รีเซต

ผลการค้นหา “A(ir) Moment” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
The Courage Premium: ปลดล็อก Mindset เอาชนะ “ความกลัวสงคราม” ด้วยดาต้าและ AI
อ่าน

The Courage Premium: ปลดล็อก Mindset เอาชนะ “ความกลัวสงคราม” ด้วยดาต้าและ AI

#ทันหุ้น-สวัสดีครับท่านผู้อ่าน "ทันหุ้น"เดินทางมาถึงสัปดาห์ที่ 20 ของคอลัมน์ I Wealth กันแล้วครับ ในช่วงที่ผ่านมา หากเราเปิดดูข่าวสารจากทั่วโลก สิ่งที่พาดหัวตัวโตอยู่ทุกวันคงหนีไม่พ้นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความตึงเครียดทางการทหาร และสงครามตัวแทนในภูมิภาคต่างๆจากการที่ผมได้พูดคุยกับนักลงทุนและเจ้าของธุรกิจหลายท่าน ผมพบว่ามีไวรัสตัวหนึ่งที่น่ากลัวกว่าโควิด-19 และกำลังระบาดหนักในหมู่นักลงทุน นั่นคือ "ไวรัสแห่งความกลัว" (Fear Pandemic) ครับหลายคนทักมาถามผมว่า "ดร. ครับ โลกตึงเครียดขนาดนี้ ผมควรล้างพอร์ตดีไหม?" หรือ "เก็บเงินสดไว้เฉยๆ รอสงครามจบก่อนดีกว่าไหม?" สัปดาห์นี้ ผมจึงอยากชวนมาค้นอินเทอร์เน็ต เจาะลึกถึง "Mindset การลงทุนในภาวะสงคราม" เพื่อเปลี่ยนความตื่นตระหนก ให้เป็นความได้เปรียบทางอารมณ์ (Emotional Edge) ในแบบฉบับของ Smart Money ครับPain Point: กับดัก Doomscrolling และภาพลวงตาของ "เงินสด"ความเจ็บปวดที่สุดของนักลงทุนรายย่อยคือการตกเป็นเหยื่อของ Doomscrolling หรือการเสพติดข่าวร้าย ยิ่งสำนักข่าวประโคมข่าวสงคราม อัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียก็ยิ่งป้อนข่าวความรุนแรงเข้ามาในฟีดของเราซ้ำๆ จนสมองของเราหลั่งสารแห่งความเครียด และสั่งให้เราทำในสิ่งที่ผิดพลาดที่สุดในโลกการลงทุน นั่นคือการ "Panic Sell" (ขายหนีตายทุกราคา)เมื่อขายหุ้นทิ้ง คนส่วนใหญ่จะเลือกถือ "เงินสด" เพราะคิดว่าปลอดภัยที่สุดแต่ในความเป็นจริง ภาวะสงครามมักมาพร้อมกับ "เงินเฟ้อ (Inflation)" จากราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ที่พุ่งสูงขึ้น การกอดเงินสดไว้ในยามสงคราม จึงไม่ต่างอะไรกับการยืนถือไอศกรีมในทะเลทราย มูลค่าความมั่งคั่งของท่านจะละลายหายไปทุกวันโดยที่ท่านไม่รู้ตัวครับThe Insight: ตลาดหุ้นมักปีนป่าย "กำแพงแห่งความกังวล" (Wall of Worry)หากเราถอยออกมามองภาพใหญ่ และใช้ Data ทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์ เราจะพบสัจธรรมข้อหนึ่งที่ AI สรุปให้เราเห็นอย่างชัดเจนครับ: "ตลาดทุนไม่เคยพังทลายเพราะสงครามในระยะยาว"ไม่ว่าจะเป็นสงครามโลก สงครามเย็น วิกฤตอ่าวเปอร์เซีย หรือเหตุการณ์ 9/11 สถิติระบุชัดเจนว่า ตลาดหุ้นมักจะร่วงหนักใน "ช่วงที่มีข่าวลือหรือช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์" (Buy the rumor, sell the news) แต่เมื่อเสียงปืนแตกนัดแรก และความคลุมเครือ (Uncertainty) หายไป ตลาดหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัว และทำจุดสูงสุดใหม่ (New High) ได้เสมอในเวลาต่อมานักลงทุนระดับตำนานมักพูดเสมอว่า ตลาดหุ้นชอบปีน "Wall of Worry" (กำแพงแห่งความกังวล) ยิ่งคนกลัวมากเท่าไหร่ ราคาสินทรัพย์ชั้นยอดก็จะยิ่งถูกลงจนเกิดเป็น "The Courage Premium" (ส่วนเพิ่มผลตอบแทนสำหรับคนกล้า) คนที่กล้าซื้อในจุดที่คนอื่นกลัวที่สุด คือคนที่จะกวาดกำไรคำโตที่สุดเมื่อพายุสงบครับExperience: แยก "Noise" ออกจาก "Signal" ด้วยวิถี I Wealthในฐานะนักลงทุนรายใหญ่ที่บริหารพอร์ตขนาดใหญ่ ผมปล่อยให้อารมณ์ของผมแกว่งไปตามพาดหัวข่าวไม่ได้เด็ดขาดครับเทคนิคที่ผมใช้เพื่อรักษา Mindset ให้แข็งแกร่ง คือการนำ AI มาเป็นตัวกรองอารมณ์เวลาเกิดข่าวใหญ่ ผมจะไม่นั่งอ่านคอมเมนต์ในโซเชียลมีเดีย แต่ผมจะใช้ AI วิเคราะห์ Sentiment Analysis และ Fund Flow (ทิศทางกระแสเงินทุน) ของนักลงทุนระดับสถาบันNoise (เสียงรบกวน): ข่าวลือรายวัน คำขู่ทางการเมือง หรือความตื่นตระหนกของรายย่อยSignal (สัญญาณจริง): สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่กำลังเคลื่อนย้ายเงินไปที่ไหน? พวกเขากำลังช้อนซื้อหุ้นเทคโนโลยี หุ้นพลังงาน หรือกำลังสะสมสินทรัพย์ทางเลือก?AI ช่วยให้ผมเห็นว่า ในขณะที่หน้าจอทีวีเต็มไปด้วยไฟสงคราม แต่หลังม่านนั้น Smart Money กำลังเดินหน้าทำกำไรจากความผันผวนอย่างเป็นระบบSolution: ให้ AI ทำ Stress Test อารมณ์ของคุณ (พร้อม Prompt)เพื่อสร้างเกราะป้องกันทางอารมณ์ (Psychological Moat) ผมแนะนำให้ท่านใช้ AI จำลองสถานการณ์และดูสถิติในอดีต เพื่อให้สมองของเรามีตรรกะ (Logic) เหนือความกลัว (Fear) ลองใช้ Prompt นี้ครับ:Prompt:"สวมบทบาทเป็นนักจิตวิทยาการลงทุนและนักประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ (Behavioral Finance Expert Economic Historian)ฉันกำลังรู้สึกกังวลกับพอร์ตการลงทุนของฉันเนื่องจากข่าวสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นช่วยดึงข้อมูลสถิติผลตอบแทนของดัชนี SP 500 หรือตลาดหุ้นทั่วโลก ในช่วงวิกฤติสงครามครั้งใหญ่ 3 เหตุการณ์ในอดีต (เช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย, สงครามอิรัก, หรือวิกฤติยูเครน)โดยแสดงให้เห็นว่า ตลาดใช้เวลาฟื้นตัว (Recovery Time) นานแค่ไหน และผลตอบแทนหลังจากจุดต่ำสุดใน 1 ปี และ 3 ปี เป็นอย่างไร พร้อมให้คำแนะนำด้าน Mindset เพื่อหลีกเลี่ยงการทำ Panic Sell"บทสรุป: ความกลัวมีไว้ให้บริหาร ไม่ใช่มีไว้ให้วิ่งหนีท่านผู้อ่านครับ ความกลัวเป็นกลไกธรรมชาติของมนุษย์ มันช่วยให้เราไม่ประมาท แต่ในโลกของการลงทุน "ความกลัวที่ไร้ตรรกะ คือต้นทุนที่แพงที่สุด"เศรษฐีตัวจริงไม่ได้ไม่มีความกลัวนะครับ แต่พวกเขามี "เครื่องมือ" และ "Mindset" ที่ช่วยให้เขาสามารถยืนหยัดและหาโอกาสได้ในวันที่คนอื่นวิ่งหนี ในยุค I Wealth เรามี AI เป็นผู้ช่วยในการดึงสติและวิเคราะห์ข้อมูล จงใช้มันเป็นเกราะกำบังอารมณ์ เพื่อให้พอร์ตของท่านเติบโตข้ามผ่านทุกสงครามและทุกวิกฤตการณ์ครับสัปดาห์หน้า เราจะมาเปลี่ยนบรรยากาศ คุยกันเรื่องเบาๆ แต่สำคัญมหาศาล นั่นคือ "The AI CEO: การใช้ AI บริหารเวลาเพื่อซื้อ 'ชีวิต' คืนมา" ห้ามพลาดครับ!ดร. ศุภชัย สุขะนินทร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน, AI Technology Investmentผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียน (SET MAI) และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดทุน

"loserpop" ปล่อยซิงเกิล "ทุกนาที" บทเพลงแห่งการย้ำเตือนใจ มูฟออนต่อไปให้ได้
อ่าน

"loserpop" ปล่อยซิงเกิล "ทุกนาที" บทเพลงแห่งการย้ำเตือนใจ มูฟออนต่อไปให้ได้

"loserpop" ศิลปินอินดี้ป็อปจากค่ายเพลง What The Duck (วอท เดอะ ดัก) ประกอบด้วย 6 สมาชิก นำทีมโดย แบงค์ ศุภัคศิษฎ์ เงินทวีคูณ (ร้องนำ), อั้ม จุฑาวัช พุทธรัตน์ (กีตาร์), ทัช ทรรศน ศรีสวัสดิ์ (กีตาร์), แพรว แพรวระวี รุ่งเรืองสาคร (คีย์บอร์ด), กอไผ่ จิรภัทร อังคุละนาวิน (เบส), ปืน ศุภสรรค์ หอสุระพิทักษ์ (กลอง) เจ้าของซิงเกิลอกหักรักคุดตามแบบฉบับชาวลูซเซอร์ ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงไวรัลอย่าง "ดาวนำทาง (Quiet Night), อุบัติเหตุ (Love Accident)" ตามมาด้วย "แพ้เสียงในหัว (Hello There)" ก่อนจะชวนแฟนเพลงปรับโหมดเปลี่ยนรสชาติให้สนุกขึ้นกว่าเดิม ผ่านซิงเกิลล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมาอย่าง "ไม่มีมาตรฐาน (Norm)" เพลงจังหวะชวนโยกที่ถ่ายทอดแง่มุมที่ว่า การมีความรักไม่จำเป็นต้องมีมาตรฐานมากำหนด ขอแค่ใจต้องการก็เพียงพอแล้ว "loserpop" ขอสลับเข้าสู่โหมดเศร้าเอาใจชาวลูซเซอร์กันอีกครั้งกับซิงเกิล "ทุกนาที (As Light Goes By)" เพลงที่มีคอนเซ็ปต์ตั้งต้นมาจากข้อความ "อยู่ในทุกนาที" โดยต้องการสื่อสารผ่านมุมมองที่โตขึ้น การเรียนรู้ที่จะเข้าใจและรับรู้ถึงความรู้สึกในทุกชั่วขณะของตัวเอง และเมื่อเปรียบเทียบกับในพาร์ทของความรัก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ รักกัน ทะเลาะกัน ไปจนถึงการลาจากกัน ถ้าหากเราเข้าใจในวัฏจักรของความสัมพันธ์ในทุกนาทีที่เกิดขึ้น เราก็จะสามารถก้าวเดินต่อไปได้ เหมือนกับการยอมรับความจริงที่ว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ย่อมดีเสมอ" เพลงนี้เลยเป็นเหมือนอีกหนึ่งคำอวยพรและอยากเชียร์อัพให้คนที่ยังจมอยู่กับความรู้สึกเก่า ๆ ให้เดินหน้ามูฟออนต่อไป และอีกหนึ่งความพิเศษที่พลาดไม่ได้ในครั้งนี้ วงได้มีการชวน "ปู๋ ปิยวัฒน์ มีเครือ" จาก HENS มาร่วมรังสรรค์เนื้อร้อง ส่วนในพาร์ทดนตรีถูกเติมเต็มด้วยดนตรีแนว Alternative Indie Pop ที่ให้กลิ่นอายดนตรี Brit Rock ยุค 2000s พร้อมเพิ่มมิติความหนักแน่นขึ้นอีกระดับจากผลงานที่ผ่านมา แต่ยังคงเอกลักษณ์ของเมโลดี้ตามกิมมิกเฉพาะของวงเอาไว้ สามารถฟังเพลง "ทุกนาที (As Light Goes By)" ได้แล้ววันนี้ และสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของศิลปินได้ทาง https://www.facebook.com/whattheduckmusic และ https://www.instagram.com/loserpopbkk

