TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “BITE ME The Series” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
สิทธิพิเศษ
อ่าน
คลิปสั้น
อ่าน
Special Content: สรุป 6 bites จากรายการ Tech-a-Bite “Post-Covid Worktech: WFH ชั่วคราวหรือยั่งยืน”
Special Content: สรุป 6 bites จากรายการ Tech-a-Bite Post-Covid Worktech: WFH ชั่วคราวหรือยั่งยืน Tech By True Digital ตอนนี้เป็นตอนพิเศษที่เรานำสรุปประเด็นสำคัญจาก รายการ Tech-a-Bite เทคนิดนิด ขนาดพอดีคำ จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ที่จะนำคุณอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีน่าสนใจ ที่ปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ให้กับโลกใบนี้ มาฝากกัน โดยรายการ Tech-a-Bite เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาพูดคุยในหัวข้อ Post-Covid Worktech: WFH ชั่วคราวหรือยั่งยืน ซึ่งได้จับประเด็นอนาคตรูปแบบการทำงาน Work from Home (WFH) ว่า จะคงสภาพการเป็น การขัดตาทัพ หรือกำลังจะกลายเป็นรูปแบบการทำงานแบบใหม่อย่างถาวร และได้ร่วมพูดคุยกับคุณนิค อรรถพล สินฉลอง Head of VWorld (True Virtual World) จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ที่ได้แสดงทัศนะน่าสนใจเกี่ยวกับพัฒนาการของรูปแบบการทำงานแบบใหม่ แนวโน้มในอนาคต และโอกาสความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในการรับมือจากทั้งทางฝั่งผู้ประกอบการและคนทำงานในโลกยุคหลังโควิด โดยสรุปออกมาเป็น 6 Bites ขนาดพอดีคำได้ ดังนี้ #Bite1 Business as Usual: ปกติใหม่ ปกติได้ด้วยเครื่องมือพร้อมและแพลตฟอร์มรองรับ คง Productivity ได้ไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้าโรคระบาด ในช่วงต้นของการล็อกดาวน์ หลายๆ องค์กรอาจต้องอาศัยการปรับตัวครั้งใหญ่จากการถูกบังคับให้เข้าสู่รูปแบบทำงานทางไกลเต็มตัว (Fully Remote Working) อย่างกระทันหัน ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับแทบทุกภาคส่วนของหลายๆ องค์กร ตั้งแต่ทีม HR ที่ต้องวางนโยบายการทำงานภายใต้สถานการณ์ใหม่ และทีมไอทีที่ต้องแก้โจทย์การติดต่อสื่อสารเพื่อการทำงานในระดับองค์กร ที่นอกจากปัจจัยเรื่องการเชื่อมต่อแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านธุรกิจ เช่น ความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) ในกรณีที่ใช้แพลตฟอร์มภายนอกในการทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็จะเห็นได้ว่า ในบางองค์กรที่มีความพร้อมในด้านเครื่องมือและมีแพลตฟอร์มรองรับนั้น สามารถคงระดับประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) ได้ไม่ต่างจากช่วงก่อนหน้าโรคระบาด และสามารถคงความต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี #Bite2 ไม่จากไป แต่ไม่แทนที่: 3 รูปแบบการทำงานเกิดใหม่หลังยุคโควิด Remote เต็มรูปแบบ กลับไปเข้างานแบบเดิม และผสมผสาน ในคำถามเรื่องความยั่งยืนของรูปแบบการทำงาน WFH นั้น คุณอรรถพลได้ให้ความเห็นว่า จากความคาดหวังเรื่องการกลับไปทำงานเต็มรูปแบบในช่วงแรกนั้น หลังผ่านมาเกือบหนึ่งปี เราได้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า การทำงานที่ออฟฟิศเต็มรูปแบบอาจไม่ได้ตอบโจทย์คนทำงานและองค์กรต่างๆ อีกต่อไป โดยหลังจากนี้ รูปแบบการทำงานจะถูกแบ่งออกมาหลักๆ 3 รูปแบบ ดังนี้ Fully Remote Working เหมาะกับคนในภาคธุรกิจที่เอื้อต่อการทำงานนอกสถานที่ มีอุปกรณ์สื่อสาร และสัญญาณอินเทอร์เน็ตสามารถที่จะทำงานได้อย่างเต็มรูปแบบจากที่ใดก็ได้ Traditional Workplace เหมาะกับภาคธุรกิจที่ต้องมีสถานที่ประกอบการ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ที่ต้องกลับเข้าทำงานแบบเดิมอย่างเต็มรูปแบบ Hybrid Working คือรูปแบบการผสมผสาน โดยสามารถทำได้ในหลายรูปแบบ เช่น การทำ Fully Remote Working ในกลุ่มงานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าสำนักงาน หรือการสลับเข้าทำงานในแต่ละทีม เป็นต้น ทั้งนี้ การทำงานทั้ง 3 รูปแบบอาจไม่ใช่ทางออกที่สามารถทำได้ในทุกธุรกิจหรือทุกองค์กร โดยปัจจัยเช่น ธรรมชาติของธุรกิจ หรือลักษณะวัฒนธรรมการทำงานขององค์กร ก็เป็นส่วนสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในการปรับใช้กับการทำงานรูปแบบต่างๆ โดยในด้านของผู้ประกอบการ ควรทำความเข้าใจพนักงานและวัฒนธรรมองค์กรของตนเองให้มากที่สุด เพื่อกำหนดนโยบายการทำงานที่เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานของตัวเอง เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำงานให้ดีที่สุด #Bite3 ตอบโจทย์การเดินทาง จัดสรรเวลาทำงานยืดหยุ่น สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ การทำงานแบบ Remote Working อาจเป็นคำตอบสำคัญให้กับช่วงเวลาการเดินทางที่เสียไปในแต่ละวัน รวมทั้งการเปิดโอกาสให้คนสามารถจัดสรรเวลาการทำงานได้ยืดหยุ่นขึ้น และในหลายกรณี ช่วยสร้างเสริมประสิทธิภาพการทำงานในแต่ละวันได้เป็นอย่างดี ทางด้านผู้ประกอบการ แม้ในหลายธุรกิจอาจมีความจำเป็นหรือมีวัฒนธรรมที่ต้องการการทำงานในสำนักงาน แต่รูปแบบการทำงานแบบ Remote Working ก็เข้ามามีส่วนช่วยในระดับองค์กรที่อาจช่วยบรรเทาความท้าทายระหว่างช่วงโรคระบาด เช่น การลดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพื้นที่สำนักงานและค่าสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากนี้ ด้วยรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป ยังเป็นโอกาสในการทบทวนสวัสดิการพนักงานที่สอดคล้องกับการทำงานในรูปแบบใหม่ เช่น ค่าบริการอินเทอร์เน็ตหรือซิมการ์ด อีกด้วย นอกจากนี้ รูปแบบการทำงานแบบ Remote Working ยังมีอีกหนึ่งผลลัพธ์ที่น่าสนใจและน่าจะส่งแรงกระเพื่อมสำคัญกับตลาดแรงงาน นั่นคือ นัยยะด้านการกระจายขอบเขตภูมิลำเนาของพนักงาน เมื่อพนักงานสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้บนโลก โดยไม่ยึดติดกับสถานที่ทำการของธุรกิจ นั่นหมายถึงโอกาสของพนักงานที่มีภูมิลำเนานอกเขตธุรกิจที่มีมากขึ้น รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการทำงานข้ามประเทศ ซึ่งจะต่อยอดเป็นโจทย์สำหรับแต่ละองค์กรในการกำหนดนโยบายการทำงานและการค้นหาพนักงานต่อไป #Bite4 เมื่อ Work-Life Balance กลายเป็น Work-Life Integration ในขณะเดียวกัน สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นที่พบได้ในหลายประเทศทั่วโลกจากการ WFH ได้แก่ ความเหนื่อยล้าจากเส้นแบ่งชั่วโมงและพื้นที่ระหว่างการทำงานและชีวิตส่วนตัวที่ลดลง รวมไปถึงจำนวนการประชุมและปฎิสัมพันธ์ต่อเพื่อนร่วมงานที่ลดลงเหลือเพียงระหว่างประชุมที่ต้องใช้สมาธิในการพูดคุยอยู่ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า Zoom Fatigue ก็กำลังเป็นการท้าทายสำคัญในเรื่องการสร้าง Work-Life Balance ในรูปแบบใหม่ ซึ่งสำหรับคุณอรรถพลได้กล่าวถึง Work-Life Integration เมื่องานและการพักผ่อนอยู่รวมกันในที่เดียวกัน และให้คำแนะนำส่วนตัวที่น่าสนใจ เช่น การกำหนดเวลาส่วนตัวไว้ในชั่วโมงของแต่ละวัน เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้มีช่วงเวลาในการดูแลตัวเองในทุกวันด้วยเช่นกัน #Bite5 ทำงานคนละที่ แต่ก็ยังเจอเพื่อนร่วมงาน ชิทแชทได้คล้ายเจอหน้าจริง จากปัญหา Zoom fatigue ที่เกิดจากจำนวนการประชุมที่เพิ่มขึ้นและปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานที่ลดลง ทำให้หลายๆ องค์กรเริ่มนำโซลูชั่นใหม่ๆ เข้ามาช่วย เช่น Virtual Office Platform หรือแพลตฟอร์มสำนักงานเสมือนจริง ที่สามารถให้พนักงานสร้างอวาตาร์ และตกแต่งบรรยากาศสำนักงานได้เหมือนสถานที่จริง สามารถมีปฎิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานนอกเหนือเวลาการประชุมได้คล้ายการเจอหน้าจริง ช่วยสร้าง Employee Engagement และเสริม Productivity ระหว่างวันได้ โดยมีตัวอย่างสตาร์ทอัพ เช่น Gather town เป็นหนึ่งในผู้เล่นที่กำลังมีชื่อเสียงในประเทศไทย #Bite6 มุ่งสู่ Metaverse สร้างประสบการณ์เสมือนจริง ต่อยอดธุรกิจให้อยู่ในพื้นที่ทำงานรูปแบบใหม่ ลักษณะของแพลตฟอร์มเสมือนจริงนี้ แม้จะมีหลักพื้นฐานอยู่ที่การ Gamification รูปแบบการทำงานให้น่าดึงดูดใจแล้ว ยังเริ่มขยับขยายไปสู่สิ่งที่เรียกว่า Metaverse เช่น Facebook Horizon โดยการสร้างประสบการณ์เสมือนจริงนี้ กำลังต่อยอดโอกาสใหม่ๆ ที่น่าสนใจของหลายภาคธุรกิจ ตั้งแต่ธุรกิจกลุ่มมีเดีย เช่น สื่อโฆษณาต่างๆ ที่อาจสามารถเข้ามาอยู่ในพื้นที่เสมือนจริงในรูปแบบที่อิสระมากขึ้น กลุ่มธุรกิจบริการส่งอาหาร ที่อาจสามารถผูกติดกับพื้นที่ส่วนแพนทรีในออฟฟิศเสมือนจริงที่ให้พนักงานสามารถเดินมาสั่งอาหารได้ ไปจนถึง Cryptocurrency และ NFT ที่สามารถเข้ามามีพื้นที่ในโลกเสมือนนี้ได้เช่นกัน โดยในไทยเองก็เริ่มเห็นหลายองค์กรที่นำแนวคิด Virtual Reality และ Metaverse เข้ามาในรูปแบบต่างๆ เช่น พื้นที่สำนักงาน E-commerce และสื่อบันเทิงต่างๆ สามารถติดตามรายการ Tech-a-Bite ครั้งต่อไปได้ในวันศุกร์ที่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 - 18:30 น. บนหน้าเฟซบุ๊ค True Digital Group (https://www.facebook.com/TDGgroup/) รับชมย้อนหลังได้บนช่องทางต่างๆ ดังนี้ บันทึกรายการ Facebook: https://www.facebook.com/watch/TDGgroup/ https://bit.ly/facebook-tech-a-bite YouTube: https://www.youtube.com/channel/UCBv0c8KoIE7cN1QEtHaLEeQ https://bit.ly/youtube-tech-a-bite พ็อดแคสต์: YouTube: https://www.youtube.com/channel/UCBv0c8KoIE7cN1QEtHaLEeQ https://bit.ly/youtube-techbytruedigital-podcast Blockdit: https://www.blockdit.com/truedigitalgroup https://bit.ly/blockdit-techbytruedigital-podcast คุณผู้อ่านสามารถกดกระดิ่ง/ติดตาม เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน กับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เกี่ยวกับ True VWorld กลุ่มโซลูชั่นและแพลตฟอร์มสัญชาติไทยที่ทางทรู คอร์ปอเรชั่น ทรูดิจิทัล กรุ๊ป และพาร์ทเนอร์ร่วมกันพัฒนา เพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถเรียนและทำงานจากหรือที่ใดก็ได้ โดยปัจจุบันนำเสนอโซลูชั่น 3 ตัวหลัก ได้แก่ True VRoom โซลูชั่น Video Conference ที่ทำให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อ ทำงาน หรือเรียนรู้ร่วมกันจากที่ใดก็ได้ ผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ True VWork โซลูชั่นเพื่อการสื่อสารและการทำงานร่วมกัน True VLearn โซลูชั่นเพื่อการศึกษา เชื่อมต่อระหว่างผู้สอนและนักเรียนบนโลกออนไลน์ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและใช้งานได้ที่ https://truevirtualworld.com/
Tech By True Digital • 14 ต.ค. 64
อ่าน
(Hands-On) สัมผัสแรก Samsung Galaxy Watch6 Series และ Galaxy Tab S9 Series ณ งาน Unpacked กรุงโซล
เปิดตัวไปแล้วกับ Samsung Galaxy Tab S9 Series และ Galaxy Watch6 Series ในงาน Unpacked ณ กรุงโซลสุดยิ่งใหญ่ ซึ่งหลังจบงานเราก็ได้มีโอกาสไปจับเครื่องจริงกันด้วย กับทั้งสองรุ่น ซึ่งภายในงานก็มีการจัดโซน และ Drop Out ต่าง ๆ ให้ลองเล่น และถ่ายภาพ สมกับเป็นงาน Unpacked Galaxy Watch6 และ Watch6 Classic นี่เป็นสมาร์ตวอตช์ที่ผมตื่นเต้นมากที่จะได้จับของจริง Watch6 Classic นำเอา Rotate Ring กลับมาแล้ว หน้าตาดูมีความ Classic และสวยมาก ซึ่งก็นำมาแทนที่รุ่น Pro ไปเลย หลังจากที่ในรุ่น 5 นั้นถูกตัด Classic ออกไป สิ่งแรกที่ได้จับแล้วต้องสังเกตเห็นเลย คือหน้าจอที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม จนแทบจะสุดขอบ ไม่เหมือนกับรุ่นเก่าที่ขอบหนา (เช่น Watch4 ที่ผมใช้อยู่) ซึ่งในรุ่นนี้มีหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 37.33 มม. แล้วนั่นเอง และอัปเกรดเป็นรุ่น 43mm และ 47mm แทน วัสดุเท่าที่จับ ดูแข็งแรงทนทานดี ตัวกระจกหน้าจอก็เปลี่ยนมาใช้ Crystal Sapphire แทนแล้ว ซึ่งจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็จะเปลี่ยนแปลงไปประมาณนี้สำหรับ Watch6 Series ด้วยหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น ขอบบางลงแบบนี้ ดูหล่อมากกว่าเดิมเยอะมาก ๆ Samsung Galaxy Tab S9 Series ในส่วนของ Tab S9 Series รอบนี้ ก็ยังมีรุ่นสับมากถึง 3 รุ่นเหมือนเดิม Tab S9, Tab S9+ และ Tab S9 Ultra ซึ่งคราวนี้ถึงแม้หน้าตาจะดูเหมือนเดิมหมด แต่ที่สังเกตเห็นได้ทันทีคือตัว S9 ที่เปลี่ยนมาใช้หน้าจอ AMOLED แบบรุ่นใหญ่ แทนที่จะเป็น LCD แล้ว หน้าจอดูสวยงามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยก็สมกับเป็นแท็บเล็ตเรือธงทุกตัวสักที นอกจากนั้นไม่ค่อยมีอะไรแปลงที่เห็นได้ทันทีมากนัก ซึ่งหลัก ๆ ที่อัปเกรดจากรุ่นปีที่แล้ว ที่เด่นชัดที่สุดก็คงจะเป็น Snapdragon 8 Gen 2 For Galaxy ที่ก็เหมือนกับรุ่นอื่น ๆ ที่เข้ามาช่วยในเรื่องของประสิทธิภาพ ความร้อน และแบตเตอรี ซึ่งใครสนใจทั้งสอง Series นี้ก็เข้าไปอ่านรายละเอียดสเปกเพิ่มเติมในลิงก์นี้ ซึ่งมีรายละเอียดโปรโมชัน ของ Samsung ประเทศไทยอยู่ด้วยครับ ความประทับใจของงาน NDA ครั้งนี้ อันนี้แอบอยากพูดแนบมาด้วย ประทับใจงาน NDA (Non Disclosure Agreement งานรอบสื่อที่จะได้จับเครื่องจริงก่อนเปิดตัวจริง เพื่อเตรียมข้อมูลไปทำข่าว) ของ Samsung ที่เกาหลีมาก ด้วยความที่ครั้งนี้มันเป็นการจัด Unpacked ครั้งแรกในบ้านเกิดเขา พร้อมกับมีจำนวนสื่อไอทีมาจากทั่วโลกแบบล้นหลาม มันเลยเป็นงาน NDA ที่ยิ่งใหญ่มาก แต่พื้นที่ที่จัด NDA ก็จะเล็ก ๆ นะ ไม่ได้ใหญ่ จะคงเพราะว่าจะได้คุมคนได้ ซึ่งทางทีมงานได้มีการจัดแสงทุก Drop Out เลย แบบว่านี่คือการเดินดุ่ม ๆ เอา S23 Ultra ไปถ่ายแบบเร็ว ๆ ภาพก็ออกมาสวยเลย เพราะทีมงานจัดแสงโหดมาก แต่ละจุดก็จะมีการวางเรียงกันเล่นกับกิมมิคต่าง ๆ ของเครื่องด้วย ซึ่งจำนวนเครื่องที่ใช้ในพื้นที่ NDA มีเป็นร้อย ๆ เครื่องเลย แถมยังเอาวิศวกรผู้ออกแบบมานั่งตอบคำถามที่สงสัยเองเลยด้วย และยังมีโซน Studio ให้เราเข้าไปนั่งรีวิวกันข้างในนั้นได้เลยอีก
แบไต๋ • 28 ก.ค. 66
อ่าน
Special Content: สรุป 4 bites จากรายการ Tech-a-Bite หลังโควิด มีอะไรติดตัวดี“Post-Covid Skill สำหรับคนทำงาน”
