รีเซต

ผลการค้นหา “JUMP” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ARIP โชว์แผน JUMP+ ปี71 ปั้นองค์กรดิจิทัลทำเงิน
อ่าน

ARIP โชว์แผน JUMP+ ปี71 ปั้นองค์กรดิจิทัลทำเงิน

#ARIP #ทันหุ้น – ARIP กางแผน JUMP+ ปี 2569-2571 เดินเกมยกระดับองค์กรสู่ Data-Driven Company ตั้งเป้าดันกำไรสุทธิแตะ 20.22 ล้านบาท ภายในปี 2571 จาก 11.17 ล้านบาท ในปี 2568 พร้อมเร่งยกระดับคุณภาพรายได้ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) หรือ ARIP เปิดเผยแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+Plan) ผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า ช่วงปี 2569-2571 โดยตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิแตะ 20.22 ล้านบาท ภายในปี 2571 จาก 11.17 ล้านบาท ในปี 2568 ควบคู่กับการยกระดับอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) จาก 24.61% เป็น 29% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) จาก 4.33% เป็น 7% ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารโครงสร้างรายได้ และการควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบ@ชู Data-Drivenโดยบริษัทวางกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโต คือ การเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจแบบ Data-Driven Model โดยจะยกระดับฐานข้อมูลลูกค้าและคู่ค้าให้เป็น Commercial Intelligence เพื่อนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการพัฒนาสินค้า ลดต้นทุนทางการตลาด และเพิ่มอัตรากำไรของธุรกิจในระยะยาวขณะเดียวกัน บริษัทจะยกระดับระบบบริหารงานขายผ่าน CRM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามลูกค้า คัดเลือกกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพสูง ลดต้นทุนการขาย และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์รายได้ พร้อมทั้งเดินหน้าปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยระบบดิจิทัล อาทิ E-Signature, Task Management และระบบจัดการข้อมูลอัตโนมัติ เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนและสร้าง Operating Efficiency รองรับการเติบโตโดยไม่เพิ่มต้นทุนในสัดส่วนเดียวกับรายได้@ยกระดับองค์กรนอกจากนี้ ARIP ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยจะยกระดับทักษะด้านดิจิทัล การใช้ข้อมูล และการคิดเชิงกลยุทธ์ ควบคู่กับการปรับระบบ KPI ให้เน้นผลสัมฤทธิ์ของงาน (Outcome-based KPI) เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้ทรัพยากร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของกำไรและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอนึ่ง ARIP ประกอบธุรกิจ ธุรกิจสื่อและคอนเทนต์ (Media Content) ผลิตและเผยแพร่สื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เว็บไซต์ข่าวและสื่อไอที/ธุรกิจ และผลิตคอนเทนต์และสื่อโฆษณาธุรกิจจัดงานนิทรรศการ งานแสดงสินค้า และกิจกรรมการตลาดครบวงจร (Exhibition Event) จัดงานแสดงสินค้า (Trade Exhibition) งานสัมมนา งานประชุม และอีเวนต์ และบริการด้านการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายธุรกิจบริการดิจิทัล (Digital Services) บริการด้านดิจิทัลและแพลตฟอร์ม พัฒนาโซลูชันที่ใช้ข้อมูล (Data) และเทคโนโลยี บริการด้านการตลาดดิจิทัลและฐานข้อมูลลูกค้า(ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย : https://www.set.or.th)

MMM โชว์ศักยภาพธุรกิจ ในงาน mai FORUM 2026พร้อมเปิดมุมมอง “Jump+” สู่การเติบโตในอนาคต
อ่าน

MMM โชว์ศักยภาพธุรกิจ ในงาน mai FORUM 2026พร้อมเปิดมุมมอง “Jump+” สู่การเติบโตในอนาคต

นางสาวณิชา โรจน์วัฒนา (กลางซ้าย)ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายสุริยา วงศ์สิทธิชัยกุล(กลางขวา) ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ พร้อมด้วยผู้บริหารและทีมงาน บมจ. เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล หรือ MMM ร่วมตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจ ภายในงาน “mai Forum 2026 ครั้งที่ 10” จัดโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนเอ็ม เอ ไอ (maiA) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายใต้แนวคิด “Discovering The Golden Opportunities เฟ้นหาโอกาสทอง พลิกมุมมองการลงทุน” พร้อมร่วมขึ้นเวทีเสวนา “Jump+ on Stage : หุ้น mai Showcase” อัปเดตภาพรวมธุรกิจ สู่กลยุทธ์การเติบโต ในอนาคต ผ่านการสร้างอาณาจักรการเงินอสังหาฯ ครบวงจร (Property Finance)  ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์

ABM กดปุ่ม JUMP+ รายได้ 2.5 พันล้าน อัพกำลังผลิต 5 เท่า
อ่าน

ABM กดปุ่ม JUMP+ รายได้ 2.5 พันล้าน อัพกำลังผลิต 5 เท่า

#ABM #ทันหุ้น – ABM กดปุ่มแผน JUMP+ ปักหมุดรายได้ปี 2571 แตะ 2,400-2,500 ล้านบาท เดินหน้าลงทุนขยายกำลังผลิตธุรกิจ RDF ชีวมวลเต็มสูบ ดันกำลังผลิตเชื้อเพลิงขยะเพิ่ม 20,000 ตันต่อปี พร้อมยกระดับธุรกิจชีวมวล เพิ่มกำลังผลิตไม้บดกว่า 5 เท่า รองรับดีมานด์พลังงานสะอาด บริษัท เอเชีย ไบโอแมส จำกัด (มหาชน) หรือ ABM เปิดเผยข้อมูลถึงแผน JUMP+ ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ว่า บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) ระยะปี 2569-2571 มุ่งยกระดับธุรกิจเชื้อเพลิงชีวมวลและพลังงานทดแทน ผ่านการลงทุนขยายกำลังการผลิตในธุรกิจเชื้อเพลิงขยะ (RDF) และธุรกิจชีวมวล ตั้งเป้ารายได้จากการดำเนินงานในปี 2571 แตะระดับ 2,400-2,500 ล้านบาท จากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน@กางกลยุทธ์ธุรกิจสำหรับแผนการดำเนินธุรกิจ บริษัทวางกลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ประกอบด้วย การลงทุนในเครื่องจักรเพื่อขยายกำลังการผลิตธุรกิจเชื้อเพลิงขยะ (RDF) ผ่านบริษัทย่อย บริษัท กรีน อาร์ดีเอฟ จำกัด (GRDF) ซึ่งเป็นธุรกิจหลักด้าน RDF ของกลุ่ม โดยจะลงทุนเครื่องร่อนขยะและปรับปรุงระบบการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคัดแยก ลดของเสีย และเพิ่มกำลังการผลิตเชื้อเพลิง RDF รองรับความต้องการของตลาดที่เติบโตต่อเนื่องตามแผนงาน บริษัทจะดำเนินการศึกษาความคุ้มค่าของโครงการในปี 2569 ก่อนก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักรในปี 2570 และตั้งเป้าเดินเครื่องเต็มกำลังในปี 2571 ด้วยอัตราการใช้กำลังการผลิตประมาณ 80% ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นราว 20,000 ตันต่อปี พร้อมพิจารณาขยายและปรับปรุงเครื่องจักรเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาวขณะเดียวกัน ABM ยังเดินหน้าลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจชีวมวล ผ่านการติดตั้งเครื่องบดไม้แห่งใหม่ในพื้นที่บางน้ำจืด โดยเริ่มใช้งานภายในปี 2569 ก่อนเร่งเดินกำลังการผลิตเต็มระบบในปี 2570-2571 ตั้งเป้าเพิ่มผลผลิตจาก 300 ตันต่อเดือน เป็น 1,700 ตันต่อเดือน เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของบริษัทในตลาดเชื้อเพลิงชีวมวล@บริหารความเสี่ยงนอกจากนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงควบคู่กับการลงทุน ทั้งด้านการควบคุมต้นทุน การบริหารโครงการ การจัดหาวัตถุดิบระยะยาว และการเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจให้เป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

คนกลัวผีเล่นได้! Village in the Shade เกมใหม่จากผู้สร้าง Yomawari การันตีไม่มี Jump Scare ดื่มด่ำไปกับการทำฟาร์มได้
อ่าน

คนกลัวผีเล่นได้! Village in the Shade เกมใหม่จากผู้สร้าง Yomawari การันตีไม่มี Jump Scare ดื่มด่ำไปกับการทำฟาร์มได้

ใครที่ตัดใจไม่เล่น Village in the Shade เกมใหม่จากผู้สร้าง Yomawari เพราะกลัวผีแล้ว บอกเลยว่าช้าก่อน เกมนี้การันตีแล้วว่าไม่มีฉากตุ้งแช่ Jump Scare แน่นอน มีแค่บรรยากาศสโลว์ไลฟ์ที่ให้ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวัน แล้วพอมันเริ่มสะสมไปเรื่อย ๆ จิตเราจะปรุงแต่งไปเองมากกว่า เพราะฉะนั้นคนกลัวผีวางใจได้เลยVillage in the Shadeถ้าเรารู้จักหรือเคยได้ยินความหลอนของเกม Yomawari มาก่อน ก็คงจะอดสงสัยไม่ได้ใช่ไหมล่ะว่า ทำไมทีมผู้สร้างเกมผีสุดสยองเกมนั้น ถึงหันมาทำเกมปลูกผักใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์ในชนบทล่ะ?เกมนี้มีชื่อว่า Village in the Shade ฉากหน้าดูเป็นเกมจำลองชีวิตทำฟาร์มชิล ๆ แต่ก็นั่นแหละ ขึ้นชื่อว่าคนทำเกมผีมาทำเกมแนวนี้ ยังไงมันก็ต้องมีอะไรหลอน ๆ ซ่อนอยู่ซึ่งก็ได้มีคนแอบสปอยไว้ว่าเกมนี้จะไม่มีผีตุ้งแช่ให้ตกใจเล่น แต่มันจะค่อย ๆ หยอดความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตประจำวันให้เราเริ่มระแวงและหลอนไปเองทีละนิดเกมนี้จะเน้น "การใช้ชีวิต" เป็นหลัก แถมยังมี "Safe Living Mode" ใส่มาให้ด้วย โดยโหมดนี้จะช่วยลดเอฟเฟกต์สยองขวัญ เพื่อให้คนกลัวผีได้เต็มอิ่มกับการทำฟาร์มจริง ๆคอนเทนต์ในเกมเหมือนเกมทำฟาร์มทั่วไปเลย คือ ปลูกผักในสวน ออกไปนั่งตกปลา ข้าป่าลึกไปล่าสัตว์ พอได้ผลผลิตมาก็นำไปส่งให้หมู่บ้านเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน แล้วเอาทุนนั้นมาขยายฟาร์มให้ใหญ่โตขึ้น หรือจะเดินคุยทำความรู้จักกับชาวบ้านก็ได้ แต่ในเวลากลางคืนก็จะเป็นเหมือนสนามเด็กเล่นของความสยองขวัญเลย (แต่ถ้าเปิดโหมดเซฟก็เมิน ๆ ไปได้เลย)พูดง่าย ๆ คือในโหมดนี้ เราจะยังพอสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความมืดมนของหมู่บ้านอยู่บ้าง เราสามารถเมินทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ แล้วตั้งหน้าตั้งตาปลูกผักใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์แบบสบายใจได้ แต่สำหรับคนใจกล้าไม่กลัวอะไรก็สามารถปิดโหมด Safe Living Mode ไปได้เลย ถึงจะบอกว่าคนกลัวผีเล่นได้ ก็ใช่ว่ามันจะไม่น่ากลัวหรอกนะเราวนกลับมาที่คำถามเดิม อะไรที่ทำให้คนทำเกมผีอย่าง Yomawari มาก่อน ถึงได้หันมาทำเกมสโลว์ไลฟ์?คุณ Yu Mizokami ได้กล่าวว่า"เขาอยากทำเกมภาพสว่าง ๆ ดูบ้าง นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัดสินใจลองทำเกมแนวแปลกใหม่ดู แต่จะไม่ทิ้งเสน่ห์เดิม ๆ ไป จะเอาองค์ความรู้และเทคนิคต่าง ๆ ที่เคยใช้ทำเกม Yomawari มาต่อยอดสร้างเป็นเกมรูปแบบใหม่ แล้วก็ลงเอยที่เกมแนวจำลองชีวิตสโลว์ไลฟ์นี่แหละ"โดยเขาจะใส่ระบบพื้นฐานของเกมสโลว์ไลฟ์ที่ควรจะมีให้ครบแน่นอน คอเกมแนวนี้สบายใจได้เลยคุณ Yu Mizokami ยังบอกอีกว่า "ด้วยความที่ตัวเกมมีตัวละครโผล่มาเยอะมาก ทำให้บทและวิธีเล่าเรื่องต้องเปลี่ยนไปจาก Yomawari งานนี้เลยจะออกมาในแนวเรื่องราวของกลุ่มคนที่ร้อยเรียงเข้าด้วยกันถ้าเป็น Yomawari ตัวเกมจะเน้นมุมมองและความรู้สึกหลอนจากตัวเราเป็นหลักใช่ไหม แต่ในเกมนี้ ความน่ากลัวมันจะค่อย ๆ ซึมออกมาจากท่าทางแปลก ๆ และความไม่น่าไว้วางใจของพวกชาวบ้านแทน มันเลยไม่ใช่ความกลัวแบบผีโผล่มาหลอกตรง ๆ แต่จะเป็นแนว ยิ่งเล่นยิ่งระแวงชวนอึดอัด ซึ่งบทสรุปของเนื้อเรื่องมันออกมาได้บรรยากาศหลอนลึกแบบที่ตั้งใจไว้เลย"ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก และก็คงมีคนที่อยากจะรู้ว่า เกมสยองขวัญ x เกมสโลว์ไลฟ์ มันจะลงตัวขนาดไหน โดยตัวเกมจะวางจำหน่ายวันที่ 29 กรกฎาคมนี้ รอได้เลย!Wishlist เกม Village in the Shade ได้ที่ที่มา : news.denfaminicogamer.jp

