TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “Burnout Syndrome” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
วิธีรับมือกับ Burnout Syndrome ในผู้หญิงทำงาน ฮีลใจอย่างไรไม่ให้หมดไฟ
ภาวะหมดไฟในการทำงานหรือ Burnout Syndrome กลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้หญิงยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม working woman ที่ต้องรับบทบาทหลากหลายค่ะ ทั้งงานราษฎร์งานหลวง จนเกิดความล้าสะสมทั้งร่างกายและจิตใจค่ะ หากปล่อยไว้โดยไม่รีบฟื้นฟู อาจบานปลายกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ค่ะ เช็กสัญญาณเตือน Burnout Syndrome เหนื่อยล้าเรื้อรัง : ตื่นนอนมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่น หมดพลังงานตั้งแต่เช้าค่ะ มองโลกในแง่ลบ : รู้สึกหงุดหงิดกับงานที่เคยชอบ รู้สึกว่างานที่ทำไม่มีคุณค่าค่ะ ประสิทธิภาพการทำงานลดลง : โฟกัสงานยากขึ้น ลืมง่าย หรือตัดสินใจเรื่องง่ายๆ ได้ช้าลงค่ะ มีอาการทางกาย : ปวดหัว นอนไม่หลับ ปวดบ่าไหล่เรื้อรัง หรือระบบย่อยอาหารมีปัญหาค่ะ 5 วิธีฮีลใจกู้พลังใจ ให้กลับมามีความสุข ตั้งขอบเขต Work-Life Balance ให้ชัดเจน : เลิกเช็กไลน์งานหลังเลิกงาน ปิดการแจ้งเตือนเรื่องงานในวันหยุด เพื่อให้สมองได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ค่ะ ปรับ Mindset ปลดล็อกความสมบูรณ์แบบ : โดยเฉพาะสาย Perfectionism ต้องยอมรับว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้เนี๊ยบ 100%ทุกวัน การฝึกปฏิเสธงานที่เกินกำลังถือเป็นทักษะสำคัญในการดูแลตัวเองค่ะ จัดเวลาทำ Micro-Self Care : ไม่ต้องรอถึงวันลาพักร้อน แค่เติมความสุขเล็กๆ ระหว่างวัน เช่น การจิบชาร้อนๆ จิบกาแฟแก้วโปรด เดินรับลม 5 นาที หรือฟังเพลงที่ชอบค่ะ ระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจ : การได้พูดคุยกับเพื่อนสนิท ครอบครัว หรือเพื่อนร่วมงานที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน จะช่วยลดความตึงเครียดในใจลงได้มากค่ะ ปรับโภชนาการ เติมวิตามินบำรุงประสาท : เน้นกินอาหารที่มี tryptophan สูง เช่น กล้วย ไข่ ถั่วเปลือกแข็ง เพื่อช่วยเพิ่มสารเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมอง ช่วยให้อารมณ์ดีและผ่อนคลายขึ้นค่ะ เมื่อไหร่ที่ควรพบนักจิตวิทยา ? หากลองปรับพฤติกรรมแล้วเกิน 2-3 สัปดาห์ แต่อาการหมดไฟยังไม่ดีขึ้น มีความรู้สึกสิ้นหวัง นอนไม่หลับติดต่อกันหลายคืน หรือเริ่มกระทบกับชีวิตประจำวันอย่างหนัก การเข้าพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำปรึกษาเป็นทางออกที่ดีและปลอดภัยที่สุดค่ะ การดูแลใจตัวเองไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เราทำงาน และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุจนะคะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 วิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็น Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟในการทำงาน 4 วิธี เติมพลังบวกให้ชีวิต สุขภาพจิตดี ลดความเครียด
เทรนด์สุขภาพ • 23 ส.ค. 69
อ่าน
Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ ช่อง GMM25 (ตอนจบ)
เรื่องย่อ Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ ช่อง GMM25 ทุกวันพุธ เวลา 20.30 น. เริ่ม 26 พฤศจิกายนนี้ นำแสดงโดย ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร และ กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ ที่คราวนี้จับมือ ดิว จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์รวมแก๊งคนหมดไฟ มาร่วมกันจุดไฟเปิดบาร์ BURNOUT ขยี้ลีลา เต๊าะ และ อ่อย ว่าใครจุดไฟเก่งกว่ากัน ในซีรีส์เรื่องล่าสุด Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ เมื่อเหล่าคน หมดใจจุดไฟ รักกัน ดูทีวีออนไลน์ ช่องGMM25
เรื่องย่อละคร • 31 ม.ค. 69
อ่าน
ออฟ-กัน-ดิว ชวนลุ้นตอนจบในงาน Burnout Syndrome Final EP. FAN MEETING พร้อมกดบัตร 25 มกราคมนี้
ความสัมพันธ์ที่คลุมเครือชวนสับสนกำลังจะถึงบทสรุป สำหรับซีรีส์กระแสแรงที่แฟนๆ ตามลุ้นทุก EP Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ เมื่อเหล่าคน หมดใจจุดไฟ รักกัน จาก GMMTV คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของเมืองไทย จากฝีมือการแสดงของคู่ฮอตตลอดกาล ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร และ กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์ ที่จับมือ ดิว จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์ Burnout Syndrome Final EP. FAN MEETING รวมแก๊งคนหมดไฟ ร่วมด้วยนักแสดงสุดปัง เอมี่ ทสร กลิ่นเนียม, โต๋ ทินพันธ์ ตันตุ้ย, เอเจ ชยพล จุฑามาศ ชวนแฟนๆ ร่วมรับชมตอนสุดท้าย พร้อมกันในงาน Burnout Syndrome Final EP. FAN MEETING พร้อมด้วยผู้กำกับฯ มากฝีมือ อนุชา บุญยวรรธนะ ที่การันตีทั้งคุณภาพและความสนุกครบรสครบอารมณ์ มาร่วมพูดคุยถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการทำงาน และพิเศษสุดๆ กับสเปเชียลโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเหล่านักแสดงที่เตรียมมามอบให้แฟนๆ ได้เคลิ้มเกินต้าน ในวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ชั้น 6 สยามพารากอน โรงภาพยนตร์สยามภาวลัย Paragon Cineplex งานนี้แฟนๆ ห้ามพลาด สำหรับผู้ที่สนใจสามารถจองบัตรเข้าร่วมงาน Burnout Syndrome Final EP. FAN MEETING เปิดจำหน่ายบัตร ในวันอาทิตย์ที่ 25 มกราคมนี้ เริ่มเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป บัตรราคา 2,500 / 2,000 / 1,500 บาท ที่ ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา, www.thaiticketmajor.com และ Call center โทร 0-2262-3456 หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiticketmajor.com และ Facebook / Instagram / X / TikTok / YouTube / Weibo: GMMTV
ข่าวละคร • 23 ม.ค. 69
อ่าน
"ออฟ-กัน-ดิว" ชวนเคลิ้มเกินต้าน ประเดิมตอนแรกซีรีส์ "Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ"
เปิดบาร์ "BURNOUT" ตอนแรกก็จุดไฟแซ่บจนลุกโชน กับซีรีส์เรื่องใหม่ล่าสุด "Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ" เมื่อเหล่าคนหมดใจจุดไฟ รักกัน จาก GMMTV คอนเทนต์โพรไวเดอร์ชั้นนำของ เมืองไทย กับการพบกันอีกครั้งของ 2 นักแสดงคู่ฮอตตลอดกาล "ออฟ จุมพล อดุลกิตติพร" และ "กัน อรรถพันธ์ พูลสวัสดิ์" ที่คราวนี้จับมือหนุ่มฮอต "ดิว จิรวรรตน์ สุทธิวณิชศักดิ์" รวมแก๊งคนหมดไฟ ทำเอาแฟน ๆ นั่งจิกเบาะทั้งลุ้นและเคลิ้มไปกับลีลาของ 3 หนุ่มที่แข่งกันเต๊าะ และ อ่อย กันตลอดเรื่องว่าใครจุดไฟเก่งกว่ากัน ในงาน "Burnout Syndrome Begins" พร้อมด้วยผู้กำกับฯ ฝีมือเยี่ยม "นุชชี่ อนุชา บุญยวรรธนะ" มาร่วม พูดคุยมาร่วมพูดคุยถึงเบื้องหน้าเบื้องหลังการทำงาน และพิเศษสุด ๆ กับสเปเชียลโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟจากเหล่านักแสดงที่เตรียมมามอบให้แฟน ๆ ได้เคลิ้มเกินต้าน เมื่อวันพุธที่ 26 พฤศจิกายน 2568 ที่ ชั้น 6 สยามพารากอน โรงภาพยนตร์สยาม ภาวลัย Paragon Cineplex ที่ผ่านมา "ออฟ-กัน-ดิว" ชวนเคลิ้ ประเดิมตอนแรกซีรีส์ "Burnout Syndrome" ดูทีวีออนไลน์ ช่องGMM25 เปิดเวทีปลุกไฟในตัวด้วยเพลงหวาน ๆ "เรียกว่ารักได้ไหม (Is This Love)" จาก "ออฟ" ต่อด้วยเพลง "มากกว่าที่รัก (More Than Words)" จาก "กัน" จากนั้นพิธีกรอารมณ์ดี "ก๊อตจิ ทัชชกร" ขึ้นกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงความยินดีกับ "ออฟ-กัน" ครบรอบ 10 ปี งานนี้ ก๊อตจิ เลยให้ ทั้งคู่พูดความรู้สึกถึงกันและกันที่อยู่ด้วยกันมาตลอด และถ่ายรูปวันครบรอบเก็บเป็นที่ระลึก พร้อมย้อนความ ทรงจำกับซีรีส์ที่เล่นด้วยกันมาทั้งหมด 8 เรื่องด้วยการถ่ายรูปตามโปสเตอร์ซีรีส์แต่ละเรื่อง เริ่มด้วยเรื่องแรกที่ทำ ให้ทั้งคู่มาเจอกัน "รุ่นพี่ Secret Love Puppy Honey" และเรื่องแรกปังมาก เรื่องที่สองเลยตามมาติด ๆ "รุ่นพี่ Secret Love 2 Puppy Honey สแกนหัวใจนายหมอหมา" ไปกันต่อกับโปรเจกต์ "Our Skyy ตอน ปิ๊กโรม" เรื่องที่ 4 เรื่องนี้หลายคนยังจำตำนานไอ้ค่ายได้ดี ใน "ทฤษฎีจีบเธอ Theory of Love" เรื่องที่ 5 ศูนย์รวมความอลเวง "คนละทีเดียวกัน Im Tee, Me Too" เรื่องที่ 6 เรื่องนี้พลิกบทบาทมาก ๆ กับ "Not Me เขา..ไม่ใช่ผม" เรื่องที่ 7 พี่หมอกับน้องเชฟ "Cooking Crush อาหารเป็นยังไงครับหมอ" เรื่องที่ 8 ความรักในออฟฟิศ "The Trainee ฝึกงานเทอมนี้ รักพี่ได้มั้ย" และเรื่องล่าสุด "Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ" เมื่อเหล่าคน หมดใจจุดไฟ รักกัน ทำเอาแฟน ๆ อิ่มอกอิ่มใจ อินฟินกับเคมีทำลายล้างของ "ออฟ-กัน" ไปตาม ๆ กัน จากนั้นเชิญ "ดิว" ขึ้นมาร่วมพูดคุยถึงความพิเศษของปกนิยายและรูปประกอบสวย ๆ ในหนังสือที่มาจาก ฝีมือการวาดของ "ดิว" ต่อด้วยพูดคุยถึงคาแรกเตอร์ตัวละครที่แต่ละคนได้รับ กับเรื่องราวรักสามเส้าและทีเด็ด ความลับของตัวละครแต่ละตัวที่ปกปิดเอาไว้ ด้วยการเชิญผู้กำกับ "นุชชี่" ขึ้นมาร่วมพูดคุย ถึงเบื้องหน้าและ เบื้องหลังในการทำงาน กับเสียงชื่นชมทั้งเรื่องภาพและเพลง การตัดต่อที่อาร์ตมาก รวมถึงคาแรกเตอร์ของ นักแสดงทั้งสามคนที่ฉีกไปจากเรื่องก่อน ๆ ทีมงานเลยรวบรวมซีนที่ถูกแคปไปแซวในโซเชียลมาให้ดูหลายซีน ส่วนหลังกล้อง "นุชชี่" ก็เมาท์มอยความประทับใจ กับ ภาวะน่ารักเกินของ "กัน" ภาวะหน้าเกร็งของ "ออฟ" และภาวะหน้าแกล้งของ "ดิว" จากนั้นทั้งหมดถ่ายรูปรวมเก็บเป็นความทรงจำ ก่อนที่จะไปรับชมซีรีส์ตอนแรก พร้อมกัน ซึ่งตลอดการรับชมก็เรียกเสียงกรี๊ดและเสียงฮือฮาจากแฟน ๆ เป็นระยะ บางซีนทำเอาคนดูทั้งใจเต้น ทั้งเคลิ้มจนเกือบลืมหายใจ ก่อนจะส่งท้ายความสุขด้วยโชว์จาก "ออฟ-กัน" กับเพลงประกอบซีรีส์ "My Forever" ส่งแฟน ๆ กลับบ้านด้วยความอบอุ่นประทับใจ ติดตามชมซีรีส์ "Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ" ทุกวันพุธ เวลา 20.30 น. ทางช่อง GMM25 และพร้อมอัปเดตทุกความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/gmmtvofficial IG YouTube X Weibo : GMMTV อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อ Burnout Syndrome ภาวะรักคนหมดไฟ ช่อง GMM25 (ตอนแรก)
ข่าวละคร • 28 พ.ย. 68
อ่าน
5 วิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็น Burnout Syndrome ภาวะหมดไฟในการทำงาน
ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือ Burnout Syndrome คือ ภาวะที่เกิดจากความเครียดสะสมเป็นเวลานานจนทำให้มีความอ่อนล้า อ่อนเพลีย ขาดความสุขในการทำงานรวมไปถึงขาดประสิทธิภาพในการทำงาน บางรายอาจส่งผลไปถึงเรื่องชีวิตประจำวัน รู้สึกหมดเรี่ยวแรง ขาดแรงจูงใจ รู้สึกเบื่อหน่ายสภาพแวดล้อมรอบตัว ซึ่งหากใครที่มีอาการในลักษณะนี้ก็ยังถือว่าไม่รุนแรงมาก แต่หากปล่อยไว้นานโดยที่เรายังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ อาการเหล่านี้ก็อาจจะรุนแรงขึ้นและสามารถพัฒนาไปเป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน ภาวะหมดไฟในการทำงานได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโรคใหม่จากองค์กรอนามัยโลก (WHO) หากใครที่เป็นโรคนี้ควรได้รับการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนที่โรคนี้จะอันตรายมากขึ้นจนถึงขั้นกระทบชีวิตของผู้ป่วย แต่ก่อนที่จะปล่อยให้อาการนี้ลุกลามและยากต่อการรับมือ วันนี้เราได้รวบรวมวิธีดูแลตนเองเมื่อมีภาวะ Burnout Syndrome แต่ละวิธีควรจะต้องทำอย่างไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ 5 วิธีดูแลตนเอง เมื่อเป็น Burnout Syndrome 1. ลดความเครียด ภาวะหมดไฟในการทำงาน เป็นภาวะที่เกิดจากความเครียดสะสมรวมไปถึงการทำกิจกรรมซ้ำ ๆ เดิม ๆ ดังนั้นนอกจากจะต้องพยายามลดความเครียดให้ได้ เราควรปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการเปิดให้โอกาสให้ตัวเองได้เจอกับสิ่งแปลกใหม่ เช่น ลองรับประทานอาหารที่รสชาติแปลกใหม่ ลองเปลี่ยนวิธีการเดินทางไปทำงาน แบบนี้ก็จะช่วยลดความเบื่อหน่ายที่ตนเองต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิม ๆ ค่ะ 2. พักผ่อนให้เพียงพอ หลายคนที่มีความเครียดและนอนไม่หลับ หากเราเป็นแบบนี้นาน ๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ และทำให้เราหมดไฟ เบื่อหน่ายกับสิ่งรอบตัวได้ ดังนั้นเราควรจะต้องหาเวลาพักผ่อน ทั้งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและการผ่อนคลายตัวเองจากความเครียด โดยเราอาจจะออกไปเที่ยวพักผ่อน หรือหากิจกรรมที่ชอบ หรือแม้แต่การออกกำลังกายก็สามารถช่วยได้ค่ะ 3. ระบายให้ใครฟัง การระบายความเครียดออกมาด้วยการพูดคุยกับเพื่อนสนิทหรือคนในครอบครัว ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดความเครียดสะสมได้ ซึ่งหลายครั้งเมื่อเราได้เล่าเรื่องที่กำลังกลุ้มใจให้ใครสักคนฟัง ก็เป็นเหมือนกับการได้ระบายความทุกข์ที่อึดอัดในใจให้ออกไป เมื่อระบายแล้วก็อาจจะช่วยเรียกพลังให้กลับคืนมาและทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ 4. ให้กำลังใจตัวเองเสมอ กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านภาวะนี้ไปได้ แต่นอกเหนือจากนั้นและสำคัญกว่าคือการหมั่นให้กำลังใจตัวเองค่ะ เพราะต่อให้เราจะไม่มีใคร แต่เราก็สามารถที่จะเสริมกำลังใจให้กับตัวเองได้อยู่เสมอโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น 5. ออกกำลังกาย การออกกำลังกายสามารถช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาได้ เพราะการออกกำลังสามารถทำให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีน ซึ่งสามารถช่วยให้เรารู้สึกตื่นตัว รวมถึงการออกกำลังกายยังช่วยให้เรานอนหลับได้ดีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับได้อีกด้วยค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 4 วิธี เติมพลังบวกให้ชีวิต สุขภาพจิตดี ลดความเครียด 10 วิธีมีความสุข ที่จะช่วยให้ผ่านวันเลวร้ายได้แบบสวยๆ
เทรนด์สุขภาพ • 11 ก.ค. 65
อ่าน
ตัวเลขน่าเป็นห่วง! แพทย์จุฬาฯ” ผนึกกำลังทีมยุโรป เร่งวิจัยฟื้นฟูการทรงตัวด้วย AI–AR หวังลดความเสี่ยงผู้สูงวัยหกล้ม
เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่มั่นคง อาการ สำคัญที่ควรระวัง ข้อมูลจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การพลัดตกหกล้มเป็น สาเหตุการเสียชีวิตจากการบาดเจ็บโดยไม่ตั้งใจอันดับ 2 ของโลก มีผู้เสียชีวิตจากการหกล้มประมาณ 684,000 คนต่อปี และมีการหกล้มราว 37.3 ล้านครั้งต่อปี ที่รุนแรงจนจำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์ โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีเป็นกลุ่มที่มีจำนวนการหกล้มถึงแก่ชีวิตสูงที่สุด ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การทรงตัว ไม่ใช่เรื่องเล็ก โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มตัว การค้นหาแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการฟื้นฟูได้ง่ายขึ้น ต่อเนื่องขึ้น และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของวงการแพทย์ ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับเครือข่ายนักวิจัยจากยุโรป เปิด ความสำเร็จของโครงการ TeleRehabilitation of Balance Clinical and Economic Decision Support System หรือ TeleRehaB DSS โครงการวิจัยและนวัตกรรมระดับนานาชาติที่มุ่งพัฒนา ระบบสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกด้วย ปัญญาประดิษฐ์ (AI-based Decision Support System) สำหรับการฟื้นฟูผู้ที่มีปัญหาการทรงตัวและมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม โครงการ TeleRehaB DSS ได้รับทุนสนับสนุนภายใต้ Horizon Europe Health ของสหภาพยุโรปมีมูลค่าโครงการ รวมกว่า 5.06 ล้านยูโร เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่1 ธันวาคม 2565 ถึง 31 สิงหาคม 2569 ต่อยอดจากเทคโนโลยี HOLOBALANCE สู่การพัฒนาระบบที่ผสาน AI, Augmented Reality (AR), Wearable Devices และ IoT เพื่อสนับสนุน การฟื้นฟูการทรงตัวและการติดตามผู้ป่วยจากระยะไกล จากการรักษาในโรงพยาบาล สู่การฟื้นฟูที่บ้าน หนึ่งในความท้าทายสำคัญของผู้ที่มีปัญหาการทรงตัว โดยเฉพาะผู้สูงอายุคือการฟื้นฟูจำเป็นต้องอาศัยการฝึกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ผู้ป่วยบางรายอาจมีข้อจำกัดในการเดินทางมาโรงพยาบาลบ่อยครั้ง TeleRehaB DSS จึงถูกพัฒนาขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะทำให้ การฟื้นฟูสามารถ เกิดขึ้นที่บ้านได้ โดยยังเชื่อมต่อกับทีมรักษาระบบประกอบด้วยเทคโนโลยีหลายส่วน ตั้งแต่กล้อง Depth Camera สำหรับติดตามการเคลื่อนไหว เซนเซอร์ IMU ที่สวมใส่บนร่างกาย Head-mounted display สำหรับแสดงภาพ AR อุปกรณ์ติดตามอัตราการเต้นของหัวใจ Smartwatch, Smartphone/Tablet ตลอดจนระบบประมวลผลและ AI โดยผู้ป่วยสามารถฝึกที่บ้านผ่านผู้ฝึกสอนเสมือนจริง ขณะที่ข้อมูลจากเซนเซอร์สามารถนำกลับมาช่วยให้ทีมรักษาติดตามความก้าวหน้าและพิจารณาปรับโปรแกรม ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ความสำเร็จของการแพทย์ไทย ในการเป็น 1 ใน 5 ของความร่วมมือระดับโลก ผศ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตประสาทและการทรงตัวหัวหน้าโครงการวิจัย ประจำประเทศไทย โครงการ TeleRehaB DSS เปิดเผยว่าความสำเร็จของงานวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการทำให้การฟื้นฟูเข้าใกล้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น จากเดิมที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล สู่แนวคิดที่ผู้ป่วยสามารถ ฝึกได้อย่างต่อเนื่องที่บ้านและยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยติดตาม เป้าหมายต่อจากนี้คือการผลักดันองค์ความรู้ที่เราร่วม พัฒนาให้มีโอกาสกลับมาเกิดประโยชน์กับผู้ป่วยไทยได้จริง สำหรับประเทศไทย การศึกษาภายใต้โครงการครอบคลุมผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke), ภาวะบกพร่องทางการรู้ คิดเล็กน้อย (Mild Cognitive Impairment: MCI) และความผิดปกติของระบบการทรงตัวจากหูชั้นในหรือระบบเวสติบูลาร์ (Vestibular Disorders) โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้รับเลือกให้เป็น1 ใน 5ศูนย์ดำเนินการศึกษาทางคลินิก ของโครงการ ร่วมกับ University College London สหราชอาณาจักร, National and Kapodistrian University of Athens ประเทศกรีซ, University Medical Centre Freiburg ประเทศเยอรมนี และ Madeira Health Service/IDEA ประเทศโปรตุเกส ความสำคัญ ของการเข้าร่วมครั้งนี้ถือเป็นการนำองค์ความรู้ทางคลินิก บริบทของผู้ป่วย และศักยภาพด้านการวิจัยของประเทศไทย เข้าไปร่วมกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากยุโรป เพื่อให้การพัฒนาเทคโนโลยีได้รับการศึกษาในบริบทประชากรและ ระบบสุขภาพที่แตกต่างกัน Dr. K.R.M.H. Tatas H.P. BrotosudarmoRepresentative/Coordinator for ASEAN, EURAXESS Worldwide ระบุถึงความสำคัญของทีมไทยว่า การเข้าร่วมของประเทศไทยช่วยเพิ่มความหลากหลายของหลักฐาน ทั้งด้านประชากร รูปแบบการใช้ชีวิต ลักษณะทางกายภาพระบบสุขภาพ และความคุ้นเคยกับเทคโนโลยี ซึ่งมีความสำคัญต่อการ พัฒนา ระบบ AI ทางการแพทย์ให้สามารถนำไปปรับใช้ในบริบทที่แตกต่างกันได้ โดยทีมไทยไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่นำเทคโนโลยีมาทดลองใช้ แต่มีบทบาทในการร่วมพัฒนาและตรวจสอบเทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลด้วย ขณะที่ Mr. Tom Corrieอัครราชทูตที่ปรึกษาและหัวหน้าฝ่ายความร่วมมือประจำคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำ ประเทศไทย กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือ ระหว่างไทยและยุโรปว่า โครงการ TeleRehaB DSS สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการนำ ความเชี่ยวชาญจากหลายประเทศมาทำงานร่วมกัน โดยเชื่อมองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เข้ากับความ ต้องการจริงของผู้ป่วย เพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลสุขภาพ ที่เข้าถึงได้และยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากขึ้น เป้าหมายไม่ใช่แค่ เทคโนโลยีล้ำ แต่ต้องกลับมาช่วยคนไข้ ในมุมของแพทย์ การพัฒนาเทคโนโลยีจึงไม่ควรจบเพียงการพิสูจน์ว่านวัตกรรม สามารถทำงานได้ แต่ต้องตอบคำถาม สำคัญว่า เทคโนโลยีนั้นจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีขึ้นได้อย่างไร ศ.