TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “My Only 12%” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
[US Box Office] พลังหลอนของแม่ "Other Mommy" ยึดแชมป์และสกัดขา "The Social Reckoning" ไม่ได้เกิด
Box Office Other Mommy บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 9-11 ตุลาคม 2026 -เป็นสุดสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยพลังบวก..เชิงลบแบบสุด ๆ กับการมาเสริมทัพของหนังล็อตใหม่ ที่กลายเป็นผลงานที่ทำให้คนดูเสียงแตกกันอีกครั้ง แต่ใด ๆ เราก็ได้อ้าแขนต้อนรับแชมป์หนังเรื่องใหม่อย่างเป็นทางการ มาพร้อมกับกองทัพหนังเข้ามาใหม่แบบเพียบ ๆ ทั้งแบบฉายวงกว้างและฉายแบบจำกัดโรง ที่ทำให้บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกาสุดสัปดาห์นี้เต็มไปด้วยความหลากหลายและสีสันรายได้ที่น่าสนใจหลายเรื่องเลยทีเดียว แต่แชมป์หนังเรื่องใหม่ของวีคนี้กลายเป็นพลังหลอนของแม่ "Other Mommy" หลอกหลอนคนดูในอเมริกาและทั่วโลกไปได้จัดจ้านทีเดียว เพราะโกยเงินเปิดตัวได้น่าประทับใจถึง 27.5 ล้านเหรียญ จาก 3,365 โรงฉายทั่วประเทศ คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงราว ๆ 8 พันเหรียญ แม้ว่าจะเป็นหนังที่โดนสาปส่งให้เป็นหนึ่งในหนังที่แย่ที่สุดประจำปีนี้อีกเรื่องอย่างอื้ออึงก็ตาม โดยก่อนหน้าที่หนังจะลงโรงฉาย กระแสมาค่อนข้างดีและดึงดูดใจผู้ชมได้ค่อนข้างมีลุ้น ยิ่งเข้าฉายในช่วงใกล้ ๆ กับเทศกาลวันฮาโลวีนที่จะมาถึงด้วย หลายฝ่ายมองว่าหนังเรื่องนี้มาแรงแน่ ๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อหนังลงโรงฉายต้องเผชิญหน้ากับเสียงวิจารณ์ตีกลับอย่างท่วมท้น เพราะผู้ชมมอบเกรด D+ ให้กับหนังเรื่องนี้จากการสำรวจที่หน้าโรงหนัง ที่ถือว่าเป็นเกรดที่เข้าขั้นแย่มาก ๆ สำหรับหนังสักเรื่องหนึ่ง หนังไม่ได้มีฉายรอบปฐมทัศน์ล่วงหน้าให้นักวิจารณ์ได้ดูก่อน แต่จัดวันเดียวกับที่หนังลงโรงฉายเลย และนักรีวิวก็บดขยี้หนังเรื่องนี้อย่างเละเทะ ด้วยคะแนนเฉลี่ยเพียงแค่ 18% กลายเป็นหนึ่งในหนังตราบาปที่สุดในอาชีพนักแสดงของ เจสสิก้า แชสเทน ที่เคยคว้าออสการ์มาครอง แต่ใด ๆ Other Mommy ถือว่าหลอกหลอนผู้คนได้อย่างประสบความสำเร็จ แม้ว่าตัวหนังจะโดนรีวิวสาปแบบขั้นสุดก็ตาม เพราะหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปแค่ประมาณ 18 ล้านเหรียญเท่านั้น และยังสามารถเก็บรายได้จากการเปิดตัวนอกอเมริกาไปได้อีกราว ๆ 18 ล้านเหรียญ ทำให้สุดสัปดาห์แรกแม่ผู้นี้สามารถสร้างความหวาดผวาไปทั้งโลกได้ด้วยตัวเลขสวย ๆ ระดับ 46 ล้านเหรียญอย่างน่าพึงพอใจทีเดียว ในขณะที่แม่หลอนอาละวาดได้ดี ที่สวนทางกันสุด ๆ ก็คือหนังดรามาภาคต่อปมเฉือนเชือดแห่งโลกโซเชียลมีเดีย อย่าง "The Social Reckoning" ที่กลับมาสู่ภาคใหม่ในรอบ 16 ปีกลายเป็นฝันร้าย ทำได้ดีที่สุดเปิดตัวในอันดับที่ 5 กับรายได้ 3 วันแรกแค่ 5.5 ล้านเหรียญ จาก 2,606 โรงฉายทั่วอเมริกา หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยแค่ประมาณ 2 พันเหรียญเท่านั้นเอง เรียกได้ออกสตาร์ทได้แบบจอดแน่นิ่งสนิท โซนี พิคเจอร์ส คาดหวังว่าหนังจะเปิดตัวได้ราว ๆ 7-8 ล้านเหรียญ แต่หนังกลับทำยอดได้ต่ำกว่าที่คิด แม้ว่าจะได้ แอรอน ซอร์กิน กลับมาสานต่องานสร้างภาคนี้ในฐานะผู้กำกับ พร้อมกับมีพลังนักแสดงคุณภาพแน่น ๆ แต่กลับไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดได้เท่าที่ควร หนังเปิดตัวได้ห่างชั้นกับ The Social Network ที่เคยเปิดไว้ 22 ล้านเหรียญในปี 2010 และภาคต่อเรื่องนี้ก็ไม่ได้เป็นที่ต้อนรับและโปรดปรานของนักวิจารณ์เท่าไหร่ด้วย เห็นได้จากคะแนนระดับกลาง ๆ ที่ 54% บน Rotten Tomatoes แชมป์หนังวีคก่อน "Verity" ก็ตกจากบัลลังก์แบบลดฮวบตามคาด วีคนี้เก็บไปเพิ่มอีก 11.5 ล้านเหรียญ ดร็อปลงมาค่อนข้างแรงถึง -64% ทำให้ตอนนี้สะสมยอดรายได้ 10 วันแรกไปได้แล้วเบาะ ๆ ที่ 53 ล้านเหรียญ กับตัวเลขรวมทั่วโลกกว่า 80 ล้านเหรียญ ขณะที่ "Resident Evil" ก็ยังทรงตัวทรงพลังต่อไป วีคนี้ทำเงินลดลงมาแค่ -34% เท่านั้นเอง ได้ไปอีก 8.35 ล้านเหรียญ กระตุ้นยอดรายได้ในบ้านไปได้กว่า 138 ล้านเหรียญ และภาพรวมทั่วโลกทะลุ 260 ล้านเหรียญไปได้อย่างงดงาม ส่วนผลงานหวังรางวัลของ ทอม ครูซ อย่าง "Digger" ก็เผชิญหน้ากับความเจ็บปวดแสนสาหัส เข้าสู่วีคที่ 2 ของการฉายในบ้าน ทำเงินดร็อปลงแรงถึง -60% ร่วงไปอยู่อันดับที่ 8 กับรายได้เพิ่มอีกแค่ 3.2 ล้านเหรียญ ล่าสุดสะสมยอด 10 วันแรกไปได้เพียง 14 ล้านเหรียญ และยอดทั่วโลกที่เพิ่งจะแตะ 30 ล้านเหรียญ โดยที่หนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างไปมากกว่า 160 ล้าน คงไม่มีอะไรจะแก้ต่างได้นอกจากยอมรับชะตากรรม เพราะหนังเจอสาปส่งเอาไว้ด้วยพิษของคำวิจารณ์ แม้ว่าจะมีกระแสตีกลับที่พบว่าผู้ชมฝั่งเอเชียค่อนข้างถูกใจหนังเรื่องนี้กว่าโลกตะวันตก แต่เพียงเท่านั้น..ไม่อาจช่วยให้หนังเรื่องนี้หลุดพ้นจากอาการเจ๊งได้ นอกจากนี้ยังมี "Angel and the Badman" หนังคาวบอยรวมดาราที่เปิดตัวเบา ๆ ในอันดับที่ 9 กับตัวเลข 2 ล้านเหรียญ จาก 2,263 โรงฉาย เรียกว่าเป็นการออกสตาร์ทที่ไม่สู้ดีนัก โดยที่หนังเรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่ต้อนรับของบรรดานักวิจารณ์สักเท่าไหร่ด้วยเช่นกัน ทางด้านหนังเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลหนังเมืองคานส์ 2026 อย่าง "Fjord" ได้ฤกษ์เปิดตัวฉายแบบวงจำกัด เพียงแค่ 4 โรงในอเมริกา ทำเงินไปได้สาว ๆ ที่ 124,000 เหรียญ คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงได้ราว ๆ 3 หมื่นเหรียญเลยทีเดียว ต้องลุ้นว่าหนังจะมีบทบาทบนเวทีรางวัลแค่ไหน เพื่อยืนโรงฉายไปยาว ๆ ถึงต้นปีหน้า กับยังมี "Misty Green" หนังตลกดรามาฝีมือการกำกับของ คริส ร็อก มาพร้อมกับกองทัพนักแสดงชั้นนำเพียบ เปิดตัวใช้ได้ที่ 85,000 เหรียญ จาก 6 โรงฉายเท่านั้น แม้ว่ากระแสรีวิวของหนังจะอยู่ในระดับกลาง ๆ แต่ก็รอลุ้นว่าจะมีโอกาสได้เพิ่มวงฉายได้มากกว่านี้หรือไม่ และ "Musk" หนังสารคดีอื้อฉาวที่เจาะลึกชีวิตตัวพ่อ อีลอน มักส์ มหาเศรษฐีผู้เลื่องชื่อที่สุดของโลกในยุคนี้ เปิดตัวแค่เพียง 4 โรงฉายในอเมริกา ทำเงินไป 69,000 เหรียญ ค่อนข้างใช้ได้ทีเดียว เช่นเดียวกับกระแสรีวิวที่นักวิจารณ์ค่อนข้างปลื้มเลย ย่างเข้าสู่กลางเดือนตุลาคมอย่างรวดเร็ว ก็ยังจะเติมเต็มด้วยกองทัพหนังใหม่เข้ามาอีกเพียบ นำมาด้วยการหวนคืนสังเวียนของเกมดังในตำนาน "Street Fighter" กลับมารีบูตใหม่อีกครั้งในปีนี้ ร่วมด้วยการเอาชีวิตรอดจากท้องวาฬในหนังระทึกขวัญ "Whalefall" พร้อมทั้งการปัดฝุ่นรีเมคใหม่ของตำนานหนังรักคลาสสิก "Sense and Sensibility" โลกแห่งนิยายเจน ออสติน จะกลับมาโลดแล่นอีกหน และยังมีความสยองแปดขาใน "Crawlers" กับหนังตลกร้ายชีวิตหมอ "Trust Me, Im a Doctor" เข้าฉายเป็นทางเลือก โดยที่ "The Black Ball" หนังเต็งรางวัลจากสเปนจะเข้าฉายแบบวงจำกัด กับ 2 หนังสารคดีรีวิวจัดจ้าน "Once Upon a Time in Harlem" และ "You Can See Everything" จะออกฉายเป็นประจักษ์สายตาคนดูแบบวงแคบ ๆ ก่อนในวีคหน้า Source: TheNumbers อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : [US Box Office] "Digger" บ้งสนั่นคาบ้าน อดสูที่สุดในอาชีพของทอม "Verity" ขึ้นแชมป์ใหม่เจิดจรัส [US Box Office] ประจัญบานหวนบัลลังก์ "Avengers: Endgame Encore" สร้างสถิติหนังกลับมาฉายใหม่ [US Box Office] ผงาดแรงกว่าทุกเรื่อง! "Resident Evil" ฉบับปี 2026 เปิดตัวกระหึ่ม-เซ็ตค่าใหม่ทุกสถิติ [US Box Office] คาถาดี..แต่ไม่แรง "Practical Magic 2" เสกมนตราโค่นบัลลังก์ไอ้แมงมุม [US Box Office] วันแรงงานกรุบกริบ "Brand New Day" ยืนแชมป์สู่วีคที่ 6 เตรียมสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ ------------------------------------ ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 12 ต.ค. 69
อ่าน
AGEธงขายอีวี4.5พันคัน ลั่นรายได้ใหม่3ปีเกิน50%
#AGE #ทันหุ้น – AGE เผย ธุรกิจตัวแทนขายรถอีวี ของ “เอจีอี เวนเจอร์” กระแสตอบรับดี หลังรุกทำการตลาด กวาดยอดขายสะสมแล้วกว่า 5 พันคัน ตั้งเป้าปี 2569 ปิดยอดขาย 4.5 พันคัน เดินหน้าขยายศูนย์บริการอู่สี ยกระดับโชว์รูมเดิม ปูทางสร้างรายได้ธุรกิจใหม่เกิน 50% ทดแทนธุรกิจเดิมภายใน 3 ปีนายปองธรรม แดนวังเดิม หัวหน้าฝ่ายการลงทุนของกลุ่ม บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) หรือ AGE และกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอจีอี เวนเจอร์ จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจโชว์รูมรถยนต์ไฟฟ้า ว่า ในช่วงประมาณ 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา บริษัทประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมียอดขายรถยนต์สะสมรวมแล้วประมาณ 5,000 คัน สำหรับในปี 2569 ตั้งเป้าหมายปิดยอดขายไว้ที่ประมาณ 4,500 คัน หรือเฉลี่ยเกือบ 500 คันต่อเดือนโดยปัจจุบัน เอจีอี เวนเจอร์ บริหารงานโชว์รูม 10 สาขา รองรับ 5 แบรนด์หลัก ได้แก่ Omoda Jaecoo, Chery, GWM (Great Wall Motor), Mitsubishi และ Zeekr ล่าสุดได้เพิ่มแบรนด์ Aion โดยเปิดจำหน่ายร่วมกับโชว์รูม Chery สาขาแจ้งวัฒนะในช่วงเริ่มต้น ซึ่งมองว่าปีนี้เป็นปีที่ดีของกลุ่มรถยนต์จีน@รุกขยายศูนย์บริการสำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2570 บริษัทวางแผนขยายสาขาเพิ่มอีกประมาณ 2-3 สาขา แต่เป้าหมายหลักจะเน้นไปที่การขยายงานบริการหลังการขาย (Service) โดยเฉพาะการลงทุนในอู่สี และกลุ่มงานบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และเพิ่มยอดขายจากโชว์รูมเดิมที่มีอยู่ด้านสถานการณ์น้ำท่วมได้รับผลกระทบเพียงระยะสั้นในเดือนนี้ ซึ่งอาจทำให้ยอดส่งมอบ และงานบริการลดลงบ้าง แต่คาดว่าในเดือนถัดไปยอดซื้อรถยนต์ใหม่ทดแทนคันที่จมน้ำจะกลับเข้าสู่ระบบ ทำให้ภาพรวมยอดขายปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมาย โดยโชว์รูมทั้ง 10 สาขา และรถยนต์ของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบหรือจมน้ำแม้แต่คันเดียวขณะที่ปัจจุบัน สัดส่วนรายได้จากธุรกิจรถ EV คิดเป็นประมาณ 30–35% ของรายได้รวม โดยบริษัทตั้งเป้าในปี 2570 กลุ่มธุรกิจรถยนต์จะมีสัดส่วนยอดขายคิดเป็น 35–40% ของยอดขายรวม และตั้งเป้าหมายใหญ่ภายใน 3 ปี จะเป็นบริษัทจดทะเบียนแห่งแรกที่สามารถสร้างธุรกิจใหม่จนมีสัดส่วนรายได้เกินกว่า 50% ของธุรกิจเดิม@ภาพรวมยังเติบโตดี สำหรับภาพรวมการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ AGE แบ่งเป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ถ่านหิน, โลจิสติกส์, ไบโอแมส และตัวแทนขายรถอีวี โดยธุรกิจถ่านหิน ยังสามารถทำผลกำไรได้ดี ซึ่งมาร์จิ้นและราคาตลาดมีความเสถียร ส่งผลให้กำไรเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ขณะที่ธุรกิจโลจิสติกส์ เติบโตตามธุรกิจหลักถ่านหิน และได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมส่วนธุรกิจไบโอแมส (เอเชีย ไบโอแมส) แม้ที่ผ่านมาจะขาดทุนจากประสิทธิภาพการทำงานที่ยังไม่ดีนัก แต่คาดว่าผลประกอบการจะฟื้นตัวดีขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงไตรมาส 3/2569 และไตรมาส 4/2569 และธุรกิจรถอีวีสร้างผลประกอบการที่ดีอย่างต่อเนื่องจากการเติบโตดังกล่าว คาดว่าภาพรวมผลประกอบการของกลุ่ม AGE ในปีนี้จะมีกำไรเติบโตขึ้น โดยบริษัท มุ่งเน้นการนำกระแสเงินสดจากธุรกิจถ่านหินเดิมที่มีความมั่นคง มาเลือกลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้ทดแทนอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 2 ต.ค. 69
อ่าน
QUICK ประเดิม mai สุดปัง ปิดเหนือจองทะยาน 25.66%