Tech By True Digital ตอนนี้เป็นตอนพิเศษอีกครั้งที่เรานำสรุปประเด็นสำคัญจาก รายการ Tech-a-Bite เทคนิดนิด ขนาดพอดีคำ จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ที่จะนำคุณอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีน่าสนใจ ที่ปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ให้กับโลกใบนี้ มาฝากกัน โดยรายการ Tech-a-Bite เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมาในหัวข้อ หลังโควิด มีอะไรติดตัวดีPost-Covid Skill สำหรับคนทำงาน กับคุณโรเจอร์ ฐนโรจน์ อัมรากุลเศรษฐ์ Head of Market Solutions จากทรู ดิจิทัล อคาเดมี ที่ได้มาแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับทักษะที่กำลังเป็นที่ต้องการในโลกยุคหลังโควิด แนวทางที่เปลี่ยนไปขององค์กร และวิธีการรับมือช่องว่างทางทักษะที่กำลังเกิดขึ้น โดยสรุปออกมาเป็น 4 Bites ขนาดพอดีคำได้ ดังนี้ #Bite 1 ดิจิทัล แค่โค้ดดิ้ง ทักษะดิจิทัลอาจหมายถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ร่นระยะเวลาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทักษะที่มีอยู่แล้ว ปัจจุบันเราจะเห็นว่าตำแหน่งงานในหน่วยงานต่างๆ มักมีตำแหน่งงานพิเศษที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน เช่น UX Designer ในแผนกกฎหมาย หรือ Data Analyst ในแผนกบัญชี เวลาตำแหน่งงานเปลี่ยนแปลงไป ทักษะที่ต้องการจึงเปลี่ยนไปด้วย โดยปัจจุบัน แทบทุกตำแหน่งงาน ในแทบทุกองค์กรต้องการทักษะดิจิทัลมากขึ้น โดยเรื่องของทักษะดิจิทัล ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับเทคโนโลยีหรือโค้ดดิ้ง แต่เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแพลตฟอร์ม รูปแบบหรือสิ่งแวดล้อม เช่น ลักษณะการเก็บข้อมูลที่เปลี่ยนจากอนาล็อกสู่ดิจิทัล ยกตัวอย่างเช่น ตำแหน่งงาน UX Designer (User Experience Designer) ที่ไม่ได้เพียงเกี่ยวข้องกับการโค้ดดิ้ง แต่เป็นการใช้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานเพื่อออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งานให้ดียิ่งขึ้น โดยอาจใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ เป็นตัวช่วยให้สามารถทำงานได้เร็วขึ้น ประหยัดเวลา และลดต้นทุน คำว่า ทักษะดิจิทัล จึงสามารถหมายความรวมไปถึง การใช้ทักษะดั้งเดิมที่หลายๆ คนมีอยู่แล้ว และนำเครื่องมือหรือเทคโนโลยีต่างๆ มาช่วยร่นระยะเวลา และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย #Bite 2: องค์กร ฝูงเป็ด จะมีมากขึ้น โจทย์การทำงานที่เปลี่ยนไว ต้องอาศัยคนทำงานที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลง จากเดิม ความคาดหวังของหลายๆ องค์กรอาจเน้นมองหาคนที่พร้อมทำงานแบบสำเร็จรูปและตรงตามสายงาน แต่ในปัจจุบัน การทำงานได้หลากหลายกลับเป็นที่ต้องการมากขึ้น เนื่องจากโจทย์ในการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความยืดหยุ่นและความคล่องตัวต่อการเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นคุณสมบัติสำคัญ องค์กรที่ขับเคลื่อนได้เร็วจึงมักประกอบด้วย ฝูงเป็ด ที่ไม่ยึดติดกับตำแหน่งงานแต่มีทักษะที่พร้อมทำงานได้หลากหลาย #Bite 3: ก้าวทัน ไม่ทิ้งใคร ด้วย Switching Hat หรือ Reverse Mentoring ให้คนรุ่นใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลช่วยเพิ่มการมองรอบด้านและบริบททางดิจิทัลในการทำงานและการตัดสินใจในระดับองค์กร ในช่วงสถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา หลายๆ องค์กรอาจไม่พร้อมที่จะลงทุนในการพัฒนาทักษะดังกล่าวภายในองค์กรเนื่องจากความจำเป็นในการดำรงธุรกิจ แต่ในขณะเดียวกัน ทางทรู ดิจิทัล อคาเดมีและอีกหลายๆ องค์กรกลับมองว่าช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดที่จะลงทุนและให้ความสนใจเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะในด้านนี้ โดยผู้บริหารระดับสูงและผู้วางกลยุทธ์องค์กรเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้ กระนั้น ในองค์กรที่มีผู้บริหารระดับสูงอยู่ในช่วงยุคหรือวัยที่ต่างกับพนักงานอาจทำให้เกิดช่องว่างในการปรับตัว การรับรู้หรือการเรียนรู้สิ่งต่างๆ จึงมีสิ่งที่เรียกว่า Switching Hat หรือ Reverse Mentoring ที่ให้คนรุ่นใหม่มาช่วยสอนหรือแนะนำผู้ที่มีระดับการรับรู้ดิจิทัลน้อยกว่า เพื่อสร้างบริบทความรู้ด้านดิจิทัลให้กับผู้บริหารและผู้วางนโยบาย ในขณะเดียวกัน ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่โลกของการทำงานมีโอกาสที่น้อยลงในการพัฒนาทักษะบางด้าน เช่น ทักษะการสร้างความสัมพันธ์หรือปฎิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล (Interpersonal Skill) ทำให้คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานอาจต้องการการแนะนำทักษะดังกล่าวที่พบได้ในคนรุ่นก่อนมากขึ้นด้วยเช่นกัน #Bite 4: T-Shaped Skill รู้ลึก รู้กว้าง เพิ่มความรู้ลึกให้เป็ด เพิ่มความรู้กว้างให้ผู้เชี่ยวชาญ T-Shaped Skills คือลักษณะทักษะของบุคคลที่มีความรู้ทั้งในทางลึกในสายงานเฉพาะและทางกว้างในสายงานอื่นๆ โดยทางลึกมักขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านประสบการณ์ ทั้งนี้ ด้วยโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไป ทำให้บางสายงานที่มีงานที่ต้องทำซ้ำอาจถูกแทนที่ด้วยเครื่องมือต่างๆ แต่ประสบการณ์ทางลึกในสายงานดังกล่าวที่บุคคลมีจะเป็นคุณค่าสำคัญที่ขาดไม่ได้ และถูกเปลี่ยนไปเป็นทักษะความเข้าใจที่สามารถพัฒนาและออกแบบกระบวนการดังกล่าวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สามารถติดตามรายการ Tech-a-Bite ครั้งต่อไปได้บนหน้าเฟซบุ๊ค True Digital Group (https://www.facebook.com/TDGgroup/) สามารถรับชมรายการ Tech-a-Bite ย้อนหลังได้บนช่องทางต่างๆ ดังนี้ บันทึกรายการ Facebook: https://bit.ly/facebook-tech-a-bite YouTube: https://bit.ly/youtube-tech-a-bite พ็อดแคสต์: YouTube: https://bit.ly/youtube-techbytruedigital-podcast Blockdit: https://bit.ly/blockdit-techbytruedigital-podcast คุณผู้อ่านสามารถกดกระดิ่ง/ติดตาม เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน กับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป เกี่ยวกับทรู ดิจิทัล อคาเดมี เพื่อตอบโจทย์การก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจยุคดิจิทัลซึ่งทำให้มีความต้องการแรงงานที่มีทักษะดิจิทัลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่แรงงานในตลาดปัจจุบันและจำนวนแรงงานใหม่ที่มีทักษะดิจิทัลที่จำเป็นนั้นกลับมีไม่เพียงพอต่อความต้องการขององค์กรต่าง ๆ ที่กำลังมุ่งสู่การเปลี่ยนแปลงองค์กรหรือธุรกิจโดยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) ทรู ดิจิทัล อคาดามี จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของภาคธุรกิจซึ่งมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลเป็นจำนวนมากโดยมุ่งหวังในการเป็นผู้นำสถาบันศึกษาด้านดิจิทัลของภูมิภาค และช่วยเสริมความสามารถ ทักษะ และองค์ความรู้ด้านดิจิทัลให้กับทั้งระดับบุคคล องค์กร และสังคม ทั้งนี้ ทรู ดิจิทัล อคาเดมี ได้ร่วมมือกับเจเนอรัล เอสเซ็มบลี (General Assembly) สถาบันการศึกษาระดับโลกด้านทักษะดิจิทัล เทคโนโลยี และ Data Scienceได้ร่วมนำเสนอหลักสูตรที่ได้รับรางวัลการันตีและครอบคลุมทักษะด้านดิจิทัลที่สำคัญ 7 กลุ่ม ได้แก่ เทคโนโลยี (Technology) ข้อมูลและระบบวิเคราะห์ (Data and Analytics) การออกแบบและการพัฒนาประสบการณ์ลูกค้า (UX and Design) การบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ (Product Management) การตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) การจัดการและบริหารธุรกิจ (Business Management) และการดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security) สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.truedigitalacademy.com/
Tech By True Digital • 21 ต.ค. 64
อ่าน
Special Content: สรุป 3 Bites จากรายการ Tech-a-Bite Ep 6: Working in a Metaverse ทำงานจริงบนโลกเสมือน
เมื่อพูดถึง Metaverse หลาย ๆ คนอาจนึกภาพถึงภาพยนตร์ไซไฟสุดล้ำ หรือภาพจอโปร่งแสงที่ลอยพุ่งออกมาจากที่ต่าง ๆ แต่เชื่อหรือไม่ บางที Metaverse อาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด และคุณเองก็อาจกำลังอยู่ในนั้นด้วย! ในรายการ Tech-a-Bite เทคนิดนิด ขนาดพอดีคำ จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป รายการที่จะนำคุณอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีน่าสนใจ เพื่อมาปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ให้กับโลกใบนี้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา เราชวนคุณอรรถพล สินฉลอง Managing Director, True Virtual World (True VWORLD) มาร่วมพูดคุยกับเราเป็นครั้งที่สองเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า Metaverse จักรวาลนฤมิตนี้คืออะไร กำลังพาเราไปที่ไหน และที่ทำงานของคุณจะกลายเป็นจักรวาลใหม่ด้วยหรือเปล่า โดยเราสรุปออกมาเป็นสิ่งน่ารู้พอดีคำ 3 คำ ดังนี้ Bite #1: Metaverse คำนี้ 30 ปีมาแล้ว แม้หลาย ๆ คนอาจเพิ่งได้คุ้นหูกับคำว่า Metaverse ในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว คำนี้มีต้นกำเนิดขึ้นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในนวนิยายแนววิทยาศาสตร์ของ Neal Stephenson ชื่อ Snow Crash ที่กล่าวถึงพื้นที่เสมือนจริงที่คนสามารถสร้างอวตารของตนเพื่อปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องพื้นที่เสมือนนี้กลับเข้ามาเป็นที่สนใจอีกครั้งในสื่อต่าง ๆ เช่น ภาพยนตร์ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่อง Ready Player One ในปี 2018 โดยมีการฉายภาพให้เห็นถึงการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น VR (Virtual Reality) AR (Augmented Reality) และอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งในช่วงยุคปัจจุบัน สามารถจับต้องได้มากขึ้นจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนาจนแทบทัดเทียมจินตนาการในอดีต รวมไปถึงการเข้ามาของบริษัทเทครายใหญ่ ที่ทำให้การเข้าถึงอุปกรณ์และเทคโนโลยีเป็นไปได้มากขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่อาจทำให้คำว่า Metaverse ติดหูคนในวงกว้างมากที่สุดในช่วงระยะหลัง อาจเป็นก้าวสำคัญของบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook ที่เปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Meta เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการมุ่งสู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ Metaverse อย่างเต็มที่ ในขณะที่บริษัทเทคเจ้าตลาดอื่น ๆ อย่าง Microsoft เองก็มีทีมงานที่ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาอุปกรณ์และศึกษาความเป็นไปได้ของ Metaverse โดยเฉพาะ Bite #2: ใคร ๆ ก็อยู่ใน Metaverse (รวมทั้งคุณด้วย) ในบทสนทนาเกี่ยวกับ Metaverse เราอาจเคยได้ยินการถกเถียงเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ องค์ประกอบ และแนวคิดของคำจำกัดความคำว่า Metaverse ที่แตกต่างออกไป เช่น หลายคนอาจกล่าวว่า Metaverse ควรอยู่บน Web 3.0 ใช้ Blockchain ใช้คอยน์ หรือมุ่งสู่จุดประสงค์ของการกระจายอำนาจและการเข้าถึง (Decentralisation) ของการใช้งานต่าง ๆ แต่โดยพื้นฐานแล้ว คุณอรรถพลและหลาย ๆ ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงเห็นตรงกันว่า รากฐานของแนวคิด คือการเอื้ออำนวยให้คนสามารถใช้พื้นที่เพื่อแสดงตัวตนบนโลกเสมือน (Virtual World) เช่น เกมจำลองบทบาทสมมติ (Role-Playing Game หรือ RPG) อย่าง Ragnarok ที่มีการสร้างอวตาร มีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนในเกม และการสร้างคอมมูนิตี้ภายในแพลตฟอร์มของเกม ก็ถือว่าเป็น Metaverse เช่นกัน หรือแม้แต่การประชุมออนไลน์ที่หลายคนน่าจะคุ้นเคยมากขึ้นในช่วงระยะหลังเองก็ตาม โดยปัจจุบัน หลาย ๆ อุตสาหกรรมก็เริ่มนำแนวคิดและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาปรับใช้กับช่องทางการตลาด หรือโมเดลธุรกิจของตน เช่น กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มนำเสนอการขายผ่านรูปแบบ VR และ AR หรือกลุ่มอุตสาหกรรมการเงินที่ศึกษาแนวคิด Decentralisation และนำมาปรับใช้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น เป็นต้น นอกจากการปรับใช้ดังกล่าวนี้แล้ว แพลตฟอร์ม Virtual World ที่มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ เช่น เกม Roblox และ Fortnite ยังได้มีการจับมือร่วมสร้างสรรค์แบบข้ามอุตสาหกรรม (Cross Industry Vertical) เช่น Gucci ที่จัดพื้นที่ Gucci Garden ภายในเกม Roblox เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ในรูปแบบ Immersive Experience กับลูกค้า ผ่านการนำเสนอแบรนด์ ไอเท็ม และอีเวนต์พิเศษภายในเกม หรือการที่ศิลปินใช้พื้นที่บนแพลตฟอร์มเพื่อสร้างไลฟ์อีเวนต์และคอนเสิร์ตต่าง ๆ ในช่วงที่มีข้อจำกัดเกี่ยวกับโรคระบาด เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับทรู ดิจิทัล กรุ๊ป คุณอรรถพลได้กล่าวว่า ในส่วนของการเรียนการสอน ได้มีการนำเทคโนโลยี VR/AR เข้ามาใช้แล้ว และได้ทดลองเริ่มทำการตลาดกับ Virtual Influencer ต่าง ๆ รวมทั้งการเปิดตัว Vtuber สัญชาตไทยในสังกัด เช่น Chana (ชาน่า) นอกจากนี้ ในรายการ Tech-a-Bite ครั้งนี้ ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าได้สัมผัสประสบการณ์บนโลก Metaverse กับ True Virtual World Powered by Spot อีกด้วย เช่นเดียวกับบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ทั่วโลก ในฐานะหนึ่งในผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัลในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป จึงได้เลือกทดลองและศึกษาความเป็นไปได้ของ Metaverse โดยการมองหาโอกาสใหม่ ๆ เช่นกัน รายการ Tech-a-Bite บนโลก Metaverse รับชม Tech-a-Bite Ep.7 Working in a Metaverse ทำงานจริงบนโลกเสมือน ย้อนหลังได้ที่ https://bit.ly/facebook-tech-a-bite Bite #3: ทำงานจริงบนโลกเสมือน ในขณะที่ทั่วโลกกำลังเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ หลังโรคระบาดมีแนวโน้มที่ดีในการควบคุมการแพร่กระจาย ทำให้หลายองค์กรที่ได้ลองรูปแบบการทำงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Fully-Remote หรือการทำงานแบบ Hybrid ที่อาจตัดสินใจคงรูปแบบการทำงานดังกล่าวตามเดิมผสมผสานกับการทำงานรูปแบบใหม่ ด้วยเหตุผลข้อดีหลายประการ โดยในโอกาสนี้ คุณอรรถพลได้ให้แนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำ Metaverse เข้ามาเอื้ออำนวยในการทำงานแบบใหม่นี้ โดยนอกจากจะมีโจทย์หลักเกี่ยวกับการสร้างประสบการณ์การทำงาน (Employee Experience) เพิ่มขึ้นมานอกเหนือจากการสร้างความผูกพันต่อองค์กร (Employee Engagement) แล้ว การนำแนวคิด Metaverse เข้ามาใช้ยังมีประโยชน์หลักๆ 4 ข้อ ดังนี้ 1.Immersive Team Collaboration โดยเฉพาะผู้ที่เคยทำงานในออฟฟิศมาก่อน อาจรู้สึกว่าการสร้างสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานในช่วงเวลาเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างวันที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานได้หายไปกับการทำงานรูปแบบใหม่นี้ เช่น การออกไปทานข้าวกลางวันด้วยกัน การพูดคุยจิปาถะระหว่างวัน หรือกิจกรรมนอกเวลาอื่น ๆ หรือแม้แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานอย่างการประชุมระดมสมอง (Brainstorm) ก็อาจทำได้อย่างไม่เต็มที่หรือเป็นธรรมชาติ โดยการนำ Metaverse เข้ามาปรับใช้ จะช่วยลดช่องว่างที่เกิดขึ้นนี้ได้ ผ่านการสร้างประสบการณ์เสมือนที่เปิดโอกาสให้มีการพูดคุยแบบสบาย ๆ มากขึ้น 2.AI-Enabled Colleague เพื่อลดปัญหาการใช้เวลาและแรงงานคนในการทำงานหรือตอบคำถามซ้ำ ๆ ที่มักพบบ่อย ในโลก Metaverse เราสามารถสร้าง เพื่อนร่วมงาน AI ที่เราสามารถเดินไปถามคำถามซ้ำ ๆ ได้อย่างไม่เบื่อหน่าย คล้ายตัวละคร NPC (Non-Playable Character) ในเกมที่สามารถให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา 3.