รีเซต

ผลการค้นหา “Cat For Cash” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
สิทธิพิเศษ
อ่าน
คลิปสั้น
เปย์รักด้วยแมวเลี้ยง
ดู

เปย์รักด้วยแมวเลี้ยง

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช โปะ, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช พร้อมใช้ และรับบัตรน้ำมันมูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช โปะ, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช พร้อมใช้ และรับบัตรน้ำมันมูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์

ประหยัดสูงสุด ฿1000.00ที่ กรุงศรี ออโต้ รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช โปะ, กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช พร้อมใช้ และรับบัตรน้ำมันมูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์ (ทั้งรถบิ๊กไบค์ รถมอเตอร์ไซค์), กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์ โปะ (ทั้งรถบิ๊กไบค์ รถมอเตอร์ไซค์), กรุงศรี คาร์ ฟอร์ แคช มอเตอร์ไซค์ พร้อมใช้ (ทั้งรถบิ๊กไบค์ รถมอเตอร์ไซค์) เงื่อนไข 1. เฉพาะการสมัครต้งแต่วันนี้ 31 ธันวาคม 2568 และได้รับอนุมัติเป็นเลขที่สัญญา และรับรถภายใน 31 มกราคม 25692. ลูกค้าจะได้รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท หรือ มูลค่า 500 บาท ตามประเภทสินเชื่อ ภายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ตามที่อยู่ที่ลูกค้าได้ให้ไว้ตอน

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ (ทั้งบิ๊กไบค์ มอเตอร์ไซค์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า)
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ (ทั้งบิ๊กไบค์ มอเตอร์ไซค์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า)

ประหยัด ฿500.00ที่ กรุงศรี ออโต้ ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ (ทั้งบิ๊กไบค์ มอเตอร์ไซค์ และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า) เงื่อนไข 1. เฉพาะการสมัครตั้งแต่วันนี้ 31 ธันวาคม 2568 และได้รับอนุมัติเป็นเลขที่สัญญา และรับรถภายใน 31 มกราคม 25692. ลูกค้าจะได้รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 500 บาท ภายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ตามที่อยู่ที่ลูกค้าได้ให้ไว้ตอนสมัครสินเชื่อกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหวอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ : กรุงศรี บิ๊ก ไบค์ 3.49% - 13.80% ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 6.38% - 23% ต่อปี) กรุงศรี มอเตอร์ไซค์ 12.84% - 13.44% ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 22.99% - 23% ต่อปี*เงื่อนไขเป็นไปตามบริษัทกำหนด

Sam Altman ลั่น ChatGPT คัมแบ็ก! ส่งโมเดลใหม่สู้ศึก Anthropic สัปดาห์นี้
อ่าน

Sam Altman ลั่น ChatGPT คัมแบ็ก! ส่งโมเดลใหม่สู้ศึก Anthropic สัปดาห์นี้

#OpenAI #ทันหุ้น - ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่ได้พัฒนาเครื่องมือเขียนโค้ดให้ดีขึ้น Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้บอกกับพนักงานและนักลงทุนว่า บริษัทของเขากำลังกลับมามีแรงส่งที่แข็งแกร่งอีกครั้ง Altman แจ้งพนักงาน OpenAI เมื่อวันศุกร์ว่า ChatGPT แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ยอดนิยมของบริษัท กลับมามีอัตราการเติบโตรายเดือนเกิน 10% อีกครั้ง ตามข้อความภายในแอป Slack ที่ CNBC ได้รับชม นอกจากนี้ Altman ยังเผยว่า OpenAI กำลังเตรียมเปิดตัว "โมเดล Chat รุ่นอัปเดต" ภายในสัปดาห์นี้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน ChatGPT มากกว่า 800 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ แต่ Google และ Anthropic เริ่มชิงส่วนแบ่งตลาดไปได้มากขึ้น ทำให้ OpenAI ต้องประกาศภาวะ "Code Red" เมื่อเดือนธันวาคมเพื่อปรับปรุง ChatGPT และสั่งระงับโปรเจกต์อื่นๆ ชั่วคราวเพื่อมุ่งเน้นในภารกิจนี้ ในข้อความเมื่อวันศุกร์ Altman ระบุว่า Codex ผลิตภัณฑ์ด้านการเขียนโค้ดของ OpenAI เติบโตขึ้นประมาณ 50% จากสัปดาห์ก่อน ซึ่ง Codex เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Claude Code ของ Anthropic ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในปีที่ผ่านมา โดย OpenAI เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ GPT-5.3-Codex และแอปพลิเคชันแยกสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ Apple เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Altman นิยามการเติบโตของ Codex ว่า "บ้าคลั่งมาก" และเขียนทิ้งท้ายว่า "นี่คือสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม" อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อ Altman และผู้บริหารระดับสูงรายอื่นๆ ได้ตอบโต้การจิกกัดจาก Anthropic บนโซเชียลมีเดีย หลังจาก Anthropic ปล่อยโฆษณาในช่วง Super Bowl ที่ล้อเลียนการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะรันโฆษณาภายใน ChatGPT โดย Altman โพสต์บน X ว่าโฆษณาดังกล่าว "หลอกลวง" และ OpenAI จะไม่มีวันรันโฆษณาในรูปแบบที่ Anthropic นำเสนออย่างแน่นอน ทั้งนี้ OpenAI จะเริ่มทดสอบการลงโฆษณาภายใน ChatGPT อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม โดยเมื่อเดือนที่แล้วบริษัทระบุว่าโฆษณาจะถูกติดป้ายกำกับชัดเจน ปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของคำตอบจากแชทบอท และจะไม่มีอิทธิพลต่อเนื้อหาการตอบของ ChatGPT ซึ่ง OpenAI คาดหวังว่าโฆษณาจะมีสัดส่วนรายได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในระยะยาว Altman และ Sarah Friar ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กำลังนำเสนอเรื่องราวการเติบโตของ OpenAI แก่นักลงทุน ในขณะที่บริษัทกำลังพยายามปิดดีลการระดมทุนที่อาจสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ แหล่งข่าวเผยกับ CNBC ว่าในการประชุมลับ ผู้บริหารเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของ OpenAI ในกลุ่มผู้บริโภค ธุรกิจองค์กรที่เติบโต และการเข้าถึงขุมพลังการประมวลผล (Compute) OpenAI ยังได้นำกราฟข้อมูลมาประกอบการหารือ โดยกราฟหนึ่งแสดงให้เห็นว่า Codex กำลังรุกคืบกินส่วนแบ่งตลาดของ Claude Code ตามภาพหน้าจอที่ CNBC เห็น ทั้งนี้ OpenAI คาดว่าการเจรจาระดมทุนจะเข้มข้นขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังจากเพิ่งปิดรอบระดมทุน 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงเงินจาก SoftBank 3 หมื่นล้านดอลลาร์ การระดมทุนรอบปัจจุบันอาจแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยทุนจาก Microsoft, Nvidia และ Amazon (ซึ่งกำลังเจรจาลงทุนสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์) ส่วนที่สองจะตามมาด้วยเงินสมทบจากผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ เช่น SoftBank ที่หารือเกี่ยวกับการลงเงินเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการระดมทุนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ที่มา https://www.cnbc.com/2026/02/09/sam-altman-touts-chatgpt-growth-as-openai-nears-100-billion-funding.html

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี นิว คาร์
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี นิว คาร์

ประหยัด ฿1000.00ที่ กรุงศรี ออโต้ ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี นิว คาร์ เงื่อนไข 1. เฉพาะการสมัครตั้งแต่วันนี้ 31 ธันวาคม 2568 และได้รับอนุมัติเป็นเลขที่สัญญา และรับรถภายใน 31 มกราคม 25692. ลูกค้าจะได้รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท ภายในวันที่ 30 เม.ย. 69 ตามที่อยู่ที่ลูกค้าได้ให้ไว้ตอนสมัครสินเชื่อกู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหวอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ : กรุงศรี นิว คาร์ 1.98% - 5.25% ต่อปี (เทียบเท่าอัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก 3.81% - 9.80% ต่อปี).*เงื่อนไขเป็นไปตามธนาคารกำหนด

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี ยูสด์ คาร์
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี ยูสด์ คาร์

ประหยัด ฿1000.00ที่ กรุงศรี ออโต้ ลูกค้าทรู รับบัตรเติมน้ำมัน ปตท. มูลค่า 1,000 บาท เมื่อสมัครสินเชื่อ กรุงศรี ยูสด์ คาร์ เงื่อนไข 1. สามารถใช้สิทธิ์ภายในเดือนที่กดรับรหัสแล้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้ามเดือนได้2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้

ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 20.- เฟรนช์ฟรายส์ ไซซ์ Mega เหลือ 69 บาท จากปกติ 89 บาท
สิทธิพิเศษ

ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 20.- เฟรนช์ฟรายส์ ไซซ์ Mega เหลือ 69 บาท จากปกติ 89 บาท

ประหยัด ฿20.00ที่ โปเตโต้ คอร์เนอร์ ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 59 คะแนนแลกรับส่วนลด 20.- เฟรนช์ฟรายส์ ไซซ์ Mega เหลือ 69 บาท จากปกติ 89 บาท เงื่อนไข 1. โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี2. กดรับสิทธิ์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เท่านั้น งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย / ภาพบันทึกหน้าจอ ( Screenshot )3. สามารถเลือกได้ 1 รสชาติ ยกเว้นรสชาติทรัฟเฟิลบวกเพิ่ม 10 บาทต่อถ้วย4. จำกัด 1 สิทธิ์/ท่าน/เดือน เท่านั้น, สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด5. สิทธิพิเศษนี้ใช้ได้ทุกสาขา ยกเว้นสาขาในสนามบินทุกแห่ง6. ระยะเวลาการร่วมรายการ 1 สิงหาคม 2566 31 ธันวาคม 2569 เท่านั้น7. สงวนสิทธิ์งดให้บริการหากลูกค้าทำการกดตัดสิทธิ์ หรือไม่มีโค้ดเพื่อใช้สแกนรับสิทธิ์8. ในกรณีที่โค้ดถูกขโมย ทำลาย หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโค้ด บริษัทฯจะไม่ทำการคืนเงิน และคะแนนทรูพอยท์ ในทุกกรณี9. หากโค้ดชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ทางร้านมีสิทธิ์ปฏิเสธงดให้บริการ10. โค้ดส่วนลดนี้ ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้ ไม่สามารถใช้ร่วมกับ Co- Promotion หน้าสาขาได้11. บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ตามช่องทางที่กำหนด และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ การพิจารณาและการตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุดข้อกำหนดและเงื่อนไข

Ripple คุมยุโรปสำเร็จ? หลังคว้าสิทธิ EMI ปูทางยึดตลาดดิจิทัลโลก
อ่าน

Ripple คุมยุโรปสำเร็จ? หลังคว้าสิทธิ EMI ปูทางยึดตลาดดิจิทัลโลก

#Ripple #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Ripple ได้รับการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินของลักเซมเบิร์กเมื่อวันจันทร์ สำหรับใบอนุญาตสถาบันเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Money Institution หรือ EMI) เต็มรูปแบบ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนสถานะจากการอนุมัติเบื้องต้นที่ได้รับเมื่อวันที่ 14 มกราคม บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินที่มีฐานอยู่ในซานฟรานซิสโกรายนี้ระบุในแถลงการณ์ว่า การอนุญาตดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถขยายขอบเขตการให้บริการด้านการชำระเงินและสินทรัพย์ดิจิทัลได้ทั่วทั้งสหภาพยุโรป (EU) ใบอนุญาตนี้ออกโดยคณะกรรมการกำกับดูแลภาคการเงินของลักเซมเบิร์ก (Commission de Surveillance du Secteur Financier หรือ CSSF) ซึ่งช่วยให้ Ripple มีประตูทางผ่านที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลในการนำเสนอบริการชำระเงินบนพื้นฐานบล็อกเชนให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในยุโรป "ยุโรปเป็นลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์สำหรับเราเสมอมา และการได้รับอนุญาตครั้งนี้ช่วยให้เราสามารถขยายภารกิจในการจัดโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนที่แข็งแกร่งและเป็นไปตามกฎระเบียบให้แก่ลูกค้าทั่วทั้ง EU" Cassie Craddock กรรมการผู้จัดการประจำสหราชอาณาจักรและยุโรปของ Ripple กล่าวในแถลงการณ์ "ขณะนี้เราอยู่ในตำแหน่งที่ดีกว่าที่เคยในการช่วยให้ธุรกิจต่างๆ ในยุโรปเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคการเงินดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น" Ripple ขยายขอบเขตการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง การอนุมัติจากลักเซมเบิร์กเกิดขึ้นตามหลังความคืบหน้าด้านกฎระเบียบของ Ripple ในสหราชอาณาจักร โดยเมื่อเดือนที่แล้วหน่วยงานกำกับดูแลพฤติกรรมทางการเงินของสหราชอาณาจักร (FCA) ได้มอบทั้งใบอนุญาต EMI และการจดทะเบียนสินทรัพย์คริปโตให้แก่ Ripple ซึ่งการอนุมัตินี้ช่วยให้บริษัทสามารถขยายแพลตฟอร์มในสหราชอาณาจักรได้ ในขณะที่รัฐบาลกำลังเดินหน้าแผนนำเสนอกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตที่ครอบคลุมภายในปี 2027 ปัจจุบัน Ripple ระบุว่าบริษัทถือครองใบอนุญาตและการอนุมัติจากทั่วโลกรวมแล้วมากกว่า 75 ฉบับ ซึ่งการได้รับอนุญาตตามกฎระเบียบเหล่านี้เป็นแรงสนับสนุนความพยายามของบริษัทในการจัดหาโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสถาบันการเงินที่ต้องการเปลี่ยนจากระบบเดิมไปสู่เทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล นอกจากนี้ ในการขยายชุดผลิตภัณฑ์แยกต่างหาก Ripple ได้เปิดตัว Ripple Treasury เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารเงินสำหรับองค์กรที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ GTreasury มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 แพลตฟอร์มนี้รวมการจัดการเงินสดและสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าด้วยกัน ช่วยให้สามารถทำหน้าที่ต่างๆ เช่น การชำระเงินข้ามพรมแดนโดยใช้เหรียญ Stablecoin RLUSD ของ Ripple เมื่อเดือนที่แล้วบริษัทยังได้เข้าสู่การเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะเวลาหลายปีกับ LMAX Group ซึ่งรวมถึงความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทางการเงินมูลค่า 150 ล้านดอลลาร์จาก Ripple ข้อตกลงนี้จะทำให้ LMAX รวมเหรียญ RLUSD เข้ามาเป็นสินทรัพย์ค้ำประกันในสถานที่ซื้อขายระดับสถาบันสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงคริปโตแบบ Spot และตราสารอนุพันธ์ ที่มา https://www.theblock.co/post/387959/ripple-secures-full-emi-license-luxembourg