พญ.สุพินดา ชูสกุลหัวหน้าฝ่ายโสต ศอ นาสิกวิทยาโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ผู้ป่วย ที่มีปัญหาเรื่องการทรงตัวและอาการเวียนศีรษะ เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาอยู่เป็นประจำโดยอาการ สามารถส่งผลต่อการเดิน การทำกิจกรรมต่าง ๆ และความมั่นใจในการใช้ชีวิต ขณะที่การดูแลไม่ได้สิ้นสุดเพียงวันที่ ผู้ป่วยมาพบแพทย์ แต่ การฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นมี ความสำคัญไม่แพ้กัน การสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนและอาสาสมัคร จึงเป็นอีกหนึ่ง ฟันเฟืองสำคัญ ที่จะช่วยให้นักวิจัยมีข้อมูล เพียงพอในการพัฒนาทดสอบและประเมินนวัตกรรม ก่อนที่จะสามารถต่อยอดจาก ผลงาน ในโครงการวิจัย ไปสู่ เครื่องมือที่มีโอกาสนำมาใช้กับผู้ป่วยไทยได้จริง ในอนาคต เชื่อมโลกงานวิจัย สู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยจากความร่วมมือระดับนานาชาติ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ผู้ป่วย อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะทำให้งานวิจัยเดินทางไปถึงการใช้ประโยชน์จริง คือบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการเชื่อมองค์ความรู้ นวัตกรรมและบุคลากรเข้ากับความต้องการ ของสังคม ศ.นพ.รังสรรค์ ฤกษ์นิมิตรรองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและยุโรปในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักวิจัยไทยในการทำงานร่วมกับเครือข่ายระดับนานาชาติ และนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาพัฒนาการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นให้กับประชาชน ด้านศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์รองคณบดีด้านวิจัยและนวัตกรรมเชิงลึก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า งานวิจัยที่สร้างการเปลี่ยนแปลง เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงและกล้าตั้งคำถามใหม่ ๆ โครงการนี้ เป็นตัวอย่างของการรวมพลังแพทย์นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาและหลายประเทศ เพื่อเปลี่ยนโจทย์ จากการดูแลผู้ป่วย สู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถ ต่อยอดได้จริงในอนาคต ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้เข้าร่วมการทดลองในครั้งนี้ต่างมีเสียงตอบรับหลังการทดลองว่า ทำให้ได้การออกกำลังกายฟื้นฟูตาม คำแนะนำที่ถูกต้อง พร้อมกับมีตัวอย่าง ท่าออกกำลังกายให้ดูตลอดระยะเวลาการออกกำลังกาย อีกทั้งยังมีนักกายภาพคอยโทรเช็คและปรับท่าออกกำลังกายให้ทุกอาทิตย์ ทำให้สามารถใช้งานได้เหมาะสมตามตัวบุคคล วันนี้ประเทศไทยได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างหลักฐานและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการฟื้นฟูการทรงตัวร่วมกับ เครือข่ายระดับนานาชาติ ก้าวต่อไปคือการนำ องค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศ เพื่อขยับงาน วิจัยจาก สิ่งที่เราศึกษา ให้เข้าใกล้ สิ่งที่ผู้ป่วยไทยสามารถเข้าถึงได้จริง ในอนาคต
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 26 ส.ค. 69
อ่าน
“เต๋า อโนทัย” รับสุขภาพเริ่มพัง ปวดหลัง หนักสุดวูบหลับใน ต้องจ้างคนขับรถ
เต๋า อโนทัย รับสุขภาพเริ่มพัง ปวดหลัง หนักสุดวูบหลับใน ต้องจ้างคนขับรถ โดดมารับงานแสดงซีรีส์ครั้งแรกดาวตลกคณะศรราม น้ำเพชร เต๋า อโนทัย ในซีรีส์เรื่อง ราวัณกัลยา ทางไทยพีบีเอส รับบท ลม โขนลิง และเป็นเพราะรับงานเยอะทั้งซีรีส์ ลิเกเป็นเหตุให้สุขภาพเริ่มล้า ปวดหลังถึงขั้นมีอาการวูบขณะขับรถจนต้องมีคนขับรถ ซึ่งหนุ่ม เต๋า เผยว่า... ตอนนี้มีคนขับรถให้อย่างเดียวจบ เพราะว่าช่วงหลังมันเริ่มเป็นเยอะ ปวดหลังแล้วก็มีอาการเบลอตอนขับรถเอง มันทำงานสี่อย่างในหนึ่งวัน หน้าที่ขับรถมันก็เป็นงานเหมือนกันนะ ไม่งั้นเขาจะมีอาชีพขับรถทำไม มันต้องมีคนช่วย เขาพยายามบอกมานานแล้ว แต่ว่าผมไม่ค่อยวางใจใคร ไม่ไว้ใจใครในการขับรถ ช่วงนี้ก็เลยหาวิธีการแก้ เป็นการยืดทุกคืน ตอนนี้ดีขึ้นเยอะเลย ออฟฟิศซินโดรมน่าจะเป็นกันหลายคน เกิดจากการนั่งนาน นั่งเก้าอี้ก็เป็น นั่งกับพื้นก็เป็น นั่งรถก็เป็น แต่ไม่ถึงขั้นต้องไปกายภาพบำบัด เรากายภาพตัวเอง ตอนนี้ดีขึ้นเยอะเลย แล้วตอนนี้แฟนคลับเขาให้เรากลับไวขึ้น ผมไม่ต้องมาถ่ายรูปนานๆ แล้ว ตอนนี้ก็เดินจับมือแล้วก็กลับบ้าน แฟนคลับเป็นห่วงสุขภาพ กลัวถ้าหักโหม ถ้าเกิดว่างผมก็นอนฉ่ำ แล้วก็กินน้ำ และกายภาพ มีตอนที่ขับรถเองแล้ววูบเคยแบบว่า..วืด แต่พอมันวืดแล้วมันตื่นเลย หลับใน ผมก็จอดนอน แล้วกลับบ้านดึกกว่าเดิมเพราะว่าจอดนอนไง มันก็กินเวลาการกลับบ้านไปอีก พอถึงบ้านแล้วตื่น...
ดาราเดลี่บันเทิง • 17 ส.ค. 69
อ่าน
BEM Care 2026 Health Station”สถานีสุขภาพ
#ทันหุ้น- BEM Care 2026 Health Station” สถานีสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 4 - 6 กันยายน 2569 ณ Metro Mall MRT สถานีสวนจตุจักร (ทางออก 2 และ 3) โดยภายในงานจะได้พบกับหลากหลายบูธบริการด้านสุขภาพพร้อมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาประเมินสุขภาพและให้คำแนะนำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การคัดกรองโรคต้อหินและความผิดปกติอื่นๆ ของดวงตาจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว, ตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นจากโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 ,การประเมินความวิตกกังวลและความเครียดจากโรงพยาบาลราชวิถี, เจาะน้ำตาลปลายนิ้วจากโรงพยาบาลบางไผ่, ตรวจวัดวิเคราะห์องค์ประะกอบของร่างกาย Inbody จากโรงพยาบาบาลบางโพ, สอบถามปัญหาสุขภาพ, ตรวจวัดมวลร่างกายจากสถาบันสุขภาพและความงาม ตรัยญา, การประเมินและบรรเทาอาการปวดด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าโดย นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลรวมใจรักษ์, บริการพอกยาสมุนไพรจากศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เชื่อมสายธารแห่งการให้ ส่งต่อโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศกับบูธบริจาคอวัยวะจากสภากาชาดไทย, พบกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากองค์การเภสัชกรรม GPO และบูธสินค้าเพื่อสุขภาพอีกมากมายนอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Health Talk ได้แก่การดูแลผิวในสภาวะ PM 2.5 และแสง UV เพื่อป้องกันผิวแก่ก่อนวัย จากพี่ฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร เภสัชกรและนักวิจัยสกินแคร์ถอดรหัสชะลอวัย สไตล์จ๋า จากวีเจจ๋า ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมีส่งต่อพลังบวกสู่สังคม จากแรงบันดาลใจในการก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญ สู่บทบาทงานจิตอาสาเพื่อร่วมส่งต่อแสงสว่างและสร้างคุณค่าให้ผู้คนรอบข้าง จากกลุ่มมะเร็งเรียกพี่Fit Your Way ออกกำลังกายในสไตล์ที่เป็นคุณ จากโรงพยาบาลรวมใจรักษ์สกัดภาวะอ้วน และโรค NCDs ง่ายๆ เริ่มต้นที่จานอาหารของคุณ จากโรงพยาบาลบางโพสร้าง Routine สุขภาพดีที่ทำได้จริงในชีวิตคนเมือง จาก พญ.ดวงหทัย ยิ้มแย้ม แพทย์ประจำศูนย์ Wellness Center โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4แนวทางการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ Longevity จากองค์การเภสัชกรรม GPOหยุดเวลาให้ร่างกายได้จริงหรือ? เจาะลึกเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่างกาย และนวัตกรรมสุขภาพ แห่งอนาคต จาก TNN Upgrade Your Healthspanชวนรุ่นใหญ่ 60+ เล่าเรื่องจริงจากชีวิตส่งต่อแรงบันดาลใจสู่วัยอิสระ จาก PLEARN TELL | เพลินเล่า กิจกรรมขยับร่างกาย ได้แก่Health Dance จากครูตุ๊ก สวนลุม และ ครูหนุ่มซุมบ้ากิจกรรมยืดเหยียด Stretch away Office Syndrome จากโรงพยาบาลปิยะเวท และโรงพยาบาลในเครือบางปะกอกกิจกรรม ขยับ กระฉับกระเฉง...เต้นเพลิน เบิร์นไขมัน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เพลินขยับ เทคนิคยืดอายุร่างกายสำหรับวัย 60+ แบบ 3B MOVE | BODY • BASE • BALANCE จาก เปาว์ Movement Facilitator PLEARNLAND และกิจกรรม Workshop ได้แก่กิจกรรมสาธิตทำเมนูสุขภาพข้าวแท่งงาขี้ม่อนลาบอกไก่ จากเชฟบีม ภวินวัชร์ ท็อปเชฟไทยแลนด์ ขนมหวานคนแรกของประเทศไทยกิจกรรม DIY เครื่องหอม Aroma Crafting สัมผัสกลิ่นหอม สร้างสรรค์พลังบวก ปรับสมดุลกายและใจBEM ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับการมอบบริการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย เพราะเชื่อว่าการดูแลที่ดีต้องไม่หยุดอยู่เพียงการส่งผู้โดยสารถึงจุดหมาย แต่คือการใส่ใจในทุกช่วงเวลาของการเดินทางขอเชิญชวนผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป ร่วมเช็กอินสุขภาพได้ในงาน BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 4 - 6 กันยายน 2569 เวลา 10.00 - 20.00 น. ณ Metro Mall MRT สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: BEM Bangkok Expressway and Metro
ทันหุ้น • 5 วันที่แล้ว
อ่าน
ทำความรู้จัก PMOS ชื่อใหม่ของ PCOS หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ อันตรายไหม ต้องรักษาอย่างไรบ้าง
หนึ่งในโรคที่พบบ่อยสำหรับผู้หญิงอย่าง PCOS หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น PMOS แล้ว เราจะพาไปเจาะลึกกันค่ะว่าทำไมต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ และ PMOS คืออะไร อาการอย่างไร อันตรายไหม ต้องรักษาอย่างไรบ้างแตกต่างจาก PCOS ที่เราเคยรู้จักอย่างไรบ้าง PMOS คืออะไร มีอาการอย่างไร อันตรายไหม สำหรับผู้หญิงวัยทำงานที่ต้องเผชิญกับความเครียดและการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ หลายคนอาจคุ้นเคยกับปัญหาประจำเดือนมาไม่ปกติ น้ำหนักขึ้นง่ายแม้คุมอาหาร หรือสิวบุกซ้ำซากจนเสียบุคลิกภาพ อาการเหล่านี้เคยมักถูกเหมารวมอยู่ในชื่อโรค PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) หรือ โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ แต่ล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 วงการแพทย์ระดับนานาชาติได้ประกาศเปลี่ยนชื่อโรคนี้อย่างเป็นทางการเป็น PMOS (Polyendocrine Metabolic Ovarian Syndrome) หรือ "กลุ่มอาการความผิดปกติของต่อมไร้ท่อและระบบเมตาบอลิซึมในรังไข่" ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนคำศัพท์ แต่เป็นการปลดล็อกความเข้าใจผิด เพื่อให้ผู้หญิงสามารถดูแลร่างกายตัวเองได้อย่างตรงจุดและลึกซึ้งยิ่งขึ้นค่ะ ทำไมถึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็น PMOS ที่ผ่านมา ชื่อเดิมอย่าง PCOS มักทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าปัญหาเกิดจาก "ถุงน้ำในรังไข่" เท่านั้น ทำให้ผู้หญิงหลายคนที่ไปอัลตราซาวนด์แล้วไม่เจอถุงน้ำ ชะล่าใจคิดว่าตนเองไม่ได้ป่วย ซ้ำร้ายยังสร้างความกังวลใจให้กับผู้หญิงที่กลัวว่าตนเองจะมีบุตรไม่ได้ ซึ่งข้อมูลจากสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า PMOS คือชื่อที่สะท้อนความจริงของโรคได้ถูกต้องมากกว่าชื่อเดิม เพราะนี่คือความผิดปกติที่ครอบคลุมการทำงานของร่างกายทั้งระบบ ซึ่งได้แก่ Polyendocrine ระบบฮอร์โมนแปรปรวน Metabolic ระบบการเผาผลาญอาหารพัง Ovarian ส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึงระบบสืบพันธุ์และรังไข่ จะเห็นได้ว่ามันไม่ใช่แค่ โรคสูตินรีเวช อีกต่อไป แต่เป็นปัญหาสุขภาพระดับระบบของร่างกายที่สาวๆ ต้องหันมาใส่ใจแบบองค์รวมค่ะ สัญญาณเตือน PMOS มาเช็กกันว่าคุณมีภาวะ PMOS ไหม องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่า PMOS ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์สูงถึง 10-13% ทั่วโลก แต่ที่น่าตกใจคือ กว่า 70% ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย ดังนั้นลองมาเช็กดูแน่เนิ่นๆ กันนะคะว่าร่างกายของคุณกำลังส่งสัญญาณเตือนเหล่านี้อยู่หรือไม่ ระบบประจำเดือนรวน ประจำเดือนมาไม่ปกติ มาห่างกันเกิน 35 วัน ขาดหายไปหลายเดือน (บางคนอาจคิดว่าดีเพราะไม่ต้องวุ่นวาย แต่จริงๆ แล้วอันตราย) หรือบางรายอาจมามากและนานผิดปกติ ฮอร์โมนเพศชาย (Androgen) สูง มีสิวอักเสบขึ้นรุนแรงบริเวณกรอบหน้าและหน้าอก ขนดกหนาตามใบหน้าและลำตัว (Hirsutism) หรือมีปัญหาผมบางกลางศีรษะ ซึ่งกระทบต่อความมั่นใจในการทำงาน อ้วนลงพุงและน้ำหนักขึ้นง่าย ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ทำให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้แย่ลง สะสมไขมันส่วนเกินง่ายมากโดยเฉพาะรอบเอว และลดน้ำหนักได้ยากแม้จะพยายามไดเอทอย่างหนัก ผิวคล้ำหนาผิดปกติ มีรอยคล้ำเหมือนขี้ไคลแต่ขัดไม่ออกบริเวณรอบคอ รักแร้ หรือขาหนีบ (Acanthosis Nigricans) ความเสี่ยงระยะยาวของ PMOS อันตรายแค่ไหน หากปล่อยทิ้งไว้โดยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาของคนทำงานหนักหรือคนอ้วน ภาวะดื้ออินซูลินและฮอร์โมนที่แปรปรวนจะกลายเป็นระเบิดเวลาสำหรับสุขภาพระยะยาวได้ จึงไม่ควรชะล่าใจกับ PMOS เด็ดขาดค่ะ ผู้ป่วย PMOS มีความเสี่ยงโรคอะไรบ้าง โรคเบาหวานชนิดที่ 2 โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูงและโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก เนื่องจากการที่ผนังมดลูกไม่หลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือนตามปกติ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งชนิดนี้ในระยะยาว แนวทางการรับมือกับ PMOS รักษาอย่างไรดี แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดทันที แต่คุณสามารถควบคุมอาการและกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ด้วยการปรับเปลี่ยนง่ายๆ ดังนี้ 1. การปรับไลฟ์สไตล์ (กุญแจสำคัญที่สุด) น้ำหนักลด = อาการดีขึ้น การลดน้ำหนักเพียง 5-10% ของน้ำหนักตัว สามารถช่วยให้ระบบตกไข่กลับมาทำงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ฉลาดเลือกกิน เน้นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำ (Low GI) ลดแป้งขัดสี ขนมหวาน และน้ำชงต่างๆ ที่มักกินแก้ง่วงตอนบ่าย ขยับร่างกาย จัดเวลาออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ (เช่น เดินเร็ว วิ่ง ว่ายน้ำ) ควบคู่กับเวทเทรนนิ่งเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลินให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลได้ดีขึ้น 2. การรักษาทางการแพทย์ พบแพทย์เพื่อรับยา แพทย์อาจพิจารณาให้ยาเม็ดคุมกำเนิดเพื่อปรับประจำเดือนให้สม่ำเสมอและลดฮอร์โมนเพศชาย หรือให้ยา Metformin เพื่อช่วยลดภาวะดื้ออินซูลิน การวางแผนครอบครัว หากกำลังวางแผนมีบุตรและพบปัญหามีบุตรยาก แพทย์เฉพาะทางสามารถช่วยได้ด้วยยากระตุ้นการตกไข่ หรือเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (เช่น IVF/ICSI) หากคุณมีอาการเข้าข่ายตามที่ว่ามา อย่าละเลยอาการเล็กๆ น้อยๆ หรืออดทนกับความผิดปกติของร่างกายเป็นอันขาดนะคะ ควรจัดเวลาไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเช็กระบบฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมทันที เพราะยิ่งรักษาเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับตัวคุณเองในระยะยาวมากเท่านั้นค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 5 วิธีควบคุมน้ำตาลในเลือด ทำอย่างไรให้น้ำตาลลดเร็ว สุขภาพดี เบาหวานไม่กำเริบ 5 วิธีลดน้ำตาลเฉลี่ยสะสม HbA1C ลดน้ำตาลในเลือดสูง เมื่อเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 9 อาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ อาหาร Low GI เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน คนรักสุขภาพ 10 อาหารช่วยลดน้ำตาลสะสมในเลือด ลดค่า HbA1c ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน
เทรนด์สุขภาพ • 30 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ลด 50% สำหรับ การทำกายภาพบำบัด ใช้ 0 ทรูพอยท์
ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนนรับส่วนลด 50%สำหรับ การทำกายภาพบำบัด (ปวดคอ ไหล่ หลัง) จากออฟฟิศซินโดรม หรือ บาดเจ็บจากกีฬา ด้วย ultrasound, laser, radiofrequency หรือ shockwaveราคาเริ่มต้น 2,500 ต่อครั้ง (ชั่วโมง) เงื่อนไข 1. สามารถใช้สิทธิ์ภายในเดือนที่กดรับรหัสแล้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้ามเดือนได้2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
ความงามและสุขภาพ • 1 ธ.ค. 68
อ่าน
งานวิจัยเผย เล่น Ring Fit Adventure บน Nintendo Switch อาจช่วยบรรเทาซึมเศร้าได้!
