รีเซต

ผลการค้นหา “The Campfire:My Universe The Series” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
M On The Bund
ดู

M On The Bund

The Hunger Games: Mockingjay Part 2
ดู

The Hunger Games: Mockingjay Part 2

The Creature Cases
ดู

The Creature Cases

The Hunger Games
ดู

The Hunger Games

นายคือฤดูร้อนของฉัน
ดู

นายคือฤดูร้อนของฉัน

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!
อ่าน

12 สิ่งน่ารู้จากซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ภาคต้น Legally Blonde กับจุดกำเนิดทนายบลอนด์ดีในตำนาน!

"Elle บันทึกวัยทึน" เป็นซีรีส์ที่แตกยอดความสำเร็จมาจากเฟรนไชส์หนังเรื่องดังแห่งยุค 2000s อย่าง Legally Blonde ที่เป็นไอเดียตกผลึกมาจากตัวแม่ รีส วิเธอร์สปูน ผู้ที่รับบทนำแสดงในหนังต้นฉบับ อยากจะขยายโลกใบสดใสของแอล สาวน้อยที่หลงรักในสีชมพู ตีแผ่ออกมาเป็นห้วงเวลาการเติบโตในโรงเรียนไฮสคูลของแอล ออกมาเป็นซีรีส์จำนวน 8 ตอน ที่ระดมทีมสร้างชั้นนำ จากฝีมือผู้จัด "ลอรา คิตเทรล" และ "แคโรไลน์ ดรายส์" และนี่คือเกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่น่ารู้เกี่ยวกับซีรีส์เรื่องนี้ ซีรีส์ Elle เกิดขึ้นจากไอเดียของ Reese Witherspoon แม้ Legally Blonde จะเป็นแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จ แต่จุดเริ่มต้นของซีรีส์ ไม่ได้มาจากการอยากขยายจักรวาลของหนัง หากมาจากความรู้สึกของ Reese ว่า ยังมีพื้นที่สำหรับเรื่องราวที่นำเสนอตัวละครวัยรุ่นหญิงที่เป็นตัวของตัวเองและสร้างแรงบันดาลใจได้มากกว่านี้ จุดประสงค์ของซีรีส์ไม่ใช่การเล่าเรื่องวัยเด็กของ Elle แต่เพื่อตอบคำถามว่า "อะไรทำให้เธอกลายเป็น Elle Woods" แกนหลักของซีรีส์คือการค้นหาคำตอบว่า เด็กสาววัย 16 ปีคนนี้ ผ่านอะไรมา จึงเติบโตเป็นผู้หญิงที่มั่นใจ ไม่ยอมแพ้ และไม่เคยปล่อยให้ใครมาตัดสินคุณค่าของตัวเองอย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์ แทนที่จะเลือกนักแสดงที่มีชื่อเสียง Reese Witherspoon ต้องการค้นพบ Elle คนใหม่ เธอจึงยืนยันให้เปิดออดิชันทั่วประเทศ และสุดท้าย Lexi Minetree ก็ได้รับเลือกจากผู้สมัครเกือบ 5,000 คน คลิปออดิชันของ Lexi มีลูกเล่นที่ทีมงานไม่ลืม เพราะในคลิปแนะนำตัว Lexi ไม่ได้แนะนำตัวแบบทั่วไป แต่เธอสร้างคลิปที่ได้แรงบันดาลใจจากวิดีโอสมัครเข้าฮาร์วาร์ดของ Elle ใน Legally Blonde เพราะหวังว่าหากทีมงานเปิดดูคลิปของเธอ อย่างน้อยก็จะหยุดดูต่อ และสุดท้ายวิธีนี้ก็ได้ผลจริงๆ Lexi Minetree ดู Legally Blonde มากกว่า 150 รอบ เพื่อฝึกน้ำเสียง การเดิน ภาษากาย และจังหวะการเคลื่อนไหวของ Elle พร้อมทำงานกับผู้ฝึกสอนด้านการใช้เสียง เพื่อสร้างพลังงานแบบ Elle Woods คำแนะนำเพียงข้อเดียว ที่ Reese ให้กับ Lexi นั่นคือ "Elle ไม่เคยใจร้ายกลับ" แม้จะถูกดูถูกหรือถูกทำร้าย Elle ก็ไม่เคยตอบโต้กลับแบบเดียวกัน นี่คือคุณค่าที่ Reese มองว่าเป็นแก่นแท้ของตัวละคร และเป็นสิ่งที่ Lexi ยึดถือในการแสดงทุกฉาก ทุกชื่อตอนของซีรีส์อ้างอิงจากบทพูดใน Legally Blonde นี่เป็นหนึ่งใน Easter Eggs ที่ทีมผู้สร้างตั้งใจใส่ไว้เพื่อแฟนภาพยนตร์ต้นฉบับ และยังสอดคล้องกับธีมของแต่ละตอนอีกด้วย ความสัมพันธ์แม่ลูกเป็นหนึ่งในหัวใจของซีรีส์ ซึ่งเป็นจุดที่แตกต่างจากเวอร์ชั่นภาพยนตร์ เนื่องจากในภาพยนตร์ บทของพ่อและแม่ของ Elle มีไม่มากนัก แต่ในซีรีส์ได้ขยายบท Eva Woods แม่ของ Elle ให้เป็นผู้หญิงที่กำลังค้นหาตัวเองเช่นกัน ทั้ง Eva และ Elle ต่างเรียนรู้จากกันและกัน และทีมงานอยากเล่าเรื่องความสัมพันธ์แม่ลูกในมุมที่อบอุ่นและสนับสนุนกัน ทีมงานตั้งใจสร้าง Elle ให้มีคุณภาพด้านภาพเหมือนหนังที่ฉายในโรงภาพยนตร์มากกว่าซีรีส์ทั่วไป ทั้งการกำกับภาพ การจัดแสง และการถ่ายทำ เพื่อให้ยังคงความสวยงามของ Legally Blonde แต่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทีมออกแบบเสื้อผ้า ศึกษาแฟชั่นปี 1995 จริงๆ ทั้งแบรนด์และเทรนด์ในยุคนั้น เพื่อให้เสื้อผ้าทุกชุดไม่ได้แค่ "ดูยุค 90" แต่ผู้ชมต้องเชื่อว่าเด็กสาวคนนี้มีชีวิตอยู่ในปีนั้นจริงๆ สีผมของ Elle ไม่ใช่บลอนด์แบบปัจจุบัน ทีมออกแบบทรงผม เลือกใช้โทน Buttery Blonde หรือบลอนด์อมเหลือง เพราะในยุคนั้นเทคโนโลยีการทำสีผมยังไม่สามารถสร้างเฉดเบจหรือแอชแบบที่นิยมในปัจจุบันได้ และตัวจริงของ Lexi เป็นสาวผมสีน้ำตาลธรรมชาติ เธอจึงต้องย้อมผมและคอยเติมสีตลอดการถ่ายทำ และเป็นการใช้ผมจริงทั้งเรื่อง ไม่มีการใช้วิก ทีมงานตามหาโทรศัพท์ใสยุค 90 และของใช้จริงจากยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นซีดี โทรศัพท์บ้าน และคอมพิวเตอร์ ของใช้ต่างๆ ถูกคัดเลือกจากของจริงหรือของที่ใกล้เคียงที่สุด 1 กรกฎาคมนี้ เตรียมไอเทมสีชมพูให้พร้อม แล้วมารอพบกับความสดใสของ Elle Woods จาก Legally Blonde ในซีรีส์ "Elle บันทึกวัยทีน" ที่ Prime Video เท่านั้น ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