ททท.ทรูชวนชิม
สิทธิพิเศษ

ททท.ทรูชวนชิม

-

Meta คัมแบ็ก! เล็งใช้ Stablecoin จ่ายเงินผ่าน Facebook-IG ปลายปีนี้
อ่าน

Meta คัมแบ็ก! เล็งใช้ Stablecoin จ่ายเงินผ่าน Facebook-IG ปลายปีนี้

#Meta #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า บริษัท Meta ของ Mark Zuckerberg อาจพร้อมที่จะเดินหน้าลุยระบบชำระเงินดิจิทัลอีกครั้งผ่านการรวมเหรียญ Stablecoin (สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่) ตามรายงานฉบับใหม่Meta "ตั้งเป้าที่จะเข้าสู่พื้นที่ของ Stablecoin ภายในช่วงปลายปีนี้" และได้ติดต่อไปยังบริษัทภายนอกที่สามารถช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงินด้วย Stablecoin ตามรายงานของ CoinDesk ซึ่งอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงถึงความสนใจที่กลับมาอีกครั้งในด้านการชำระเงินดิจิทัลและ Stablecoin โดย Meta ซึ่งมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียและส่งข้อความอย่าง Facebook, Instagram และ WhatsApp มีผู้ใช้งานหลายพันล้านคนทั่วโลก และครั้งหนึ่งเคยมีแผนก Stablecoin ของตัวเองที่ชื่อว่า Libra แผนกดังกล่าวถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Diem ในปี 2020 ก่อนที่จะถูกยุบไปในที่สุดท่ามกลางการตรวจสอบอย่างเข้มงวดจากหน่วยงานกำกับดูแลที่มีต่อโครงการคริปโต"Meta กำลังวางแผนที่จะรวมผู้ให้บริการ (Vendor) เพื่อช่วยบริหารจัดการการชำระเงินที่ค้ำประกันด้วย Stablecoin และดำเนินการกระเป๋าเงิน (Wallet) แบบใหม่" รายงานระบุโดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตน นอกจากนี้ แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งกล่าวว่าบริษัทได้ส่งคำขอผลิตภัณฑ์ (RFP) ไปยังผู้ให้บริการภายนอก โดยมีการกล่าวถึง Stripe ด้วยเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว Fortune รายงานว่า Meta กำลังพิจารณาการรวม Stablecoin เพื่อลดต้นทุนของการชำระเงิน เช่น เมื่อมีการจ่ายเงินให้กับครีเอเตอร์บน Instagramทาง Meta ได้แจ้งกับ The Block โดยอ้างถึงโพสต์บนโซเชียลมีเดียของ Andy Stone ตัวแทนฝ่ายสื่อสารที่ตอบโต้รายงานข่าวของ CoinDesk"ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยังไม่มีเหรียญ Stablecoin ของ Meta" เขากล่าว "นี่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการช่วยให้ผู้คนและธุรกิจสามารถชำระเงินบนแพลตฟอร์มของเราโดยใช้วิธีการที่พวกเขาต้องการได้"การปรับลดงบประมาณ Metaverseแม้ว่าการผลักดันเข้าสู่ Metaverse ของ Meta จะไม่ได้ใช้พื้นฐานจากบล็อกเชน แต่มันถูกรับรู้ในวงกว้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระแส Web3 ที่สัญญาถึงโลกเสมือนจริงที่ดื่มด่ำซึ่งผู้ใช้สามารถซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้เมื่อปลายปีที่แล้ว มีรายงานว่า Meta กำลังพิจารณาลดขนาดความทะเยอทะยานใน Metaverse ลงอย่างมาก โดยอาจมีการเลิกจ้างพนักงานสูงสุดถึง 30% ที่ Reality Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลชุดหูฟัง VR และโครงการเทคโนโลยีเสมือนจริงระยะยาว โดยหน่วยงานนี้สะสมผลขาดทุนไปแล้วมากกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ปี 2021ความพยายามของ Meta ในการดึงดูดผู้ใช้เข้าสู่โลกเสมือนจริงอย่าง Horizons สะท้อนถึงความท้าทายที่โครงการ Metaverse บนบล็อกเชนต้องเผชิญ โดยโทเคนดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับโครงการที่เคยมีความหวังอย่าง The Sandbox และ Decentraland ต่างพากันร่วงลงท่ามกลางความกระตือรือร้นที่จางหายไปที่มา https://www.theblock.co/post/391048/facebook-owner-meta-eyes-stablecoin-integration-this-year-report

ทรูแบล็ค ใช้ทรูพอยท์ 79 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาททุกเมนู
สิทธิพิเศษ

ทรูแบล็ค ใช้ทรูพอยท์ 79 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาททุกเมนู

ประหยัด ฿20.00ที่ เคเอฟซี ทรูแบล็ค ใช้ทรูพอยท์ 79 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาททุกเมนู เงื่อนไข 1. โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี2. กดรับสิทธิ์ที่เคาน์เตอร์แคชเชียร์เท่านั้น งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย / ภาพบันทึกหน้าจอ ( Screenshot )3. ระยะเวลาการร่วมรายการ 1 เมษายน 2566 - 30 มิถุนายน 2569 เท่านั้น4. . ยกเว้นสาขา สาขาเทสโก โลตัสสมุย, เทสโก โลตัสสมุย ละไม, สยามพารากอน, เมืองทองธานี, เอเชียทีค, เอ็มควอเทียร์, บางลา ภูเก็ต, อินทรา ประตูน้ำ, ดรีมเวิล์ด, รอยัลการ์เด้นพัทยา, เทสโก โลตัสพะงัน, ท่าอากาศยานดอนเมือง, แพลทินัม, เดอะพาลาเดียม, เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล สมุย, บิ๊กซี สมุย,บิ๊กซี พัทยา2, เซ็นทรัล พัทยา, ไมค์ พัทยา, จังซีลอน, เซ็นทรัล พัทยาบีช (ชั้น G,5), เดอะมอลล์บางกะปิ ชั้น 4, บลูพอร์ทหัวหิน, เดอะมอลล์โคราชชั้น3 และ มาบุญครอง (ชั้น 1, 7) ,เซ็นทรัล ภูเก็ตฟลอเรสต้า, เทอมินอล 21 พัทยา, เดอะ มาร์เก็ต, เซ็นทรัล ป่าตอง ,ฮาเบอร์แลนด์ เมกา บางนาม, อู่ตะเภา แอร์พอร์ท, สยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ท, ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ , สยามเซ็นเตอร์ , ซัน ทาวเวอร์ และสนามบินสุวรรณภูมิ5.ไม่สามารถใช้ผ่านบริการ Drive Thru และ Delivery ได้6. สิทธิพิเศษมีจำนวนจำกัด7. จำกัด 1 สิทธิ์/ 1 ท่าน/ 1 เดือน8. สงวนสิทธิ์งดให้บริการหากลูกค้าทำการกดตัดสิทธิ์ หรือไม่มีโค้ดเพื่อใช้สแกนรับสิทธิ์9. ในกรณีที่โค้ดถูกขโมย ทำลาย หรือนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของโค้ด บริษัทฯจะไม่ทำการคืนเงินในทุกกรณี10. หากโค้ดชำรุดหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดๆ ทางร้านมีสิทธิ์ปฏิเสธงดให้บริการ11.โค้ดส่วนลดนี้ ไม่สามารถแลก เปลี่ยน หรือคืนเป็นเงินสดได้12.บริษัทฯ มีสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ตามช่องทางที่กำหนด และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ การพิจารณาและการตัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สิ้นสุดข้อกำหนดและเงื่อนไข

WLFI แรงหยุดไม่อยู่! พุ่ง 10% แซง BTC หลังยักษ์การเงินหมื่นล้านเลือกใช้ USD1
อ่าน

WLFI แรงหยุดไม่อยู่! พุ่ง 10% แซง BTC หลังยักษ์การเงินหมื่นล้านเลือกใช้ USD1

#WLFI #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coindesk ได้ระบุว่า เหรียญ WLFI ซึ่งเชื่อมโยงกับโปรเจกต์ World Liberty Financial ที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 10% หลังจากที่บริษัทผู้ให้บริการสินทรัพย์มูลค่า 3.5 ล้านล้านดอลลาร์ระบุว่า จะทดสอบเหรียญ Stablecoin "USD1" ของบริษัท เพื่อใช้เป็นระบบชำระเงิน (Settlement Rail) สำหรับกองทุนที่แปลงเป็นโทเคน (Tokenized Funds)การปรับตัวขึ้นของ WLFI ในช่วงเช้าของฝั่งเอเชียนั้นสูงกว่าบิทคอยน์ (Bitcoin) หรืออีเทอร์ (Ether) ซึ่งทั้งคู่ปรับตัวลดลง 0.5% ตามข้อมูลการตลาดจาก CoinDeskการทะยานของราคาครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่เหล่าวิทยากรในงาน World Liberty Financial forum ณ มาร์-อา-ลาโก เมื่อวันพุธ ได้นำเสนอว่า Stablecoin คือหัวใจสำคัญของความเป็นผู้นำทางการเงินของสหรัฐฯ“ความจริงก็คือ ระบบการเงินทั้งหมดจะดูแตกต่างอย่างมากในอีก 5 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับช่วง 50 ปีที่ผ่านมา” สมาชิกวุฒิสภา Bernie Moreno (รีพับลิกัน-โอไฮโอ) กล่าวระหว่างกิจกรรม “สิ่งนี้จะเกิดขึ้นที่ไหนสักแห่ง เรากำลังจะได้เห็นนวัตกรรมมหาศาลในบริการทางการเงิน คำถามคือ มันจะเกิดขึ้นในอเมริกาหรือที่อื่น?”สว. Moreno เน้นย้ำว่าเหล่านักออกกฎหมายต้อง “ผลักดันร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดนี้ให้ถึงเส้นชัยภายใน 90 วันข้างหน้า” โดยแย้งว่ากฎระเบียบที่ชัดเจนสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญหากสหรัฐฯ ต้องการเป็นผู้นำในนวัตกรรมการเงินระยะต่อไป แทนที่จะปล่อยให้หลุดมือไปสู่ต่างประเทศBrian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดในงานนี้ และระบุว่ากลุ่มสมาคมการธนาคาร ไม่ใช่ตัวธนาคารเองที่เป็นต้นเหตุของความล่าช้าในการผลักดันกฎหมายZak Folkman ผู้ร่วมก่อตั้ง World Liberty Financial วางกรอบให้ USD1 เป็นมากกว่า Stablecoin สำหรับรายย่อย โดยอธิบายว่าเป็น “ดอลลาร์ในระดับสถาบัน” (Institutional-grade dollar) ที่ออกแบบมาเพื่อการชำระเงินในโลกแห่งความเป็นจริงและการใช้งานข้ามพรมแดน“นี่คือสิ่งที่เราทำเมื่อต้องการสร้างดอลลาร์ระดับสถาบัน” Folkman กล่าว พร้อมเสริมว่าโทเคนนี้จะมีระบบ “พิสูจน์เงินสำรองแบบเรียลไทม์ (Proof of Reserves) ที่ขับเคลื่อนโดย Chainlink” ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถตรวจสอบสินทรัพย์หนุนหลังได้บนเครือข่ายบล็อกเชนก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ที่งาน Consensus ในฮ่องกง Folkman ได้เผยถึงแพลตฟอร์ม World Liberty Forex ที่กำลังจะมาถึงในวันพุธ Folkman วางตำแหน่งให้ USD1 เป็นสะพานเชื่อมสำหรับการชำระเงินทั่วโลก โดยกล่าวว่าโครงการจะเริ่มต้นด้วยเส้นทางสหรัฐฯ-เม็กซิโก ก่อนจะขยายไปรองรับสกุลเงินต่างๆ ถึง 40 สกุลเงิน “นี่คือ USD1 ในฐานะสะพานเชื่อมการชำระเงิน” เขากล่าวเมื่อมองไปข้างหน้า Folkman ได้เชื่อมโยงกรณีการใช้งานของ Stablecoin เข้ากับการค้าที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)“เรากำลังเข้าสู่โลกที่ตัวแทน AI (AI Agents) จะต้องทำธุรกรรมด้วยตัวเอง” เขากล่าว “ตัวแทน AI ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ พวกเขาเซ็นเช็คไม่ได้ แต่พวกเขาสามารถถือ Stablecoin ได้”“สิ่งที่เรากำลังสร้างคือระบบการเงินที่สมบูรณ์แบบ” Folkman กล่าวทิ้งท้ายที่มา https://www.coindesk.com/markets/2026/02/19/wlfi-surges-10-after-apex-stablecoin-deal-outperforming-btc-and-eth

Bernstein ลั่นเป้า BTC 150,000 ดอลล์ เมินข่าวควอนตัม ชี้ขาลงรอบนี้ ‘กระจอกที่สุด’
อ่าน

Bernstein ลั่นเป้า BTC 150,000 ดอลล์ เมินข่าวควอนตัม ชี้ขาลงรอบนี้ ‘กระจอกที่สุด’