ก.ล.ต.-ตลท. เดินหน้า 14 มาตรการ ฟื้นความเชื่อมั่น ดัน JUMP+ แตะ 142 บริษัท
อ่าน

ก.ล.ต.-ตลท. เดินหน้า 14 มาตรการ ฟื้นความเชื่อมั่น ดัน JUMP+ แตะ 142 บริษัท

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #ก.ล.ต.-ตลท. เดินหน้า 14 มาตรการ ฟื้นความเชื่อมั่น ดัน JUMP+ แตะ 142 บริษัทความคืบหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569 มาตรการยกระดับตลาดทุนไทยมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การเพิ่มคุณภาพบริษัทจดทะเบียน การสร้างฐานนักลงทุนคุณภาพ การเสริมความเชื่อมั่นตลาด และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับตลาดทุนยุคใหม่ โดยโครงการ JUMP+ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพและมูลค่าบริษัทจดทะเบียน มีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 142 บริษัท ขณะที่โครงการ Corporate Value Up มีบริษัทเปิดเผยข้อมูลแล้ว 4 บริษัท และมีอีกประมาณ 117 บริษัทอยู่ระหว่างกระบวนการอนุมัติด้านการเพิ่มความน่าสนใจของตลาดทุน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างปรับปรุงกระบวนการ IPO และ Foreign Listing ให้มีประสิทธิภาพและสามารถแข่งขันได้มากขึ้น รวมถึงการพัฒนาเกณฑ์การเข้าถึงแหล่งทุนของธุรกิจ SMEs และกลุ่ม New Economy ตลอดจนการผลักดันมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนตามแนวทาง ISSBในส่วนของการสร้างนักลงทุนคุณภาพ สำนักงาน คปภ. ได้ปรับลด Risk Charge สำหรับการลงทุนในหุ้นไทยลงเหลือ 18% เพื่อส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนไทย ขณะที่การจัดตั้งบัญชีการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ยังอยู่ระหว่างการหารือเพิ่มเติมก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาด้านการยกระดับความน่าเชื่อถือของตลาดทุน บริษัทจดทะเบียน 96% ได้เปิดเผยข้อมูล MDA เป็นประจำทุกไตรมาสแล้ว ณ สิ้นปี 2568 และมีบริษัทเข้าร่วมอบรมการจัดทำ Interim MDA รวม 604 บริษัท นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเดินหน้ายกระดับบทบาทของผู้ตรวจสอบภายใน ที่ปรึกษาทางการเงิน และเลขานุการบริษัท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลและป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุนขณะเดียวกัน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ CMDF ได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์และเผยแพร่ข้อมูลบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยมีบทวิเคราะห์ผ่านแพลตฟอร์ม Uncovered Thai Stocks แล้วประมาณ 100 ฉบับ และ AI Analysis สำหรับหุ้น mai มากกว่า 200 ฉบับ ครอบคลุม 69 บริษัท ช่วยเพิ่มการเข้าถึงข้อมูลของผู้ลงทุนและลดช่องว่างด้านข้อมูลในตลาดสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลาดทุน ก.ล.ต. ได้ยกระดับเกณฑ์ Responsible Service ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 พร้อมศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพ Market Maker และผลักดัน Open Data เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลของตนเองได้มากขึ้นด้าน Tokenization มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง โดย ก.ล.ต. ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์รองรับ Tokenized Fund และปัจจุบันมีผู้ประกอบธุรกิจสนใจออก Tokenized Fund หรือ Tokenized Bond แล้ว 6 ราย รวมถึงมีการพัฒนาระบบ G-Token และ Bond Connect Platform ซึ่งพร้อมเปิดให้บริการในระยะแรกทั้งนี้ จาก 14 มาตรการหลักที่กำหนดไว้ มี 9 มาตรการที่มีความคืบหน้าชัดเจนแล้ว ครอบคลุมการส่งเสริมการลงทุนระยะยาว การดึงดูดบริษัทคุณภาพเข้าจดทะเบียน การยกระดับ ESG และธรรมาภิบาล รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพตลาด ขณะที่อีก 3 มาตรการอยู่ระหว่างออกแบบรายละเอียดเพิ่มเติม และอีก 2 มาตรการสำคัญที่ภาครัฐต้องเร่งผลักดัน ได้แก่ การเพิ่มศักยภาพผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และการพัฒนา Tokenization สำหรับตราสารหนี้และหน่วยลงทุน เพื่อขยายโอกาสการลงทุนของประชาชนในระยะยาวอ้างอิงข้อมูลจากเอกสารสรุปความคืบหน้าชุดมาตรการสร้างเสน่ห์ตลาดทุนไทย ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2569

ไปจึ้งกันต่อใน "24 Jump Street" ภาคใหม่คู่หูตำรวจ โจนาห์ ฮิล-แชนนิง เททั่ม ขานรับกลับมา
อ่าน

ไปจึ้งกันต่อใน "24 Jump Street" ภาคใหม่คู่หูตำรวจ โจนาห์ ฮิล-แชนนิง เททั่ม ขานรับกลับมา

อีกหนึ่งโปรเจกต์หนังที่เคยมีข่าวแว่วมาสักพักใหญ่ ๆ ว่าจะมีโอกาสกลับมาโลดแล่นในภาคใหม่อีกครั้ง บัดนี้ก็ดูเหมือนว่าฝันนั้นจะเป็นจริงสักที เพราะมีการคอนเฟิร์มแล้วว่า "24 Jump Street" อยู่ระหว่างพัฒนางานสร้างในขณะนี้ พร้อมกับเกณฑ์กำลังทีมผู้สร้างและทีมนักแสดงชุดดั้งเดิมกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง เพื่อสานต่อความปังให้ครบไตรภาค แม้ว่าพวกเขาจะขอข้ามเลข 23 ไปสักหน่อยก็ตาม Variety รายงานว่า โปรเจกต์หนังภาคต่อ 24 Jump Street กำลังไปได้สวย "รอดนีย์ ร็อธแมน" จาก Spider-Man: Into the Spider-Verse จะมานั่งเก้าอี้ดูแลงานสร้างในฐานะผู้กำกับให้ พร้อมกับร่วมเขียนบทหนังภาคใหม่กับ "เมแกน มัลลอย" และ "โจนาห์ ฮิล" ซึ่งรายหลังก็ตอบขานรับที่จะกลับมาร่วมแสดงนำให้หนังชุดนี้อีกครั้ง กับ "แชนนิง เททั่ม" และ "ไอซ์คิวบ์" พร้อมกับยังคงมี "ฟิล ลอร์ด" และ "คริส มิลเลอร์" มารับหน้าที่อำนวยการสร้างหนังให้อีกเช่นเคย สำหรับ 24 Jump Street จะเป็นภาคต่อของ 21 Jump Street ในปี 2012 และ 22 Jump Street ในปี 2014 หนังคู่หูตำรวจที่แฝงตัวเข้าไปในรั้วโรงเรียน เพื่อหาเบาะแสและทลายรังมัวสุมยาเสพติดในหมู่วัยรุ่น จนภารกิจของพวกเขาได้กลายเป็นตำนานของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น โดยต้นฉบับเป็นผลงานสร้างชื่อให้กับ ฟิล ลอร์ด กับ คริส มิลเลอร์ ที่ถือว่าเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับพวกเขา ที่ภาคแรกทำเงินไปได้กว่า 200 ล้านเหรียญ และภาคที่ 2 ก็กวาดเงินปังได้กว่า 330 ล้านเหรียญ ทั้งนี้หลาย ๆ คนสงสัยว่าทำไมภาคใหม่ถึงข้ามไปใช้ชื่อ 24 Jump Street แทนที่จะเป็น 23 Jump Street มีข้อมูลว่า ในเบื้องต้นพวกเขาก็ใช้เลข 23 ในการพัฒนาตั้งแต่เริ่มแรก แต่ได้มีการปรับลูกเล่นใหม่ในที่สุด หลัก ๆ ก็เพื่อจะล้อไปกับมุกตลกที่เคยสอดแทรกเอาไว้ในช่วงท้ายของหนัง 22 Jump Street ที่คู่หูตำรวจยังมีภารกิจแฝงตัวเข้าไปสถาบันการศึกษาอีกหลายแห่งมากมาย ทะเยอทะยานที่สุดก็คือบุกไปจับคนร้ายถึงอวกาศ และยังมีแคปชันที่แปะเอาไว้บนปกของบทหนังภาคล่าสุดที่ว่า "ใช้เวลานานมากกว่าจะเกิดเรื่องนี้ เราจึงต้องขอข้ามไปสักหนึ่งตอน" เบื้องต้นยังไม่มีรายละเอียดแน่ชัดว่า 24 Jump Street จะเริ่มทำงานด้านโปรดักชันและถ่ายทำเมื่อไหร่ ขณะเดียวกัน โซนี พิคเจอร์ส ก็ยังไม่ได้กำหนดวันฉายใด ๆ ให้กับหนังเรื่องนี้ด้วย ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

IIG โชว์วิชั่น Jump+ เกม M&A เสริมฐาน
อ่าน

IIG โชว์วิชั่น Jump+ เกม M&A เสริมฐาน

#IIG #ทันหุ้น – IIG โชว์เกม “iiG Jump+” พลิกโฉมธุรกิจจาก System Integrator สู่ Technology Platform และ AI Business เต็มสูบ เดินหน้าปั้น AI-CRM Platform ตั้งเป้าโตยั่งยืน 5-10% เปิดทาง MA-Joint Venture เล็งขยายฐานสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นางสาวชนกนันท์  เทียมรัตน์  นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IIG เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่ท้าทายท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันที่รุนแรงในอุตสาหกรรม Digital Transformation โดยเปิดแผน "iiG Jump+" เพื่อวางรากฐานการเติบโตในระยะยาวอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้พัฒนาระบบ (System Integrator) ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Technology Platform และ AI Business อย่างเต็มตัว@กางแผนโตสำหรับเป้าหมายการสร้างการเติบโตยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ มิติด้านธุรกิจ บริษัทเดินหน้าธุรกิจใหม่เพื่อการขับเคลื่อนผ่าน AI-CRM Platform ซึ่งเป็นการยกระดับจาก CRM เดิมไปสู่ยุคที่ขับเคลื่อนด้วย Generative AI และ Predictive Analytics เพื่อสร้าง Personalised Customer Journey ให้กับลูกค้าได้อย่างแม่นยำ โดย IIG มีความได้เปรียบจากการมีฐานลูกค้าเดิมและประสบการณ์ยาวนานกว่า 20 ปี คาดว่าโครงการนี้จะเริ่มสร้างรายได้อย่างชัดเจนในช่วงปลายปี 2569 นี้ส่วนมิติด้านธรรมาภิบาล เน้นการยกระดับการกำกับดูแล โดยเฉพาะการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและการพัฒนาคณะกรรมการเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และสุดท้ายมิติด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทให้ความสำคัญกับความยั่งยืนผ่านการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งจะช่วยให้การเติบโตในอนาคตเป็นไปอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งนี้เป้าหมายใหญ่ภายใต้แผน Jump+ ภายในปี 2571 โดยตั้งเป้าการเติบโตของรายได้และผลประกอบการอย่างน้อย 5-10% ต่อปี นอกจากการเติบโตจากภายในแล้ว บริษัทยังเปิดกว้างสำหรับโอกาส MA หรือ Joint Venture เพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และสร้าง Synergy ในระยะยาว โดยเฉพาะการขยายฐานธุรกิจ AI-CRM Platform ไปยังตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพ@โชว์พอร์ตธุรกิจปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) สูงถึง 64% มาจากบริการดูแลรักษาระบบ (Maintenance) และการใช้ซอฟต์แวร์ในรูปแบบ Subscription โดยไตรมาสนี้มีรายได้ประจำลดลง เกิดจากการลดขนาดการใช้งานของลูกค้าบางรายตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น การลดจำนวน User จาก 100 เหลือ 90 User แต่ในภาพรวมลูกค้าทุกรายยังคงใช้บริการต่อเนื่องและไม่มีรายใดยกเลิกสัญญาสำหรับรายได้แยกตามประเภทธุรกิจ บริการด้าน CRM/CXM (Customer Relationship Management) เป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้กว่า 84 ล้านบาท เติบโตขึ้น 7.6% จากปีก่อนหน้า สะท้อนให้เห็นว่าตลาด CRM ยังมีศักยภาพในการเติบโตสูง และลูกค้ายังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีประเด็นเรื่องสงครามหรือสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การตัดสินใจลงทุนอาจมีความระมัดระวังมากขึ้นก็ตาม