มหายุทธหยุดพิภพ ภาค 2
ดู

มหายุทธหยุดพิภพ ภาค 2

ระวังหลงน้อน! โฉมแรกซีรีส์ "Scooby-Doo" ฉบับไลฟ์แอคชัน เผยออกมาแล้ว
อ่าน

ระวังหลงน้อน! โฉมแรกซีรีส์ "Scooby-Doo" ฉบับไลฟ์แอคชัน เผยออกมาแล้ว

เตรียมตัวถูกจู่โจมโดยน้อน...! เพราะไอ้ต้าวสกูปี้ดูตัวใหม่จะมาหว่านเสน่ห์แล้ว ในซีรีส์ฉบับคนแสดง Scooby-Doo ที่ได้ฤกษ์เผยโฉมแรกออกมาแล้ว พร้อมกับเปิดตัวน้องหมาตัวใหม่สุดน่ารัก ที่จะมารับบทนำสี่ขาในเรื่องนี้ จากคลิปที่เน็ตฟลิกซ์ได้เปิดเผยออกมาทางโซเชียลมีเดียล่าสุด ซีรีส์เรื่องนี้จะใช้ชื่อว่า "Scooby-Doo: Origins" ได้วางกำหนดฉายเอาไว้ในปี 2027 โดยขณะนี้ยังปักหลักถ่ายทำกันอยู่ในแอตแลนตา โดยจะเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแคมป์พักแรมฤดูร้อน แช็กกี้ กับ แดฟนี ได้เข้าไปพัวพันกับปริศนาสุดหลอนที่เกี่ยวกับลูกสุนัขเกรทเดนหลงทางตัวหนึ่ง ที่อาจจะเป็นพยานในคดีฆาตกรรมเหนือธรรมชาติ โดยที่มี เวลมา สาวชาวเมืองที่ยึดหลักทางวิทยาศาสตร์ กับ เฟรดดี้ เด็กใหม่ที่นิสัยแปลก ๆ แต่หน้าตาดี พวกเขาทั้งหมดจึงได้ออกเดินทางเพื่อไขปริศนาที่กำลังดึงเข้าไปสู่ฝันร้ายสุดสยอง ที่จะคุกคามและเปิดเผยความลับที่พวกเขาแอบซ่อนเอาไว้ "จอช แอปเพิลบาม" กับ "สก็อต โรเซนเบิร์ก" รับหน้าที่เป็นผู้จัดซีรีส์และร่วมเขียนบทให้ มาพร้อมกับทีมนักแสดงดาวรุ่งหน้าใหม่ที่พร้อมแจ้งเกิด ไม่ว่าจะเป็น "แม็กซ์เวล เจนกินส์" รับบทเป็น เฟรด โจนส์, "แทนเนอร์ ฮาเกน" รับบทเป็น แช็กกี้, แอ๊บบี้ ไรเดอร์ ฟอร์ตสัน รับบทเป็น เวลมา และ แม็คเคนนา เกรซ รับบทเป็น แดฟนี่ โดยที่มี "พอล วอลเตอร์ ฮาวเซอร์" ร่วมสมทบในบทบาทที่ยังไม่มีการเปิดเผยออกมา ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

See
ดู

See

The Pickers
ดู

The Pickers

THE FISHING
ดู

THE FISHING

22 เกร็ดน่าสนใจ ก่อนปิดฉากสู่บทสรุปสุดท้ายของซีรีส์ "The Boys"
อ่าน

22 เกร็ดน่าสนใจ ก่อนปิดฉากสู่บทสรุปสุดท้ายของซีรีส์ "The Boys"

