TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “Billionaire Biker” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
Metaplanet โอนย้าย Bitcoin 322 ล้านดอลล์! CEO ลั่นไม่ได้ขาย ถือยาว 43,000 BTC
#Metaplanet #Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า Simon Gerovich ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Metaplanet ได้ออกมาสยบข่าวลือที่ว่า บริษัทผู้ถือครองคลัง Bitcoin ของญี่ปุ่นรายนี้กำลังเทขายเหรียญที่ถือครองอยู่ "นี่เป็นเพียงการดำเนินงานจัดการการดูแลรักษาทรัพย์สิน (Custody) ตามปกติ ไม่มีการขาย Bitcoin ออกไปแม้แต่เหรียญเดียว และการถือครองของเรายังคงอยู่ที่ 43,000 BTC" Gerovich กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี บริษัทได้โอนย้าย 5,014 BTC (คิดเป็นมูลค่า 322 ล้านดอลลาร์) ในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันพุธ โดย Gerovich กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมเครือข่ายในการย้ายกรุสมบัติก้อนนี้มีต้นทุนแก่ Metaplanet เพียงประมาณ 8 ดอลลาร์เท่านั้น Metaplanet เป็นบริษัทผู้ถือครองคลัง Bitcoin ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสามของโลก และใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชีย โดยข้อมูลจาก Arkham ระบุว่า บริษัทกำลังเผชิญกับผลขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (Unrealized Loss) อยู่ที่ประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ Metaplanet ยังคงขยายขอบเขตยุทธศาสตร์ Bitcoin ของตนเองนอกเหนือไปจากการสะสมเหรียญ โดยในเดือนมีนาคม บริษัทได้จัดตั้ง Metaplanet Ventures ขึ้นมา พร้อมให้คำมั่นสัญญาว่าจะใช้เงินจำนวน 4,000 ล้านเยน (คิดเป็น 25 ล้านดอลลาร์) ในช่วงเวลาสองถึงสามปีเพื่อลงทุนใน Bitcoin และโครงสร้างพื้นฐานคริปโทฯ ในประเทศญี่ปุ่น ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายการถือครองไว้ที่ 100,000 BTC ภายในสิ้นปี 2026 และตั้งเป้าไว้ที่ 210,000 BTC ภายในสิ้นปี 2027 ที่มา https://cointelegraph.com/news/gerovich-shuts-down-bitcoin-sale-metaplanets-transfer
ทันหุ้น • 13 ส.ค. 69
"เช่าบ้าน vs ซื้อบ้าน" เปิดใจ "ดิว วีรวัฒน์" รวยพันล้าน
"เช่าบ้าน vs ซื้อบ้าน" เปิดใจ "ดิว วีรวัฒน์" รวยพันล้านจากธุรกิจปลาสู่ราชา Supercar
ExtremeIT • 16 ก.ค. 69
อ่าน
Bitmine สะสม ETH เฉียด 5% ของโลก! พร้อมซื้อหุ้นคืน 4.5 ล้านหุ้น
#Bitmine #ETH #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า ได้ระบุว่า Bitmine Immersion Technologies บริษัทผู้ถือครอง Ether ในงบดุล ได้เข้าซื้อ Ether เพิ่มอีก 10,399 ETH ในสัปดาห์ที่แล้ว และได้ซื้อหุ้นของตนคืนจำนวน 4.5 ล้านหุ้น ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการสะสมคริปโทฯ และโครงการซื้อหุ้นคืนอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันจันทร์ Bitmine กล่าวว่า บริษัทถือครอง Ether (ETH) จำนวน 5,797,813 ETH ซึ่งมีมูลค่า 1.09 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ บริษัทระบุว่าการถือครอง ETH ของตนคิดเป็นประมาณ 4.8% ของอุปทาน ETH ที่หมุนเวียนอยู่ทั้งหมด 120.7 ล้าน ETH โดย Bitmine กำลังดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายการถือครอง 5% ของอุปทาน ETH ทั้งหมด นอกจากนี้ บริษัทยังถือครอง Bitcoin (BTC) จำนวน 209 BTC, เงินสดและตราสารสารทางการเงินที่อยู่ในความต้องการของตลาดมูลค่า 173 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงหุ้นที่ถือครองใน Beast Industries และ Eightco Holdings โดยการลงทุนรวมทั้งในคริปโทฯ, เงินสด, ตราสารหนี้และตราสารทุน รวมถึงการลงทุนอื่นๆ ของบริษัท มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ Bitmine กล่าวว่า บริษัทได้ซื้อหุ้นสามัญคืนแล้วจำนวน 16.1 ล้านหุ้นนับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม ภายใต้โครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่ได้รับการอนุมัติไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งรวมถึงหุ้นจำนวน 4.5 ล้านหุ้นที่ซื้อคืนในสัปดาห์ที่แล้วด้วย การเปิดเผยข้อมูลล่าสุดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ Bitmine ได้เข้าซื้อ ETH เกือบ 10,000 ETH ซึ่งประกาศไปเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม โดยในขณะนั้น บริษัทระบุว่าประมาณ 85% ของ ETH ที่ถือครองอยู่นั้น ถูกนำไปสเตกกิ้ง (Staking) ผ่านการดำเนินงานเป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรม (Validator operations) ของบริษัท ที่มา https://cointelegraph.com/news/bitmine-buys-10399-eth-repurchases-4-5-million-shares
ทันหุ้น • 4 ส.ค. 69
อ่าน
Bitmine สร้างรายได้ 46 ล้านดอลลาร์ จาก Staking บนเครือข่าย Ethereum
#Bitmine #ETH #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า บริษัท Bitmine Immersion Technologies บันทึกรายได้จำนวน 45.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการทำ Staking (การวางค้ำประกันเหรียญเพื่อตรวจสอบธุรกรรม) และการตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) ของเหรียญ Ether ในไตรมาสที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเปิดตัวแพลตฟอร์ม Ethereum Staking ระดับสถาบันในเดือนมีนาคม รายงานจากเอกสารแสดงผลประกอบการประจำไตรมาส (แบบฟอร์ม 10-Q) ฉบับล่าสุดของ Bitmine ระบุว่า รายได้จากการทำ Staking คิดเป็นสัดส่วนถึง 98% ของรายได้ทั้งหมดในช่วงระยะเวลาสามเดือนซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม โดยตัวเลขดังกล่าวทิ้งห่างรายได้จำนวน 624,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้จากการขุด Bitcoin ด้วยตนเอง (Self-mining Bitcoin) และรายได้จำนวน 168,000 ดอลลาร์สหรัฐ จากการให้บริการที่ปรึกษาไปอย่างมาก ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทาง Bitmine เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเหรียญ ETH ที่ถือครองอยู่จำนวน 85% ไปทำ Staking เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งคิดเป็นจำนวนเหรียญ Ether (ETH) ประมาณ 4.9 ล้านเหรียญ "Bitmine ได้นำเหรียญ ETH ไปทำ Staking เป็นจำนวนที่มากกว่าองค์กรอื่นๆ ในโลก และเมื่อขยายผลไปสู่ระดับเต็มกำลัง (เมื่อเหรียญ ETH ของ Bitmine ถูกนำไปทำ Staking อย่างเต็มรูปแบบโดย MAVAN และบรรดาพันธมิตรผู้ร่วมทำ Staking) ผลตอบแทนจากการทำ Staking เหรียญ ETH ที่คาดการณ์ไว้จะมีมูลค่าสูงถึง 284 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อคิดเป็นเกณฑ์รายปี" Tom Lee ประธานกรรมการของ Bitmine กล่าว ผลประกอบการรายไตรมาสล่าสุดนี้แสดงให้เห็นว่า การปรับเปลี่ยนทิศทางธุรกิจของ Bitmine มุ่งสู่เครือข่าย Ethereum ได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างสัดส่วนรายได้ของบริษัทไปอย่างไร โดยเมื่อปีที่แล้ว Bitmine บันทึกรายได้รวมเพียง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐเท่านั้นสำหรับไตรมาสที่สิ้นสุด ณ วันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025) ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่ในตอนนั้นมาจากธุรกิจการให้เช่าเครื่องขุด ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จจากการเปิดตัว MAVAN ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม Ethereum Staking ระดับเกรดสถาบัน ที่ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของผู้ตรวจสอบความถูกต้อง (Validator) สำหรับสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองอยู่รวมถึงสำหรับกลุ่มลูกค้าภายนอก แพลตฟอร์ม MAVAN ซึ่งย่อมาจากคำว่า Made in America VAlidator Network ได้รับการจัดตั้งขึ้นภายหลังการเข้าซื้อกิจการของบริษัท Pier Two Holdings ผู้ให้บริการตรวจสอบความถูกต้องแบบกระจายศูนย์ (Non-custodial validator) ซึ่งมีฐานการดำเนินงานอยู่ในประเทศออสเตรเลีย โดยในตอนแรกเริ่มนั้น แพลตฟอร์มนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพย์สินในสกุลเงิน Ethereum ของทาง Bitmine เอง ก่อนที่ต่อมาจะมีการขยายขอบเขตการบริการเพื่อรองรับกลุ่มนักลงทุนสถาบัน ผู้ให้บริการรับฝากทรัพย์สิน (Custodians) และพันธมิตรต่างๆ ในระบบนิเวศคริปโทฯ Lee ยกย่องเครือข่าย Robinhood Chain ว่าเป็น ความสำเร็จอันโดดเด่นทำลายสถิติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Lee ได้กล่าวเน้นย้ำถึงความสำเร็จของเครือข่าย Robinhood Chain ที่เพิ่งเปิดตัวไปไม่นาน โดยมีปริมาณมูลค่าการซื้อขายในรูปสกุลเงินดอลลาร์ทะลุเกินกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ นับตั้งแต่เปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม "ในเวลานี้ Robinhood Chain มีปริมาณการซื้อขายที่มากกว่าแพลตฟอร์มซื้อขายแบบกระจายศูนย์ (DEX) แห่งอื่นๆ ทั้งหมด ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ใช้สอยอันโดดเด่นและความเข้ากันได้ของผลิตภัณฑ์กับความต้องการของตลาดสำหรับเครือข่าย Ethereum ซึ่งเป็นบล็อกเชนพื้นฐานรองรับระบบ" Lee กล่าว "Robinhood Chain ใช้เหรียญ ETH เป็นโทเคนหลักในการชำระค่าแก๊ส (Gas token) และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมต่างๆ ก็ถูกกำหนดมูลค่าไว้ในรูปของเหรียญ ETH ขณะที่การประมวลผลขั้นตอนสุดท้าย (Finality) จะถูกชำระสะสางบนเครือข่าย Ethereum กลุ่มผู้ใช้งานทั่วไปจำนวน 27 ล้านรายของ Robinhood กำลังชำระค่าธรรมเนียมคริปโทฯ ในรูปของสกุลเงิน ETH หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ผู้ใช้งานในชีวิตประจำวันกำลังเริ่มมองเห็นว่า ETH คือเงินตรา" Lee กล่าวเสริม ที่มา https://cointelegraph.com/news/bitmine-generated-46m-from-ethereum-staking-last-quarter
ทันหุ้น • 15 ก.ค. 69
อ่าน
พี่จะรวยคนเดียวเรอะ! บอส LOTF2 จวก GTA 6 โมเดลไร้แผ่นเกมคือการ "บีบค่ายเล็ก" ทางอ้อม
วงการแผ่นเกมคอนโซลกระเทือนเลื่อนลั่น! กลายเป็นประเด็นดราม่าร้อนฉ่าแทงใจดำคนชอบเก็บแผ่นเกม เมื่อพี่ใหญ่แห่งวงการอย่าง Rockstar Games ประกาศเปิดพรีออเดอร์เกมมหาชนที่ทุกคนรอคอยอย่าง GTA 6 หรือ Grand Theft Auto VI ไป แต่ความพีกคือพี่แกหักดิบประกาศชัดเจนว่า "เกมนี้จะไม่มีการปั๊มแผ่นดิสก์ขายอีกต่อไปจ้า! จะเป็นเวอร์ชัน Digital-Only 100%" ขนาดกล่องที่วางขายตามร้านค้าทั่วไป ข้างในก็จะมีแค่กระดาษโค้ดให้ไปกดดาวน์โหลดเอาเอง ไม่มีแผ่นเกมใส่มาให้!แถมน้ำมันยังราดซ้ำบนกองไฟเข้าไปอีก เมื่อจู่ ๆ Sony ก็ประกาศแผนเตรียมเลิกผลิตแผ่นเกมบลูเรย์ทั้งหมดภายในปี 2028 และมีข่าวลือว่า Microsoft ก็กำลังซุ่มทำระบบเปลี่ยนแผ่นเกมให้เป็นไฟล์ดิจิทัลอยู่เหมือนกัน ทำเอาเกมเมอร์สายสะสมแผ่นร้องกรี๊ดดดไม่ถูกใจสิ่งนี้กันเพียบ!GTA6 shipping with no disc feels unfair to studios still backing physical — and it’s accelerating the shift. Sony ending physical support from 2028 could slash disc releases as early as 2027 or even sooner.Physical delivers far less revenue per unit to developers, longer lead… https://t.co/gLkVTi5bDL— Marek Tyminski (@tyminski_marek) July 5, 2026 และงานนี้ไม่ใช่ว้าวุ่นแค่ผู้เล่นนะ เพราะล่าสุดคุณ Marek Tyminski บอสใหญ่ค่าย CI Games ผู้สร้างเกม Lords of the Fallen 2 ทนไม่ไหวทวีตข้อความฉะโมเดลนี้ทันควัน ลั่นว่าพฤติกรรมของ GTA 6 และค่ายยักษ์ใหญ่มัน "ไม่ยุติธรรมอย่างแรง!" กับพวกค่ายเกมอินดี้หรือสตูดิโอขนาดกลางและขนาดเล็กเพราะการทำแผ่นเกมในยุคนี้มีต้นทุนแฝงเยอะมาก ทั้งโดนร้านค้าหักหัวคิว ค่าปั๊มแผ่น ค่าขนส่ง จนค่ายเกมเหลือเงินตกถึงท้องน้อยกว่าขายแบบดิจิทัลเกือบครึ่งนึง แต่ค่ายเล็กก็ต้องยอมแบกรับเพราะจำเป็นต้องพึ่งพา "แผ่นเกมที่วางเด่นอยู่บนชั้นในร้านค้า" ให้คนที่เดินผ่านไปมาได้เห็น ได้หยิบดู และตัดสินใจซื้อ ที่ถือเป็นช่องทางสำคัญในการทำการตลาดและกระจายสินค้าของค่ายเล็กนั่นเองGTA 6โดยคุณ Marek แกบอกว่า ค่ายยักษ์ใหญ่ระดับ Rockstar ทำแบบนี้ได้สบาย ๆ เพราะเกม GTA 6 เกมสเกลใหญ่ ทุนหนา ยอดขายมันถล่มทลายเป็นล้าน ๆ ชุด กินส่วนต่างดิจิทัลอิ่ม ๆ จนไม่ต้องแคร์สื่อ แต่การทำแบบนี้มันเหมือนเป็นการบีบและกดดันให้ค่ายเกมเล็ก ๆ ต้องเลิกทำแผ่นเกมตามไปด้วยเพราะการที่ค่ายใหญ่หักดิบเลิกทำแผ่น สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ "ร้านขายเกมปลีกและระบบขนส่งแผ่นเกมจะค่อย ๆ ล่มสลายและเจ๊งไป" พอไม่มีร้านเกม ค่ายเล็ก ๆ ที่ยังอยากทำแผ่นเกมออกมาขายเพื่อโปรโมตหรือเอาใจแฟน ๆ ก็จะ ไม่มีที่ให้วางขาย ระบบการผลิตและขนส่งแผ่นเกมก็จะแพงขึ้นมหาศาลเพราะไม่มีค่ายใหญ่ ๆ มาช่วยแชร์ต้นทุน เนื่องจากพอยอดสั่งผลิตแผ่นเกมทั่วโลกลดลง โรงงานก็ต้องขึ้นราคาต่อแผ่นซึ่งดราม่านี้ทำเอาคนนึกถึงทีมพัฒนาผู้สร้างเกม Baldur's Gate 3 ที่เคยออกมาบ่นเหมือนกันว่า การทำแผ่นเกมยุคนี้มันแพงหูฉี่และเหนื่อยสะบัด แต่พอทำออกมาแล้วเห็นแฟนเกมมีความสุข มันก็คุ้มค่าทางจิตใจ แต่ว่านะตอนนี้อนาคตแผ่นเกมมืดมนจัด ๆ เลย เพราะขนาดเกมฟอร์มยักษ์อย่าง Alan Wake 2 หรือ Hellblade 2 ก็ยังไม่ยอมทำแผ่นออกมาขายแต่แรกเลยอะ!Lords of the Fallen 2แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com
Online Station • 8 ก.ค. 69
อ่าน
BTC อำลาบิทคอยน์และพวก เทขายทั้งหมด 629 ล้านบาท
