รีเซต

ผลการค้นหา “Low Frequency” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อัจฉริยะตัวจิ๋ว
ดู

อัจฉริยะตัวจิ๋ว

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาดว่า SET Index จะแกว่งตัว Sideways Up ฟื้นตัวระยะสั้นในกรอบ 1,570-1,587 จุด หนุนจาก Bond Yield ที่ชะลอตัวเล็กน้อย หลังนายวอลเลอร์ระบุว่าจะสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุม Fed เดือนนี้ หากข้อมูลบ่งชี้ว่าแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ทำให้ตลาดปรับลดความน่าจะเป็นที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเหลือ 50% จากวันก่อนหน้าที่ 62% ขณะที่ Dollar Index อ่อนตัวลงจากค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นแรง 2% จากทั้งมาตรการแทรกแซงของทั้งสหรัฐฯและญี่ปุ่น รวมถึงแนวโน้มที่ BoJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนนี้ ล่าสุด Bond Yield 10 ปีสหรัฐฯ อยู่ที่ 4.76%ส่วนราคาน้ำมันดิบ Brent ยังยืนบริเวณ US$95 ต่อบาร์เรล โดยยังต้องติดตามการโจมตีระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านว่าจะผ่อนคลายลงได้เร็วเพียงใด ส่วนปัจจัยสำคัญที่ตลาดรอติดตามคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรคืนนี้์ (ตลาดคาดเพิ่มขึ้นราว 5.5 หมื่นราย) หากออกมาต่ำกว่าที่คาด จะช่วยผ่อนคลายบรรยากาศการลงทุนช่วยกด Bond Yield ให้ปรับลงต่อได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามยังมีอีกหนึ่งตัวเลขสำคัญคือเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯเดือน ส.ค. ที่จะประกาศวันศุกร์หน้า ซึ่งจะเป็นตัวเลขสุดท้ายก่อนการประชุม Fed ในวันที่ 15-16 ก.ย. หากตัวเลขออกมาต่ำกว่าคาดหรือชะลอตัวลงจะยิ่งเพิ่มโอกาสที่่ Fed จะคงดอกเบี้ยในการประชุมรอบนี้ได้และเป็นบวกต่อสินทรัพย์เสี่ยง ด้านปัจจัยในประเทศยังไม่มีประเด็นใหม่ สัปดาห์หน้าติดตามการพิจารณางบประมาณปี 70 วาระ 2-3 ของสภาฯ ส่วนปลายเดือนไฮไลท์อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญที่นัดติดสินคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งวันที่ 28 ก.ย.กลยุทธ์ : Selective Buy หุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มกำไร 2H26 โดดเด่น // ระยะกลาง-ยาวยัง Rotate หา Value-Domestic Playหุ้นเด่นเดือน ก.ย : BTG, HANA, ITC, PR9, STAFSSIA Portfolio: BA, BBL, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, ITC, PR9, SAPPE, STA, and TIDLORหุ้นเด่นวันนี้ : BDMS· แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 28.75 บาท· โมเมนตัมกำไร 3Q26 คาดว่าจะเร่งตัว q-q และกลับมาโต y-y ได้ หนุนจากรายได้เดือน ก.ค.-ส.ค. เบื้องต้นที่คาดเติบโตในกรอบ 8-10% y-y เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยยะจาก 1H26· เราคาดกำไรปี 2026 เติบโต +4% y-y และเร่งตัวขึ้นเป็น +7% y-y ในปี 2027 ราคาหุ้น BDMS +7% YTD ยัง Laggard SET ที่ +25% YTD อย่างมาก คาดว่ามีโอกาสกลับมา Outperform ในฐานะ Laggard Play และ Sector Rotation· แนวรับ 20.20-20.10 บาท แนวต้าน 21//22-22.40 บาทด้าน บล.คิงส์ฟอร์ด ฝ่ายวิเคราะห์ประเมิน SET Index มีกรอบการเคลื่อนไหวที่ 1,568–1,631 จุด โดยอิงระดับ Valuation จากค่าเฉลี่ย PE 1 ปีที่ -0.50SD ถึง -1.50SD และ 12-month trailing EPS ของ SET ที่ 100.50 คาดหวังการฟื้นตัวหลังโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ลดลง โดย CME FedWatch คาดมีโอกาสเหลือราว 50% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 25 bps แนะนำ กลุ่มโรงไฟฟ้า รับเหมาฯ นิคมฯ (โยง Data Center) เช่น GULF, BGRIM, GPSC, STECON, AMATA กลุ่มอิเล็กฯ เช่น HANA, CCET กลุ่มท่องเที่ยว/ขนส่ง (ไทยเที่ยวไทยพลัส) เช่น AOT, CENTEL กลุ่มเดินเรือ (จาก BDI ที่สูงขึ้น) เช่น PSL, PRM กลุ่มอาหาร (ราคาขายสัตว์บกสูงขึ้น) เช่น BTG, CPF กลุ่ม ร.พ. (High Season ฤดูฝน) เช่น BDMS, BCHAOT (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 68.00 บาท) แนวโน้ม 4Q68/69 (ก.ค.-ก.ย.69) คาดกำไรกลับมาเติบโตได้ทั้ง QoQ, YoY สถิติการบินเบื้องต้นในเดือน ก.ค. จำนวนเที่ยวบินและผู้โดยสารของ AOT แม้ปรับตัวลดลง YoY แต่มีสัญญาณฟื้นตัว MoM โดยกำไรจะกลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งเนื่องจากเริ่มรับรู้ค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) เป็น 1,120 บาท/คน เข้ามาเต็มไตรมาส ช่วยชดเชยรายได้ที่สูญเสียจาก King Power และผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง เรามีการปรับประมาณการกำไรสุทธิในปี 68/69 ขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 1.99 หมื่นล้านบาท +10%YoY ส่วนกำไรปี 69/70 เติบโตโดดเด่นที่ 2.94 หมื่นล้านบาท (+47%YoY)BTG* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย 23.52 บาท) กำไรในช่วง 2Q69 ที่ผ่านมา -YoY -QoQ กดดันจากราคาขายไก่และสุกรในไทยที่อ่อนตัว อย่างไรก็ตาม ราคาไก่และสุกรในปัจจุบันเห็นการฟื้นตัวดีขึ้นมาจาก 2Q69 แล้ว ส่งผลบวกต่อไปยังการดำเนินงานปกติในช่วง 3Q69-4Q69 ซึ่งเราคาดว่าราคาขายสัตว์บกจะมีเสถียรภาพมากขึ้น จาก Supply มีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลมากขึ้น หลังช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ราคาขายสัตว์บกมีปัจจัยผันผวนจากโรคระบาดที่ทำให้รายย่อยเร่งขายออกมา ส่งผลให้ตลาดเกิดภาวะ Oversupply และราคาขายเหวี่ยงลงเป็นช่วงๆขณะที่บล.