รีเซต

ผลการค้นหา “Top Form” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ฟิตฟลอป
สิทธิพิเศษ

ฟิตฟลอป

-

KGI เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น - บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) เจาะ 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ BH ให้เป้าพื้นฐาน 210 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคาเริ่มฟื้นตัวหลังสร้างฐานบริเวณค่าเฉลี่ย 200 วัน ประเมินแนวรับ 183 บาท / แนวต้าน 186 – 195 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 205 บาท (Stop loss 176.5 บาท) 2) ประเมินสถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลายปลดล๊อคการเดินทางของผู้ป่วยต่างชาติ เราประเมินแนวโน้มผู้ป่วยต่างชาติโดยเฉพาะจากตะวันออกกลางจะฟื้นตัวเด่นใน 3Q69 หลังสถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง ทั้งนี้ผลกระทบของสงครามใน 2Q69 ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่ามีผลกระทบที่จำกัด (ใน 2Q69 ผู้ป่วยต่างชาติยังคงมีการเดินทางมารับการตรวจรักษา แม้จะชะลอลง) แต่ราคาหุ้นซึบซับข่าวลบไปพอสมควรแล้ว 3) Valuation ยังมี Upside Forward PE +/-20 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 3 ปี ที่ 24 เท่า / ใกล้เคียง -1SD ที่ 18 เท่า)หุ้น ADVICE ให้เป้า Consensus 7.2 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้น เริ่มฟื้นตัวหลังพักฐานในกรอบ Sideway up ประเมินแนวรับ 6.35 บาท / แนวต้าน 6.6 – 6.85 บาท กรณีแกว่งตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 7.15 บาท (Stop loss 6.1 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไร 2Q69 ทำจุดสูงใหม่ต่อเนื่อง คาดอัตรากำไร 2Q69 จะยืนสูงต่อเนื่องจาก 1Q69 จากการปรับราคาขายสินค้าไอทีขึ้น (ผลจากสินค้าไอทีขาดแคลน) ขณะที่อุปสงส์แข็งแกร่ง ผู้บริโภคจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ไอที เพื่อรองรับเทรนด์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัล … แผนการเร่งยอดขายกลุ่ม Commercial (ลูกค้าองค์กร) เป็น Upside ใน 2H69 3) Valuation ไม่แพง Forward PE 11.4 เท่า (เท่ากับ -1SD) ขณะที่ Consensus คาดกำไรปีนี้โต +31% YoYหุ้น NTF ให้เป้าพื้นฐาน 20.8 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นพักฐานแรง Oversold มีโอกาส Rebound ประเมินแนวรับ 13.3 บาท และ 13.1 บาท / แนวต้าน 13.8 – 14.4 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 15.5 บาท (Stop loss 12.6 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวก หลังที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติออกหุ้นกู้เตรียม Working cap เพิ่มยอดส่งออกทุเรียน เราประเมินแนวโน้มกำไร 2Q69 จะโตเด่น YoY QoQ เนื่องจากเป็น High season ทุเรียนภาคตะวันออก และเงินทุนหมุนเวียนที่มากขึ้นจากการ IPO ขณะที่ผู้ถือหุ้นอนุมัติออกหุ้นกู้วงเงิน ≤ 900 ล้านบาท เพื่อเสริมเงินทุนหมุนเวียนสำหรับช่วง High season ทุเรียนภาคใต้ 3Q และเตรียมสะสมทุเรียนตกเกรด (ไม่สวย/แต่เนื้อดี) เพื่อทำทุเรียนแช่แข็งเตรียมไว้ส่งออกช่วง Low season (4Q - 1Q) 3) Valuation ถูก ราคาหุ้นพักฐานแรงจน Forward PE ต่ำเพียง 6.5 เท่า ขณะที่คาดกำไร 2Q69 จะทำจุดสูงใหม่ และ 3Q69 คาดจะโตเด่น YoY

FINANSIA คว้ารางวัล Broker Champion ในงาน SET in the City 2026
อ่าน

FINANSIA คว้ารางวัล Broker Champion ในงาน SET in the City 2026

FINANSIA ผู้นำด้านการลงทุนชั้นนำของประเทศ ร่วมออกบูธในงาน SET in the City 2026 นำเสนอนวัตกรรมการลงทุนแบบครบจบในที่เดียวโดยคุณนุสรา รุ่นเจริญ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) นำทีมร่วมต้อนรับและเชิญชวนนักลงทุนเปิดประสบการณ์การลงทุนผ่านแอปพลิเคชัน “HeroM” ที่พร้อมเชื่อมต่อสินทรัพย์ทั่วโลกในแอปเดียว ครอบคลุมทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ TFEX และกองทุนรวม ซึ่งในงานนี้ FINANSIA ได้รับกระแสตอบรับจากนักลงทุนอย่างล้นหลาม จนคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 “TFEX Broker Champion”มาครองได้ ตอกย้ำความสำเร็จในฐานะพรีเมียมโบรกเกอร์ที่ได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง

CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวัน
อ่าน

CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวัน

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวันบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เดินหน้าขยายธุรกิจศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูสอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการโครงการ Central Northville อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศร่วมทุนกับ Mitsubishi Estate พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณสยามสแควร์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการบริโภคและตลาดค้าปลีกในประเทศไทยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของ CPN และผู้ประกอบการรายอื่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย และสะท้อนกลยุทธ์หลักของธุรกิจศูนย์การค้าในปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาโครงการเดิมใหม่ทั้งหมด การรีโนเวตสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และการสร้างโครงการเรือธงในทำเลศักยภาพสูงCentral Northville ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ใช้งบลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 59 ไร่ และมีพื้นที่อาคารรวม (GBA) 210,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนนรัตนาธิเบศร์ โดยเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดจากศูนย์การค้า Central Rattanathibet เดิมที่เริ่มรื้อถอนตั้งแต่ปี 2567โครงการดังกล่าวถือเป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 4 ของ CPN ในจังหวัดนนทบุรี ต่อจาก Central Westgate, Central WestVille และ Central Chaengwattana ซึ่งรองรับประชากรรวมกว่า 1.8 ล้านคน โดยบริษัทระบุว่าเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Biophilic Design ซึ่งเน้นสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตระยะยาวภายในโครงการมีร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ โดยกว่า 80% เป็นแบรนด์ใหม่สำหรับพื้นที่ดังกล่าว พร้อมจุดเด่นสำคัญ เช่น D-Sports Stadium ขนาดกว่า 2,500 ตารางเมตร, Fitness First รูปแบบใหม่, ลู่วิ่งระยะทาง 450 เมตร รวมถึงพื้นที่สำหรับครอบครัวและสัตว์เลี้ยงขณะเดียวกัน CPN และ Mitsubishi Estate ได้ประกาศโครงการร่วมทุน “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณแยกปทุมวัน บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ โดย CPN ถือหุ้น 60% และ Mitsubishi Estate ถือหุ้น 40%โครงการดังกล่าวมีพื้นที่อาคารรวม 141,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยศูนย์การค้าสูง 8 ชั้น ร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 อาคารสำนักงานสูง 12 ชั้น รองรับพนักงานราว 2,500 คน เปิดในไตรมาส 4/2570 และโรงแรม 25hours Hotel แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 349 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572ฝ่ายวิจัยทิสโก้ประเมินว่าโครงการ CenTRal CENtrAL จะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ CPN ประมาณ 1 บาทต่อหุ้น แม้ขนาดโครงการจะเล็กกว่าการขยาย Mega Bangna แต่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่า จากการตั้งอยู่ในทำเลพรีเมียมใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพด้านการค้าปลีกและการท่องเที่ยวสูงนอกจากนี้ ทิสโก้ยังมองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของคู่แข่งอย่าง “1981 Soul Sold” ของ The Mall Group ซึ่งใช้งบลงทุน 1,300 ล้านบาทในการปรับปรุง The Mall Ramkhamhaeng เดิม สะท้อนแนวทางการพัฒนาสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และตอกย้ำการแข่งขันในธุรกิจศูนย์การค้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคจากการขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ และความแข็งแกร่งของพอร์ตศูนย์การค้าเดิม ฝ่ายวิจัยทิสโก้ยังคงเลือก CPN เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเหมาะสมที่ 83 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าโครงการใหม่ทั้ง Central Northville และ CenTRal CENtrAL จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และมูลค่าในระยะยาว.

ลูกค้าแพ็กเกจรายเดือน 5G Super Xtreme Entertainment  รับสิทธิ์ชมฟรี TrueID+ นานสูงสุด 12 เดือน
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าแพ็กเกจรายเดือน 5G Super Xtreme Entertainment รับสิทธิ์ชมฟรี TrueID+ นานสูงสุด 12 เดือน

ลูกค้าแพ็กเกจรายเดือน 5G Super Xtreme Entertainment รับสิทธิ์ชมฟรี TrueID+ นานสูงสุด 12 เดือน เงื่อนไข1.ผู้ใช้บริการแพ็กเกจ 5G Super Xtreme Entertainment ชมฟรี True ID+ เป็นระยะเวลา 12 เดือน เมื่อลงทะเบียนรับสิทธิสำเร็จและชำระค่าบริการรายเดือนมือถือต่อเนื่อง2.สามารถรับชม True ID+ ได้พร้อมกัน 2 จอ ผ่านแอปพลิเคชัน หรือ เว็บไซต์ https://e22s5.app.goo.gl/jNa1B โดยทำการล็อกอินด้วยบัญชีทรูไอดีของเบอร์ที่ทำการสมัครแพ็กเกจ 5G Super Xtreme Entertainment เท่านั้น3.กรณีลูกค้ามีแพ็ก True ID+ อยู่แล้วที่ยังไม่หมดอายุ จะไม่สามารถรับสิทธิ์ True ID+ จากแพ็กเกจนี้ได้4.กรณีทำการยกเลิกแพ็กเกจมือถือ 5G Super Xtreme Entertainment สิทธิในการรับชม True ID+ จะสิ้นสุดทันที

Central Beauty Award 2026
สิทธิพิเศษ

Central Beauty Award 2026

-

Gulf  Singtel ขายหุ้น 2.78% หนุนเพิ่ม free float ตามเกณฑ์ของ MSCI – Globlex ให้ราคาเป้าหมาย 82 บาท
อ่าน

Gulf  Singtel ขายหุ้น 2.78% หนุนเพิ่ม free float ตามเกณฑ์ของ MSCI – Globlex ให้ราคาเป้าหมาย 82 บาท