Eric Kripke ผู้สร้างซีรีส์ มองว่า The Boys ไม่ใช่เรื่องของ ซูเปอร์ฮีโร่ เพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของอำนาจ ทุนนิยม ชื่อเสียง และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับ คนธรรมดา ทีมผู้สร้างตั้งใจให้ Homelander ไม่ใช่เพียงวายร้ายที่โหดร้าย แต่เป็นตัวละครที่เต็มไปด้วยความเปราะบาง ความโดดเดี่ยว และความต้องการการยอมรับ จนบางครั้งผู้ชมเองก็เผลอรู้สึกเห็นใจเขา Karl Urban และ Antony Starr รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี ก่อนจะมาเล่นเป็นคู่ปรับใน The Boys ซึ่งทั้งคู่มองว่าความคุ้นเคยนอกจอช่วยเพิ่มมิติให้ความสัมพันธ์ระหว่าง Butcher และ Homelander มากขึ้น Jack Quaid เผยว่า เขากดดันไม่น้อยหลังรู้ว่า Hughie ในเวอร์ชั่นคอมิกถูกออกแบบโดยอ้างอิงหน้าตาของ Simon Pegg ซึ่งเป็นนักแสดงที่เขาชื่นชมมาตลอด และสุดท้าย Simon Pegg ก็ได้มารับบทเป็นพ่อของ Hughie ในซีรีส์ กลายเป็นหนึ่งในความเชื่อมโยงที่แฟนคอมิกและแฟนซีรีส์ต่างประทับใจ Erin Moriarty ผู้รับบท Starlight คือนักแสดงคนแรกที่ถูกแคสต์ใน The Boys และเธอต้องรอนานถึง 6 เดือนเพื่อดูว่าใครจะได้เล่นเป็นสมาชิกคนอื่นๆ ของทีม Eric Kripke มองว่า Mothers Milk คือศูนย์กลางทางอารมณ์ของทีม The Boys และเป็นคนที่ช่วยยึดทุกคนเอาไว้ ในขณะที่ Billy Butcher เต็มไปด้วยความโกรธและความสุดโต่ง Tomer Capone ผู้รับบท Frenchie เป็นนักแสดงคนสุดท้ายที่ถูกแคสต์เข้าทีม The Boys เพราะทีมงานมองว่า Frenchie เป็นตัวละครที่หาคนเล่นได้ยากมาก เนื่องจากต้องทั้งประหลาด มีเสน่ห์ ตลก และน่าเศร้าในเวลาเดียวกัน โดย Tomer Capone มองว่า ถ้า Frenchie ไม่ได้พบ Kimiko เขาอาจกลายเป็นคนที่ หลงทางและอันตรายยิ่งกว่า Butcher เพราะ Kimiko คือคนที่ทำให้เขาเริ่มมองเห็นด้านที่ดีที่สุดของตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่าง Frenchie และ Kimiko เกิดจากการที่ทั้งคู่ต่างเป็นคนบอบช้ำ และพยายามเยียวยากันและกัน Karen Fukuhara ผู้รับบท Kimiko ต้องออดิชั่นโดยไม่มีบทพูดเลย ใช้เพียงสายตา การเคลื่อนไหว และสีหน้าในการสื่อสารอารมณ์ นอกจากนี้เธอยังมองว่า จุดสำคัญของ Kimiko คือต่อให้ผ่านเรื่องเลวร้ายมามากแค่ไหน เธอก็ยัง พยายามเลือกทำสิ่งที่ถูกต้อง อยู่เสมอ Eric Kripke มองว่า Chace Crawford คือคนที่เหมาะกับบท The Deep มากที่สุด เพราะการจะเล่นเป็นตัวละครที่ทั้งซื่อบื้อ หลงตัวเอง และไม่ทันโลก ให้ออกมาตลกและน่าเชื่อจริงๆ นักแสดงคนนั้นต้องเป็นคนฉลาดและเข้าใจจังหวะคอเมดี้อย่างมาก เส้นเรื่องของ A-Train ถูกออกแบบให้สะท้อนด้านมืดของวงการกีฬาอาชีพ ทั้งเรื่องชื่อเสียง สารกระตุ้น ความกดดัน และระบบธุรกิจที่ทำลายตัวตนของคนดัง โดย Eric Kripke มองว่า Jessie T. Usher ผู้รับบท A-Train สามารถถ่ายทอดทั้ง ความมั่นใจแบบซูเปอร์สตาร์ และ ความเปราะบางของมนุษย์คนหนึ่ง ได้พร้อมกันในตัวละครเดียว Colby Minifie ผู้รับบท Ashley ถูกวางเป็นเพียงนักแสดงรับเชิญในช่วงแรกของซีรีส์ แต่หลังจากทีมงานเห็นพลังการแสดงของเธอ จึงตัดสินใจขยายบท Ashley จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครหลักของเรื่อง และเธอยังเป็นคนเสนอไอเดียเองว่า Ashley ควรดึงผมตัวเองจนหัวล้าน เพราะความเครียดจากการทำงานใน Vought ก่อนที่ไอเดียนั้นจะกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของตัวละคร Nathan Mitchell ผู้รับบท Black Noir ได้รับคำชมจากทีมผู้สร้างเป็นอย่างมาก