ดาโอ คาดดัชนี SET แกว่ง Sideway ต่อ หลังปัจจัย Macro ยังเป็นปัจจัยที่นักลงทุนเฝ้าติดตาม จากความไม่แน่นอนทั้งการประกาศตัวเลข จ้างงาน และเงินเฟ้อสหรัฐฯ (สัปดาห์หน้า) ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของ กรรมการ Fed ที่มาโทน Dovish อ่อนๆ จะช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุนได้บ้าง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังขาดปัจจัยบวกเพิ่มเติมประเด็นที่น่าสนใจตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวกได้ หลัง Christopher Waller ระบุ การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ย จะขึ้นอยู่กับตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน ส.ค. นี้ ทำให้ตลาดลดความหวังเรื่อง Fed จะขึ้นดอกเบี้ยลง โดยความน่าจะเป็นที่ตลาดมอง Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเดือน ก.ย. ลดลงสู่ระดับ 50% จาก 63% และส่งผลบวกต่อบรรยากาศการลงทุน ทั้งนี้นักลงทุนยังจับตาตัวเลขแรงงานสหรัฐฯ โดยคาดว่า Non-Farm payrolls จะออกมาที่ +55,000 ตำแหน่งJohn Williams ประธาน Fed สาขานิวยอร์ก เผยเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวหลังผลกระทบจากภาษีศุลกากรคลี่คลาย และราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังไม่ลามสู่ภาคบริการ จึงหนุนคงดอกเบี้ยตามเดิมเพราะมองว่าอยู่ในระดับที่สมดุล โดย Fed จะติดตามข้อมูลเพิ่มเติมก่อนประชุม FOMC กลางกันยายนนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมติอนุมัติแล้ว ให้การส่งเสริมโครงการของ Nestle’ (ไทย) 2 โครงการ รวมมูลค่าประมาณ 6.4 พันล้านบาท แบ่งเป็นโครงการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงราว 4.5 พันล้านบาท และโครงการผลิตขนมขบเคี้ยวสำหรับสัตว์เลี้ยงราว 1.93 พันล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง โดยกว่า 90% ของกำลังผลิตเน้นส่งออก และจะดึงวัตถุดิบเกษตรในประเทศเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตปีละราว 450 ล้านบาทกฟผ. เปิดร่างแผน PDP2026 ฉบับใหม่ ชูโซลาร์ลอยน้ำและ SMR มุ่ง Net Zero เตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะวันที่ 8 ก.ย. 2569 ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม กพช. พิจารณาภายในสิ้นปี 2569 และคาดว่าการประมูลกำลังผลิตไฟฟ้ารอบแรกภายใต้แผนนี้จะเริ่มเร็วที่สุดในปี 2570 โดยสาระสำคัญคือเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตใหม่ปี 2569-2580 รวม 5.09 หมื่นเมกะวัตต์ แบ่งเป็นโซลาร์ 2.43 หมื่นเมกะวัตต์ (รวมโซลาร์ลอยน้ำเหนือเขื่อน) แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (BESS) 1.45 หมื่นเมกะวัตต์ ลม 2.7 พันเมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซ CCGT 9.1 พันเมกะวัตต์ และ SMR (Small Modular Reactor) 9 พันเมกะวัตต์Strategyกลยุทธ์หลัก: ระยะสั้น เดือนก.ย. มักเป็นเดือนเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐฯ เน้นเก็งกำไรหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เราชอบ CK ด้านหุ้นระยะกลาง - ยาว ลงทุนหุ้นตาม Theme โดย กลุ่มท่องเที่ยว ให้ถือครอง (รอสะสมตอนย่อ) ชอบ AOT, CENTEL ขณะที่ Theme ใหญ่ (Mega play Theme) Data Center เรายังชอบ GPSC, BGRIM, ADVANC และ หุ้นกลุ่มธนาคาร เรายังชอบ KTB, KBANK, TTB, KKPตัวเลขเศรษฐกิจและ Event 25 Aug 26US, Fed Hammack SpeechEA, Retail Sales MoM (Jul), Consensus=N/A, Prior=-0.3%EA, ECB Lane SpeechUS, Non-Farm Payrolls (Aug), Consensus=55K, Prior=-23KUS, Unemployment Rate (Aug), Consensus=4.2%, Prior=4.1%US, Average Hourly Earnings MoM (Aug), Consensus=0.2%, Prior=0.1%.Technical : BCH, KAMARTFund Flow และตลาดการเงินต่างชาติ “ซื้อ” สุทธิตลาดหุ้นไทย และ “ซื้อ” ตลาดตราสารหนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ตลาดหุ้น (3 ก.ย. 69): มูลค่าการซื้อขาย (SET) 64,483.60 ล้านบาท และ (MAI) 310.96 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,955.81 ล้านบาทBond Yield 10 ปี ปรับตัวลดลงเล็กน้อย 2.10 bps ปิดที่ 2.44% โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิตราสารหนี้ไทย มูลค่า 2,327 ล้านบาทค่าเงินบาท: ปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.97 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่าเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้าหุ้นเด่นวันนี้KTB, TTB : 1) กลุ่มธนาคารมี sentiment บวกจาก Fitch Ratings มองความเสี่ยงไทยลดลงและมีโอกาสปรับเพิ่ม Outlook ประเทศไทยจากปัจจุบันที่ Negative ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับ Outlook ของธนาคารไทยเพิ่มขึ้นเช่นกัน,2) เราคาดว่า KTB (ซื้อ/เป้า 50 บาท) และ TTB (ถือ/เป้า 3.20 บาท) มีโอกาสได้ปรับ Outlook เพิ่มขึ้นในรอบนี้ ซึ่งจะเป็น sentiment ต่อราคาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นได้KLINIQ : 1) ผู้บริหาร KLINIQ ยังมองแนวโน้มธุรกิจใน 2H26E ยังมีโมเมนตันในทิศทางที่ดี จากการเปิด 13 สาขาใหม่ ประเมิน SSSG เติบโต double digit ขณะที่ SGA to sales จะลดลงจากการบริหารค่าใช้จ่ายดีขึ้น, 2) แนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 35.00 บาท โดยประมาณการกำไรปี 2026E ที่ 476 ล้านบาท (+31% YoY) ส่วนกำไร 2H26E ยังเติบโตดีที่ 243 ล้านบาท (+28% YoY, 4% HoH)กรอบดัชนี SET วันนี้ : แนวรับ 1566-1571 แนวต้าน 1586-1595Technical Pick: : TASCO, BHStock picks for September 2026 : AOT, BEM, CENTEL, GPSC, PLANB, SCGP

Moto GP
ดู

Moto GP

WEST ลงพื้นที่!
ดู

WEST ลงพื้นที่!