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #Gulf Singtel ขายหุ้น 2.78% หนุนเพิ่ม free float ตามเกณฑ์ของ MSCI - Globlex ให้ราคาเป้าหมาย 82 บาทGULF - การขายหุ้น 2.78% ของ Singtel และการถูกลดชั้นของตลาดหุ้นอินโดนีเซียสู่ตลาด frontier คาดว่าจะช่วยผลักดันราคาหุ้น Gulf กลับไปสู่นิวไฮได้เย็นวันนี้ตลาดมีเรื่องแปลกใจ เมื่อมีข่าว Singtel ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองใน Gulf ที่ 7.78% ก่อนการขายหุ้น 2.78% หรือราว 416m หุ้นออกมา โดยราคาหุ้นที่ขายออกมาอยู่ในช่วง THB58.8-60 คิดเป็นเพียง 2-4% ส่วนลดจากราคาหุ้นในกระดาน ด้วยมูลค่าทั้งหมด THB25b แต่ส่วนลดที่น้อย สะท้อนถึงดีมานที่สูงสำหรับหุ้น Gulfแต่วันนี้ราคาที่ลงมากว่า 4% นักลงทุนควรกังวลหรือ ไม่? แล้วเหตุผลใดที่ Singtel ตัดสินใจขายหุ้นบางส่วนออกมา 2.78% แต่ยังคงถือหุ้น Gulf อีก 4.9%Gulf สามารถเพิ่ม free float ตามเกณฑ์ของ MSCI Foreign Inclusion Factor (FIF)การขายหุ้นบางส่วน 2.78% ออกมา ดูเผินๆ อาจหมายถึงการที่ Singtel อยากถอนตัวออกจาก Gulf แต่ในอีกมุมหนึ่ง เราอาจมองได้ว่า1) Gulf ต้องการเพิ่ม free float ของตนในมุมมองของ MSCI เพราะปัจจุบัน คุณสารัช ถือหุ้นใน Gulf ในชื่อกองทุนและชื่อตนเองรวมกันราว 56% มากกว่าผู้ถือหุ้นอันดับสอง Singtel ที่จะถือเหลือ 4.9% ลดลงจาก 7.78% เดิมภายใต้กฏใหม่ของ MSCI FIF ที่จะนับ free float ที่ตัดผู้ถือหุ้นบางรายที่สามารถนับเป็นผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ออก นั่นทำให้ free float ของ Gulf ตามกฏ FIF จะอยู่ที่ 25% ซึ่งต่ำกว่า 26% ที่ใช้ 32% free float ที่นับตามเกณฑ์ของ SET หักด้วยผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์และปัดเศษลงเหลือเพียง 25% เท่านั้นแต่หากหุ้นบางส่วนใน 2.78% ที่ขายออกมาโดย Singtel ให้ทั้งกองทุนในประเทศ กองทุนต่างประเทศ และนักลงทุนรายใหญ่ นั่นจะทำให้สัดส่วน free flaot ของ Gulf ตามกฏ FIF เพิ่มขึ้นจาก 25% เป็น 27.5% เพราะจะเป็นการปัดเศษขึ้นขั้นละ 2.5% จาก 25% เป็น 27.5% นั่นเองแล้วการมี free float เพิ่มขึ้นของ Gulf ตามเกณฑ์ FIF ดียังไง?นั่นจะทำให้หุ้น Gulf มีโอกาสถูกซื้อเพิ่มเติมโดยกองทุน index fund ที่จะเพิ่มน้ำหนักการถือหุ้น Gulf เพิ่มขึ้นนั่นเอง และอาจนำไปสู่ราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นต่อไปSingtel มีความคล่องตัวมากขึ้นในการไม่ต้องรายงานการทำธุรกรรมซื้อขายหุ้น Gulf ต่อไปหลังการลดการถือหุ้นใน Gulf ของ Singtel เหลือ 4.9% จะทำให้ Singtel ไม่ต้องรายงานธุรกรรมใดๆ ในการซื้อขายหุ้น Gulf โดยไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจและการเติบโตของ Gulf เพราะ Singtel เองไม่มีตำแหน่ง board ไม่มีส่วนร่วมใดๆ ในการบริหารและตัดสินใจใดๆ ใน Gulf ส่วนธุรกิจที่ร่วมมือกัน เช่น JV ในการทำ data center ยังคงสามารถเดินต่อไปได้ปกติปัจจุบัน ผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจมี STECON (1.52%), BBL (1.0%), Rojana (0.78%), Vayuphak 1 (3.72%)ผมเชื่อว่า ราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงมาวันนี้ จากการขาย big lot ของ Singtel ที่ราคาหุ้นต่ำกว่ากระดานเพียง 2-4% น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้น Gulf ที่กำไรยังเติบโตมากต่อเนื่อง จากทั้งธุรกิจ data center ทั้งกำไรจาก Advanc และกพไรจากธุรกิจไฟฟ้าเดิมที่มีโอกาสเติบโตจาก Direct PPA 2GW พลังงานทดแทนที่มุ่งเน้นป้อนให้ data center และ PDP แผนพัฒนาไฟฟ้าใหม่ที่กำลังใกล้คลอดภายในปี 2026 นี้อีกด้วยปัจจุบัน หุ้นกลุ่ม Gulf ที่ประกอบด้วย Gulf + Advanc + Kbank + THCOM และอาจรวม Gunkul ด้วย มีมูลค่าตลาดรวมราว THB3tr หรือคิดเป็น 15% ของมูลค่าตลาด SET นั่นทำให้เชื่อได้ว่า หากราคาหุ้นกลุ่ม Gulf ยังคงเดินหน้าทำนิวไฮต่อไป ด้วยกำไรที่เติบโตสูงและ fund flow ที่ไหลเข้า จะทำให้ SET มีโอกาสไปแตะจุดสูงสุดเดิมที่ราว 1800 จุดได้หรือไม่ใน 12 เดือนข้างหน้า?

จริงจัง!! อัล นาสเซอร์ สนคว้าตัว หลุยส์ มีย่า แข้ง เกตาเฟ่ เสริมทัพ
อ่าน

จริงจัง!! อัล นาสเซอร์ สนคว้าตัว หลุยส์ มีย่า แข้ง เกตาเฟ่ เสริมทัพ

Marca สื่อกีฬาชื่อดังของสเปน รายงานว่า อัล นาสเซอร์ทีมดังในลีกซาอุดีอาระเบียกำลังให้ความสนใจอย่างจริงจังในการเซ็นสัญญากับ หลุยส์ มีย่า กองกลางตัวเก่งของ เกตาเฟ่ คาดว่า หลุยส์ มีย่า มิดฟิลด์วัย 31 ปีจะตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตการค้าแข้งของเขาในเร็วๆ นี้ โดยมีรายงานว่าสโมสรจากซาอุดีอาระเบียเสนอสัญญาที่ให้ค่าเหนื่อยสูกสุดในอาชีพการค้าแข้งของเขา ขณะเดียวกัน บียาร์เรอัล เป็นอีกหนึ่งสโมสรที่ให้ความสนใจในตัวของ หลุยส์ มีย่า เช่นกัน เนื่องจากทัพ "เรือดำน้ำสีเหลือง" ได้โควต้าร่วมการแข่งขันในศึก ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ฤดูกาลหน้า แต่อย่างไรก็ตามทาง อัล นาสเซอร์พร้อมที่จะจ่ายค่าฉีกสัญญาประมาณ 6 ล้านยูโร เพื่อปิดดีลคว้าตัวดาวเตะชาวสเปนรายนี้ให้ได้โดยเร็ว สำหรับ หลุยส์ มีย่า โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมกับ เกตาเฟ่ ในฤดูกาล 2025/26 โดยทำไป 1 ประตูกับอีก 10 แอสซิสต์ จากการลงสนาม 38 นัดรวมทุกรายการ (Photo by JAVIER SORIANO / AFP) (Photo by Pierre-Philippe MARCOU / AFP) ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมบอลวันนี้ ตารางบอลวันนี้ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด สรุปผลบอล ผลบอลเมื่อคืน เช็กผลบอล ผลบอลสดวันนี้

KGI จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น -บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ หุ้น CPN ให้เป้าพื้นฐาน 75 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้น Sideway กรอบแคบ มีโอกาส Break กรอบแนวต้าน ขณะที่ MACD RSI เริ่มฟื้นก่อน ประเมินแนวรับ 64.5 บาท / แนวต้าน 67 บาท กรณี Break ผ่านแนวต้านนี้ได้ประเมินกรอบแนวต้านถัดไป 69 – 71 บาท (Stop loss 62.5 บาท) 2) คาดกำไร 1Q69 โต YoY และประเมินรายได้ค่าเช่าจะยังโตดีต่อเนื่องตลอดปี ฝ่ายวิจัยฯคาดกำไร 1Q69 = 4.6 พันล้านบาท โต +9% YoY และคาดธุรกิจพื้นที่จะเช่าจะยังเติบโตได้ดีตลอดปี + คาดหวังการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐฯหนุน ขณะที่การทยอยโอนโครงการ Dusit residences (ถือหุ้น 30%) จะเป็นอีกปัจจัยเสริมกำไรปีนี้ 3) Valuation ยังมี Upside Forward PE 14.6 เท่า (-1 SD) Dividend yield 3.8%หุ้น WHA ให้เป้าพื้นฐาน 5.4 บาท โดย 1) ประเมินรูปแบบราคา Sideway Up ลุ้นทดสอบจุดสูงเดิม ประเมินแนวรับ 4.6 บาท / แนวต้าน 4.76 – 4.86 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 5.1 บาท (Stop loss 4.44 บาท) 2) คาดการเร่งลงทุนตามนโยบาย Thailand FastPass ปลดล๊อค BOI มูลค่ามหาศาลที่ค้างท่อ เราประเมินนโยบายเรือธงของรัฐบาลคือ “Thailand FastPast” ที่จะปลดล๊อคให้การลงทุนที่ขอ BOI ไว้แล้วผ่านขั้นตอนได้เร็วขึ้น จากปัจจุบันที่สะสมรวมมูลค่าเกือบ 3 ล้านล้านบาทแล้ว (ปีก่อน 1.8 ล้านล้านบาท + ต้นปีนี้อีก 1 ล้านล้านบาท) … เราคาดจะเป็นบวกต่อยอดโอนที่ดินนิคมฯใน 1- 2 ปีนี้ ขณะที่การเร่งลงทุน Data center จะหนุนธุรกิจสาธารณูปโภคไฟฟ้า+น้ำ 3) Valuation ยังไม่แพง Forward PE +/-12.5 เท่า (-1 SD) Dividend yield ปีละ 4.8% … วันนี้ฝ่ายวิจัยฯปรับเป้าหมายขึ้น สะท้อนธุรกิจสาธารณูปโภคที่ดีขึ้นหุ้น KTB ให้เป้าพื้นฐาน 37 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นเริ่มฟื้นตัวลุ้น Break กรอบ Sideway ขึ้นปิดแก๊ปราคา ประเมินแนวรับ 33.25 บาท / แนวต้าน 34.5 – 35 บาท กรณีปิดแก๊ปราคานี้และผ่านไปได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 36 บาท (Stop loss 32.5 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจากเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ เราประเมินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ จาก พรก เงินกู้ จะประคองภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศ รวมทั้งยอดขอ BOI ที่รอปลดล๊อคสูงถึงเกือบ 3 ล้านล้านบาทแล้ว + การเร่งลงทุนโครงการภาครัฐฯ จะหนุนภาพรวมการเติบโตของสินเชื่อ ขณะที่เราประเมินความเสี่ยงส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) ขาลงผ่อนคลายลง 3) ปันผลยังเด่น คาดปันผลปีนี้ 2.2 บาท/หุ้น (Dividend yield 6.5%)

