TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “Theory of Love” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ดู
Love Parade
ทรูวิชั่นส์ • 30 มิ.ย. 69
ดู
สูตรรักนี้...ต้องลองทำเอง
ทรูวิชั่นส์ • 30 มิ.ย. 69
อ่าน
"ไดมอนด์ ณรกร" ถ่ายทอดโมเมนต์โรแมนติก ลงเพลง "My Sunshine" จากซีรีส์ ติวเธอ(ร์)…ที่รัก My Tutor, My Love
ได้รับโอกาสให้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้สึกพระ-นาง จากซีรีส์ ติวเธอ(ร์)...ที่รัก My Tutor, My Love สำหรับหนุ่มเสียงเอกลักษณ์ ไดมอนด์ ณรกร กับเพลง My Sunshine เพลงช้า Pop Ballad ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่รักใครสักคนมาก จนอยากจะปกป้องเขาให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยมี นาว วง Mirrr รับหน้าที่โปรดิวเซอร์ และ เติร์ด Tilly Birds ช่วยประพันธ์เนื้อร้อง ทำนอง รวมทั้งเป็นโค-โปรดิวซ์ โดยมีจุดสำคัญของเพลงนี้คือเสียงเปียโน เครื่องสาย กีตาร์ และภาคดนตรีทั้งหมดที่ นาว สร้างสรรค์ขึ้นมา และเรียงร้อยเรื่องราว คำร้อง และท่วงทำนองของเติร์ด ได้อย่างลึกซึ้ง ผสมผสานกับเสียงร้องของ ไดมอนด์ ที่มาประทับตราให้เพลงนี้ ได้อย่างกลมกล่อมและสมบูรณ์ ซึ่ง ไดมอนด์ ณรกร ได้เผยความรู้สึกว่า รู้สึกตื่นเต้นมากครับ ขอบคุณที่ให้โอกาสผมเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์เรื่อง ติวเธอ(ร์)ที่รัก My Tutor My Love และดีใจมาก ๆ ครับ ที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับ พี่นาว และ พี่เติร์ด เป็นครั้งแรก ส่วนตัวติดตามผลงานพี่ ๆ มาโดยตลอด พอมาร่วมงานกัน ก็แอบเกร็งและค่อนข้างตื่นเต้นมาก ๆ ครับ พี่เค้าก็เปิดกว้างให้เราร้องเป็นสไตล์ตัวเองได้เลย ใส่มาได้เลยเต็มที่ แต่สิ่งที่ยากก็จะเป็นในเรื่องคีย์ที่ค่อนข้างสูงมาก ๆ พี่เติร์ดก็ให้กำลังใจ ว่าเราทำได้นะ อย่าไปกลัว ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งชาเลนจ์สำหรับเราเลยครับ (ยิ้ม) ส่วน Feeling ผมก็ตีความในมุมของผู้ชายคนนึง ที่อยากจะปกป้องใครสักคน อยากทำให้เค้ามีความสุข โดยเฉพาะท่อน My sunshine is you ตราบที่ฉันยังหายใจ ไม่ให้ใครทำร้ายเธอ ฉันอยู่ตรงนี้ คือเพลงค่อนข้างอบอุ่น เมโลดี้น่ารัก และ โรแมนติกมาก ๆ เลยครับ ซึ่งต่างจากเพลงอื่น ๆ ของผมเลย ก็เป็นอีกแนวเพลงใหม่ ๆ ที่อยากให้ทุกคนได้ฟังจากผมครับ สามารถรับฟังและชม Official MV My Sunshine เพลงจากซีรีส์ ติวเธอ(ร์)...ที่รัก My Tutor, My Love จาก ไดมอนด์ ณรกร ได้ทาง Youtube: One Music และ Audio ได้ทุก Streaming Platforms รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินได้ทุกช่องทาง Social Media ของ One Music และ Diamond Official
ข่าวเพลงไทย • 24 มิ.ย. 69
ดู
Filing For Love
ทรูวิชั่นส์ • 4 วันที่แล้ว
อ่าน
หมาเห่าเครื่องบิน A Dog And A Plane EP.7 : เต ยอมโกหก หวังพิชิตใจพ่อแม่ นิว
หมาเห่าเครื่องบิน A Dog And A Plane EP.7 : หลังจากที่ คณิต (นิว ฐิติภูมิ) ตอบรับ โตโต้ (เต ตะวัน) เป็นแฟน ก็สวีทจัดเต็ม อีกทั้ง คณิต ก็ได้เรียนรู้ว่าความรักไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แค่มีใครสักคนที่พร้อมจะอยู่ข้างกันในวันที่เหนื่อยที่สุด ก็เพียงพอแล้ว หมาเห่าเครื่องบิน EP.7 ดูทีวีออนไลน์ ช่องวัน31 แต่ความรักของ คณิต-โตโต้ ดูเหมือนจะไปได้ดี แต่แล้วปัญหาก็ตามมาไม่หยุด เมื่อครอบครัวของ คณิต เริ่มเข้ามามีบทบาท เลยต้องให้ โตโต้ ปลอมตัวเป็นแฟนกัปตันหนุ่มผู้เพียบพร้อมเพื่อหลอกทุกคน แต่ครอบครัวคณิตจะเชื่อและยอมรับ โตโต้ หรือไม่? รวมถึงความรักของ อัคคี (ม่อน ธนัชชัย) กับ เวหา (ริว พุติพัฒน์) ที่ต้องตามลุ้นกันว่าจะสานสัมพันธ์จนเปิดใจคบเป็นแฟนกันไหม? ห้ามพลาด ดูทีวีออนไลน์ ช่องวัน31
ข่าวละคร • 4 วันที่แล้ว
อ่าน
มุมที่ไม่เคยเห็น! "ท๊อป–บีม" เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์
รายการ WandOland เปิดมุมลึกซึ้งที่หลายคนไม่เคยเห็นของ ท๊อป จิรายุส ซีอีโอ Bitkub เมื่อเจ้าตัวยอมรับเบื้องหลังความสำเร็จคือความเหงาในแบบของผู้นำที่ต้องเป็นที่พึ่งให้คนรอบตัวแต่ในวันที่เหนื่อยกลับไม่รู้จะหันไปพึ่งใคร ขณะที่ บีม วลัญช์รัตน์ เปิดใจถึงช่วงเวลาที่เคยทุ่มเทซัปพอร์ตคนรักจนเกือบหลงลืมความฝันของตัวเอง ก่อนทั้งคู่จะค่อย ๆ เรียนรู้การรักษาความสัมพันธ์ จนถึงขั้น Workshop ให้เติบโตไปพร้อมกัน สู่รัก 8 ปีที่ยังเลือกกันในทุกวัน มุมที่ไม่เคยเห็น! "ท๊อปบีม" เปิดสูตรรัก 8 ปี ถึงขั้น Workshop ความสัมพันธ์ ทั้งคู่เจอกันครั้งแรกที่ไหน ? บีม : เจอกันครั้งแรกในงานที่เขาไปพูดค่ะ อยู่แถวที่โรงแรมเอราวัณ ซึ่งบีมก็สนใจพวกเรื่องลงทุนคริปโต ตอนนั้นมันใหม่มาก แล้วเราชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ ก็เลยไปฟัง แล้วก็เจอเขา ท๊อป : ตอนผมเปิด Bitkub ใหม่ ๆ เลยครับ บีม : เพิ่งเปิด เหมือนตอนนั้นยังไม่ได้แนะนำตัวเลยว่าเป็น Founder Bitkub เป็นมา 7-8 ปีที่แล้ว ตอนที่บีมเห็น เขาพูดเก่ง แล้วก็ดูเป็นคนเก่ง แต่ตอนนั้นบีมอยากไปเรียนต่อที่อังกฤษค่ะ เขาแนะนำตัวว่าจบจากที่นี่ ๆ เราก็เป็นหนึ่งในคนที่ไปต่อคิวและถามคำถาม แต่บอกเขาว่าไม่ได้ถามเรื่อง Bitcoin เพราะอยากรู้เรื่องการเรียนต่อ เพราะตอนนั้นเราเพิ่งจบปริญญาตรี ท๊อป : แล้วผมพูดมาหลายเวทีมากครับ ทุกคนถามแต่เกี่ยวกับสิ่งที่ผมพูด ผมพูดตั้ง 2-3 ชั่วโมง เรื่อง Blockchain มีคนนี้คนเดียวที่ถามเรื่องอื่นที่ไม่ใช่สิ่งที่ผมพูด แล้วเขาซุ่มอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้พอทุกคนถามหมดอยู่ดี ๆ ก็โผล่มาแล้วถามเรื่องการเรียนต่อ ผมจำได้แม่นเลยมีคนเดียว ไม่ถามอะไรเกี่ยวกับที่เราพูดเลย ตอนแรกที่เจอก็ดูก็น่ารักดีครับ แล้วสิ่งที่เขาพูดคืออยากจะเรียนต่อ เรามีไฟล์นี้อยู่ ผมตั้งใจทำ Personal statement มากตอนที่สมัครไปเรียนที่ Oxford มันต้องมี reference letter และ personal statement ซึ่งผมยังเก็บไฟล์นั้นไว้เลย แล้วคิดว่าเราจบมานานแล้ว ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร เดี๋ยวส่งให้เขาดีกว่า เพราะสูตรของผมคือจะส่งให้ทุกคนที่อยากจะเข้าเรียนต่อ เพื่อช่วยเขาเพราะเราไม่ได้ใช้อะไรแล้ว เพราะฉะนั้นโมเมนต์แรกที่คิดคือมีไฟล์นั้นอยู่ก็เลยอยากจะส่งให้เขาเป็นตัวอย่าง บีม : แต่ว่าของบีม โมเมนต์แรกคือกลัวค่ะ เพราะตอนที่เข้าไปคุยกับเขาคือตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร คิดแค่ว่าอยากได้เคล็ดลับว่าไปยังไง แต่สิ่งที่เขาถามกลับมาอันแรกเลยคือเขาหน้านิ่งมาก แล้วตอนที่เขาถามกลับมาว่า เกรดเท่าไหร่ แล้วหน้าไม่มีอารมณ์เลย ก็คิดว่าหรือเราไม่ควรถาม ตอนนั้นบีมไม่อยากคุยแล้ว ไม่อยากบอกว่าเราเป็นใคร คือขาแข็ง แต่ถอยไม่ได้แล้วค่ะ ท๊อป : เราก็ถามว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ใช่ไหม คุณก็ต้องมีเกรดที่ดี คุณต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง บีม : สุดท้ายเราก็ถอยค่ะ เดี๋ยวลองถามเคล็ดลับจากรุ่นพี่คนอื่นดีกว่า ท๊อป : ตอนนั้นขอ Contact ไว้แล้วครับ มีก่อนที่เขาจะถอย ขอเพื่อที่จะส่ง Personal statement ให้ที่มากกว่านั้นคือ มีรุ่นพี่คนหนึ่งที่เรียนด้วยกันที่ Oxford เขาจบเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผมไปเรียนเศรษฐศาสตร์ ก็คิดว่าเราไม่ค่อยรู้ระบบไทย คนที่น่าจะแนะนำได้ดีกว่าจริง ๆ อาจจะเป็นเด็กไทยด้วยกันก็เลยนัดสร้างกลุ่มให้ Connection ให้ แต่บีมหายไปเลย ไม่ตอบ เราก็คิดว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมอุตส่าห์นัดให้แล้วเดี๋ยวเราจะเสียหน้า เพราะบีมก็อยู่ในกลุ่มแต่เขาไม่ตอบ เราก็เลยต้องตามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมหายไปเลย ก็เลยได้มีการติดต่อไปหลังจากนั้นครับ บีม : ตอนที่ผ่านไปสักพักแล้วเขาหา Contact แล้วเขาก็ติดต่อมาค่ะ ประมาณเป็นเดือน จากที่เราถามรู้สึกว่าคนนี้นิสัยดีมาก เหมือนเขายังจำได้และยังติดต่อเชื่อมต่อกลุ่มให้ค่ะ แต่ตอนนั้นเราก็กลัว ๆ นิดหนึ่ง ก็เลยไม่ได้ตอบไปสักพัก แต่พอเห็นแล้วว่าเขาตั้งกลุ่มก็เข้าไปตอบค่ะ แล้วเขาก็เหมือนมีติดตามเรื่องเรื่อย ๆ ประมาณนั้น เราก็รู้สึกว่าเขาดูเป็นคนดี ท๊อป : โมเมนต์แรกสำหรับผมที่เข้ากันคือ พาเขามาดูออฟฟิศ ตอนนั้น Bitkub ออฟฟิศเล็กมากครับ เป็นตอนเพิ่งเริ่มเปิดบริษัทใหม่ ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้ไปทานข้าวกัน หลังจากดูออฟฟิศเสร็จก็ไปทานข้าวกันต่อครับ นั่นเป็นโมเมนต์ที่ได้คุยกันจริง ๆ ไม่ใช่ผ่านสื่อออนไลน์ เป็นแบบ Face to Face จริง ๆ แล้วพอคุยกัน บางทีเคมีมันบอกไม่ได้ผ่านตัวหนังสือ แต่พอได้คุยกันจริง ๆ แล้วมันรู้สึกว่ามันเข้ากันได้ ก็คือโมเมนต์ที่ได้เจอกัน face to face จริง ๆ ได้นั่งทานข้าวกันจริง ๆ ส้มตำปูปลาร้า สร้างความประทับใจ ? ท๊อป : โมเมนต์ที่ประทับใจครั้งแรกคือ ชอบทานส้มตำปลาร้าทั้งคู่ และต้องใส่พริกเยอะ ๆ มาก ต่างคนต่างดูไม่เหมือนคนที่ชอบกินเผ็ดครับ บีม : ตอนแรกบีมก็ไม่คิดว่าจากภูมิหลังที่เขาอยู่เมืองนอกมานาน จะชอบกินส้มตำปลาร้าเหมือนกัน ซึ่งอันนี้เราก็ชอบกิน และตอนแข่งกินเผ็ดบีมชนะด้วยค่ะ ท๊อปมองเห็นอะไรในตัวบีม ? ท๊อป : เขาเป็นคนที่เสียสละเพราะเขาเป็นกองหลังใช่ไหมครับ พอผมตั้งเป้าหมายอะไร