รีเซต

ผลการค้นหา “Apple” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Apple เดินหน้าโปรเจค Apple Car
อ่าน

Apple เดินหน้าโปรเจค Apple Car

    ถ้าพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีก็จะมีบริษัทที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีอยู่ไม่มากนักที่เราจะนึกถึงได้ ถ้าพูดว่าบริษัทรถยนต์ที่เป็นผู้นำทางเทคโนโลยีในปัจจุบันก็คงจะเป็นบริษัทเทสล่าที่ตอนนี้กำลังเป็นข่าวที่โด่งดังอย่างมากที่สุดในแวดวงธุรกิจเลยทีเดียว แต่ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่ารถยนต์ละก็ก็คงจะเป็นเทคโนโลยีสมาร์ทโฟนซึ่งก็จะมีอยู่เพียงแค่ 2 บริษัทเท่านั้นที่จะนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ นั่นก็คือ Apple ในช่วงปีที่ผ่านมาบริษัท Apple ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ก็คือ iPhone 12 และยอดขายของโทรศัพท์ iPhone 12 นั้นก็ทำให้บริษัทแอปเปิ้ลเติบโตขึ้นทางด้านธุรกิจอย่างมากเลยทีเดียว ตอนนี้บริษัท Apple กำลังวางแผนเพื่อที่จะสร้างเทคโนโลยีใหม่ที่ไปไกลกว่าสมาร์ทโฟนแล้ว นั่นก็คือการผลิตรถยนต์เป็นของตัวเองและจะเป็นรถยนต์แห่งอนาคตที่สามารถขับขี่ได้อย่างอัตโนมัติ แล้วเป็นรถยนต์ที่รักษาสิ่งแวดล้อมที่ใช้พลังงานไฟฟ้า โดยมีชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Apple Car   Apple Car เป็นข่าวที่คนติดตามข่าวเทคโนโลยีกำลังจับตามอง โดยที่ผ่านมาก็มีข่าวเกี่ยวกับการร่วมมือกันของบริษัทรถยนต์รายใหญ่อย่าง Hyundai ที่จะเข้ามาร่วมพัฒนารถยนต์ Apple Car  หลังจากนั้นทางบริษัท Apple ก็ได้มีข่าวการหันมาร่วมมือกับบริษัท KIA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท  Hyundai  ทำให้ทุกคนนั้นตื่นตาตื่นใจว่าทิศทางของ Apple Car นั้นกำลังคืบหน้าไปในทางที่ดี แต่ดูเหมือนว่าโปรเจค Apple Car ของ Apple นั้นจะต้องชะลอตัวไปก่อน เพราะว่าล่าสุดบริษัทรถยนต์รายใหญ่อย่าง Hyundai และ KIA ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวการร่วมมือกับบริษัทแอปเปิ้ลเพื่อพัฒนา Apple Car อย่างไรก็ตาม Apple ยังคงเดินหน้าที่จะผลิตรถยนต์ Apple Car ต่อไปโดยหันไปเจรจากับ Honda, จากัวร์,  Land Rover  และบริษัทรถยนต์อื่น ๆ ตามแผนแล้วรถยนต์ Apple Car นั้นมีแผนที่จะผลิตออกมาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ก็ต้องมาดูว่าการเจรจาต่อรองกับบริษัทอื่นๆนอกจากบริษัทของเกาหลีนั้นจะมีทิศทางเป็นอย่างไร แล้วถ้าหากจะเปิ้ลสามารถทำ Apple Car สำเร็จ จะเป็นคู่แข่งของบริษัทผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของโลกอย่างเทสล่าหรือไม่ก็ต้องมาติดตามดูกัน   ข้อมูลจาก CNN ภาพปกจาก Pixabay ของ matcuz ภาพ 1 Pexel ของ zhang kaiyv ภาพ 2 Pixabay  ของ Painter06 ภาพ 3 จาก Wikimedia    

Choclate apple
อ่าน

Choclate apple

สวัสดีค่ะวันนี้จะมาแจกสูตร แอปเปิ้ลเคลือบช็อกโกแลตต้นทุนต่ำ สามารถนำไปทำตามเพื่อหารายได้เสริมได้นะค่ะ ส่วนแอปเปิ้ลที่ใช้ก็จะเป็นแอปเปิ้ลจิ๋วหรือใครที่หาซื้อแอปเปิ้ลจิ๋วไม่ได้ก็ใช้แอปเปิ้ลธรรมดาได้เลยคะ เราจะมีวิธีทำกันอย่างไรไปดูกันคะ 1.น้ำแอปเปิ้ลมาล้างให้สะอาด จากนั้นนำแอปเปิ้ลไปแช่ในน้ำอุ่น สาเหตุที่ต้องแช่น้ำอุ่นนะคะเพราะแอปเปิ้ลส่วนใหญ่เขามักจะมีสารเคลือบผิวมาที่เป็นตัวแวกซ์การแช่น้ำอุ่นจะทำให้แวกซ์ละลายไปค่ะ ซึ่งจะทำให้เราเคลือบช็อกโกแลตได้ดีถ้ายังมีแวกซ์อยู่เนี่ย ตัวช็อกโกแลตอ่ะคะอาจจะเคลือบไม่ค่อยติดมันต้องดูที่แอปเปิ้ลที่เราซื้อมานะคะ ถ้าเกิดมันไม่มีแวกซ์เคลือบดูแล้วมันเงาๆ จะไม่แช่น้ำอุ่นก็ได้ ระยะเวลที่ใช้ก็ประมาณ 5-10 นาทีหรือสังเกตุดูเอาอ่ะคะว่าตัวแอปเปิ้ลมันเงาๆ หายไปแล้ว 2.แช่น้ำอุ่นเรียบร้อยก็เอาขึ้นมาค่ะ แล้วหลังจากนั้นเราก็จัดการดึงก้านของเจ้าแอปเปิ้ลออกค่ะ สังเกตุดูแอปเปิ้ลนะค่ะว่าจะไม่มีเงาๆ แล้วอ่ะคะใช้ไม้แหลมหักครึ่ง ใครใช้ไม้สั้นก็ไม่ต้องหัก ก่ะเอาค่ะให้ความยาวมันเหมาะสมกับตัวแอปเปิ้ลของเรา ใครใช้แอปเปิ้ลที่ลูกมันใหญ่หน่อยก็ใช้ไม้ที่มันยาวหน่อยอะไรแบบนี้ค่ะ หักออกมาแล้วถ้าปลายไม่เรียบก็เล็มด้วยกรรไกรได้เลยนะคะ ให้เด็กกินก็หักปลายแหลมออกก่อนที่จะนำไปเสียบกับแอปเปิ้ลก็ได้ค่ะ 3.นำไม้ที่เตรียมไว้ปักเสียบไว้ที่แอปเปิ้ลเลยอ่ะคะ ทำเหมือนว่ามันคือก้านของแอปเปิ้ลนะแหละสาเหตุที่เสียบเพราะตอนที่จุ่มช็อกโกแลตอ่ะคะจุ่มง่ายๆ 4.ช็อกโกแลตที่ใช้จะเป็นยี่ห้อไหนก็ได้ไม่จำกัดค่ะ นำช็อกโกแลตมาละลายจะใช้ไมโครเวฟไฟต่ำๆ ก็ได้หรือว่าจะนำไปวางบนน้ำร้อน น้ำอุ่นก็ได้นะค่ะแต่การละลายช็อกโกแลตเนี่ย มีข้อควรระวังอยู่ ถ้าความร้อนสูงเกินไปบางคนเอาเข้าไมโครเวฟเนี่ยใช้ไฟแรงอ่ะค่ะ หรือว่าน้ำที่เอามาใช้รองช็อกโกแลตมันร้อนเกินหรือบางคนนั้นนำช็อกโกแลตใส่ถ้วยใส่หม้อแล้วเอาไปตั้งไฟโดยตรงเลยแบบนี้อ่ะค่ะ ความร้อนที่สูงเกินจะทำให้เจ้าช็อกโกแลตเสื่อมสภาพ เสียสภาพ การเสียสภาพของเขานะคะก็คือมันจะเหมือนกับจับตัวเป็นก้อนแข็งๆ อ่ะคะบางคนนึกว่าช็อกไม่ยอมเหลวไม่ยอมละลายจริงๆ ไม่ใช่นะคะมันได้รับความร้อนมากเกินไปจนกระทั่งเสียสภาพแข็งตัวไปแล้วต่อให้ต้มเพิ่มยังไง ต่อให้ใส่ไมโครเวฟเพิ่มยังไงก็ไม่ละลายแล้วค่ะใช้ไม่ได้แล้ว เอามาเคลือบไม่ได้แล้ว ข้อควรระวังอีกข้อหนึ่งคือ ใครนำช็อกไปตั้งบนน้ำอุ่นน้ำร้อนระวังให้ดีอย่าให้น้ำหยดลงไปในช็อกโกแลตหรือโคตติ้งเด็ดขาดคะ มันจะทำให้ช็อกโกแลตและโคตติ้งของเราเสียสภาพได้เหมือนกัน 5.เตรียมภาชนะที่ปูด้วยกระดาษไขด้วยค่ะที่เราต้องปูกระดาษไขเนี่ยตัวแอปเปิ้ลที่เราเคลือบช็อกโกแลตมันจะได้หลุดร่อนออกง่ายๆ หลังจากที่เขาเซ็ตตัวตักช็อกโกแลตหรือโคตติ้งที่เหลวแล้วนะค่ะ ราดลงไปบนแอปเปิ้ลของเราที่เตรียมไว้เลยค่ะจริงๆ ถ้าจะใส่ภาชนะที่ก้นลึกๆ หน่อยนะค่ะแล้วก็เอาตัวแอปเปิ้ลจิ้มลงไปในภาชนะเลยแบบนั้นก็สะดวกดีคะ แต่ว่ามันก็จะเปลือกตัวโคตติ้งหน่อยนะ เคลือบจนทั่วแล้วให้ทำการเขย่าๆ แอปเปิ้ลเอาตัวช็อกโกแลตส่วนเกินออกคะ 6.เสร็จแล้วก็นำเจ้าช็อกโกแลตของเรานะคะวางบนกระดาษไขที่เราเตรียมไว้ ในส่วนการตกแต่งเนี่ยรอให้เขาเซ็ตตัวก่อนเล็กน้อยก็ได้นะคะ แล้วก็นำน้ำตาลสีมาโรยให้ทั่ว ตกแต่งตามใจชอบเลยคะ เคลือบเสร็จปุ๊บตกแต่งเลยก็ได้นะคะแต่ว่าตัวน้ำตาลบางตัวถ้าเกิดเคลือบเสร็จปุ๊บแล้วเอามาตกแต่งเลยเขาจะไหล เพราะบันดาเม็ดน้ำตาลที่มีขนาดใหญ่นะคะมันจะไหลง่ายดังนั้นรอให้เจ้าตัวแอปเปิ้ลเซ็ตตัวก่อนแล้วค่อยตกแต่งมันจะอยู่ตัวมากกว่า แต่อย่ารอให้เขาแข็งตัวนะคะถ้ารอให้เขาแข็งแป๊ะพวกบันดาลน้ำตาลของตกแต่งต่างๆ จะไม่อยู่แล้วค่ะ มันจะแปะไม่อยู่แล้วก็เป็นอันเสร็จสมบรูณ์ ทั้งหมดที่ทำมานี้เพื่ออยากสร้างรายได้ให้กับตัวเองเพราะว่ายังไม่มีงานทำเลยเลยปิ๊งไอเดียการทำเมนูนี้ขึ้นมาปกติก็ชอบแอปเปิ้ลกับช็อกโกแลตอยู่ก็เลยลองเอามาผสมกันดูว่ามันจะเข้ากันไหมทำแล้วปรากฏว่าอร่อยหวานอมเปรี้ยวอีกอย่างก็ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยนช์คะ

Apple Event เปิดตัว Apple Watch Series 6, Apple Watch SE, iPad Air, new iPad
อ่าน

Apple Event เปิดตัว Apple Watch Series 6, Apple Watch SE, iPad Air, new iPad

สาวกของ Apple ที่รอคอยการเปิดตัวสินค้าใหม่จาก Apple คงไม่พลาดงาน Apple Event ที่จัดขึ้นในวันที่ 15 กันยายน ซึ่งตรงกับเวลาเที่ยงคืนของบ้านเรา ซึ่งหลาย ๆ กระแสได้มีการทำนายไว้ว่าจะอะไรบ้างเปิดตัวซึ่งก็ค่อนข้างตรง ในงาน Apple Event ที่ผ่านไปแล้วมีการเปิดตัวสินค้าใหม่แค่สองกลุ่มคือ iPad ซึ่งมีสองรุ่นให้เลือก คือ iPad Air และ new Ipad และ Apple Watch มี Apple Watch Series 6 และ Apple Watch SE นอกจากนั้นก็จะเป็นการเปิดตัวบริการ Apple One และ Apple Fitness ซึ่งหากใครที่พลาดชมก็สามารถรับชมย้อนหลังได้บนเว็บไซต์ของ Apple ซึ่งในวันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังคร่าว ๆ ว่าแต่ละตัวที่เปิดตัวไปมีอะไรบ้าง ที่เด่น ๆ Apple Watch Series 6 ที่เน้นเป็นตัวช่วยสำหรับคนที่รักสุขภาพโดยเฉพาะ สิ่งแรกที่เพิ่มขึ้นก็อย่างที่หลาย ๆ กระแสเดากันไว้ คือมีฟังค์ชั่นที่วัดระดับออกซิเจนในเลือดด้วยเซ็นเซอร์ใหม่ และข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ รวมถึงแอพที่ช่วยในการติดตามการนอนที่น่าจะดีขึ้นกว่าเดิม ตัวซีรีย์ 6 นี้มีจอ Retina ที่ติดตลอดเวลา แต่ดีขึ้นคือความคมชัดแม้อยู่ใต้แสงแดด ส่วนฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ช่วยบอกข้อมูลการออกกำลังกาย, ควบคุมเพลง และฟีเจอร์เดิม ๆ ที่สำคัญ เช่นการแจ้งเตือนการเกิดอุบัติเหตุ และ การวัดการเต้นของหัวใจด้วย หรือ ECG ส่วนรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปก็จะมีสีใหม่ของตัวเรือนอลูมิเนียมที่มีสีน้ำเงินและแดง ส่วนไทเทเนียมจะมีสีดำสเปซแบล็ค, สแตนเลสสตีลสีทองใหม่, อะลูมิเนียมสีเงิน และสาย Solo Loop ที่เป็นซิลิโคนเหมือนเป็นกำไลใส่ง่ายขึ้น รวมถึงหน้าปัดที่มีการออกแบบใหม่ ๆ มาให้เลือกมากขึ้นและปรับแต่งตามความชอบของแต่ละคน เช่น สำหรับคนรักการเล่นกระดานโต้คลื่น, คนรักการถ่ายภาพ ที่สำคัญอีกอย่างคือ คุณสมบัติการตั้งค่า Apple Watch สำหรับครอบครัวทั้งเด็ก ๆ และผู้สูงอายุ ที่เราสามารถตั้งค่าและเชื่อมต่อ Apple Watch ให้กับสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัวที่ไม่มี iPhone ได้ ตัวที่สองคือ Apple Watch SE มีจอขนาดใหญ่ซึ่งเป็นขนาดเดียวกันกับ Series 5 และ 6 คือขนาดเหมือนกัน คือ 40 และ 44 มม. ซึ่งรวม ๆ แล้วตัว SE นี้ก็จะเหมือนกับเอา Apple Watch Series 5 มาปรับแต่ง ตัวเรือนมีสีให้เลือกเหมือนซีรีย์ 5 แต่จะไม่มีจอแบบแสดงผลตลอดเวลา และไม่มีการวัดค่าออกซิเจนในเลือดเหมือน Apple Watch Series 6 ส่วนฟังค์ชั่นการทำงานอื่น ๆ ก็จะทำได้เหมือนกับ Apple Watch Series 6 ซึ่งต่อไป Apple Watch จะมีจำหน่ายบนเว็บไซต์ Apple แค่ 3 รุ่น คือ Apple Watch Series 6, Apple Watch SE และ Apple Watch Series 3 ซึ่งราคาก็จะไล่เรียงกันตามลำดับ iPad Air จอเป็น Liquid Retina ขนาด 10.9 นิ้ว ที่บางเบา มี touch ID ด้านบนใช้งานง่าย มี 5 สีให้เลือกคือ สีเงิน, เทาสเปซเกรย์, โรสโกลด์, เขียว และสกายบลู iPad Air จะใช้ชิพ A14 Bionic ทำให้การทำงานของ CPU เร็วขึ้น 40%, กราฟิกเร็วขึ้น 30% ทำงานได้ดีเหมือนใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ้คแต่ว่าจะใช้งานได้มากกว่า ไม่ว่าจะถ่ายวิดีโอระดับ 4K แล้วตัดต่อได้เลยบน iPad Air และใช้กับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 เพื่อวาดรูประบายสี แรเงา ออกแบบกราฟฟิก จดโน้ต จัดระเบียบเอกสาร รวมถึงใช้คู่กับ Magic Keyboard เพื่อช่วยในการพิมพ์งานสะดวกรวดเร็วขึ้น กล้องหลังความละเอียด 12MP และกล้องหน้าที่มีความละเอียด 7MP เพื่อการโทรแบบวิดีโอคุณภาพสูงสำหรับการประชุมงาน แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น รุ่น Wi‑Fi ความจุ 64GB ราคา 19,900 บาท และ 256GB ราคา 24,900 บาท Ipad ใหม่ จอ Retina ขนาด 10.2 นิ้ว ใช้ชิพ A12 Bionic รองรับ Apple Pencil 1 และ Smart Keyboard ใช้เป็นตัวช่วยในการทำงาน แก้ไขเอกสาร หรือว่าจะโทร FaceTime ด้วยกล้องหน้า Facetime HD หรือจะต่อเข้ากับ Smart Keyboard ให้ช่วยพิมพ์งานได้เร็วขึ้น กล้องหลังความละเอียด 8MP ลำโพงสเตอริโอเสียงดี แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 10 ชั่วโมง ราคาเริ่มต้น รุ่น wifi 32GB ราคา 10,900 บาท และ 128GB ราคา 13,900 บาท Apple One ซึ่งเป็นชุดรวมบริการ  4 อย่าง ของ Apple ไว้ด้วยกันคือ Apple Music, Apple TV+, Apple Arcade และ iCloud จะมีบริการทั้งแบบส่วนตัวและครอบครัว ส่วนอีกบริการที่จะให้บริการสำหรับผู้ใช้ Apple Watch คือ Apple Fitness+ ซึ่งจะเหมือนเป็นตัวช่วยในการออกกำลังกาย มีเทรนเนอร์ให้คำแนะนำ มีคลิปใหม่ ๆ มาให้เลือกทุกอาทิตย์ และแสดงผลการออกกำลังกายแบบ real time บนหน้าจอที่เราเลือกเช่น iphone, ipad บนทีวีผ่าน apple TV ซึ่งจะมีค่าบริการแบบรายเดือนและรายปี ซึ่งใครที่ซื้อ Apple Watch จะได้ใช้งานฟรี 3 เดือน สำหรับวันที่จะวางจำหน่าย Apple Watch Series 6, Apple Watch SE, iPad Air และ new iPad ก็ต้องรอติดตามกันต่อไปค่ะ ว่าบ้านเรานั้นจะเป็นวันที่เท่าไร แต่ราคาและรายละเอียดเพิ่มเติมเราก็เข้าไปดูกันได้ในเว็บไซต์ทางการของ Apple ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก Apple 

Apple เตรียมแทนที่ iTunes บน Windows ด้วย Apple Music, Apple TV และ Apple Devices!
อ่าน

Apple เตรียมแทนที่ iTunes บน Windows ด้วย Apple Music, Apple TV และ Apple Devices!