7 รองเท้า ใส่สบาย เดินนานๆ เที่ยวต่างประเทศ ไม่เมื่อยขา ยี่ห้อไหนดี
อ่าน

7 รองเท้า ใส่สบาย เดินนานๆ เที่ยวต่างประเทศ ไม่เมื่อยขา ยี่ห้อไหนดี

ปี 2026 นี้ เที่ยวต่างประเทศ ทั้งที ก็ต้องมี รองเท้าดีๆ ใส่สบาย เดินนานแล้วไม่เมื่อย สักคู่แล้วค่ะ ท่องไว้เลยว่า รองเท้าดีใส่แล้วแฮปปี้ตลอดทริป! หากใครยังลังเลใจเลือกไม่ได้ว่าจะสอย รองเท้า ใส่เดินนานๆ เที่ยวต่างประเทศ ยี่ห้อไหนดี และยังไม่มีรองเท้าคู่โปรดที่ช่วยรองรับสรีระเท้า นุ่มเด้ง น้ำหนักเบา เดิน 20,000 ก้าว ก็ไม่เมื่อยขา ไม่ปวดฝ่าเท้า แถมไม่กัดเท้าจนทริปกร่อยล่ะก็! 7 แบรนด์นี้ที่เราลิสต์มาฝาก รับรองใส่ดีสมคำร่ำลือค่ะ งานนี้เตรียมเสียทรัพย์ได้เลยจ้า! รองเท้า เดินเยอะ เที่ยวต่างประเทศ ยี่ห้อไหนดี 2026ใส่สบาย ทนทาน ซัพพอร์ตเท้า ไม่กัดเท้า 1. Sketchers Slip-ins : GOwalk Massage Fit คู่แรกเราขอประเดิมด้วย Sketchers Go walk 7 รองเท้าสลิปอินรุ่นฮิต ดีไซน์เท่ที่ยืนหนึ่งเรื่องการเดิน ซึ่งโดดเด่นด้วย Midsole แบบคลื่นที่ช่วยนวดเท้าอย่างนุ่มนวล เสริมพื้นรองเท้ากันกระแทกแบบ Hyper burst พร้อมหมอนรองส้นเท้าช่วยรองรับทุกย่างก้าวอย่างปลอดภัย ทำให้รองเท้าคู่นี้มีน้ำหนักเบา ให้สัมผัสนุ่มเด้ง ส่งแรงเดินได้ดี จะเดินเป็นหมื่นก้าวก็ไม่เหนื่อยค่ะ แถมตัวรองเท้าทำมาจากวัสดุสังเคราะห์และผ้าตาข่ายลวดลวยเป็นเอกลักษณ์ ช่วยระบายอากาศ ไม่เกิดกลิ่นอับง่าย ส่วนหน้าเท้ากว้าง ไม่บีบ ไม่กัด นับว่าเป็น Travel Shoes ที่น่าลงทุนคู่นึงเลย! ราคา 3,990 บาท ================ 2. New Balance 530 New Balance รองเท้าผ้าใบในตำนานรุ่นนี้จะไม่พูดถึงคงไม่ได้ค่ะ เพราะหลายเสียงโหวตให้เป็น Travel Shoes ดีไซน์สวยคลาสสิกเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายเรโทรที่จะหยิบมาแมตช์กับเสื้อผ้าออกทริปตัวไหนก็รอด! แถมใส่สบาย ไม่ปวดขา เหมาะกับการเดินเยอะยืนนาน รองเท้ารุ่นนี้เป็นรองเท้าวิ่งสายซัพพอร์ตหรือ Stability shoes มาด้วยอัปเปอร์หนังกลับที่จับคู่กับผ้าตาข่ายอย่างลงตัว และช่วยดูดซับแรงกระแทกทุกการเคลื่อนไหวด้วยแผ่นกันกระแทก ABZORB ที่มีความยืดหยุ่นแข็งแรง แต่ให้สัมผัสนุ่ม เบาสบายเท้า ทำให้เดินได้อย่างมั่นคง ราคา 3,900 บาท ================ 3. Asics Gel 1130 ขอเป็นอีกเสียงที่ยืนยันว่า Asics Gel 1130 ฝาแฝดรุ่นเรือธงอย่าง Gel Kayano 14 รุ่นนี้ ใส่ออกทริปแล้วไม่เคยทำให้ผิดหวังสักครั้ง เรื่องความนุ่ม แน่น เด้ง ต้องยกให้เลย! Asics Gel 1130 เป็นรองเท้าวิ่งสไตล์เรโทรอีกหนึ่งรุ่นที่น่าจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งถูกปรับรูปโฉมมาจากซีรีส์ GEL-1000 โดยมีการเติมแต่งวัสดุอย่างผ้าตาข่ายซ้อนทับกันหลายๆ ชั้นผสมผสานกับหนังเกรดพรีเมียม พร้อมดีเทลลายเส้นคาดสุดโฉบเฉี่ยว ส่วนตัวคิดว่า รองเท้ารุ่นนี้พื้นรองเท้าจะมีความนิ่มและเฟิร์มเด้งกว่าตัวบนนิดหน่อยค่ะ ซัพพอร์ตเท้าและรองรับแรงกระแทกได้ดีมากๆ เดินนานหลายชั่วโมงก็ไม่ปวดขา! ราคา 3,900 บาท ================ 4. Rockfish Weatherwear Cloudy Flatform Fur Slingback สาวๆ คนไหนชอบเที่ยวเมืองหนาวเป็นชีวิตจิตใจ อยากได้รองเท้าดีไซน์เก๋ ดูลำลองสบายๆ แต่ใส่แล้วอุ่นสบายเท้าสุดๆ เดินเยอะได้ไม่งอแง! ทั้งยังหยิบมาแมตช์กับเสื้อผ้าสไตล์ไหนก็ดูคิ้วท์ขึ้นมาทันที ต้องมีรองเท้าแพลตฟอร์มรัดส้นบุขนจากแบรนด์ Rockfish Weatherwear ในกรุค่ะ รองเท้ารุ่นนี้เค้ามาด้วยวัสดุหนังกลับสีน้ำตาลอมส้มหัวกลมมน ด้านในบุขนเฟอร์สีครีมอ่อนหนานุ่มดุจปุยเมฆ ซึ่งกันหนาว กันลมเย็นได้ดีงามมากๆ ส่วนสายรัดก็ทำมาจากขนเฟอร์เช่นเดียวกัน สามารถถอดเปลี่ยนได้ อีกทั้งเสริมส้นหนาที่น้ำหนักเบา ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเดินอีกด้วย ราคา 3,900 บาท ================ 5. TOPCOAT รองเท้ากันหนาวบุขนหนาพิเศษกันเปียก กันลื่น ลุยหิมะได้ ส่วนใครวางแพลนเที่ยวเมืองหิมะอากาศติดลบ เราก็ขอป้ายยารองเท้าบูทลุยหิมะราคาน่าคบไว้ในอ้อมอกอ้อมใจกันหน่อย รองเท้าแบรนด์ TOPCOAT นี้เป็นบูทหุ้มข้อที่เผยให้เห็นถึงความเรียบง่าย สวมใส่สบายด้วยวัสดุผ้าไนลอนผสมโพลีเอสเตอร์ ซึ่งเด่นด้านการกันน้ำ กันความชื้นได้ดี ด้านในบุขนเฟอร์สังเคราะห์ฟูๆ นุ่มๆ มีความหนาแบบพิเศษ จึงช่วยเพิ่มความอบอุ่นได้ดีมากเลยค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นพื้นรองเท้าเป็นยางที่มีความยืดหยุ่นกระชับรับกับสรีระเท้า เดินเยอะแค่ไหนก็ไม่ทำให้เจ็บฝ่าเท้า แถมมีดอกยางกันลื่นล้มด้วยนะ ราคา 1,690 บาท ================ 6. Camper Pelotas Mars หนุ่มๆ คนไหนกระเป๋าหนักและกำลังมองหารองเท้าบูทหนังนิ่มๆ ยืดหยุ่นดี น้ำหนักเบา ซัพพอร์ตเท้าทุกการก้าวเดิน แนะนำให้ลงทุนกับรองเท้าคู่นี้ค่ะ เค้าเป็นรองเท้าบูทดีไซน์เรียบๆ แบบ Chelsea Boots แต่เปี่ยมด้วยความคูล ดูชิคแบบตัวพ่อแห่งวงการแฟชั่นทุกครั้งที่สวมใส่จากดีเทลส้นรองเท้าแบบ Sneaker ที่ทำด้วยยาง EVA ชนิดเบาพิเศษ ช่วยในการยึดเกาะ ทั้งเสริมพื้นรองเท้าแบบ Ortholite ซึ่งสามารถซับแรงกระแทก ส่งแรงเดินได้อย่างดีเยี่ยม กอปรกับตัวรองเท้าที่รังสรรค์ด้วยหนัง Pu คุณภาพพรีเมียม ใส่เดินนานๆ รับรองว่า ไม่บีบ ไม่กัดเท้าแน่นอนค่ะ ราคา 10,950 บาท ================ 7. Fitflop F-Luma Stretch Suede Demi-Wedge Mid-Calf Boots ถ้าพูดถึงความเรียบหรู ใส่สบาย เดินนานไหว ไม่เมื่อยขา MID-CALF BOOTS จากแบรนด์ Fitflop แบรนด์รองเท้าขึ้นชื่อเรื่องความสบายที่ครองใจคนไทยมาอย่างยาวนานคู่นี้ บอกเลยว่า สาวๆ จะพลาดไม่ได้เชียว! เค้าเป็นบูทครึ่งน่องทรงสลิมฟิต ดีไซน์หัวเหลี่ยมมน ส้นแพลตฟอร์มหนา 3 นิ้ว ซึ่งตัวรองเท้าตัดเย็บจากวัสดุหนังกลับสีชมพูเบจอย่างประณีต เพิ่มเติมด้วยดีเทลรอยต่อ ขับให้ผู้สวมใส่มีบุคลิกอ่อนหวานนุ่มนวล น้อยแต่มาก ดูมีระดับแบบ Quiet Luxury ยิ่งไปกว่านั้นพื้นรองเท้าด้านในเป็นแบบเวดจ์นุ่มๆ ผสานกับเทคโนโลยี Microwobbleboard มาช่วยลดแรงกระแทกขณะเดิน นับว่าเป็นอีกคู่ที่เหมาะกับเหล่านักเดินสายแฟเลย! ราคา 7,990 บาท ================ รองเท้าใส่เที่ยวต่างประเทศ ที่น่าสนใจอื่นๆ 6 รองเท้าผ้าใบ ใส่สบาย เดินเยอะ เที่ยวต่างประเทศ ไม่เมื่อยเท้า ไม่ปวดขา ยี่ห้อไหนดี มัดรวม 7 รองเท้าผ้าใบ สีขาว ใส่เที่ยว เดินนานๆ ทริปต่างประเทศ ก็ยังไหว! 5 รองเท้าแตะ นุ่มๆ กันน้ำ กันลื่น ยี่ห้อไหนดี เล่นน้ำสงกรานต์ เที่ยวทะเล ต้องจัด!

"SMTR25" เตรียมบินลัดฟ้าเปิดแฟนมีตติ้งครั้งแรกในไทย เปิดจองบัตร 25 เมษายนนี้!
อ่าน

"SMTR25" เตรียมบินลัดฟ้าเปิดแฟนมีตติ้งครั้งแรกในไทย เปิดจองบัตร 25 เมษายนนี้!

SM True (เอสเอ็ม ทรู) ชวนเก็บกระเป๋าออกเดินทางร่วมทริปฉลองจบการศึกษาสุดพิเศษของ SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) ทีมเด็กฝึกชายหลากหลายสัญชาติจาก SM ENTERTAINMENT (เอสเอ็ม เอนเทอร์เทนเมนต์) ที่ตั้งใจบินลัดฟ้ามาพบแฟน ๆ ชาวไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรก กับแฟนมีตติ้ง Reply High School Fan Meeting Tour Graduation Trip in BANGKOK (รีพลาย ไฮ สคูล แฟน มีตติ้ง ทัวร์ เกรดูเอชัน ทริป อิน แบงค็อก) ในวันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม 2026 เวลา 17:00 น. ณ ธันเดอร์โดม SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 15 คน ได้แก่ HANBI (ฮันบิ), SONGHA (ซงฮา), DANIEL (แดเนียล), HYUNJUN (ฮยอนจุน), HAMIN (ฮามิน), JAEWON (แจวอน), WOOLIN (อูลิน), NICHOLAS (นิโคลัส), KASSHO (คัสโช), JUSTIN (จัสติน), HARUTA (ฮารุตะ), SADAHARU (ซาดาฮารุ), CHARLIE (ชาร์ลี), KACHIN (คชิน) และ TATA (ตาต้า) โดยในจำนวนนี้มี 3 เด็กฝึกมากความสามารถจากประเทศไทย CHARLIE, KACHIN และ TATA ที่เตรียมกลับมาปรากฏตัวบนเวทีในประเทศบ้านเกิดอย่างเป็นทางการในงานแฟนมีตติ้งครั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมโยงกับประเทศไทยและความเป็นสากลของทีมได้อย่างชัดเจน โดย SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) เปิดตัวครั้งแรกผ่านเวทีพิเศษฉลองครบรอบ 30 ปีของ SM ในคอนเสิร์ต SMTOWN LIVE 2025 ณ กรุงโซล เมื่อเดือนมกราคม 2025 ก่อนจะเดินหน้าขึ้นแสดงบนเวที SMTOWN LIVE ในเมืองสำคัญระดับโลก ทั้งเม็กซิโกซิตี้, ลอสแอนเจลิส, ลอนดอน, โตเกียว, ฟุกุโอกะ และกรุงเทพฯ พร้อมได้รับการแนะนำในฐานะศิลปินเจเนอเรชันใหม่ที่จะขับเคลื่อนอนาคตของ K-POP สร้างกระแสตอบรับอย่างร้อนแรงและได้รับความสนใจจากแฟนเพลงทั่วโลก ไม่เพียงเท่านั้น การแสดงคัฟเวอร์เพลงรุ่นพี่ร่วมค่ายอย่าง 다시 만난 세계 (Into The New World) ของ Girls' Generation และ 늑대와 미녀 (Wolf) ของ EXO ยังสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการแสดงและคาแรกเตอร์ที่แตกต่างของสมาชิกทั้ง 15 คน จนกลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่แฟนเพลง อีกทั้งสมาชิกจากทีมเด็กฝึก SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) ยังถูกจับตามองว่า จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแผนการเดบิวต์บอยกรุ๊ปวงใหม่ ซึ่งแผนการดังกล่าวนี้ ทาง SM ENTERTAINMENT ได้ประกาศอย่างเป็นทางการในช่วงเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กระแสความคาดหวังต่อการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของพวกเขายิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) ยังได้เปิดตัวรายการเรียลลิตี้ของตนเอง Reply High School (รีพลาย ไฮ สคูล) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง SM ผู้อยู่เบื้องหลังระบบฝึกฝนศิลปินอันแข็งแกร่งระดับโลก และ eggiscoming บริษัทโปรดักชันชั้นนำจากเกาหลี โดยออกอากาศทั้งในประเทศเกาหลีใต้และต่างประเทศ สำหรับแฟน ๆ ชาวไทยสามารถรับชมได้พร้อมเกาหลีในทุกวันศุกร์ ทางทรูวิชั่นส์ ช่อง True X-Zyte เวลา 18:20 น. และดูย้อนหลังทางแอปพลิเคชันทรูวิชั่นส์ นาว เวลา 20:00 น Reply High School เป็นรายการเรียลลิตี้แนวไทม์สลิปที่สมาชิกทั้ง 15 คนเข้าเรียนในโรงเรียนสมมติ โรงเรียนมัธยมปลาย WOOJEONG เพื่อสัมผัสวัฒนธรรม K-culture ตั้งแต่ยุค 1990s, 2000s และ 2010s ผ่านการแบ่งห้องเรียนตามคอนเซปต์แต่ละยุค ถ่ายทอดทั้งชีวิตหอพัก มิตรภาพ และเส้นทางการเติบโตของเด็กฝึกที่กำลังค้นหาคำตอบเกี่ยวกับการเดบิวต์ของพวกเขา สำหรับแฟนมีตติ้ง Reply High School Fan Meeting Tour Graduation Trip in BANGKOK จะถ่ายทอดบรรยากาศเหมือนทริปสมัยเรียนที่ทุกคนรอคอย ภายใต้คอนเซปต์การเดินทางฉลองการจบการศึกษา ที่แฟน ๆ จะได้ร่วมออกทริปไปพร้อมกับสมาชิกทั้ง 15 คน ภายในงานเตรียมพบกับกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการแสดงเพลง We Go (วีโก) เพลงประกอบรายการ Reply High School ที่บอกเล่าความตื่นเต้นของการเริ่มต้นใหม่ผ่านเสียงร้องอันสดใสของ SMTR25 (เอสเอ็มทีอาร์ยี่สิบห้า) ให้ได้ชมกันเป็นครั้งแรกในประเทศไทย พร้อมด้วยช่วง Hi-Bye ที่แฟน ๆ จะได้ใกล้ชิดกับพวกเขา ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับแฟนคลับชาวไทยที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความทรงจำบทสำคัญระหว่างกันให้มีความหมายมากที่สุด เปิดจำหน่ายบัตรรอบสมาชิก JOY CLUB Pre-Sale ในวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2026 เวลา 11:00 น. 12:59 น. เท่านั้น และรอบบุคคลทั่วไป ในวันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2026 เวลา 11:00 น. เป็นต้นไป ทางเคาน์เตอร์เซอร์วิสในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ และทางเว็บไซต์ www.allticket.com/event/GraduationTrip_in_BANGKOK บัตรนั่งราคา 5,500 / 4,500 / 3,500 / 2,500 บาท พร้อมสิทธิพิเศษสำหรับผู้ซื้อบัตร ติดตามข่าวสารและรายละเอียดเพิ่มเติมของคอนเสิร์ตได้ทางบัญชีโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ของ SM True : เฟซบุ๊ก facebook.com/smtruethailand, อินสตาแกรม instagram.com/smtruethailand, เอ็กซ์ x.com/SMTrueThailand และ TikTok (ติ๊กต๊อก) tiktok.com/@smtruethailand สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการซื้อบัตรได้ทาง Counter Service : อีเมล support@allticket.com และไลน์ออฟฟิเชียล @counterservice

