดึงมือเขียนบทชื่อดังร่วมงาน
อ่าน

วิน ดีเซล ประกาศพร้อมสดุดี ปิดตำนาน "Fast & Furious" ดึงมือเขียนบทชื่อดังร่วมงาน

มีอัปเดตที่น่าสนใจล่าสุดจากโปรเจกต์หนังที่เชื่อว่าจะเป็นภาคจบของหนังภาคหลักจากเฟรนไชส์ Fast Furious ที่กำลังอยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างอยู่ อย่าง "Fast Forever" เพราะล่าสุดหัวเรือใหญ่ "วิน ดีเซล" นักแสดงนำและผู้อำนวยสร้างหลักของหนังเรื่องนี้ได้โพสต์อินสตาแกรมเล่าความคืบหน้า ซ้ำยังแจ้งข่าวสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการสร้างหนังภาคนี้ให้แฟน ๆ ได้ทราบอีกครั้ง "ผ่านมา 25 ปี มีผู้กำกับ 8 คน ทีมงาน-มือเขียนบท-นักแสดงแทบจะนับไม่ถ้วน แต่ละคนได้มอบสิ่งที่มีความหมายที่แท้จริงให้กับมหากาพย์หนังเรื่องนี้ได้ยืนหยัดอยู่ในกระแสและกาลเวลา สิ่งเหล่าไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญครับ แต่เกิดขึ้นขึ้นเพราะผู้คนมาร่วมงานและทุ่มเทในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอ" วิน ดีเซล ได้บอกเล่าผ่านตัวอักษรและรูปภาพทางอินสตาแกรม จากในรูปภาพที่เขาโพสต์ลงอินสตาแกรมนั้น จะเห็นว่าเขากำลังนั่งสนทนาอยู่กับชายคนหนึ่ง ซึ่งเขาผู้นั้นก็คือ "ไมค์ เลสลี" มือเขียนบทชื่อดังเป็นต้น ๆ ของฮอลลีวูดในยุคนี้ ที่เคยมีผลงานหนังเฟรนไชส์เรื่องปัง ๆ อย่าง Now You See Me: Now You Dont หรือ The Hunger Games: The Ballad of Songbirds Snakes ที่เขาจะเข้ามารับหน้าที่ดูแลบทหนังคนล่าสุดของจักรวาลหนังแห่งนี้ "ผมนั่งอยู่ตรงข้ามกับ ไมค์ เลสลี ได้ฟังแผนการของเขาที่จะมีส่วนร่วมในการขัดเกลาบทหนังภาคล่าสุด ฟังแล้วได้ความรู้สึกเก่า ๆ กลับมาเติมเต็มอีกครั้ง มีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยแก่นแท้และชีวิตชีวาเปล่งประกายอยู่ข้างใน การปิดฉากเรื่องราวนี้มีความหนักหน่วงเป็นพิเศษ เป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่นำมาคนดูมาทุกจุดนี้" วิล ดีเซล ยังบรรยายต่อไปด้วยว่า "เมื่อได้รู้ว่าคุณจะได้กลับสู่จุดเริ่มต้นที่ลอสแองเจลิส ทุกอย่างก็เหมือนจะลงตัวไปหมด มันคือเมืองที่ให้โลกของจักรวาลหนังเรื่องนี้เมื่อภาคแรกเต็มไปด้วยสีสัน มันยังคงอยู่ที่เดิมและยังคงรอให้กลับมาอยู่ การได้กลับสู่บ้านเพื่อปิดฉากเรื่องราวลงในสมบูรณ์แบบนั่น ไม่ใช่เรื่องกลยุทธ์ใด ๆ หรอกครับ แต่เป็นของขวัญที่ล้ำค่าต่างหาก" Fast Forever อยู่ระหว่างการเตรียมงานสร้างกันอยู่ โดย ยูนิเวอร์แซล พิคเจอร์ส เพิ่งจะประกาศกำหนดวันฉายทั่วโลกล่าสุดให้กับหนังเป็นวันที่ 17 มีนาคม 2028 ที่เท่ากับว่าจะทิ้งช่วงระยะเวลาฉายห่างจากภาคที่แล้วถึง 5 ปีทีเดียว หลังจากที่ผลลัพธ์ของ Fast X ในปี 2023 ออกมาไม่เป้นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์เอาไว้ เนื่องจากหนังใช้เงินทุนสร้างค่อนข้างบานปลาย ทำให้ภาคล่าสุดที่จะเป็นภาคบทสรุปนั้น ต้องกลับไปสู่เบสิคอีกครั้ง ทั้งด้านเนื้อหาและการลงทุนสร้างด้วย ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.7-8 : ชอบผู้หญิงน่ารัก "โมเน่ต์-แพรว-มารีน" เด็กแสบคนไหนจะชนะใจ "แจนรี่" สาวฮอตประจำโรงเรียน
อ่าน

Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.7-8 : ชอบผู้หญิงน่ารัก "โมเน่ต์-แพรว-มารีน" เด็กแสบคนไหนจะชนะใจ "แจนรี่" สาวฮอตประจำโรงเรียน

Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.7-8 : เล่นเอาคนดูใจสั่นกับฉากจบทุก EP แถมยังมีแฟนๆ แคปภาพจากซีนต่างๆ ในเรื่องเอามาปั่นกันในโซเชี่ยลมากมาย สำหรับซีรีส์แซฟฟิคแนวตั้งเรื่อง Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล ซึ่งมีนักแสดงนำทั้ง 4 คน นำทีมโดย (โมเน่ต์)ภาริตา ริเริ่มกุล, (แพรว)แพรวา ศิริวัฒนศักดิกุล, (แจนรี่)กัลยารัตน์ ปั้นพิพัฒน์, (มารีน)กชพร พรโชคชัย จนล่าสุดทำให้ EP.4 ยอดคนดูทะลุล้านวิวอย่างรวดเร็ว งานนี้ อินดิเพนเด้นท์ ฟิล์ม (Independent Film) สังกัด iAM ก็ไม่รอช้าทำภาพกราฟิกให้เป็นของขวัญให้แฟนๆ เอาไปใช้ตั้งเป็นวอลเปเปอร์เพื่อขอบคุณทุกแรงซัพพอร์ตเรียบร้อย Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.7-8 สำหรับ EP.7-8 เรื่องราวเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในครั้งก่อน จอร์จี้ รับบทโดย (โมเน่ต์) ภาริตา ริเริ่มกุล เริ่มลดทิฐิเปิดใจกลับมาเชื่อใจ มินตรา รับบทโดย (แพรว) แพรวา ศิริวัฒนศักดิกุล อย่างจริงจัง และยอมทำตามทุกวิธีที่ มินตรา แนะนำไม่ว่าจะเป็นการปรับลุค การแต่งหน้า หรือแม้แต่การเรียนรู้วิธีเข้าหาผู้อื่นอย่างอ่อนโยน จากสาวห้าวที่เคยแข็งกร้าว จอร์จี้ ค่อย ๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความใกล้ชิดระหว่างสองคนนี้ก็เพิ่มมากขึ้นทุกวัน จากความสัมพันธ์แบบ ผู้ว่าจ้างกับลูกจ้าง กลับเริ่มกลายเป็นความผูกพัน อีกด้านหนึ่งของ ตะวัน รับบทโดย (แจนรี่) กัลยารัตน์ ปั้นพิพัฒน์ หลังจากได้รับจดหมายจาก จอร์จี้ กลับหายตัวไปจากโรงเรียน 3 วันเต็ม สร้างความสงสัยให้กับคนรอบตัว และทิ้งคำถามสำคัญว่าแท้จริงแล้ว ตะวัน กำลังปิดบังอะไร หรือกำลังวางแผนบางอย่างอยู่กันแน่ ความลึกลับยิ่งทวีคูณ เมื่อ เสี่ย รับบทโดย (มารีน) กชพร พรโชคชัย มีการพูดคุยกับ ตะวัน อย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีใครล่วงรู้ว่าทั้งสองคุยอะไรกัน แต่แววตาและท่าทีที่เปลี่ยนไปของทั้งคู่ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์ดูซับซ้อนขึ้น และอาจเกี่ยวโยงกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ เมื่อคนหนึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงเพื่อความรัก อีกหนึ่งคนกลับหายไปพร้อมความลับ และอีกคนอาจกำลังซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ เรื่องราวความสัมพันธ์ที่เคยเรียบง่ายเริ่มเต็มไปด้วยปริศนา และความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา บทสรุปของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะพาใครไปสู่หัวใจของใคร และความลับของ ตะวัน จะส่งผลต่อทุกคนอย่างไร ติดตามต่อได้ใน EP.78 ของซีรีส์เรื่องนี้ ออกอากาศทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 20:00 น. ทาง TikTok @shockmegirls.official สามารถโหลดภาพกราฟิกวอลเปเปอร์ หรือดูรายละเอียดได้ทาง FB : facebook.com/ShockMeGirls/ สามารถติดตามความเคลื่อนไหว Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล ได้ทาง FB : facebook.com/ShockMeGirls/ , IG : instagram.com/shockmegirls.official/ , X : x.com/shockmegirls?s=21 , Tiktok : tiktok.com/@shockmegirls.official #ShockMeGirlsTH #รักช็อตใจยัยช็อตฟีล #IndependentFilm #BNK48 #CGM48 อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.5-6 : "โมเน่ต์" ปะทะ "แพรว" ร้อนถึงประธานนักเรียนโผล่เคลียร์ Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.3-4 :"โมเน่ต์" เด็กแสบประจำโรงเรียน อยากเป็นผู้หญิงน่ารัก จะทำได้หรือไหม!? Shock Me Girls รักช็อตใจ ยัยช็อตฟีล EP.1-2 : แก๊งเด็กแสบ "โมเน่ต์-แพรว-แจนรี่-มารีน" เสิร์ฟความกวนสุดปั่นตอนแรก โมเน่ต์-แพรว-แจนรี่-มารีน นำทีม เปิดตัว Shock Me Girls ปักหมุดความฟิน 28 ก.พ.นี้