ใครจะไปคิดว่าเกมออกกำลังกายยอดฮิตอย่าง Ring Fit Adventure บนเครื่อง Nintendo Switch ที่วางขายมาตั้งแต่ปี 2019 อาจไม่ได้มีดีแค่ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเท่านั้น เพราะงานวิจัยล่าสุดชี้ว่าเกมนี้อาจมีผลดีต่อสุขภาพจิตด้วยเช่นกัน!โดนทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจี๋หลินในประเทศจีน นำโดยคุณ Kexin Huang และ Lei Song ได้เผยแพร่งานวิจัยที่ศึกษาผลกระทบของการเล่นเกมนี้ต่อผู้ที่มี "ภาวะซึมเศร้าแฝง" (Subthreshold Depression) หรือผู้ที่มีอาการซึมเศร้าแต่ยังไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้าขั้นรุนแรง แม้ว่างานวิจัยก่อนหน้านี้จะเคยระบุว่าการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องคือทางออกที่มีประสิทธิภาพ แต่ปัญหาคือการจะทำให้คนกลุ่มนี้มีแรงจูงใจในการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นทำได้ยากมากด้วยเหตุนี้ทีมวิจัยจึงให้ความสนใจกับ Ring Fit Adventure ที่ใช้ความเป็นเกมมาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการขยับร่างกาย โดยมีการตั้งการทดลองเพื่อติดตามคุณภาพการนอนหลับและอาการต่าง ๆ ของผู้เข้าร่วม ทั้งก่อนและหลังการเล่นเกมอย่างกึ่งสม่ำเสมอเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์การทดลองดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมที่มีภาวะซึมเศร้าแฝงจำนวน 84 คน ซึ่งคัดเลือกมาจากมหาวิทยาลัย 3 แห่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกจำนวน 42 คนจะต้องเล่น Ring Fit Adventure ครั้งละ 50-60 นาที สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ต่อเนื่องกัน 8 สัปดาห์ ในขณะที่อีก 42 คนที่เหลือถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มควบคุมที่จะใช้ชีวิตประจำวันตามปกติต่อไปหลังจากที่ผ่านไป 16 สัปดาห์ ก็ได้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจมาก เพราะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเล่นเกมมีอาการซึมเศร้าลดลงอย่างมีนัยสำคัญและยังมีคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้นด้วยทุกคน แม้ดูจากตัวเลขแล้วจะยังไม่สามารถฟันธงได้อย่างแน่ชัดว่าตัวเกมเข้าไปช่วยลดความวิตกกังวลได้อย่างไร แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมทดลองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจริง ๆจากการสัมภาษณ์กลุ่มที่เล่นเกมพบว่า องค์ประกอบความเป็นเกม RPG สไตล์ญี่ปุ่น อย่างเช่นการออกกำลังกายเพื่อลดหลอดเลือดของศัตรู หรือการได้เห็นตัวละครค่อย ๆ เก่งขึ้น เป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นอยากผลักดันตัวเองและกลับมาเล่นซ้ำเรื่อย ๆ จนทีมวิจัยสรุปได้ว่า Ring Fit Adventure และเกมแนวเดียวกันนี้เป็นเครื่องมือที่เข้าถึงง่ายและมีประสิทธิภาพในการช่วยดูแลสุขภาพจิตเบื้องต้นในชีวิตจริง อย่างไรก็ตาม มีผู้เข้าร่วมบางส่วนให้เหตุผลแย้งว่า ปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ก็อาจมีผลต่อคุณภาพชีวิตที่รู้สึกดีขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในห้องแล็บที่ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องสภาพอากาศหรือเสียงรบกวนเวลาออกกำลังกาย ไปจนถึงการมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเตือนให้เล่นเกมตามตารางเวลาที่กำหนดด้วยเหตุนี้ ทางนักวิทยาศาสตร์จึงลงความเห็นว่า ควรมีการวิจัยต่อยอดเพิ่มเติมว่าหากนำเกมนี้ไปเล่นในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมไม่ได้อย่างการเล่นคนเดียวที่บ้าน เพื่อดูว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร รวมถึงอาจจะต้องทดลองกับกลุ่มช่วงวัยอื่น ๆ หรือปรับเปลี่ยนระยะเวลาทดลองเพื่อหาผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงการวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจกับผลกระทบของเกมนี้ต่อร่างกายมนุษย์ เพราะในปี 2021 ก็เคยมีทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิบะศึกษาผลของเกมในการช่วยบรรเทาอาการปวดหลังเรื้อรังมาแล้ว นับเป็นอีกหนึ่งเครื่องยืนยันชั้นดีว่าเกมแนวออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นตัวช่วยชั้นยอดที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้เราลุกขึ้นมาขยับร่างกายได้ในทุก ๆ วันแปลและเรียบเรียงจากAutomaton Media
Online Station • 16 มิ.ย. 69
อ่าน
นักร้องเวทีดัง วูบล้มหน้าคว่ำคางแตก เหตุร่างกายขาดน้ำ
นักร้องเวทีดัง วูบล้มหน้าคว่ำคางแตก เหตุร่างกายขาดน้ำ ทำเอาแฟนเพลง ลูกศิษย์ตกใจและเป็นห่วงกันมากหลังนักร้องลูกทุ่ง-ลูกกรุงเสียงหวาน ครูนัท มาลิสา ครูสอนร้องเพลงจากรายการชื่อดัง The Golden Song เวทีเพลงเพราะ ที่ล่าสุดถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังเกิดอาการหน้ามืด วูบหมดสติล้มหน้าคว่ำกระแทกพื้น เย็บ 16 เข็ม ได้รับบาดเจ็บหลายจุดทั่วร่างกาย โดย ครูนัท ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านพื้นที่โซเชียลส่วนตัวด้วยการโพสต์ภาพตัวเองขณะนอนพักรักษาตัวและแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล พร้อมเขียนข้อความร่ายยาวแจ้งอาการบาดเจ็บและแชร์อุทาหรณ์เตือนใจให้กับทุกคน ล่าสุดอัปเดตอาการได้กลับบ้านแล้ว โดยระบุข้อความว่า... ได้กลับบ้านแล้วนะคะ เอ็กซเรย์และทำ TC สแกน ในตำแหน่งสำคัญ สมอง หัวใจ ปอด ไม่มีตรงไหนมีปัญหานะคะ สรุปอาการวูบ ค่าความดันหนูผิดปกติ หมอพุ่งไปที่เรื่องความดันตก และการทานน้ำน้อย ร่างกายขาดน้ำการลุกกระทันหัน เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน หมอไม่ห้ามในการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ควรกินน้ำให้เพียงพอค่ะ คางแตก ตัวช้ำ เพราะวูบแล้วดับเลยค่ะ ภาพตัด ไม่รู้สึกตัว รู้สึกอีกทีตอนได้ยินเสียงเรียก และเริ่มมีสติกลับมา อาการช้ำน่าจะ 2-3 สัปดาห์ค่ะ หมอบอกว่า ปกติพบกันได้บ่อย การหน้ามืด วูบ ตอนนั่ง ลุก ยืน เดิน กะทันหัน เคยมีคนไปรักษากับคุณหมอ เรื่องนั่งโซฟาตัวเตี้ยๆ แล้วหน้ามืด คุณหมอก็แนะนำให้ทานน้ำ ก็หายเลยดีขึ้นเลย ฉะนั้นใครมีอาการดังกล่าวควรเฝ้าระวังนะคะ เพราะบางทีภาพตัดไปเลย แล้วถ้าไม่มีคนอยู่ด้วยก็จะยิ่งอันตรายหรือวูบล้มแล้ว ร่างกายอาจจะได้รับผลกระทบ กระแทกต่ออวัยวะสำคัญๆ ก็จะเสี่ยงต่อชีวิต หนูเองก็จะให้ความสำคัญกับการดื่มน้ำให้เพียงพอมากขึ้น แผลหนูหมอนัดดูอีกที 1 สัปดาห์ ช่วงนี้ก็ต้องระวังเรื่องการขยับปาก ขยับคางไปก่อนค่ะ สุดท้ายนี้ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงนะคะที่ฝากความห่วงใยมานะคะ
ดาราเดลี่บันเทิง • 11 มิ.ย. 69
อ่าน
“เกรท วรินทร” เผยฮอร์โมนความเครียดสูง ยันสุขภาพจิตยังดี
เกรท วรินทร เผยฮอร์โมนความเครียดสูง ยันสุขภาพจิตยังดี เป็นพระเอกอีกหนึ่งคนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายหรือกิจกรรมต่างๆ เกรท วรินทร เป็นเพราะโหมงานหนักทำให้เจ้าตัวป่วย และไปตรวจสุขภาพมาและพบว่าฮอร์โมนความเครียดสูงจากการใช้ชีวิตที่ทำหลายอย่างเกินไป ซึ่งหนุ่ม เกรท เผยว่า เราก็ดูแลตัวเองดีขึ้น แต่จะบอกว่าตอนนี้คนไม่สบายเยอะมาก ส่วนตัวก็ไม่สบายเหมือนกัน ที่ผ่านมาทำงานเยอะและมีออกกำลังกายด้วย อยากจะบอกว่าดูแลตัวเองก็ต้องพักผ่อนด้วย เรื่องสุขภาพสำคัญ แล้วช่วงนี้อากาศเปลี่ยน ก็ไม่สบายมาประมาณหลายวันแล้วเหมือนกัน ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้ว ตอนแรกก็หลอนๆ เหมือนกันที่เห็นว่ามันมีข่าวเรื่องไวรัสตัวใหม่ ก็กลัวเหมือนกัน แต่โชคดีที่พักสองวันเราก็ค่อยๆ ดีขึ้น เป็นไข้นิดหน่อย เสียงขึ้นจมูก ผมรู้สึกว่าผมยังใส่แมสอยู่นะ เท่าที่ใส่ได้ แล้วก็ผมว่านอนให้ดี นอนเยอะๆ อย่าหักโหมทำงานหรือออกกำลังกาย เอาที่พอดี ผมว่าเท่านี้ก็ดูแลตัวเองได้ดีแล้ว เราเป็นคนทำอะไรหลายอย่าง ไม่ได้พังขนาดนั้นเรียกว่าไปตรวจร่างกายดีกว่า ไปตรวจร่างกายแล้วมีฮอร์โมนความเครียดมันสูง และเราก็มาเปรียบเทียบกับตัวเองว่ามันก็สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เราเป็นจริงๆ โอเคบางทีนอนดีแต่บางวันทำกิจกรรมหลายอย่างเยอะ จนร่างกายมันเครียด สมองมันทำงานหนัก ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันสูง ก็ต้องบาลานซ์ตัวเองให้ดี ในส่วนของผมนะไม่ทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในแต่ละวัน ที่มันใช้จนเกินไป ส่วนตัวเราเป็นคนวางแผนว่าทำอันนี้เสร็จกี่โมง แล้วจะไปไหนต่อ เป็นคนชอบวางแผน ก็ต้องอะลุ่มอล่วย ส่วนตัวแล้วผมมองว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการจัดการจิตใจมากกว่า ถ้าซึมเศร้าวันนี้ผมมองว่าไม่น่าจะไปแต่จุดนั่นแน่นอน แต่ว่าคิดว่าเวลาที่ทำอะไรเยอะๆ หลายอย่างและเราต้องใช้สมองใช้อะไร เราแค่ต้องรู้จักตัวเอง อันนี้ผมบอกคนอื่นได้ แต่ก็ต้องบอกตัวเองเหมือนกัน แค่นั้นจัดการตารางชีวิตตัวเองให้ดี ก็ไม่เครียด เครียดให้น้อย แล้วก็พักผ่อนให้เยอะ ออกกำลังกายในแบบที่สมดุล ผมไม่กลัวเรื่องซึมเศร้านะ กลัวเรื่องที่ตัวเองไม่ค่อยยอมพักผ่อนมากกว่า สุขภาพจิตใจก็ดีแต่สุขภาพร่างกายอาจจะยังไม่ค่อยดีมากเท่าไหร่ กำลังฟื้นฟู
ดาราเดลี่บันเทิง • 19 พ.ค. 69
อ่าน
รู้งี้ทำนานแล้ว! สูตร เลิกบริหารเวลา แต่ให้บริหาร พลังงาน ในแต่ละวันแทน
เลิกเป็นทาสของนาฬิกา แล้วหันมาใส่ใจพลังงานตัวเองกันเถอะค่ะ การ เลิกบริหารเวลา แต่โฟกัส บริหารพลังงาน จะช่วยให้คุณสาวๆ ทำงานได้อย่างมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ และที่สำคัญคือเหลือ พลัง ไว้ใช้กับคนที่คุณรักและงานอดิเรกที่ชอบหลังเลิกงานด้วยนะคะ ยุคนี้ ทักษะที่สำคัญกว่าการจัดตารางเวลา (Time Management) คือการ บริหารพลังงาน (Energy Management) ค่ะ เพราะเวลาเป็นทรัพยากรที่จำกัดและลดน้อยลงเรื่อยๆ แต่พลังงานคือทรัพยากรที่เราสามารถ สร้างใหม่ และ ขยายขอบเขต ได้ วันนี้จะชวนทุกคนมาเปลี่ยนมุมมองใหม่ เพื่อให้ทำงานได้มากขึ้นแต่เหนื่อยน้อยลงค่ะ ทำไม ควร เลิกบริหารเวลา โฟกัสพลังงาน การบริหารเวลาแบบเดิมๆ มักเน้นไปที่การยัดทุกอย่างลงในตาราง (To-do list) โดยลืมไปว่า สภาพร่างกายและจิตใจ ของเราในแต่ละชั่วโมงนั้นไม่เท่ากันค่ะ กลายเป็นความจริงที่ต้องยอมรับ คือ การนั่งทำงาน 2 ชั่วโมงในช่วงที่สมองล้า มีค่าเท่ากับการทำงานเพียง 20 นาทีในช่วงที่พลังงานเต็มเปี่ยม ดังนั้น การบริหารเวลาโดยไม่ดูพลังงาน จึงเป็นการฝืนร่างกายที่นำไปสู่ภาวะ Burnout ในที่สุดค่ะ 4 มิติของพลังงานที่คุณต้องจัดการ การบริหารพลังงานไม่ใช่แค่การนอนหลับให้พอ แต่มันประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญดังนี้ค่ะ พลังงานกาย : พื้นฐานสำคัญที่สุด มาจากการกินอาหารที่มีประโยชน์ การขยับร่างกาย และการพักผ่อน พลังงานอารมณ์ : ความรู้สึกเชิงบวกช่วยให้เราทำงานได้ลื่นไหล หากเครียดหรือโกรธ พลังงานจะรั่วไหลเร็วมากค่ะ พลังงานสมอง : ความสามารถในการโฟกัสและใช้ความคิดสร้างสรรค์ พลังงานจิตวิญญาณ : การรู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้น ทำไปเพื่ออะไร จะช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนมหาศาล 3 ขั้นตอน เปลี่ยนตัวเอง บริหารพลังงาน 1. ค้นหา ช่วงเวลาทองคำ คนเรามีนาฬิกาชีวิต ต่างกันค่ะ บางคนหัวแล่นตอนเช้า บางคนเครื่องติดตอนบ่าย วิธีทำ : สังเกตตัวเอง 1 สัปดาห์ว่าช่วงไหนที่รู้สึกตื่นตัวที่สุด ให้เก็บช่วงนั้นไว้ทำ Deep Work หรืองานที่ต้องใช้สมองหนักๆ ส่วนงานตอบอีเมลหรืองานเอกสารง่ายๆ ให้ไปทำช่วงที่พลังงานดิ่งลงค่ะ 2. ทำ Energy Audit เช็กจุดรั่วไหล ลองสำรวจดูว่าอะไร คือตัวดูดพลังงาน เช่น การไถโซเชียลนานเกินไป หรือการคุยกับคนที่มีทัศนคติลบ วิธีทำ : ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก และเพิ่ม ตัวชาร์จพลัง เช่น การเดินเล่นสั้นๆ หรือการฟังเพลงที่ชอบระหว่างพัก 3. พักก่อนที่จะ หมด อย่ารอให้แบตเตอรี่เหลือ 0% แล้วค่อยพักค่ะ แต่ความจริงแล้ว คือการพักเป็นระยะๆ เช่น เทคนิค ทำ 25 % พัก 5% หรือการพักใหญ่ทุกๆ 90 นาทีตามรอบคลื่นสมอง จะช่วยรักษาพลังงานได้ดีกว่าค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ Work from Home คืออะไร? ทำงานที่บ้านยังไงให้มีประสิทธิภาพ 5 วิธีการป้องกันออฟฟิศซินโดรม เคล็ดลับในการทำงานอย่างมีสุขภาพดี
ไลฟ์สไตล์ • 26 มี.ค. 69
อ่าน
นอนยังไงให้หน้าเด็ก? เจาะลึก Sleep Economy นอนหลับลึกขึ้น พร้อมวิธีปรับนาฬิกาชีวิตฉบับเร่งด่วน