BLA ฝ่าปัจจัยท้าทาย ผุดแบรนด์แคมเปญ พิชิตเป้าหมาย
อ่าน

BLA ฝ่าปัจจัยท้าทาย ผุดแบรนด์แคมเปญ พิชิตเป้าหมาย

#BLA #ทันหุ้น - BLA แก้โจทย์ความท้าทายดันธุรกิจโตผ่านแบรนด์แคมเปญ “ชีวิตดี เริ่มต้นที่ใส่ใจตัวเอง” สร้างโอกาสในยุคที่โครงสร้างประชากรไทยเปลี่ยนเป็นสังคมสูงวัย ด้วยการโฟกัสใน 4 มิติ กายฟิต เงินพร้อม ใจสมดุล และความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง เป้าหมายเป็นที่หนึ่งในใจลูกค้านางสาวอรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA กล่าวว่า เพื่อเป็นหนึ่งในใจของลูกค้า และสร้างการจดจำแบรนด์ BLA ได้ต่อยอด แบรนด์แคมเปญ “ใส่ใจ” มาสู่ แบรนด์แคมเปญ “ชีวิตดี เริ่มต้นที่ใส่ใจตัวเอง” เพราะมองว่า ความใส่ใจจะยั่งยืนที่สุด ถ้าสามารถเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน*ทฤษฎีหน้ากากออกซิเจน “ไม่อยากให้มองว่าการใส่ใจตัวเองก่อน คนอื่นในครอบครัวเป็นเรื่องผิด เพราะถ้าเราเป็นเดอะแบกเราจะต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพร่างกาย การเงิน เราถึงจะดูแลคนอื่นได้ เหมือนทฤษฎีหน้ากากออกซิเจนบนเครื่องบินที่ว่า ต้องใส่หน้ากากออกซิเจนให้ตัวเองก่อนคนที่ต้องช่วยเหลือ ซึ่งมีความหมายว่าหากใส่ให้ลูกก่อน ลูกรอด แต่ถ้าเราไม่รอดลูกก็ไปต่อไม่ได้” นางสาวอรนาฎ กล่าวอีกว่า ความท้าทายในปัจจุบันมีมากขึ้นทั้งจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกที่เหนือการควบคุม ทำให้การเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจต่างไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อที่ลดลง โครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป ขณะเดียวกันก็มีความคาดหวังในผลิตภัณฑ์ และบริการที่มากขึ้น ซึ่งแม้ธุรกิจจะเจอกับความท้าทายแค่ไหน แต่โจทย์ก็คือต้องเดินหน้าต่อไป เพราะภายใต้ความท้าทายก็ยังมีโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะโครงสร้างสังคมที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยแล้ว นางสาวอรนาฎ มองว่าการที่มีอายุยืนขึ้น (longevity) อายุสุขภาพก็ต้องดีด้วย และการที่จะดีได้ก็ต้องเริ่มจากตัวเราเอง ซึ่งเป็นที่มาของแบรนด์ แคมเปญ “ชีวิตดี เริ่มต้นที่ใส่ใจตัวเอง”*คุณภาพชีวิตที่ดีซึ่ง BLA มองว่า การมีอายุยืนขึ้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีคุณภาพชีวิตที่ดีครบ 4 มิติ คือ สุขภาพ หรือ กายฟิต การมีสุขภาพที่ดี ลดความเสี่ยงและมีการดูแลที่เหมาะสม ความมั่นคงทางการเงิน หรือ เงินพร้อม การสร้างความมั่นคงทางการเงินพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง และมีอิสระในการใช้ชีวิตจากการวางแผนชีวิตระยะยาวเอาไว้ ความสมดุลทางใจ หรือ ใจสมดุล มีความสบายใจ พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงชีวิต และ ความสัมพันธ์ที่ดี กับ ครอบครัว คนรอบข้าง ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องทั้งนั้ บริษัทได้ทำการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ข้อมูลเชิงลึก ที่น่าสนใจสำหรับผู้บริโภคยุค longevity หรือ การมีอายุยืนยาว สิ่งสำคัญคือการมีชีวิตอยู่แบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้ได้นานที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นและสำคัญมากสำหรับการมีอายุยืนยาวขึ้น“เราถ่ายทอดความคิดของ Brand และสื่อสารออกไปผ่านหนังโฆษณา เพื่อจะบอกกับทุกคนที่ต่างมีภาระหน้าที่เพื่อคนอื่น ซึ่งเปรียบเสมือนยอดมนุษย์ของใครบางคน ให้หันมา “ใส่ใจตนเองเพื่อให้มีชีวิตที่ดี” start from self-care for yourself loved ones. ยอดมนุษย์ คือ สัญลักษณ์ของการเสียสละ ทำได้ทุกอย่างเพื่อทำให้คนที่เรารักมีชีวิตที่ดี มีความสุขที่สุด แต่มุมคนที่เรารักจริงๆ แล้ว ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าการได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขไปนานๆ ซึ่งภาพนี้จะสมบูรณ์ได้ คือ การที่เราแบ่งเวลามาดูแลใส่ใจตัวเราเองบ้าง” นางสาวอรนาฎ กล่าวพร้อมเพิ่มเติมว่า*พัฒนาแอปในปีนี้ BLA ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชัน BLA Happy Life เวอร์ชันใหม่ล่าสุด โดยจะมีสิทธิพิเศษ กิจกรรมข่าวสาร ต่างๆ เพื่อเติมความสุข และการเตรียมความพร้อมทุกมิติเพื่อการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนไทยให้ได้มากที่สุดและยังเป็นปีแรกที่เปิด App ให้กับคนทั่วไปที่สนใจได้ใช้ด้วย โดยสามารถดาวน์โหลดได้แล้วตั้งแต่วันนี้“เรามั่นใจว่า ความใส่ใจที่เราทำให้และกำลังสื่อสารออกไปเพื่อให้ทุกคนที่เป็นเหมือนยอดมนุษย์ หันมาใส่ใจตัวเอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและพร้อมที่จะดูแลคนที่รัก ทั้งนี้แคมเปญรวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังจะทำต่อจากนี้อย่างสม่ำเสมอจะทำให้ลูกค้ารับรู้ สัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเรา และเชื่อว่าสิ่งที่เราทำนี้จะส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้าและสังคมไทยของเราได้อย่างแท้จริง สุดท้ายความใส่ใจนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ไว้วางใจ และเลือกที่จะให้เราดูแลตลอดไปค่ะ” นางสาวอรนาฎกล่าว

ร็อกสะเทือนตึก! เก็บตกความมันส์ "ขย่มตึก Festival 2026" รวม 6 วงร็อกตัวท็อป
อ่าน

ร็อกสะเทือนตึก! เก็บตกความมันส์ "ขย่มตึก Festival 2026" รวม 6 วงร็อกตัวท็อป

หน้าร้อนนี้ต้องลุกเป็นไฟให้กับความมันส์ของงาน "ขย่มตึก Festival 2026" เทศกาลดนตรีร็อกสุดเดือดที่รวม 6 วงร็อกตัวท็อปของวงการ "BODYSLAM / BIGASS / POTATO / LABANOON / LITTLE JOHN, SWEET MULLET" ยกพลขึ้นยึดพื้นที่ดาดฟ้าอาคาร C ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ เมื่อวันเสาร์ที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมา งานนี้จัดเต็มโดย VORM Promoter ที่เนรมิตพื้นที่ดาดฟ้ากว่า 4,900 ตารางเมตร ให้กลายเป็นเวทีร็อกขนาดใหญ่ อัดแน่นด้วยโปรดักชั่น แสง สี เสียง และพลังจากแฟนเพลงนับหมื่นที่มาร่วมระเบิดความมันส์แบบไม่มีพักตลอดทั้งงาน เปิดเวทีเรียกอุณหภูมิความเดือดด้วยสองวง Opening Act อย่าง JIMMY REVOLT และ HAREM BELLE ก่อนส่งต่อเวทีให้เมนไลน์อัพ SWEET MULLET ที่ไม่หวั่นแม้แดดแรง ท้าชนความร้อนด้วยโชว์สุดดุดัน ต่อด้วย BIGASS ที่ขนเพลงฮิตมาเขย่าคนดู พร้อมเซอร์ไพรส์พิเศษกับเพลง เล่นของสูง ในเวอร์ชั่นร่วมกับ โอ๊ค จาก LITTLE JOHN สร้างโมเมนต์สุดเดือด ก่อนที่ LITTLE JOHN จะขึ้นมาสานต่อความมันส์ โดย "โอ๊ค" ยังคงคอนเซปต์ปีนเสาเรียกเสียงฮือฮาเช่นเคย จากนั้น LABANOON ก็ขึ้นเวทีพร้อมเอกลักษณ์ซาวด์อบอุ่นและจังหวะมันส์ ๆ ที่แฟน ๆ คุ้นเคย ชวนคนดูร้องตามกันกระหึ่มทั้งพื้นที่ ก่อนที่ POTATO จะสานต่อความเดือดอย่างต่อเนื่อง เต็มเติมเอ็นเนอร์จี้ปลุกแฟน ๆ ให้โดดตามกัน ก่อนปิดท้ายค่ำคืนอย่างยิ่งใหญ่ด้วย BODYSLAM ที่จัดเต็มทุกอารมณ์ ขย่มคนดูทั้งงานให้อยู่หมัด แม้อากาศจะร้อนระอุเพียงใด แต่แฟนเพลงไม่มีถอย ยืนหยัดปล่อยพลังกันแบบสุดเหวี่ยง เรียกได้ว่าเดือดยิ่งกว่าแดดตลอดทั้งงาน ความสนุกครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเชื้อเพลิงเติมความมันส์จาก Chang Mineral Water ที่ช่วยขับเคลื่อนทุกจังหวะความเดือดให้ถึงขีดสุด พร้อมด้วย หงส์ทอง, YELLOW DOG และ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ที่ร่วมสร้างประสบการณ์ "ขย่มตึก Festival 2026" เฟสติวัลสุดร้อนแรง ซึ่งถูกยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลดนตรีร็อกที่เดือดที่สุดแห่งปี

THIP ตั้ง ‘สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี’ นั่ง CEO มีผล 1 เม.ย.นี้
อ่าน

THIP ตั้ง ‘สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี’ นั่ง CEO มีผล 1 เม.ย.นี้