#QUICK #ทันหุ้น- QUICK ประเดิมเทรด mai วันแรกสุดร้อนแรง! ราคาหุ้นปิดพุ่ง 25.66% แตะ 7.10 บาท เหนือราคา IPO ที่ 5.65 บาท สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุน ฟากบิ๊กบอส “ไพศาล แซ่ลี้” ส่งซิกครึ่งหลังปี 2569 เข้าไฮซีซัน พร้อมปักธงปี 2570 โตแรงกว่า 20% เดินเกมรุกเจาะตลาดเฮลธ์แคร์เต็มสูบบริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK เข้าซื้อขายวันแรก ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) วานนี้ (21 ต.ค. 2569) โดยมีราคาเปิดซื้อขายที่ 6.10 บาท เพิ่มขึ้น จากราคาไอพีโอ ที่ 5.65 บาท ระหว่างวันราคาปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 7.15 บาท ก่อนกลับมาปิดตลาดที่ระดับ 7.10 บาท เพิ่มขึ้น +1.45 หรือ +25.66%นายไพศาล แซ่ลี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ควิก ทรานส์ฟอร์เมชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ QUICK เปิดเผยว่า ราคาเปิดการซื้อขายวันแรกของบริษัทสามารถสูงกว่าราคาไอพีโอได้ เนื่องจากนักลงทุนมีความเชื่อมั่นจากที่บริษัทมีประสบการณ์ดำเนินธุรกิจระบบวางแผนทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP) และประสบการณ์ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมากกว่า 20 ปี และมีผลการดำเนินงานเติบโตต่อเนื่อง โดยรายได้และกำไรมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) 20% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา@ครึ่งหลังไฮซีซันสำหรับรายได้ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 จะเติบโตกว่าครึ่งปีแรกที่มีรายได้ 166.81 ล้านบาท เนื่องจากปกติในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นไฮซีซันของธุรกิจ เพราะมีลูกค้ารายใหม่เข้ามา และลูกค้าเดิมจะมีการใช้งานที่เพิ่ม จึงทำให้ภาพรวมทั้งปีนี้บริษัทคาดว่ารายได้จะเติบโตได้ระดับ 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 301.44 ล้านบาทส่วน ปี 2570 คาดว่ารายได้จะมีการเติบโตกว่า 20% เนื่องจากบริษัทมีแผนที่จะขยายฐานลูกค้าเข้าไปในกลุ่มเฮลธ์แคร์มากขึ้น เช่น โรงพยาบาลเฉพาะทาง โรงงานผลิตยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯจากปัจจุบันที่ลูกค้าส่วนใหญ่ประมาณ 50% อยู่ในอุตสาหกรรมโรงงาน ค้าปลีก 20% บริการ 20% และ โลจิสติกส์ 10% และบริษัทจะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทเองมากขึ้น เช่น โซลูชัน IOT AI ฯลฯ ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม @ขยายเครือข่ายรวมถึงมีการทีมขายและสร้างเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ขึ้นมาเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่บริษัทพัฒนาเองมากขึ้น โดยถือเป็น New Growth Engine ตัวใหม่ ที่จะเริ่มสร้างรายได้ชัดเจนตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป นอกจากนี้บริษัทจะมีการขายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ (Partner Network) เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ด้านเทคโนโลยี โดยให้ความสำคัญกับพันธมิตรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ระดับโลก (Global Technology Partner) หรือผู้ให้บริการระบบอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ (ProductPortfolio) ของบริษัทให้มีศักยภาพในการแข่งขันมากยิ่งขึ้นนายไพศาล กล่าวว่า จากที่บริษัทจะเน้นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เองมากขึ้น บริษัทตั้งเป้าภายใน 3-4 ปีข้างหน้า สัดส่วนรายได้จากกลุ่ม IOT และAI เพิ่มเป็น 30-35% จากปัจจุบันที่มีสัดส่วน 15% ส่วนรายได้จากระบบ ERP จะลดลงจากปัจจุบันอยู่ที่ 85% ของรายได้รวม@รุกไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างไรก็ตามจากที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าและ AI เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทำให้โลกหันมาให้ความสำคัญเรื่อง ระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ มากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้บริษัทเพิ่งเริ่มมีการทำบ้างแต่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญมากนัก บริษัทจึงมีแผนที่จะเปิดหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบไซเบอร์ซีเคียวริตี้ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจดังกล่าวของบริษัทมากขึ้นบริษัทจะนำเงินระดมทุนสุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายประมาณ 164.42 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ทยอยลงทุนขยายธุรกิจในช่วง 3 ปี จากนี้ (2570-2572) ไปใช้ในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชัน การพัฒนาโครงการฝึกอบรมบุคลากรทั้งภายในและภายนอกผ่าน Academy Talent Pool Program การลงทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรองรับการขยายธุรกิจ โดยปี 2570 คาดว่าจะใช้ประมาณ 20 ล้านบาท กระจายใน 4 ส่วนดังกล่าว
ทันหุ้น • 3 วันที่แล้ว
อ่าน
Strategy ชะลอช้อน Bitcoin! หันอุ้มหุ้น STRC พยุงส่วนลดราคาพาร์
#Strategy #Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Strategy ของ Michael Saylor ซึ่งเป็นองค์กรผู้ถือครอง Bitcoin ในคลังใหญ่ที่สุด ได้เว้นการเข้าซื้อ Bitcoin ประจำสัปดาห์ เพื่อนำเงิน 176 ล้านดอลลาร์ไปซื้อคืนหุ้นบุริมสิทธิ STRC ของตนเองStrategy ได้ทำการซื้อคืนหุ้น STRC จำนวน 1.8 ล้านหุ้น เป็นมูลค่ารวม 176.3 ล้านดอลลาร์ ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 7 กันยายน ตามเอกสารที่ยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริกา (SEC) เมื่อวันอังคารบริษัทยังได้ขยายขนาดโครงการซื้อคืนหลักทรัพย์เครดิตดิจิทัล (Digital Credit Securities Repurchase Program) เพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 2,000 ล้านดอลลาร์ การที่ไม่มีการซื้อเพิ่มเติมในครั้งนี้ ทำให้การถือครองของ Strategy ยังคงอยู่ที่ 845,050 Bitcoin (BTC) ซึ่งได้มาด้วยราคารวม 63,600 ล้านดอลลาร์ ในราคาซื้อเฉลี่ยที่ 75,412 ดอลลาร์ต่อเหรียญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Strategy ได้เข้าซื้อ BTC เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนมิถุนายน ด้วยมูลค่าการซื้อ 370 ล้านดอลลาร์ขณะที่ราคาหุ้น STRC ค่อนข้างทรงตัวในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดในวันอังคาร โดยซื้อขายอยู่ที่ 97.70 ดอลลาร์ หรือส่วนลด 2.3% จากราคาพาร์ที่ตั้งเป้าไว้ที่ 100 ดอลลาร์ แต่หุ้นสามัญ MSTR ของบริษัทที่ซื้อขายในตลาด Nasdaq กลับลดลงมากกว่า 3% ในการซื้อขายล่าสุด ตามข้อมูลจาก Yahoo FinanceSTRC เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักของ Strategy ในการระดมทุนเพื่อสะสม Bitcoin การซื้อขายที่ต่ำกว่าราคาพาร์จำกัดความสามารถของ Strategy ในการระดมทุนผ่านการขาย STRC และอาจกดดันให้บริษัทต้องปรับเพิ่มอัตราเงินปันผลขึ้นอีกStrategy ได้เปิดเผยกรอบการทำงานด้านเงินทุนเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน เพื่ออนุญาตให้มีการขาย Bitcoin นำมาจ่ายเงินปันผล และได้เพิ่มอัตราเงินปันผลรายปีของหุ้นบุริมสิทธิ STRC เป็น 12%Strive ผู้ท้าชิงคลัง BTC เร่งเครื่องซื้อเพิ่มในขณะที่ Strategy เลือกที่จะชะลอการซื้อ Bitcoin ในสัปดาห์ที่แล้ว ผู้บริหารของบริษัทอื่นกลับเร่งเข้าซื้อคริปโทฯ ขนาดใหญ่ที่สุดตามมูลค่าตลาดรายนี้เพิ่มขึ้นStrive ซึ่งเป็นองค์กรผู้ถือครอง Bitcoin ในคลังใหญ่ที่สุดเป็นอันดับห้า ได้เข้าซื้อ 1,375 Bitcoin เป็นมูลค่า 109 ล้านดอลลาร์ ที่ต้นทุนเฉลี่ย 79,281 ดอลลาร์ต่อ BTC ส่งผลให้การถือครองทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็น 24,531 Bitcoin ตามที่ซีอีโอ Matt Cole เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ก่อนเปิดตลาดวันอังคาร หุ้น ASST ของบริษัทที่ซื้อขายใน Nasdaq ปรับตัวลดลงมากกว่า 2.5% หลังจากที่ราคาพุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในช่วงเดือนที่ผ่านมาด้าน Capital B บริษัทผู้ถือครอง Bitcoin ในคลังที่จดทะเบียนในฝรั่งเศส ได้เปิดเผยการเข้าซื้อ Bitcoin มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์เมื่อวันจันทร์เช่นกัน ซึ่งเป็นการซื้อครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบหนึ่งปี ดันให้บริษัทสัญชาติฝรั่งเศสแห่งนี้แซงหน้า H100 Group ขึ้นมาอยู่ในกลุ่มผู้ถือครอง BTC ที่เป็นบริษัทมหาชน ที่มา https://cointelegraph.com/news/strategy-skips-bitcoin-buy-repurchase-176m-strc
ทันหุ้น • 9 ก.ย. 69
อ่าน
หุ้น DELTA ดีดขึ้นเอเซีย พลัส คาดกำไรปี 69-70 โตเฉลี่ย 41-42% แนะ”ซื้อ”
#DELTA #ทันหุ้น-หุ้นบริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)หรือ DELTA ราคาปรับขึ้น 3.23% "เอเซีย พลัส" ให้เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ คาดว่าจะมีกำไรในช่วงปี 2569-2570 เฉลี่ย 41-42% ขณะที่ราคาหุ้น laggard ปรับขึ้นน้อยกว่าหุ้น HANA และ KCEความเคลื่อนไหวราคาหุ้น DELTA ช่วงบ่ายอยู่ที่ 256.00 บาท บวก 8.00 บาท หรือ 3.23% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 263.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 5,019.18 ล้านบาทบล.เอเซีย พลัส คงน้ำหนักลงทุนในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ “มากกว่าตลาด” เพราะภาพรวมการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ใน 7 เดือนแรกของปี 2569 ยังโตแรง เป็น1.97 ล้านล้านบาท (+49% YoY) โดยเฉพาะสินค้าหมวดแผ่นวงจรพิมพ์(สินค้าหลักของ KCE) และหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ(สินค้าหลักของ DELTA) โตใกล้กันที่ 46% YoY และ 44% YoY ตามลำดับส่วนหมวดแผงวงจรไฟฟ้า (สินค้าหลักของ HANA) โต 10% YoY บวกกับแนวโน้มสดใสในไตรมาส 3/69ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส เลือกหุ้น DELTA เป็น Top pick ของกลุ่ม โดยแนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 342 บาท เนื่องจากคาดว่า DELTA จะมีการเติบโตของกำไรในปี 2569-2570 ที่โตเฉลี่ยใกล้กันราว 41% -42% แต่ราคาหุ้น DELTA ยัง laggard เพราะปรับขึ้นเพียง 43% YTD ขณะที่ราคาหุ้น HANA, KCE ขึ้นมาแล้ว182% -199%
ทันหุ้น • 27 ส.ค. 69
สิทธิพิเศษ
รับส่วนลดเพิ่ม 10% เมื่อซื้อสินค้ายอดสุทธิครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ ใช้ 0 ทรูพอยท์
ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์รับส่วนลดเพิ่ม 10% เมื่อซื้อสินค้ายอดสุทธิครบ 5,000 บาทขึ้นไป/ใบเสร็จ เงื่อนไข 1 โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี2 กดรับสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ ณ จุดชำระสินค้าก่อนชำระค่าสินค้า งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย / ภาพบันทึกหน้าจอ3 โปรโมชั่นนี้เฉพาะลุกค้า ทรู และ ดีแทค เท่านั้น4 สิทธิพิเศษสามารถใช้ได้เฉพาะสโตร์คลาแรงส์ สกิน สวีท 9 สาขา ได้แก่ เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล บางนา, เซ็นทรัลลาดพร้าว, เซ็นทรัล เอ็มบาสซี, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล เชียงใหม่, สยามพารากอน และเอ็มโพเรียม เท่านั้น (เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้าไม่ร่วมรายการ)5 สิทธิพิเศษสามารถใช้ได้ตั้งแต่วันที่ 12 ม.ค. 69 ถึง 31 ธ.ค. 696 จำกัด 1 สิทธิ์ / 1 หมายเลขสมาชิก / ตลอดรายการ7 จำกัด 500 สิทธิ์ ตลอดแคมเปญ8 คูปองส่วนลดนี้ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือทอนเป็นเงินสดได้9 คูปองนี้ไม่สามารถใช้เป็นส่วนลดร่วมกับรายการอื่นได้10 โปรดตรวจสอบเงื่อนไข และรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ณ จุดขาย11 ราคาหรือเงื่อนไขโปรโมชั่นของแต่ละแบรนด์ จะแสดงและ/หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ ณ จุดขาย12 เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
อ่าน
TOA เจาะตลาดสีราคาย่อมดันยอดโต5%-เร่งลงทุนQ3