BTC #ทันหุ้น - "บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป" ขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถือครองผ่านบริษัทย่อยในฮ่องกง ระหว่าง 15 พ.ค. ถึง 29 มิ.ย. 2569 ทั้ง Bitcoin, Binance และ Ethereum คิดเป็นมูลค่า 629 ล้านบาทจากต้นทุน 490 ล้านบาท เพื่อรับรู้กำไรตามแผนงานบันทึกเป็นส่วนหนึ่งในไตรมาส 2/2569 และนำเงินไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนนายวรุฒ บูลกุลุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BTC เปิดเผยโดยแจ้งผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า คณะกรรมการบริษัทซึ่งประกอบด้วย นายชาญ บูลกุล, นายอเนก กมลเนตร, นายวรุฒ บูลกุล, นายกิรินทร์ นฤหล้า และนายวริศ บูลกุลมีมติอนุมัติให้คณะกรรมการการลงทุนเข้าทำรายการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่าน บริษัท บรุ๊คเคอร์ อินเตอร์เนชันแนล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ BTC ถือหุ้นร้อยละ 100 ตั้งอยู่ในเขตปกครองพิเศษฮ่องกงวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดความเสี่ยงจากการเข้าลักษณะเป็นธุรกิจบริหารจัดการเงินลงทุนและเพื่อรับรู้กำไรจากการจำหน่าย และเงินที่ได้มานำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทโดยเป็นการจำหน่ายผ่านตลาดแลกเปลี่ยน (Exchange) จึงไม่สามารถระบุตัวตนผู้ซื้อได้ ดำเนินการผ่านตลาดแลกเปลี่ยนที่มีชื่อเสียง 2 แห่ง ได้แก่ แห่งหนึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้น NASDAQและอีกแห่งเป็นตลาดซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดในโลกวัดจากมูลค่าการซื้อขายการรายการเกิดขึ้นและเสร็จสมบูรณ์ในไตรมาสที่ 2/2569 ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 29 มิถุนายน 2569 โดยมีรายละเอียดสินทรัพย์ดังนี้Bitcoin (BTC) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 249,102,707.99Binance (BNB) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 232,648,587.69Ethereum (ETH) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 88,642,149.78Solana (SOL) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 39,499,032.15Mantle (MNT) มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 8,829,828.16เหรียญอื่นๆ มูลค่าขายสุทธิ (บาท) 10,476,618.55รวมมูลค่าขายสุทธิ 629,198,924.32 บาท อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันสิ้นงวดที่ 36.66 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นมูลค่ารวมสุทธิ 17,163,091.22 เหรียญสหรัฐโดยต้นทุนจริงของสินทรัพย์มีจำนวน 13,388,581.42 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 490,825,394.86 บาท และเนื่องจากมูลค่าขายสุทธิสูงกว่าต้นทุนจริง บริษัทจึงรับรู้กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลในครั้งนี้ทั้งนี้นโยบายบัญชีบริษัทบันทึกมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับแล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า ซึ่งกำไรนี้ยังไม่ใช่กำไรหรือขาดทุนทั้งหมดของไตรมาส 2/2569 โดยบริษัทจะรายงานงบการเงินฉบับเต็มภายในกลางเดือนสิงหาคม
ทันหุ้น • 3 ก.ค. 69
อ่าน
BDMS เพิ่มงบลงทุน WellEra อีก 5.46 พันล้านบาท ดันมูลค่าโครงการแตะ 2.9 หมื่นล้านบาท
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #BDMS เพิ่มงบลงทุน WellEra อีก 5.46 พันล้านบาท ดันมูลค่าโครงการแตะ 2.9 หมื่นล้านบาทบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทวาระพิเศษ ครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 มีมติอนุมัติให้ บริษัท บีดีเอ็มเอส ซิลเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น 100% ปรับเพิ่มงบลงทุนโครงการ BDMS Silver Wellness Residence อีก 5,455 ล้านบาท ส่งผลให้งบลงทุนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 29,000 ล้านบาท จากเดิม 23,545 ล้านบาทการเพิ่มงบลงทุนครั้งนี้มีสาเหตุหลักจากการขยายพื้นที่อาคารของโครงการจากประมาณ 170,000 ตารางเมตร เป็นประมาณ 207,202 ตารางเมตร เพื่อเพิ่มมูลค่าและศักยภาพเชิงพาณิชย์ของโครงการ รวมถึงรองรับทิศทางการเติบโตของธุรกิจด้าน Wellness ของกลุ่ม BDMS ขณะเดียวกันยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะตลาดโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 13 ไร่ 60.18 ตารางวา บริเวณหัวมุมถนนสารสินและถนนหลังสวน ตรงข้ามสวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร โดยเป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบผสมผสาน (Mixed-use Development) ที่มุ่งเน้นด้านสุขภาพและคุณภาพชีวิต ภายใต้แนวคิดการผสานธรรมชาติและชุมชนเข้าด้วยกันองค์ประกอบหลักของโครงการประกอบด้วย Wellness Residence, Wellness Clinic, Urban Wellness Retreat และ Premium Lifestyle Mall ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโครงการด้านสุขภาพและการอยู่อาศัยระดับพรีเมียมขนาดใหญ่ของ BDMSบริษัทระบุว่า เมื่อนำงบลงทุนเพิ่มเติมจำนวน 5,455 ล้านบาท มาคำนวณขนาดรายการตามเกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน เทียบกับสินทรัพย์รวมตามงบการเงินรวม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 จะมีขนาดรายการอยู่ที่ 3.39% และเมื่อนับรวมรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์อื่นในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ขนาดรายการรวมอยู่ที่ 9.58% ซึ่งยังต่ำกว่าเกณฑ์ 15% ที่กำหนดให้ต้องเปิดเผยสารสนเทศเพิ่มเติมหรือขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นปัจจุบันโครงการได้รับความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้ว และเตรียมเปิดตัวภายใต้ชื่อ “WellEra” ภายใต้แนวคิด “THE DNA OF WORLD WELL-LIVING” โดยอยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2573BDMS ระบุว่าจะทยอยรายงานความคืบหน้าของโครงการให้ผู้ลงทุนรับทราบต่อไป ขณะที่การขยายขนาดโครงการครั้งนี้สะท้อนกลยุทธ์ระยะยาวในการรุกธุรกิจ Wellness ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่บริษัทมองว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตในอนาคต ท่ามกลางแนวโน้มความต้องการด้านการดูแลสุขภาพและการใช้ชีวิตคุณภาพสูงที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 17 มิ.ย. 69
อ่าน
ตลาดคริปโทระทึก! IPO หุ้น SpaceX ตัวท็อป จ่อดึงเงิน Bitcoin หมุนเวียน
#SpaceX #Bitcoin #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า เมื่อการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ของบริษัท SpaceX เปิดตัวขึ้นในวันพฤหัสบดี สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างมหาศาลต่อตลาดคริปโทฯ โดยอาจจุดชนวนให้เกิดการสลับเงินทุน (Rotation) ออกจากสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะแรก ก่อนที่จะเข้ามาช่วยหนุนปริมาณการซื้อขายหุ้นในรูปแบบโทเคน (Tokenized shares) และสัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุ (Perpetual futures) ที่เชื่อมโยงกับ SpaceX ซึ่งให้บริการโดยกระดานเทรดต่าง ๆ เช่น Hyperliquid, Binance และอื่น ๆจากการที่มีรายงานว่า SpaceX ได้จัดสรรหุ้น IPO สูงถึงร้อยละ 30 ไว้สำหรับกลุ่มนักลงทุนรายย่อย ทำให้บางฝ่ายแย้งว่าการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้อาจผลักดันให้นักลงทุนพากันแห่ถอนเงินออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งรวมถึงคริปโทฯ เพื่อไปซื้อหุ้นในบริษัทชื่อดังระดับโลกที่บริหารโดย Elon Musk ซึ่งเขายังคงเป็นบุคคลที่ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่ถือครอง Bitcoin และ Ethereum“คริปโทฯ คือแหล่งเงินทุนหลักสำหรับเรื่องนี้จำนวนมาก” Spencer Hallarn หัวหน้าฝ่ายซื้อขายต่างหาก (Over-the-Counter Trading) ระดับโลกของบริษัท GSR กล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ “พวกเราต้องจัดหาเงินทุนให้ได้ถึง 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับ IPO ในครั้งนี้ และเงินจำนวนนั้นมันก็จำเป็นต้องถูกดึงมาจากที่ไหนสักแห่ง”SpaceX กล่าวว่าตนเองตั้งเป้าหมายราคาหุ้น IPO ไว้ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อระดมทุนให้ได้ 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะทำให้บริษัทมีมูลค่าตลาด (Market cap) ที่คาดการณ์ไว้สูงถึง 1.77 ตรอกนก (Trillion) ดอลลาร์สหรัฐนักวิเคราะห์บางส่วนได้เสนอแนะว่า การเสนอขายหุ้นสู่สาธารณะของ SpaceX ที่กำลังจะเกิดขึ้น และรวมถึงความเป็นไปได้ในการทำ IPO ในอนาคตของ OpenAI และ Anthropic อาจมีส่วนทำให้เกิดการดิ่งร่วงลงของราคาในตลาดคริปโทฯ เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งได้ฉุดให้ทั้งราคา Bitcoin และ Ethereum ปรับตัวลดต่ำลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา“Bitcoin กำลังถูกดึงเงินออกไปเพื่อใช้เป็นทุนในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ยอดฮิตที่กำลังจะมาถึงของตลาด: ไม่ว่าจะเป็น SpaceX, Anthropic หรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่จู่ ๆ ทุกคนต่างก็รู้สึกว่า ‘ต้องมีไว้ครอบครองให้ได้’” Jeff Park ที่ปรึกษาของบริษัท Bitwise กล่าวไว้เมื่อไม่นานมานี้ ในขณะที่เขากำลังประเมินน้ำหนักเกี่ยวกับสภาวะราคาที่ทรุดตัวลงของ BitcoinVetle Lunde หัวหน้าฝ่ายวิจัยของบริษัท K33 กล่าวเมื่อวันพุธว่า การที่นักลงทุนต่างเฝ้ารอคอยหุ้น IPO สุดร้อนแรงอย่าง SpaceX อาจเป็นตัวเร่งที่กดดันให้ราคา Bitcoin ปรับตัวลดต่ำลง โดยข้อมูลจากสำนักข่าว CNBC ระบุว่า ราคาหุ้น IPO ของ SpaceX ที่ระดับ 135 ดอลลาร์สหรัฐนั้น ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่าสูงเกือบ 1.8 ตรอกนก (Trillion) ดอลลาร์สหรัฐการซื้อขายคริปโทฯ ที่เชื่อมโยงกับ SpaceXนอกเหนือจากความเป็นไปได้ในเรื่องการสลับหมุนเวียนของเงินทุนแล้ว หุ้นของ SpaceX ยังได้เข้ามาเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนกิจกรรมการซื้อขายอย่างมีนัยสำคัญในตลาดคริปโทฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าหุ้นดังกล่าวจะยังไม่ได้เริ่มต้นซื้อขายในตลาดสาธารณะอย่างเป็นทางการก็ตามบริษัท Talos กล่าวว่า สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุในช่วงก่อน IPO (Pre-IPO perpetual futures) เช่น สัญญาที่ผูกโยงกับ SpaceX นั้น “ได้ปรากฏขึ้นมาในฐานะช่องทางใหม่สำหรับการค้นหาราคาที่เหมาะสม (Valuation discovery) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถแสดงมุมมองความคิดเห็นต่อบริษัทเอกชนได้ ก่อนที่บริษัทเหล่านั้นจะก้าวเข้าสู่ตลาดสาธารณะ”บริษัทระบุว่า สัญญาฟิวเจอร์ส SpaceX กำลังซื้อขายกันอยู่ที่ราคาประมาณ 155 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอยู่สูงกว่าราคาหุ้น IPO ที่ 135 ดอลลาร์สหรัฐ โดยกิจกรรมการซื้อขายดังกล่าวได้สร้างมูลค่าสัญญาที่เปิดสถานะอยู่ (Open interest) มากกว่า 385 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีปริมาณการซื้อขายสะสม (Cumulative volume) สูงถึง 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในกระดานเทรดต่าง ๆ ซึ่งรวมถึง Hyperliquid, Binance และ OKX อ้างอิงตามข้อมูลจาก Talos ซึ่งเป็นผู้ให้บริการด้านการซื้อขาย, การบริหารจัดการพอร์ตการลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล“ตลาดคริปโทฯ โดยกำเนิด (Crypto-native markets) กำลังช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการซื้อขายตลอด 24 ชั่วโมง และสร้างสัญญาณการประเมินมูลค่าที่โปร่งใสล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการจดทะเบียนในตลาดสาธารณะครั้งใหญ่” Samar Sen รองประธานฝ่ายตลาดต่างประเทศของ Talos กล่าวนอกจากนี้ในวันพุธที่ผ่านมา Bitget กล่าวว่า ยอดการสมัครซื้อหุ้นกู้ SpaceX ในรูปแบบโทเคน (Tokenized SpaceX IPO subscription) ของตน ซึ่งให้บริการผ่านระบบ xStocks นั้น มียอดจองซื้อเกินจำนวน (Oversubscribed) โดย “เติบโตขึ้นจากโควตาจัดสรรในตอนแรกที่ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พุ่งทะยานสู่ระดับ 13... ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว”แม้ว่าจำนวนเงินดังกล่าวจะถือเป็นเพียงเศษเสี้ยวเสมือนหยดน้ำในมหาสมุทรสำหรับบริษัทที่มีมูลค่าเกือบ 1.8 ตรอกนก (Trillion) ดอลลาร์สหรัฐ แต่มันก็บงชี้ให้เห็นถึงความต้องการอย่างมีนัยสำคัญในการเข้าถึงสิทธิ์ถือครองในรูปแบบโทเคน (Tokenized exposure) กับบริษัทที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง SpaceX ทั้งนี้ สำหรับนักลงทุนจำนวนมากที่อยู่นอกประเทศสหรัฐฯ การซื้อหุ้นในบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นั้น อาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ“ความเร็วและขนาดของความต้องการในที่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงบางสิ่งที่ระบบ IPO แบบดั้งเดิมไม่เคยถูกออกแบบมาเพื่อรองรับ นั่นคือกลุ่มผู้ใช้งานคริปโทฯ โดยกำเนิดที่มีความเชื่อมั่นในตัวเงินทุนอย่างแรงกล้า และไม่ยอมทนต่อกลุ่มผู้คุมประตูระบบ (Gatekeepers)” Alvin Kan ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) ของ Bitget Wallet กล่าว “กระเป๋าเงินประเภทที่ผู้ใช้เป็นผู้ดูแลสินทรัพย์ด้วยตัวเอง (Self-custodial wallets) กำลังกลายมาเป็นช่องทางที่จริงจังในการเข้าถึงตลาดทุน”กระดานเทรดคริปโทฯ อย่าง Kraken และ Bybit ก็เปิดช่องทางให้เข้าถึงหุ้น IPO ของ SpaceX บนแพลตฟอร์มของพวกเขาด้วยเช่นกันด้าน Binance ซึ่งเป็นกระดานเทรดคริปโทฯ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีฐานผู้ใช้งานส่วนใหญ่อยู่ภายนอกประเทศสหรัฐฯ ก็ได้เปิดให้บริการผลิตภัณฑ์สัญญาฟิวเจอร์สแบบไม่มีวันหมดอายุที่ผูกกับหุ้น (Stock-linked perpetual products) แก่กลุ่มลูกค้าที่อยู่นอกสหรัฐฯขณะที่ Robinhood ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการเข้าถึงหุ้น IPO ของ SpaceX สำหรับลูกค้าในสหรัฐฯ ก็อยู่ในตำแหน่งที่พร้อมจะนำเสนอหุ้นของบริษัทในเวอร์ชันโทเคน (Tokenized version) ให้แก่กลุ่มผู้ใช้งานในฝั่งยุโรปเช่นเดียวกัน โดยบริษัทได้เริ่มต้นเปิดโอกาสให้ลูกค้าในภูมิภาคยุโรป (EU) สามารถเข้าถึงตราสารอนุพันธ์รูปแบบโทเคน (Tokenized derivatives) ที่ผูกติดกับหุ้นของ SpaceX มาเป็นระยะเวลาเกือบหนึ่งปีแล้วที่มา https://www.theblock.co/post/404324/elon-musks-spacex-ipo-could-become-bitcoins-latest-headwind
ทันหุ้น • 11 มิ.ย. 69
อ่าน
จ่อรวยล้านล้านดอลล์! SpaceX ยื่นไฟลิ่ง ปักหมุดใช้ชื่อ SPCX ลุยสัปดาห์หน้า
#SpaceX #ElonMusk #ทันหุ้น – สำนักข่าว BBC รายงานว่า บริษัท SpaceX ของ Elon Musk ได้เปิดเผยแผนการที่จะนำบริษัทเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ต่อสาธารณะใน U.S. ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อขายหุ้นของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ได้SpaceX เป็นผู้ผลิตจรวด, ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่เรียกว่า Starlink และยังเป็นเจ้าของ xAI ซึ่งเป็นบริษัทปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของ Musk ที่กำลังเป็นข้อพิพาทอยู่ในขณะนี้การเสนอขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) บนตลาดหุ้น U.S. ในครั้งนี้ ถูกกำหนดให้เป็นการทำ IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Wall Street และอาจเริ่มต้นขึ้นในเดือนหน้าภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ SPCXเนื่องด้วยสัดส่วนหุ้นที่เขาจะถือครองใน SpaceX การทำ IPO ครั้งนี้อาจทำให้มหาเศรษฐีอย่าง Musk ซึ่งปัจจุบันเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลกอยู่แล้ว กลายเป็นอภิมหาเศรษฐีระดับล้านล้านดอลลาร์ (Trillionaire) คนแรกSpaceX ประเมินมูลค่าของตนเองไว้ที่ 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ และการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทของ Musk หมายความว่ามูลค่าหุ้นในส่วนของเขาอาจมีมูลค่ามากกว่า 600 พันล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว Musk ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้านายของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าอย่าง Tesla ด้วยนั้น ได้กลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่มีสินทรัพย์สุทธิทะลุ 500 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งหมายความว่าการนำ SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นครั้งนี้ อาจทำให้สินทรัพย์สุทธิรวมของเขาทะยานเกินกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์การยื่นเอกสารในครั้งนี้ช่วยเปิดเผยให้เห็นถึงสถานะทางการเงินของ SpaceX ที่ผู้คนเฝ้ารอคอยมาอย่างยาวนานเมื่อปีที่แล้ว Space Exploration Technologies ซึ่งเป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของบริษัท สามารถสร้างรายได้ได้ถึง 18.6 พันล้านดอลลาร์ (13.8 พันล้านปอนด์) แต่กลับมีผลขาดทุนสุทธิสูงถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ บริษัททำยอดขายได้ 4.7 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็มีผลขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 4.3 พันล้านดอลลาร์ในขณะเดียวกัน งบดุลของบริษัทแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีสินทรัพย์อยู่ 102 พันล้านดอลลาร์ เช่น จรวดและอุปกรณ์อื่นๆ แต่ในขณะเดียวกันก็แบกรับภาระหนี้สินอยู่ถึง 60.5 พันล้านดอลลาร์Ruth Foxe-Blader หุ้นส่วนผู้จัดการของบริษัทร่วมลงทุนใน U.S. อย่าง Citrine Venture Partners กล่าวกับสำนักข่าว BBC ว่า "มันไม่ใช่เรื่องน่าตกใจสำหรับโครงการประเภทนี้ที่จะมีผลขาดทุน แม้กระทั่งในจุดที่กำลังจะทำ IPO ก็ตาม"เธอกล่าวว่า แผนการนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่วางเอาไว้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกคาดหมายไว้อยู่แล้ว แต่ก็นับเป็นเรื่องที่ "น่าตื่นเต้นอย่างที่สุด""SpaceX เป็นโครงการที่แผ่ขยายและมีขนาดใหญ่มหึมาอย่างแท้จริง โดยมีจุดขายที่แตกต่างกันมากมาย และมีหลายจุดที่ชี้ตรงไปสู่อนาคต"นอกจากนี้ SpaceX ได้ส่งสัญญาณเตือนเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางกฎหมายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจำนวนมากกว่าครึ่งพันล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจากรายการข้อร้องเรียนที่ยาวเป็นหางว่าวข้อร้องเรียนบางส่วนเหล่านี้มาจาก "คดีฟ้องร้องหลายคดี" ที่กล่าวหาว่า Grok ซึ่งเป็นแชตบอตที่สร้างขึ้นโดย xAI กำลังถูกนำไปใช้เพื่อสร้างภาพลามกอนาจารปลอมแปลง (Sexualized deepfakes) ของผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่มีตัวตนอยู่จริงซึ่ง Musk ได้กล่าวว่าเขามีความตั้งใจที่จะยุบกระบวนการของ xAI และจะเดินหน้าไล่ตามความทะยานอยากด้าน AI ของเขาภายใต้ร่มเงาของ SpaceX ต่อไปนอกจากนี้ SpaceX ยังเป็นเจ้าของ X ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียที่ก่อนหน้านี้รู้จักกันในชื่อ Twitter ซึ่ง Musk ได้เข้าซื้อกิจการไปในปี 2022คดีความอื่นๆ ที่ยังคงดำเนินอยู่และส่งผลกระทบต่อ SpaceX ซึ่งถูกระบุไว้ในเอกสาร IPO ประกอบไปด้วย ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดสิทธิบัตร, ข้อกล่าวหาเรื่องการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบการคัดกรองเนื้อหาของ EU, ข้อกล่าวหาเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เพลง และข้อกล่าวหาเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลคู่แข่งด้าน AI สิ่งที่ถูกเปิดเผยในเอกสารที่ยื่นเมื่อวันพุธเช่นเดียวกันคือ เงื่อนไขทางการเงินของข้อตกลงที่ SpaceX เพิ่งจะบรรลุร่วมกับ Anthropic ซึ่งเป็นบริษัทคู่แข่งด้าน AI ผู้พัฒนาแชตบอต ClaudeAnthropic จะจ่ายเงินจำนวน 15 พันล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อเข้าใช้งานศูนย์ข้อมูล (Data centers) ในแถบตอนใต้ของอเมริกา สำหรับใช้งานในส่วนของ xAI ของ Musk ซึ่งเพิ่งถูกควบรวมกิจการโดย SpaceX เมื่อไม่นานมานี้แม้ว่าความทะยานอยากด้าน AI ของ Musk จะต้องดิ้นรนอย่างหนักท่ามกลางความขัดแย้งที่ปะทุขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง แต่ธุรกิจจรวดของ SpaceX และ Starlink ก็ยังคงถูกพิจารณาว่าเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม โดยทั้งสองธุรกิจต่างก็ครองความได้เปรียบที่ทิ้งห่างคู่แข่งอยู่พอสมควรการยื่นเอกสาร IPO ในครั้งนี้ เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่ Musk เพิ่งพ่ายแพ้ในศึกกฎหมายที่เป็นข่าวดังระดับโลกในการต่อสู้กับบริษัท AI คู่แข่งอย่าง OpenAI และเจ้านายของบริษัทอย่าง Sam Altmanที่มา https://www.bbc.com/news/articles/cg4pe2953q1o
ทันหุ้น • 21 พ.ค. 69
อ่าน
งานวิ่ง One Bangkok One Pride One Run 2026 วัน แบงค็อก ฉลองทุกความหลากหลาย
วัน แบงค็อก (One Bangkok) จับมือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กรุงเทพมหานคร และพันธมิตรต่างๆ เชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ งานวิ่ง "One Bangkok One Pride One Run 2026" ที่ตั้งใจจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเฉลิมฉลองเดือนแห่งความหลากหลาย ด้วยหัวใจหลักที่เชื่อว่า 'ทุกคนคือความภาคภูมิใจ และทุกย่างก้าว คือการแสดงออกถึงตัวตนที่แตกต่างอย่างเท่าเทียม' พร้อมรวมพลังเพื่อสร้างคอมมูนิตี้แห่งสีสันบนพื้นที่สีเขียวผืนใหญ่ใจกลางเมือง ณ วัน แบงค็อก ซึ่งเป็นเสมือนจุดกึ่งกลางที่เชื่อมโยง สวนสาธารณะขนาดใหญ่ 2 แห่งของกรุงเทพฯ ทั้ง สวนลุมพินี และ สวนเบญจกิติ ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 กับเส้นทางวิ่ง 2 ระยะ 📍 ระยะ 5 กิโลเมตร : สตาร์ทที่ One Bangkok Park จากนั้นวิ่งต่อไปบน เส้นทางรอบสวนลุมพินี และกลับมาสู่เส้นชัยที่ One Bangkok Park 📍 ระยะ 10 กิโลเมตร : สตาร์ทที่ One Bangkok Park วิ่งผ่าน สะพานเขียวที่เชื่อมต่อไปยัง สวนเบญจกิติ และวนกลับมาสู่เส้นชัยที่ One Bangkok Park ผู้สมัครจะได้รับ Race Pack ประกอบด้วยเสื้อวิ่ง กระเป๋า ผ้าซับเหงื่อดีไซน์ลิมิเต็ดเฉพาะงานนี้ รวมทั้งของรางวัลพิเศษมากมายจาก วัน แบงค็อก พบเหล่าซูเปอร์สตาร์ เซเลบริตี้ ที่จะมาร่วมเซอร์ไพรซ์ทุกคน พร้อมอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ทั้งสายสุขภาพและไลฟ์สไตล์ สร้างสีสัน ความตื่นเต้น และแรงบันดาลใจตลอดงาน พร้อมกิจกรรมวอร์มอัพ / คูลดาวน์จากผู้เชี่ยวชาญจาก Jetts Black และหลังจากพิชิตเส้นชัยแล้ว นักวิ่งจะได้สนุกกับ อาฟเตอร์ปาร์ตี้ เพลิดเพลินกับอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าชื่อดัง และดนตรีจาก ดีเจ Rhunrun พร้อมรับ Voucher มูลค่า 200 บาท เพื่อใช้บริการร้านค้าภายใน Parade และ The Storeys นอกจากนั้นยังมีพิธีมอบรางวัลสำหรับผู้ชนะและรางวัลแต่งกายยอดเยี่ยมด้วยคอสตูมที่สะท้อนถึงการแสดงออกในตัวตนที่หลากหลายได้อย่างโดดเด่น เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาร่วมฉลองความหลากหลายกับ One Bangkok One Pride One Run 2026 ในวันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569 ✨ เริ่มต้นลงทะเบียนตั้งแต่เวลา 04.00 น. ✨ เริ่มวิ่งตั้งแต่เวลา 05.00 น. เป็นต้นไป ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนและสมัครได้แล้ววันนี้ที่ https://race.thai.run/onebangkokoneprideonerun
กรุงเทพมหานคร • 14 พ.ค. 69
อ่าน
MGC เผยกำไร Q1/69 ทำนิวไฮ มียอดจองค้าง 2 พันคัน หนุนงบ Q2 โตต่อเนื่อง
#MGC #ทันหุ้น-MGC เดินหน้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ (New Growth Cycle) โชว์กำไรไตรมาส 1/69 สร้างสถิติสูงสุดใหม่โดยมีกำไรสุทธิ 323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 488% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ขณะที่แนวโน้มคาดโตต่อเนื่อง โดยมียอดจองค้าง (Backorder) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 2,000 คัน พร้อมเตรียมเร่งสปีดการเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 และต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลังขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 6,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.6% (YoY) และ EBITDA เติบโต 88.1% (YoY) แตะระดับ 813 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ผลประกอบการของ Neo Mobility Asia เต็ม 100% ที่เริ่มสะท้อนเข้ามาอย่างชัดเจน ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับแรงหนุนจากความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนน้ำมันในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากรถยนต์สันดาปภายใน สู่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมมากขึ้นขณะเดียวกัน กระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มแบรนด์ของบริษัทฯ ภายในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หลังการเปิดตัว XPENG X9 และ BMW iX3 รุ่นใหม่ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม Premium Intelligent EV อาทิ ZEEKR 009, BMW i5 และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ภายในกลุ่ม ได้รับการตอบรับที่โดดเด่นจากผู้บริโภค และสร้างยอดจองในระดับสูง สะท้อนความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ยอดจองค้าง (Backorder) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 2,000 คัน พร้อมเตรียมเร่งสปีดการเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 และต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลังปี 2569 เป็นอีกปีที่ MGC-ASIA เดินหน้าต่อยอดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังการวางรากฐานธุรกิจมาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันบริษัทฯ ก้าวสู่การเป็น Premium Mobility Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้ง รถยนต์กลุ่มพรีเมียม ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ บริการทางการเงิน ประกันภัย รถเช่ารถมือสอง บริการหลังการขาย และ Loyalty Ecosystem ซึ่งทุกธุรกิจเริ่มเชื่อมโยงระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มี high margin และ recurring income เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ และการขยายตัวของ New Growth Engine ที่ชัดเจนมากขึ้นMGC-ASIA ยังถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโมบิลิตี้ อีโคซิสเทม ระดับพรีเมียม (Premium Mobility Ecosystem) ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีฐานลูกค้าคุณภาพและกำลังซื้อสูง ซึ่งถือเป็น strategic asset สำคัญในการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ ‘MOBILIFE’ แพลตฟอร์ม Loyalty Ecosystem ที่เชื่อมทุกบริการของลูกค้าไว้ในระบบนิเวศเดียว ผ่านการสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสินค้าและบริการจากแบรนด์ชั้นนำ ที่บริษัทฯ คัดสรรมาโดยเฉพาะ รวมถึงแลกตั๋วเครื่องบินผ่าน MGC Aviation ได้โดยตรง ซึ่งช่วยสร้างความภักดีของลูกค้า และเพิ่มการใช้บริการภายในระบบนิเวศของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง**โชว์ฟอร์มแกร่ง เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ-Neo Mobility Asia หนุน EV Ecosystem เติบโตต่อเนื่องการรับรู้ผลประกอบการของ Neo Mobility Asia เต็ม 100% เริ่มสะท้อนเข้ามาอย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน Neo Mobility Asia มีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง XPENG และ ZEEKR อยู่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าทยอยส่งมอบรถตาม Backorder จำนวนกว่า 2,000 คัน อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป-Alpha X–Howden Maxi เติบโตต่อเนื่องธุรกิจการเงินผ่าน Alpha X เติบโตจากกลุ่ม Wealth Lending ลูกค้าระดับพรีเมียม โดยมีส่วนแบ่งกำไร 11.