#ทานตะวันอุตสาหกรรม (THIP) ขยับทัพครั้งใหญ่! ประกาศแต่งตั้ง “สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี” เป็น CEO กางแผนเขย่าวงการบรรจุภัณฑ์โลกด้วยกลยุทธ์ “3 พลัง: ประสิทธิภาพ-คน-การเติบโต” มุ่งเป้าปั๊มกำไร-ขยายฐานลูกค้า พร้อมโชว์ฟอร์ม ‘ฐานผลิตเวียดนาม’ ส่งสัญญาณบวกหนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนบริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ ขยับทัพครั้งใหญ่! ประกาศแต่งตั้ง “สุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี” ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เพื่อนำทัพขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้บริบทการแข่งขันในระดับสากลที่มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านรายได้ ความสามารถในการทำกำไร และความยั่งยืนในระยะยาวนายสุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “สำหรับเป้าหมายในปี 2569 บริษัทมุ่งสร้างการเติบโต โดยเน้นการขยายฐานลูกค้าไปยังตลาดใหม่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าสู่การเป็น Global Player อย่างเต็มรูปแบบ”ชูกลยุทธ์ "3 พลัง" ลุยสนาม Packaging โลก1. การเติบโตของธุรกิจเร่งสยายปีกขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ เพิ่มกำลังการผลิต และปั้น New Business Model เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับ Global โดยยึดมั่นในมาตรฐานและคุณภาพของผลิตภัณฑ์เป็นสำคัญ2. การยกระดับประสิทธิภาพปรับจูนองค์กรสู่ระบบ Lean Organization เต็มรูปแบบ นำเทคโนโลยี Data-driven มาใช้ในการตัดสินใจและบริหารความเสี่ยง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในทุกกระบวนการ3. การพัฒนาบุคลากรสร้างวัฒนธรรมองค์กรแบบ "Can-Do Attitude" พัฒนาทักษะบุคลากรให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง และดึงดูด Talents รุ่นใหม่เข้ามาร่วมขับเคลื่อนองค์กรส่องผลงาน “เวียดนาม” จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ นอกจากภารกิจใหญ่ในไทยแล้ว นายสุรศักดิ์ เหลืองอร่ามศรี ยังพ่วงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ (MD) บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม (เวียดนาม) จำกัด นั่งคุมบังเหียนฐานการผลิตยุทธศาสตร์สำคัญด้วยตัวเอง พร้อมแย้มข่าวดีถึงความคืบหน้าที่ปัจจุบันมีทิศทางดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งการคุมต้นทุน การลดของเสีย และประสิทธิภาพการผลิตที่สูงขึ้น โดยคาดว่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นบวกชัดเจนภายในปีนี้ ซึ่งจะเป็นลมใต้ปีกสำคัญที่ช่วยหนุนให้ THIP ก้าวสู่การเป็น "พันธมิตรด้านบรรจุภัณฑ์ระดับโลก" ได้ตามเป้าหมาย

ดีเซล
สิทธิพิเศษ

ดีเซล

บริการทุกรดับประทับใจ

OSx Network ตัวตึงของจริง! กวาด 7 รางวัลบนเวที Thailand Social Awards ปังทุกสายคอนเทนต์
อ่าน

OSx Network ตัวตึงของจริง! กวาด 7 รางวัลบนเวที Thailand Social Awards ปังทุกสายคอนเทนต์

ถ้าพูดถึงเครือข่ายครีเอเตอร์ตัวจริงไม่พูดเยอะ! OSx Network ไม่ได้มีดีแค่สายเกม! ล่าสุด พาครีเอเตอร์คว้ารางวัลเพียบยืนหนึ่งตั้งแต่กีฬาถึงเทค รวบ 7 รางวัล จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ที่พึ่งประกาศผลล่าสุดกันแบบสดๆ ครอบคลุมทั้งสายกีฬา ทอล์กโชว์ สัตว์เลี้ยง และเทคโนโลยี เรียกได้ว่าปังแบบรอบด้าน และงานนี้ 7 สาวจากวง CHiLLiZ เจ้าของเพลง มอญซ่อนผ้า มิวสิคครีเอเตอร์จาก OS Music Lab ร่วมงานนี้ด้วยเช่นกัน สายกีฬายืนหนึ่งแบบต่อเนื่อง กับ ช่อง วาทะลูกหนัง (วาทะลูกหนัง -Football Quotes-) ที่มีผู้ติดตามแตะ 2 ล้านคน คว้า Winner สาขา Best Creator Performance on Social Media: Sport ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ตอกย้ำความแข็งแรงของคอนเทนต์ฟุตบอลที่ทั้งแน่น ทั้งมัน และเข้าถึงแฟนบอลทุกเจเนอเรชัน พร้อมกันนี้ ช่อง ขอบสนามที่มีผู้ติดตามกว่า 4 ล้านคน และ ช่อง NRsportsRadio กับผู้ติดตามกว่า 1.5 ล้านคน ยังติด Finalist ในสาขาเดียวกัน สะท้อนพลังของกลุ่มครีเอเตอร์สายสปอร์ตที่ครองพื้นที่โซเชียลได้อย่างเหนียวแน่น สายทอล์ก คุยจริง ลึกจริง ครั้งแรกของ ช่อง 4 MILLION ส่ง ริมเบียง Podcast รับรางวัล Finalist สาขา Talk Conversational Online Program ด้วยเสน่ห์การเล่าเรื่องและบทสนทนาที่จริงใจ แขกรับเชิญที่เป็นกระแสแวะมาคุยที่ริมระเบียง ทำให้ริมเบียงเป็นหนึ่งในรายการออนไลน์ที่คนรุ่นใหม่เลือกเปิดฟัง สายสัตว์เลี้ยง ความน่ารักที่ได้ใจ ดูเท่าไรก็ไม่เบื่อ ช่อง Japan and friends ที่ใช้ความน่ารักตกคยติดตามไปกว่า 1.3 ล้านคน ก็คว้า Finalist สาขาสัตว์และสัตว์เลี้ยง พิสูจน์ว่าคอนเทนต์ที่จริงใจและมีคาแรกเตอร์ชัด สามารถสร้างคอมมูนิตี้ที่แข็งแรงได้ไม่น้อยไปกว่าคอมมูนิตี้อื่นๆเลย สายเทค คอนเทนต์ดี ขายก็เก่ง เป็นอีกหนึ่งปีทองของ ช่อง Extreme IT ที่ปีนี้เก็บรางวัลกลับบ้านถึง 2 รางวัล คว้า Winner สาขา The Best Brand Performance on Platforms (YouTube Shopping - Excellence in Tagging) เป็นปีแรก และรางวัล Finalist สาขา Gadget Technology แสดงให้เห็นศักยภาพทั้งด้านคอนเทนต์คุณภาพ และความเข้าใจแพลตฟอร์มในเชิงธุรกิจ 7 รางวัลในปีนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือภาพสะท้อนของเครือข่ายครีเอเตอร์ที่แข็งแรง มีความหลากหลาย และเติบโตต่อเนื่อง OSx Network โดดเด่นในเรื่องการพัฒนาครีเอเตอร์ ทั้งด้านกลยุทธ์คอนเทนต์ การต่อยอดเชิงพาณิชย์ การเชื่อมแบรนด์กับคอมมูนิตี้ และการสร้างตัวตนระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นสายเกม กีฬา ไลฟ์สไตล์ หรือเทคโนโลยี สำหรับแบรนด์ที่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจโลกของ Gen Z และ Social Media จริงๆและพร้อมเป็นสะพานเชื่อมระหว่างแบรนด์กับครีเอเตอร์คุณภาพ เพื่อสร้างแคมเปญที่ ไม่ใช่แค่ไวรัล แต่เวิร์กจริง สำหรับครีเอเตอร์ที่อยากเติบโตแบบมืออาชีพ มีทีม มีระบบ และมีโอกาสต่อยอดนี่คือพื้นที่ที่พร้อมผลักดันให้ไปได้ไกลกว่าเดิม ติดต่อเลย : osxnetwork@truedigital.com

The Upper Deck Sports Bar ฉลองเปิดจุดเช็คอินแห่งใหม่ใจกลางเมือง
อ่าน

The Upper Deck Sports Bar ฉลองเปิดจุดเช็คอินแห่งใหม่ใจกลางเมือง

The Upper Deck Sports Bar ฉลองเปิดจุดเช็คอินแห่งใหม่ใจกลางเมือง ยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับสปอร์ตบาร์ในกรุงเทพฯ เปิดประสบการณ์ด้านกีฬาที่ล้ำสมัย พร้อมโซนกอล์ฟซิมูเลเตอร์ และบรรยากาศสุดชิลกับวิวเมืองบนดาดฟ้า กรุงเทพฯ, ประเทศไทย The Upper Deck Sports Bar (ดิ อัพเพอร์ เด็ค สปอร์ต บาร์) พร้อมเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ พร้อมยกระดับมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจด้านร้านอาหาร และสปอร์ตบาร์ในกรุงเทพฯ ให้มีความล้ำสมัยยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า อาทิ คอกีฬา ครอบครัว กลุ่มเพื่อน รวมถึงโซโล่คอนซูเมอร์ ที่มองหาร้านอาหารที่นอกจากจะได้สนุกกับการชมการถ่ายทอดสดกีฬาแมตช์สำคัญแล้ว ยังมีโซนเล่นกีฬาสุดไฮเทค อีกทั้ง ยังเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การฉลองโมเมนต์แห่งชัยชนะของกีฬาแมตช์สำคัญ รวมถึงโอกาสพิเศษต่าง ๆ โดยร้าน The Upper Deck Sports Bar มีจำนวนสองชั้น (ชั้น 3 และ 4) บนพื้นที่มากกว่า 900 ตารางเมตร ตั้งอยู่บริเวณปากซอยสุขุมวิท 20 นับเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ใจกลางเมืองที่ทันสมัยและครบวงจรในที่เดียวที่ทุกคนห้ามพลาด The Upper Deck Sports Bar นับเป็นสปอร์ตบาร์ที่ใหญ่และล้ำสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ ที่ไม่เพียงแค่การมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่าการชมแมตช์กีฬาแบบเดิม ๆ แต่ลูกค้าจะได้สัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงแบบครบครันที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีระดับโลก และอีกหนึ่งไฮไลท์คือเมนูอาหารนานาชาติระดับพรีเมี่ยม พร้อมบรรยากาศภายในร้านและไวบ์ความสนุกสนานของกลุ่มลูกค้ามารวมกันไว้ในที่เดียว ทาง The Upper Deck Sports Bar เล็งเห็นความสำคัญของการชมการถ่ายทอดสดกีฬา โดยได้มีการติดตั้งจอภาพความละเอียดสูง (Full HD) มากกว่า 20 จอ สำหรับถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาระดับโลก พร้อมด้วยความบันเทิงแบบอินเตอร์แอคทีฟหลากหลายรูปแบบ เช่น เกมส์ปาลูกดอกดิจิทัล (Digital Darts) โต๊ะพูล และโซนกอล์ฟซิมูเลเตอร์ จำนวน 3 ห้อง เป็นต้น เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสามารถสนุกกับกิจกรรมมากมายทั้งระหว่างและหลังการชมแมตช์กีฬา ในส่วนของโซนกอล์ฟซิมูเลเตอร์ หรือเครื่องจำลองการเล่นกอล์ฟ ทาง The Upper Deck Sports Bar เลือกใช้ Foresight Falcon ที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเช่นเดียวกับที่ใช้ใน GCQuad เครื่องจำลองการเล่นกอล์ฟที่ได้รับรางวัลของ Foresight Sports ทำให้สามารถติดตามทุกช็อตได้อย่างแม่นยำและน่าเชื่อถือ ออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้เพลิดเพลิน ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นมือใหม่ หรือผู้เล่นที่มีประสบการณ์ ก็สนุกได้อย่างเต็มที่ ด้วยระบบที่ใช้งานง่ายและประสบการณ์การจำลองที่สมจริงที่สุดนี้ช่วยให้ผู้เล่นสามารถผ่อนคลาย และสนุกกับการเล่นกอล์ฟได้ในทุกสภาพอากาศ กลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการที่ The Upper Deck Sports Bar ไม่เพียงแค่เต็มอิ่มกับประสบการณ์การชมหรือเล่นกีฬาเท่านั้น แต่ยังสามารถเติมเต็มความสนุกสนานด้วยเมนูอาหารนานาชาติระดับพรีเมียม พร้อมบริการจากทางร้านที่เอาใจใส่ในทุกพื้นที่ ทุกคนสามารถดื่มด่ำกับบรรยากาศที่บริเวณชั้นหลัก ผ่อนคลายในพื้นที่นั่งเล่นแบบสบายๆ หรือขึ้นไปบนดาดฟ้าที่เปิดโล่งเพื่อชมวิวเมืองแบบพาโนรามาของกรุงเทพฯ อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มคราฟต์กว่า 20 รายการ ทั้งไทยและนานาชาติ จับคู่กับอาหารได้อย่างลงตัวในทุกเมนู นอกเหนือจากการถ่ายทอดสดกีฬาแล้ว The Upper Deck Sports Bar ยังมีวงดนตรีสดที่มาร้องเพลงเอ็นเตอร์เทนให้ค่ำคืนสนุกยิ่งขึ้นอีกด้วย พร้อมบริการจัดงานชมแมตช์สำคัญ และกิจกรรมทัวร์นาเมนต์ตลอดทั้งปี โดยลูกค้าสามารถติดต่อทำการจองทั้งแบบส่วนตัว หรือแพ็กเกจแบบกลุ่ม ซึ่งสามารถปรับให้เหมาะสมกับค่ำคืนแมตช์สำคัญ งานเลี้ยงบริษัท รวมถึงกิจกรรมแคมเปญทางการตลาด ทั้งนี้ The Upper Deck Sports Bar ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นครอบครัวด้วยเช่นกัน โดยมีการจัด ห้องสำหรับเด็ก โดยเฉพาะ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยและให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุก ในขณะที่ผู้ปกครองพักผ่อนและเพลิดเพลินกับประสบการณ์ ทางร้านยินดีให้บริการสำหรับครอบครัวที่ต้องการจัดงานฉลองวันสำคัญ รวมถึงการจัดงานเลี้ยงวันเกิดสำหรับเด็ก ๆ ทำให้เป็นจุดเช็คอินที่อยู่ในทุกโอกาสสำหรับทุกคนทุกวัย The Upper Deck Sports Bar ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ต้นซอยสุขุมวิท 20 สามารถเดินทางมาได้อย่างสะดวกสบายด้วย รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศกและสถานีพร้อมพงษ์ โดยใช้เวลาเดินเพียง 10 นาทีเท่านั้น เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 09:30 น. ถึง 02:30 น. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือสำรองโต๊ะ โทร. +66 80 825 0999 หรือ อีเมล contact@theupperdecksportsbar.com ติดตามข่าวสารของ The Upper Deck Sports Bar ได้ทาง https://www.facebook.com/upperdecksportsbarbkk และ https://www.instagram.com/theupperdecksportsbar

BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาท
อ่าน

BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาท

#ทันหุ้น #2026 #SET #BBIK พุ่ง 11.54% แตะ 17.40 บาท +1.80 บาท บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 28 บาทบล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ : บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) คาดกำไรไตรมาส 4/2568F อยู่ที่ 117 ล้านบาท โดดเด่นและเป็นจุดสูงสุดของปี ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่งผลให้กำไรทั้งปี 2568F สูงกว่าประมาณการเดิมเล็กน้อย โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20% YoY จากงานที่เกี่ยวข้องกับ AI, Virtual Bank และ Cloud First Policy รวมทั้งคาดว่าจะเพิ่มสัดส่วนรายได้จากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งบริษัทคาดว่าจะมีดีล MA ใหม่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2569F ซึ่งหากเป็นไปตามแผน จะช่วยให้รายได้เติบโตได้มากกว่า 20% ทั้งนี้ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าราคาหุ้นที่ปรับลดลงเป็นโอกาสการลงทุนระยะยาว ขณะที่ P/E ปัจจุบันอยู่เพียง 8 เท่าคาดกำไรไตรมาส 4/2568F ของ BBIK อยู่ที่ 117 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% QoQ และเพิ่มขึ้น 14% YoY โดยกำไรที่เพิ่มขึ้น QoQ ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อน ซึ่งมี GPM ต่ำตามสัดส่วนการรับรู้กำไรจาก Sauce Skills ที่อยู่ในระดับสูง ขณะที่การเติบโต YoY มาจากการรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยคาดรายได้รวมอยู่ที่ 457 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% QoQ และ 12% YoY ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของปี โดยได้รับแรงหนุนจาก Backlog ณ สิ้นไตรมาส 3 จำนวน 332 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงานใหม่ที่สามารถรับรู้รายได้ทันทีภายในไตรมาสรวมถึงการเร่งส่งมอบงานในช่วงปลายปี สัดส่วนรายได้หลักมาจากธุรกิจ DX, ERP และ CRM จากกลุ่มลูกค้าเทคโนโลยีและการสื่อสาร กลุ่มภาครัฐ และเริ่มรับรู้รายได้จาก Virtual Bank ขณะที่รายได้จาก Corporate Training ภายใต้ Sauce Skills คาดว่าจะทรงตัว QoQ โดยจากสัดส่วนรายได้ Sauce Skills ที่ลดลง ส่งผลให้คาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้น QoQ มาอยู่ที่ 52% นอกจากนี้คาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากออร์บิทจะเพิ่มขึ้น QoQ ตามความคืบหน้าการส่งมอบงานปลายปี แต่ลดลง YoY จากฐานที่สูงในปีก่อน ส่งผลให้คาดกำไรทั้งปี 2568F อยู่ที่ 331 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY และทำสถิติสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนหลักจากรายได้ที่ดีกว่าคาดBacklog ณ สิ้นไตรมาส 4 คาดว่าจะทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 827 ล้านบาท ไม่รวมบริษัทร่วม ขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 20% YoY จากโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI, Virtual Bank และ Cloud First Policy โดยคาดว่ารายได้จาก Virtual Bank จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามแผนการ Implement ของลูกค้า สัดส่วนลูกค้าภาครัฐจะเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% เป็น 15% รวมถึงงานโครงการ DX, ERP และ CRM ใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เป้าหมายรายได้ดังกล่าวยังไม่รวมดีล MA ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงครึ่งแรกของปี 2569F และหากเป็นไปตามแผนจะช่วยผลักดันรายได้เติบโตมากกว่า 20% YoY โดยคาดว่าอัตรากำไรในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้นตามการใช้ทรัพยากรบุคคลอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงได้รับประโยชน์จากอัตราภาษีที่อยู่ในระดับต่ำจากสิทธิประโยชน์ BOI อย่างต่อเนื่องยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่าการปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นการลดลงมากเกินไปและไม่สอดคล้องกับแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งและเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ทุกปี โดยบริษัทมีรอบการเติบโตใหม่จาก Virtual Bank และ AI ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของกำไร รวมถึงมี Upside จากดีล MA ใหม่ ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญประกอบด้วย ความล่าช้าของโครงการ Virtual Bank จากลูกค้า ความล่าช้าในการลงทุนของภาครัฐและเอกชน การขาดแคลนบุคลากรซึ่งอาจทำให้อัตราการใช้ทรัพยากรต่ำกว่าคาด ความเสี่ยงจากการลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่าน MA ที่อาจให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามแผน และความเสี่ยงที่กำไรอาจไม่โดดเด่นในไตรมาส 3/2568F

หุ้น AOT ดีดขึ้น ดาโอปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย-มองปรับเพิ่มค่า PSC เดินหน้า
อ่าน

หุ้น AOT ดีดขึ้น ดาโอปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย-มองปรับเพิ่มค่า PSC เดินหน้า

#AOT #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) หรือ AOT ราคาปรับขึ้น 10.85% "ดาโอ" ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็นซื้อ พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายขึ้น โดยมองว่าการที่พรรคภูมิใจไทย ชนะการเลือกตั้งจะทำให้การปรับเพิ่มค่า PSC มีความคืบหน้า ซึ่งจะส่งผลดีต่อผลประกอบการของ AOT กลับมามีทิศทางที่ดีขึ้นความเคลื่อนไหวราคาหุ้น AOT อยู่ที่ 58.75 บาท บวก 5.75 บาท หรือ 10.85% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 59.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 2,943.40 ล้านบาทบล.ดาโอ(ประเทศไทย) ระบุว่ามีมุมมองเป็นบวกต่อ AOT จากผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงเป็นอันดับ 1 ทำให้มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามเดิม ส่งผลให้ sentiment เชิงบวกต่อการปรับเพิ่ม PSC กลับมาคืบหน้ามากขึ้น โดยยังประเมินจะมีการปรับเพิ่ม PSC และเริ่มใช้อัตราใหม่ในไตรมาส 4/69 สำหรับผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ที่จะปรับเพิ่มเป็น 1,120 บาท/คน จากเดิม 730 บาท/คน โดยคาดว่า รมว.คมนาคม จะมีการลงนามรับรองประกาศอัตรา PSC ใหม่ในราชกิจจานุเบกษา หลังการเมืองมีความชัดเจน และจะมีกำหนดใช้จริงในอีกประมาณ 4 เดือนหลังจากลงนามฝ่ายวิจัยดาโอ ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ AOT อยู่ที่ 1.9 หมื่นล้านบาท +5% YoY โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ PSC ใหม่ได้ในเดือน ก.ค.2569 ซึ่งจะส่งผลบวกให้กำไรไตรมาส 4/69 กลับมาเติบโตโดดเด่น และยังคงประมาณการกำไรปี 2570 จะเติบโตโดดเด่นเป็น 2.7 หมื่นล้านบาท +44% YoY จากผลบวกการปรับเพิ่ม PSC เต็มปี ทั้งนี้ ประเมินจำนวนผู้โดยสารปี 2569 และ 2570 ที่ 133/140 ล้านคน (+6%/+5% YoY) ตามลำดับฝ่ายวิจัยดาโอ ได้ปรับคำแนะนำหุ้น AOT ขึ้นเป็นซื้อ จากเดิมแนะนำถือ พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายโดย rollove เป็นปี 2570 ที่ 60 บาทจากเดิม 54 บาท เพื่อจะได้รับรู้ผลบวกจากการปรับเพิ่ม PSC เต็มที่ ขณะที่ประเมินราคาหุ้นจะกลับมา outperform ได้ดีจากความคาดหวังการปรับเพิ่ม PSC จะกลับมาคืบหน้า ขณะที่คาดว่าตลาดจะให้น้ำหนักไม่มากจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 1 ถึง 3 ของปี 2569 ที่จะยังปรับตัวลดลง YoY จากการปรับลดส่วนแบ่งผลตอบแทนขั้นต่ำกับ KPD แต่จะกลับมาเติบโตดีในไตรมาส 4/69 และปี 2570 จากคาดการณ์จะมีการปรับเพิ่ม PSC

บีจี ปทุม VS ดีเอช เซบู : พรีวิว ช็อปปี้ คัพ 2025/26 (ลิ้งก์ดูบอลสด)
อ่าน

บีจี ปทุม VS ดีเอช เซบู : พรีวิว ช็อปปี้ คัพ 2025/26 (ลิ้งก์ดูบอลสด)

วิเคราะห์บอล : บีจี ปทุม VS ดีเอช เซบู รายการ : ชิงแชมป์สโมสรอาเซียน ช็อปปี้ คัพ 2025/26 รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 4 แมตช์การแข่งขัน : บีจี ปทุม ยูไนเต็ด พบ ดีเอช เซบู วัน/เวลาแข่งขัน : วันพุธที่ 28 มกราคม 2569 เวลา 19.00 น. สนาม : ปทุมธานี สเตเดี้ยม ถ่ายทอดสด : True Premier Football 4 ฟอร์มการเล่น 5 นัดหลังสุด บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 25/01/26 ชนะ อุทัยธานี เอฟซี 4-0 (เหย้า) ไทยลีก 21/01/26 ชนะ เมืองไทย ยูไนเต็ด 2-0 (เยือน) เมืองไทย คัพ 18/01/26 แพ้ ทรู แบงค็อก ยูไนเต็ด 0-1 (เหย้า) ไทยลีก 14/01/26 แพ้ พีที ประจวบ เอฟซี 0-1 (เยือน) ไทยลีก 10/01/26 เสมอ ลําพูน วอร์ริเออร์ส 1-1 (เยือน) ไทยลีก ดีเอช เซบู 03/12/25 เสมอ เซลังงอร์ เอฟซี 1-1 (เยือน) ช็อปปี้ คัพ 29/11/25 ชนะ วาเลนซูเอลา พีบีเมนดิโอลา 9-0 (เยือน) ฟิลิปปินส์ ฟุตบอล ลีก 22/11/25 ชนะ ฟิลิปปินส์ อาร์มี 5-0 (เยือน) ฟิลิปปินส์ ฟุตบอล ลีก 08/11/25 ชนะ มหารลิกา ทากิก 4-1 (เยือน) ฟิลิปปินส์ ฟุตบอล ลีก 02/11/25 ชนะ อากีลาส-ยูแมค 2-0 (เยือน) ฟิลิปปินส์ ฟุตบอล ลีก ผลงานการพบกันของทั้งสองทีม ไม่เคยพบกันมาก่อน ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมฟุตบอล Shopee Cup 2025/26 ลิ้งก์ดูบอลสด ชิงแชมป์สโมสรอาเซียน ตารางคะแนน ฟุตบอลช็อปปี้ คัพ 2025/26 อัปเดตล่าสุด อันดับ Shopee Cup