เขาก็ต้องสละสิ่งที่เคยเป็นตัวตนเขามาก่อนเพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับเรา ยกตัวอย่างเรื่องการกิน เราไม่กินแป้ง ไม่กินน้ำตาล ไม่กินส้มตำปลาร้า ไม่กินเผ็ด ความผูกพันครั้งแรกที่เราชอบกันคือเพราะชอบพริกเหมือนกัน แต่พอผ่านมาระยะเวลา 7-8 ปีให้หลัง ทั้งสองคนไม่กินพริกเยอะขนาดนั้นแล้ว และไม่ได้กินส้มตำปลาร้าขนาดนั้นแล้วแต่ก็ยังอยู่กันได้ ทั้ง ๆ ที่มันเป็นโมเมนต์ที่ชอบกันครั้งแรก ต่างคนต่างเติบโตขึ้นทั้งคู่เพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้ครับ พอเราตั้งเป้าหมาย เขาก็เป็นคนที่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างของเขาทั้งหมด ทุกวันนี้เขายังไม่ได้ไปเรียนต่อเลยนะครับ เจอกันครั้งแรกเขาตั้งใจจะไปเรียน แต่ตอนนี้กลายเป็นคนซัพพอร์ตเราแทน เป้าหมายชีวิตเขาคืออยากไปเรียนต่างประเทศสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ยังไม่ได้ไปเรียนเลยครับ บีม : ยังอยากไปเรียนต่ออยู่ ก็คิดว่าถ้าตอนนี้เห็นว่าข้างหน้าเขาเริ่มมั่นคงระดับนี้แล้ว และข้างหลังเราก็เริ่มมีทีม มีการสร้างทีม มีเลขาฯ 10 คนแล้ว ระบบเริ่มมั่นคงขึ้น ก็เดี๋ยวลองหาช่องทางค่ะ เพราะสำหรับบีม อยากที่จะเติบโตขึ้นตลอดในทุกด้านค่ะ เป้าหมายในความสัมพันธ์ที่อยากให้ไปต่อ ? บีม : จริง ๆ ก็เยอะเลยค่ะ บีมพยายามจะสะท้อนความคิดของตัวเองและคุยกับเขาตลอด ถ้าโมเมนต์นี้เรายังต้องช่วยซัพพอร์ตเราก็จะทำให้เต็มที่ แต่เราก็คุยกับเขาเหมือนกันว่า บีมรู้สึกว่าต้องบาลานซ์ความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเอง และบีมกับพี่ท๊อปให้ดีขึ้น เพราะมันจะมีช่วงหนึ่งที่เรารู้สึกว่าถ้าเปรียบเป็นวงกลม วงกลมของพี่ท๊อปกับวงกลมของบีม แล้วเราคอยซัพพอร์ตเขาเรื่อย ๆ จนมีระยะหนึ่งที่รู้สึกว่าพอมันมากเกินไป วงกลมมันทับกันสนิท มันทำให้บางทีความสัมพันธ์กับตัวเราเองหรือเป้าหมายของเราหายไปในบางช่วงเวลา เราก็เลยบอกเขาว่าเราอยากทำสิ่งนี้ 1 2 3 4 นะ เพื่อให้สุดท้ายแล้วความสัมพันธ์ระหว่างบีมกับตัวเองดีที่สุด และบีมก็เชื่อว่าในความสัมพันธ์ของทุกคน ถ้าความสัมพันธ์กับตัวเองดีและสุขภาพจิตดีที่สุด ความสัมพันธ์กับคนอื่นมันจะยิ่งดีและยิ่งส่งเสริมกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ไม่บาลานซ์ มันอาจจะทำให้เราซัพพอร์ตเขาได้ไม่เต็มที่แล้วก็ได้ค่ะ ก็เคยมีช่วงเวลานั้นเหมือนกัน ท๊อป : เรามี session แบบนี้เลยนะครับ มีการจองตารางเวลาของผมไว้เลยว่าเขียนว่า Workshop เป็นระหว่างผมกับเขา ทั้ง ๆ ที่การอยู่ด้วยกันมันอาจจะเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึก แต่เราต้องการช่วงเวลาที่เรามีสติรู้ตัวเพื่อมาออกแบบ มาล็อกเวลาช่วงหนึ่งเลย แล้วมาคุยกันในทุก ๆ เรื่อง มาเปิดใจ มาแชร์เป้าหมายของชีวิตกัน คุณคิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณมีความกลัวอะไรที่ไม่ค่อยพูดออกมา? บีม : อาจจะกลัวเราเป็นอะไร เพราะว่าเขาจะเป็นคนที่กังวลมากคือเป็นห่วงมาก ไม่ค่อยให้ทำอะไรเท่าไหร่ กลับดึก อยู่ไหน คือปกติเขาก็ไม่ได้ค่อยได้คุยกันหรือไม่ได้ตาม แต่ถ้ามันรู้สึกว่าดึกแล้ว มันไปที่ที่อันตรายหรือเปล่า อย่าไปนะ อย่านั่งรถจักรยานยนต์ คือเขาจะห่วงความปลอดภัยมาก ๆ เป็นพิเศษค่ะ บีมว่าเขาอาจจะกลัวเราเป็นอะไร ท๊อป : คำถามนี้มันสะท้อนถึงความใส่ใจและความเหนียวแน่นของความสัมพันธ์ของกันและกัน ซึ่งฟังแล้วรู้สึกได้เลย บีม : งั้นขออีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นตัวเขาเอง บีมมองว่าเขากลัวจัดการไม่ได้ เขากลัวเขาไม่เก่ง เพราะว่าหัวของเขาคือต้องแก้ปัญหาให้กับทุกคน เขารู้สึกว่าต้องเป็นที่พึ่งให้กับทุกคนรอบตัวให้ได้ ในความแข็งแกร่งจริง ๆ ข้างในเขา บีมว่าเขาก็คงเหนื่อย แต่การแสดงออกมาเขาต้องทำให้ได้ ต้องนำให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งของในที่ทำงานเอง ฝั่งของครอบครัว หรือฝั่งของเราเองก็ตาม จริง ๆ คือรู้สึกว่าข้างในเขาก็น่าจะแบกเยอะ แต่อยากแสดงออกมาว่าต้องทำให้ได้ ท๊อป : ใช่ครับ ผมว่ามันเป็นความเหงา อีกแบบหนึ่งที่ไม่ใช่เหงาเพราะไม่ได้เจอคน มันเป็นความเหงาที่ผมว่ายังไม่มีใครแชร์ มันคือ the same level of psychological wound เหมือนกับเรา ที่เราเป็นช้างเท้าหน้าของทุกเรื่อง ทุกคนรอบตัวเราพึ่งเราหมดเลยนะครับ บริษัท 1,000 คน ครอบครัว ครอบครัวเราที่เป็นครอบครัวเราจริง ๆ เราก็เป็นช้างเท้าหน้าของความสัมพันธ์ ฝั่งครอบครัวเขา ฝั่งเขาเราก็เป็นอะไรไม่ได้ คือทุกคนพึ่งเรา มันก็จะเป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วใจเราล่ะ แล้วใครมาเป็นที่พึ่งของเรา และพอมีปัญหาหนัก ๆ ผ่านมาเรื่อย ๆ ผมว่ามันไม่มีใครเข้าใจ psychological wound ที่มันสะสม as a leader นะ มันก็เป็นความเหงาอีกแบบหนึ่ง แล้วเขาก็พูดถูกตรงที่ว่าก็เป็นห่วงเยอะมากเกินไปนะครับ ห้ามนู่นห้ามนี่ เดี๋ยวอันตราย เราอาจจะเวอร์ด้วยครับ แต่เหมือนเขาทำตัวเป็นเหมือนลูกวัวไม่กลัวเสือครับ ท๊อป : แล้วบีมเขาเป็นคนที่พูดออกมาครับ เขากลัวมากเลยนะ คือกลัวผมไม่รักเขา กลัวไม่ให้เวลาเขา ไม่สนใจเขา พูดตลอด รักเขาไหม บีม : ไม่ใช่ เพราะเขาไม่พูดไงคะ เขาไม่เคยบอกเลย เราก็เลยต้องถาม หลังจากที่ทะเลาะกัน อะไรคือช่วงเวลาหรือสัญญาณที่ทำให้คุณรู้ว่าเรายังเป็นทีมเดียวกัน? บีม : บีมก็จะบอกเขาว่า ทะเลาะกันมันเห็นต่างกันได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้วอยากจะทำให้ดีขึ้นทั้งคู่ และการทะเลาะกันมันไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่ว่าสุดท้ายแล้วถ้าเราเข้าใจกันมากขึ้นแล้วมันพร้อมปรับกันทั้งคู่ ยังไงมันก็จะอยู่กันไปได้ยาว ๆ ก็จะพยายามเหมือนบอกเขาว่าไม่ใช่ว่าเราไม่ดีนะ แต่แค่ค่อย ๆ คุยกัน เพื่อให้เรายังเหมือนเข้าใจกันมากขึ้น พอเราเข้าใจกันมากขึ้น เราก็จะทำเหมือนทำให้การปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น พอปรับตัวเข้าหากันมากขึ้น มันก็จะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ ก็จะคอยบอกเขา reach out ไป บางทีก็อยากจะให้อารมณ์เขานิ่งก่อน เพราะเราก็รู้ว่าถ้าต่างคนต่างเอาอารมณ์มาคุยกันยังไงไม่เห็นผลอยู่แล้ว ก็มีบ้างที่หายกันไปทำให้แต่ละคนเย็นก่อนแล้วค่อยมาคุยกัน แต่ว่าสุดท้ายแล้วจริง ๆ บีมพยายามจะปรับจูนกันให้เร็วที่สุดจะดีที่สุดไม่งั้นเดี๋ยวมันจะค้างไปหลายวัน ท๊อป : น้อยมากครับที่ค้าง แล้วส่วนใหญ่เขาจะเป็นคนมาง้อ เร็วมาก แป๊บเดียว ทีมเดียวกันแน่นอน แป๊บเดียวมาแล้ว เป็นฝ่ายง้อตลอด พอเขามาง้อ มาอะไรอารมณ์เย็นลง ก็คุยกัน ก็คือชัดเจน คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=smD_bajeNjI
ข่าวบันเทิง • 17 มิ.ย. 69
ดู
หมาเห่าเครื่องบิน
ทรูวิชั่นส์ • 29 พ.ค. 69
ดู
Any theory goes
ทรูวิชั่นส์ • 25 มี.ค. 69
ดู
Ossan's Love
ทรูวิชั่นส์ • 25 มี.ค. 69
ดู
The Practical Guide to Love
ทรูวิชั่นส์ • 15 พ.ค. 69
อ่าน
ทุกสีมีความหมาย ทุกเรื่องราวมีพลัง ชวนฉลอง Pride Month กับ 18 คอนเทนต์คุณภาพที่ Prime Video
ต้อนรับPride Monthปีนี้Prime Videoประเทศไทย ร่วมเฉลิมฉลองความหลากหลายผ่านแคมเปญEvery Color, Every Story:ทุกสีมีความหมาย ทุกเรื่องราวมีพลังกับการคัดสรรภาพยนตร์ ซีรีส์ และสารคดี18เรื่องที่สะท้อนตัวตน ความสัมพันธ์ และประสบการณ์อันหลากหลายของผู้คน ภายใต้แรงบันดาลใจจาก6สีบนธงPride Flagซึ่งถ่ายทอดความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังแต่ละสี ได้แก่ชีวิต การเยียวยา ความหวัง การเติบโต ความกลมเกลียวและจิตวิญญาณเพื่อส่งต่อพลังของการมองเห็น เข้าใจ และยอมรับในทุกความแตกต่าง เพราะPrideไม่ใช่แค่ช่วงเวลาหนึ่งเดือนในปฏิทิน แต่คือความรู้สึก การต่อสู้ของผู้คน และเรื่องราวที่ควรได้รับการเล่าขาน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วไปเพลิดเพลินกับ18คอนเทนต์คุณภาพบนPrime Videoเพื่อให้Pride Monthปีนี้เปี่ยมความหมายกว่าที่เคย! สีแดง: ชีวิต พลังแห่งการใช้ชีวิต การค้นหาตัวตน และความรัก My Policeman สามหัวใจ สองยุคสมัย หนึ่งความรักที่ไม่อาจเป็นไปได้ ภาพยนตร์โรแมนติกดราม่าย้อนยุคที่บอกเล่าความสัมพันธ์รักสามเส้า ระหว่างนายตำรวจ ทอม (Harry Styles / Linus Roache)ครูสาว แมเรียน (Emma Corrin / Gina McKee)และภัณฑารักษ์ แพทริก (David Dawson / Rupert Everett)ผ่านการเล่าเรื่องสลับระหว่างอังกฤษในยุค 1950 และช่วงปลายทศวรรษ 1990 ซึ่งทำให้ได้เห็นบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย Overcompensating หนุ่มหล่อ โปรไฟล์เริ่ด กับตัวตนที่ยังไม่เปิดเผย ซีรีส์คอเมดี้วัยรุ่นมหาวิทยาลัย เรื่องราวอันว้าวุ่นของเบนนี่ อดีตนักอเมริกันฟุตบอลและตัวพ่องานพรอม ที่ยังไม่เปิดเผยตัวตนเรื่องเพศของตัวเอง และกำลังพยายามเอาตัวรอดในรั้วมหาวิทยาลัย จนเมื่อเขากลายเป็นเพื่อนสนิทกับคาร์เมน เด็กใหม่ที่ไม่เข้าพวกซึ่งตั้งใจจะ เข้ากลุ่ม ให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม นำไปสู่การค้นหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองท่ามกลางปาร์ตี้สุดเหวี่ยง ความสัมพันธ์สุดปั่น และความสับสนในหัวใจ More Than Words สัมพันธ์ซับซ้อนของสามหนุ่มสาวแดนปลาดิบ ซีรีส์ขมอมหวานแนวComing-of-ageว่าด้วยชีวิต มิตรภาพ และสายสัมพันธ์ของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นสามคนที่ผูกพันกันแนบแน่น