หุ้น BGRIM ดีดขึ้น โบรกคาดมาร์จิ้นฟื้น มองกลุ่มโรงไฟฟ้า 3 ปัจจัยหนุน
อ่าน

หุ้น BGRIM ดีดขึ้น โบรกคาดมาร์จิ้นฟื้น มองกลุ่มโรงไฟฟ้า 3 ปัจจัยหนุน

#BGRIM #ทันหุ้น-หุ้นบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ราคาปรับขึ้น 3.14% โบรกเกอร์คาดมาร์จิ้นในไตรมาส 3/69 ฟื้นตัวจากการที่ราคาน้ำมันลดลง จึงเป็นปัจจัยหนุนเชิง sentiment ในระยะสั้น พร้อมมองหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ามีปัจจัยบวก 3 ประเด็นที่หนุนราคาหุ้นให้ปรับตัวขึ้นความเคลื่อนไหวราคาหุ้น BGRIM อยู่ที่ 19.70 บาท บวก 0.60 บาท หรือ 3.14% ระหว่างวันราคาได้ปรับขึ้นมาสูงสุดที่ 20.00 บาท โดยมีมูลค่าการซื้อขาย 630.73 ล้านบาทบล.เอเซีย พลัส ระบุว่าในช่วงสั้นราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้ายังมีแรงบวก ดังนั้นการลงทุนให้เน้นลงทุนแบบ selective buy เลือกหุ้น GULF แนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 80 บาท จากการเป็นหุ้นใหญ่ ที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow ไหลเข้า และกระแสธุรกิจ Data Center จาก Event ที่กำลังจะเกิดขึ้นขณะที่ BGRIM ให้ราคาเป้าหมายที่ 22 บาท มองว่าได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของ margin ในช่วงทิศทางราคาน้ำมันขาลง ส่วนหุ้น GPSC ให้ราคาเป้าหมายที่ 56 บาท เชื่อว่ายังสามารถเก็งกำไร ได้ ตาม sentiment กลุ่มโรงไฟฟ้าฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส มองว่าหุ้นกลุ่มโรงไฟ้ากลับมาได้รับความสนใจจาก 3 แรงหนุนหลัก ประกอบด้วย 1. กระแสลงทุน Data Center รอบใหม่ 2.ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง มีโอกาสส่งผ่านมายังต้นทุนก๊าซของโรงไฟฟ้าในระยะถัดไป และ 3.ค่าเงินบาทล่าสุดอยู่ที่ราว 33.45 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากช่วง ก.ค.ที่อยู่ที่ราว 34.0 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนต่อบริษัทที่มีภาระหนี้ และการลงทุนในต่างประเทศในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า จากการขยายตัวของ Data Center เป็นโอกาสต่อยอดการลงทุนให้แก่ผู้ประกอบการที่มีธุรกิจดังกล่าวโดยตรงและเพิ่มความต้องการใช้ไฟฟ้าระยะกลาง–ยาว โดยปัจจุบัน GULF มี Data Center ที่ COD แล้ว 25 MW และอยู่ระหว่างพัฒนาอีก 38 MW โดยจะขยายอีก 100 MW ในระยะถัดไป ขณะที่ BGRIM อยู่ระหว่างก่อสร้าง 48 MW ใน Phase คาดทยอย COD ตั้งแต่ไตรมาส 4/69 จึงมีความชัดเจนในการรับประโยชน์สูงขณะที่ราคาน้ำมันที่ลดลง คาดเป็นแรงบวกหนุนเชิง sentiment ในระยะสั้นต่อ BGRIM และ GPSC จากการมีสัดส่วนการขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรมราว20–35% ของรายได้ขายไฟฟ้า จึงมีโอกาสเห็น Margin ในระยะถัดไปคาดจะเริ่มฟื้นตัวจากช่วงไตรมาส 3/69 ซึ่งคาดเป็นช่วงที่ราคาก๊าซฯทำระดับสูงสุดของปีส่วนการแข็งค่าของเงินบาทช่วยลดมูลค่าหนี้ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อแปลงกลับเป็นเงินบาท และมีโอกาสบันทึกกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน หรือ FX gain โดยเฉพาะ EGCO ซึ่งมีสัดส่วนเงินกู้สกุลดอลลาร์สหรัฐ ราว 50–60% ขณะที่ GULF และ BGRIM อยู่ที่ราว 15%

หุ้นแนะนำวันนี้ GULF ITC SET ที่ 1,580-1,610 จุด
อ่าน

หุ้นแนะนำวันนี้ GULF ITC SET ที่ 1,580-1,610 จุด

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #ตลาดหุ้น #SET #หุ้นแนะนำวันนี้ GULF ITC SET ที่ 1,580-1,610 จุดบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด ประเมินกรอบดัชนี SET วันนี้ที่ 1,580-1,610 จุด โดยมองตลาดมีโอกาสฟื้นตัว หลัง SET Index วานนี้ปิดที่ 1,601.92 จุด เพิ่มขึ้น 5.91 จุด หรือ 0.37% ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศยังต้องติดตามข้อมูล US Core PCE เดือนกรกฎาคม และผลประกอบการของ NVIDIA โดยกลยุทธ์เน้นหุ้นที่คาดว่ากำไรจะเติบโตดี และแนะนำ GULF กับ ITC เป็น Daily Pickสำหรับ GULF กสิกรไทยให้ราคาพื้นฐาน 79 บาท โดยคาดว่าความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center และ AI จะเติบโตสูง ส่งผลให้ Direct PPA มีโอกาสขยายตัว 2-3GW และพัฒนา Data Center มากกว่า 10 โครงการในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าและธุรกิจ Data Center จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตในระยะถัดไป โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเป้าหมาย 79 บาท อิง SOTP และ WACC ที่ 4.4%ส่วน ITC ให้ราคาพื้นฐาน 20.60 บาท โดยมองแนวโน้มกำไรในช่วง 2H69 ฟื้นตัวจากฐานที่ต่ำใน 1H69 และได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของยอดขาย รวมถึงการบริหารต้นทุนและอัตรากำไรที่ดีขึ้น ทั้งนี้ กสิกรไทยมอง ITC เป็นหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และคงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการด้านปัจจัยตลาด กสิกรไทยยังให้น้ำหนักกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ราคาน้ำมัน และข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะ US Core PCE รวมถึงผลประกอบการ NVIDIA ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและภาพรวมตลาดในระยะสั้น โดย SET มีแนวรับสำคัญบริเวณ 1,580 จุด และแนวต้านที่ 1,610 จุด ซึ่งเป็นกรอบที่ใช้กำหนดกลยุทธ์การลงทุนในวันนี้