เพิ่มทักษะการเรียนรู้หลากหลายการเรียนรู้ในโลกเสมือน นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนและภาระการเดินทางแล้ว โลกเสมือนยังสามารถสร้างเหตุการณ์และสถานการณ์จำลองที่หลากหลายเพื่อการฝึกฝนในหลายสาขาอาชีพ เช่น นักบิน ที่สามารถเรียนรู้ในการรับมือสถานการณ์ต่างๆ บน Simulator ผ่าน VR 4.Reward Recognition ด้วยการนำแนวคิดแบบ Gamification เข้ามาปรับกับรูปแบบการทำงานใหม่ เช่น การมอบไอเท็มหรือคอยน์ในโลกเสมือนเพื่อสร้าง Work to earn โมเดลภายในที่สามารถต่อยอดออกไปสู่ความเป็นไปได้อื่น ๆ ในอนาคต สามารถติดตามรายการ Tech-a-Bite ครั้งต่อไปได้ในวันศุกร์ที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 18:00 - 18:30 น. บนหน้าเฟซบุ๊ค True Digital Group (https://www.facebook.com/TDGgroup/) รับชมย้อนหลังได้บนช่องทางต่างๆ ดังนี้ บันทึกรายการ Facebook: https://bit.ly/facebook-tech-a-bite YouTube: https://bit.ly/youtube-tech-a-bite พ็อดแคสต์: YouTube: https://bit.ly/youtube-techbytruedigital-podcast Blockdit: https://bit.ly/blockdit-techbytruedigital-podcast อย่าลืมกดกระดิ่ง/ติดตาม เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน กับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป
Tech By True Digital • 18 พ.ค. 65
อ่าน
Special Content: สรุป 4 Bites จากรายการ Tech-a-Bite Ep.7 “รู้จัก PDPA ก่อนคลิก Yes บรรทัดฐานใหม่ชีวิตดิจิทัล”
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่เลื่อนหาปุ่ม Yes หรือ ยอมรับ ทุกครั้งที่แอปขึ้นอัปเดตข้อความยาวเหยียด (ที่คุณอาจรีบข้ามไป) รายการ Tech-a-Bite ของเราครั้งนี้อาจเหมาะสำหรับคุณ! ในรายการ Tech-a-Bite เทคนิดนิด ขนาดพอดีคำ จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป รายการที่จะนำคุณอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีน่าสนใจ เพื่อมาปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ให้กับโลกใบนี้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา เราชวน 2 ผู้เชี่ยวชาญจากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป คุณฐิติรัตน์ ศิริพัฒนาเลิศ Chief Information Security and Data Management Officer และคุณอรรถพล พานิชย์ไพศาลกูล Head of Data Privacy Center มาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือที่หลายคนอาจได้ยินคุ้นหูว่า PDPA ว่า ที่จริงแล้ว กฎหมายนี้จะมีผลกับใคร องค์กรต้องทำอย่างไรกับการบังคับใช้นี้ และในฐานะประชาชน เราสามารถทำอะไรได้บ้าง โดยเราสรุปออกมาเป็นสิ่งน่ารู้พอดีคำ 4 คำ ดังนี้ Bite #1: PDPA คือสิทธิของทุกคน PDPA คือกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Act มีขึ้นเพื่อรักษาสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนทุกคน โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2565 หลักการสำคัญคือ บริษัทต่าง ๆ ที่มีการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยและปฎิบัติตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนดไว้ โดยกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีประโยชน์หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป เช่น มีการทำงาน สั่งซื้อของและอาหารผ่านบริการออนไลน์ต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งล้วนแล้วแต่มีข้อมูลที่ระบุตัวตนของเราได้ ซึ่งถ้าหากรั่วไหลออกไปอาจสร้างความเสียหายได้ กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลจึงเป็นตัวยกระดับในการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้เศรษฐกิจดิจิทัลสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น หรือการเสริมสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินงานขององค์กรต่าง ๆ โดยบริษัทต้องมีการแจ้งรายละเอียดต่าง ๆ ว่า มีการนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดบ้าง อย่างไร เป็นต้น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลยังตอกย้ำสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะสิทธิในการตัดสินใจในการเพิกถอนความยินยอมในการเปิดเผยข้อมูลกับบริษัทต่าง ๆ และสร้างมาตรฐานการรักษาความปลอดภัยตามกฎหมายให้กับทุกบริษัทและองค์กรที่สามารถยึดถือได้ Bite #2: PDPA ไม่ใช่แค่ทำตามเอกสาร หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินการตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลคือ การที่บริษัทและองค์กรไม่เพียงจัดทำ หรือทำตามเอกสารที่กฎหมายกำหนด แต่เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ของนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และทำให้กระบวนการคุ้มครองเกิดขึ้น เป็นไปได้จริงในทางปฎฏิบัติ รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการภายในต่าง ๆ เพื่อรองรับสิทธิของลูกค้า ในกรณีที่ลูกค้าเข้ามาใช้สิทธิตามกฎหมาย มีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลที่ลูกค้าตัดสินใจมอบหมายให้บริษัทรั่วไหลออกไปได้ สิ่งที่บริษัทและองค์กรควรทำจึงไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมเอกสาร แต่รวมถึงกระบวนการภายในที่จะทำให้การใช้สิทธิของลูกค้าเป็นไปได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการอบรมพนักงานให้เข้าใจถึงหน้าที่ที่อาจเปลี่ยนไปเกี่ยวกับกระบวนการด้านข้อมูลลูกค้า การอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถใช้สิทธิตามกฎหมาย เป็นต้น ความท้าทายสำหรับองค์กรอีกประการหนึ่งจึงรวมไปถึงการทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวกฎหมายที่ครอบคลุมถึงพนักงานในหน้าที่ต่างๆ และการสร้างความยั่งยืนให้กับกระบวนการใหม่อีกด้วย Bite #3: PDPA ไม่ใช่ One Size Fits All จากประสบการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ร่วมกับหลายบริษัท ทางทรู ดิจิทัลพบว่า องค์กรมักมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวกฎหมายอยู่แล้ว แต่ไม่ทราบว่าควรเริ่มต้นที่สิ่งใด โดยสิ่งที่ทางทรู ดิจิทัลเข้าไปช่วยคือ การให้คำแนะนำ ตั้งแต่การตรวจสอบความพร้อมของหน่วยงานและองค์กร การประเมินความเสี่ยง รวมถึงการเข้าไปจัดทำแผนการดำเนินการ เนื่องจากองค์กรส่วนใหญ่มักทราบจากตัวกฎหมายว่าควรทำอะไรบ้าง แต่อาจยังไม่แน่ใจว่าควรทำลำดับใดก่อนหลัง ทุกบริษัทและองค์กรจึงควรเริ่มจากทำความเข้าใจว่ากฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้กำหนดเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบไว้อย่างไรบ้าง หลังจากนั้นจึงกลับมาดูในองค์กรว่า มีความพร้อมในการปฏิบัติตามอยู่ที่ระดับไหน ซึ่งในหลายบริษัทจะมีการดำเนินการจัดทำสิ่งที่เรียกว่า บันทึกรายการการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล หรือการเข้าไปตรวจสอบในแต่ละหน่วยงานว่า ในหน่วยงานมีการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อวัตถุประสงค์หรือกิจกรรมใดบ้าง และนำข้อมูลเหล่านี้มาจัดทำประกาศนโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลบนเว็บไซต์หรือเพื่อดำเนินการในหน้าที่อื่น ๆ ตามกฎหมาย เช่น การมีมาตรการและนโยบายรักษาความมั่นคงและปลอดภัยที่เพียงพอ หรือการเข้าไปกำกับดูแลผู้รับจ้าง หรือ Vendor ซึ่งโดยสถิติแล้ว ทั้งในและต่างประเทศ พบว่าการรั่วไหลของข้อมูลส่วนบุคคลไม่ได้เกิดจากบริษัทหรือผู้ประกอบการเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นจากผู้รับจ้างอีกด้วย ทั้งนี้ การดำเนินการตามกฎหมายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอาจไม่มีวิธีที่เรียกว่า One Size Fits All โดยในแต่ละองค์กร ลักษณะของการดำเนินธุรกิจทำให้ลักษณะการเก็บ ใช้ และเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าแตกต่างกันออกไป รวมทั้งลักษณะของข้อมูลอีกด้วย Bite #4: คุณเองน่ะ ก็ใช้สิทธิตาม PDPA ได้นะ! สำหรับประชาชนทั่วไป เราควรให้ความสำคัญ ตระหนัก และเรียนรู้ถึงสิทธิที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเพิกถอนคำยินยอม การรับรู้ว่าองค์กรมีการเก็บข้อมูลประเภทไหน ใช้อย่างไร หรือมีการส่งต่อข้อมูลนี้ไปที่ใดบ้าง รวมทั้งหมั่นตรวจสอบนโยบายความเป็นส่วนตัว (Privacy Notice) ของแต่ละบริการที่เราสมัครใช้งาน เพื่อรับทราบความเปลี่ยนแปลงในการใช้ข้อมูล ประเภทของข้อมูลที่เปลี่ยนไป รวมถึงสิทธิพึงมีของทุกคนอีกด้วย สามารถติดตามรายการ Tech-a-Bite ครั้งต่อไปได้ในวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2565 เวลา 18:00 - 18:30 น. บนหน้าเฟซบุ๊ค True Digital Group (https://www.facebook.com/TDGgroup/) รับชมย้อนหลังได้บนช่องทางต่างๆ ดังนี้ บันทึกรายการ Facebook: https://bit.ly/facebook-tech-a-bite YouTube: https://bit.ly/youtube-tech-a-bite พ็อดแคสต์: YouTube: https://bit.ly/youtube-techbytruedigital-podcast Blockdit: https://bit.ly/blockdit-techbytruedigital-podcast อย่าลืมกดกระดิ่ง/ติดตาม เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน กับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป
Tech By True Digital • 25 พ.ค. 65
อ่าน
สรุป 4 Bites จากรายการ Tech-a-Bite Ep.5 “ป่วยแล้ว (ไม่) ไปไหน หาหมอทางไกลใกล้กว่าที่คิด”
เคยไหม ปวดหัวตุ้บ ๆ เสิร์ชปุ๊บ กลายเป็นเนื้องอกในสมอง เคยไหม เจอผื่นแปลก ๆ พิมพ์หายาแก้คัน เจอว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง เคยไหม เป็นไข้ ไอ เจ็บคอ ก็เริ่มเสิร์ชหาอาการโควิดสายพันธุ์ใหม่ (ล่าสุด) ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในแทบทุกมิติในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คน จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นประสบการณ์ร่วมของหลาย ๆ คนที่ใช้เครื่องมือค้นหาคลังความรู้บนโลกออนไลน์ อย่างเสิร์ชเอนจินต่าง ๆ ในการช่วยหาคำตอบให้กับชีวิตในแง่มุมต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่สุขภาพของตน โดยอาจมองข้าม หรือยังไม่แน่ใจกับอีกทางเลือกหนึ่งที่เทคโนโลยีก็เอื้อให้เกิดขึ้นเช่นกัน อย่าง เทคโนโลยีด้านสุขภาพ หรือ Health Tech ที่ทำให้เกิดทางเลือกการปรึกษาหรือการรักษาในแบบทางไกล หรือที่เรียกว่า Telemedicine เกิดขึ้น ในรายการ Tech-a-Bite เทคนิดนิด ขนาดพอดีคำ จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป รายการที่จะนำคุณอัปเดตเทรนด์นวัตกรรมและเทคโนโลยีน่าสนใจ เพื่อมาปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ให้กับโลกใบนี้ ออกอากาศเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา เราชวนคุณหมอพิรญาณ์ ธำรงธีระกุล Head of Medical Affairs และคุณยศวีร์ นิรันดร์วิชย Head of True HEALTH solutions, Integrated Digital Health จากทรู ดิจิทัล กรุ๊ป มาเจาะลึกถึงเรื่องราวความน่าสนใจเกี่ยวกับแพลตฟอร์มเพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นที่จับตามองจากหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะจากผู้ใช้งาน บุคลากรทางการแพทย์ หรือภาคธุรกิจ โดยเราสรุปออกมาเป็นสิ่งน่ารู้พอดีคำ 4 คำ ดังนี้ Bite #1: ไม่ต้องรอป่วย หมอก็ช่วยคุณได้ เช่นเดียวกันกับการหาหมอ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการเข้ารับการปรึกษากับแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เทคโนโลยี Telemedicine นั้นมีส่วนช่วยสำคัญในการทำให้คนทั่วไปสามารถรักษาสุขภาพได้อย่างถูกต้องกับผู้เชี่ยวชาญ โดยไม่ต้องรอให้เกิดการเจ็บป่วย และยังลดข้อกังวลเกี่ยวกับการเดินทาง สถานที่รักษาพยาบาล เวลา และการเสียโอกาสอื่น ๆ เช่น เวลาที่อาจหายไปจากการทำงานในการมาพบแพทย์ เป็นต้น โดยคุณหมอพิรญาณ์ได้แนะนำว่า การปรึกษาแพทย์ในแอปพลิเคชัน Telemedicine สามารถทำได้ตั้งแต่ การปรึกษาเรื่องข้อกังวลในชีวิตประจำวัน เช่น การปวดเมื่อย อาหารการกิน ไปจนถึงการแนะนำความเข้าใจที่อาจคาดเคลื่อนด้านสุขภาพต่าง ๆ ไปจนถึงการจัดการความเครียดและปัญหาสุขภาพจิตอื่น ๆ และด้วยรูปแบบของการปรึกษาที่ไม่จำเป็นต้องเดินทาง จึงทำให้ผู้เข้ารับการปรึกษาสามารถเลือกปรึกษาได้ในเวลาและสถานที่ที่สะดวกต่อตนเอง Bite #2: เติมยา