#TOA #ทันหุ้น - TOA ปรับกลยุทธ์บุกตลาดกลุ่มสีทาราคาประหยัด เจาะฐานลูกค้าห้องเช่า พร้อมขยายตลาดกลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง-ซ่อมแซม รับดีมานด์รีโนเวตบ้าน เดินหน้าลงทุนตามแผนราว 600 ล้านบาท คาดเร่งใช้ช่วงปลายไตรมาส 3/2569 เน้นพัฒนาการผลิตใหม่ ปักเป้าดันยอดขายโต 5%นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยที่ไม่ได้คึกคัก ปัจจุบันบริษัทจึงได้ขยายการให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มสีทาราคาประหยัด ผู้บริโภคสามารถเอื้อมถึงด้วยราคาย่อมเยาขึ้น จากที่ก่อนหน้านี้นับแต่ปี 2543 บริษัทให้น้ำหนักสินค้าสีทากลุ่มพรีเมียมมากกว่า@กลุ่มตลาด-ลงทุนผลิตภัณฑ์กลุ่มราคาประหยัดนี้เป็นกลุ่มตลาดที่อัตราการหมุนเวียนและการใช้งานซ้ำถี่กว่า โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มห้องเช่า ตลอดจนกลุ่มที่ต้องการสีราคาเข้าถึงง่ายและโครงการการเคหะต่างๆนอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าขยายตลาดทั้งกลุ่มเคมีภัณฑ์ก่อสร้าง (Non-decorative) และเคมีภัณฑ์เพื่อการซ่อมแซม ตอบรับพฤติกรรมและวิธีการก่อสร้างในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนกลุ่มงานซ่อมแซม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรอบระยะเวลาการใช้งานและการเสื่อมสภาพเฉลี่ย 5 ถึง 7 ปี จำเป็นต้องมีการซ่อมแซมบำรุงรักษาตามรอบต่อเนื่องสำหรับงบลงทุน (Capital Expenditure) ตามแผนปี 2569 กำหนดไว้ที่ 600 ล้านบาท โดย 6 เดือนแรกปี 2569 ใช้ไปแล้ว 197 ล้านบาท และบริษัทคาดการณ์ว่ากระบวนการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายเงินลงทุนจะมีสัดส่วนจำนวนมากในช่วงปลายไตรมาสที่ 3/2569 และช่วงต้นไตรมาสที่ 4/2569** ลงทุนกำลังผลิตใหม่จำแนกสัดส่วนการลงทุนแบ่งออกเป็น เพื่อการลงทุนในกำลังการผลิตใหม่ 33.6%, การลงทุนด้านความปลอดภัยและความยั่งยืน 23.6%, การลงทุนเพื่อทดแทนเครื่องจักรและอุปกรณ์เดิม 19.5%, การลงทุนในระบบอัตโนมัติ 9.3% และการลงทุนด้านอื่นๆ 14.1%ด้านอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในไตรมาสที่ 3/2569 ยอมรับว่า อาจจะปรับลง 1.0-1.5 % จากอัตรากำไรขั้นต้นในช่วงครึ่งปีแรกที่สูงระดับ 40.2% แม้จะเชื่อมั่นว่าบริษัทยังบริหารจัดการรักษาระดับราคาจำหน่ายสินค้าตามมาตรฐานการแข่งขันได้ตามปกติ ทว่าปัจจัยหลักจากสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลง จะเป็นแรงกดดันหลักที่ส่งผลกดดันทั้งนี้แนวโน้มราคาและทิศทางต้นทุนวัตถุดิบ (Raw Materials) เริ่มส่งสัญญาณการทรงตัวและมีโอกาสปรับตัวลดลงในอนาคต โดยเฉพาะราคาต้นทุนของวัตถุดิบกลุ่มไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) ที่เริ่มปรากฏแนวโน้มปรับลดลง ขณะที่วัตถุดิบกลุ่มเรซิน (Resin) และมอนอเมอร์ (Monomer) คาดว่ามีโอกาสปรับราคาเพิ่มขึ้นบ้างจากผลกระทบความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทว่าทิศทางการปรับขึ้นจะไม่รุนแรงเนื่องจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้เตรียมความพร้อมและจัดทำแผนสำรองรองรับสถานการณ์ไว้แล้ว ส่วนต้นทุนราคาบรรจุภัณฑ์เหล็กและบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังคงมีความผันผวนตามต้นทุนวัตถุดิบหลักขณะที่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นเม็ดพลาสติก PP (Polypropylene) ราคาย่อลงมาแล้ว@เป้าหมายเติบโตสำหรับเป้าหมายยอดขายปี 2569 นี้ประเมินการเติบโตระดับใกล้เคียง 5% ทั้งเชิงบวกและลบ ขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นด้วย ในแง่ช่องทางการขายในระยะยาว แนวโน้ม 3-5 ปีคาดการจำหน่ายผ่านช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่มีอัตราการเติบโตที่ดีกว่าช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิม อันเป็นผลลัพธ์จากการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องขณะที่ศักยภาพการเติบโตของตลาดต่างประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศเวียดนาม คาดเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักต่อเนื่อง ส่วน สปป. ลาว เติบโตจำกัดเพราะจำนวนประชากรน้อย ส่วนประเทศกัมพูชาและประเทศเมียนมา ระยะสั้นถูกจำกัดด้วยปัจจัยกดดันด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์มั่นคงภายในประเทศ แต่น่าจะมีศักยภาพการเติบโตสูงมากในระยะยาว
ทันหุ้น • 24 ส.ค. 69
อ่าน
หุ้น STA ดีดขึ้น โบรกคาดกำไร Q3/69 โต มี upside จากอุปทานยางตึงตัว
#STA #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)หรือ STA ราคาปรับขึ้น 6.45% โบรกเกอร์คาดกำไรปกติงวดไตรมาส 3/69 เติบโต และประมาณการทั้งปี 2569 มี upside จากแนวโน้มอุปทานยางธรรมชาติที่ตึงตัว แต่แนะนำ"ถือ" มองราคาหุ้นได้ปรับขึ้นสะท้อนปัจจัยบวกแล้วทำให้ราคาเหลือ upside ที่จำกัดจากราคาเป้าหมายความเคลื่อนไหวราคาหุ้น STA อยู่ที่ 19.80 บาท บวก 1.20 บาท หรือ 6.45% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 20.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 897.37 ล้านบาทบล.กรุงศรี คาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/69 ของ STA จะพลิกเติบโต เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ YoY แต่ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน หรือ QoQ เนื่องจากมองว่าไตรมาส 2/69 จะเป็นช่วงที่กำไรปกติทำจุดสูงสุด ซึ่งประเมินกำไรทั้งปี 2569 คาดอยู่ที่ 2,529 ล้านบาท โดยประมาณการดังกล่าวมี upside จากแนวโน้มอุปทานยางธรรมชาติที่ตึงตัว ผลกระทบของสภาพอากาศ และการที่เกษตรกรไทย-อินโดนีเซีย หันไปปลูกปาล์มน้ำมันมากขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวทำให้ราคายางทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องที่ราว 210-230 เซนต์ต่อกิโลกรัมโดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือธุรกิจถุงมือยาง ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นหรือ GPM ในไตรมาส 2/69 พุ่งขึ้นไปสูงถึง 17.0% อาจมีแนวโน้มชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นผลบวกชั่วคราวจากการส่งผ่านต้นทุนในช่วงที่ราคายางสังเคราะห์ปรับตัวขึ้นแรง หากราคาวัตถุดิบปิโตรเคมีย่อตัวลงตามสถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผ่อนคลาย อาจกดดันให้ราคาขายเฉลี่ยหรือ ASP ปรับลดลงตามในระยะถัดไปกลยุทธ์การลงทุน คงคำแนะนำ "ถือ"หุ้น STA ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 22 บาท แม้ประเมินกำไรปกติได้ผ่านจุดสูงสุดของปีไปแล้วในไตรมาส 2/69 แต่ประมาณการกำไรทั้งปี 2569 ยังมี upside เนื่องจากำกำไร 6 เดือนแรกคิดเป็นสัดส่วนถึง 62% ของประมาณการทั้งปี ส่วนในปี 2570 คาดกำไรปกติอยู่ที่ 2,897 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% และมีการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.50 บาทต่อหุ้น โดยขึ้น XD วันที่ 27 ส.ค. 2569อย่างไรก็ตามมองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวไปมากแล้ว ส่งผลให้ upside ต่อราคาเป้าหมายจำกัด ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์รอทบทวนประมาณการ หลังได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมนักวิเคราะห์ในสัปดาห์หน้า
ทันหุ้น • 19 ส.ค. 69
อ่าน
หุ้น TOP ดีดแรง โบรกมองครึ่งปีหลังเด่น รับผลดีค่าการกลั่นฟื้นตัว
#TOP #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ราคาปรับขึ้น 4.49% โบรกเกอร์ประเมินครึ่งปีหลังโดดเด่น รับผลดีจากค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวแรงกว่าคาด แนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 88.00 บาทความเคลื่อนไหวราคาหุ้น TOP อยู่ที่ 64.00 บาท บวก 2.75 บาท หรือ 4.49% โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 1,829.65 ล้านบาทบล.โกลเบล็ก มองว่าหุ้น TOP รับอานิสงส์ค่าการกลั่น (GRM) ฟื้นตัวแรงกว่าคาด หลังส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันทั้งดีเซล เจ็ต และเบนซินยังอยู่ในระดับสูง คาด GRM ไตรมาส 3/69 แตะ 24.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไตรมาส 4/69 อยู่ที่ 15.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงกว่าประมาณการของ TOP อย่างมีนัยสำคัญฝ่ายวิจัยโกลเบล็ก ระบุว่า ราคาหุ้น TOP ปรับตัวลงราว 10% จากจุดสูงสุดล่าสุดที่ 68.75 บาทภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มค่าการกลั่นในตลาดที่อาจลดลงจากระดับสูงในไตรมาส 2/69 ซึ่งอยู่ที่ 21.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไตรมาส 1/69 ที่ 12.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยประเมินว่า ค่าการกลั่นในไตรมาส 3/69 มีโอกาสทรงตัวหรือสูงกว่าระดับ 21.2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 2/69 เนื่องจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน (Crack Spread) ทั้งดีเซล น้ำมันเครื่องบิน และเบนซิน ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้โดยข้อมูลไตรมาส 3/69 จนถึงปัจจุบัน พบว่า Crack Spread ของดีเซลและน้ำมันเครื่องบินอยู่เหนือระดับ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เบนซินอยู่ที่ประมาณ 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้โกลเบล็กประเมิน GRM ของ TOP ในไตรมาส 3/69 ที่ 24.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และไตรมาส 4/69 ที่ 15.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลระดับดังกล่าวสูงกว่าประมาณการ GRM ที่ TOP ให้ไว้ที่ 6.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 3 และ 5.1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 โดยโกลเบล็กมองว่า GRM ในช่วงครึ่งหลังปี 2569 มีโอกาสสูงกว่าที่ตลาดคาดถึง 4 เท่าในไตรมาส 3 และ 3 เท่าในไตรมาส 4**โรงกลั่นโลกสะดุด หนุน GRMปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากอุปทานผลิตภัณฑ์น้ำมันในตลาดโลกที่ตึงตัว โดยในเดือนกรกฎาคม 2569 ปริมาณการเดินเครื่องโรงกลั่นทั่วโลกอยู่ที่ 80.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน ลดลงประมาณ 5 ล้านบาร์เรลต่อวันเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากผลกระทบด้านอุปทานทั้งการผลิตและการส่งออกในตะวันออกกลาง รัสเซีย และจีนนอกจากนี้ ปริมาณสต็อกน้ำมันทั่วโลกยังปรับลดลงอย่างมาก โดยสต็อกน้ำมันที่ตรวจสอบได้ทั่วโลกลดลง 69 ล้านบาร์เรลในเดือนกรกฎาคม ส่งผลให้สต็อกรวมอยู่ที่ประมาณ 7.9 พันล้านบาร์เรล ลดลง 410 ล้านบาร์เรลนับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามโกลเบล็กระบุว่า แม้สถานการณ์สงครามจะยุติหรือไม่ ค่าการกลั่นของ TOP ยังมีแนวโน้มดีกว่าที่ตลาดคาด เนื่องจาก Crack Spread ของผลิตภัณฑ์หลักยังอยู่ในระดับสูง และยังไม่เห็นสัญญาณการปรับตัวลงสู่ระดับปกติอย่างมีนัยสำคัญ หากไม่มีการลดลงอย่างรวดเร็วของ Crude Premium และต้นทุนค่าระวางเรือ**คาดกำไรปี 69 โตแรง 94%สำหรับผลประกอบการปี 2569 โกลเบล็กคาด TOP มีกำไรสุทธิ 28,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 93.9% จากปีก่อน ขณะที่กำไรปกติอยู่ที่ 28,279 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 147.1% จากปีก่อน โดยประเมินกำไรต่อหุ้น 13.86 บาทส่วนกำไรในช่วงครึ่งหลังปี 2569 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 13,000-17,000 ล้านบาท เทียบกับกำไร 27,000 ล้านบาทที่ทำได้ในช่วงครึ่งปีแรก สะท้อนแรงหนุนจาก GRM ที่มีโอกาสออกมาดีกว่าคาดทั้งนี้ โกลเบล็กคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TOP และราคาเป้าหมายที่ 88 บาท จากราคาหุ้นล่าสุด 62.75 บาท คิดเป็นอัพไซด์ประมาณ 40.2% โดยมองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาเป็นจังหวะที่น่าสนใจในการเข้าสะสม ก่อนที่ตลาดจะเริ่มสะท้อนแนวโน้ม GRM ครึ่งปีหลังที่แข็งแกร่งกว่าคาดด้านประมาณการราคาหุ้น TOP ปัจจุบันซื้อขายที่ P/E ปี 2569 ราว 4.5 เท่า และคาดการณ์อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 5.52% ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนการลงทุน
ทันหุ้น • 21 ส.ค. 69
อ่าน
TTB เผย ING Bank ลดสัดส่วนมาอยู่ที่ 11.6% เดิมถือ 19.5% โบรกชี้ไม่กระทบกำไร