สตาร์ทอัพ
ดู

สตาร์ทอัพ

MTC ร่วม JUMP+ วางแผน 3 ปี ยกระดับสู่มาตรฐานโลก
อ่าน

MTC ร่วม JUMP+ วางแผน 3 ปี ยกระดับสู่มาตรฐานโลก

#ทันหุ้น - บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้ายกระดับองค์กรสู่มาตรฐานโลก วางกรอบแผน 3 ปี ครอบคลุมด้านธุรกิจ ธรรมาภิบาล และ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มุ่งใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพองค์กร เสริมความโปร่งใส และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำบทบาทผู้นำไมโครไฟแนนซ์ไทยระดับสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนายปริทัศน์ เพชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่า บริษัทได้รับอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ให้เข้าร่วม “โครงการ JUMP+” ซึ่งนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับศักยภาพองค์กร เสริมสร้างความเชื่อมั่นในตลาดทุน และผลักดันการดำเนินธุรกิจสู่มาตรฐานสากลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ บริษัทได้วางกรอบแผนการดำเนินงานระยะ 3 ปี ครอบคลุม 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business) ด้านธรรมาภิบาล (Governance) และด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Action) เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่กับการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวในมิติด้านธุรกิจ MTC จะเดินหน้าตามแผนกลยุทธ์องค์กร 3 ด้าน ได้แก่ กลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ กลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บหนี้ และกลยุทธ์การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยมุ่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาองค์กร ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้าสำหรับมิติด้านธรรมาภิบาล บริษัทมุ่งยกระดับกระบวนการตรวจสอบสู่ระบบดิจิทัล โดยในระยะแรกจะให้ความสำคัญกับการวางรากฐานการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นระบบ ผ่านการทดสอบในสาขานำร่อง การประเมินความเสี่ยง และการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นขณะที่มิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านการกำหนดแนวทางควบคุมการใช้ทรัพยากร การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในสาขา การปรับกระบวนการทำงานสู่ระบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดการใช้กระดาษ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero และการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท“การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงสะท้อนถึงความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจของ MTC แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน โดยบริษัทยังคงยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจภายใต้หลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้ประชาชนอย่างทั่วถึง สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคม ควบคู่กับการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายปริทัศน์กล่าวขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นดังกล่าวสะท้อนผ่านผลการดำเนินงานและการยอมรับในระดับสากล โดยล่าสุด บริษัทคว้ารางวัลระดับภูมิภาค Best Social Bond Thailand จากเวที The Asset Triple A Awards for Sustainable Finance 2026 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร The Asset สื่อการเงินชั้นนำในภูมิภาคเอเชียทั้งนี้ บริษัทฯ ยังร่วมมือกับสถาบันการเงินชั้นนำระดับโลก ได้แก่ บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC), องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA), บริษัทเพื่อการลงทุนและการพัฒนาแห่งเยอรมนี (KfW DEG) และ Credit Guarantee and Investment Facility (CGIF) เพื่อผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินอย่างยั่งยืน และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและขยายธุรกิจของผู้ประกอบการสตรีในกลุ่ม MSMEs ในพื้นที่ชนบทของประเทศไทย สะท้อนบทบาทของบริษัทฯ ในฐานะผู้นำธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ ของไทยในระดับสากล (World-class Thai Microfinance)

SINGER เดินหน้า “JUMP+” ตั้งเป้ากำไร 1,100 ล้านบาท ภายในปี 2571
อ่าน

SINGER เดินหน้า “JUMP+” ตั้งเป้ากำไร 1,100 ล้านบาท ภายในปี 2571

#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SINGER เดินหน้า “JUMP+” ตั้งเป้ากำไร 1,100 ล้านบาท ภายในปี 2571SINGER เปิดเผยแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปี ภายใต้โครงการ “JUMP+ Plan” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิแตะระดับ 1,100 ล้านบาท ภายในปี 2571 จากระดับ 105 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนการเข้าสู่ “รอบการเติบโตใหม่” ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญนายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เป็นมากกว่าการฟื้นฟูผลประกอบการ แต่เป็นการยกระดับทั้งองค์กรเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Growth, Profitability Efficiency และ Stability ซึ่งจะช่วยปลดล็อกศักยภาพธุรกิจในทุกมิติ ทั้งรายได้ โครงสร้างกำไร และความเชื่อมั่นของนักลงทุนโดยขับเคลื่อนการเติบโตแบบยกเครื่องทั้งระบบ มุ่งสู่การเป็น “Financial Services Network Tech” โดยใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักในการขยายธุรกิจ ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ได้แก่ (1) การปรับโครงสร้างต้นทุนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ SINGER เพื่อยกระดับอัตรากำไร (2) กลยุทธ์การขยายทีมขายและการขยายช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้ง Direct Sale ด้วยการขยายสาขา และดีลเลอร์ทั่วประเทศ และ (3) Digital Transformation ยกระดับองค์กร เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจ นำเทคโนโลยี AI มาพัฒนาการขาย และช่องทางการขายและให้บริการลูกค้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขาย ลดต้นทุน และสร้าง Customer Experience แบบ End-to-End ซึ่งจะเป็น Game Changer ในการขยายรายได้ในอนาคต ยกระดับ SINGER สู่การเป็นผู้นำแพลตฟอร์มค้าปลีก–การเงินในยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบนอกจากการเติบโตทางธุรกิจ SINGER ยังเดินหน้ายกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ผ่านการพัฒนา Data Governance Framework และการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการควบคุมภายในและบริหารความเสี่ยง เพื่อป้องกันการทุจริต การใช้ข้อมูลภายใน และความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ขณะเดียวกัน บริษัทมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG ในระยะยาวนายนราธิป กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของ SINGER สู่ “Tech-Driven Network Company” โดยผสานจุดแข็งด้านเครือข่ายขายทั่วประเทศเข้ากับ Data และ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมเชื่อมโยง Ecosystem ธุรกิจค้าปลีกและสินเชื่อในกลุ่ม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนรายได้จากการขายแบบผ่อนชำระ (Hire Purchase) ที่มีสัดส่วนมากกว่า 80% ของยอดขาย“เราไม่ได้มองเพียงการกลับมาทำกำไร แต่ต้องการสร้างการเติบโตที่มีคุณภาพ และเพิ่มมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

PCE ปักธง JUMP+ ดันกำไร 800 ล. รุกน้ำมันปาล์มครบวงจรโตยั่งยืน
อ่าน

PCE ปักธง JUMP+ ดันกำไร 800 ล. รุกน้ำมันปาล์มครบวงจรโตยั่งยืน

#ทันหุ้น - บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) (PCE) เดินหน้าสร้างการเติบโตระยะยาว ผ่านการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยนายกีรติ ไชยะกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานบัญชีและการเงิน ร่วมนำเสนอแผนธุรกิจช่วงปี 2569–2571 มุ่งยกระดับความสามารถในการทำกำไรและเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจอย่างยั่งยืนบริษัทฯ ตั้งเป้ากำไรสุทธิอยู่ที่ระดับ 750-800 ล้านบาท ภายในปี 2571 โดยวาง 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบ (เฟส 3) เพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจากเดิม 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง เป็น 210 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง การยกระดับขีดความสามารถโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (เฟส 3) ผ่านการลงทุนเครื่องจักรใหม่และปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อเพิ่มคุณภาพสินค้าและต่อยอดธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมไปถึงการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มโอเลอินเพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งนี้ แผนดังกล่าวสะท้อนทิศทางการเติบโตเชิงรุกของPCEในการเพิ่มมูลค่าธุรกิจและสร้างความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มครบวงจร โดยงานดังกล่าวจัดขึ้นที่บริษัทฯ เมื่อเร็วๆ นี้

ตลท.ปลื้มJUMP+เกินคาด เตรียมขอวงเงินCMDFเพิ่ม
อ่าน

ตลท.ปลื้มJUMP+เกินคาด เตรียมขอวงเงินCMDFเพิ่ม

#ตลท. #JUMP+ #ทันหุ้น - ตลท.ลั่น บจ.แห่เข้าโครงการ JUMP+ เกินคาด ทั้งจำนวน 142 บริษัท แถมมีบริษัทขนาดใหญ่ “PTT-PTTEP-THAI” จ่อขอวงเงินกองทุน CMDF สนับสนุนเพิ่ม จากก่อนหน้านี้ขอไว้เพียง 100 บริษัท หวังโครงการเดินหน้า เตรียมโรดโชว์นักลงทุนใน-ต่างประเทศ ส่วนเปิดรอบ 2 หรือไม่ต้องพิจารณาอีกครั้งนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน (JUMP+) มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เข้าร่วมโครงการจำนวน 142 บริษัท จากที่ปิดรับสมัครไปเมื่อสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งตลาดหลักทรัพย์พอใจมากที่มีบริษัทเข้าร่วมโครงการในระดับดังกล่าว และมีบจ.ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก (mai) เข้ามาร่วมโครงการครั้งนี้@ขอวงเงิน CMDF เพิ่มทั้งนี้เดิมตลาดหลักทรัพย์ได้ของบจากทางกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) จำนวน 50-100 บริษัท เพื่อมาสนับสนุนบจ.ที่เข้าร่วม JUMP+ แต่จากที่มีบจ.เข้ามาร่วมโครงการมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ช่วงแรก จึงจะมีการของบเพิ่มจากกองทุน CMDFส่วนจะเปิดโครงการ JUMP+ นั้นต้องขอดูผลของรอบก่อนว่าจะออกมาเป็นอย่างไรก่อน จึงจะมีการพิจารณาอีกครั้ง ส่วนจากนี้ก็จะให้ทางบจ.มีการนำเสนอข้อมูล และตลาดหลักทรัพย์ฯก็มีแผนที่จะพาบจ.ที่เข้าร่วมโครงการโรดโชว์แก่นักลงทุนต่อไปในอนาคต@เกินคาดนายณัฐพล สุวรรณสิริ ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้ากลุ่มงานกลยุทธ์ผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับ “ทันหุ้น” ว่า โครงการ JUMP+ ที่มีบจ.เข้าร่วมโครงการ 142 บริษัท ถือว่าเกินความคาดหวังของที่ตลาดหลักทรัพย์ฯตั้งไว้ ทั้งจำนวน และยังมีบริษัทขนาดใหญ่ เช่น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP,บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI เข้าร่วมโครงการ ถือว่าประสบความสำเร็จสำหรับเป้าหมายการเพิ่มมูลค่านั้น ตลาดหลักทรัพย์ก็เปิดกว้างให้บจ.เข้าร่วมโครงการ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมาย รายได้รวม,กำไรสุทธิ, กำไรขั้นต้น, อัตรากำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย, อัตราการจ่ายผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (Shareholder Distribution Ratio) เพราะทุกเป้าหมายนั้นล้วนทำให้บริษัทมีมูลค่าเพิ่ม ทำให้บริษัทเติบโต และส่งผลดีกับผู้ถือหุ้น@พิจารณาเปิดรอบ 2ทั้งนี้ยังมีบริษัทหลายบริษัทที่ยื่นเข้าร่วมโครงการไม่ทันภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 ส่วนตลาดหลักทรัพย์ จะมีการเปิดโครงการ JUMP+ รอบ 2 หรือไม่นั้น ยังต้องพิจารณาอีกครั้ง เพราะตลาดหลักทรัพย์ อยากให้รอบแรกเดินหน้าโครงการไปก่อน เพราะจากนี้จะต้องมีการเทรนนิ่ง ให้มีความพร้อมในการไปโรดโชว์กับนักลงทุน ซึ่งการพาบจ.เข้าโรดโชว์นั้น ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของบจ. เพราะบางบริษัทมีความพร้อมในการโรดโชว์ให้กับนักลงทุนสถาบัน บางบริษัทมีความพร้อมโรดโชว์นักลงทุนต่างประเทศในแถบอาเซียน และบางบริษัทพร้อมโรดโชว์ระดับโกลบอล

VIH ร่วมโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า EBITDA 1,000 ล้านบาท ในปี 2571
อ่าน

VIH ร่วมโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า EBITDA 1,000 ล้านบาท ในปี 2571

