รีเซต

ผลการค้นหา “Star Scope” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Twinkle Twinkle Little Star
ดู

Twinkle Twinkle Little Star

Coming Soon
ดู

Coming Soon

หุ้นอวกาศเขียวระนาว! รับกระแส SpaceX เข้าตลาดหุ้น ลุ้นระดมทุน 7.5 หมื่นล้าน
อ่าน

หุ้นอวกาศเขียวระนาว! รับกระแส SpaceX เข้าตลาดหุ้น ลุ้นระดมทุน 7.5 หมื่นล้าน

#SpaceX #ทันหุ้น – สำนักข่าว CNBC ระบุว่า หุ้นกลุ่มอวกาศทะยานขึ้นเมื่อวันพุธหลังจากมีรายงานว่า SpaceX ของ อีลอน มัสก์ อาจยื่นเอกสารเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) อย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้AST SpaceMobile ผู้ออกแบบดาวเทียม และ Rocket Lab ต่างพุ่งขึ้นประมาณ 10% ขณะที่ Firefly Aerospace ผู้ผลิตจรวดซึ่งเพิ่งเข้าสู่ตลาดเมื่อเดือนสิงหาคม ปรับตัวขึ้น 16% ส่วน York Space บริษัทด้านอากาศยานที่ทำ IPO ไปเมื่อเดือนมกราคม ปรับตัวขึ้น 5% ขานรับข่าวดังกล่าวข้อมูลจาก The Information ระบุว่า การเปิดตัวในตลาดหุ้นที่หลายคนรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของ SpaceX อาจระดมทุนได้มากกว่า 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยก่อนหน้านี้ CNBC รายงานว่านี่อาจเป็นการทำ IPO ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมุ่งหวังมูลค่าบริษัทที่ 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ SpaceX เพิ่งเข้าซื้อกิจการ xAI ของมัสก์เมื่อเดือนที่แล้วในข้อตกลงที่ทำให้มูลค่าบริษัทรวมกันอยู่ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ภาคส่วนอวกาศซึ่งรวมถึงบริษัทที่มุ่งเน้นด้านการป้องกันประเทศ ได้รับประโยชน์จากความตื่นเต้นที่รายล้อม SpaceX แผนการของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สำหรับระบบป้องกัน "Golden Dome" และความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ที่พุ่งสูงขึ้นการเร่งสร้างศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับ AI ถูกตำหนิว่าเป็นสาเหตุของค่าไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น การส่งศูนย์ข้อมูลออกไปสู่อวกาศจึงถูกเสนอเป็นทางออกหนึ่ง แต่ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย รวมถึงต้นทุนที่สูงและข้อจำกัดในเรื่องจำนวนรอบการปล่อยจรวดปัจจุบัน SpaceX ปฏิบัติการกลุ่มดาวเทียม Starlink โดยมีดาวเทียมมากกว่า 9,500 ดวงในวงโคจร และเมื่อเดือนมกราคม มัสก์ได้เสนอโครงการขนาดใหญ่กว่าเดิมที่จะส่งดาวเทียมจำนวน 1 ล้านดวง ซึ่งเป็นความพยายามที่ได้รับการคัดค้านอย่างแข็งกร้าวจากเหล่านักวิทยาศาสตร์ ที่มา https://www.cnbc.com/2026/03/25/space-stocks-.html?__source=iosappshare%7Cjp.naver.line.Share

สตาร์ อีส บอร์น
ดู

สตาร์ อีส บอร์น

ศาสตร์แห่งฝัน
ดู

ศาสตร์แห่งฝัน

คืนมหัศจรรย์แห่งดวงดาว
ดู

คืนมหัศจรรย์แห่งดวงดาว

กล้อง Vera C. Rubin เผยขนาด 3I/ATLAS วัตถุต่างดาวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ
อ่าน

กล้อง Vera C. Rubin เผยขนาด 3I/ATLAS วัตถุต่างดาวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

ดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ไมล์ หรือราว 11.2 กิโลเมตร กลายเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบล่าสุดภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาว Vera C. Rubin ได้เผยรายละเอียดของวัตถุนี้ก่อนที่การค้นพบอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของกล้องโทรทรรศน์ใหม่ล่าสุดนี้ในการตรวจจับและวิเคราะห์วัตถุท้องฟ้าที่อยู่ไกลเกินคาดดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLASดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่มันพุ่งตรงเข้าหาดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วมากกว่า 210,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา NASA ก็ประกาศยืนยันว่ามันเป็นวัตถุระหว่างดวงดาว (interstellar object – ISO) ลำดับที่สามที่เคยตรวจพบ ถัดจาก ‘Oumuamua (2017) และ Borisov (2019) โดยจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ คาดว่าดาวหางนี้น่าจะมีอายุมากกว่าโลกถึง 3 พันล้านปี และเป็นหนึ่งในดาวหางที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีการตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ทราบเพียงว่าโคมา หรือกลุ่มเมฆของน้ำแข็ง ฝุ่น และก๊าซที่ล้อมรอบดาวหาง มีขนาดประมาณ 24 กิโลเมตร แต่ยังไม่สามารถยืนยันขนาดของนิวเคลียสได้แน่ชัดกระทั่งการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อ 17 กรกฎาคมบนเว็บไซต์ arXiv โดยทีมวิจัยกว่า 200 คน ได้ใช้ข้อมูลจาก Vera C. Rubin ในการประมวลผลภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 21 มิถุนายน และพบว่านิวเคลียสของ 3I/ATLAS มีรัศมีประมาณ 3.5 ไมล์ หรือราว 5.6 กิโลเมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็น ISO ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกนอกจากนี้ ภาพจากการศึกษาใหม่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นโคมาได้อย่างละเอียด และยืนยันได้ว่ามีฝุ่นและน้ำแข็งจำนวนมากล้อมรอบนิวเคลียส ซึ่งช่วยตอกย้ำว่า 3I/ATLAS เป็นดาวหางตามธรรมชาติ ไม่ใช่ยานอวกาศจากอารยธรรมต่างดาวที่ปลอมตัวมาอย่างที่นักวิจัยบางกลุ่มเคยตั้งข้อสงสัย กล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาว Vera C. Rubinสำหรับหอดูดาว Vera C. Rubin ซึ่งตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีส ประเทศชิลี ติดตั้งกล้องดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังเตรียมเริ่มภารกิจสแกนท้องฟ้าซีกโลกใต้ตลอดระยะเวลา 10 ปี ภายใต้โครงการ LSST (Legacy Survey of Space and Time) โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กล้องนี้สามารถบันทึกภาพกาแล็กซีกว่า 10 ล้านแห่ง และค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่อีกนับพันนักดาราศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า Vera C. Rubin จะเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาวัตถุต่างดาว โดยมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถค้นพบวัตถุ ISO ใหม่ได้อีกถึง 50 ดวงภายในเวลา 10 ปี และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาหลักฐานของอารยธรรมต่างดาวในอนาคตอีกด้วย

ทำความรู้จักบริษัทเทค Astronomer หลังซีอีโอถูกถ่ายภาพ Kiss Cam กลางงานคอนเสิร์ต Coldplay
อ่าน

ทำความรู้จักบริษัทเทค Astronomer หลังซีอีโอถูกถ่ายภาพ Kiss Cam กลางงานคอนเสิร์ต Coldplay

บริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง Astronomer กำลังเผชิญกับพายุโซเชียลมีเดียและแรงกดดันภายในองค์กร หลัง Andy Byron ซีอีโอของบริษัท ถูกสั่ง พักงานชั่วคราว เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการตรวจสอบพฤติกรรมส่วนตัวและข้อกล่าวหาในอดีตที่เพิ่งถูกเปิดเผย ทำความรู้จักบริษัท Astronomerบริษัท Astronomer นั้นเป็นบริษัทเทคโนโลยีผู้เชี่ยวชาญด้าน การจัดการข้อมูล (Data Orchestration) โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มชื่อว่า Astro ซึ่งทำงานอยู่บนเครื่องมือโอเพนซอร์สยอดนิยม Apache Airflow ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจอวกาศหรือดาราศาสตร์นอกโลกบริษัทแห่งนี้ก่อตั้งในปี 2015 โดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้าน Data Engineering โดยมี Ry Walker เป็นซีอีโอคนแรก ส่วนซีอีโอคนปัจจุบัน Andy Byron ที่มีเรื่องอื้อฉาวกลางงานคอนเสิร์ต Coldplay นั้นเข้าดำรงตำแหน่งในปี 2023บริการของบริษัทนั้นเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระบบให้ จัดการ สร้าง ขึ้นตอน และตรวจสอบ pipeline ของข้อมูลแบบอัตโนมัติ หรือระบบที่ช่วยให้องค์กรรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง แปลงให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และส่งต่อไปยังแอปพลิเคชัน AI, Dashboard, หรือระบบวิเคราะห์ต่างๆปัจจุบันเชื่อว่าบริษัทมีลูกค้าองค์กรกว่า 80,000 แห่ง โดยลูกค้าส่วนใหญ่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ เช่น ธนาคาร, การแพทย์, การผลิต, โลจิสติกส์ ฯลฯ ที่ต้องใช้ Data workflows ในระดับสูง หากนับเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่มีจำนวนกว่า 800 แห่งบริษัท Astronomer สตาร์ตอัประดับ Series Dก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท Astronomer ได้รับเงินทุนมูลค่า 93 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,400 ล้านบาท นำโดยนักลงทุนกลุ่ม Bain Capital Ventures ร่วมด้วย Salesforce Ventures โดยมี Bosch Ventures สนใจเข้าร่วมด้วย โดยเงินทุนนี้จะถูกนำไปเร่งการวิจัย พัฒนา และขยายการดำเนินงานระดับโลกโดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Astro ของบริษัท Astronomer ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมขยายจากการประสานข้อมูลไปสู่การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล การลดต้นทุน และเวิร์กโฟลว์ DBT แบบบูรณาการในปีที่ผ่านมา บริษัทมีอัตราการเติบโตของรายได้แบบประจำปี (ARR) เพิ่มขึ้นกว่า 150% อัตราการรักษารายได้สุทธิ 130% และลูกค้าใช้งานจริงมากกว่า 90% อีกทั้งยังมีเป้าหมายเดินหน้าไปสู่ความสามารถทำกำไรในอีกสองปีและหากย้อนไปในปี 2022 บริษัท Astronomer มีมูลค่าบริษัทมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 33,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งทำให้บริษัทได้รับการจัดอยู่ในกลุ่ม “ยูนิคอร์น” ที่น่าจับตามอง สรุปประเด็นซีอีโอ Astronomer ถูกถ่ายภาพกลางงานคอนเสิร์ต Coldplayเรื่องราวเกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 16 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในระหว่างคอนเสิร์ตของวง Coldplay โดยกล้องถ่ายภาพคนดูคอนเสิร์ตแบบ "Kiss Cam" ได้จับภาพ Andy Byron นั่งกอดอย่างใกล้ชิดกับ Kristin Cabot หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของ Astronomer ซึ่งทั้งสองไม่ได้เป็นคู่สมรสกันวิดีโอดังกล่าวแพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ พร้อมเสียงแซวจาก Chris Martin นักร้องนำของวงที่กล่าวว่า“โอ้โห ดูสองคนนี้สิ พวกเขากำลังคบกันอยู่หรือเปล่า หรือแค่เป็นคนขี้อายมากๆ”“Whoa, look at these two. Either they’re having an affair or they’re just very shy.”หลังจากภาพปรากฏ ไบรอนซึ่งมีภรรยาแล้ว คือ Megan Kerrigan Byron ถูกวิจารณ์อย่างหนัก จนภรรยาของเขาต้องปิดบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมด ส่วนสถานะของคาบอตยังไม่ชัดเจนว่าแต่งงานแล้วหรือไม่ล่าสุดในวันที่ 18 กรกฎาคม บริษัท Astronomer ได้ออกแถลงการณ์ผ่าน LinkedIn ว่าผู้นำของบริษัทจะให้ความสำคัญกับการเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องพฤติกรรมและความรับผิดชอบ โดยมีการแต่งตั้ง Peta Dejoy ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เป็นรักษาการซีอีโอชั่วคราว