Apple เตรียมจะแทนที่ iTunes บน Windows ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสุดท้าย ด้วยแอป Apple Music, Apple TV และ Apple Devices โดย 3 แอปนี้จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของ Windows 11 Apple Music จะมาพร้อมห้องสมุดเพลง (local music library) ส่วนตัวของผู้ใช้ รวมถึงทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการ Apple Music แบบเสียเงินได้ Apple TV จะมาพร้อมเนื้อหาออริจินัลจาก Apple TV+ ที่มีความหลากหลาย ส่วน Apple Devices จะมาแทนที่ในด้านการซิงค์ข้อมูล (sync), การสำรองข้อมูล (backup), การกู้คืนข้อมูล (restore) และการอัปเดตซอฟต์แวร์ฉุกเฉิน เมื่อทั้ง 3 แอปมาแทนที่ iTunes ก็จะเหลือเพียงแค่ฟังก์ชันด้าน podcast และ หนังสือ ที่ยังไม่ทราบว่า Apple จะนำฟังก์ชัน 2 ด้านนี้ไปไว้ในแอปที่ 4 หรือไม่ ที่มา: GSMArena

Apple ประกาศเตรียมเปิดตัว Apple Fitness+
อ่าน

Apple ประกาศเตรียมเปิดตัว Apple Fitness+

Apple เตรียมเปิดตัวบริการApple Fitness + หรือบริการฟิตเนสออนไลน์ในวันจันทร์ที่ 14 ธันวาคมนี้ โดย Apple Fitness + เป็นบริการที่จะให้เราได้ติดตามรับชมคลิปทริคการออกกำลังกายต่าง ๆ ผ่านทางiPhone, iPad หรือ Apple TV ในขณะที่จะใช้งานผสานร่วมกับApple Watch เพื่อบันทึกการออกกำลังกายของเราในช่วงเวลาดังกล่าว โดยสถิติที่สำคัญจะปรากฎขึ้นบนจอ และจะมีภาพเคลื่อนไหวเพื่อกระตุ้นและมีส่วนร่วมกับเราในช่วงเวลาสำคัญต่าง ๆApple Fitness + จะนำโดยผู้ฝึกสอนระดับมืออาชีพ ซึ่งมาพร้อมกับผลงานเพลงจากเหล่าศิลปินชั้นนำ โดยบริการดังกล่าวจะแบ่งหมวดการออกกำลังกายออกเป็น 10 หมวดดังนี้High Intensity Interval Training (HIIT)StrengthYogaDanceCoreCyclingTreadmill WalkTreadmill Run RowingMindful CooldownApple Fitness + จะอัปเดตการออกกำลังกายใหม่ ๆ เข้ามาในทุกสัปดาห์และทุกประเภทของการออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม Apple Fitness + จะซัพพอร์ตiOS, iPadOS, watchOS และ tVOS เวอร์ชันล่าสุด ตัวบริการมีค่าบริการตกอยู่ที่9.99ดอลลาร์/ เดือน หรือ79.99 ดอลลาร์/ ปีสามารถแชร์กับสมาชิกในครอบครัวได้ถึง 6 คนในราคาเดียว โดยใครที่ซื้อApple Watch Series 3 หรือใหม่กว่าจะได้รับบริการฟรี 3 เดือนและผู้ใช้ Apple Watch ปัจจุบันจะได้รับบริการฟรี 1 เดือน นอกจากนี้ Apple Fitness + ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของApple One Premier ซึ่งมีบริการ Apple Music, Apple TV + และบริการอื่น ๆ อีกมากมายรวมอยู่ภายใน ในราคา29.95 ดอลลาร์/ เดือนwebsite:www.TNNTHAILAND.comfacebook :TNNONLINEfacebook live :TNN Livetwitter :TNNONLINELine :@TNNONLINEYoutube Official :TNNONLINEInstagram :TNN_ONLINETIKTOK :@TNNONLINEแหล่งที่มาmashable.com

เปิดตัว Apple Watch เช็กสเปก พร้อมราคา Apple Watch Series 8 , Apple Watch SE , Apple Watch Ultra ที่นี่!
อ่าน

เปิดตัว Apple Watch เช็กสเปก พร้อมราคา Apple Watch Series 8 , Apple Watch SE , Apple Watch Ultra ที่นี่!

Apple Event 2022 Far out. วันที่ 7 ก.ย. 2565 ได้เปิดตัว Apple Watch 3 รุ่นใหม่ล่าสุด ได้แก่ Apple Watch Series 8 , Apple Watch SE และ Apple Watch Ultra วันนี้ TrueID จึงได้รวบรวม สเปก พร้อมราคาทั้ง 3 รุ่นมาไว้ที่นี่แล้ว Apple Watch Series 8 สเปก Apple Watch Series 8 บอดี้อลูมิเนียมรีไซเคิลมีสี Midnight, Starlight, Silver, และ Product(Red) บอดี้ stainless steel มีสี Silver, Gold and Graphite คำนวนรอบเดือนของผู้หญิงพร้อมการคาดคะเนวันไข่ตกในรอบเดือน ช่วยวางแผนการตั้งครรภ์ ติดตั้งเซ็นเซอร์วัดความกดอากาศ (Barometer) ไจโรสโคป เซ็นเซอร์วัดแรงกด (G Force Sensor) ตรวจจับเวลารถชนได้ ด้วยระบบ Crash Detection ช่วยแจ้งขอความช่วยเหลือได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีระบบชาร์จเร็ว (Fast Charging) มีระบบถนอมพลังงาน (Low Power Mode) ทำให้ใช้ได้ถึง 36 ชม. ติดต่อกัน มีระบบโรมมิ่งสากล (International Roaming) ซึ่งจะทำให้สามารถใช้งาน Apple Watch ข้ามประเทศได้ โดยเชื่อมต่อกับสัญญาณ Cellular เมื่อไปต่างประเทศ โดยใช้การเชื่อมต่อจากซิมเดิม ปรับปรุงหน้าจอให้ชิดขอบมากขึ้น ตรวจจับการนอนหลับที่ละเอียดยิ่งขึ้น ทนฝุ่นระดับ IP6X ทนน้ำที่ระดับ WR50 กันน้ำขณะว่ายน้ำ ราคา Apple Watch Series 8 Apple Watch Series 8 สำหรับรุ่นที่รองรับ GPS ราคา 15,900 บาท Apple Watch Series 8 สำหรับรุ่นที่เพิ่มฟีเจอร์เชื่อมต่อสัญญาณโทรศัพท์ ราคา 19,900 บาท Apple Watch Series 8 ขายเมื่อไหร่ จะเริ่มวางจำหน่าย 16 กันยายนนี้ Apple Watch SE 2 รุ่นใหม่ สเปก Apple Watch SE 2 บอดี้อะลูมิเนียมรีไซเคิล สี Silver, midnight, and starlight ใช้ชิปรุ่นเดียวกันกับ Apple Watch Series 8 หน้าจอให้ใหญ่ขึ้น 30% เมื่อเทียบกับ Apple Watch Series 3 มีระบบตรวจจับการชน (Crash Detection) เหมือน Apple Watch Series 8 มีระบบ SOS และเพิ่มการตรวจจับการตก รวจจับและวิเคราะห์การนอน (Sleep Stages) ระบบนับรอบเดือน ระบบตรวจจับอัตราการเต้นของใจที่ดีขึ้น ใช้งานโรมมิ่งในต่างประเทศได้ กันน้ำขณะว่ายน้ำ ราคา Apple Watch SE 2 Apple Watch SE รุ่นใหม่ สำหรับรุ่น GPS ราคาเริ่มต้น 9,900 บาท Apple Watch SE สำหรับรุ่นที่รองรับสัญญาณโทรศัพท์ ราคา 11,900 บาท Apple Watch SE 2 ขายเมื่อไหร่ จำหน่ายวันที่ 16 กันยายนนี้ Apple Watch Ultra สเปก Apple Watch Ultra ทนน้ำ แดด ฝุ่น หิมะ การสั่นสะเทือน การกระแทก และสภาพอุณหภูมิสุดขั้ว รองรับการทำงานไดฟ์คอมพิวเตอร์ (Dive Computer) ทนฝุ่นที่ระดับ IP6X กันน้ำขณะว่ายน้ำ สามารถระบุระดับความลึกและทิศทางระหว่างการดำน้ำได้ ระบบเสียงไซเรนขอความช่วยเหลือผ่านลำโพงภายในตัว ระบบติดตามรอบเดือน พร้อมการคาดคะเนช่วงไข่ตก ตรวจจับการชนกัน โหมดการบันทึกการออกกำลังกายที่ผสานความแม่นยำของ GPS แบบพิเศษ โหมดการประหยัดแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนสูงสุด 60 ชั่วโมง ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ราคา Apple Watch Ultra Apple Watch Ultra ราคา 31,900 บาท ซึ่งจะมีเพียงเรือนขนาด 49 มิลลิเมตร ใหญ่ที่สุดเท่าที่แอปเปิล (Apple) เคยทำมา และติดตั้งระบบรับสัญญาณโทรศัพท์มาเป็นที่เรียบร้อย พร้อมเสนอตัวเลือกสายนาฬิกาทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ Alpine Loop สายที่เน้นความกระชับสำหรับกิจกรรมผจญภัยขั้นสูง Trail Loop ที่เน้นการระบายอากาศแต่คงทนสำหรับการวิ่ง และ Ocean Band สำหรับกิจกรรมทางน้ำ Apple Watch Ultra ขายเมื่อไหร่ พร้อมจำหน่ายในวันที่ 23 กันยายน หรืออีก 1 สัปดาห์ หลังการเริ่มวางจำหน่าย Apple Watch รุ่นอื่น ๆ ข้อมูลและรูปภาพ Apple -------------------- เกาะติดสถานการณ์โควิด-19 ทันความเคลื่อนไหว ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงมือคุณคลิกเลย!! รู้ทันกันโควิด หรือกด*301*35# โทรออก ทุกประเด็นร้อนข่าวสาร สาระ ทันเหตุการณ์ พูดคุยกันได้ 24 ชม. คลิกเลย TrueID Community

เปิดประมูล Apple-1 คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของ Apple
อ่าน

เปิดประมูล Apple-1 คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของ Apple

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 11.0px Thonburi; color: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 11.0px 'Helvetica Neue'; color: #000000; min-height: 12.0px} span.s1 {font: 11.0px 'Helvetica Neue'}p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 11.0px Thonburi; color: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 11.0px 'Helvetica Neue'; color: #000000; min-height: 12.0px} span.s1 {font: 11.0px 'Helvetica Neue'}Apple-1 หนึ่งในคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่ถูกสร้างขึ้นจากผู้ก่อตั้งบริษัท Apple บริษัทด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีชื่อดัง ถูกนำออกมาประมูลแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยคาดว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะมีมูลค่ามากกว่า 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 20 ล้านบาทไทยเลยทีเดียวคอมพิวเตอร์เครื่องนี้นั้นนับว่าเป็นอีกหนึ่งสมบัติล้ำค่าสำหรับนักสะสมอุปกรณ์เทคโนโลยีวินเทจเลยก็ว่าได้เนื่องจากมีอายุกว่า45ปีและถูกสร้างขึ้นโดยSteve WozniakและSteve Jobsผู้ก่อตั้งบริษัทAppleแถมคอมพิวเตอร์เครื่องนี้ยังถูกสร้างขึ้นที่บ้านของJobsเองอีกด้วยที่มาของภาพtheguardianจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า คอมพิวเตอร์เครื่องนี้ เป็นหนึ่งในเครื่องที่ถูกขายให้ร้าน ByteShop ที่เมือง Mountain View รัฐแคลิฟอเนียร์ โดยในตอนแรกเจ้าของร้านไม่เห็นด้วยกับการนำคอมพิวเตอร์เหล่านี้มาขายซักเท่าไหร่นัก เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายอย่างที่ดูยุ่งยาก แทนที่จะมีวิธีการใช้งานง่ายๆ อย่างการเสียบปลั๊กแล้วก็จบ แต่สตีฟ จ็อบส์ก็โน้มน้าวให้เขาเชื่อว่าจะได้รับกำไรจากการขายคอมพิวเตอร์เหล่านั้น ซึ่งเขาก็โน้มน้าวได้สำเร็จและคอมพิวเตอร์นี้ก็สร้างกำไรให้กับเจ้าของร้านได้จริงๆApple-1 เครื่องนี้ได้ผ่านขั้นตอนการตรวจสอบต่างๆ ว่าเป็นของแท้ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบสิทธิ์ของเจ้าของ การกู้คืนข้อมูล และการประเมินการใช้งาน จนยืนยันได้ว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้เป็นหนึ่งใน Apple-1 ของแท้จริงๆ จากทั้งหมดประมาณ 60 เครื่องบนโลก โดยป็นหนึ่งใน 20 เครื่องที่ยังคงใช้งานได้อยู่ที่มาของภาพforbesApple-1เครื่องนี้ทำจากไม้โคอาซึ่งเป็นต้นไม้ท้องถิ่นของคนฮาวายปกติมักนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์หรืออูคูเลเล่และจะมีราคาสูงกว่าไม้ปกติทั่วไปเพราะเป็นไม้ที่ค่อนข้างหายากในส่วนของหน้าจอทำจากจอภาพวิดีโอของPanasonicซึ่งสิ่งเหล่านี้ยิ่งทำให้Apple-1มีค่าและราคาสูงมากขึ้นJohn Moran ผู้จัดประมูล ได้เริ่มการประมูล Apple-1 แล้ว โดยตั้งราคาเริ่มต้นที่ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 ล้านบาท) ซึ่งเหล่าผู้เชี่ยวชาญเองต่างก็ออกมาคาดคะเนถึงราคาประมูลที่จะได้รับหลังจากจบงานนี้ เช่น สำนักการประมูลของแคลิฟอเนียร์คาดว่าคอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะสามารถขายได้ถึง 400,000 - 600,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 13 ล้านบาท - 20 ล้านบาท) ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ Apple-1 คาดว่าการประมูลนี้จะจบลงที่ราวๆ 500,000 ดอลลาร์ (ประมาณ 16 ล้านบาท)ที่มาของภาพ indiatimesถึงแม้จะมีการคาดการณ์ราคาประมูลออกมาแค่ 600,000 ดอลลาร์ แต่ในปี 2014 เคยมีราคาสูงกว่านี้แล้วโดยผู้จัดประมูลชาวนิวยอร์กปิดประมูลที่ราคา 905,000 ดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณเกือบ 30 ล้านบาท โดยล่าสุดทาง John Moran ผู้จัดประมูลได้ออกมากล่าวว่า เขาได้รับการเสนอราคาเข้ามาบ้างแล้ว ทั้งนี้ราคาประมูลจะไปสิ้นสุดลงที่ราคาเท่าใด และจะมากกว่าราคาประมูลที่เคยได้ในปี 2014 หรือไม่ เราจะต้องติดตามกันต่อหลังจากจบการประมูลขอบคุณข้อมูลจากtheguardianforbesindiatimes

มาแล้ว!!! iTunes และ Apple Music เริ่มปล่อยภาพ Polycat ในทุกแบนเนอร์
อ่าน

มาแล้ว!!! iTunes และ Apple Music เริ่มปล่อยภาพ Polycat ในทุกแบนเนอร์

สร้างปรากฏการณ์เพลงอันดับ 1 ทั่วประเทศในเพลง มันเป็นใคร (Alright) เพลงในอัลบั้ม 80 Kisses กับศิลปินวง Polycat ของ 3 หนุ่ม นะ-เพียว-โต้ง จน iTunes และ Apple Music จับมือเซ็นต์สัญญาให้เป็นศิลปินรายที่ 3 ของโลกที่ได้รับการโปรโมทในทุกแบนเนอร์ของ iTunes ประเทศไทย (อ่านข่าวเต็ม ที่นี่)ล่าสุด iTunes และ Apple Music ได้เผยภาพ Polycat ในทุกๆ แบนเนอร์แล้ว โดยมีทั้งภาพปกอัลบั้ม และภาพของทั้ง 3 หนุ่มในอิริยาบถที่แตกต่างกันไป งานนี้ใครที่ใช้งาน iTunes และ Apple Music ต่างก็ต้องได้เห็นหน้า Polycat แน่ๆแฟนๆ โพลีแคทสามารถฟังและดาวน์โหลดอัลบั้ม ผ่านทาง iTunes และ Apple Music ในระบบ IOS และ Android และสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook , IG, Twitter : smallroommusic ,polycatbandบทความที่คุณอาจสนใจโพลีแคท ไม่หยุดสร้างปรากฏการณ์! พร้อมฟังและดาวน์โหลดอัลบั้มใหม่ก่อนใครบน iTunes และ Apple Music มันเป็นใคร! บทเพลงจาก Polycat ที่สร้างเสียงฮาในโซเชี่ยลช่วงนี้Music Truelife อัพเดทข่าวสารวงการเพลงไทยและสากลข่าว Gossip พร้อม Scoop เจาะลึกในมุมมองที่น่าสนใจและติดตามพวกเราชาว Entertainment Truelife ได้ที่นี่