สาวๆ เคยสงสัยไหมคะว่าทำไมบางคืนเราก็นอนเร็วแล้ว แต่ตื่นมายังรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน? นั่นเป็นเพราะกลไกภายในร่างกายของเรากำลังรวนค่ะ การรู้วิธี ปรับนาฬิกาชีวิต (Circadian Rhythm) ให้กลับมาสมดุลจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ และช่วยให้เราบอกลาขอบตาหมีแพนด้าไปได้เลย ในยุคที่สุขภาพคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด การเข้าใจเรื่อง Sleep Economy ให้นอนหลับลึกขึ้น จึงเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิดค่ะ เพราะแนวคิดนี้เน้นว่าการนอนหลับลึก (Deep Sleep) คือปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนทั้งสุขภาพและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิต วันนี้เราจะมาแชร์เทคนิคปรับพฤติกรรมแบบง่ายๆ ที่จะช่วยเปลี่ยนค่ำคืนที่แสนทรมาน ให้กลายเป็นการพักผ่อนที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพกันค่ะ Sleep Economy: ทำไม "Deep Sleep" ถึงเป็นกุญแจสำคัญ? Sleep Economy หมายถึงแนวคิดที่เน้นการนอนหลับลึก (Deep Sleep) เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนสุขภาพและเศรษฐกิจ โดย Deep Sleep จะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลา 22.00 - 02.00 น. ซึ่งถือเป็น "Golden Time" เพราะเป็นช่วงที่โกรทฮอร์โมนหลั่งออกมาช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ชะลอวัย และรีเซ็ตระบบสมองให้พร้อมสำหรับวันใหม่ค่ะ 5 วิธีปรับนาฬิกาชีวิต เพื่อเข้าสู่โหมดหลับลึกในช่วง Golden Time รับแสงแดดยามเช้าช่วย Reset ระบบ: แสงแดดอ่อนๆ ในช่วงเช้าจะช่วยยับยั้งฮอร์โมนเมลโทนิน และกระตุ้นให้ร่างกายรู้ว่าเริ่มวันใหม่แล้ว วิธีนี้ช่วยให้ร่างกายพร้อมนอนหลับลึกเมื่อถึงเวลา 22.00 น. เข้านอนก่อน 22.00 น. เพื่อเก็บเกี่ยวช่วงหลับลึก: ควรพยายามเข้านอนก่อนสี่ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่ช่วง Deep Sleep ได้ทันเวลาที่ฮอร์โมนสำคัญเริ่มทำงานในการฟื้นฟูเซลล์และสมอง สร้างบรรยากาศห้องนอนแบบ Dark Cool: ห้องนอนที่มืดสนิทและอุณหภูมิเย็นสบาย (23-25 องศาเซลเซียส) จะช่วยกระตุ้นการหลั่งเมลโทนินได้ดีที่สุด งดหน้าจอ Blue Light ก่อนนอน 1 ชม.: แสงสีฟ้าจากมือถือยับยั้งการหลับลึก ลองเปลี่ยนมาฟัง Podcast เบาๆ หรือนั่งสมาธิแทนเพื่อเตรียมคลื่นสมองให้พร้อมพักผ่อน เลี่ยงมื้อดึกที่ย่อยยาก: ควรเว้นระยะห่างระหว่างมื้ออาหารกับการนอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายโฟกัสกับการฟื้นฟูระบบประสาทแทนการย่อยอาหาร การปรับนาฬิกาชีวิตเพื่อเข้าสู่โลกของ Sleep Economy อย่างมีคุณภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรานอนนานแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราหลับได้ลึกในช่วงเวลาที่ถูกต้องหรือไม่ เพียงแค่ปรับเวลาให้ตรงกับธรรมชาติ ร่างกายและผิวพรรณก็จะดูสดใสเหมือนได้รีบูตใหม่ในทุกเช้าเลยค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ 4 เทคนิค CBT-I เคล็ดลับการนอน แก้ปัญหานอนไม่หลับ แบบไม่ใช้ยา 5 เทคนิคการนอนหลับลึกแบบ Non-REM Sleep ฟื้นฟูร่างกาย ตื่นมาสดชื่น
เทรนด์สุขภาพ • 16 มี.ค. 69
อ่าน
บอกลาปวดคอบ่าไหล่! วิธีแก้ปวดบ่าและคอจากออฟฟิศซินโดรม ยืดเหยียดง่าย ๆ ได้ที่โต๊ะ!
เคยไหมคะที่นั่งปั่นงานเพลิน ๆ รู้ตัวอีกทีก็รู้สึกหนักอึ้งตรงช่วงบ่าเหมือนมีใครมานั่งทับ แถมบางทียังลามขึ้นไปปวดขมับจนเสียสมาธิ อาการเหล่านี้แหละค่ะคือสัญญาณเตือนของ ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) ที่ถ้าปล่อยไว้นานอาจกลายเป็นปัญหาเรื้อรังได้ วันนี้เราเลยจะมาแชร์ วิธีแก้ปวดบ่าและคอจากออฟฟิศซินโดรมด้วยตัวเอง แบบง่าย ๆ ที่ทำได้ที่โต๊ะทำงาน ไม่ต้องรอให้ถึงวันหยุดไปนวดสปา ก็ช่วยคืนความโล่งสบายให้ร่างกายได้ทันทีค่ะ การดูแลตัวเองในเบื้องต้นนั้นเริ่มได้จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ค่ะ เพราะ วิธีแก้ปวดบ่าและคอ ที่ได้ผลยั่งยืนที่สุดคือการลดแรงกดทับของกล้ามเนื้อจากการนั่งท่าเดิมนานเกินไป ใครที่กำลังมองหา วิธีบรรเทาอาการปวดคอบ่าไหล่เบื้องต้นด้วยท่ากายบริหารง่าย ๆ ต้องไม่พลาดบทความนี้เลยค่ะ เพราะเราคัดมาให้แล้วทั้งเทคนิคการยืดเหยียดและการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานที่จะช่วยให้สาว ๆ กลับมาสดใส พร้อมลุยงานต่อได้แบบไม่ปวดตัวแน่นอน Checklist: พฤติกรรมที่ควรเลี่ยงถ้าไม่อยากปวดบ่า พฤติกรรมเสี่ยง วิธีแก้ไข นั่งจ้องหน้าจอนานเกิน 1 ชั่วโมง ตั้งนาฬิกาปลุกให้ลุกขึ้นเดินทุก 45 นาที หนีบโทรศัพท์ไว้ที่คอขณะพิมพ์งาน ใช้หูฟังหรือเปิดลำโพงแทน นั่งไขว่ห้างหรือนั่งขัดสมาธิบนเก้าอี้ พยายามวางเท้าให้สมดุลทั้งสองข้าง 3 ท่ายืดกล้ามเนื้อกู้ชีพ ทำได้ง่าย ๆ ที่โต๊ะทำงาน หากเริ่มรู้สึกตึง ๆ ให้หยุดพักสัก 5 นาทีแล้วลองทำท่าเหล่านี้ดูนะคะ ยืดกล้ามเนื้อคอด้านข้าง: นั่งตัวตรง ใช้มือขวาอ้อมไปจับเหนือหูซ้ายแล้วค่อย ๆ เอียงคอมาทางขวาจนรู้สึกตึงแต่ไม่เจ็บ ค้างไว้ 15-20 วินาที แล้วสลับข้าง ท่านี้จะช่วยคลายกล้ามเนื้อ Trapezius ที่มักจะตึงเวลาเราเกร็งไหล่ค่ะ ท่าเก็บคาง (Chin Tuck): นั่งหลังตรง มองไปข้างหน้า แล้วค่อย ๆ เลื่อนศีรษะไปด้านหลังในแนวขนานกับพื้น (เหมือนกำลังทำคางสองชั้น) ค้างไว้ 5 วินาที ท่านี้ช่วยลดอาการ "หัวยื่น" ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอาการปวดคอ หมุนไหล่คลายตึง: ยกไหล่ทั้งสองข้างขึ้นไปหาใบหู แล้วหมุนวนไปด้านหลังเป็นวงกลมกว้าง ๆ ทำซ้ำ 10 ครั้ง ท่านี้จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดรอบ ๆ บ่าได้ดีมาก ปรับ "Workstation" ให้เป็นมิตรกับร่างกาย นอกจากท่าบริหารแล้ว การปรับท่านั่งคือหัวใจสำคัญของการรักษาออฟฟิศซินโดรมในระยะยาวค่ะ ระดับสายตา: ขอบบนของหน้าจอคอมพิวเตอร์ควรตรงกับระดับสายตาพอดี เพื่อไม่ให้เราต้องก้มหรือเงยคอมากเกินไป องศาของแขน: เวลาพิมพ์งาน ข้อศอกควรทำมุมประมาณ 90 - 100 และมีที่พักแขนรองรับเพื่อไม่ให้บ่าต้องรับน้ำหนักแขนตลอดเวลา ท่านั่ง: ก้นควรชิดพนักพิง หลังตรง และเท้าทั้งสองข้างวางราบกับพื้นพอดี หากขาไม่ถึงแนะนำให้หาที่วางเท้ามาเสริมค่ะ
เทรนด์สุขภาพ • 18 ก.พ. 69
อ่าน
จากบอยแบนด์ สู่บทบาทนักจิตบำบัด “เขื่อน ภัทรดนัย” เปิดพื้นที่ปลอดภัยให้ทุกคนปรึกษาฟรี
อดีตสมาชิกบอยแบนด์ชื่อดังอย่าง K-Otic ในวัย 34 ปี เขื่อน ภัทรดนัย เลือกยืนอยู่ในบทบาทที่ลึกกว่าแสงไฟบนเวที นั่นคือการเป็นนักจิตบำบัดที่ตั้งใจดูแลหัวใจผู้คนอย่างจริงจัง แรงผลักดันสำคัญของเขื่อนมาจากประสบการณ์ชีวิตที่เติบโตในครอบครัวซึ่งเผชิญปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เขาเข้าใจความเปราะบางของความรู้สึก และอยากเป็นหนึ่งในพื้นที่ปลอดภัยให้คนอื่นได้มีที่พึ่งพิง ที่ผ่านมา เขื่อนมักทำคอนเทนต์ฮีลใจผ่านแคมเปญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น กอดฮีลใจ หรือ จุดพักใจ ที่ชวนผู้คนมาพูดคุย ระบาย และรับฟังกันด้วยความเข้าใจ และทุกครั้งก็มักได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่น ล่าสุด เขื่อนประกาศโปรเจ็กต์ใหม่ จุดพักใจไลฟ์ ชวนทุกคนที่รู้สึกเหนื่อยล้า โทรมาพูดคุย ปรึกษา หรือระบายเรื่องราวสุขภาพจิตได้โดยตรง เหนื่อยมั้ย โทรมาเล่าให้เราฟังสิ 🙂 เพราะทุกความรู้สึกสำคัญเสมอ 📞 โทรได้ที่ 081-265-3546 ⏰ ทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์ที่ 1 และ 3 ของเดือน เวลา 19.00 น. นอกจากไลฟ์พูดคุย เขื่อนยังตั้งใจพา ป้ายจุดพักใจ ออกเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ใครก็ตามที่เดินผ่านมา สามารถนั่งพัก พูดคุย หรือแม้แต่นั่งเงียบ ๆ ไปด้วยกันได้โดยไม่ต้องเกรงใจ เขื่อนให้เวลากับแต่ละคนตั้งแต่ 1050 นาที พร้อมย้ำชัดว่า ทุกบทสนทนาจะถูกเก็บเป็นความลับ 100% (confidentiality) เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่คำแนะนำ แต่อาจเป็นเพียง การมีใครสักคนตั้งใจฟัง หลังลาออกจากงานจิตบำบัดในประเทศอังกฤษที่ทำมาหลายปี เขื่อนตัดสินใจกลับมาทำงานด้านสุขภาพจิตที่ประเทศไทย ด้วยความเชื่อว่า สุขภาพจิตต้องเข้าถึงได้ ไม่น่าอาย และควรเป็นเรื่องฟรี
TNN ช่อง16 • 5 ก.พ. 69
อ่าน
เช็กด่วน! อาการตับล้า สัญญาณไฟเหลืองของร่างกายที่ผู้ชายมักมองข้าม
คุณผู้ชายที่มีปัญหาเหนื่อยเรื้อรัง พุงป่อง สมองเบลอ ระวังอาการตับล้า สัญญาณเตือนก่อนลุกลามเป็น ไขมันพอกตับ และตับแข็ง หากคุณสงสัยว่าตับคุณล้าไหมมาเจาะลึกอาการและสาเหตุที่ตับล้า พร้อมวิธีฟื้นฟูสุขภาพตับให้กลับมาฟิต ลดความเสี่ยงโรคร้ายก่อนสายเกินแก้กัน เช็กด่วน! อาการตับล้า สัญญาณไฟเหลืองของร่างกายที่ผู้ชายมักมองข้าม เช็กสัญญาณ "ตับล้า" อาการอันตรายที่ผู้ชายไม่ควรละเลย "ตับล้า" อาจไม่ใช่ชื่อโรคในทางการแพทย์โดยตรง แต่เป็นภาวะที่ตับทำงานหนักเกินขีดจำกัดจนส่งผลให้ระบบภายใน "รวน" ทั้งระบบ เพราะตับคือโรงงานกำจัดสารพิษและแหล่งพลังงานหลัก เมื่อโรงงานเริ่มเดินเครื่องไม่ไหว ร่างกายของคุณก็จะส่งสัญญาณประท้วงออกมา 6 สัญญาณเตือน "ตับกำลังวิกฤต" ในผู้ชาย ในผู้ชาย ตับมีหน้าที่สำคัญในการสมดุลฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน อาการตับล้าจึงมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงความเครียดจากการทำงาน หรืออาการ "วัยทอง" อ่อนเพลียเรื้อรัง : เหนื่อยล้าลึกถึงระดับเซลล์ เหมือนชาร์จแบตไม่เข้า แม้จะนอนเต็มอิ่ม 8-10 ชั่วโมง ก็ยังรู้สึกอยากฟุบหลับตลอดเวลา สมองตื้อ : คิดงานไม่ออก สมาธิสั้นลง หลงลืมง่าย ซึ่งเกิดจากการสะสมของสารพิษในกระแสเลือดที่ส่งผลต่อระบบประสาท ระบบย่อยพัง : ท้องอืดง่าย มีลมในท้องเยอะ โดยเฉพาะหลังกินของมัน จะรู้สึกพะอืดพะอม เพราะตับผลิตน้ำดีมาย่อยไขมันไม่ทัน ฮอร์โมนเพศแปรปรวน: เมื่อตับขจัดเอสโตรเจนส่วนเกินไม่ได้ ผู้ชายอาจมีภาวะเต้านมโต ความต้องการทางเพศลดลง หรือกล้ามเนื้อฝ่อลงผิดปกติ สัญญาณเตือนทางผิวหนัง: ตาเริ่มขุ่นหรือออกสีเหลือง (ดีซ่าน) คันตามตัวโดยไม่มีผื่น หรือมีจุดแดงเล็กๆ กระจายตามหน้าอกและหลัง แน่นตึงชายโครง: รู้สึกอึดอัดหรือปวดหน่วงบริเวณชายโครงขวา ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของตับที่ ศัตรูตัวร้ายที่คอยกัดกินตับ แอลกอฮอล์: ไม่ต้องถึงขั้นเมาค้าง แค่การดื่มสะสมวันละนิดก็ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังได้ น้ำตาลฟรุกโตส (HFCS): น้ำหวาน ชานม และน้ำอัดลม คือศัตรูเบอร์หนึ่ง น้ำตาลชนิดนี้จะตรงเข้าสู่ตับและเปลี่ยนเป็นไขมันพอกตับโดยตรง พฤติกรรมเนือยนิ่ง: การนั่งทำงานนานๆ โดยไม่ขยับตัว ทำให้ระบบเผาผลาญไขมันในตับทำงานได้แย่ลง ยาและสารเคมีสะสม: การทานยาแก้ปวด (พาราเซตามอล) เกินขนาด หรือการได้รับสารเคมีจากอาหารแปรรูปและมลภาวะต่อเนื่อง 4 วิธีรีชาร์จ ตับให้กลับมาฟิตใหม่ ตับเป็นอวัยวะมหัศจรรย์ที่ซ่อมแซมตัวเองได้ หากเราหยุดทำร้ายและเริ่มดูแลอย่างถูกวิธี เลี่ยงน้ำตาลแฝง และแป้งขัดขาว: ลดภาระไม่ให้ตับต้องเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมัน เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ: ทานผักตระกูลกะหล่ำ บรอกโคลี หรือดื่มกาแฟดำ (ไม่ใส่น้ำตาล) ซึ่งมีผลวิจัยว่าช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดมะเร็งตับและพังผืดในตับได้ เน้นไฟเบอร์ละลายน้ำ: เช่นธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เพื่อช่วยดักจับน้ำดีส่วนเกินและสารพิษในลำไส้ Intermittent Fasting (IF): การเว้นช่วงทานอาหารช่วยให้ตับมีเวลาดึงไขมันที่พอกอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงาน เมื่อไหร่ที่ต้องไปพบแพทย์ หากคุณพบว่า ปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนสีน้ำชา อุจจาระสีซีดผิดปกติ หรือมีอาการบวมที่ข้อเท้าและท้อง อย่ามองหาแค่ สมุนไพรล้างพิษ แต่ควรเข้ารับการตรวจเลือดเพื่อเช็กค่าเอนไซม์ตับ และการอัลตราซาวด์เพื่อประเมินสถานะตับที่แท้จริง บทความที่เกี่ยวข้อง 3 ผลไม้เพิ่มพลังและเสริมฮอร์โมนเพศชาย ที่ผู้ชายควรกินเป็นประจำ 5 อาหารเพิ่มสเปิร์ม เพิ่มสมรรถภาพเพศชาย กินอะไรช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชาย ผู้ชายทำงานดึก ดูแลตัวเองอย่างไรดี ให้ร่างไม่พัง Longevity สำหรับผู้ชาย ทำไงให้ไม่ใช่แค่อยู่นาน แต่อยู่ให้ดี และยังดูเท่ 30 วันเปลี่ยนชีวิต โปรแกรม Functional Training ที่บ้าน สำหรับผู้ชาย วิธีเดินลดน้ำหนัก เดินแทนวิ่งอย่างไร ให้ไขมันลด สำหรับผู้ชายที่ไม่ชอบเหนื่อย ไม่ชอบแรงกระแทก
ไลฟ์สไตล์ • 2 ก.พ. 69
อ่าน
“ญดา” รับร้องไห้หลังรู้เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ เผยตรวจเจอเพราะนาฬิกาสมาร์ทวอทช์
ญดา รับร้องไห้หลังรู้เป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ เผยตรวจเจอเพราะนาฬิกาสมาร์ทวอทช์ เรียกว่าแฟนๆ ส่งกำลังใจให้กับสาว ญดา นริลญา กันอย่างมากมาย ที่ได้ออกมาเปิดใจในงานกาล่าพรีเมียร์ ภาพยนตร์สุดระทึกขวัญ โอมุคาเดะ OMUKADE หลังรู้ตัวเองป่วยไฮเปอร์ไทรอยด์ โดยเจ้าตัวเผยว่า จริงๆ ก่อนหน้านี้เป็นโรคหอบหืดแต่เดิมอยู่แล้ว พอไปออกกองรู้สึกเหนื่อยผิดปกติ ต้องเข้าห้องฉุกเฉินบ่อยมาก เลยไปซื้อสมาร์ตวอชมาใส่ เพราะอยากดูเรื่องสุขภาพ นั่งอยู่เฉยๆ แต่อัตราการเต้นของหัวใจก็ขึ้นไปถึง 120 ลุกไปห้องน้ำขึ้นไปถึง 150 ตอนแรกคิดว่าเป็นโรคหัวใจ เลยไปพบหมอ ซึ่งผลตรวจออกมาเป็นไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือไทรอยด์ผอม ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งฮอร์โมน ความเครียด สภาพแวดล้อม หรือเป็นตามคนในครอบครัว ในการรักษาหมอให้กินยาอย่างน้อย 1 ปี ตอนกินยาไม่ได้มีเอฟเฟกต์มาก แต่ถ้าไม่กินก็มีน้ำหนักลดลงเร็ว ผอมมาก กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เหนื่อยง่าย ตอนนี้อาการดีขึ้นมากแล้ว เลยลดการกินยา ทำให้น้ำหนักก็ขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มกระทบเรื่องงาน เพราะน้ำหนักขึ้นเยอะ ประมาณ 3 กิโลกรัม ตอนนั้นถ้าไม่ใส่สมาร์ตวอชก็คือไม่รู้เลยว่าป่วย เพราะเป็นคนอดทน เวลาป่วยก็ไม่ค่อยแสดงอาการ คิดว่าไหว เลยไม่รู้ ก่อนหน้านี้ไปหาหมอตลอด เพราะคิดเองว่าเป็นโรคหอบหืด เลยหาหมอแค่โรคหอบหืดจึงไม่หาย ซึ่งเคยตรวจโรคนี้ไป 1 เมื่อต้นปี 2025 แต่อาการมีช่วงปลายปี เลยไม่ได้ตรวจอีก เพราะเคยตรวจแล้วไม่เจอ พร้อมยอมรับว่ารู้วันแรกร้องไห้เลย รู้สึกใจเสีย เพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรง และเราต้องเป็นเสาหลักครอบครัวด้วย จะป่วยไม่ได้ ซึ่งในอนาคตต้องกินยาต่อไปเรื่อยๆ