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index บ่ายนี้คาดยืนแนวรับไม่หลุด 1,582-1,585 จุด และทรง Sideways จำกัดแนวต้าน 1,592-1,597 จุด แต่ภาพรายวันระวังต่อเนื่อง เพราะรอบสั้นดัชนีควรพักตัว-BOJ มีมติขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% สูงสุดในรอบ 31 ปีเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน โดยจะชะลอการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ เม.ย. 2570 และให้มุมมองทิศทางดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ระยะถัดไปค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้ 32.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบลงแต่ล่าสุดตลาด priced-inไปแล้ว และประเมินว่าเฟด จะคงดอกเบี้ยสูงนาน หนุนเงินไหลเข้าดอลลาร์ในช่วง Risk-on ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและกดค่าเงินเยนอ่อนค่า-จับตาถ้อยแถลงทิศทางดอกเบี้ย FOMC หลังวอร์ช (Kevin Warsh) เข้ามาเป็นประธานเฟดแม้รอบนี้จะคงดอกเบี้ย 3.75%บล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าพยายามทดสอบแนวต้าน 1,600 จุด แต่ยังไม่ผ่าน แม้จะมีปัจจัยหนุนจากสหรัฐและอิหร่านทำ MOU เพื่อยุติสงคราม อย่างไรก็ตามตลาดในภูมิภาคแกว่งตัวผันผวน เนื่องขากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาอ่อนแอ (ยอดค้าปลีกลดลงคร้้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และการลงทุนหดตัวกว่าคาด) ขณะที่ปัจจัยภายในเร่ิ่มเห็นsector rotation เงินไหลออกจากกลุ่มพลังงานต้นน้ำ-ปิโตรฯ และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ ไปยังกลุ่ม Domestic play ที่ราคายัง laggardทั้งนี้ตลาดเข้าสู่ช่วง Central Bank Super Week โดยนักลงทุนจับตาการประชุมเฟด วันที่ 16-17 มิ.ย., BOJ วันที่ 15-16 มิ.ย. และ BoE วันที่ 18 มิ.ย.แม้ตลาดยังให้น้ำหนักกว่า 98% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ความสำคัญอยู่ที่ Dot Plot และมุมมองของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ว่าจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีแกว่งตัว Sideway ในกรอบแคบ เน้นยืนแนวรับ 1,583-1,580 จุด ไม่ควรต่ำกว่า เพื่อลดความเสี่ยงกลับตัวลง ทั้งนี้วอลุ่มที่เริ่มชะลอตัวทำให้แนวโน้มที่จะปรับตัวทดสอบผ่านยืน 1,600 จุดลดลงบล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนียังอยู่ในกรอบขาขึ้น โดย Slow Sto. เพิ่งพลิกตัวส่งสัญญาณซื้อ แรงอยู่อยู่ในหุ้นกลุ่ม BANK, COMM และ CONMAT คาดดัชนีในภาคบ่ายแกว่งตัวในกรอบ 1,585 - 1,600 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหว Sideway มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มธนาคาร และค้าปลีก ขณะที่แรงขายหลักมาจากหุ้น DELTA ซึ่งกดดันดัชนีราว -6.9 จุด ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดที่จะเริ่มในวันนี้ และเปิดเผยผลประชุมในช่วงเช้าวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,589.03 จุด ลบ 2.69 จุด หรือ 0.17% มูลค่าการซื้อขาย 39,901.99 ล้านบาท

เปิดประสบการณ์ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ กับ 9D Cinema โลกยั่งยืน
อ่าน

เปิดประสบการณ์ที่ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ กับ 9D Cinema โลกยั่งยืน

เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น เปิดประสบการณ์เต็มรูปแบบ "Better World Better Future" แลนด์มาร์กใหม่ระดับโลกที่พลิกโฉมการเรียนรู้ด้านความยั่งยืน ผ่านประสบการณ์ 9D Cinema ระดับเวิลด์คลาส ในพื้นที่ Liminal Space แบบถาวรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ณ Hatch Dome กับประสบการณ์ Edutainment ด้านความยั่งยืนแบบ Immersive ผ่าน 8 โซนแห่งการเรียนรู้ ที่จะพาผู้เข้าชมสัมผัสและเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวความยั่งยืนแบบสมจริง ครบทั้งมิติ อารมณ์ ความคิด และจินตนาการ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง 9D Cinema "Better World Better Future"Hatch Dome เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ "Better World Better Future" เป็นอีกก้าวสำคัญของการนำ เทคโนโลยี Immersive ระดับโลกมาผสานเข้ากับรูปแบบ การเรียนรู้ยุคใหม่ (Edutainment) ที่มอบทั้งความบันเทิง และความรู้ผ่านประสบการณ์ Interactive เต็มรูปแบบ โดยมีไฮไลต์สำคัญ คือ โรงภาพยนตร์แบบมัลติเซนซอรี 9 มิติ (9D Cinema) ที่มาพร้อมภาพยนตร์ 3 มิติ เก้าอี้ที่เคลื่อนไหวตามเรื่องราวของภาพยนตร์ และเอฟเฟกต์สภาพแวดล้อมแบบสมจริงที่กระตุ้นทุกประสาทสัมผัส ทั้งหมดถูกนำเสนอภายใน Liminal Space แบบถาวรที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่ทลายเส้นกั้นระหว่างโลกแห่งความจริงและโลกเสมือน เพื่อตั้งคำถามสำคัญกับผู้เข้าชมทุกคนว่า "หากมนุษย์เราไม่เริ่มลงมือทำตั้งแต่วันนี้ โลกในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?" ร่วมสัมผัสที่สุดแห่งประสบการณ์ความบันเทิงระดับโลกของ 9D Cinema ที่พร้อมกระตุ้นทุกประสาทสัมผัสหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของประสบการณ์ Interactive Edutainment Interactive Edutainment คือ Impact Horizons Journey (เดินทางตามขอบฟ้า) ซึ่งเป็น 1 ใน 8 โซน Immersive ที่เชื่อมต่อกัน โดยผู้เข้าชมจะได้สัมผัสความบันเทิงแบบ AR Interactive ที่ผสานจอ Liminal Space ขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เข้ากับภาพยนตร์ 3D Stereoscopic ระดับเวิลด์คลาสซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับประสบการณ์สุดพิเศษนี้โดยเฉพาะ โดยผู้เข้าชมจะสวมบทบาท นักสำรวจบนยาน Impact Horizon เพื่อออกเดินทางค้นหาไทม์ไลน์ที่มนุษยชาติสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้จะพาย้อนผ่านช่วงเวลาสำคัญในประวัติศาสตร์โลก ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ เหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ ไปจนถึงอนาคตที่ต้องเผชิญกับวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตโบราณที่ฟื้นคืนชีพอย่างสมจริง สร้างความตื่นเต้นตลอดการเดินทาง เพื่อให้ทุกคนเห็นโอกาสที่จะสร้างอนาคตดีกว่า 9D Hyper-Reality Cinema เปิดประสบการณ์เสมือนจริงที่สุด ตื่นเต้นกับระบบ ภาพ 3D Stereoscopic ที่มาพร้อมที่นั่งซึ่งมีการเคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องกับเรื่องราว รวมถึงเอฟเฟกต์สภาพแวดล้อมที่ครบครัน ทั้งลม ฝน แสง และแรงสั่นสะเทือน ทุกองค์ประกอบนำสู่ประสบการณ์ 360 องศา แบบ Multi-sensory ทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้เข้าไปอยู่ในเรื่องราวอย่างแท้จริง Worlds Largest Permanent Liminal Space Experience สัมผัสกับที่สุดของเทคโนโลยีการแสดงผลใน Liminal Space Experience แบบถาวรขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พื้นที่ขนาดใหญ่ ที่โลกจริงและโลกเสมือนผสานกันอย่างไร้รอยต่อ ด้วยเทคโนโลยี การแสดงผลภาพ 3 มิติ (Stereoscopic display technology) และคอนเทนต์ภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะ ด้วยการใช้เทคโนโลยี Spatial content design ขั้นสูง ช่วยยกระดับมิติ ความลึก และขนาดของภาพให้สมจริงที่สุด เพื่อเชื่อมโยงโลกดิจิทัลเข้ากับสภาพแวดล้อมทางกายภาพได้อย่างไร้รอยต่อ ที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสและโต้ตอบกับเรื่องราวได้ World-class Attraction Mixed AR Technology แหล่งท่องเที่ยวระดับเวิลด์คลาสที่ผสานเทคโนโลยี AR อย่างลงตัว ยกระดับประสบการณ์ความสมจริงไปอีกขั้นด้วย Immersive Wearable Glasses ซึ่งออกแบบขึ้นเป็นพิเศษโดย Liminal ด้วยเทคโนโลยี AR อัจฉริยะ ผสานโลกดิจิทัลเข้ากับโลกจริงอย่างไร้รอยต่อในทุกมุมมอง ผ่าน Augmented Reality ผู้ชมสามารถสัมผัสและมีส่วนร่วมกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างสมจริง ซึ่งเทคโนโลยีนี้ถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องในประสบการณ์ระดับสากลอย่าง Formula 1 Grand Prix Plaza Las Vegas เพื่อดึงผู้ชมให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว เสมือนอยู่ในสนามแข่งจริง นวัตกรรมนี้คือเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่กำลังถูกพัฒนาเพื่อนำไปใช้ในธีมพาร์กระดับโลก เปลี่ยนรูปแบบประสบการณ์จากการรับชมแบบ Passive สู่การมีส่วนร่วมอย่างเต็มรูปแบบ และนี่คือครั้งแรกที่ผู้เข้าชมในประเทศไทยจะได้สัมผัสเทคโนโลยีนี้ก่อนการเปิดตัวในระดับโลกต่อไป BF Hero เพื่อนร่วมทางอัจฉริยะ ตลอดการเดินทาง ผู้เข้าชมจะมี BF Hero เพื่อนร่วมทางอัจฉริยะ (Interactive Audio Companion) เป็นผู้คอยต้อนรับ ให้ข้อมูล และชวนให้ทุกคนได้ขบคิดถึงบทบาทของตัวเองในการร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับ "โลกยั่งยืน" 📍 สถานที่ : Hatch Dome ชั้น 1 โครงการเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ เดสติเนชั่น ⏰ เวลาทำการ : เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.00-21.00 น. 🌟 ราคาบัตร : 199 บาท (จำหน่ายทั้งช่องทางออนไลน์และ walk-in) 🔗 สำรองบัตรล่วงหน้าได้ที่ : https://skyflyersbkk-online.globaltix.com/attraction/better-world-better-future-70236

Real Time Crime
ดู

Real Time Crime

"SHINee" ปล่อยมินิอัลบั้มชุดที่ 6 'Atmos' เผยโลกดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของ SHINee ที่สุด!
อ่าน

"SHINee" ปล่อยมินิอัลบั้มชุดที่ 6 'Atmos' เผยโลกดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของ SHINee ที่สุด!