Apple เริ่มจัดส่งสินค้าจากทาง Apple Store แล้ว
อ่าน

Apple เริ่มจัดส่งสินค้าจากทาง Apple Store แล้ว

ทราบหรือไม่ ? หากเราอาศัยอยู่ในประเทศอย่างสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาApple จะจัดส่งสินค้าหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ตามใบสั่งซื้อของเราแทบจะทันที ผ่านทาง Apple Store ของตนแทนที่จะจัดส่งจากคลังสินค้า หรือจากโรงงานในประเทศจีนเหมือนกับแต่ก่อน แต่บริการดั่งกล่าว ผู้บริโภคอย่างเราไม่สามารถเลือกได้ โดยการตัดสินใจส่งสินค้าเหล่านี้ขึ้นอยู่กับทีมงานของApple เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น โดยยิ่งเราอาศัยอยู่ใกล้กับApple Store มากเท่าไหร่ โอกาสที่จะได้รับสินค้าเร็วก็มีมากขึ้นเท่านั้นในแคนาดา Apple จะจัดส่งสินค้าผ่านทางบริษัทขนส่งUnited Parcel Service Inc. ส่วนในสหรัฐอเมริกาจะเป็นของFedEx โดยการบริการดังกล่าว Apple มองว่าประหยัดต้นทุนมากกว่า และเพิ่มอัตรากำไรให้สูงขึ้นได้จากข้อมูลที่เผยออกมา บริการดังกล่าวเริ่มขึ้นหลังช่วงล็อคดาวน์ และเริ่มเป็นระบบที่มีมาตรฐานขึ้น เพื่อให้ทางร้านค้าสามารถดำเนินการต่อได้ แม้จะยังไม่ปลอดภัยจากโรคระบาดนั่นเอง นอกจากนี้ทาง Apple ยังได้เริ่มทดลองเปิดใช้บรืการApple Expressในแคลิฟอร์เนียด้วยรูปแบบ Express เจ้าหน้าที่จะให้บริการลูกค้าทีละคนและส่งมอบตัวสินค้าให้อย่างรวดเร็ว หากพวกเขาสั่งซื้อล่วงหน้าทางออนไลน์ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือว่าApple กำลังคิดจะเปลี่ยนApple Store บางแห่งให้เป็นสถานที่สนับสนุนทางด้านออนไลน์หรือศูนย์บริการทางมือถือ เผื่อเจอการระบาดอีกรอบ พวกเขาจะได้เปิดทำการต่อได้โดยไม่ต้องปิดร้านอีกเกาะติดข่าวที่นี่website:www.TNNThailand.comfacebook :TNNThailandfacebook live :TNN Livetwitter :@TNNThailandLine :@TNNONLINEYoutube Official :TNNThailandInstagram :@tnn_onlineTIKTOK :@tnnonlineแหล่งที่มาengadget.com

Apple พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ปลดล็อก Apple Watch ผ่านข้อมือ
อ่าน

Apple พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ ปลดล็อก Apple Watch ผ่านข้อมือ

ก่อนหน้านี้คุณน่าจะเคยได้เห็นระบบปลดล็อกด้วย "หลอดเลือด" ใต้ผิวหนังกันมาบ้างแล้ว คราวนี้ดูเหมือนว่า Apple เองก็อยากจะใช้เทคโนโลยีในการปลดล็อก Apple Watch ด้วยเช่นกันที่มาของภาพhttps://www.tomsguide.com/news/apple-watch-7-could-unlock-with-new-wrist-idข้อมูลสิทธิบัตรใหม่ของ Apple เผยว่า Apple Watch รุ่นใหม่อาจมาพร้อมกับระบบปลดล็อกด้วย "ข้อมือ" ซึ่งใช้งานได้สะดวกกว่าการใส่รหัสผ่าน หรือการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอเล็ก ๆ ของ Apple Watch เพราะผู้ใช้เกือบทั้งหมดคงจะสวมใส่อุปกรณ์นี้ไว้บนข้อมืออยู่แล้ว ดังนั้น วิธีนี้จึงเป็นการปลดล็อกที่ปลอดภัยและสะดวกที่สุดนั่นเองสำหรับการปลดล็อกด้วยข้อมือนั้น Apple Watch จะมีการติดตั้งเซนเซอร์ Light Field ซึ่งเป็นเซนเซอร์กล้องชนิดหนึ่งที่สามารถบันทึกความลึกของภาพที่เก็บไว้ได้ เมื่อคุณต้องการปลดล็อก Apple Watch เซนเซอร์จะจับภาพข้อมือของคุณ แล้วใช้ AI วิเคราะห์แผนผังของหลอดเลือดใต้ข้อมือที่เผยบันทึกไว้แล้วนำมาเปรียบเทียบ หากตรงกันก็จะปลดล็อกได้นั่นเองที่มาของภาพhttps://www.tomsguide.com/news/apple-watch-7-could-unlock-with-new-wrist-idอย่างไรก็ตาม ระบบนี้อาจจะยังมีข้อจำกัดในแง่ของความแม่นยำ อันเนื่องมาจากเซนเซอร์บน Apple Watch สามารถถูกบดบังได้ด้วยรอยสักบนผิวหนัง (ซึ่งเคยมีข่าวก่อนหน้านี้ว่าเซนเซอร์วัดออกซิเจนจะมีความแม่นยำลดลง หากตำแหน่งนั้นมีรอยสักอยู่) และอาจส่งผลให้เซนเซอร์ Light Field ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพก็เป็นได้คาดว่าในอนาคต Apple อาจจะนำเทคโนโลยีนี้มาใช้กับ Apple Watch ได้ และสามารถนำมาใช้ปลดล็อกอุปกรณือื่น ๆ เช่น iPhone ได้ คล้ายเป็นการยืนยันตัวตนขั้นที่ 2 เพื่อความปลอดภัยที่สูงขึ้นยิ่งกว่าเดิม นับว่าน่าสนใจมากเลยทีเดียวที่มาของภาพhttps://www.makeuseof.com/apple-watch-wrist-id-patent/ขอขอบคุณข้อมูลจาก Tom's Guidewebsite:www.TNNTHAILAND.comfacebook :TNNONLINEfacebook live :TNN Livetwitter :TNNONLINELine :@TNNONLINEYoutube Official :TNNONLINEInstagram :TNN_ONLINETIKTOK :@TNNONLINE

AliveCor จ่อฟ้อง Apple ผูกขาดฟีเจอร์ ECG ใน Apple Watch
อ่าน

AliveCor จ่อฟ้อง Apple ผูกขาดฟีเจอร์ ECG ใน Apple Watch

แม้ Apple จะสรรสร้างผลิตภัณฑ์ที่มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ๆ ให้เราได้ร้องว้าวกันบ่อย ๆ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าบางนวัตกรรมที่ Apple นำมาใช้ยังมีข้อกังขาถึงความถูกต้องในลิขสิทธิ์ ซึ่งล่าสุดก็มีบริษัท AliveCor ออกมาร้องเรียนว่า Apple ขโมยเทคโนโลยีของตนไปใช้และกำลังผูกขาดการตลาดที่มาของภาพ https://www.macrumors.com/2018/03/11/alivecor-kardiaband-high-potassium-study/เทคโนโลยีที่ว่านั้นคือ เทคโนโลยีที่ใช้ตรวจและวิเคราะห์การทำงานของหัวใจ หรือเพื่อให้เข้าใจง่าย ๆ มันคือเทคโนโลยีในการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) ซึ่ง AliveCor เคยนำมาใช้กับสายรัดข้อมือ KardiaBand ที่วางขายเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ Apple Watchในช่วงที่ KardiaBand วางจำหน่าย ตอนนั้น Apple Watch ยังไม่มีฟีเจอร์ตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทาง AliveCor จึงถือโอกาสนี้ทำสายรัดข้อมือเป็นอุปกรณ์เสริมสำหรับ Apple Watch โดยที่ KardiaBand จะมีเซนเซอร์ประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ทำงานร่วมกับแอปพลิเคชัน SmartRhythm ซึ่งจะคอยวิเคราะห์และแจ้งเตือนหากพบความผิดปกติเกิดขึ้นที่มาของภาพhttps://appleinsider.com/articles/19/08/21/alivecor-pulls-kardiaband-ecg-smart-band-for-apple-watch-from-saleจากเอกสารการฟ้องร้องเผยว่า ในตอนแรก Apple ตอบรับให้นำแอปพลิเคชัน SmartRhythm ขึ้นสู่ App Store ได้ แต่หลังจากนั้นไม่นานกลับถูกแจ้งว่าแอปยังไม่ถูกต้องตามแนวปฏิบัติของ Apple แม้ AliveCor จะปรับปรุงแอปนี้จนนำขึ้นสู่ App Store ได้อีกครั้ง ทว่า Apple ได้เปลี่ยนระบบการประเมินอัตราการเต้นของหัวใจใน WatchOS ของ Apple Watch ส่งผลให้แอปพลิเคชัน SmartRhythm และแอปอื่น ๆ ไม่สามารถใช้งานได้สำหรับฟีเจอร์ประเมินคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) Apple ได้พัฒนาเซนเซอร์มาใส่ไว้ใน Apple Watch ที่เปิดตัวในปี 2018 ภายใน 1 ปีหลังจากการวางจำหน่ายของ KardiaBand ซึ่งทาง AliveCor กล่าวว่าด้วยอัปเดตเปลี่ยนแปลงระบบเพียงครั้งเดียว ทำให้บริษัทเสียโอกาสทางธุรกิจไปหลายอย่าง จึงต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมายในที่สุดขอขอบคุณข้อมูลจาก Techspot

แสตมป์ ออกอาการเกร็งเมื่อแจมกับสาวๆ Apple Girls Band
อ่าน

แสตมป์ ออกอาการเกร็งเมื่อแจมกับสาวๆ Apple Girls Band

คลิปพิเศษโชว์การแจมระหว่างสาวๆ APPLE GIRLS BAND และแสตมป์อภิวัชร์ซึ่งทีมข่าวทรูมิวสิคก็ไปตามหามาให้ชมกัน ส่วนรายละเอียดที่ถูกโพ้สโดยพวกเธอนั้นมีรายละเอียดตามด้านล่างนี้ค่ะ ก่อนจะได้ฟังซิงเกิ้ลใหม่จากพวกเรา (ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดเดือนนี้มาแน่นอนค่ะ) มาดูคลิปพิเศษๆที่พวกเราได้แขกรับเชิญพิเศษมา Featuring ด้วยนั่นก็คือพี่แสตมป์ซึ่งเป็นคนแต่งเพลงเกิดมาเป็นเพื่อนเธอนี้ให้กับภาพยนตร์เรื่อง ยักษ์ งานกำกับของพี่จิกประภาสชลศรานนท์นั่นเองต้นฉบับเพลงนี้ร้องโดย Room 39 ค่ะพวกเราเอามาเล่นเป็นเวอร์ชั่นสบายๆแบบเป็นกันเอง (เลิกเรียนเลิกงานมาชุดไหนก็ถ่ายกันชุดนั้นเลย 555) ขอบคุณพี่แสตมป์ที่ให้เกียรติพวกเราและเป็นกันเองมากๆค่ะงานนี้เพื่อให้ไม่ธรรมดาเราได้เชิญ Mr.Bryan และทีมงานพากย์จาก BananaMaxTV มาร่วมแจมด้วยแต่ก็แซวกันเบาๆพอหอมปากหอมคอเท่านั้นนะคะแบบว่าเกรงใจอ่ะ ^___^ได้ฟังเพลง เกิดมาเป็นเพื่อนเธอ (Ost.ยักษ์) เพราะๆอย่างนี้แล้วยิ่งทำให้อยากตามไปชมภาพยนต์ ยักษ์ จริงๆเลยนะคะเพื่อนๆว่าไหม สมัครบริการMP3 Comboคลิกที่นี่รายละเอียดบริการ MP3 Comboคลิกที่นี่ดูรายชื่อเพลงไทยมากกว่า 3,000 เพลงคลิกที่นี่ดูรายชื่อเพลงสากลมากกว่า 5,000 เพลงคลิกที่นี่ติดตามข่าวสารจากทรูมิวสิคได้ที่นี่

Apple Event กับ Product ชิ้นใหม่
อ่าน

Apple Event กับ Product ชิ้นใหม่

เมื่อคืนวันที่ 9 มีนาคม 2022 เวลา 1:00 น. เป็นช่วงเวลาที่ Apple ได้เปิดการถ่ายทอดสดงานที่มีชื่อว่า Apple Event โดยมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ออกมาถึง 5 รายการทั้งใหม่และเก่าiPhone 13 และ iPhone 13 Pro สีใหม่โดยสีที่ออกมานั้นคือสีเขียวขี้ม้า หรือ Army Green นั่นเอง สีใหม่ที่ออกมานั่นสวยเข้ากับ Apple Watch Series 7 สี Army Green เป็นอย่างมากใครที่ชอบ หรือมี Apple Watch สีดังกล่าวก็เหมาะอย่างมากที่จะจับจองเป็นเจ้าของ iPhone 13 และ iPhone 13 Pro สีใหม่อย่างเครื่องนี้ โดยจะมีการวางขายในวันที่ 18 มี.ค. 2022 เวลา 9.00 โมงเป็นต้นไป และจำหน่ายจริงในวันที่ 25 มี.ค. 2022 กับราคาเครื่องเท่าเดิมNew iPhone SE หรือ iPhone SE 3ต่อด้วยการเปิดตัว iPhone SE ที่มาพร้อมการดีไซต์ที่ถอดแบบมาจาก iPhone SE ตัวก่อนหน้าที่มีการเปิดมาก่อนเมื่อไม่นานมากนี้ iPhone SE จะมีสีมาให้เลือก 3 สี คือ แดง, ขาว และดำ ด้านหลังจะใช้กระจกเหมือนกับ iPhone 13 ส่วนหน้าจอจะเป็นจอภาพ Retina HD แบบ LCD กว้าง 4.7 นิ้ว จอแสดงผลแบบ True Tone และกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP67 นอกจากดีไซต์ที่เหมือนเดิมกลับมีการอัปเกรดสเปคและภายในให้ดีขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า โดย iPhone SE 3 นี้มาพร้อมกับชิป A15 Bionic ตัวเดียวกับที่ใช้ใน iPhone 13CPU : 6-CoreGPU : 4-CoreNeural Engine : 16-Coreทำให้เครื่องมีความแรงมากเท่ากับ iPhone 13 แต่คุณสมบัติบางอย่างก็อาจจะใช้งานไม่ได้เหมือนกับ iPhone 13 เนื่องจาก Hardware ที่ไม่ตรงกัน Apple บอกว่า iPhone SE นี้แรงกว่ารุ่นก่อนหน้าอย่างมากแรงกว่า iPhone SE รุ่นก่อนหน้าถึง 1.2 เท่าแรงกว่า iPhone 8 ถึง 2.2 เท่าแรงกว่า iPhone 6s ถึง 5 เท่ามีการประหยัดพลังงานได้ดีกว่าร่นก่อนหน้าถึง 2 เท่า เปรียบเทียบจากการเล่นวีดีโออย่างต่อเนื่อง มี Fast Charge แบบไร้สาย หรือต่อสาย 20w จาก 0% - 50% ใน 30 นาที และใช้งาน 5G ได้แล้ว อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ “สไตล์ภาพถ่าย” ที่ปรับโทนได้ตามใจชอบเหมือนใน iPhone 13  จะถ่ายเวลาไหนก็เก็บแสงได้สวยเช่นกัน โดยจะมีกล้องหลังความละเอียด 12MP และกล้องหน้า 7MP พร้อมกับปุ่ม Touch ID ที่หลายคนยังอยากจะใช้งานอยู่รุ่นความจุ 64GB ราคา 15,900 บาทรุ่นความจุ 128GB ราคา 17,900 บาทรุ่นความจุ 256GB ราคา 21,900 บาทNew iPad Air หรือ iPad Air 5ต่อมาคือการเปิดตัว iPad Air รุ่นใหม่ ที่ดีไซต์อาจจะเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนเดิมคือการมาพร้อมกับชิป M1 ที่เคยใช้ใน Macbook และ Ipad Pro มาก่อน แถมห้วยท้ายมาด้วยแรงถึง 8 GB ทำให้มีประสิทธิภาพแรงขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากถึง 60% มีกราฟฟิกที่เร็วขึ้นถึง 2 เท่า ทำให้ iPad Air รุ่นนี้มีประสิทธิภาพที่ดีมาก เปิดสลับแอปพลิเคชั่นได้อย่างลื่นไหล สามารถสร้างสรรค์ผลงานระดับสูงๆได้อย่างดีเยี่ยม และเลื่อนไหลเป็นอย่างมากหน้าจอแบบ Liquid Retina กว้าง 10.9 นิ้วมีจอภาพแบบ Full Laminationพร้อมปุ่ม Touch ID อยู่ด้านบนตัวเครื่อง สามารถเชื่อมต่อ 5G และ WiFi 6 กับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 และ Magic Keyboard ได้สามารถใช้พอร์ต USB C ที่ชาร์จได้เร็วขึ้น 2เท่ากล้องหน้าเปลี่ยนมาเป็นกล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 12MP พร้อมกับคุณสมบัติ “จัดให้อยู่ตรงกลาง” เหมือนกับรุ่นโปรกล้องหลังจะยังเป็นไวด์ความละเอียด 12MP ถ่ายวิดีโอระดับ 4K และถ่ายภาพได้แบบ HDR อัจฉริยะ สามารถวิดีโอคอลและจัดภาพให้เราอยู่ตรงกลางเสมอ ไม่ว่าจะมีคนในกล้องกี่คนก็จะซูมเข้าออกได้อย่างเหมาะสม รุ่นนี้ก็ยังมีสีใหม่เพิ่มมาด้วยคือเทาสเปซเกรย์, สตาร์ไลท์, ชมพู, ม่วง และฟ้า โดย iPad Air 5 รุ่นใหม่นี้ยังไม่มีกำหนดขายในไทย แต่มีราคาแต่ละรุ่นดังนี้iPad Air 5 รุ่น Wi-Fi64GB ราคา 20,900 บาท256GB ราคา 25,900 บาทiPad Air 5 รุ่น Wi-Fi + Cellular64GB ราคา 25,900 บาท256GB ราคา 30,900 บาทMac Studio พร้อมชิปใหม่ M1 Ultra สิ่งต่อไปที่เปิดตัวในงานคือ Mac Studio มาพร้อมกับชิปประมวลผลตัวใหม่ คือ M1 Ultra ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า M1 Pro และ M1 Max รูปแบบการดีไซต์จะเหมือนกับ Mac Mini แต่ใหญ่กว่าประมาณ 2 เท่า มีพัดลมระบายภายในจากด้านล่างเครื่อง ออกทางด้านหลังเครื่อง วัสดุเป็นอลูมิเนียม ตังเครื่องมาพร้อมกับThunderbolt 4  DisplayPort10Gb EthernetHDMIช่องต่อหูฟัง 3.5 มม.USB A 2 พอร์ต ด้านหน้าจะเป็นUSB C 2 พอร์ต (M1 Max)Thunderbolt 4 2 พอร์ต (M1 Ultra)   Mac Studio จะมาให้เลือก 2 รุ่น คือ รุ่นที่ใช้ M1 Max และรุ่นที่ใช้ M1 Ultra โดยชิป M1 Ultra นั้นเป็นการใช้ชิป M1 Max เชื่อมกับ M1 Max อีกตัวรวมเป็น 2 ตัว หรือเข้าใจง่ายกว่านั้นคือ M1 Max + M1 Max = M1 Ultra นั่นเอง นอกจากนี้ยังสามารถเล่นวิดีโอ ProRes 422 ระดับ 8K ได้สูงสุด 18 สตรีมเยอะกว่าทุกเครื่อง เพิ่มแรมได้สูงสุดที่ 128 GB และเพิ่มความจุได้สูงสุด 8 TB Mac Studio รุ่น M1 Max เริ่มต้น 69,900 บาท, สูงสุด 174,900 บาทMac Studio รุ่น M1 Ultra เริ่มต้น 139,900 บาท, สูงสุด 279,900 บาท Studio Displayสิ่งสุดท้ายที่เปิดตัวในงานคือ จอแสดงผลใหม่ที่ชื่อ Stuio Display โดยจอนี้จะเป็นที่ออกแบบมาเพื่อใช้งานกับ Mac Studio โดยเฉพาะ แต่ก็สามารถซื้อไปใช้งานกํบอย่างอื่นก็ได้เช่นกัน แต่ถ้าจะใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคงต้องใช้กับ Mac Studioจอ Retina กว้าง 27 นิ้วสามารถปรับจอได้ 30 องศา หรือจะเลือกปรับทั้งสูงและเอียงก็ได้อีกแบบคือตัวยึด VESAความละเอียดที่มากถึง 5Kสว่าง 600 นิตมีสีมากถึง 1 พันล้านสีมีกล้องหน้าเป็นอัลตร้าไวด์ละเอียด 12MP กับคุณสมบัติ “จัดให้อยู่ตรงกลาง”มีลำโพงถึง 6 ตัวกระจายเสียงได้รอบทิศตามตำแหน่งไม่ว่าจะยืนอยู่ตรงไหนก็ตามยังมีไมค์ถึง 3 ตัว มีชิป A13 Bionic ในตัวมีพอร์ต USB C 3 พอร์ตThunderbolt 1 พอร์ตรองรับได้กับทุก Mac  มีให้เลือกสองรุ่นสองราคาดังนี้Studio Display กระจกมาตรฐานราคาเริ่มต้น 54,900 บาทStudio Display กระจก Nano-texture ราคาเริ่มต้น 65,400 บาทในงานเปิดตัวครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรที่แปลกใหม่มากนัก แต่สุดท้าย Apple ก็ทำให้สาวก และคนดูประหลาดใจได้ในตอนท้ายกับการพัฒนาชิป Apple silicon ในชื่อ Chip M1 ให้พัฒนาได้มากขึ้นเรื่อยๆในทุกปีอย่างที่ Apple คาดหวังไว้ จนตอนนี้ชิป M1 นั้นพัฒนาไปได้มากกว่าชิปของ iPhone และ iPad เสียอีก เมื่อเทียบประสิทธิภาพในการพัฒนาทุกๆปี แต่อย่างไรก็ตามเราสาวกคงต้องรอดูว่า Apple จะมีอะไรมาทำให้คนดูประหลาดใจได้อีกนอกจากข่าวลือที่กันปี และแทบจะไม่ตรงกันแทบทุกปี  เครดิตรูปภาพหน้าปกBy GH0ST - ผู้เขียนรูปภาพประกอบบทความBy Appleเปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