ขาประจำ ไม่ต้องจ้ำมาถึงโรงพยาบาล อีกหนึ่งประโยชน์สำหรับ Telemedicine ที่มีผลอย่างมาก โดยเฉพาะระหว่างสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากจะเป็นเรื่องการรับมือจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาด้วยโรคดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงผู้ที่มีอาการป่วยเรื้อรังที่จำเป็นต้องเข้ามาติดตามอาการ หรือรับยารักษาเป็นประจำ ที่อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อกับผู้ป่วย หรือแม้แต่ในสถานการณ์ปกติที่ผู้ป่วยในหลายพื้นที่อาจไม่สามารถเข้าถึงสถานพยาบาลที่ให้การรักษาได้อย่างสะดวกเป็นประจำ การรักษากับแพทย์ผ่าน Telemedicine ในลักษณะการติดตามอาการ จึงช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถได้รับการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ และลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น หรือความลำบากในการเดินทางอีกด้วย ทั้งนี้ Telemedicine ก็อาจยังไม่สามารถเป็นคำตอบที่ทดแทนได้ในทุกกรณี โดยกรณีฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ หรือโรคอุบัติเฉียบพลัน การนำตัวผู้ป่วยให้ถึงมือแพทย์ที่สถานพยาบาลยังคงเป็นเรื่องจำเป็นเช่นเดิม Bite #3: หมอว่ายังไง กินยาอะไร เมื่อไหร่ ไม่ต้องจำเอง หนึ่งในประสบการณ์ที่หลาย ๆ คนอาจพบเจอ หลังเข้าพบแพทย์คือ จำคำแนะนำของหมอไม่ได้ทั้งหมด เช่น วิธีการรับประทานยา การดูแลรักษาตัว หรือลักษณะของโรคที่ได้รับการวินิจฉัย โดยแอปพลิเคชัน Telemedicine จะช่วยในการเก็บข้อมูลคำวินิจฉัย บันทึกอาการ วิธีปฎิบัติตัว รวมไปถึงรายการยาที่สั่งจ่าย ทำให้นอกจากผู้ป่วยจะสามารถย้อนกลับมาดูข้อมูลต่าง ๆ ของตัวเองได้แล้ว ยังมีประโยชน์ในอนาคต หากผู้ป่วยต้องการนำประวัติการรักษาจากแอปพลิเคชันไปรักษาต่อกับแพทย์อื่น ๆ ผู้ป่วยจะสามารถนำประวัติการใช้ยาและการวินิจฉัยไปอ้างอิงเพื่อรักษาต่อได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่อีกด้วย Bite #4: ลองครั้งแรกแล้วสบายใจ ครั้งที่สองที่สามก็ตามมา คุณยศวีร์กล่าวว่า จากพฤติกรรมผู้ใช้ Telemedicine ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ภายหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีผู้หันมาใช้บริการ Telemedicine ต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว และมีการคาดการณ์ว่า แม้วิกฤติจะซาตัวลง และอาจทำให้คนเลือกใช้ Telemedicine ลดลง แต่ก็จะไม่ลดไปเท่ากับก่อนหน้าช่วงการระบาด โดย Telemedicine จะไม่เข้ามาแทนที่การรักษาตามปกติ แต่จะเข้ามาเป็นทางเลือกหนึ่งในการรักษาแทน ทั้งนี้ เทรนด์การรักษา Telemedicine ของไทยอาจมีไม่มากเท่าของตะวันตก แต่หลังโควิด ทำให้คนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีและการใช้งานเครื่องมือ Health tech มากขึ้น เช่น เครื่องวัดออกซิเจน หรือแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น หมอพร้อม เป็นต้น ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของตลาด Telemedicine ในไทย ซึ่งในปัจจุบัน เริ่มเห็นผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาในตลาดมากขึ้น แสดงถึงศักยภาพในตลาดไทย ในขณะที่ผู้เล่นในไทยก็ชูจุดเด่นต่างๆ เข้าแข่งขันเช่นกัน นอกจากนี้ ความท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากด้านระเบียบข้อบังคับ การสร้างเครือข่ายแพทย์และผู้ให้บริการด้านสุขภาพ และทัศนคติต่อ Telemedicine ของผู้ใช้งานก็กำลังเป็นไปในทางบวก โดยมักพบว่า หลังการทดลองใช้งานครั้งแรก ผู้ใช้งานมักกลับมาใช้งานอีก โดยไม่ได้เป็นเพียงการติดตามอาการจากครั้งแรก แต่เป็นการปรึกษาข้อกังวลในด้านอื่น ๆ ต่อไปด้วย ทั้งนี้ หากสนใจ ท่านสามารถทดลองประสบการณ์ปรึกษาด้านสุขภาพได้ที่แอปพลิเคชัน หมอดี (MorDee) หมอประจำบ้านในมือคุณ กับแพทย์จากโรงพยาบาลชั้นนำทั่วประเทศกว่า 500 ท่านใน 20 สาขาเชี่ยวชาญเฉพาะ ดูแลคุณทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ พิเศษ! แฟนรายการ Tech-a-Bite สามารถใช้โค้ด techabite รับการปรึกษาได้ฟรี 1 ครั้ง ไม่จำกัดสาขาการปรึกษา ตั้งแต่วันนี้ - 31 ส.ค. 2565 จำนวน 100 สิทธิเท่านั้น ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน หมอดี (MorDee) ได้แล้ววันนี้ใน App Store, Play Store และ Huawei AppGallery หรือที่นี่: https://mordee.app.link/2P8mwqCqrob สามารถติดตามรายการ Tech-a-Bite ครั้งต่อไปได้ในวันศุกร์ที่ 13 พ.ค. 2565 เวลา 18:00 - 18:30 น. บนหน้าเฟซบุ๊ค True Digital Group (https://www.facebook.com/TDGgroup/) รับชมย้อนหลังได้บนช่องทางต่างๆ ดังนี้ บันทึกรายการ Facebook: https://bit.ly/facebook-tech-a-bite YouTube: https://bit.ly/youtube-tech-a-bite พ็อดแคสต์: YouTube: https://bit.ly/youtube-techbytruedigital-podcast Blockdit: https://bit.ly/blockdit-techbytruedigital-podcast อย่าลืมกดกระดิ่ง/ติดตาม เพื่อไม่พลาดคอนเทนต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่จะปลดล็อกทุกความเป็นไปได้ไปด้วยกัน กับ ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป
Tech By True Digital • 11 พ.ค. 65
อ่าน
iPhone 15 Series มีตัวเครื่องพร้อมขายลดลง 8% เมื่อเทียบจาก iPhone 14 Series
เป็นที่ทราบกันดีว่าอีกไม่กี่เดือนนั้น Apple จะเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่อย่าง iPhone 15 Series ซึ่งตามรายงานก่อนหน้านั้นมีการระบุว่า Apple กำลังเผชิญกับปัญหาในการผลิต iPhone 15 Pro/Pro Max ส่งผลให้มีสินค้าสต็อกในช่วงเริ่มต้นต่ำกว่า iPhone 14 Series รุ่นปัจจุบัน ตามรายงานระบุไว้ว่า สต็อกโดยประมาณสำหรับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2022 อยู่ที่ประมาณ 90 ล้านเครื่อง แต่คาดว่า iPhone 15 Series จะมีสินค้าพร้อมจำหน่ายเบื้องต้นที่ 83 ถึง 85 ล้านเครื่อง เนื่องจากปัญหาทางเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตเกี่ยวกับหน้าจอ โดยปัญหาดังกล่าวนั้นจะส่งผลกับรุ่น iPhone 15 Pro Max มากที่สุด และรุ่น iPhone 15 Pro รองลงมา หลายคนทราบกันดีว่าการวางขายในช่วงแรกนั้น iPhone รุ่นใหม่ ๆ นั้น จะหาสินค้ายากมาก ในรุ่น iPhone 15 Series รอบนี้ถ้าดูจากข่าวแล้ว ก็น่าจะยากมากกว่าเดิมครับ ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 24 ก.ค. 66
อ่าน
“ไบเบิ้ล” ตัวแทน “KinnPorsche The Series” รับรางวัล “Most Popular Y Series”
ไบเบิ้ล ตัวแทน KinnPorsche The Series รับรางวัล Most Popular Y Series ถึงแม้ว่า KinnPorsche The Series ซีรีส์วายสายแอคชั่น มาเฟียในไทยเรื่องแรกเรื่องนี้จะลาจอไปนานแล้ว แต่ด้วยกระแสของความปังทั้งตัวของนักแสดงทุกคน เนื้อเรื่อง โปรดักชั่นที่จัดเต็ม แสง สี เสียง เอฟเฟ็ค เลยยังทำให้มีแฟนๆพูดถึงตลอด ซึ่งไม่ได้โด่งดังแค่ในไทยเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างฐานแฟนคลับไปได้ไกลทั่วโลกอีกด้วย ล่าสุด KinnPorsche The Series คว้ารางวัล Most Popular Y Series หรือ ซีรีส์วายยอดเยี่ยม จากงานประกาศรางวัล ASIA TOP AWARDS 2023 งานนี้ ไบเบิ้ล วิชญ์ภาส เลยเป็นตัวแทนเพื่อนๆนักแสดงและจากบริษัท บีออนคลาวน์ จํากัด ขึ้นไปรับรางวัลนี้อีกด้วย ยังไงทางดาราเดลี่ขอแสดงความยินดีกับนักแสดงและทีมงาน KinnPorsche The Series ทุกคนด้วยนะคะ เพราะสมมงสุดๆไปเลยค่า
ดาราเดลี่บันเทิง • 2 ก.ค. 66
อ่าน
รีวิว Bite and Bond คาเฟ่บอร์ดเกมลับ ใกล้เสาชิงช้า
วันนี้เราจะพาทุกคนมาที่คาเฟ่ลับ บรรยากาศดี ผ่อนคลาย ใกล้เสาชิงช้ากันค่ะ คาเฟ่นี้มีชื่อว่า Bite and Bond เป็นคาเฟ่ลับที่ตั้งอยู่ใน Double B Hostel ภายในคาเฟ่มีทั้งเมนูเครื่องดื่มและขนมอร่อย ๆ บรรยากาศคาเฟ่ตกแต่งสวย สบายตามาก ๆ การเดินทาง สามารถนั่ง MRT มาลงสถานีสามยอด ออกทางออกเดียวกับไปวัดสุทัศน์แล้วเปิด Google Maps เดินมาที่ร้านได้ค่ะ จะเข้าตรอกซอกซอยเล็กน้อยนะคะ เวลาเปิดทำการ คาเฟ่เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.00 น. ค่ะ ด้านในคาเฟ่บรรยากาศดี Mood Tone ออกแนวอบอุ่น และที่สำคัญจัดแสงสวยมากทุกมุมเลยค่ะ วันที่เราไปเห็นคนมาถ่ายรูปกันหลายมุมเลย ตัวโต๊ะที่นั่งจะแบ่งออกเป็นหลายโซนให้เลือกนั่งได้ตามใจชอบ ที่ร้าน Bite and Bond มีบอร์ดเกมให้เลือกเล่นกันด้วยนะคะ ใครมากับเพื่อนก็ชวนกันมาเล่นเพลิน ๆ ได้เลย เราเล่นกันจนแทบลืมเวลารู้ตัวอีกทีเกือบถึงเวลาปิดร้านแล้ว มีบอร์ดเกมให้เล่นหลากหลายมาก ๆ เกมฮิต ๆ มีเยอะเลยทั้งเกม “คำต้องห้าม” เกมเศรษฐี เกม Scrabble มีการ์ด Deep Talk ด้วยนะคะและเกมอื่น ๆ อีกเยอะพอสมควร เครื่องดื่มเราสั่งเป็น Iced Cocoa ราคา 110 บาท โกโก้มีความเข้มข้นแต่ก็ไม่ขมจนเกินไป ทางร้านแนะนำให้คนก่อนดื่มเพื่อความลงตัวค่ะ ส่วนตัวเราชอบนะคะดื่มได้เรื่อย ๆ เพลิน ๆ ไม่แสบคอ ไม่ฝืดคอ เราสั่งขนมเป็นเมนู Valrhona Chocolate Brownie ราคา 115 บาท อันนี้ก็เข้มข้นเหมือนกันค่ะ เนื้อแน่น หนึบและเนียนมาก ไม่หวานเกิน มีความเค็มมันเล็กน้อย ขนาดกำลังดีไม่มากเกินไม่น้อยเกิน โดยรวมสำหรับร้านนี้ค่อนข้างประทับใจนะคะ เหมาะกับการมานั่งชิลกับบรรยากาศสบาย ๆ จะมาทำงาน อ่านหนังสือก็ดี หรือจะมานั่งคุยเล่นกับเพื่อนก็เพลินแถมมีบอร์ดเกมให้เล่นด้วย พนักงานในร้าน Friendly อัธยาศัยดียิ่งทำให้บรรยากาศดีไปอีก ห้องน้ำสะอาดและประทับใจในความใส่ใจที่เจอในห้องน้ำหญิงมากค่ะ ใครกำลังมองหาร้านบรรยากาศดีเหมาะกับการนั่งชิล หรือใครผ่านไปผ่านมาแถวเสาชิงช้าลองแวะมาที่ร้าน Bite and Bond กันดูนะคะ พิกัด Google Maps https://maps.app.goo.gl/dHgybwGTk8VNx2w67?g_st=ipc ภาพประกอบบทความทั้งหมดโดยผู้เขียน หิวใช่ไหม อยากหาของกินอร่อย ๆ ใช่หรือเปล่า ส่องร้านเด็ดร้านดังได้ที่ App TrueID โหลดฟรี !
Wblog • 27 มิ.ย. 68
อ่าน
"Bake Me Please" เข้าชิงรางวัล Best BL Series จาก GagaOOLala AWARDS 2023
ความฟีลกู๊ดของหนุ่ม ๆ สายหวาน นำโดย "โอห์ม ฐิติวัฒน์ ฤทธิ์ประเสริฐ (เชฟชิน),ไกด์ กันตพล ชมภูพันธ์ (พีช),ภูมิ ภูริพันธ์ ทรัพย์แสงสวัสดิ์ (เชฟกาย),เปรม ณพนัช ธนติณตระกูล (โอบ),อะตอม ณฐาภพ เคนจันทึก (อะตอม)" นักแสดงซีรีส์ "Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน" เรื่องแรกจาก Rose studio เข้าตากรรมการเข้าให้แล้ว เพราะล่าสุดซีรีส์เรื่องนี้ ได้ถูกคัดเลือกให้เป็นซีรีส์ Boy Love ประเทศไทย เข้าชิงรางวัล Best BL Series จากเวที GagaOOLala AWARDS 2023 แพลตฟอร์มสตรีมมิงคอนเทนต์ LGBTQ+ และ Boys Love จากทั่วเอเชียที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 โดยรางวัล GagaOOLala AWARDS 2023 จัดขึ้นเพื่อสนับสนุน เป็นกำลังใจให้กับผู้ผลิตคอนเทนต์ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแพลตฟอร์ม GagaOOLala (กาก้าอูลาล่า) และแฟนซีรีส์ ในเรื่องต่าง ๆ อีกด้วย กดดูเลย Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน ครบทุกตอน แฟนซีรีส์ "Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน" สามารถเข้าไปโหวตให้กับซีรีส์เรื่องนี้ เพื่อคว้ารางวัล Best BL Series จากเวที GagaOOLala AWARDS 2023 ได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 17 ธันวาคม 2566 เวลา 16.00 น. ประกาศผลผ่านเพจเฟสบุ๊ก Gagaoolala - Find YourStory ในวันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม 2566 และสามารถติดตามชม ซีรีส์ "Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน" ได้ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.15 น. ทางช่อง 8 กดเลข 27, รับชมย้อนหลังได้ที่แรกที่ TrueID ผ่าน 3 ช่องทางแอปพลิเคชัน, เว็บ และกล่อง TrueID, ส่วน Inter-national Fandom รับชมผ่าน GagaOOLala พร้อมติดตามทุกความเคลื่อนไหวของ 5 หนุ่ม Bake Me Please ได้ทาง FACEBOOK / X / Tiktok / Instargram : Bake Me Please The Series อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : เรื่องย่อ Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน ช่อง 8 ตอนล่าสุด รวมลิงค์ดูละคร Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน ย้อนหลัง ทุกตอน ช่อง 8 Bake Me Please พิชิตใจนายสายหวาน EP.4 : "โอบ" ตัดสินใจ เผยความในใจ "เชฟชิน" ที่ "พีช" เห็นถึงกับอึ้ง
ข่าวละคร • 14 ธ.ค. 66
อ่าน
สุดฟิน! 5 หนุ่ม 25hours Soft Serve ใน ONCE THE CONCERT SERIES 3
ONCE THE CONCERT SERIES 3 : 25hours SOFT SERVE จัดโดย FM ONE 103.5 งานนี้สองผู้บริหาร บริษัท อินดิเพ็นเดนท์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค เนรมิตพื้นที่บริเวณ โรงภาพยนตร์ สกาล่า ให้ดูอบอุ่นมีชีวิตชีวา เต็มไปด้วยสีสันของแฟน ๆ ชาว เอฟเอ็ม วัน และ แฟนพันธุ์แท้ของ 5 หนุ่ม 25hours เริ่มสตาร์ทความสุข ตั้งแต่หน้างานกับ ดีเจ ออย วรนิษฐ์ รัตนมั่นคงพงศ์ และ ดีเจ ต้อง ศุภัชญา รื่นเริง ที่ชวนชาวเอฟเอ็ม วัน ร่วมสนุกเล่นเกมส์ แจกของรางวัลกันไม่อั้น!25Hours กับผู้บริหารบรรยากาศหน้างานเมื่อได้เวลา แฟนเพลงต่างทยอยจับจองที่นั่งแบบใกล้ชิด ก่อนจะเปิดตัวหนุ่ม ๆ 25hours ที่เปิดเพลงแรกมาในจังหวะสนุกให้โยกตามกันได้กับ เพลง สุขาอยู่หนใด ตามมาด้วยเพลงฮิตติดหูอย่าง เที่ยงคืนสิบห้านาที, วันดีดี, ยินดีที่ไม่รู้จัก, ไม่เคย, ทำได้เพียง ฯลฯ ที่ขนมาเอาใจแฟนเพลงให้ได้ฟิน และอินกันแบบซอฟต์ ๆชวนแฟน ๆ ขึ้นไปแจมบนเวทีพวกคุณ สุดยอดไปเลย!หนุ่ม แหลม นักร้องนำ ยังชวนแฟนเพลงขึ้นมาร่วมจอยบนเวที และทำเซอร์ไพรส์เดินไปทักทายแฟนๆ อย่างเป็นกันเอง ก่อนจะปิดท้ายซีนประทับใจด้วยการร่วมเซลฟี่กับแฟนเพลงชาวเอฟเอ็ม วัน แบบใกล้ชิดติดขอบเวที ช็อตนี้!! ทำเอาทุกคนกรี๊ดสนั่น ลั่นสกาล่า กลับบ้านไปพร้อมความสุขและเต็มอิ่มกับซีรี่ส์คอนเสิร์ตสุดพิเศษในครั้งนี้ แหลม 25Hours ลงมาพบแฟน ๆ รอบ ๆ โรงหนังSelfie กันหน่อย!!!Once The Concert Series ครั้งต่อไป จะเป็นศิลปินท่านใด ติดตามกันต่อให้ดีที่ คลื่น FM ONE 103.5 ตลอดทุกช่วงดีเจ และแฟนเพจ facebook.com/fmone1035 หรือ Instagram: fmone1035Music Truelife อัพเดทข่าวสารวงการเพลงไทยและสากลข่าว Gossip พร้อม Scoop เจาะลึกในมุมมองที่น่าสนใจและติดตามพวกเราชาว Entertainment Truelife ได้ที่นี่
ศิลปินไทย • 21 มิ.ย. 59
อ่าน
Oppo Find X7 Series อาจไม่มีรุ่น Pro ?!