ท่ามกลางสังคมอนุรักษ์นิยมในแดนอาทิตย์อุทัยที่ยังไม่เปิดกว้างเรื่องความสัมพันธ์แบบรักร่วมเพศ ถ่ายทอดเรื่องราวของความเสียสละซึ่งเกิดขึ้นในนามของความรัก ความผูกพัน และการอยู่รอดในสังคมด้วยมุมมองที่สมจริง สีส้ม: การเยียวยา สายสัมพันธ์อบอุ่นที่เยียวยาหัวใจให้เบิกบาน Modern Love เรื่องรักหลากรสในมหานครที่ไม่เคยหลับใหล ผลงานซีรีส์ที่ดัดแปลงจากเรื่องจริงในคอลัมน์ชื่อดังของThe New York Timesถ่ายทอดความรักหลากมิติในนิวยอร์ก ทั้งรักหวานชื่น ความเจ็บปวด และมิตรภาพที่ไม่คาดคิด ผ่านมุมมองที่ซื่อตรงและอบอุ่น เพื่อพิสูจน์ว่าความรักในโลกสมัยใหม่นั้นสวยงามและซับซ้อนเกินกว่าจะจำกัดความได้ด้วยคำเดียว Harlem สวย แซ่บ มั่น มิตรภาพสุดจี๊ดของสี่สาวผิวสี ซีรีส์คอเมดี้ที่อัดแน่นด้วยพลังความสดใส บอกเล่าเรื่องชีวิตในนครนิวยอร์กของแก๊งเพื่อนสาวผิวสีสุดมั่น ซึ่งรู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย พวกเธอต้องรับมือกับทั้งเรื่องงาน ความรัก และการเติบโตในเมืองใหญ่ในขณะที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยสามสิบ ผ่านทุกช่วงเวลาวุ่นวายของชีวิตด้วยมิตรภาพและอารมณ์ขัน Uncle Frank โร้ดทริปกลับบ้าน ที่อาจทำให้หัวใจเบาลง ภาพยนตร์คอเมดี้ชุบชูใจว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในปี 1973 เมื่อ เบธ หญิงสาววัย 18 ปีเข้ามาเรียนต่อในนิวยอร์ก และค้นพบว่า แฟรงค์ คุณลุงคนโปรดของเธอแท้จริงแล้วเป็นเกย์ และใช้ชีวิตอยู่กับ วอลลี่ คู่รักที่คบหากันมานาน แต่แล้วจู่ๆ พ่อของแฟรงค์ก็เสียชีวิตอย่างกะทันหัน เขาจึงจำเป็นต้องกลับบ้านเพื่อไปร่วมงานศพ การออกเดินทางของทั้งสามคนครั้งนี้ จึงกลายเป็นโร้ดทริปที่แฟรงก์ต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวอนุรักษ์นิยม บาดแผลในอดีต และอคติที่เขาพยายามหลีกหนีมาตลอดชีวิต สีเหลือง: ความหวัง แสงสว่างแห่งความหวัง การมองโลกในแง่ดี และยืดหยัดอย่างงดงามท่ามกลางอุปสรรค Anythings Possible รักวุ่นๆ ของหนุ่มจืดกับสาวทรานส์ ภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี้แนวComing-of-ageเมื่อ คาล หนุ่มเนิร์ดมัธยมปลายโพสต์เว็บบอร์ดแบบไม่เปิดเผยตัวตน หวังระบายความในใจเรื่องที่เขาแอบชอบสาวทรานส์สุดคูลของโรงเรียน แต่ผลตอบรับกลับดีเกินคาด จนทำให้เขาตัดสินใจชวนเธอออกเดต ก่อเกิดเป็นเรื่องราวความรักแบบเจนซีที่ขอเพียงมีความหวังและไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้! Minari ครอบครัว ความหวัง และความฝันที่หยั่งรากกลางแผ่นดินใหม่ ภาพยนตร์ดราม่าเจ้าของรางวัลออสการ์ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของครอบครัวผู้อพยพชาวเกาหลีใต้ซึ่งย้ายมาตั้งรกรากในชนบทอเมริกาเพื่อไล่ตามความฝันแบบอเมริกันในทศวรรษ 1980 สะท้อนความยากลำบากของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ การปรับตัว อัตลักษณ์ ความมุ่งมั่นยืดหยัดเพื่อก้าวข้ามอุปสรรค พร้อมถ่ายทอดความหมายของคำว่า ครอบครัว ผ่านช่วงเวลาเรียบง่ายที่อบอุ่น ลึกซึ้ง และเปี่ยมด้วยความเป็นมนุษย์ Cassandro ตำนานมวยปล้ำตัวมัม ผู้เปลี่ยนเสียงโห่เป็นเสียงเชียร์ ภาพยนตร์ชีวประวัติที่สร้างจากเรื่องจริงของSal Armendrizนักมวยปล้ำเกย์จากชายแดนอเมริกา-เม็กซิโก ผู้สร้างตำนานในฉายา "คาสซานโดร" ตามชื่อนางเอกละครน้ำเน่า โดยแจ้งเกิดในฐานะนักสู้สายเอ็กโซติโก (Extico)ที่ท้าทายจารีตชายชาตรีในยุค 80 จนมีชื่อเสียงระดับโลก ท่ามกลางบททดสอบอันหนักหน่วงและความหวังที่จะพิสูจน์ตัวตนบนสังเวียนที่เต็มไปด้วยอคติและความสับสนในจิตใจ สีเขียว: การเติบโต สำรวจการเติบโต ผ่านธรรมชาติและการเดินทางของชีวิต Prisma แฝดคนละฝา โลกคนละใบ ซีรีส์Coming-of-ageสัญชาติอิตาเลียน ว่าด้วยเรื่องราวการเติบโตของสองพี่น้องวัยรุ่นฝาแฝดที่มีบุคลิกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ติดตามการค้นหาตัวตนและความหลากหลายทางเพศของคู่แฝด ผ่านสีสันที่ปรากฏบนPride Flagซึ่งถูกหยิบยกมาเป็นชื่อตอนของซีรีส์ เพื่อสะท้อนเรื่องราวในแต่ละตอนและเฉลิมฉลองให้กับความหลากหลายทางอัตลักษณ์ของผู้คนบนโลกนี้ไปพร้อมๆ กัน Wildcat(2022) หนึ่งคน หนึ่งเหมียว กับการเยียวยาหัวใจกลางป่าใหญ่ สารคดีที่บอกเล่าเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจของอดีตทหารผ่านศึกหนุ่มที่เดินทางเข้าสู่ป่าแอมะซอนเพื่อหลบหนีจากบาดแผลในใจ จนได้พบกับหญิงสาวผู้ดูแลศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่า และได้รับมอบหมายให้ดูแลลูกแมวป่าโอซีล็อตกำพร้า จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเยียวยาจิตใจ และนำพาเขาไปสู่การค้นพบความรักและความหมายใหม่ของชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ Wild Isles(2023) สำรวจโลกธรรมชาติอันงดงามและเปราะบาง กับDavid Attenborough สารคดีชุดที่จะพาไปดื่มด่ำความงดงามและมหัศจรรย์ของธรรมชาติในหมู่เกาะบริติชซึ่งถือเป็นระบบนิเวศที่สำคัญระดับโลก ในมุมมองที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ตั้งแต่ในป่า ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำจืด ไปจนถึงมหาสมุทร ผ่านเสียงบรรยายอันเป็นเอกลักษณ์ของนักธรรมชาติวิทยาในตำนานSir David Attenborough สีฟ้า: ความกลมเกลียว โอบรับความแตกต่าง สู่การอยู่ร่วมกันอย่างกลมเกลียว Transparent เมื่อความกล้าของพ่อ เปลี่ยนชีวิตคนทั้งบ้าน ซีรีส์ดราม่าคอเมดี้ว่าด้วยเรื่องราวของครอบครัวอเมริกันเชื้อสายยิวPfeffermanในลอสแอนเจลิส เมื่อคุณพ่อวัยเกษียณซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวตัดสินใจเปิดเผยความลับครั้งใหญ่ว่าแท้จริงแล้วเธอคือผู้หญิงข้ามเพศ การสารภาพของเธอครั้งนี้สร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในชีวิตของสมาชิกในครอบครัว ลูกๆ วัยผู้ใหญ่ทั้ง 3 คนต้องเผชิญหน้ากับความจริง พัฒนาการทางเพศของตัวเอง รวมไปถึงการยอมรับตัวตนของพ่อ ซึ่งนำไปสู่เรื่องราวความวุ่นวาย และการค้นหาความสุขที่แท้จริงของแต่ละคน Everybody's Talking About Jamie ความฝันบนส้นสูงของเด็กหนุุ่มผู้ไม่ยอมแพ้ ภาพยนตร์Coming-of-ageสร้างจากเรื่องจริงของJamie Campbellวัยรุ่นวัย 16 ปีที่ฝันอยากเป็นแดร็กควีน ท่ามกลางอุปสรรคจากการบูลลี่ในโรงเรียนและการไม่ยอมรับของพ่อ แต่ด้วยพลังใจจากแม่และเพื่อนรอบข้าง ทำให้เขาฮึดสู้เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด และกล้าที่จะเป็นตัวเองอย่างเจิดจรัสบนรองเท้าส้นสูงและแสงไฟสปอร์ตไลท์ในที่สุด Red, White Royal Blue ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ที่ไม่อยู่ในแผนการทูต ภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี้ที่หลอมละลายหัวใจผู้ชมทั่วโลกด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างAlexลูกชายประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ และเจ้าชายHenryแห่งอังกฤษ ที่เปลี่ยนจากคู่กัดเป็นคู่ซี้ จนจุดประกายบางสิ่งที่ลึกซึ้งเกินกว่าใครจะคาดคิด ถ่ายทอดความหมายของคำว่า พื้นที่ปลอดภัย และพลังจากการได้รับการยอมรับจากคนรอบข้างได้อย่างสมบูรณ์แบบ สีม่วง: จิตวิญญาณ ความภาคภูมิใจในตัวตน จิตวิญญาณ และความสร้างสรรค์ A League of Their Own เกมนี้ พวกเธอไม่ได้มาเล่นๆ ซีรีส์สร้างแรงบันดาลใจเปี่ยมอารมณ์ขัน ว่าด้วยเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งลีกเบสบอลอาชีพหญิงล้วนของสหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อนักกีฬาชายส่วนใหญ่ถูกเกณฑ์ไปออกรบ ซีรีส์พาไปสำรวจความสัมพันธ์ของนักเบสบอลหญิง และการต่อสู้ของพวกเธอเพื่อสร้างที่ทางของตนเองในยุคที่ถูกจำกัดด้วยกรอบค่านิยมทางเพศ ซึ่งรวมถึงผู้หญิงเควียร์และผู้หญิงผิวสีด้วย Saltburn หนึ่งคำเชิญที่เปลี่ยนชีวิตเขาไปตลอดกาล เรื่องราวระทึกขวัญแนวจิตวิทยาว่าด้วยเรื่องของOliverนักศึกษาหนุ่มผู้โดดเดี่ยวที่พยายามแทรกตัวเข้าสู่โลกอันหรูหราของFelixเพื่อนร่วมชั้นผู้มั่งคั่งและมีเสน่ห์ จนได้รับคำเชิญให้ไปใช้เวลาช่วงฤดูร้อนที่คฤหาสน์ "Saltburn"นำไปสู่มหากาพย์แห่งความลุ่มหลง กิเลส และแผนการบางอย่างที่จะเปลี่ยนคฤหาสน์หลังนั้นไปตลอดกาล Im a Virgo การออกจากบ้านครั้งแรกของเด็กหนุ่มร่างยักษ์ ซีรีส์แนวเซอร์เรียลเสียดสีสังคม ที่ผสมผสานองค์ประกอบแบบแฟนตาซีเข้ากับความจริงแสนตลกร้ายของโลกวันนี้อย่างลงตัว บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของCootieเด็กหนุ่มผิวสีสูง 13 ฟุตที่ตัดสินใจออกมาเผชิญโลกภายนอก หลังจากใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอดเพราะครอบครัวกลัวว่าเขาจะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เสียดสีโลกทุนนิยม การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว และความไม่เป็นธรรมทางสังคมด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่สดใหม่ Prime Videoขอร่วมเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เปิดรับทุกตัวตน ให้ทุกคนค้นพบความหมายของการเป็นตัวเอง เข้าใจผู้อื่น และเชื่อมโยงกันผ่านเรื่องราวที่หลากหลาย เพราะทุกตัวตน ทุกความรู้สึก และทุกเรื่องราว ล้วนมีคุณค่าในแบบของตัวเอง ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 4 มิ.ย. 69
ดู
Is Love Sustainable?