Apple Crisp อาหารเช้า หรือขนม
อ่าน

Apple Crisp อาหารเช้า หรือขนม

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญมาก และเป็นมื้อที่ถูกละเลยมากที่สุด เพราะช่วงเช้าชีวิตจะเร่งรีบมาก หลายๆ ครั้งก็ยุ่งจนลืมทานมื้อเช้าไปเลย บทความนี้แอนมีเมนูมานำเสนอ เมนูนี้เราสามารถทำเก็บไว้วนตู้เย็นล่วงหน้าได้ ตอนเช้าก็แค่ตักออกมาอุ่นในไมโครเวฟ แล้วโป๊ะหน้าด้วยโยเกิร์ตสักนิด ก็อิ่มท้องไปถึงเที่ยงเลยค่ะ หรือถ้าใครชอบเย็นๆ ไม่ต้องอุ่นก็อร่อยไปอีกแบบ แต่ส่วนตัวชอบทานตอนอุ่นๆค่ะ หรือถ้าวันไหนอยากจะทานเป็นขนมหวาน ก็แค่เปลี่ยนจากโยเกิร์ตเป็นไอศครีมวนิลาซักสกู๊ป ก็อร่อยฟินเลย เมนูที่ว่าคือ Apple Crisp อารมณ์จะคล้ายๆ แอปเปิ้ลครัมเบิ้ล แต่เฮลตี้กว่า เพราะปรับเปลี่ยนมาใช้วัตถุดิบเพื่อสุขภาพ ทั้งข้าวโอ๊ตและธัญพืชต่างๆ ซึ่งตรงนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความชอบเลยนะ เลือกใช้แอปเปิ้ลที่ชอบได้ด้วย จริงๆ แอนชอบแอปเปิ้ลเขียว Granny Smith เพราะจะมีรสชาติอมเปรี้ยวนิดๆ แต่วันนี้หาไม่ได้ค่ะ ก็เลยต้องได้ใช้แอปเปิ้ลแบบนี้ ถ้าลูกเล็กแบบแอปเปิ้ลเขียวก็ใช้ซัก 3-4 ลูกนะ ของแอนลูกใหญ่มากใช้ 2 ลูกก็พอ ส่วนผสมส่วนที่ 1 1. แอปเปิ้ล 2 ลูกใหญ่ 2. มะนาว 1 ลูกเล็ก 3. ผงอบเชย 1 ช้อนชา 4. แป้งข้าวโพด 2 ช้อนชา 5. น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง ถ้าชอบน้ำผึ้งก็เปลี่ยนเป็นน้ำผึ้งได้นะคะ ส่วนผสมส่วนที่ 2 1. ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วยตวง 2. เมล็ดฟักทอง 1/2 ถ้วยตวง 3. เมล็ดทานตะวัน 1/2 ถ้วยตวง 4. น้ำมันมะพร้าว 1/4 ถ้วยตวง 5. น้ำตาลทรายแดง 1/4 ถ้วยตวง 6. น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ 1. ผ่าแอปเปิ้ลเอาเม็ดออกแล้วหั่นเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป บีบมะนาวลงไปแล้วคลุกเคล้าให้ทั่ว แอปเปิ้ลจะปอก หรือไม่ปอกก็ได้นะคะ ของแอนไม่ปอก เพราะไม่อยากให้เละเกินไปตอนสุก 2. ใส่ส่วนผสมส่วนที่ 1 ที่เหลือทั้งหมดลงไปแล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน 3. ผสมน้ำตาลทรายแดง น้ำมันมะพร้าวและน้ำเปล่าให้เข้ากัน 4. ตามด้วยข้าวโอ๊ตเมล็ดฟักทองและเมล็ดทานตะวัน ผสมให้เข้ากันดี 5. เทส่วนผสมของแอปเปิ้ลลงในถาดอบ ตามด้วยส่วนผสมข้าวโอ๊ต เกลี่ยให้หน้าเรียบๆ เข้าอบที่ไฟ 180 องศา อย่าลืมวอร์มเตาก่อนนะคะ ใช้เวลาอบประมาณ 35-40 นาที ออกจากเตาวางไว้ให้คลายความร้อนสัก 20 นาทีก็จะเสริฟได้เลยค่ะ คลิปวิธีทำค่ะhttps://youtu.be/B-1rI6L09O0 ภาพถ่ายโดยผู้เขียน

เปิดตัว Apple Watch 6 และ Apple Watch SE ไร้เงา iPhone12
อ่าน

เปิดตัว Apple Watch 6 และ Apple Watch SE ไร้เงา iPhone12

วันนี้ (16ก.ย.63) ทิม คุก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของแอปเปิล กล่าวเปิดงาน แอปเปิลอีเวนต์ว่า จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์เพียง 2 อย่าง ซึ่งได้แก่ Apple Watch และ iPad รุ่นใหม่เท่านั้นApple Watch Series 6 ที่มากับสีใหม่น้ำเงิน และแดง ซึ่งเพิ่มความสามารถในการตรวจวัดออกซิเจนในเลือดได้ (Blood Oxygen) เพิ่มเติม เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลสุขภาพได้ครอบคลุมมากขึ้นภายในของ Apple Watch 6 นำหน่วยประมวลผล Apple A13 Bionic มาปรับแต่งให้เหมาะสมกับการใช้งานบน Apple Watch ในชื่อ Apple S6 ทำให้สามารถประมวลผลได้เร็วขึ้น 20% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า และยังเพิ่มเซ็นเซอร์วัดระดับความสูงมาให้ใช้งานด้วย ราคาเริ่มต้น 13,400 บาท

apple cider เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ
อ่าน

apple cider เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

apple cider คืออะไร ?        เป็นน้ำส้มสายชูหมักที่ผลิตจากการนำแอปเปิ้ลมาบ่มรวมกับยีสต์ โดยในกระบวนการนี้จะเกิดกรดอะซิติก (Acetic Acid) หรือกรดน้ำส้ม ซึ่งเป็นสารชีวภาพจากการบ่มหรือหมัก ทำให้แอปเปิ้ลไซเดอร์มีรสเปรี้ยวและมีประโยชน์มากมาย   https://urlth.me/jBQzv   ประโยชน์ ของ apple cider  มีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดสำหรับคนเป็นโรคเบาหวาน ช่วยลดน้ำหนัก เพราะ apple cider ชวยให้อิ่มเร็ว ช่วยย่อยอาหาร เพราะใน apple cider มีกรดที่มีส่วนช่วยในการย่อยโปรตีน และไขมันทำงานได้ดี ช่วยขับของเสีย สารแอนตี้ออกซิแดนท์ในapple cider  สามารถฆ่าเชื้อโรคได้หลายชนิดจึงมีผู้ดื่มน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์เพื่อดีทอกซ์ ทำความสะอาดระบบทางเดินอาหาร และช่วยกระตุ้นการขับสารพิษของไต  https://urlth.me/pixabay   วิธีดื่ม apple cider         เนื่องจาก apple cider มีฤทธิ์เป็น กรด หากดื่มทันทีจะมีผลต่อเคลือบฟัน   ต้องทำให้เจือจางก่อน วิธีการดื่มแบบง่ายๆ คือ ผสมกับน้ำในอัตราส่วน น้ำ 1 แก้ว ต่อ apple cider 1-2ช้อนโต๊ะ   ข้อควรระวัง และ โทษจากการดื่ม apple cider        มีประโยชน์ก็มีโทษเหมือนกัน  ไม่ควรดื่มโดยไม่ผสมอะไรเลยเพราะอาจจะไปทำลายเนื้อเยื่อปากและลำไส้ ผู้ป่วยเป็นโรค กระดูกพรุน โรคเบาหวานควรปรึกษาแพทย์   ไม่ควรดื่มเกินปริมาณที่แนะนำข้างขวด หลังการดื่มควรบ้วนปากป้องกันปัญหาเคลือบฟันกร่อน apple cider มีส่วนช่วยในการรักษาโรค แต่ไม่มีงานวิจัยระบุแน่ชัดว่าสามารถรักษาโรคได้ 100 %  วิธีการเลือกซื้อและเก็บรักษา        ควรเลือกซื้อแบบบรรจุในขวดแก้ว  มีฉลากระบุชื่อ แหล่งผลิต มีเครื่องหมาย อย.และ มอก. ที่ฉลากมีระบุวันหมดอายุต้องไม่หมดอายุ เมื่อเปิดขวดใช้งานแล้วควรปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในที่แห้งและมืด เพื่อป้องกันการระเหยและยืดอายุการเก็บรักษา Cr ถ่ายโดยผู้เขียน จะเห็นได้ว่า apple cider มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ ราคาต่อขวด อยู่ที่200-400 บาท ซึ่งสามารถชงดื่มได้หลายแก้วหากอยากทานอาหารบำรุงสุขภาพ  apple cider จัดเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว     Cr ภาพ ปกถ่ายโดยผู้เขียน                      

Taylor Swift เตรียมปล่อยสารคดีคอนเสิร์ต 1989 World Tour ลงบน Apple Music
อ่าน

Taylor Swift เตรียมปล่อยสารคดีคอนเสิร์ต 1989 World Tour ลงบน Apple Music

Taylor Swift นักร้องสาวชื่อดังเข้าของเพลง Bad Blood ออกมาเผยว่าเตรียมปล่อยสารคดีคอนเสิร์ต 1989 World Tour ซึ่งเป็นภาพยนตร์สารคดีที่ถ่ายทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยจะปล่อยให้ชมในวันที่ 20 ธันวาคมนี้เฉพาะบน Apple Music เท่านั้นThank you so much for all the birthday wishes. I have a little surprise for you. #1989WorldTourLIVE @applemusic https://t.co/actZbWBt4R— Taylor Swift (@taylorswift13) 13 ธันวาคม 2015โดยคอนเสิร์ต 1989 World Tour ในครั้งนี้มีศิลปินรับเชิญที่น่าสนใจทั้ง Justin Timberlake, Mick Jagger, Steven Tyler ฯลฯ ซึ่งจัดไปแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคมและเพิ่งจบไปเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาMet up with @ZaneLowe to talk about #1989WorldTourLIVE airs tomorrow at 9am PST on @Beats1 https://t.co/rzGwjF4mYn pic.twitter.com/gaF0k62cqt — Taylor Swift (@taylorswift13) 13 ธันวาคม 2015ซึ่งก่อนหน้านี้ถ้ายังจำกันได้ Taylor Swift เคยมีเรื่องมีราวกับ Apple Music เมื่อเธอเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงการเอาเพลงของศิลปินไปสตรีมแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย ซึ่งสุดท้ายแล้วทาง Apple Music ได้ออกมาตกลงยอมจ่ายค่าลิขสิทธิ์เพลงให้แล้วแม้เป็นกรณีทดลองใช้ก็ตามขอบคุณภาพจาก : twitter.com/taylorswift13บทความที่คุณอาจสนใจเทย์เลอร์ สวิฟต์ มาแรง!!! กวาด 3 รางวัล อเมริกัน มิวสิค อวอร์ด 2015Taylor Swift ระเบิดความมันส์กับ The 1989 World Tour ที่สิงคโปร์ พร้อมรับรางวัลมากมายSam Smith , Taylor Swift และ James Bay คว้ารางวัล BRIT AWARDS 2015ติดตามพวกเราชาว Entertainment Truelife ได้ที่นี่