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,765.3% (YoY) ขณะที่ธุรกิจประกันภัย Howden Maxi เติบโตจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง-MASTER CAR RENTAL และ SIXT รถเช่า ประเทศไทย รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัวธุรกิจรถเช่ามีรายได้ 489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% (YoY) จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและความต้องการใช้รถจากลูกค้าองค์กร พร้อมเสริมพอร์ตรถยนต์พรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตมากขึ้น-ธุรกิจรถมือสอง หนุน Margin เติบโตธุรกิจรถยนต์มือสองมีรายได้ 273.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% (YoY) โดยยังคงรักษา margin ได้ในระดับที่ดี จากการบริหารรถในสต็อกและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ-Aftersales–MMS สร้างรายได้ประจำแข็งแกร่งธุรกิจบริการหลังการขายมีรายได้ 931 ล้านบาท ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการในกลุ่ม BMW, MINI, Honda, XPENG, ZEEKR, Rolls-Royce, BMW Motorrad, Harley-Davidson และ MMS ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Premium Mobility Ecosystem ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องทั้งการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ BMW Millennium Auto จังหวัดอุดรธานี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มเติมจากจังหวัดอุบลราชธานี สะท้อนศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ หลังบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย BMW Millennium Auto ที่แข็งแกร่งในโซนภาคใต้ ทั้งภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายศักยภาพการบริการด้านศูนย์ซ่อมสี–ตัวถัง ผ่าน MMS เพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ premium และ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มองว่า ธุรกิจบริการหลังการขายของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันขณะที่การทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการลงทุนขยายระบบนิเวศและเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มทยอยสะท้อนผ่านการเติบโตของรายได้และคุณภาพกำไรในช่วงครึ่งปีหลังมากขึ้นดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC-ASIA กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงยอดขายรถยนต์อีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันของระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงลูกค้า สร้าง recurring relationship และต่อยอดมูลค่าได้ตลอดวัฏจักรของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ MGC-ASIA ได้วางรากฐานยาวนานเป็นเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการเติบโต ด้วยคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในรูปแบบสงครามราคา และเริ่มสะท้อนผ่านผลประกอบการที่เติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น”นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาและเยาวชน ผ่านการจัดการแข่งขัน ‘XPENG Cup International Ice Hockey’ เพื่อส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย และสร้าง community engagement ภายใต้แบรนด์ premium lifestyle ecosystem ของกลุ่มบริษัทฯ
ทันหุ้น • 12 พ.ค. 69
อ่าน
TEGH ปักหมุดรายได้ปีนี้โต 10% พร้อมดัน บ.ย่อย “TEBP” เข้าตลาด mai ในปีนี้
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #TEGH ปักหมุดรายได้ปีนี้โต 10% พร้อมดัน บ.ย่อย “TEBP” เข้าตลาด mai ในปีนี้ ผถห.โหวตจ่ายปันผล 0.22 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตผถห. TEGH ยกมือโหวตจ่ายปันผล 0.22 บ./หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้ เดินหน้าขยายกำลังการผลิตปักหมุดรายได้ปีนี้เติบโต 10% พร้อมดัน บ.ย่อย “TEBP” เข้าตลาด mai ในปีนี้ผู้ถือหุ้น บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ พร้อมใจโหวตผ่านมติจ่ายเงินปันผลงวดปี 68 ในอัตรา 0.22 บาท/หุ้น รับทรัพย์ 22 พ.ค.นี้ ฟากแม่ทัพหญิง “สินีนุช โกกนุทาภรณ์” ระบุตั้งเป้ารายได้ปี 69 แตะ 22,000 ล้านบาท เติบโต 10% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน คาดยอดขายยางแท่งพุ่งแตะ 280,000 –290,000 ตัน ทำ All Time High จากการเติบโตของอุตสาหกรรมยางล้อ ลุยเดินหน้าขยายกำลังการผลิตตามแผน พร้อม Spin-Off “TEBP” เข้าตลาด mai ภายในปีนี้นางสาวสินีนุช โกกนุทาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEGH ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ และน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์และผลิตพลังงานทดแทน ประเภทพลังงานชีวภาพแบบครบวงจรในพื้นที่ EEC เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ในวันที่ 24 เมษายน 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดผลการดำเนินงานปี 2568 (1 มกราคม -31 ธันวาคม 2568) ให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสดในอัตรา 0.22 บาท/หุ้น กำหนดขึ้น XD วันที่ 19 มีนาคม 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวมเติบโต 10% แตะระดับ 22,000 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดใหม่ (All Time High) อย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และแรงกดดันจากกฏระเบียบการค้าระหว่างประเทศ โดยมีการเติบโตจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งยางธรรมชาติ น้ำมันปาล์ม และพลังงานทดแทนและรับบริหารจัดการกากอินทรีย์ โดยเฉพาะธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติ คาดว่าปริมาณขายจะเพิ่มขึ้น เป็น 280,000-290,000 ตัน หรือเพิ่มขึ้น 10-15% เมื่อเทียบกับปีก่อนโดยมีแรงหนุนจากราคายางสังเคราะห์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง ทำให้ความต้องการใช้ยางแท่งสูงขึ้นตามไปด้วย บวกกับความต้องการของลูกค้าในประเทศและต่างประเทศทั้ง จีน อินเดีย ยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ยังคงมีมาต่อเนื่อง ทั้งยังคาดการณ์ว่า จะยังคงรักษาสัดส่วนยอดขายยางแท่งมาตรฐาน EUDR ได้ที่ 30-40% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ จากการที่ลูกค้าฝั่งยุโรป และประเทศอื่นๆ ที่ยังคงมีความต้องการอยู่ซึ่งยังไม่รวมความต้องการยางแท่งมาตรฐาน EUDR ที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากการที่สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้ EUDR ในวันที่ 30 ธันวาคม 2569 นี้ โดยโครงการขยายกำลังการผลิตยางแท่งที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2 นี้ จะทำให้กำลังการผลิตยางแท่งรวมของบริษัทฯ เพิ่มขึ้นเป็น 432,000 ตันภายในปีนี้ ซึ่งจะสอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ Empowering the Low Carbon Value Chain บริษัทฯ ได้เปิดตัวสินค้ายางแท่งที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Block Rubber Carbon Neutral) ถือเป็นก้าวสำคัญของอุตสาหกรรมยางพาราไทยในการยกระดับจากผู้ผลิตวัตถุดิบ สู่การเป็นผู้นำด้านวัสดุคาร์บอนต่ำสำหรับห่วงโซ่อุปทานของโลก ที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าผู้ผลิตยางล้อที่ต้องการใช้วัตถุดิบที่สามารถช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อรองรับกับมาตรการ CBAM ที่เริ่มบังคับใช้แล้วในปีนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะสามารถรับรู้รายได้ในอนาคตอันใกล้นี้ขณะที่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ มีแนวโน้มผลงานดีต่อเนื่องในปี 2568 หลังจากบริษัทฯ ได้ปรับปรุงกระบวนการผลิต ซ่อมบำรุงเครื่องจักร ติดตั้งหม้อต้มไอน้ำ (Boiler) ลูกใหม่ และการติดตั้งหม้อนึ่งปาล์ม (Sterilizer) เพิ่มเติม ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตดีขึ้น และมีกำลังการผลิตน้ำมันปาล์มดิบเพิ่มขึ้นอีก 50% ภายในปีนี้ รวมถึงมีแผนที่จะต่อยอดขอการรับรอง ISCC corsia ในปีนี้ หลังจากที่ได้รับการรับรอง ISCC plus และ ISCC EU มาแล้วในปีที่ผ่านมา สำหรับน้ำมันที่สกัดได้จากทะลายปาล์มเปล่าและน้ำมันน้ำเสีย เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมการผลิตเชื้อเพลิงการบินชีวภาพจากน้ำมันและไขมันเหลือใช้ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์รอง (By-Product)ด้านธุรกิจพลังงานทดแทนและบริหารจัดการกากอินทรีย์ มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง หลังจากประสบความสำเร็จจากโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 1 เรียบร้อยแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ในส่วนของโครงการบ่อกากปิโตรเคมี ที่อยู่ในระหว่างทดสอบระบบ คาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 2/69 นี้ และโครงการขยายกำลังการผลิตก๊าซชีวภาพเฟสที่ 2 คาดว่าจะแล้วเสร็จ และรับรู้รายได้ภายในไตรมาส 3/69 ตามเป้าที่จะขยายความสามารถในการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์รวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,100,000 ตัน และผลิตก๊าซชีวภาพรวมเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 58,000,000 ลูกบาศก์เมตร ในปี 2570รวมทั้งจะมีการรับรู้รายได้จากการขาย Carbon Credit ที่จะได้รับการรับรองเพิ่มขึ้นตามปริมาณกากอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นด้วย พร้อมเดินหน้าโครงการหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั้งในและต่างประเทศเพื่อร่วมพัฒนาโครงการ CBG/LBM และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง เพื่อเป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของ Low Carbon Value Chain ในอนาคตต่อไปทั้งนี้ แผนการนำบริษัทย่อย “บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) (TEBP)”เสนอขายหุ้นสามัญที่ออกใหม่ต่อประชาชนครั้งแรก (IPO) ปัจจุบันมีความคืบหน้าตามลำดับ คาดว่าจะสามารถนำหุ้นสามัญเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในปีนี้ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและสร้างการเติบโตทางธุรกิจในอนาคต
ทันหุ้น • 28 เม.ย. 69
อ่าน
BOI ไฟเขียวไทรอัมพ์ 4 พันล้าน ดันไทยฐานผลิตบิ๊กไบค์ระดับโลก
#ทันหุ้น - บีโอไอ อนุมัติ “ไทรอัมพ์” ลงทุนเพิ่มกว่า 4,000 ล้านบาท รับแนวโน้มตลาดบิ๊กไบค์ฟื้นตัว ผลักดันไทยผู้นำฐานผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สมรรถนะสูง เผยยอดลงทุนรวมอุตสาหกรรมบิ๊กไบค์ มูลค่ากว่า2 หมื่นล้านบาท สร้างไทยเป็นฐานส่งออกไปทั่วโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อขยายกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ Big Bike ขนาดตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป รวมถึงการผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ร้อยละ 95 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 จำหน่ายในประเทศไทย ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี เงินลงทุนของส่วนขยายครั้งนี้กว่า 4,000 ล้านบาท บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (Triumph Motorcycles) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (Big Bike) ซึ่งถือเป็นตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียม ที่กำลังขยายตัวอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงการใช้งานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต บริษัท ไทรอัมพ์ ได้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ เงินลงทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 2,000 คน และจะเพิ่มการจ้างงานตามโครงการใหม่นี้อีกกว่า 1,000 คน และมียอดส่งออกจากประเทศไทยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักของไทรอัมพ์ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกการลงทุนของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มีบทบาทสำคัญในการยกระดับซัพพลายเชนในประเทศไทย โดยมีการจัดหาชิ้นส่วนและชุดประกอบหลักของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงจากผู้ประกอบการไทย ครอบคลุมทั้งระบบส่งกำลัง ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบระบายความร้อน ระบบโครงสร้างและความปลอดภัย อาทิ ชุดเกียร์ กล่องควบคุมเครื่องยนต์อิเล็กทรอนิกส์ ชุดหม้อน้ำพร้อมพัดลมระบายความร้อน และชุดจานเบรก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงระดับโลก“การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของไทรอัมพ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงของภูมิภาค บีโอไอพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์คุณภาพสูงระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าวทั้งนี้ บีโอไอได้ให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไปแก่ผู้ประกอบการรวม 5 บริษัท ครอบคลุมผู้ผลิตระดับโลกทั้งจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้แก่ Triumph, Ducati, Harley-Davidson, Kawasaki และ Yamaha มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 23 มี.ค. 69
อ่าน
Bitkub ผงาด! “ท๊อป จิรายุส” คว้ารางวัล CEO Awards ตอกย้ำแบรนด์ที่คนไทยเชื่อมั่น