ทรูวิชั่นส์ • 28 เม.ย. 69
ดู
Ossan's Love Returns
ทรูวิชั่นส์ • 21 เม.ย. 69
อ่าน
"ZENTYARB" ส่งซิงเกิลใหม่ "ยินดีให้บริการ" เสิร์ฟความคลั่งรักระดับโปรสุดพิเศษ
ปล่อยเพลงออกมาให้แฟน ๆ ได้ฟังกันอย่างต่อเนื่อง สำหรับ "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" แร็ปเปอร์หนุ่มมากความสามารถเจ้าของเพลงฮิตติดหูมากมาย ล่าสุดขอรับบทบาทใหม่สุดคิวท์ในฐานะพนักงานบริการสายซัพพอร์ต ผ่านซิงเกิลใหม่ "ยินดีให้บริการ" จากยูนิต bYOND ภายใต้การดูแลของ Believe Artist Services ที่จะมาเปลี่ยนวิธีการการตามจีบสาวแบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นการดูแลระดับเอ็กซ์คลูซีฟ โดยเพลงนี้อบอวลไปด้วยมวลความอบอุ่นและคลั่งรักแบบจัดเต็มที่อยากให้ทุกคนได้ลองฟังกัน สำหรับซิงเกิล "ยินดีให้บริการ" ถ่ายทอดมุมมองความรักของคนที่พร้อมดูแลคนรักในแบบสุดพิเศษ ดูแลอย่างดีในทุกระดับประทับใจ โดยเนื้อหาในเพลง "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" ได้เปรียบตัวเองเป็นเหมือนพนักงานบริการดีเด่นที่สแตนด์บายรอเทคแคร์คนสำคัญตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าไปจนถึงส่งเข้านอนในยามค่ำคืน ไม่ว่าจะเป็นการโทรบอกฝันดี การจับมือเดินเคียงข้าง หรือการทำหน้าที่ไปรับไปส่งตรงเวลาไม่ต้องปล่อยให้รอ หรือบอกรักทุกวันจนเบื่อก็ทำได้ ภายใต้คอนเซ็ปต์สุดโรแมนติกว่า "ถ้าเป็นเรื่องของความรัก คุณมาถูกที่แล้ว" เพราะค่าบริการของร้านนี้แลกมาด้วยเงื่อนไขง่าย ๆ เพียงแค่ยอมเปิดใจให้เข้าไปดูแลก็พร้อมจะมอบความรักและความประทับใจระดับห้าดาวให้ทันทีโดยไม่มีข้อแม้ใด ๆ ซึ่งถือเป็นไอเดียการแต่งเพลงที่แปลกใหม่แต่เข้าถึงง่ายและถูกใจสายคนคลั่งรักแน่นอน ความพิเศษของเพลงนี้เต็มไปด้วยความทะเล้นและเป็นกันเองตามสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" โดยเฉพาะท่อนฮุคที่ฟังเพียงครั้งเดียวก็พร้อมจะติดหูได้ทันที โดย "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" ได้เปิดใจถึงการทำงานในซิงเกิลล่าสุดนี้ว่า "เพลงนี้ผมตั้งใจอยากให้เป็นเพลงที่ฟังแล้วมีความสุขครับ เหมือนเรานำเสนอตัวเองว่าเราพร้อมจะดูแลเขาเต็มที่ จะให้เรียก Babe หรือเรียกเตง หรือจะเรียกที่รักก็ได้หมด ผมแค่อยากให้คนทั้งโลกเห็นว่าผมรักเธอแค่ไหน และยินดีบริการให้เธอเป็นพิเศษคนเดียวครับ" นอกจากเนื้อหาสุดน่ารักแล้วในส่วนของพาร์ทดนตรีซิงเกิลนี้ยังคงโดดเด่นเป็นตัวตนของ "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" อย่างชัดเจน ทั้งการเลือกใช้คำร้องที่เรียบง่าย และไลน์โฟลว์การแรปที่นุ่มละมุนผสมผสานเข้ากับบีทและจังหวะกรูฟที่ฟังสบาย ถือเป็นอีกหนึ่งผลงานเพลงคุณภาพที่ "ZENTYARB (เซนท์หยาบ)" ตั้งใจมอบให้แฟนเพลงทุกคน สามารถเข้าไปกดฟังเพื่อรับการบริการสุดประทับใจผ่านทุกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งและสามารถเข้าไปรับชม Music Video ได้ทาง YouTube : ZENTYARB กันได้แล้ว
ข่าวเพลงไทย • 4 มิ.ย. 69
ดู
แอนตี้หัวใจยัยไอดอล
ทรูวิชั่นส์ • 16 มี.ค. 69
ดู
สำรวจใจไขรหัสรัก
China Huace • 28 มิ.ย. 66
อ่าน
หวานไม่เปลี่ยน! “ดาว-ณพ” ย้อนวันวาน เผยจุดเริ่มต้นรักรุ่นพี่เด็กวิทย์-รุ่นน้องศิลป์คำนวณ
หวานไม่เปลี่ยน! ดาว-ณพย้อนวันวานเผยจุดเริ่มต้นรักรุ่นพี่เด็กวิทย์-รุ่นน้องศิลป์คำนวณ เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งคู่รักหมื่นล้านที่เป็นตำนานความรักอันยาวนานและมั่นคง สำหรับณพและดาวณรงค์เดชที่ล่าสุดทั้งคู่ได้ควงแขนกันมาร่วมงานคืนสู่เหย้าศิษย์เก่าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความทรงจำในวัยเยาว์ งานนี้ผู้จัดคนเเก่งได้โพสต์ภาพคู่สุดหวานลงบนโซเชียลมีเดีย พร้อมเผยถึงจุดเริ่มต้นความรักสุดน่ารักในรั้วโรงเรียน ซึ่งเป็นการพบกันระหว่างรุ่นพี่สายวิทยาศาสตร์และรุ่นน้องสายศิลป์-คำนวณ โดยระบุข้อความสั้นๆ แต่ทำเอาคนอ่านยิ้มตามว่า เด็กวิทย์ ตึกหรั่ง ห้อง 843 กับ เด็กศิลป์คำนวณ ห้อง 68 #กลับมาหาความทรงจำ A reunion filled with joy, laughter moments to treasure forever #triamudom #tualumni
ดาราเดลี่บันเทิง • 28 พ.ค. 69
ดู
ลิเกหมอลำ
One Channel • 8 เม.ย. 67
ดู
รักพลั้งพลาด
ทรูวิชั่นส์ • 3 ก.พ. 69
ดู
รวมธรรม นำทางรัก
รวมธรรม ชี้นำให้รักแบบไม่หลง
ทรูปลูกปัญญา • 4 ก.พ. 65
อ่าน
"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป
จากคนที่เคยผ่านแผลใจในความรัก วันนี้ โอบ โอบนิธิ - ปราง กัญญ์ณรัณ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ทำให้หลายคนกลับมาเชื่อว่ารักดี ๆ ยังมีอยู่จริง ทั้งคู่ยอมรับว่าความรักไม่ได้มีแค่ความสุข มีความไม่มั่นใจและบาดแผลเก่าที่ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผ่านการพูดความรู้สึกตรง ๆ ขอโทษให้เป็น และเลือกเป็นตัวเองโดยไม่ต้องฝืนเปลี่ยนเพื่อให้ใครรัก ปรางน้ำตาไหลกลางรายการเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าวันหนึ่งจะหายไป "โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนไปบ้าง ? เลดี้ปราง: ปรางชอบบอกเขาตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเห็นเขาอยู่ในช่วงที่ยังไม่ใช่แฟน จนปัจจุบันเป็นแฟน ปรางเคยนั่งมองหน้าเขาแล้วปรางก็พูดว่า ฉันรู้สึกบางทีฉันก็ไม่ชินเหมือนกัน คนที่เห็นจากตรงโน้น แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้มานั่งอยู่ที่โซฟา นั่งดูหนังด้วยกัน แล้วก็ต้องชอบนั่งมองหน้าเขา ตลกดี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าคนนี้จะมานั่งอยู่ข้างเราในฐานะอีกแบบหนึ่ง คือมันไม่ได้คิดไปถึงจุดนี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกปรางก็มองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องในวงการ เพราะเขาอายุน้อยกว่า แปลกดีที่วันนี้มานั่งอยู่ในสถานะแฟน แล้วก็นั่งเล่นกัน คุยเล่นกัน หรือว่าเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรามากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนไหนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันเปลี่ยน ? โอบ โอบนิธิ: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่อย ๆ มากกว่า มันมีโอกาสให้ได้คุยกันเยอะตรงที่ทุก ๆ คนเชียร์ด้วย 200% เลย เลดี้ปราง: รายการพี่วู้ดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนพอมาออกรายการปุ๊บเจอกัน ทีนี้ก็ต้องคุยกัน หรือพอรายการจะออก เราก็ได้พูดคุยกัน โอบ โอบนิธิ: และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คุยกันมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการเป็นศิลปินครับ การที่เรา 2 คนหันกลับมาทำเพลง แล้วก็ได้มีการปรึกษาว่าเราเจอปัญหาอะไรกันบ้าง เทคนิคเหล่านี้ควรใช้อะไรกันยังไง มันเลยทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ในทุกความสัมพันธ์มีเรื่องทั้งทุกข์และสุขอยู่แล้วไม่มีวันที่คุณจะมีแต่ความสุขในความสัมพันธ์ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน มีสุขต้องมีทุกข์ โอบ โอบนิธิ: มันค่อนข้างซับซ้อนครับ แต่ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่วันนี้เหมือนคนเดินมาบอก หรือเห็นเขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการทำให้หลาย ๆ คนกลับมาเชื่อว่า ชีวิตเขาจะมีความรักที่ดีอีกครั้ง มีคนเคยเดินมาจับแขนเขาแล้วก็พูดว่า พี่คะหนูเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก ๆ เลย และหนูก็หมดหวังไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความรัก จนวันนี้หนูมาเห็นความรักของพี่ มันทำให้หนูมีไฟกลับมา ทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีความรักที่ดีอีกหนึ่งครั้ง หนูขอกอดพี่เป็นกำลังใจได้ไหม มันทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไป มันเป็นสิ่งที่เราตั้งต้นมาตั้งแต่แรกว่าเราอยากเห็นทุกคนมีความรักที่ดีเช่นกัน วันนี้เห็นผลลัพธ์แล้วว่ามีคนได้รับข้อความนั้นจริง ๆ ความรักที่ผ่านมามีอะไรที่คุณตั้งใจกับตัวเองว่าครั้งนี้จะไม่ทำเหมือนเดิมอีก ? โอบ โอบนิธิ: เวลาผมมีอะไรจะเก็บเอาไว้ เป็นคนที่ผ่านมารู้สึกขี้อาย แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้า Public สักเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้ หรือบางทีเราไม่พอใจอันนี้แต่เรากลับไม่พูด บางทีเราชอบสิ่งนี้เรากลับไม่พูด ไม่ Appreciate ให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันเขาได้มองเห็น เลยทำให้จริง ๆ แล้วเวลาเรามีความฝันอะไร วาดฝันอะไรไว้ในอนาคตมีเขาอยู่ด้วยก็จริง แต่สุดท้ายเราไม่ได้บอกเขา เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันจะต้องรอหรือเปล่า หรือจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่อันนี้ผมคิดเองนะว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะปรับปรุงตัวเอง เวลาคิดอะไรหรือมีความฝันอะไรก็จะพูดออกมาในทุก ๆ เรื่องครับ เลดี้ปราง: เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ปรางแอบคิดว่าเรามีส่วนที่ทำให้เขา Open มากขึ้น เพราะปรางเป็นคนพูดหมดทุกอย่างเลย แบบที่รัก ฉันรู้สึกอย่างนี้ ๆ นะ มันอาจจะทำให้เขารู้สึก Comfortable กับการที่เขาได้เล่ากลับมาด้วย ปรางจะบอกเขาทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นบอกรัก วันนี้ดีใจจังเลยที่เธอมาหา ปรางพูดหมดทุกรายละเอียด ปรางเป็นสายชอบแบบนี้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเราได้รับกลับมาจากเขา เราดีใจมาก ๆ เหมือนกันค่ะ การที่เรากล้าพูดความรู้สึกออกไป มันมีพลังบางอย่าง ? โอบ โอบนิธิ: น่าจะเป็นการเซ็ตอินเนอร์ตัวเองครับ ว่าเราจะไม่กลับไปทำสิ่งนี้แล้ว ชอบอะไร ไม่พอใจอะไร หรือบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกอะไร จะพูดออกมาให้เขารับรู้ เหมือนเป็นการบอกเขาว่าสุดท้ายแล้วเรายังอยู่กับเขา การไม่พูดออกไป มันเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ ถามว่าจริง ๆ ใส่ใจนะ แต่แค่ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออก ผมว่าวิธีแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ชินมากกว่า แต่พอวันนี้มาเจอคนที่แสดงออกมาก ๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะทำกลับคืนไปมากกว่าครับ เลดี้ปราง: จริง ๆ ปรางตรงอยู่แล้ว ปรางจะมีวิธีการพูดที่ค่อนข้างไม่ทำร้ายจิตใจใคร มันตรงได้แต่มันต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขา เช่น ที่รักฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ มันมีวิธีพูดที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรา แล้วเราก็ไม่ได้บีบบังคับเขาว่าเธอต้องทำ แต่ถ้าเธอทำได้ แล้วไหวไหม หรือถ้าทำไม่ได้บอกกันได้ไหม อยากเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วเราก็บอกเหตุผลเราด้วยว่า ทำไมเราถึงไม่ชอบ เราอาจจะมีแผลตรงนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากเจออีกค่ะ โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ และวิธีพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกว่าวิธีพูดมีเป็นล้านวิธี แต่คุณเลือกที่จะพูดวิธีเดียวที่ทำร้ายจิตใจเขา ประโยคไหนที่รู้สึกว่า เป็นตัวอย่างที่ดี ? โอบ โอบนิธิ: สิ่งที่เป็นคำต้องห้ามนะ สำหรับเขาคือ ที่รัก อันนี้ไม่ตลกแล้ว ขึ้นมาปุ๊บ ผมขนลุกเลย เลดี้ปราง: บางทีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ผิด เขาก็ทำไปตามเนเจอร์เขา พอเราพูดเขาก็ยังไม่หยุด เขาก็จะอธิบายก็อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้จะเบรกเขายังไง เลยบอกว่า ที่รัก อันนี้ไม่ตลกนะคะ คือเขาก็จะเริ่มเบรก เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเบรก พอเขาเบรกเขาก็ฟังเรา และเราก็ค่อย ๆ อธิบาย โอบ โอบนิธิ: ผมรู้สึกว่าทุกครั้งผมไม่เคยทะเลาะกับเขา สิ่งที่อาจจะพูดว่าเป็นการทะเลาะกันหรือความไม่เข้าใจกัน มันจะทำให้ถ้าสมมุติเรายังจะเดินต่อไปด้วยกัน เราจะหันหน้ามาคุยกัน แล้วผ่านบททดสอบต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ได้มีเส้นที่จะทำให้ไปสู่การทะเลาะ พอเรารู้ว่ามันกำลังจะถึงแล้วจะมีคนใดคนหนึ่งผ่อนก่อน ถอยก่อน เราสองคนรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้นเหตุคืออะไร ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด ถ้าผิดก็ขอโทษกัน ผมพูดได้สบายมากเลยว่า อันนี้ขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ได้ตั้งใจ การพูดคำว่าขอโทษบางทีมันเป็นอีโก้อะไรบางอย่างในคู่รัก เลดี้ปราง: ประโยคเดียวมันจบได้นะคะถ้ามันจริง แต่บางทีปรางรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เขาทำนะ แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ผิด เขาไม่พอใจเรา ปรางก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่พอใจว่า โอเค งั้นขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ก่อนนะ แต่ฟังนะว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การขอโทษที่ทำให้เสียความรู้สึกกันก่อนมันช่วยได้ค่ะ โอบ โอบนิธิ: การได้ยินคำนี้มันเหมือนประโยคเบรก ทำให้เราใจเย็นลงแล้วกลับมาคุยกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งที่ผ่านมาคือเราพูดกันหมด ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เข้าใจกัน แต่เวลาทำอะไรให้กันเราก็จะขอบคุณกันเสมอ อย่างเช่น วันนี้ผมไปร้องเพลงมา ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกดี ๆ ให้เขาฟัง เขาก็จะบอกว่าเขารับรู้ได้และดีใจกับเราด้วย บางทีเราอาจจะลืมสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไปเลย พอเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางทีลืมตัวเองทุ่มเทมากจนลืมให้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ลืมสิ่งที่รัก ลืมความฝันตัวเอง เลดี้ปราง: ของปรางแอบคล้ายแบบนี้ เพราะจากความรักที่ผ่านมาปรางเป็นคนเวลารักใครแล้วจะเต็มที่มาก บางทีถ้าเราเจอคนที่ยังไม่แมตช์กัน เราจะพยายามเปลี่ยนตัวตนไปให้แมตช์กับเขาในทันทีเพราะรักเขามาก เชื่อไหมว่า ปรางตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แบบนี่ฉันเป็นใคร นี่ไม่ใช่ฉันเลย เรากำลังทำเพื่อคนอื่นอยู่ เรามีความสุขนะคะเพราะได้รักคนนั้น แต่มันทำให้ไม่เคยให้เวลาตัวเองเลย ครั้งนี้ปรางเลยจะ Balance รักตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อไหมว่ามันดี เพราะถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะรักที่เราเป็นเราค่ะ รักตัวเองยังไงบ้าง ? เลดี้ปราง: เห็นความฝันตัวเองให้ชัดเจน ชอบอะไรทำอะไรก็แชร์กับเขาตั้งแต่แรก พยายามทำให้เข้ากับสิ่งที่เขาเป็น แต่อย่าลืมตัวเองด้วย พาเขาเข้ามาในโลกของเราบ้าง เราเข้าไปในโลกของเขาบ้าง แล้วหา Balance ที่ตรงกลางค่ะ ปรางก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความสุขเลย ตอนนั้นหนูมีความสุขไง เลยไม่อยากให้ใครไปพาดพิงถึงความรักครั้งเก่าเลย เพราะหนูมีความสุขจริง ๆ แต่พอวันนี้เราได้มาเจอสิ่งนี้ เลยรู้ว่า จริง ๆ เป็นตัวเรา เขาก็รักเราเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเลย คนหลายคนติดกับดักตรงนี้เวลาชอบใครมาก ๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ เช่น เรื่องง่าย ๆ เรื่องฟุตบอล ผู้ชายคนนั้นชอบฟุตบอลมาก เราชอบเขามากเราก็ไปดู ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบ แล้วความฝันของเราก็หายไป เพราะมัวแต่ไปอยู่กับเขา อยากให้เขามีความสุข ปรางเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้ามีโอกาสได้เริ่มใหม่กับความสัมพันธ์ เป็นตัวเองให้มากที่สุด ส่วนจะชอบกันหรือไปต่อได้ไหม นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง อย่าไปพยายามฝืน เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับคนๆนี้ตลอดชีวิต คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมี Time ของตัวเองไหม ? โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ หรือบางเวลาที่ผมได้อยู่กับครอบครัว เขาก็จะไม่ได้มาขัด คือให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้เต็มที่ หรือบางทีเขารู้สึกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย เขาก็จะมาอยู่ร่วมกับครอบครัวผมด้วย เลดี้ปราง: ปรางกับโอบตัวติดกันมาก คนข้างนอกจะเห็นว่าติดกันสุด ๆ แต่จริง ๆ เราก็มีเวลาส่วนตัว เหมือนวันนี้โอบไปเจอเพื่อน ปรางก็บอกว่า ไปเถอะที่รัก ไปเลย หรือบางทีถ้าไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปรางก็จะบอกว่า ที่รักเดี๋ยววันนี้อย่างนี้นะ คือเขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชวน แค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ แต่ถ้าเราอยากให้เขาไป เราก็จะตรงไปตรงมาเลยว่า ที่รักไปด้วยกันไหมวันนี้ คิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณยังมีความกลัวอะไรอยู่เกี่ยวกับความรัก ? เลดี้ปราง: คิดว่าเขากลัวความสูญเสียเดานะ กลัวว่าเราจะหายไปจากชีวิตเขา คือเขาอาจจะเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วไม่อยากให้เกิดซ้ำ บางทีเขาเล่าว่า ฝันร้ายบ้าง แต่ปรางจะบอกเขาเสมอว่า เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่นอน ให้เขาสบายใจ แต่หนูสัมผัสได้ว่าลึก ๆ เขาน่าจะกลัวสิ่งนี้ โอบ โอบนิธิ: ก็มีส่วนครับ มันเป็นภาพเก่า ๆ เด้งขึ้นมาหมดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนี่มันจะเกิดซ้ำสองอีกแล้วเหรอ มันรู้สึกแย่ว่าทำไมเราต้องเจอสิ่งนี้อีก ในเมื่อเรารักคนนี้มาก ทำไมต้องเจออีก เราแค่ไม่อยากเสียเขาไป สำหรับสิ่งที่ผมคิดคือเขาน่าจะกลัวผมเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หรือเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งผมอธิบายให้เขาฟังไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือตัวผมแบบสุด ๆ ไปเลย น่าจะไม่มีใครเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้แล้วครับ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ จริง ๆ ปรางกลัวการเปลี่ยนแปลง ปรางพูดกับเขาเสมอ หนูอาจจะผ่านอะไรแบบนั้นมามีแผลในใจจากการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยาวนาน พอถึงจุดเปลี่ยนแล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนวันแรกหัวใจมันแตกสลายจริง ๆ เราไม่สามารถเรียกร้องสิ่งเดิมกลับมาได้ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้ให้วันแรกมันกลับมา แต่มันเหมือนการหลอกตัวเอง พอมาเจอความสัมพันธ์ครั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมามันดีมาก ๆ เลยพูดเสมอว่า ขอให้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว หนูยอมรับว่ากลัวการเปลี่ยนแปลงมาก ขอบคุณที่กล้าแสดงความรู้สึกเพื่อให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขที่คุณอยากเก็บไว้ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ หนูมีความสุขมากจริง ๆ นะ ที่หนูร้องไห้นี่คือหนูมีความสุขมากจนกลัวจะสูญเสียมันไป ที่จริงมันคล้าย ๆ เพลงที่ออกมาด้วย ทรงแบบอย่าไปรักใครอีกนะ มันดูเป็นการห่วงสุด ๆ เขาก็จะแสดงออกในแบบของเขาว่า ฉันรักเธอ แต่ตัวหนูก็จะมีความกังวลว่า เขาจะเปลี่ยนไปจะหายไป ไม่อยากหัวใจแตกสลายอีกครั้ง โอบ โอบนิธิ: ผมเห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ เวลาทำอะไรให้เขา คนชอบพูดว่าก็ไม่กี่ปีเอง เดี๋ยวรอดูต่อไปละกัน ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไรเยอะ ผมอยากทำให้เห็นมากกว่า ผมเป็นคนชอบทำมากกว่าไม่รู้หรอกอนาคตจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวผมทำให้ดู เรื่องอะไรที่คู่ของคุณพยายามทำเพื่อคุณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด ? เลดี้ปราง: จริง ๆ สำหรับปราง น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเรื่องหนึ่งคือเราเป็นสายโรแมนติก ชอบการ Skinship ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาทำกลับบ้าง แต่เขาจะขัด ๆ ยิ่งในที่สาธารณะเขาจะเขิน แต่หลัง ๆ เขาพยายามทำให้นะ มีวันหนึ่งนั่งโซฟาแล้วหลับไปด้วยกัน เขาหลับอยู่แต่เขายังพยายามเอามาสัมผัสหนูทั้งที่ตัวพลิกไปแล้ว หนูรู้เลยว่านี่คือจิตใต้สำนึก แกหลับอยู่แต่แกไม่ลืมฉัน รู้เลยว่ามันฝังเข้าไปในสมองเขาจริง ๆ โอบ โอบนิธิ: ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน แต่ก็ใช่ครับ ผมพยายาม อย่างที่บอกว่าผมแสดงออกไม่เก่ง ขี้อาย การพูดเยอะ ๆ ของผมบางทีอาจเป็นการแก้เขินเพื่อ Protect ตัวเองด้วยมั้ง ผมเลยพยายามแสดงออกทางการกระทำมากกว่าคำพูดครับ ภาษารัก 5 อย่าง มี 1. คำพูด 2. เวลา 3. ของขวัญ 4. การปรนนิบัติ และ 5. การสัมผัส ของปรางคือสัมผัสกับคำพูดใช่ไหม ? เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ โอบ โอบนิธิ: ของผมคือการปรนนิบัติครับ Acts of Service การปฏิบัติแบบไหนสำหรับคุณคือภาษารัก ? โอบ โอบนิธิ: ผมทำเยอะมาก เช่น ซักผ้า รีดผ้า จัดกระเป๋าให้เขา เลดี้ปราง: ทริปแรกที่ไปเที่ยวกัน เขาอยากจัดให้มาก หนูบอกไม่เอา ฉันทำเองได้ เพราะหนูโตมาแบบผู้หญิงแกร่ง ต้องทำทุกอย่างได้เอง แต่พอเขายืนยันจะทำจนสุดท้ายเขาก็ทำให้มาโดยตลอดทุกทริปเลยค่ะ โอบ โอบนิธิ: มีนึกออก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ เทนนิส ผมอยากเล่นเทนนิสและอยากใช้กิจกรรมร่วมกันกับเขา ตอนแรกเขาลังเลว่า ฉันจะร้อนไหม ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร วันไหนเธอสระผม เดี๋ยวเราเป่าให้ เขาก็เลยยอมมาเรียนและอดทนฝึกมาเป็นปีแล้ว เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ บางทีหนูตีไปก็บอกเขาว่า ที่รักรู้ไหมถ้าไม่มีเธอฉันไม่ตีหรอก โอบ โอบนิธิ: อีกเรื่องคือเรื่องที่เขาไม่ถนัดเลย ผมชอบ G-Dragon มาก มีคอนเสิร์ตไฟนอลที่เกาหลีปีที่แล้ว ผมต้องให้ปรางช่วยกดบัตร มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไม่ถนัดตั้งแต่นั่งกดบัตรยันพาไปสนามบินทั้งที่ไม่รู้จะได้บินไหม เขาแค่พยายามสนับสนุนในสิ่งที่เราชอบครับ
ข่าวบันเทิง • 23 พ.ค. 69
ดู
Operation Love
ทรูวิชั่นส์ • 14 พ.ค. 69
ดู
อลเวงบรรเลงรัก Love Behind the Melody
China Huace • 2 ก.พ. 67
ดู
My First Love, Zarari
ทรูวิชั่นส์ • 14 พ.ค. 69
ดู
ตำนานรักช่างภูษา ภาคพลิกชะตาซีโจว
CITVC • 21 ธ.ค. 66
ดู
ตื๊อรักสาวสตรอง In the Grip of Love
Jetsen Huashi • 15 เม.ย. 69
อ่าน
สิ้นสุดการรอคอย..เติมรักครั้งใหม่ "Your Fault: London" ปล่อยทีเซอร์ใหม่ ฟินรักต่อมิถุนายนนี้
Prime Videoเผยตัวอย่างอย่างเป็นทางการและภาพชุดใหม่ของYour Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ภาพยนตร์ภาคต่อที่หลายคนรอคอย จากการดัดแปลงนิยายไตรภาคCulpable(ผลงานเบสต์เซลเลอร์ระดับนานาชาติของMercedes Ron) ในเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษจากสหราชอาณาจักร ภาพยนตร์นำแสดงโดยMatthew Broome (The Buccaneers)และAsha Banks (A Good Girls Guide to Murder)ในบทNickและNoahคู่รักขวัญใจแฟนๆ โดยมีกำหนดสตรีมแบบเอ็กซ์คลูซีฟบนPrime Videoในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ ในมากกว่า 240 ประเทศและเขตแดนทั่วโลก หลังเหตุการณ์สุดเข้มข้นในMy Fault: Londonทั้งNickและNoahกลับมาอีกครั้ง พวกเขาแข็งแกร่งขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น และรักกันยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อชีวิตเริ่มพาทั้งคู่ไปคนละเส้นทาง ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ต้องเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อNoahเดินหน้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ขณะที่Nickต้องทุ่มเทให้กับภาระการงานที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อผู้คนใหม่ๆ เข้ามาในชีวิต พร้อมปลุกเร้าอารมณ์ที่ไม่คาดคิดและความหึงหวงที่ยังคงคุกรุ่น รอยร้าวจึงเริ่มก่อตัว ความเชื่อใจถูกทดสอบ ความปรารถนาปะทุขึ้น และสายสัมพันธ์ที่ทั้งคู่เคยเชื่อว่าไม่มีวันแตกสลายก็เริ่มสั่นคลอน เมื่อมาถึงทางแยกสำคัญNoahและNickจึงต้องตัดสินใจว่าจะต่อสู้เพื่อความรักที่พาพวกเขามาพบกัน หรือเสี่ยงสูญเสียมันไปตลอดกาล นักแสดงที่จะมาร่วมสร้างสีสันในภาคล่าสุดนี้ประกอบด้วยLouisa BinderในบทSophiaหญิงสาวสวยและทะเยอทะยานที่เริ่มสนใจNickหลังเข้าทำงานที่Leister Enterprises, Joel NankervisในบทMichaelนักศึกษาจากออกซ์ฟอร์ดผู้มั่นใจและใจเย็น ที่สร้างมิตรภาพกับNoahได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แอบต้องการความสัมพันธ์ที่มากกว่านั้น, Scarlett RaynerในบทBriarนักวางกลยุทธ์ผู้เชี่ยวชาญในการชักใย ที่ภายนอกดูเป็นคนใจดี แต่แท้จริงแล้วเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม และเข้ามาตีสนิทกับNoahที่ออกซ์ฟอร์ดด้วยจุดประสงค์แอบแฝง รวมถึงOrlando NormanในบทCruzมือขวาของRonnieในโลกการแข่งขันรถใต้ดิน Your Fault: London(คำขอโทษ: ลอนดอน2)ยังถือเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างPrime VideoและMercedes Ronซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักในชื่อThe House of Ronหลังความสำเร็จของนิยายไตรภาคCulpable ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 15 พ.ค. 69
อ่าน
ไม่ใช่แค่ขายหล่อ! Love and Deepspace จากเสียงยี้สู่เกมพันล้าน กับบทพิสูจน์ว่ารักไม่ใช่แค่การถูกปกป้อง
ใครจะไปเชื่อว่าเกมจีบหนุ่ม (Otome Game) จะกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกที่ทำรายได้ถล่มทลายขนาดนี้! ล่าสุดในงาน GDC (Game Developers Conference) คุณ Lizi โปรดิวเซอร์ตัวแม่จาก Infold Games ได้ออกมาแชร์เรื่องราวการเดินทางตลอด 6 ปีของ Love and Deepspace ที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ถึงขั้นที่ว่าปีก่อนเกมเปิด สตาฟฟ์ทั้งทีมขอพรปีใหม่แค่ว่า "ขอให้ทุกคนยังมีชีวิตรอดก็พอ" อะไรคือแรงผลักดันที่ทำให้เกมที่เคยโดนแอนตี้อย่างหนักในช่วงแรก กลายเป็นเกมรักสุดพรีเมียมที่ครองใจสาว ๆ ทั่วโลกได้ขนาดนี้กันนะ?ปัจจุบัน Love and Deepspace เปิดตัวมาได้ 2 ปีแล้ว โดยมีฐานผู้เล่นทั่วโลกกว่า 80 ล้านคน และทำรายได้พุ่งทะยานเข้าใกล้ 1 พันล้านดอลลาร์เข้าไปทุกที! ซึ่งคุณ Lizi เล่าว่ากว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทีมงานต้องผ่านช่วงเวลาที่สับสนและโดนปรามาสจากโลกภายนอกมาเยอะมาก แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขายังยืนหยัดอยู่ได้คือ "ความรักในเกมแนว Otome" และความเชื่อที่ว่า "ความรัก" ในเกมควรจะสดใหม่และจับต้องได้มากกว่าที่เคยเป็นมาและหนึ่งในสิ่งที่ท้าทายที่สุดคือระบบการต่อสู้แบบ Real-time ในตอนแรกที่เปิดตัวปี 2020 แฟนเกมจีบหนุ่มส่วนใหญ่ต่อต้านหนักมาก ถึงขั้นตั้งคำถามว่า "นี่เกมรักนะ ทำไมต้องมาสู้กับสัตว์ประหลาดด้วย?" แต่คุณ Lizi เชื่อว่าการได้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับคนที่รัก คือรูปแบบหนึ่งของความโรแมนติกขั้นสุด เพราะมันทำให้เกิดความเชื่อใจและความผูกพันที่หาไม่ได้จากแค่การนั่งคุยกันเฉย ๆซึ่งการจะทำให้ผู้เล่นยอมรับเรื่องนี้ ทีมงานถึงกับต้องทำการบ้านหนัก ๆ ด้วยการทุ่มทุนสร้างโมเดลตัวละครเพื่อให้หนุ่ม ๆ ดูดีที่สุดบนหน้าจอมือถือ และในด้านความสัมพันธ์ก็จะค่อย ๆ พัฒนาความสัมพันธ์ผ่านเนื้อเรื่อง จนถึงจุดที่เหมาะสมถึงจะปลดล็อกท่าทางการต่อสู้ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น พร้อมกับการยอมเสี่ยงเปลี่ยนจากโหมดแนวตั้งที่เน้นความใกล้ชิด มาเป็นแนวนอนตอนสู้เพื่อให้บังคับถนัดมือ จนกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้เล่นชื่นชอบและนอกจากเรื่องการต่อสู้แล้ว ทีมงานยังใส่รายละเอียดในชีวิตประจำวันแบบจัดเต็ม ทั้งระบบสมุดบันทึก การเตือนตารางงาน ไปจนถึง "ระบบบันทึกรอบเดือน" เพื่อให้ผู้เล่นรู้สึกว่าหนุ่ม ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตจริง ๆ แม้แต่การไปเดทอย่างการคีบตุ๊กตา ทีมงานยังออกแบบนิสัยตัวละครให้ต่างกันด้วย เช่น Xavier จะเน้นชิลล์ ๆ Zayne จะนิ่งแม่นยำ หรือ Rafayel ที่ชอบเป็นฝ่ายรุกจากเรื่องราวที่ทีมงานเผชิญมานั้น จะเห็นได้เลยว่าความสำเร็จของ Love and Deepspace ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากการกล้าที่จะฉีกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ของเกมแนว Otome ของทีม Infold Games ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความรัก" ไม่จำเป็นต้องเป็นการถูกปกป้องฝ่ายเดียว แต่คือการได้เติบโตและต่อสู้เคียงข้างกันไปในทุก ๆ วัน ใครที่อยากสัมผัสประสบการณ์รักที่มากกว่าแค่ปลายนิ้วสัมผัส และอยากเห็นว่าทำไมเกมนี้ถึงครองใจสาว ๆ จนทำรายได้หลักพันล้าน บอกเลยว่าต้องลองไปพิสูจน์ด้วยตัวเองดูสักครั้งแล้วล่ะ!แปลและเรียบเรียงจาก : automaton-media.com
Online Station • 8 พ.ค. 69
อ่าน
"เจมส์ เรืองศักดิ์" เผยบทเรียนการเป็นภาวะมีบุตรยาก เล่าวันที่ชีวิตคู่เคยถึงจุดดิ่งสุด!