#TTB #ทันหุ้น-ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า เมื่อวันที่ 18 ส.ค. 2569 ING Bank N.V. (ING) หนึ่งในผู้ถือหุ้นของธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ ทีทีบี (ธนาคารฯ) ได้รายงานผลการเสนอขายหุ้นสามัญของธนาคารฯ ผ่านการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private Placement) ให้แก่นักลงทุนสถาบัน เป็นมูลค่าประมาณ 475 ล้านยูโร โดย ING ระบุว่าเป็นการบริหารเงินทุนในเชิงรุกอย่างต่อเนื่องและเป็นแนวทางการจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตการลงทุนทั้งนี้ ภายหลังการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ING คาดว่าสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารฯ จะลดลงจาก 19.5% มาอยู่ที่11.6% ของจำนวนหุ้นที่ไม่รวมหุ้นซื้อคืน (Treasury Shares)ที่ธนาคารฯ ถืออยู่TTB ชี้แจงข้อเท็จจริงและความเห็นต่อธุรกรรมดังกล่าวการบริหารจัดการการลงทุนของผู้ถือหุ้นโดยตรง: ธุรกรรมดังกล่าวเป็นการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนตามนโยบายและกลยุทธ์การลงทุนของผู้ถือหุ้นโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องที่ธนาคารฯ ไม่สามารถรับทราบล่วงหน้าหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจแต่อย่างใดผลกระทบเชิงบวกต่อสภาพคล่องและสัดส่วน Free Float: การที่ ING ใช้วิธีการเสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง(Private Placement) นอกกระดานหลักให้แก่นักลงทุนสถาบัน ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดแรงขายจำนวนมากในตลาดรองและช่วยจำกัดผลกระทบต่อราคาหุ้นในกระดานหลัก นอกจากนี้ ยังถือเป็นโอกาสให้นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าลงทุนในหุ้น TTB ได้โดยตรง และช่วยเพิ่มสัดส่วนการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย(Free Float) ซึ่งจะส่งผลดีต่อสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น TTB ในระยะยาวไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและกลยุทธ์หลักของธนาคารฯ: การปรับลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ING ในครั้งนี้ ไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหาร การดำเนินงาน กรอบการกำกับดูแลกิจการ และการดำเนินกลยุทธ์หลักของธนาคารฯ แต่อย่างใด เนื่องจากที่ผ่านมา ธนาคารฯ มีการขับเคลื่อนการปรับเปลี่ยนองค์กร (Transformation) อย่างต่อเนื่องและมีการเตรียมความพร้อมที่จะรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกไม่ส่งผลกระทบต่อความเป็นอิสระในการดำเนินธุรกิจและการบริหารงาน: ธนาคารฯ ได้วางรากฐานและสร้างความพร้อมของบุคลากรภายในองค์กรเพื่อให้สามารถบริหารจัดการและขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยทีมผู้บริหารชาวไทย โดยบทบาทหลักของ ING ในปัจจุบันอยู่แต่เพียงในระดับคณะกรรมการธนาคาร(Board of Directors) ดังนั้น จึงไม่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจและการบริหารงานแต่อย่างใดทั้งนี้ธนาคารฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามเป้าหมายในการสร้างชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้นให้กับคนไทย พร้อมทั้งสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้น ผ่านการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับที่เหมาะสมและยั่งยืน รวมถึงการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน ภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท ระยะเวลา 4 ปี (ปี 2568 ถึงปี 2571)โดย ณ ปัจจุบัน ธนาคารได้ดำเนินการซื้อหุ้นคืนสะสมแล้วเป็นมูลค่า 21,000 ล้านบาท และยังมีวงเงินคงเหลืออีก 14,000ล้านบาท ซึ่งจากการที่ธนาคารสามารถดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนได้เร็วกว่าแผนที่ก าหนดไว้จึงทำให้มีความยืดหยุ่นในแง่ของกรอบเวลาสำหรับการดำเนินโครงการถัดไป ซึ่งธนาคารจะพิจารณาก าหนดรูปแบบและวิธีการซื้อหุ้นคืนให้เหมาะสมโดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องรวมทั้งแนวโน้มภาวะตลาดทุน เพื่อให้การซื้อหุ้นคืนในแต่ละครั้งก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น**โบรกมองไม่กระทบกำไรบล.กสิกรไทย มองการลดสัดส่วนการถือหุ้นของ ING ใน TTB ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อผลดำเนินงานของ TTB และประมาณการกำไรของฝ่ายวิจัยทึ่คาดว่าในปีนี้จะมีกำไรอยู่ที่ 22,104 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน แต่มองว่าข่าวดังกล่าวจะเป็นเพียงจิตวิทยาเชิงลบต่อราคาหุ้นในช่วงสั้นเท่านั้นกลยุทธ์การลงทุน ยังคงคำแนะนำ "ถือ"ในหุ้น TTB ให้ราคาเป้าหมายที่ 2.81 บาท และมองว่าหากราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 2.6 บาทหรือต่ำกว่า ความน่าสนใจของหุ้น TTB จะมีมากขึ้นจาก Upside ต่อราคาเป้าหมายที่จะเพิ่มขึ้น และคาด Dividend Yield จะปรับเพิ่มเป็น 6% เนื่องจากมองว่าปัจจัยพื้นฐานของ TTB ค่อนข้างแข็งแกร่ง และแผนการทำ Capital Management ที่เข้มข้นที่สุดในกลุ่มธนาคาร
ทันหุ้น • 19 ส.ค. 69
อ่าน
PYLON โชว์งบ Q2/69 กำไรโต 36% นิวไฮรอบ 25 ไตรมาส ปันผล 0.15 บ./หุ้น
#ทันหุ้น - “บมจ.ไพลอน หรือ PYLON” ประกาศผลงาน Q2/69 ฟอร์มแกร่ง ทำกำไรสุทธิแตะ 80.15 ลบ. โต 36.36% YoY ทำนิวไฮในรอบ 25 ไตรมาส กวาดรายได้จากการรับจ้างรวม 415.13 ลบ. โต 6.82% YoY จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมาจากการรับรู้ทั้งงานภาครัฐและเอกชน หนุน Backlog ล่าสุด ณ วันที่ 13 สิงหาคม อยู่ที่ 1,513.5 ลบ. โดยปีนี้คาดว่าบริษัทน่าจะทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมายพร้อมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.15 บาทต่อหุ้น ขึ้น XD วันที่ 27 ส.ค.นี้ดร.ชเนศวร์ แสงอารยะกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไพลอน จำกัด (มหาชน) หรือ PYLON ผู้ประกอบการธุรกิจรับเหมาก่อสร้างงานฐานราก (เสาเข็มเจาะ) ระดับแนวหน้าของประเทศ เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 2 ปี 2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 80.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 36.36% โดยอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 19.23% เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 15.03% ขณะที่รายได้จากการรับจ้างรวมอยู่ที่ 415.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 6.82% โดยมีการรับรู้รายได้ในโครงการประเภทต่างๆ ทั้งสิ้น 11 โครงการ เป็นโครงการภาคเอกชนที่เป็นห้างสรรพสินค้า, Mixed-Use, อาคารชุด, โรงพยาบาล, โรงแรม รวม 10 โครงการ และโครงการภาครัฐ 1 โครงการ ขณะที่สัดส่วนรายได้จากงานกำแพงกันดิน (Diaphragm Wall) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยสิ้นไตรมาส 2/2569 สัดส่วนรายได้งานกำแพงกันดิน : งานเสาเข็มเจาะแบบกลม อยู่ที่ 38 : 62ในด้านฐานะทางการเงิน บริษัทยังคงมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง D/E เพียง 0.51 เท่า Current Ratio 2.77 เท่า มีเงินฝากและกองทุนรวมตลาดเงินพันธบัตรรัฐบาลรวมทั้งสิ้น 598.52 ล้านบาท เทียบกับหนี้ที่มีดอกเบี้ยเพียง 146.66 ล้านบาท สะท้อนนโยบายดำเนินธุรกิจอย่างรอบคอบตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเป็นเวลา 24 ปี“ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ท้าทาย แต่ก็เป็นปีที่ดีของ PYLON ต่อเนื่องจากปีก่อน ภาพรวมปีนี้เชื่อว่าเป็นปีที่เห็นการเติบโตที่ดี ซึ่งบริษัทน่าจะทำผลงานได้ดีกว่าเป้าหมาย โดยผลประกอบการออกมาเป็นที่น่าประทับใจทั้งรายได้และกำไร สะท้อนให้เห็นถึงการกลับมาเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยถือเป็นจุดสูงสุดรอบ 25 ไตรมาสนับตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 นอกจากนี้ การมี Backlog ที่ Secure ในระดับสูง โดยล่าสุด ณ วันที่ 13 สิงหาคม อยู่ที่ 1,513.5 ล้านบาท และมีโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่ง จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในปี 2569” ดร.ชเนศวร์ กล่าวจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้ต้นทุนวัตถุดิบหลักบางรายการปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ ได้มีการทบทวน และปรับประมาณการต้นทุนให้สอดคล้องกับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น และสะท้อนอยู่ในผลประกอบการของบริษัทแล้ว**บอร์ดเคาะปันผล 0.15 บ./หุ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่สนับสนุนบริษัทด้วยดีเสมอมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดจากผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 27 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 11 กันยายน 2569 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น ภายใต้การดำเนินงานที่มั่นคงและฐานะการเงินที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 14 ส.ค. 69
อ่าน
หุ้นแนะนำวันนี้ KCE, SPALI บล.กสิกรไทย คาด SET กรอบ 1,600-1,630 จุด
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #หุ้นแนะนำวันนี้ KCE, SPALI บล.กสิกรไทย คาด SET กรอบ 1,600-1,630 จุดบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ประเมินดัชนี SET วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,630 จุด หลังแรงขายลดความเสี่ยงจากปัจจัยต่างประเทศเริ่มชะลอลง โดยมองว่าตลาดยังรอติดตามความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน รวมถึงทิศทางเงินเฟ้อสหรัฐและการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในระยะถัดไปฝ่ายวิจัยเลือก KCE และ SPALI เป็นหุ้นเด่นประจำวัน โดยให้ราคาเป้าหมาย KCE ที่ 45.00 บาท และ SPALI ที่ 17.20 บาท พร้อมคงคำแนะนำเชิงบวกต่อทั้งสองบริษัทจากแนวโน้มกำไรไตรมาส 2 ที่แข็งแกร่งสำหรับ KCE คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากปีก่อน และ 18% จากไตรมาสก่อน ขณะที่กำไรสุทธิครึ่งปีแรกคาดอยู่ที่ 516 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นประมาณ 11% จากปีก่อน และอัตรากำไรขั้นต้นที่ขยายตัวเป็น 18.9% จากการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้น นอกจากนี้ยังคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกประมาณ 0.60 บาทต่อหุ้นส่วน SPALI คาดกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 1.65 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 49% จากปีก่อน และ 31% จากไตรมาสก่อน จากการรับรู้รายได้จากโครงการคอนโดมิเนียมที่ทยอยโอนต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 17.20 บาท จากเดิม 15.70 บาท และคาดว่าบริษัทจะจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรกประมาณ 0.55 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนราว 3%บล.กสิกรไทยมองว่าตลาดหุ้นไทยระยะสั้นยังมีความผันผวนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อย่างไรก็ตาม หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและมีกำไรเติบโตชัดเจนอย่าง KCE และ SPALI ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าตลาด
ทันหุ้น • 13 ส.ค. 69
อ่าน
DCC ไตรมาส 2 กำไร 220.6 ล้านบาท เคาะปันผล 0.02 บาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #DCC ไตรมาส 2 กำไร 220.6 ล้านบาท เคาะปันผล 0.02 บาทบริษัท ไดนาสตี้ เซรามิค จำกัด (มหาชน) (DCC) รายงานกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นในไตรมาส 2 ปี 2569 อยู่ที่ 220.6 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายรวมที่ลดลง 6.0% เหลือ 1,480.1 ล้านบาท แม้อัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 44.1% จาก 43.6% ในปีก่อน โดยปริมาณขายกระเบื้องลดลง 13.6% เหลือ 7.8 ล้านตารางเมตร ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 8.7%บริษัทระบุว่า ผลประกอบการได้รับแรงกดดันจากภาวะสงครามในต่างประเทศที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงาน ทำให้เศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวช้าและกำลังซื้อยังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นราคาขายเฉลี่ยช่วยให้อัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น ขณะที่ต้นทุนทางการเงินลดลงจากภาระเงินกู้ที่ลดลง แต่ค่าใช้จ่ายในการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้นจากการใช้สื่อประชาสัมพันธ์มากขึ้นสำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมียอดขายรวม 3,077.6 ล้านบาท ลดลง 10.1% และมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้น 464.3 ล้านบาท ลดลง 9.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณขายกระเบื้องลดลง 15.0% จากภาวะเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา แม้ว่าราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 5.2% และอัตรากำไรขั้นต้นปรับดีขึ้นเป็น 42.1% จาก 40.2%ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 10,679.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่หนี้สินรวมลดลง 0.8% เหลือ 3,360.4 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 2.7% เป็น 7,319.1 ล้านบาท จากกำไรสะสม แม้มีการจ่ายเงินปันผลระหว่างงวดคณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 เมษายน–30 มิถุนายน 2569 ในอัตรา 0.02 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 17 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) 18 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 4 กันยายน 2569