AMARC โรดแมป 3 ปี โชว์แผนโตรอบใหม่ ยกระดับแล็บขั้นเทพ
อ่าน

AMARC โรดแมป 3 ปี โชว์แผนโตรอบใหม่ ยกระดับแล็บขั้นเทพ

#AMARC #ทันหุ้น – AMARC เปิดรอบโต กางโรดแมปลงทุน 3 ปี โชว์กลยุทธ์เร่งสปีดธุรกิจ ตั้งแต่ปักหมุดขยาย LAB ในทำเลยุทธศาสตร์ใกล้จุดขนส่ง–เขตเศรษฐกิจพิเศษ ยกระดับการให้บริการ แตกไลน์ New S-Curve สู่การตรวจรับรองเฉพาะทางด้านสิ่งแวดล้อมรับเทรนด์ ESG                ดร.ชินดนัย ไชยยอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์ห้องปฏิบัติการและวิจัยทางการแพทย์และการเกษตรแห่งเอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMARC เปิดเผยว่า AMARC วาง RoadMap การลงทุน 3 ปี เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่าน 5 กลยุทธ์หลัก 1.รุกจุดยุทธศาสตร์ (Strategic Expansion) : เดินหน้าเปิด LAB สาขาใหม่เพิ่ม ในทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการขนส่งและเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อสร้างโครงข่ายการให้บริการที่ครอบคลุม รองรับดีมานด์การตรวจสอบมาตรฐานสินค้าทั้งการนำเข้าและส่งออก โดยมุ่งเน้นความรวดเร็วในการให้บริการ เพื่อลดต้นทุนแฝงให้กับผู้ประกอบการและสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในฐานะประตูหน้าด่านด้านมาตรฐานสินค้าของไทย                2.ขยายฐาน High Margin : รุกบริการตรวจสอบมาตรฐานกลุ่มยา, เครื่องสำอาง, อาหารเสริม และสมุนไพร ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีอัตรากำไรสูงและมีการเติบโตต่อเนื่อง                3.ผนึกพันธมิตร : ร่วมทุนในธุรกิจ LAB หรือด้านที่เกี่ยวข้องเสริมความแกร่งด้วยเทคโนโลยีแม่นยำสูงระดับมาตรฐานสากล                4. New S-Curve : แตกไลน์สู่ธุรกิจตรวจและรับรองเฉพาะทาง ครอบคลุมด้านสิ่งแวดล้อม ขานรับเกณฑ์ ESG ระดับโลก และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น                5. Smart Lab : ลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม เพื่อก้าวสู่การเป็น Hub ทางเทคโนโลยีและศูนย์กลางนวัตกรรมห้องปฏิบัติการที่ทันสมัย                “การซื้อหุ้นคืนควบคู่ไปกับแผนการลงทุนที่ชัดเจนในอีก 3 ปีข้างหน้า เป็นการยืนยันว่า AMARC กำลังเข้าสู่ยุคการเติบโตระลอกใหม่ที่มั่นคงและสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยมให้กับผู้ถือหุ้น” ดร.ชินดนัย กล่าว               

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index อาจแกว่ง Sideways to Sideways Down ในกรอบ 1,270-1,290 จุด โดยปัจจัยกดดันยังเป็นเรื่องของสถานการณ์ตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรปในประเด็นกรีนแลนด์ ซึ่งทำให้ต่างฝ่ายต่างเตรียมออกมาการทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะภาษีตอบโต้กันและกัน ซึ่งเป็น Sentiment ลบต่อสินทรัพย์เสี่ยง ส่วนคืนนี้ต้องติดตามศาลสูงสหรัฐฯที่นัดแถลงมติโดยจับตาว่าจะมีการชี้ขาดอำนาจ “ภาษีทรัมป์” หรือไม่อย่างไรก็ตามปัจจัยในประเทศยังคาดว่าจะช่วยประคองดัชนีได้ โดยล่าสุดผลประกอบการ 4Q25 กลุ่มธนาคารอย่าง KKP ที่ออกมาดีกว่าคาดมาก โดยเฉพาะการตั้งสำรองและคุณภาพสินทรัพย์ที่ดูไม่ได้มีประเด็นให้น่ากังวล โดยหากธนาคารใหญ่ที่จะทยอยประกาศกำไรในช่วง 2 วันนี้ออกมาไม่แย่กว่าคาดเช่นกัน คาดว่าจะช่วยทำให้ตลาดผ่อนคลายมากขึ้นต่อกลุ่ม Real Sector ที่จะทยอยประกาศตามออกมาในระยะถัดไป คาดว่ายังช่วยหนุนหุ้น Domestic Play ฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจาก Valuation ที่อยู่ในโซนลึก รวมถึงเริ่มเข้าช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งที่มีลุ้นเกิด Pre-Election Rally และมักจะเป็นช่วงที่ดัชนีให้ผลตอบแทนสุงสุด หุ้นปันผลสูงคาดยังแข็งแรงต่อเนื่องจากธีม Dividend Play ซึ่งจะประกาศพร้อมงบปีในเดือนหน้ากลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดีหุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRMFSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, OSP, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : MTC• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 58 บาท• เราประเมินว่ากำไรสุทธิ 4Q25 จะเดินหน้าทำ New High ได้ต่อเนื่องที่ระดับ 1.75 พันลบ. เติบโตเล็กน้อย q-q และ +14% y-y หนุนจากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตตามสินเชื่อ ขณะที่ Cost of Fund และ Credit Cost ที่ปรับตัวขึ้นใน 3Q25 คาดว่าจะขยับลงในไตรมาสนี้ ส่งผลให้กำไรปี 2025 คาดจบที่ 6.7 พันลบ. +14% y-y• ภาพรวมปี 2026 คาดว่ายังเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยมองสินเชื่อเติบโตในกรอบ 10-15% ขณะที่ Cost of Fund และ Credit Cost รวมถึง NPL คาดว่าจะทยอยปรับตัวลดลงได้ หนุน Margin ขยายตัวขึ้น ปัจจุบันเราคาดกำไรปี 2026 ที่ 7.7 พันลบ. +14% y-y โดย MTC ยังเป็นหุ้น Growth ที่เราชื่นชอบ• แนวรับ 29.75-29.50 บาท แนวต้าน 31.25//32 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดตลาดหุ้นไทยมีทรงที่ค่อนข้างดี โดยดัชนีฯ สามารถขึ้นมายืนเหนือระดับ 1281 จุดได้ ซึ่งคาดว่าวันนี้จะยังคงมีความคึกคักต่อเนื่อง สวนทางกับตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ที่น่าจะซึมตัวจากความอึมครึมของปัจจัยลบต่างประเทศ โดยเฉพาะประเด็นความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เรื่อง "เกาะกรีนแลนด์" และสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้า 10% กับ 8 ชาติยุโรป รวมถึงตลาดกำลังรอติดตามถ้อยแถลงของทรัมป์ในงาน World Economic Forum (WEF) ที่เมืองดาวอส ในวันพรุ่งนี้ (21 ม.ค.) และคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯปัจจัยในประเทศการเมืองไทย: นโยบายหาเสียงเริ่มชัดเจนขึ้น รอรายงานอย่างเป็นทางการจาก กกต. หลังครบกำหนดเส้นตายวันนโยบายแล้ววานนี้ สถานการณ์อยู่ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หลายพรรคชูโรงมาด้วยนโยบายช่วยเหลือค่าครองชีพ ปัญหาปากท้องเป็นหลัก ซึ่งนโยบายดังกล่าวมักเป็นปัจจัยกดดันกลุ่มการเงิน รถไฟฟ้า และโรงไฟฟ้าทิศทางแผนยุทธศาสตร์ ก.ล.ต. ปี 2569 ใต้แนวคิด "Building Trust, Powering Growth" เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันตลาดทุนไทย มุ่งเน้น 5 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การส่งเสริมความยั่งยืน การสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี และการยกระดับองค์กร รวมถึงผลักดันระบบนิเวศให้รองรับการทำ Tokenization และสนับสนุนการออกหลักทรัพย์ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลFund Flow: ปิดวานนี้ (19 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ 1,071.75 ล้านบาท (SET+MAI), ส่วนตลาดตราสารหนี้ ขายสุทธิ 5,439 ล้านบาท สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มทยอยไหลเข้าสู่หุ้นที่ราคายังไม่ปรับตัวขึ้นมาก (Laggard)ค่าเงินบาท: ปิดตลาดแข็งค่าขึ้นนำภูมิภาค โดยได้รับปัจจัยหนุนจากราคาทองคำที่พุ่งทำจุดสูงสุดใหม่ (All Time High) สืบเนื่องจากความกังวลด้านความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปในประเด็นเกาะกรีนแลนด์ โดยคาดการณ์กรอบการเคลื่อนไหวในวันนี้ที่ 31.15 - 31.35 บาท/ดอลลาร์ติดตามหุ้นกลุ่มธนาคารที่จะมีการออกรายงานกำไร 4Q/25 จับตาดูการตั้งสำรอง ซึ่งโดยปกติแล้วไตรมาสสุดท้ายมักจะมีตัวเลขที่สูงกว่าไตรมาสอื่นๆ ) รวมถึงแนวโน้มกำไรจากงาน Analyst Meeting ทั้งนี้ DAOL คาดกำไรหุ้นธนาคาร 7 แห่ง ที่จัดทำบทวิเคราะห์ ไว้ที่ 5.0 หมื่นล้านบาท -2.6%yoy; -18.5%qoqปัจจัยต่างประเทศGeopolitics Trade War: ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และยุโรปทวีความรุนแรงขึ้นจากกรณีที่ทรัมป์ขู่เก็บภาษีตอบโต้ชาติที่คัดค้านการเข้าครอบครองกรีนแลนด์ ส่งผลให้ราคาทองคำและสินทรัพย์ปลอดภัยพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความกังวลราคาทองคำ: ราคาทองพุ่งเกือบแตะ $4,700 ต่อออนซ์ จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันให้ราคาทองคำทะยานขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากนักลงทุนต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความไม่แน่นอน รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกซบเซาและสั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจโลกWorld Economic Forum (WEF): การประชุมจัดขึ้นที่เมืองดาวอส ระหว่างวันที่ 19-23 ม.ค. ตลาดกำลังรอติดตามสุนทรพจน์ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 21 ม.ค.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการกล่าวถึงเศรษฐกิจ นโยบายการค้า ตลอดจนประเด็นความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ประเด็นจีน-ไต้หวัน: จีนส่งโดรนทหารรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวันเป็นครั้งแรกเพื่อทดสอบการป้องกันและแสดงท่าทีคุกคามทางการทหารอย่างชัดเจน ขณะที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบผ่านช่องแคบไต้หวันเพื่อตอบโต้การซ้อมรบของจีน ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นปัจจัยกดดันตลาดภูมิเอเชียโดยรวมTechnical : BCH, KAMARTขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 – 1,280 แนวต้าน 1,290 – 1,300 คาดดัชนีทรงตัวระหว่างรอประเมินผลกระทบหลังสหรัฐเตรียมเก็บเพิ่มภาษีศุลกากรกับ 8 ชาติในกลุ่มยุโรปในกรณีเกาะกรีนส์แลนด์ แนะนำทยอยซื้อกลุ่ม Value ปันผล เช่น ADVANC,TRUE,CPALL,CPN,GULF,PTT,PTTEP,BHSCGP* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 21.10 บาท) แนวโน้มกำไรสุทธิ 4Q68 ดีขึ้น QoQ, YoY จากการบันทึกรายการพิเศษ Negative goodwill ของ MYPAK ขณะที่กำไรปกติดีขึ้น YoY จากฐานที่ต่ำ แต่ยังอ่อนตัว QoQ จากต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ส่วน Fajar ยังขาดทุนจากการแข่งขันที่สูง ส่วนปี 69 บริษัทคาดหวัง Fajar จะกลับมากำไร รวมถึงกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพิงตลาดจีน ทั้ง consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 69 ราว 4.5 พันล้านบาท +15%YoYTMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 17.60 บาท) กำไรสุทธิ 9M68 อยู่ที่ 341 ลบ. -0.4%YoY แม้รายได้จะสามารถ +8.6%YoY และ กำไรขั้นต้น +6.4%YoY แต่มีปัจจัยกดดันฝั่ง SGA จากการขยายทีมงานขาย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแนวโน้มการดำเนินงานปกติ 4Q68 มีโอกาสที่จะ +YoY +QoQ หนุนจากสภาพอากาศที่มีฝุ่นมาก และ การระบาดของโรคท้องถิ่นที่มาช้า โดย จำนวนเคสไข้หวัดใหญ่ในไทย 4Q68 +401%YoY +93%QoQ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 72 >4,000 ลบ. CAGR 10-15% และเติบโต Double Digit ในปี69 นี้ ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ในปี 69 ที่ระดับ 524 ลบ. PE ที่ 8x และ Dividend Yield ที่ 5%