“หนึ่ง ETC” เผยสาเหตุวูบล้มที่เซี่ยงไฮ้ ทำเอาแฟนคลับส่งกำลังใจ
อ่าน

“หนึ่ง ETC” เผยสาเหตุวูบล้มที่เซี่ยงไฮ้ ทำเอาแฟนคลับส่งกำลังใจ

หนึ่ง ETC เผยสาเหตุวูบล้มที่เซี่ยงไฮ้ ทำเอาแฟนคลับส่งกำลังใจ ทำเอาแฟนๆ ต่างส่งกำลังใจให้นักร้องหนุ่ม หนึ่ง อภิวัฒน์ หรือ หนึ่ง ETC ที่เกิดอาการวูบล้มที่เซี่ยงไฮ้ โดยแพทย์พบภาวะแลคติคสูงเฉียบพลัน ศีรษะ-หลังกระแทกพื้น ตรวจ CT ไม่พบผิดปกติ แต่ยังมึนหัว ต้องพักฟื้นและยกเลิกงานชั่วคราว ล่าสุดโซเชียล หนึ่ง ETC ก็ได้ออกมาโพสต์อัปเดตอาการล่าสุดพร้อมสาเหตุว่า สวัสดีทุกคนครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณมากๆ สำหรับความห่วงใยมากมายที่ส่งมาทุกๆ ช่องทางเลย เป็นกำลังใจให้ผมมากๆเลยครับ ตอนนี้ผมกลับจากรพ. มาพักที่บ้านแล้วครับ และตรวจ MRI สแกนสมอง ตรวจอัตราการเต้นหัวใจ ตรวจเลือด และอื่นๆ อย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลออกมาก็ปกติ ไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงแล้ว เหลือเพียงแค่รักษาอาการมึนหัวกับเจ็บหลัง ซึ่งเกิดจากการล้มแบบทิ้งตัวเลย ซึ่งน่าจะค่อยๆ ดีขึ้นครับ​ หลายคนเป็นห่วงว่าค่าแลคติกมันขึ้นสูงได้อย่างไร หลังจากที่ได้ลำดับเหตุการณ์แล้วสรุปกับคุณหมอ สาเหตุน่าจะมาจากปัจจัยสภาพแวดล้อมในขณะนั้นครับ คือปกติผมก็เป็นคนดูแลสุขภาพดี ทานอาหารครบ 5 หมู่ ไม่ดื่ม ไม่สูบ ออกกำลังสม่ำเสมอและไม่ได้ออกหนักเกินอยู่แล้ว นอนเพียงพอปกติ ไม่ได้ทำงานหนักจนพักผ่อนน้อยเลยครับ แต่ในวันนั้นที่เซี่ยงไฮ้ ผมได้ไปหาที่นั่งชิลช่วงค่ำๆ หลังจากที่เดินเที่ยวเหนื่อยมาทั้งวัน Search ไปเจอบาร์ค็อกเทลแห่งหนึ่งน่านั่งเลยนั่งแท็กซี่ไป แต่พอถึงก็เพิ่งรู้ว่ามันเป็นบาร์ซิการ์ด้วยครับ ควันกลิ่นซิการ์คลุ้งร้านเลย ก็เอะใจกันแป๊บนึงว่าควันเยอะจะเหม็นไปไหม เพราะมันคลุ้งมากทั่วร้านเลย แต่ผมเองที่ดันซ่าบอกทุกคนว่า ไม่เป็นไรหรอก ได้ฟีลดี​ พอเข้าไปนั่งสัก 1 ชม. เท่านั้นล่ะครับ ร่างกายขณะนั้นน่าจะอ่อนเพลียสะสมมาทั้งวันด้วย และผมเองน่าจะ Sensitive กับเรื่องควันมากกว่าคนอื่น เลยเกิดภาวะร่างกายขาดออกซิเจนเฉียบพลัน เพราะรับควันซิการ์เข้ามาเต็มๆ ทั้งชม. พอเริ่มรู้สึกหายใจไม่ค่อยสะดวกเลยลุกขึ้นจะไปหาที่สูดหายใจ จังหวะนั้นก็เริ่มมึนหนัก ไม่ทันได้คิดหรือรีแอคอะไรภาพก็ตัดไปเลยครับ รู้ตัวอีกทีก็นอนอยู่บนพื้นเจ็บหัวและหลังมากๆแล้วครับ จากนั้นผู้จัดการร้านเลยช่วยเรียกรถฉุกเฉินรีบไปที่ รพ. ครับ ก็ได้รับการรักษา ให้น้ำเกลือ CT Scan, อัลตราซาวน์เบื้องต้นเช็คว่าไม่มีอะไรรุนแรง จน2,3ชม.ร่างกายเข้าสู่สภาวะปกติ ต้องขอขอบคุณเก๋ ภรรยา และเป, ผึ้ง เพื่อนที่ไปด้วยกันที่ช่วยดูแล และแปลภาษากับหมอกันวุ่นสุดๆ จนพากันกลับโรงแรมหลังจากทุกอย่างเข้าที่ครับ หลังจากนั้นก็นอนมึนหัวและเจ็บหลัง พักร่างอย่างเดียว2วัน รอกลับมารักษาที่ไทยต่อครับ​ซึ่งก่อนกลับก็ได้แวะรพ.ที่เซี่ยงไฮ้(ในรูป)ตรวจ CT Scan อีกรอบ เพื่อความมั่นใจว่าเดินทางบินกลับได้ครับส่วนตอนนี้อาการก็เหลือ มึนหัวนิดๆ ซึ่งปกติก็มึนอยู่แล้ว อาจจะแยกไม่ออกเท่าไหร่ แต่เริ่มทำกิจกรรมต่างๆ ได้แล้ว ขอบคุณทุกคนมากๆ นะครับที่ถามไถ่กันมาตลอดช่วงหลายวันนี้ คราวหน้าก็คงจะระมัดระวังมากขึ้นกับสภาวะแวดล้อมที่เสี่ยงแบบนี้ครับ ดูแลสุขภาพกันดีๆนะครับ ขอบคุณมากครับ

Retrospect ส่งเพลง "เพราะว่าเธอ" เพลงที่ทำให้ชีวิตมีความหมายอีกครั้ง
อ่าน

Retrospect ส่งเพลง "เพราะว่าเธอ" เพลงที่ทำให้ชีวิตมีความหมายอีกครั้ง

คำขอบคุณจาก Retrospect ถูกส่งผ่านเพลงใหม่ เพราะว่าเธอ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกขอบคุณต่อใครสักคนที่อยู่เคียงข้างในวันที่อ่อนแอ เพลงนี้สะท้อนช่วงเวลาที่ชีวิตต้องเผชิญกับความยากลำบาก เหมือนการตกลงไปในหลุมลึก จนบางครั้งลืมไปแล้วว่าจะลุกขึ้นมาได้อย่างไร แต่การมีใครบางคนคอยเตือนว่าทุกอย่างยังไม่จบ ทำให้เรามีพลังที่จะลุกขึ้นมาและก้าวต่อไป ตัวเพลงถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีร็อกที่หนักแน่น บาดลึก แต่แฝงด้วยความนุ่มนวล กลายเป็นพลังที่ช่วยเยียวยาหัวใจใครหลาย ๆ คน Retrospect ส่งเพลง "เพราะว่าเธอ" เพลงที่ทำให้ชีวิตมีความหมายอีกครั้ง สำหรับ Retrospect เพลงนี้เปรียบเสมือนคำขอบคุณถึง เธอ คนสำคัญที่ทำให้ได้รู้ว่า ชีวิตนี้ยังมีเหตุผลให้สู้ต่อ ขณะเดียวกัน เธอ ในเพลงนี้ ยังหมายถึงแฟนเพลงทุกคนที่ยังคงรักและเชื่อมั่นในวงเสมอมา การปล่อยเพลงครั้งนี้ยังตรงกับโอกาสครบรอบ 25 ปีของวง Retrospect ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเต็มไปด้วยความทรงจำที่สวยงาม วงจึงอยากใช้เพลงนี้เป็นสื่อกลางในการบอกคำขอบคุณจากใจจริงต่อแฟนเพลงทุกคน เพราะว่าเธอ คือเหตุผลที่ทำให้ยังเดินต่อไปได้ แล้วสำหรับคุณ เธอ ในเพลงนี้หมายถึงใคร? ฟังเพลง เพราะว่าเธอ (You) ได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางYouTube /Spotify / JOOX / Apple Music เพราะว่าเธอ (You) - Retrospect「Official MV」https://www.youtube.com/watch?v=Ez9p-vueV7wlist=RDEz9p-vueV7wstart_radio=1

WENDY เติมเต็มชีวิตและลมหายใจ ด้วยพลังแห่งเสียงเพลงกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย
อ่าน

WENDY เติมเต็มชีวิตและลมหายใจ ด้วยพลังแห่งเสียงเพลงกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย

WENDY (เวนดี้) เติมเต็มชีวิตและลมหายใจให้ทุกคน ด้วยพลังแห่งเสียงเพลงกับคอนเสิร์ตเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย 2025 WENDY 1st WORLD TOUR W:EALIVE IN BANGKOK (ทูเธาซันด์ทเวนตี้ไฟว์ เวนดี้ เฟิสต์ เวิลด์ ทัวร์ วีอะไลฟ์ อิน แบงค็อก) เมื่อวันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม 2025 เวลา 17:00 น. ณ ทรู ไอคอน ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม ด้านผู้จัดอย่าง SM True (เอสเอ็ม ทรู) ได้เสริมประสบการณ์อันตราตรึงด้วยฉากเวทีรูปตัว W สะท้อนคอนเซปต์หลักของคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ W:EALIVE ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการผสมผสานคำว่า WENDY และ We alive สื่อถึงความปรารถนาที่จะมีชีวิตและหายใจไปพร้อมกับแฟนคลับ ReVeluv (เรเวเลิฟ : ชื่อแฟนคลับอย่างเป็นทางการ) ผ่านดนตรี อีกทั้งเซตลิสต์ในคอนเสิร์ตครั้งนี้ยังถ่ายทอดเส้นทางการเติบโตของ WENDY (เวนดี้) ที่ค่อย ๆ ขยายจากจุดเริ่มต้นในตัวเอง สู่การพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ พร้อมด้วยวงดนตรีสดที่จะนำเสนอเพลงโซโล่ของเธอทั้งในเวอร์ชันแสดงสดและเวอร์ชันเรียบเรียงใหม่ เพื่อให้ผู้ชมได้สัมผัสกับอารมณ์และจิตวิญญาณความเป็นศิลปินอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น วินาทีที่ไฟทั้งฮอลล์ดับมืดลง ตัวตนของ WENDY (เวนดี้) ส่องสว่างขึ้นพร้อมพลังเสียงแบบไร้ดนตรีของเธอที่ก้องกังวานไปทั่วฮอลล์ในเพลง Fireproof ส่งต่อ ความกล้าหาญ และ การปลอบประโลม ด้วยซาวนด์อัลเทอร์เนทีฟร็อกอันยิ่งใหญ่ ตามมาด้วยการครองเวทีอย่างมั่นใจสมเป็นตัวเอกของการแสดงนี้ในเพลง Hate และเพลง Queen Of The Party ก่อนจะแต่งแต้มความสดใสให้ได้เพลิดเพลินไปกับเพลงที่แสดงถึงโทนเสียงอันหลากหลายอย่าง Why Can't You Love Me?, Best Ever และ Chapter You แล้วไปขึ้นรถท่องทำนองแห่งห้วงอารมณ์กันต่อกับเพลงแนวอาร์แอนด์บี ป็อป บัลลาดอย่าง His Car Isn't Yours, Better Judgement และ Vermilion ที่สะกดผู้ชมให้ดำดิ่งไปกับความเจ็บปวด ความอ่อนไหวระหว่างการเติบโต และความหวังครั้งใหม่ที่อบอุ่นราวกับแสงของพระอาทิตย์ตกดิน พร้อมโอบกอดทุกความรู้สึกด้วยเพลงไตเติลจากมินิอัลบั้มชุดแรก Like Water ที่เป็นดั่งสายน้ำชโลมจิตใจแฟน ๆ รวมไปถึงบทเพลงที่หยุดฝนอันเหนื่อยล้าด้วยพลังเสียงแห่งการเยียวยาอย่าง When This Rain Stops และ Believe ที่ส่งกำลังใจและปลุกความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงปรบมือล้นหลาม ไม่เพียงเท่านี้ เธอยังเพิ่มจังหวะความสนุกด้วยเพลงไตเติลจากมินิอัลบั้มชุดที่ 2 Wish You Hell โชว์เสน่ห์ความมั่นใจ และเพลงไตเติล Sunkiss จากมินิอัลบั้มชุดที่ 3 Cerulean Verge กับการระเบิดพลังผ่านเสียงที่ทั้งนุ่มนวลและหนักแน่น รวมถึงการแสดงเมดเลย์เพลงประกอบซีรีส์ และเพลง Light Me Up (La Rouge Ver.) ที่ทุกคนรอคอย สำหรับช่วงสุดท้ายของคอนเสิร์ต WENDY (เวนดี้) เลือกเพลงความหมายดี ๆ อย่าง Best Friend แทนความรู้สึกขอบคุณถึง ReVeluv (เรเวเลิฟ) ที่อยู่เคียงข้างเธอเสมอมา พร้อมคำสัญญาถึงมิตรภาพที่ไม่มีวันเปลี่ยน และ 초행길 (The Road) เพลงที่ชวนให้หวนนึกถึงความทรงจำ ปิดท้ายด้วยเพลง EXISTENTIAL CRISIS ปลดปล่อยอิสระและความสนุกก่อนลาจากกันได้อย่างน่าจดจำ โดยระหว่างโชว์ที่ WENDY (เวนดี้) ตั้งใจร้อยเรียงบทเพลง ยังมีวีซีอาร์ที่พาทุกคนเข้าสู่โลกของเธอผ่านบทบาทดีเจรายการวิทยุ และการให้สัมภาษณ์ ตลอดจนช่วงพูดคุยกับแฟนคลับ ที่เจ้าตัวกล่าวถึงความรู้สึกในการเตรียมคอนเสิร์ตครั้งนี้ พร้อมบอกเล่าความหมายแต่ละเพลงให้ได้ฟังกันอีกครั้งอย่างใกล้ชิด ทางด้าน ReVeluv (เรเวเลิฟ) ชาวไทยก็ได้มอบเซอร์ไพรส์เป็นแฟนโปรเจกต์เพื่อแสดงออกถึงความรัก ตั้งแต่การระบายทั้งฮอลล์ให้เป็นทะเลสีฟ้าด้วยการเปิดกำไลเรืองแสงในเพลง Like Water จนถึงเพลง Sunkiss และการร่วมร้องเพลง Chapter You ในช่วงอังกอร์ พร้อมชูสโลแกนที่มีข้อความว่า พวกเราก็จะฟังเพลงของเธอจนกว่าเธอจะไม่มีเสียงร้องเพลงออกมาแล้วเหมือนกัน และแปรอักษรจากกล่องไฟเป็นคำว่า 웬 :D 💙 (เวน :ดี 💙) ตลอดระยะเวลาการแสดงกว่า 2 ชั่วโมง กับ 21 บทเพลง WENDY (เวนดี้) ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในฐานะศิลปินเดี่ยวที่เปล่งประกายด้วยสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งทุกตัวโน้ตได้เชื่อมโยง WENDY (เวนดี้) และ ReVeluv (เรเวเลิฟ) ราวกับการได้มีชีวิตและหายใจร่วมกันผ่านเสียงเพลงอย่างแท้จริง พร้อมหล่อหลอมค่ำคืนนี้ให้กลายเป็นความทรงจำอันล้ำค่าที่จะอยู่ในหัวใจของทุกคนตลอดไป

“บอย ปกรณ์” น้ำตาไหลเล่าฝันถึงแม่ พร้อมเหตุผลพาแม่เที่ยวทุกทริป
อ่าน

“บอย ปกรณ์” น้ำตาไหลเล่าฝันถึงแม่ พร้อมเหตุผลพาแม่เที่ยวทุกทริป

บอย ปกรณ์ น้ำตาไหลเล่าฝันถึงแม่ พร้อมเหตุผลพาแม่เที่ยวทุกทริป ทำเอาแฟนๆ ยิ้มหลังก่อนหน้านี้พระเอกหนุ่ม บอย ปกรณ์ ได้ออกมาเล่าความฝันว่าแม่เข้าฝันในเวอร์ชั่นที่สดใส หน้าตาย้อนวัย 10 ปี โดยล่าสุดเจ้าตัวได้มาออกงานพร้อมเล่าความฝัน รวมไปถึงเหตุผลพาแม่เที่ยวทุกทริป ด้วยว่า ในรอบฝันล่าสุด เราเห็นแม่ในหมวดที่เวอร์ชั่นสดใสมากที่สุด และเป็นโหมดที่เราไม่เคยเห็นเขาในภาพแบบนี้มานานแล้ว เพราะว่าในช่วงที่ผ่านมาเขาก็ไม่สบายนาน แต่ภาพในฝันที่เราเห็นล่าสุดนั้น เขาใส่เสื้อโปโลมา ใส่แว่น เดินเร็วๆ เดินคล่องๆ ตามสไตล์เขา และหน้าก็เหมือนย้อนวัยหน่อย สดใส ย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วของเขา เขามาในหมวดที่ดูสดใส แข็งแรง แต่เสียดายเพราะว่าเราฝันถึงแป๊บเดียว จำได้ว่าเขาเดินออกมาจากมุมหนึ่ง เขาเดินผ่านปุ๊บเราก็สะดุ้งตื่นทันที ซึ่งในวินาทีนั้น เราก็ยิ้มกว้างทีเมื่อเห็นภาพแม่เดินผ่าน แล้วตอนนั้นมันก็เลยตื่นขึ้นมาโดยทันที เขาก็คงจะมาบอกว่าเขาสบายดีไม่ต้องเป็นห่วงนะ เพราะที่ผ่านมาเราก็ฝันถึงแม่เรื่อยๆ บางทีก็ฝันเป็นเรื่องเป็นราว บางทีก็ปะติดปะต่อไม่ค่อยได้ จำไม่ค่อยได้บ้าง แต่รอบนี้จำแม่นเพราะมันเป็นฝันก่อนตื่น เห็นภาพชัดเลย แล้วทุกวันนี้เวลาผมคุยกับแม่ ผมคุยกับแม่ทุกวัน ก่อนออกจากบ้าน ผมนอนอยู่ชั้นเดียวกับห้องพระ แล้วก็จะมีรูปแม่กับพ่อตั้งอยู่ และก่อนนอนก็จะมีไปคุยบ้าง ซึ่งสิ่งหนึ่งที่บอกกับเขาตลอด ก็บอกเขาว่าพวกเราสบายดี ให้แม่สบายใจได้ ให้เขามีความสุข ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ผมต้องการให้มันเกิดกับแม่มากที่สุด หมดห่วง สบายใจ มีความสุข การที่เราฝันเห็นเขา และเขามาในภาพแบบนี้ มันก็ทำให้เราสบายใจ ว่าเขามีความสุข ซึ่งมันเป็นสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด ส่วนน้องๆ เองก็ฝันกันทุกคน เราทั้งครอบครัวผูกพันกันมาก อย่างคนที่บ้านฝันถึงแม่ทีไรเขาถูกหวย แต่ลูกฝันถึงทีไรไม่เคยถูกเลย เพราะว่าตามมาจนท้อ ลูกไม่เคยถูกเลย ในส่วนของวันใหม่ก็มีมาเล่าให้ฟังว่าฝันถึงแม่ วันใหม่เขาก็คิดถึงแม่อยู่แล้ว เขาผูกพันกับแม่ น่าจะผูกพันมากกว่าพวกผมอีก เวลาเราไปเที่ยวแทบทุกทริปที่เป็นทริปขอ ครอบครัว เราก็จะเอาแม่ไปด้วย สิ่งที่เรานำไปก็คือเสื้อ แล้วก็พวงกุญแจตุ๊กตาแม่ ก็จะพกแม่ไปตลอด แต่ก็กลัวแม่สับสนเหมือนกัน สรุปแล้วมึงจะให้แม่อยู่บ้านหรือจะให้แม่ไปด้วย อย่างเวลาเราจะไปเราก็จะพูดว่าแม่ไปเที่ยวกันนะ แล้วถ้าไปถึงแล้วมันหนาวถ้าแม่อยากกลับก่อนแม่ก็บินกลับมาเองเลยนะ เพราะว่าเราแค่มีความรู้สึกว่าที่ผ่านมาเราเที่ยวกับเขาตลอด เราอยากให้เขาไปเที่ยวกับเราเรื่อยๆเพราะว่าช่วงที่เขาไม่สบาย มันก็มีความตลกอย่างหนึ่ง นอกจากเขากลัวว่าเขาจะไม่ได้อยู่กับเรา แต่อีกอันนึงที่เขาพูดกับพวกเราตลอดคือ เขากลัวว่าเขาจะไม่ได้ไปเที่ยวกับพวกผมอีก หลังจากที่เขาไม่อยู่เราก็ตั้งไว้แล้วว่าถ้าทริปไหนที่ไปเป็นครอบครัว เราจะพาเขาไปด้วยตลอด ซึ่งเขาไม่ได้มีสถานที่ท่องเที่ยวในดวงใจ แต่แค่เขาอยากไปกับลูกเท่านั้นเอง เพราะอยากไปญี่ปุ่น มันก็เป็นที่ที่เราเคยไปกับเขามาตอนที่เขายังอยู่ เอาจริงๆ มันเป็นการรีมายด์ที่มีความสุข เพราะว่ามันเป็นความผูกพัน บ้านเราโตขึ้นมาด้วยกันแบบนี้เชื่อแม่มองอยู่ แต่ไม่ได้ห่วงอะไรแล้ว เขาแค่อยากจะเห็นวันใหม่โต อยากจะใช้เวลาด้วยกันเรื่อยๆ แล้วถ้าย้อนกลับไปเมื่อปลายปีก่อนหน้านี้ ที่ไปฮ่องกง คือแม่ไม่สบายหนักมากแล้ว แต่เขาอยากไปเที่ยวกับพวกผม