ทันหุ้น • 4 ส.ค. 69
อ่าน
SAV กำไรไตรมาส 2 ที่ 121.8 ล้านบาท จ่ายปันผล 0.40 บาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #SAV กำไรไตรมาส 2 ที่ 121.8 ล้านบาท จ่ายปันผล 0.40 บาทบริษัท สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) (SAV) รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 121.8 ล้านบาท ลดลง 6.3% YoY และ 14.8% QoQ ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 452.0 ล้านบาท ลดลง 5.2% YoY และ 7.9% QoQ จากจำนวนเที่ยวบินที่ลดลงและผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะเที่ยวบินระหว่างประเทศและเที่ยวบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชา (Overflight) ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางและปัจจัยฤดูกาลเข้าสู่ช่วง Low Season ของการท่องเที่ยวสำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 943.1 ล้านบาท ลดลง 3.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 264.9 ล้านบาท ลดลง 2.5% YoY อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสกุลเงินหลักในการดำเนินธุรกิจ รายได้เพิ่มขึ้น 1.0% YoY เป็น 29.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 2.1% YoY เป็น 8.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโต แต่ถูกกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อแปลงเป็นงบการเงินสกุลบาทบริษัทระบุว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ได้รับแรงกดดันจากจำนวนเที่ยวบินที่ให้บริการรวมลดลงเหลือ 29,696 เที่ยวบิน ลดลง 2.0% YoY และ 12.1% QoQ โดยเที่ยวบินภายในประเทศและระหว่างประเทศชะลอตัว ขณะที่เที่ยวบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชาเพิ่มขึ้น 0.4% YoY แม้ลดลงจากไตรมาสก่อน ส่งผลให้รายได้จากการให้บริการลดลงเป็น 451.2 ล้านบาท หดตัว 5.3% YoY และ 8.0% QoQ ขณะที่กำไรขั้นต้นลดลงเหลือ 238.6 ล้านบาท แต่อัตรากำไรขั้นต้นยังอยู่ในระดับสูงที่ 52.9%แม้รายได้ชะลอตัว แต่บริษัทประเมินว่าผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอยู่ในระดับจำกัด เนื่องจากเที่ยวบินผ่านน่านฟ้า (Overflight) ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากจำนวนเที่ยวบินจากประเทศเวียดนามที่เพิ่มขึ้น ช่วยกระจายความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นจากค่าใช้จ่ายพนักงาน การเดินทาง และสาธารณูปโภค รวมถึงค่าใช้จ่ายทางการเงินที่สูงขึ้นจากการทบทวนประมาณการหนี้สินภายใต้สัญญาสัมปทานตามมาตรฐาน TFRIC 12ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 2,301.4 ล้านบาท หนี้สินรวม 904.1 ล้านบาท และส่วนของผู้ถือหุ้น 1,397.3 ล้านบาท โดยไม่มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน และมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) 0.65 เท่า ขณะที่เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดอยู่ที่ 338.8 ล้านบาท ซึ่งบริษัทระบุว่ายังเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจคณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวด 1 มกราคม-30 มิถุนายน 2569 และกำไรสะสม ในอัตรา 0.40 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 20 สิงหาคม 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้น (Record Date) วันที่ 21 สิงหาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 4 กันยายน 2569บริษัทประเมินว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก โดยได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ที่เริ่มคลี่คลาย รวมถึงการเติบโตต่อเนื่องของจำนวนเที่ยวบิน โดยเฉพาะเส้นทางบินจากประเทศเวียดนาม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนปริมาณเที่ยวบินผ่านน่านฟ้ากัมพูชาในระยะต่อไป
ทันหุ้น • 7 ส.ค. 69
อ่าน
TIDLOR โบรกมอง “Outperform” เป้า 22 บาท คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 1.5 พันล้านบาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #TIDLOR โบรกมอง “Outperform” เป้า 22 บาท คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 1.5 พันล้านบาทบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (TIDLOR) มีแนวโน้มรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1.50 พันล้านบาท ลดลง 7% จากไตรมาสก่อน แต่เพิ่มขึ้น 15% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากรายได้รวมที่เติบโต แม้ผลประกอบการจะถูกกดดันจาก Credit Cost ที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงคำแนะนำ Outperform และปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 22 บาท จากเดิม 21 บาท หลังปรับปีฐานการประเมินเป็นกลางปี 2570นักวิเคราะห์ระบุว่า กำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อนมีสาเหตุหลักจาก Credit Cost ที่เพิ่มขึ้นสู่ 2.3% เนื่องจากไม่มีการกลับรายการผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับปีก่อน กำไรยังเติบโตจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าสินเชื่อจะขยายตัว 1.6% QoQ และ 5.4% YoY จากการผ่อนคลายนโยบายปล่อยสินเชื่อและปัจจัยฤดูกาล ขณะที่ NIM เพิ่มขึ้น 19 bps QoQ และ 52 bps YoY จากผลตอบแทนสินเชื่อที่ดีขึ้นและต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ส่วนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Non-NII) ลดลง 3% QoQ ตามฤดูกาลของธุรกิจนายหน้าประกัน แต่ยังเพิ่มขึ้น 7% YoYบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดว่า TIDLOR จะเป็นหุ้นที่มีกำไรเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยในปี 2569 โดยคาดกำไรเพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน จากแรงหนุนของการเติบโตของสินเชื่อ 5%, การขยายตัวของ NIM 29 bps, Credit Cost ที่ลดลง 39 bps, รายได้ Non-NII ที่เพิ่มขึ้น 7% และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ (Cost to Income Ratio) ที่ลดลงมาอยู่ที่ 54.4% อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่ากำไรไตรมาส 1/2569 น่าจะเป็นจุดสูงสุดของปี เนื่องจาก Credit Cost และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปีด้านฐานะการเงิน บริษัทเดินหน้าโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงินไม่เกิน 2.4 พันล้านบาท ระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-27 พฤศจิกายน 2569 โดยจะซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 122.824 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 4.24% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ปัจจุบันบริษัทซื้อหุ้นคืนแล้ว 18.97 ล้านหุ้น หรือ 0.66% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าจะช่วยสนับสนุนราคาหุ้นและเพิ่มผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) ได้ประมาณ 100 bpsบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อ TIDLOR จากการเป็นผู้นำในตลาดสินเชื่อทะเบียนรถและธุรกิจนายหน้าประกัน พร้อมเชื่อว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลงและการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องติดตาม ได้แก่ คุณภาพสินทรัพย์ที่อาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ความเสี่ยงจากราคารถยนต์มือสองที่อาจกดดัน Credit Cost ความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการในระยะถัดไป
ทันหุ้น • 29 ก.ค. 69
อ่าน
BBL โบรกแนะนำ “ขาย” เป้า 152 บาท ต้นทุนพุ่ง-รายได้ชะลอ
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #BBL โบรกแนะนำ "ขาย" เป้า 152 บาท ต้นทุนพุ่ง-รายได้ชะลอบริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด คงคำแนะนำ "ขาย" (Reduce) หุ้น ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) พร้อมราคาเป้าหมาย 152 บาท หลังผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ออกมาต่ำกว่าคาด โดยกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลง 20% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และ 13.6% จากไตรมาสก่อน ต่ำกว่าประมาณการของฝ่ายวิจัย 5% และต่ำกว่าประมาณการเฉลี่ยของ Bloomberg 11.4% เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นสูงกว่าคาด ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกคิดเป็นเพียง 51% ของประมาณการกำไรทั้งปีของฝ่ายวิจัยฝ่ายวิจัยระบุว่า รายได้รวมในไตรมาส 2 อยู่ที่ 4.03 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.2% YoY และ 1.1% QoQ โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิลดลง 12.4% YoY และ 0.7% QoQ จากแรงกดดันของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ลดลงเหลือ 2.42% ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยลดลง 1.1% YoY และ 2.0% QoQ แม้ว่ารายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิจะเพิ่มขึ้น 14.7% YoY จากธุรกิจกองทุนรวมและประกันผ่านธนาคาร (Bancassurance)ด้านคุณภาพสินทรัพย์เริ่มอ่อนตัว โดยอัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 3.93% จาก 3.77% ในไตรมาสก่อน หลังลูกค้าในภาคการผลิตและการค้าบางส่วนกลับมาเป็นหนี้เสีย ขณะที่ Coverage Ratio ลดลงมาอยู่ที่ 306% จาก 318% และ Credit Cost ลดลงเหลือ 126 จุดพื้นฐาน จาก 137 จุดพื้นฐาน ในไตรมาสก่อนแม้ค่าใช้จ่ายสำรองลดลง แต่ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น 9.3% QoQ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost-to-Income Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 49.5% จาก 44.7% ในไตรมาสแรก และกดดันกำไรก่อนการตั้งสำรอง (PPOP) ให้ลดลง 16.2% YoY และ 9.6% QoQCGSI ได้ปรับประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2569-2571 เล็กน้อย โดยเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของสินเชื่อและการตั้งสำรองเพื่อสะท้อนแนวโน้ม NPL ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี พร้อมปรับลดสมมติฐาน NIM เหลือ 2.47-2.52% เพื่อสะท้อนแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องฝ่ายวิจัยยังคงราคาเป้าหมายที่ 152 บาท อิงวิธีประเมินมูลค่า Gordon Growth Model (GGM) หรือคิดเป็น P/BV ปี 2569 ที่ 0.49 เท่า โดยมองว่ากำไรต่อหุ้นปี 2569 จะลดลง 13% และอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) จะลดลงมาอยู่ที่ 6.7-6.9% จาก 8.2% ในปี 2568 อีกทั้ง BBL ยังมีอัตราการจ่ายเงินปันผลต่ำที่สุดในกลุ่มธนาคาร และยังไม่มีการปรับกลยุทธ์การบริหารเงินกองทุนเหมือนธนาคารคู่แข่ง จึงยังคงคำแนะนำ "ขาย" เนื่องจากมองว่ามูลค่าหุ้นยังมีความน่าสนใจจำกัด
ทันหุ้น • 22 ก.ค. 69
อ่าน
ย้อนย้อนศรดราม่า! นักวิเคราะห์กางสถิติช็อก ยอดขายแผ่น PS ตกต่ำ แซะแรงพวกแห่ต้าน เก่งแต่พิมพ์แต่ไม่ซื้อจริง