ฟิตฟลอป
สิทธิพิเศษ

ฟิตฟลอป

-

TNP รับคลื่นเที่ยวปีใหม่ เชียงรายยอดขายสะพัด
อ่าน

TNP รับคลื่นเที่ยวปีใหม่ เชียงรายยอดขายสะพัด

#TNP #ทันหุ้น – TNP ท่องเที่ยวเหนือปีใหม่คึก แม่ทัพหญิง “อมร พุฒิพิริยะ” ชี้เชียงรายเมืองรองดาวรุ่งติดโผระดับโลก ดันทราฟฟิก ยอดขายสาขาฮอต ขึ้นแท่น Top Sale เล็งปล่อยแผน “JUMP+” ระยะ 3 ปี (69–71) ในจังหวะครบรอบ 10 ปีเข้าตลาดฯ โบรกแนะนำ “ซื้อ” เคาะเป้า 4.30 บาท มองอัพไซด์ราว 54% พร้อมปันผล 4–5% ต่อปีภญ.อมร  พุฒิพิริยะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้นำธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในภาคเหนือ เปิดเผยว่า บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาในจังหวัดภาคเหนือคึกคัก โดยเฉพาะ เชียงราย ซึ่งเป็น “เมืองรอง” ที่เติบโตโดดเด่น หลังได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่ เชียงรายและเชียงใหม่ มีทราฟฟิกต่อเนื่อง หนุนยอดขายค้าปลีกและยอดขายสาขาของ TNP ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยอดขายฮอต โดยสาขาในเชียงรายทำยอดขายติดอันดับสูงสุดของบริษัท (Top Sale) จากแรงหนุนทั้งภาคท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างติดตามตัวชี้วัดสำคัญในช่วง ไตรมาส 4/2568 อาทิ ยอดใช้จ่ายต่อบิล และ SSSG (ยอดขายสาขาเดิม) เพื่อสะท้อนทิศทางกำลังซื้อในช่วงไฮซีซัน พร้อมกันนี้เตรียมประกาศแผนธุรกิจใหม่ “JUMP+” ซึ่งเป็นแผนระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมองว่าเป็นจังหวะเหมาะสม เนื่องจากบริษัทมีความพร้อมทั้งด้านทีมงาน ระบบ และโครงการลงทุนที่เข้ามาสอดรับกันนอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติกรอบแผนดังกล่าว และเตรียมประกาศรายละเอียดในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งตรงกับโอกาสครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่หุ้น TNP เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา บริษัทขยายสาขาจาก 12 สาขา เป็น 56 สาขา และมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งด้าน  บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึง ทิศทางของ TNP ว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดกำไรสุทธิราว 61 ล้านบาท เติบโต 21% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนและ 29% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำระดับ New High จากปัจจัยหนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่ การขยายสาขาเพิ่มอีก 3 แห่ง รวมเป็น 57 สาขา ณ สิ้นปี 2568 โดยเน้นพื้นที่เมืองรองที่มีกำลังซื้อสูงการเข้าสู่High Seasonของธุรกิจค้าปลีก และมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงิน“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”เป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิม 300 บาท) เป็นเวลา 2 เดือน (พ.ย.–ธ.ค. 68)แม้มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” TNP ไม่สามารถเข้าร่วมได้โดยตรง แต่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการที่ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ทั้งนี้ SSSG เดือนตุลาคม–ต้นพฤศจิกายน เริ่มกลับมาเติบโต 3–5% แล้วเป้า 4.30 บาทฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2568 ลงเล็กน้อย 3% เหลือ210ล้านบาท (+13% YoY) หลังจากไตรมาส 3/2568 ต่ำกว่าคาด ส่วนปี 2569 คาดกำไร229ล้านบาท (+9% YoY) จากการขยายสาขาใหม่อีก 5 แห่ง รวมเป็น62สาขา คำแนะนำการลงทุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสมปี 2569 ที่ 4.30 บาท อิง Prospective P/E 15 เท่า (ระดับ -1SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) โดยคาด EPS ปี 2569 ราว 0.29 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Upside จากราคาปัจจุบันราว 54% พร้อม Dividend Yield ราว 4–5% ต่อปี

MOTHER ฟอร์มแรง ไฮซีซันหนุนยอดโต
อ่าน

MOTHER ฟอร์มแรง ไฮซีซันหนุนยอดโต

#MOTHER #ทันหุ้น – MOTHER จับตา Q4/2568 ฟอร์มแรงสุด เม็ดเงินบัตรสวัสดิการเพิ่ม คนละครึ่งพลัสไหลเข้าร้าน แถมไฮซีซันท่องเที่ยวหนุนยอดสะพัด คาดปี 2569 เป้ารายได้โต 5% พร้อมเปิดสาขาใหม่ดันยอด ฟากโบรกแนะ “เก็งกำไร”บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS ระบุถึง บริษัท มาเธอร์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ MOTHER โดยแนะนำ “เก็งกำไร” เนื่องจากหุ้นซื้อขายที่ PER 13 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มเล็กน้อยที่ 10.8 เท่า และยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้ม ไตรมาส 4/2568 คาดเติบโตดีและเป็นจุดสูงสุดของปีผลงานโตฝ่ายวิเคราะห์คาด ผลประกอบการไตรมาส 3/3568 บริษัทมีกำไร 2 ล้านบาท (+6% YoY, -36% QoQ) มีรายได้ 327 ล้านบาท (+7% YoY, -0.24% QoQ) โดยมีปัจจัยจากจำนวนสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 22 แห่ง (+2 แห่ง YoY, +1 แห่ง QoQ) และ SSSG เติบโต 8.6% ช่วยชดเชยธุรกิจค้าส่ง (สัดส่วน 26%) ที่หดตัว 14% จากการยกเลิกจำหน่ายสินค้าของตัวแทนจำหน่ายรายหนึ่ง และหดตัวเล็กน้อยจากการเข้าสู่ช่วงฤดูฝนและ Low Season ของภาคการท่องเที่ยวด้าน เปอร์เซ็นต์ GPM ทรงตัวที่ 12.2% (3Q/67 = 12.0%, 2Q/68 = 12.2%) ขณะที่ เปอร์เซ็นต์ SGA ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 11.7% (ไตรมาส 3/67 = 11.2%, ไตรมาส 2/68 = 11.5%) จากการขยายสาขาใหม่ ทั้งนี้ 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไร 15 ล้านบาท (+21% YoY)มุมมอง GBS มีมุมมองบวกต่อแนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดเติบโตดีและเป็นจุดสูงสุดของปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอานิสงส์จากการปรับเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการฯ เป็นระยะเวลา 2 เดือน (พ.ย.–ธ.ค. 68) อีก 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือนผลบวกทางอ้อมจากนโยบาย คนละครึ่งพลัส จากการที่ผู้ประกอบการรายย่อยซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อHigh Season ภาคท่องเที่ยว พร้อมการผ่อนปรนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยอดซื้อสินค้าจำเป็นเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้แนะเก็งกำไรส่วนแนวโน้มปี 2569 ผู้บริหารยังตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง 5% จากแผนขยายสาขาเพิ่ม โดยเบื้องต้นเปิดใหม่ 1 แห่ง ในช่วงไตรมาส 1/2569 อย่างไรก็ตาม ด้วยระดับ PER 13 เท่า ที่แพงกว่ากลุ่ม (เช่น TNP ที่ 10.8 เท่า) จึงแนะนำเพียง “เก็งกำไร” สำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2568 ที่คาดจะเติบโตเด่น

เมย์แบงก์คงเป้า SET ปี 69 ที่ 1,370 จุด ชูธีม FDI-ดาต้าเซ็นเตอร์-การค้า
อ่าน

เมย์แบงก์คงเป้า SET ปี 69 ที่ 1,370 จุด ชูธีม FDI-ดาต้าเซ็นเตอร์-การค้า

#ทันหุ้น - บล.เมย์แบงก์ เปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 ประเมินว่าตลาดมีความพร้อมในการเดินหน้า แม้จะยังเผชิญความไม่แน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไปเมย์แบงก์ ระบุว่า แม้การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS)ในปี2568คาดว่าจะอยู่ที่ราว7%แต่ความเสี่ยงด้านลบของกำไรยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับP/Eเพียงประมาณ 11.5เท่า (ไม่รวมDELTA)ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าถูกที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้ช่วงต้นปีเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุนในเชิงกลยุทธ์ เมยแบงก์ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก “election rally”โดยจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี2535พบว่ากลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง1เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง1เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดประมาณ +4%ในช่วงเวลา2เดือนดังกล่าว ทั้งนี้ เมยแบงก์ ให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงดังกล่าวกับกลุ่มธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้งด้านปัจจัยการเมือง เมย์แบงก์ ประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลายแรงกดดันต่อตลาดทุนไทยที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องตั้งแต่การเลือกตั้งปี2566รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนทิศทางตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไปสำหรับธีมการลงทุนหลักในปี2569เมย์แบงก์ ชู3ธีมสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า โดยมองว่าการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของอาเซียน และประเทศไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของFDIยังได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI)ที่เพิ่มขึ้นกว่า21%ในช่วง10เดือนแรกของปี2568รวมถึงนโยบายFastPassที่ช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชนในมิติการค้า เมย์แบงก์ คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งFTAไทย–EFTAที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี2569, FTAไทย–สหภาพยุโรปที่คาดว่าจะลงนามในไตรมาส1/2569รวมถึงCEPAไทย–เกาหลี จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มGDPของไทยได้ราว1.9%ในระยะใกล้ในด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เมย์แบงก์ ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight)ในกลุ่มโทรคมนาคม สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการเงิน ท่องเที่ยว และอาหารและเครื่องดื่ม (FB)ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เด่นจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์สำหรับหุ้นเด่น เมย์แบงก์ แนะนำMTC, BBL, TRUE, MINTและAPเป็นTop Picksเพื่อรับโอกาสจากelection rally ขณะที่การลงทุนตามธีมFDIดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า แนะนำWHA, AMATA, ITC, CCETและGULFซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปอย่างโดดเด่น

TM ล็อกเป้าศูนย์ผู้สูงวัย ปลิ้มเดอะพาเร้นส์โตแรง
อ่าน

TM ล็อกเป้าศูนย์ผู้สูงวัย ปลิ้มเดอะพาเร้นส์โตแรง

#TM #ทันหุ้น – TM ปล่อยหมัดรุก ตลาดผู้สูงวัยเต็มสูบ ด้าน “ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร” แม่ทัพใหญ่ ชี้ “THE PARENTS WELLNESS AND REHABILITATION CENTER” โตแรงต่อเนื่อง แถมลูกค้าตอบรับล้น พร้อมอัพเกรดบริการใหม่ ตอกย้ำเป้าศูนย์ดูแลผู้สูงวัยครบวงจร               ดร.สุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมาของการเปิดให้บริการสถานดูแลผู้สูงอายุ  “THE PARENTS WELLNESS AND REHABILITATION CENTER” ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท เดอะพาเร้นส์ จำกัด ในเครือบริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) ได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี เนื่องจากมีบริการต่างๆ เพื่อดูแลผู้สูงอายุให้มีสุขภาพที่ดีผ่านกระบวนการดูแล บำบัด และส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกออกแบบให้เหมาะสมโดยผู้ชำนาญการสาขาต่างๆ ทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด นักกำหนดอาหารและนักบริบาลบริการใหม่             “นอกจากบริการต่างๆ ที่ออกแบบให้ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายอย่างครบถ้วนแล้ว THE PARENTS ยังได้รับรางวัลต่างๆ เช่น รางวัล STAR ( Sustainable Tourism Acceleration Rating) จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย รวมทั้งรางวัล “Medical and Wellness Excellent มาตรฐานการท่องเที่ยวและสุขภาพไทย” จากนายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ในงาน AROKAGO STAR AWARD 2023  และรางวัลสถานประกอบการมาตรฐานดีเด่น Excellent Senior Service Award สาขาคุณภาพการฟื้นฟู Best Clinical Practice Award จากสมาคมการค้าและบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย(SHSTA) ร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์” ดร.สุนทรี กล่าว               The Parents ได้มีการเพิ่มให้บริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า ทั้งบริการสำหรับผู้สูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วยหลังการผ่าตัดที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดฟื้นฟูและส่งเสริมสุขภาพ ส่งผลให้มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปัจจุบัน The Parents ต้องเพิ่มบริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งบริการอื่นๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับความพึงพอใจสูงสุด  เช่น เพิ่มจำนวนกิจกรรมสันทนาการ จากสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพิ่มเป็น 5 ครั้ง โดยจัดให้มีนักกิจกรรมบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะล็อกเป้าหมาย นอกจากนี้แล้วยังมีบริการใหม่ๆ เช่น ได้นำนวัตกรรมบำบัดด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อยกกระชับ รวมทั้งบริการ Anti Aging โดยมีให้เลือกทั้งการดริปวิตามิน (IV Drip) การฉีดวัคซีนพลาเซนต้า) เพื่อฟื้นฟูร่างกายและปรับสมดุลฮอร์โมนซึ่งมักทำโดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อสะโพกหรือเข้าเส้นเลือด และการฉีดวัคซีน HPV เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูกและโรคที่เกี่ยวข้องจากเชื้อ HPV รวมทั้งบริการนวดแผนไทยและบริการแพทย์แผนจีนให้ลูกค้าได้เลือกใช้บริการ ที่สำคัญยังบริการฝังฮอร์โมนซึ่งเป็นการบำบัดด้วยฮอร์โมน (Hormone Therapy) โดย พญ.รัชนี สาธรสันติกุล ซึ่งเป็นแพทย์ผู้ชำนาญการบำบัดด้วยฮอร์โมน ทั้งนี้ในอนาคต The Parents ยังมีความพร้อมที่จะพัฒนาและเพิ่มบริการต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายอย่างครบถ้วน