#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า นักวิเคราะห์จาก Bernstein บริษัทวิจัยและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ชั้นนำ ย้ำมุมมองเชิงบวกในระยะยาวต่อ Bitcoin โดยโต้แย้งว่าสภาวะตลาดขาลงในปัจจุบันถือเป็น "กรณีเลวร้ายที่อ่อนแอที่สุด" (Weakest bear case) เท่าที่สินทรัพย์นี้เคยเผชิญมา และไม่ได้ทำลายความเชื่อมั่นในการยอมรับในวงกว้างหรือเหตุผลในการลงทุนแต่อย่างใด "สิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่คือช่วงขาลงของ Bitcoin ที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์" ทีมนักวิเคราะห์ที่นำโดย Gautam Chhugani ระบุในบันทึกถึงลูกค้าเมื่อวันจันทร์ โดยพวกเขาโต้แย้งว่าความอ่อนแอของราคาในช่วงนี้สะท้อนถึง "วิกฤตศรัทธา" มากกว่าความล้มเหลวของระบบพื้นฐาน พร้อมทั้งคงเป้าหมายราคา Bitcoin ไว้ที่ 150,000 ดอลลาร์ ภายในสิ้นปี 2026 Bernstein ระบุว่า ปัจจัยลบเดิมๆ ที่มักเกิดในช่วงขาลงของ Bitcoin ในอดีตยังไม่ปรากฏให้เห็นในครั้งนี้ โดยไม่มีความล้มเหลวครั้งใหญ่ของระบบ ไม่มีหนี้เสียที่ซ่อนอยู่ (Hidden Leverage) หรือการพังทลายของระบบในภาพรวม แต่ในทางตรงกันข้าม นักวิเคราะห์ชี้ให้เห็นถึงความสอดคล้องของสถาบันที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สนับสนุน Bitcoin, การยอมรับ Spot Bitcoin ETF, การที่บริษัทต่างๆ นำ Bitcoin เข้าสู่ทุนสำรอง และการเข้ามามีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องของผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ ซึ่งเป็นหลักฐานว่าวงจรนี้แตกต่างจากตลาดขาลงในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ "เมื่อปัจจัยบวกทุกอย่างสอดประสานกัน ชุมชน Bitcoin กลับสร้าง 'วิกฤตศรัทธา' ขึ้นมาเอง ไม่มีอะไรระเบิด ไม่มีโครงกระดูกในตู้ที่จะถูกขุดคุ้ย สื่อต่างๆ เริ่มกลับมาเขียนคำไว้อาลัยให้อีกครั้ง" นักวิเคราะห์ระบุ "พวกเขาแค่ตัดสินใจว่าในขณะที่โลกกำลังหมุนไปหา AI แต่ Bitcoin และคริปโตกลับไม่น่าสนใจอีกต่อไป และไม่ใช่ว่านักลงทุน Bitcoin จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านควอนตัมฟิสิกส์หรอกนะ แต่พวกเขาดันตัดสินใจว่าควอนตัมเป็นภัยคุกคามต่อ Bitcoin มากกว่าระบบธนาคารและระบบสำคัญอื่นๆ เสียอีก สำหรับ Bitcoin แล้ว เวลายังคงหมุนเป็นวงกลมเหมือนเดิม" วิเคราะห์ข้อโต้แย้งฝั่งขาลง เมื่อพิจารณาข้อกังวลที่ว่า Bitcoin มีผลงานด้อยกว่าทองคำในช่วงความผันผวนของเศรษฐกิจมหภาคที่ผ่านมา Bernstein แย้งว่า Bitcoin ยังคงถูกซื้อขายในฐานะ "สินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อสภาพคล่อง" (Liquidity-sensitive risk asset) มากกว่าจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่สมบูรณ์แบบ พวกเขาระบุว่าเงื่อนไขทางการเงินที่ตึงตัวและอัตราดอกเบี้ยที่สูงทำให้เม็ดเงินไหลไปกระจุกตัวในสินทรัพย์บางอย่าง เช่น โลหะมีค่า และหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐาน ETF และช่องทางการระดมทุนของบริษัทต่างๆ ยังคงอยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะดูดซับสภาพคล่องเมื่อสภาวะต่างๆ ผ่อนคลายลง นักวิเคราะห์ยังโต้แย้งข้ออ้างที่ว่า Bitcoin กำลังลดความสำคัญลงในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยระบุว่าท่ามกลางการผงาดของ OpenClaw บล็อกเชนและวอลเล็ตที่ตั้งโปรแกรมได้นั้นเหมาะสมอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมดิจิทัลแบบ "Agentic" ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งเหล่าซอฟต์แวร์เอเจนท์อัตโนมัติ (AI Agents) ต้องการช่องทางการเงินที่เป็นมาตรฐานสากลและเครื่องจักรสามารถอ่านค่าได้ ระบบบล็อกเชนมีข้อได้เปรียบเหนือโครงสร้างพื้นฐานการธนาคารแบบเดิมที่ยังถูกจำกัดด้วย API ระบบปิดและความท้าทายในการเชื่อมต่อระบบเก่า ในด้าน ความเสี่ยงจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม Bernstein ยอมรับว่าภัยคุกคามด้านรหัสลับในอนาคตเป็นสิ่งที่ต้องเตรียมการ แต่ Bitcoin ไม่ใช่ระบบเดียวที่ตกอยู่ในความเสี่ยง บริษัทแย้งว่าระบบดิจิทัลที่สำคัญทั้งหมดเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายคลึงกันและจะเปลี่ยนผ่านไปสู่มาตรฐานที่ทนทานต่อควอนตัมพร้อมๆ กัน พร้อมเสริมว่าด้วยซอร์สโค้ดที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่ที่มีเงินทุนหนาอย่าง Strategy ทำให้ Bitcoin อยู่ในฐานะที่สามารถปรับตัวได้ไปพร้อมกับระบบการเงินและระบบของรัฐบาลอื่นๆ สุดท้าย Bernstein ปฏิเสธความกังวลเรื่องการสะสม Bitcoin ของบริษัทต่างๆ ที่ใช้เงินกู้ หรือความเป็นไปได้ที่นักขุดจะยอมแพ้ (Miner Capitulation) โดยระบุว่าบริษัทที่ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ได้จัดโครงสร้างหนี้สินเพื่อให้ทนทานต่อช่วงขาลงที่ยาวนานได้ ดังที่ Strategy ระบุในรายงานผลประกอบการว่า จะต้องให้ Bitcoin ร่วงลงไปถึง 8,000 ดอลลาร์ และแช่อยู่ที่นั่นเป็นเวลา 5 ปี งบดุลของบริษัทจึงจำเป็นต้องปรับโครงสร้างใหม่ ในขณะที่นักขุดได้กระจายรูปแบบธุรกิจเพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนการผลิต โดยการจัดสรรทรัพยากรพลังงานไปยังความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI แทน ด้วยเหตุนี้ นักวิเคราะห์จึงสรุปว่าความเสี่ยงจากการถูกบังคับขาย (Forced selling) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งช่วยย้ำความเชื่อมั่นว่าการปรับตัวลดลงในปัจจุบันไม่ได้คุกคามทิศทางระยะยาวของ Bitcoin ที่มา https://www.theblock.co/post/389003/weakest-bitcoin-bear-case-in-history-bernstein-reiterates-150000-price-target

BlackRock ปล่อยหมัดเด็ด! ส่ง ETF Bitcoin ตัวใหม่ ‘ถือแล้วได้ปันผล’ รายแรก
อ่าน

BlackRock ปล่อยหมัดเด็ด! ส่ง ETF Bitcoin ตัวใหม่ ‘ถือแล้วได้ปันผล’ รายแรก

#BlackRock #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า ยักษ์ใหญ่ด้านการจัดการสินทรัพย์อย่าง BlackRock กำลังมองหาแนวทางเพิ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนในบิตคอยน์ด้วยการเปิดตัวกองทุนใหม่ที่มีชื่อว่า iShares BTC Premium Income ETF ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนโดยตรงจากราคา Spot ของ Bitcoin ควบคู่ไปกับการสร้างผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผล (Yield) ตามรายงานการยื่นเอกสารต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เช่นเดียวกับกองทุน IBIT Bitcoin ETF ที่มีอยู่เดิมของ BlackRock กองทุนใหม่นี้จะติดตามราคาของ Bitcoin โดยเน้นการถือครอง Bitcoin จริงเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม กองทุนนี้จะมีการสร้างรายได้เพิ่มเติมผ่านกลยุทธ์ "Covered-call" ที่บริหารจัดการโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ (Actively Managed) ในการสร้างผลตอบแทนหรือ Yield นั้น ที่ปรึกษาการลงทุนของกองทุนจะทำการขายสิทธิการซื้อ (Call Options) อย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการขายสิทธิบนหุ้นของกองทุน IBIT เป็นหลัก และในบางครั้งอาจรวมถึงดัชนี ETP อื่นๆ ที่ติดตามราคา Bitcoin เพื่อเก็บค่าธรรมเนียมจากสิทธิการซื้อเหล่านั้น (Option Premiums) มาเป็นรายได้ของกองทุน กองทุนดังกล่าวซึ่งยังไม่มีการประกาศชื่อย่อหลักทรัพย์ (Ticker) จะเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์การลงทุนคริปโตแบบ Covered Call ที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วคือการแลกเปลี่ยนโอกาสในการทำกำไรขาขึ้นมหาศาล (Upside) กับการตกลงที่จะขายสิทธิในราคาที่กำหนดไว้ เพื่อแลกกับรายได้ที่สม่ำเสมอในทุกเดือน ในอีกแง่หนึ่ง กลไกนี้จะช่วยให้กองทุน Bitcoin ETF มีระบบการจ่ายผลตอบแทนที่คล้ายคลึงกับกองทุน ETH หรือ SOL ซึ่งสร้างรายได้ผ่านการนำไปวางค้ำประกันระบบ (Staking) นั่นเอง ปัจจุบันกองทุน iShares Bitcoin ETF ของ BlackRock ที่จดทะเบียนใน Nasdaq เป็นกองทุน Spot Bitcoin ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการประมาณ 6.97 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้กองทุน IBIT และกองทุนคริปโตรายใหญ่อื่นๆ ของบริษัทที่ติดตามราคา Ethereum ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในกองทุนที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่มา https://www.theblock.co/post/387089/blackrock-looks-to-bring-yield-generation-to-bitcoin-investments-with-ishares-bitcoin-premium-income-etf

CPNREIT ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032
อ่าน

CPNREIT ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032

#ทันหุ้น #2026 #SET #CPNREIT ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 CPNREIT ชูความสำเร็จ พลิกโฉมใหม่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต ดันทราฟฟิกพุ่ง หนุนผลงานกองทรัสต์โดดเด่น เพชรเม็ดงาม ทำเลเด่น ทราฟฟิกดี รายได้โตต่อเนื่อง ตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท หรือ CPNREIT เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตสินทรัพย์คุณภาพสูง ผ่านการทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ของ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และ เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต สะท้อนยุทธศาสตร์การลงทุนเชิงรุกที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินทรัพย์ และผลตอบแทนที่มั่นคงแก่ผู้ถือหน่วยทรัสต์ อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรร้านค้าลงทุนขยายธุรกิจและเติบโตในระยะยาว นางสาวปัทมิกา พงศ์สูรย์มาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพีเอ็น รีท แมเนจเมนท์ จำกัด ในฐานะผู้จัดการกองทรัสต์ CPNREIT กล่าวว่า จากความสำเร็จของการเปิดตัว เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต อย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนยุทธศาสตร์การบริหารสินทรัพย์ของ CPNREIT ที่สร้างผลการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง เรามองเห็นศักยภาพของทั้งสองทำเลในการสร้างมูลค่าเพิ่ม จึงเดินหน้าปรับปรุงและยกระดับสินทรัพย์เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้ในอนาคต โดยหลังการทรานส์ฟอร์ม ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากลูกค้า สร้างความเชื่อมั่นให้พันธมิตรร้านค้าเลือกลงทุนขยายธุรกิจและเติบโตไปด้วยกันในระยะยาว ตอกย้ำบทบาทของ CPNREIT ในฐานะผู้นำกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ด้านค้าปลีกที่มีมูลค่าตลาดใหญ่ที่สุดในไทย ทรานส์ฟอร์มยิ่งใหญ่ 2 สินทรัพย์ ยกระดับมูลค่าพอร์ตต่อเนื่อง CPNREIT สะท้อนแนวคิดการบริหารกองทรัสต์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนาสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยทุกการทรานส์ฟอร์มเป็นการยกระดับสินทรัพย์ในเชิงโครงสร้าง เพื่อเสริมศักยภาพและความแข็งแกร่งของกองทรัสต์ โดยสะท้อนจาก 2 สินทรัพย์ ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า เป็นสินทรัพย์ที่มีศักยภาพในระดับ Class A มีความสามารถในการทำกำไรระดับ Top-Tier ที่เจาะฐานกำลังซื้อ New Wealth และสร้างรายได้มั่นคงเติบโตต่อเนื่อง จากศักยภาพของทำเลระดับ District Leadership ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นย่านที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมและฐานกำลังซื้อคุณภาพสูง ภายใต้งบลงทุนของ CPNREIT ไม่เกิน 1,100 ล้านบาท โดยได้ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ในรอบกว่า 3 ทศวรรษ เพื่อเป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตอย่างครบวงจร พลิกโฉมทุกชั้น พร้อม Tenant Mix กว่า 500 แบรนด์ชั้นนำ โดยกลุ่มเซ็นทรัลได้ยกระดับสู่ Next Gen Retail เสริมด้วย Magnet Brands ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกเจเนอเรชัน ขณะเดียวกัน ได้ยกระดับโซนอาหารสู่ Food Destination ระดับท็อปของประเทศ รวมกว่า 200 ร้านดัง ตั้งแต่ร้านมิชลิน ร้านใหม่ครั้งแรกในไทย ไปจนถึง Street Food และ Food Patio ที่ดีที่สุดในย่าน ด้วยแนวคิด The New Soul of Pinklao สร้างทราฟฟิก New High 80,000 คนต่อวัน ผสานกับรายได้จากอาคารสำนักงานที่ช่วยกระจายความเสี่ยง เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต สะท้อนศักยภาพการเติบโตในระยะยาว จากทำเลศักยภาพใกล้สนามบินและย่านเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์กลางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของภาคเหนือ ภายใต้งบลงทุนของ CPNREIT ไม่เกิน 806 ล้านบาท ศูนย์การค้าได้ทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ทั้งในมิติ Master Planning และภาพลักษณ์ใหม่ของมิกซ์ยูส ดึงดูด Quality Tourist ด้วยการเพิ่มพื้นที่ กาดหลวง ขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม รองรับร้านอาหารระดับมิชลิน Local Food และร้านของฝากกว่า 100 ร้านค้า นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งของ Tenant Mix ด้วยกว่า 350 แบรนด์ชั้นนำทั้ง Global และ Local พร้อมแบรนด์ไฮไลต์ที่เปิดครั้งแรกในภาคเหนือ เพื่อรองรับการขยายตัวของ Catchment Area และกำลังซื้อที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง CPNREIT เดินหน้าตามยุทธศาสตร์การเติบโตระยะยาว มุ่งยกระดับศักยภาพของศูนย์การค้าในพอร์ต และเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าขยายขนาดสินทรัพย์ให้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าภายในปี 2032 เพื่อสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับผู้ถือหน่วยทรัสต์ ปัจจุบัน CPNREIT เป็นเจ้าของและผู้ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย ศูนย์การค้าจำนวน 7 แห่ง ได้แก่ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต, เซ็นทรัล พระราม 2, เซ็นทรัล พระราม 3, เซ็นทรัล พัทยา, เซ็นทรัล มารีนา และเซ็นทรัล ลำปาง, อาคารสำนักงาน 4 แห่ง ได้แก่ ปิ่นเกล้า ทาวเวอร์ เอ และ บี, เดอะไนน์ ทาวเวอร์ส และยูนิลีเวอร์ เฮ้าส์ และโรงแรม 1 แห่ง ได้แก่ ฮิลตัน พัทยา ติดตามความเคลื่อนไหว CPNREIT คลิก https://www.cpnreit.com/th/home #CPNREIT #CentralPattana #CentralPinklao #CentralChiangmaiAirport