นักดาราศาสตร์บันทึกภาพการกำเนิดของระบบดาวเคราะห์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
อ่าน

นักดาราศาสตร์บันทึกภาพการกำเนิดของระบบดาวเคราะห์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

นักดาราศาสตร์บันทึกภาพระบบดาวเคราะห์ในระยะเริ่มต้นชื่อ HOPS-315ที่อาจมีหน้าตาคล้ายคลึงกับระบบสุริยะของเราเมื่อ 4.6 พันล้านปีก่อน การค้นพบนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถศึกษากระบวนการก่อกำเนิดดาวเคราะห์ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ทีมวิจัยนานาชาติสามารถระบุช่วงเวลาที่สสารกำลังเริ่มจับตัวกันเพื่อก่อกำเนิดดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ทารกชื่อ HOPS-315 ซึ่งอยู่ห่างออกไป 1,300 ปีแสง โดยอาศัยข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) และกล้องโทรทรรศน์วิทยุ ALMA ในประเทศชิลี"นี่เป็นครั้งแรกที่เราเห็นช่วงเวลาที่เก่าแก่ที่สุดของการก่อตัวของดาวเคราะห์รอบดาวฤกษ์ดวงอื่น" เมลิสสา แมคลัวร์ หัวหน้าทีมวิจัยกล่าว ผลงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร NatureHOPS-315 แสดงสัญญาณแรกของการก่อตัวของดาวเคราะห์(เครดิตรูปภาพ: ALMA(ESO/NAOJ/NRAO)/M. McClure และคณะเบาะแสจากอุกกาบาตสู่การค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ดาวฤกษ์ถือกำเนิดจากการยุบตัวของกลุ่มก๊าซและฝุ่นในอวกาศ ทำให้เกิดดาวฤกษ์แรกเกิดที่ถูกห้อมล้อมด้วยจานหมุนวนของสสาร เรียกว่า "จานดาวเคราะห์ก่อนเกิด" ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของดาวเคราะห์ดวงใหม่นักวิทยาศาสตร์ทราบมานานแล้วว่า "เมล็ดพันธุ์" ของดาวเคราะห์หินอย่างโลก หรือแกนกลางของดาวยักษ์ใหญ่อย่างดาวพฤหัสบดี เริ่มต้นจากการรวมตัวของสสารแข็งในยุคแรกเริ่มของระบบสุริยะหลักฐานสำคัญของกระบวนการนี้ถูกเก็บรักษาไว้ใน อุกกาบาต ที่ตกลงมายังโลก ซึ่งภายในเต็มไปด้วยแร่ธาตุผลึกซิลิกอนที่ควบแน่นจากความร้อนสูงในอดีต ระบบดาว HOPS-315 ห้องทดลองแห่งจักรวาลทีมวิจัยได้ใช้กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ตรวจจับร่องรอยของแร่ธาตุร้อนเหล่านี้ในระบบดาว HOPS-315 และที่สำคัญคือ พวกเขาตรวจพบ ซิลิกอนมอนอกไซด์ ทั้งในรูปแบบก๊าซและผลึกแร่ ซึ่งบ่งชี้ว่ากระบวนการควบแน่นของสสารแข็งเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นจากนั้น กล้องโทรทรรศน์ ALMA ได้ช่วยระบุตำแหน่งของแร่ธาตุเหล่านี้ได้อย่างแม่นยำ และพบว่ามันอยู่ในบริเวณที่มีระยะห่างจากดาวฤกษ์ HOPS-315 ใกล้เคียงกับ ตำแหน่งของแถบดาวเคราะห์น้อย ในระบบสุริยะของเรา"เรากำลังเห็นแร่ธาตุชนิดเดียวกัน ในตำแหน่งเดียวกัน กับที่เราพบในดาวเคราะห์น้อยของระบบสุริยะเรา" โลแกน ฟรานซิส สมาชิกในทีมวิจัยกล่าวการค้นพบนี้ทำให้ระบบดาว HOPS-315 กลายเป็น "ภาพของระบบสุริยะในวัยเยาว์" ที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยพบมา ช่วยให้นักดาราศาสตร์สามารถศึกษาประวัติศาสตร์ของบ้านเราเองได้อย่างละเอียดและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ค้นพบวัตถุจากนอกระบบสุริยะผู้มาเยือนดวงที่ 3 ในประวัติศาสตร์
อ่าน

ค้นพบวัตถุจากนอกระบบสุริยะผู้มาเยือนดวงที่ 3 ในประวัติศาสตร์

วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์ตรวจพบวัตถุท้องฟ้าลึกลับที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบสุริยะของเรา นั่นคือ “ดาวหางระหว่างดวงดาว” ซึ่งได้รับการตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า 3I/ATLAS โดยกล้องโทรทรรศน์สำรวจ ATLAS ที่ตั้งอยู่ในเมืองริโอฮูร์ตาโด ประเทศชิลี ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การนาซา (NASA)ดาวหางจากนอกระบบสุริยะคืออะไร?ดาวหางส่วนใหญ่ที่เราพบ มักเป็นวัตถุที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ เช่นเดียวกับดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ แต่ 3I/ATLAS เป็นดาวหาง “ระหว่างดวงดาว” (Interstellar comet) หรือ วัตถุจากนอกระบบสุริยะที่มันไม่ได้กำเนิดในระบบสุริยะของเรา แต่อาจมาจากระบบดาวฤกษ์อื่น หรือลึกเข้าไปในกาแล็กซี ก่อนจะหลุดเข้าสู่ระบบสุริยะด้วยความเร็วสูงนี่เป็นเพียงครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ ที่มีการค้นพบวัตถุระหว่างดวงดาวเข้าสู่ระบบสุริยะ ต่อจาก 'Oumuamua ในปี 2017 และ 2I/Borisov ในปี 2019 เส้นทางและความปลอดภัยของโลกดาวหาง 3I/ATLAS ถูกพบขณะเคลื่อนที่มาจากทิศทางของกลุ่มดาวคนยิงธนู (Sagittarius) และในขณะนี้อยู่ห่างจากโลกประมาณ 670 ล้านกิโลเมตร หรือราว ๆ 4.5 หน่วยดาราศาสตร์ (AU) โดย 1 AU เท่ากับระยะห่างระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์จุดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด (Perihelion) คาดว่าเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2025 โดยมีระยะห่างจากดวงอาทิตย์ขณะเข้าใกล้ที่สุดประมาณ 1.4 AU หรือราว 210 ล้านกิโลเมตร และมันจะเข้าใกล้โลกมากที่สุดไม่เกิน 1.6 AU (ระยะปลอดภัย) นักดาราศาสตร์จับตาดูใกล้ชิดนับตั้งแต่การค้นพบ กล้องโทรทรรศน์อีกหลายแห่งทั่วโลก เช่น Zwicky Transient Facility ที่หอดูดาว Palomar ในแคลิฟอร์เนีย ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์วัตถุนี้อย่างละเอียด รวมถึงการย้อนดูข้อมูลภาพเก่า (Pre-discovery data) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเคลื่อนที่ย้อนหลังไปถึงกลางเดือนมิถุนายนนักวิทยาศาสตร์คาดว่าดาวหาง 3I/ATLAS จะสามารถสังเกตได้จากกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินจนถึงช่วงเดือนกันยายน ก่อนที่มันจะเข้าใกล้ดวงอาทิตย์จนสว่างจ้าเกินกว่าจะมองเห็นได้ หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม เมื่อดาวหางโคจรพ้นจากดวงอาทิตย์แล้ว อาจสามารถสังเกตการณ์ได้อีกครั้งการศึกษาดาวหางระหว่างดวงดาวอย่าง 3I/ATLAS เป็นโอกาสอันหายากในการเข้าใจวัตถุที่มาจากนอกระบบสุริยะ ซึ่งอาจมีองค์ประกอบเคมีแตกต่างจากวัตถุที่เราคุ้นเคย และอาจเปิดเผยเบาะแสเกี่ยวกับต้นกำเนิดของระบบดาวอื่น ๆ ในจักรวาลโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากสามารถวิเคราะห์ไอระเหยหรือฝุ่นจากดาวหางได้ นักวิทยาศาสตร์อาจพบร่องรอยของโมเลกุลอินทรีย์ หรือข้อมูลที่ชี้ไปถึงกระบวนการก่อกำเนิดดาวเคราะห์ในระบบอื่น ๆ

กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin เผยภาพแรกสุดทึ่ง ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ทศวรรษหน้า
อ่าน

กล้องโทรทรรศน์ Vera C. Rubin เผยภาพแรกสุดทึ่ง ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ทศวรรษหน้า