#Bitkub #ทันหุ้น - คุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด ได้รับรางวัล “กรุงเทพธุรกิจ CEO Awards 2025” สาขา Influential Brand CEO Award หรือรางวัลผู้นำที่ทรงอิทธิพลของประเทศแห่งปี โดยคุณจิรายุสเป็น 1 ใน 5 ผู้นำภาคเอกชนชั้นนำของไทยที่ได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของผู้นำรุ่นใหม่ที่ผสมผสานวิสัยทัศน์ระดับสากลเข้ากับการสร้างแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้างคุณจิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา กล่าวว่า “นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัล CEO Awards ร่วมกับอีก 4 ผู้นำองค์กรระดับประเทศ ความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของบิทคับ กรุ๊ป ในฐานะแบรนด์ชั้นนำที่ไม่เพียงขับเคลื่อนนวัตกรรมทางการเงินและเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่ยังมุ่งสร้างความเชื่อมั่นและผลกระทบเชิงบวกให้กับระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ผมขอขอบคุณพนักงานทุกคนที่ทุ่มเทผลักดันองค์กรให้สร้างประโยชน์แก่สังคม รวมถึงขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจ เรามุ่งมั่นที่จะส่งต่อโอกาสใหม่ ๆ ให้กับสังคมและพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศชาติต่อไป”ทั้งนี้ รางวัล Influential Brand CEO Award พิจารณาคัดเลือกร่วมกันระหว่างกรุงเทพธุรกิจและคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยประเมินจากการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม การได้รับการยอมรับจากสาธารณชน ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และความเป็นเลิศในการสื่อสาร การได้รับการคัดเลือกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทที่โดดเด่นในการวางรากฐานความน่าเชื่อถือให้กับอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย และการสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจนสามารถสร้างการยอมรับได้ทั้งในระดับองค์กรและสาธารณชนในวงกว้าง
ทันหุ้น • 24 มี.ค. 69
อ่าน
Binance มั่นใจปี 2026 คริปโทคือหัวใจใหม่ของการเงินโลก
#Binance #ทันหุ้น - Binance Research นำเสนอรายงานการติดตามและวิเคราะห์ตลาดคริปโต FULL-YEAR 2025 THEMES FOR 2026 โดยระบุว่าปี 2026 จะเป็นปีที่ตลาดเข้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนจากแรงขับเคลื่อนของนโยบายการเงินและการคลัง โลกการเงินดิจิทัลกำลังออกจากภาวะ “Data Fog” ข้อมูลเศรษฐกิจและตลาด “ขุ่นมัว มองไม่ชัด” คือสภาวะที่ข้อมูลข่าวสารในตลาดคริปโตมีจำนวนมหาศาลและซับซ้อนเกินกว่าที่นักลงทุนทั่วไปจะประมวลผลได้ทันจากหลากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ที่อาจนำไปสู่การตัดสินใจลงทุนที่ไม่มีประสิทธิภาพหรือผิดพลาดได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดปี 2025 และเข้าสู่ภาวะ "Risk Reboot" ล้างกระดานความเสี่ยงใหม่หรือการเริ่มต้นใหม่ของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างเต็มรูปแบบ รายงานชี้ให้เห็นว่า ปี 2026 จะเป็นปีที่การเก็งกำไรโดยนักลงทุนรายย่อยถูกแทนที่ด้วยกระแสเงินทุนมหาศาลจากสถาบันการเงินและระดับรัฐบาล (Sovereign-scale Liquidity)ทิศทางตลาดในปีนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย Policy Triumvirate ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยขับเคลื่อนทางมหภาค 3 คือการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลก, มาตรการกระตุ้นทางการคลัง และการผ่อนปรนกฎระเบียบ ที่เมื่อเกิดขึ้นพร้อมกันจะช่วยกระตุ้นความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง (Risk Appetite) และเป็นแรงส่งมหาศาลให้ตลาดคริปโต ดังนี้:นโยบายมหภาค: เมื่อสภาพคล่องทั่วโลกกลับมาประสานกัน หัวใจสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าตลาดคริปโตในปี 2026 คือการที่เงินทุนทั่วโลกจะเปลี่ยนจาก การรอเลือกเหรียญพื้นฐานดีแต่ราคายังถูก (Potential Energy - สะสม) มาเป็นเหรียญที่ราคากำลังวิ่ง โมเมนตัมมาเต็ม (Kinetic Energy - วิ่ง) ผ่านกลไกหลักดังนี้การผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Monetary Easing): ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยเข้าสู่ระดับ Neutral Rate ที่ประมาณ 3% พร้อมกลับมาขยายงบดุล (Balance Sheet) ซึ่งคาดว่าจะฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบราว 5-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ประจวบเหมาะกับการผ่อนคลายเชิงนโยบายจากธนาคารกลางจีน (PBoC) และยุโรป (ECB)มาตรการกระตุ้นการคลัง (Fiscal Stimulus): การเริ่มใช้กฎหมาย OBBBA ในสหรัฐฯ จะส่งคืนเงินภาษีให้ภาคครัวเรือนกว่า 1-1.5 แสนล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 2026 ซึ่งตามประวัติศาสตร์แล้ว เม็ดเงินไหลตรงสู่ครัวเรือนเช่นนี้มักไหลเข้าสู่ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงได้เร็วกว่าสภาพคล่องจากธนาคารกลางการผ่อนปรนกฎระเบียบ (Deregulation): รัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ มีแนวโน้มลดข้อจำกัดด้านเงินทุนใน Wall Street ซึ่งจะช่วยปลุก "จิตวิญญาณแห่งสัตว์ป่า" (Animal Spirits) ให้กิจกรรมการควบรวมกิจการ (MA) และการขายหุ้น IPO กลับมาคึกคักอีกครั้งBitcoin: จากเครือข่ายธุรกรรมสู่ "สินทรัพย์สำรองเชิงกลยุทธ์" ในปี 2026 บทบาทของ Bitcoin (BTC) จะชัดเจนยิ่งขึ้นในฐานะสินทรัพย์ทางการเงินระดับมหภาคมากกว่าเป็นเพียงเครือข่ายการชำระเงินการจัดตั้งกองทุนสำรอง BTC ของรัฐ (Strategic BTC Reserve): เป้าหมายหลักของวาระทางการเมืองในปีนี้คือการผลักดันกฎหมายเพื่อรับรองการมีอยู่ของกองทุนสำรอง Bitcoin ของสหรัฐฯ โดยเปลี่ยนจากการถือครองเฉพาะสินทรัพย์ที่ยึดมาได้ เป็นการเข้าซื้อโดยตรงจากตลาดด้วยงบประมาณแผ่นดิน ซึ่งมีประเทศอย่างบราซิล ปากีสถาน และรัสเซียที่กำลังพิจารณาแนวทางเดียวกันคาดการณ์ราคาตามสัดส่วน M2 (คือตัวชี้วัด "ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ" ที่กว้างที่สุดตัวหนึ่ง ถ้า M2 เพิ่ม = เงินทุนล้นระบบ = คริปโตมีโอกาสขึ้น ในขณะเดียวกันถ้า M2 ลด = เงินตึงตัว = คริปโตมีโอกาสลง ซึ่งนักลงทุนคริปโตใช้เป็น "มาตรวัดระดับ" ในการตัดสินใจ) : ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ BTC คิดเป็นประมาณ 2% ของปริมาณเงิน M2 ในกลุ่มประเทศ G4 หากแนวโน้มการเติบโตในทศวรรษที่ผ่านมายังดำเนินต่อไป สัดส่วนนี้อาจแตะ 3% ภายในปี 2028 ซึ่งหมายถึงราคาฐานของ Bitcoin ที่อาจเข้าใกล้ระดับ 160,000 ดอลลาร์สหรัฐฯโลกการเงินยุคใหม่: PayFi คือการนำเอา Decentralized Finance (DeFi) มาผสมผสานกับการชำระเงินในชีวิตจริง และ Agentic Commerce คือการที่ AI Agents (บอทอัจฉริยะ) เป็นผู้ทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจแทนมนุษย์ โดยมีคริปโตเป็นสกุลเงินหลักที่ AI ใช้สื่อสารและจ่ายเงินระหว่างกัน อุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนผ่านจากช่วงสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ไปสู่ "การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยแอปพลิเคชัน"การชำระเงินผ่าน AI (Agentic Payments): นวัตกรรมที่จับต้องได้ที่สุดคือการที่ "AI Agent" สามารถทำธุรกรรมได้เองผ่านมาตรฐาน x402 (Payment Required) ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อการชำระเงินเข้ากับโปรโตคอล HTTP โดยตรง ในปีที่ผ่านมาพบว่ากว่า 90% ของปริมาณเงินในระบบการชำระเงินรูปแบบใหม่นี้ถูกขับเคลื่อนโดยบอท AIIntelligent Finance: ภายในไม่กี่ปีข้างหน้า ปริมาณการซื้อขายบนกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ที่มาจาก AI Agent คาดว่าจะแซงหน้าปริมาณการซื้อขายจากมนุษย์การชำระเงินและ Stablecoins: กระดูกสันหลังใหม่ของการเงินโลก Stablecoin และการเปลี่ยนสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคน (Tokenization) คือ "หุ้นบลูชิพ" ของรอบวัฏจักรนี้Stablecoin เข้าสู่กระแสหลัก: ด้วยมูลค่าตลาดที่ทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์ในปี 2025 และปริมาณธุรกรรมต่อวันที่สูงถึง 3.54 ล้านล้านดอลลาร์ (แซงหน้า Visa ไปแล้ว) ภายในปี 2030 คาดว่ามูลค่าตลาด Stablecoin จะพุ่งแตะ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์Tokenization ในกระบวนการทำงาน: ในปี 2026 การแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคนจะขยายตัวจากแค่การ "เพิ่มอุปทาน" ไปสู่การใช้ใน "กระบวนการทำงานจริง" (Workflow Utility) โดยเฉพาะหุ้นและพันธบัตรที่แปลงเป็นโทเคนจะถูกนำมาใช้เป็นหลักประกัน (Collateral) และการชำระดุลข้ามระบบได้อย่างไร้รอยต่อบทสรุป: รากฐานที่แข็งแกร่งสู่ปี 2026ภูมิทัศน์ในปี 2026 คือการ "การล้างไพ่" (Purification) ไม่ว่าจะเป็นเหรียญขยะ หรือ ล้างประวัติเหรียญ ยุคของการเก็งกำไรที่ไร้ทิศทางจบลงแล้ว และถูกแทนที่ด้วยโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้จริง โดยโปรโตคอล DeFi ชั้นนำสามารถสร้างรายได้รวมกันกว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เทียบชั้นได้กับสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง BNY Mellon หรือ BlackRockความท้าทายหลักของปี 2026 ไม่ใช่แค่การกระจายอำนาจ (Decentralization) แต่คือการวิศวกรรม "ความไว้วางใจที่ตรวจสอบได้" (Verifiable Trust) เพื่อให้ผู้บริโภคและสถาบันทั่วโลกก้าวเข้าสู่โลกคริปโตได้อย่างมั่นใจเต็มร้อย
ทันหุ้น • 6 มี.ค. 69
อ่าน
CIB ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยา ตุ๋นนักธุรกิจต่างชาติลงทุนทิพย์ สูญกว่า 1,000 ล้านบาท
#ทันหุ้น #2026 #SET #CIB ออกหมายจับ "เบน สมิธ" และภรรยา ตุ๋นนักธุรกิจต่างชาติลงทุนทิพย์ สูญกว่า 1,000 ล้านบาทกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย แถลงความคืบหน้าคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ หลังศาลอาญาอนุมัติหมายจับ นายเบน สมิธ (Mr. Ben Smith) อายุ 47 ปี และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงและสมคบกันฟอกเงิน สร้างความเสียหายแก่นักธุรกิจต่างชาติรวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท พฤติการณ์แห่งคดี: แฝงตัวในคราบผู้เชี่ยวชาญการลงทุนย้อนกลับไปต้นปี 2559 นายเบน สมิธ ได้เข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มนักธุรกิจต่างชาติที่มองหาโอกาสลงทุนในไทย โดยสร้างโปรไฟล์เป็นกูรูด้านตลาดหุ้นไทย เริ่มต้นด้วยการชักชวนลงทุนในหุ้น บมจ.คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ (QTC) ซึ่งมีการลงทุนจริงในระยะแรกเพื่อสร้างความเชื่อใจ (Trust) ก่อนจะเริ่มขยายวงเงินหลอกลวงไปยังโปรเจกต์อื่นๆ ที่ไม่มีอยู่จริงกลอุบายหลอกลงทุน 4 ระยะ จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาใช้วิธีการหลอกลวงอย่างเป็นระบบ ดังนี้:หุ้นอสังหาฯ: ชักชวนลงเงินในหุ้น บมจ.เพซ ดีเวลลอปเมนท์ (PACE) กว่า 700 ล้านบาท โดยทำสัญญากู้ยืมและออกเช็คค้ำประกันผลตอบแทนสูงถึง 7-11% เพื่อตบตาเครื่องบินเจ็ทส่วนตัว: หลอกให้ร่วมซื้อเครื่องบินมูลค่า 255 ล้านบาท อ้างนำไปทำธุรกิจปล่อยเช่าธุรกิจพลังงาน: ชักชวนลงทุนโครงการไฟฟ้า 126 ล้านบาท โดยอ้างชื่อหน่วยงานรัฐอย่าง การไฟฟ้าแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างความน่าเชื่อถืออสังหาริมทรัพย์หรู: หลอกมัดจำคอนโดมิเนียม 7 ห้อง มูลค่า 144 ล้านบาท แต่สุดท้ายกลับโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลอื่นปฏิบัติการขยายผลและของกลางล่าสุดเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง สามารถตรวจยึดพยานหลักฐานสำคัญรวม 13 รายการ ทั้งคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร และเอกสารทางการเงินเพื่อใช้ขยายผลหาเครือข่ายฟอกเงินที่เหลือต่อไป
ทันหุ้น • 2 มี.ค. 69
อ่าน
ออสติน บัตเลอร์ เตรียมสวมบทเป็น "แลนซ์ อาร์มสตรอง" ในหนังชีวประวัตินักปั่นสุดอื้อฉาว
โอกาสดี ๆ และบทบาทดี ๆ มักจะวิ่งใส่เข้าสู่เสมอเลย สำหรับนักแสดงหนุ่มเจ้าบทบาท "ออสติน บัตเลอร์" ที่กล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่เขาแจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากการสวมบทเป็นตำนานเพลงร็อกแอนด์โรลใน "Elvis" ซุปตาร์คนนี้มีแต่อยู่แต่ในเครดิตหนังคุณภาพล้วน ๆ และโปรเจกต์เรื่องถัดไปของเขาก็มาจ่อรอแล้ว ที่น่าจะเป็นหนังการันตีรางวัลอีกครั้ง Variety รายงานว่า ออสติน บัตเลอร์ จะมารับบทบาทเป็นตำนานนักปั่นจักรยานชิงแชมป์ทัวร์นาเมนต์ที่คนทั้งโลกรู้จัก อย่าง "แลนซ์ อาร์มสตรอง" ในหนังชีวประวัติตำนานนักกีฬาเรื่องใหม่ ที่ยังไม่มีชื่อเรื่องอย่างเป็นทางการ ที่ตีแผ่ชีวิตของนักกีฬาคนดังและสร้างตำนานให้วงการปั่นจักรยาน กระทั่งมาพังครื้นลงเพราะการพัวพันกับประเด็นอื้อฉาวการใช้สารกระตุ้นระหว่างการแข่งขัน โดยหนังเรื่องนี้จะได้ผู้กำกับยอดฝีมือ "เอ็ดเวิร์ด เบอร์เกอร์" นักสร้างหนังลูกรักเวทีออสการ์คนล่าสุด ที่เคยเข้าชิงรางวัลมาจาก All Quiet on the Western Front และ Conclave พร้อมกับได้ "สก็อต สตูเบอร์" อดีตหัวเรือใหญ่ของเน็ตฟลิกซ์ ที่ปัจจุบันมานั่งเก้าอี้ดูแลสตูดิโอ United Artists รับหน้าที่อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าโปรเจกต์นี้เป็นอีกหนึ่งชิ้นงานที่ชนะจากการประมูลแย่งสิทธิ์การสร้างดุเดือดมาจากสตูดิโอต่าง ๆ และค่ายหนังสตรีมมิง โปรเจกต์หนังเรื่องนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่หยิบเอาประเด็นอื้อฉาวของ แลนซ์ อาร์มสตรอง มาบดขยี้ขึ้นจอใหญ่ เพราะเมื่อปี 2015 ก็มีหนังดรามา "The Program" ที่นำแสดงโดย "เบน ฟอสเตอร์" แต่กระแสตอบรับอาจจะไม่ได้เป็นที่รู้จักเป็นวงกว้างนัก คาดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเปิดกล้องถ่ายทำในช่วงฤดูร้อนที่จะถึงนี้ และจะมีการเปิดเผยแคสติ้งนักแสดงคนอื่น ๆ ตามมาในภายหลังนี้อีกต่อไป ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 7 ก.พ. 69
อ่าน