CZ เนื้อหอม! เผยอยู่ระหว่างคุยกับ 12 รัฐบาล ดันโปรเจกต์ Tokenization สินทรัพย์รัฐ
อ่าน

CZ เนื้อหอม! เผยอยู่ระหว่างคุยกับ 12 รัฐบาล ดันโปรเจกต์ Tokenization สินทรัพย์รัฐ

CZ เนื้อหอม! เผยอยู่ระหว่างคุยกับ 12 รัฐบาล ดันโปรเจกต์ Tokenization สินทรัพย์รัฐฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao)หรือที่รู้จักกันในชื่อCZอดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Binance และผู้ก่อตั้ง YZi Labs ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญระหว่างการเสวนาในงานWorld Economic Forum (WEF)ณ เมืองดาโวส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ขณะนี้เขากำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลประมาณ 12 แห่ง เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำสินทรัพย์ของรัฐมาทำTokenizationหรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบโทเคนดิจิทัลบนบล็อกเชนTokenization: เครื่องมือสร้างรายใหม่ของภาครัฐCZ ระบุว่าการทำ Tokenization เป็นแง่มุมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในอุตสาหกรรมคริปโต เคียงคู่ไปกับระบบการแลกเปลี่ยน (Exchanges) และเหรียญStablecoinsโดยเขาเน้นย้ำว่าวิธีนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถรับรู้ผลกำไรทางการเงินได้ก่อน และสามารถนำเงินเหล่านั้นไปใช้ในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ ภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ผ่านมา CZ มีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐในหลายประเทศมาแล้ว เช่น:คีร์กีซสถาน: ทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อผลักดันเหรียญ Stablecoin ที่อ้างอิงมูลค่ากับเงินประจำชาติ (Som-pegged stablecoin)ปากีสถาน: ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของ Pakistan Crypto Council เมื่อเดือนมีนาคม 2025มาเลเซีย: มีรายงานการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับกรอบการกำกับดูแลคริปโตในช่วงต้นปี 2025อุปสรรคของระบบชำระเงินคริปโตและการเกษียณตัวของ CZแม้จะมองบวกเรื่องการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน แต่ CZ กลับชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในเรื่องการนำคริปโตมาใช้ชำระเงิน (Crypto Payments) โดยเขายอมรับว่านี่เป็นสิ่งที่พยายามทำมาตลอดแต่ยังไม่สามารถเอาชนะได้จริง เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มีใครใช้คริปโตในการชำระค่าสินค้าและบริการอย่างแพร่หลายสำหรับประเด็นเรื่องการกลับมาบริหาร Binance หลังจากที่เขาได้รับอภัยโทษจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา CZ ได้ออกมาดับกระแสข่าวลือโดยระบุว่าเขาได้ "เกษียณตัว" แล้ว และไม่มีแผนที่จะกลับไปรับตำแหน่งผู้นำในกระดานเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่แห่งนี้อีกครั้ง แต่จะมุ่งเน้นไปที่การให้คำปรึกษาและนวัตกรรมใหม่ๆ แทนอ้างอิง : cointelegraph.comที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/cz-changpeng-zhao-government-tokenization-talks-davosทรัมป์เอาจริง! ฟ้อง JPMorgan เรียกค่าเสียหาย 5 พันล้านดอลล์ ปมสั่งปิดบัญชีการเมืองประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump)สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่วงการการเงินสหรัฐฯ อีกครั้ง ด้วยการยื่นฟ้องธนาคารยักษ์ใหญ่อย่างJPMorgan Chaseและซีอีโอเจมี ไดมอน (Jamie Dimon)ต่อศาลรัฐฟลอริดา โดยทรัมป์เรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินมหาศาลถึง5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ(ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) จากกรณีที่ธนาคารสั่งปิดบัญชีที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาและธุรกิจในเครือ โดยอ้างว่าเป็นการกระทำที่ "ปราศจากการเตือนหรือการยั่วยุใดๆ"ข้อกล่าวหาและการโต้กลับจากฝั่งธนาคารคำฟ้องดังกล่าวระบุว่า JPMorgan กระทำการหมิ่นประมาททางการค้า (Trade Libel) และละเมิดข้อตกลงโดยนัยเรื่องความซื่อสัตย์ ขณะที่ เจมี ไดมอน ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการค้าที่ไม่เป็นธรรมของรัฐฟลอริดา ทางด้านโฆษกของ JPMorgan ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาทันที โดยยืนยันว่าการฟ้องร้องนี้ไม่มีมูลความจริง และธนาคาร "ไม่ได้ปิดบัญชีด้วยเหตุผลด้านการเมืองหรือศาสนา"โพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 17 มกราคม ขู่ว่าจะฟ้องร้อง JPMorgan ที่มา:โดนัลด์ ทรัมป์ก่อนหน้านี้ ไดมอนเคยปฏิเสธข้อหาลักษณะเดียวกันจากกลุ่มอุตสาหกรรมคริปโตมาแล้ว โดยเขาย้ำว่าธนาคารมีการปิดบัญชีทั้งจากฝั่งเดโมแครต รีพับลิกัน และกลุ่มศาสนาต่างๆ ตามเกณฑ์มาตรฐานของธนาคาร ไม่ใช่เพราะความเห็นต่างทางการเมืองปมปัญหา "Debanking" และผลกระทบต่ออุตสาหกรรมคริปโตกรณีการสั่งปิดบัญชี หรือDebankingกลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่พรรครีพับลิกันและคนในวงการคริปโตพยายามผลักดันให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีความพยายามอย่างเป็นระบบในการขัดขวางไม่ให้กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัลเข้าถึงบริการทางธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งถูกขนานนามว่า"Operation Chokepoint 2.0"การเคลื่อนไหวของทรัมป์เพื่อหยุดยั้งการปิดบัญชีทางการเมือง:คำสั่งบริหาร (Executive Order): เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเพื่อจัดการกับการ Debanking ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีแรงจูงใจทางการเมืองการสั่งการหน่วยงานกำกับดูแล: สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อร้องเรียนและออกมาตรการป้องกันการปิดบัญชีในอนาคตการผลักดันกฎหมายในสภาคองเกรส: สมาชิกพรรครีพับลิกันพยายามบรรจุประเด็นการแก้ปัญหา Debanking ลงในร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตที่กำลังพิจารณาในวุฒิสภาการฟ้องร้องครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของทรัมป์ในการกดดันสถาบันการเงินขนาดใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดและการเรียกร้องความโปร่งใสในระบบการเงินดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นในปี 2026 นี้อ้างอิง : cointelegraph.com ที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/trump-sues-jpmorgan-5-billion-debanking-claims-floridaNasdaq รุกฆาต! ยื่น SEC ปลดล็อกขีดจำกัดเทรด Options ของ Bitcoin และ Ether ETFNasdaqตลาดหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ เดินหน้ายกระดับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งสำคัญ ด้วยการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) เพื่อขอยกเลิกขีดจำกัดจำนวนสัญญา (Position Limits)สำหรับผลิตภัณฑ์ Options ที่อ้างอิงกับกองทุนSpot BitcoinและEther ETFการเคลื่อนไหวในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงกฎระเบียบของผลิตภัณฑ์คริปโตให้สอดคล้องกับกองทุนอ้างอิงสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ (Commodity-based funds) ที่มีการซื้อขายอยู่ในปัจจุบันรายละเอียดการเปลี่ยนแปลงและผลบังคับใช้ข้อเสนอดังกล่าวซึ่งยื่นไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม และเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีในวันพุธที่ผ่านมา ได้ทำการยกเลิกขีดจำกัดเดิมที่กำหนดไว้เพียง 25,000 สัญญา สำหรับ Options ที่เชื่อมโยงกับกองทุนคริปโตจากผู้ออกรายใหญ่หลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นBlackRock, Fidelity, Bitwise,Grayscale, ARK/21Shares และ VanEckทางด้าน SEC ได้ตัดสินใจยกเว้นระยะเวลารอคอยมาตรฐาน 30 วัน ทำให้กฎใหม่นี้มีผลบังคับใช้ได้ทันที อย่างไรก็ตาม SEC ยังคงมีอำนาจในการระงับการเปลี่ยนแปลงนี้ภายใน 60 วันหากพบว่าจำเป็นต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม ซึ่งโดยปกติแล้ว หน่วยงานกำกับดูแลจะจำกัดการเทรด Options เพื่อลดความเสี่ยงจากการปั่นหุ้นหรือการเก็งกำไรที่เกินขอบเขต แต่ Nasdaq แย้งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการปฏิบัติ "ในลักษณะเดียวกับ Options อื่นๆ" โดยไม่ส่งผลกระทบต่อการคุ้มครองนักลงทุนก้าวต่อไปของ Nasdaq ในโลกสินทรัพย์ดิจิทัลการปลดล็อกเพดานสัญญาในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากปลายปี 2025 ที่ Nasdaq ได้รับอนุมัติให้ลิสต์รายการ Options สำหรับกองทุนคริปโต ETF เป็นครั้งแรก ซึ่งในขณะนั้นยังคงมีการจำกัดเพดานสัญญาไว้อยู่นอกจากเรื่อง Options แล้ว Nasdaq ยังมีแผนการขยายบทบาทในโลกคริปโตอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:การขยายเพดานสัญญาเดิม: ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา Nasdaq เคยเสนอขอขยายเพดานสัญญา Options ของกองทุน iShares Bitcoin Trust (IBIT) จาก 250,000 เป็น 1 ล้านสัญญา เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นการแปลงหุ้นเป็นโทเคน (Tokenization): แมตต์ ซาวารีส (Matt Savarese) หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินทรัพย์ดิจิทัล ระบุว่า Nasdaq กำลังให้ความสำคัญกับการขออนุมัติเทรดหุ้นในรูปแบบโทเคน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตดัชนีคริปโตแบบรวมศูนย์: ความพยายามในการสร้างดัชนีคริปโตที่เป็นมาตรฐานเดียวกันเพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นความเคลื่อนไหวทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า Nasdaq กำลังพยายามทำลายกำแพงระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมและโลกคริปโต เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ไร้รอยต่อและมีความคล่องตัวสูงสุดสำหรับนักลงทุนสถาบันในปี 2026อ้างอิง : cointelegraph.comที่มา https://www.bitcoinaddict.com/news/nasdaq-removes-position-limits-bitcoin-ether-etf-options