ฉลองครบรอบ 10 ปี Stardew Valley ย้อนดูเกมอินดี้ปลูกผักทำฟาร์มจำลองชีวิตที่ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย
อ่าน

ฉลองครบรอบ 10 ปี Stardew Valley ย้อนดูเกมอินดี้ปลูกผักทำฟาร์มจำลองชีวิตที่ประสบความสำเร็จเกินความคาดหมาย

วันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว หรือที่ตรงกับวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2016 เกมอินดี้ระดับตำนานอย่าง Stardew Valley ได้ถูกปล่อยออกมา มันเป็นเกมจำลองชีวิตการทำฟาร์มที่สร้างขึ้นโดยนักพัฒนาเกมเพียงคนเดียวคือ Eric Baron หรือที่รู้จักกันในชื่อ ConcernedApe โดยเกมนี้ให้ผู้เล่นเป็นเจ้าของฟาร์มและใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านห่างไกลที่ชื่อว่า Stardew Valleyถึงแม้ว่าเกมนี้จะมีผู้พัฒนาเพียงคนเดียว (ในช่วงต้น เห็นว่าตั้งแต่เวอร์ชั่น 1.3 เป็นต้นไปเหมือนจะมีผู้ร่วมงานแล้ว) เกมนี้กลับได้รับความสำเร็จอย่างล้นหลามและยังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องแม้จะผ่านไปแล้วถึง 10 ปีก็ตาม โดยตอนนี้ก็มียอดขายสะสมถึง 50 ล้านชุดแล้ว เรียกว่าประสบความสำเร็จมากในฐานะเกมแนวนี้และในวงการเกมอินดี้ และก่อนจะไปดูคลิปฉลอง 10 ปีเราไปดูคลิปเทรลเลอร์ของ Stardew Valley เมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งคลิปมียอดวิวถึง 4.7 ล้านเลยทีเดียวและสำหรับการฉลองครบรอบ 10 ปีนี้ทางผู้พัฒนาได้มีการปล่อยคลิปพิเศษออกมาพร้อมข้อความบันทึกความทรงจำของการทำเกมนี้"สวัสดีครับ วันนี้ครบรอบ 10 ปีของการเปิดตัวเกม Stardew Valley แม้ว่าเกมนี้จะเปิดให้เล่นได้แล้วเป็นเวลา 10 ปี แต่ผมใช้เวลาพัฒนาเกมนี้มาเกือบ 15 ปีแล้ว นั่นเป็นเวลานานมากแต่ก็รู้สึกเหมือนชั่วพริบตาม เกม Stardew Valley พัฒนาไปมากในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา พื่อเน้นให้เห็นถึงพัฒนาการบางส่วนนั้น ผมได้ทำวิดีโอสั้น ๆ ที่แสดงให้เห็นถึงเวอร์ชันแรก ๆ ของเกม พร้อมคำบรรยายของผม คุณสามารถรับชมได้ด้านล่าง""แน่นอนว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ผมอยากจะโชว์ให้ดูนอกเหนือจากคลิปวิดีโอนี้ แต่ผมไม่อยากให้ทุกคนเสียเวลามากไป และผมก็ยังมีไฟล์เกม Stardew Valley เก่า ๆ จำนวนมากอยู่ในคอมพิวเตอร์ และที่ไหนสักแห่งนี่แหล่ะ รวมไปถึงฮาร์ดไดรฟ์ที่เก็บไฟล์สำรองของเกมที่ผมสำรองไว้เป็นระยะ ๆ ตลอดช่วงการพัฒนาเกม (ผมไม่ได้ใช้โปรแกรมจัดเก็บใด ๆ นะครับแค่สำรองข้อมูลเป็นระยะ ๆ) บางทีผมอาจจะเอามาโชว์เพิ่มเติมในอนาคตถ้าสนใจกัน แต่พูดตามตรงผมให้ความสำคัญกับปัจจุบันและอนาคตของ Stardew Valley มากกว่าจะพูดถึงอดีตของมันมากเกินไปในขณะนี้เกมมีฟีเจอร์และเนื้อหามากมาย ผู้เล่นทั้งใหม่และเก่าก็กลับมาเล่นซ้ำจนตอนนี้มียอดขาย 50 ล้านชุดแล้ว รวมไปถึงการอัปเดตในอนาคตที่กำลังพัฒนาอยู่ ซึ่งทำให้ผมคิดว่าเกมจะยิ่งดีมากขึ้น และจะดึงดูดให้คนที่ไม่ได้เล่นมานานแล้วกลับมาเล่นอีกครั้ง ผมมีความสุขมากกับความสำเร็จของ Stardew Valley มันทำให้ผมมีเป้าหมายในชีวิตไว้มากกว่าที่ผมคิดตอนวัยรุ่นสมัยที่ยังอ่อนต่อโลกเสียอีก ดูเหมือนว่าเกม Stardew Valley จะเป็นอะไรที่ดีกับผู้คน ไม่ใช่แค่ในฐานะเกมที่สนุก แต่เป็นประสบการณ์ที่นำมาซึ่งความสบายใจ ความหวัง ความสุข และยังสอนบทเรียนชีวิตที่มีค่าอีกด้วย และด้วยโหมดผู้เล่นหลายคน มันจึงช่วยกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัว หรือแม้กระทั่งคู่ชีวิตเกมผมเล่นตอนเด็ก ๆ ปลุกเร้าความคิดสร้างสรรค์และความเป็นไปได้ที่ไร้ขีดจำกัดให้กับผม การได้ส่งต่อความรู้สึกพิเศษนั้นให้คนอื่นต่อ ถือเป็นเป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตผม ดังนั้นผมจึงรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่ให้โอกาสผมได้ทำเช่นนั้นและหวังว่าจะได้สานต่อสิ่งนี้กับเกม Haunted Chocolatier เช่นกันคอมมูนิตี้อของเกม Stardew Valley เองก็เติบโตขึ้นอย่างมาก และมีผู้คนมากมายสร้างสรรค์ผลงาน Art, Fanart, MEME, VDO, Mod ฯลฯ จนบางครั้งยากที่จะจำได้ว่าทั้งหมดนี้เริ่มต้นจากความคิดที่อยู่ในหัวของผมเอง ในฐานะต้นกำเนิดไอเดีย ทั้งหมดที่ผมทุ่มเทอย่างหนักเพื่อทำให้มันปรากฏเป็นรูปธรรม ตอนนี้มันได้ขยายใหญ่จนกลายเป็นสิ่งที่ใหญ่โตเกินกว่าที่ผมคาดไว้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า Stardew Valley และผลงานในอนาคตทั้งหมดของผม จะเป็นพลังแห่งความดีในโลกนี้เราทุกคนต่างกำลังเดินทางเพื่อแสวงหาตัวตนที่ดีที่สุดของตัวเอง ผมรู้ว่าตัวผมเองก็ยังไปไม่ถึงจุดนั้นเลย บางทีเป้าหมายที่ตั้งไว้ก็อาจเป็นไปไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นผมก็หวังว่างานของผมหรือแม้แต่ชีวิตของผมเอง จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้คนพยายามอย่างเต็มที่ ไม่ว่าเราจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว การพยายามอย่างเต็มที่นั้นเป็นสิ่งที่น่ายกย่องครับผมรู้สึกขอบคุณทุกคนที่เล่นเกม Stardew Valley และผมก็รู้สึกขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือผมมาตลอดหลายปีด้วยเช่นกัน สุดท้ายแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตัวผมมากนักหรอก ผมคงจากไปในสักวัน แต่โลกที่ผมสร้างขึ้นมานี้อาจคงอยู่ตลอดไป ความคิดนี้ทำให้ผมรู้สึกไม่หลงระเริงและรู้สึกถึงจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้ว เกมควรจะสนุกนั่นจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในงานของผมเสมอ และไม่ใช่ทุกอย่างจะต้องหนักหน่วง ชีวิตมีทั้งด้านที่หนักและด้านที่เบา แต่เกมของผมส่วนใหญ่เป็นเรื่องเบา ๆ สบาย ๆขอโทษที่พูดเรื่องเศร้าแปลก ๆ นะครับ คือเวลาผมคิดถึง... 10 ปี... มันทำให้ผมได้คิดถึงภาพของมันทั้งหมดครับเอาล่ะ กลับไปทำงานกันขอบคุณทุกคนสำหรับ 10 ปีที่ยอดเยี่ยมของเกม Stardew Valley นะครับและขอให้มีอนาคตที่สดใสในหุบเขาแห่งนี้และที่อื่นๆ ด้วย!"จากhttps://www.stardewvalley.net/stardew-valley-10-year-anniversary/ข้อมูลอัปเดตแพตช์ 1.7 กับ 2 ตัวละครใหม่ที่สามารถแต่งงานด้วยได้https://www.online-station.net/pc-console-game/996058