SHINee (ชายนี่) เผยผลงานคัมแบ็กกับมินิอัลบั้มชุดที่ 6 ภายใต้ชื่อ Atmos (แอตโมส) รวบรวมผลงาน 6 บทเพลงที่เผยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทั้งทันสมัยและเปี่ยมด้วยรสนิยม พร้อมนำเสนอโลกดนตรีที่ เป็น SHINee (ชายนี่) มากที่สุด ซึ่งทุกคนสามารถรับฟังเพลงทั้งหมดได้ผ่านทางแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับเพลงไตเติลของมินิอัลบั้ม Atmos (แอตโมส) เป็นเพลงแดนซ์แนวอิเล็กทรอนิกเฮาส์ที่บรรยายถึงช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับคนรัก ราวกับเป็นพื้นที่และบรรยากาศที่ลอยล่องไปในอากาศอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่นั้น และ รูปแบบของความรักที่สมบูรณ์ ด้วยเนื้อเพลงโดย KENZIE ผู้ซึ่งทำงานร่วมกับ SHINee (ชายนี่) มาอย่างยาวนาน และการเรียบเรียงดนตรีโดย Andrew Choi ทำให้ผู้ฟังจะได้สัมผัสกับสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของวงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ มิวสิกวิดีโอเพลงไตเติล Atmos ยังถ่ายทอดกระบวนการทำงานของ SHINee (ชายนี่) ที่แต่ละคนมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่ส่งอิทธิพลต่อกันและกัน จนท้ายที่สุดก็ไปถึงจุดหมายเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นฉากต่าง ๆ เช่น ฉากที่สมาชิกวิ่งและเต้นรำอย่างอิสระภายใต้แสงพลุที่ส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างดีด้วยการเน้นย้ำถึงพัฒนาการที่หลากหลายของเพลง และการนำเสนอบรรยากาศที่ชวนฝันแต่สดชื่นไปพร้อมกัน มินิอัลบั้มชุดที่ 6 Atmos ยังประกอบด้วยเพลงอีก 5 เพลงในหลากหลายแนวที่ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ความรัก ไม่ว่าจะเป็น เพลง 'HOURS' (อาวเวอส์) และ '소나기 (Still Raining)' (สติล เรนนิง) ไปจนถึงเพลงที่เปี่ยมด้วยข้อความจากตัวตนภายในที่ทำให้มินิอัลบั้มสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่าง 'Possibility' (พอสซิบิลลิที), 'Anti Believer' (อันตี บีลีเวอร์) และ 'Thousand Miles Away' (เธาซันด์ มายส์ อะเวย์) ซึ่งล้วนแต่สามารถสะท้อนเสน่ห์อันซับซ้อนและเย้ายวนอันเป็นสัญลักษณ์ของพวกเขาได้อย่างแท้จริง โดยหลังจากปล่อยผลงานให้ได้รับชมในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มินิอัลบั้มชุดที่ 6 Atmos ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตอัลบั้มยอดนิยมของ iTunes ใน 16 ภูมิภาค ได้แก่ โปแลนด์ เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เปรู ญี่ปุ่น รัสเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มองโกเลีย ศรีลังกา เอสโตเนีย เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส รวมถึงติดอันดับ Top 10 ในอีก 34 ภูมิภาค ตลอดจนติดอันดับบนชาร์ตเพลงของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความสนใจจากทั่วโลก ทั้งนี้ SHINee (ชายนี่) ประสบความสำเร็จในการจัดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดฉากซีรีส์คอนเสิร์ตไตรภาคอย่างเต็มรูปแบบด้วย - The Trilogy I - 2026 SHINee WORLD VIII : [THE INVERT] ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ KSPO DOME กรุงโซล โดยบัตรเข้าชมขายหมดเกลี้ยงทุกรอบการแสดง แม้แต่ที่นั่งจำกัดการมองเห็น ดึงดูดผู้ชมรวมกว่า 30,000 คน นอกจากนี้ ยังแสดงเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่เต็มไปด้วยการแสดงคุณภาพสูงให้ได้ชมเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ตนี้เช่นกัน

Coming Soon
ดู

Coming Soon

วินาทียึดโลก
ดู

วินาทียึดโลก

Time หมุนเวลาตาย
ดู

Time หมุนเวลาตาย

วันพีซ
ดู

วันพีซ

"the ge" แท็กทีม "2Ectasy - 2K" ปล่อย "ผิดจังหวะ" 3 ความต่างที่ลงตัว
อ่าน

"the ge" แท็กทีม "2Ectasy - 2K" ปล่อย "ผิดจังหวะ" 3 ความต่างที่ลงตัว

ส่งเพลงใหม่ออกมาให้ฟังอย่างต่อเนื่องจริง ๆ สำหรับ "the ge (เดอะ จี)" ที่หลังจากปล่อยซิงเกิล "ผิดจังหวะ (Off Beat)" เมื่อไม่นานมานี้และได้รับการตอบรับอย่างดี ร่วมไปถึงยังได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในศิลปิน Spotify Radar Thailand 2026 เวอร์ชันนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนการพัฒนาทางดนตรีของเขา และได้ขึ้นปกเพลย์ลิสต์ "เป๊ะ ดัง ปัง เวอร์" บน Spotify และด้วยกระแสตอบรับอันดีเยี่ยม "the ge" เลยเกิดไอเดียที่อยากนำเพลงนี้มาทำให้อีกเวอร์ชันจึงกลายมาเป็นเพลง "ผิดจังหวะ (Chaotic Version)" พร้อมชวนเพื่อน ๆ อย่าง "2Ectasy" และ "2K" มาเพิ่มสีสันให้เพลงนี้มีมิติและสีสันที่น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยการผสมผสาน Pop, RB และ Afro groove เข้าด้วยกัน จึงทำให้เห็นถึงการเคลื่อนอยู่บน "คนละจังหวะ" แต่กลับสามารถไปด้วยกันได้อย่างน่าสนใจเรียกได้ว่าเป็นความ contrast ที่น่าสนใจ ทั้งในแง่ของ flow, energy และ personality ที่มาสร้างความลงตัวในแบบของตัวเองซิเกิลนี้ ซึ่งเพลงนี้เปรียบเหมือนกับก้าวแรกแรกการทำ Mini Album แรกในชีวิตของ "the ge" ด้วยซาวด์ดนตรีและทิศทางใหม่ที่เขากำลังพัฒนาผ่านซิงเกิลนี้ โดย "the ge" ได้พูดถึงอินสไปร์ในการนำเพลง ผิดจังหวะ มาทำในอีกเวอร์ชันให้ฟังว่า "ขอบคุณทุกคนมาก ๆ ที่ให้การตอบรับเพลงนี้ดีเกินกว่าที่ผมคิดไว้ครับ เวอร์ชันนี้ผมเลยอยากลองเอาคนที่มีคนละ energy มาอยู่ในเพลงเดียวกัน โดยไม่ได้พยายามให้ทุกอย่างมันตรงกันเกินไป แต่ปล่อยให้แต่ละคนมีจังหวะของตัวเอง แล้วสุดท้ายมันกลับฟังลงตัวในแบบแปลก ๆ ซึ่งผมชอบความรู้สึกนั้นมากครับ มันก็เป็นเหมือน direction ใหม่ของผมในช่วงนี้ด้วย ที่กำลังค่อย ๆ เดินไปสู่ EP แรกของตัวเองครับ" สมกับเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่น่าจับตามมองจริง และสำหรับใครที่ยังไม่เคยสัมผัสความพิเศษของศิลปินที่ชื่อ "the ge (เดอะ จี)" สามารถติดตามฟังเพลงของเขาได้ในทุกช่องทาง หรือจะเริ่มด้วยการกดเข้าไปฟังเพลง "ผิดจังหวะ (Chaotic Version)" FT.2Ectasy และ 2K ได้เลย รวมถึง Mini Album แรกที่ใกล้จะออกมาให้ทุกคนได้ฟังกันเร็ว ๆ นี้ ติดตามข่าวสารได้ที่ IG: thegewassup