ดาราเดลี่บันเทิง • 21 ม.ค. 69
อ่าน
ง่วงนอนทั้งวัน ทำยังไงดี ? 7 วิธีแก้อาการง่วงซึม สมองตื่น กู้พลัง
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาคำตอบว่า ง่วงนอนทั้งวัน ทำยังไงดี วันนี้จะพาไปเช็กสาเหตุที่แท้จริง พร้อมแชร์เทคนิค "ปลุกสมอง" ที่ได้ผลกันค่ะ และวิธีแก้ที่ต้นเหตุเพื่อให้คุณกลับมาสดใสได้อีกครั้งค่ะ เคยไหม? กาแฟก็ดื่มแล้ว ล้างหน้าก็แล้ว แต่ความรู้สึก ง่วงนอนทั้งวัน ก็ยังตามหลอกหลอนจนทำงานไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง อาการง่วงซึมระหว่างวันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะมันส่งผลต่อทั้งประสิทธิภาพการทำงานและอารมณ์ของคุณ เช็กด่วน! ทำไมเราถึง ง่วงนอนทั้งวัน? คุณภาพการนอนไม่ดี : สาเหตุของอาการง่วงไม่ได้มาจาก "นอนน้อย" เพียงอย่างเดียวเสมอไป แม้จะนอนครบ 8 ชั่วโมง แต่อาจมีภาวะ หยุดหายใจขณะหลับ ทำให้สมองขาดออกซิเจนเป็นช่วงๆ ภาวะ Food Coma : ทานมื้อเที่ยงที่หนักคาร์โบไฮเดรตหรือน้ำตาลสูงเกินไป จนน้ำตาลในเลือดตก (Sugar Crash) ร่างกายขาดน้ำ : เลือดจะข้นขึ้น ทำให้การขนส่งออกซิเจนไปเลี้ยงสมองช้าลง ขาดวิตามินและแร่ธาตุ : โดยเฉพาะวิตามินบีรวมและธาตุเหล็ก ภาวะ Burnout หรือความเครียดสะสม : จิตใจที่ล้าส่งผลให้ร่างกายอยาก "ชัตดาวน์" ตลอดเวลา 7 เทคนิคแก้ ง่วงนอนทั้งวัน ทำยังไงดี 1. ออกไปรับ "แสงแดด" ยามเช้า แสงแดดจะช่วยยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน เมลาโทนิน (Melatonin) ที่ทำให้ง่วง และกระตุ้นการสร้าง เซโรโทนิน (Serotonin) ที่ช่วยให้เราตื่นตัวและอารมณ์ดี ลองเดินออกไปรับแสงแดดสัก 10-15 นาทีในช่วงพักดูค่ะ 2. ดื่มน้ำเปล่า 1 แก้วใหญ่ ทุก 2 ชั่วโมง บ่อยครั้งที่อาการง่วงคือสัญญาณเตือนว่าร่างกาย ขาดน้ำ การดื่มน้ำเปล่าจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น ปลุกความสดชื่นได้ดีกว่าคาเฟอีนในระยะยาว 3. ขยับร่างกาย แทนที่จะนั่งจมหน้าจอนานๆ ให้ลุกขึ้นเดิน ยืดเหยียด หรือขึ้นลงบันไดสัก 5 นาที การขยับจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและส่งออกซิเจนไปยังสมองได้ทันที 4. เปลี่ยนเมนูมื้อเที่ยง เลิกสั่งข้าวขาวพูนๆ หรือน้ำหวานหลังอาหาร ลองเปลี่ยนเป็น ข้าวไม่ขัดสี โปรตีนเน้นๆ และผัก เพื่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ไม่ทำให้ง่วงเหงาหาวนอนช่วงบ่าย 5. ใช้กลิ่นบำบัด พกยาดมหรือน้ำมันหอมระเหยกลิ่น เปปเปอร์มินต์หรือ ส้ม กลิ่นที่สดชื่นจะช่วยกระตุ้นประสาทสัมผัสและทำให้สมองตื่นตัวได้ในไม่กี่วินาที 6. การงีบหลับแบบ Power Nap 20 นาที หากง่วงจนทนไม่ไหวจริงๆ ให้งีบหลับสั้นๆ เพียง 20 นาที แต่ห้ามเกิน 30 นาที เพื่อรีเซ็ตสมองโดยไม่ให้เข้าสู่ภาวะหลับลึก (Deep Sleep) ซึ่งจะทำให้ตื่นมาแล้วมึนงง 7. ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นจัด วิธีเบสิกแต่ได้ผลดีเยี่ยม ความเย็นจะกระตุ้นเส้นประสาทบนใบหน้า ส่งสัญญาณให้สมองตื่นตัวทันที บทความที่คุณอาจสนใจ 5 สาเหตุ ตื่นนอนแล้วไม่สดชื่น อ่อนเพลีย ตื่นนอนแล้วไม่มีแรง มึนหัว เทคนิคการนอน Power Nap 20 นาที ตื่นมาสดชื่น สมองไบร์ท สูตรลับกู้พลัง!
เทรนด์สุขภาพ • 17 ม.ค. 69
อ่าน
สสส. ชวน วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ ครั้งที่ 13 จุดประกาย “วิ่งลดโรค” สู่สังคม
ทุกครั้งที่คุณออกวิ่ง คือทุกครั้งของการเริ่มต้นของสัญญาณการมีสุขภาพที่ดี อวัยวะต่าง ๆ ร่วมกันทำงานดีขึ้นทีละนิดจากก้าวที่คุณเริ่มออกวิ่ง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อยากชวนคนในสังคมไทยตระหนักถึงข้อดีของการออกวิ่ง เพราะการวิ่งสามารถนำพาผู้ออกวิ่งไปสู่การมีวิถีชีวิตใหม่ที่ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านกาย ด้ายใจ ด้านจิต จนถึงด้านสังคม จึงเป็นที่มาของการจัดงาน วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ Thai Health Day Run จาก สสส. เป็นงานวิ่งที่มีเป้าหมายมากกว่าแค่การรวมตัวของคนชอบวิ่ง แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อผลิตและเพิ่มจำนวนนักวิ่งหน้าใหม่สู่สังคมไทย งานวิ่งนี้จัดมาแล้ว 12 ครั้ง ในปีนี้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 13 มาพร้อมกับแนวคิด มหัศจรรย์แห่งการวิ่งที่จะช่วยลดเสี่ยงโรคเบาหวาน และโรคความดัน สสส. อยากชวนนักวิ่งทุกคน รวมถึงนักวิ่งหน้าใหม่มารู้จักและเข้าใจว่า การวิ่งจะช่วยลดโรคได้อย่างไร เมื่อคุณเริ่มวิ่งอวัยวะของคุณเหมือนได้ออกวิ่งไปด้วย จากสถิติผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้องรังในไทย (NCDs) มีค่าเฉลี่ยรวมถึง 1,000 คนต่อวัน โดยคิดเป็น 81% ของการเสียชีวิตทั้งหมด ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงทั้งด้านพฤติกรรม สิ่งแวดล้อม ส่งผลต่อระบบการเผาผลาญในร่างกาย การวิ่ง ไม่ได้แค่ทำให้ฟิต แต่ การวิ่งสามารถช่วยทำให้อวัยวะกลับมาทำงานดีขึ้น ซ่อมอวัยวะจากข้างใน โดยจากการศึกษาข้อมูลการวิ่งในระดับที่เหมาะสมกับร่างกายจะช่วยทำให้อวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น เมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดีก็จะลดเสี่ยงต่อโรคได้ โดยเฉพาะจากโรคเบาหวาน และโรคความดัน ภาพกราฟิกประกอบ แสดงหลอดเลือดสภาพปกติ และหลอดเลือดที่มีการอักเสบ 1. หลอดเลือดแข็ง กลับมายืดหยุ่นได้ ช่วยลดเสี่ยงโรคความดัน ปัญหาหลอดเลือดแข็งขึ้น มาจากหลายสาเหตุทั้งจากตามอายุที่มากขึ้น พฤติกรรมการกินที่ไม่ดีต่อสุขภาพรับประทานหวาน มัน เค็ม ปัจจัยความเครียด รวมถึงการอยู่ในท่าเดิมนาน ๆ สิ่งเหล่านี้นำพาไปสู่การทำให้หลอดเลือดแข็งตัว ไม่ยืดหยุ่น เมื่อหลอดเลือดแข็ง การทำงาน การไหลเวียนเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆจะลดลง หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเป็นเหตุสำคัญของการเป็น โรคความดันสูง และเมื่อสะสมจะนำไปสู่โรคหัวใจได้ การวิ่งจะช่วยลดการแข็งของหลอดเลือด ลดเสี่ยงโรคความดัน : เลือดสูบฉีดเหมาะสมไม่มากเกิน ผนังหลอดเลือดได้รับแรงดันที่เหมาะสม หลอดเลือดที่แข็งเริ่ม คืนความยืดหยุ่น การไหลเวียนเลือดดีขึ้นทั่วร่างกาย เส้นเลือดฝอยใหม่ ๆ ถูกสร้างขึ้น เหมือนการ ปลดล็อก ระบบส่งเลือดของร่างกาย ให้กลับมาทำงานดีอีกครั้ง ภาพกราฟิก แสดงตับอ่อนปกติ และตับอ่อนที่มีการอักเสบ 2. ตับอ่อนทำงานน้อยลง การควบคุมระดับน้ำตาลดีขึ้น ลดเสี่ยงโรคเบาหวาน ปกติ ตับอ่อน ต้องผลิตอินซูลินเพื่อจัดการน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ แต่เมื่อมีน้ำตาลที่เยอะตับอ่อนจะทำงานหนักมากขึ้นเรื่อย บางครั้งจัดการไม่ทัน เซลล์ดื้อต่ออินซูลิน (Insulin resistance) จนเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน การวิ่งช่วย ลดภาระให้ตับอ่อน ทำให้ร่างกายจัดการน้ำตาลได้ดีขึ้น ลดเสี่ยงโรคเบาหวาน: กล้ามเนื้อที่ใช้งานจะดูดน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานทันที ทำให้ต้องใช้อินซูลินน้อยลง ความดื้ออินซูลินลดลงอย่างเห็นได้ชัด ตับอ่อนกลับมาทำงานสมดุลขึ้น เหมือนคุณกำลัง ให้ตับอ่อนได้ฟื้นฟู ทุกครั้งที่ออกวิ่ง การออกกำลังกาย ด้วยการวิ่งที่เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มออกกำลังกาย หรือผู้ที่ต้องการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย ถ้าทำอย่างถูกวิธี ทำอย่างเหมาะสมกับการสร้างความฟิตและแข็งแรงให้กับร่างกาย จะสามารถช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับอวัยวะ และเมื่ออวัยวะทำงานได้ดี ระบบการทำงานต่างๆ จะทำได้ดีขึ้น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ก็จะลดลงตาม สปอตรณรงค์พร้อมสื่อรณรงค์วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ในปีนี้ มาเพื่อจุดประกายให้กลุ่มเป้าหมายที่ยังมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ และมีความเสี่ยงต่อโรคจากพฤติกรรม ได้เห็นข้อดีของการออกกำลังที่ค่าใช้จ่ายไม่สูง และหาที่ทำได้ไม่ยาก อย่างการออกวิ่ง ในปีนี้สื่อรณรงค์มาพร้อมกับแนวคิด แค่ออกวิ่ง อวัยวะของคุณก็ออกวิ่งด้วย วิ่งลดโรคเบาหวาน และความดัน ภาพยนตร์สื่อด้วยภาพที่แปลกตาจากสองอวัยวะสำคัญที่จะดีขึ้นได้หากคุณออกวิ่งนั่นคือ หลอดเลือดจะฟื้นฟูระบบไหลเวียนเลือดก็จะดีขึ้น ตับอ่อนจะดีมีสภาพขึ้นจัดการอินซูลินได้ดีขึ้น เมื่อคุณทำเป็นประจำจะพบมหัศจรรย์จากการวิ่ง สามารถรับชมสปอตรณรงค์ได้ทาง เมื่อคุณรู้ความมหัศจรรย์ของการวิ่งแล้ว เราอยากชวนคุณมาออกวิ่งอย่างถูกวิธี คุณไม่ต้องเป็นนักวิ่งก็เปลี่ยนสุขภาพได้ด้วยการเริ่มก้าวแรก มารู้จักตารางวิ่งที่เหมาะกับคนที่กำลังดูแลความดัน และเบาหวานกัน ตารางวิ่งเหมาะสำหรับคนควบคุมเบาหวาน ตารางวิ่งเหมาะสำหรับคนควบคุมความดัน มาค้นพบมหัศจรรย์แห่งการวิ่งไปด้วยกัน เพราะเพียงคุณออกวิ่ง อวัยวะของคุณก็จะออกวิ่งไปด้วย และเมื่อคุณทำอย่างสม่ำเสมออวัยวะแข็งแรงขึ้น ก็จะช่วยลดเสี่ยงโรค โดยเฉพาะเบาหวาน และความดัน วิ่งสู่วิถีชีวิตใหม่ วิ่งลดโรคไปด้วยกัน กับ สสส. แหล่งที่มา : ประชาชนไทยเสี่ยงต่อโรค NCDs สูงถึง 400,000 รายต่อปี และเสี่ยงเสียชีวิต 1,000 รายต่อวัน กดติดตามข้อมูลข่าวสาร แคมเปญที่น่าสนใจ และกิจกรรมดีๆ จาก สสส เพิ่มเติมได้ที่ : Facebook : Social Marketing Thaihealth by สสส. Line : @thaihealththailand Tiktok: @thaihealth Youtube: SocialMarketingTH Website : Social Marketing Thaihealth
ข่าว • 15 ม.ค. 69
อ่าน
3 สัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่า คุณต้องดูแลตัวเองแล้ว
หลายคนทำงานหนัก ใช้ชีวิตเร็ว นอนดึก กินอะไรก็ได้ที่สะดวก และปลอบใจตัวเองว่า เดี๋ยวค่อยดูแล ตอนนี้ยังไม่แก่ แต่ความจริงคือร่างกายไม่เคยโกหก มันอาจส่งสัญญาณเตือนอยู่ตลอดอยู่ที่คุณจะหยุดฟังหรือไม่ ถ้าคุณอายุ 2545 และเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่เหมือนเดิม ลองเช็ก 3 สัญญาณนี้ให้ดี เพราะมันอาจเป็นจุดที่คุณควรเริ่มดูแลตัวเองตั้งแต่ตอนนี้เลย 1. เหนื่อยง่าย ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหนัก ตื่นเช้าไม่สดใส บ่ายๆ ก็ล้า ตกเย็นหมดแรง แม้จะนอนครบ 78 ชั่วโมง แต่ยังง่วง แค่ทำงานหน้าคอมทั้งวันก็รู้สึกหมดพลัง หรือเมื่อก่อนออกกำลังกายได้ แต่ตอนนี้คิดถึงก็เหนื่อยแล้ว อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของ ขี้เกียจ แต่มักเป็นสัญญาณว่า ระบบพลังงานในร่างกายเริ่มรวนแล้ว สาเหตุที่พบบ่อย นอนดึกสะสม หรือ คุณภาพการนอนไม่ดี กินอาหารหวาน แป้ง น้ำตาลสูง แทบไม่ขยับร่างกายเลยทั้งวัน มีความเครียดสะสมแบบไม่รู้ตัว ผู้ชายหลายคนเข้าใจผิดว่า อดทนได้ = แข็งแรง แต่จริงๆ แล้ว ความแข็งแรงคือ ร่างกายที่ฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ใช่ฝืนได้นาน เริ่มดูแลยังไงดี ปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม เดินให้ได้วันละ 6,0008,000 ก้าว ลดน้ำตาลช่วงเช้า แล้วเพิ่มโปรตีนแทน แค่ 23 สัปดาห์ คุณจะรู้สึกได้ว่าพลังชีวิตกลับมาอย่างน่าอัศจรรย์เลยทีเดียว 2. สมองไม่ไวเหมือนเดิม โฟกัสยาก หงุดหงิดง่าย คิดช้า ลืมง่าย อารมณ์ขึ้นลงโดยไม่รู้เหตุผล สัญญาณนี้มักถูกมองข้าม เพราะไม่เจ็บ ไม่ปวด แต่จริงๆ แล้วอันตรายไม่แพ้อาการอื่นๆ เลยทีเดียว ถ้าคุณเริ่มมีอาการต่อไปนี้ อ่านอะไรยาวๆ ไม่จบ ทำงานง่ายๆ แต่รู้สึกต้องใช้พลังสมองเยอะมาก หงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย รู้สึก ไม่อยากคุยกับใคร ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เป็น นี่อาจเป็นสัญญาณของ สมองที่พักไม่พอ + ฮอร์โมนความเครียดสูง โดยเฉพาะผู้ชายวัยทำงานจำนวนมากมักมีอาการเหล่านี้ เพราะสมองไม่เคยพักเลย ไม่ว่าจะเป็นมือถือ อีเมล ไลน์ ล้วนทำให้สมองตื่นตัวตลอดเวลา สุดท้ายสมองก็ล้าโดยไม่รู้ตัว วิธีรีเซ็ตสมองแบบผู้ชายยุคใหม่ ปิดหน้าจอทุกอย่าง 3060 นาทีก่อนนอน ออกกำลังกายแบบมีเหงื่อ 3 วัน/สัปดาห์ ฝึกหายใจลึกๆ หรืออยู่เงียบๆ วันละ 5 นาที คุณจะเริ่มรู้สึกว่า ความคิดชัดขึ้น ใจนิ่งขึ้น และไม่หงุดหงิดง่ายเหมือนเดิม 3. ระบบร่างกายเริ่มแปรปรวนแบบเงียบๆ อ้วนลงพุง ปวดหลัง ท้องอืด นอนหลับไม่ลึก สัญญาณเหล่านี้อาจไม่ได้รุนแรง แต่มาเรื่อยๆ หากชะล่าใจกว่าจะรู้ตัวอาการเหล่านี้ก็อาจสะสมจนกลายเป็นโรคไปแล้ว สัญญาณอาการแปรปรวน น้ำหนักขึ้น ทั้งที่กินเท่าเดิม พุงออกเร็ว แต่แขนขาไม่ได้ใหญ่ขึ้น ปวดหลัง คอ บ่า ไหล่ แบบเรื้อรัง ท้องอืด แน่น ไม่สบายท้องบ่อย สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าระบบเผาผลาญ กล้ามเนื้อ และฮอร์โมน เริ่มเสียสมดุล โฟกัส 3 อย่างที่เห็นผลจริง เวทเทรนนิ่งเบาๆ 23 วันต่อสัปดาห์ กินอาหารจริง (Real food) มากกว่าอาหารแปรรูป ยืดเหยียดร่างกายทุกวัน โดยเฉพาะหลังเลิกงาน ถ้ามีสัญญาณตามที่ว่ามา นั่นไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่มันคือ สัญญาณเตือนล่วงหน้า ที่ร่างกายยังใจดีพอจะบอกคุณก่อน และคุณยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันได้ เพียง "เริ่มวันนี้" ไม่ต้องเปลี่ยนทุกอย่างในครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องฟิตเต็มร้อย ไม่จำเป็นต้องซิกแพคส์แน่นเหมือนนายแบบขอแค่ร่างกายแข็งแรงพอจะใช้ชีวิตแบบที่คุณต้องการ เท่านี้ก็มีชีวิตที่มีคุณภาพแล้ว บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม
ไลฟ์สไตล์ • 14 ม.ค. 69
อ่าน
ทำงานอย่างไรให้เก่งขึ้น วิธีลัดบาลานซ์งานให้เสร็จไว มีเวลาเหลือ