ทีทีบีประกาศแผนกลยุทธ์ Wealth Banking สู่ Ecosystem
อ่าน

ทีทีบีประกาศแผนกลยุทธ์ Wealth Banking สู่ Ecosystem

#ทันหุ้น - ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและตลาดการเงินที่ผันผวน ทีทีบีเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จธุรกิจ Wealth Banking อย่างเป็นระบบ ภายใต้ ttb reserve ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตธุรกิจลูกค้าบุคคล หลังสร้างผลลัพธ์โดดเด่น ทั้งการขยายฐานลูกค้าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) และรายได้ค่าธรรมเนียมในปี 2025 โดยในปี 2026 ธนาคารเตรียมเดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านความมั่งคั่ง (Wealth Ecosystem) ที่ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตทางการเงินของลูกค้ากลุ่ม Wealthนางณัฐวรรณ อภิรัตนพิมลชัย ประธานกลุ่ม กลยุทธ์และธุรกิจการขายลูกค้าบุคคล ทีทีบี เปิดเผยว่า ปี 2025 เป็นปีแห่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพของ ttb reserve นำไปสู่การวางเป้าหมายปี 2026 ในการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์บัตรเครดิตสำหรับลูกค้า Wealth สู่การพัฒนาโซลูชันด้านความมั่นคงครบวงจร ทั้งการเงิน การลงทุน การวางแผนระยะยาว และไลฟ์สไตล์ โดยในปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ภายใต้การจัดการจากกองทุนรวมเติบโต 11% และรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตถึง 22% สะท้อนความเชื่อมั่นของลูกค้ากลุ่ม Wealth ในแนวทางการคัดเลือกผลิตภัณฑ์และการบริหารพอร์ตของทีทีบีในส่วนของบัตรเครดิต ttb reserve ซึ่งเปิดตัวมาแล้ว 5 ปี มีจำนวนผู้ถือบัตรเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 50,000 ใบ โดยแบ่งเป็นบัตร ttb reserve signature สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 5 ล้านบาทขึ้นไป และ ttb reserve infinite สำหรับลูกค้าที่มีสินทรัพย์ 30 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งทำหน้าที่เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญในการเชื่อมโยงลูกค้าเข้าสู่บริการ Wealth Banking อย่างครบวงจรภายใต้แนวคิด “Earn Fast, Burn Smart”และในปี 2026 ทีทีบีวางเป้าหมายขยายธุรกิจ Wealth Banking อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการถือครองผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อาทิ การซื้อผลิตภัณฑ์ประกันตามแคมเปญที่กำหนด หรือสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ เพื่อให้ครอบคลุมลูกค้าในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนลูกค้า Wealth อีกประมาณ 5,000 ราย หรือเติบโตประมาณ 10% จากปัจจุบัน และตั้งเป้าเพิ่ม AUMจากระดับประมาณ 715,000 ล้านบาท เป็น 750,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 6-7%ด้วยเป้าหมายของธนาคารที่ต้องการสร้าง ttb reserve เป็น “ที่ปรึกษาความมั่งคั่ง” จึงออกแบบโซลูชันการเงินที่ช่วยต่อยอดความมั่งคั่งให้กับลูกค้า ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์การเงินพื้นฐาน เช่น บัญชีเงินฝากและบัตรเครดิต ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า และมีการออกแบบโซลูชันที่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และโซลูชันด้านประกันที่ตอบโจทย์ลูกค้า Wealth ในแต่ละช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD), กองทุน Global Allocation Series, กองทุนที่ลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD), ผลิตภัณฑ์หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) ที่ตอบโจทย์การลงทุนต่างประเทศ (Offshore) ซึ่งเติบโตอย่างโดดเด่นกว่า 113% ในปีที่ผ่านมา รวมถึงยังมีโซลูชันด้านการวางแผนภาษีและการส่งต่อความมั่งคั่งหรือมรดกให้ครอบครัวของลูกค้าผ่านผลิตภัณฑ์ประกันรูปแบบต่าง ๆนอกจากบทบาทของการเป็นที่ปรึกษาการวางแผนความมั่งคั่งแล้ว ttb reserve ยังพร้อมส่งมอบประสบการณ์พิเศษที่ลูกค้าชื่นชอบผ่านสิทธิประโยชน์ในรูปแบบ Loyalty Program สำหรับลูกค้ากลุ่ม Wealth ตามสถานะ Gold, Platinum และ Diamond เพื่อให้ ttb reserve ส่งมอบเอกสิทธิ์ทั้งทางด้านการเงินและไลฟ์สไตล์ได้อย่างครอบคลุมที่เหนือกว่าเพียงแค่การเป็นบัตรเครดิตที่ตอบโจทย์ลูกค้ามั่งคั่ง โดยธนาคารได้วิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าที่มีการใช้บัตรเครดิต ttb reserve ในปีที่ผ่านมาควบคู่กับสิทธิประโยชน์จากสถานะพิเศษที่ทีทีบีมอบให้ พบว่าลูกค้าสามารถใช้บัตร ttb reserve ได้สอดคล้องตามแนวคิดครบทั้ง Earn Fast, Burn Smart และ Spend Wise โดยสายเน้นการลงทุนได้ Burn Point คะแนนที่ได้จากบัตรเครดิต ttb reserve เป็นกองทุนเพื่อต่อยอดความมั่งคั่งส่วนบุคคลถึง 390 ล้านบาท สาย Fine Dining ได้รับ Cash Back ไปถึง 3.6 ล้านบาท และสายเดินทางมีการแลกไมล์การบินไทยไปถึง 165 ล้านไมล์ นอกจากนี้ การใช้บัตรเครดิต ttb reserve ยังช่วยลูกค้าประหยัดไปได้อีก 135 ล้านบาท จากการรูดใช้จ่ายสกุลเงินต่างประเทศโดยไม่มีค่าความเสี่ยงจากการแปลงสกุลเงินตราต่างประเทศ 2.5% ด้วยสำหรับปี 2026 ttb reserve ได้มีการจัดเตรียมสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้น เช่น เพิ่มจำนวนร้านอาหาร Fine Dining และร้านอาหารระดับมิชลินที่ร่วมรายการรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve ที่มีสถานะ Gold และสูงสุด 50% สำหรับสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve ที่มีสถานะตั้งแต่ Platinum และ Diamond และยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ ด้านไลฟ์สไตล์เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันให้ลูกค้าที่มีสถานะ Gold, Platinum และ Diamond ซึ่งสามารถกดรับได้สะดวกผ่านแอป ttb touch เช่น บริการล้างรถ บริการล้างแอร์ e-Coupon ร้านกาแฟชื่อดัง โค้ดบัตรชมภาพยนตร์ และโค้ดส่วนลดบริการ Food Delivery เป็นต้นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งในการสร้างความมั่งคั่งที่ยั่งยืนให้กับลูกค้า ttb reserve คือการพัฒนาทีมงานผู้เชี่ยวชาญและสร้างเครือข่ายพันธมิตรด้านการลงทุน โดยเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งของทีมดูแลลูกค้าเพื่อให้มีศักยภาพการให้คำแนะนำการลงทุน มีความต่อเนื่องในการดูแลให้บริการธุรกรรมการเงินต่าง ๆ พร้อมอยู่ในระหว่างการขยายจำนวน Relationship Manager เพื่อให้ดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น รวมถึงพัฒนารูปแบบการทำงานร่วมกับทีม Investment Office ในการคัดเลือกและติดตามคุณภาพผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน ทีทีบียังผนึกกำลังกับพันธมิตรด้านการลงทุนและประกัน ได้แก่ Eastspring และ Prudential รวมถึงการทำงานร่วมกับหลักทรัพย์ธนชาต เพื่อเสริมศักยภาพในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งการสร้างการเติบโต และการปกป้องความมั่งคั่งของลูกค้าได้ในระยะยาว“ทีทีบีไม่ได้มอง Wealth Banking เป็นเพียงเรื่องของผลตอบแทนหรือผลิตภัณฑ์ทางการเงิน แต่เป็นเรื่องของความไว้วางใจในระยะยาว จึงได้ออกแบบ ttb reserve ให้เป็น Total Wealth Ecosystem เพื่อสร้าง Wealth Ecosystem ช่วยให้ลูกค้าสามารถบริหาร สร้างการเติบโต และส่งต่อความมั่งคั่งได้อย่างมั่นใจ ผ่านทีมผู้เชี่ยวชาญที่แนะนำโซลูชันทางการเงินเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของลูกค้าแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป พร้อมด้วยการมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพราะเราเชื่อว่าความมั่งคั่งที่ยั่งยืน ต้องเกิดจากความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ตัวเลขในระยะสั้น” นางณัฐวรรณ กล่าวทีทีบีมุ่งมั่นเป็นพาร์ตเนอร์ทางการเงินที่พร้อมส่งเสริมศักยภาพของลูกค้า ให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน นำไปสู่การมีชีวิตทางการเงินดีทั้งในวันนี้และอนาคต

Bitcoin พักฐานเพื่อเตรียมพุ่ง? สถิติเผยกุมภาพันธ์ปลุกกระทิง
อ่าน

Bitcoin พักฐานเพื่อเตรียมพุ่ง? สถิติเผยกุมภาพันธ์ปลุกกระทิง

#BTC #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า Bitcoin คริปโทเคอร์เรนซีที่มีมูลค่าตลาดมากที่สุดในโลก ยังคงติดอยู่ในกรอบการเคลื่อนไหวทางด้านข้าง (Sideways) ที่แคบและยาวนานเกือบ 10 สัปดาห์ ส่งผลให้เหล่านักเทรดเริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายและระมัดระวังตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกุมภาพันธ์กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ข้อมูลทางสถิติในอดีตเผยให้เห็นว่า Bitcoin มักจะให้ผลตอบแทนเป็นบวกโดยเฉลี่ยถึง 13% ในช่วงเดือนนี้สิ่งนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากเกิดความสงสัยและตั้งคำถามว่า เดือนกุมภาพันธ์จะกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่จะจุดพลุการทะลุกรอบราคาครั้งใหญ่ (Major Breakout) ให้กับ Bitcoin ได้หรือไม่?ราคา Bitcoin ดิ่งหนักหลังคำขู่ของ ‘ทรัมป์’ราคา Bitcoin ร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วงต้นเดือนนี้ หลังจากทะยานขึ้นไปแตะระดับประมาณ 97,400 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 20 มกราคม โดยภายในเวลาเพียง 2 วัน ราคาได้ดิ่งลงไปเกือบถึงระดับ 87,900 ดอลลาร์การร่วงลงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อตลาดโลกเริ่มระมัดระวังตัวมากขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ออกมาเตือนเรื่องความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีนำเข้าต่อสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งเชื่อมโยงกับความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นในกรณีเกาะกรีนแลนด์การดิ่งลงอย่างรวดเร็วนี้ได้กระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ต (Liquidation) ครั้งใหญ่ โดยสถานะ Long ที่ใช้ Leverage มูลค่ากว่า 1.09 พันล้านดอลลาร์ถูกกวาดเรียบ ส่งผลให้มูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมหายไปเกือบ 1.5 แสนล้านดอลลาร์นอกจากนี้ กองทุน Bitcoin ETF ยังได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาอีกด้วย โดยตลอด 4 วันที่ผ่านมา กองทุน ETF มียอดเงินไหลออกอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดการถอนเงินรวมสูงถึงประมาณ 1.61 พันล้านดอลลาร์ นับแต่นั้นมา Bitcoin ก็พยายามอย่างหนักที่จะขยับราคาให้สูงขึ้นBitcoin ยังคงติดอยู่ในกรอบ 10 สัปดาห์แม้จะมีมุมมองเชิงลบเช่นนี้ แต่ความเชื่อมั่นในตลาดเริ่มปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยหลังจากทรัมป์เริ่มลดท่าทีที่แข็งกร้าวลง ส่งผลให้ Bitcoin เด้งกลับขึ้นมาเกือบ 3% สู่ระดับ 90,000 ดอลลาร์เมื่อพิจารณากราฟรายสัปดาห์ Bitcoin ยังคงซื้อขายอยู่ภายในช่องทางขาขึ้น (Rising Channel) และขณะนี้กำลังทรงตัวอยู่ใกล้กับโซนแนวรับด้านล่างประมาณ 88,000–90,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ยังคงรักษาฐานไว้ได้อย่างมั่นคงหลายครั้งนับตั้งแต่เดือนธันวาคมในด้านขาขึ้น มีแนวต้านที่แข็งแกร่งตั้งอยู่ระหว่าง 100,500 ถึง 105,000 ดอลลาร์ ซึ่งสอดคล้องกับช่วงกลางถึงส่วนบนของช่องทางราคา และเป็นตัวจำกัดโอกาสการปรับตัวขึ้นในขณะนี้ขณะที่เส้นค่าเฉลี่ย 20 สัปดาห์ที่อยู่ใกล้ระดับ 100,600 ดอลลาร์ กำลังทำหน้าที่เป็นกำแพงที่แข็งแกร่ง หากแนวรับปัจจุบันหลุดลง พื้นที่ความเสี่ยงสำคัญถัดไปจะอยู่ที่ประมาณ 76,500 ดอลลาร์ ซึ่งราคาอาจร่วงลงไปได้ไกลกว่านั้นสถิติเดือนกุมภาพันธ์เข้าทางฝั่งกระทิงแนวโน้มในอดีตได้เพิ่มมุมมองเชิงบวก (Bullish) ให้กับ Bitcoin โดยข้อมูลจาก CoinGlass ระบุว่า Bitcoin ปิดเดือนกุมภาพันธ์ด้วยตัวเลขสีเขียว (กำไร) ถึง 10 ปี จากทั้งหมด 13 ปีที่ผ่านมา โดยมีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 13%หลังจากจบไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 ด้วยตัวเลขสีแดง Bitcoin ก็ได้เห็นกำไรเล็กน้อยที่ 2% ในเดือนมกราคม 2026 ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงโมเมนตัมที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น หากรูปแบบทางสถิตินี้เกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง Bitcoin อาจดีดตัวจากโซนแนวรับปัจจุบันและพุ่งเข้าหาช่วงแนวต้านที่ 100,000–105,000 ดอลลาร์สำหรับในขณะนี้ Bitcoin ยังคงติดอยู่ในการพักตัว (Consolidation) และมีการซื้อขายอยู่ที่ระดับประมาณ 89,422 ดอลลาร์ที่มา https://coinpedia.org/news/bitcoin-stuck-in-a-10-week-range-is-a-major-breakout-coming-in-february/

ความปลอดภัยเป็นเงินเป็นทอง! Ledger รายได้พุ่งจ่อเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์กปีนี้
อ่าน