วงการดาราศาสตร์โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่แห่งการค้นพบ เมื่อหอสังเกตการณ์ Vera C. Rubin (Vera C. Rubin Observatory) ณ เทือกเขาแอนดิส ประเทศชิลี ได้เผยแพร่ภาพชุดแรกที่บันทึกโดยกล้องถ่ายภาพดิจิทัลที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลกภาพเหล่านี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นความงดงามอันน่าทึ่งของวัตถุในห้วงอวกาศลึก แต่ยังเป็นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นภารกิจสำรวจท้องฟ้าครั้งประวัติศาสตร์ที่จะมาปฏิวัติความเข้าใจของเราเกี่ยวกับจักรวาลในอีก 10 ปีข้างหน้า ภาพถ่ายชุดแรกจากหอสังเกตการณ์ Vera C. Rubinภาพชุดแรกที่ถูกปล่อยออกมานี้ เป็นผลงานการทดสอบระบบเพียง 10 ชั่วโมงของกล้องโทรทรรศน์ขนาด 8.4 เมตร ของหอสังเกตการณ์ Vera C. Rubin แต่กลับให้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่งโดยหนึ่งในภาพไฮไลท์คือภาพโมเสกความละเอียดสูงของ เนบิวลาสามแฉก (Trifid Nebula) และ เนบิวลาทะเลสาบ (Lagoon Nebula) ซึ่งเป็นพื้นที่ก่อกำเนิดดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างจากโลกไกลถึง 9,000 ปีแสง และอีกภาพที่แสดงให้เห็นกาแล็กซีหลายพันแห่งใน กระจุกกาแล็กซีหญิงสาว (Virgo Cluster) ซึ่งเป็นเพียง "เสี้ยวหนึ่งของมุมมองใหม่ต่อจักรวาล" ที่กล้องโทรทรรศน์นี้จะมอบให้เราสิ่งที่ทำให้หอสังเกตการณ์แห่งนี้มีความพิเศษ คือ กล้องถ่ายภาพความละเอียด 3,200 ล้านพิกเซล (3.2 Gigapixels) ซึ่งจะดำเนินโครงการสำรวจท้องฟ้าครั้งยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า "Legacy Survey of Space and Time" (LSST)โดยจะทำการสแกนท้องฟ้าซีกใต้ทั้งหมดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างรวดเร็วเป็นเวลา 10 ปีเต็ม เพื่อสร้าง "ภาพยนตร์ไทม์แลปส์ของจักรวาล" ที่มีความละเอียดและครอบคลุมอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน สำหรับหอสังเกตการณ์ Vera C. Rubin นั้นตั้งอยู่บนยอดเขาในเทือกเขาแอนดิสของชิลี ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์เนื่องจากมีอากาศแห้งและท้องฟ้ามืดสนิทโครงการนี้ได้รับทุนสนับสนุนหลักจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐฯ (NSF) และกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ โดยมีความร่วมมือจากนานาชาติ รวมถึงทีมนักวิทยาศาสตร์ในสหราชอาณาจักรที่จะเข้ามาช่วยประมวลผลข้อมูลมหาศาลที่กล้องโทรทรรศน์จะผลิตออกมาการเผยแพร่ภาพชุดแรกนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น คาดว่าทาง NSF จะเปิดเผยข้อมูลและภาพเพิ่มเติมจากงานเบื้องต้นในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำว่า ทศวรรษข้างหน้าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งสำหรับวงการดาราศาสตร์

กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรก พร้อมถ่ายภาพไว้ได้สำเร็จ
อ่าน

กล้องโทรทรรศน์เจมส์ เวบบ์ ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรก พร้อมถ่ายภาพไว้ได้สำเร็จ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงใหม่เป็นครั้งแรก นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการในอวกาศ โดยสามารถถ่ายภาพดาวเคราะห์ดวงนี้ไว้ได้อย่างชัดเจน นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในภารกิจค้นหาดาวเคราะห์ที่อยู่นอกระบบสุริยะของมนุษยชาติดาวเคราะห์ดวงใหม่นี้มีชื่อว่า TWA 7b ซึ่งโคจรรอบดาวฤกษ์มวลต่ำชื่อ ซีอี แอนต์เลีย (CE Antliae) หรือที่รู้จักในชื่อTWA 7 ตั้งอยู่ห่างจากโลกประมาณ 111 ปีแสง ดาวเคราะห์ดวงนี้มีมวลประมาณ 100 เท่าของโลก หรือคิดเป็นเพียง 0.3 เท่าของมวลดาวพฤหัสบดี ถือเป็นดาวเคราะห์นอกระบบที่มีมวลน้อยที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกภาพไว้โดยตรงซีอี แอนต์เลีย (CE Antliae) เป็นดาวฤกษ์อายุน้อยมาก มีอายุเพียงไม่กี่ล้านปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ของเราที่มีอายุราว 4,600 ล้านปี ระบบดาวนี้โดดเด่นเพราะมี “ดิสก์เศษซาก” หรือวงแหวนฝุ่น 3 ชั้นล้อมรอบ ซึ่งสามารถมองเห็นได้จากมุม “เหนือ” โดยตรงจากโลก ช่วยให้นักดาราศาสตร์มองเห็นโครงสร้างภายในได้อย่างชัดเจน ขณะถ่ายภาพวงแหวนดังกล่าว กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ตรวจพบจุดกำเนิดรังสีอินฟราเรดที่สอดคล้องกับตำแหน่งของ TWA 7b จากนั้นนักดาราศาสตร์ได้ทำการจำลองการก่อตัวของช่องว่างในวงแหวน ซึ่งยืนยันการมีอยู่ของดาวเคราะห์ดวงนี้ เนื่องจากแรงโน้มถ่วงของมันสร้าง "หลุม" ไว้ในจานฝุ่นกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) มีความสามารถพิเศษในการตรวจจับรังสีอินฟราเรด ซึ่งเหมาะสมกับการสังเกตดาวเคราะห์มวลน้อยและอายุน้อยเช่น TWA 7b โดยกล้อง MIRI (Mid-Infrared Instrument) และอุปกรณ์โคโรนาแกรฟที่ช่วยบังแสงจากดาวฤกษ์แม่ ทำให้สามารถจับภาพรังสีจากดาวเคราะห์ได้แม้อยู่ในบริเวณที่มีแสงจ้าจากศูนย์กลางระบบดาว แม้ TWA 7b จะเป็นดาวเคราะห์นอกระบบดวงแรกที่กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (JWST) ค้นพบและถ่ายภาพโดยตรงได้สำเร็จ แต่ด้วยความสามารถที่เหนือชั้นของกล้องโทรทรรศน์มูลค่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 370,000 ล้านบาท นักวิทยาศาสตร์เชื่อมั่นว่าจะมีการค้นพบดาวเคราะห์น้ำหนักเบาอื่น ๆ ตามมาอีกมากงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Nature หนึ่งในวารสารวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกFull sized image of the JWST's observations of the star CE Antliae and its exoplanet TWA 7b. (Image credit: A.-M. Lagrange and al. - Evidence for a sub-jovian planet in the young TWA7 disk, 2025)

กล้องดิจิทัลยักษ์ของ “เวรา รูบิน” พลิกวงการสำรวจอวกาศครั้งใหญ่ ด้วยภาพดาราจักรคุณภาพสูง
อ่าน

กล้องดิจิทัลยักษ์ของ “เวรา รูบิน” พลิกวงการสำรวจอวกาศครั้งใหญ่ ด้วยภาพดาราจักรคุณภาพสูง

นี่คือภาพดาวฤกษ์และดาราจักรหลายล้านแห่ง ถ่ายโดยกล้องดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุด ใหม่ที่สุด และล้ำหน้าที่สุดกล้องดิจิทัลนี้ ตั้งอยู่ในหอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์ เวรา รูบิน บนเขาเซียร์รา ปาโชน ของชิลีมันไม่เพียงบันทึกภาพแสงจากกาแล็กซีอันไกลโพ้น แต่อาจตรวจหาดาวเคราะห์ดวงที่ 9 ในระบบสุริยะจักรวาลของเราได้ด้วย ภาพชุดแรกนี้ แม้จะมีเพียงไม่กี่ภาพ แต่มันเป็นผลจากการเปิดใช้งานเพียง 10 ชั่วโมงแรกเท่านั้นและใน 10 ชั่วโมงนั้น มันตรวจพบดาวเคราะห์น้อยถึง 2,104 ดวง และวัตถุอวกาศ 7 ชิ้นใกล้กับโลกตัวเลขนี้น่าทึ่งแค่ไหน ก็ต้องบอกว่า ปกติแล้ว การสำรวจอวกาศจากพื้นโลก จะพบดาวเคราะห์น้อย 20,000 ดวงใน 1 ปี นั่นหมายความว่ากล้องดิจิทัลนี้ จะใช้เวลาเพียง 100 ชั่วโมงเท่านั้นและมันยังหมายความว่า หากมีอุกกาบาต หรือดาวเคราะห์น้อย เฉียดใกล้เข้ามายังโลก กล้องนี้ก็สามารถตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว กล้องดิจิทัลที่จะปฏิวัติการสำรวจอวกาศนี้ รูปร่างมันเหมือนเลนส์ขนาดยักษ์ กว้าง 1.65 เมตร ยาว 3 เมตร และหนัก 2,800 กิโลกรัม ด้วยระบบกระจก 3 ชิ้นที่ออกแบบพิเศษและเพื่อให้แสงผ่านเข้ามา และได้ภาพคมชัดที่สุด กล้องจะต้องได้รับการดูแลอย่างดี และห้ามมีฝุ่นแม้เพียงนิดเดียวติดอยู่บนเลนส์มันสามารถถ่าย 1 ภาพได้ในเวลาทุก ๆ 40 วินาที และถ่ายต่อเนื่องได้ 8-12 ชั่วโมงในเวลากลางคืนความคมชัด คือ 3,200 เมกะพิกเซล หรือชัดกว่า ไอโฟน 16 Pro 67 เท่า และหากจะเปิดภาพให้ได้ขนาดจริง และคมชัดสุด ต้องใช้หน้าจอโทรทัศน์อัลตรา HD 400 จอด้วยกันสำหรับหน้าที่หลักของกล้องนี้ จะมี 4 จุดด้วยกัน คือ สร้างแผนที่การเปลี่ยนแปลงของท้องฟ้า การก่อตัวของทางช้างเผือก สร้างแผนที่ระบบสุริยะ และศึกษาถึงสสารมืด หรือหาคำตอบว่า จักรวาลกำเนิดขึ้นได้อย่างไร