[รีวิวที่พัก] APPLE A DAY RESORT KRABI
อ่าน

[รีวิวที่พัก] APPLE A DAY RESORT KRABI

สวัสดีค่ะทุก ๆ คน อีกไม่นานก็จะถึงช่วงเวลาที่หลายๆ คนจะได้พักผ่อนกันยาว ๆ อีกแล้ว เรียกได้ว่าเป็นวันเทศกาลหยุดยาวที่ใคร ๆ ก็ต่างใจจดใจจ่อ นั่งนับวันรอคอยกันเลยทีเดียว จะเป็นเทศกาลอะไรไปเสียไม่ได้นอกจาก... วันสงกรานต์ หลาย ๆ คนที่กำลังวางแผนท่องเที่ยวกันอยู่ คุณมาถูกที่ ถูกเวลาแล้วค่ะ เพราะวันนี้จีจะพาทุก ๆ คน ไปทำความรู้จักกับโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดกระบี่ ที่กำลังถูกพูดถึงกันเป็นอย่างมาก  จะเป็นโรงแรมอะไรนั้น ตามจีมาดูกันเลยค่ะ Go! Go! Go! ..... โรงแรมที่ว่าก็คือ Apple A Day Resort Krabi เพราะด้วยคาเรคเตอร์ ภาพรวมของโรงแรม ที่แปลก แตกต่างไปจากโรงแรมอื่นมาก ๆ ทำให้ Apple A Day ได้ขึ้นมาเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวที่มีแผนเดินทางมายังจังหวัดกระบี่ เพราะนอกจากทำเลที่ตั้งจะดีเว่อร์ ๆ แบบชนิดที่ว่า เดินแค่ 5 นาทีก็ถึงชายหาด ใกล้กับสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อ และร้านอาหารชื่อดังมากมายแล้ว Apple A Day ยังมีอีกหลาย ๆ จุดที่จะทำให้คุณเซอร์ไพรส์ จนร้องออกมาว่า ว้าว! ว้าว! ว้าว!  แน่นอน เริ่มจากสิ่งแรกเมื่อคุณเดินทางมาถึงโรงแรมแห่งนี้ คุณต้องอดใจไม่ได้ ที่จะหยิบกล้องคู่ใจมาถ่ายภาพ กับเจ้าแอปเปิ้ลสีแดงผลโต ที่วางโดดเด่นอยู่บริเวณโถงบันไดทางขึ้น เรียกได้ว่ามุมนี้ถือเป็นจุดที่ต้องห้ามพลาด เป็นภาพที่ต้องมี เพราะแอปเปิ้ลสีแดงใหญ่ยักษ์ผลนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของ Apple A Day Resort Krabi เลยละคะ (แค่เห็นผลแอปเปิ้ลก็พอจะเร่ิมเข้าใจแล้วใช่ไม๊คะ ว่าทำไมที่นี่ ถึงมีชื่อว่า Apple A Day ) เซลฟี่ ถ่ายภาพกันหนำใจแล้ว เราต้องไปเช็คอินให้เรียบร้อยกันก่อน ระหว่างทางที่เดินเข้าไปเช็คอิน เสียงดนตรี เสียงนก เสียงน้ำ และกลิ่นหอม ๆ ในโรงแรม ที่ลอยมาเตะจมูก ทำให้จีแทบจะหลับลงตรงนั้น คือบรรยากาศดีมาก ฟินสุด ๆ แต่จียังหลับไม่ได้หรอกค่ะ เพราะตรงหน้าจี กำลังจะมีเวลคัมดริ้งมาเสริฟ์ สำหรับเวลคัมดริ้งของที่นี่ เป็นอะไรที่ดีมากด้วยหน้าตา และรสชาติ ไม่ใช่แค่การเสริฟ์น้ำดื่มเย็น หรือ น้ำชงน้ำชาเหมือนที่อื่น ๆ นะคะ แต่เวลคัมดริ้งของที่นี่คือ น้ำแตงโมปั่น หอมหวาน อร่อย ชื่นใจมาก ที่จีชอบสุด ๆ ก็คือ น้ำแตงโมปั่น ทางโรงแรมปั่นสด ๆ แก้วต่อแก้ว เกล็ดน้ำแข็งก็ละเอียดกำลังดี ณ จุดนี้จีให้คะแนนเต็มร้อยเลยค่าาา หลังจากเช็คอินเรียบร้อย จีรู้สึกได้เลยว่าจีคิดไม่ผิดที่เลือกมาพักกับ Apple A Day เพราะข้อมูลที่จีได้รับจากน้อง ๆ พนักงานทำให้จีรับรู้ได้ทันทีว่า โรงแรมแห่งนี้ใส่ใจแขกที่เข้าพักมากกกก (อยากใส่กอไก่ให้ล้านตัว)   น้อง ๆ พนักงานบอกว่า หากจีอยากไปนั่งเล่นริมหาด ทางโรงแรมได้เตรียมกระเป๋าชายหาด เสื่อปูนั่ง ร่ม รองเท้าแตะ ไว้ให้ในห้องพักเรียบร้อยแล้ว หยิบใช้ได้เลย (โอ้โห้!!) และก็บอกให้จีทานขนมเครื่องดื่มในห้องได้เลยเต็มที่ ทางโรงแรมบริการฟรี และเติมเพิ่มให้ทุกวัน ( โอ้โห้!! โอ้โห้!! โอ้โห้!!) ที่สำคัญห้องพักก็สวยมาก ห้องกว้าง เตียงนุ่ม นวมอุ่น หมอนฟู แอร์เย็นฉ่ำ มีระเบียง มีโซฟาเบด ไว้นั่งมองวิวสวย ๆ สูดโอโซนธรรมชาติได้เต็มปอด ชื่นใจ๋ชื่นใจ :))) เรื่องของอาหารเช้า ก็สุดแสนจะเซอร์ไพรส์ ทุกคนค่ะที่นี่สามารถทานได้ตั้งแต่เช้าถึงเที่ยง (**ย้ำอีกครั้งว่าทานได้ถึงเที่ยง) ซึ่งปกติแล้ว โรงแรมอื่น ๆ มักจะให้เวลาทานอาหารเช้าถึงประมาณช่วง 10.00 น. สำหรับคนชอบนอนตื่นสายอย่างจีแล้ว บางครั้งก็ตื่นไม่ทันค่ะ อดไปตามระเบียบ แต่สำหรับ Apple A Day มาเหนือมากเว่อร์ ไม่มีอะไรจะวิเศษไปกว่านี้อีกแล้วค่ะ อิอิ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญ ระหว่างวัน Apple A Day ยังมีห้องขนม ของว่างให้ทานกันฟรี ๆ ด้วยนะ จัดมาเต็มทั้งขนมไทย คุ้กกี้ ป๊อปคอร์น มากมายก่ายกอง กินกันไปจุก ๆ ยังค่ะ ยังไม่หมด ในห้องขนม ยังมีโต๊ะพลูให้เล่น มีมุมอ่านหนังสือ และว้าวมากกับมุมเธียร์เตอร์ เรียกได้ว่ากินไป ดูหนังไป แอร์เย็น ๆ ฉ่ำ ๆ คนจะดูหนัง หรือหนังจะดูคน อันนี้ก็ต้องลุ้นเอาค่ะ และอีกไฮไลท์สำคัญ ที่ทำให้จีรีบยกหูโทรศัพท์ ติดต่อจองห้องพักกับทางโรงแรมนั่นก็คือ สระว่ายน้ำ ตามภาพที่ทุกคนเห็นเลยค่ะ สระว่ายน้ำของที่นี่แซ่บมากเว่อร์ สระสีแดงสดกลางแจ้ง มีเตียงนอนอาบแดดบ่มผิว มีบาร์น้ำจิบคอกเทลเก๋ ๆ คีอดีไปอีกจ้ะแม่จ๋า  หรือหากว่าใครเป็นสายเฮลท์ตี้รักสุขภาพ ที่นี่ก็มีห้องออกกำลังกายที่มีเครื่องเล่นครบครัน ไว้ให้บริการด้วยน้า หรือถ้าใครอยากจะออกไปกินลมชมวิวในละแวกใกล้เคียง ก็สามารถยืมจักรยานออกไปปั่นได้อีกด้วย แต่สำหรับจี จีคิดว่าจีไม่คู่ควร จีเหมาะที่จะไปนั่งเล่นที่ห้องขนมมากกว่า อิอิ เป็นยังไงก้นบ้างคะ กับที่พักดี ๆ อย่าง  Apple A Day Resort Krabi ที่จีนำมาแนะนำกัน  การเข้าพักที่ Apple A Day ทำให้จีได้สัมผัสถึงการพักผ่อนที่แท้จริง ความรู้สึกเป็นกันเองของทุก ๆ คนที่นี่ ความสะดวกสบายแบบชนิดที่เกินไปมาก...ที่จีได้รับ บรรยากาศที่โปรดโปร่งโล่งสบาย ไม่ต้องกังวลเรื่อง ฝุ่นพิษ PM2.5 การที่ได้ทานอาหารอร่อย ๆ ได้ออกเดินทางไปยังที่ท่องเที่ยวสวย ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากที่พัก ไม่ต้องเร่งรีบกับเรื่องราวใด ๆ จีว่าเพียงแค่นี้ ก็เพียงพอสำหรับการพักผ่อนที่จะทำให้ทุก ๆ คนประทับใจไปนานแสนนานแล้วค่ะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจมาพักที่  Apple A Day Resort Krabi  สามารถติดต่อสอบถาม สำรองจองหักพักได้ผ่าน 📞 (075) 638 234 , (096) 653 5017 📨 rsvn@appleadaykrabi.com หรือเข้าชมข้อมูลเพิ่มเติมผ่านทาง www.appleadaykrabi.com ”แล้วคุณจะหลงรัก Apple A Day Resort Krabi เหมือนที่จีรัก” 🍎

แชร์ประสบการณ์ ใช้แบรนด์ 'Apple' ครั้งแรก
อ่าน

แชร์ประสบการณ์ ใช้แบรนด์ 'Apple' ครั้งแรก

      เมื่อ ช่วงที่ iPhone 13 Pro Max เริ่มเปิดตัว มือถือเราได้เสียพอดี เสียแบบซ่อมไม่ได้ และมันจำเป็นมาก ที่จะต้องซื้อใหม่ทันที เพราะเราใช้มือถือทำงานทุกวัน เครื่องเก่าของเรา เป็นระบบแอนดรอยด์ เมื่อต้องตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ จึงเลือกซื้อ  iOS หรือแบรนด์ Apple เป็นรุ่นที่ไม่ใหม่มาก คือ iPhone 7+ สีดำ / ความจุ 32GB ซื้อมือ 2 มานะคะ ตอนนั้นซื้อมาในราคาแค่ 4,500 บาท ไม่ถึง 5,000 บาท เหตุผลที่เลือกรุ่นนี้คือ น้องที่รู้จักก็ใช้อยู่ และเราก็เคยได้สัมผัสฟังก์ชั่น เครื่องของน้องมาบ้างแล้ว จึงคิดว่าดีแน่นอน และมันก็ดีแบบที่คิดเอาไว้ด้วยสิ     เมื่อเราต้องเปลี่ยน จากแอนดรอยด์มาใช้ ios มันคือจุดเปลี่ยนของเราค่ะ ความไม่เคยชิน คือจริงๆ เรามีพื้นฐานในการใช้มือถืออยู่แล้ว แค่อ่านออก เขียนได้ แต่ฟังก์ชั่น มันจะคนละแบบกันเลย มาพูดถึง ความประทับใจ ความคุ้มค่าในตัว iPhone 7+ กันค่ะ….iPhone 7+ ตัวนี้ พูดถึงคนที่ไม่เคยใช้ไอโฟน ก็คือดีกว่าแอนดรอยด์ ในระดับหนึ่ง ทั้งฟังก์ชั่น กล้องถ่ายรูป รูปแบบเครื่อง รวมถึง ความสะดวกสบายด้วย ที่ชอบๆ ประทับใจจริงๆ เลย ก็คือ กล้องของตัวเครื่องรุ่นนี้ สวยมาก ต่างจากแอนดรอยด์ สามารถ ปรับให้เป็นธรรมชาติ ถ่ายโหมดสโลโมชั่น โหมดโฟกัสส่วนบุคคลได้ แต่ที่ประทับใจอีกจุดนึงก็คือ เครื่องรุ่นนี้ ดีไซน์แบบบางเหมาะกับมือมาก จับหรือถือ สะดวกสุดๆภาพด้านล่าง เป็นภาพถ่ายธรรมชาติ โดยกล้องสดไอโฟน 7+ 👇🏻👇🏻และรูปด้านล่างนี้ คือรูปที่ แต่งจาก ไอโฟน 7+ ของเราเอง👇🏻👇🏻และรูปด้านล่างนี้ ถ่ายโดย โหมดภาพส่วนบุคคล จาก iPhone 7+ ทำให้ เห็นจุดเด่น จุดโฟกัส ของภาพที่ถ่ายออกมาอย่างชัดเจน อย่างที่บอกเลยค่ะ  ภาพถ่ายบุคคลนั้น โฟกัสตรงจุด คมชัดลึก โหมดนี้ถูกใจใครหลายๆคน โดยเฉพาะ ผู้เขียนเอง 555👇🏻👇🏻👇🏻จุดพีคสุด คือ     ในระหว่างที่เรากำลังสนุกกับการใช้มือถือ7+ เครื่องใหม่เครื่องนี้ มีการประกาศจาก Apple ถึงเรื่องมือถือรุ่นที่ไม่ได้ไปต่อคือ อัพ iOS16 ต่อไม่ได้แล้ว และแน่นอน หนึ่งในรุ่นที่ไม่ได้ไปต่อคือ 7+ ความรู้สึกคือ เราเพิ่งซื้อรุ่นนี้มานะ ทำไมโชคไม่เข้าข้างเราเลย 555 มันอารมณ์แบบ จะตัดก็ไม่ได้ เพราะเพิ่งซื้อมาใช้ จะไปต่อรุ่นนี้ก็ยังใช้โอเคดีอยู่ และฟังก์ชั่นทั้งหมด     แต่ก็ไม่เคยกังวลเลยเพราะ เราใช้มามันคือดีมากๆแล้ว  ยังตอบโจทย์การใช้ของเราได้ดี ถึงจะอัปเดตไม่ได้ เราก็ยังสามารถใช้  iPhone เครื่องนี้ปกติ ไม่ติดปัญหาอะไรเลย มันจะโชคดีแค่ไหน ที่ได้เครื่องราคาถูกๆ ไม่ถึง 5,000 บาท แถมใช้ได้ทุกฟังก์ชั่น ไม่ติดไอคราว ไม่มีปัญหาใดๆในการใช้เลย แถมยังเป็นมือ 2 ด้วย เราว่ามันคุ้มมากๆ เพราะตอนนี้ นับตั้งแต่วันที่ซื้อมา ก็เข้าเดือนที่ 4 ที่ 5 แล้ว เครื่องก็ยังไม่เคยมีปัญหาอะไร     สำหรับคนที่อยากใช้ iPhone แต่มีงบไม่ถึงรุ่นดีๆ เราแนะนำเลยไอโฟน 7+ ยังใช้ได้ดีอยู่ และ ยังดูหรูหราตามรุ่นของมัน ใช้ทำงาน แต่งรูปต่างๆนาๆ ราคามือ 2 ตอนนี้ ก็ไม่แพงแล้วด้วยอาจจะไม่ถึงราคาที่เราซื้อด้วยซ้ำ และตอนนี้ เราเองก็ยังใช้อยู่ค่ะ และคิดว่าจะใช้อีกยาวเลย เพราะมันดีและทนมือมาก ตอนนี้ ถ้าขาดเจ้า7+ เครื่องนี้ไป คงแย่ เพราะมันเป็นทุกอย่างของเราไปแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็น Apple รุ่นไหน มันก็คงดีไม่ต่างกัน ในฐานะที่เราใช้ รุ่นนี้อยู่ เราจึงมาบอกต่อถึงความประทับใจ ความคุ้มค่าของมันให้ทุกคนอ่านกัน ขอบคุณสำหรับ การติดตามอ่านบทความของ   ploy ครีเอเตอร์ และอย่าลืมกดถูกใจ บทความของเรานะคะ ฝากติดตามบทความอื่นๆกันด้วยนะคะ…เครดิตภาพหน้าปก และ ในบทความทั้งหมด จาก ploy ครีเอเตอร์เองค่ะเปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน  App TrueID โหลดเลย ฟรี !

รู้หรือไม่ !? Apple ชะลอความแก่ !!
อ่าน

รู้หรือไม่ !? Apple ชะลอความแก่ !!

สวัสดีค่ะ , วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับแอปเปิ้ล เราเคยเห็นแต่แอปเปิ้ลสีแดง แต่จริง ๆ แล้วมันมีอยู่สัก 4 สี นั่นคือ สีแดง สีเขียว สีชมพู และสีเหลือง (Gold Apple) เพื่อน ๆ คงจะกำลังคิดอยู่ล่ะสิว่า แต่ละสีมันต่างกันอย่างไร อ่ะ! งั้นเดี๋ยวไปอ่านกันดีกว่าว่ามันมีรสชาติ และสรรพคุณต่างกันหรือไม่!?    1. แอปเปิ้ลแดง (Red apple) ขอบคุณภาพจาก : pixabay   แอบเปิ้ลที่ใคร ๆ รู้จัก มีสีแดงสวยน่ากิน เดา! รสชาติคงหอมหวานมากแน่นอน จริงไหม ! ใช่แล้ว ! แน่นอน เขาว่ากันว่าแอปเปิ้ลที่สีเข้มมาก ๆ จะมีความหวานกว่าแอปเปิ้ลสีที่อ่อนกว่านั้น และยังคงทนอยู่ได้นานกว่า จึงเห็นทั่วไปแล้วมักจะปลูกแอปเปิ้ลสีแดง และเปลือกของแอปเปิ้ลสีแดงนั้น มีสารแอนโนไซยานินเป็นสารอนุมูลอิสระ เราจะได้รับสารนี่เมื่อเรากินทั้งเปลือกเข้าไป แต่ระวัง! สารตกค้าง เช่น พวกยาฆ่าแมลง (ขณะที่ปลูก) สรรพคุณ : ชะลอความแก่ (กินแอปเปิ้ลเพื่อความสาว) , ช่วยลดอัตราการเกิดโรคมะเร็ง , ลดความเครียด และโรคหัวใจ * ที่สำคัญควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ด้วย    2. แอปเปิ้ลสีเขียว (Green apple) ขอบคุณภาพจาก : pixabay สีเขียวเหมือนมะนาว เพื่อน ๆ คงคิดว่ามันต้องเปรี้ยวแน่นอนเลยใช่ไหมคะ ใช่แล้วค่ะ ! คิดถูกแล้ว แอปเปิ้ลสีเขียวมีความเปรี้ยวอมหวานเพียงแตะลิ้นเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้เปรี้ยวถึงขั้นมะนาวหรอกนะคะ! ประโยชน์ทางโภชนาการไม่ได้ต่างอะไรกับแอปเปิ้ลแดงซะทีเดียว แต่แอปเปิ้ลเขียวนั้นมีน้ำตาลน้อยกว่า และเหมาสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ! เพราะแอปเปิ้ลเขียว 🍏 มีปริมาณของไฟเบอร์มากกว่า และมี Vitamin C มากกว่าสีอื่นเพียงเล็กน้อย  Fiber นี้มีผลดีต่อลำใส้ใหญ่ ช่วยในการล้างสารผิษได้ดี เหมือน ๆ การ Detox ลำใส้ไปในตัว ส่วน Vitamin C ช่วยป้องกันไข้หวัดและเลือดออกตามไรฟัน อีกด้วย .      3. แอปเปิ้ลสีชมพู (Pink lady apple) ขอบคุณภาพจาก : unsplash.com      แอปเปิ้ลสีชมพู หรือ เรียกอีกอย่างว่า Pink Lady Apple  มีรสชาติหวาน แต่ในขณะเดียวกันนั้นไม่กรอบเหมือนแอปเปิ้ลสีแดงและสีเขียว มีแระโยชน์ไม่แพ้แอปเปิ้ลสีแดงเลย เพราะว่ามีปริมาณ Vitamic C ถึง 1 ใน 4 ในปริมาณต่อวันที่ได้รับ ช่วยลดการอักเสบ ลดริ้วรอย ชะลอวัย ลดเลือดออกตามไรฟันช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรงอีกด้วย       4. แอปเปิ้ลสีเหลือง (Gold apple) ขอบคุณภาพจาก : pixabay   แอปเปิ้ลสีเหลือง หรือ มักเรียกกันว่า แอปเปิ้ลสีทอง ไม่ค่อยเห็นหนักตามท้องตลาดทั่วไป ที่เห็น ๆ มักจะเป็นสีแดง สีเขียว และแม้แต่สีชมพูอมแดงยังมีให้เห็น แอปเปิ้ลทองนี้ช่วยในเรื่องล้างสารพิษในร่างกายอีกด้วย แถมยังช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงเป็นโรคต้อกระจก สงสัยต้องไปหาซื้อรับประทานบ้างแล้ว !      อ้างอิงโดย (ขอขอบคุณที่ให้ความรู้) https://www.honestdocs.co/apple-its-color-and-benefits    ผู้เขียน : โต๊ะเขียนหนังสือ Thank you

Apple ฉลอง Earth Day บริจาค 1 ดอลลาร์จากทุกยอด Apple Pay ช่วยโลก!
อ่าน

Apple ฉลอง Earth Day บริจาค 1 ดอลลาร์จากทุกยอด Apple Pay ช่วยโลก!