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย
อ่าน

ทำความรู้จัก Longevity เทรนด์ใหม่ อายุยืน ไม่สำคัญเท่า สุขภาพดีจนวันสุดท้าย

เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ ทำความรู้จัก Longevity คืออะไร คำว่า อายุยืนหมื่นๆ ปี อาจไม่ใช่คำอวยพรที่ทุกคนต้องการที่สุดอีกต่อไปค่ะ เพราะเทรนด์โลกได้เปลี่ยนจากการแค่มีอายุที่ยาวนาน ไปสู่การมี ช่วงเวลาที่สุขภาพแข็งแรง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Longevity ถ้าคุณไม่อยากเป็นคนที่อายุ 90 แต่ต้องนอนติดเตียง แต่ต้องการเป็นคนอายุ 90 ที่ยังวิ่งจ็อกกิ้งหรือไปเที่ยวรอบโลกได้ วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปเจาะลึกว่า Longevity เทรนด์สุขภาพยุคใหม่ เขาทำกันอย่างไร และทำไมใครๆ ก็เริ่มเป็น Bio-hacker กันทั้งเมือง ถ้าพร้อมแล้วมา สุขภาพดีระยะยาว ไปด้วยกันนะคะ 4 เสาหลักของ Longevity 1. โภชนาการเฉพาะบุคคล เลิกกินตามคนอื่นค่ะ! เทรนด์ตอนนี้คือการตรวจเลือดหรือตรวจ DNA เพื่อดูว่าร่างกายเราตอบสนองต่อสารอาหารอย่างไร บางคนอาจจะถูกกับ Intermittent Fasting (IF) เพื่อกระตุ้นกระบวนการ Autophagy (การที่เซลล์กำจัดขยะในตัวเอง) ในขณะที่บางคนอาจต้องการสารอาหารกลุ่มเมทิลเลชัน (Methylation) มากเป็นพิเศษ 2. ออกกำลังกาย เพื่อความยั่งยืน Zone 2 Training : การออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยปานกลางเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของไมโตคอนเดรีย (โรงไฟฟ้าของเซลล์) VO2 Max : การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ออกซิเจน ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดอายุขัยที่แม่นยำที่สุดอย่างหนึ่ง 3. การนอนเพื่อซ่อมแซม การนอนไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่คือการล้างสมอง (Glymphatic System) การใช้ Wearable device เพื่อเช็กค่า Deep Sleep และ REM Sleep จึงเป็นเรื่องปกติของคนยุคนี้ 4. Stress Management Social Connection ความเหงาและความเครียดเรื้อรัง ทำให้อายุสั้นลงพอๆ กับการสูบบุหรี่ การรักษาสัมพันธภาพที่ดีและการทำสมาธิจึงเป็นส่วนหนึ่งของสูตรลับอายุยืนค่ะ สุขภาพแบบเดิม VS Longevity การดูแลสุขภาพแบบเดิม Longevity (เทรนด์ใหม่) เป้าหมาย รักษาเมื่อป่วย ป้องกันและย้อนวัย จุดเน้น จำนวนปีทั้งหมดที่คุณมีชีวิตอยู่ คุณภาพชีวิต วิธีการ กินยาตามอาการ ปรับสมดุลระดับเซลล์และยีน อุปกรณ์ ปรอทวัดไข้, เครื่องวัดความดัน สมาร์ทวอทช์, AI วิเคราะห์สุขภาพ บทความที่คุณอาจสนใจ ท่าลดหน้าท้อง ท่าแพลงก์ (Plank) ดีอย่างไร พร้อมวิธีฝึกท่าแพลงก์ วิธีลดพุง ด้วยท่าแพลงก์ ทำยังไงให้ถูกต้องและได้ผลจริง!

Fidelity ปล่อยกองทุนโทเคนตัวแรก Moody’s การันตีเรตติ้ง AAA
อ่าน

Fidelity ปล่อยกองทุนโทเคนตัวแรก Moody’s การันตีเรตติ้ง AAA

#Fidelity #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก The Block ได้ระบุว่า Fidelity International ได้เปิดตัวกองทุนในรูปแบบโทเคน (tokenized fund) เป็นครั้งแรก โดยพื้นฐานแล้วเป็นการสร้างเวอร์ชันบนบล็อกเชน (onchain) ของกองทุนสภาพคล่องสถาบันที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่มีอยู่เดิม เพื่อให้พร้อมสำหรับการซื้อขายในตลาดดิจิทัลที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพักMoody's Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือให้กับกองทุนในรูปแบบโทเคนนี้ที่ระดับสูงสุด AAA-mf ตามประกาศเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยบริษัทจัดอันดับระบุว่า กองทุน Fidelity USD Digital Liquidity Fund (FILQ) จะดำเนินกลยุทธ์การลงทุน "แบบเดียวกับกองทุน Irish-domiciled low-volatility net asset value (LVNAV) ที่ได้รับการประเมินในระดับ Aaa-mf" ซึ่งมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) เกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ที่น่าสังเกตคือ Moody’s ยังได้จัดอันดับ AAA ให้กับกองทุน BUIDL ของ BlackRock เมื่อวันพุธด้วยเช่นกัน ซึ่ง BUIDL เป็นกองทุนตลาดเงินบนบล็อกเชนที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกัน โดยสร้างผลตอบแทนหลักจากตั๋วเงินคลังของสหรัฐฯกองทุนสภาพคล่องดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบดิจิทัลที่ให้ผลตอบแทนของ Fidelity International นี้ได้เปิดตัวไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม แต่ไม่ได้มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างกว้างขวางจนกระทั่งวันนี้ โดยเมื่อวันพุธ Sygnum กลุ่มธนาคารสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลกประกาศว่าตนเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานในการทำโทเคน (tokenization) เบื้องหลัง FILQ ในขณะที่ Chainlink จะทำหน้าที่ส่งข้อมูลมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) รายวันอย่างเป็นทางการของกองทุนซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก JPMorganโดยเฉพาะอย่างยิ่ง FILQ ถูกสร้างขึ้นโดยใช้แพลตฟอร์ม Desygnate ของ Sygnum ซึ่งทำหน้าที่เป็นทะเบียนกองทุนบนบล็อกเชนและขับเคลื่อนการชำระราคาด้วยสัญญาอัจฉริยะ (smart contract) นักลงทุนจะสามารถจองซื้อหรือไถ่ถอนหน่วยลงทุนจากกองทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวันผ่านสเตเบิลคอยน์ โดยใช้ "โครงสร้างสภาพคล่องแบบน้ำตก" (waterfall liquidity structure)Sygnum จะทำหน้าที่ดูแลการตรวจสอบความรู้จักลูกค้า (KYC) และการป้องกันการฟอกเงิน (AML) สำหรับกองทุนด้วย โดยโทเคน FILQ จะถูกออกโดยใช้มาตรฐาน ERC-20 บนบล็อกเชน EthereumFILQ จะลงทุนใน "หลักทรัพย์รัฐบาลที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูง" และถูกออกแบบมาเพื่อผสมผสาน "ความสามารถในการใช้งานของเงินสดในรูปแบบโทเคนเข้ากับลักษณะผลตอบแทนของกองทุนตลาดเงิน ช่วยให้สถาบันต่าง ๆ ปรับปรุงประสิทธิภาพของเงินสดได้โดยไม่ต้องสละสภาพคล่อง" ตามที่ระบุในส่วนคำถามที่พบบ่อย (FAQ)"ไม่มีการเงินในรูปแบบโทเคนหากไม่มีสภาพคล่องในรูปแบบโทเคน เมื่อตลาดเคลื่อนที่ไปสู่การชำระราคาแบบเรียลไทม์และทำงานตลอดเวลา โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินก็ต้องขับเคลื่อนด้วยความฉับไวในระดับเดียวกัน" Emma Pecenicic หัวหน้าฝ่ายจัดจำหน่ายสินทรัพย์ดิจิทัลของ Fidelity International กล่าวการเปิดตัวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจที่เพิ่มขึ้นในการทำโทเคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนคาดการณ์ว่าจะเติบโตจนกลายเป็นภาคส่วนที่มีมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ตัวอย่างเช่น BlackRock ที่ได้รุกเข้าสู่พื้นที่นี้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะที่บริษัทที่มีรากฐานมาจากคริปโตอย่าง Securitize และ Ondo ก็กำลังเร่งขยายการนำเสนอผลิตภัณฑ์ของตน“เราเชื่อว่าการทำโทเคนเป็นการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในวิธีที่ตลาดการเงินโลกจะดำเนินงาน ไม่ใช่นวัตกรรมเฉพาะกลุ่มเท่านั้น” Pecenicic กล่าวFidelity International ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งในตระกูล Fidelity บริหารจัดการสินทรัพย์ของลูกค้ามากกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก โดยกองทุน LVNAV ซึ่งเป็นต้นแบบของ FILQ มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเกือบ 7 พันล้านดอลลาร์ที่มา https://www.theblock.co/post/401196/fidelity-internationals-first-tokenized-fund-receives-top-tier-aaa-mf-rating-from-moodys