SYNEX โบรกแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 192 ล้านบาทโต 17%
อ่าน

SYNEX โบรกแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 192 ล้านบาทโต 17%

#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #SYNEX โบรกแนะนำ “ซื้อ” คาดกำไรไตรมาส 2 แตะ 192 ล้านบาทโต 17%บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีแนวโน้มรายงานกำไรปกติไตรมาส 2/2569 ที่ 192 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.5% YoY และ 8.2% QoQ จากการเติบโตของรายได้ในเกือบทุกกลุ่มสินค้า รวมถึงการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก NCAP ที่แข็งแกร่ง แม้ว่าธุรกิจ Apple ยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านอุปทานของ iPhone รุ่นระดับเริ่มต้น ซึ่งยังเป็นปัจจัยจำกัดการเติบโตของบริษัทฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ คาดว่ารายได้ไตรมาส 2/2569 จะอยู่ที่ 11,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5% YoY และ 5.6% QoQ โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตต่อเนื่องของกลุ่ม Memory, Commercial และ Consumer ซึ่งสะท้อนการนำ Enterprise AI มาใช้งานเพิ่มขึ้น และแนวโน้มการลงทุนด้านไอทีที่ฟื้นตัวขณะที่กลุ่มสินค้า Apple ยังอ่อนแอกว่าเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากสมาร์ตโฟนราว 29% ของยอดขาย และระบบนิเวศของ Apple คิดเป็นประมาณ 38% ของยอดขายในปี 2568 โดยปัญหาการขาดแคลนอุปทานของ iPhone รุ่นตลาดแมสส่งผลกระทบต่อยอดขายราว 9-10% ของรายได้รวมด้านความสามารถในการทำกำไร คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จะทรงตัวที่ 3.85% ใกล้เคียงกับ 3.83% ในไตรมาส 2/2568เนื่องจากสัดส่วนการจำหน่ายสินค้ากลุ่ม Enterprise ที่มีอัตรากำไรสูงสามารถชดเชยความอ่อนแอของกลุ่มสมาร์ตโฟน ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) คาดว่าจะอยู่ที่ 194 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% YoY และ 7.6% QoQ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจาก NCAP คาดว่าจะอยู่ที่ 49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY และ 5% QoQ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3/2569 ทิสโก้คาดว่าผลประกอบการจะทรงตัว โดย Apple ยังคงจัดสรรกำลังการผลิตให้กับ iPhone รุ่นระดับสูงเป็นหลัก ท่ามกลางภาวะชิปหน่วยความจำที่ตึงตัว ส่งผลให้สินค้ารุ่นตลาดแมส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ SYNEX ยังมีอุปทานจำกัด อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ Apple และความต้องการสินค้า Enterprise ที่เข้าสู่ช่วง High Season จะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวได้ฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" หุ้น SYNEX พร้อมให้ราคาเหมาะสมที่ 11.00 บาท โดยประเมินด้วยวิธี Sum of the Parts สะท้อนมูลค่าธุรกิจจัดจำหน่ายหลักที่ 10.20 บาทต่อหุ้น และมูลค่าการลงทุนใน NCAP ที่ 0.75 บาทต่อหุ้น พร้อมระบุว่าความเสี่ยงสำคัญยังอยู่ที่อัตรากำไรขั้นต้นและผลการดำเนินงานของ NCAP ที่อาจต่ำกว่าคาด

โบรกส่องหุ้นโรงไฟฟ้า หลังกพช.ปรับโครงสร้างค่าไฟภาคประชาชน ช่วงสั้นราคาผันผวน
อ่าน

โบรกส่องหุ้นโรงไฟฟ้า หลังกพช.ปรับโครงสร้างค่าไฟภาคประชาชน ช่วงสั้นราคาผันผวน

#ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า กพช. เห็นชอบมาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟภาคประชาชน ได้แก่ ลดค่าไฟบ้านสำหรับการใช้ไฟ 1-200 หน่วยแรกเหลือ 3 บาท/หน่วย, แยกต้นทุนค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟบ้าน, และมอบหมายให้ กกพ. ปรับหลักเกณฑ์กองทุนพัฒนาไฟฟ้าโดยจัดเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟ Data Center, ผู้ใช้ Direct PPA, เงินจากการลด Adderและโครงการ Solar ชุมชน เพื่อนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของผู้ใช้ไฟทั่วไปนอกจากนี้ เห็นชอบแนวทางปรับโครงสร้างการรับซื้อไฟฟ้า โดยมอบหมายให้การไฟฟ้าเจรจากำหนดวันสิ้นสุดสัญญา SPP/VSPP Non-Firm ที่ต่ออายุอัตโนมัติ พร้อมปรับอัตรารับซื้อให้สะท้อนต้นทุน และเดินหน้า Community Solar Farm 1,500 MWฝ่ายวิจัยมองว่า มาตรการค่าไฟภาคประชาชน มองเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บค่าไฟโดยมีแนวโน้มใช้กลไกกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเข้ามารับภาระผ่านการเก็บเงินจากผู้ใช้ไฟบางกลุ่ม จึงคาดไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าอย่างมีนัยฯ ขณะที่มาตรการ Direct PPA มองเป็นพัฒนาการเชิงบวก ต่อการเปิดเสรีตลาดไฟฟ้าและการใช้พลังงานสะอาดในระยะยาว หนุนต่อ GULF, BGRIM และ GPSC แม้ผลบวกต่อกำไรยังต้องรอหลักเกณฑ์ของ กกพ. และการดำเนินโครงการในอนาคตอย่างไรก็ตาม ประเด็นการทบทวนสัญญา SPP/VSPP Non-Firm เป็น Sentiment ลบ ต่อผู้ประกอบการที่มีสัดส่วนโรงไฟฟ้า Non-Firm สูง อาทิ EA, GUNKUL, SSP, BCPG เป็นต้น เนื่องจาก กพช. เห็นชอบในหลักการให้กำหนดวันสิ้นสุดสัญญาที่ต่ออายุอัตโนมัติ โดยปัจจุบันได้มอบหมายให้การไฟฟ้าเข้าเจรจากับผู้ประกอบการ จึงถือเป็นประเด็นที่ต้องติดตามว่าจะมีข้อสรุปที่ชัดเจนในรูปแบบใดฝ่ายวิจัยคาดราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าในระยะสั้นยังมีแนวโน้มผันผวนตาม Sentiment ของแต่ละประเด็น โดยหุ้นที่มีความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และมีโอกาสต่อยอดสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี อาทิ GULF, BGRIM และ GPSC คาดได้ sentiment บวกจากความคืบหน้าของ Direct PPA ขณะที่หุ้นที่มีสัดส่วนโครงการ VSPP Non-Firm สูง อาจเผชิญแรงกดดันจากความกังวลต่อการทบทวนสัญญารับซื้อไฟกลยุทธ์การลงทุนยังคงแนะนำ Selective Buy โดยเลือก GULF (BUY, FV 78B) เป็น Top Pick จากการเติบโตของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน และพลังงาน ขณะที่ GUNKUL(BUY, FV 5.6B) แม้ระยะสั้นอาจเผชิญแรงกดดันจาก Sentiment การทบทวนสัญญา Non-Firm แต่ยังคงมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตระยะยาว จากการขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจ EPC หากราคาหุ้นปรับฐานจึงมองเป็นโอกาสทยอยสะสมเพื่อการลงทุนระยะยาว