ล่าสุดกำลังเป็นประเด็นร้อนฉ่าสะท้านวงการคอนโซล เมื่อ Mat Piscatella ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ของสถาบันวิจัย Circana ออกมาเปิดเผยข้อมูลยอดขายแผ่นเกมฝั่ง PlayStation ในอเมริกา ซึ่งขัดแย้งกับกระแสเรียกร้องของเกมเมอร์บนโลกออนไลน์อย่างสิ้นเชิง!เรื่องของเรื่องคือ หลังจาก SIE (Sony) ประกาศช็อกโลกเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมว่า 'จะเลิกผลิตแผ่นเกม (Physical Disc) สำหรับเกมใหม่ของ PS ทั้งหมดตั้งแต่มกราคม 2028 เป็นต้นไป' ก็เกิดทัวร์ลงยับเยิน! มีเกมเมอร์เข้าไปลงชื่อคัดค้านบน Change.org ในแคมเปญ "Don’t Kill the Disc" ทะลุ 3.3 แสนคน แถมยังถล่มคอมเมนต์ใต้คลิปตัวอย่างเกม Marvel’s Wolverine บน YouTube ไปมากกว่า 1 แสนคอมเมนต์เพื่อเรียกร้องให้ Sony เปลี่ยนใจ!แต่ทว่า... พอส่องดู 'ยอดขายจริง' แล้วมันตลกร้ายมาก! Mat Piscatella ออกมาดักดราม่าและแซะแรงใส่พวกเก่งแต่พิมพ์คอมเมนต์ว่า 'การพิมพ์คอมเมนต์เรียกร้องบนอินเทอร์เน็ตมันทำง่าย แต่ในชีวิตจริง คนซื้อแผ่นกลับน้อยลงจนน่าใจหาย!'2 PlayStation video games sold more than 10k physical units in the US during week ending July 11, 2026. 7 have sold more than 100k physical units year-to-date. Source: Circana Retail Tracking Service[image or embed]— Mat Piscatella (@matpiscatella.bsky.social) 21 July 2026 at 00:37ข้อมูลชี้ชัดว่าในอัปเดตสัปดาห์ล่าสุด มีเกม PS แบบแผ่นแค่ 2 เกมเท่านั้น ที่ทำยอดขายเกิน 10,000 แผ่นในอเมริกา! และตลอดทั้งปีนี้ มีเกม PS ที่ขายแผ่นได้เกิน 100,000 แผ่นเพียงแค่ 7 เกมเท่านั้น!ยิ่งไปกว่านั้น สถิติล่าสุดของ Sony เองก็ระบุว่า ยอดขายเกมแบบดิจิทัลดาวน์โหลดพุ่งสูงถึง 78% ส่วนแบบแผ่นเหลือส่วนแบ่งตลาดแค่ 22% เท่านั้น (และในไตรมาสล่าสุดดิ่งลงเหลือแค่ 15%!) ซึ่งนี่แหละคือเหตุผลหลักที่ทำให้ Sony ตัดสินใจตัดใจเลิกผลิตแผ่นดิสก์อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าแผ่นเกมจะตายสนิททุกแพลตฟอร์ม! เพราะฝั่ง Nintendo Switch 2 เกมอย่าง Cyberpunk 2077 Ultimate Edition กลับทำยอดขายแบบแผ่นสูงถึง 75% เนื่องจากตลับมีความจุ 64GB แบบ Plug and Play (เสียบปุ๊บเล่นได้เลยไม่ต้องรอดาวน์โหลดเพิ่ม) และโดยรวมปู่ค่าย N ยังรักษาสัดส่วนการขายแผ่นได้สูงถึง 45.4% เลยทีเดียว!สรุปคือ วงการเกมกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว แม้แฟน ๆ จะโวยวายเพราะกลัวเรื่องการครอบครองเกมและสิทธิ์ของบัญชีที่อาจโดนระงับ แต่ยอดขายแผ่นที่ดิ่งเหวกลายเป็นตัวยืนยันว่า 'ปากบอกรักแผ่น แต่กดซื้อดิจิทัล' กันหมดนั่นเอง!แปลและเรียบเรียงจาก : automaton-media.com
Online Station • 22 ก.ค. 69
อ่าน
TIDLOR โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 25 บาท คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 1.48 พันล้านบาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #TIDLOR โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 25 บาท คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 1.48 พันล้านบาทTIDLOR ลุ้นกำไรไตรมาส 2/2569 แตะ 1.48 พันล้านบาท แม้ Credit Cost กลับสู่ภาวะปกติบริษัท ติดล้อ โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) มีแนวโน้มรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ที่ 1.48 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.1% YoY ส่งผลให้กำไรสุทธิครึ่งแรกของปี 2569 อยู่ที่ 3.09 พันล้านบาท คิดเป็น 55% ของประมาณการกำไรทั้งปีของบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ โดยการเติบโตยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสินเชื่อ ขณะที่ Credit Cost กลับเข้าสู่ระดับปกติหลังอยู่ในระดับต่ำผิดปกติในไตรมาสก่อนฝ่ายวิจัยทิสโก้ระบุว่า การเติบโตของสินเชื่อในไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มเร่งตัวเป็นประมาณ 2.0% QoQ หรือ 5.9% YoY จากการขยายตัวของสินเชื่อทะเบียนรถจักรยานยนต์และสินเชื่อทะเบียนรถยนต์ ส่วนสินเชื่อรถบรรทุกยังทรงตัวตามแผน เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เร่งการเติบโตในกลุ่มดังกล่าว โดยการเติบโตดังกล่าวยังอยู่ภายในเป้าหมายทั้งปีที่ 5-10% และสูงขึ้นจาก 5.0% YoY ในไตรมาส 1/2569ด้านคุณภาพสินทรัพย์ คาดว่า Credit Cost จะกลับเข้าสู่ระดับปกติที่ประมาณ 2.20% ในไตรมาส 2/2569 หลังไตรมาสแรกได้รับประโยชน์จากการกลับรายการสำรองส่วนเพิ่มและกำไรจากการขายสินทรัพย์ ขณะที่อัตราส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเป็น 1.50% จาก 1.47% ในไตรมาสก่อน สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและแนวโน้มอุตสาหกรรมอย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าจะยังไม่เห็นการด้อยลงของคุณภาพสินทรัพย์อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากได้ชะลอการเติบโตของสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมาและใช้มาตรฐานการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดขึ้น อีกทั้งยังมี Loan Loss Coverage Ratio สูงที่สุดในอุตสาหกรรมที่ 340% ณ สิ้นไตรมาส 1/2569สำหรับความสามารถในการทำกำไร ทิสโก้คาดว่าอัตราผลตอบแทนจากสินเชื่อ (Yield) จะปรับตัวดีขึ้นจากจำนวนวันในไตรมาส 2 ที่มากกว่าไตรมาสแรก ส่งผลให้ NIM ปรับเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ขณะที่อัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ส่วนรายได้จากธุรกิจประกันภัยยังเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อน แม้จะอ่อนตัวลงจากไตรมาสก่อนตามปัจจัยฤดูกาล นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินมีแนวโน้มลดลงชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังบริษัทรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ต้นทุนสูงด้วยหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ของ TIDLOR ที่ 5.66 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% YoY สะท้อนการเติบโตของกำไรในระดับเลขสองหลักช่วงต่ำถึงกลาง (Low- to Mid-teens) พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" และให้ราคาเหมาะสมที่ 25.00 บาท โดยระบุว่าหุ้นซื้อขายที่ PER ปี 2569 ราว 9.9 เท่า
ทันหุ้น • 15 ก.ค. 69
อ่าน
SYNEX โบรกแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 192 ล้านบาทโต 17%
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #SYNEX โบรกแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 192 ล้านบาทโต 17%บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีแนวโน้มรายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ที่ 192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% YoY และ 8.2% QoQ จากการเติบโตของรายได้ในเกือบทุกกลุ่มสินค้า รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก NCAP ที่แข็งแกร่ง แม้ว่าธุรกิจ Apple ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานของ iPhone รุ่นระดับเริ่มต้น ซึ่งยังเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตของบริษัทฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ คาดว่ารายได้ไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 11,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% YoY และ 5.6% QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของกลุ่ม Memory, Commercial และ Consumer ซึ่งสะท้อนการนำ Enterprise AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น และแนวโน้มการลงทุนด้านไอทีที่ฟื้นตัวขณะที่กลุ่มสินค้า Apple ยังอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากสมาร์ตโฟนราว 29% ของยอดขาย และระบบนิเวศของ Apple คิดเป็นประมาณ 38% ของยอดขายในปี 2568 โดยปัญหาการขาดแคลนอุปทานของ iPhone รุ่นตลาดแมสส่งผลกระทบต่อยอดขายราว 9-10% ของรายได้รวมด้านความสามารถในการทำกำไร คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จะทรงตัวที่ 3.85% ใกล้เคียงกับ 3.83% ในไตรมาส 2/2568เนื่องจากสัดส่วนการจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Enterprise ที่มีอัตรากำไรสูงสามารถชดเชยความอ่อนแอของกลุ่มสมาร์ตโฟน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) คาดว่าจะอยู่ที่ 194 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% YoY และ 7.6% QoQ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก NCAP คาดว่าจะอยู่ที่ 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY และ 5% QoQ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3/2569 ทิสโก้คาดว่าผลประกอบการจะทรงตัว โดย Apple ยังคงจัดสรรกำลังการผลิตให้กับ iPhone รุ่นระดับสูงเป็นหลัก ท่ามกลางภาวะชิปหน่วยความจำที่ตึงตัว ส่งผลให้สินค้ารุ่นตลาดแมส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ SYNEX ยังมีอุปทานจำกัด อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ Apple และความต้องการสินค้า Enterprise ที่เข้าสู่ช่วง High Season จะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SYNEX พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 11.00 บาท โดยประเมินด้วยวิธี Sum of the Parts สะท้อนมูลค่าธุรกิจจัดจำหน่ายหลักที่ 10.20 บาทต่อหุ้น และมูลค่าการลงทุนใน NCAP ที่ 0.75 บาทต่อหุ้น พร้อมระบุว่าความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่อัตรากำไรขั้นต้นและผลการดำเนินงานของ NCAP ที่อาจต่ำกว่าคาด
ทันหุ้น • 15 ก.ค. 69
อ่าน
COM7 กรุงศรีคาดกำไร Q2/69 ทำนิวไฮ มองครึ่งปีหลังโตต่อเนื่อง
#COM7 #ทันหุ้น-บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 โดยแนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 35 บาท ซึ่งเลือกเป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มค้าปลีกสินค้า IT เนื่องจากมี Ecosystem ครบวงจร หนุนทั้งยอดขาย Margin และรายได้ประจำ แม้ iPhone บางรุ่นยังขาดแคลน แต่ผลกระทบจำกัดฝ่ายวิจัยกรุงศรี คาดว่ากำไรหลักงวดไตรมาส 2/69 ของ COM7 อยู่ที่ 1.26 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือ YoY และเพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อน หรือ QoQ ซึ่งจะเป็นกำไรที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ แม้อัตราการเติบโตของยอดขาย iPhone จะชะลอลงจาก 16% ในไตรมาส 1/69 เนื่องจาก iPhone รุ่น entry price ขาดแคลน หลังเจ้าของแบรนด์ลดการผลิตจากต้นทุนชิปที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี คาดยอดขายรวมของ COM7 จะเร่งขึ้น ตามการเติบโตของสินค้า non-iPhone ธุรกิจ EV และบริการเสริมนอกจากนี้คาดว่าครึ่งปีหลัง COM7 ก็มีแนวโน้มที่ดี เพราะธุรกิจ uFund, EV และ Taxi EV โดยคาดว่ากำไรทั้งปี 2569 อยู่ที่ 4.69 พันล้านบาท ซึ่งกำไรเพิ่มขึ้น 14% YoY กำไรเติบโตสูงเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม ขณะที่ในปี 2570 คาดว่ากำไรที่ 5.12 พันล้านบาท เติบโต 9% และจะมีกำไรเติบโตขึ้นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม
ทันหุ้น • 16 ก.ค. 69
อ่าน
ผลสำรวจเผย ผู้เล่นบน Steam เกือบ 50% ไม่มีปัญหากับการที่ผู้พัฒนาเกมนำ AI มาใช้
ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าเทคโนโลยี AI นั้นเข้ามามีบทบาทในวงการเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งนี้บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Sony หรือ Epic Games ต่างก็ออกมาสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีนี้และและเชื่อว่าจะช่วยปลดปล่อยศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของนักพัฒนาเกมได้อย่างเต็มที่ โดยก่อนหน้านี้ก็มีแฟนเกมจำนวนไม่น้อยต่างออกมาคัดค้านการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาเกม ตัวอย่างเกม Crazy Taxi World Tour ก็เคยถูกวิจารณ์แย่างหนักหลังนำเทคโนโลยี AI มาใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจล่าสุดกลับเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ผู้เล่นบน Steam เกือบ 50% ไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักว่ามีการใช้ AI ในกระบวนการสร้างวิดีโอเกมหรือไม่!จากรายงานของทาง GameDiscoverCo บริษัทและเอเจนซีวิเคราะห์ข้อมูลชั้นนำในอุตสาหกรรมวิดีโอเกม เผยว่า ผู้เล่นประมาณ 43% ไม่มีปัญหาที่จะซื้อเกมบน Steam แม้หน้าร้านค้าจะมีการเปิดเผยว่าเกมดังกล่าวจะมีการนำเอา AI มาใช้ในกระบวนการพัฒนา โดยรายงานนี้ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้ Steam ราว 3,800 คน เกี่ยวกับการใช้ AI ในการพัฒนาเกม ทั้งนี้พบว่ามีเพียง 31% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีมุมมองเชิงลบต่อประเด็นนี้ และเมื่อเจาะลงลึกเข้าไปอีกพบว่า มีเพียง 8% เท่านั้นที่ระบุว่าจะไม่ซื้อเกม หากมีการใช้ AI ในกระบวนการพัฒนานอกจากนี้ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามอีกประมาณ 26% ที่วางตัวเป็นกลาง ทำให้ผู้เข้าร่วมการสำรวจมากกว่า 2 ใน 3 ยังพร้อมที่จะซื้อเกมแม้ว่าจะมีการนำ AI มาใช้ในการพัฒนาก็ตาม ทั้งนี้บริษัทเกมยักษ์ใหญ่จำนวนไม่น้อยต่างเริ่มนำเทคโนโลยี AI มาใช้มากขึ้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปละครับว่าต่อไปจากนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราอาจจะได้เห็นเกมที่พัฒนาด้วย AI แบบ 100% เลยก็เป็นได้ครับแปลและเรียบเรียงจากhttps://tech4gamers.comภาพปกจากhttps://tech4gamers.com
Online Station • 9 ก.ค. 69
อ่าน
บัวหลวงอัพเดต OSP เปิด 4 เรื่องต้องจับตา!