WP ติดอาวุธผู้ประกอบการไทยเปิดเวที “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026”
อ่าน

WP ติดอาวุธผู้ประกอบการไทยเปิดเวที “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026”

#ทันหุ้น - WP สนับสนุนผู้ประกอบการไทยเปิดเวที “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026” ติดอาวุธร้านอาหาร โตสวนกระแสเศรษฐกิจ ขนทัพกูรูแชร์กลยุทธ์ 3 มิติ “เทรนด์-ลูกค้า-การจัดการ” ติวเข้มผู้ประกอบการแบ่งปันความรู้ เสริมแรงบันดาลใจสร้างร้านที่ใช่ ยกระดับสู่ Sustainable Food Communityบริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ WP บริษัทกลุ่มพลังงานครบวงจร ผู้นำการค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” หนึ่งในผู้นำธุรกิจแก๊สปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) ภายใต้แบรนด์ เวิลด์แก๊ส ยังคงเดินหน้า “เคียงข้างสร้างรอยยิ้ม” ให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่องเปิดเวทีสัมมนาแห่งปี “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026” โครงการติดอาวุธ เติมพลังไฟ เพื่อสร้างร้านที่ใช่...สำหรับคุณ และลูกค้า ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาเสริมศักยภาพให้วงการอาหารในประเทศไทยด้วยความตั้งใจ มุ่งซัพพอร์ตผู้ประกอบการร้านอาหารทั่วประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก ให้สามารถปรับตัวเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว พร้อม “เข้าใจเกมใหม่ของธุรกิจร้านอาหาร” ตั้งแต่เทรนด์ผู้บริโภค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการทำอาหาร การตลาดและการสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการบริหารจัดการหลังบ้าน สู่การขยายฐานลูกค้าและผลักดันยอดขายให้เติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่คุณนพวงศ์ โอมาธิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ในปี 2026 อุตสาหกรรมอาหารต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนขึ้นและความผันผวนของต้นทุนจากภาวะเศรษฐกิจ WP Energy จึงมองว่าบทบาทขององค์กรไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการให้บริการพลังงาน แต่ต้องก้าวสู่การเป็น ‘เพื่อนคู่คิด’ ที่ช่วยผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพันธกิจ “We Promise” ทางในการดำเนินธุรกิจที่เราปฏิบัติจริงในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมเปิดรับความหลากหลายและการมีส่วนร่วมของสังคม รวมถึงการยกระดับศักยภาพคนไทย การส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการอาหาร ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักที่เรามุ่งมั่นเคียงข้าง พร้อมสนับสนุนการเติบโต ผ่านการแบ่งปันความรู้ ประสบการณ์ และการเชื่อมโยงเครือข่าย เพื่อร่วมสร้าง Food Community ที่เข้มแข็งและเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”จากแนวคิดดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความร่วมมือ ระหว่าง WP Energy กับผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา จัดงานสัมมนาผู้ประกอบการด้านอาหาร “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026” เพื่อติดอาวุธให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพร้านอาหารทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจเทรนด์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจร้านอาหารทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพื่อจุดประกายไอเดียและนำองค์ความรู้ไปพัฒนาต่อยอด ขยายฐานลูกค้าและผลักดันให้เกิดยอดขายที่เพิ่มขึ้น โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ครอบคลุมใน 3 มิติหลัก ได้แก่Trend Awareness (เข้าใจเทรนด์อาหารและเทคโนโลยีการจัดการ) : การก้าวให้ทันกระแสโลกและเปิดรับนวัตกรรมไม่ใช่เพียงการวิ่งตามกระแส โดยเน้นทำความเข้าใจทั้งเทรนด์อาหารและเทคโนโลยีการจัดการร้านที่จะมีบทบาทมากขึ้นในอนาคต ตั้งแต่ความต้องการของผู้บริโภคที่ให้คุณค่ากับอาหารมากกว่าความอร่อยเพียงอย่างเดียว ไปจนถึงการนำเครื่องมือและระบบหลังบ้านมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน เพื่อให้มีเวลาและพลังไปโฟกัสการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ซึ่งท้ายที่สุดคือการมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น เป็นการสร้างความได้เปรียบที่ยั่งยืนให้ธุรกิจCustomer Expansion (กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าผ่านช่องทางที่หลากหลาย) : การขยายฐานลูกค้าในยุคนี้คือการเชื่อมโลกออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกช่วงเวลาและทุกไลฟ์สไตล์ ผ่านแนวคิดการทำการตลาดหลายช่องทาง ตั้งแต่การสร้างตัวตนบนโซเชียลเพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลลูกค้าเพื่อออกแบบการสื่อสาร และบริการแบบเฉพาะบุคคลที่ตรงใจ จนสามารถเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำ จึงไม่ใช่แค่การปั๊มยอดขายระยะสั้น แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ในใจผู้บริโภค และผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคงในตลาดที่แข่งขันสูงAdaptive Management (การบริหารจัดการต้นทุนและบุคลากร) : การบริหารร้านให้ยืดหยุ่นและทันต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ มุ่งเน้นการจัดการต้นทุนอย่างชาญฉลาดโดยไม่ลดทอนคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุดิบ พลังงาน และกระบวนการหลังบ้าน ควบคู่ไปกับการบริหารบุคลากรด้วยความเข้าใจ เพราะทีมงานที่แข็งแรงและพร้อมปรับตัว คือฟันเฟืองหลักในวันที่สถานการณ์เปลี่ยนเร็ว ช่วยให้ธุรกิจไม่เพียงอยู่รอดแต่เติบโตได้ในทุกสถานการณ์คุณนพวงศ์ ยังได้ร่วมกล่าวบนเวทีสัมมนาในหัวข้อ“SUSTAINABLE FOOD COMMUNITY”ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมร้านอาหารไทยเติบโตอย่างยั่งยืน โดยชี้ว่า “ปัจจุบันธุรกิจร้านอาหารไม่ได้แข่งขันกันที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือความสามารถในการยืนหยัดและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว WP Energy เชื่อว่าพลังงานคือปัจจัยสำคัญที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศนี้ จึงมุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามบทบาทของการเป็นเพียง Energy Supplier ไปสู่การเป็น Infrastructure Partner หรือพันธมิตรผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยเรามองลึกไปถึงโครงสร้างต้นทุนพลังงาน การจัดการ Food Waste ที่กระทบต่อกำไร และการบริหาร Carbon Footprint ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และอนาคตของธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างแท้จริง”อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพลังงานและอาหารคือรากฐานเศรษฐกิจของประเทศ แต่เนื่องจากอุตสาหกรรมอาหารเป็นภาคส่วนที่ใช้พลังงานสูง และมีส่วนสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ดังนั้นเมื่อพูดถึงการใช้พลังงานอย่างยั่งยืน จึงต้องพูดเรื่อง Food System ด้วย ที่สำคัญคือความยั่งยืนของเราก็ขึ้นอยู่กับความยั่งยืนของลูกค้าด้วย ถ้าร้านอาหารอยู่ไม่ได้ บริษัทพลังงานก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน WP Energy จึงพัฒนา “WP Energy Food Community” ให้เป็น Strategic Platform ที่ช่วยตอบโจทย์การสร้าง Sustainable Food Ecosystem ภายใต้หลักคิดที่ว่า “ร้านหนึ่งจะยั่งยืนได้..ต้องไม่โดดเดี่ยว”แพลตฟอร์มนี้เป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้แลกเปลี่ยนความรู้ด้านต้นทุน แชร์แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ในเชิงปฏิบัติผ่าน 3 ขั้นตอนหลัก ประกอบด้วยEnergy Reliability: สร้างเสถียรภาพด้านพลังงาน ลดความเสี่ยงที่ทำให้ธุรกิจสะดุดCost Efficiency Optimization: บริหารต้นทุนอย่างชาญฉลาด ลดการสูญเสีย เพื่อเพิ่มกำไรต่อจานSustainability Enablement: สนับสนุนการลดการปล่อยคาร์บอน และเตรียมพร้อมรับมาตรฐาน ESG ในอนาคตไม่เพียงเท่านั้น ภายในปี 2026 WP Energy ปรารถนาที่จะเห็นร้านอาหารไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพผ่าน 5 มิติสำคัญ คือ Resilient อยู่รอดได้ในโลกที่ผันผวนด้วยระบบบริหารต้นทุนที่แม่นยำ Efficient ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดขยะ และเพิ่มกำไรระยะยาว Sustainable เป็นธุรกิจที่รับผิดชอบต่อโลก เพื่อครองใจผู้บริโภคยุคใหม่ Connected เติบโตไปพร้อมกับเครือข่ายที่แข็งแกร่ง และ Owner Can Breathe เจ้าของร้านสามารถบริหารงานได้อย่างเบาใจ เพราะมีระบบและพันธมิตรที่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง“พลังงานที่แท้จริงไม่ได้อยู่แค่ในถังแก๊ส แต่อยู่ในความร่วมมือของคนในอุตสาหกรรมเดียวกันด้วย WP Energy พร้อมยืนอยู่ตรงกลางของความร่วมมือนั้น ไม่เพียงช่วยให้ผู้ประกอบการมีพลังงานที่มั่นคงและเปิดเตาได้ แต่เพื่อให้มีต้นทุนที่แข่งขันได้ ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านทั้งในปัจจุบันและอนาคต ที่สำคัญคือทำให้ร้านอาหารไทยได้มีแนวทางยกระดับไปสู่ความยั่งยืน ไม่ใช่แค่เปิดขายได้ในวันนี้ แต่สามารถเติบโตอย่างมั่นคงต่อเนื่องไปในอีก 10 ปีข้างหน้า” คุณนพวงศ์ กล่าวสรุปWP Energy เชื่อมั่นว่างานสัมมนา “ร้านนี้แหละใช่ Talk 2026” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการร้าน ขยายฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย และยืนหยัดได้จริง จากความรู้บนเวทีสัมมนาหัวข้อ “SUSTAINABLE FOOD COMMUNITY” เพื่อการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว และหัวข้อ “สร้างแบรนด์ที่ใช่…ให้คนจำว่าร้านอร่อยเป็นยังไง” โดย คุณรัส-ธัญย์ณภัคช์ ศิริประกาเจริญ CEO เจ้าของแบรนด์ชาไทยการัน, “เศรษฐกิจมันแย่ ก็ต้องแก้จนกว่าจะใช่” โดย คุณต่อ-ธนพงศ์ วงศ์ชินศรี (ต่อ เพนกวิน), “ติดเตา เติมไฟ ปรับสูตรใหม่…ให้ใช่กว่าเดิม” โดย เซฟหมอตั้ม-นายแพทย์ดิษกุล ประสิทธิ์เรืองสุข (MasterChef Thailand ซีชั่น 2) และ “ถ้าเครื่องมือมันใช่…ยังไงก็มีสิทธิ” โดย คุณแซม-พลสัน นกน่วม TikTok Creator Expert 2025