ทิสโก้มองหุ้นไทย 2H69 ฟื้น ชูธีมหุ้นดั้งเดิม-ปันผลสูง
อ่าน

ทิสโก้มองหุ้นไทย 2H69 ฟื้น ชูธีมหุ้นดั้งเดิม-ปันผลสูง

#ทันหุ้น - บล.ทิสโก้คาดดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสปรับขึ้นช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะปรับขึ้นแบบกระจายตัว เพราะอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ที่ปรับเพิ่มขึ้น คาดจะทำให้นักลงทุนเปลี่ยนกลุ่มลงทุนจากหุ้นเทคโนโลยีมาลงทุนในหุ้นดั้งเดิม และหุ้นปันผลสูง ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะได้อานิสงส์ดังกล่าว นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีมติเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.50-3.75% ตามคาด แต่โทนการสื่อสาร “เข้มงวดขึ้น” (Hawkish) อย่างชัดเจนเทียบกับครั้งก่อน โดยนาย Kevin Warsh ประธาน FED คนใหม่กล่าวย้ำ “การสร้างเสถียรภาพด้านราคา” หลายครั้ง ทำให้ตลาดปรับเปลี่ยนมุมมองโดยให้น้ำหนักว่า FED จะกลับมาขึ้นดอกเบี้ยประมาณ 25-50 bps ภายในปี 2569 นี้ และ FED อาจต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher for Longer)ด้วยท่าทีของ FED ที่เข้มงวดขึ้นในการดำเนินโนบายการเงินเพื่อคุมเงินเฟ้อ คาดจะกระตุ้นให้เกิดการโยกเงินออกหุ้นเทคที่มูลค่าค่อนข้างแพงและขึ้นนำตลาดในช่วงสงครามผ่อนคลายมาสู่หุ้นคุณค่าหรือหุ้นเชิงรับที่อ่อนไหวต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่า ซึ่งบล.ทิสโก้มองหุ้นไทยน่าจะได้รับอานิสงส์เชิงบวกนี้ เนื่องจากเป็นตลาดที่เน้นกลุ่มดั้งเดิมและมีเงินปันผลที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเทค แถมกลุ่มดั้งเดิมส่วนใหญ่ อาทิ กลุ่ม ENERG, BANK, COMM, FOOD และ HELTH เป็นต้น ยังช่วยป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและทนทานกับภาวะเศรษฐกิจอีกด้วยหากนำแนวทางลงทุนข้างต้นมามาเชื่อมโยงกับความเคลื่อนไหวของกลุ่มอุตสาหกรรมในช่วงครึ่งปีแรก บล.ทิสโก้เชื่อว่าจะเห็นการสลับกลุ่มลงทุน (Sector Rotation) ทำให้การขึ้นของ SET Index ในช่วงครึ่งปีหลังจะกระจายตัวและมีคุณภาพมากขึ้นแม้ภาพรวม SET Index อาจไม่ได้ไปไหนไกลก็ตาม (บล.ทิสโก้มีเป้าหมาย SET Index สิ้นปีนี้ที่ 1,600 จุด) เพราะหุ้นกลุ่ม ETRON หลัก ๆ คือ DELTA อาจเป็นตัวถ่วง สำหรับกลุ่มที่น่าสนใจในครึ่งปีหลัง บล.ทิสโก้มองหุ้นกลุ่ม Laggards ที่เกี่ยวข้องกับธีม Domestic Recovery Plays แนะนำ HELTH , TOURISM , COMM และ ICT เป็นต้น ส่วนกลุ่ม Leading ที่บล.ทิสโก้ยังชอบอยู่ในช่วงครึ่งปีหลัง คือ BANK และ TRANSสำหรับช่วงเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม นี้ บล.ทิสโก้มองมีโอกาสเห็น “Mid-year rally” อิงจากสถิติทั้งช่วง 5 ปี และ 10 ปีย้อนหลัง พบว่า SET Index มีโอกาสในการปรับตัวขึ้นสูงถึง 70-80% และมักให้ผลตอบแทนเป็นบวกเฉลี่ยเดือนละ 2.1-3.1% ซึ่งบล.ทิสโก้เชื่อว่าปรากฎการณ์นี้ส่วนหนึ่งอาจมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้ามาในช่วงกลางปีเพื่อหวังผลตอบแทนเงินปันผลระหว่างกาล และแนวโน้มเงินบาทที่มักแข็งค่าขึ้นจากการเข้าสู่ช่วงฤดูกาลส่งออกของไทยในครึ่งปีหลัง ในเชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้แนะนำ Selective BUY หุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่คาดงบ Q2 จะออกมาดี (อย่างน้อยเติบโต YoY) และมีปันผลจ่ายระหว่างกาล ชอบ BDMS, HMPRO, PTT, TRUE ผสานกับหุ้นที่แนวโน้มกำไรครึ่งปีหลังคาดว่าจะฟื้นตัวหรือดีกว่าครึ่งปีแรกรับอานิสงส์แนวโน้มการลงทุนที่สดใสและสงครามคลี่คลาย แนะนำ AMATA, CRC, ERW  สรุปหุ้นเด่นแนะนำในเดือนกรกฎาคม คือ AMATA, BDMS, CRC, ERW, HMPRO, PTT และ TRUE ด้านแนวรับสำคัญของ SET Index เดือนนี้อยู่ที่ 1,535-1,540 จุด และ 1,500-1,520 จุด ตามลำดับ แนวต้านสำคัญอยู่ที่ 1,600-1,610 จุด และ 1,650-1,660 จุด ตามลำดับด้านทางเลือกการลงทุนหุ้นต่างประเทศโดยผ่าน DR เดือนกรกฎาคมนี้ MSFT80 และ SPHLTH80 โดยบล.ทิสโก้เลือกที่จะกระจายความเสี่ยงจากกลุ่มของ AI และ Semiconductor มายังกลุ่ม Healthcare ผ่าน SPHLTH80 ที่ลงทุนใน STATE STREET HEALTH CARE SELECT SECTOR SPDR ETF หรือ XLV ที่บล.ทิสโก้มองว่าเป็น 1 ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เงินทุนจะไหลเข้าหากมีแรงขายในกลุ่ม AI  ในขณะที่ MSFT80 เป็นกลุ่มเทคที่มีราคายัง Laggard และมีงานในมือสูง ประกอบกับการเปิดตัว Copilot Cowork อย่างเป็นทางการจะเป็นปัจจัยหนุนรายได้ในอนาคต