#ทันหุ้น #2026 #SET #VIH ร่วมโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า EBITDA 1,000 ล้านบาท ในปี 2571บมจ.ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ (VIH) เดินหน้าสร้างการเติบโตระยะยาว ผ่านการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ วางโรดแมป 3 ปี (2569–2571) ยกระดับโครงสร้างธุรกิจสู่โมเดล Healthcare ยุคใหม่ พร้อมตั้งเป้ารายได้ 4,000 ล้านบาท และ EBITDA 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2571ผศ.นพ.บวรรัฐ วนดุรงค์วรรณ กรรมการบริษัท บริษัท ศรีวิชัยเวชวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) หรือ VIH เปิดเผยแผนในการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า VIH ได้รับการอนุมัติเข้าร่วมโครงการ JUMP+ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนฯ ภายใต้แผน 3 ปี (2569-2571) ของกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล ทั้ง 4 แห่ง คือ โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล อ้อมน้อย โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล หนองแขม โรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล สมุทรสาคร และโรงพยาบาลวิชัยเวช อินเตอร์เนชั่นแนล แยกไฟฉายทั้งนี้กลุ่มลูกค้าหลักของกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชฯ ประกอบด้วย 2 กลุ่มหลัก คือ (1) กลุ่มลูกค้าทั่วไป (Non-Capitation) ได้แก่ ลูกค้าบุคคลทั่วไป ลูกค้าประกันชีวิต ลูกค้าประเภทคู่สัญญา ลูกค้าผู้ประสบภัยจากรถ ลูกค้าโครงการกองทุนเงินทดแทน (2) กลุ่มลูกค้าโครงการ ภาครัฐ (Capitation) ได้แก่ ลูกค้าโครงการกองทุนประกันสังคมสำหรับแผนการเติบโตของกลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชฯ เน้นกลยุทธ์ 3 แนวทางหลัก เพื่อบรรลุเป้าหมายรายได้ 4,000 ล้านบาท และ EBITDA 1,000 ล้านบาท ภายในปี 2571 คือ1.ขยายศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์และบริการเฉพาะทาง โดยมุ่งเจาะกลุ่มโรคซับซ้อนที่มีอุปสงค์สูง เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์อายุรกรรม ศูนย์สมอง ศูนย์กระดูกและข้อ และศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพื่อเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อผู้ป่วยและอัตรากำไร2.ตั้งเป้าพัฒนาองค์กรสู่การเป็น ผู้นำด้าน Preventive Healthcare ของประเทศ โดยมุ่งสร้างระบบบริการสุขภาพ ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรค การดูแลสุขภาพเชิงรุก และการติดตามสุขภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเสริมสร้าง ศักยภาพการเติบโตของธุรกิจอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว3.นำเทคโนโลยีและบุคลากรมาเพิ่มประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ AI Analytics และการเชื่อมต่อข้อมูลจากอุปกรณ์สวมใส่เพื่อเฝ้าระวังและพยากรณ์ปัญหาสุขภาพแบบเรียลไทม์ พร้อมปรับปรุงการบริหารต้นทุนด้วยเทคโนโลยีด้านภญ.ดร.ตีรวรรณ วนดุรงค์วรรณ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวถึง การยกระดับด้านธรรมาภิบาล มุ่งเน้นผลลัพธ์เชิงประจักษ์และการนำนวัตกรรมมาใช้ในการกำกับดูแล โดยมีเป้าหมายหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรต้นแบบด้านความโปร่งใส การยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส ซึ่งแผนยกระดับจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) สู่มาตรฐานสากลโดยการวางระบบบริหารจัดการเพื่อควบคุมและป้องกันการฉ้อโกงตามมาตรฐานสากล ISO 37003 ให้สำเร็จครบถ้วนภายในปี 2571 นอกจากนี้กลุ่มโรงพยาบาลวิชัยเวชฯ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมโรงพยาบาลในเครือทั้ง 4 แห่ง พร้อมวางแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยกระดับสู่การเป็นกลุ่มโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำในอนาคตทั้งนี้แผน JUMP+ ของ VIH ในปี 2569-2571 จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญสอดคล้องกับเทคโนโลยีทางการแพทย์และเพื่อเสริมความแข็งแกร่งขององค์กรในระยะยาว การยกระดับการกำกับดูแลด้านธรรมาภิบาล รวมทั้งการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยกลุ่มโรงพยบาลวิชัยเวชฯ จะสื่อสารความคืบหน้าและความสำเร็จตามกรอบระยะเวลาเพื่อให้สังคมการลงทุน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ

TBN กดปุ่มทรานส์ฟอร์ม ชูโรงลุย JUMP+ ดีล M&A
อ่าน

TBN กดปุ่มทรานส์ฟอร์ม ชูโรงลุย JUMP+ ดีล M&A

#TBN #ทันหุ้น – TBN เดินเกมทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ปักธงดันผลงานแตะ 70 ล้านบาท พร้อมเร่งเครื่องสู่ Tech Platform พร้อมลุยแผน MA-JV รุกขยายฐานลูกค้าเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ศักยภาพสูงนายธิปัตย์  สุนทรารชุน ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัท ทีบีเอ็น คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TBN ผู้นำด้าน Intelligent Digital Platform เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพองค์กร โดยบริษัทฯ พร้อมผลักดันกำไรสุทธิเติบโตสู่เป้าหมาย 70 ล้านบาท ผ่านการสร้างกลไกขับเคลื่อนการเติบโตด้วย 3 กลยุทธ์หลักวางกลยุทธ์โดยกลยุทธ์ที่ 1 มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท "Own product and proprietary solutions" เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์ โดยในปี 2569 จะเน้นเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมธนาคารและการเงินด้วยโซลูชัน "End-to-End Lending" แบบครบวงจร บริษัทฯ ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้จากส่วนนี้ที่ 20-30% ในปี 2570 และเพิ่มเป็น 40-50% ในปี 2571 พร้อมรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ให้อยู่ในระดับสูงที่ 40-50% ซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าเพิ่มของเทคโนโลยีที่เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะขององค์กรกลยุทธ์ที่ 2 ปรับโครงสร้าง กระบวนการ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Internal Process Re-engineering) เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการทำกำไร TBN มุ่งเน้นการเพิ่ม Operational Efficiency ผ่านการปรับโครงสร้างองค์กรและการนำระบบ Data Analytics มาใช้ติดตามผลงานข้ามสายงาน (Cross-Functional Tracking) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ (Productivity) ของบุคลากรให้สูงสุด โดยวางเป้าหมายอัตรากำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT Margin) ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจาก 5-7% ในปี 2569 สู่ระดับ 13-18% ภายในปี 2571 เพื่อเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งกลยุทธ์ที่ 3 การขยายธุรกิจเชิงรุกแบบก้าวกระโดด (Inorganic Growth) นอกจากการเติบโตจากภายในบริษัท ยังมุ่งเน้นการควบรวมหรือซื้อกิจการ (MA) และการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อขยายฐานลูกค้าเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพสูง โดยตั้งเป้าหมายให้อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) รวมขององค์กรแตะระดับ 10-20% ภายใน 3 ปีเข้าJUMP+การขับเคลื่อนภายใต้แผน JUMP+ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับ TBN จากผู้ให้บริการซอฟต์แวร์สู่การเป็น Tech Platform ระดับภูมิภาค ซึ่งจะช่วยปรับโครงสร้างรายได้ให้มีสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Revenue) ที่ชัดเจนและมั่นคง บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถผลักดันเป้าหมายกำไร 70 ล้านบาท ได้ตามแผน พร้อมสร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นต่อไป

MMMผนึกJUMP+กางแผนยุทธศาสตร์3ปี ชูนิเวศอสังหาฯ-สินเชื่อดันกำไรพุ่ง40%
อ่าน

MMMผนึกJUMP+กางแผนยุทธศาสตร์3ปี ชูนิเวศอสังหาฯ-สินเชื่อดันกำไรพุ่ง40%

#ทันหุ้น - บมจ.เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล หรือ MMM ประกาศแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทฯ ภายใต้โครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวางโรดแมป ชูโมเดล “Ecosystem อสังหาฯ-สินเชื่อ” สู่การเป็น Property Finance เสริมการเติบโตธุรกิจ ควบคู่กับการบริหารงาน ตามหลักธรรมาภิบาลและด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมปักธงอัตราการเติบโตกำไรสุทธิ ช่วง 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) ทะยานเฉลี่ย 40% สร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ตอกย้ำเป้าหมายผลักดันธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนนางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ผู้นำด้านตัวแทนการขายอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้การให้บริการที่ปรึกษาด้านการขายและการตลาดแก่ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาฯ และซื้อขายอสังหาฯ แบบครบวงจรเปิดเผยว่า บริษัทฯ ยกระดับขีดความสามารถและสร้างการเติบโตแบบก้าวก้าวกระโดด (Growth) ด้วยการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ (โครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน) ซึ่งจัดตั้งโดยตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย (SET) ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นบริษัทจดทะเบียนคุณภาพที่มีการบริหารจัดการ อย่างเป็นระบบ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่นักลงทุนในระยะยาวการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ถือเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนของ MMM ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยบริษัทฯ วางยุทธศาสตร์ ชูโมเดล “Ecosystem อสังหาฯ-สินเชื่อ” สู่การเป็น Property Finance เพื่อมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ตลอดทั้ง ห่วงโซ่ธุรกิจ พร้อมวางรากฐานกำไรที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิเฉลี่ย (Net Profit Growth) ใน 3 ปีข้างหน้า (2569-2571) สูงถึงร้อยละ 40 พร้อมทั้งเร่งเพิ่มสัดส่วนรายได้ต่อเนื่อง (Recurring Income) ผ่านธุรกิจสินเชื่อ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันที่ยืดหยุ่นและมั่นคงภายใต้ยุทธศาสตร์หลัก 3 มิติ1.การขยายพอร์ตโครงการที่มีศักยภาพ : โดยคัดเลือกเฉพาะโครงการที่ตรงใจกลุ่ม Real Demand และกลุ่มนักลงทุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการหมุนเวียนทรัพย์สินและลดความเสี่ยงจากทรัพย์ที่ขายยาก ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนโครงการที่สร้างอัตรากำไรสูง (High-Margin Portfolio) และ ใช้กลยุทธ์การเจรจาต่อรอง (Negotiation Advantage) เพื่อสร้างความได้เปรียบในเชิงต้นทุนอย่าง มีนัยสำคัญ2. การทรานส์ฟอร์มสู่การเป็นผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร: โดยการต่อยอดความเชี่ยวชาญสู่ "ธุรกิจสินเชื่อที่มีหลักประกัน" เพื่อแก้ Pain Point ของลูกค้าที่เข้าถึงแหล่งเงินทุนจำกัด โดยแบ่งเป็น 4 โปรดักส์ ได้แก่1.สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์สำหรับผู้มีศักยภาพ 2.สินเชื่อเพื่อผู้พัฒนาโครงการ (Project Financing) 3.สินเชื่อโดยมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน และ4.บริการนายหน้าประสานงานจัดหาคู่สัญญา ซึ่งกลยุทธ์นี้จะทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการเร่งการโอนกรรมสิทธิ์และสร้างรายได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอในอัตราที่กฎหมายกำหนด3.การเพิ่มขีดความสามารถด้านการขายและการตลาด: โดยการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เชิงลึก (Data Analytics) เพื่อเข้าถึงลูกค้าที่มีศักยภาพได้ตรงจุด ช่วยเพิ่มอัตราการปิดการขาย (Conversion Rate) และเร่งการรับรู้รายได้ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น“การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง สามารถเติบโตและมีศักยภาพในการแข่งขัน ตามแผนกลยุทธ์ 3 ปี อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต ควบคู่กับการมุ่งเน้นเรื่องหลักธรรมาภิบาล (Governance) ทั้งการยกระดับหน้าที่ของกรรมการ ความโปร่งใสในการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันอย่างเข้มงวด รวมถึงการเดินหน้าแผน Climate Action ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกการการใช้เชื้อเพลิงและพลังงาน ลดกิจกรรมที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกทางอ้อม เช่น ลดการใช้กระดาษ หรือเลือกใช้วัสดุรีไซเคิล เพื่อมุ่งสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับโลก” นางสาวณิชากล่าวทิ้งท้าย

SUN กดปุ่มลุยJUMP+ปักเป้ารายได้6พันล.
อ่าน

SUN กดปุ่มลุยJUMP+ปักเป้ารายได้6พันล.