เพราะแม้ตัวละครจะสวมหน้ากากและแทบไม่มีบทพูด แต่เขากลับใส่รายละเอียดการแสดงลงไปในทุกการเคลื่อนไหว จนทีมเขียนบทตัดสินใจขยายเส้นเรื่องของตัวละครนี้ Cameron Crovetti ผู้รับบท Ryan เริ่มเล่น The Boys ตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี และตอนนี้เขาอายุ 18 ปีแล้ว โดยเขาบอกว่าถ้าไม่ได้เล่นเรื่องนี้ ตัวเองคงเป็นแฟนพันธุ์แท้ The Boys แบบสุดๆ แน่นอน ทั้งนี้เขารู้สึกเหมือนโตมากับซีรีส์เรื่องนี้จริงๆ เพราะเริ่มเล่นตั้งแต่เด็ก และตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนักแสดงและทีมงานก็กลายเป็นเหมือนครอบครัว โดยตัวละคร Ryan คือเด็กที่แบกรับทั้ง ความโกรธแบบ Butcher และ ความโดดเดี่ยวแบบ Homelander เอาไว้พร้อมกัน ทีมออกแบบเครื่องแต่งกายของซีรีส์ ให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลิกผ่านชุดฮีโร่ โดยแต่ละชุดจะสะท้อนทั้งภาพลักษณ์ อำนาจ และจิตวิทยาของตัวละคร ไม่ใช่เพียงการออกแบบให้ดูเท่เท่านั้น การออกแบบชุดจะเริ่มจากคำถามว่า ตัวละครนี้อยากให้โลกมองเขายังไง โดยทีมงานซ่อนรายละเอียดและแรงบันดาลใจเล็กๆ แบบ Easter Eggs เอาไว้ในชุดของตัวละครหลายตัว เช่น ลวดลายและเนื้อผ้าบางส่วนของชุด The Deep ที่อ้างอิงจากผิวสัตว์ทะเล หรือรายละเอียดบนชุดของ Sister Sage ที่ได้แรงบันดาลใจจากดวงตาของผีเสื้อกลางคืน เพื่อสะท้อนความลึกลับและการมองเห็นโลกในมุมที่แตกต่าง ทีมผู้สร้างเผยว่า หลายครั้งระหว่างเขียนบท พวกเขากลับรู้สึกว่า โลกความจริงกำลังบ้าคลั่งยิ่งกว่าในซีรีส์ จนการเขียนเรื่องเสียดสีสังคมให้เหนือความจริงกลายเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แทบดูไม่ต่างจากโลกสุดโต่งใน The Boys ทีมเขียนบทของ The Boys ยืนยันว่า ความรุนแรงในซีรีส์ไม่เคยมีไว้เพื่อช็อกคนดูเฉยๆ แต่ทุกฉากจะส่งผลต่อสภาพจิตใจและพัฒนาการของตัวละครเสมอ หนึ่งในฉากที่ทีมสตันต์ภูมิใจที่สุดคือ ศึกสุดท้ายของซีรีส์ ซึ่งพวกเขายืนยันว่าเป็นฉากที่แฟนๆ ห้ามพลาดเด็ดขาด กองถ่าย The Boys มีธรรมเนียมแกล้งคนที่มีวันเกิดตรงกับวันถ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงหรือทีมงาน โดยทีมงานคนอื่นๆจะเริ่มร้อง Happy Birthday ในขณะที่กล้องยังถ่ายอยู่ เพื่อทำให้เจ้าของวันเกิดรู้สึกเขินอาย ทีมงานเผยว่า บรรยากาศในกองถ่ายซีซั่นสุดท้ายเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ทั้งเสียงหัวเราะและน้ำตา เพราะนักแสดงหลายคนต้องถ่ายซีนสุดท้ายของตัวเอง และทุกครั้งที่มีตัวละครปิดฉาก ทีมงานจะรวมตัวกันปรบมือส่งนักแสดงออกจากกองถ่ายเสมอ ทีมเขียนบทตั้งใจให้ซีซั่นสุดท้ายมีธีมหลักเกี่ยวกับ การต่อสู้ระหว่างความหวังและความสิ้นศรัทธา พร้อมตั้งคำถามว่า ในโลกที่ทุกอย่างเลวร้ายลงเรื่อยๆ มนุษย์จะยังเลือกทำสิ่งที่ถูกต้องได้หรือไม่ Eric Kripke หวังว่า ในอนาคตซีรีส์ The Boys จะถูกจดจำในฐานะ ภาพสะท้อนของยุคสมัยหนึ่ง มากกว่าเพียงซีรีส์ซูเปอร์ฮีโร่สายโหด ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

โรคร้ายกลายพันธุ์
ดู

โรคร้ายกลายพันธุ์

The Condemned
ดู

The Condemned

Chicago Med
ดู

Chicago Med

วันพีซ
ดู

วันพีซ

The Knockout
ดู

The Knockout

The Ideal Man
ดู

The Ideal Man

Hold my hand at Twilight
ดู

Hold my hand at Twilight

มายฮีโร่ อคาเดเมีย ไฟนอลซีซัน
ดู

มายฮีโร่ อคาเดเมีย ไฟนอลซีซัน

A Casual Journey Through Our Hometown Mountains:The Goromaru Episode
ดู

A Casual Journey Through Our Hometown Mountains:The Goromaru Episode