"เต้ย จรินทร์พร" รับเคยมีกำแพงในใจขังตัวเองมา 10 ปี ก่อนกลับมาดูแลหัวใจตัวเองอย่างแข็งแรง
อ่าน

"เต้ย จรินทร์พร" รับเคยมีกำแพงในใจขังตัวเองมา 10 ปี ก่อนกลับมาดูแลหัวใจตัวเองอย่างแข็งแรง

"เต้ย จรินทร์พร จุนเกียรติ" เปิดใจถึงความเป็น Perfectionist ที่ทำให้การตัดสินใจเป็นเรื่องยาก ความกลัวคำวิพากษ์จากสังคม จนกลายเป็นครูที่สั่งตัวเองตลอดเวลา และความสูญเสียที่เกิดขึ้นกะทันหันในเวลาเดียวกัน ความกลัวการสูญเสียที่ทำให้ไม่กล้ากอดพ่อแม่เหมือนเดิม ทำให้เกิดกำแพงขึ้นมาภายในใจ ก่อนจะเรียนรู้การกลับมาโอบกอดคนที่รักอีกครั้ง ในรายการ "How Are You Feeling?" บทสนทนาที่ชวนเราหยุดถามตัวเองว่า เรากำลังเข้มแข็งเพื่อใคร และลืมดูแลหัวใจตัวเองหรือเปล่า "เต้ย จรินทร์พร" รับเคยมีกำแพงในใจขังตัวเองมา 10 ปี How are you feeling ?เต้ย จรินทร์พร : ตอนนี้มีความสุขดีค่ะ แล้วก็ชีวิตช่วงนี้น่าจะมีความสุข แต่ว่าพยายามมีสติไปกับการเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ที่มันเร็วขึ้นมาก ๆ แค่รู้สึกว่าช่วงนี้เหมือนโลกเราเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ๆ ก็มีความสุขดี ยังบาลานซ์ได้อยู่ได้ แต่ว่าต้องมีสติมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ๆ เพราะว่าโลกมันเปลี่ยนเร็ว นอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ข่าวว่าช่วงนี้ จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตของเต้ย ?เต้ย จรินทร์พร : ไม่ใช่ (หัวเราะ) มันไม่ได้ขนาดนั้น นอกจากช่วงนี้มีความสุขดีก็อาจจะมีความลังเลหรือว่าสับสนเกิดขึ้นในความคิดบ่อย ๆ เพราะว่าคำว่า Big Change แต่มันไม่ได้ต้องเปลี่ยนแบบ สวัสดีจ้าจะลาวงการ สวัสดีจ้าจะไปแต่งงาน ไม่ใช่ค่ะ คือเต้ยแค่รู้สึกว่าคำว่า Big Change ของเต้ยมันเกิดขึ้นจากข้างใน วิธีความคิดบางอย่างมุมมองบางอย่างที่มันเกิดขึ้นกับการใช้ชีวิตมันเปลี่ยน ความเชื่อเดิม ๆ ที่เราเคยเข้าใจมามันกว้างขึ้น มันถูกบางอย่างปลดล็อคแล้วมันเห็นอะไรมากขึ้น อาจจะเป็นแง่ของการทำงาน อาจจะตั้งแต่อายุ10 ถกว่า ๆ ก็เริ่มทำงานแล้ว พอมาถึงตอนนี้มันเหมือนกับการทำงานที่เต้ยเคยทำมา แล้วเหมือนเต้ยก็ได้บรรลุเป้าหมายบางอย่างในชีวิตเต้ยที่ตั้งใจไว้เพื่อให้ครอบครัว อันนี้มันเหมือนกับว่าอาจจะโชคดีที่มันก็สำเร็จได้ในจังหวะหนึ่งแล้ว ทีนี้พอมันจบแล้ว แล้วอะไรต่อนะ ตอนเด็ก ๆ คุณพ่อคุณแม่เราขี้เล่นไหม หรือว่าซีเรียส ?เต้ย จรินทร์พร : ไม่ขี้เล่นค่ะ เต้ยเป็นเด็กที่เติบโตมาด้วยความซีเรียส และเติบโตมาด้วยการเล่นคนเดียว (หัวเราะ) ห่างกับน้อง 5 ปี เชื่อว่าเด็กหลาย ๆ คนก็อยากได้ความรักจากพ่อแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าพ่อแม่ไม่ให้นะคะ คือเขาก็มีเรื่องราวของเขาเพื่อที่จะต้องทำงานเก็บเงินเพื่อดูแลเรา เวลาลังเลหรือขี้สงสัย แล้วคิดว่างานเราจะสวย ซึ่งเคยอยู่ในจุดนั้นถูกไหม ?เต้ย จรินทร์พร : ก็เรื่อย ๆ ค่ะ เต้ยว่ามันอาจจะมากับความเป็น perfectionist บางอย่างด้วยที่อยากทำให้ทุกอย่างมันดี การตัดสินใจไม่เคย Final ไม่มีใครตัดสินใจถูกครั้งแรก มันคือห้องแลบถ้าไม่สนุกกับมันเราจะหยุด ?เต้ย จรินทร์พร : หลาย ๆ ครั้งหนูหยุดเพราะว่าไม่สนุกกับมัน หนูกลัว ช่วงนี้ก็พยายามเล่นอยู่ค่ะ (หัวเราะ) การจะให้บอกว่าให้เล่นหรือว่าพลาดก็ได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย ?เต้ย จรินทร์พร : ใช่ หนูจะไม่ค่อยกล้าเล่น จะไม่ค่อยกล้าเอาการตัดสินใจเป็นเรื่องเล่น ๆ ค่ะ เพราะว่ามันมีอะไรบางอย่างอยู่ อันนี้พูดตรง ๆ เลยรวมถึงสังคมด้วย พอเป็นคนของสังคมแล้วเคยเล่น เคยใช้ชีวิต สมมติในเรื่องของความรักอย่างนี้ หนูทำนู่นทำนี่อะไรของ เป็นตัวเองมาก ๆ แต่กลายเป็นว่าพอทำอะไรไป หรือมันมีบางอย่างตัดสินใจมันมีคำวิพากษ์จากสังคม ซึ่งมันก็จะยิ่งทำให้เรายิ่งกลัว ไม่กล้าเล่นเข้าไปอีก หลายครั้งเราก็ไม่ค่อยฟังความรู้สึกเท่าไหร่ ?เต้ย จรินทร์พร : จริง ๆ บางครั้งมันเหมือนอินเนอร์เรามันบอกอะไรมา แต่เราชอบไปเถียงอินเนอร์ว่าไม่หรอก สมมติอย่างเช่น เรามีสัญชาตญาณในการตัดสินใจ ในเรื่องความรักก็ได้ ว่าอยากลองคบกับคนนี้แต่ว่าข้างในเราก็จะพูดมาว่า ไม่หรอก ลองอันนี้ดูไหม เดี๋ยวคนนี้จะว่ายังไง เดี๋ยวอันนี้ยากไปหรือเปล่าอะไรอย่างนี้บางทีมันก็ปวดหัวเหมือนกันนะ เวลาเราเลือกคู่เห็นเลยว่าหลายคนกว่าจะเจอคนที่ใช่ ผ่านอะไรที่ไม่สนุกก็เยอะ คนที่เลือกครั้งแรกแล้วโดนเลยโชคดีมาก ?เต้ย จรินทร์พร : จริง คือของเต้ยอาจจะมีแบบคำว่าทำไมมีความรักหลายครั้ง ซึ่งถ้าเกิดว่ามันใช่ตั้งแต่แรกก็โชคดีไง แต่เผอิญว่ามันก็ต้องใช้เวลา ตอนนี้ใช้อะไรนำทางในการที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง ?เต้ย จรินทร์พร : ถ้าเป็นเมื่อก่อนเต้ยคงตอบว่าครอบครัว อะไรก็ได้ให้มั่นคงกับการดูแลครอบครัว การหาเงิน การทำงาน แต่ ณ วันนี้ใช้ความรู้สึกที่ข้างในเราบอกจริง ๆ ค่ะ แต่ว่าความยากของเต้ยก็คือเต้ยมี Inner voice ที่ชัดเจน แต่เต้ยมีความคิดที่ทำให้ Inner voice เต้ยมันเบาลง เรื่องที่มักจะลังเลหรือว่าตัดสินใจยากที่สุดคือเรื่องอะไร ?เต้ย จรินทร์พร : ณ วันนี้น่าจะเรื่องการรับงาน ว่างานนี้จะรับดีไหม ถ้าไม่รับอันนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า แล้วก็เรื่องของความรักด้วย 2 เรื่องที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ ในการตัดสินใจ ณ ตอนนี้เพราะว่าเต้ยรู้สึกว่า Generation มันก็เริ่มขยับ ๆ ก็เลยไม่แน่ใจว่าการที่เราจะรับงานนี้ไม่รับงานนี้มันโอเคหรือไม่โอเค แต่ว่าตอบคำถามว่าช่วงนี้ใช้อะไรในการตัดสินใจ เอาความสุขของตัวเองเป็นหลัก ว่าถ้าเราทำงานนี้แล้วเราจะสามารถส่งมอบสิ่งที่เราเต็มที่กับมันได้เต็มที่จริง ๆ ไหม ถ้าสมมติจะเป็นตัวละครตัวนี้ เราสามารถเป็นตัวละครตัวนี้ได้จริง ๆ หรือเปล่า คือพยายามที่จะหาความหมายในสิ่งที่เราจะทำ มันเหมือนกับว่าสมองรู้ว่ามันจะต้องยังไง แต่ว่าการที่เราเป็นคนแบบนี้มา 35 ปี มันเหมือนกับตอนนี้เต้ยกำลังฝึกกล้ามเนื้อใหม่ ให้เราไปในทิศทางใหม่ที่เรารู้สึกว่าเราชอบมัน แล้วมันจะทำให้เรารู้สึกเบาขึ้น ไม่โบยตีตัวเอง ไม่ต้องมาเป็นครูวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองตลอด มันก็เลยเหมือนกับ Newborn baby ที่กำลังฝึกเดินในชีวิตใหม่ นอกจากความล้มเหลวแล้วมีความสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย เรื่องน้องเคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่ว่าหลังจากนั้นก็มีการสูญเสียคุณยาย ?เต้ย จรินทร์พร : คือเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เต้ยข้ามมันไปนานมาก ๆ แล้วค่ะ เรื่องนี้เป็นเรื่อง 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นน้องชายเต้ยไม่สบายเป็นมะเร็ง แต่ว่าตอนนี้คือหายเรียบร้อยทุกอย่าง แล้วก็ ณ ช่วงเวลาเดียวกันน่าจะประมาณอาทิตย์เดียว มีเรื่องน้องชายแล้วก็คุณย่าเสีย หมาที่เต้ยเลี้ยงมา 5 ปีก็เสีย แล้วก็มีพี่คนขับรถก็เสีย มันเกิดขึ้นภายใน 1 อาทิตย์ แต่ว่าตอนนั้นเต้ยได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก ๆ เลย คือเป็นช่วงที่ อลิน อลัน เกิด เหมือนช่วงนั้นเห็นการเกิดแก่เจ็บตายแบบเข้มข้นมาก ๆ ในช่วงอายุ 25 ทีนี้วันนั้นหนูรู้สึกว่าไม่มีอะไรสำคัญในชีวิตนี้ จริง ๆ แล้วที่มันสำคัญมาก ๆ มันคือชีวิตของคนที่เรารัก วันนั้นหนูก็เลยเหมือนปัดทุกอย่าง แล้วโฟกัสกับครอบครัวกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามาก ๆ ซึ่ง ณ วันนั้นก็พยายามโฟกัส ก็เป็นนักเรียน เรียนรู้กับมันไปเรื่อย ๆ ทีนี้ ณ อายุ 25 เต้ยยังไม่ได้รู้จักคำว่า mental health หรือว่าการดูแลจิตใจตัวเอง สิ่งที่เรารับมือกับมันก็คือว่าก็รู้ว่ามันเกิดแก่เจ็บตาย มันต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว แล้วก็ปล่อยชีวิตให้รันไปเรื่อย ๆ จนอยู่ดี ๆ ไม่นานมานี้ก็จะมีเรื่องของความเจ็บป่วยของคนในครอบครัวบ้าง เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จากเพื่อนบ้าง จากครอบครัวของเพื่อน ๆ บ้าง แต่กลายเป็นว่าอยู่ดี ๆ มันเอฟเฟกต์กับเรา กลายเป็นมีความเย็นชาขึ้นมากับพ่อกับแม่กับน้อง เหมือนจะไม่กล้ากอดเขา จะไปแล้วนะ (ร้องไห้) ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนง่ายมากที่จะกอดเขา เพราะว่ากลัว กลัวว่าเขาจะไม่อยู่ให้เรากอดอีกต่อไป อยู่ดี ๆ ก็จะกลัวใครจะเป็นอะไรไป ก็เลยคิดว่าวันนั้นน่าจะยังไม่ได้ฮีลตัวเองดี มันก็เลยมาโชว์ในวันนี้ 10 ปีผ่านไป มีหลายคนที่มีเหตุการณ์คล้าย ๆ อย่างนี้ แล้วจากคนที่กอดพ่อแม่ได้บ่อย ๆ กลายเป็นคนที่ไม่กล้าเข้าใกล้เขา ไปกอดเขาไม่ไหว ?