#SUN #ทันหุ้น – SUN กางแผน JUMP+ เดินเกมเร่งโตเต็มสูบ ปักหมุดรายได้ปี 2571 แตะ 5,000–6,000 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าปี 2569 โตแรง 20% แตะ 4,000–4,500 ล้านบาท เดินหน้าล็อกซัพพลายเชน–บริหารต้นทุนเข้ม รับมือความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์อย่างรัดกุมนายวีระ นพวัฒนากร ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชีและการเงิน บริษัท ซันสวีท จำกัด (มหาชน) หรือ SUN เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัท (JUMP+ Plan) โดยตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในระยะ 3 ปี ไว้ที่รายได้ต่อปี 5,000 - 6,000 ล้านบาท ณ ปี 2571 แผนงานหลักคือการยกระดับการเติบโตทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรปักธงรายได้ สำหรับปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 20% หรืออยู่ที่ประมาณ 4,000 - 4,500 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ 10 - 15% เนื่องจากเห็นโอกาสจากการขยายตัวของผลิตภัณฑ์ใหม่  อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและทำให้ต้นทุนพลังงานหรือโลจิสติกส์ปรับตัวสูงขึ้น  บริษัทจึงมีมาตรการเตรียมความพร้อมด้วยการวางแผนบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดหาปัจจัยการผลิตในด้านการบริหารจัดการต้นทุนปุ๋ยซึ่งได้รับแรงกดดันจากภาวะสงคราม บริษัทได้ประสานงานกับผู้จำหน่ายเพื่อบริหารสต็อกอย่างใกล้ชิดรองรับแผนการผลิตอย่างเพียงพอแล้ว พร้อมกันนี้ยังมีแนวทางศึกษาการใช้ปุ๋ยสูตรทดแทน และการนำวัสดุเหลือใช้จากการผลิต เช่น เปลือกและซังข้าวโพด มาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมีเพื่อเตรียมความพร้อมกรณีเกิดการขาดแคลน สำหรับการบริหารจัดการซัพพลายเชน บริษัทมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในรัศมี 50 กิโลเมตรรอบโรงงาน และวางแผนร่วมกับคู่ค้าในระยะกลางถึงระยะยาวเพื่อสร้างความต่อเนื่องในการส่งมอบสินค้าวางงบลงทุนส่วนด้านงบลงทุนในโครงการสำคัญอย่างบรรจุภัณฑ์ Tetra Recart นั้น บริษัทใช้งบลงทุนในส่วนของอาคารและเครื่องมือภายในโรงงานประมาณ 50 - 60 ล้านบาท โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรในการลงทุนด้านเครื่องจักรนอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งเน้นการยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์พร้อมรับประทาน (RTE) เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกไปยังต่างประเทศ จากเดิมที่จำหน่ายได้เพียงในประเทศด้วยอายุการเก็บรักษา 7 วัน  โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากสินค้า RTE ในยอดขายต่างประเทศเป็น 1 - 2% หรือคิดเป็นรายได้กว่า 200 ล้านบาท ภายในปี 2571

TPLAS ชูแผน JUMP+ กดปุ่มโตยาวเฉลี่ย 10%
อ่าน

TPLAS ชูแผน JUMP+ กดปุ่มโตยาวเฉลี่ย 10%

#TPLAS #ทันหุ้น – TPLAS ชูแผน JUMP+ ปั้นธุรกิจโตยาว วางหมาก 3 ปีโกยรายได้โตเฉลี่ย 10% ต่อปี ผ่านกลยุทธ์ DEVCA ครบเครื่องทั้งพัฒนาสินค้าใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพองค์กรนายอภิรัตน์  ธีระรุจินนท์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) จำกัด (มหาชน) หรือ TPLAS ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ถุงบรรจุอาหาร ภายใต้แบรนด์ “หมากรุก” เปิดเผยว่า แผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทในโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อยกระดับศักยภาพของบริษัทและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดทำแผนกลยุทธ์ที่ส่งเสริมความสามารถในการทำกำไรและมีประสิทธิภาพการดำเนินงานตั้งเป้าโต 10%โดย บริษัทตั้งเป้าหมายทางธุรกิจในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2569 – 2571) มีอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยที่ 10% ต่อปี จากแผนกลยุทธ์ DEVCA เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินธุรกิจและสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และปรับปรุงกระบวนการให้เป็นรูปแบบอัตโนมัติ ควบคู่ไปกับการบริหารงานตามแผนธรรมาภิบาล และแผนด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับแผนกลยุทธ์ DEVCA ประกอบไปด้วย 1.ด้าน Developing Market, Product, Model โดยมุ่งเน้นพัฒนาสินค้าบรรจุภัณฑ์พลาสติกและบรรจุภัณฑ์กระดาษสำหรับบรรจุอาหารที่มีความนิยม ขยายกำลังการผลิตจากกระบวนการเดิม รวมถึงพัฒนาสินค้ากลุ่มใหม่ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายในตลาดอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น  2. ด้าน Efficiency การบริหารจัดการต้นทุนโดยเน้นหลักการ Lean และปรับกลยุทธ์ในการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อสภาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  3. ด้าน Velocity เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว 4. ด้าน Customer-centric เน้นการพัฒนาสินค้าตามความต้องการของลูกค้า และ 5. ด้าน Automation มุ่งปรับปรุงกระบวนการในการดำเนินงานให้เป็นระบบอัตโนมัติ เพื่อบริหารต้นทุนและสามารถแข่งขันในตลาดได้ให้ความสำคัญขณะเดียวกัน บริษัทยังให้ความสำคัญกับแผนธรรมาภิบาล โดยดำเนินการยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอรัปชันทุกรูปแบบ ผ่านการจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติที่ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจขององค์กรอย่างครบถ้วน พร้อมมาตรการป้องกันการใช้ข้อมูลภายในโดยเน้นความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และการปฏิบัติต่อผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียม และพัฒนาประสิทธิภาพระบบแจ้งเบาะแสการกระทำผิดอย่างเป็นระบบเพื่อเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนนอกจากนี้ แผนด้านสภาพภูมิอากาศ บริษัทยังคงให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้าน Climate Action โดย จัดทำแผนการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง ทางอ้อม และอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการกำหนดเป้าหมายและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในองค์กร ยกระดับประสิทธิภาพและเพิ่มความเป็นรูปธรรมในการดำเนินงานด้าน Climate Action ของบริษัทในอนาคต“บริษัทเชื่อมั่นว่าแผนการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ โครงการ Jump+ จะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับการดำเนินธุรกิจให้แข็งแกร่ง สามารถเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพและมีศักยภาพในการแข่งขัน ตามแผนกลยุทธ์ DEVCA ที่วางไว้ รวมทั้งยึดหลักการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลและด้านสิ่งแวดล้อม ผลักดันธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคต” นายอภิรัตน์ กล่าว

JMT ทุ่ม JUMP+ ปั้น AI AMC ดันกำไรแตะ 1.8 พันล. ปี 71
อ่าน

JMT ทุ่ม JUMP+ ปั้น AI AMC ดันกำไรแตะ 1.8 พันล. ปี 71

#ทันหุ้น - “บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส (JMT)” ประกาศทิศทางธุรกิจระยะ 3 ปี (2569–2571) ภายใต้โครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยวางโรดแมปสู่การเป็น “AI Digital AMC Transformation” เต็มรูปแบบ ผ่านการนำเทคโนโลยี AI และระบบดิจิทัลเข้ามายกระดับการบริหารพอร์ตหนี้แบบ End-to-End เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ (Collection Efficiency) ลดต้นทุน และเสริมความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวนายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับศักยภาพองค์กรและสร้างการเติบโตในระยะยาว พร้อมประกาศแผนธุรกิจสู่ปี 2571 ตั้งเป้าผลักดันกำไรสุทธิเติบโตสู่ระดับ 1,800 ล้านบาท จากระดับ 1,030 ล้านบาทในปี 2568 ผ่านการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารพอร์ตสินทรัพย์ด้อยคุณภาพอย่างมีคุณภาพ ยกระดับและเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Transformation) สู่การเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นศูนย์กลาง (Data-driven Organization) โดยวางโครงสร้างการเติบโตบน 3 แกนหลัก คือ “Growth, Profitability Efficiency และ Stability” พร้อมเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญกลยุทธ์หลักของ JMT คือ การนำ AI เข้ามายกระดับการดำเนินงานธุรกิจบริหารหนี้ตลอดทั้ง Value Chain ตั้งแต่การวิเคราะห์และคัดเลือกพอร์ตหนี้ การจัดกลุ่มลูกหนี้ ไปจนถึงการติดตามและบริหารทรัพย์สิน (NPA) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและลดต้นทุน โดยบริษัทตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรธุรกิจ AMC (Asset Management Company) จาก 68.4% เป็นมากกว่า 69.5% และลดอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (ก่อนตั้งสำรอง ECL) จาก 16.2% เหลือต่ำกว่า 15.5% ภายในปี 2571 ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงให้ความสำคัญกับวินัยทางการเงิน โดยกำหนดวงเงินซื้อพอร์ตหนี้เฉลี่ยไม่เกิน 2,000 ล้านบาทต่อปี และรักษาอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ให้อยู่ต่ำกว่า 1 เท่า จากปัจจุบันที่ระดับ 0.36 เท่า เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงินในระยะยาว“ในภาพรวมอุตสาหกรรม ปริมาณหนี้ด้อยคุณภาพมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสในการเข้าถึงพอร์ตที่มีศักยภาพ JMT จึงให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินทรัพย์อย่างมีวินัย ควบคู่กับการใช้ข้อมูล และเทคโนโลยี AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว” นายสุทธิรักษ์ กล่าวนอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้ายกระดับมาตรฐานด้านธรรมาภิบาลและ ESG อย่างต่อเนื่อง ทั้งการพัฒนาระบบต่อต้านการทุจริต การกำกับดูแลการใช้ AI และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งนี้ JMT ดำเนินธุรกิจหลัก 4 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจติดตามเร่งรัดหนี้ ธุรกิจบริหารหนี้ด้อยคุณภาพ ธุรกิจประกันภัย และธุรกิจนายหน้าประกันภัย โดยให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การติดตามและจัดเก็บหนี้ ไปจนถึงกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อรองรับความต้องการของสถาบันการเงินและองค์กรธุรกิจอย่างครบวงจร

TISCO เข้าโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า ROAE ระดับ 15–17% ต่อเนื่องภายในปี 2571
อ่าน

TISCO เข้าโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า ROAE ระดับ 15–17% ต่อเนื่องภายในปี 2571

#ทันหุ้น #2026 #SET #TISCO เข้าโครงการ JUMP+ ตั้งเป้า ROAE ระดับ 15–17% ต่อเนื่องภายในปี 2571TISCO เข้าร่วมโครงการ JUMP+ เดินหน้าสู่ธุรกิจยั่งยืน ตอกย้ำพันธกิจสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มทิสโก้ประกาศเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างเป็นทางการ ตอกย้ำการขับเคลื่อนองค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืน ด้วยแนวคิดการพัฒนาใน 3 มิติ ครอบคลุมด้าน Business, Governance และ Climate Action เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ตอกย้ำความโปร่งใสของธรรมาภิบาล และขับเคลื่อนธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคง ในภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมสร้างคุณค่าแก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องนายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (Mr. Sakchai Peechapat, Group Chief Executive, TISCO Financial Group Public Company Limited) เปิดเผยว่า กลุ่มทิสโก้ เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่มุ่งสนับสนุนการยกระดับศักยภาพของบริษัทจดทะเบียน และส่งเสริมการสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืนให้กับระบบตลาดทุนไทย โดยการเข้าร่วมครั้งนี้สะท้อนเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างมีคุณภาพ โปร่งใส และมั่นคง เพื่อผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนโดยกลุ่มทิสโก้ยึดแนวคิด “ธุรกิจสร้างคุณค่า วัฒนาสู่สังคม” เป็นหัวใจหลักของการพัฒนาองค์กร พร้อมกำหนดกรอบการดำเนินงานผ่านโครงการ JUMP+ ในสามมิติสำคัญ ได้แก่ ด้านธุรกิจ (Business Growth Plan) ด้านธรรมาภิบาล (Governance Plan) และด้านสิ่งแวดล้อม (Climate Action) ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืนในด้านธุรกิจ กลุ่มทิสโก้กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นกลไกขับเคลื่อนการพัฒนาองค์กร ทั้งในมิติของการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และคุณภาพการให้บริการลูกค้า พร้อมตั้งเป้าอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเฉลี่ย (ROAE) ภายในปี 2571 ให้อยู่ในระดับ 15–17% อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอโดยแผนกลยุทธ์แรก มุ่งเน้นการใช้ AI เพื่อเพิ่มความแม่นยำ รวดเร็ว และสม่ำเสมอในการดูแลลูกค้า ยกตัวอย่าง “พี่รู้ดี AI Virtual Coach” ระบบผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยให้พนักงานสามารถให้คำแนะนำและให้บริการลูกค้าได้ตรงจุด และมีมาตรฐานเดียวกันทุกสาขาทั่วประเทศ ทั้งในส่วนของธนาคารและสมหวัง เงินสั่งได้ ส่วนแผนกลยุทธ์ที่สอง คือการนำ AI มาเชื่อมโยงเข้ากับทุกมิติของการบริหารความมั่งคั่งโดยผสานกับความเชี่ยวชาญของที่ปรึกษาทางการเงินเข้ากับแพลตฟอร์ม TISCO My Goal, My Wealth และ My Fund เพื่อมอบประสบการณ์การวางแผนการเงินที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล และเสริมความพร้อมด้านการวางแผนเกษียณแก่ลูกค้าทั้งกลุ่มการเงินทิสโก้ ในการตอบโจทย์สังคมผู้สูงวัย ซึ่งเป็น Mega Trend ของไทยด้านธรรมาภิบาล กลุ่มทิสโก้ มุ่งยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลกิจการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกรรมการอิสระให้เกินกว่า 50% ของคณะกรรมการบริษัทภายในปี 2569 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์กำกับดูแลในปัจจุบันที่กำหนดให้มีกรรมการอิสระไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด พร้อมทั้งขยายมาตรการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชันไปยังคู่ค้าสำคัญมากขึ้นตลอดจนเตรียมนำกรอบความรับผิดชอบด้านปัญญาประดิษฐ์ (Responsible AI Reporting Framework) มาใช้ในการกำกับดูแล ประเมินความถูกต้องและโปร่งใส สะท้อนความตั้งใจของกลุ่มทิสโก้ในการเสริมสร้างธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง และยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการองค์กรให้สอดคล้องแนวปฏิบัติที่ดีในระดับสากล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม กลุ่มทิสโก้ยังคงมุ่งเสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการขยายการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในสาขาธนาคารและสาขาสมหวัง เงินสั่งได้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนภายในองค์กร รวมถึงการปรับเปลี่ยนรถยนต์ใช้น้ำมันภายในองค์กรเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในระยะยาว โดยดำเนินการควบคู่กับมิติในด้านธุรกิจ ด้วยการส่งเสริมสินเชื่อสีเขียว (Green Financing) และควบคุมการให้สินเชื่อที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม รวมถึงโครงการปลูกป่าที่ร่วมกับชุมชนเพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทั้งหมดนี้เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรมนายศักดิ์ชัยกล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ไม่เพียงช่วยยกระดับแนวทางการพัฒนาองค์กรของทิสโก้เท่านั้น หากยังสะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการเป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับคุณภาพตลาดทุนไทย พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้น ลูกค้า พนักงาน และสังคมอย่างยั่งยืน ภายใต้หลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม

BIS เกมรุก Jump+ จับตาโค้งแรกฟื้น
อ่าน

BIS เกมรุก Jump+ จับตาโค้งแรกฟื้น

#BIS #ทันหุ้น – BIS ส่งสัญญาณโค้งแรกฟื้นตัวชัด หลังออเดอร์ “เตาเผาซากสัตว์” ทยอยไหลกลับ พร้อมเปิดเกมรุก “Jump+” (ปี 69–71) ตั้งเป้ารายได้โต 10–12% เล็งมาร์จิ้นแตะ 17% เพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูงทำเงิน นายรุ่งโรจน์ ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสนับสนุน บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ หลังคำสั่งซื้อเครื่องจักรเตาเผาซากสัตว์ทยอยกลับเข้ามา สะท้อนความต้องการในตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นขณะเดียวกัน แม้กระบวนการบริหารจัดการสินค้าคงเหลือจากปีก่อนจะยังไม่แล้วเสร็จทั้งหมด แต่บริษัทมั่นใจว่าสามารถทยอยจำหน่ายและเคลียร์สินค้าได้ภายในปีนี้ ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันทางบัญชีและทำให้โครงสร้างกำไรกลับเข้าสู่ระดับปกติได้เร็วขึ้นลุย Jump+สำหรับปี 2569 ถือเป็นปีแรกของแผนกลยุทธ์ 3 ปี “Jump+” (2569–2571) ที่มุ่งยกระดับโครงสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยบริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโตแบบ Conservative ที่ระดับ 10–12% พร้อมผลักดันอัตรากำไรขั้นต้น (Groos Profit Margin) กลับไปแตะระดับ 17% จากปัจจุบันที่สามารถรักษาไว้เหนือ 15% ได้อย่างต่อเนื่อง โดยแรงขับเคลื่อนหลักจะมาจากการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะธุรกิจสัตว์เลี้ยง (Pet) ซึ่งเติบโตตามเทรนด์การเลี้ยงสัตว์แบบพรีเมียม ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ราว 25% และตั้งเป้าขยายเป็น 30% ภายใน 3 ปี ผ่านการพัฒนาสินค้า OEM และแบรนด์ของบริษัทเองขณะที่ธุรกิจปศุสัตว์ (Livestock) ยังคงเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง โดยบริษัทขยายฐานลูกค้าไปยังโรงงานอาหารสัตว์และฟาร์มแบบครบวงจร (Integrated Business) มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ประจำและกระจายความเสี่ยง ส่วนตลาดต่างประเทศยังคงรักษาฐานในเวียดนามและเมียนมา พร้อมเดินหน้าหาพันธมิตรในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ในภูมิภาคนอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเจรจาดีลควบรวมและซื้อกิจการ (MA) ประมาณ 2–3 ราย ทั้งในกลุ่มต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของซัพพลายเชน เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และต่อยอดการเติบโตแบบ Inorganic ควบคู่กับการเติบโตจากธุรกิจหลัก ด้านโครงสร้างทางการเงินยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง โดยการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือที่ผ่านมาเป็นเพียงการปรับฐานทางบัญชีตามหลักความระมัดระวัง ไม่ได้สะท้อนปัญหาด้านดีมานด์หรือความสามารถในการแข่งขันผลงานปี 68สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 2,307.33 ล้านบาท ลดลง 2.83% จากปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 42.76 ล้านบาท ลดลง 40.33% จากปีก่อน อย่างไรก็ดี อัตรากำไรขั้นต้นปรับเพิ่มเป็น 15.18% จาก 14.88% สะท้อนการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพส่วนไตรมาส 4/2568 บริษัทมีรายได้รวม 611.66 ล้านบาท ลดลง 1.71% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และขาดทุนสุทธิ 7.52 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 19.62 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิ -1.23% ปัจจัยหลักมาจากการตั้งสำรองสินค้าคงเหลือเคลื่อนไหวช้า (Slow-Moving) มูลค่า 37.75 ล้านบาท ในไตรมาส 4 และรวมทั้งปี 47.59 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการทางบัญชีตามหลักความระมัดระวัง ขณะที่การดำเนินงานหลักยังสามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับมากกว่า 15% ได้อย่างต่อเนื่อง

LEO เร่งเครื่อง Jump+ เปิดโหมดโลจิสติกส์โต
อ่าน

LEO เร่งเครื่อง Jump+ เปิดโหมดโลจิสติกส์โต

#LEO #ทันหุ้น – LEO อัดแผนโลจิสติกส์เต็มสูบ! โชว์กำไรจากการดำเนินงาน 40.3 ล้านบาท ฟากบิ๊กบอส “เกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์” กางยุทธศาสตร์ “3x6 Growth Matrix” ผสานแผน Jump+ ตั้งเป้าดัน EBITDA โต 45% แตะ 55 ล้านบาท ในปี 2571นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงวดปี 2568 (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2568) บริษัทมีรายได้รวม จำนวน 1,328.6 ล้านบาทและมีกำไรสุทธิในส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ จำนวน 8.8 ล้านบาท แต่หากนับเฉพาะงบเดี่ยวของบริษัทฯ บริษัทจะมีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ 40.3 ล้านบาทลุยโลจิสติกส์ขณะที่การให้บริการโลจิสติกส์อื่นๆ ได้แก่ การขนส่งทางรถในประเทศมีจำนวนเที่ยวเพิ่มขึ้น และการให้บริการเป็นตัวแทนการดำเนินพิธีการศุลกากร ที่มีปริมาณการให้บริการเพิ่มขึ้น และมีรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 21 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี 2568 กับปี 2567บริษัทยังมีการเติบโตทางรายได้จากธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics อย่างต่อเนื่องและเป็นไปตามเป้าหมายในการขยายรายได้จากธุรกิจใหม่ ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นและลดความผันผวนจากธุรกิจ Freight โดยเฉพาะรายได้จากการขนส่งทางรางที่บริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท LaneXang Express และบริษัท Sritrang Leo Multimodal Logistics มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2568 มีรายได้จากการขนส่งสินค้าทางรางรวมเป็นเงินประมาณ 258 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มีรายได้ 165  ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 56อีกทั้ง บริษัท YJC Depot Services (YJCD)  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ดำเนินธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ สามารถหาลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการได้เพิ่มขึ้นอย่างมีสาระสำคัญ โดยรายได้ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับปี 2567 และในไตรมาส 1/2569 บริษัท YJCD ก็ยังมีลูกค้ารายใหญ่เข้ามาเซ็นสัญญาเพิ่มเติม นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจ LEO Coldbotic ซึ่งเป็นศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าอัจฉริยะสำหรับไวน์ก็มีลูกค้ารายใหม่เซ็นสัญญาเข้าใช้บริการอย่างต่อเนื่องในช่วงไตรมาส 4/2568 และจะทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569กางยุทธศาสตร์สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2569 LEO เดินหน้ายุทธศาสตร์ การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ ( 3x6 Growth Matrix) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปีของการดำเนินธุรกิจของ LEO ในปี 2569 นี้ รวมถึงการผลักดันแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มและการเติบโตของธุรกิจตามแผนงาน Jump+ เพื่อสร้างการเติบโต EBITDA ของบริษัทขึ้น 45% หรือ 50-55 ล้านบาทภายในปี 2571 และเป็นการเติบโตที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Profitability, Efficiency, Stability ควบคู่กับความมีธรรมาภิบาล การดูสิ่งแวดล้อมและสังคมและที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลของปี 2568 จากผลประกอบการที่เป็นงบเดี่ยวของบริษัท ให้กับผู้ถือหุ้นในอัตรา 0.06 บาทต่อหุ้น เป็นจำนวนเงินรวม 18.9 ล้านบาท และกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 6 มีนาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 8 พฤษภาคม 2569

ความงามที่เต็มไปด้วยพิษ! เจาะแนวคิด Fatal Frame 2 เมื่อความงดงามคือกับดักที่น่ากลัวยิ่งกว่า Jump Scare
อ่าน

ความงามที่เต็มไปด้วยพิษ! เจาะแนวคิด Fatal Frame 2 เมื่อความงดงามคือกับดักที่น่ากลัวยิ่งกว่า Jump Scare

เพราะความกลัวไม่ได้มีแค่เรื่องเลือดสาดหรือการสะดุ้งโหยง! เมื่อล่าสุดไดเรกเตอร์ของ Fatal Frame 2 ได้ออกมาแชร์แนวคิดที่ว่า "ความสยองขวัญและความงามคือเรื่องเดียวกัน" เพราะเขามองว่า ความสยองสไตล์ญี่ปุ่นแท้ ๆ ไม่ได้วัดกันที่ความโหดหรือฉากตกใจ แต่คือการใช้บรรยากาศที่สวยงามปนน่ากลัวมากระตุ้นจินตนาการผู้เล่นต่างหากและเกม Fatal Frame 2: Crimson Butterfly Remake จะเป็นตัวพิสูจน์ว่า "เจแปนนิสเฮอร์เรอร์" ที่แท้จริงนั้นเปี่ยมไปด้วยความงดงามที่แฝงไปด้วยพิษร้ายขนาดไหน บวกกับบรรยากาศชนบทญี่ปุ่นที่ถูกสร้างใหม่นี้ รับรองว่าจะบีบหัวใจและกระตุ้นจินตนาการของคุณให้เตลิดไปไกลกว่าที่เคยสัมผัสผ่านเลนส์กล้องตัวเดิมแน่นอนทั้งนี้ในตัวอย่างเกม Fatal Frame 2: Crimson Butterfly Remake เราจะได้เห็นบรรยากาศชนบทของญี่ปุ่นที่ Koei Tecmo เซ็ตขึ้นมาใหม่สำหรับเวอร์ชันรีเมค ซึ่งมีความสวยงามที่ปนไปด้วยความเงียบเหงา ทั้งแสงระยิบระยับของผีเสื้อสีแดงที่คอยนำทาง หรือแม้แต่รอยลูกไม้บนเสื้อตัวบางของตัวเอก ทุกอย่างมันดูบอบบางและสวยงามตามความตั้งใจของไดเรกเตอร์ Makoto Shibata และ Hidehiko Nakajima ที่อยากให้เกมสยองขวัญปี 2003 นี้ออกมาดูละมุนสายตาที่สุดและความสวยงามที่ดูเปราะบางนี้แหละคือหัวใจสำคัญพอ ๆ กับกล้องถ่ายรูปในมือเรา เพราะในเกมเราต้องตามหา Mayu พี่สาวฝาแฝดที่หายตัวไปในหมู่บ้าน Minakami และคอยอยู่กับเธอท่ามกลางบรรยากาศชวนอึดอัด ซึ่งทางคุณ Shibata และ Nakajima บอกว่าบรรยากาศแบบนี้แหละคือ "แก่นแท้ของสยองขวัญสไตล์ญี่ปุ่น"ซึ่งพวกเขามองว่าเกมสยองขวัญญี่ปุ่นที่ดีต้อง "เพลา ๆ เรื่อง Jump Scare หรือความรุนแรงแบบเลือดสาดลง" แต่ไปเน้นกระตุ้นจินตนาการของผู้เล่นแทน และถ้าเราลองมองย้อนประวัติศาสตร์เกมแนวนี้ ตั้งแต่ Clock Tower ปี 1995 ที่มีตัวร้ายคอยตามไล่ล่า ไปจนถึง Silent Hill f จะเห็นได้ว่าความสยองขวัญสไตล์ญี่ปุ่น "มันคือความงามแบบที่ยิ่งมองยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัย เหมือนเรากำลังหลงใหลในความมืดที่พร้อมจะกลืนกินเราเข้าไปทุกเมื่อ" เหมือนกับเทียนที่ค่อย ๆ ละลาย ไม่ใช่ไฟไหม้บ้านที่ลุกพรึ่บทีเดียวแล้ววอดวาย "เพราะความสยองสไตล์ญี่ปุ่นมันไม่ได้ทำให้เราช็อกตายทันที แต่มันจะค่อย ๆ กัดกินความรู้สึกเราไปทีละนิด จนรู้ตัวอีกทีความกลัวก็โอบล้อมเราไว้หมดแล้ว"โดยไดเรกเตอร์ทั้งสองเห็นตรงกับคุณ Akira Yamaoka (คนทำเพลง Silent Hill) ว่าความสยองขวัญมันต้องสวยจนถอนตัวไม่ขึ้น พวกเขาบอกอีกว่า "ความสวยงามมักมีพิษหรือความกลัวแฝงอยู่เสมอ สิ่งที่สวยอาจน่ากลัว และสิ่งที่น่ากลัวก็สามารถสวยงามได้เหมือนกัน ทั้งสองอย่างนี้มันเชื่อมโยงกันเหมือนฝาแฝด และเป็นเหรียญสองด้านของสิ่งเดียวกัน"สุดท้ายแล้วพวกเขาทิ้งท้ายว่า ในเกมเวลาเจอผีเราจะถูกสัญชาตญาณสั่งให้ยกกล้องขึ้นถ่าย แต่ในชีวิตจริงมันไม่ได้สวยงามง่ายดายแบบนั้นหรอก เพราะกล้องธรรมดามันไล่ผีไม่ได้ยังไงล่ะ! และการรีเมคครั้งนี้ก็เป็นโอกาสดีที่เทคโนโลยีปัจจุบันจะช่วยให้เราได้สัมผัสประสบการณ์ร่วมไปกับ "สาวสวย" เพื่อฝ่าฟันความกลัวไปด้วยกันได้สมจริงที่สุดในรอบ 20 ปีเลยแหละเตรียมสัมผัสเบื้องหลังการคืนชีพตำนานหมู่บ้านหายสูญใน Fatal Frame 2: Crimson Butterfly Remake ที่กำลังจะวางจำหน่ายในวันที่ 12 มีนาคม 2026 นี้แปลและเรียบเรียงจาก : gamesradar.com