ตามรายงาน Oppo Find X7 Series คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนมกราคมปีหน้า ข่าวก่อนหน้ายังรายงานว่า Find X7 Series จะมีทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Find X7, Find X7 Pro และรุ่น Find X7 Ultra แต่ล่าสุดนั้นมีรายงานใหม่ระบุว่า ใน Find X7 Series จะไม่มีรุ่น Pro แหล่งที่มาของข่าวคือ Digital Chat Station ซึ่งเป็นทิปสเตอร์ที่รู้จักกันดีในวงการเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม โพสต์ดังกล่าวนี้ได้ถูกลบออกไปแล้ว โดยตามรายงานระบุว่า Find X7 จะไม่มีรุ่น Pro แต่กลุ่มผลิตภัณฑ์ยังคงมีทั้งหมด 3 รุ่น โดยจะมีรุ่น Find X7, Find X7 Ultra และ Find X7 Ultra Satellite Communication แทน ถ้าสังเกตจากชื่อรุ่นแล้ว รุ่น Ultra ทั้ง 2 รุ่นจะมีความแตกต่างกันที่คุณสมบัติการสื่อสารผ่านดาวเทียมเท่านั้น ซึ่งเป็นรายละเอียดที่สอดคล้องกับการยืนยันของ Oppo เกี่ยวกับคุณสมบัตินี้ใน Find X7 Series นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่าทุกรุ่นในกลุ่มผลิตภัณฑ์จะมีแบตเตอรี่ 5000mAh ที่รองรับการชาร์จ 100W ในขณะที่รุ่น Ultra จะรองรับการชาร์จไร้สาย 50W ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 19 ธ.ค. 66
อ่าน
Realme V-Series สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของ Realme ปรากฏบน TENAA
พบสมาร์ตโฟน Realme รุ่นใหม่ 2 รุ่นที่มีหมายเลขรุ่น RMX3781 และ RMX3783 ปรากฏบนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ TENAA ของจีน รายงานกล่าวว่าอุปกรณ์ดังกล่าวคือสมาร์ตโฟน Realme V-Series ในตลาดจีน แต่รายชื่อยังไม่ได้มีการเปิดเผยสเปกมาให้ทราบ สมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าวนั้นมีลักษณะคล้ายกับ Realme 11 5G ที่เปิดตัวในไต้หวันเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา จากข้อมูลของ TENAA เผยให้เห็นว่าสมาร์ตโฟนมีหน้าจอแบบเจาะรูตรงกลางและเป็นจอแบน ด้านหลังมีโมดูลกล้องทรงกลมพร้อมกล้องคู่และแฟลช LED พร้อมตราสินค้า Realme อยู่ที่ด้านหลัง ส่วนรายละเอียดด้านอื่น ๆ นั้นยังไม่มีการเปิดเผยออกมาให้ทราบ ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 23 ส.ค. 66
อ่าน
รู้ไว้ก่อนซื้อ ! 6 ข้อแตกต่าง ระหว่าง Apple Watch Series 8 กับ Apple Watch Series 9
หลังจากที่แอปเปิล (Apple) เปิดตัวสินค้าใหม่ในงาน Apple Wonderlust Event เมื่อ 13 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย หนึ่งในไอเทมใหม่สำหรับสายสุขภาพที่น่าสนใจก็คือ Apple Watch Series 9 สมาร์ตวอชรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่ง TNN Tech ได้รวบรวมความแตกต่างกับ Apple Watch Series 8 สมาร์ตวอชรุ่นก่อนหน้ามาไว้ 6 จุด ด้วยกัน6 ข้อแตกต่าง ระหว่าง Apple Watch Series 8 กับ Apple Watch Series 9ความสว่างหน้าจอสูงสุด Apple Watch Series 8 มีความสว่างของหน้าจอสูงสุด 1000 nits ในที่กลางแจ้ง ส่วน Apple Watch Series 9 ได้รับการปรับปรุงให้สว่างกลางแจ้งสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็น 2,000 nitsชิปประมวลผล หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เนื่องจาก Apple Watch Series 8 ใช้ชิปประมวลผล S8 ที่มีพื้นฐานมาจากชิป A13 Bionic ซึ่งใช้ใน iPhone 11 Series และ iPhone SE แต่ Apple Watch Series 9 ได้พัฒนาพื้นฐานมาจาก A15 Bionic เป็น S9 SiPNeural Engine หรือหน่วยประมวลผลการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เพิ่มแกนประมวลผลเป็น 4 คอร์ (Core) เพิ่มจากรุ่น 8 มาอีก 3 coreระบบ Siriหรือระบบผู้ช่วยส่วนตัวใน Apple Watch Series 9 เป็นครั้งแรกที่พัฒนาให้ฝังมากับระบบ ต่างจากทุกรุ่นก่อนหน้าที่ต่ออินเทอร์เน็ตการระบุตำแหน่ง ในรุ่นก่อนหน้าถือเป็นครั้งแรกที่มีการใส่ชิประบุตำแหน่ง (1st Gen Ultra-Wideband) ใน Apple Watch ส่วนใน Apple Watch Series 9 ได้มีการปรับปรุงเป็น 2nd Gen Ultra-Wideband ซึ่งช่วยระบุทิศทางและตำแหน่งได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น รวมถึงประยุกต์เป็นการหาไอโฟน (Find my) ได้แม่นยำขึ้นตามไปด้วยพื้นที่เก็บข้อมูล Apple Watch Series 8 มีพื้นที่จัดเก็บทั้งหมด 32 กิกะไบต์ (GB) ส่วนใน Apple Watch Series 9 ได้รับการเพิ่มอีกเท่าตัวเป็น 64 GBนอกจากความแตกต่างของสเปกแล้ว อีกหนึ่งการปรับปรุงในครั้งนี้ยังมีสีใหม่อย่างสีชมพูเป็นตัวชูโรงในการเปิดตัวครั้งนี้ด้วย โดยแอปเปิลจะเปิดให้สั่งซื้อและจำหน่ายผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมกับวันขาย iPhone 15 วันแรก 22 กันยายนนี้ที่มาข้อมูลMacRumors
TNN ช่อง16 • 17 ก.ย. 66
อ่าน
เปิดตัวสมาร์ทโฟน “OPPO Reno5 Series 5G” ที่สุดของวิดีโอ Portrait
ออปโป้ ไทยแลนด์ เปิดตัว OPPO Reno5 Series 5G สมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดที่เป็นที่สุดของสมาร์ทโฟนถ่ายวิดีโอ Portrait ได้แก่ OPPO Reno5 และ OPPO Reno5 5G ภายใต้แนวคิด Picture Life Together ให้บันทึกทุกโมเมนต์สุดประทับใจได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยฟีเจอร์สุดล้ำมากมาย อาทิ Dual-view Video บันทึกวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้า-หลัง, AI Mixed Portrait ครั้งแรกของโลกบน OPPO Reno5 ช่วยสร้างสรรค์วิดีโอที่เหนือกว่าโดยการนำวิดีโอ 2 ตัวมาซ้อนกัน, นำเทรนด์ด้วยดีไซน์ฝาหลังที่สวยประกาย บางเบาพร้อมทั้งสามารถสะท้อนเฉดสีถึงพันสี รวมถึงรองรับ 5G และชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 บน OPPO Reno5 5G โดย OPPO Reno5 เปิดตัวที่ราคา 10,990 บาท และ OPPO Reno5 5G เปิดตัวที่ราคา 13,990 บาท จองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ รับโปรโมชั่นและของสมนาคุณมูลค่ากว่า 8,000 บาท และพร้อมวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้ ณ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ OPPO Reno5 Series 5G สมาร์ทโฟนที่ถ่ายวิดีโอ Portrait สวยที่สุด พร้อมให้คุณปลดล็อกพลังแห่งความคิดสร้างสรรค์ และบันทึกทุกโมเมนต์อันน่าประทับใจกับคนรอบข้างด้วยสุดยอดนวัตกรรมเพื่อการถ่ายวิดีโอมากมาย รวมที่สุดของดีไซน์อันโดดเด่นและประสิทธิภาพที่ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานไปอีกขั้นด้วย 3 ไฮไลต์เด็ด ได้แก่ ที่สุดของวิดีโอ Portrait ด้วยฟีเจอร์ Dual-view Video และ AI Mixed Portrait OPPO Reno5 Series 5G สมาร์ทโฟนเพื่อการสร้างสรรค์วิดีโอ Portrait ให้โดดเด่นที่สุดด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์วิดีโอที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ด้วยฟีเจอร์ Dual-view Video ที่มีในทั้งสองรุ่น สามารถบันทึกวิดีโอพร้อมกันทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เพื่อสร้างความทรงจำอันน่าจดจำร่วมกับคนรอบข้าง ปลดล็อกจินตนาการด้วยฟีเจอร์ AI Mixed Portrait ที่มีเฉพาะใน OPPO Reno5 ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลกบนสมาร์ทโฟนที่นำเอา Double Exposure Effect มาใช้กับการถ่ายวิดีโอบนสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นการนำวิดีโอ 2 ตัวมาซ้อนเข้าด้วยกันเกิดเป็นวิดีโอใหม่ที่สวยงามกว่าเดิม โดยทำงานร่วมกับอัลกอริทึม AI ขั้นสูงที่ช่วยตัดขอบตัวบุคคลได้อย่างแม่นยำเพื่อนำไปซ้อนเข้ากับอีกวิดีโอได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากนี้ยังได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อสนับสนุนการถ่ายวิดีโอให้สนุกและสวยงามมากยิ่งขึ้น ทั้งการควบคุมแสง ใส่ฟิลเตอร์ปรับสี หรือปรับแต่งใบหน้าสำหรับการถ่ายวิดีโอกล้องหน้าให้ประณีตและเป็นธรรมชาติมากขึ้น OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมกล้องหลัง 4 กล้อง ความละเอียด 64MP+8MP+2MP+2MP โดย OPPO Reno5 กล้องหน้ามีความละเอียดสูงถึง 44MP ขณะที่ OPPO Reno5 5G มาพร้อมกล้องหน้าความละเอียด 32MP โดยทั้งสองรุ่นสามารถถ่ายวิดีโอได้สูงสุดถึง 4K ที่ 30fps สำหรับกล้องหลัง และรองรับความละเอียด 1080P หรือ 720P ที่ 30fps ในกล้องหน้า สวยงาม บางเบา นำเทรนด์ด้วยเทคโนโลยีดีไซน์ตัวเครื่องที่เรียกว่า Diamond Spectrum Process สร้างเฉดสีใหม่นับพันสีภายในเครื่องเดียว OPPO Reno5 Series 5G เป็นอีกหนึ่งแฟชั่นไอเทมที่โดดเด่นทุกท่วงท่ากับดีไซน์สวยสะกดทุกสายตากับเทคโนโลยีล่าสุด Diamond Spectrum Process ทำให้ฝาหลังของตัวเครื่องสีเงิน Fantasy Silver ของ OPPO Reno5 และ สีเงิน Galactic Silver ของ OPPO Reno5 5G สามารถสะท้อนเฉดสีได้นับพันในเครื่องเดียวเมื่อมองจากมุมหรือในสภาพแสงที่ต่างกัน ลดการเกิดรอยนิ้วมือเพราะเคลือบผิวฝาหลังแบบด้านด้วยเทคนิค Reno Glow นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมีดีไซน์เบาบาง พกพาได้คล่องตัว โดย OPPO Reno5 มีให้เลือกสองสี ได้แก่ สีเงิน Fantasy Silver และ สีดำ Starry Black ส่วน OPPO Reno5 5G มาในสองสี ได้แก่ สีเงิน Galactic Silver และสีดำ Starry Black OPPO Reno5 Series 5G ทั้ง 2 รุ่นมาพร้อมจอ AMOLED FHD+ ขนาด 6.43 แสดงผลความไวสูงถึง 90Hz มอบประสบการณ์ที่ไหลลื่น สมจริง และเต็มตาด้วย Edge-to-edge Display ที่มีอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องถึง 91.7% ใช้งานได้อย่างไหลลื่น ไม่มีสะดุด OPPO Reno5 ขับเคลื่อนด้วยขุมพลัง Snapdragon 720G RAM 8GB และ ROM128GB ประสิทธิภาพลื่นไหลไม่แพ้กัน มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 4,310mAh และเทคโนโลยี 50W Flash Charge ชาร์จไวไม่ต้องรอนานเพียง 48 นาที ก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ 100% ส่วน OPPO Reno5 5G รองรับการสื่อสารแห่งอนาคตด้วยเทคโนโลยี 5G และขุมพลัง Snapdragon 765G 5G RAM 8GB และ ROM 128GB มอบประสิทธิภาพการใช้งานได้อย่างรวดเร็วและลื่นไหล มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 4,300mAh และเทคโนโลยีอันเป็นเอกลักษณ์ของออปโป้ 65W SuperVOOC 2.0 ชาร์จไวขั้นสุดเพียง 35 นาที สามารถชาร์จได้ 100% นับว่า OPPO Reno5 Series 5G นั้นเป็นสมาร์ทโฟนที่ถ่ายวิดีโอ Portrait ได้สวยที่สุดในยุคนี้เลยก็ว่าได้ โดยมาด้วยกันสองรุ่น ได้แก่ OPPO Reno5 ราคา 10,990 บาท มี 2 สี ได้แก่ สีเงิน Fantasy Silver และสีดำ Starry Black สำหรับ OPPO Reno5 5G ราคา 13,990 บาท มี 2 สีเช่นเดียวกัน คือ สีเงิน Galactic Silver และสีดำ Starry Black จองได้แล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์ พร้อมรับโปรโมชั่นและของสมนาคุณจัดเต็ม สำหรับผู้ที่จอง OPPO Reno5 รับฟรี Smart Scale และ OPPO E-VIP Card มูลค่ารวม 6,299 บาทสำหรับผู้ที่จอง OPPO Reno5 5G รับฟรี Smart Scale, Bluetooth Speaker และ OPPO E-VIP Card มูลค่ารวม 8,398 บาท เป็นเจ้าของ OPPO Reno5 Series 5G ได้ง่ายขึ้นเมื่อจองผ่านผู้ให้บริการเครือข่าย โดยสามารถเป็นเจ้าของ OPPO Reno5 ในราคาเริ่มต้นเพียง 4,490 บาท และเป็นเจ้าของ OPPO Reno5 5G ในราคาเริ่มต้น 5,490 บาท ระหว่างวันนี้ถึง 5 กุมภาพันธ์นี้ เท่านั้น โดย OPPO Reno5 Series 5G จะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ณ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ
มติชน • 27 ม.ค. 64
อ่าน
สรุปราคาและวันวางจำหน่าย iPhone 17 Series ในไทย
แอปเปิลเปิดตัว iPhone 17 Series อย่างเป็นทางการ พร้อมเผยรายละเอียดราคาและกำหนดการวางจำหน่ายในประเทศไทย โดยปีนี้มีให้เลือกหลายรุ่น ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นมาตรฐานไปจนถึงตัวท็อปสุดที่มีความจุสูงถึง 2TBราคาของแต่ละรุ่น iPhone 17 SeriesiPhone 17256GB: ฿29,900512GB: ฿37,900iPhone Air (รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยความบางเบา)256GB: ฿39,900512GB: ฿47,9001TB: ฿55,900iPhone 17 Pro256GB: ฿43,900512GB: ฿51,9001TB: ฿59,900iPhone 17 Pro Max (รุ่นท็อปสุดของปีนี้)256GB: ฿48,900512GB: ฿56,9001TB: ฿64,9002TB: ฿80,900จากโครงสร้างราคาจะเห็นได้ว่ารุ่น iPhone 17 Pro Max ยังคงเป็นเรือธงที่ราคาแรงที่สุด โดยมีตัวเลือกความจุสูงสุดถึง 2TB เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเก็บภาพ วิดีโอ และไฟล์จำนวนมากวันเปิดจองและวันวางจำหน่าย iPhone 17 Proวันสั่งซื้อล่วงหน้า (Pre-order): 12 กันยายน 2568 เวลา 19.00 น. เป็นต้นไปวันวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ: 19 กันยายน 2568ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของ iPhone รุ่นใหม่ก่อนใคร สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่เย็นวันที่ 12 กันยายน และจะได้รับสินค้าในสัปดาห์ถัดมา
TNN ช่อง16 • 10 ก.ย. 68
อ่าน
Asus ยืนยัน ROG Phone 8 Series มาพร้อมมาตรฐานการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68
Asus มีกำหนดเปิดตัว ROG Phone 8 Series ในวันที่ 8 มกราคมผ่านงาน CES (Consumer Electronics Show) 2024 และเปิดตัวในจีนต่อมาในวันที่ 16 มกราคม ล่าสุดทางแบรนด์ออกมายืนยันว่า ROG Phone 8 series จะรองรับการกันน้ำกันฝุ่น Asus ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า ROG Phone 8 series จะมาพร้อมกับแชสซีที่ได้รับการจัดอันดับ IP68 หมายความว่า ROG Phone 8 series จะมีการออกแบบที่ทนน้ำและฝุ่น ทำให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์การเล่นเกมสมาร์ตโฟนที่แข็งแกร่งและเชื่อถือได้มากขึ้น ถือเป็นการปรับปรุงที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ ROG Phone 7 Series ที่รองรับการกันน้ำกันฝุ่นที่ระดับ IP54 และ ROG Phone 6 Series ที่ระดับ IP X4 ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 26 ธ.ค. 66
อ่าน
Realme อาจเปิดตัว Realme 12 Lite อีก 1 รุ่นร่วม 12 series
Realme กำลังเตรียมเปิดตัว Realme 12 Pro และ Pro+ ในวันที่ 29 กุมภาพันธ์นี้ และรายงานล่าสุดก็ดูเหมือนว่า จะมีสมาร์ตโฟนอีกรุ่น ได้แก่ Realme 12 Lite ซึ่งเป็นรุ่นราคาประหยัดที่อาจได้เปิดตัวในปีนี้เช่นกัน คาดการณ์ว่า Realme 12 Lite จะเป็นสมาร์ตโฟนราคาประหยัดที่สเปกมีความใกล้เคียงกับ C67 โดยรุ่น Lite อาจตัดฟีเจอร์พรีเมียมบางอย่างออก รวมถึงลดความสามารถของชิปประมวลผลลงเพื่อให้มีต้นทุนและราคาเหมาะสมกับการเป็นสมาร์ตโฟนราคาประหยัด ฐานข้อมูลของ IMEI ระบุสมาร์ตโฟนเลขโมเดล ‘RMX3890’ ซึ่งคาดว่าจะเป็น Realme 12 Lite ที่จะเป็นการรีแบรนด์ของ Realme C67 ทำให้รุ่นนี้จะมีสเปกคล้ายกัน โดยรายงานระบุว่า Realme 12 Lite จะได้เปิดตัวเร็ว ๆ นี้ สำหรับสเปกของรุ่นนี้คาดว่าจะใช้ Snapdragon 685, รองรับการชาร์จ 33W และมีกล้องหลัก 108 ล้านพิกเซล ที่มา: GizmoChina
แบไต๋ • 17 ก.พ. 67
อ่าน
Realme Buds Air 5 series จะเปิดนอกประเทศจีนในวันที่ 23 สิงหาคมนี้!