BGRIM พุ่งแรง 10.06% แตะ 16.40 บาท +1.50 บาท นำกลุ่มโรงไฟฟ้า
อ่าน

BGRIM พุ่งแรง 10.06% แตะ 16.40 บาท +1.50 บาท นำกลุ่มโรงไฟฟ้า

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #BGRIM พุ่งแรง 10.06% แตะ 16.40 บาท +1.50 บาท นำกลุ่มโรงไฟฟ้า ตะวันออกกลางคลี่คลายหนุนโมเมนตัมเชิงบวก-ต้นทุนก๊าซ แนะนำ “ซื้อ” เป้า 17.00 บาทบล.ดาโอ : กลับมาจัดทำบทวิเคราะห์ BGRIM ด้วยคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 17.00 บาท อิง DCF (WACC 7.6%, terminal growth 1.5%) โดยมีปัจจัยสนับสนุนดังนี้1) Renewable projects และธุรกิจ Data Center เป็น growth drivers สำคัญในระยะกลาง-ยาว โดยโครงการ Nakwol-1 คาดทยอย COD ในช่วง 4Q26E–2Q27E ขณะที่ hyperscaler ได้จอง capacity ของ Data Center เต็ม 96MW2) คุณภาพกำไรมีแนวโน้มดีขึ้นจาก recurring income ของ renewable projects ใหม่ โดยเฉพาะ hydropower ในสหรัฐฯ (102MW) และโครงการใหม่ที่ทยอย COD ในช่วงปี 2026E-28E ซึ่งหนุน core profit CAGR ปี 2025-28E ราว 13%3) รายได้ปี 2026E คาดเติบโต +8.1% YoY จาก demand ลูกค้า IU และการทยอย COD ของโครงการใหม่ แม้ GPM อาจอ่อนตัวลงสู่ 17.9% จากต้นทุนก๊าซสูง แต่ผลกระทบเริ่มถูกจำกัดจากการเพิ่มสัดส่วนสัญญา gas pass-through / fuel-linkedเราประมาณการกำไรปกติปี 2026E/27E ของ BGRIM ที่ 2.2/2.3 พันล้านบาท (+1%/+7% YoY) โดยแม้ปี 2026E จะยังถูกกดดันจากต้นทุน LNG ที่สูงและ margin กลุ่ม SPP ที่อ่อนตัวลง แต่เรามอง downside จำกัดจาก demand ลูกค้า IU ที่ยังเติบโตและการทยอย COD ของโครงการใหม่ ขณะที่ปี 2027E คาดกำไรจะฟื้นตัวจากต้นทุนก๊าซที่เริ่มผ่อนคลาย การรับรู้รายได้เต็มปีจาก Nakwol-1 และ upside จากธุรกิจ Data Center ซึ่งจะหนุนการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงยาวราคาหุ้นปรับตัวลงและ underperform SET -5% ในช่วง 3 เดือน โดยเรามองเป็นจังหวะซื้อสะสมที่น่าสนใจ โดย valuation ปัจจุบันซื้อขายคิดเป็น PER 2026E ที่ 15.3x สะท้อนปัจจัยลบระยะสั้นไปมากแล้ว ขณะที่ยังมี catalyst เชิงบวกหลายประเด็นบล.กสิกรไทย ระบุ สหรัฐฯและอิหร่านตกลงกรอบเจรจาสัญญาสันติภาพแล้ว และจะเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที บวกต่อสินทรัพย์เสี่ยงทำให้ความเสี่ยงราคาพลังงานคลายลงน้ำมันดิบ Brents เช้านี้ลงสู่กรอบ 83-85 เหรียญฯ ต่ำสุดตั้งแต่ 5 มี.ค. 69 US Bond Yield 10 ปี ต่ำสุดใน 1 เดือนแนะนำหุ้น บมจ.บี.กริม.เพาเวอร์ : BGRIM ราคาพื้นฐาน 14.50 บาท โดยระบุว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางผ่อนคลายช่วยกระตุ้นโมเมนตัมเชิงบวก ส่งผลดีต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าในเรื่องแนวโน้มต้นทุนราคาก๊าซธรรมชาติ ขณะที่เจรจาปรับค่าไฟลูกค้าอุตสาหกรรมคืบหน้าครอบคลุมแล้วราว 50% ของกลุ่มลูกค้า ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนและสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นจากการผลิตไฟฟ้า (Spark Spread) ให้ยังคงอยู่เหนือระดับ 1 บาทต่อหน่วยData Center และ Nakwol Wind Farm เป็น Growth Driver ในระยะยาว โดยโครงการ Data Center ขนาด 96 เมกะวัตต์ (MW) จะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงปลายปี 69 ขณะที่โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม Nakwol ขนาด 365 เมกะวัตต์ (MW) ในประเทศเกาหลีใต้ คาดว่าจะสามารถ COD ได้เต็มรูปแบบภายในเดือนมิถุนายน 69 ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้ผลกำไรเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วงครึ่งหลังของปี 69