สกีจัมปิ้ง วินเทอร์ โอลิมปิก 2026
ดู

สกีจัมปิ้ง วินเทอร์ โอลิมปิก 2026

"เมธี ลาบานูน" เปิดบริษัท JUMP WORKS พร้อมส่งต่อโอกาสให้น้องสานฝันตัวเอง
อ่าน

"เมธี ลาบานูน" เปิดบริษัท JUMP WORKS พร้อมส่งต่อโอกาสให้น้องสานฝันตัวเอง

เป็นนักร้องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เเจ้งเกิดมาจากเวทีที่ให้โอกาสอย่าง Hotwave Music Awards วันนี้ถึงเวลาเเล้วที่ "เมธี ลาบานูน" จะมอบโอกาสให้กับรุ่นน้องบ้าง จึงรวมตัวกับเพื่อน ๆ อีก 4 คน เปิดตัว "JUMP WORKS" บริษัทมิวสิกเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ด้วยคอนเซ็ปต์ "เราจะกระโดด ไปพร้อมคุณทุกพื้นที่ของดนตรี" เปิดตัวอย่างเป็นทางการด้วยความยิ่งใหญ่ มีเพื่อนพ้องทั้งในเเละนอกวงการมาร่วมเเสดงความยินดีอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เเละโชว์จากนักร้องชื่อดัง ไม่ว่าจะเป็น หนิง ปัทมา, พลพล พลกองเส็ง, จ๊ะ ผงมณี ปิดท้ายด้วย วงลาบานูน เเละช็อตพิเศษ พี่ปู พงษ์สิทธิ์ ที่นอกจากมาร่วมเเสดงความยินดีแล้วยังขึ้นไปแจมบนเวทีกับเมธีด้วย "เมธี ลาบานูน" เปิดบริษัท JUMP WORKS พร้อมส่งต่อโอกาสให้น้อง "เมธี" กล่าว "วันนี้ถือว่าเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก็ขอฝาก JUMP WORKS ด้วยครับ พวกเราเป็นกลุ่มคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ชอบเกี่ยวกับดนตรี ช่วงวัยรุ่นเราอาจจะยังไม่พร้อม เเต่ตอนนี้พอจะเริ่มมีบ้าง ก็อยากให้โอกาสน้อง ๆ ผมเองก็เติบโตมาจากคำว่าโอกาสครับ JUMP WORKS คือเราจะกระโดดไปข้างหน้า ไปสร้างโอกาสเเละทำตามความฝันครับ ซึ่งตอนนี้ชวนน้อง ๆ จาก 3 จังหวัดภาคใต้ที่คล้าย ๆ ผมที่ชื่นชอบดนตรี ก็อยากสนับสนุนเขา ตอนนี้มีห้องอัดที่กำลังตกแต่ง เดี๋ยวประเดิมด้วยอัลบั้มวงลาบานูนก่อนเลย (หัวเราะ) ด้านล่างเป็นสตูดิโอให้เช่าถ่ายงานได้ ทั้งหมดนี้อยู่ที่โครงการ THE PEACE by Neramitt Estate ชัยพฤกษ์ ของ สมเมย์ ลาบานูน นี่เอง เเละอีกอย่างคือทำอีเวนต์คอนเสิร์ต ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็ก ประเดิมตามบ้านเกิดหุ้นส่วนเเต่ละคนก่อน งานแรกที่จังหวัดนราธิวาสบ้านผมเอง เราค่อย ๆ ทำเล็ก ๆ ก่อน ส่วนงานเพลงก็กำลังทำอยู่นะ ค่ายก็เร่งเเล้ว ฝากบอกค่ายรอแป๊บนึง (ยิ้ม)" ติดตามรายละเอียดของ JUMP WORKS ได้ที่ https://www.facebook.com/profile.php?id=61584054208658

WP แกร่ง! กางแผน JUMP+ 3 ปี รุก Smart Office ดันรายได้พุ่ง
อ่าน

WP แกร่ง! กางแผน JUMP+ 3 ปี รุก Smart Office ดันรายได้พุ่ง

#ทันหุ้น - บมจ.ดับบลิวพีเอ็นเนอร์ยี่ (WP) เปิดทิศทางการเติบโตผ่านแผนการเพิ่มมูลค่าบริษัทในโครงการ JUMP+ ในระยะเวลา 3 ปี (2569 – 2571) ยกระดับธุรกิจควบคู่กับหลักธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อมฟากผู้บริหาร “ชมกมลพุ่มพันธุ์ม่วง” ระบุตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตทุกปีพร้อมเดินหน้าขยายสาขาและช่องทางการจัดจำหน่ายพัฒนาองค์กรสู่ Smart Office และยกระดับภาพลักษณ์เพิ่มเครดิตเรตติ้งหนุนความมั่นคงทางการเงินผลักดันอนาคตเติบโตยั่งยืนนางสาวชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (WP) เปิดเผยว่า แผนการเพิ่มมูลค่าในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2569 – 2571) ในโครงการ JUMP+ บริษัทฯ มุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับธุรกิจก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ซึ่งถือเป็นธุรกิจหลัก ควบคู่ไปกับการขยายธุรกิจพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการที่เน้นความยั่งยืน พร้อมการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพ โดยตั้งเป้าหมายรายได้เติบโตทุกปี“แผน Jump+ บริษัทฯมุ่งเน้นการขยายสาขาและช่องทางจำหน่าย การพัฒนา Smart Office และการจัดทำเครดิตเรตติ้ง (Credit Rating) เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงินให้กับกลุ่มบริษัท ผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ Growth, Profitability Efficiency และ Stability พร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์การเติบโตควบคู่กับการจัดการด้านธรรมาภิบาล และ Climate Action ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการเติบโตอย่างมั่นคงและแข็งแกร่งในอนาคต” นางสาวชมกมล กล่าวสำหรับแผนกลยุทธ์ Growth มุ่งเน้นการขยายสาขาและช่องทางจำหน่าย เพื่อเพิ่มความครอบคลุมของเครือข่ายบริการให้เข้าถึงลูกค้าได้หลากหลาย ยกระดับประสิทธิภาพร้านเดิม เพื่อรักษาฐานลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย และสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ทั้งในกลุ่มลูกค้าครัวเรือน ร้านอาหาร ธุรกิจ และ SME ตลอดจนเสริมความสามารถในการแข่งขันในพื้นที่บริการแผนกลยุทธ์ Profitability Efficiency มุ่งสู่การพัฒนา Smart Office โดย การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Automation) ในกระบวนการทำงานสำคัญ พร้อมทั้งนำ Digital Workflow และระบบ Paperless มาใช้ เพื่อให้กระบวนการทำงานมีความรวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่าย เสริมสร้างความคล่องตัวและยกระดับประสิทธิภาพการทำงานขององค์กรอย่างยั่งยืนแผนกลยุทธ์ Stability การจัดทำ Credit Rating โดย TRIS Rating (TRIS) เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน ในระยะสั้นและระยะกลาง เพิ่มอันดับเครดิตขององค์กรและเสริมความน่าเชื่อถือทางการเงินของบริษัทฯ รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลประกอบการขยายธุรกิจและเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคตสำหรับด้าน Climate Action บริษัทฯ มุ่งเน้นในการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก (GHG Inventory) ครอบคลุมทุกกิจกรรมและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำไปใช้ในการตั้งเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutral และ Net Zero ได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาวนอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญในด้านธรรมาภิบาล ยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอรัปชันทุกรูปแบบ ผ่านการดำเนินงานตามนโยบายแนวปฏิบัติภายในองค์กร พร้อมตั้งเป้าในการได้รับการรับรอง CAC จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และส่งเสริมให้คู่ค้าที่ทำธุรกิจกับบริษัทโดยตรงมีนโยบายต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

HARN เดินเกม Jump+ ล็อกเป้า EBITDA 211 ล.
อ่าน

HARN เดินเกม Jump+ ล็อกเป้า EBITDA 211 ล.

#HARN #ทันหุ้น – HARN สัญญาณโตแรง รับกระแส IoT–ดาต้าเซ็นเตอร์บูม หลังแบ็กล็อกขยับขึ้นมาเกือบ 500 ล้านบาท ฟากบอสใหญ่ “วิรัฐ สุขชัย” เดินหน้ากลยุทธ์ Jump+ ปักหมุด EBITDA ปี 2571 แตะ 211 ล้านบาท ย้ำเกมรุก “Dual-Growth” เสริมแกร่ง เล็ง New S-Curve พร้อมลุย JV - MA เสริมฐานเทคเฉพาะทางนายวิรัฐ  สุขชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หาญ เอ็นจิเนียริ่ง โซลูชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ HARN เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมธุรกิจยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะงานด้าน IoT และกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวชัดเจน สะท้อนจากงานในมือ (Backlog) ที่ปรับเพิ่มจากเดิมราว 400 กว่าล้านบาท ล่าสุดขยับขึ้นมาเกือบ 500 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีโอกาสเห็นยอดขายทยอยรับรู้เพิ่มขึ้นจากการส่งมอบงานที่มากขึ้นโชว์แบ็กล็อกทั้งนี้ Backlog ปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งงานโครงการและการจำหน่ายสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ขณะที่ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจโดยรวมปีนี้คาดจะดีกว่าปีก่อน โดยเฉพาะในมิติของโอกาสการรับงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นตามทิศทาง Backlog ที่ขยายตัว ทำให้คาดว่างานจะเข้ามามากขึ้นในระยะถัดไปด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล บริษัทเตรียมเพิ่มทีมงานในบางส่วนเพื่อรองรับงานที่เพิ่มขึ้น โดยเน้นการเสริมกำลังด้านการตลาดและการขายเป็นหลัก ขณะที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่ได้มีแผนเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญสำหรับเป้าหมายการเติบโตปี 2569 บริษัทตั้งเป้ารายได้ราว 1,460 ล้านบาท เติบโตประมาณ 15% หรือคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนในกรอบ 15–20% โดยแต่ละหน่วยธุรกิจ (BU) มีอัตราการเติบโตแตกต่างกันไป ขณะที่กลุ่มงานระบบป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection) และระบบปรับอากาศ ยังมีแนวโน้มเติบโตได้ดีเช่นกัน โดยคาดระบบป้องกันอัคคีภัยจะเติบโตสูงในระดับ 18%เข้าJump+นายวิรัฐ กล่าวต่อว่า บริษัทเข้าร่วมโครงการ Jump+ โดยมีเป้า EBITDA ในปี 2571 ที่ระดับ 211 ล้านบาท โดยบริษัทได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การขยายผลในกลุ่มธุรกิจแกนหลัก (Core Business) ทั้งระบบดับเพลิง สุขาภิบาล ระบบทำความเย็น ดิจิตัลพรินติ้ง และการพิมพ์สามมิติทางการแพทย์ กลยุทธ์ สำคัญประกอบด้วยการยกระดับภาพลักษณ์องค์กรสู่ความเป็นเลิศด้าน Engineering Solutions และการขยายฐานลูกค้าเชิง รุก (Aggressive Market Expansion) โดยมุ่งเน้นการนำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ซับซ้อน เพื่อสร้างความ ได้เปรียบทางการแข่งขัน ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทได้เสริมสร้างกลยุทธ์การเติบโตแบบคู่ขนาน (Dual-Growth Strategy) ด้วย การขับเคลื่อนแผนการร่วมทุนและการเข้าซื้อกิจการ (JV MA) อย่างจริงจัง โดยมีเกณฑ์มุ่งเน้นที่การค้นหาพันธมิตรเชิงกล ยุทธ์ที่มีศักยภาพ ซึ่งสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีเฉพาะทาง หรือนำมาซึ่งความเชี่ยวชาญในกลุ่มธุรกิจเป้าหมายใหม่ เพื่อให้การ ขยายขอบเขตการให้บริการเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นการเร่งรัดการเติบโตขององค์กรให้เติบโตได้ อย่างมั่นคงในระยะยาว