Realme 11 seires เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และในอีเวนต์นั้นก็มีการเปิดตัวหูฟัง Buds Air 5 Pro ควบคู่ไปด้วย โดยในวันนี้เราพบว่า Realme Buds Air 5 Series จะเปิดตัวที่ตลาดต่างประเทศ (นอกประเทศจีน) เป็นครั้งแรกในวันที่ 23 สิงหาคมนี้ โดยเป็นการเปิดตัวที่ประเทศอินเดีย Buds Air 5 Pro มาพร้อมวูฟเฟอร์ 11 มม. และไดรเวอร์แบบ planar magnetic ขนาด 6 มม. รองรับ high-bitrate LDAC codec มีมาตรฐานกันน้ำกระเซ็นเพื่อป้องกันเหงื่อและฝน อีกทั้ง Realme ยังเผยว่ารุ่นนี้สามารถกันเสียงรบกวนได้สูงสุด 50dB จากไมโครโฟน 6 ตัว (ข้างละ 3 ตัว) ในด้านแบตเตอรี่จะสามารถใช้งานได้นาน 11 ชั่วโมงเมื่อปิดฟีเจอร์ ANC และสามารถใช้งานได้นาน 40 ชั่วโมงหากรวมการชาร์จจากเคส สำหรับ Buds Air 5 Pro มีการวางขายในประเทศจีนในราคา 399 หยวน (ประมาณ 2,000 บาท) แต่เรายังไม่ทราบว่าเมื่อวางขายในต่างประเทศราคาจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ที่มา: GSMArena
แบไต๋ • 20 ส.ค. 66
อ่าน
iPhone 15 Series อาจรองรับชาร์จเร็วที่ 35W
ข้อมูลจาก 9to5Mac เปิดเผยว่า iPhone 15 Series อาจมาพร้อมกับความเร็วในการชาร์จที่เร็วขึ้นสูงสุดถึง 35W นี่ถือเป็นการอัปเกรดอีกอย่างหนึ่งที่น่าดีใจมากสำหรับแฟน ๆ Apple เนื่องจากปัจจุบัน iPhone 14 Pro มีความเร็วในการชาร์จสูงสุดที่ 27W ส่วนด้านของ iPhone 14 นั้นมีความเร็วในการชาร์จสูงสุดที่ 20W เท่านั้น โดยทั้ง 2 รุ่นนี้ใช้เวลาชาร์จมากกว่าสมาร์ตโฟนเรือธงฝั่งแอนดรอยด์ค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการระบุว่าความเร็วในการชาร์จ 35W นี้ จะรองรับ iPhone 15 ทั้ง 4 รุ่น หรือจะจำกัดไว้แค่ใน iPhone 15 Pro เท่านั้น ถ้าดูจากประวัติที่ผ่านมานั้น เป็นไปได้ว่าความเร็วนี้อาจจะรองรับแค่ใน iPhone 15 Pro เท่านั้น เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างรุ่น Pro และรุ่นปกติ ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 18 ส.ค. 66
อ่าน
vivo เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ iQOO Z8 series ในเดือนกันยายนนี้!
สมาร์ตโฟน iQOO Z7 series เปิดตัวในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และหลังจากผ่านมา 6 เดือน vivo ก็เตรียมเปิดตัว iQOO Z8 series แล้วในเดือนกันยายน โดยนี่จะเป็นครั้งแรกที่ไลน์อัปนี้จะมีตัวเลือกพื้นที่จัดเก็บ 512GB สำหรับสเปกของ iQOO Z8 คาดการณ์ว่าจะมาพร้อมหน้าจอ LCD 6.64 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ พร้อมรีเฟรชเรตสูงสุด 144Hz ชิปเซต Dimensity 8200 และแบตเตอรี่ความจุ 5,000 mAh ที่จะรองรับการชาร์จไว 120W โดยรุ่นนี้จะมีกล้องหลักความละเอียด 64 ล้านพิกเซล + OIS ส่วน iQOO Z8x จะมีราคาที่เข้าถึงง่ายมากกว่า ทำให้ในด้านสเปกก็จะแตกต่างไปจาก iQOO Z8 คือจะมาพร้อมชิปเซต Snapdragon 6 Gen 1 แต่รายงานกลับระบุว่า iQOO Z8x จะมีแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่า โดยมีความจุ 6,000 mAh ที่มา: GSMArena
แบไต๋ • 15 ส.ค. 66
อ่าน
Huawei Mate 60 Series อาจรองรับการโทรด้วยเสียงผ่านดาวเทียม !
ล่าสุดมีรายงานว่า Huawei กำลังพัฒนา Huawei Mate 60 Series ซึ่งคาดว่าจะรองรับการเชื่อมต่อผ่านดาวเทียมเหมือนกับรุ่นก่อนหน้า แต่อาจรองรับการโทรด้วยเสียงด้วยผ่านดาวเทียมด้วยชิป PA ตัวใหม่ ซึ่งใน Huawei Mate 50 Series รองรับแค่การส่งข้อความผ่านดาวเทียมเท่านั้น ชิปดังกล่าวนั้นถูกผลิตโดยผู้ผลิตชิปในจีน และได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับระบบสื่อสารเคลื่อนที่ผ่านดาวเทียม Tiantong-1 ระบบดาวเทียมสามารถใช้สำหรับการสื่อสารด้วยเสียง และสามารถส่งภาพ ส่งตำแหน่งได้แม่นยำ ชิปนี้จึงมีความจำเป็นสำหรับการสื่อสารผ่านดาวเทียม และในปัจจุบันชิปดังกล่าวอยู่ใน Huawei Mate X3 และ P60 Series ซึ่งทั้ง 2 รุ่นน้้น รองรับแค่การสื่อสารผ่านดาวเทียมแบบ 2 ทาง ผ่าน SMS เท่านั้น หากข้อมูลนี้เป็นความจริง Huawei Mate 60 Series จะเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องแรกที่รองรับการโทรด้วยเสียงผ่านการเชื่อมต่อดาวเทียมเป็นครั้งแรก เพิ่มเติมคือใน iPhone 14 Series ของ Apple รองรับการโทรผ่านดาวเทียมเช่นกัน แต่สามารถใช้ได้แค่เฉพาะการโทร SOS ฉุกเฉินผ่านดาวเทียมเท่านั้น ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 24 ส.ค. 66
อ่าน
เปิดตัว Samsung Galaxy Tab S9 Series แท็บเล็ตเรือธงที่ใช้จอ AMOLED ซะที พร้อม Galaxy Watch 6 Series อย่างเป็นทางการ!
นอกจากในงาน Samsung Galaxy Unpacked จะได้เปิดตัว Samsung Galaxy Z Flip5 และ Z Fold5 แล้ว ยังได้เปิดตัว Samsung Galaxy Tab S9 Series แท็บเล็ตเรือธงที่ใช้จอ Dynamic AMOLED 2x เสียที พร้อม Galaxy Watch 6 Series ที่ในที่สุดก็พาปุ่มหมุนที่เป็นแอนะล็อกกลับมาเสียที เรียกได้ว่าเปิดตัวกันแบบครบเซต ครบ Ecosystem เลยก็ว่าได้ สำหรับงานเปิดตัว Samsung Galaxy Unpacked รอบเดือนกรกฎาคม 2023 ที่ได้เปิดตัวทั้ง Samsung Galaxy Z Flip5 และ Z Fold5 และได้เปิดตัวแท็บเล็ตเรือธงของค่ายอย่าง Samsung Galaxy Tab S9, S9+ และ S9 Ultra ที่ทั้งสามรุ่นมาพร้อมกับหน้าจอ Dynamic AMOLED 2X, รองรับ 5G, ชิปเซตเรือธง Snapdragon 8 Gen 2 และที่สำคัญ ผ่านมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 ! รวมถึง Samsung Galaxy Watch6 Series ที่ได้พารุ่น Classic ที่ใช้ปุ่มหมุนแบบแอนะล็อก กลับมาให้ได้ใช้งานกันแล้ว Samsung Galaxy Tab S9 Series Samsung Galaxy Tab S9 Series เป็นแท็บเล็ตระดับเรือธงของทางซัมซุงที่ห่างหายไปจากการเปิดตัวนานกว่า 1 ปี โดยในคราวนี้มาพร้อมกับการออกแบบใหม่ทั้งในด้านดีไซน์ สเปก ความทนทาน ความพรีเมียม และที่สำคัญ นี่คือแท็บเล็ต Samsung Galaxy Tab S รุ่นแรกที่กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 แล้ว ดีไซน์ของ Samsung Galaxy Tab S9 Series มาพร้อมกับดีไซน์ที่มีแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ แต่ก็ดุดันด้วยหน้าจอที่ใช้พาแนลเป็น Dynamic AMOLED 2X ทั้ง 3 รุ่น (ทั้ง Galaxy Tab S9, S9+ และ S9 Ultra) ซึ่งทำให้หน้าจอของแท็บเล็ตซีรีส์นี้ รองรับเทคโนโลยี Vision Booster ซึ่งเป็น Intelligent Outdoor Algorithm หรืออัลกอริทึมที่จะช่วยเรื่องความสว่างของหน้าจอ ให้มีความสว่างมากขึ้นกว่าเดิม สู้แสงแดด (โดยเฉพาะแดดไทย) ได้ดีกว่าเดิมด้วย โดย Samsung Galaxy Tab S9 มีหน้าจอขนาด 11 นิ้ว, Tab S9+ มีหน้าจอขนาด 12.4 นิ้ว และ Tab S9 Ultra มีหน้าจอขนาด 14.6 นิ้ว นอกจากนั้นด้วยวัสดุ Armor Aluminium ที่แน่นหนาขึ้น ทำให้กันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 อีกด้วย สเปกของ Samsung Galaxy Tab S9 Series ทั้ง 3 รุ่นมาพร้อมกับชิปเซต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2 ที่เป็นเรือธงที่สุดในตอนนี้ แต่นอกจากนั้น ยังรองรับการ Ray Tracing ในระดับอุปกรณ์พกพาอีกด้วย (แม้จะยังไม่มีเกมรองรับ) รวมถึงอัดลำโพงมาแน่นถึง 4 ตัวในทุกรุ่น และระบบเสียงรอบทิศทางด้วย Dolby Atmos ส่วน S-Pen ปากกาแปะหลังเคสที่ซัมซุงชอบแถมมาให้ในกล่องก็ยังมีแถมให้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือตอนนี้ S Pen ก็กันน้ำและฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 เช่นเดียวกับแท็บเล็ต นอกจากนี้ยังได้รับการปรับปรุงให้ปลายปากกาลดการรับรู้เมื่อเผลอคลิกโดยไม่ตั้งใจ นอกจากนี้ Samsung Galaxy Tab S9 Series ยังรองรับแอปฯ Goodnotes แอปฯจดโน้ตยอดนิยมที่ใครหลาย ๆ คนชื่นชอบ ก็ได้มี ‘แถม’ ให้กับทุกคนที่ซื้อ Tab S9 Series ฟรี 1 ปีอีกด้วย ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ของ Samsung Galaxy Tab S9 Series อย่างเช่น DeX Mode การเชื่อมต่อระหว่าง Galaxy Ecosystem และการเชื่อมต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ Windows ก็ยังมีให้เห็นอยู่เหมือนเดิม ! และกล้องถ่ายภาพของ Galaxy Tab Tab S9 Ultra มีกล้องหลัง 13 MP และ 8 MP และกล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ 12 MP และ 12 MP ส่วน Galaxy Tab S9+ มีกล้องหลัง 13 MP และ 8 MP และกล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ 12 MP และ Galaxy Tab S9 มีกล้องหลัง 13 MP และกล้องหน้ามุมกว้างพิเศษ 12 MP Samsung Galaxy Tab S9 Series วางจำหน่ายในประเทศไทยอยู่ 2 สี ประกอบไปด้วยสีดำกราไฟต์ (Graphite), และสีเบจ (Beige) โดยจะวางขายจริงในวันที่ 11 ส.ค. 2023 ส่วนราคาวางจำหน่ายในประเทศไทยจะประกอบไปด้วย Galaxy Tab S9 WiFi (8/128GB) ราคา 28,900 บาท Galaxy Tab S9 5G (12/256GB) ราคา 31,900 บาท Galaxy Tab S9+ WiFi (8/256GB) ราคา 35,900 บาท Galaxy Tab S9+ 5G (8/128GB) ราคา 39,900 บาท Galaxy Tab S9 Ultra 5G (12/128GB) ราคา 49,900 บาท โดยจะให้เปิดพรีออเดอร์จนถึงวันที่ 10 ส.ค. 2023 ผ่านช่องทางออนไลน์ Samsung Thailand, Shopee, Lazada แต่ละช่องทางก็จะมีโปรโมชันแตกต่างกันไป โปรโมชันของ Samsung Thailand อัปเกรดความจุ 2 เท่า รับสิทธิ์เก่าแลกใหม่ทั่วประเทศ สูงสุด 37,500 บาท ลูกค้าใหม่ที่สั่งซื้อครั้งแรกรับส่วนลด 1,000.- เมื่อใส่โค้ด NEWMEM สิทธิ์แลกซื้อ Galaxy Watch6, Galaxy Buds2 Pro ด้วยส่วนลดสูงสุด 30% ผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน ผ่อนผ่าน TTB ใส่โค้ด TTBTS9 รับเครดิตเงินคืน 5% ผ่อนผ่าน KBank ใส่โค้ด KBATS9 รับเครดิตเงินคืน 4% ผ่อนผ่าน Krungsri ใส่โค้ด BAYTS9 รับเครดิตเงินคืน 3% ผ่อนผ่าน SCB ใส่โค้ด SCBTS9 รับเครดิตเงินคืน 3% พรีออเดอร์ Samsung Galaxy Tab S9 Series ใหม่ ราคาและโปรโมชั่นล่าสุด สั่งจองล่วงหน้า ได้ที่นี่เลยค่ะ Samsung Thailand และยังสามารถสั่งจองบน Shopee และ Lazada ของซัมซุงได้อีกด้วย โปรโมชันของ Shopee อัปเกรดความจุ 2 เท่า รับโค้ดเงินคืนสูงสุด 2,495 Coins รับส่วนลด 30% เมื่อสั่งซื้อ Book Cover Keyboard, Galaxy Watch 5/6 Series, Galaxy Buds2 / Buds2 Pro โปรโมชันของ Lazada อัปเกรดความจุ 2 เท่า รับส่วนลด 30% เมื่อสั่งซื้อ Book Cover Keyboard, Galaxy Watch 5/6 Series, Galaxy Buds2 / Buds2 Pro Samsung Galaxy Watch6 Series Samsung Galaxy Watch6 Series นาฬิกาประจำค่าย ในปี 2023 นี้ เปิดตัวด้วยกัน 2 รุ่นได้แก่ Galaxy Watch6 ตัวหน้าปัดธรรดา บอดี้ทำจากอะลูมิเนียม และ Galaxy Watch6 Classic หน้าปัดคลาสสิกที่มีวงแหวนแอนะล็อกหมุนได้ บอดี้ทำจากสแตนเลสสตีล ด้านดีไซน์จะมีความ Smartwatch มากขึ้น หลังจากที่รุ่นก่อนออกไปในทาง Sportwatch ส่วนหน้าจอจะใช้ Super AMOLED ที่มีขนาดหน้าปัดใหญ่ขึ้น 20% มีให้เลือกตั้งแต่ 40, 43, 44 และ 47 มิลลิเมตร ส่วนขอบจอมีขนาดบางลง 30% การเปลี่ยนสายเองก็ง่ายด้วยการกดเพียงปุ่มเดียว ชิปเซตภายจะใช้เป็น Exynos W930 ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น 18% เพื่อรองรับฟีเจอร์ด้านสุขภาพใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามา และฟีเจอร์เก่าที่ทำงานได้ละเอียดกว่าเดิม เช่น ฟีเจอร์ติดตามการเคลื่อนไหวในการออกกำลังกายกว่า 90 แบบ, ฟีเจอร์ BioActive วิเคราะห์การเต้นของหัวใจขณะออกกำลักาย และแจ้งเตือนหากอัตราการเต้นของหัวใจนั้นสูงหรือต่ำเกินไป แบตเตอรี่ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ทาง Samsung เคลมว่าหากปิดโหมด Alway On จะอยู่ได้ถึง 40 ชั่วโมง และถ้าเปิดไว้จะลดลงมาเหลือ 30 ชั่วโมง ส่วนแรมมีขนาด 2GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 16GB Galaxy Watch 6 จะมีราคาเริ่มต้นที่ 9,900 บาท โดยมีสีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Graphite, Silver และ Gold หน้าปัด 40 มม. ราคา 9,900 บาท หน้าปัด 44 มม. ราคา 11,900 บาท Galaxy Watch 6 Classic จะมีราคาเริ่มต้นที่ 13,900 บาท มีให้เลือก 2 สี คือ Graphite, Silver หน้าปัด 43 มม. ราคา 13,900 บาท หน้าปัด 43 มม. LTE ราคา 15,900 บาท หน้าปัด 47 มม. ราคา 14,900 บาท หน้าปัด 47 มม. LTE ราคา 16,900 บาท สำหรับการพรีออเดอร์จะเปิดถึงวันที่ 10 ส.