หอดูดาว “Vera C. Rubin” สำรวจอวกาศ 10 ปี สร้างแผนที่ของจักรวาล
อ่าน

หอดูดาว “Vera C. Rubin” สำรวจอวกาศ 10 ปี สร้างแผนที่ของจักรวาล

วงการดาราศาสตร์เตรียมพบกับปรากฏการณ์ใหม่ในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับจักรวาล กับการพัฒนาและเปิดตัวหอสังเกตการณ์ดาราศาตร์ติดกล้องดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใช้ถ่ายภาพซ้ำ ๆ หลายครั้งต่อคืน ติดต่อกันนานถึง 10 ปี เพื่อสร้างแผนที่จักรวาลที่กว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา หอสังเกตการณ์ดาราศาสตร์แห่งนี้มีชื่อว่า เวรา ซี. รูบิน (Vera C. Rubin) ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่นักดาราศาสตร์ชาวอเมริกันผู้ไขปริศนาสสารมืด โดยจะใช้เวลานับทศวรรษในการสร้างภาพแห่งท้องฟ้ายามค่ำคืนอันสมบูรณ์แบบ ด้วยการติดตั้งกล้องขนาดใหญ่ สแกนท้องฟ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อบันทึกภาพที่มีความละเอียดสูงและมีมุมมองกว้างเป็นพิเศษของจักรวาลโดย “กล้องดิจิตอล” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ว่านี้ เป็นกล้องโทรทรรศน์สำรวจภาพรวมขนาดใหญ่ ที่มีชื่อว่า เวรา ซี รูบิน แอลเอสเอสที (Vera C. Rubin LSST) น้ำหนักมากถึง 2.8 ตัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 1.57 เมตร ยาว 3.73 เมตร และมีเลนส์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยสร้างมาเช่นกันกล้องตัวนี้ประกอบไปด้วยเซนเซอร์แบบ CCD ขนาด 16 มิลลิเมตร จำนวนถึง 189 ชิ้น ทำหน้าที่รับแสงและเปลี่ยนค่าแสงเป็นสัญญาณอนาล็อก เพื่อแปลงกลับไปเป็นสัญญาณดิจิทัล และมีขนาดเซนเซอร์คำนวณได้ถึง 3,200 ล้านพิกเซลจึงกล่าวได้ว่า นี่เป็นกล้องดิจิตอลที่ใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยมีภาพแต่ละภาพที่กล้องถ่ายจะครอบคลุมพื้นที่ท้องฟ้าประมาณ 10 ตารางองศา ทุกคืนจะมีข้อมูลมหาศาลกว่า 20 เทราไบต์ถูกผลิต และส่งไปวิเคราะห์ในสกอตแลนด์ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา โดยโครงการนี้จะดำเนินการตลอดระยะเวลา 10 ปี คาดว่าจะสร้างข้อมูลภาพดิบได้ประมาณ 60 เพตาไบต์ (petabytes) ซึ่งทั้งหมดจะเปิดให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเข้าถึงได้ กล้องแอลเอสเอสที จะทำหน้าที่ในศูนย์สำรวจอวกาศและเวลา (Legacy Survey of Space and Time) ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา และกระทรวงพลังงานของสหรัฐอเมริกาโดยทีมนักวิทยาศาสตร์จะติดตั้งกล้องที่ยอดเขา เอล เปนญอน (El Penon) ของภูเขา เซโร ปาชอน (Cerro Pachón) ทางตอนเหนือของชิลี เพื่อทำหน้าที่สำรวจสสารมืด และต้นกำเนิดของจักรวาล พร้อม ๆ กับศึกษาระบบสุริยจักรวาล กาแล็กซีทางช้างเผือก รวมถึงวัตถุต่าง ๆ ที่ปรากฎ

ยานอวกาศโซลาร์ออร์บิเตอร์ถ่ายภาพ "ขั้วใต้ดวงอาทิตย์" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ
อ่าน

ยานอวกาศโซลาร์ออร์บิเตอร์ถ่ายภาพ "ขั้วใต้ดวงอาทิตย์" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ

12 มิถุนายนที่ผ่านมา มนุษยชาติได้เห็นขั้วใต้ของดวงอาทิตย์อย่างชัดเจนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากการสำรวจของยานอวกาศโซลาร์ออร์บิเตอร์ (Solar Orbiter) ขององค์การอวกาศยุโรป (ESA) ที่สามารถถ่ายภาพขั้วใต้ของดวงอาทิตย์จากมุมเอียงนอกระนาบสุริยวิถี ซึ่งเป็นมุมที่ไม่มียานอวกาศใดเคยทำได้มาก่อนการสังเกตการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2025 ขณะที่ยานอยู่ในตำแหน่งเอียง 17 องศา ต่ำกว่าเส้นศูนย์สูตรของดวงอาทิตย์ ทำให้สามารถจับภาพ “ขั้วใต้” ได้โดยตรง นับเป็นจุดเริ่มต้นของภารกิจวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ในการทำความเข้าใจกลไกของสนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ วัฏจักรสุริยะ และต้นกำเนิดของลมสุริยะ“วันนี้เราได้เปิดเผยมุมมองขั้วของดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรกของมนุษยชาติ” ศาสตราจารย์ คาโรล มันเดล (Carole Mundell) ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ขององค์การอวกาศยุโรป ESA"> ภาพถ่ายที่ได้มาจากเครื่องมือสำคัญ 3 ชิ้น ได้แก่1. PHI: เครื่องบันทึกแสงที่ตามองเห็นและแผนที่สนามแม่เหล็กบนพื้นผิว2. EUI: กล้องถ่ายภาพในช่วงอัลตราไวโอเลต เผยก๊าซร้อนล้านองศาในชั้นโคโรนา3. SPICE: เครื่องตรวจจับแสงจากธาตุต่างๆ เพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนที่ของก๊าซในชั้นบรรยากาศการเปรียบเทียบข้อมูลจากเครื่องมือต่างๆ ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถจับการเคลื่อนไหวของสสารในชั้นบรรยากาศของดวงอาทิตย์ได้อย่างละเอียด หนึ่งในการค้นพบที่น่าทึ่งคือสนามแม่เหล็กบริเวณขั้วใต้ที่แสดงลักษณะยุ่งเหยิงและมีขั้วเหนือ ใต้ผสมปะปน ซึ่งเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงแม่เหล็กระหว่างวัฏจักรสุริยะ“ขั้วของดวงอาทิตย์ยังเป็นดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก การได้เห็นมุมนี้โดยตรง คือก้าวกระโดดสำคัญ” ศาสตราจารย์ ซามี โซลันกิ หัวหน้าทีม PHI จากสถาบัน Max Planck อีกหนึ่งไฮไลต์คือการวัด "ความเร็วของลมสุริยะ" อย่างแม่นยำครั้งแรกโดยใช้เอฟเฟกต์ดอปเปลอร์ผ่านเครื่องมือ SPICE ซึ่งช่วยไขปริศนาว่า อนุภาคพลังงานสูงถูกเหวี่ยงออกจากดวงอาทิตย์ได้อย่างไร“มุมมองจากละติจูดสูงจะปฏิวัติความเข้าใจของเราต่อฟิสิกส์ของดวงอาทิตย์” ดร. เฟรเดอริก ออแชร์ หัวหน้าทีม SPICE จากมหาวิทยาลัยปารีส-ซาเคลย์ข้อมูลทีได้ในรอบนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ยานโซลาร์ออร์บิเตอร์จะไต่ระดับออกจากระนาบสุริยวิถีมากขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไป และจะส่งกลับข้อมูลแบบเต็มชุดจากเที่ยวบินรอบดวงอาทิตย์ในเดือนตุลาคม 2025 โดยรวมข้อมูลจากเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทั้ง 10 รายการ ซึ่งจะช่วยเปิดเผยความลับของดาวฤกษ์ที่ใกล้โลกที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ปริศนา “ภาพเขาวงกต” บนยานเพอร์เซเวียแรนซ์ทำไมถูกถ่ายภาพเก็บไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
อ่าน

ปริศนา “ภาพเขาวงกต” บนยานเพอร์เซเวียแรนซ์ทำไมถูกถ่ายภาพเก็บไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีก

หลายคนที่ติดตามภาพถ่ายจากยานสำรวจ “เพอร์เซเวียแรนซ์” (Perseverance) ขององค์การ NASA อาจสะดุดตากับภาพแปลกประหลาดบนดาวอังคาร เขาวงกตขนาดเล็กที่ปรากฏอยู่บนแผ่นจานเล็ก ๆ และถูกถ่ายภาพไว้ซ้ำแล้วซ้ำอีก ราวกับว่ายานเพอร์เซเวียแรนซ์กำลังหมกมุ่นกับภาพศิลปะลึกลับชิ้นนี้แต่เบื้องหลังเขาวงกตดังกล่าว ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือความขำขันแบบ Easter Egg หากแต่เป็นส่วนสำคัญของงานวิทยาศาสตร์ระดับสูงในการปรับเทียบเครื่องมือสำรวจที่ชื่อว่า SHERLOC ซึ่งเป็นชุดอุปกรณ์ที่ใช้ค้นหาสารอินทรีย์และร่องรอยของสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคารSHERLOC เครื่องมือ “นักสืบ” บนดาวอังคารSHERLOC ย่อมาจาก Scanning Habitable Environments with Raman Luminescence for Organics Chemicals ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจวัดทางสเปกโตรสโคปีที่ติดตั้งอยู่บนแขนหุ่นยนต์ความยาว 2.1 เมตร ของยานเพอร์เซเวียแรนซ์ โดยใช้เทคนิค Raman และฟลูออเรสเซนต์ในการวิเคราะห์องค์ประกอบแร่ธาตุและสารอินทรีย์จากหินบนดาวอังคารเพื่อให้การวัดผลมีความแม่นยำ SHERLOC จำเป็นต้องผ่านการเทียบเป็นประจำ และนั่นคือที่มาของ “เป้าหมายเทียบ SHERLOC” (SHERLOC Calibration Target) ที่ประกอบด้วยวัสดุอ้างอิงต่าง ๆ และเขาวงกตปริศนาที่เห็นบนแผ่นจานสำหรับเทคนิค Raman และฟลูออเรสเซนต์ที่ใช้ในเครื่องมือ SHERLOC บนยานเพอร์เซเวียแรนซ์ของ NASA เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการวิเคราะห์หินบนดาวอังคาร โดยเทคนิค Raman Spectroscopy อาศัยการยิงแสงเลเซอร์ไปยังพื้นผิววัสดุ เพื่อดูการกระเจิงของแสงที่เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากการสั่นของพันธะในโมเลกุล การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้สามารถระบุชนิดของแร่ธาตุหรือสารอินทรีย์ที่อยู่ในหินได้อย่างแม่นยำในขณะที่เทคนิค Fluorescence Spectroscopy ใช้แสงอัลตราไวโอเลตหรือเลเซอร์กระตุ้นโมเลกุลในวัสดุให้เรืองแสงออกมา ซึ่งแสงที่ปล่อยออกมาจะมีลักษณะเฉพาะของสารนั้น ๆ เทคนิคนี้มีประโยชน์มากในการตรวจจับสารอินทรีย์บางชนิดที่มีความไวต่อรังสี UV โดยเฉพาะสารที่อาจเกี่ยวข้องกับร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตการทีนาซาต้องใช้เทคนิคทั้ง 2 ร่วมกันช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถตรวจสอบหินบนดาวอังคารได้อย่างละเอียด ทั้งในแง่ขององค์ประกอบทางเคมี และโครงสร้างโมเลกุล ซึ่งมีความสำคัญต่อการค้นหาหลักฐานของสิ่งมีชีวิตโบราณบนดาวอังคาร เขาวงกตที่ไม่ได้มีไว้เล่น แต่ไว้เทียบด้วยความแม่นยำระดับเส้นผมเขาวงกตนี้ถูกสร้างขึ้นจากเส้นชุบโครเมียมหนาเพียง 200 ไมครอน พิมพ์ลงบนกระจกซิลิกา เพื่อใช้ในการปรับจูนตำแหน่งของกระจกเลเซอร์สแกนเนอร์และโฟกัสของลำแสงเลเซอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคมชัดของสเปกตรัม“SHERLOC คือ เครื่องมือที่ถูกออกแบบมาให้ค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ เหมือนนักสืบ และจะมีอะไรเป็นสัญลักษณ์ได้ดีไปกว่า ‘เขาวงกต’ อีกล่ะ” ดร.ไคล์ อุคเคิร์ต (Kyle Uckert) รองหัวหน้าทีมวิจัยของ SHERLOC จากห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนไอพ่นของนาซานอกจากเส้นเขาวงกตแล้ว กลางจานยังมีภาพเงาของเชอร์ล็อก โฮล์มส์ หนาเพียง 50 ไมครอน เป็นการอ้างอิงถึงชื่อเครื่องมืออย่างมีอารมณ์ขัน แต่ก็มีประโยชน์จริง เพราะสามารถช่วยตรวจสอบความละเอียดของระบบกล้องและเลเซอร์ได้อย่างแม่นยำ เป้าหมายของการเทียบไม่ได้มีแค่ใช้เขาวงกตแผ่นที่ใช้เทียบถูกจัดเรียงเป็นสองแถว โดยมีวัสดุอ้างอิงสำหรับการสอบเทียบความยาวคลื่นและโฟกัสที่หลากหลาย เช่น อะลูมิเนียมแกลเลียมไนไตรด์ (AlGaN), Diffusil ซึ่งกระเจิงรังสีอัลตราไวโอเลต, และชิ้นส่วนของอุกกาบาต SaU008 ที่เคยตกบนโลกและมีองค์ประกอบที่ทราบแน่ชัดส่วนแถวล่างของแผ่นที่ใช้เทียบยังมีวัสดุที่ใช้ในการทดสอบชุดอวกาศ เช่น เทฟลอน, เคฟลาร์ และกอร์เท็กซ์ ที่จะใช้ประเมินว่าชุดอวกาศสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมบนดาวอังคารได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนการสำรวจโดยมนุษย์ในอนาคตและสุดท้าย หากคุณเป็นแฟนการล่าสมบัติแบบ Geocaching อย่ามองข้ามสัญลักษณ์พิเศษด้านหลังของแผ่นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับ SHERLOC ซึ่งทำให้ภารกิจนี้มีทั้งวิทยาศาสตร์ ความแม่นยำ และกลิ่นอายของเกมนักสืบในเวลาเดียวกัน