ความปลอดภัยเป็นเงินเป็นทอง! Ledger รายได้พุ่งจ่อเข้าตลาดหุ้นนิวยอร์กปีนี้

#Ledger #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Ledger ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet) รายใหญ่จากฝรั่งเศส ได้เริ่มจ้างวานธนาคารเพื่อการลงทุนเพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก (IPO) ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงกว่า 4 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.46 แสนล้านบาท)รายงานข่าวเมื่อวันศุกร์ระบุโดยอ้างอิงแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดว่า บริษัทกำลังทำงานร่วมกับที่ปรึกษาจาก Goldman Sachs, Barclays และ Jefferies สำหรับการทำ IPO ที่อาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดภายในปีนี้ อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ข่าวลือเรื่องการเข้าจดทะเบียนในสหรัฐฯ ของบริษัทที่มีฐานอยู่ในปารีสแห่งนี้ปรากฏขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน เมื่อนายปาสคาล โกติเยร์ (Pascal Gauthier) ซีอีโอของ Ledger ให้สัมภาษณ์กับ FT ว่าเขากำลังพิจารณาทำ IPO ในนิวยอร์กหรือการระดมทุนเพิ่มเติม "เงินทุนสำหรับคริปโตในวันนี้อยู่ที่นิวยอร์ก มันไม่ได้อยู่ที่อื่นในโลก และแน่นอนว่ามันไม่อยู่ในยุโรป" โกติเยร์กล่าวในขณะนั้นLedger ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และได้รับเงินทุนสนับสนุนจากนักลงทุนหลายราย รวมถึง True Global Ventures จากสิงคโปร์ และ 10T Holdings โดยสามารถทำมูลค่าบริษัทได้ที่ 1.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2023 ดังนั้นหากการทำ IPO มีมูลค่าทะลุ 4 พันล้านดอลลาร์จริง จะถือเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 167% จากราคาในตลาดนอกตลาดหลักทรัพย์ (Private Market)โกติเยร์ระบุในเดือนพฤศจิกายนว่า รายได้ของ Ledger ในปี 2025 พุ่งแตะระดับหลายร้อยล้านยูโร (Triple-digit million-euro range) ซึ่งเขาให้เหตุผลว่าเป็นเพราะผู้ถือครองคริปโตมีความกังวลด้านความปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่บริษัทวิจัย Chainalysis รายงานว่ามีการโจรกรรมผ่านการหลอกลวงและฉ้อโกงคริปโตรวมมูลค่ากว่า 1.7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมากระแส IPO ในสหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นการขยับตัวของ Ledger เกิดขึ้นตามระลอกการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของบริษัทคริปโตหลายแห่งทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปBitGo ผู้ให้บริการดูแลสินทรัพย์คริปโต (Custodian) เพิ่งเปิดตัวในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยระดมทุนได้ 212.8 ล้านดอลลาร์ ที่ราคาหุ้นละ 18 ดอลลาร์ ทำให้มูลค่าบริษัทพุ่งเกิน 2 พันล้านดอลลาร์ โดยหุ้นของ BitGo พุ่งขึ้นถึง 36% ในช่วงเปิดตลาดก่อนจะลดช่วงบวกลงมาปิดที่ 18.49 ดอลลาร์ในวันแรก นอกจากนี้ YZi Labs ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก นายจ้าว ฉางเผิง (Changpeng Zhao) อดีตซีอีโอ Binance ก็ได้เข้าร่วมลงทุนในฐานะนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน IPO ของ BitGo ด้วยการจดทะเบียนของ BitGo ถือเป็น IPO ด้านคริปโตรายใหญ่รายแรกของปี 2026 ต่อเนื่องจากปี 2025 ที่มีหลายบริษัทเข้าตลาดไปก่อนหน้า เช่น Circle ผู้ออกเหรียญ Stablecoin ที่เข้าตลาด NYSE ในเดือนมิถุนายน และ Bullish ตลาดซื้อขายคริปโตที่จดทะเบียนในเดือนสิงหาคม โดยระดมทุนได้ 1.1 พันล้านดอลลาร์ขณะที่ Gemini ของฝาแฝดวิงเคิลวอส (Winklevoss twins) ระดมทุนได้ 425 ล้านดอลลาร์ในการเปิดตัวบนตลาด Nasdaq โดยราคาหุ้นคลาส A อยู่ที่ 28 ดอลลาร์ ซึ่งสูงกว่าช่วงราคาที่คาดการณ์ไว้เดิมที่ 24-26 ดอลลาร์นอกจากในสหรัฐฯ แล้ว ยังมีรายงานจาก Bloomberg ว่า Bitpanda ตลาดซื้อขายคริปโตจากกรุงเวียนนา กำลังเล็งทำ IPO ในเยอรมนีช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ด้วยมูลค่าบริษัทระหว่าง 4.6 พันล้านดอลลาร์ ถึง 5.8 พันล้านดอลลาร์ที่มา https://www.theblock.co/post/386810/ledger-mulls-new-york-ipo

วาฬยุคซาโตชิตื่น! ย้าย Bitcoin 3 พันล้านบาท หลังจำศีลยาว 13 ปี รับกำไรอู้ฟู่
อ่าน

วาฬยุคซาโตชิตื่น! ย้าย Bitcoin 3 พันล้านบาท หลังจำศีลยาว 13 ปี รับกำไรอู้ฟู่

#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า ข้อมูลออนเชน (On-chain) ระบุว่า กระเป๋าเงิน Bitcoin ใบหนึ่งได้เคลื่อนย้ายเหรียญจำนวน 909.38 BTC (คิดเป็นมูลค่าประมาณ 84.6 ล้านดอลลาร์) เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังจากที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานกว่า 13 ปี ข้อมูลจาก Arkham Intelligence แสดงให้เห็นว่ากระเป๋าเงินหมายเลข "1A2hqpZGZm" ได้โอนสินทรัพย์ Bitcoin ทั้งหมดที่ถือครองอยู่ไปยังที่อยู่ปลายทางเพียงแห่งเดียวคือ "bc1qksxaeh" เมื่อเวลาประมาณ 16:17 น. ของวันจันทร์ โดยกระเป๋าเงินใบนี้ได้สะสม Bitcoin ในช่วงเวลาระหว่างเดือนธันวาคม 2012 ถึงเมษายน 2013 ซึ่งในขณะนั้นราคาซื้อขาย Bitcoin อยู่ที่ระดับต่ำสุดเพียง 13 ดอลลาร์ ไปจนถึงระดับสูงสุดที่ประมาณ 250 ดอลลาร์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของกระเป๋าเงิน Bitcoin ดังกล่าว รวมถึงที่อยู่ปลายทางแห่งใหม่ด้วย ในช่วงที่ราคา BTC พุ่งทะยานทำลายสถิติเมื่อปีที่แล้ว พบว่ามีกระเป๋าเงินหลายใบจาก "ยุคซาโตชิ" (Satoshi-era) กลับมามีความเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อโอนย้าย Bitcoin ซึ่งโดยทั่วไปมักถูกตีความว่าเป็นกลุ่มผู้ถือครองระยะยาวที่ต้องการขายทำกำไรที่สะสมมานานกว่าทศวรรษ ที่น่าสนใจคือ มีวาฬ Bitcoin รายหนึ่งได้ขายเหรียญไปมากกว่า 80,000 BTC ในเดือนกรกฎาคม 2025 ผ่านทาง Galaxy Digital โดยทำกำไรไปได้ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์ ในขณะเดียวกัน ราคา Bitcoin ซื้อขายอยู่ที่ 92,531 ดอลลาร์ ณ เวลา 21:40 น. ของวันจันทร์ โดยราคายังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับเดิมหลังจากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ได้จุดชนวนให้ตลาดเกิดการดิ่งลงอย่างกะทันหันเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มา https://www.theblock.co/post/386173/bitcoin-whale-13-year-dormancy

ชี้ชะตา Bitcoin วันนี้! ลุ้นตัวเลข CPI สหรัฐฯ ดันพุ่งทะลุ 95K หรือหลุด 90K
อ่าน

ชี้ชะตา Bitcoin วันนี้! ลุ้นตัวเลข CPI สหรัฐฯ ดันพุ่งทะลุ 95K หรือหลุด 90K

#Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Coinpedia ได้ระบุว่า ราคา Bitcoin ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยซื้อขายระหว่าง 91,200 ดอลลาร์ ถึง 91,400 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนต่างรอคอยการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ส่วน Ethereum ยังคงยืนเหนือ 3,100 ดอลลาร์ ในขณะที่ Solana ทรงตัวใกล้ระดับ 140 ดอลลาร์ นอกเหนือจากตลาดคริปโตแล้ว ทองคำได้รับความสนใจอย่างมากโดยรักษาระดับเหนือ 4,600 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นก่อนการประกาศข้อมูลเงินเฟ้อ ข้อมูล CPI ของสหรัฐฯ วันนี้ เตรียมขับเคลื่อนตลาดคริปโต รายงาน CPI จะถูกประกาศในเวลา 13:30 UTC (20:30 น. ตามเวลาประเทศไทย) และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นของคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ นักวิเคราะห์มองว่านี่คือปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางความเชื่อมั่นของตลาดในสัปดาห์นี้ ราคา Bitcoin ในวันนี้จะขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของ CPI เป็นส่วนใหญ่ โดยการคาดการณ์ในปัจจุบันอยู่ที่ 2.7% เมื่อเทียบเป็นรายปี สำหรับทั้งเงินเฟ้อทั่วไป (Headline Inflation) และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) เหล่านักเทรดประเมินว่ามีโอกาส 60% ที่ผลจะออกมาในเชิงผ่อนคลาย (Dovish) และมีโอกาส 40% ที่จะเกิดเซอร์ไพรส์ในเชิงเข้มงวด (Hawkish) การคาดการณ์ราคา Bitcoin ก่อนรายงาน CPI Bitcoin ยังคงยืนเหนือระดับ 90,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่กลายเป็นโซนสะสมสำคัญสำหรับผู้ถือครองรายใหญ่ ข้อมูลออนเชนแสดงให้เห็นว่าเหล่าวาฬได้เพิ่มการถือครอง BTC กว่า 56,000 เหรียญตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม แม้ว่านักลงทุนรายย่อยจะขายออกในช่วงที่ตลาดพักตัวก็ตาม ในทางเทคนิค Bitcoin กำลังซื้อขายภายในกรอบ Bollinger Band ที่บีบตัวแคบ (Compression) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มักจะเกิดขึ้นก่อนการเคลื่อนไหวของราคาที่รุนแรง นอกจากนี้ เหรียญยังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วัน ซึ่งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของแนวโน้มในภาพรวม ข้อมูลในตลาดอนุพันธ์แสดงให้เห็นว่าอัตรา Funding Rate อยู่ในระดับเป็นกลาง และปริมาณสถานะคงค้าง (Open Interest) อยู่ในระดับปกติ บ่งชี้ว่าตลาดพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนด้วยแรงส่ง (Momentum) ทันทีที่มีทิศทางที่ชัดเจนปรากฏออกมา ระดับแนวต้านและแนวรับสำคัญของราคา BTC Widodo ระบุว่า 93,997 ดอลลาร์ เป็นระดับแนวต้านสำคัญ หากราคาสามารถปิดรายวันเหนือระดับนี้ได้ อาจผลักดัน Bitcoin ไปสู่ระดับ 94,25095,000 ดอลลาร์ แต่หากราคาไม่สามารถทะลุระดับนี้ไปได้ อาจเกิดความเสี่ยงในขาลง โดยมีแนวรับที่เป็นไปได้อยู่ที่ประมาณ 90,600 ดอลลาร์ และ 88,000 ดอลลาร์ หาก CPI ออกมาต่ำกว่าคาด (Dovish): Bitcoin อาจพุ่งขึ้นไปที่ 92,80093,200 ดอลลาร์ ก่อนจะทดสอบแนวต้านใหญ่ การทะลุแนวต้านที่ได้รับการยืนยันอาจกระตุ้นให้เกิดการล้างพอร์ตสถานะฝั่งขาย (Short Liquidations) มูลค่ากว่า 350 ล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเร่งการเคลื่อนไหวไปสู่ระดับ 95,000 ดอลลาร์ หาก CPI ออกมาสูงกว่าคาด (Hawkish): Bitcoin อาจร่วงลงต่ำกว่า 90,000 ดอลลาร์ ซึ่งอาจนำไปสู่การล้างพอร์ตสถานะฝั่งซื้อ (Long Liquidations) ลงไปถึง 88,000 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าช่วงเวลานี้อาจยังคงปูทางไปสู่การฟื้นตัว (Relief Rally) ในช่วงปลายเดือนได้ ผลลัพธ์ของ CPI สามารถเคลื่อนย้ายเม็ดเงินมหาศาลในตลาดคริปโตได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ความตึงเครียดทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นระหว่างอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ Jerome Powell ประธาน Fed อาจช่วยหนุนให้เกิดการแกว่งตัวของราคาอย่างกะทันหัน แม้ว่า CPI จะออกมาตามที่คาดการณ์ไว้ก็ตาม ที่มา https://coinpedia.org/news/us-cpi-data-release-today-will-bitcoin-price-surge-above-92k-or-drop-below-90k/

TUอัพราคาขายในสหรัฐ สู้ภาษีทรัมป์-ลุ้นบาทอ่อน
อ่าน

TUอัพราคาขายในสหรัฐ สู้ภาษีทรัมป์-ลุ้นบาทอ่อน

#TU#ทันหุ้น - TU คาดปี 2569 รายได้ทะยานต่อเนื่องจากปี 2568 อานิสงส์ดีมานด์สดใส-เงินบาทอ่อนค่าหนุน พร้อมขยับราคาขายสินค้าในสหรัฐอเมริการับมือภาษีทรัมป์  เดินหน้าใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน-ลดต้นทุน เตรียมชงบอร์ดเคาะแผนลงทุนปีนี้ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์นี้นางสาวภิญญดา แสงศักดาหาญ หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า เบื้องต้นในปี 2569 คาดแนวโน้มรายได้น่าจะเติบโตมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี 2568 เนื่องมองภาพรวมค่าเงินบาทในปีนี้จะอ่อนค่าลงจากปี 2568 โดยคาดอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยทั้งปีไว้ประมาณ 32.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ*เพิ่มราคาขายในสหรัฐขณะเดียวกันบริษัทได้มีการปรับเพิ่มราคาขายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient Seafood) ที่จำหน่ายให้ประเทศสหรัฐอเมริกาเพิ่มเติม ในอัตราเป็นตัวเลขหลักเดียว เพื่อสะท้อนต้นทุนบางส่วนที่เพิ่มขึ้นจากประเด็นภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐอเมริกา (Tariff) ที่ไทยถูกจัดเก็บในอัตราราว 19% โดยราคาขายที่ปรับเพิ่มขึ้นครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงมกราคม 2569 เป็นต้นไปสำหรับแผนการลงทุนในปี 2569 เบื้องต้นมองมีโอกาสจะเพิ่มขึ้นจากปี 2568 (เดิมปี 2568 ตั้งงบลงทุนไว้ราว 3.5 พันล้านบาท) เนื่องจากจะมีการลงทุนในส่วนของดิจิทัลเพิ่มเติม นอกเหนือ จากโครงการลงทุนในกลุ่มธุรกิจต่างๆ อาทิ อาหารสัตว์เลี้ยง, อาหารทะเลแปรรูป ฯลฯ *รุกใช้ AI ทั้งนี้บริษัทมีแนวทางการพัฒนาสูตรในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงด้วยระบบ AI ของ i-Tail โครงการ i-Tail ที่ช่วยเร่งการตอบสนองของลูกค้า โดยใช้ AI ในการสร้าง สูตรคำนวณต้นทุน และแสดงภาพ ผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นขณะเดียวกันยังจะมีการใช้ AI เข้าช่วยลดต้นทุนโดยลดความจำเป็นในการใช้เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริการ แต่จะหันมาใช้ AI ในการจัดการข้อสงสัยทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล และ ดำเนินการประมวลผลคำขอโดยอัตโนมัติ หวังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอีกทางหนึ่งพร้อมกันนี้จะพัฒนาการเรียนรู้ของเครื่องจักร AI สำหรับการเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลาในห่วงโซ่อุปทาน โดยโครงการนี้ประยุกต์ใช้ AI/ML เพื่อวิเคราะห์ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาวัตถุดิบ เช่น สภาพอากาศ ราคาน้ำมัน ต้นทุนโลจิสติกส์ความต้องการของตลาด และข้อมูลในอดีต เพื่อแนะนำแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด*เพิ่มประสิทธิภาพอย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทมีโครงการริเริ่มที่แข็งแกร่งมากมาย และเมื่อเราก้าวไปสู่ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าที่จะรักษาระดับความก้าวหน้านี้ไว้ด้วย โครงการ Jucus un Active Salve Dileen อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2569 สะท้อนถึงผลลัพธ์ในด้านการประหยัดต้นทุน โดยตรง การเพิ่มรายได้ การหลีกเลี่ยงค่าใช้จ่าย และการปรับปรุงธุรกิจในวงกว้าง ซึ่งขึ้นอยู่กับการดำเนินการตามโครงการริเริ่มเหล่านี้ให้ประสบความสำเร็จ“โดยในแง่ของตัวเลขที่ชัดเจนของงบลงทุนปี 2569 คงจะมีการนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) เพื่อพิจารณาอนุมัติต่อไป และคงได้เห็นความชัดเจนเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569”ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ฝ่ายวิเคราะห์ให้คำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น TU ให้ราคาเป้าหมายปี 2569 ไว้ที่ 14.20 บาท เพราะประมาณการกำไรสุทธิ 2569 จะกลับมาเติบโตสูงถึง 18% จากปี 2568 มาอยู่ที่ประมาณ 5.38 พันล้าน ผลจากค่าใช้จ่ายโครงการ Sonar จะจบในปี 2568 ฝ่ายวิเคราะห์จึงคาดว่าค่าใช้จ่ายต่อยอดขาย จะค่อยๆ ลดลง และอัตรากำไรขั้นต้น ( GPM) ดีขึ้น ประกอบกับมองว่าประเด็น US Tariff มีความคลี่คลาย รวมถึงผลกระทบจาก GMT ต่ำกว่าคาดด้วย