ค. 2023 ทำได้ผ่าน Samsung Thailand, Shopee โดยโปรโมชันก็จะแตกต่างไปแต่ละช่องทาง โปรโมชันของ Samsung Thailand ส่วนลด 1,500 บาท รับฟรี สายนาฬิกา Fabric Band สีครีม มูลค่า 1,290 บาท ผ่อน 0% สูงสุด 10 เดือน ผ่อนผ่าน TTB ใส่โค้ด TTBTS9 รับเครดิตเงินคืน 5% ผ่อนผ่าน KBank ใส่โค้ด KBATS9 รับเครดิตเงินคืน 4% ผ่อนผ่าน Krungsri ใส่โค้ด BAYTS9 รับเครดิตเงินคืน 3% ผ่อนผ่าน SCB ใส่โค้ด SCBTS9 รับเครดิตเงินคืน 3% โปรโมชันของ Shopee ส่วนลด 1,500 บาท รับฟรี สายนาฬิกา Fabric Band สีครีม มูลค่า 1,290 บาท รับโค้ดเงินคืน 5% สูงสุด 770 Coins
แบไต๋ • 26 ก.ค. 66
อ่าน
5 Series Y สุดจิ้น ฟินกระจาย
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Series Y และผู้ที่พึ่งจะก้าวเข้าสู่โลกของ Y พลาดไม่ได้กับ 5 เรื่องเด็ดที่จะสร้างรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บางครั้งอาจมีเสียน้ำตาแต่สุดท้ายจะจบลงด้วยความอิ่มเอมใจ ผู้อ่านที่รักคะ … ห้ามพลาดเลยค่ะ บอกได้แค่นี้ 😊1. เพราะเราคู่กัน (2gether The Series)บอกได้เลยว่าสำหรับเรื่องนี้นั้น สร้างความจิ้น ฟินกระจายไม่ใช่เฉพาะในไทยเท่านั้นแต่ดังไกลถึงต่างแดน ติดเทรนด์ทวิตเตอร์ในทุกสัปดาห์ ความลงตัวของเรื่องนี้เกิดจากหลายๆองค์ประกอบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบทนิยายที่เขียนโดย ”JittiRian” ซึ่งมีฐานแฟนนิยายที่ค่อนข้างเหนียวแน่น base ของเรื่องนี้มีความโดดเด่นจากการนำบทเพลงของวง Scrubb มาเป็นเส้นเรื่อง ซึ่งสร้างเอกลักษณ์ให้กับซีรีส์เรื่องนี้ได้ดี เมื่อนำมาทำเป็นซีรีส์มีการปรับบทที่สร้างความกลมกล่อมเพิ่มความดึงดูดให้กับเรื่องมากยิ่งขึ้น รวมถึงเคมีที่ลงตัวของเหล่าบรรดานักแสดงโดยเฉพาะคู่หลักที่แคสคาแรคเตอร์มาได้ตรงกับบทที่สุด ไม่ว่าจะเป็น”ไบร์ท” ที่ต้องสวมบท “สารวัตร” ที่มีความนิ่ง เท่ เป็นทั้งนักบอลและเล่นดนตรี น่าจะเป็นคาแรคเตอร์หนุ่มๆที่ใครๆก็นึกถึง สำหรับไทน์มีความซนๆแต่แฝงไปด้วยความน่ารัก อ่อนโยน ซึ่งทั้งคู่เล่นได้สมบทบาทจนผู้ชมเชื่อและอินขั้นสุด ถึงกับว่าในบาง EP. ตัวเอกของเรื่องเกือบแย่กันเลยทีเดียว (โดนถล่มในสื่อออนไลน์ไม่น้อยเลย) เสน่ห์ของเรื่องนี้อีกอย่างคือการอิมโพรไวด์ของบรรดานักแสดงไม่ว่าจะเป็นตัวหลักหรือนักแสดงร่วมทำให้เกิดความเป็นธรรมชาติน่าติดตามมากขึ้น อย่างไรก็ตามจากความดังนี้ก็ส่งผลให้ 2 หนุ่มนักแสดงนำของเรื่อง “ไบร์ท-วิน” ทะยานขึ้น Top Chart และเป็นที่ต้องการตัวของหลายๆผลิตภัณฑ์กันเลยทีเดียวเรียกได้ว่าฉุดไม่อยู่กันแล้วงานนี้ ... และหากถามถึงบทสรุปของเรื่องนี้นั้น ขอบอกว่า ความคลั่งรักและพรหมลิขิตมันได้ผสมผสานกันอย่างลงตัวที่สุดแล้ว และสำหรับเรื่องนี้นั้นยังมีภาคต่อกันให้ฟินทั้งในส่วนของซีรีส์และภาพยนตร์กันด้วย ควรค่าแก่การติดตามที่สุดhttps://youtu.be/1ufpSqkv-nI2. ปลาบนฟ้า (Fish upon the sky)ขอต่อกันที่บทประพันธ์ของ “JittiRian” อีกสักเรื่อง ต้องบอกว่าผลงานของนักเขียนท่านนี้จะมีลักษณะที่เป็นฟีลกู้ด อ่านแล้วทำให้ยิ้มและมีความสุขได้ไม่ยาก สำหรับเรื่องนี้ได้กล่าวถึงการแอบรักที่คิดว่าเอื้อมไม่ถึง เป็นไปไม่ได้ เปรียบเสมือนปลาที่อยู่บนท้องฟ้า แต่ขณะเดียวกันเรื่องนี้ก็สอดแทรกถึงเรื่องการเห็นคุณค่าและให้ความสำคัญในการยอมรับคุณค่าของตนเอง รวมถึงความผูกพันของสายสัมพันธ์ในครอบครัว และยังมีการหยิบจับประเด็นการคุกคาม การละเมิดสิทธิของบุคคลที่ควรตระหนักถึงของคนในสังคมอีกด้วย สำหรับในส่วนของตัวซีรีส์ทางผู้กำกับถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงแต่เข้าถึงได้ง่าย เรื่องนี้นอกจากเส้นเรื่องที่ว่าด้วยการแอบรัก (ซึ่งหลายๆคนคงเคยมีชุดประสบการณ์เหล่านี้อยู่บ้างทำให้เข้าถึงอารมณ์ได้ไม่ยาก) ความโดดเด่นที่น่าจับตาไม่แพ้กันนั้นคือจังหวะโบ๊ะบ๊ะของเรื่องที่ทำออกมาได้ดี สนุกและน่าติดตาม ต้องบอกว่าหัวเราะจนแทบกลั้นหายใจกันเลย สำหรับนักแสดงทั้งคู่หลักและคู่รองมีความเคมีที่เข้ากันได้ดี พระเอกของเรื่อง “ปอนด์” ถึงแม้จะเป็นนักแสดงใหม่แต่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ผ่านสายตาคนคลั่งรักในบทของ ”หมอก” จนทำให้เชื่อได้ เรียกว่าหลายๆคนโดยตกก็ตรงนี้ ส่วนนายเอกนั้นรับบทโดย “ภูวินทร์” เล่นบท “ปี” ได้อย่างน่ารักน่าหยิกเพราะเล่นกันแบบไม่ห่วงหล่อกันเลย อีกบทที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้เพราะเป็นตัวสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคู่พระเอก-นายเอก คือ บท “เมืองน่าน” ที่ต้องยอมใจคนแคสเลย แคสได้เหมาะกับคาแรคเตอร์มาก เพราะ “มิกซ์” มีความลงตัวทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกได้ว่าเขาเป็นปลาบนฟ้าได้จริง ไม่แปลกใจที่ตัวเอกของเรื่องจะแอบรัก ถ้าหากจะให้นิยามถึงเรื่องนี้นอกจากเรื่องความคลั่งรักก็เห็นจะเป็นเรื่องความเชื่อมั่นในตัวเอง การยอมรับในตัวตนของตนเองและมีความสุขไปกับมัน … แนะนำย้ำเลยว่าดูเถอะ คุณจะมีความสุขกับเรื่องนี้จริงๆhttps://youtu.be/6p22a14oj_03. เกลียดนักมาเป็นที่รักกันซ่ะดีๆ (TharnType The Series)ซีรีส์เรื่องนี้เป็นภาคต่อจากเรื่องบังเอิญรัก สร้างมาจากนิยายดังบนเว็บไซต์ Dek-D.com ของนักเขียน “MAME” บทเริ่มจากความเกลียดสุดขั้วของนายเอก”ไทป์” (รับบทโดยกลัฟ) ที่มีต่อ “ธาร” (รับบทโดยมิว) พระเอกของเรื่อง นายเอกจะมีลักษณะที่เป็นคนแมนๆเป็นนักฟุตบอลที่ไม่ชอบเกย์และต้องมาอยู่ร่วมห้องกับ รูมเมทที่เป็นเกย์จึงรู้สึกต่อต้านและพยายามที่จะทำทุกทางให้พระเอกของเรื่องย้ายออกจากห้องไปแต่กลับกลายเป็นว่าทุกการกระทำกลับสร้างความสัมพันธ์ให้ก่อเกิดขึ้น ทั้งนี้บทยังกล่าวถึงปมที่เป็นประเด็นของตัวละครหลักทั้งคู่ ซึ่งเป็นประเด็นที่สอดแทรกเรื่องราวที่เป็นปัญหาทางสังคมที่ไม่ควรมองข้าม สำหรับความโดดเด่นของเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องคาแรคเตอร์แมนๆของนายเอกที่มักไม่ค่อยได้พบแล้ว ฉากเลิฟซีนที่ฟินจิกหมอนกันนั้น ต้องบอกเลยว่าค่อนข้างแซบ เผ็ด ดุเดือดกันพอประมาณเลยทีเดียว นักแสดงสามารถถ่ายทอดออกมาได้ถึงอารมณ์ เรื่องนี้มีความครบรส และสำหรับความนิยมของเรื่องนี้นั้น บอกได้เลยว่าทั้งในไทยและต่างประเทศขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์กันตลอด ส่งผลให้ทั้งสองนักแสดงนำกลายเป็นคู่จิ้นแห่งปีในหลายรายการ ... นิยามสั้นๆสำหรับเรื่องนี้ “เกลียดอะไรได้อย่างนั้น”https://youtu.be/BeFFEICnz2A4. นิทานพันดาว (1000 Stars)สำหรับเรื่องนี้นั้นสร้างจากนิยายชื่อดังของนักเขียน Bacteria ต้องบอกว่ามีฐานแฟนคลับที่คอยติดตามเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก เนื่องด้วยเนื้อเรื่องในนิยายทั้งแก่นของเรื่องที่น่าติดตามและภาษาที่ใช้สวยงามเข้าใจง่าย บทที่เริ่มจากตัวนายเอก (รับบทโดยมิกซ์) ที่ใช้ชีวิตลูกคนรวยแบบไม่เห็นคุณค่าเพราะรู้ว่าตัวเองใกล้จะตายจากโรคหัวใจที่เป็นอยู่ วันหนึ่งได้รับโอกาสกลับมามีชีวิตใหม่และเริ่มหาความหมายของชีวิตโดยยอมลำบากขึ้นไปเป็นครูบนดอยและได้พบพระเอก (รับบทโดยเอิร์ท) เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เข้ามาดูแลนายเอกจนก่อเกิดความสัมพันธ์อันดีและนำมาซึ่งเรื่องราวต่างๆ ความโดดเด่นของเรื่องนี้คงต้องบอกว่า บทบาทที่นักแสดงหลักของเรื่องถ่ายทอดผ่านทางสายตาและท่าทางนั้นแสดงออกมาได้ดีมีความเป็นธรรมชาติ เคมีเข้ากัน (หลายฉากที่จะตกหลุมรักทั้งนายเอกและพระเอกอย่างไม่ทันตั้งตัว) นอกจากนี้แล้วนักแสดงสบทบต่างก็แสดงเป็นธรรมชาติสูงเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่โดดเด่นไม่แพ้กันคือภาพที่ตัดต่อออกมาสวยงาม ธรรมชาติ เห็นแล้วอยากไปเที่ยวผาปันดาวกันเลยทีเดียว (ในเรื่องถ่ายทำที่ จ.เชียงราย) สำหรับเรื่องนี้นอกจากมีความโรแมนติกทั้งเรื่องบทและภาพแล้ว ยังสอดแทรกประเด็นอิทธิพลของผู้มีอำนาจและความเหลื่อมล้ำของสังคมให้ได้ตระหนักกันด้วย ... และหากจะหาบทสรุปของเรื่องนี้ คงเป็นเรื่องการหาความหมายของชีวิตและอยู่กับมันอย่างมีความสุขhttps://youtu.be/rqifRDavfcA5. ปรมาจารย์ลัทธิมาร (The Untamed)ขอแนะนำข้ามฝั่งมาที่จีนสักหน่อย คงต้องบอกว่าเรื่องนี้นั้นดังเป็นพลุแตกเลยก็ว่าได้ สำหรับซีรีส์จีนกำลังภายในที่มีคำนิยามว่า “ซีรีส์มิตรภาพลูกผู้ชาย” เป็นบทประพันธ์ของ โม่เซียงถงซิ่ว นำแสดงโดย เซียวจ้าน และ หวัง อี้ป๋อ โดยเรื่องราวกล่าวถึงการผจญภัยของ 2 ตัวละครเอก เว่ยอู๋เซียน และ หลานวั่งจี ที่ฝึกฝนวิทยายุทธ์ตั้งแต่วัยเยาว์โดยตั้งปณิธานจะปราบเหล่ามารให้หมดไปจากยุทธภพ เรื่องราวมีจุดหักเหจนทำให้สองสหายเหมือนยืนกันคนละฝั่ง แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินเรื่องกลับมีหลายปมซ้อนอยู่ทำให้เนื้อเรื่องมีความน่าสนใจ ประกอบกับเหล่าตัวนักแสดงหลักถ่ายทอดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ทำให้น่าติดตามในทุกตอน (มี 50 EP) คุณอาจจะตกหลุมรักความน่ารักของเว่ยอู๋เซียน และไม่สามารถละสายตาจากความนิ่งๆ เท่ๆ ของหลานวั่งจีได้ ทั้งนี้ต้องบอกว่าเลยว่าถ้าจะถามหาฉากเลิฟซีนนั้นคงยาก (ก็มิตรภาพลูกผู้ชาย) แต่ถ้าถามถึงความฟินนั้นมีแบบจุกๆ ครบรสมากเรื่องนี้ สนุกและลุ้นไปจนจบกันเลยทีเดียว พลาดไม่ได้ ... หากจะต้องหานิยามของเรื่องนี้คงเป็นเรื่องความซื่อตรงต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นในการทำความดีhttps://youtu.be/9BVGF8CqejMเครดิตภาพ: ปกโดยผู้เขียนอ้างอิงวิดีโอประกอบบทความ :วิดีโอที่ 1 GMMTV / youtubeวิดีโอที่ 2 GMMTV / youtubeวิดีโอที่ 3 MeMindY / youtubeวิดีโอที่ 4 GMMTV / youtubeวิดีโอที่ 5 WeTV Thailand / youtube จะฟังเพลงหรือดูหนัง ซีรีส์ใหม่สุดปัง โหลดเลยที่ App TrueID โหลดฟรี !