Apple ชวนผู้ใช้งานทั่วโลกร่วมฉลองวัน Earth Day หรือวันคุ้มครองโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 22 เมษายนของทุกปี ด้วยการบริจาค 1 ดอลลาร์ หรือประมาณ 34 บาท จากทุกยอดค่าใช้จ่ายทีเกิดขึ้นจากการซื้อสินค้าให้กับกองทุนสัตว์ป่าโลก World Wildlife Fund (หรือ WWF) โดยแคมเปญนี้เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 22 เมษายนภาพจาก Macrumorsกิจกรรมนี้ไม่ว่าเราจะซื้อสินค้าจากไหน จะทางออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน ผ่านเว็บไซต์ หรือผ่านหน้าร้าน Apple Store บริษัท Apple ก็จะบริจาค 1 ดอลลาร์จากยอดซื้อของเราให้กับองค์กร WWFและนอกจากกิจกรรมนี้ Apple ยังจัดกิจกรรม Apple Watch Activity Challenge ในวันที่ 22 เมษายน ให้แฟนๆ ออกกำลังกายเป็นเวลา 30 นาที หรือจะนานกว่านั้นก็ได้ เพื่อรับตราพิเศษในแอปพลิเคชันฟิตเนส รวมถึงสติ๊กเกอร์สำหรับใช้ในแอปพลิเคชันข้อความ Facetime และอื่น ๆภาพจาก Macrumorsสำหรับแคมเปญนี้ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จัดขึ้น เพื่อเน้นย้ำความตั้งใจที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องไปกับนโยบายปกป้องสิ่งแวดล้อมของบริษัทไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงดีไซน์ การผลิต บรรจุภัณฑ์ และสินค้าทุกชิ้น เพื่อให้เป็นไปตามแผนการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ Apple ปลอดคาร์บอนภายในปี 2030 นี้ภาพจาก WWFสำหรับ WWF หรือ กองทุนสัตว์ป่าโลก เป็นองค์กรนานาชาติที่ทำงานมากว่า 60 ปี เน้นการดำเนินการด้านการอนุรักษ์ ปกป้องดูแลรักษาธรรมชาติ และทรัพยากรสิ่งแวดล้อมใน 3 เขตพื้นที่ชุมชนทางนิเวศวิทยา คือ ทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรน้ำจืดและ ทรัพยากรทะเลส่วนวันคุ้มครองโลก (Earth Day) จัดขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513 ตามประกาศของโครงการสิ่งแวดล้อมสหประชาชาติ (United Nations Environment Program : UNEP) เพื่อสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกในเครือข่ายกว่า 193 ประเทศทั่วโลก โดยตรงกับวันที่ 22 เมษายน ของทุกปีขอบคุณข้อมูลจากmacrumors9to5macthefederalist

Apple Car สุดน่ารัก! ไอเดียรถ Apple Car หมุนได้ 360 องศา
อ่าน

Apple Car สุดน่ารัก! ไอเดียรถ Apple Car หมุนได้ 360 องศา

หลังจากที่มีข่าวลือกันมานานว่า Apple จะเปิดตัวรถยนต์ของตัวเอง แต่ผ่านมานานก็ยังไม่ได้มีอัปเดตอะไรใหม่ ๆ มาจากบริษัทเทคยักษ์ใหญ่เจ้านี้ แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้บรรดาแฟน ๆ Apple จะหยุดจินตนาการถึงมันได้เลย ล่าสุดจึงมีการนำเสนอภาพคอนเซ็ปต์ Apple Car ชื่อว่าApple Autonomousผลงานรถยนต์สองที่นั่ง ที่คงกลิ่นอายความเป็น Apple ไว้ได้อย่างดี ฝีมือนักออกแบบชาวอินเดียภาพจาก YankoDesignสำหรับ Apple Autonomous เป็นผลงานของดีไซน์เนอร์ชื่อว่าDEVANGA BORAH เขาเป็นนักศึกษาด้านการออกแบบยานยนต์จากรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ปัจจุบันเขากำลังศึกษาระดับปริญญาโท ด้านการขนส่งและการออกแบบรถยนต์ ในสถาบันการออกแบบแห่งชาติ ในคานธีนคร (Gandhinagar) ประเทศอินเดียภาพจาก YankoDesignจากลักษณะของ Apple Autonomousจะเห็นได้ว่าเป็นรถยนต์คันเล็ก มีห้องโดยสารทรงกลม รองรับผู้โดยสารได้ 2 ที่นั่ง ตัวห้องโดยสารสามารถหมุนได้ 360 องศา ซึ่งจะเปิดออกจากด้านบนภาพจาก YankoDesignดีไซน์การตกแต่งภายนอกและภายในเรียกได้ว่าถอดสไตล์ของ Apple คงความคลีน ความขาว ความมินิมอล และความเกลี้ยงเกลาของพื้นผิวที่เงาวับไว้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ตัวรถยังออกแบบให้มีความสมมาตร ทำให้สามารถเข้าถึงที่ชาร์จได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ส่วนตัวล้อเป็นทรงแบน ออกแบบมาให้เกาะกับพื้นถนนได้ดีภาพจาก YankoDesignไอเดียรถ Apple Autonomous คันนี้ ถึงแม้จะยังไม่ได้นำไปสร้างจริง ๆ แต่ก็เป็นตัวอย่างของงานออกแบบที่น่าสนใจ และเข้ากับกระแสความต้องการใช้รถยนต์ขนาดเล็กที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในเมืองที่มีประชากรแน่นขนัด หากต่อไปได้มีการเปลี่ยนมาใช้รถยนต์คันเล็กอาจจะช่วยตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้มากขึ้นขอบคุณภาพและข้อมูลจากyankodesignautomotivedesignplanet

Apple เตรียมเปิด Apple Store ในอินเดีย, มุ่งสู่ความสำเร็จครั้งใหม่ของแบรนด์
อ่าน

Apple เตรียมเปิด Apple Store ในอินเดีย, มุ่งสู่ความสำเร็จครั้งใหม่ของแบรนด์

ในที่สุด Apple ก็เตรียมจะเปิดตัว Apple Store หลายแห่งในประเทศอินเดียเสียที โดยได้เริ่มมีการจ้างพนักงานใน 12 ตำแหน่ง เช่น ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค, ผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งออก, ผู้จัดการอาวุโส, หัวหน้าฝ่ายจัดเก็บสินค้า และเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือลูกค้า เป็นต้น ในพื้นที่ต่าง ๆ ของอินเดีย ทั้งนี้มีรายงานว่าผู้ที่ได้รับการจ้างงานบ้างคนได้โพสต์แชร์ข่าวดีดังกล่าวใน LinkedIn ซึ่งดูเหมือนจะได้รับรับการสนับสนุนจาก Apple ในขณะี่ Renu Sevanthi หัวหน้าฝ่ายการจ้างงานของ Apple ในอินเดีย ได้ลิงก์ไปถึงผู้ที่ได้รับการจ้างงานบางส่วนดังกล่าวด้วย Apple ได้วางแผนเปิดตัวสโตร์ของตนเองอย่างเป็นทางการในประเทศอินเดียมาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว ภายหลังจากที่ได้มีการจำหน่ายสินค้าผ่านทางออนไลน์ จากนั้นได้ถูกเลื่อนไปเป็นปี 2021 และท้ายที่สุดคือปี 2022 ที่ผ่านมา โดยอุปสรรคสำคัญคือข้อกำหนดที่เข้มงวดของอินเดียที่มีต่อบริษัทต่างชาติ ซึ่งระบุให้ Apple ต้องผลิต iPhone ในอินเดีย (โชคดีที่ Apple ผลิต iPhone 13 ในอินเดียอยู่แล้ว) และ 30% ของผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในสโตร์ต้องผลิตในอินเดียด้วยเช่นกัน การเปิด Apple Store อย่างเป็นทางการในอินเดียนี้ มีแนวโน้มที่จะทำให้ iPhone 13 กลายเป็นสมาร์ตโฟนที่ขายที่สุดของ Apple ในไตรมาสที่ 3 นี้ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จครั้งใหม่ของ Apple ในอนาคต อ้างอิง

เครื่อง Apple-1 และสินค้าในหน้าประวัติศาสตร์ Apple เตรียมถูกนำมาประมูลขาย !!
อ่าน

เครื่อง Apple-1 และสินค้าในหน้าประวัติศาสตร์ Apple เตรียมถูกนำมาประมูลขาย !!

RR Auction บริษัทประมูลในบอสตัน เตรียมประมูลสินค้าประวัติศาสตร์ของ Apple รวมทั้งสิ้น 35 รายการ อาทิเช่น เครื่อง Apple-1, เสื้อแจ็คเก็ตที่สตีฟ จ็อบส์ ใส่ถ่ายรูปชูนิ้วกลางหน้าป้าย IBM, คู่มือ Apple II พร้อมลายเซ็นสตีฟ จ็อบส์, หนังสือ MacWorld ฉบับแรก พร้อมลายเซ็นสตีฟ จ็อบส์ และสตีฟ วอซเนียก, เมนบอร์ด Macintosh แบบ 128K เซ็นโดยสตีฟ จ็อบส์ และเจฟ ราสกิน ผู้ให้กำเนิด Macintosh เป็นต้น ส่วนรายการอื่น ๆ สามารถเข้าไปดูเพิ่มเติมได้จากที่นี่ [คลิก]พระเอกของงานประมูล เครื่อง Apple-1ก่อนหน้านี้เครื่อง Apple-1 คะแนนความสมบูรณ์ 8/10 คะแนน เคยถูกขายออกไปแล้วครั้งหนึ่งด้วยราคา 458,711 ดอลลาร์ หรือประมาณ 15.1 ล้านบาท ส่วนในรอบนี้จะมีการนำเครื่อง Apple-1 จากคอลเล็กชั่นของนักสะสม Roger Wagner ที่ถูกนำมาซ่อมจนสามารถใช้ใหม่ได้อีกครั้ง และได้คะแนนความสมบูรณ์ 7/10 คะแนน มาเปิดประมูลร่วมอีกด้วยApple-1 จะมีราคาประมูลเริ่มต้นที่ 50,000 ดอลลาร์ หรือราว 1.65 ล้านบาท โดยทาง RR Auction ตั้งเป้าราคาไว้ที่ 450,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14.8 ล้านบาท ผู้ชนะการประมูลนอกจากเครื่อง Apple-1 แล้ว ยังได้รับ คีย์บอร์ดออริจินัล คู่มือ 11 หน้าพร้อมลายเซ็น Ronald Wayne ผู้ร่วมก่อตั้ง Apple Computer เครื่องอ่านเทปแคสเซ็ตต์ (Cassette Interface), เทปแคสเซ็ตต์, เครื่องเล่นและอัดเทปแคสเซ็ตต์ของ Panasonic คีย์บอร์ด Apple II และอื่น ๆ อีกด้วยแหล่งที่มาrrauction.com

รีวิว "ชิป M1" ของ Apple
อ่าน

รีวิว "ชิป M1" ของ Apple

ขอแจ้งก่อนนะครับ ว่ารีวิวนี้เป็นข้อมูลจากสื่อเมืองนอก ที่ได้หยิบเอาMacBook Pro, MacBook Air และ Mac Mini ที่รันด้วยชิป Apple M1 มาทดสอบเปรียบเทียบ และทดลองใช้ โดยชิปApple M1 เป็นชิป 8 คอร์ มีหน่วยประมวลผล (EUs) 128 รองรับ 25,000 เทรด พลังประมวลผล 2.6 TFLOPS (คาดว่าวัดจากประสิทธิภาพ single-precision FP32) ซึ่งใกล้เคียงกับชิป Radeon RX 560 ที่ 2.6 TFLOPS และ GeForce GTX 1650 ที่ 2.9 TFLOPSจากการทดสอบตัวชิปด้วยGFXBench 5.0 พบว่า GPU ของ M1 สามารถทำงานได้ตามที่Apple ระบุเอาไว้จริง ๆ โดยมีค่า fps สูงกว่าการ์ดจอ Radeon RX 560 และ GeForce GTX 1650 ชิป M1 ยังสามารถทำประสิทธิภาพได้สูสีกับการ์ดจอแยกที่ใช้พลังงานระดับ 75W ภายใต้ค่า TDP ที่ต่ำกว่ามากได้อีกด้วยแอปที่สามารถรันบน ARM แบบเนทีฟของ M1 ยังมีน้อยอยู่ แต่แอปของ Apple เอง สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าเดิมแอปAdobe ที่ยังเป็น x86 เมื่อรันผ่าน Rosetta 2 กลับพบว่ามีประสิทธิภาพดีกว่าเดิมผลเบนช์มาร์ค : ชิป M1 อยู่ในระดับท็อปของแทบทุกผลการทดสอบ โดย M1 ส่วนใหญ่มีผลคะแนนเบนช์มาร์คที่เหนือกว่าโปรเซสเซอร์แบบประหยัดพลังงานที่ใช้บนแล็บท็อปแบบคอร์เดียว แต่แพ้ให้กับโปรเซสเซอร์ระดับเดสก์ท็อปในบางการทดสอบ ไปจนถึงการเบนช์มาร์กแบบหลายคอร์ทดสอบบีบอัดด้วยไฟล์ gzip เพื่อวัดพลัง CPU จากการใช้งานจริง :ในการทดสอบแบบคอนฟิกให้รันโพรเซสเท่าจำนวนคอร์ ตัวชิป M1 ทำได้ใกล้เคียง Ryzen 7 4700U ที่เป็น 8 คอร์แบบ high-performance (M1 มี high-performance และ high-efficiency อย่างละ 4)ขณะที่เมื่อคอนฟิกให้บีบอัดไฟล์เฉพาะ 4 คอร์ high-performanceชิป M1 ทำความเร็วออกมาให้ใกล้เคียง Ryzen 9 5950X และเมื่อบีบอัดแบบคอร์เดียว M1 ทำความเร็วได้มากกว่า 5950X เล็กน้อย สรุปสั้น ๆ ว่าApple M1 เป็นชิปที่มีพลังประมวลผลแบบเธรดเดียวแรงที่สุดในโลกการทดสอบใช้งานจริงผลออกมาไม่ได้แตกต่างจากผลเบนช์มาร์คมากนักการคอมไพล์โค้ดบน XCode ที่ Dave Leeใช้เวลาไปแค่ราว 41-45 วินาทีและ 16 วินาทีตามลำดับซึ่งเร็วที่สุด เทียบเท่าเครื่อง Hackintosh ที่ใช้ Ryzen 9 3950X 16 คอร์ แรม 64GB และใกล้เคียงกับ MacBook Pro 16 (2019) ที่ใช้ Core i9Final Cut Pro เรนเดอร์ความละเอียด 5K จากกล้อง Red Scarlet-W ความยาว 10 นาที ชิป M1 ทำเวลาไปราว ๆ 6 นาทีครึ่ง ใกล้เคียงกับ MacBook Pro 16 (2019) Core i9เวลากดเปิดแอป แอปจะถูกเปิดขึ้นมาแทบจะทันที แม้จะเปิดติด ๆ กัน 6-7 แอปก็ตามการทดสอบใช้งานจริงกับแอปx86 ต้องรันผ่านRosetta 2 พบว่าได้ผลการทดสอบค่อนข้างน่าประทับใจกว่าที่คาดผลการทดสอบประสิทธิภาพ GPU ของ M1 ถ้าเทียบกับชิป ARM บนสมาร์ทโฟนหรือ GPU Intel ที่มี GPUในตัว ประสิทธิภาพของ M1 กินขาด แต่ยังสู้เครื่องที่รันด้วยการ์ดจอแยกไม่ได้ความแตกต่างของ MacBook Air และ MacBook Pro :ความสว่างหน้าจอ, คุณภาพไมโครโฟน, TouchBar, ลำโพง, แบตเตอรี่และระบบระบายความร้อนชิปเซ็ตที่มีพัดลมและไม่มีพัดลม ซึ่งส่วนที่ถูกพูดถึงเยอะคือ 2 ประเด็นหลังสุดสเปคภายในของ MacBook Air และ Pro เหมือนกันทุกประการ ผลทดสอบแทบจะเหมือนกันหมด ถ้าจะตัดสินใจซื้อ อาจต้องตัดสินใจตรงเรื่องพฤติกรรมการใช้งาน CPU เป็นหลัก ว่าจำเป็นจะต้องเค้นประสิทธิภาพ CPU อย่างต่อเนื่องเกิน 10 นาทีมากน้อยแค่ไหน (MacBook Air เริ่มมีปัญหาตอน 8 - 9 นาที) โดยทั้ง 2 รุ่นมีราคาต่างกัน 10,000 บาทแบตเตอรี่ :ใช้งานได้นานขึ้นและใกล้เคียงกับที่โฆษณาPro ดูวิดีโอต่อเนื่องได้เกือบ 20 ชม.และ Air ที่ 18 ชม.ส่วนการใช้งานจริง(บนแอป x86) สามารถใช้งานได้ราว ๆ 8 - 12 ชม.กล้อง :กล้องเว็บแคมยังคงความละเอียด 720pwebsite:www.TNNTHAILAND.comfacebook :TNNONLINEfacebook live :TNN Livetwitter :TNNONLINELine :@TNNONLINEYoutube Official :TNNONLINEInstagram :TNN_ONLINETIKTOK :@TNNONLINEแหล่งที่มา theverge.com

เกาะติด Apple Event Peek performace งานเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple มีอะไรน่าสนใจบ้าง?
อ่าน

เกาะติด Apple Event Peek performace งานเปิดตัวสินค้าใหม่ของ Apple มีอะไรน่าสนใจบ้าง?