WHA โบรกคาดกำไรปีนี้ทำ All time high ครึ่งปีหลังยอดโอนดีขึ้น
อ่าน

WHA โบรกคาดกำไรปีนี้ทำ All time high ครึ่งปีหลังยอดโอนดีขึ้น

#WHA #ทันหุ้น-บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA คงคำแนะนำ"ซื้อ" ให้ราคาพื้นฐานที่ 5.40 บาท โดยคาดว่ายอดโอนที่ดินในไตรมาส 2/69 จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/69 จากนิคมใหม่ WHA-ESIE5 เริ่มโอนได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/69 แต่เบื้องต้นมองว่ากำไรไตรมาส 2/69 จะชะลอลง QoQ เนื่องจากไม่มีกำไรพิเศษเข้ามาเหมือนไตรมาสแรกปีนี้โดยนิคม WHA-ESIE5 เฟสแรก 3,400 ไร่เป็นนิคมหลักที่จะเข้ามาโอนในปีนี้ ซึ่งบริษัทตั้งเป้าโอนที่ดินจำนวนไร่ใกล้เคียงปีก่อนที่ 2,074 ไร่ แต่จะมีราคาขายเฉลี่ยต่อไร่ที่สูงขึ้น และด้วยมูลค่าที่สูงขึ้นยังทำให้กำไรปีนี้สูงขึ้น YoY และคาดว่าจะสามารถทำ All time high ได้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน และคาดว่าแนวโน้มยอดโอนจะเข้ามาดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังขณะที่ในไตรมาส 1/69 WHA รายงานกำไรสุทธิที่ 1,508 ล้านบาทลดลง 27.3% YoY มียอดโอนรวม 296 ไร่ลดลงกว่าปีก่อนที่มีโอนบิ๊กล็อต แต่ในส่วนของรายได้คลังสินค้าให้เช่าและสาธารณูปโภคเติบโตได้ดี แต่ยังไม่สามารถชดเชยได้ โดยในปีนี้บริษัทยังมั่นใจว่ายังสามารถทำยอดขายในไทยได้ตามเป้าถึงมากกว่าที่ 2,300 ไร่ ส่วนเป้าเวียดนาม 200 ไร่ อาจไม่ถึงเป้าจากนิคมอยู่ระหว่างก่อสร้าง ซึ่งประเมินว่าแนวโน้มยอดขายและยอดโอนจะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่าครึ่งปีแรก ปัจจุบันได้เจรจาลูกค้าอยู่หลายกลุ่ม เช่น Battery EV, Data center, Electronics appliance supply chainราคาหุ้น WHA พักเที่ยงปิดที่ 4.80 บาท ลบ 0.04 บาท หรือ 0.83% มีมูลค่าการซื้อขาย 236.55 ล้านบาท

Empty Heaven: Liminal Dream เกมสยองขวัญจิตวิทยา โลกแห่งความฝันที่ดูแปลก เตรียมวางจำหน่ายบน Steam
อ่าน

Empty Heaven: Liminal Dream เกมสยองขวัญจิตวิทยา โลกแห่งความฝันที่ดูแปลก เตรียมวางจำหน่ายบน Steam

เตรียมดำดิ่งลึกลงไปในความฝัน กับ Empty Heaven: Liminal Dream เกมสยองขวัญจิตวิทยา ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเกมแนว Backrooms และ Dreamcore ตัวเกมจะให้เราออกสำรวจ หาเบาะแสในความฝัน ใครที่กลัวตุ้งแช่หรือการโดนไล่ไม่ต้องห่วงเลยเกมนี้แค่จะให้เราจมอยู่กับความฝันจนลืมตื่นไปเลย... โดยตัวเกมสามารถกด Wishlist บน Steam ได้แล้ว!Empty Heaven: Liminal Dreamเกมแนวสยองขวัญเชิงจิตวิทยาที่ดำเนินเรื่องผ่านพื้นที่อันแปลกประหลาดเหมือนหลุดเข้าไปในความฝัน ออกสำรวจ สังเกต ฟังเสียงแปลก ๆ เบาะแสปริศนา และการค้นพบที่จะค่อย ๆ ดึงคุณให้ดำดิ่งลงไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ตัวเกมได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมแนว Backrooms และ Dreamcore ไม่มี Jumpscare หรือการวิ่งไล่ล่า มีเพียงความรู้สึกอ้างว้างว่างเปล่า โลกใบนี้เป็นเพียงความฝันที่คุณลืมตื่นขึ้นมาเท่านั้นเอง...บ้านหลังหนึ่งที่ไม่ควรจะมาอยู่ตรงนี้ในทุกความฝันอันเคว้งคว้าง คุณจะมองเห็นบ้านเพียงหลังเดียวที่เป็นจุดเชื่อมโยงของทุกสรรพสิ่งห้องข้างในจะคอยเปลี่ยนทิศทางไปตามกาลเวลา ประตูโผล่ขึ้นมาในที่ที่ไม่ควรมีอยู่ และพื้นที่ที่ดูคุ้นตากลับพาคุณไปสู่สถานที่ที่เป็นไปไม่ได้ยิ่งคุณถลำลึกเข้าไป บ้านหลังนี้ก็ยิ่งกลายเป็นภาพสะท้อนของบางสิ่งที่เกินกว่าจะจินตนาการได้ค้นพบความลับที่ซ่อนอยู่ในโลกใบนี้ทุกการเก็บไอเทม ตรวจสอบ ผสมของ หรือการโต้ตอบกับสิ่งรอบตัว จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คุณไปต่อได้ลองสังเกตดูดี ๆ สิ เห็นไหมว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง? ลองกลับไปสำรวจที่เดิมซ้ำ ๆ คอยตามเก็บรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียงแว่วจากที่ไกล ๆ หรือเศษเสี้ยวความหมายที่กระจัดกระจายอยู่ทุกอย่างที่คุณค้นพบจะยิ่งดึงให้คุณจมดิ่งลึกลงไปในโลกที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แต่ก็ผิดเพี้ยนไปแบบสุด ๆ ในเวลาเดียวกันคุณต้องจำไว้เสมอความฝันเป็นเพียงความทรงจำที่เปราะบาง แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่คุณค้นพบจะยังคงติดตัวคุณไปตลอดทั้งเบาะแส สิ่งมีชีวิตปริศนา สถานที่ และเศษเสี้ยวต่าง ๆ จะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในความทรงจำเก็บรักษาทุกการค้นพบเอาไว้ในขณะที่คุณกำลังปะติดปะต่อความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความฝันและโลกที่อยู่รอบตัวคุณLiminal Horror กับ silent nightmareไม่มี jumpscares ไม่มีการวิ่งไล่ล่า มีเพียงแค่ความกล้าที่จะเดินหน้าต่อไปเท่านั้นนี่คือการเดินทางท่ามกลางความเงียบงัน ความว่างเปล่า และความอ้างว้างไม่มีอะไรมาตะโกนใส่หน้าให้คุณต้องวิ่งหนี มีเพียงฝันร้ายที่ไร้เสียง พื้นที่ที่ชวนให้อึดอัด และความรู้สึกไม่น่าไว้วางใจที่บีบให้คุณต้องเผชิญหน้ากับมันด้วยตัวเองWishlist เกม Empty Heaven: Liminal Dream ได้ที่