#ทันหุ้น - บล.บัวหลวง ระบุหลังจากฝ่ายวิจัยได้ออก IDEA Call ไปเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยได้มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรพร้อมราคาเป้าหมาย หลังจากที่ราคาหุ้นมา และถือโอกาสไปอัปเดทข้อมูล โดยรวมยังเชื่อในมุมมองที่เคยให้ไว้ในรายงานก่อน จากผลประกอบการและทิศทางอัตรากำไรที่น่าจะดีตามคาด1) คุณภาพกำไรจะดีขึ้นจริง: แม้ว่ารายได้ธุรกิจเครื่องดื่มแทบไม่เติบโตในช่วงปี 2565-68 แต่ ROE กลับเพิ่มจาก 10.1% เป็น 22.7% ขณะที่ GM ขยายจาก 30.6% เป็น 40.1% และล่าสุดแตะ 42.5% ใน Q1/69 สะท้อนว่ากำไรที่เติบโตไม่ได้มาจากยอดขาย แต่เกิดจากโครงสร้างต้นทุนที่ดีขึ้น การทำ FF10X การปรับ procurement การรวมโรงงานแก้ว และการขายธุรกิจที่ไม่ใช่ core business ออกไป โดย OSP สร้าง cost saving สะสมกว่า 1.16 พันล้านบาทในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา2) Market share ไม่ได้ลดลงจริงตามที่เคยกังวล: ปัจจุบัน OSP ยังครองส่วนแบ่งตลาดเครื่องดื่มชูกำลัง 44.5% อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจ Personal Care เติบโตเฉลี่ย 7.5% ต่อปี และเพิ่มสัดส่วนรายได้จาก 8% เป็น 11% ของยอดขายรวม ซึ่งเป็นธุรกิจที่มี margin สูงกว่ากลุ่มเครื่องดื่มและกำลังกลายเป็น growth engine ตัวใหม่3) สำหรับ Q2/69 ฝ่ายวิจัยไม่ได้คาดหวังงบที่หวือหวา แต่จุดสำคัญ คือ GM: โดยคาดกำไรที่ 1.07 พันล้านบาท เพิ่ม 6% YoY แต่ลดลง 8% QoQ จากธุรกิจต่างประเทศที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม คาด GM (Gross Margin) ยังน่าจะทรงตัวในระดับสูงที่ประมาณ 42% แม้จะเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้นและการบริโภคในประเทศที่ยังเปราะบาง ซึ่งสะท้อนว่าการขยายตัวของมาร์จิ้นเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างมากกว่าวัฏจักร4) Valuation ต่ำ สวนทางผลตอบแทนผู้ถือหุ้น: แม้ ROE จะเพิ่มขึ้นเป็น 22.7% แล้ว แต่ OSP ยังซื้อขาย PER ปี 2569 เพียง 13.7 เท่า หรือประมาณ -1.5SD ของค่าเฉลี่ยในอดีต และต่ำกว่าเมื่อเทียบกับ 33 เท่าในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ ROE อยู่เพียง 19% เท่านั้น ขณะที่ปัจจุบัน dividend yield จะอยู่สูงราว 5.1%มุมมองพื้นฐาน คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 20 บาท ยังคงมองว่า OSP เป็นหนึ่งในหุ้น consumer ที่มีทั้งในแง่กำไร (Earnings quality improvement) และราคาหุ้น (Valuation upside)
ทันหุ้น • 24 มิ.ย. 69
อ่าน
SET เปิดที่ 1,568.19 จุด -5.94 จุด (-0.38%)
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SET เปิดที่ 1,568.19 จุด -5.94 จุด (-0.38%)CGSI • SET Index: เรามองกรอบ SET Index 1,565-1,585 จุด ระมัดระวังหุ้น GULF จากประเด็นเฉพาะตัวในวันนี้ ส่วนพรุ่งนี้ จับตาการประชุมกนง. พรุ่งนี้ โดย เราและตลาดคาดกนง. คง ดอกเบี้ย ณ ระดับ 1.00% โดย ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากสงคราม (ไม่สามารถลดดอกเบี้ย) และ เศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวได้จำกัด (ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ย) จะเป็นปัจจัยกดดันในการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตหุ้นแนะนำBGRIM: เราปรับเพิ่มประมาณการในปี 2026-28F สะท้อนส่วนแบ่งกำไรที่สูงกว่าประมาณการก่อนหน้า การเติบโตในปี FY26F จะหนุนด้วย NERH และ Nakwol 1 แม้ว่าต้นทุนก๊าซในระยะสั้นยังไม่แน่นอน (Take profit: 17.60 / Stop loss: 16.80)MOSHI: ยังไม่ใช่ผู้ค้าปลีกที่เข้าสู่ช่วงอิ่มตัว โดยโอกาสการเติบโตยังคงขยายตัวต่อเนื่องการขยายสาขาแบบ standalone และความสามารถในการจัดหาสินค้า (sourcing) เป็นปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ นอกเหนือจาก SSSG (Take profit: 38.50 / Stop loss: 36.00)
ทันหุ้น • 23 มิ.ย. 69
อ่าน
SAPPE โบรกปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” เป้าใหม่ 33 บาท จากเดิม 30.00 บาท มองกำไรไตรมาส 2 ฟื้นตัวตามฤดูกาล
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SAPPE โบรกปรับคำแนะนำขึ้นเป็น “ซื้อ” เป้าใหม่ 33 บาท จากเดิม 30.00 บาท มองกำไรไตรมาส 2 ฟื้นตัวตามฤดูกาลบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) ปรับคำแนะนำหุ้น บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE ขึ้นเป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 33.00 บาท จากเดิม 30.00 บาท หลังมองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนผลกระทบจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางไปมากแล้ว ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการเริ่มฟื้นตัว และปัจจัยกดดันด้านต้นทุนมีโอกาสผ่อนคลายในช่วงครึ่งหลังของปีดาโอคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 จะอยู่ในช่วง 200-220 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยฤดูกาลที่ช่วยให้รายได้รวมเติบโตประมาณ 16% QoQแม้กำไรจะชะลอตัว YoY แต่รายได้รวมมีแนวโน้มทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน โดยรายได้จากต่างประเทศยังเติบโตในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงคราม ขณะที่รายได้ในประเทศเผชิญแรงกดดันจากราคามะพร้าวที่อ่อนตัวและการฟื้นตัวของกำลังซื้อที่ยังเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปในด้านความสามารถทำกำไร บริษัทคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ลดลงจากปีก่อน ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SGA to Sales) เพิ่มขึ้นตามแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นการบริโภคอย่างไรก็ตาม ฝ่ายบริหารยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 เติบโต 15% YoY ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานของดาโอที่คาดเติบโต 3% YoY โดยหากบริษัทสามารถดำเนินงานได้ตามเป้าหมายดังกล่าว จะเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการผลประกอบการของฝ่ายวิจัยสำหรับนโยบายด้านราคา บริษัทระบุว่าจะไม่เป็นผู้ริเริ่มปรับขึ้นราคาสินค้าในตลาด แต่หากต้นทุนวัตถุดิบยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ก็มีโอกาสเห็นการปรับราคาสินค้าในช่วงครึ่งหลังของปี 2569ดาโอยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2569 ที่ 791 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน ภายใต้สมมติฐานรายได้รวมเติบโต 3% โดยคาดว่ารายได้ในประเทศจะขยายตัว 4% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนเร็วกว่าปกติและยาวนานขึ้น ขณะที่รายได้ต่างประเทศมีแนวโน้มฟื้นตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นกลุ่มตะวันออกกลางและประเทศอื่นในพื้นที่สงครามที่ยังได้รับผลกระทบด้านการบริโภคและการขนส่งในด้านอัตรากำไรขั้นต้น ดาโอคาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 44.0% จาก 44.3% ในปีก่อน จากแรงกดดันของต้นทุนวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยมองว่าภาวะสงครามที่เริ่มคลี่คลายจะเป็นปัจจัยบวกต่อ SAPPE ในระยะถัดไป โดยเฉพาะการปรับลดลงของต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ เช่น เม็ดพลาสติก PET Resin ซึ่งคิดเป็นประมาณ 8% ของต้นทุนขาย รวมถึงการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามประมาณ 6% ของรายได้รวมด้วยแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว ความเสี่ยงด้านสงครามที่ลดลง และโอกาสฟื้นตัวของรายได้ในตะวันออกกลาง ดาโอจึงปรับเพิ่มระดับการประเมินมูลค่าหุ้น (Re-rate) โดยอิง PER ปี 2569 ที่ 13 เท่า จากเดิม 11.5 เท่า พร้อมยกระดับคำแนะนำเป็น “ซื้อ” เพื่อสะท้อนมุมมองเชิงบวกมากขึ้นต่อแนวโน้มธุรกิจในระยะข้างหน้า
ทันหุ้น • 16 มิ.ย. 69
อ่าน
EPG กำไรปี 68/69 พุ่งแรง 62% แตะ 1,312 ล้านบาท
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #EPG กำไรปี 68/69 พุ่งแรง 62% แตะ 1,312 ล้านบาทEPG เผยผลการดำเนินงานปีบัญชี 68/69 (เม.ย.68 - มี.ค.69)เดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ หนุนกำไรเติบโต 62% เตรียมเสนอจ่ายเงินปันผล 13 สตางค์ต่อหุ้น ในการประชุมผู้ถือหุ้น 23 ก.ค.69ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า ในปีบัญชี 68/69 (เม.ย.68 -มี.ค.69) บริษัทมียอดขาย 13,508 ล้านบาท ลดลง จากปีก่อน 2% และมีกำไรสุทธิ 1,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62% จากการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้ง บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าเพิ่มขึ้น 17% สำหรับผลการดำเนินงานตามกลุ่มธุรกิจ มีดังนี้ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex มียอดขายในปีบัญชี 68/69 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการสินค้าฉนวนที่ยังเติบโตทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มระบบ HVAC และ Air Ducting System รวมถึงความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและ Data Centerสำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ยอดขายยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสินค้าฉนวนเกรดพรีเมียม รวมถึงสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System โดยเฉพาะจากกลุ่มลูกค้าโครงการในอุตสาหกรรม Semiconductor/ Cloud/ Data Center และยานยนต์ ซึ่งยังคงมีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งกระแส Reshoring ในสหรัฐอเมริกายังเป็นปัจจัยสนับสนุนต่อการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและความต้องการใช้งานสินค้าฉนวนในระยะยาว ขณะที่ตลาดภายในประเทศ ยอดขายของแอร์โรเฟลกซ์ ลดลงเล็กน้อย สะท้อนภาวะที่ภาคเอกชนยังคงระมัดระวังการลงทุน อย่างไรก็ตาม บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวในบางกลุ่มอุตสาหกรรม และยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มความต้องการสินค้าฉนวนในประเทศจากโครงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและอาคารเชิงพาณิชย์ในระยะถัดไปธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas มียอดขายปรับตัวลดลง 10% จากปีก่อน สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่ยังไม่เต็มที่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศไทยและประเทศออสเตรเลีย สำหรับการผลิตและจำหน่ายให้แก่กลุ่มลูกค้า OEM ของแอร์โรคลาส ยังคงได้รับแรงกดดันจากภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ชะลอตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เดินหน้าปรับโครงสร้างต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปด้านตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะออสเตรเลียและยุโรป ยังคงได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดยุโรปยังเผชิญแรงกดดันจากการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย บริษัทได้ดำเนินมาตรการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องใน Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd. ซึ่งเริ่มเห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นตามลำดับ ขณะที่ 4 Way Suspension Products Pty., Ltd. มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ จากความต้องการสินค้าใหม่ทั้งในประเทศออสเตรเลียและตลาดต่างประเทศธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP มียอดขายปรับตัวเพิ่มขึ้น 12% จากปีก่อน แม้ยังเผชิญภาวะการแข่งขันที่สูง อย่างไรก็ตาม บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด ยังคงได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง จากจุดแข็งด้านมาตรฐานการผลิตระดับสากล เช่น มอก./ GHP/ HACCP และ BRC ซึ่งสะท้อนถึงคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันและรองรับความต้องการของลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรมบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 34% โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริหารต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งผลิตในหลายประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารต้นทุนเฉลี่ยได้อย่างเหมาะสม แม้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถบริหารจัดการ Supply Chain ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีวัตถุดิบเพียงพอรองรับการผลิตและการขายอย่างต่อเนื่องสำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร ปรับตัวลดลง 4% จากปีก่อน เนื่องจากมีการปรับโครงสร้างองค์กรและเสริมวินัยด้านต้นทุน อีกทั้งบริหารเงินทุนหมุนเวียนและกำลังการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพบริษัทมีผลขาดทุนทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 95 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน โดยส่วนใหญ่มาจากรายการลูกหนี้การค้าของ บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด ซึ่งจำหน่ายวัตถุดิบเพื่อใช้ผลิตสินค้าให้แก่ธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้ ทั้งนี้ธุรกิจร่วมทุนในแอฟริกาใต้ได้รับผลกระทบชั่วคราวในระยะสั้น เนื่องจากการหยุดสายการผลิตของลูกค้ารายสำคัญเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่การผลิตรุ่นใหม่ โดยกลับมาผลิตอีกครั้งในเดือนเมษายน 2569ในปีบัญชีนี้บริษัทได้รับผลกระทบเชิงบวกจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ โดยมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 15 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจริงจำนวน 74 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจำนวน 89 ล้านบาทนอกจากนี้ บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าจำนวน 327 ล้านบาท ซึ่งมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น และธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์ทั้งในและต่างประเทศดร.เฉลียว กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปีในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364 ล้านบาท โดยกำหนดจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 และหากที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติ บริษัทจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2569ทั้งนี้ บริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 และหากรวมกับเงินปันผลในครั้งนี้ จะทำให้บริษัทจ่ายเงินปันผลรวมทั้งปีในอัตราหุ้นละ 0.20 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิ (Payout Ratio) ที่ 42.6%บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ภายใต้นโยบาย “USE” เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทันหุ้น • 28 พ.ค. 69