หลายคนเคยตั้งเป้าว่าจะทำงานเก่งขึ้น แต่สุดท้ายกลับจมอยู่กับงานที่ไม่เสร็จตามเวลา ปัญหาคือคุณไม่ได้ขาดความสามารถ แต่ขาดเทคนิคบาลานซ์งานให้เสร็จไว และมีเวลาเหลือสำหรับชีวิตส่วนตัว TrueID Sport จะพาคุณรู้จักวิธีลัดทำงานแบบมือโปร ที่ช่วยให้คุณจัดการงานได้เร็วขึ้น ลดความเครียด และยังมีเวลาพักผ่อนหรือทำสิ่งที่รัก ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไร เทคนิคเหล่านี้จะช่วยให้คุณทำงานอย่างมีระบบ ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าที่ทำได้จริง ทำงานอย่างไรให้เก่งขึ้น วิธีลัดบาลานซ์งานให้เสร็จไว มีเวลาเหลือ 1. ทำงานตามนาฬิกาชีวิต เลือกช่วงเวลาที่สมองแล่นที่สุด สำหรับงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์หรืองานยาก ส่วนงานแอดมินหรือตอบอีเมลให้เก็บไว้ทำในช่วงที่พลังงานเริ่มลดลง 2. จัดการงานที่ใหญ่ที่สุดก่อน การจัดการงานที่ยากและสำคัญที่สุดเป็นอย่างแรก เมื่องานที่ใหญ่ที่สุดถูกจัดการ จะทำให้พลังใจและ พลังงาน ของคุณจะพุ่งสูงตลอดทั้งวัน 3. ใช้กฎ 1-3-5 และนิยามคำว่า "เสร็จ" จัดลำดับความสำคัญด้วยสูตร: งานใหญ่ 1, งานกลาง 3 และงานเล็ก 5 พร้อมกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนว่าแค่ไหนคือสำเร็จ เพื่อป้องกันโรคบ้าความสมบูรณ์แบบ ที่ทำให้งานไม่เดิน 4. เทคนิค Pomodoro และกฎพาร์กินสัน ฝึกจดจ่อด้วยการทำงาน 50 นาที พัก 10 นาที และลองจำกัดเวลาการทำงานให้สั้นลง เพราะการมีเวลาจำกัดจะบีบให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 5. จัดกลุ่มงาน และกฎ 2 นาที รวมงานประเภทเดียวกันไว้ทำทีเดียวเพื่อลดอาการสมองล้าจากการสลับโหมด และหากงานไหนใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที ให้จัดการทันทีเพื่อลดภาระใน To-do List 6. ใช้ AI และ Automation เป็นคู่คิด ลดเวลาการทำงานซ้ำซ้อนด้วยเทคโนโลยี ใช้ AI ช่วยร่างโครงสร้างงาน หรือใช้ Automation Tools ย้ายข้อมูลแทนการทำ Manual ช่วยประหยัดเวลาได้มหาศาล 7. โฟกัสกฎ 80/20 (Pareto Principle) ค้นหางาน 20% ที่สร้างมูลค่าและผลลัพธ์ 80% ให้เจอ แล้วทุ่มเททรัพยากรไปที่ตรงนั้น ส่วนงานที่เหลือให้ทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้ภาพรวมเดินหน้าต่อไปได้ 8. สร้างสภาวะลื่นไหลด้วย Deep Work ปิดการแจ้งเตือนทุกชนิดเมื่อต้องทำงานสำคัญ การถูกขัดจังหวะบ่อยๆ ทำให้สมองต้องใช้เวลาถึง 20 นาทีกว่าจะกลับมามีสมาธิเท่าเดิม การตัดขาดจากโลกภายนอกชั่วคราวจะทำให้งานเสร็จไวขึ้นเท่าตัว 9. วางแผนล่วงหน้าและตั้งเวลา "เลิกงาน" เตรียมลิสต์งานสำหรับวันถัดไปก่อนเข้านอน และกำหนดเวลาเลิกงานที่ชัดเจน เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนและรีชาร์จพลังงานอย่างเต็มที่ ตัวอย่าง: To-do List สำหรับวันพรุ่งนี้ (สูตร 1-3-5) แบบที่ 1: สำหรับสายบริหาร/จัดการ (Managerial Focus) เน้น: การใช้สมาธิสูงในตอนเช้า และการบริหารคนในช่วงบ่าย ประเภทงาน รายการงาน (Task) ช่วงเวลาแนะนำ งานใหญ่ (1) Deep Work: วางโครงสร้างกลยุทธ์ทีมประจำไตรมาส 08:30 10:30 งานกลาง (3) เคลียร์อีเมลสำคัญที่ค้างมา (Batching รอบแรก) 10:30 11:30 ประชุมสรุปผลกับทีม (1-on-1) 13:30 15:00 รีวิวและอนุมัติงบประมาณการตลาด 15:00 16:00 งานเล็ก (5) เช็กยอดขายรายวัน 08:00 08:30 ส่งสติกเกอร์ขอบคุณ/ให้กำลังใจทีมในไลน์ หลังมื้อเที่ยง เซ็นเอกสารเบิกจ่าย (กฎ 2 นาที) 16:00 16:15 นัดหมายประชุมอาทิตย์หน้า 16:15 16:30 จัดลำดับความสำคัญงานวันมะรืน ก่อนเลิกงาน แบบที่ 2: สำหรับสายสร้างสรรค์ (Creative Digital Focus) เน้น: การถนอมพลังงานสมองเพื่อผลิตไอเดีย และใช้ AI ช่วยลดงานถึก ประเภทงาน รายการงาน (Task) ช่วงเวลาแนะนำ งานใหญ่ (1) Flow State: ผลิตวิดีโอหรือเขียนบทความหลัก 09:00 12:00 งานกลาง (3) ใช้ AI ช่วยร่างโครงสร้างคอนเทนต์โซเชียลย่อย 13:30 14:30 ออกแบบกราฟิกประกอบบทความ 3-5 รูป 14:30 15:30 วิเคราะห์ Analytics เพื่อปรับจูน SEO 15:30 16:30 งานเล็ก (5) จดไอเดียที่ผุดขึ้นมาระหว่างวันลง Note ตลอดทั้งวัน ตอบคอมเมนต์หน้าแฟนเพจ 11:30 12:00 เปลี่ยนรูปโปรไฟล์/หน้าปกตามแคมเปญ หลังมื้อเที่ยง ส่องเทรนด์ TikTok/X (จำกัด 15 นาที) ช่วงพักเบรก สำรองข้อมูล (Backup) งานลง Cloud ก่อนเลิกงาน แบบที่ 3: สำหรับพนักงานออฟฟิศ (General Office Day) เน้น: กำจัดงานที่เป็นคอขวดให้เสร็จไวที่สุด ประเภทงาน รายการงาน (Task) ช่วงเวลาแนะนำ งานใหญ่ (1) โปรเจกต์ที่หัวหน้าติดตามพิเศษ 09:00 11:00 งานกลาง (3) จัดเตรียมสไลด์/เอกสารสำหรับนำเสนอ 11:00 12:00 ติดต่อประสานงานแผนกอื่น (โทร/แชท) 13:30 14:30 เคลียร์งานธุรการที่ค้างคาให้จบ 14:30 16:00 งานเล็ก (5) ส่งไฟล์รายงานให้ทีม (กฎ 2 นาที) หลังมื้อเที่ยง สั่งซื้ออุปกรณ์สำนักงานที่ขาด ช่วงพักบ่าย กรอก Time Sheet / บันทึกเวลา 16:30 16:45 จัดโต๊ะทำงานให้เรียบร้อย 16:45 16:55 เช็กลิสต์งานที่เสร็จเพื่อความภูมิใจ ก่อนเลิกงาน บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม วิธีเลือกดัมเบลสำหรับผู้ชายให้เหมาะกับการออกกำลังกาย รวมท่าออกกำลังกาย Dumbbell Complex เวลาน้อยได้ผลมาก รวมท่าฝึกแกนกลางลำตัว แบบไม่หนัก ได้กล้ามสวยแก้ปวดหลัง ทำตามง่าย สาเหตุที่ออกกำลังกายหนักแต่ไม่มีกล้าม เปลี่ยนวิธีนี้กล้ามขึ้นแน่
ไลฟ์สไตล์ • 1 ม.ค. 69
อ่าน
“สมองล้า” ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่เป็นสัญญาณเตือน
คุณอาจจะเคยคิดว่าอาการมึน ๆ เบลอ ๆ หรือความรู้สึกหมดแรงตอนบ่ายคือความขี้เกียจ แต่แท้จริงแล้วมันคือสัญญาณที่ร่างกายและสมองของคุณกำลังบอกว่าถึงเวลาต้องรีชาร์จ เพราะทั้งงานโหลด การประชุมยาว หรือการใช้สมองอย่างต่อเนื่อง ทำให้คุณตกอยู่ในภาวะ สมองล้า โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนที่ต้องใช้สมองและร่างกายอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่ต้องจ้องหน้าจอทั้งวัน วิศวกรที่ต้องแก้ไขปัญหาหน้างาน หรือโฟร์แมนที่ต้องคุมโปรเจกต์ใหญ่ อาการสมองล้า หรือ Brain Fog ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะการนอนหลับไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ยังมาจากปัจจัยอื่น ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน การขาดสารอาหารที่จำเป็น การดื่มน้ำน้อยเกินไป หรือแม้แต่ความเครียดสะสมจากแรงกดดันในหน้าที่การงาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง ทำให้ประสิทธิภาพในการคิด วิเคราะห์ และความกระฉับกระเฉงลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทอรีน: ตัวช่วยที่ทำให้สมองกลับมา ออนไลน์ อีกครั้ง เมื่อสมองอ่อนล้าถึงขีดสุด เราต้องการตัวช่วยเพื่อฟื้นฟูระบบประสาทให้กลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่า ทอรีน คือ หนึ่งในสารสำคัญที่สมองต้องการ ทอรีน เป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่ร่างกายมนุษย์สามารถสร้างขึ้นเองได้ในปริมาณหนึ่ง แต่แหล่งสำคัญที่สามารถเสริมทอรีนได้คือจากอาหารที่เราบริโภคเข้าไป โดยเฉพาะในอาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่และผลิตภัณฑ์จากนม โดยทอรีนมีบทบาทสำคัญในการบำรุงและฟื้นฟูระบบประสาทและสมอง งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่าทอรีนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารของเซลล์ประสาท นอกจากนี้ยังช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทในสมอง ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีสมาธิมากขึ้น การเติมทอรีนให้สมองจึงเหมือนกับการชาร์จพลังงานให้แบตเตอรี่ที่ใกล้หมด ให้กลับมามีไฟและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทายในแต่ละวัน 5 เคล็ดลับเติมพลังกาย เพิ่มพลังใจ แบบชาร์จไว เมื่อทราบแล้วว่ามีสารสำคัญอะไรที่ช่วยบำรุงสมองและระบบประสาทได้ ก็ถึงเวลาที่เราจะมาดูกันว่ามีวิธีไหนบ้างที่จะช่วยเติมเต็มพลังงานที่ขาดหายไป นอกจากการดูแลตัวเองแล้ว การปรับพฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันก็ช่วยฟื้นฟูร่างกายและสมองให้พร้อมลุยงานได้อีกครั้ง 1. เริ่มงานยากสุดช่วงเช้า: สมองจะตื่นตัวและมีประสิทธิภาพในการคิดวิเคราะห์มากที่สุดในช่วงเช้า ใช้ช่วงเวลานี้จัดการกับงานที่ต้องใช้ความคิดซับซ้อน จะช่วยให้คุณทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้นและมีเวลาเหลือมากขึ้นสำหรับงานอื่น ๆ 2. พักสั้นๆ ทุก 90 นาที: การนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานจะทำให้สมองเหนื่อยล้า ลองลุกจากที่นั่ง เดินยืดเส้นยืดสาย หรือเปลี่ยนอิริยาบถบ้าง การพักเพียง 5-10 นาทีจะช่วยรีเฟรชสมองให้พร้อมสำหรับงานรอบใหม่ 3. ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่ สมองก็เช่นกัน การขาดน้ำเพียงเล็กน้อยก็ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมองได้ พยายามจิบน้ำบ่อย ๆ ตลอดวันเพื่อช่วยให้สมองประมวลผลได้เร็วขึ้น 4. เติมทอรีนให้สมอง: นอกจากการพักผ่อนให้เพียงพอแล้ว การเลือกเครื่องดื่มที่มีทอรีน เช่น เครื่องดื่มให้พลังงาน ก็เป็นอีกทางเลือกที่สะดวกและรวดเร็ว เพื่อให้ร่างกายและสมองของคุณพร้อมกลับมาทำงานได้อย่างเต็มที่ในทุกวัน 5. ฟังเพลงที่ทำให้สมองแล่น: บางครั้งการได้ฟังเพลงที่คุ้นเคย หรือฟังเพลงจังหวะสนุก ๆ ก็ช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและพร้อมทำงานต่อได้
ไลฟ์สไตล์ • 27 ธ.ค. 68
อ่าน
อย่าปล่อยให้ร่างพัง! รู้จักผลเสีย และวิธีแก้ ความเครียดเรื้อรัง อันตรายกว่าที่คิด
ร่างกายพังไม่รู้ตัว! ทำความรู้จัก ผลเสีย และวิธีแก้ ความเครียดเรื้อรัง ที่ต้องระวัง ในยุคปัจจุบันที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน ความเครียด กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน แต่เมื่อความเครียดนั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า 6 สัปดาห์ จะกลายเป็น ความเครียดเรื้อรัง ซึ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงและลึกซึ้งต่อทั้งร่างกายและจิตใจอย่างที่เราคาดไม่ถึง การจัดการความเครียดเรื้อรังต้องอาศัยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างรอบด้าน เพื่อลดการหลั่งคอร์ติซอลและสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ ดังนั้น การรู้จัก ผลเสียและความเครียดเรื้อรัง และหาวิธีจัดการอย่างถูกวิธีจึงเป็นสิ่งสำคัญค่ะ 3 ผลเสีย ความเครียดเรื้อรัง จากภายใน ความเครียดเรื้อรังจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมน คอร์ติซอล อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่ออยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน จะส่งผลกระทบต่อทุกระบบในร่างกาย 1. ผลกระทบต่อระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ : คอร์ติซอลที่สูงจะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายต่อสู้กับเชื้อโรคได้ไม่ดี ทำให้ป่วยบ่อยขึ้น ติดเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น เช่น เป็นหวัดบ่อย และแผลหายช้าลง 2. ผลกระทบต่อสมองและสุขภาพจิต สมองทำงานแย่ลง : ความเครียดเรื้อรังทำลายเซลล์สมองซึ่งเกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ ทำให้มีปัญหาด้านสมาธิและความจำถดถอย วิตกกังวลเรื้อรัง อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า และอาจนำไปสู่ภาวะ Burnout 3. ผลกระทบต่อระบบเผาผลาญและรูปร่าง น้ำหนักเพิ่มขึ้น : คอร์ติซอลจะกระตุ้นให้ร่างกายเก็บสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน ความอยากอาหารเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอาหารรสหวานและคาร์โบไฮเดรตสูง ปัญหาระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่ และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน 5 วิธีแก้ความเครียด เรื้อรังอย่างยั่งยืนและเป็นธรรมชาติ 1. ฝึกสติและหายใจให้ช้าลง หลักการ: การฝึกสติ (Mindfulness) และการหายใจเข้าลึก ๆ ช้า ๆ ผ่านช่องท้อง เป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการเปิดใช้งานระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic Nervous System) ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมให้ร่างกายสงบ วิธีปฏิบัติ: ลองกำหนดเวลา 5 นาทีต่อวันเพื่อหายใจเข้าลึก 4 วินาที กลั้นไว้ 4วินาที และหายใจออกช้าๆ 6วินาที 2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หลักการ: การออกกำลังกายช่วยลดระดับคอร์ติซอลที่หมุนเวียนในร่างกาย และช่วยให้สมองหลั่งเอนดอร์ฟิน (Endorphins) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา วิธีปฏิบัติ: เน้นการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง เช่น การเดินเร็ว, โยคะ, หรือพิลาทิส อย่างน้อย $30$ นาทีต่อวัน 3. จัดการการนอนหลับให้มีคุณภาพ หลักการ: การนอนหลับที่มีคุณภาพเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมและ จัดการคอร์ติซอล ที่สูงในเวลากลางวัน วิธีปฏิบัติ: สร้างสภาพแวดล้อมห้องนอนให้มืดและเย็นสนิท งดการใช้หน้าจออิเล็กทรอนิกส์ 1ชั่วโมงก่อนนอน และพยายามเข้านอนให้ตรงเวลา 4. ปรับโภชนาการให้เป็นมิตรต่อสมอง หลักการ: อาหารบางชนิดช่วยลดการอักเสบและเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารสื่อประสาทที่ดี วิธีปฏิบัติ: เน้นอาหารที่มี โอเมกา-3 (เช่น ปลาแซลมอน), แมกนีเซียม (เช่น ผักใบเขียวเข้ม, ถั่วเปลือกแข็ง), และทาน พรีไบโอติกส์/โพรไบโอติกส์ เพื่อสุขภาพลำไส้ที่ดี (Gut Health) ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับสุขภาพจิต 5. กำหนดขอบเขตดิจิทัล หลักการ: การรับข่าวสารหรือการใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไปทำให้เกิดความเครียดและเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น วิธีปฏิบัติ: ลองกำหนดช่วงเวลา "ปลอดหน้าจอ" ในแต่ละวัน เช่น หลัง $21:00$ น. หรือในวันหยุดสุดสัปดาห์บางช่วง เพื่อให้จิตใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง การเริ่มต้นด้วย วิธีแก้ความเครียด ทีละเล็กทีละน้อย จะช่วยให้คุณกลับมาควบคุมระดับคอร์ติซอล และสร้างภูมิคุ้มกันทางอารมณ์ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ครับ/ค่ะ บทความที่คุณอาจสนใจ