สติแตกสุดขั้วโลก
ดู

สติแตกสุดขั้วโลก

ฟิตฟลอป
สิทธิพิเศษ

ฟิตฟลอป

-

Grayscale สร้างประวัติศาสตร์! เริ่มจ่ายปันผล Staking ให้ผู้ถือ Ethereum ETF
อ่าน

Grayscale สร้างประวัติศาสตร์! เริ่มจ่ายปันผล Staking ให้ผู้ถือ Ethereum ETF

#Ethereum #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Grayscale ผู้จัดการสินทรัพย์คริปโต ได้เริ่มแจกจ่ายรางวัลที่ได้รับจากการนำสินทรัพย์ไปวางค้ำประกันระบบ (Staking rewards) ให้กับนักลงทุนในกองทุน Ethereum Staking ETF ของบริษัทแล้ว ในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทางบริษัทระบุว่า Grayscale Ethereum Staking ETF เป็นกองทุน Ethereum ETF กองแรกที่ส่งผ่านรางวัลจากการ Staking ไปยังผู้ถือหุ้นโดยตรง การจ่ายรางวัลจากการ Staking ให้กับผู้ถือหุ้น ETHE ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญ ไม่ใช่เพียงสำหรับ Grayscale เท่านั้น แต่สำหรับชุมชน Ethereum ทั้งหมด รวมถึงผลิตภัณฑ์ ETP ในวงกว้างด้วย Peter Mintzberg ซีอีโอของ Grayscale กล่าวในแถลงการณ์ ในฐานะที่เป็น Ethereum ETP รายแรกในสหรัฐฯ ที่ส่งผ่านรางวัลการ Staking ไปยังนักลงทุน เรากำลังตอกย้ำบทบาทของ Grayscale ในการเป็นผู้นำยุคแรกเริ่มที่นำขีดความสามารถใหม่ๆ ของสินทรัพย์ดิจิทัลมาสู่รูปแบบของ ETP เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Grayscale เป็นบริษัทแรกที่เปิดใช้งานฟีเจอร์การ Staking ในกองทุน Spot Crypto ETF ของสหรัฐฯ สำหรับทั้งกองทุน Grayscale Ethereum Trust ETF และ Grayscale Ethereum Mini Trust ETF ซึ่งทั้งคู่ได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น Grayscale Ethereum Staking ETF และ Grayscale Ethereum Staking Mini ETF นับตั้งแต่นั้นมา ขณะที่บริษัทอื่นๆ ก็ได้เปิดตัวกองทุน Ethereum ETF ที่มีฟีเจอร์การ Staking เช่นกัน รวมถึงกองทุนจาก Rex Shares และ Osprey Funds และอีกหนึ่งกองทุนจาก 21Shares การจ่ายผลตอบแทนในครั้งนี้มาจากรางวัลการ Staking ที่ได้รับระหว่างวันที่ 6 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม โดยผู้ถือหุ้นจะได้รับเงินจำนวน "0.083178 ดอลลาร์ต่อหุ้นที่ถือครอง" และจะมีการจ่ายเงินในวันที่ 6 มกราคม ตามที่บริษัทระบุเมื่อวันจันทร์ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ได้อนุมัติกองทุน Ethereum ETF เป็นครั้งแรกในปี 2024 ซึ่งดึงดูดเม็ดเงินภายใต้การบริหารจัดการได้หลายพันล้านดอลลาร์ และทำให้ Ethereum มีสถานะที่มั่นคงในการเป็นที่ยอมรับในระดับสถาบัน และนับตั้งแต่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลทรัมป์ ก็ได้มีการเปิดตัวกองทุน Crypto ETF อื่นๆ ตามมา รวมถึงกองทุนที่ติดตามราคา DOGE, Solana และ XRP ซึ่งบางกองทุนก็อนุญาตให้มีการ Staking ได้เช่นกัน ที่มา https://www.theblock.co/post/384337/grayscale-begins-staking-rewards-ethereum-etf-investors-landmark-moment

ทรัมป์หนุนหลัง World Liberty ขอใบอนุญาตธนาคาร ปูทาง USD1
อ่าน

ทรัมป์หนุนหลัง World Liberty ขอใบอนุญาตธนาคาร ปูทาง USD1

#ทรัมป์ #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า World Liberty Financial โปรโตคอล DeFi ที่ได้รับการสนับสนุนจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้จัดตั้งบริษัททรัสต์แห่งใหม่ขึ้นเพื่อยื่นขอใบอนุญาตประกอบกิจการธนาคารในสหรัฐอเมริกา บริษัท WLTC Holdings LLC ได้ยื่นคำขอแบบ "de novo" (การขอจัดตั้งสถาบันการเงินใหม่) ต่อสำนักงานผู้ตรวจการเงินแผ่นดิน (OCC) เพื่อจัดตั้ง World Liberty Trust Company, National Association (WLTC) ซึ่งเป็นธนาคารทรัสต์ระดับชาติที่เสนอจัดตั้งขึ้นโดยมีจุดประสงค์เฉพาะเพื่อการดำเนินงานด้าน Stablecoin ตามที่บริษัทระบุในแถลงการณ์เมื่อวันพุธ โดยกฎบัตรนี้จะทำให้ WLTC อยู่ในสถานะที่สามารถออกเหรียญ USD1 ซึ่งเป็น Stablecoin ที่หนุนด้วยดอลลาร์จาก World Liberty ได้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา OCC ได้ให้การอนุมัติแบบมีเงื่อนไขแก่บริษัท Circle, Ripple, BitGo, Fidelity Digital Assets และ Paxos ซึ่งได้ยื่นขอใบอนุญาตระดับสหพันธรัฐที่จำเป็นสำหรับการเป็นธนาคารทรัสต์ ขณะที่ Coinbase และ Crypto.com ก็เป็นหนึ่งในบริษัทอื่น ๆ ที่ได้ยื่นคำขอเช่นกัน การยื่นคำขอนี้ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นถัดไปของระบบนิเวศ WLFI โดยเหรียญ USD1 มีการเติบโตในปีแรกเร็วกว่า Stablecoin อื่นใดในประวัติศาสตร์ Zach Witkoff ผู้ร่วมก่อตั้ง World Liberty ซึ่งถูกเสนอชื่อให้เป็นประธานและประธานกรรมการของ World Liberty Trust Company กล่าว สถาบันต่าง ๆ ได้เริ่มใช้ USD1 สำหรับการชำระเงินข้ามพรมแดน การชำระดุล และการบริหารจัดการเงินทุนแล้ว ใบอนุญาตทรัสต์ระดับชาติจะช่วยให้เราสามารถรวมการออกเหรียญ การดูแลสินทรัพย์ และการแปลงสกุลเงินเข้าด้วยกันในฐานะบริการแบบครบวงจรภายใต้นิติบุคคลเดียวที่ถูกกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ตามแถลงการณ์ระบุว่า WLTC วางแผนที่จะนำเสนอบริการหลัก 3 ประการภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลาง ได้แก่ การออกและไถ่ถอน Stablecoin, บริการแลกเปลี่ยนระหว่างเงินสดและคริปโต (On-ramp และ Off-ramp) รวมถึงการดูแลสินทรัพย์และการแปลงสกุลเงิน บริษัททรัสต์มีแผนที่จะให้บริการลูกค้าสถาบัน รวมถึงกระดานซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซี ผู้ดูแลสภาพคล่อง และบริษัทการลงทุน แถลงการณ์ระบุ เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว ทรัมป์ได้ลงนามในกฎหมาย Guiding and Establishing National Innovation for U.S. Stablecoins หรือ GENIUS Act ซึ่งเป็นกรอบกฎหมายคริปโตที่สำคัญฉบับแรกที่ได้รับการลงนามเป็นกฎหมายของสหรัฐฯ World Liberty เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2024 โดยระบุชื่อประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมกับลูกชายทั้งสามคน (โดนัลด์ จูเนียร์, เอริค และบารอน) ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง ต่อมาในเดือนมีนาคม 2025 โปรโตคอลดังกล่าวได้เปิดตัว Stablecoin ที่ชื่อว่า USD1 USD1 มีสินทรัพย์หนุนหลังเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐที่ถือครองในสถาบันรับฝากเงินที่ได้รับการกำกับดูแล และกองทุนที่ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะสั้น โดย Stablecoin นี้มียอดการหมุนเวียนสูงกว่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ในปีแรก ตามข้อมูลในแถลงการณ์ ที่มา https://www.theblock.co/post/384708/trump-backed-world-liberty-financial-seeks-us-bank-charter-to-bring-usd1-stablecoin-fully-onshore

“ปลาวาฬ” สะเทือนโลจิสติกส์  ปล่อยเช่า EV Truck สว็อปแบต
อ่าน

“ปลาวาฬ” สะเทือนโลจิสติกส์  ปล่อยเช่า EV Truck สว็อปแบต

#Whale Logistics #ทันหุ้น – ฮือฮา “ปลาวาฬ โลจิสติกส์” ปล่อยเช่ารถบรรทุกไฟฟ้า ระบบ Battery Swapping ครั้งแรกของไทย ร่วมยักษ์โลก U Power สว็อปใช้เวลาเพียง 5 นาที ปลดล็อก การวิ่งรถเขต EEC ได้ทั้งวัน ท่ามกลางต้นทุนที่ลดลง 20% วางแผนนำรถเข้าระบบ 1 พันคัน เริ่มมีนาคม 2569 แย้มลูกค้าแห่สนใจ รับพันธมิตรโลกตรวจสอบเข้ม เห็นความพร้อม               อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ไทยกำลังเข้าสู่ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” เมื่อ บริษัท ปลาวาฬ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Whale Logistics Group) ประกาศเปิดตัวโครงการกรีนโลจิสติกส์ในประเทศไทย (Green Logistics) โดยเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายแรกของประเทศที่นำ รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และระบบ Battery Swapping มาใช้งานเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือกับ U Power Limited บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ชื่อย่อ UCAR มีการวางเป้าหมายระยะเริ่มต้นนำ EV Truck เข้าสู่ระบบจำนวน 1,000 คัน ครอบคลุมพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกของไทย หรือ EEC ซึ่งเป็นหัวใจของภาคอุตสาหกรรม การผลิต การส่งออก และโลจิสติกส์ขนาดใหญ่ของประเทศ            @ ปลดล็อกการวิ่งรถบรรทุก               ทั้งนี้ Whale Logistics Group จะให้บริการในรูปแบบ ปล่อยเช่ารถ (Leasing Model) ช่วยลดภาระเงินลงทุนของผู้ประกอบการ พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่โลจิสติกส์คาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม โดยระบบ Battery Swapping จะช่วยแก้จุดบอดสำคัญของ EV เชิงพาณิชย์ นั่นคือระยะเวลาชาร์จไฟและความต่อเนื่องในการใช้งาน               นายธีรจิตร สอนแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลาวาฬ โลจิสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผกับ "ทันหุ้น" ว่า ระบบ Battery Swapping ทำให้รถบรรทุกอีวีสามารถเปลี่ยนแบตเตอรีได้ภายใน 5 นาที ลด Downtime อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สามารถเพิ่มอัตราการใช้รถ (Utilization Rate) และตอบโจทย์งานขนส่งหนักที่ต้องวิ่งต่อเนื่องตลอดวัน               โดยเทคโนโลยีระดับโลกของ U Power คือกุญแจสำคัญในการทำให้ EV Truck “คุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์” ตั้งแต่วันแรก เพราะผู้วิ่งรถบรรทุกสามารถที่จะวิ่งรถได้เต็มเวลา ตามเส้นทางที่มีสถานี Battery Swapping ซึ่งบริษัทตั้งไว้ 3 จุดรองรับการเดินทาง คือ แหลมฉบัง มอเตอร์เวย์ และ บางนา  ลาดกระบัง ส่วนค่าสว็อปแบตเตอรีไม่แตกต่างจากค่าชาร์จไฟฟ้าตามปกติคือ 8 บาทต่อกิโลวัตต์ นั้นหมายถึงจะสามารถลดต้นทุนได้ถึง 20% เมื่อเทียบกับรถสันดาป และสามารถใช้งานรถได้ตลอด หลังจากเปิดตัวก็มีผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามาแล้ว 5-6 ราย@ รับสนับสนุนสินเชื่อ 4.5 พันล้าน               นายธีรจิตร ระบุว่า เงินลงทุนโครงการนี้เฟสแรกได้รับการสนับสนุนมูลค่ารวมประมาณ 4,500 ล้านบาท จากสถาบันการเงิน Advance Finance Public Company Limited ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน ครอบคลุมในการจัดหารถ EV Truck เฟสแรก 1,000 คัน ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง สะท้อนความเชื่อมั่นของภาคการเงินต่อโมเดลธุรกิจและศักยภาพการเติบโตในระยะยาว คาดว่าจะเริ่มปล่อยเช่ารถ EV Truck จริงได้ตั้งแต่ เดือนมีนาคม 2569 ควบคู่กับการเปิดใช้งานสถานี Battery Swapping ในพื้นที่ EEC โดยได้รับการสนับสนุนด้านพลังงานจาก การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและความยั่งยืนของระบบในภาพรวม               นับเป็นการ “ปักธง” สู่ตลาดโลจิสติกส์สีเขียวที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการคาร์บอน และข้อกำหนดจากคู่ค้าระดับโลก               ซึ่งการเริ่มต้นใน EEC ช่วยให้ Whale Logistics เข้าถึงลูกค้ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่โรงงาน ผลิต ส่งออก ไปจนถึงท่าเรือและคลังสินค้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้นทุนพลังงานและการปล่อยคาร์บอนมีนัยสำคัญสูง@ ยักษ์โลกเชื่อมั่น โปรเจ็กต์นี้มีการร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ ทั้ง UPower ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐ (NASDAQ), CATL ผู้ผลิตแบตเตอรีรายใหญ่ และรถจากกลุ่ม SAIC นอกจากนี้ยังมี Advance Finance เข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการเงิน               ถามว่าทำไมบริษัทขนาดใหญ่จึงมุ่งเป้ามาที่ “ปลาวาฬ โลจิสติกส์” นายธีรจิตร ตอบว่า เนื่องจากบริษัทมีงานในมืออยู่แล้ว และได้ผ่านการตรวจสอบ ทั้งในด้านการเงินและการดำเนินงานมาอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและทำเลที่ตั้ง               การทำงานของปลาวาฬ โลจิสติกส์ เปรียบเสมือนการสร้างทางด่วนพิเศษให้กับรถบรรทุกไฟฟ้า ที่ไม่ต้องเสียเวลารอเติมพลังงานนานๆ เหมือนการเข้าคิวชาร์จไฟทั่วไป แต่สามารถแวะเปลี่ยน "ถ่านก้อนยักษ์" แล้วไปต่อได้ทันที ทำให้ธุรกิจไม่สะดุดและประหยัดต้นทุนไปพร้อมกันครับ               นับเป็นการเริ่มต้นของ “เกมยาว” ที่อาจเปลี่ยนโฉมโลจิสติกส์ไทยทั้งระบบ