Tesla ทิ้งแชมป์ EV! วางเดิมพันแสนล้าน เปลี่ยนธุรกิจสู่หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
#Tesla #ทันหุ้น – สำนักข่าว Investing ได้ระบุว่า Tesla วางแผนที่จะเพิ่มงบรายจ่ายฝ่ายทุน (Capital Spending) มากกว่าสองเท่าสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่กว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ประมาณ 7.1 แสนล้านบาท) ในปีนี้ แต่เม็ดเงินเพียงน้อยนิดเท่านั้นที่จะถูกนำไปใช้กับธุรกิจดั้งเดิมอย่างการขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้กับผู้ขับขี่ที่เป็นมนุษย์บริษัทซึ่งสูญเสียตำแหน่งแชมป์ยอดขาย EV โลกให้กับ BYD ของจีนเมื่อปีที่ผ่านมา กำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุนไปสู่กลุ่มธุรกิจที่ยังไม่ผ่านการพิสูจน์ความสำเร็จ เช่น ยานยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) อ้างอิงจากถ้อยแถลงของผู้บริหารในการรายงานผลประกอบการเมื่อวันพุธเพื่อเน้นย้ำถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ซีอีโอของบริษัท กล่าวว่า Tesla จะ ยุติการผลิตรถยนต์ SUV รุ่น Model X และรถซีดานรุ่น Model S และจะใช้พื้นที่ในโรงงานที่แคลิฟอร์เนียเพื่อหันมาผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แทน"ปีนี้จะเป็นปีที่มีรายจ่ายฝ่ายทุน (Capex) สูงมาก" มัสก์กล่าว "เรากำลังลงทุนครั้งใหญ่เพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่"เวฟฮัฟ ตาเนจา (Vaibhav Taneja) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า เงินลงทุนส่วนใหญ่จากสถิติครั้งนี้จะถูกนำไปใช้ในสายการผลิตสำหรับ Cybercab ซึ่งเป็นยานยนต์ไร้คนขับเต็มรูปแบบที่ไม่มีพวงมาลัยและแป้นเหยียบ รวมถึงรถบรรทุก Tesla Semi ที่สัญญาไว้มานาน, หุ่นยนต์ Optimus และโรงงานผลิตแบตเตอรี่และลิเทียมแม้ปัจจุบัน Tesla ยังคงพึ่งพายอดขายรถ EV ที่ขับเคลื่อนด้วยมนุษย์เป็นหลัก แต่ราคาประเมินมูลค่าบริษัทกลับสูงเกินกว่าผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นไปมาก ซึ่งทำให้บริษัทอยู่ในระดับเดียวกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ มูลค่าส่วนใหญ่นั้นแขวนอยู่บนความเชื่อของนักลงทุนที่ว่ามัสก์จะทำตามสัญญาอันทะเยอทะยานในการส่งมอบ "โรโบแท็กซี่" (Robotaxis) และหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่ขับเคลื่อนด้วยการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ Tesla เจริญรอยตามบริษัทแม่ของ Facebook อย่าง Meta Platforms, Microsoft และ Alphabet ในการวางแผนเพิ่มงบรายจ่ายฝ่ายทุนอย่างรวดเร็วในปีนี้ เนื่องจากบริษัทเหล่านี้ต่างทุ่มเงินมหาศาลให้กับฮาร์ดแวร์และศูนย์ข้อมูลเพื่อรองรับการฝึกฝนโมเดล AI และความต้องการของลูกค้าสกอตต์ อาเชยเช็ค (Scott Acheychek) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการของ REX Financial ซึ่งบริหารจัดการกองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้น Tesla ให้ความเห็นว่า ธุรกิจรถยนต์ของ Tesla ไม่ใช่จุดโฟกัสหลักอีกต่อไป "เรื่องราวที่ใหญ่กว่าคือการเปลี่ยนผ่านโมเดลธุรกิจที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้" ในขณะที่ Tesla มุ่งเน้นไปที่การขับขี่อัตโนมัติ'การจ่ายที่จำเป็น'แอนดรูว์ ร็อคโค (Andrew Rocco) นักยุทธศาสตร์ด้านหุ้นจาก Zacks Investment Research กล่าวว่าเขามองว่างบ 2 หมื่นล้านดอลลาร์นี้เป็น "รายจ่ายที่จำเป็น""ถ้า Optimus จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายดีที่สุด AI จะต้องได้รับการฝึกฝนให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าแผนการใช้จ่ายนี้ทำให้เขามั่นใจว่า กำหนดการที่บางครั้งดูไม่แน่นอนของมัสก์ "จะได้รับการปฏิบัติตามจริงๆ ในครั้งนี้"งบประมาณ 2 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ถือว่ามากกว่างบรายจ่ายฝ่ายทุนในปีที่แล้วที่ 8.5 พันล้านดอลลาร์ถึงสองเท่า และสูงกว่าสถิติเดิมที่ 1.13 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2024 อย่างมีนัยสำคัญตาเนจากล่าวในการประชุมว่า Tesla มีเงินสดและเงินลงทุนในบัญชีกว่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ที่สามารถนำมาใช้เป็นทุนในการลงทุนเหล่านี้ได้ และส่งสัญญาณว่าปีนี้อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการเพิ่มรายจ่าย โดยเสริมว่าบริษัทอาจพิจารณาหาเงินทุนสำหรับการลงทุน "ผ่านการก่อหนี้เพิ่มหรือวิธีการอื่นๆ"มัสก์กล่าวทิ้งท้ายว่า Tesla เริ่มดำเนินโครงการใช้จ่ายบางส่วนนี้ไม่ใช่เพื่อความสนุก แต่ทำไปเพราะ "ความจนตรอก""ช่วยมีใครคนอื่นสร้างไอ้ของพวกนี้ทีเถอะ ได้โปรดเถอะ เพื่อเห็นแก่ทุกสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ มีใครคนอื่นไหมที่จะช่วยสร้างสิ่งนี้?" มัสก์กล่าว โดยอ้างถึงการลงทุนในการสกัดแคโทดและลิเทียม "มันสร้างยากมากจริงๆ"ที่มา https://www.investing.com/news/stock-market-news/tesla-plans-20-billion-capital-spending-spree-in-push-beyond-humandriven-cars-4471795
ทันหุ้น • 29 ม.ค. 69
อ่าน
SIRI ประกาศแผนปี69 โกยยอดขาย4.8หมื่นล.
#SIRI #ทันหุ้น – SIRI ชูแผนงานปี 2569 ตั้งเป้ายอดขายแตะ 4.8 หมื่นล้านบาท และยอดโอน 3.9 หมื่นล้านบาท พร้อมลุยเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 5.1 หมื่นล้านบาท เน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium กว่า 80% เจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า จากผลประกอบการปี 2568 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาท ยอดโอน 36,700 ล้านบาท Sold Out รวม 29 โครงการ มูลค่า 28,800 ล้านบาท และครองแชมป์กำไรสูงสุดเมื่อเทียบกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในอุตสาหกรรม อยู่ที่ 3,029 ล้านบาท (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 กันยายน 68) รวมถึงการจ่ายเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ และมี Dividend Yield ในระดับสูง (ราว 10%), มีสินทรัพย์สูงถึง 148,426 ล้านบาท ช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ เพิ่มความสามารถในการรับมือความผันผวน และรองรับการเติบโตในระยะยาวของบริษัท นอกจากนี้แสนสิริยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในการออกหุ้นกู้ (ส่วนใหญ่จะ over subscribe)** ประกาศแผนธุรกิจ พร้อมประกาศแผนธุรกิจปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตของรายได้และกำไรอย่างมั่นคง ตั้งเป้ายอดขาย 48,000 ล้านบาท และยอดโอน 39,000 ล้านบาท ผ่านการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท โดยเน้นสัดส่วนกลุ่ม Premium และ Medium ถึง 80% เพื่อเจาะกลุ่มกำลังซื้อคุณภาพ (โครงการที่จะเปิดขายในปีนี้มีที่ดินครบหมดแล้ว) ในส่วนของธุรกิจแนวราบ (บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม) เปิด 17 โครงการใหม่ มูลค่า 25,000 ล้านบาท ปรับกลยุทธ์ ส่งดีไซน์ใหม่ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ (นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ) และบ้านที่ตอบโจทย์กลุ่ม DINK (Double Income, No Kids) และ Silver (ผู้สูงอายุหรือวางแผนเพื่อเกษียณ), พร้อมมุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ด้วย Sansiri Community แห่งใหม่ ที่คำนึงถึง Health and Wellness บนทำเลกรุงเทพกรีฑา ด้วยพื้นที่กว่า 142 ไร่ และเปิดตัวโครงการใหม่ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง พร้อมไฮไลต์ ด้วยการเปิดพรีเซลนาราสิริ บรมราชชนนี และ นาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา ในเดือนมีนาคมนี้ ในขณะที่แนวสูง (คอนโดมิเนียม) ฟื้นตัวต่อเนื่อง รุกหนัก 16 โครงการใหม่ มูลค่า 26,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งโครงการพัฒนาใหม่และโครงการพร้อมอยู่ รวมถึงเปิดตัวแบรนด์ใหม่ LOVE by Sansiri ประเดิมทำเลแรกเจริญนครร่วมกับมิตซุย ฟุโดซัง เอเชีย ดีเวลลอปเมนท์ (ไทยแลนด์) มูลค่าโครงการกว่า 6,300 ล้านบาท พร้อมเดินหน้า Strategic Location ในภูเก็ตด้วยโครงการใหม่บนทำเลศักยภาพหาดสุรินทร์ และการกลับมาของแบรนด์ระดับตำนานอย่าง XT และ THE MONUMENT** เซ็กเมนต์ลักซ์ชัวรี่แกร่ง นอกจากนี้ ยังตอกย้ำความแข็งแกร่งในเซ็กเมนต์ลักซ์ชัวรี ด้วยโครงการพร้อมอยู่ภายใต้แบรนด์ VIA ถึง 3 ทำเล และเดินหน้ายกระดับมาตรฐานที่อยู่อาศัยผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ Pets-Welcome ที่จะเพิ่มพอร์ตเป็น 20 โครงการเพื่อตอบโจทย์คนรักสัตว์ และ Pet Parent, Well-being ที่เน้นสุขภาพกายและใจ และมุ่งสร้างวัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืน ครอบคลุมตั้งแต่ระดับ Affordable ไปจนถึง Premium ทั่วประเทศ โดยในปี 2569 นี้แสนสิริพร้อมรับมือเศรษฐกิจผันผวนด้วยรากฐานมั่นคงด้วย 4 กลยุทธ์หลัก คือ 1. รุกตลาดระดับกลางถึงบน (Medium to Premium) ปีนี้ยังคงเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ในนี้ในสัดส่วนที่สูงถึง 80% โดยจะเลือกเปิดในทำเลที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของผู้บริโภค2. ตอกย้ำความเป็นแบรนด์อันดับ 1 เพื่อขยายส่วนแบ่งการตลาด3. ปั้น New S-Curve เร่งขยายฐานรายได้ใหม่ผ่านธุรกิจที่หลากหลาย โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มธุรกิจใหม่จาก 15% เป็น 25% ภายใน 5 ปี4. ขยายการร่วมทุน (Joint Venture) เสริมความแกร่งโครงสร้างทางการเงิน เดินหน้ากลยุทธ์การร่วมทุนกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ รองรับทุกโอกาสการเติบโตในอนาคตปัจจุบันแสนสิริมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 19,700 ล้านบาท โดยจะรับรู้รายได้ในปีนี้ทันทีกว่า 10,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย 10 คอนโดสร้างเสร็จใหม่ (Ready to Move) มูลค่ารวม 23,000 ล้านบาท ซึ่งมีสต๊อกพร้อมขายอีก 14,000 ล้านบาท รวมถึงการรุกโครงการใหม่รูปแบบ RTM ในปีนี้ จะเป็นตัวเร่งการรับรู้รายได้ทันทีหลังการโอน มั่นใจผลักดันผลประกอบการทะลุเป้าหมาย พร้อมรักษาการเติบโตอย่างมั่นคงและต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 21 ม.ค. 69
อ่าน
"Elon Musk" เผยความลับ Soft Power ไทย โผล่ในบ้านมหาเศรษฐีเบอร์ 1 ของโลก
ในนาทีนี้ ชื่อของ "Elon Musk" ไม่ได้เป็นเพียงสัญลักษณ์ของความมั่งคั่ง แต่คือไอคอนแห่งการปฏิวัติโลก ล่าสุดปี 2026 เขายังคงทุบสถิติครองตำแหน่ง "มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก" ด้วยทรัพย์สินสูงถึง 7.22 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 26 ล้านล้านบาท) ซึ่งทิ้งห่างคู่แข่งเกือบ 3 เท่าตัว แต่สิ่งที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลกออนไลน์ คือการพบว่าภายในพื้นที่ส่วนตัวของครอบครัว Musk กลับมีกลิ่นอายของ "รื่นรมย์ (REUNROM)" แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทยวางอยู่อย่างโดดเด่น! กว่าจะก้าวมาถึงจุดที่รวยที่สุดในประวัติศาสตร์ "Elon Musk" เริ่มต้นจากการเป็นเด็กหนุ่มอัจฉริยะชาวแอฟริกาใต้ที่หลงใหลในคอมพิวเตอร์ เขาผ่านการสร้างธุรกิจที่เปลี่ยนโลกมามากมาย : จุดเริ่มต้นจากความต่าง : เด็กหนุ่มจากแอฟริกาใต้ผู้หลงใหลในคอมพิวเตอร์และสารานุกรม เขาเคยถูกกลั่นแกล้ง (Bully) อย่างหนักในวัยเด็กจนต้องเข้าโรงพยาบาล แต่ความเจ็บปวดนั้นกลับหล่อหลอมให้เขาแกร่งขึ้น เขาหัดเขียนโปรแกรมเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบ และขายเกมแรกได้ตั้งแต่อายุ 12 Zip2 PayPal (ผู้บุกเบิกโลกดิจิทัล) : เขาเริ่มสร้างตัวใน Silicon Valley ด้วยการนอนค้างในออฟฟิศเพื่อเขียนโค้ดทำ Zip2 ก่อนจะต่อยอดสู่ X.com ที่กลายเป็น PayPal ระบบชำระเงินที่เปลี่ยนโลกการเงินไปตลอดกาล SpaceX (เดิมพันด้วยชีวิต) : ในวันที่จรวดระเบิดติดต่อกัน 3 ครั้งแรก Musk เกือบจะหมดตัว แต่เขาเดิมพันครั้งสุดท้ายจนสำเร็จ ทำให้ SpaceX กลายเป็นบริษัทเอกชนรายแรกที่ส่งมนุษย์ไปอวกาศ และตั้งเป้าที่จะพิชิต "ดาวอังคาร" ให้ได้ภายในทศวรรษนี้ Tesla (ปฏิวัติพลังงานสะอาด) : เขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า "รถยนต์ไฟฟ้า" ไม่ใช่แค่เรื่องเพ้อฝัน แต่คือเทรนด์หลักของโลก จนทำให้ Tesla กลายเป็นบริษัทรถยนต์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลกในปัจจุบันอัปเดตตัวเลขความมั่งคั่งรับปี 2026: ล่าสุด Elon Musk ยังคงครองแชมป์มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก โดยมีทรัพย์สินพุ่งทะยานสู่ 7.22 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 26 ล้านล้านบาท) ซึ่งทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างไม่เห็นฝุ่นเกือบ 3 เท่าตัว กลายเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ระดับ Global Soft Power ไทยฟุ้งกระจาย! เมื่อ "รื่นรมย์" ปักหมุดในบ้าน Musk ท่ามกลางความมั่งคั่งระดับล้านล้านบาท สิ่งที่กลายเป็นไวรัลคือภาพความอบอุ่นในบ้านของ Maye Musk คุณแม่ของ Elon และนางแบบระดับโลก เอกลักษณ์แห่งกลิ่น : รื่นรมย์โดดเด่นด้วยการนำแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวและวัฒนธรรมไทยมาปรุงเป็นกลิ่นหอม เช่น กลิ่นราชบุรี หรือกลิ่นหรูหราอย่างกลิ่นสุขุมวิท ดีไซน์เหนือระดับ : ในภาพปรากฏ Room Diffuser (ก้านหอมปรับอากาศ) และ Moon Perfume น้ำหอมที่ฉีดลงบนเซรามิกกระจายกลิ่น ซึ่งมีดีไซน์เรียบหรูสไตล์ Minimal ร่วมสมัย ระดับสากล : การที่ของขวัญชิ้นนี้ถูกส่งมอบถึงมือ Maye Musk และถูกจัดวางในมุมโปรด เป็นเครื่องยืนยันว่าสินค้าไทยมีคุณภาพและดีไซน์ที่ "ถึง" จนคนระดับโลกเลือกใช้ ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม mayemusk
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 20 ม.ค. 69
อ่าน
พ่อพระเอกปังมาก!! “แบงค์ ศรราม” ควงคุณแม่รับรถคันใหม่ อย่างเริ่ด อย่างโซ๊ะ สมมงตัวท็อป!!