เปิดภาพ "เมฆสายไหม" ความสดใสในห้วงอวกาศ
อ่าน

เปิดภาพ "เมฆสายไหม" ความสดใสในห้วงอวกาศ

เพจ NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เผยภาพกลุ่มเมฆแก๊สและฝุ่นสีสันสดใสคล้ายสายไหมในอวกาศ เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของกาแล็กซีเมฆแมกเจลแลนใหญ่ (Large Magellanic Cloud) ซึ่งเป็นกาแล็กซีแคระ (dwarf galaxy) ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บริวารของกาแล็กซีทางช้างเผือก (Milky Way) ห่างจากโลกประมาณ 160,000 ปีแสง ในกลุ่มดาวปลากระโทงแทง (Dorado) และกลุ่มดาวภูเขา (Mensa)สำหรับภาพนี้บันทึกโดยกล้องถ่ายภาพมุมกว้าง (WFC3) ของกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งตัวกล้อง WFC3 มีฟิลเตอร์กรองแสงหลากหลายชนิดที่สามารถกรองแสงในช่วงความยาวคลื่นต่าง ๆ ได้ ที่ถูกบันทึกผ่านฟิลเตอร์กรองแสงถึง 5 ชนิด รวมถึงฟิลเตอร์ในช่วงอัลตราไวโอเลต (ultraviolet) และอินฟราเรด (infrared) ซึ่งเป็นช่วงคลื่นที่ดวงตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ กล้องฮับเบิลเป็นกล้องโทรทรรรศน์อวกาศที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์ของกระจก 2.4 เมตร และมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูงหลายชิ้น โดยระบบการทำงานของกล้องแตกต่างจากกล้องถ่ายภาพทั่วไป เนื่องจากใช้เทคนิคการประมวลผลภาพในฟิลเตอร์หรือช่วงคลื่นต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อกำหนดเฉดสี ซึ่งแสงในช่วงที่ตามองเห็น (Visible light) จะแสดงในเฉดสีที่สอดคล้องกับความยางคลื่นนั้น ๆ เช่น แสงอัลตราไวโอเลต แทนด้วยเฉดสีน้ำเงินหรือม่วง และแสงอินฟราเรด แทนด้วยเฉดสีแดง นักดาราศาสตร์ใช้เทคนิคการกำหนดเฉดสีเพื่อช่วยให้ได้ภาพที่มีสีสันใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด พร้อมทั้งเพิ่มข้อมูลใหม่ ๆ ในช่วงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (electromagnetic spectrum) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความละเอียด สามารถให้ข้อมูลในเชิงลึกและเพิ่มความสวยงามของวัตถุในห้วงอวกาศยิ่งขึ้น

GISTDA เผยจุดที่คาดว่าชิ้นส่วนยานอวกาศ COSMOS 482 ที่มีแนวโน้มตกสู่โลก 10 พฤษภาคมนี้
อ่าน

GISTDA เผยจุดที่คาดว่าชิ้นส่วนยานอวกาศ COSMOS 482 ที่มีแนวโน้มตกสู่โลก 10 พฤษภาคมนี้

GISTDA โดยศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศ แจ้งเตือนล่าสุด (7 พ.ค. 2568) “ขณะนี้ยานอวกาศ COSMOS 482 โคจรห่างจากพื้นโลกในระยะใกล้โลกโดยเฉลี่ยประมาณ 150 กิโลเมตร (ตามแนวการโคจรที่ปรากฏเป็นเส้นสีแดงดังภาพ) และมีแนวโน้มจะตกในช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2568 เวลา 4 นาฬิกา 13 นาที ตามเวลาในประเทศไทย ซึ่งจากการวิเคราะห์ ณ วันนี้ จุดที่คาดว่าจะเป็นจุดตกของชิ้นส่วนยานอวกาศฯ จะอยู่ในพื้นที่ของประเทศรัสเซีย (ตามจุดสีเหลืองดังภาพ) อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจะสามารถคาดการณ์ได้แม่นยำก็ต่อเมื่อชิ้นส่วนยานอวกาศฯ อยู่ห่างจากพื้นโลกโดยเฉลี่ยไม่เกิน 130 กิโลเมตร (ระยะห่างของวัตถุอวกาศกับพื้นโลกมีผลอย่างยิ่งต่อการวิเคราะห์และคาดการณ์จุดตก ดังนั้น ยิ่งใกล้โลกเท่าไรจะยิ่งแม่นยำมากขึ้น) ทั้งนี้ การแจ้งเตือนชิ้นส่วนยานอวกาศฯ ตกสู่โลกในครั้งนี้ ศูนย์วิจัยเทคโนโลยีอวกาศของ GISTDA ใช้ระบบ ZIRCON ที่ทีมนักวิจัยของ GISTDA พัฒนาขึ้น เพื่อทำการวิเคราะห์ ติดตาม และคาดการณ์ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากลสำหรับยานอวกาศ COSMOS 482 เป็นยานสำรวจดาวศุกร์ของสหภาพโซเวียตที่ปล่อยขึ้นเมื่อปี 1972 ภายใต้โครงการ Venera แต่เกิดความผิดพลาดระหว่างการปล่อย ทำให้ไม่สามารถเดินทางออกจากวงโคจรโลกได้ และลอยอยู่ในอวกาศนับแต่นั้นมาสำหรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย ณ วันนี้ มีโอกาสได้รับผลกระทบเพียง 0.22% โดย GISTDA จะติดตามสถานการณ์และพื้นที่ที่มีความเสี่ยงของการตกของชิ้นส่วนยานอวกาศฯ นี้ตลอด 24 ชั่วโมง และจะรายงานความคืบหน้าให้ทราบต่อไป">

ส่องเลย! ปรากฏการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" ดาวศุกร์ เสาร์ จันทร์เสี้ยว เรียงตัวเป็นใบหน้ายิ้มบนท้องฟ้า
อ่าน

ส่องเลย! ปรากฏการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" ดาวศุกร์ เสาร์ จันทร์เสี้ยว เรียงตัวเป็นใบหน้ายิ้มบนท้องฟ้า

เตรียมตื่นเช้ารับชมปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่น่าสนใจ ในเช้าวันศุกร์ที่ 26 เมษายนนี้ ปรากฏการณ์การเรียงตัวของดวงจันทร์เสี้ยว ดาวศุกร์ และดาวเสาร์ คล้ายกับ "หน้ายิ้ม" บนท้องฟ้า ปรากฏการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" ดังกล่าว เกิดจากการที่ดวงจันทร์เสี้ยวบาง ทำหน้าที่เป็นส่วนโค้งของรอยยิ้ม ในขณะที่ดาวศุกร์ซึ่งมีความสว่างโดดเด่น จะปรากฏเป็นดวงตาข้างขวา และดาวเสาร์ซึ่งมีความสว่างน้อยกว่า จะทำหน้าที่เป็นดวงตาข้างซ้าย อย่างไรก็ตาม ผู้สังเกตการณ์จะต้องเอียงศีรษะไปทางขวาเล็กน้อยเพื่อที่จะเห็นการเรียงตัวดังกล่าวเป็นรูปหน้ายิ้มได้อย่างชัดเจน เนื่องจากลักษณะการเรียงตัวจะเอียงทำมุม 90 องศาตามเข็มนาฬิกาสำหรับผู้ที่อยู่ในประเทศไทยสมาคมดาราศาสตร์ไทยได้ให้ข้อมูลว่า ปรากฏการณ์ "พระจันทร์ยิ้ม" นี้จะสามารถสังเกตได้ในเช้าวันเสาร์ที่ 26 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 05:00 - 06:00 น. โดยให้มองไปยังท้องฟ้าทางทิศตะวันออก ก่อนที่แสงอาทิตย์จะเริ่มสาดส่อง ทั้งนี้ ทัศนวิสัยในการมองเห็นจะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและสิ่งกีดขวางบริเวณขอบฟ้าแม้ว่าการปรากฏตัวของดาวเคราะห์ใกล้เคียงกับดวงจันทร์จะเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในทางดาราศาสตร์ ซึ่งเรียกว่า "คอนจังก์ชัน" (Conjunction) แต่การที่ดาวเคราะห์สองดวงหรือมากกว่านั้นมาปรากฏใกล้กับดวงจันทร์พร้อมกันเช่นนี้ ถือเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "แมสซิง" (Massing) ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่มีความน่าสนใจและเกิดขึ้นไม่บ่อยนักจึกเป็นโอกาสที่ดีในการรับชมอย่างไรก็ตาม นักดาราศาสตร์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ดาวศุกร์และดวงจันทร์เสี้ยวจะมีความสว่างเพียงพอที่จะสังเกตได้ด้วยตาเปล่า แต่ดาวเสาร์นั้นมีความสว่างค่อนข้างน้อย และจะปรากฏในตำแหน่งที่ต่ำใกล้กับขอบฟ้าในช่วงเวลาที่แสงอาทิตย์กำลังจะขึ้น ทำให้การสังเกตดาวเสาร์อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้สังเกตการณ์หลายท่าน เนื่องจากปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้น จึงควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งที่ไม่ควรมองดวงอาทิตย์โดยตรงด้วยตาเปล่า การใช้กล้องสองตาหรืออุปกรณ์ขยายอื่น ๆ ในการสังเกตการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อดวงตาได้ ทางที่ดีที่สุดคือการสังเกตการณ์ด้วยตาเปล่าเท่านั้น และพึงระลึกถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ

นาซาค้นพบ "หลุมดำโดดเดี่ยว" ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล
อ่าน

นาซาค้นพบ "หลุมดำโดดเดี่ยว" ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

สถาบันวิทยาศาสตร์กล้องโทรทรรศน์อวกาศ (Space Telescope Science Institute: STScI) และศูนย์วิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบแห่งมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ (Center for Exoplanet Science at the University of St Andrews) ร่วมยืนยันการค้นพบ "หลุมดำโดดเดี่ยว" โดยทีมงานนักดาราศาสตร์จากสถาบันกล้องโทรทรรศน์อวกาศ และศูนย์วิทยาศาสตร์ดาวเคราะห์นอกระบบ มหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูว์ (Space Telescope Institute and the Center for Exoplanet Sciences at the University of St. Andrews) ร่วมกันยืนยันการค้นพบหลุมดำมวลยวดยิ่งที่ไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวคู่การค้นพบครั้งนี้อาศัยข้อมูลล่าสุดจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งเป็นการตอกย้ำผลการสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ดาวฤกษ์ดับในปี 2022 ที่ผ่านมา โดยผลการวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร The Astrophysical Journal วารสารวิชาการที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในวงการดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั่วโลก โดยทั่วไป หลุมดำเป็นวัตถุทางดาราศาสตร์ที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยตรง แต่การตรวจจับหลุมดำนั้นอาศัยการสังเกตอิทธิพลของมันต่อสสารโดยรอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบดาวคู่ ซึ่งสสารจากดาวฤกษ์คู่จะถูกดึงดูดและก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่สามารถตรวจจับได้ ด้วยเหตุนี้ หลุมดำมวลดาวฤกษ์ที่ได้รับการยืนยันก่อนหน้านี้จึงล้วนเป็นส่วนหนึ่งของระบบดาวคู่ทั้งสิ้นอย่างไรก็ตามแบบจำลองทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์บ่งชี้ว่า หลุมดำโดดเดี่ยว (Lone Black Hole) ควรมีจำนวนมากกว่าในห้วงอวกาศ การตรวจจับหลุมดำประเภทนี้เป็นไปได้ยาก เนื่องจากต้องอาศัยปรากฏการณ์ที่หลุมดำเคลื่อนที่ผ่านหน้าดาวฤกษ์ ทำให้แสงของดาวฤกษ์นั้นหรี่ลง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้รายงานการค้นพบเหตุการณ์ดังกล่าวในปี 2022การศึกษาล่าสุดนี้เป็นการยืนยันและต่อยอดผลการค้นพบเมื่อสองปีก่อน โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้เพิ่มเติมข้อมูลจากการสังเกตการณ์ด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลในช่วงปี 2021 และ 2022 เข้ากับข้อมูลเดิมที่รวบรวมไว้ระหว่างปี 2011 ถึง 2017ผลลัพธ์ที่ได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การหรี่แสงของดาวฤกษ์ดังกล่าวเกิดจากการบดบังของวัตถุที่มองไม่เห็น ซึ่งมีมวลประมาณ 7 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ข้อสรุปนี้หักล้างข้อเสนอของทีมวิจัยในปี 2023 ซึ่งเสนอว่าวัตถุดังกล่าวอาจเป็นดาวนิวตรอน เนื่องจากการประเมินมวลที่สูงเกินกว่าขีดจำกัดทางทฤษฎีของดาวนิวตรอน จึงบ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นหลุมดำ เนื่องจากมวลที่ประเมินได้นั้นสูงเกินกว่าขีดจำกัดมวลสูงสุดของดาวนิวตรอน ทำให้ความเป็นไปได้จึงจำกัดอยู่เพียงการเป็นหลุมดำเท่านั้นเป็นที่น่าจับตามองว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์อีกกลุ่มหนึ่งที่เคยเสนอในปี 2023 ว่าวัตถุดังกล่าวอาจเป็นดาวนิวตรอนที่กำลังเคลื่อนที่ ก็ได้ข้อสรุปที่สอดคล้องกันในการศึกษาครั้งใหม่นี้ อย่างไรก็ตาม การประเมินมวลของวัตถุโดยทีมหลังนี้อยู่ที่อย่างน้อย 6 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ และยังมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งยังคงเปิดโอกาสให้มีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป ปัจจุบัน นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างเฝ้ารอการเริ่มต้นปฏิบัติงานของกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ในปี 2027 ซึ่งคาดการณ์ว่ากระจกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นของกล้องโทรทรรศน์ดังกล่าวจะสามารถตรวจจับปรากฏการณ์การเคลื่อนที่ผ่านหน้าของหลุมดำโดดเดี่ยวได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อันจะนำไปสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับประชากรและวิวัฒนาการของวัตถุลึกลับเหล่านี้ในเอกภพ

เช้า 24 เม.ย. ห้ามพลาด “ดาวศุกร์” สว่างที่สุดในรอบปี
อ่าน

เช้า 24 เม.ย. ห้ามพลาด “ดาวศุกร์” สว่างที่สุดในรอบปี

ตั้งแต่เวลาประมาณ 04:00น. เป็นต้นไป หากท้องฟ้าเปิด ไร้เมฆฝนหรือฝุ่นควันรบกวน ประชาชนทั่วประเทศจะสามารถสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ง่ายด้วยตาเปล่า โดยจะส่องแสงจ้ากว่าดาวดวงใด ๆ บนท้องฟ้าในช่วงเวลานั้น และหากส่องผ่านกล้องโทรทรรศน์ จะเห็นดาวศุกร์ในลักษณะเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ช่วงเวลาที่ดาวศุกร์สว่างที่สุดนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากดาวศุกร์อยู่ในตำแหน่งที่ใกล้โลกมาก แม้จะปรากฏเป็นเพียงเสี้ยว ไม่เต็มดวง แต่มีพื้นที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้มาก จึงทำให้ดูสว่างจ้ามากกว่าช่วงอื่น ๆ ของปี ทั้งนี้ ดาวศุกร์จะอยู่ในตำแหน่งนี้เพียงไม่นาน และจะเป็น โอกาสสุดท้ายในปีนี้ ที่สามารถสังเกตได้อย่างชัดเจนในช่วงเวลาเดียวกัน หากสังเกตบนท้องฟ้าให้ดี ยังจะได้เห็น “ดาวเสาร์” ปรากฏถัดลงมาใกล้ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก และ “ดวงจันทร์เสี้ยว” ปรากฏสว่างอยู่สูงขึ้นไป สร้างบรรยากาศงดงามให้กับท้องฟ้ายามเช้าอย่างน่าประทับใจ สำหรับวัฒนธรรมไทย “ดาวศุกร์” ที่ปรากฏในช่วงเช้ามืดก่อนพระอาทิตย์ขึ้น จะถูกเรียกว่า “ดาวประกายพรึก” แต่หากปรากฏหลังพระอาทิตย์ตกในยามค่ำ จะเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” ซึ่งเป็นดาวดวงเดียวกัน แต่แตกต่างกันตามช่วงเวลาที่ปรากฏบนท้องฟ้าเคล็ดลับการชม แนะนำให้หาพื้นที่โล่ง ไม่มีตึกหรือต้นไม้บังทิศตะวันออกใช้กล้องส่องทางไกลหรือกล้องโทรทรรศน์เพื่อชมเสี้ยวดาวศุกร์หรือถ้าหากอยากถ่ายภาพ ลองใช้กล้องที่สามารถตั้งค่าเปิดรับแสงได้เอง จะได้ภาพสวยงามยิ่งขึ้น

“ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ชมความสวยงามได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ รุ่งเช้า 24 เมษายนนี้
อ่าน

“ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ชมความสวยงามได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ รุ่งเช้า 24 เมษายนนี้

เฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ โพสต์ข้อความระบุว่า ในวันที่ 24 เมษายน 2568 “ดาวศุกร์” จะปรากฏสว่างที่สุดเป็นครั้งสุดท้ายในรอบปีนี้ เห็นชัดด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลาประมาณ 04:00 น. เป็นต้นไป จนกระทั่งดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า หากดูผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ชมความสวยงามของดาวศุกร์และวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่านอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์ปรากฏถัดลงมาใกล้ขอบฟ้า อีกทั้งยังมีดวงจันทร์เสี้ยวปรากฏสว่างถัดขึ้นไปอีกด้วย หากทัศนวิสัยท้องฟ้าดีสามารถชมความสวยงามของดาวศุกร์และวัตถุท้องฟ้าต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” คือช่วงที่ปรากฏเป็นเสี้ยวที่มีขนาดใหญ่จากมุมมองบนโลกทั้งนี้ หากดาวศุกร์ปรากฏบนท้องฟ้าในช่วงหัวค่ำทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า คนไทยจะเรียกว่า “ดาวประจำเมือง” แต่หากดาวศุกร์ปรากฏในช่วงเช้ามืดทางทิศตะวันออก ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นคนไทยจะเรียกว่า “ดาวประกายพรึก”“ดาวศุกร์สว่างที่สุด” คือช่วงที่ดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวที่มีขนาดใหญ่จากมุมมองบนโลก แม้จะไม่เต็มดวง แต่เนื่องจากอยู่ใกล้โลกและมีพื้นที่ผิวที่สะท้อนแสงอาทิตย์ได้มาก จึงทำให้ดาวศุกร์ดูสว่างจ้ามากกว่าช่วงอื่น ๆ แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่ด้วยตำแหน่งที่อยู่ห่างจากโลกมาก ความสว่างจึงลดลงตามไปด้วย ภาพจาก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง10 ปรากฏการณ์ดาราศาสตร์ที่น่าติดตามปี 2568 รอชมจันทรุปราคาเต็มดวงในรอบ 3 ปีดวงอาทิตย์ตั้งฉาก "กรุงเทพมหานคร" เตรียมไร้เงา 27 เมษายน 2568คืนวันสงกรานต์ 13 เมษายน 2568 ชมปรากฏการณ์ “ดวงจันทร์เต็มดวงไกลโลกที่สุดในรอบปี”