อ่าน
VGI กรุงศรี ทบทวนคำแนะนำ-ราคาเป้าหมาย หลังงบปี 69 ต่ำกว่าคาด
#VGI #ทันหุ้น-บล.กรุงศรี ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท วีจีไอ จำกัด(มหาชน) หรือ VGI โดยอยู่ระหว่างทบทวนคำแนะนำ จากเดิมแนะนำถือ และราคาเป้าหมายใหม่ จากเดิมอยู่ที่ 1.29 บาท เนื่องจากผลประกอบการงวดปี 2568/69 ออกมาต่ำกว่าคาด และเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังไม่เห็นแนวโน้มการฟื้นตัวที่ชัดเจน ธุรกิจหลักยังไม่แข็งแรง และมีปัจจัยเสี่ยงสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ขณะที่ธุรกิจใหม่ยังไม่ถึงจุดคุ้มทุน และการลงทุนใหม่จากเงินสดรายการเทียบเท่ากว่า 2.1 หมื่นล้านบาท ยังไม่ชัดเจน ดังนั้นแม้ราคาหุ้น VGI จะลดลงต่ำกว่ามูลค่าเงินสดสุทธิต่อหุ้นที่ 0.96 บาท แต่ก็ยังไม่น่าสนใจVGI แจ้งตลาดหลักทรัพย์ผลดำเนินงานงวดปี 2568/69 (สิ้นสุด 31 มี.ค.69) มีรายได้จากการให้บริการและการขาย 4,646 ล้านบาท ลดลง 11% และมีผลขาดทุนสุทธิ 1,064 ล้านบาทฝ่ายวิจัยกรุงศรี ระบุว่า VGI ในไตรมาส 4 ปี 2568/69 (ม.ค.-มี.ค.69) พลิกขาดทุนสุทธิกว่า 1,272 ล้านบาท แย่ลงจากไตรมาสก่อนหน้า และช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 53 ล้านบาท และ 83 ล้านบาทตามลำดับ เนื่องจากมีรายการพิเศษการด้อยค่าสินทรัพย์(โดยเฉพาะเงินลงทุนใน JMART) กว่า 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ผลดำเนินงานปกติยังพลิกเป็นขาดทุน 72 ล้านบาท จากการหดตัวของธุรกิจหลักสื่อ OOH ลดลง ขณะที่ธุรกิจใหม่ Digital services และ Distribution รายได้ทรงตัวส่วนแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569/70 (เม.ย.-มิ.ย.69) คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้น QoQ และไม่มีรายการพิเสษมากดดันผลประกอบการเหมือนไตรมาส 4 ปี 2568/69 อย่างไรก็ตามหากเทียบ YoY อาจมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่าย SGA ที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รายได้อื่นลดลง และส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่ไม่แน่นอนราคาหุ้น VGI ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 0.91 บาท บวก 0.04 บาท หรือ 4.60% มีมูลค่าการซื้อขาย 636.86 ล้านบาท
ทันหุ้น • 26 พ.ค. 69
อ่าน
ตลท.เผยบจ.กำไร Q1/69 ที่ 3.69 แสนลบ.โต 25.3% ราคาน้ำมันหนุน
#ทันหุ้น-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือตลท. เผยบริษัทจดทะเบียน หรือบจ.ของไทยมีกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% โดยบจ.ไทยมีกำไรเพิ่มขึ้นจากกลุ่มธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีที่ได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ขณะที่บจ.กลุ่มธุรกิจทั่วไปมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุน ซึ่งบจ.ที่มีการเติบโตได้แก่ หมวดพลังงาน ปิโตรเคมีภัณฑ์ สินเชื่อรายย่อย พาณิชย์ โรงแรมและเทคโนโลยีนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมดผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5% และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568“ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย” นายอัสสเดช กล่าวด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริหารจัดการต้นทุนผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวังท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว
ทันหุ้น • 26 พ.ค. 69
อ่าน
ไตรมาส 1/2569 ยอดใช้น้ำมันพุ่ง สวนทางราคา
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #ไตรมาส 1/2569 ยอดใช้น้ำมันพุ่ง สวนทางราคานายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยน้ำมันเตาเพิ่มขึ้น 14% กลุ่มน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 6.4% น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 5.7% น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 4.3% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ลดลง 14.3%การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซินเฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.4% โดยน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจัยด้านราคาที่จูงใจมากขึ้น โดยช่วงเดือนมกราคม–มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาทต่อลิตร เทียบกับ 33.82 บาทต่อลิตรในช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีส่วนต่าง 2.02 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 มากขึ้น ขณะที่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 ล้านลิตรต่อวัน จากการปรับโครงสร้างราคาและการรณรงค์ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ รวมถึงน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนแก๊สโซฮอล์ 91 และ E85 ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตรต่อวัน และ 0.04 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับด้านการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.7% โดยได้รับแรงหนุนจากความกังวลด้านราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวม 5 ครั้ง หรือ 10.80 บาทต่อลิตร ทำให้เกิดการเร่งซื้อน้ำมันก่อนการปรับราคาทุกครั้ง ส่งผลให้ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้นชั่วคราวตามพฤติกรรมผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้ตามประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัว 1.61%ขณะที่การใช้น้ำมันดีเซล B20 อยู่ที่ 0.003 ล้านลิตรต่อวัน หลังกลับมาจำหน่ายอีกครั้งภายหลังชะลอการจำหน่ายตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ตามแนวทางบริหารจัดการของภาครัฐเพื่อเพิ่มทางเลือกแก่ผู้ใช้รถและควบคุมต้นทุนพลังงานการใช้น้ำมันอากาศยาน Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.3% ตามการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบิน โดยจำนวนเที่ยวบินเฉลี่ยช่วงไตรมาสแรกอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.80% จากปีก่อน ขณะที่การขนส่งสินค้าทางอากาศเพิ่มขึ้น 8.94% แม้อุตสาหกรรมยังเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยยังประเมินว่า อุตสาหกรรมการบินปีนี้มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง แม้ต่ำกว่าคาดการณ์เดิมก่อนเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่วนการใช้น้ำมันเตาเฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% จากความต้องการใช้น้ำมันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าส่งออกไทยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ที่ขยายตัว 17.6% โดยมีแรงหนุนหลักจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ตามความต้องการเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.7% จากการใช้ในภาคปิโตรเคมีที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกิโลกรัมต่อวัน และภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 6.10 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกิโลกรัมต่อวัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกิโลกรัมต่อวันด้านการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ลดลง 14.3% สอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 19.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนสำหรับภาพรวมการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 2.1% คิดเป็นมูลค่านำเข้ารวม 78,261 ล้านบาทต่อเดือน โดยการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 2.9% คิดเป็นมูลค่า 76,137 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่การนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป ได้แก่ น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน และ LPG เพิ่มขึ้น 33.7% มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรลต่อวัน คิดเป็นมูลค่า 2,124 ล้านบาทต่อเดือนส่วนการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 16% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาทต่อเดือน โดยการส่งออกมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง หลังรัฐบาลออกมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ
ทันหุ้น • 19 พ.ค. 69
อ่าน
SET Index เปิดที่ 1,513.73 จุด -4.01จุด (-0.26 %)
#ทันหุ้น #SET Index เปิดที่ 1,513.73 จุด -4.01จุด (-0.26 %)CGSI มองกรอบ SET Index 1,500-1,530 ตลาดกังวล “Bond Vigilantes” หรือ การแห่ขายพันธบัตรส่งผลให้ Bond yields พุ่งสูงขึ้น และ ราคาน้ำมันยังทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมอาจจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีก แนะนำ BDMS KKP• SET Index: เรามองกรอบ SET Index 1,500-1,530 ตลาดกังวล “Bond Vigilantes” หรือ การแห่ขายพันธบัตรส่งผลให้ Bond yields พุ่งสูงขึ้น และ ราคาน้ำมันยังทำให้นักลงทุนวิตกกังวลว่าเงินเฟ้อและต้นทุนการกู้ยืมอาจจะอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกหุ้นแนะนำBDMS:เรามองว่าความกังวลของนักลงทุนต่อผลกระทบจากสงครามสหรัฐ–อิหร่านต่อ BDMS นั้นเกินจริง เนื่องจากผู้ป่วยจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนเพียง 4% ของรายได้ 2025(Take profit: 18.60 / Stop loss: 18.00)KKP:กำไรสุทธิไตรมาส 1 ของธนาคารอยู่ที่ 1.96 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นแรงถึง 84% yoy และ 10.4% qoq สูงกว่าประมาณการของเรา 10%เราปรับประมาณการ EPS ปี 2026–2028 ขึ้น 7.9–16.2% เพื่อสะท้อนการเติบโตสินเชื่อที่สูงขึ้น, net interest margin ที่กว้างขึ้น และ cost-to-income ratio ที่ลดลง(Take profit: 82.25 / Stop loss: 80.75)
ทันหุ้น • 19 พ.ค. 69
อ่าน
SPALI คำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 18.80 บาท
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SPALI คำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 18.80 บาทCGSI บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) Supalai รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 402.1 ล้านบาท ลดลง 69.9% QoQ และ 0.7% YoY แต่ยังสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาด 11.7% และสูงกว่า Bloomberg Consensus 4.7% จากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SGA) รวมถึงดอกเบี้ยจ่ายที่ต่ำกว่าคาด แม้ว่ารายได้และอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์จะอ่อนตัวลงรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 3.65 พันล้านบาท ลดลง 48.5% QoQ แต่เพิ่มขึ้น 4.0% YoY โดยรายได้ที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนเป็นผลจากการเร่งโอนกรรมสิทธิ์ในช่วงไตรมาส 4/2568 ก่อนสิ้นปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากการขายอสังหาริมทรัพย์ลดลงมาอยู่ที่ 30.2% ต่ำกว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยที่ 31.2% และลดลงจาก 38.8% ในไตรมาส 1/2568 รวมถึง 33.4% ในไตรมาส 4/2568 จากการเพิ่มส่วนลดเพื่อเร่งระบายสต็อกโครงการอย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยคาดว่า GPM จะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2-4/2569 จากการเริ่มโอนกรรมสิทธิ์คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จใหม่ ซึ่งมีอัตรากำไรสูงถึงประมาณ 40%ด้านการบริหารต้นทุน SPALI ยังคงควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี โดย SGA ลดลง 23.5% QoQ และ 13.8% YoY มาอยู่ที่ 748.7 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ที่ 894.9 ล้านบาท จากการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลง 9.3% QoQ และ 20.2% YoY เหลือ 151.1 ล้านบาท หลังต้นทุนทางการเงินลดลงมาอยู่ที่ 1.9% จาก 2.17% ในไตรมาสก่อนส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุน (JV) ในออสเตรเลียลดลง 21.3% YoY เหลือ 103.6 ล้านบาท จากยอดโอนโครงการร่วมทุนในออสเตรเลียที่ลดลง รวมถึงการรับรู้ภาษีในอัตรา 30% ขณะที่ในช่วงเดียวกันปีก่อนบริษัทบันทึกเป็นหนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชีในงบดุลฝ่ายวิจัยมองว่าไตรมาส 1/2569 จะเป็นจุดต่ำสุดของกำไรในปีนี้ หลังผลประกอบการคิดเป็นเพียง 9.1% ของประมาณการกำไรทั้งปี โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะฟื้นตัว QoQ ในไตรมาส 2/2569 จากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น และส่วนแบ่งกำไรจาก JV ในออสเตรเลียที่ฟื้นตัวทั้งนี้ บริษัทมีคอนโดมิเนียมใหม่ 3 โครงการ มูลค่ารวม 6.08 พันล้านบาท ได้แก่ Sense Srinakarin, Parc Ekkamai และ Kram Khao Tao ซึ่งมีกำหนดเริ่มโอนในไตรมาส 2/2569 เดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน 2569 ตามลำดับ ขณะที่ Backlog ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 8.1 พันล้านบาท รองรับรายได้ปี 2569 แล้วประมาณ 47%ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการรายได้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 ที่ 2.51 หมื่นล้านบาท และคงประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ปี 2569-2571 รวมถึงราคาเป้าหมายที่ 18.80 บาท อิงระดับ P/E ปี 2570 ที่ 7.4 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีราว 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานพร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยมองว่า SPALI มีจุดเด่นด้านการกระจายความเสี่ยงจากโครงการในออสเตรเลีย ซึ่งคาดว่าสัดส่วนกำไรจะเพิ่มขึ้นจาก 14.5% ในปี 2567 เป็น 20.4-20.6% ในช่วงปี 2569-2570 อีกทั้งกำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 2/2569 และยังมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่น่าสนใจราว 9.1% ในปี 2569อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่ยอด Presales ที่อาจต่ำกว่าคาด รวมถึงความล่าช้าในการเปิดโครงการใหม่ ขณะที่ปัจจัยบวกต่อราคาหุ้นจะมาจากยอดขายสต็อกและอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ที่ดีกว่าคาดการณ์
ทันหุ้น • 13 พ.ค. 69
ดูเพิ่มเติม