Running Out of Time – A Doctor’s Dilemma-
ดู

Running Out of Time – A Doctor’s Dilemma-

First Class
ดู

First Class

กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้
ดู

กาลครั้งหนึ่งเมื่อเช้านี้

AOT ยันอัพค่า PSC มิ.ย.นี้ ต่างชาติเที่ยวไทยนานขึ้น
อ่าน

AOT ยันอัพค่า PSC มิ.ย.นี้ ต่างชาติเที่ยวไทยนานขึ้น

#AOT #ทันหุ้น - AOT เผยนักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงสงกรานต์พักไทยยาวขึ้น เดินหน้าปรับขึ้นค่า PSC ต่างประเทศเป็น 1,120 บาท ครอบคลุม 6 สนามบิน 20 มิถุนายนนี้ตามกรอบ ยันไม่ใช่ปัจจัยกดดันดีมานด์ ส่วนผู้โดยสารทั้งปีเสี่ยงทรงตัว – ต่ำเป้าจากราคาน้ำมันเจ็ท โบรกวางธง 72 บาท กำไรฟื้นจาก PSC แต่มีความเสี่ยงจำนวนผู้โดยสาร นางสาวปวีณา  จริยฐิติพงศ์  กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT รับพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เข้ามาท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์เริ่มพำนักในไทยนานขึ้น  สะท้อนจากสถิติการเดินทางเข้ามาในประเทศช่วง 3 วันแรกของเทศกาล (วันที่ 10 – 12 เม.ย. 2569) พบว่า ในวันที่ 10 เมษายน 2569 นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามามากกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 6% (YoY) , และยังคงเพิ่มขึ้น 5% YoY ในวันที่ 11 เมษายน 2569 แต่เริ่มทรงตัวในวันที่ 12 เมษายน 2569 ต่อเนื่องวันที่ 13 เมษายน 2569 ทั้งนี้ AOT ยังคงบันทึกสถิติการเดินทางผ่านทั้ง 6 ท่าอากาศยานในการบริหารจัดการตลอด 10 วันของเทศกาล“ปกตินักท่องเที่ยวจะพำนักช่วงเทศกาลสงกรานต์ราว 3-4 วัน แต่สัญญาณการเดินทางกลับในช่วงวันที่ 15-16 เมษายน 2569 ยังคงน้อยกว่าที่คาดการณ์ เนื่องจากผู้คนยังไม่เดินทางกลับ ซึ่งอาจเป็นผลจากการจัดงานสงกรานต์ที่ยิ่งใหญ่ในหลายพื้นที่ผู้โดยสารมีแนวโน้มพำนักอยู่ในไทยนานกว่าปกติ ซึ่งทาง AOT จะเก็บสถิติการเดินทางผ่านทั้ง 6 ท่า ตลอดช่วงเทศกาลเพื่อสะท้อนพฤติกรรมการเดินทางที่ชัดเจน”@ยืนยันขึ้น PSC มิ.ย.นี้พร้อมกันนี้ AOT ยังคงเดินหน้าปรับขึ้นค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศ จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาทต่อคน ครอบคลุม 6 ท่าอากาศยานของ AOT ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป โดยยังคงเก็บครอบคลุม 6 สนามบินหลัก (สุวรรณภูมิ, ดอนเมือง, เชียงใหม่, เชียงราย, ภูเก็ต, หาดใหญ่) ส่วนขาออกภายในประเทศยังคงเก็บในอัตรา 130 บาทต่อคน เพื่อจะนำไปใช้ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของท่าอากาศยานทั้ง 6 แห่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารในอนาคต“ผลการศึกษาทั่วโลกชี้ว่าการขึ้นค่า PSC ไม่ได้มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของผู้โดยสารอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นการปรับขึ้นค่า PSC ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศยังคงเป็นไปตามที่ประกาศไว้”อย่างไรก็ตาม ปริมาณการเดินทางผ่านท่าอากาศยานทั้ง 6 ท่า ทั้งปี 2568/2569 (ต.ค. 68 - ก.ย. 69) คาดผู้โดยสารทะลุ 130 ล้านคน พร้อมเที่ยวบินที่คาดว่าจะเพิ่มสูงถึง 859,000 เที่ยวบินมีแนวโน้มทรงตัว หรือปรับตัวลดลงเล็กน้อย กดดันจากราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้สายการบินปรับราคาตั๋วโดยสารขึ้นให้สะท้อนต้นทุน,  สถานการณ์ระหว่างสหรัฐอเมริกา - อิหร่าน  แม้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทเทียบกับสกุลดอลลาร์สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2568 ที่ผ่านมาดังนั้นทาง AOT จึงพิจารณาปรับแผนพัฒนาองค์กร รวมถึงแผนการลงทุนระยะสั้นให้เหมาะสมกับสถานการณ์รอบด้าน และแนวโน้มรายได้ในปีงบประมาณ 2568/2569 นี้เพื่อให้องค์กรก้าวต่อไปได้อย่างยั่งยืน“การยอมรับความจริงและไม่โลกสวย ดังนั้นการปรับแผนแผนพัฒนาฉบับใหม่นี้จะเน้นการพัฒนาที่ล้อไปกับจำนวนผู้โดยสารที่เกิดขึ้นจริง เน้นแก้ไขปัญหาภายในและปรับ Mindset ของบุคลากร เลือกพัฒนาเฉพาะจุดที่จำเป็นเท่านั้น เพื่อให้การลงทุนมีความเหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจและรายได้ โดย AOT เริ่มใช้นโยบายรัดเข็มขัดมาตั้งแต่ก่อนเกิดสภาวะสงคราม และได้ประกาศย้ำอีกครั้งเมื่อเกิดสงครามขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น”@แนะ “ซื้อ” เป้า 72 บาทบริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คาดการณ์แนวโน้มรายได้ในงวดไตรมาส 2/2568-2569 (ม.ค.-มี.ค.2569) มีโอกาสเห็นการเติบโต YoY ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี มาอยู่ที่ 5,126 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1%YoY, และเพิ่มขึ้น 10%QoQ สำหรับตัวเลขผู้โดยสารระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน 2569 ยังเติบโตทั้งผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น 6%YoY และเที่ยวบินเพิ่มขึ้น 3% YoY สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในงวดไตรมาส 3/2568-2569 จะเริ่มได้รับผลดีจากการเก็บค่าบริการผู้โดยสารขาออก (PSC) ในอัตราใหม่ที่ 1,120 บาทต่อคน เบื้องต้นประมาณการณ์กำไรสุทธิงวดปี 2568/2569 ไว้ที่ 2.06 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2569/2570 ขึ้นเป็น 3.06 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น 48% YoY สะท้อนความชัดเจนของการใช้ PSC เต็มปี พร้อมปรับไปใช้ราคาพื้นฐานปี 2570 ที่ 72 บาท