"CSNP" ลุยต่อ ส่ง "All Night" ซิงเกิลใหม่สุดอ้อน ขออยู่ด้วยกันถึงเช้า
อ่าน

"CSNP" ลุยต่อ ส่ง "All Night" ซิงเกิลใหม่สุดอ้อน ขออยู่ด้วยกันถึงเช้า

เดินหน้าลุยต่อจากเพลง Low Batt แบบเอาใจสายนอนดึกอยู่ต่อกันยาว ๆ ไปถึงเช้า สำหรับ "All Night" ซิงเกิลใหม่จาก "CSNP" หรือ "สมาร์ท ชิษณุพงศ์" จากค่าย GRAND IVORY RECORD ที่ปรับลุคใหม่แบบสับ ๆ ทั้งเพลง ดนตรีทุกอย่างป๊อปมากขึ้น ทั้งบีทและจังหวะที่ Catchy และ MV สุดเท่ แต่ยังคงไม่ทิ้งสไตล์ความเป็นฮิปฮอป และตัวตนที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา ส่วนเนื้อเพลง ที่นอกจากจะพูดถึงการอยากให้คนพิเศษของเราอยู่ด้วยกันทุกคืน และไม่อยากให้ถึงตอนเช้าเลย ยังมีการเล่นคำพ้องเสียงจาก "All Night" เป็น "อ้อนหน่อย" ที่เป็นลูกเล่นฟังติดหูอีกด้วย "CSNP" เผยว่า "All Night เนื้อหาพูดถึงการที่เราอยากให้คนพิเศษของเราอยู่ด้วยทั้งคืน ไม่อยากให้เช้า โดยการเล่นคำพ้องเสียงตรงนี้ก็เป็นอีก 1 ลูกเล่นครับ เพื่อจะให้คนฟังรู้สึกติดหูครับ คำว่า All Night กับคำว่า อ้อนหน่อย ให้ฟิลอยากอ้อน ผมว่าเป็นอะไรที่เท่ เเละ น่ารักไปพร้อม ๆ กันเลยครับประมาณว่า อยากอยู่กับเธอทั้งคืน ถ้าต้องการให้อ้อน เราก็จะอ้อนเธอทั้งคืนครับ MV ส่วนตัวผมชอบ MV มาก ๆ แบบ มาก ๆ เพราะทุกอย่างออกมาดีมาก ๆ ครับ Mood ใน MV เสื้อผ้า เมคอัพ ฉากส่งชุด ชุดส่งผม ผมส่งหน้า หน้าส่งคน คนส่งของ มีปรับลุคเป็นผมทอง เสื้อผ้าสไตล์สตรีท ผสมกับ Work Wear ที่ทำให้ลุคโดยรวมดูโตขึ้น พวกเราตั้งใจทำมาก ๆ เนื้อหา Relates ได้ง่าย เพราะมันต้องมีสักครั้งนึงแหละครับ ที่เราอยากจะอยู่กับใครสักคนจนเช้า ดนตรีจริง ๆ อยากให้เพลงฟังง่ายขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็นสไตล์ของตัวเราไว้อยู่ครับ ยิ่งท่อนแร็ปก็จะใส่ความต้องการของตัวเราไป เพื่อให้มันซิ้งกับเนื้อหาของเพลงครับ ให้ดูมีความโหยหาอยู่ในนั้นครับ เพลงนี้นอกจากค่าย ก็มีพี่โปรดิวเซอร์คนเดิมของผม และพี่ ๆ โปรดักชั่น MV ทีมเดิม จากเพลง Low Batt ครับ รู้สึกว่าทำงานมีความสุขมาก ๆ ครับ ฝากเพลง All Night ไว้ด้วยนะครับ ฟังเพลงบน streaming ได้ทุกแพลตฟอร์มเลยครับ และยังมีชาเล้นให้ทุกคนทำกันด้วยนะครับ อย่าลืมมาเต้นกันเยอะๆน้า ส่วน MV เพลงอยู่ใน YT : Grand Ivory Record นะครับ lets gooooo"

บสย.จับมือออมสิน ปล่อยค้ำสินเชื่อดอกต่ำ ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี ช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต
อ่าน

บสย.จับมือออมสิน ปล่อยค้ำสินเชื่อดอกต่ำ ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี ช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต

​#ทันหุ้น บสย. ผนึก Soft Loan ออมสิน และพันธมิตรธนาคาร “ค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ”ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำฯ 3 ปีแรก ช่วย SMEs ประหยัดต้นทุน ฝ่าพิษเศรษฐกิจดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ร่วมกับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท และสถาบันการเงินรัฐและเอกชน จัด “โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ร่วมกับค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4 โดยค้ำประกันให้กับกลุ่ม “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” ของธนาคารต่างๆ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ช่วย SMEs ประหยัดต้นทุน ลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจปัจจุบันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินต่างๆ ที่มี บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win มีหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกความต้องการของ SMEs ตั้งแต่กลุ่มรายย่อย Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ไปจนถึงกลุ่ม SMEs ทั่วไป ที่ต้องการสินเชื่อตั้งแต่ 1 หมื่นบาท – 40 ล้านบาท อาทิ สินเชื่อ SMEs Recharge ของธนาคารออมสิน, สินเชื่อ sSME Smart shop ของธนาคารกรุงไทย, สินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่ ของธนาคารไทยพาณิชย์, สินเชื่อเขียวตบโต๊ะ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และสินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้น SMEs ไทย ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นต้นสำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มุ่งช่วยผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านธนาคารออมสิน ช่วย SMEs รับมือเศรษฐกิจที่ผันผวน และวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ การขนส่งพุ่งสูงขึ้น“โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จะช่วยให้ SMEs ทั้งกลุ่มที่ต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุน ขยายกิจการ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่ประสบปัญหา และอยู่ระหว่างการพลิกฟื้น สามารถประคับประคองและผ่านพ้นไปได้” นายสิทธิกร กล่าวผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วม “โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาที่ LINE OA : @tcgfirst ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) หรือสำนักงานเขต บสย. 11 แห่งทั่วประเทศ และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999