พ่อพระเอกปังมาก!! แบงค์ ศรราม ควงคุณแม่รับรถคันใหม่ อย่างเริ่ด อย่างโซ๊ะ สมมงตัวท็อป!! เป็นเป๊ะเป็นปังตามประสาตัวท็อปสุดๆ เพราะล่าสุดพ่อพระเอกลิเกซุปตาร์ขวัญใจแม่ยกอย่าง แบงค์ ศรราม ได้ถือฤกษ์งามยามดี 16 มกราคม 2569 ถอยรถคันใหม่ป้ายแดงที่เจ้าตัวแสนจะถูกใจ พร้อมควงแขน แม่ดวงแก้ว ไปรับรถด้วยกัน บอกเลยว่าบรรยากาศน่าอบอุ่นสุดๆ ซึ่งครั้งนี้ แบงค์ ได้โพสต์ภาพจับมือคุณแม่หน้ารถตู้คันหรูพร้อมแคปชั่น ยินดีต้อนรับลูกชาย Billionaire งานนี้สาวกชาวด้อมเด็กวัดเสียงหวานพร้อมใจกันซูมเลขทะเบียนเลยทีเดียว ไหนๆ ก็ใกล้วันหวยออก บอกเลยคันนี้ต้องมาพร้อมกับความปัง เพราะศรรามเค้าตัวตึงเรื่องเสี่ยงดวงอยู่แล้ว นอกจากนี้เจ้าตัวและคุณแม่ก็ยังได้ขึ้นไปไหว้รถพร้อมขับเอาฤกษ์เอาชัยอีกด้วย ซึ่งครั้งนี้ แบงค์ เลือก XPENG X9 รถตู้ไฟฟ้าทรงสปอร์ตอัจฉริยะที่มาพร้อมความหรูหราระดับเฟิร์สคลาส เหมาะกับพระศรแบบสุดๆ ดาราเดลี่ก็ต้องขอแสดงความยินดีด้วย ขอให้น้อง Billionaire ขนเงิน ขนทอง ขนแม่ยกกลับบ้านกลับด้อมเยอะๆ เลยนะคะ ปังๆเลยน๊าศรรามมมม
ดาราเดลี่บันเทิง • 16 ม.ค. 69
อ่าน
BitMine ทุ่ม 200 ล้านดอลลาร์ คว้า MrBeast เข้าพอร์ตลงทุน
#MrBeast #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก Cointelegraph ได้ระบุว่า บริษัท BitMine Immersion Technology ได้ตกลงที่จะลงทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ใน Beast Industries บริษัทด้านความบันเทิงที่ก่อตั้งโดย Jimmy Donaldson สตาร์ดังแห่ง YouTube หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ MrBeast ในข้อตกลงที่ถือเป็นการลงทุนในส่วนทุนนอกธุรกิจหลัก (Non-core equity investment) ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ BitMine จนถึงปัจจุบันBitMine จะเข้าลงทุนในส่วนทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ใน Beast Industries ตามที่บริษัทได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี โดย Donaldson ดำเนินเครือข่ายช่อง YouTube ซึ่งมียอดผู้ติดตามรวมกันมากกว่า 450 ล้านราย ตามตัวเลขที่เปิดเผยต่อสาธารณะ“ในมุมมองของเรา MrBeast และ Beast Industries คือผู้สร้างสรรค์เนื้อหาชั้นนำแห่งยุคสมัย ด้วยการเข้าถึงและการมีส่วนร่วมที่ไม่มีใครเทียบได้ในกลุ่ม Gen Z, Gen Alpha และ Millennials” Thomas Lee ประธานบริษัท BitMine กล่าว “Beast Industries เป็นแพลตฟอร์มบนฐานของครีเอเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดและสร้างสรรค์ที่สุดในโลก และค่านิยมขององค์กรรวมถึงค่านิยมส่วนตัวของเรานั้นมีความสอดคล้องกันอย่างมาก”อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่ได้เปิดเผยถึงขนาดของสัดส่วนหุ้นที่ BitMine จะได้รับ มูลค่าบริษัทของ Beast Industries หรือสิทธิในการบริหารจัดการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในครั้งนี้ทั้งสองบริษัทกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวคาดว่าจะเสร็จสิ้นในวันจันทร์Beast Industries เตรียมศึกษาการรวม DeFi เข้ากับแพลตฟอร์มการเงินที่กำลังจะมาถึงในฐานะส่วนหนึ่งของข้อตกลงกับ BitMine ทาง Beast Industries จะศึกษาแนวทางในการนำการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) มาใช้ในแพลตฟอร์มบริการทางการเงินที่วางแผนไว้ Jeffrey Housenbold ซีอีโอของ Beast Industries กล่าวทั้งสองบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ตารางเวลา หรือกรอบการกำกับดูแลสำหรับแพลตฟอร์มที่นำเสนอนี้ และระบุว่ายังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ DeFi ใดๆCointelegraph ได้ติดต่อไปยัง BitMine และ Beast Industries เพื่อขอความคิดเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดเฉพาะของข้อตกลงและการนำ DeFi มาใช้ในอนาคต แต่ยังไม่ได้รับการตอบกลับ ณ เวลาที่เผยแพร่ข่าวนี้MrBeast เริ่มขยายธุรกิจออกนอกเหนือจาก YouTube ในปี 2025 โดยประกาศแผนการเปิดตัวแพลตฟอร์มบริการทางการเงินในระหว่างการประชุม DealBook Summit ของ New York Times เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา“เรากำลังเปิดตัวบริษัทโทรศัพท์ในชื่อ Beast Mobile และจะมีแพลตฟอร์มบริการทางการเงินอยู่ในนั้น ซึ่งห่อหุ้มด้วยความรู้ทางการเงินและการเข้าถึงข้อมูลของโลก” Housenbold บอกกับ Business Insider เมื่อวันที่ 3 ธันวาคมBeast Industries สร้างรายได้ 400 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2024 ตามข้อมูลประกอบการลงทุนที่ได้รับรายงานโดย Business Insiderที่มา https://cointelegraph.com/news/bitmine-200m-investment-mrbeast-beast-industries
ทันหุ้น • 16 ม.ค. 69
อ่าน
ส่องรายได้นักแข่ง Formula 1 ปี 2026 ใครรับค่าเหนื่อยสูงสุดในกริด
ก่อนเข้าสู่ Pre Season Test มาอัพเดทค่าตัวนักแข่ง F1 2026 ทุกทีม สัญญาใหม่ในปี 2026 นี้ เงินเดือนนักแข่ง F1 ค่าตัวนักขับคนใดสูงสุดในปีนี้ อเล็กซ์ อัลบอน ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่ TrueID Sport จัดมาให้แล้วพร้อมแปลงเป็นค่าเงินไทย *ข้อมูลและการแปลงค่าเงินบาท ณ.วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569 *ค่าตัวพื้นฐานโดยประมาณการ ณ.ปัจจุบันยังไม่รวมโบนัสและรายได้อื่นๆ Shutterstock / Jay Hirano ส่องรายได้นักแข่ง Formula 1 ปี 2026 ใครรับค่าเหนื่อยสูงสุดในกริด ทีม McLaren Lando Norris: $20,000,000 628,000,000 บาท Oscar Piastri: $20,000,000 628,000,000 บาท ทีม Red Bull Racing Max Verstappen: $65,000,000 2,041,000,000 บาท Isack Hadjar: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Ferrari Lewis Hamilton: $60,000,000 1,884,000,000 บาท Charles Leclerc: $34,000,000 1,067,600,000 บาท ทีม Mercedes George Russell: $40,000,000 1,256,000,000 บาท Kimi Antonelli: $2,000,000 62,800,000 บาท ทีม Williams Carlos Sainz: $10,000,000 314,000,000 บาท Alex Albon: $8,000,000 251,200,000 บาท ทีม Aston Martin Fernando Alonso: $20,000,000 628,000,000 บาท Lance Stroll: $3,000,000 94,200,000 บาท ทีม Audi (Sauber) Nico Hlkenberg: $7,000,000 219,800,000 บาท Gabriel Bortoleto: $2,000,000 62,800,000 บาท ทีม Racing Bulls Liam Lawson: $1,000,000 31,400,000 บาท Arvid Lindblad: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Haas Esteban Ocon: $7,000,000 219,800,000 บาท Oliver Bearman: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Alpine Pierre Gasly: $10,000,000 314,000,000 บาท Franco Colapinto: $1,500,000 47,100,000 บาท ทีม Cadillac Sergio Prez: $10,000,000 314,000,000 บาท Valtteri Bottas: $10,000,000 314,000,000 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร
กีฬาอื่นๆ TrueID • 13 ม.ค. 69
อ่าน
ชาวเน็ตแห่คอมเมนต์แซวพรี่เต้ มงคลกิตติ์ เรื่องนิวเคลียร์ด้วยเกม Red Alert 2
ข่าวนี้น่าจะเรียกว่าเป็นสีสันในช่วงก่อนเลือกตั้งทั่วไป ที่จะมีขึ้นในประเทศไทยวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ครับ โดย "พรี่เต้" มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคทางเลือกใหม่ได้โพสต์ข้อความในช่วงเช้าที่ผ่านมาลงช่องทางโซเชียลมีเดียของตนเองว่า "นิวเคลียร์ ตลาดมืดยุโรป ลูกละ 100 ล้านบาท ขนาด 23 กก. พกพาได้ ตั้งเวลาได้ แรงระเบิดขนาด 1 กิโลตัน รัศมีทำลาย 400 เมตร รุ่น RA-115 ติดหัวรบนิวเคลียร์ ของสหภาพโซเวียต มีในตลาด 80 ลูก" ซึ่งทันทีที่โพสต์ถูกเผยแพร่ออกไปก็มีชาวเน็ตจากทั่วทุกสารทิศเข้ามาคอมเมนต์แซวเจ้าตัวกันมากมาย แต่ที่สะดุดตาสุดเห็นจะเป็นคอมเมนต์ที่แปะภาพจากเกม Command Conquer: Red Alert 2 และ Command Conquer: Yuri's Revenge ที่เป็นเกมแนววางแผนยอดฮิตยุคต้นทศวรรรษ 2000 นั่นเอง ตามรูปด้านล่างเลยเผื่อใครงงว่าไวรัลนี้มีที่มาจากเรื่องไหน ต้องอธิบายว่าเมื่อประมาณ 2 วันก่อน ทางพรี่เต้ มงคลกิตติ์ ได้เสนอไอเดียใหม่เกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา โดยโพสต์ว่า "นิวเคลียร์ ลูกละราคาต่ำๆ 640 ล้านบาท ไทย สามารถมีได้ ถึง 10 ลูก ถ้ามี นายกรัฐมนตรี ชื่อ เต้ มงคลกิตติ์" ซึ่ง ณ เวลานั้นก็มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์แซว หรือคอมเมนต์เชิงติดตลกกันไม่น้อยทีเดียวส่วนพรี่เต้จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยหรือไม่นั้น อยู่ที่ผลการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ครับแปลและเรียบเรียงจากhttps://www.facebook.com/ajanmongkolkit/posts/pfbid02BxkbkzLpbEWsp2uFy17NLJBvL83HmrPHBCwtmqYnnt5CAHMpCFK6ZCS2Jkawk2C5l
Online Station • 8 ม.ค. 69
อ่าน
BitMine เพิ่มทุนลุย Ethereum หมื่นล้าน สวนทางราคาดิ่งหวังคุม 5% โลก
#Bitmine #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า BitMine บริษัทผู้ดำเนินกลยุทธ์ถือครอง Ethereum เป็นสินทรัพย์สำรอง ซึ่งนำโดย Tom Lee ผู้ร่วมก่อตั้ง Fundstrat ตกเป็นข่าวว่าได้เพิ่มการถือครอง ETH มูลค่า 88 ล้านดอลลาร์เข้าสู่พอร์ตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Lookonchain นักวิเคราะห์ข้อมูลออนเชน รายงานโดยอ้างอิงข้อมูลจาก Arkham ว่า BitMine ได้เข้าซื้อ 29,462 ETH จาก BitGo และ Kraken อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมเหล่านี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากทาง BitMine ขณะเดียวกัน BitMine ได้เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ว่า บริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) แห่งนี้ ได้เข้าซื้อ 98,852 ETH ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปัจจุบันบริษัทถือครอง ETH รวมทั้งสิ้น 4,066,062 ETH ซึ่งซื้อมาที่ราคาเฉลี่ย 2,991 ดอลลาร์ต่ออีเทอร์ คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์ในคลังประมาณ 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ตามราคาตลาดปัจจุบัน ในการเดินหน้ากลยุทธ์การเข้าซื้ออย่างดุดันเป็นเท่าตัว ผู้ถือครอง Ethereum ในระดับองค์กรรายใหญ่ที่สุดของโลกรายนี้ได้ใช้เวลาตลอดทั้งปีในการสะสม ETH เพื่อตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาด การเข้าซื้ออย่างต่อเนื่องของบริษัทตั้งอยู่บนพันธกิจที่จะครอบครอง 5% ของอุปทานหมุนเวียนทั้งหมด และความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า Ethereum จะเข้ามาพลิกโฉมระบบการเงินโลก "เรากำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไปสู่เป้าหมาย 'การเล่นแร่แปรธาตุ 5%' (Alchemy of 5%) และเราเริ่มเห็นการทำงานร่วมกันที่เกิดจากการถือครอง ETH จำนวนมหาศาลของเราแล้ว" นาย Tom Lee ประธานกรรมการ BitMine กล่าวในแถลงการณ์เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันจันทร์ "เราเป็นองค์กรสำคัญที่เป็นสะพานเชื่อมการเคลื่อนตัวของวอลล์สตรีทเข้าสู่ระบบบล็อกเชนผ่านการทำโทเค็นไนเซชัน และเราได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างหนักกับหน่วยงานหลักที่ผลักดันการพัฒนาที่ล้ำสมัยในชุมชน DeFi" ทางด้านราคาหุ้นของ BitMine (ชื่อย่อ BMNR) ปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ลดลง 0.86% อยู่ที่ 31.09 ดอลลาร์ ตามข้อมูลหน้าหน้าราคาของ The Block ขณะที่ราคาของ Ethereum ก็ปรับตัวลดลง 2.48% ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยปัจจุบันซื้อขายอยู่ที่ 2,951 ดอลลาร์ ที่มา https://www.theblock.co/post/383595/tom-lees-bitmine-88-million-eth?utm_source=rssutm_medium=rss
ทันหุ้น • 23 ธ.ค. 68
อ่าน
“บอย ภิษณุ” โพสต์ไอจีประกาศขายบ้านหลังโต 70 ล้าน พร้อมแคปชั่นไม่ดราม่านะ