เทรนด์สุขภาพ • 4 ธ.ค. 68
อ่าน
หัวใจล้มเหลว ภัยเงียบทำลายชีวิต สัญญาณเตือนที่ "ผู้ชายทำงานหนัก" ต้องรีบเช็กก่อนสาย
หัวใจล้มเหลว ภัยเงียบทำลายชีวิต สัญญาณเตือนที่ "ผู้ชายทำงานหนัก" ต้องรีบเช็กก่อนสาย ในโลกที่ทุกวินาทีคือการแข่งขัน ผู้ชายจำนวนมากยอมแลกเวลานอนกับความสำเร็จ แต่สิ่งน่ากลัวที่ตามมาคือ ความเครียดเรื้อรังและการพักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ได้ทำให้แค่เหนื่อย แต่กำลังผลักคุณเข้าใกล้ ภาวะหัวใจล้มเหลว แล้วความสำเร็จนั้นจะคุ้มค่าอย่างไรถ้าต้องแลกด้วยชีวิต ในวันนี้ TrueID Sport จะพาคุณมาหาวิธีลดความเสี่ยงกับอาการหัวใจล้มเหลวกัน หัวใจล้มเหลว ภัยเงียบทำลายชีวิต สัญญาณเตือนที่ "ผู้ชายทำงานหนัก" ต้องรีบเช็กก่อนสาย รู้หรือไม่ผู้ชายที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน มีความเสี่ยงโรคหัวใจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า และความเครียดเรื้อรังทำให้ความดันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวเร่งให้หัวใจล้มเหลวเร็วขึ้น ทำไมทำงานหนักถึงเสี่ยงหัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure) คือภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ตามปกติ แม้สาเหตุหลักมักมาจากโรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือเคยมีภาวะหัวใจขาดเลือด แต่ปัจจัยที่เรามองข้ามอย่าง ความเครียดเรื้อรังและการอดนอน กลับเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้ปัญหาเหล่านี้รุนแรงขึ้น 1. ความเครียดเรื้อรัง ฮอร์โมนความเครียด เช่น คอร์ติซอลและอะดรีนาลีนจะหลั่งต่อเนื่อง ทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันสูง และหลอดเลือดหดตัว ส่งผลให้หัวใจทำงานหนักเกินไปจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ความเครียดอาจทำให้บางกลุ่มทำให้สูบบุหรี่ กินมาก ดื่มแอลกอฮอล์ และเพิ่มการอักเสบในร่างกาย ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ 2. การพักผ่อนไม่เพียงพอ การนอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืนสัมพันธ์กับความดันสูง ฮอร์โมนความเครียดสูง และเมตาบอลิซึมผิดปกติเสี่ยงน้ำหนักเกิน เบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูง การนอนน้อยเป็นปัจจัยเสี่ยงโดยตรงของโรคหัวใจ หัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องการเวลาฟื้นตัวตอนหลับลึก การอดนอนทำให้หัวใจไม่มีโอกาสพัก สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม ผู้ชายที่ทำงานหนักมักคิดว่าเหนื่อยคือเรื่องปกติ แต่ถ้ามีอาการเหล่านี้ ต้องระวัง อ่อนเพลียเรื้อรัง รู้สึกเหนื่อยล้าตลอดเวลา แม้จะพักผ่อนแล้ว ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่เคยทำได้ง่าย เช่น การเดินขึ้นบันได หรือการถือของชำ ได้ยากขึ้น หายใจลำบากเล็กน้อยขณะทำกิจกรรมทางกาย เช่น การทำงาน หรือการออกกำลังกาย ตื่นขึ้นมากลางดึกกะทันหันและรู้สึกหายใจลำบาก รวมถึงต้องใช้หมอนหลายใบหรือต้องลุกขึ้นนั่งเพื่อหายใจได้สบายขณะนอนหลับ อาการบวม ที่ขา ข้อเท้า น้ำหนักขึ้นเร็วโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งอาจเป็นมากขึ้นในช่วงเย็น มีอาการบวมหรือท้องอืด น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัมหรือมากกว่าภายในหนึ่งวัน หรือ 2 กิโลกรัมภายในหนึ่งสัปดาห์ เนื่องจากการคั่งของน้ำในร่างกาย มีอาการไอเรื้อรัง มีเสมหะสีขาวหรือชมพูเป็นฟอง ใจสั่น คลื่นไส้ สมาธิลดลง หรือสับสน คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือรู้สึกอิ่มเร็ว วิธีป้องกันหัวใจล้มเหลวสำหรับผู้ชายทำงานหนัก การป้องกันเริ่มจากการจัดการปัจจัยเสี่ยง 1. นอนให้พอ ตั้งเป้าหมายการนอนหลับที่มีคุณภาพ 7 ถึง 9 ชั่วโมงต่อคืน เข้านอนและตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน กำหนดตารางการนอนที่สม่ำเสมอ เข้านอนและตื่นนอนในเวลาใกล้เคียงกัน แม้ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หลีกเลี่ยงหน้าจอ (โทรศัพท์ ทีวี) อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนอน หากกรนเสียงดังหรือตื่นมาหอบ ควรตรวจภาวะหยุดหายใจขณะหลับ 2. จัดการความเครียด ฝึกสติ ทำสมาธิ โยคะ หรือหายใจลึกๆ กำหนดขอบเขตงาน เรียนรู้การปฏิเสธ ใช้เวลากับคนที่รัก และหางานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลาย ที่ช่วยให้สามารถปลีกตัวออกจากความกังวลเรื่องงานได้ 3. ปรับไลฟ์สไตล์ ออกกำลังกายที่มีความหนักปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว กินอาหารเพื่อสุขภาพ ลดเกลือ เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนไม่ติดมัน เลิกบุหรี่ จำกัดแอลกอฮอล์ ตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อติดตามความดัน เบาหวาน และไขมัน บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม
ไลฟ์สไตล์ • 1 ธ.ค. 68
อ่าน
คู่มือรับมือเพื่อนร่วมงาน Toxic ให้งานเดิน สุขภาพจิตไม่เสีย ฉบับมืออาชีพ
การทำงานนับว่าเป็นการเข้าสังคมในอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมักจะประกอบไปด้วยบุคคลหลายประเภท และหนึ่งในบุคลิกเพื่อนร่วมงานที่เป็นฝันร้ายของคนหลายๆ คนนั่นก็คือคน Toxic เพราะคนที่มีลักษณะแบบนี้มักส่งผลกับบรรยากาศการทำงาน ส่งผลกับเนื้องาน และส่งผลต่อสุขภาพจิตของคุณ แล้วจะมีวิธีการรับมืออย่างไรให้ทำงานได้อย่างราบรื่นอย่างไม่เกิดดราม่า TrueID Sport มีเคล็ดลับดีๆ มาฝากคุณกัน คู่มือรับมือเพื่อนร่วมงาน Toxic ให้งานเดินสุขภาพจิตไม่เสีย ฉบับมืออาชีพ 1. ทำความรู้จักและเข้าใจ "เพื่อนร่วมงาน Toxic" Toxic People คือผู้ที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลลบต่อสุขภาพจิตและบรรยากาศการทำงาน พฤติกรรมเหล่านี้มักเกิดจากปัญหาทางอารมณ์หรือความไม่มั่นคงภายในของพวกเขาเอง ตัวอย่างลักษณะที่พบบ่อย นักสร้างดราม่า: ชอบ นินทา ขยายความขัดแย้ง หรือใช้เรื่องส่วนตัวเพื่อดึงดูดความสนใจ ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจในทีม นักโยนความผิด: เมื่อเกิดปัญหาสิ่งแรกที่ทำคือโยนความรับผิดชอบ ให้ผู้อื่นหรือสถานการณ์เพื่อหลีกเลี่ยงการยอมรับความผิดของตัวเอง จอมอิจฉาและบั่นทอน: มักขี้อิจฉา และแสดงออกด้วยการพูดจาลดทอนความสำเร็จของคนอื่น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกเหนือกว่า เหยื่อตลอดกาล: สวมบทบาทเป็นผู้ถูกกระทำอยู่เสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ หรือต้องการให้คนอื่นมาสนใจคอยช่วยเหลือ 2. ผลกระทบของพฤติกรรม Toxic ทำไมต้องให้ความสำคัญ พฤติกรรมเหล่านี้ส่งผลกระทบลึกซึ้งเกินกว่าความรำคาญ ผลเสียต่อสุขภาพจิต: ทำให้เราเกิดความเครียดสะสม วิตกกังวล และ หมดพลังในการทำงาน การถูกลดทอนคุณค่าบ่อย ๆ อาจทำให้เรา โทษตัวเอง และสูญเสียความมั่นใจ ผลกระทบต่อประสิทธิภาพงาน: ทำลายความไว้วางใจในทีม การสื่อสารติดขัดพลังงานถูกใช้ไปกับการ "จัดการอารมณ์" แทนการสร้างสรรค์ผลงาน ทำให้การทำงานร่วมกันลดลงอย่างมาก ผลกระทบต่อองค์กรโดยรวม: องค์กรจะสูญเสียคนเก่งและมีคุณภาพไป เนื่องจากต้องหนีจากบรรยากาศที่เป็นพิษ ซึ่งนำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรที่เป็นลบในระยะยาว 3. สำรวจตัวเองว่าคุณเอง Toxic หรือไม่ ด้วยเช็กลิสต์เพื่อการปรับปรุงตนเอง การเริ่มต้นที่ตัวเองคือความกล้าหาญ ลองสำรวจตัวเองอย่างเป็นกลางเพื่อดูว่าเรากำลังเผลอแสดงพฤติกรรมเป็นพิษโดยไม่รู้ตัวหรือไม่ ลองถามตัวเองตามความรู้สึกจริง ๆ ดังนี้ เมื่อมีคนประสบความสำเร็จ: คุณรู้สึกยินดีจากใจจริงได้ทันที หรือคุณมักจะหาข้อบกพร่องของพวกเขามาคิดในใจก่อนเสมอ เมื่อมีปัญหา: คุณมักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบ่นหรือหาว่าใครผิด มากกว่าการมองหาวิธีแก้ไขหรือไม่ ในการสนทนา: คุณปล่อยให้คนอื่นเล่าเรื่องของพวกเขาจนจบ หรือคุณมักจะแย่งพูด เพื่อเปลี่ยนเรื่องราวให้เป็นเรื่องของคุณบ่อย ๆ เมื่อแสดงความไม่พอใจ: คุณสื่อสารความต้องการอย่างชัดเจน หรือคุณมักจะใช้ การประชดประชัน หรือการเงียบเพื่อลงโทษคนอื่น ต่อหน้าเพื่อนร่วมงาน: คุณมักจะวิจารณ์การตัดสินใจของหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานคนอื่นลับหลัง เป็นประจำหรือไม่ คุณคิดว่าตัวเอง: เป็นคนที่ต้องควบคุมทุกอย่าง เพื่อให้งานออกมาดีที่สุด และไม่ไว้ใจความสามารถของคนอื่นใช่หรือไม่ ข้อคิดเพื่อเติบโต: หากคุณตอบ "ใช่" หลายข้อ นั่นเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมในการปรับปรุงตนเอง พฤติกรรมเหล่านี้มักไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะทำร้ายใคร แต่มาจากความเครียด ความไม่มั่นคง หรือการเรียนรู้รูปแบบการสื่อสารที่ไม่เหมาะสมมา การรับรู้และเริ่มต้น เลือกตอบสนองใหม่ ในครั้งหน้า คือการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณสามารถทำได้ เพื่อสุขภาพจิตที่ดีของตัวเองและคนรอบข้าง 4. กลยุทธ์การตั้งรับและปกป้องตนเองอย่างมืออาชีพ การรับมืออย่างชาญฉลาดคือการสร้างเกราะป้องกันทางใจและรักษาความเป็นมืออาชีพไว้ การตั้งขอบเขตที่ชัดเจน เรื่องงาน: ตอบกลับอย่างสุภาพแต่หนักแน่นเมื่อมีการโยนงานที่ไม่สมเหตุสมผล โดยอ้างถึง ภาระงานสำคัญที่มีอยู่ก่อน เรื่องส่วนตัว: ปฏิเสธอย่างนุ่มนวล และเปลี่ยนเรื่องกลับไปที่เนื้องาน ทันทีเมื่อมีการซักถามหรือนินทาเรื่องส่วนตัว รักษาระยะห่างอย่างมืออาชีพ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรง: จำกัดการพบปะแบบตัวต่อตัวเท่าที่จำเป็นต่อเนื้องานเท่านั้น สื่อสารผ่านช่องทางที่ควบคุมได้: ใช้ อีเมล หรือ แชททางการสำหรับเรื่องสำคัญ เพื่อให้สามารถกลั่นกรองคำตอบได้ และมีหลักฐานการสื่อสารเก็บไว้เสมอ ควบคุมอารมณ์และสติของตนเอง "นิ่งอย่างมีสติ" ตั้งสติและหายใจ: เมื่อถูกโจมตีทางอารมณ์ให้เตือนตัวเองว่า "นี่คือปัญหาของเขา ไม่ใช่ของเรา" เพื่อ เลือกตอบสนองด้วยเหตุผล แทนการโต้ด้วยอารมณ์ ตอบสนองเฉพาะเนื้อหาที่เป็นข้อเท็จจริง: หลีกเลี่ยงการเข้าสู่ดราม่า ให้ตอบกลับด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับงานเท่านั้น การเก็บหลักฐานและบันทึกเหตุการณ์: บันทึกเหตุการณ์ (วันที่, เวลา, พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริง) และ เก็บหลักฐานการสื่อสาร ไว้เป็นระบบ เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นกลางและมืออาชีพในการชี้แจงหรือรายงานปัญหาหากจำเป็น 5. วิธีการสื่อสารและจัดการสถานการณ์อย่างมืออาชีพ ใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อจัดการสถานการณ์อย่างมีวุฒิภาวะ การสื่อสารเชิงรุก: เน้นที่ข้อเท็จจริงและเรื่องงาน: ยึดติดกับหัวข้อของงานเท่านั้น หลีกเลี่ยงความคิดเห็นส่วนตัว ใช้ภาษา "ผมรู้สึก...": หากต้องชี้แจงผลกระทบ ให้ใช้ภาษาที่เน้นความรู้สึกของเราเพื่อไม่ให้ดูเป็นการกล่าวโทษ เช่น "ผมรู้สึกว่า... ทำให้ผมขาดสมาธิ" เทคนิคการตอบกลับแบบไม่สร้างความขัดแย้ง เบี่ยงประเด็นกลับเข้าสู่งาน: หากเริ่มมีการนินทา ให้รีบดึงบทสนทนากลับมาที่เรื่องงานทันที ยุติบทสนทนาอย่างสุภาพ: บอกอย่างนุ่มนวลว่าคุณต้องไปทำอย่างอื่น แล้วเดินจากมา การให้ Feedback อย่างสร้างสรรค์และเป็นกลาง: มุ่งเน้นที่พฤติกรรม ไม่ใช่ตัวบุคคล: พูดถึง "การกระทำ" ที่ส่งผลกระทบต่องานเท่านั้น เช่น "การมาประชุมสาย 3 ครั้ง... ส่งผลกระทบต่อทีม" เตรียมข้อเท็จจริงและหลักฐาน: การให้ฟีดแบ็กควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่บันทึกไว้ โฟกัสที่ผลงานเป็นหลัก: ความเป็นมืออาชีพต้องมาก่อน: จงปฏิบัติต่อเพื่อนร่วมงานทุกคนด้วยความเคารพ แม้จะรู้สึกไม่ถูกชะตาเป็นการส่วนตัว คุณค่าของเราอยู่ที่ผลงาน: แยกเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว อย่าปล่อยให้ดราม่ามาบั่นทอนเป้าหมายหลักในการทำงาน 6. การดูแลสุขภาพจิตและหาพลังบวก การปกป้องสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญที่สุด: สร้างเครือข่ายสนับสนุน: ปรึกษาเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจ เพื่อระบายและรับฟังมุมมองที่เป็นกลาง หรือ หารือกับหัวหน้างาน/HR หากปัญหาส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพงานอย่างชัดเจน โดยเน้นที่ข้อเท็จจริง การผ่อนคลายและบำบัดจิตใจหลังเลิกงาน: ทิ้งปัญหาไว้ข้างหลัง เมื่อออกจากที่ทำงาน ให้เวลาตัวเองกับการ ออกกำลังกาย งานอดิเรก หรือการ พักผ่อน อย่างมีคุณภาพเพื่อเติมพลังบวก มองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง: เตือนตัวเองว่าคุณไม่สามารถควบคุมการกระทำของคนอื่นได้ การฝึก ตั้งคำถาม กับคำพูดบั่นทอน จะช่วยให้คุณ แยกแยะตัวตนของคุณ ออกจากทัศนคติเชิงลบได้ เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากอาการ วิตกกังวล เครียดจัด การนอนหลับ/การกิน หรือ ประสิทธิภาพการทำงาน ลดลงอย่างมากและต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์เพื่อรับเครื่องมือในการเยียวยา 7. แนวทางการจัดการในระดับองค์กร (สำหรับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ) การจัดการอย่างยั่งยืนต้องอาศัยผู้มีอำนาจตัดสินใจ วิธีการรายงานปัญหา Toxic ที่เหมาะสม: พนักงานควร รวบรวมหลักฐานที่เป็นรูปธรรม และใช้การสื่อสารอย่างเป็นทางการ เน้นที่ผลกระทบต่อทีม หรืองาน เมื่อปรึกษาหัวหน้าหรือ HR การปรับตัวหาก Toxic People คือหัวหน้า/ผู้บริหาร: เน้นการสื่อสารผ่านอีเมล เพื่อบันทึกคำสั่งไว้เสมอ หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ให้พิจารณาปรึกษา ผู้บริหารระดับสูงกว่า หรือ ฝ่าย HR โดยเน้นถึง ความเสี่ยงต่อองค์กร เช่น การลาออกของคนเก่ง การประเมินและปรับปรุงสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน: องค์กรควรกำหนดค่านิยมหลักที่เน้นความเคารพ, ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นกลาง และจัดฝึกอบรมทักษะทางอารมณ์ให้กับพนักงานทุกระดับ เพื่อสร้างวัฒนธรรมเชิงบวก บทความที่คุณอาจสนใจ ผู้ชายใส่แหวนนิ้วไหนดีช่วยเสริมบุคลิก ความหมายของแหวนแต่ละนิ้ว วิธีคุยกับแฟนไม่ให้เบื่อ จิตวิทยาคุยกับแฟนให้โดนใจ วิธีรับมือกับมนุษย์เมนส์ แฟนมีประจำเดือนต้องทำอย่างไร ดูแลแฟนอย่างไรให้กลายเป็นนางฟ้า วิธีง้อแฟน ง้อผู้หญิงอย่างไรให้หายโกรธ ผู้ชายมีแฟนควรรู้