นักวิทย์ฯ อาจพบดาว “ทาทูอิน” จากหนัง Star Wars อาจมีอยู่ในชีวิตจริงของเรา
อ่าน

นักวิทย์ฯ อาจพบดาว “ทาทูอิน” จากหนัง Star Wars อาจมีอยู่ในชีวิตจริงของเรา

การค้นพบครั้งนี้ ถูกตีพิมพ์ผ่านวารสาร Science Advances เมื่อวันที่ 16 เมษายน ที่ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ อาจค้นพบดาวเคราะห์ที่ค้ลายคลึงกับ “ดาวทาทูอิน” โลกแห่งทะเลทรายที่มีอยู่ในภาพยนตร์ Star War ซึ่งถือเป็นบ้านของ ลุค สกายวอล์คเกอร์ ตัวเอกของภาพยนตร์เรื่องนี้ดาวเคราะห์ดวงนี้ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 120 ปีแสง สิ่งที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ มองว่า ดาวเคราะห์นี้ คล้ายกับดาวทาทูอิน คือการที่ดาวเคราะห์นี้ โคจรรอบดาวแคระน้ำตาล 2 ดวง ขณะที่ ดาวทาทูอิน มีชื่อเสียงว่า เป็นเมืองที่มีดวงอาทิตย์คู่ นั่นหมายความว่า ดาวทาทูอินนี้ โคจรรอบดาวฤกษ์ 2 ดวงด้วยเช่นกันทั้งนี้ ดาวแคระน้ำตาล มีอีกชื่อว่า ดาวฤกษ์ที่ล้มเหลว เนื่องจากเป็นวัตถุที่มีมวลมากกว่าขีดจำกัดมวลของดาวเคราะห์ แต่ก็ไม่มากพอที่จะเป็นดาวฤกษ์ แม้ว่า ดาวทั้ง 2 ดวง จะมีความสว่างน้อยกว่า ดวงอาทิตย์ แต่แนวคิดเนื่องการโคจรรอบดวงอาทิตย์ 2 ดวง ในหนัง Star War ทำให้นักวิทยาศาสตร์อดเปรียบเทียบกับดาวทาทูอินไม่ได้นอกจากนี้ เส้นทางการโคจรดาวเคราะห์ดวงนี้ ยิ่งเพิ่มความรู้สึกให้พวกเขารู้สึกเหมือนเป็นดาวเคราะห์ในนิยายวิทยาศาสตร์ เพราะว่า มันโคจรเป็นมุมแหลม 90 องศา ไม่ได้โคจรเป็นระนาบเดียวกับดาวเคราะห์อื่น ๆ ที่เราเคยเห็น “ดาวเคราะห์โคจรรอบดาวคู่เหล่านี้ เป็นตัวกระตุ้นจินตนาการ พวกมันมีอยู่ในนิยายวิทยาศาสตร์มานานหลายสิบปี ก่อนที่เราจะรู้ว่า พวกมันอาจมีอยู่ในชีวิตจริงด้วยซ้ำ และยังเป็นดาวเคราะห์ประเภทที่แตกต่างจากระบบสุริยะของเรา” โธมัส เบย์ครอฟท์ ผู้เขียนงานวิจัย กล่าว การค้นพบนี้ อาจช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการก่อตัวของดาวเคราะห์ต่าง ๆ ที่อาจอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ปกติในอนาคตได้แหล่งข้อมูลอ้างอิง:Scientists may have discovered an unusual planet, just like Luke Skywalker’s home - AP

ดาวหางดวงใหม่ "SWAN"  กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ดวงอาทิตย์
อ่าน

ดาวหางดวงใหม่ "SWAN" กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ดวงอาทิตย์

การค้นพบดาวหาง C/2025 F2 (SWAN) หรือ ดาวหาง SWAN โดย Vladimir Bezugly ชาวยูเครน และ Michael Mattiazzo ชาวออสเตรเลีย ทั้งคู่ต่างค้นพบดาวหางดวงนี้ในเวลาใกล้เคียงกัน และได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 2025 โดยดาวหางดวงนี้กำลังมุ่งหน้าเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ และอาจมีความสว่างมากเพียงพอจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในช่วงปลายเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคมนี้ขณะนี้ดาวหาง SWAN มีค่าอันดับความสว่างปรากฏประมาณ 7-8 ซึ่งยังไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อันดับความสว่างปรากฏ ยิ่งตัวเลขน้อย-ยิ่งสว่าง ยิ่งตัวเลขมาก-ยิ่งริบหรี่ และดาวหางจะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 จะเป็นช่วงที่ดาวหางได้รับรังสีจากดวงอาทิตย์สูงที่สุด และอาจทำให้ความสว่างของดาวหางเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ หากดาวหางสามารถรอดพ้นออกมาจากอิทธิพลแรงโน้มถ่วงและรังสีอันรุนแรงของดวงอาทิตย์ออกมาได้ ดาวหาง SWAN ก็อาจจะมียิ่งความสว่างมากขึ้นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หากไม่สามารถรอดพ้นออกมาได้ ดาวหาง SWAN ก็จะแตกเป็นเสี่ยง ๆ และกลายเป็นเพียงเศษหินและน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ต่อไป ช่วงนี้ดาวหางอยู่บริเวณกลุ่มดาวม้าปีก (Pegasus) ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ซึ่งดาวหางจะค่อย ๆ เปลี่ยนตำแหน่งไปเรื่อย ๆ เคลื่อนออกจากกลุ่มดาวม้าปีก และเข้าสู่ตำแหน่งที่จะขึ้น-ตกพร้อม ๆ กับดวงอาทิตย์ในช่วงประมาณวันที่ 18-25 เมษายน ช่วงดังกล่าวจะเป็นช่วงที่ไม่สามารถสังเกตการณ์ดาวหางได้จากนั้นดาวหางจะเคลื่อนผ่านระหว่างกลุ่มดาวแกะ (Aries) และกลุ่มดาวเพอร์ซีอุส (Perseus) โดยมีทิศทางเข้าสู่กลุ่มดาววัว (Taurus) และตั้งแต่วันที่ 26 เมษายนเป็นต้นไป ดาวหางจะปรากฏทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ในช่วงหัวค่ำหลังดวงอาทิตย์ตก ซึ่งช่วงนี้เองที่เป็นช่วงที่น่าติดตามว่า ดาวหางจะมีความสว่างสูงสุดได้มากน้อยแค่ไหน ดาวหาง SWAN มีค่าความรีวงโคจรเท่ากับ0.999 หมายความว่าเป็นวงโคจรที่มีความรีสูงมาก และจากการคำนวณพบว่า ดาวหางดวงนี้มีคาบการโคจรประมาณ1.4 ล้านปี นั่นหมายความว่า หากเราพลาดรับชมดาวหางSWAN ในครั้งนี้ ในช่วงชีวิตของเราก็จะไม่มีโอกาสได้รับชมมันอีกแล้วนั่นเองมาร่วมติดตามกันว่า ดาวหางดวงนี้จะสว่างได้มากพอให้เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพื่อต้อนรับวันปีใหม่ไทยได้หรือไม่ และการเฉียดเข้าใกล้ดวงอาทิตย์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 พฤษภาคม จะทำให้ดาวหางทวีคูณความสว่างขึ้น หรืออาจจะแตกสลายกลายเป็นเพียงเศษฝุ่น สามารถติดตามอัพเดทดาวหาง SWAN ดวงนี้ ได้ที่เพจ NARIT

ค่ำ 16 ก.พ.68 “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งแรกของปี
อ่าน

ค่ำ 16 ก.พ.68 “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งแรกของปี

NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เผยในช่วงหัวค่ำของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ดาวศุกร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ปรากฏสว่างที่สุด สังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จนถึงเวลาประมาณ 21.00 น. ปรากฏสว่างเด่นชัดทางทิศตะวันตก คาดว่ามีค่าอันดับความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวง มีค่าอันดับความสว่างปรากฏ -12) หากดูผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์ ดาวศุกร์สว่างที่สุด (The Greatest Brilliancy) คือช่วงที่ดาวศุกร์โคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม และมีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ทำให้สะท้อนแสงได้มากที่สุด จึงปรากฏสว่างมากบนท้องฟ้า สำหรับในช่วงอื่น แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่ด้วยตำแหน่งอยู่ที่ห่างจากโลก ความสว่างจึงลดลงตามไปด้วยการที่เห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวอยู่เสมอ เนื่องจากดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 2 ถัดจากดาวพุธ โคจรรอบดวงอาทิตย์ใกล้กว่าโลก จึงไม่สามารถเห็นดาวศุกร์สว่างเต็มดวงได้ เพราะจะปรากฏสว่างเต็มดวงเมื่ออยู่หลังดวงอาทิตย์ ดังนั้น คนบนโลกจึงมองเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวอยู่เสมอ ความหนาบางของเสี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่งของวงโคจร และปรากฏอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ได้มากที่สุด 47.8 องศา เราจึงสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่กลางท้องฟ้าหรือในช่วงเวลาดึก สำหรับคนไทยจะมีชื่อเรียกดาวศุกร์ในแต่ละช่วงเวลาต่างกันไป ได้แก่ "ดาวประจำเมือง" คือ ดาวศุกร์ที่ปรากฏทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ และ "ดาวประกายพรึก" คือ ดาวศุกร์ที่ปรากฏทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืดนอกจากดาวศุกร์แล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์ถัดลงมาใกล้ขอบฟ้า อีกทั้งยังมีดาวพฤหัสบดีปรากฏสว่างบริเวณกลางท้องฟ้า และดาวอังคารปรากฏสว่างเป็นสีส้มแดงทางทิศตะวันออกอีกด้วย หากทัศนวิสัยท้องฟ้าดีสามารถชมความสวยงามของดาวศุกร์ และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจนอีกด้วย สำหรับปรากฏการณ์ดาวศุกร์สว่างที่สุด ในครั้งที่ 2 ของปีนี้ จะปรากฏดาวศุกร์สว่างช่วงเช้ามืด ในวันที่ 24 เมษายน 2568 ปรากฏสว่างเด่น เห็นชัดเจนด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลาประมาณ 04:00 น. จนดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า

"พายุทอร์นาโดจักรวาล" สุดตื่นตาผลงานกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope)
อ่าน

"พายุทอร์นาโดจักรวาล" สุดตื่นตาผลงานกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope)