เต้ย จรินทร์พร : มันจะกอดไม่อิ่ม เหมือนปกติเราจะรู้สึกว่า ไปทำงานก่อนนะ แล้วก็จะกอดเขาได้ง่ายมาก ๆ แล้วก็จะเล่นกับเขาได้ง่าย แต่ว่าเดี๋ยวนี้มันจะเหมือนกับเราจะมีระยะห่างบางอย่างที่เหมือนกับเรากลัว หรือแม้กระทั่งสุนัขที่หลังจากที่เต้ยเสียสุนัขของเต้ยไป เขาเหมือนเป็นชัก ๆ เกร็ง ๆ อยู่แล้วค่ะ ณ วันนั้นที่คุณย่าเต้ยอยู่ที่โรงพยาบาล เหมือนหมาเต้ยเขาก็ไม่ค่อย 100% อยู่แล้ว เพราะเขาก็อยู่ที่โรงพยาบาลเหมือนกัน หนูก็ไปรับเขากลับมาที่บ้าน แล้วก็หนูก็ออกไปหาพี่คนขับรถที่ป่วยเหมือนกัน คือวันนั้นหนูวิ่งไปวิ่งมามาก ๆ แล้วหนูขับรถกลับมาบ้าน หนูเห็นเขานอนอยู่ที่พื้นนิ่ง ๆ (ร้องไห้) หนูก็ตกใจว่าเขาเป็นอะไร แล้วเต้ยก็อุ้มเขาขึ้นมา แล้วก็พยายามที่จะพาหมาไปหาหมอที่โรงพยาบาลโดยที่เขาอยู่ในอ้อมกอด แล้วเต้ยก็ขับรถไปด้วย เหมือนอยู่ในละครมาก ๆ เหมือนเต้ยเรียกชื่อเขา พอไปถึงที่โรงพยาบาลใกล้ ๆ หนูก็ยื่นให้เขาไป แล้วหนูไม่กล้าเดินเข้าไป คือตอนนั้นเขาไม่มีอะไรแล้ว ร่างกายเขาแบบเหลว คือมาถึงเต้ยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขาอยู่หรือไม่อยู่ เต้ยแค่พาเขาไปโรงพยาบาลก่อน แล้วพอไปถึงหนูเพิ่งได้สติว่าเขาไม่อยู่แล้ว แล้วพยาบาลก็เดินออกมาว่าน้องไม่อยู่แล้วนะคะ ซึ่งเต้ยก็ไม่รู้เลยว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ เราจะทำให้เขาเห็นว่าเรากอดเขา เพราะเราพร้อมเสมอสำหรับทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น เราไม่ยื้อแล้วเราปล่อยได้แล้วแต่ให้กระบวนการมันเกิดอย่างธรรมชาติ ?เต้ย จรินทร์พร : หนูเรียนรู้สิ่งนี้จากพี่จ๋าค่ะ พี่จ๋าเคยเล่าจ๋า ยศสินี : จ๋าหมาป่วยตายในอ้อมกอดเหมือนกัน แต่เราเอามาเป็นครู คือเขาสอนเราจนวันสุดท้ายเลยว่ามันคือการจากไป เขาคือครูของเราเลยว่านี่คือการจากไปที่ดีที่สุดแล้ว แล้วก็เราเลี้ยงเขาดีที่สุดแล้ว แล้วก็ดีแล้วที่เขาไปก่อน ถ้าเราไปแล้วเขายังอยู่ เขาจะเคว้งมาก เพราะฉะนั้นให้เขาไปดีที่สุดแล้ว แล้วก็สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จะพูดได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่อยากบอกเต้ยว่ากอดพ่อเถอะ (ร้องไห้)เต้ย จรินทร์พร : คือเต้ยรู้มาก ๆ แต่ว่าอันนี้ไม่ได้ไม่กอดเขานะคะทุกวันนี้ (ร้องไห้) เหมือนเรารู้ตัวว่าเมื่อก่อนเราเคยกอดเขายังไง หนูคิดว่าคำว่ายื้อของ ดร. ต้อง มันคือการที่เหมือนมีระยะห่างนิดหนึ่ง เพราะว่าเรากลัว แต่คือจริง ๆ แล้วเราอยากกอดเขาให้แน่น ๆ แต่ว่ามันยังไม่สามารถก้าวข้ามความอะไรก็ไม่รู้ของตัวเอง หรือการไม่พร้อมเผชิญการสูญเสีย เต้ยว่ามันเป็นสิ่งนั้น แล้วเหมือนมันค่อย ๆ เกิดขึ้นเรื่อย ๆ จากเมื่อก่อนที่เข้าไปเล่นกับเขาตลอด เดี๋ยวนี้ก็ไม่กล้าเหมือนมันเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็หมาก็ไม่ก็เมื่อก่อนก็จะกล้าเล่นด้วย กลายเป็นหนูจะมีระยะห่างกับสุนัขหลาย ๆ ตัว หนูว่าตอนนี้พ่อกับแม่หนูที่ดูงงแล้ว เพราะว่าเต้ยไม่เคยพูดเลยค่ะ แต่ว่าเต้ยรู้สึกจริง ๆ แล้วเต้ยก็เชื่อว่ามันน่าจะมีหลาย ๆ คนที่เป็นแบบนี้เหมือนกัน ที่เราเคยกอดเขาแบบอิ่มมาก ๆ แล้ววันหนึ่งเราไม่กล้ากอดเขาแบบอิ่ม ๆ พ่อกับแม่เต้ยอาจจะมีคำถามก็ได้ว่าทำไมช่วงนี้ลูกไม่มาเล่นด้วยเลย แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่รัก แต่ว่ามันกลัวอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งมันเพิ่งมาเป็นเมื่อปี 2 ปีนี้ แต่ว่าทำไมมันเหมือนเต้ยรู้สึกตัวช้าหรืออะไรก็ไม่รู้ก่อนหน้านี้ไม่เป็น ตั้งแต่สูญเสียครั้งนั้น แต่ว่าเพิ่งเป็นตอนนี้ อยากบอกว่าเรามีสิทธิ์ที่จะขอความช่วยเหลือจากแพทย์ ถ้าสัตว์เลี้ยงเราตายมันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลาย ๆ คน ?เต้ย จรินทร์พร : อยากบอกคนทุกคนเหมือนกันว่าในเคสของเต้ย เจอมันมา 10 ปีที่แล้ว แล้วเต้ยพยายามทำเป็นเข้มแข็งเหมือนกับเราเข้าใจโลกว่า เดี๋ยววันหนึ่งคนก็จะต้องจากไป เหมือนเราพยายามโอเค แต่กลายเป็น 10 ปีผ่านมาแล้ว เหมือนเต้ยอยากจะมายอมเป็นนักเรียนค่อย ๆ เคาะ กระเทาะตัวเอง เหมือนนักเรียนมันเริ่มออกมา สิ่งนี้มันเริ่มผุดขึ้นมาในวันที่เราอ่อนลง ในวันที่พร้อมแล้วเรายอมให้โลกสอนเราบ้าง เหมือนซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเอง สมมติว่านั่งอยู่กับเต้ยที่เป็นครูคนนั้นอยากบอกอะไร อยากกอดเขาหรืออยากพูดอะไรกับเขาบ้าง ?เต้ย จรินทร์พร : ใช้ชีวิตให้มันสนุกขึ้นบ้างก็ได้ (ร้องไห้) เล่นให้เยอะขึ้นบ้างก็ได้ ผิดพลาดได้ไม่เป็นไร แล้วก็คนที่เราอยากเล่นด้วย คนที่เราอยากใช้เวลาอยู่กับเขาก็คือพ่อกับแม่ ในวันนี้เขายังอยู่ก็ไปเล่นกับเขาเถอะ ไปใช้เวลากับเขาให้เยอะ ๆ อย่ามัวแต่เป็นคุณครูแล้วเราทำตัวเย็นชามันไม่เกิดประโยชน์ค่ะ แล้วก็แค่อยากบอกทุกคนเฉย ๆ ค่ะ เต้ยเชื่อว่ามีเด็กหลาย ๆ คนที่โตมาเหมือนเต้ย ที่เล่นคนเดียว ที่เป็นคุณครูกับนักเรียนในตัวเองอยู่ตลอดเวลา บางทีเราอาจจะชินกับความหนักนั้น กับก้อนหินที่เราแบกไว้ สมมติว่าเราแบก 15 กิโลกรัมมา 35 ปี มันมีวันหนึ่งที่เราเริ่มจะเห็นหินก้อนนี้ว่า เราแบกอยู่ 15 กิโลกรัมเลย มันหนักแบบนี้ แต่เรามองว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แบกมาตลอด มีคนมาบอกเราว่าไม่เป็นไรวางลงก็ได้ เดี๋ยวเขาช่วยแบกไหม เราก็อาจจะไม่ยอม เพราะว่าเรามัวแต่คิดว่าไม่ ๆ ฉันต้องแบกความรับผิดชอบนี้เอาไว้มันเป็นของฉัน แต่ว่า ณ วันนี้เต้ยเริ่มรู้จักการเอาหินนั้นลง แล้วก็ยอมให้คนอื่น เขาได้มาช่วยกันบ้าง จะบอกทุกคนว่ามันอาจจะมีช่วงที่เราโหวงนิดหนึ่ง ในการวางหินนี้ลง เพราะว่ามันไม่ชิน แต่เชื่อเถอะว่าเรากับกำลังฝึกกล้ามเนื้อใหม่ของเรา ให้ใช้ชีวิตอย่าง healthy ขึ้น ให้เรามีคุณภาพมีความหมายในชีวิตมากขึ้น แต่ว่ามันจะต้องผ่านความโหวงนี้ไป ก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคน สามารถติดตาม "How Are You Feeling?" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot, Facebook: Life Dot, Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น. และรับชมรายการย้อนหลัง ได้ที่นี่ สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสารได้ที่ช่องทางPodcast : Life Dot, Facebook : Life Dot, Youtube : Life Dot, IG : lifedot.official, TikTok : lifedot_official , Spotify : Lifedot_official อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : เปิดบ้านที่ญี่ปุ่นของ "เต้ย จรินทร์พร" ขึ้นแท่นนางเอกสายอสังหาฯ คนล่าสุด สดใสมาก! เต้ย จรินทร์พรแจกรอยยิ้มท่ามกลางหิมะ ต้อนรับวันเกิด เต้ย จรินทร์พร รีแคปชีวิต 2025 เป็นปีที่เรียนรู้ตัวเอง ทำให้มองเห็นและเรียนรู้โลกกว้างขึ้นอีก