คุณผู้ชมหลายท่านอาจจะเป็นสาวกของ Apple อย่างเช่นกับผมเอง และในทุกปีเหล่าสาวกของ Apple ก็ต่างเฝ้ารอคอยการเปิดตัวสินค้าและบริการใหม่ๆ มาให้เรารอเสียเงินอีกเช่นเคย โดยที่เมื่อคืนนี้ที่ผ่านมา (เวลาตี 1 วันที่ 9 มีนาคม 2565) ทาง Apple ก็ได้จัดงาน Apple Event อย่าง "Peek performance" โดยบทความของ TamKung วันนี้เราจะมาพูดกันว่า มีเรื่องอะไรน่าสนใจอะไรบ้างก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า จริงๆ แล้วทาง Apple ก็เปิดตัวสินค้าออกมาแทบจะทุกปี และแทบจะตลอดทั้งปีเลยครับ ทั้งช่วงหน้าร้อน หน้าหนาว หรือการเป็นงานพิเศษตามโอกาสต่างๆ ก็เรียกได้ว่าอาจจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับสาวก Apple อย่างผมนั้น รู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นงานที่ Apple จัด ซึ่งเดี๋ยวเราจะมาพูดกันในส่วนของการเปิดตัวสินค้า เป็นงานเปิดตัวสินค้าประเภทของรุ่นเล็กๆ เบาๆ ไม่ได้จัดหนักมากเท่างาน Apple Event ช่วงปลายปี แต่ครั้งนี้เราก็ได้เห็นสินค้าใหม่ๆ ที่ทั้งพัฒนาตัวเก่ามาให้ดีขึ้น รวมถึงสินค้าที่ไม่คิดว่าจะทำขึ้นมากัน โดยในงานนี้มีสินค้าทั้งหมด 3 รายการหลักๆApple TV+https://www.youtube.com/watch?v=CUwg_JoNHpoตอนเริ่มงาน ทาง Apple ก็ได้ประกาศความก้าวหน้าของ Apple TV+ เล็กน้อย กับ Apple Original Film ที่ได้ทำมาหลายปี ก็ยิ่งพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งได้คว้ารางวัลตามเวทีต่างๆ มา และได้ร่วมงานกับเหล่านักแสดงมากความสามารถได้อย่างต่อเนื่องนะครับ และทาง Apple TV+ ก็ประกาศจะพัฒนา Content ต่อไป ที่จะมีทั้ง ภาพยนตร์ ซีรีส์ สารคดี และ Aniamtion ต่อไปในอนาคตนั้นเองครับ ต่อด้วยการอัปเดตเพิ่มสีให้กับ iPhonehttps://www.youtube.com/watch?v=kV__iZuxDGEiPhone 13 และ iPhone 13 Pro ก็ได้เปิดตัวสีใหม่ อย่างสีเขียวอัลไพน์ (Alpine Green) โดยมีให้เลือกเพิ่มจากสีที่มีอยู่ 5 สี ก็ได้เพิ่มสีใหม่มาครับ ในส่วนของราคา iPhone 13 Pro ราคาเริ่มต้น 38,900 บาท และ iPhone 13 Pro Max ราคาเริ่มต้น 42,900 บาท สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2565 และเริ่มวางจำหน่ายจริงวันที่ 25 มีนาคม 2565iPhone SE ชิป A15 Bionic ชิป A15 Bionic ที่พร้อม GPU จำนวน 6-Core และ GPU จำนวน 4-Coreรูปทรงภายนอกมีการดีไซน์ใช้กระจกและอะลูมิเนียม ที่มาพร้อมจอภาพแสดงผลแบบ Retina HD ขนาด 4.7 นิ้ว ซึ่งเอาตรงๆ มันก็เหมือนกับ iPhone 11 Pro เลยการถ่ายภาพที่เรียกได้ว่ามีการพัฒนาขึ้น มาพร้อมกับกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด ƒ/1.8 ซูมดิจิทัลได้สูงสุด 5 เท่า แถมมีโหมดการควบคุมระยะชัดลึกของภาพให้เราสามารถเพิ่มลูกเล่นให้ภาพถ่ายของเรามากขึ้น รองรับภาพแบบ Smart HDR 4 และรองรับการถ่ายวิดีโอขนาด 4K สูงสุด 60 fps มาพร้อมปุ่ม Touch ID ที่คุ้นเคย และรองรับ 5G แล้ว รองรับ Wi-Fi 6 ที่เป็นมาตราฐานแบบ 802.11ax และมี NFC พร้อมโหมดตัวอ่านให้เอาไว้ใช้งานแตะและจ่ายได้สะดวกมากขึ้นครับhttps://www.youtube.com/watch?v=GByi_j-7Q2Eมี 3 สีให้เลือกคือ สีดำ สีขาวและสีแดง(Red Product) ขนาดความจุให้เลือกตั้งแต่ 64 GB - 256 GB ราคาเริ่มต้นที่ 15,900 บาท สามารถสั่งจองได้ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2565 และเริ่มวางจำหน่ายจริงวันที่ 25 มีนาคม 2565iPad Air พร้อมชิป M1 หลังจากที่ iPad Air ใช้ชิป A14 มานานแสนนาน ครั้งนี้ได้เวลาเปลี่ยนมาเป็นชิป M1 เหมือนรุ่นพี่ iPad Pro ต่างๆ แล้ว มาพร้อมกับการอัพเกรดสิ่งต่างๆ มากมายชิป M1 ที่พร้อม CPU จำนวน 8-Core และ GPU จำนวน 8-Core แถมมี Neural Engine อีก 16-Core ที่จะช่วยให้ทำงานของ AI นั้นเร็วขึ้นในด้านการประมวลผลกราฟิกและการเล่นเกม และ RAM ขนาด 8GB ใช้งานบนระบบปฏิบัติการ iPadOS หน้าจอแบบ Liquid Retina ขนาด 10.9 นิ้ว มีการเคลือบผิวป้องกันแสงสะท้อนด้วย และยังคงใช้ปุ่ม Touch ID เพื่อใช้ลายนิ้วมือของเราในการปลดล็อค iPad กล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงขนาด ƒ/1.8 ซูมดิจิทัลได้สูงสุด 5 เท่าพร้อมฟีเจอร์อย่าง Center-Stage ที่จะช่วยให้กล้องแพนตามการเคลื่อนไหวของเราได้ แบบอัตโนมัติ  และรองรับการถ่ายวิดีโอขนาด 4K สูงสุด 60 fps (มีกันสั่นใน 4K ด้วย)การเชื่อมต่อเป็น USB-C หรือ USB 3.1 รุ่นที่ 2 สามารถใช้งานกับ Apple Pencil รุ่นที่ 2 และ Magic Keyboard ได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมรองรับ Wi-Fi 6 และในรุ่น Wi-Fi + Cellular ก็รองรับ Nano-SIM และแบบ eSim https://www.youtube.com/watch?v=I-t2mwrYc6sมีขนาดความจุให้เลือกระหว่าง 64 GB กับ 256 GB มี 2 รุ่นให้เลือกคือ รุ่น Wi-Fi ราคาเริ่มต้นที่ 20,900 บาท และรุ่น Wi-Fi + Cellular ราคาเริ่มต้นที่ 25,900 บาทมี 5 สีให้เลือก คือ สีเทาสเปซเกรย์ สีสตาร์ไลท์ สีชมพู สีม่วงและสีฟ้า ซึ่งตอนที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ยังไม่มีการกำหนดเวลาการจำหน่ายในประเทศไทยครับiPad Air 5 vs iPad Air 4 เปรียบเทียบชัด มีอะไรน่าสนใจสินค้าตระกูล Macเปิดตัว Apple M1 Ultraก่อนอื่น ก่อนเราจะเข้าไปที่เรื่องของ Mac กัน เรามาเรื่องของชิปประมวลผลตัวใหม่ ที่พึ่งได้ประกาศอย่างเป็นทางการ อย่าง ชิป M1 Ultra ซึ่งเป็นหนึ่งในชิปตัวใหม่จากตระกูล M1 Family ครับ ซึ่งผมยอมรับตรงๆ ตอนที่ดูตอนเปิดตัว ผมอึ้งมากๆ ที่เขาจะมีขั้นกว่าของชิป M1 ครับ เรียกได้ว่าเป็นตัวชิปที่เร็วของเร็วที่สุดในตระกูล M1 ทั้ง 4 ตัว ซึ่งเขาอาศัยการเอาชิป M1 Max จำนวน 2 ตัวมาเชื่อมต่อกันนั้นเอง โดยเรียกว่า "UltraFusion" และมีความเร็วการส่งข้อมูลสูงถึง 2.5TB/s มาพร้อม CPU Core รวมทั้งหมด 20-Core โดยแบ่งเป็น High-performance จำนวน 16-Core และแบบประหยัดพลังงานอีก 4-Core และ GPU อีก 64-Core รองรับ RAM สูงสุด 128 GB ที่มี Bandwidth ปริมาณการรับ และการส่งข้อมูลถึง 800GB/s และยังไม่พอ มี Neural Engine อีก 32-Core https://www.youtube.com/watch?v=ku4hl6hzRPQเรียกได้ว่าเป็นอะไรที่สุดมากๆ สมชื่อกับชื่องานอย่าง Peek performance จริงๆ เลยละครับ เพราะว่าเขาได้มีการให้ผู้ใช้งานจากหลายประเภทงานใช้ดู แล้วมันสามารถทำให้งานทุกอย่างนั้นง่ายขึ้น เร็วขึ้น แม้แต่การเปิดโปรแกรมก็ทำได้เพียงไม่กี่วินาที รวมถึงการ Render สำหรับงาน 3D หรืองานวิดีโอก็ดูราบลื่นไปหมด เพราะว่ามี Media Engine นั้นเอง แถมยังใช้พลังงานที่น้อยกว่า เมื่อเทียบกับชิปที่มีคุณภาพและความสามารถเท่ากันในตลาดโลกของเราในตอนนี้ด้วยครับมีชิปใหม่ ก็ต้องมี Mac ใหม่กับการเปิดตัว Mac ตัวใหม่ที่เป็นการผสมผสาน Mac Mini กับ iMac เข้าด้วยกันอย่างลงตัวMac Studio และจอ Studio MonitorMac Studioแน่นอนว่าต้องมาพร้อมกับชิปใหม่อย่าง M1 Ultra (แต่สินค้าให้เลือกได้ระหว่างชิป M1 Max กับ M1 Ultra) ที่มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่แรงมาก โดยมีทั้งรุ่นชิปประมวลแบบ M1 Max ที่พร้อม CPU จำนวน 10-Core และ GPU จำนวน 24-Core และ Neural Engine แบบ 16-Core มีหน่วยความจำแบบรวม(RAM) ให้เลือกขนาด 32GB ประแต่งได้สูงสุด 64GB และ SSD ขนาด 512 GB โดยปรับแต่งได้สูงสุด 8 TBและรุ่นชิปประมวลแบบ M1 Ultra ที่พร้อม CPU จำนวน 20-Core และ GPU จำนวน 48-Core และ Neural Engine แบบ 32-Core มีหน่วยความจำแบบรวม(RAM) ให้เลือกขนาด 64GB  ปรับแต่งได้สูงสุด 128GB  และ SSD ขนาด 1TB โดยปรับแต่งได้สูงสุด 8 TBรองรับจอภาพได้สูงสุด 5 จอ โดยจะเป็นการรองรับ Pro Display XDR สูงสุด 4 จอ(ที่ความละเอียด 6K) ผ่านพอร์ต Thunderbolt 4 (USB-C) และ จอภาพ 4K จำนวน 1 จอ ผ่านพอร์ต HDMI พอร์ตการเชื่อมต่อด้านหลังเครื่อง Thunderbolt 4 จำนวน 4 พอร์ต USB-A จำนวน 2 พอร์ต HDMI จำนวน 1 พอร์ต Eternet (ความเร็ว 10Gb/s) จำนวน 1 พอร์ต และช่องหูฟังแบบ 3.5 มม. จำนวน 1 พอร์ต  พอร์ตการเชื่อมต่อด้านหน้าเครื่อง โดยสิ่งที่มีเหมือนกันคือช่องเสียบการ์ด SDXC (UHS-II) และสิ่งที่จะต่างกันคือ ในรุ่นของ M1 Max จะเป็นพอร์ต USB-C จำนวน 2 พอร์ต (สูงสุด 10Gb/s) ส่วนรุ่น M1 Ultra จะเป็น พอร์ต Thunderbolt 4 จำนวน 2 พอร์ต (สูงสุด 40Gb/s) แทนครับซึ่งขนาดตัวเครื่องจะสูง 9.5 ซม. กว้าง 19.7 ซม. น้ำหนักไม่มาก เพียง 2.7-3.6 กิโลกรัมเท่านั้นhttps://www.youtube.com/watch?v=yvX1WkFFtQIในเรื่องของความเร็วไม่ต้องพูดถึง ด้วยความเก่งของชิปประมวลผลอย่าง M1 Max และ M1 Ultra แล้วนั้น เรียกได้ว่าเร็วแรงมากๆ ทำงานอะไรก็ลื่น เร็วไปหมด ทั้งงานด้านกราฟิก ด้านเสียงถือได้ว่าเป็นหนึ่งในคอมพิวเตอร์ที่ดีที่สุดของ Apple เลยก็ว่าได้ และมาพร้อมราคาที่ค่อนข้างจะแรงแต่คุ้มค่าสำหรับการทำงานระดับ Studio ในเครื่องเพียงเครื่องเดียวในรุ่นของชิป M1 Max เริ่มต้นที่ราคา 69,900 บาท และรุ่นของชิป M1 Ultra ราคาเริ่มต้นที่ 139,900 บาท ซึ่งตอนที่ผมกำลังเขียนบทความนี้อยู่ยังไม่มีการกำหนดเวลาการจำหน่ายในประเทศไทยครับStudio Displayจอภาพของ Apple ตัวที่ 2 ที่ออกมาพร้อมกับ Mac Studio ที่ให้เราเต็มอิ่มกับ Retina Display ขนาด 27 นิ้ว ในความละเอียดสูงถึง 5K และความสว่างสูงถึง 600 นิตทำให้จอมีความสว่างและสีที่แสดงออกมาก็ชัดเจน เพราะรองรับสีสันกว่า 1 พันล้านสีเป็นจอที่มาพร้อมของเล่นอย่างกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 12MP พร้อมมุมมองภาพ 122องศา และรูรับแสงขนาด ƒ/2.4 รองรับฟีเจอร์ Center-Stage เหมือนบน iPad ครับ และมีลำโพงระบบ 6 ลำโพง ที่รองรับเสียงแบบ Spatial Audio หรือเสียงตามตำแหน่ง และ Dolby Atmos  พร้อมด้วยไมโครโฟน 3 ตัวแบบรับเสียง 3 ทาง ทำให้การรับเสียงนั้นดีมากยิ่งขึ้น แถมให้เราเลือกฐานตั้งของจอได้ถึง 3 แบบ คือฐานตั้งที่ปรับความเอียงได้ ฐานตั้งที่ปรับความเอียงและความสูงได้ และอะแดปเตอร์ตัวยึด VESA ที่สามารถติดผนังได้ การเชื่อมต่อก็มีพอร์ต Thunderbolt 3 (USB-C) จำนวน 1 พอร์ต และพอร์ต USB-C จำนวน 3 พอร์ต รองรับอุปกรณ์ Mac ที่สามารถใช้ macOS Monterey 12.3 หรือใหม่กว่าได้ หรือจะเป็น iPad ที่สามารถใช้ iPadOS 15.4 หรือใหม่กว่าได้นั้นเองครับราคาเริ่มต้นที่ 54,900 บาท โดยจะเป็นแบบกระจกมาตรฐาน และหากเลือกเป็นกระจกแบบ Nano-Texture ก็จะเริ่มต้นที่ราคา 65,400 บาทครับนี้ก็คือสินค้าทั้งหมดที่ทาง Apple จัดงาน Peek performance ประจำปีนี้ครับ โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่า ก็มีสินค้าหลายตัวที่เรากำลังจับตามองนะครับ และผมก็รู้สึกว่าเจ้า Mac Studio มันก็น่าสนใจมากๆ ด้วยความผสมผสานระหว่าง Mac Mini กับ Mac Pro ในราคาที่เรียกได้ว่าเล็กลงแต่คุณภาพยังสุดยอด ในราคาที่จับต้องได้ เพื่อการทำงานที่พัฒนาไปอีกขั้นเลยครับ ไหนจะเป็นเรื่องของสีใหม่ของ iPhone 13 อย่างสีเขียวอัลไพน์ที่น่าจับตาของเหล่าสาวกคนชอบสีเขียวนะครับ แล้วเพื่อนๆ มีความรู้สึกอย่างไรกับสินค้าที่เปิดตัวใหม่นี้ ชอบไม่ชอบยังไง มาลองพูดคุยกันได้นะครับ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ก็ต้องอภัยมา ณ ที่นี้ด้วยครับหากใครต้องการรับชม Apple Keynote ย้อนหลังการเปิดตัวสินค้าในครั้งนี้ ก็สามารถเข้าไปรับชมได้ที่ท่าน Apple Event ได้ครับเครดิตรูปภาพหน้าปกรูปที่ 1 by Appleรูปที่ 2 Photo by Drew Williams from Pexelsวิดีโอประกอบบทความ - Appleวิดีโอที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 ฟัง TamKung Podcast ได้ที่ Spotify Podcast | Apple Podcast | Google Podcastติดตาม TamKung ได้ที่ TamKung ติดตาม TamKungPhoto ได้ที่ #TamKungPhotoบทความที่คุณต้องลองอ่าน10 สูตรการคบเพื่อนแท้ เพื่อนที่ดี มิตรที่แท้จริงต้องเป็นยังไง?5 วิธีทำให้ Router Wifi แรงขึ้น สายฟรีก็ลองทำได้รีวิวการใช้งาน Huawei Wifi AX3 Router Wi-Fi 6 ยังน่าใช้อยู่ไหมในปี 2022เคยสงสัยไหม ทำไมเราถึงลืมรักครั้งแรกได้ยากจัง?10 สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ที่ต้องมาให้ได้สักครั้งหนึ่งเปิดประสบการณ์ความบันเทิงที่หลากหลายสุดปัง บน App TrueID โหลดเลย ฟรี !