บอย ภิษณุ โพสต์ไอจีประกาศขายบ้านหลังโต 70 ล้าน พร้อมแคปชั่นไม่ดราม่านะ หลังจากที่ได้เลิกรากับภรรยา และภรรยาได้ย้ายออกไปอยู่ข้างนอก ทำให้บ้านหลังโตกว่า 70 ล้านบาทของนักร้องหนุ่ม บอย พิษณุ เงียบเหงา! เพราะเจ้าต้วต้องอาศัยอยู่คนเดียว ล่าสุดนักร้องหนุ่มก็ได้โพสต์ขายบ้าน โดย บอย ได้โพสต์ภาพบ้านหลังโตในหลายๆ มุม พร้อมข้อความว่าเป็นบ้านพร้อมอยู่ เนื้อที่กว่า 268 ตารางวา ตั้งอยู่ในซอยโพธิ์แก้ว ราคา 70 ล้านบาท!! โดยระบุข้อความไว้ว่า ขายบ้านครับสวยๆพร้อมอยู่ เนื้อที่ 268 ตร.ว ซอยโพธิ์แก้ว เข้าออก หลายทาง ถนนนวมินทร์ ลาดพร้าวซอย 101 ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซอยเงียบสงบรถไม่ผ่านเยอะเพราะเป็นซอยตันบ้าน2หลังในเนื้อที่เดียวกัน มีห้องนอน 5 ห้องนอน จอดรถ 4 คัน ราคา 70 ล้านบาท หาเนื้อคู่ครับจะไปหาบ้านเล็กๆอยู่ครับ ไม่ดราม่านะ แค่ปรับตามความ เหมาะสมในปัจจุบัน ทักอินบ็อกซ์นะคร้าบ
ดาราเดลี่บันเทิง • 21 ธ.ค. 68
อ่าน
Musk จัดระเบียบ! SpaceX โอน 1,021 BTC ผ่าน Coinbase Prime รวม 94.5 ล้าน
#SpaceX #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า SpaceX ของ Elon Musk ได้โยกย้าย Bitcoin (BTC) อีก 1,021 BTC (มูลค่า $94.5 ล้าน) เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการดำเนินการที่ต่อเนื่องตามรูปแบบของการรวมบัญชีดูแลสินทรัพย์ (custody consolidation) ตามที่นักวิเคราะห์จาก Lookonchain ระบุ โดยอ้างอิงข้อมูลของ Arkhamธุรกรรมดังกล่าวถือเป็นการโอนครั้งที่สองในเดือนนี้ และเป็นครั้งที่เก้าในปีนี้ รวมเป็นประมาณ 8,910 BTC (มูลค่า $924 ล้าน) ซึ่งดำเนินการผ่านแพลตฟอร์มดูแลสินทรัพย์ระดับสถาบัน Coinbase Prime ตามการระบุของ Arkhamเมื่อเวลา 7:18 น. UTC ในวันพุธ SpaceX ได้ โอนเงิน ไปยังที่อยู่สองแห่งที่ยังไม่ได้ติดป้ายกำกับ โดยฝาก 614 BTC และ 407 BTC ไว้ในแต่ละแห่ง แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้เปิดเผยวัตถุประสงค์ของการโอนต่อสาธารณะ แต่นักวิเคราะห์ ตั้งข้อสังเกต ว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้มักจะถูกระบุในภายหลังว่าเป็นส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบ Wallet ของบริษัทในขณะที่ธุรกรรมบางส่วนชี้ให้เห็นว่าเงินกำลังถูกย้ายจากที่อยู่ Bitcoin รูปแบบเดิมที่ขึ้นต้นด้วย "1" ไปยังรูปแบบที่ทันสมัยกว่าที่ขึ้นต้นด้วย "bc1q" แต่การโอนอื่น ๆ ดูเหมือนจะเป็นการรวมสินทรัพย์เพิ่มเติมระหว่างที่อยู่รูปแบบใหม่ที่อยู่แบบเก่าเหล่านี้เริ่มต้นด้วย 1 คือที่อยู่แบบ Pay-to-PubKey-Hash (P2PKH) ซึ่งเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุดของที่อยู่ Bitcoin ถัดมาคือที่อยู่ Pay-to-Script-Hash (P2SH) ที่ขึ้นต้นด้วย 3 ตามมาด้วยที่อยู่ native SegWit (P2WPKH) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1q และสุดท้ายคือที่อยู่ Taproot (P2TR) ที่ขึ้นต้นด้วย bc1p ซึ่งเป็นรูปแบบที่ทันสมัยที่สุดMusk ยืนยัน เป็นครั้งแรกว่าทั้ง Tesla และ SpaceX ถือครอง Bitcoin ในเดือนกรกฎาคม 2021 ในช่วงกลางปี 2022 มีรายงานว่า SpaceX ได้ลดการถือครองลงประมาณ 70% ซึ่งอาจได้รับแรงกระตุ้นจากวิกฤตการณ์ทั่วตลาดที่เกิดจากการล่มสลายของ Terra-Luna ในเดือนพฤษภาคม การล่มสลายของ FTX ในเดือนพฤศจิกายน และผลกระทบโดมิโนที่ตามมาArkham อ้างว่า ได้ระบุการถือครอง Bitcoin ของ SpaceX ในเดือนมีนาคม 2024 โดยติดตาม 8,285 BTC ใน 28 ที่อยู่ ยอดรวมดังกล่าวปัจจุบันอยู่ที่ 3,991 BTC ตามการติดตามของ Arkham อย่างไรก็ตาม ยอดรวมที่ต่ำกว่านี้ไม่น่าจะรวมการโอนล่าสุดหลายรายการที่ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของ SpaceX ซึ่งบ่งชี้ว่าความแตกต่างอาจเกิดจากความล่าช้าในการติดป้ายกำกับของ Arkham ข้อมูลจาก Bitcoin Treasuries ยังคงแสดงตัวเลข 8,285 BTCTesla ก็ขายการถือครอง Bitcoin ส่วนใหญ่ในช่วงปี 2022 ปัจจุบันถือครอง 11,509 BTC มูลค่า $1.24 พันล้าน ตามข้อมูลของ ArkhamSpaceX วางแผน IPO ปี 2026 ระดมทุนกว่า $3 หมื่นล้าน ด้วยมูลค่า $1.5 ล้านล้านการเคลื่อนไหวบนเชนนี้เกิดขึ้นในขณะที่ SpaceX กำลังดำเนินการตามแผนการเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ (IPO) ซึ่งอาจระดมทุนได้มากกว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ Bloomberg รายงานเมื่อวันอังคาร โดยอ้างถึงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้บริษัทของ Musk กำลังตั้งเป้าหมายมูลค่าตลาดประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งใกล้เคียงกับมูลค่าตลาดที่ Saudi Aramco ทำได้ระหว่างการ IPO ในปี 2019 ที่สร้างสถิติและระดมทุนได้ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ และอาจเป็นการจดทะเบียนครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตามรายงานของสื่อดังกล่าวมีรายงานว่าฝ่ายบริหารและที่ปรึกษาของ SpaceX กำลังตั้งเป้าหมายเปิดตัวในช่วงกลางถึงปลายปี 2026 แม้ว่ากำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้ขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดและปัจจัยอื่น ๆ โดยแหล่งข่าวรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าการเสนอขายอาจเลื่อนไปเป็นปี 2027 ได้ที่มา https://www.theblock.co/post/382034/elon-musk-spacex-moves-95-million-usd-bitcoin-amid-ipo-plans-arkham
ทันหุ้น • 11 ธ.ค. 68
อ่าน
ทะลุชนโรเบิร์ตสัน! ทรัมป์ รัว 6 เฟรมแซงดับ 'ติง' ลิ่วตัดเชือกสอยคิวยูเค
จัดด์ ทรัมป์ มือหนึ่งโลกโชว์ความนิ่ง ไล่แซงรัว 6 เฟรมรวดพลิกดับ ติง จุน ฮุย 6-2 เข้าตัดเชือกศึกยูเค แชมเปี้ยนชิพ 2025 พร้อมดวลเดือด นีล โรเบิร์ตสัน ค่ำคืนนี้ การแข่งขันสนุกเกอร์อาชีพโลก "ยูเค แชมเปี้ยนชิพ 2025" รายการะดับ "ทริปเปิลคราวน์" ชิงเงินรางวัลรวม 1.2 ล้านปอนด์ หรือราวๆ 51 ล้านบาท ณ บาร์บิกันเซ็นเตอร์ เมืองยอร์ค ประเทศอังกฤษ เมื่อคืนวันที่ 5 ธันวาคมที่ผ่านมา เป็นการชิงชัยในรอบ 8 คนสุดท้าย "คู่เอก" จัดด์ ทรัมป์ มืออันดับ 1 ของโลกจากอังกฤษ ดีกรีแชมป์เก่า ที่เอาชนะ ซื่อ เจี่ย ฮุย มืออันดับ 16 ของโลกจากจีน มาแบบสบายมือในรอบที่แล้ว โคจรมาพบกับ "นักสอยคิวแดนมังกร" อีกครั้งในรอบนี้ โดยพบกับ ติง จุน ฮุย อันดับ 8 ของโลกจากจีน ซึ่งตลอดการพบกัน 4 ครั้งล่าสุด ทรัมป์ เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าและเอาชนะได้หมดทั้ง 4 ครั้ง ผลปรากฏว่า ติง จุน ฮุย ที่ออกนำไปก่อนใน 2 เฟรมแรก ไม่สามารถต้านทานความแม่นยำของ ทรัมป์ ได้ โดยถูกเอาคืนรวดเดียว 6 เฟรมติดต่อกัน ส่งผลให้ ทรัมป์ เจ้าของแชมป์ ยูเค แชมเปี้ยนชิพฯ 2 สมัย เอาชนะไปขาดลอย 6-2 เฟรม ผ่านเข้าสู่ "รอบตัดเชือก" ไปพบกับ นีล โรเบิร์ตสัน อันดับ 3 ของโลกจากออสเตรเลีย ทรัมป์ ยอมรับว่าชัยชนะไม่ง่ายอย่างที่หลายๆคนคิด เพราะว่า ติง จุน ฮุย ออกสตาร์ตได้ดีมาก แต่ว่าสุดท้ายสามารถเปลี่ยนเกมได้หลังจากไล่ตามมาเป็น 1-2 เฟรม ส่วนโปรแกรมรอบต่อไปที่จะพบกับ โรเบิร์ตสัน ในช่วงค่ำวันนี้ ทรัมป์ เชื่อว่าจะเป็นเกมคุณภาพที่อาจต้องตัดสินหาผู้ชนะกันในเฟรมสุดท้ายอย่างแน่นอน
ทรู วิชั่นส์ • 6 ธ.ค. 68
อ่าน
ตร. เผยแล้ว “เวย์ ไทเทเนียม” หายไปไหน หลัง “นานา ไรบีนา” ถูกจับกุม
ตร. เผยแล้ว เวย์ ไทเทเนียม หายไปไหน หลัง นานา ไรบีนา ถูกจับกุม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล หลังจากที่ก่อนหน้านี้ นานา ไรบีนา ได้ออกมายอมรับว่าเป็นดารา น. ที่ไปชักชวนเพื่อนซึ่งเป็นผู้เสียหายมาลงทุน แถมยังมีข้อมูลว่ามีผู้เสียหายหลายคนที่ร่วมมาลงทุนถึง 400 ล้านบาท โดยก่อนหน้านี้เพจได้ออกมาเผยว่ามีผู้เสียหายจากเคสของนานาหลายราย ได้หอบหลักฐานไปพบกับตำรวจแล้ว ล่าสุดเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (3 ธ.ค.) พ.ต.อ.กริช วรทัต ผกก.4.บก.ปอศ. นำกำลังจับกุม นานา ไรบีนา ตามหมายจับข้อหาฉ้อโกง และ พ.ร.ก.การกู้ยืมเงิน อันเป็นการฉ้อโกงประขาชน โดยจับกุมได้ที่บ้านพักย่านพระโขนง หลังมีกลุ่มผู้เสียหายหลายรายแจ้งความ กก.4.บก.ปอศ.ให้ดำเนินคดี งานนี้หลายคนสงสัยว่า เวย์ ไทเทเนียม สามีของ นานา ไรบีนา หายไปไหน โดยทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เผยถึงเวย์ ไทเทเนียม ว่าอยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ ส่วนรายละเอียดนั้นขอให้พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนก่อน
ดาราเดลี่บันเทิง • 3 ธ.ค. 68
อ่าน
EASTสินเชื่อใหม่โต30% เน้นขยายฐานเมืองกทม.
#EAST #ทันหุ้น – EAST แนวโน้มผลงานไตรมาส 4/2568 คาดเติบโตต่อเนื่อง QoQ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ทำให้มีต้นทุนเงินที่ต่ำและมีฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น โดยคาดหวังว่าสินเชื่อใหม่ปีนี้ เพิ่มขึ้น 30% ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมดประมาณ 7,000 ล้านบาท และคุม NPL ไว้ที่ระดับ 5% พร้อมวางกลยุทธ์การเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์ ย้ำเน้นขยายตลาดตัวเมืองกรุงเทพฯนายดนุชา วีระพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ EAST ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง และสินเชื่อให้เงินกู้แก่ผู้ประกอบการซื้อรถยนต์ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2568 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 24.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 233.98% YoY มีรายได้รวม 202.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.42% YoY โดยมีสาเหตุการเติบโตมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานของทุนที่ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 และมีภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้นจากการมีผู้ถือหุ้นใหญ่เข้ามาถือหุ้น อย่าง Itochu Corporation กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นทั้งนี้การเติบโตของกำไรส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นใหม่ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนการเงินที่ต่ำและมีฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งการขยายสินเชื่อในไตรมาส 4/2568 และปีหน้าขึ้นอยู่กับภาวะการปล่อยสินเชื่อและยอดขายรถยนต์@หวังสินเชื่อใหม่โต 30%โดยบริษัทมองว่าโอกาสที่จะกระทบจากปัจจัยภายนอกจะน้อยกว่ารายอื่น เพราะจะปล่อยสินเชื่อเฉพาะลูกค้ารถญี่ปุ่นที่อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนที่มีเงินเดือนประจำเป็นส่วนใหญ่ โดยสินเชื่อของบริษัทประกอบด้วยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง 50% ตัวอย่างเช่น Toyota, Honda, Nissan นอกจากนี้บริษัทไม่โฟกัสปล่อยรถจีนหรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากรถยนต์มือสองยังตีมูลค่าไม่ได้ในตลาด ส่วนที่เหลืออีก 50% จะเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่า สินเชื่อใหม่ (New Loan) ในปี 2568 จะเติบโตขึ้น 30% จากปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมดประมาณ 7,000 ล้านบาท@คุม NPL ที่ 5%อีกทั้งบริษัทมีความระมัดระวังเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งปัจจุบันมี NPL อยู่ที่ระดับ 5% อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ ไม่ได้มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะถ้าน้อยเกินไปจะถือว่า conservative เกินไป เนื่องจากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ปัจจุบันทำให้การเปิดสินเชื่อไม่ใช่เรื่องง่าย โดยภาพรวมของตลาดรถมือสองเริ่มฟื้นตัว ตลาดได้ผ่านปัจจัยเรื่องราคาที่ปรับตัวลงมาแล้ว ส่วนยอดขายรถใหม่ราคาค่อนข้างนิ่ง อย่างไรก็ดีกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในอนาคตคือการโฟกัสลูกค้ากลุ่มกลางถึงระดับบน โดยเน้นปล่อยสินเชื่อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งบริษัทเริ่มขยายช่องทางออนไลน์มากขึ้นกว่าหน้าร้าน ปัจจุบันสัดส่วนออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 20% และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าทุกวันนี้มีการซื้อขายรถยนต์ออนไลน์ค่อนข้างเยอะ ขณะที่คนไปเดินดูรถในหน้าร้านน้อยลง แต่ทั้งนี้บริษัทยังคงยืนยันที่จะทำสินเชื่อในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นหลัก โดยจะควบคุมสินเชื่อได้ง่ายกว่าการทำสินเชื่อต่างจังหวัดที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมถึงเรื่องภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัย
ทันหุ้น • 19 พ.ย. 68
ดูเพิ่มเติม