“ออฟ จุมพล” ไม่สนดราม่า พร้อมตั้งรับเดี๋ยวพิสูจน์ให้เห็น
อ่าน

“ออฟ จุมพล” ไม่สนดราม่า พร้อมตั้งรับเดี๋ยวพิสูจน์ให้เห็น

ออฟ จุมพล ไม่สนดราม่า พร้อมตั้งรับเดี๋ยวพิสูจน์ให้เห็น แค่เปิดชื่อมาว่าเป็นนักแสดงหนุ่มสุดฮอต ออฟ จุมพล ก้าวขึ้นมาเป็นเมนเทอร์ในรายการ The Face Men Thailand Season 4 ก็เจอกระแสซะแล้ว ล่าสุดเจอเจ้าตัวเลยให้เปิดใจถึงเรื่องนี้... ผมก็สงสัยว่าเค้าเอาเราจริงหรือเปล่า เราชื่นชอบการแต่งตัว ชอบเรื่องแฟชั่นอยู่แล้ว นี่เป็นอีกรายการหนึ่งที่เราได้พรีเซนต์ในสิ่งที่เราชอบก็เลยตอบตกลงทันที ตอนเปิดตัวชื่อเรา ใครว่ะ มาทำไม เป็นยังไง เขาคือใคร ด่ามาก่อนเลย แต่ชอบ เดี๋ยวไปดูในรายการแล้วกัน เอาจริงๆ คนที่เป็นห่วงเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเค้าอาจจะยังไม่รู้จักผม พอได้มารู้จักแล้วอาจจะเปลี่ยนความคิดเห็นเปลี่ยนคอมเมนต์ก็ได้ ผมไม่นอยด์ เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่เราชอบ เค้าไม่เห็นผลงานเรา เค้าไปด่าเราแล้ว เรารู้สึกว่ามาเลยผมชอบ เราเป็นคนที่มีเหตุผลพอ เราใช้เหตุผลเป็นหลักนั้นก็คือฝีมือ เพราะฉะนั้นเค้าไม่มีสิทธิ์มาด่าเราเลยได้ว่า พูดอะไรเป็นไปไม่ได้ เพราะสุดท้ายแล้วความจริงคือความจริง เอาความจริงไปสู้ พูดตรงๆ คือทำดีเสมอตัวทำชั่วโดนด่าแน่นอนแฟนๆ ที่ชมรายการนี้ฉะนั้นไม่มีท่าทางชั่วอยู่แล้ว จากรายการที่ผ่านมา ปกติเราก็ดูอยู่ที่สองซีซั่นสุดท้าย พอเรามาทำเองเราต้องไปตามดูว่ามันเป็นยังไง เกมมันเป็นแบบไหน เราต้องเล่นแบบไหน ตอนแรกคิดว่ามันมีสคริปต์หรือเปล่า พอมาถ่ายจริงไม่มีสคริปต์ เครียดมาก ต้องวางแผนค่อนข้างที่จะยากเหมือนกัน ต้องนอนเยอะๆ หัวต้องไวเพราะว่าทุกอย่างมันคือสด เป็นเรียลลิตี้จริงๆ ทุกอย่างวางแผนกันตรงนั้นพูดจนวินาทีสุดท้ายก่อนที่จะเข้าไปถ่าย เข้ากันได้ก่อนเป็นอย่างแรก 2. มีความพยายาม 3.ต้องตั้งใจสู้ต้องสู้มากๆ เราไม่ชอบคนที่มีมายด์เซ็ตลบ คนไม่พยายามเป็นน้ำเต็มแก้วจะมาทำไม มันต้องมาเพื่อที่อยากที่จะได้รับอะไรกลับไป เราอยากให้เต็มที่เหมือนกันเพราะว่าเรามีเพื่อนเยอะ เรามีคนเก่งรอบตัวเยอะ ก็อยากที่จะเอามาช่วยเหลือเอามาให้น้องๆ ได้ถ่ายทอด อีกอย่างอยากให้ปล่อยตัว ปล่อยใจแล้วเข้าไปดูรายการ ถ้าเต็ม 100 อย่างน้อยต้อง 99 ฝากทุกคนด้วย ขอให้ทุกคนเป็นกำลังใจให้กับทีมออฟด้วย เป็นบทบาทใหม่ใหม่ที่ออฟเพิ่งได้เริ่มเข้ามาทำ จะพยายามให้เต็มที่ ทำการบ้านกันให้เต็มที่ แล้วอย่ามาว่าผมขี้โกงนะ เพราะว่าผมรู้สึกว่าผมไม่ค่อยชอบคำนี้เท่าไหร่ กฎถ้าเกิดมันมีบอกผมไม่ทำ แต่ถ้ากฎไม่ได้มีบอกมันก็ทำได้ไม่ใช่หรอ เริ่มเลยๆ...