5 เหตุผลที่ควรซื้อ Apple Refurbished
อ่าน

5 เหตุผลที่ควรซื้อ Apple Refurbished

5 เหตุผลที่ควรซื้อ Apple Refurbished ใครที่เป็นสาวก Apple จะต้องรู้กันเป็นอย่างดีว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลนั้นมีดีไซน์ที่สวยงามมีการใช้วัสดุในการผลิตที่ยอดเยี่ยมจึงทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์ออกมาประทับใจลูกค้าส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงส่วนของซอฟต์แวร์เองก็มีความโดดเด่นมีประสิทธิภาพมีความเสถียรในการใช้งานเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่สูงจนทำให้กระเป๋าสตางค์ของเรา (โดยเฉพาะแอด) เบาลงได้แน่นอน วันนี้แอดจึงขอเสนอทางเลือกให้คนที่สนใจอยากลองใช้งานผลิตภัณฑ์ค่ายแอปเปิลเป็นครั้งแรก หรือคนที่เคยมีประสบการณ์ในการใช้งานผลิตภัณฑ์แอปเปิลมาแล้วแต่ไม่อยากซื้อเปลี่ยนรุ่นใหม่ทุก ๆ ปีตามเทรนด์ นั่นคือ การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Apple Refurbished โดยผลิตภัณฑ์ Refurbished คือผลิตภัณฑ์ที่ได้ทำการซ่อมแก้ไข ปรับปรุง ตกแต่งใหม่ที่มีรับประกัน 7 วันในการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เครื่องใหม่ให้ทันทีหากพ้นระยะเวลาประกันสามารถส่งเคลมหรือซ่อมตามเงื่อนไขปกติได้ โดยข้อดีผลิตภัณฑ์ Apple Refurbished มีดังนี้ 1. ราคาถูก ข้อนี้จะเป็นข้อดีด้านราคาย่อมเยา ซึ่งต้องมีราคาถูกกว่าราคาเปิดตัวแน่นอน สามารถเอื้อมถึงแต่ข้อเสียก็มีคือ ตาดีได้ ตาร้ายเสีย ต้องถือว่าวัดดวงกันบ้าง คนที่มีทักษะในการดูผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือของใช้ที่ผ่านการซ่อมผ่านกาลเวลามาระยะหนึ่งจะต้องมีความละเอียดละออในการเปรียบเทียบและพิจารณาได้เป็นอย่างดีถึงจะได้ของที่ยังใช้งานได้ดีและราคาที่คุ้มค่า   2. คุ้มค่า การที่ผลิตภัณฑ์ Refurbished นั่นมีราคาที่ถูกกว่าราคาปกติ จึงทำให้มีความคุ้มค่ามากกว่าอยู่แล้ว แต่สำหรับบางคนที่ซื้อเพราะเห็นว่าคุ้มค่าแก่การได้เป็นเจ้าของ สุดท้ายไม่ได้ใช้งานหรือไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนั้น เท่ากับว่าคุณขาดสติในการซื้อ เพราะความคุ้มค่าจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผลิตภัณฑ์ สินค้า หรือสิ่งของที่ได้มานั่นจะต้องเกิดจากการได้ใช้ประโยชน์และใช้งานจริงถึงจะเรียกได้ว่ามีความคุ้มค่า 3. แบรนด์เนม จากการที่ผลิตภัณฑ์ Apple มีราคาค่อนข้างแพงก็อาจมองได้ว่าเป็นสินค้าแบรนด์เนมซึ่งเป็นการทำให้ตลาดของ Refurbished มีความต้องการเพราะมือหนึ่งราคาสูงจนเกินไปมาก เผลอ ๆ Refurbished คุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาดมากกว่าของมือหนึ่งเสียอีก    4. เสน่ห์หลงใหล นอกจากราคาที่แสนจะดึงดูด สิ่งที่นักช้อป Refurbished ทั้งหลายติดใจที่สุดคงเป็นเสน่ห์ในการตามหา ต้องเสาะแสวง ติดตาม และถามหาหลายที่ หลายแหล่ง และหลายขั้นตอนกว่าจะได้มา ต้องดูทั้งความสมบูรณ์รวมทั้งการใช้งานในอนาคต เรียกว่าต้องงัดทุกทักษะออกมาใช้กันเลยทีเดียว   5. คงเป็นผลิตภัณฑ์ Refurbished เสมอ ข้อสุดท้ายนี้จะเป็นข้อดีที่หลายคนมองข้ามและนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว เพราะผลิตภัณฑ์ Refurbished ไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านมากี่มือ หรือส่งซ่อมมาแล้วกี่รอบก็ตาม กรณีถ้าผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในสภาพใช้งานได้ปกติดี ไม่เก่าหรือผุพังมากนัก และราคาขายมักใกล้เคียงกับราคา Refurbished ตอนแรก โดยสุดท้ายจะยังคงใช้ชื่อว่าผลิตภัณฑ์ Refurbished อยู่เสมอ ถ้าคุณอ่านมาถึงตรงนี้แอดเชื่อว่าหลายคนได้เปลี่ยนทัศนคติไปจากเดิมกับผลิตภัณฑ์ของ Apple Refurbished แต่ก็อย่าลืมว่ามีข้อดีก็ต้องมีข้อเสีย ใครที่คิดจะซื้อก็ต้องยอมรับสภาพกับของที่ได้รับว่ามันไม่มีอะไร 100% อยู่แล้ว รวมไปถึงอายุการใช้งานในอนาคต หากตัดสินใจซื้อให้เลือกผู้จัดจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ มีการรับประกัน มีสถานที่เป็นหลักเป็นแหล่ง หรือมีช่องทางในการติดต่อกลับหลังการขายได้เราจึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าไม่ได้โดยย้อมแมวหรือถูกหลอกลวงอยู่ ติดตั้งแอปพลิเคชัน Bidogoo ได้ฟรีที่ App Store หรือ Google Play Store ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์ Bidogoo https://www.bidogoo.com อ้างอิงจาก https://www.apple.com/shop/refurbished รูปประกอบโดยนักเขียน  รูปประกอบที่ 1 / รูปประกอบที่ 2 / รูปประกอบที่ 3 / และภาพปก

Apple Cider Vinegar ดื่มอย่างไรให้ผอม?
อ่าน

Apple Cider Vinegar ดื่มอย่างไรให้ผอม?

หลายคนอาจเคยได้ยินว่า Apple Cider Vinegar ช่วยลดพุงได้ แต่หลายคนอาจสงสัยว่า Apple Cider Vinegar คืออะไร ไม่เป็นไรคะ วันนี้น้ำจะเล่าให้ฟังว่า Apple Cider Vinegar คืออะไร ช่วยลดพุง ช่วยลดน้ำหนักได้จริงไหม และถ้าทำได้ต้องดื่มอย่างไร มาดูกันค่ะ   Apple Cider Vinegar คืออะไร Apple Cider Vinegar คือน้ำส้มสายชูที่หมักจากแอปเปิ้ลสด มีความเป็นกรดสูง มีรสเปรี้ยว สีเหลืองอ่อน คล้ายน้ำชาค่ะ ช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย *** ผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนและเป็นโรคเบาหวาน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานนะคะ ***   ก่อนจะไปดูวิธีดื่ม มาดูประโยชน์ของ Apple cider Vinegar กันก่อนค่ะ ประโยชน์ในด้านของสุขภาพของ Apple cider Vinegar ช่วยในเรื่องของระบบย่อยอาหาร ช่วยให้อาหารย่อยง่าย จึงลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้ค่ะ Apple Cider Vinegar มีวิตามิน C สูงจึงช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด นั่นหมายถึงคุณอาจจะเป็นแต่ไม่นาน หรือไม่เป็นเลย และเมื่อเป็นหวัดจะทำให้มีเสมหะน้อยลง และยังช่วยแก้อาการเจ็บคอด้วยค่ะ  ประโยชน์ในด้านความสวยความงามของ Apple Cider Vinegar  เพราะใน Apple Cider Vinegar มีวิตามิน C สูง ซึ่งเป็นตัวต้านอนุมูลอิสระชั้นดี จึงช่วยชะลอความแก่ได้อย่างดีเยี่ยม   วิตามิน C ยังช่วยลดอาการผมร่วงและผมหงอกได้ด้วยค่ะ   ทีนี้มาถึงประโยชน์ที่สาว ๆ ทุกคนรอคอยค่ะ ประโยชน์ในด้านการควบคุมน้ำหนักของ Apple Cider Vinegar Apple Cider Vinegar นั้นเป็นตัวช่วยในการคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดีค่ะ เพราะช่วยลดความอยากอาหารและของหวาน รวมไปถึงลดอาการหงุดหงิดจากการไม่ได้ทานของหวานด้วยนะคะ ซึ่งปัญหานี้นับว่าสร้างความลำบากใจให้กับหลายคนที่กำลังควบคุมอาหารอยู่ใช่ไหมคะ ซึ่ง Apple Cider Vinegar มาช่วยให้ปัญหานี้หมดไปค่ะ  วิธีชง Apple Cider Vinegar  สูตรที่ 1 Apple Cider Vinegar 1 ช้อนชา ผสมกับ น้ำเปล่า 1 แก้วใหญ่  สูตรที่ 2 Apple Cider Vinegar 1 ช้อนชา ผสมกับ น้ำเปล่า ½ แก้ว + น้ำผลไม้ ½ แก้ว  จริง ๆ แล้วดื่ม Apple Cider Vinegar ผสมกับน้ำเปล่าจะได้ผลดีกว่าผสมกับน้ำผลไม้ เพราะในน้ำผลไม้ส่วนใหญ่จะมีน้ำตาลผสมอยู่ในปริมาณที่สูงพอสมควร จึงไม่เหมาะกับสาว ๆ ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก แต่ด้วยรสและกลิ่นที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่ ดังนั้นน้ำผลไม้จะช่วยให้เราดื่มได้ง่ายขึ้น  สำหรับมือใหม่น้ำแนะนำให้ดื่มสูตร 2 แล้วค่อย ๆ ปรับลดปริมาณน้ำผลไม้ลงค่ะ   วิธีดื่ม Apple Cider Vinegar เพื่อลดน้ำหนัก/ลดความอยากอาหาร/ลดพุง ควรดื่มก่อนมื้ออาหารสัก 10-15 นาที ทำให้เราลดความอยากอาหารลง เมื่อเราอยากอาหารน้อยลงปริมาณอาหารที่เราทานเข้าไปก็น้อยลงไปด้วยค่ะ และ Apple Cider Vinegar ยังช่วยให้ระบบย่อยของเราทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วยค่ะ    *** ห้ามดื่ม Apple Cider Vinegar โดยไม่ผสมเด็ดขาด  **** เพราะ Apple Cider Vinegar มีความเป็นกรดสูง หาก Apple Cider Vinegar ที่ยังไม่ได้ผสม จะทำลายเคลือบฟัน และเนื้อเยื่อปากและลำคอ ดังนั้นต้องผสมตามสัดส่วนด้านบนก่อน ห้าม on the rock เด็ดขาดนะคะ Apple Cider Vinegar มีหลายยี่ห้อในท้องตลาด ราคา 60 – 300 บาท เลือกมาทดลองได้ตามอัธยาศัย หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไปค่ะ ได้ผลอย่างไรมาเล่าให้ฟังบ้างนะคะ แล้วเจอกันใหม่กับบทความถัดไปค่ะ บายค่ะ   ขอขอบคุณภาพประกอบสวย ๆ จาก www.canva.com

An apple a day keeps the doctor away..จริงหรอ?
อ่าน

An apple a day keeps the doctor away..จริงหรอ?

                                                                            ภาพโดย Rebekka D จาก Pixabay  An apple a day keeps the doctor away..จริงหรอ? ประโยคอมตะอย่าง An apple a day keeps the doctor away สร้างความสงสัยกันอย่างแพร่หลายว่าประโยคดังกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่ อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่อุดมด้วยคุณประโยชน์มากมายนานาชนิด แต่นั่นจะมากพอให้คนรับประทานห่างไกลโรคได้หรือเปล่า ประโยคเบื้องต้นถูกเผยแพร่แบบเป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1866 ในนิตยสารเล่มหนึ่งที่เวลส์ และถูกส่งผ่านกันต่อมาเรื่อย ๆ สู่รุ่นลูก รุ่นหลาน มีการดัดแปลงประโยคนี้เรื่อยมาจนเป็นประโยคแบบที่เราได้เห็นในปัจจุบันในปี 1922 และได้มีผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐมิชิแกน พบว่าผลของการเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่รับประทานแอปเปิ้ลเป็นประจำกับผู้ที่ไม่ทาน คือ ผู้ที่ทานจะมีสขุภาพที่ดีกว่า มีพฤติกรรมทางสุขภาพอื่น ๆ ที่ดีกว่า เช่น การสูบบุหรี่ที่ลดน้อยลง แต่กลับไม่พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานแอปเปิ้ลเป็นประจำกับการไปพบแพทย์ว่ามีความเกี่ยวข้องกันแบบมีนัยสำคัญแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแอปเปิ้ลจะไม่สามารถลดการไปพบแพทย์จริงดังที่ประโยคนั้นได้กล่าวไว้ แต่ในแง่คุณประโยชน์แล้วนั้น แอปเปิ้ลถือเป็นอีกผลไม้ที่มีคุณประโยชน์คุ้มค่าต่อการรับประทาน เช่น - ช่วยชะลอวัย เพราะมีสารต้านอนุมูลอิสระ - ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด - ช่วยในการลดคอเลสเตอรอล - ช่วยป้องกันการเกิดต้อกระจก - ช่วยลดไข้และลดอาการอักเสบ                                                                             ภาพโดย congerdesign จาก Pixabay  แอปเปิ้ลจะสามารถแบ่งออกอย่างคร่าว ๆ ได้จากสีของมัน ที่จะสามารถบ่งบอกถึงพันธุ์ของมันได้โดยพื้นฐาน ได้แก่ แอปเปิ้ลสีเขียว รสชาติจะออกอมเปรี้ยวอมหวาน มีน้ำตาลน้อย และให้พลังงานต่ำที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลทั้งหมด มีไฟเบอร์และวิตามินซีสูง ซึ่งจะช่วยในเรื่องเลือดออกตามไรฟัน แอปเปิ้ลสีแดงเข้ม มีรสหวานกว่าแอปเปิ้ลสีอ่อน มี แอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่มักพบมากในเปลือกของมัน ดังนั้น จึงควรระวังเกี่ยวกับสารตกค้างที่อาจพบเจอได้                                                                        ภาพโดย Tracy Lundgren จาก Pixabay  แอปเปิ้ลสีแดงอมชมพู อาจจะไม่หวานหรือกรอบเท่าแอปเปิ้ลสีแดงเข้ม แต่คุณประโยชน์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย เพราะยังอุดมไปด้วยวิตามินซี และยังป้องกันโรคต่าง ๆ ได้อีกด้วย แอปเปิ้ลสีเหลือง มีรสชาติหวาน แต่ไม่ค่อยได้พบเห็นโดยทั่วไป เน้นการให้ประโยชน์ด้านการมองเห็น                                                                              ภาพโดย Couleur จาก Pixabay  ไม่ว่าจะสีไหน แอปเปิ้ลต่างก็ให้คุณประโยชน์ที่ไม่แตกต่างกัน แม้ว่าแอปเปิ้ลจะไม่มีผลที่เด่นชัดในเรื่อง keeps the doctor away แต่การรับประทานผลไม้ดี ๆ แบบนี้ อย่างน้อยก็มีผลในเรื่องของสุขภาพและรสชาติก็ยังอร่อยอีกด้วย..                                        

Apple หาทางผลิตหน้าจอ iPhone, Apple Watch เอง หวังลดการพึ่งพา Samsung
อ่าน

Apple หาทางผลิตหน้าจอ iPhone, Apple Watch เอง หวังลดการพึ่งพา Samsung

ปัจจุบัน Apple ใช้การพึ่งพา Samsung และ LG ในการผลิตหน้าจอให้อุปกรณ์ของบริษัทไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad หรือ Apple Watch แต่ข้อมูลใหม่จาก Bloomberg เผยว่าตอนนี้ Apple กำลังพยายามหาทางผลิตหน้าจอที่ปรับแต่งเอง หวังลดการพึ่งพาบริษัทต่าง ๆ Bloomberg ระบุว่า Apple กำลังหาทางที่จะใช้หน้าจอที่ปรับแต่งเองกับสมาร์ตโฟนหรือ iPhone เป็นอย่างแรกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในปี 2024 เป้าหมายของ Apple คือความต้องการที่จะลดการพึ่งพา Samsung และ LG นอกจาก Samsung และ LG แล้ว Apple ยังพยายามกระจายซัปพลายเออร์ผู้ผลิตหน้าจอไปยังบริษัทอื่น เช่น Japan Display, BOE Technology และ Sharp เป็นต้น โดย Apple อยากเปลี่ยนจากหน้าจอ OLED เป็น micro-LED แทนตามรายงานของ Bloomberg จริง ๆ Apple มีความพยายามที่จะใช้หน้าจอ micro-LED มาตั้งแต่ปี 2018 แล้ว แต่ความพยายามก็ต้องจบไปเนื่องจากปัญหาด้านต้นทุนที่สูงและปัญหาทางเทคนิคที่ยังไม่สามารถแก้ได้ในขณะนั้น ทำให้ต้องขยับออกมาจนถึงปี 2024-2025 ที่มา 9to5Mac