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา (NASA)เปิดเผยภาพถ่ายอันน่าทึ่งจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope - JWST) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2025 ซึ่งบันทึกภาพของวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร 49/50 (Herbig-Haro 49/50 - HH 49/50) หรือกลุ่มก๊าซและฝุ่นที่สว่างจ้า เกิดจากลำเจ็ต หรือกระแสของก๊าซหรือพลาสมาความเร็วสูงแตกตัวออกของก๊าซความเร็วสูง ที่พุ่งออกมาจากดาวฤกษ์อายุน้อยบริเวณกลุ่มเมฆคามาเลียน I (Chamaeleon I) อยู่ห่างจากโลกประมาณ 550 ปีแสงภาพดังกล่าวเผยให้เห็นกลุ่มก๊าซและฝุ่น มองเห็นคล้ายกระแสหมุนวนคล้าย "พายุทอร์นาโดจักรวาล"โดยมีลักษณะซับซ้อนเรืองแสงเป็นสีส้มอมแดง สะท้อนการปล่อยพลังงานมหาศาลจากดาวฤกษ์เกิดใหม่ ก่อให้เกิดคลื่นกระแทกที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมโดยรอบอย่างน่าตื่นตะลึง"> สิ่งที่ทำให้ภาพนี้งดงามยิ่งขึ้น คือ ความบังเอิญทางดาราศาสตร์ที่กลุ่มก๊าซและฝุ่นของวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร 49/50เรียงตัวซ้อนทับกับดาราจักรก้นหอยในฉากหลังอย่างลงตัว แม้ว่าวัตถุทั้งสองจะอยู่ห่างกันคนละระดับจักรวาลก็ตาม โดยวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร 49/50 ตั้งอยู่ภายในทางช้างเผือก ขณะที่ดาราจักรก้นหอยดังกล่าวอยู่ห่างออกไปในอวกาศห้วงลึกวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร (Herbig-Haro Objects) เป็นกลุ่มก๊าซและฝุ่นเรืองแสง เกิดจากเจ็ตพลังงานสูงของดาวฤกษ์อายุน้อยพุ่งชนกับก๊าซและฝุ่นโดยรอบ ด้วยความเร็วระหว่าง 100 ถึง 300 กิโลเมตรต่อวินาที ประมาณ 60 ถึง 190 ไมล์ต่อวินาที จนเกิดเป็นลวดลายพลวัตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานักดาราศาสตร์เชื่อว่าแหล่งกำเนิดของกลุ่มก๊าซและฝุ่น HH 49/50 น่าจะมาจากดาวฤกษ์อายุน้อยชื่อ ซีเดอร์บลาด 110 ไออาร์เอส 4 (Cederblad 110 IRS4 - CED 110 IRS4)ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1.5 ปีแสง ดาวดวงนี้มีอายุเพียงหลักหมื่นถึงล้านปี ตามมาตรฐานดาราศาสตร์ และยังคงเติบโตต่อเนื่องโดยดึงสสารจากจานก๊าซและฝุ่นรอบตัว เมื่อบางส่วนของก๊าซถูกส่งผ่านเส้นสนามแม่เหล็กของดาว ก็จะพุ่งออกมาเป็นเจ็ตความเร็วสูง ก่อให้เกิดเฮอร์บิก-ฮาโรหรือคลื่นกระแทกเรืองแสงดังกล่าว กล้องเจมส์ เวบบ์ ใช้เครื่องมือ NIRCam และ Mid-Infrared Instrument (MIRI)ตรวจจับโมเลกุลไฮโดรเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์ที่เรืองแสงในภาพสีส้มและสีแดง แสดงให้เห็นกระบวนการกำเนิดดาวที่เต็มไปด้วยพลังงานและความซับซ้อนภาพล่าสุดนี้ยังเผยให้เห็นเส้นทางของเจ็ต (Jets) หรือกระแสของก๊าซหรือพลาสมาความเร็วสูงแตกตัวออก กลับไปยังต้นกำเนิดอย่างชัดเจน โดยปรากฏเป็นส่วนโค้งของก๊าซเรืองแสง อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์พบความผิดปกติบางจุด เช่น บริเวณด้านบนของกลุ่มก๊าซและฝุ่นอาจเป็นกระแสที่ซ้อนทับกันโดยบังเอิญ หรืออาจเกิดจากเจ็ตซึ่งเป็นผลจากการเคลื่อนที่ของดาวฤกษ์ที่เรียกว่า "การเคลื่อนตัวแบบเอียง" (Precession) หรือ การเปลี่ยนทิศของแกนหมุนหรือแกนพ่นเจ็ตของดาวฤกษ์ทีมงานเจมส์ เวบบ์ ระบุในแถลงการณ์ว่า "การได้จับภาพวัตถุทั้งสองที่ไม่เกี่ยวข้องกันนี้ในตำแหน่งที่โชคดี" และคาดว่าภายในเวลาไม่กี่พันปีข้างหน้าขอบของวัตถุเฮอร์บิก-ฮาโร 49/50 จะขยายออกไปและอาจบดบังดาราจักรเบื้องหลังอย่างสิ้นเชิงภาพ "พายุทอร์นาโดจักรวาล" นี้นับเป็นอีกหนึ่งผลงานทรงคุณค่าที่ตอกย้ำศักยภาพของกล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ ในการเปิดเผยความลับของการกำเนิดดาวและโครงสร้างอันงดงามในจักรวาล

รอชมช่วงค่ำวันนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2568 “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งแรกของปี
อ่าน

รอชมช่วงค่ำวันนี้ 16 กุมภาพันธ์ 2568 “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งแรกของปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ค่ำ 16 กุมภาพันธ์ 2568 “ดาวศุกร์สว่างที่สุด” ครั้งแรกของปีในช่วงหัวค่ำของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2568 ดาวศุกร์จะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งที่ปรากฏสว่างที่สุด สังเกตได้ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ จนถึงเวลาประมาณ 21:00 น. ปรากฏสว่างเด่นชัดทางทิศตะวันตก คาดว่ามีค่าอันดับความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวง มีค่าอันดับความสว่างปรากฏ -12) หากดูผ่านกล้องโทรทรรศน์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าวยังสามารถสังเกตเห็นดาวเสาร์ปรากฏถัดลงมาใกล้ขอบฟ้า อีกทั้งยังมีดาวพฤหัสบดีปรากฏสว่างบริเวณกลางท้องฟ้า และดาวอังคารปรากฏสว่างเป็นสีส้มแดงทางทิศตะวันออกอีกด้วย หากทัศนวิสัยท้องฟ้าดีสามารถชมความสวยงามของดาวศุกร์ และดาวเคราะห์ต่าง ๆ ได้ด้วยตาเปล่าอย่างชัดเจน ดาวศุกร์สว่างที่สุด (The Greatest Brilliancy) คือช่วงที่ดาวศุกร์โคจรห่างจากโลกในระยะที่เหมาะสม และมีขนาดเสี้ยวค่อนข้างใหญ่ทำให้สะท้อนแสงได้มากที่สุด จึงปรากฏสว่างมากบนท้องฟ้า สำหรับในช่วงอื่น แม้ดาวศุกร์จะมีเสี้ยวที่หนากว่า แต่ด้วยตำแหน่งอยู่ที่ห่างจากโลก ความสว่างจึงลดลงตามไปด้วยการที่เราเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวอยู่เสมอ เนื่องจากดาวศุกร์เป็นดาวเคราะห์ลำดับที่ 2 ถัดจากดาวพุธ โคจรรอบดวงอาทิตย์ใกล้กว่าโลก จึงไม่สามารถเห็นดาวศุกร์สว่างเต็มดวงได้ เพราะจะปรากฏสว่างเต็มดวงเมื่ออยู่หลังดวงอาทิตย์ดังนั้น คนบนโลกจึงมองเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวอยู่เสมอ ความหนาบางของเสี้ยวแตกต่างกันไปในแต่ละตำแหน่งของวงโคจร และปรากฏอยู่ห่างจากดวงอาทิตย์ได้มากที่สุด 47.8 องศา เราจึงสังเกตเห็นดาวศุกร์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นหรือหลังดวงอาทิตย์ตกเท่านั้น ไม่เคยปรากฏอยู่กลางท้องฟ้าหรือในช่วงเวลาดึกสำหรับคนไทยจะมีชื่อเรียกดาวศุกร์ในแต่ละช่วงเวลาต่างกันไป ได้แก่ “ดาวประจำเมือง” คือ ดาวศุกร์ที่ปรากฏทางทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ และ “ดาวประกายพรึก” คือ ดาวศุกร์ที่ปรากฏทางทิศตะวันออกในช่วงเช้ามืด สำหรับปรากฏการณ์ดาวศุกร์สว่างที่สุด ในครั้งที่ 2 ของปีนี้ จะปรากฏดาวศุกร์สว่างช่วงเช้ามืด ในวันที่ 24 เมษายน 2568 ปรากฏสว่างเด่น เห็นชัดเจนด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันออก ตั้งแต่เวลาประมาณ 04:00 น. จนดวงอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า

"ดาวอังคาร" เข้าใกล้โลกที่สุด 12 มกราคมนี้ เห็นสีส้มแดงบนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าได้ด้วยตาเปล่า
อ่าน

"ดาวอังคาร" เข้าใกล้โลกที่สุด 12 มกราคมนี้ เห็นสีส้มแดงบนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าได้ด้วยตาเปล่า

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร. หรือ NARIT) เผยว่า ดาวอังคาร เข้าใกล้โลกที่สุด 12 มกราคมนี้ โดยจะสามารถสังเกตเป็นวัตถุบนท้องฟ้าสว่างสีส้มแดงบนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้า ที่สามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าการสังเกตปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อดาวอังคารโคจรมาอยู่ตำแหน่งใกล้โลกที่สุด ที่ระยะห่างประมาณ 96 ล้านกิโลเมตร ซึ่งผู้สังเกตจะสามารถเห็นเป็นดาวสว่างสีส้มแดงบนท้องฟ้าตลอดคืนจนถึงรุ่งเช้าเมื่อสังเกตด้วยตาเปล่า และถ้าหากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 100 เท่า ขึ้นไป จะสามารถเห็นพื้นน้ำแข็งสีขาวบริเวณขั้วของดาวอังคารได้อีกด้วยนายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ ผู้จัดการศูนย์บริการวิชาการและสื่อสารทางดาราศาสตร์ อธิบายว่า ประชาชนสามารถสังเกตดาวอังคารได้ในช่วงระหว่างวันที่ 12 - 16 มกราคม ซึ่งเป็นช่วงที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุด ซึ่งตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงดวงอาทิตย์ขึ้นในเช้าวันถัดไป จะสามารถสังเกตดาวอังคารได้ตลอดทั้งคืน ก่อนที่ดาวอังคารจะเริ่มโคจรไปอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์วันที่ 16 มกราคมปรากฏการณ์ดาวอังคารใกล้โลกครั้งถัดไปเกิดขึ้นเมื่อไหร่ทั้งนี้ ดาวอังคารไม่ได้เข้าใกล้โลกมากที่สุดที่ตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์พอดีเหมือนดาวพฤหัสบดี หรือดาวเสาร์ เนื่องจากเส้นทางวงโคจรของดาวอังคารค่อนข้างรี จึงทำให้วันที่ดาวอังคารเข้าใกล้โลกมากที่สุดนั้นไม่ใช่วันเดียวกันกับที่ดาวอังคารอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามดวงอาทิตย์ แต่เคลื่อนกันเล็กน้อย โดยดาวอังคารจะเคลื่อนมาอยู่ในตำแหน่งนี้ทุก ๆ 26 เดือน และจะโคจรมาใกล้โลกในครั้งถัดไปวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2027 หรืออีกประมาณ 2 ปี ต่อจากนี้ผู้ที่สนใจสังเกตการณ์ปรากฏการณ์ในครั้งนี้ สามารถสังเกตการณ์ได้ด้วยตาเปล่า หรือใช้กล้องโทรทรรศน์เพื่อสังเกตการณ์ หรือรับชมผ่านถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ รวมสังเกตการณ์ผ่านจุดสังเกตการณ์หลักของ NARIT ทั้ง 5 แห่งในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม ระหว่างเวลา 18:00 - 22:00 น. โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่1. อุทยานดาราศาสตร์สิรินธร เชียงใหม่ โทร. 084-08822612. หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา นครราชสีมา โทร. 086-42914893. หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ขอนแก่น โทร. 063-89218544. หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา ฉะเชิงเทรา โทร. 084-08822645. หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ พระชนมพรรษา สงขลา โทร. 095-1450411ข้อมูลและภาพ NARIT,Bluedharma - Flickr