ใครจะคิดว่า เจมส์ เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ วางแผนชีวิตครอบครัวละเอียดถึงขั้นลิสต์ทุกอย่างก่อนแต่งงาน เผยเบื้องลึกในรายการ MY DADDY James เล่าภาวะมีบุตรยากนานกว่า 1 ปีไม่สำเร็จ จุดที่หนักสุดคือวันที่ภรรยาแท้งครั้งแรก! เตือนผู้ชายกล้ามโตไม่ได้แปลว่ามีลูกง่าย รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม! และแนวคิดสำคัญคือการเป็น พ่อที่มีอยู่จริง เวลาของลูกแพงกว่าเวลาในชีวิต แนวคิดนี้จึงกลายเป็นสูตรความสัมพันธ์ที่ทำให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคง "เจมส์ เรืองศักดิ์" เผยบทเรียนการเป็นภาวะมีบุตรยาก เล่าวันที่ชีวิตคู่เคยถึงจุดดิ่งสุด! ย้อนกลับไปในวันที่ครอบครัวเจอภาวะการมีบุตรยาก ตอนนั้นยากง่ายแค่ไหน แล้วก็จัดการกับปัญหานี้ยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเราก็เป็นคู่แต่งงาน เหมือนคู่ทั่วไปที่แบบคิดว่า พี่เจมส์ก็เป็นนักกีฬา เล่นกีฬา ตอนนั้นเล่นไตรกีฬา แข็งแรง ครูก้อยอยู่ในวัยเจริญพันธุ์เลย แล้วก็เป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ถือว่าหน้าตาดีสวย ความเข้าใจของเราก็คือว่าผู้ชายก็แข็งแรง ผู้หญิงก็ดูดี ก็แต่งงานก็ต้องมีลูกเลยสิ แต่ตอนนั้นเราพยายามทำตามธรรมชาติ 6 เดือนก็ไม่ได้ 1 ปีก็ไม่ได้ พอได้ก็ไม่ติด ตอนนั้นพี่แต่งงานตอนอายุประมาณ 39 ครูก้อยตอนนั้นน่าจะ 30 กว่า ๆ ปีหนึ่งก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่ใช่ว่าไม่ได้เลยก็ได้แต่ไม่ไปต่อ มันก็เกิดภาวะความรู้สึก ผู้หญิงจะเป็นมากกว่าเรา เขาจะรู้สึกดราม่า รู้สึกว่าฉันไม่มีคุณค่า ฉันไม่สามารถเป็นแม่ได้ ในขณะที่เขามองเห็นผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกัน หรือว่าเขามองดูคนอื่นๆ แล้วทำไมเขาถึงได้ มีชีวิตปกติได้ ทำไมเราถึงไม่ได้ ด้วยความที่แบบว่า ตอนนั้นยังไม่ใช่ "ครูก้อย Baby and Mom" คือไม่ใช่ครูก้อยที่มีความรู้เรื่องมีบุตรยาก ก็จะโทษตัวเอง หดหู่ ดำดิ่ง แล้วก็ถึงขนาดแบบว่าบางคืน วันที่จำได้เลย วันที่เขาไม่ได้ลูก แล้วก็มีลูกไม่ไปต่อ บางทีก็มีการเพ้อเลย แบบทำไมก้อยถึงเป็นอย่างงี้ ๆ ตอนนั้นคือลองทำธรรมชาติ และลองทำแบบวิทยาศาสตร์แล้วด้วย ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ตอนนั้นก็เบสิก ๆ ก่อน คือกระบวนการวิทยาศาสตร์มันจะเริ่มไล่จากกระบวนการที่เรียกว่า เป็นกระบวนการง่าย ๆ ก่อน อย่างขั้นตอนแรก ไปปรึกษาแพทย์ แพทย์แนะนำให้ไปนับวันก่อน ง่าย ๆ ที่สุดก่อน แล้วทำกันเองตามธรรมชาติ กับขั้นตอนที่ 2 เขาเรียก IUI ก็คือแค่การที่หมอนำอสุจิ แล้วก็นำไข่ของฝ่ายหญิง แล้วก็ผ่านหลอดทดลอง แล้วคุณหมอก็ผสมเข้าไปในระบบภายในของเพศหญิง เราก็ลองทำด้วยวิธีนี้แล้วก็ไม่ไปต่อ จนรู้สึกว่าบรรยากาศในชีวิตคู่ตอนนั้น มันกลายเป็นแบบมันดิ่ง แล้ววันที่แบบแย่ที่สุด ดิ่งที่สุด คือวันที่ครูก้อยแท้งครั้งแรก จำได้เลยว่าโทรมารับสายโทรศัพท์ แล้วเขาก็ร้องไห้แบบคนเหมือนคนประคองสติไม่อยู่ ถ้าอธิบายทางวิทยาศาสตร์ตอนนั้นก็คือ มันเป็น Natural Selection ก็คือธรรมชาติคัดสรรตัวอ่อนที่ไม่สมบูรณ์ออก ก็เป็นเรื่องปกติมาก ๆ แต่ความที่ไม่มีความรู้ตอนนั้น ก็คือก็เข้าใจว่าเป็นเพราะตัวเขา พอครูก้อยเป็นอย่างนั้น เราก็ลึก ๆ นะ ส่วนตัวก็คิดว่า หรือว่าจริง ๆ เขาดีอยู่แล้ว แล้วจริง ๆ เป็นที่เรา บรรยากาศมันเป็นอย่างงี้ มันเลยทำให้บรรยากาศของชีวิตคู่ตอนนั้น มันมีแต่ความรู้สึกมาคุ แต่เราด้วยความมันเป็นผู้ชาย เราก็ต้องพยายามประคับประคอง ไม่เป็นไร อยู่ 2 คนก็ได้ อะไรประมาณนี้ อันนั้นเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ในการที่ครูก้อยลุกขึ้นมาเรียนรู้ หาข้อมูลเรื่องเกี่ยวกับการมีบุตร รวมไปถึงการมีบุตรยาก ก้อยก็เริ่มอ่านวิจัย ปรึกษากับคุณหมอ แล้วก็เริ่มไปเข้าอบรมสัมมนา เรื่องราวที่เกี่ยวกับ Fertility หรือเกี่ยวกับเรื่องของระบบการเจริญพันธุ์ต่าง ๆ เขาไปถึงขั้นนั้นเลยสุดทาง เพื่อจะให้รู้จริงกับเรื่องนี้ แล้วพอทำไปก็เริ่มรู้สึกว่า เข้าใจแล้วว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขามันคืออะไร ทำไมเขาถึงมีบุตรยาก แล้วเหตุการณ์ที่มีก้อนเนื้อก้อนเลือดไหลออกมามันคืออะไร พอเข้าใจตรงนั้นกลายเป็นครูก้อยอีกคนหนึ่งเลย แล้วเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิตหรือว่าเปลี่ยนอะไรไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เปลี่ยนเยอะมาก พอเริ่มมีความเข้าใจจึงค้นพบว่า แท้จริงแล้วมันเกิดจากตัวเรา สิ่งแรกที่ต้องทำก่อนเลย มันต้องรู้ก่อนว่าปัญหาคืออะไร เกิดจากอะไร ปัญหาของฝ่ายหญิงหรือเปล่า หรือเป็นปัญหาของฝ่ายชายหรือเปล่า สิ่งที่ครูก้อยได้เจอในตอนนั้นก็คือคนมีความเข้าใจว่า มีเงินจ่าย ครบ จบแน่ สมมุติว่าเรามีปัญหาแล้วเราก็เดินเข้าไปหา อาจจะโรงพยาบาล หรือคลินิกมีบุตรยาก ฉันมีเงินนะ จ่ายปึ๊บ จะได้ลูกหรือเปล่า ไม่ใช่ ไม่มีโรงพยาบาลไหน หรือคลินิกอย่างไหน การันตี 100% ว่าการทำครั้งนั้น คุณจะได้ลูก 100% เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วขั้นตอนที่สำคัญไม่แพ้กระบวนการทางการแพทย์ คือ ก่อนเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์นี่คือเป็นที่มาของคำว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ตอนนั้น พอรู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ผู้ชายอย่างเราจะรู้สึกอายถ้าเกิดว่ามีปัญหาเรื่องมีบุตรยาก ควรจะเปิดใจยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : จริง ๆ ทั้งชายทั้งหญิงที่มีความรู้สึกอย่างนั้น คนความเชื่อไทยเดิม ๆ บอกว่า เป็นสะใภ้ที่ไม่สมบูรณ์นะ หรือผู้ชายมันจะมีความเชื่ออันหนึ่งคำว่าไม่มีน้ำยา ความเชื่อนั้นในความรู้สึกผู้ชายเป็นความรู้สึกของความแบบต้อยต่ำ เราก็แข็งแรงทุกอย่างแต่ไม่มีน้ำยา ความรู้สึก 2 อย่างนี้ มันเลยทำให้หลาย ๆ คู่ที่มีบุตรยาก ไม่ค่อยอยากที่จะเปิดเผยเรื่องนี้สู่ครอบครัว เช่น การไม่เปิดเผยคือการไม่ไปตรวจนั่นเอง ฉันไม่ได้เป็นอย่างงั้นหรอกก็แข็งแรงดีทุกอย่าง ตรวจสุขภาพทุกครั้งก็แข็งแรงดีทุกอย่าง แท้จริงแล้วตรวจสุขภาพทุกครั้งไม่ได้ตรวจเรื่องนี้เลย มันก็เลยทำให้ปัญหาก็ยังไม่ถูกแก้ ยังไม่ถูกค้นพบ ยังไม่ถูกยอมรับว่าเป็นปัญหา อันนี้คือความเชื่อผิด ๆ ของผู้ชาย ดังนั้นผู้ชายถ้าสมมุติว่า เกณฑ์ของการมีบุตรยากคืออะไร คือถ้าอยู่ด้วยกันอย่างธรรมชาติแล้ว 6 เดือนหรือปีหนึ่ง ปฏิบัติกิจอย่างสม่ำเสมอเพียงพอแล้วไม่มีลูก แสดงว่าคุณเข้าข่าย สิ่งหนึ่งก็คือต้องยอมรับก่อนว่าคุณคือผู้มีโอกาสมีบุตรยาก เดินเข้าไปที่โรงพยาบาลตรวจเช็คสุขภาพเลย สุขภาพฝ่ายชาย สุขภาพฝ่ายหญิง จะเจอว่าปัญหาคืออะไรต้องยอมรับ เรียกว่าในยุคผมเขาจะบอกว่าอายุ 35-40 แก่ไปแล้วไม่มีลูกแล้ว มีมุมมองยังไงที่จะมาบอกเด็ก ๆ ว่ามันยังไม่ได้สายขนาดนั้น ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า โลกปัจจุบันมันไม่เหมือนโลกสมัยก่อน เอาโลกยุค 90 ก็พอ ความยากของการสร้างครอบครัวสักครอบครัวหนึ่งในยุค 90 ก็ไม่ง่ายแล้วนะ มาถึงยุคนี้ ก็ยิ่งยากกว่าอีก สมมุติว่าคู่หนึ่งคิดจะแต่งงาน การตั้งตัวถึงขนาดเรียกได้ว่าสามารถที่จะเลี้ยงดูลูกได้ก็เป็นความคิดที่ยากที่เขาที่คิดว่าเขาจะมีลูกสักคน มันเลยทำให้เป็นความคิดที่รู้สึกกลัว กลัวว่าลูกออกมาแล้วจะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ ตามที่พ่อแม่เลี้ยงเรามา หรือกลัวสภาวะที่เกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อมปัจจุบันว่าน่ากลัวเหลือเกิน ซึ่งความกลัวเหล่านี้มันก็เลยทำให้คนหลีกเลี่ยงการจะมีลูก ก็อาจจะหาเหตุผลว่าโลกยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้หรืออะไรก็แล้วแต่ ด้วยความคาดหวัง ด้วยเศรษฐกิจด้วย จนพอตัวเองพร้อมจริง ๆ อายุมันก็ล่วงเลยไปแล้ว ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : ใช่ ๆ แต่เจมส์เชื่อไหม ว่าสิ่งหนึ่งที่มันฝืนไม่ได้คือ พี่เรียกว่าเป็น A call of nature แล้วกัน มันเป็นเสียงเรียกจากธรรมชาติ คือ ธรรมชาติฉลาดมาก ฝังยีนนี้ให้กับมนุษย์ทุกคน ให้มนุษย์มีความรัก ให้มนุษย์มีความรู้สึกว่าฉันอยากมีทายาทเพื่ออะไร เพื่อให้มนุษย์โลกได้สืบพันธุ์ต่อ ๆ กันไป ไม่ให้มนุษย์สูญพันธุ์ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้มันอาจจะถูกปกคลุมโดยความคิด โดยแบบค่านิยมในยุคนั้น แต่สุดท้ายเวลาเราแก่ตัวขึ้นไป ค่านิยมมันจะค่อย ๆ หลุดออกไป แล้วความคิดจากธรรมชาติมันจะเรียกกลับมาอีก ยังไงสุดท้ายแล้วถึงแม้ว่าจะรู้สึกว่ามันจะยากลำบากเพียงใด สุดท้ายมนุษย์จะไขว่คว้าที่จะมีลูกให้ได้พี่เชื่ออย่างนั้น คงไม่ไปบอกให้ทุกคนมีลูก แล้วมันคงไม่ใช่ คงไม่ขนาดนั้น แต่คงบอกว่าเปลี่ยนความคิดซะใหม่ดีกว่าว่าทำยังไงให้มันพร้อมดีกว่า ทำยังไงให้มันไปได้กับความโลกใบนี้ที่มันเปลี่ยนแปลง มีความน่ากลัว มันมีวิธี สำหรับ น้องเมดา วางแผนไหมว่าต้องห่างกันขนาดนี้ไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : วางแผน คือเน้นคุณภาพในการมีมากกว่าจำนวน แล้วก็ความเร็ว เราอยากจะให้เด็กคนหนึ่งเกิดออกมาแล้ว เขาได้รับเวลา ได้รับความรัก อย่างมีคุณภาพที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่ คือนิสัยส่วนตัวของพี่อย่างหนึ่ง พี่เป็นคนที่แบบรักความยั่งยืน เป็นคนที่แบบว่าทำอะไรแล้วชอบวางแผน ไม่ชอบอะไรที่ฉาบฉวย ก็เลยมีความคิดว่า ช่วงเวลา 6 ปี ของการห่างกันของเด็กคนหนึ่ง เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับพี่ กับการที่แบบเลี้ยงเขาแล้วให้เวลาคุณภาพกับเขาจริง ๆ แล้วคนที่ 2 ก็ค่อยมา วางแผนยังไงกับทั้งตัวเอง ครอบครัว สำหรับลูกที่กำลังจะเกิดมา และลูกที่เกิดมาแล้วตอนนั้นคิดเยอะไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : พี่เป็นคนที่ไม่เคยคิดอยากจะมีครอบครัวเลย จริง ๆ คือพี่เป็นคนที่แบบว่ารักความสุขในชีวิต รักอิสระมาก ๆ แล้วช่วงชีวิตของการได้เป็นศิลปินในยุค 90 มันมีความสุขมาก มันมีอิสระในชีวิต มีสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเยอะ มีความสุขมาก สำราญมาก ก็เลยมีความคิดว่าไม่เห็นจำเป็นจะต้องมีครอบครัวเลยอยู่ไปแบบนี้ พี่ถึงแต่งงานอายุ 39 แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง อย่างที่บอกว่า A call of nature มันก็ดังขึ้นในใจว่าถึงวันแล้วที่ว่าเราจะต้องมีครอบครัว จะต้องมีใครสักคนเข้ามาในชีวิต ก็เป็นจังหวะพอดีที่เจอภรรยาด้วย เป็นจังหวะที่ดาว 7 ดวง มันโคจรมาพบกัน วันนั้นพี่ตัดสินใจเลยว่าถ้าพี่จะเลือกทางสำราญก็จงให้ไปให้สุดเลย แต่ถ้าพี่จะเลือกทางที่สร้างครอบครัวต้องไปให้สุดเหมือนกัน อยู่ดี ๆ ก็มีความรู้สึกว่าฉันจะสร้างครอบครัวที่มีความสุข พอได้โจทย์แบบนั้นมีภาพในหัวเลยว่า ภาพครอบครัวที่มีความสุขเป็นยังไง คือมันเหมือนวางแผนธุรกิจเหมือนกันนะ วางแผนลูกยังไง แล้วเป็นตามนั้นไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เรื่องของลูก ถ้าแต่งงานแล้วอยากมีลูก คุณจะต้องเป็น "พ่อที่มีอยู่จริง" คือต้องบอกอย่างงี้ว่า พ่อทุกคนรักลูกหมด พ่อที่ต้องออกไปตรากตรำทำงาน ไม่มีเวลาให้ลูกเลย เขาก็รักลูกนะ ไม่ใช่ไม่รัก แต่ด้วยความจำเป็น โน่นนี่ ๆ แต่ก็จะมีพ่ออีกแบบหนึ่งที่เขามีเวลาให้ ลูกลืมตามาก็เห็นพ่อ แล้วก็ให้เวลากับลูก อันนั้นคือสิ่งที่เด็กรับรู้ได้ คือให้เงินลูก มันเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ว่าลูกรับรู้ไม่ได้นะเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะช่วง 3 ปีแรกเป็นช่วงเวลาที่มีค่าที่สุดเขาจะรับรู้ได้ว่า เวลาเท่ากับรัก เพราะฉะนั้นพี่จะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ก็กลับไปสะท้อนแผนเรื่องของการแบบว่า ก่อนแต่งงาน ว่าพี่วางแผนชีวิตในเรื่องของการเงิน เพื่อที่จะมีเวลาให้กับลูก พอเรามีลูกแล้ว พี่เรียกว่าเป็นพ่อที่มีเวลาให้กับลูก เป็นพ่อที่มีอยู่จริง และก็อ่านนิทานให้ลูกฟังทุกคืน ไปรับไปส่งเขาได้ทุกวัน เราสร้างพ่อที่มีอยู่จริงนั่นหมายความว่า ลูกในอนาคตเราจะเป็นลักษณะไหน ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เขาบอกว่าถ้าเมื่อไหร่พ่อมีอยู่จริง เสียงเล็ก ๆ ในหัวของลูก ก็จะได้ยินเสียงพ่อเวลาที่เขาจะไปทำสิ่งที่ไม่ดี เขาจะรู้สึกด้วยว่าไม่อยากทำให้พ่อแม่เสียใจ กับลูกที่ไม่มีพ่อแม่ที่มีอยู่จริง เขาก็รู้สึกว่าชีวิตเขาก็จะโหวงเหวง ๆ เวลาทำอะไร มันเหมือนมันไม่มีสายใยเล็ก ๆ ที่มันแบบ สายใยที่มองไม่เห็นที่ยึดเขาไว้ เวลาที่เขาทำอะไรอาจจะขาดการยับยั้งชั่งใจ เพราะฉะนั้นพี่คิดว่า เวลาของพ่อแม่ที่ให้กับลูก ณ วันที่เป็นเด็ก มันจะเป็น Little Voice มันจะเป็นเสียงเล็ก ๆ ที่ทำให้ลูกมีความยับยั้งชั่งใจ ในการที่จะไปเดินก้าวในสิ่งที่ไม่ถูกต้องในอนาคตได้ สิ่งที่แพงที่สุดในโลกคือเวลาใช่ไหม เพราะมันซื้อกลับคืนไม่ได้ แต่สำหรับพี่สิ่งที่แพงกว่าเวลา คือ เวลาของลูกเพราะว่ามันย้อนไม่ได้ แล้วพอเราทำสิ่งนี้ได้เห็นผลหรือยัง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เห็นชัดเลย เมดาเป็นเด็กที่เขาเรียกว่าอะไร อยู่ในโหมดแบบว่า ความรักเหลือเฟือ พอความรักเหลือเฟือเขาไม่ต้องวิ่งไปมองหาความรักจากแบบอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเดินไปสังคมไหน จุดไหน ที่เขาบังคับให้ลูกทำไม่ดี หรือมีแนวโน้มว่าลูกจะต้องทำไม่ดีตาม เขาเดินหันหลังออกมาเลย เวลาเรามีลูกบางบ้านอาจจะมีปัญหา เพราะว่าภรรยาก็จะดูลูก สามีก็จะดูลูก แล้วภรรยากับสามีก็จะห่าง ๆ กัน ตอนนั้นเคยคิดวางแผนหรือว่าทำยังไงไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เชื่อไหมว่านี่คือหนึ่งในแผนเลยนะ 1 ในแผน ก่อนที่จะแต่งงาน คือ พี่กับภรรยานี่อาจจะบอกเว่อร์ก็เว่อร์นะ จังหวะก่อนที่จะจดทะเบียน มีการมานั่งเขียนกันเลย ลิสต์เป็นข้อ ๆ เลย ลิสต์ในเรื่องของการเงิน ลิสต์ในเรื่องของความสัมพันธ์ ลิสต์ในเรื่องของ บ้านฉันบ้านเธอ เพื่อนฉันเพื่อนเธอ พ่อแม่ฉันพ่อแม่เธอ และก็ลิสต์ในเรื่องของการมีลูกว่า เมื่อไหร่มีลูก ต้องอย่าทิ้งวัฒนธรรมของความเป็นแฟนกัน คือไม่ใช่แบบว่าเวลาฉันให้กับลูกหมด 100% ไม่ได้นะ เพราะว่าสุดท้ายแล้ว เราเป็นผู้เลี้ยงดูลูกใช่ไหม ถ้าพ่อแม่ไม่มีความสุข ลูกจะเอาความสุขที่ไหน เพราะฉะนั้น เราต้องอย่าลืมว่าความสัมพันธ์ตรงนั้น อันนี้พูดแบบไม่เขินเลยนะ ธรรมชาติมันสร้างเรื่องนี้ให้ เพื่อให้มนุษย์คู่รัก แสดงความรักกัน การได้สัมผัสกายซึ่งกันและกัน ได้ถ่ายทอดเรื่องนี้ซึ่งกันและกัน มันเป็นการแสดงว่า ฉัน เธอยังเป็นที่หนึ่งของฉันอยู่ มีคำแนะนำไหมเผื่อบ้านไหนกำลังมีปัญหากัน เพราะว่าภรรยามัวแต่ดูลูก แล้วสามีไม่เข้าใจ ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : กลับไปย้อนไปตอนวันก่อนแต่งงาน คือกลับไปที่เรื่องแผน ภาพเดียวกันหรือเปล่า ภาพปลายทางเดียวกันหรือเปล่า ปลายทางของพี่กับภรรยาคือปลายทางเดียวกัน คือ เห็นภาพลูกมีความสุข แล้วก็เห็นเรา 2 คนมีความสุข ในวัยแบบว่าที่เราแก่ชราแล้ว ถ้าภาพเดียวกันก็กลับมาดูว่านี่มันคือส่วนหนึ่งของ Action Plan ก็คือการที่เรายังต้องประคองความรักกันอยู่เหมือนเดิม แล้วพอเราถอยกลับมาเราก็จะเข้าใจแล้ว เพราะฉะนั้นพอเข้าใจก็จะไม่หงุดหงิดกัน น้องเมตตา กำลังจะคลอดแล้ว พี่เจมส์ได้บอก น้องเมดา ยังไงไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คือเขาอยู่ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการแม่บำรุง ครูก้อยจะบำรุงตัวเอง เขาจะเป็นคนแบบว่า สมมุติว่าคุณแม่จะบำรุงโปรตีนเขาจะเป็นคนเชคโปรตีนให้คุณแม่ แล้วก็ถามว่าทำไม หนูอยากให้น้องแข็งแรง ตั้งแต่ขั้นตอนการบำรุง ขั้นตอนการไปหาหมอ ก็พาเข้าไปด้วย ขั้นตอนการไปอัลตราซาวด์ ขั้นตอนการไปตอนเอาตัวอ่อนมาใส่ อยู่ทุกขั้นตอนเลยนะ และก็อธิบายให้เขาเข้าใจว่า ตอนนี้เรากำลังทำอะไร น้องกำลังจะมาแล้ว เมื่อเขาอยู่ในทุกขั้นตอน เขาจะรู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่ง สำคัญที่สุดเลยต้องอย่าทำให้คนโตรู้สึกว่า น้องออกมาแล้วเขาถูกแชร์ความรักไปลดความสำคัญไป เพราะฉะนั้นตอนนี้พี่จะเต็มที่กับเมดา ๆ แล้วก็ให้เขาอยู่ในขั้นตอน ทุกอย่างมันกลืน ๆ ไป ลูกที่เกิดจากกระบวนการวิทยาศาสตร์กับธรรมชาติ แตกต่างกันไหม ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เผลอ ๆ จะดีกว่า จริง ๆ แล้วความเชื่อของคนโบราณ เด็กหลอดแก้ว เหมือนเป็นคนไม่ใช่ปกติ จริง ๆ ไม่เลยนะครับ เด็กหลอดแก้วก็เป็นไข่เป็นอสุจิแล้วผสมกันเหมือนกัน ปฏิสนธิเหมือนกัน เพียงแต่ว่าคุณหมอช่วยให้กระบวนการนั้นมันชัวร์มากยิ่งขึ้น แล้วก็คัดเลือกเอาตัวที่ดีที่สุด ไข่ใบที่ดีที่สุด มาเจอกัน แล้วก็ให้อยู่ในสภาวะควบคุม จนถึงขั้นตัวอ่อน ตัวอ่อนเติบโตมาจนเป็น Blastocyst Day 5 แล้วถึงเอาเข้าไปฝัง และก็ไปตรวจโครโมโซม เพราะฉะนั้นกระบวนการมันก็คือเหมือนธรรมชาติ เพราะฉะนั้นเด็กคนนั้นก็คือเด็กทั่วไป เลี้ยงได้ทั่วไป อยากให้ช่วยเล่าแรงบันดาลใจในการทำเพจ BabyandMom.co.th ที่ร่วมกับครูก้อย ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : แรงบันดาลใจของ BabyandMom ต้องเล่าอย่างงี้ว่า ปัจจุบัน BabyandMom มีผู้ติดตามประมาณสัก รวมทุกช่องทางน่าจะ 700,000 คน ได้ คือเป็นรวมเอาผู้ที่อยากมีลูก แล้วรวมถึงผู้มีบุตรยาก ที่อยากได้ความรู้ ข้อมูล จะในเรื่องของภาวะเจริญพันธุ์ที่ถูกต้อง ก็จะมารวมตัวกันที่นี่ และก็เริ่มมาจากหัวใจของการเป็นแม่ผู้มีบุตรยากของครูก้อย อย่างที่เล่าว่า ครูก้อยคือแม่ผู้มีบุตรยาก จนเข้าไปเจอปัญหานี้ด้วยตัวเอง เข้าใจความรู้สึก ความทุกข์ เข้าใจถึงรอยบาดแผลที่เกิดขึ้น มันไม่ใช่แค่ไม่มีลูกนะ แต่มันเป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นมันเกิดจากความแค่ไม่รู้ เพราะฉะนั้นการที่เราจะจากไม่รู้เป็นรู้ คือการต้องเรียนรู้ BabyandMom เลยเติบโตจากการที่เราเรียนรู้ แล้วก็ส่งต่อความรู้นี้ไปให้แม่ ๆ ที่ติดตามเพจเรา พอเราเริ่มเกิดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า "คัมภีร์ครูก้อย" ขึ้นมา ซึ่งเดี๋ยวครูก้อยกำลังจะเขียนหนังสือขึ้นมา สำหรับผู้ชายบางคนดูแลตัวเองดีมาก แต่ว่าเราไม่มีทางรู้เลยว่าอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของความล้มเหลวนั้นก็ได้ ผู้ชายอย่างเราควรดูแลตัวเองยังไง ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : จำคำพี่ไว้อย่างนะ "รู้หน้าไม่รู้สเปิร์ม" นี้เรื่องจริงเลย แข็งแรงกล้ามโต แต่ว่าสเปิร์มอ่อนแอเยอะ ต้องบอกอย่างงี้ว่าอันดับแรกก่อน ต้องมีความเข้าใจก่อนว่า ร่างกายของผู้ชาย สเปิร์มต้องดูผ่านทางกระบวนการทางการแพทย์ก่อน 3 เรื่องที่เราต้องดูนะครับ 1 จำนวน 2 การวิ่งว่าย 3 ก็คือคุณภาพ คือเราจะต้องมีการไปพบแพทย์เพื่อตรวจก่อน ตรวจก่อนว่าเรามีความผิดปกติทางด้านไหน คาดหวังอนาคตลูกเป็นยังไงบ้างหรือว่าอยากให้ลูกมีชีวิตในทิศทางไหน ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : คาดหวังสักแค่ 2 อย่าง ให้เขาปลอดภัย และมีความสุข พ่อแม่ก็เหมือนคนปลูกต้นไม้ ตั้งใจรดน้ำพรวนดิน ให้ต้นไม้มันโตแค่นั้นเอง ส่วนต้นไม้จะโตแตกไปทางไหน นี่เป็นเรื่องของต้นไม้ จงอย่าไปตอนบอนไซซะจนต้นไม้ไม่สามารถจะเติบโตไปในทางที่ต้นไม้ควรจะเป็นได้ เพราะฉะนั้นพี่เป็นคนที่เรามีความโชคดี เมดามีความโชคดีอยู่อย่างหนึ่ง ตรงจุดที่ว่าเขามีโอกาสที่จะได้ลองทำในสิ่งที่เขาอยากทำทุกอย่าง พ่อแม่ทำเต็มที่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกลูกเสมอว่า จงใช้ข้อดีให้เป็นข้อดี ก็คือมีโอกาสเลือก ให้ทำก็ทำไป เพราะฉะนั้นพี่ก็จะไม่ได้ให้ลูกต้องเครียด เราจะสนับสนุนให้เขาเขียนให้ได้ อ่านให้ออก แล้วก็ยกมือตอบคำถามครู และก็มีความสุขกับการเรียน ไปเล่นทุกวัน เพราะฉะนั้นพี่ไม่คาดหวังเลย พี่ก็ให้โอกาสเขาเลือก สุดท้ายเขาจะไปทางไหน ชีวิตเขาเลย พี่เจมส์แชร์ประสบการณ์ความประทับใจในการเป็นคุณพ่อ ?เจมส์ เรืองศักดิ์ : เพื่อนพี่หลายคน เขาจะกำลังคิดว่า เขาอยากมีลูกไหม เขาจะถามพี่นะ มีลูกดีไหม พี่ก็พยายามหาคำตอบดี ๆ มาตอบไว้ว่ามีลูกดี ไม่มีลูกดี จนวันหนึ่ง พี่รู้สึกคิดได้ด้วยตัวเอง ว่า พอเรามีลูก เราค้นพบคำหนึ่ง คำว่า "รักแท้" คืออะไร รักแท้ ๆ เลยนะ ไม่นับเรากับแม่ พี่ว่าลูกกับเรา คือ "รักแท้" บางทีความรักระหว่างชายหญิง มันอาจจะเป็นรักของการปรุงแต่งก็ได้ แต่ความรักระหว่างสายเลือดของพ่อกับลูก หรือแม่กับลูก มันเป็นรักแท้อย่างไร้เงื่อนไขจริง ๆ ซึ่งคนไม่มีลูกไม่เข้าใจ มันเป็นความรู้สึกที่แบบว่า ไม่ว่าจะไปเจอประสบการณ์แบบไหน ก็ไม่เหมือนกับมีลูกของตัวเอง เลี้ยงหลานก็ไม่ใช่ เลี้ยงบุตรบุญธรรมก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพี่จะบอกเพื่อนว่า ไม่รู้ว่ามีลูกดียังไง แต่ว่าความประทับใจที่สุดของการมีลูก คือพี่เจอรักแท้ สามารถติดตาม "My Daddy James" ได้ที่ช่องทาง Podcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot เวลา 18.00 น. คลิกชมรายการย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=1lWOnYKoP74 สามารถติดตามและอัปเดตข่าวสารได้ที่ช่องทางPodcast : Life Dot , Facebook: Life Dot , Youtube : Life Dot , IG : lifedot.official ,TikTok : lifedot_official , Spotify : Lifedot_official
ข่าวบันเทิง • 28 เม.ย. 69
ดู
A Warmed Up Love
ทรูวิชั่นส์ • 28 เม.ย. 69
ดูเพิ่มเติม