ไลฟ์สไตล์ • 28 ต.ค. 68
อ่าน
หยุดพักก็ยังผอม Afterburn Effect กลไกลดน้ำหนักสุดเทพ พร้อมเช็กลิสต์อาการผิดปกติ
สายออกกำลังกายหลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Afterburn Effect หรือการเผาผลาญหลังการออกกำลังกาย แม้จะหยุดการออกกำลังกายไปแล้ว แล้วกลไกของการเกิด Afterburn Effect นั้นคุณต้องออกกำลังกายนานขนาดไหนถึงจะเกิดอาฟเตอร์เบิร์นเอฟเฟค แล้ว Afterburn Effect แบบไหนที่ผิดปกติ วันนี้ TrueID Sport มีมาฝากคุณกัน หยุดพักก็ยังผอม Afterburn Effect กลไกลดน้ำหนักสุดเทพ พร้อมเช็กลิสต์อาการผิดปกติ Afterburn Effect (EPOC) ทำงานยังไง ช่วง EPOC หรือที่เราเรียกว่า Afterburn Effect คือช่วงที่ร่างกายเรากำลัง "ใช้หนี้ออกซิเจน" ที่ติดค้างไว้จากการออกกำลังกายอย่างหนัก พูดง่าย ๆ คือ ร่างกายยังคงเผาผลาญพลังงานและใช้ออกซิเจนในปริมาณมากต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง ซึ่งการฟื้นตัวนี้ประกอบด้วยภารกิจสำคัญหลายอย่างเช่น ชาร์จพลังงานด่วน: ร่างกายจะเร่งสร้างพลังงานสำรองที่หมดไปอย่างรวดเร็ว (พวก ATP และครีเอตีน) กลับมาเก็บไว้ในกล้ามเนื้อใหม่ เหมือนการชาร์จแบตเตอรี่ฉุกเฉิน เติมอากาศให้เต็มที่: เอาออกซิเจนกลับไปเติมในเลือดและกล้ามเนื้อให้เต็มอีกครั้ง ลดไข้ (ปรับอุณหภูมิ): ลดอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายที่สูงขึ้นจากการออกกำลังกาย ให้กลับมาอยู่ในระดับปกติ ปรับสมดุลเคมีในร่างกาย: จัดการให้ฮอร์โมนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างอะดรีนาลีน กลับมาสู่ระดับปกติ ซ่อมแซมและเก็บกวาด: ซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่เกิดความเสียหายเล็กน้อย และกำจัดของเสียที่คั่งค้าง เช่น กรดแลคติก ออกไปจากร่างกาย อะไรที่ทำให้ Afterburn เกิดขึ้นได้ดี ความหนักหน่วง (Intensity): นี่คือหัวใจสำคัญ ยิ่งคุณออกกำลังกายหนัก (เช่น HIIT หรือยกน้ำหนักหนัก ๆ) ร่างกายก็ยิ่ง "ติดหนี้ออกซิเจน" มาก ทำให้ Afterburn เกิดขึ้นได้นานและเผาผลาญได้เยอะขึ้น ระยะเวลา: การออกกำลังกายที่หนักและนานพอสมควรจะช่วยกระตุ้น Afterburn ได้ดีขึ้น การเผาผลาญนานแค่ไหน: Afterburn อาจอยู่ได้ตั้งแต่ 15 นาที ไปจนถึงสูงสุด 48 ชั่วโมง โดยจะค่อย ๆ ลดลง สัญญาณเตือนว่าคุณอาจหักโหมเกินไป โดยปกติ Afterburn เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าร่างกายคุณฟื้นตัวช้ามาก อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าคุณออกกำลังกายหนักเกินไป (Overtraining) เหนื่อยล้าไม่หาย: รู้สึกหมดแรง อ่อนเพลีย ต่อเนื่องกันหลายวัน (ไม่ใช่แค่ 1-2 วัน) ปวดเรื้อรัง: ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อนานผิดปกติ หรือไม่หายไปเลย หัวใจผิดปกติ: อัตราการเต้นของหัวใจยังคงสูงโดดเป็นเวลานานผิดปกติหลังพัก หรืออัตราการเต้นขณะพักตอนเช้าสูงขึ้นเรื้อรัง อาการอื่น ๆ: นอนไม่หลับ ป่วยบ่อย อารมณ์แปรปรวน หรือประสิทธิภาพการออกกำลังกายลดลงอย่างมาก คำแนะนำ: หากคุณมีอาการรุนแรง เช่น ปัสสาวะสีเข้ม/สีชา เจ็บหน้าอกรุนแรง หรือเป็นลมหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที บทความที่คุณอาจสนใจ วิธี Hack ร่างกายผู้ชายสายสร้างกล้าม ดูแลตัวเองอย่างไรสร้างกล้ามได้ไว เวลาน้อยก็หุ่นดีได้ วิธีออกกำลังกายสำหรับผู้ชายเวลาน้อย รวมท่าปั้นหัวไหล่ผู้ชายเวลาน้อย ภายใน 15 นาที ไหล่สวยได้แม้ไม่มีเวลา วิธีกินตาม TDEE สำหรับผู้ชายอยากปั้นกล้าม กินอย่างไรให้ได้ผล Warm up กับ Cool down ต่างกันอย่างไรทำไมสำคัญต่อการสร้างกล้าม วิธีเลือกดัมเบลสำหรับผู้ชายให้เหมาะกับการออกกำลังกาย รวมท่าออกกำลังกาย Dumbbell Complex เวลาน้อยได้ผลมาก รวมท่าฝึกแกนกลางลำตัว แบบไม่หนัก ได้กล้ามสวยแก้ปวดหลัง ทำตามง่าย สาเหตุที่ออกกำลังกายหนักแต่ไม่มีกล้าม เปลี่ยนวิธีนี้กล้ามขึ้นแน่
ไลฟ์สไตล์ • 21 ต.ค. 68
อ่าน
วิธีหยุด อักเสบเรื้อรัง ภัยเงียบที่ทำให้ แก่เร็ว–เสี่ยงมะเร็งแบบไม่รู้ตัว
หลายคนคิดว่า การอักเสบ คือสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เราเป็นแผลหรือป่วย แต่ในความจริงแล้ว การอักเสบภายในร่างกายแบบเรื้อรัง (Chronic Inflammation) คือภัยเงียบที่ค่อย บ่อนทำลายสุขภาพโดยไม่รู้ตัว มันเป็นต้นเหตุของ โรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะสมองเสื่อม และการแก่ก่อนวัย คำถามคือ เรากำลังอักเสบอยู่โดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า? อาการที่บ่งบอกว่าร่างกายอาจกำลัง อักเสบเรื้อรัง หลายคนไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังอยู่ในภาวะนี้ เพราะมันไม่แสดงอาการเฉียบพลัน แต่ส่งสัญญาณเล็ก เช่น เหนื่อยง่าย สมองล้า หรือจำอะไรไม่ค่อยได้ ผิวโทรม แก่เร็ว ริ้วรอยมาไว น้ำหนักขึ้นง่ายแม้กินเท่าเดิม นอนเท่าไรก็ไม่สดชื่น นอนเยอะแต่ก็ยังง่วง ยังเพลีย ปวดเมื่อย ข้อตึง หรือเจ็บกล้ามเนื้อเรื้อรัง มีปัญหาการย่อย ท้องอืด หรือภูมิแพ้กำเริบบ่อย อาการเหล่านี้มักถูกมองข้าม แต่ในความจริงคือ สัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังมีการอักเสบอยู่ภายใน การอักเสบเรื้อรัง คืออะไร ตามนิยามทางการแพทย์จาก Harvard Health การอักเสบคือ กลไกป้องกันตัวของร่างกาย ที่ระบบภูมิคุ้มกันส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารเคมีมาซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ หรือกำจัดเชื้อโรคออกไป เช่น เมื่อคุณเป็นไข้ เจ็บคอ หรือมีแผลแดงบวม นั่นคือ การอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะร่างกายกำลังซ่อมแซมตัวเอง แต่ถ้ากระบวนการนี้ ไม่ยอมหยุดทำงาน แม้ไม่มีเชื้อโรคหรือบาดแผลอีกต่อไป มันจะกลายเป็น การอักเสบเรื้อรัง ซึ่งเป็นภาวะที่ ภูมิคุ้มกันทำร้ายเนื้อเยื่อของตัวเอง อย่างช้า เสมือนไฟที่คุอยู่ในร่างกายตลอดเวลา ทำไมการอักเสบถึงทำให้ แก่เร็ว และ เสี่ยงมะเร็ง 1. เร่งความเสื่อมของเซลล์ (Cell Aging) เมื่อร่างกายมีการอักเสบเรื้อรัง เซลล์จะหลั่งสารอนุมูลอิสระ (Free radicals) และสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมามากขึ้น ซึ่งเป็นสารที่ทำลาย DNA และโปรตีนภายในเซลล์ ส่งผลให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Inflammaging การแก่จากการอักเสบ ผิวหนังจะสูญเสียคอลลาเจนเร็วขึ้น เซลล์สมองเสื่อมไวขึ้น และภูมิคุ้มกันลดลง 2. ทำให้ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง ภูมิคุ้มกันที่ทำงานหนักตลอดเวลา จะเริ่มแยกไม่ออกระหว่าง ศัตรู กับ เซลล์ของตัวเอง จึงเกิดโรคอย่าง รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) หรือ ลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) ซึ่งทั้งหมดสัมพันธ์กับภาวะอักเสบเรื้อรัง 3. เป็นบ่อเกิดของมะเร็ง เมื่อเซลล์ถูกอักเสบอยู่ตลอดเวลา ระบบซ่อมแซม DNA จะผิดพลาดได้ง่ายขึ้น เกิดการกลายพันธุ์จนกลายเป็น เซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก สาเหตุหลักของ การอักเสบเรื้อรัง 1. อาหารแปรรูปสูงและน้ำตาลเกิน อาหารทอด อาหารฟาสต์ฟู้ด น้ำอัดลม เบเกอรี่ น้ำตาลสูง กระตุ้นการสร้างอินซูลินและไขมันสะสมในตับ ส่งผลให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบเพิ่มขึ้น 2. การนอนน้อยและความเครียดสะสม ฮอร์โมนคอร์ติซอลที่หลั่งจากความเครียดเรื้อรัง จะไปกดภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการอักเสบในระบบประสาท 3. ขาดการออกกำลังกาย เมื่อกล้ามเนื้อไม่ถูกใช้งาน เซลล์ไขมันจะเพิ่มขึ้น ซึ่งไขมันชนิดนี้เป็นแหล่งสร้างสารไซโตไคน์อักเสบโดยตรง 4. สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์บ่อย สารพิษจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำลายเยื่อบุหลอดเลือด ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันหลั่งสารอักเสบอย่างต่อเนื่อง 5. ลำไส้เสียสมดุล (Gut Dysbiosis) แบคทีเรียดีลดลงจากการกินอาหารขยะหรือยาปฏิชีวนะบ่อย เกิดภาวะ ลำไส้รั่ว (Leaky Gut) ทำให้สารพิษเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นให้ร่างกายอักเสบทั่วระบบ ฟื้นฟูร่างกายจาก การอักเสบ ด้วยอาหารต้านอักเสบ 1. ปลาที่มีไขมันดี (Omega-3) เช่น แซลมอน ซาร์ดีน แมคเคอเรล ลดสารไซโตไคน์และเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน 2. ผักผลไม้สีเข้ม เช่น บลูเบอร์รี ผักโขม บร็อกโคลี มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ลดการทำลายเซลล์ 3. สมุนไพรไทยลดอักเสบ ขมิ้นชัน: มีเคอร์คูมินช่วยยับยั้งเอนไซม์อักเสบ ใบย่านาง: ช่วยลดความร้อนในร่างกายและฟื้นฟูตับ กระเทียม: กระตุ้นเอนไซม์ล้างพิษในตับและลดระดับ CRP (ตัวชี้วัดการอักเสบในเลือด) 4. ผลไม้ที่อุดมด้วยโพลีฟีนอล เช่น ทับทิม องุ่นแดง มะเขือเทศ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้อง DNA 5. ดื่มน้ำให้พอ และพักผ่อนเพียงพอ การนอนหลับลึก 68 ชั่วโมงต่อวันช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่และลดฮอร์โมนเครียดได้ดีเลยทีเดียว วิตามินและสารอาหารที่ช่วยลดการอักเสบ วิตามิน D ปรับสมดุลภูมิคุ้มกัน ลดความเสี่ยงโรคอักเสบเรื้อรัง วิตามิน C และ E ต่อต้านอนุมูลอิสระและช่วยซ่อมแซมเซลล์ Omega-3 (EPA/DHA) ลดการสร้างสารอักเสบและช่วยให้สมองทำงานดีขึ้น โพรไบโอติกส์ ฟื้นฟูสมดุลลำไส้ ลดภาวะลำไส้รั่ว เคอร์คูมิน (Curcumin) สารสกัดจากขมิ้นที่มีฤทธิ์ยับยั้งการอักเสบระดับเซลล์ ร่างกายของเราสามารถฟื้นฟูตัวเองได้ ถ้าเราช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันกลับมาทำงานอย่างสมดุล เลิกนิสัยที่ก่อไฟอักเสบ เช่น กินหวาน ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ และนอนน้อย แล้วเติมสิ่งดี อย่างอาหารธรรมชาติ ออกกำลังกาย และสมุนไพรไทยต้านอักเสบเข้าไปแทน เพราะการป้องกันมะเร็งที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่การตรวจเจอเร็ว แต่คือ ไม่ให้ร่างกายอักเสบตั้งแต่ต้น นั่นเอง บทความที่พบบ่อย ผู้ชายวัยไหนเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก อยากลดความเสี่ยงควรทำอย่างไร 5 มะเร็งที่พบบ่อยในผู้ชาย และจุดสังเกตว่าควรพบหมอ ประโยชน์จากมะเขือเทศที่ดีต่อผู้ชาย กับสรรพคุณว๊าวๆ ที่ดีต่อสุขภาพ
ไลฟ์สไตล์ • 10 ต.ค. 68
อ่าน
อาการเหล่านี้ อาจไม่ใช่แค่ “ภูมิแพ้” แต่เสี่ยง… “ไซนัสอักเสบ”
😷 จามทั้งวัน คัดจมูกไม่หาย ตื่นมาก็แน่นหน้า ปวดรอบตา ปวดหัวตุบๆ🔍 มีอาการเหล่านี้ หาหมอดีกว่า เพราะอาจไม่ใช่แค่ ภูมิแพ้แต่เสี่ยง ไซนัสอักเสบเรื้อรัง ที่หากปล่อยไว้ จะลุกลามถึงสมองได้ ⚠️อาการที่ควรไปหาหมอ คัดจมูกเรื้อรัง จนหายใจไม่สะดวก ปวดหัวตรงหน้าผาก รอบตา โหนกแก้ม น้ำมูกสีเขียวข้น มีกลิ่น มีไข้ หนาวสั่น เหนื่อยง่ายผิดปกติ ป่วยอย่ารอ❗ แค่มีบัตรประชาชนใบเดียว ก็ใช้ #สิทธิบัตรทอง #หาหมอออนไลน์ฟรี ผ่าน #แอปหมอดี ได้เลย 👨⚕️ 📱วิธีง่ายๆ ในการใช้สิทธิบัตรทอง หาหมอ กับแอปฯ หมอดี 1) โหลดแอปฯ หมอดี แล้วลงทะเบียน โดยโหลดจาก Apps Store หรือ Play Store 🔗หรือคลิก https://mordee.onelink.me/ZBQ5/dds9iass 2) เลือกเมนู สปสช โชว์บัตรประชาชนกับกล้อง วิดีโอคอลหาหมอ 3) รอรับยาส่งถึงหน้าบ้าน 💊 หาหมอออนไลน์ ผ่านแอปฯ หมอดี ดียังไง? 👍ใช้สิทธิบัตรทองได้ครบ ไม่ต้องจ่ายทั้งค่าหมอ ค่ายา ✅ ได้วิดีโอคอลกับหมอตัวจริง ฟรี! ⏰ไม่เสียเวลาเดินทาง หรือรอคิว 💰ไม่ต้องหยุดงานไปหาหมอให้เสียรายได้ เราควรหาหมอตั้งแต่ยังป่วยเล็กน้อย อย่าละเลยจนอาการหนัก เพราะอาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง จนรักษายาก และเสียค่ารักษามหาศาล 🔎 อ่านรายละเอียดการใช้สิทธิ์บัตรทอง ได้ที่ https://mordee.app.link/e/6W5DoiNEDUb 💬สอบถามทางLine OA: @mordeeapp 👉👉อ่านสาระสุขภาพจากแอปฯหมอดีเพิ่มเติมคลิกhttps://mordeeapp.com/th/article
หมอดี • 26 ก.ย. 68
ดูเพิ่มเติม