CRC ขายเงินลงทุนทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม มูลค่า 1,137 ลบ.
อ่าน

CRC ขายเงินลงทุนทำธุรกิจขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเวียดนาม มูลค่า 1,137 ลบ.

#CRC #ทันหุ้น-บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ CRC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2568 บริษัทได้เข้าทำสัญญากับบริษัท PICO Holding s Joint Stock Company ซึ่งเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศเวียดนาม เพื่อจำหน่ายเงิยลงทุนที่บริษัทถืออยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมในบริษัท NKT New Solution and Technology Development Investment Joint Stock Company (“ NKT ”)ทั้งนี้ NKT เป็น Holding Company สำหรับธุรกิจจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกเหงียมคิมในประเทศเวียดนาม และบริษัทย่อยที่ถือหุ้นโดย NKT ในสัดส่วน 100% ที่มูลค่ากิจการ 36 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,137 ล้านบาท ซึ่งบริษัทจะบันทึกรายการด้อยค่าที่ไม่ใช่เงินสดครั้งเดียวจำนวนประมาณ 5,900 ล้านบาท ในไตรมาส 4/68โดยบริษัทมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและการบันทึกรายการด้อยค่าจะไม่มีผลกระทบในทางลบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ทรัพย์สิน หรือสภาวะทางการเงินและการจ่ายเงินปันผลของบริษัทการจำหน่ายเงินลงทุนครั้งนี้เป็นกลยุทธ์ในการปรับพอร์ตธุรกิจของบริษัทในประเทศเวียดนาม ที่จะมุ่งเน้นการจัดสรรทรัพยากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน เร่งการขยายธุรกิจ ตลอดจนสร้างผลตอบแทนที่ดียิ่งขึ้นให้กับ 2 ธุรกิจหลักคือกลุ่มฟู้ด และพร็อพเพอร์ตี้

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ ประเมิน SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up โดยกรอบหลักปัจจุบันอยู่ที่ 1,250-1,285 จุด บรรยากาศการลงทุนโดยรวมยังผ่อนคลายจากสัปดาห์ก่อนจากหุ้นกลุ่ม Tech-AI ที่เริ่มฟื้นตัว อย่างไรก็ตามโดยรวมตลาดอาจยังไม่มีประเด็นบวกใหม่ที่ชัดเจนหลัง Event เศรษฐกิจสำคัญที่หมดลงช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยยังมีตัวเลขเศรษฐกิจรายงานประปราย คืนนี้รอติดตามยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐฯเดือน ต.ค. และ GDP 3Q25 2nd Est ก่อนเข้าช่วงวันหยุดเทศกาลคริสมาสต์ขณะที่ปัจจัยในประเทศรอติดตามตัวเลขส่งออกเดือน พ.ย. ตลาดคาด +9% y-y เรามองว่าปัจจัยที่จะขับเคลื่อนตลาดหุ้นไทยในระยะถัดไปอยู่ที่การเลือกตั้งซึ่งจะเริ่มคึกคักมากขึ้นในเดือน ม.ค. หลังจะเริ่มเปิดรับสมัคร ส.ส. วันที่ 27-31 ธ.ค. นี้ เรายังคาดหวังเชิงบวกอ่อนๆต่อโอกาสเกิด Pre-Election Rally ซึ่งจะหนุน SET Index ที่จะฟื้นตัวช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งจากเม็ดเงินหาเสียงที่จะสะพัดและทำให้การบริโภคในประเทศคึกคักมากขึ้น คาดหุ้นกลุ่ม Domestic และ Consumption Play อย่าง ค้าปลีก อาหาร ไฟแนนซ์ การแพทย์ อสังหาฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Laggard ตลาดและมีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างถูกกลยุทธ์ เน้นกลุ่ม Domestic Play ที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 ยังแข็งแกร่งหุ้นเด่นเดือน ธ.ค. : BDMS, BTG, CBG, MAGURO, WHAUPFSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CBG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : TFG• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.30 บาท• ระยะสั้นได้อานิสงส์จากทั้งราคาหมูไทยที่ปรับตัวขึ้น +6.5% m-m ยืนที่ 66 บาท/กก. ส่วนราคาหมูเวียดนามเริ่มดีดตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือน ธ.ค. อย่างรวดเร็วอยู่ที่ 6.3-6.8 หมื่นด่อง/กก. สูงกว่าค่าเฉลี่ย 4QTD ที่ 5.6 หมื่นด่อง/กก. ขณะที่ฝั่งวัตถุดิบยังทรงตัวต่ำทั้งข้าวโพด กากถั่วเหลือง ยังเป็นบวกต่อต้นทุน• ในด้าน Valuation ยังน่าสนใจ ปัจจุบันเทรด 2026PER เพียง 5.4 เท่า นอกจากนี้คาดยังให้ Dividend Yield สูงถึง 9-10% ต่อปีในช่วงปี 2025-26 คาดว่าจะเป็นปัจจัยที่ช่วยจำกัด Downside รวมถึงอาจเป็นเป้าหมายสำหรับหุ้นปันผลสูง• แนวรับ 5-4.90 บาท แนวต้าน 5.40//5.70 บาทขณะที่ บล.ดาโอ คาดตลาดยังมีความผันผวนจาก สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และนักลงทุนยังรอความชัดเจนจากปัจจัยการเมืองเรื่องการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการลงทุนได้รับแรงหนุนจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งราคาทองคำที่ทำจุดสูงสุดใหม่ และ (ดอลล่าร์อ่อน+ดอกเบี้ยลด) การกลับมาซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติวานนี้ ซึ่งช่วยหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่า … วันนี้ หากดัชนีฯ ยืนระยะได้ จะเป็นสัญญาณบวกสำหรับการเข้าซื้อรอบใหม่ปัจจัยในประเทศไทยและกัมพูชาตกลงที่จะหารือเงื่อนไขการหยุดยิงในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในวันที่ 24 ธ.ค. นี้ ที่จังหวัดจันทบุรี ภายหลังการประชุมฉุกเฉินของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อหาทางยุติการปะทะกันระลอกใหม่ที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 รายและประชาชนกว่า 5 แสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่การเมืองไทย: ตลาดกำลังให้ความสนใจกับการเมืองไทยเป็นหลัก ทั้งการประกาศนโยบายพรรค ตลอดจนแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งในสัปดาห์ก่อนปิดปีใหม่นี้หลายพรรคการเมืองเตรียมประกาศนโยบายหาเสียง ขณะนี้หลายมาตรการถูกหยุดชะงัก เป็นสุญญากาศการเมืองระยะสั้น ลุ้นเลือกตั้งจะมี Election Rally หากผลออกมาตรงใจนักลงทุนFund Flow และค่าเงินบาท: วานนี้ (22 ธ.ค.) นักลงทุนต่างชาติกลับมา ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้นไทย 763.98 ล้านบาท (SET+MAI) ส่วนตลาดตราสารหนี้ขายสุทธิ 672 ล้านบาท ด้านค่าเงินบาทแข็งค่าทำสถิติใหม่ในรอบ 4 ปีครึ่ง ปิดที่ 31.18 บาท/ดอลลาร์ สวนทางภูมิภาค โดยได้รับอานิสงส์หลักจากราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นปัจจัยต่างประเทศGDP 3Q/25 ของสหรัฐฯ: วันนี้ (ตามเวลาสหรัฐฯ) ติดตามการรายงานตัวเลข GDP 3Q/25 ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะชี้นำตลาดในช่วงก่อนหยุดยาวปีใหม่ คาดการณ์จาก Bloomberg Survey อยู่ที่ 3.2% ชะลอจากการรายงานครั้งก่อนที่ 3.8% (GDP Q2/25)ราคาทองคำและภูมิรัฐศาสตร์: ราคาทองคำตลาดโลกพุ่งทำ New High เหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์/ออนซ์ จากแรงหนุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-เวเนซุเอลา (สหรัฐฯ ยกระดับการปิดกั้นการส่งออกน้ำมัน) และสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยขาลง… ข่าวนี้ บวกต่อหุ้นน้ำมัน(PTTEP) และทองคำยูเครน-ยุโรป-สหรัฐ: Envoy Steve Witkoff เผยการหารือกับคู่เจรจายูเครนและยุโรปในฟลอริดาเป็นไปอย่าง “productive/constructive” ในความพยายามยุติสงครามStrategyตลาดหุ้นวันแรกของสัปดาห์ มักจะมีความแรงกว่าปกติ และจะแผ่วลงในวันถัดมา แต่หากวันนี้ แรงซื้อยังหนาแน่นอยู่ จะเปลี่ยนอารมณ์ตลาดหุ้นให้เป็นบวกได้เลย แต่กลยุทธ์ ยังเน้นเก็งกำไรช่วงสั้นๆ และดักเก็บหุ้นที่ราคาลงมาลึกไปด้วยเข้าสู่ฤดูกาลของการเก็บหุ้นเพื่อรับเงินปันผล เราแนะนำ PTTEP, ADVANC, SAT, PTT, KTBธีมบาทแข็งค่า: เงินบาทแข็งค่าหลุด 31.20 บาท เป็นบวกต่อหุ้นที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศสูง และมีการนำเข้าสินค้าทุน เช่น BGRIM, GULFธีมทองคำขาขึ้น: ราคาทองคำทำ New High ต่อเนื่อง เป็นบวกโดยตรงต่อ AURAหุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ SCB ออก และนำ MTC* เข้ามาในพอร์ต หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย MTC(10%), CPF(10%), CPN(10%), CPALL(10%), IVL(10%), TTB(10%), PTTEP(10%), ADVANC*(10%)Technical COM7, SAWADขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,260 แนวต้าน 1,280 คาดความผันผวนของดัชนีเริ่มลดลงในช่วงวันหยุดเทศกาลคริสต์มาส กอปรสัปดาห์หน้ามีโอกาสเกิดภาวะ Window Dressing ในช่วงปลายปี แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย จ่ายปันผลสูง เช่น CPF, HMPRO, PTT, PTTEP, BLA, MC, DIFCENTEL* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 38.00 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 คาดกำไรเพิ่มขึ้น QoQ, YoY มีปัจจัยหนุนจากการเข้า season ท่องเที่ยว ประกอบกับได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นภาครัฐ ทั้งการลดหย่อยภาษีท่องเที่ยวเมืองรอง และส่วนงานราชการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับการอบรมสัมมนา โดยคาด Occupancy rate, ADR และ RevPar ของโรงแรมในไทยและมัลดีฟส์ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ธุรกิจอาหาร SSSG น่ากลับมาเป็นบวกได้ในเดือน ธ.ค. ส่วนแนวโน้มปี 699 โรงแรมใหม่เริ่มคืนทุนได้ ธุรกิจอาหารหนุนจากการซื้อ Lucky Suki และเน้นขยายแบรนด์ที่มีกำไรเติบโตดี อิงจาก consensus ตลาดคาดกำไรปี 68-69 ไว้ที่ 1.64 พันล้านบาท (-6%YoY) และ 1.89 พันล้านบาท (+15%YoY)GULF* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 62.50บาท) คาดกำไร 4Q68 เติบโต YoY จากโรงไฟฟ้า Jackson ในสหรัฐที่ demand การใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น, ส่วนแบ่งกำไร ADVANC ที่เพิ่มขึ้น, การรับรู้รายCOD โครงการโซลาร์ใน4Q68 ซึ่งจะทยอยรับรู้ต่อเนื่องไปยังปี 69และดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลง สำหรับการเติบโตในปี 69 คาดว่าจะดีต่อเนื่องทั้งจากธุรกิจเดิมทั้ง โรงไฟฟ้า,Data Center,ส่วนแบ่งกำไร ADVANC,การขนส่ง LNG การเน้นการเติบโตระยะยาวจากการลงทุนในใหม่ๆในยุโรป/สหรัฐ และโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดในไทย consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 2.83 หมื่นลบ.+5%YoY และปี 69 ที่ 3.00หมื่นลบ.+7%YoY