Akirap27 • 24 มิ.ย. 64
อ่าน
iPhone 15 Series อาจมีสีใหม่ 2 สี พร้อมกรอบเครื่องแบบไทเทเนียม !
สีใหม่ที่ Apple เปิดตัวไปล่าสุดนั้นคือสีเหลืองใน iPhone 14 ล่าสุดมีข่าวลือว่า Apple จะเปิดตัวสีใหม่ 2 สีใน iPhone 15 Series ได้แก่ สีแดงเข้มใน iPhone 15 Pro และสีเขียวสำหรับ iPhone 15 และ iPhone 15 Plus สีแดงใหม่ใน iPhone 15 Pro ถูกอธิบายว่าเป็น ‘สีแดงเข้มหรือสีแดงเลือดหมู’ คาดว่าจะอ่อนกว่าสีม่วงเข้มของ iPhone 14 Pro เล็กน้อย ส่วนสีเขียวของ iPhone 15 และ iPhone 15 Plus นั้นจะมีความคล้ายคลึงกับสีเขียวของ iPhone 12 และ iPhone 11 นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่า iPhone 15 Pro จะทำกรอบเครื่องจากไทเทเนียม ซึ่งถือเป็นความแปลกใหม่ใน iPhone และยังทำให้มีความแข็งแรงมากกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ Apple ใช้ไทเทเนียมใน Apple Watch มาหลายปีแล้ว ก็ไม่แปลกถ้าจะนำมาใช้ใน iPhone ด้วย ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 6 ก.ค. 66
อ่าน
Realme ประกาศเปิดตัว Narzo 60 Series ในวันที่ 6 กรกฎาคมนี้!
Realme ประกาศจะเปิดตัว Narzo 60 series ในวันที่ 6 กรกฎาคม เวลา 12.00 น. ตามเวลาอินเดีย อีกทั้งยังได้ปล่อยภาพดีไซน์ Realme narzo 60 5G ที่มาในสีโทนส้ม-น้ำตาลธีม ‘ขอบฟ้าดาวอังคาร (Martian Horizon)’ ในไลน์อัปนี้จะประกอบด้วยสมาร์ตโฟน 2 รุ่น ด้วยกัน ได้แก่ Narzo 60 และ Narzo 60 Pro โดยจากภาพที่ปล่อยออกมาเราจะเห็นสัญลักษณ์ตัวอักษร “NARZO” ที่ด้านหลังของตัวเครื่อง นอกจากนี้ที่กล้องหลังยังมีตัวหนังสือระบุความละเอียด ‘100 MP’ อีกด้วย สำหรับสเปกอื่น ๆ นั้น ก่อนหน้านี้มีผลทดสอบของ Narzo 60 5G บน Geekbench หลุดออกมา โดยระบุว่ารุ่นนี้จะใช้ชิป Dimensity 6020, แรม 8GB และทำงานบน Android 13 ที่มา: GSMArena
แบไต๋ • 27 มิ.ย. 66
อ่าน
เปรียบเทียบ Samsung Galaxy Tab S9 Series และ Samsung Galaxy Tab S8 Series แตกต่างกันแค่ไหน ซื้ออะไรคุ้มกว่ากัน ?
สวัสดีเหล่าสาวก Samsung ทุกท่านครับ หลังจาก Samsung ได้เปิดตัว Samsung Galaxy Tab S9 Series ในงาน Samsung Galaxy Unpacked July 2023 ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็สร้างความสนใจให้แก่เหล่าสาวกที่ชื่นชอบสายแท็บเล็ตไม่ใช่น้อยๆเลย ซึ่งรุ่นนี้ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงหลายๆ อย่างให้แตกต่างจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง Samsung Galaxy Tab S8 Series แต่จะต่างกันแค่ไหนยังไงบ้างนั้น วันนี้เราจะมาเปรียบเทียบให้ดูกันก่อน เพื่อประกอบการตัดสินใจซื้อแท็บเล็ตของท่านเองการเปรียบเทียบ Samsung Galaxy Tab ครั้งนี้จะเปรียบเทียบแบ่งเป็น 3 รุ่น ได้แก่Samsung Galaxy Tab S9 Standard กับ Samsung Galaxy Tab S8 Standard Samsung Galaxy Tab S9+ กับ Samsung Galaxy Tab S8+Samsung Galaxy Tab S9 Ultra กับ Samsung Galaxy Tab S8 Ultraดีไซน์Samsung Galaxy Tab S9 Series กับ Tab S8 Series จะมีดีไซน์ตัวเครื่องที่ดูค่อนข้างเหมือนกันทั้งขนาดและน้ำหนัก ถ้ามองไว้ตาเปล่า แต่มันจะแตกต่างกันดังนี้S9 Standard น้ำหนัก 500 กรัม หนา 5.9 มม. / S8 Standard น้ำหนัก 507 กรัม หนา 6.3 มม. S9+ น้ำหนัก 586 กรัม / S8+ น้ำหนัก 572 กรัมS9 Ultra มีน้ำหนัก 737 กรัม / S8 Ultra น้ำหนัก 728 กรัมแต่จุดแตกต่างกันจริง คือ Tab S9 Series มีมาตรฐานทนน้ำทนฝุ่นระดับ IP68 คือ สามารถทนน้ำได้ที่ความลึกระดับ 1.5 เมตร เป็นเวลา 30 นาที ที่กันทั้งตัวเครื่องและปากกา S Pen ในขนาดที่ Tab Series อื่นๆ ไม่สามารถทนน้ำทนฝุ่นได้ กลายเป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับคนที่ชอบใช้แท็บเล็ตภาคสนามที่ไม่ต้องกลัวน้ำไม่เข้าเครื่องเหมือนก่อนแล้วหน้าจอหน้าจอ Tab S9 Series จะเป็น Dynamic AMOLED 2X ในขณะส่วนหน้าจอของ Tab S8 Series จะเป็น sAMOLED ในรุ่น S8+ และ S8 Ultra ยกเว้น S8 Standard จะเป็น LTPS TFT แต่ทุกรุ่นรองรับ Refresh Rate 120Hz เท่ากัน และขนาดหน้าจอยังเหมือนเดิมSamsung Galaxy Tab S9 Standard / Samsung Galaxy Tab S8 Standard ขนาด 11 นิ้วSamsung Galaxy Tab S9+ / Samsung Galaxy Tab S8+ ขนาด 12.4 นิ้วSamsung Galaxy Tab S9 Ultra / Samsung Galaxy Tab S8 Ultra ขนาด 14.6 นิ้วสเปกTab S9 Series ใช้ชิปประมวลผลระดับเรือธงตัวล่าสุด Snapdragon 8 Gen 2 S9 Standard แรม 8GB/12GB ความจุ 128GB/256GB S9+ แรม 12GB ความจุเลือกได้ 256GB/512GB S9 Ultra แรม 12GB ความจุเลือกได้ 256GB/512GB ส่วน Tab S8 Series ชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 1 ซึ่งแรงน้อยกว่า มีแต่แรมแค่ 8GB และมีความจุให้แค่ 128GB โดยรองรับ 5G เหมือนกันทั้งสองซีรี่ย์กล้องทั้ง Tab S9 Series และ Tab S8 Series จะมาพร้อมสเปกกล้องแตกต่างกันนิดนึง ตามดังนี้ S9 Standard กล้องหลัง Main 13MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้า Ultrawide 12MP ในแค่ที่นี้ Tab S8 มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ Main 13MP + Ultrawide 6MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้า Ultrawide 12MPS9+ กล้องหลังคู่ Main 13MP + Ultrawide 8MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้า Ultrawide 12MP S9 Ultra กล้องหลังคู่ Main 13MP + Ultrawide 8MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้า Main 12MP + Ultrawide 12MPในแค่ที่นี้ Tab S8 Series มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ Main 13MP + Ultrawide 6MP พร้อมแฟลช LED และกล้องหน้า Ultrawide 12MP ทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น Tab S8 Ultra กล้องหน้าเหมือนรุ่น Tab S9 Ultraแบตเตอรี่แบตเตอรี่ Tab S9 Series มีความจุแบตเหมือนกับตัว Tab S8 Series ยกเว้น Tab S9 Standard ที่มีความจุแบต 8400 mAh ซึ่งมากกว่า Tab S8 Standard ที่มีความจุแบตแค่ 8000 mAh เท่านั้นเองราคาราคาของ Tab S9 SeriesS9 Standard WiFi8GB/128GB ราคา 28,900 บาท12GB/256GB ราคา 34,900 บาทS9 Standard 5G 8GB/128GB ราคา 32,900 บาท12GB/256GB ราคา 38,900 บาทS9+ WiFi12GB/256GB ราคา 35,900 บาท12GB/512GB ราคา 41,900 บาทS9+ 5G12GB/256GB ราคา 39,900 บาท12GB/512GB ราคา 45,900 บาทS9 Ultra (มีแค่รุ่น 5G)12GB/256GB ราคา 49,900 บาท12GB/512GB ราคา 55,900 บาทราคาของ Tab S8 Series ณ เวลานี้ S8 Standard (ณ เวลานี้มีแค่รุ่น 5G)8GB/128GB ราคา 26,900 บาทS8+WiFi 8GB/128GB ราคา 28,900 บาท5G 8GB/128GB ราคา 33,900 บาทS8 Ultra WiFi 8GB/128GB ราคา 33,900 บาท5G 8GB/128GB ราคา 40,900 บาทซึ่งราคา Tab S9 Series อาจจะแรงไปหน่อย เพราะอย่างเพิ่งเปิดตัวไปแต่ก็แลกมาด้วยชิปประมวลผลที่แรงกว่าเดิม รวมทั้งหน้าจอสวยและความปลอดภัยของเครื่องที่ดีขึ้นสรุปแล้วซื้อแท็บเล็ตรุ่นไหนดีตรงนี้ขอแบ่งมุมมองเป็น 3 กลุ่มผู้ใช้งาน คือ คนใช้งานทั่วไป, คนใช้เพื่อเล่นเกม และครีเอทีฟหรือครีเอเตอร์คนใช้งานทั่วไป ตรงนี้ผมมองว่าสามารถใช้ได้ทุกรุ่น ถือว่าคุ้มค่าทุกรุ่น เพราะประสิทธิภาพในการทำงานดีพอสมควร สนุกกับความบันเทิงได้อย่างเต็ม และสามารถใช้แทนโน้ตบุ๊คได้ด้วย หากใช้ภาคสนามและประสิทธิภาพแรงแนะนำเป็นตัว Tab S9 Series ไปเลย เพราะมีมาตรฐาน IP68 ที่กันน้ำกันฝุ่น ไม่ต้องกลัวเครื่องเสียหายจากน้ำ (ใช้ภาคสนามแนะนำเป็น S9 Standard เพราะเครื่องเล็กพกพาสะดวกกว่า)คนใช้เพื่อเล่นเกม ตรงนี้ผมมองว่าถ้าเป็นพวกแคสเกมถือว่าคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะอย่างประสิทธิภาพของชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 2 และ Gen 1 แรงพอสมควร โอกาสที่จะกระตุกมีน้อยมาก ยกเว้นไม่มีอินเตอร์เน็ตเท่านั้น เล่นเกมไม่ได้ อันนี้จบเลย แต่ขอเพิ่มเติมสำหรับคนที่ต้องการจอใหญ่เลยแนะนำเป็นตัว S9 Ultra ไปเลยดีกว่าครีเอทีฟหรือครีเอเตอร์ ตรงนี้ผมมองว่าถ้าเป็นคนทำงานสายนี้อยู่แล้ว ผมแนะนำใช้รุ่น S9+ และ S9 Ultra เพราะแรม 12GB ที่โคตรแรงแล้ว หน่วยความจำ 512GB ที่สามารถเก็บงานไว้เครื่องได้เยอะอีกด้วย และเชื่อมต่อได้ทุกอุปกรณ์ รับรองคุ้มค่าอย่างแน่นอนเป็นยังไงกันบ้างครับสำหรับ Tab S9 Series ในวันนี้ หวังว่าจะช่วยเป็นตัวเลือกในการตัดสินใจเลือกซื้อระหว่าง Tab S9 Series กับ Tab S8 Series ได้นะครับส่วนใครอยากเป็นเจ้าของ Tab S9 Series ก่อนใครสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้แล้ว พร้อมสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นดีจาก True5G ได้แล้ววันนี้จนถึง 10 สิงหาคมนี้สุดท้ายนี้หากใครที่รู้สึก ชอบบทความนี้ก็แชร์ออกไปได้เลย หรือถ้าอยากจะติดตามเรื่องราวอื่นๆ ของเราก็สามารถติดตามได้ที่Facebook : WV reviewบทความ True ID : WV เรียบเรียงโดย : WVเครดิตภาพภาพปก : ออกแบบ-ผู้เขียน และภาพจากเว็บไซต์ Samsung : Tab S9 และ Tab S8 ภาพประกอบจาก Facebook : Samsung : 1-7ภาพประกอบที่ 8 จาก Facebook : TrueMove Hเปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !
WV • 30 ก.ค. 66
อ่าน
Club Friday The Series 3
Club Friday The Series 3 ทุกวันเสาร์ 19.00 น. ทางช่อง Green Channel รวบรวมคลิปจาก Youtube
เรื่องย่อละคร • 1 พ.ย. 56
อ่าน
Club Friday The Series 4
Club Friday The Series 4 ออกอากาศ ทุกวันศุกร์ เวลา 20.15 21.15 น. ทางช่อง ONE (Digital HD 31) และรีรันทุกวันเสาร์ เวลา 19.00 20.00 น. ทางช่องกรีนแชนแนล เริ่มออกอากาศ ตอนแรกวันศุกร์ที่ 2 พฤษภาคมนี้!!
เรื่องย่อละคร • 2 พ.ค. 57
อ่าน
Club Friday The Series 8
Club Friday The Series 8 เรื่อง รักแท้มีหรือไม่มีจริง ออกอากาศ ทุกวันเสาร์ เวลา 20.00 21.00 น. ทางช่อง GMM25 รวบรวมคลิปจาก Youtube : GMM25Thailand
เรื่องย่อละคร • 5 พ.ย. 56
ดูเพิ่มเติม