BIS เล็งดีล M&A JUMP+ หนุนโตโดด
อ่าน

BIS เล็งดีล M&A JUMP+ หนุนโตโดด

#BIS #ทันหุ้น – BIS เข้าร่วมโครงการ JUMP+ ยกระดับธรรมาภิบาล-ESG เตรียมอัดงบขยายธุรกิจสัตว์เลี้ยง พร้อมเล็งดีล MA ทั้งปศุสัตว์ เพ็ทแคร์กระจายความเสี่ยง โชว์กลยุทธ์การลงทุน เน้นธุรกิจปศุสัตว์ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ธุรกิจต่างประเทศ และชุดตรวจโรคสำหรับสัตว์ เล็งขยายรุกต่างแดนเต็มสูบนายรุ่งโรจน์ ถาวรธนากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายสนับสนุน บริษัท ไบโอซายน์ แอนิมัล เฮลธ์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIS ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จัดจำหน่ายเวชภัณฑ์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ของตลาดหลักทรัพย์ เพื่อผลักดันการเติบโต โดยมุ่งยกระดับ ธรรมาภิบาลและ ESG พร้อมเตรียมนำเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจสัตว์เลี้ยง และมองหาโอกาส ควบรวมกิจการ (MA) ทั้งในธุรกิจปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง เพื่อกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจทั้งนี้ธุรกิจสัตว์เลี้ยงในปี 2568 ที่ผ่านมาเติบโตต่ำกว่าแผน จากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว บริษัทจึงเตรียมปรับแผนใหม่ โดยว่าจ้างทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านสินค้าอุปโภคบริโภคเข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ขณะที่ธุรกิจโรงพยาบาลสัตว์ บริษัทยังไม่มีแผนเดินหน้าต่อ เนื่องจากไม่ต้องการเป็นคู่แข่งกับฐานลูกค้าของบริษัทเองเปิดกลยุทธ์สำหรับแผนปี 2569 บริษัทเตรียมกลยุทธ์การลงทุน โดยให้ความสำคัญกับ 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ ธุรกิจปศุสัตว์ ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ธุรกิจต่างประเทศ และชุดตรวจโรคสำหรับสัตว์ โดยการขยายตลาดต่างประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจในเวียดนามและเมียนมา และอยู่ระหว่างขยายการส่งออกไป อินโดนีเซียและบังกลาเทศ ผ่านความร่วมมือกับตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นในระยะแรก ขณะที่ยังไม่มีแผนตั้งโรงงานในต่างประเทศในช่วงนี้นอกจากนี้บริษัทอยู่ระหว่างเดินหน้าลดค่าใช้จ่ายหลังบ้าน ด้วยการใช้ระบบดิจิทัล และการควบรวมหน่วยธุรกิจที่ใกล้เคียงกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและเสริมพลังด้านการขายด้านผลการดำเนินงาน ไตรมาส 4/2568 คาดยังเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยภาพรวมทั้งปี 2568 บริษัทประเมินว่า กำไรเติบโตเป็นไปตามแผน ขณะที่ยอดขายอาจขยายตัวต่ำกว่าเป้าหมายเล็กน้อย จากเดิมตั้งเป้าเติบโต 10% เนื่องจากบริษัทปรับกลยุทธ์ไปเน้นจำหน่ายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) สูง เพื่อลดความเสี่ยงด้านเงินทุนหมุนเวียนและการเก็บหนี้ จากการลดสัดส่วนการขายกลุ่มวัตถุดิบที่มาร์จิ้นต่ำแต่ใช้เงินทุนสูง โดยสินค้าทำกำไรเด่น ได้แก่ กลุ่มยาปฏิชีวนะ และ สารเสริมคุณค่าอาหารสำหรับสัตว์บุ๊กรายได้กลับอย่างไรก็ดี บริษัทได้ตั้งสำรองด้อยค่าสินค้าทางบัญชีสำหรับสินค้า “เตาเผาซากสัตว์” ซึ่งเป็นสินค้าที่ขายไม่ได้มานาน ส่งผลให้ผลประกอบการถูกกดดันลงบ้าง อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าเป็นรายการ ครั้งเดียว (One-time) และสินค้าดังกล่าวไม่มีวันหมดอายุ ดังนั้นหากในปี 2569 สามารถจำหน่ายได้ บริษัทจะสามารถกลับรายการดังกล่าวเป็นรายได้ ซึ่งจะหนุนการเติบโตของผลประกอบการเพิ่มขึ้นตามลำดับอนึ่ง 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีรายได้แล้วที่ 1,695.67 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิที่ 46.77 ล้านบาท

DON’T SCREAM TOGETHER เกม co-op jumpscare horror simulator กรี๊ดคนเดียวตายยกตี้ เตรียมวางจำหน่ายบน Steam
อ่าน

DON’T SCREAM TOGETHER เกม co-op jumpscare horror simulator กรี๊ดคนเดียวตายยกตี้ เตรียมวางจำหน่ายบน Steam

ใครที่เป็นสายป่วนและชอบเล่นเกมสยองขวัญกับเพื่อน บอกเลยว่าเกมนี้เหมาะมาก! กับ DON’T SCREAM TOGETHER เกม co-op jumpscare horror simulator ที่เราและเพื่อนต้องเดินสำรวจป่าอันมืดมิดในปี 1993 ที่สำคัญคือต้องใช้ไมค์ในเกมเพื่อคุยกัน แต่ถ้าใครเผลอทำเสียงดัง เกมจะรีสตาร์ททันที เรียกได้ว่ากรี้ดคนเดียวตายยกตี้เลย โดยตัวเกมจะวางจำหน่ายบน Steam ใครที่สนใจสามารถกด Wishlist รอได้เลยนะ!DON'T SCREAM TOGETHER Teaser TrailerDON’T SCREAM TOGETHER คือ co-op jumpscare horror simulator ที่ผสมระหว่าง “ความกลัว” และ “มิตรภาพ” เข้าด้วยกัน เหมือนกับได้ไปบ้านผีสิงกับเพื่อน ๆ… แค่คราวนี้อยู่กลางป่ามืดสนิทที่อาจมีคำสาป ฆาตกร วิญญาณ หรือสัตว์ร้ายซ่อนอยู่ หรือบางทีมันอาจไม่มีอะไรเลยก็ได้ ไม่อะไรต้องกลัวหรอกกติกาก็ง่ายมาก ๆ แค่เอาตัวรอดจนถึง 08:00 น. และหนีออกจากป่าด้วยกันให้ได้ แต่ต้อง เงียบไว้ เพราะแค่เสียงกรีดร้องหรือเสียงดังเพียงครั้งเดียว อาจทำให้เกมจบทันที หรือไม่ก็ทำให้ “คนที่กรีดร้อง” กลับมาในฐานะ "ผู้ล่า" แทนฟีเจอร์ใช้ Proximity Chat เพื่อกระซิบ ตะโกน หรือเถียงกันแบบเรียลไทม์ เฉพาะผู้เล่นที่อยู่ใกล้เท่านั้นที่จะได้ยินมีสองโหมดให้เลือก คือ กรี๊ดแล้วเริ่มใหม่ หรือ กรี๊ดแล้วกลับมาเป็นผู้ล่าออกสำรวจป่าลึกลับ ค้นหาสถานที่ซ่อนเร้น สัญลักษณ์ ของโบราณ และความลับที่รอให้ค้นพบเก็บ แบตเตอรี่ เพื่อใช้กับกล้องวิดีโอของคุณให้ทำงานต่อไปได้ระบบ Dynamic Scares ทำให้การเล่นแต่ละรอบไม่เหมือนเดิมเวลาในเกมจะเดินต่อเมื่อคุณเคลื่อนไหวเท่านั้น ดังนั้น… อย่าหยุดนิ่งนานเกินไปฟีเจอร์ (อาจจะมี)ไมค์อาจตรวจจับเสียงไอ จาม เรอ หรือผายลม ว่าเป็น “เสียงกรี๊ด” ได้เดินป่าเพลิน ๆ แบบสบายใจ (อาจมี “กับดัก” บางอย่างระหว่างทาง)jump scares บางอันอาจจะ “ของจริง” ก็ได้นะระบบแชทเสียงอาจกลายเป็น ASMR โดยไม่ได้ตั้งใจWishlist เกม DON’T SCREAM TOGETHER ได้ที่

LEO เข้าร่วม JUMP+ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน
อ่าน

LEO เข้าร่วม JUMP+ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน

#LEO #ทันหุ้น - LEO เข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์ เสริมสร้างการเติบโตและพลังแข่งขันในเวทีระดับประเทศและภูมิภาค ควบคู่ยกระดับธรรมาภิบาล–ธุรกิจยั่งยืน ฟากซีอีโอ “เกตติวิทย์” ระบุมั่นใจช่วยสร้างการเติบโต และเพิ่มความมั่นใจต่อนักลงทุนสถาบันและผู้ถือหุ้นนายเกตติวิทย์  สิทธิสุนทรวงศ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ภายใต้การดำเนินการของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีเป้าหมายสำคัญในการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนและตลาดทุนไทยให้ยกระดับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยบริษัทจะต้องมีการจัดทำแผนธุรกิจ แผนด้านธรรมาภิบาลและแผนด้าน Climate Action ที่มีการเติบโตที่ชัดเจนและวัดผลได้ภายใน 3 ปี (2569 – 2571)  ซึ่งก็สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ทาง LEO กำลังวางแผนธุรกิจ 3  ปี๑ เติบโตอย่างยั่งยืนสำหรับช่วงเวลาปี 2569-2571 พอดี บริษัทจึงเล็งเห็นประโยชน์อย่างมากที่จะใช้แนวทางของโครงการ JUMP+ มาเป็นกรอบในการวางแผนธุรกิจ 3 ปีของบริษัทพร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนในเรื่องของงบประมาณและคำแนะนำปรึกษาจากบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำที่เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรของโครงการ JUMP+โดย LEO ก็มีกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างมั่นคง และยั่งยืน โดยเดินหน้ายกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเฉพาะ Green Sustainable Logistics ที่บริษัทได้พัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยลูกค้าลดต้นทุน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมนอกจากนี้ LEO ยังมีแผนที่จะสร้าง Eco System Platform เพื่อการขนส่งที่เป็น Sustainable Logistics และต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Non-Freight และ Non-Logistics มากขึ้น เพื่อสร้างความหลากหลายของแหล่งรายได้ และเพิ่มโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ให้กับบริษัท เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการ JUMP+ ในครั้งนี้เกิดผลสำเร็จสูงสุด และช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว@ เพิ่มศักยภาพโต“เรามั่นใจว่าการเข้าร่วมโครงการ JUMP+ จะไม่เพียงช่วยเพิ่มศักยภาพการเติบโตและการเป็นผู้นำของ Green Sustainable Logistics และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนและผู้ถือหุ้น รวมถึงสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับ LEO ในฐานะผู้นำของธุรกิจโลจิสติกส์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Logistics)” นายเกตติวิทย์ กล่าวสำหรับโครงการ JUMP+ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ ในการสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนให้ก้าวสู่มาตรฐานใหม่ทั้งในด้านการดำเนินธุรกิจ การบริหารจัดการ และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยบริษัทที่เข้าร่วมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งในเชิงงบประมาณที่ได้รับ การสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ตลอดจนกิจกรรมส่งเสริมการสื่อสารกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้น“บริษัทต้องขอขอบพระคุณตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่ได้ริเริ่มและจัดทำโครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างศักยภาพการดำเนินธุรกิจให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากลได้อย่างมั่นคง” นายเกตติวิทย์ กล่าวในที่สุด