ฝ่าวิกฤตชั่วโมงนรก
ดู

ฝ่าวิกฤตชั่วโมงนรก

คุณผู้หญิงยืนหนึ่ง หัวใจแกร่ง
ดู

คุณผู้หญิงยืนหนึ่ง หัวใจแกร่ง

รัก/สาม/เศร้า
ดู

รัก/สาม/เศร้า

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น - บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) คัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ SPRC ให้เป้าพื้นฐาน 7.6 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้น Sideway มีโอกาส Break กรอบแนวต้าน ประเมินแนวรับ 6.55 บาท / แนวต้าน 6.8 – 6.95 บาท กรณี Break กรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/-7.5 บาท (Stop loss 6.35 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจากค่าการกลั่นฟื้นตัวขึ้นมา (พายุหิมะที่สหรัฐฯรุนแรง) ล่าสุดค่าการกลั่นสิงคโปร์ปรับขึ้น +5% WoW โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล +10% WoW คาดเป็นผลจากเหตุการณ์พายุหิมะที่สหรัฐฯรุนแรงกว่าคาด นอกจากนี้เราประเมินราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวยืนเหนือ 60 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล (ผลจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์) หนุน Sentiment บวกต่อโอกาสกำไรสต๊อก 3) Valuation ยังมี Upside PBV 0.77 เท่า (-1 SD) และคาดปันผลที่เหลือของปี 2568 อีก 0.25 บาท/หุ้น (Yield 3.7%)หุ้น BDMS ให้เป้าพื้นฐาน 24.5 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นพักหลังทดสอบค่าเฉลี่ย 200 วัน และเริ่มฟื้น / ภาพรายสัปดาห์ยังเป็นการฟื้นตัวผ่าน Trend line แนะนำ “ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว” ประเมินแนวรับ 19.8 และ 19.5 บาท / แนวต้าน 20.3 – 20.6 บาท กรณีฟื้นตัวผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 21 บาท (Stop loss 19.1 บาท) 2) ประเมินผลการดำเนินงานหลักยังแกร่ง ฝ่ายวิจัยฯ คาดกำไรปกติ 4Q68 = 4.2 พันล้านบาท (ทรงตัว YoY) และคาดแนวโน้มกำไรปี 2569 จะกลับมาโต +10% YoY … ราคาหุ้นปรับลงมาสะท้อนปัจจัยลบต่างๆไปแล้ว 3) Valuation ไม่แพง PBV 3.2 เท่า (ต่ำกว่าวิกฤตโควิดที่ 3.5 เท่า) Dividend yield ปีละ +4% … คาดปันผลสำหรับ 2H68 หุ้นละ 0.45 บาท (Yield 2.2%)หุ้น TRUE ให้เป้าพื้นฐาน 14 บาท โดย 1) ราคาหุ้น Rebound จากภาวะ Oversold ประเมินแนวรับ 10.9 บาท / แนวต้าน 11.2 – 11.4 บาท กรณี Rebound ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 11.6 บาท (Stop loss 10.7 บาท) 2) ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินปัจจัยพื้นฐานไม่เปลี่ยนแปลง เราประเมินราคาหุ้นที่ปรับลงมากและต่ำกว่าราคาที่บริษัท Arise Digital Technology (Arise) ถือหุ้นโดยผู้บริหาร TRUE* (นายศุภชัย เจียรวนนท์) จะเข้าซื้อจากกลุ่ม Telenor ที่ราคา 11.7 บาท เป็นโอกาสในการซื้อเก็งกำไรคาดหวังการ Rebound เนื่องจากคาดแนวโน้มผลการดำเนินงานจะเติบโตต่อเนื่อง ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนแปลง … นอกจากนี้คาดการที่ผู้บริหารเข้าถือหุ้นใหญ่จะสร้างแรงจูงใจในการบริหารจัดการและนโยบายปันผล 3) Valuation ถูกกว่า ADVANC* Forward PE หุ้น TRUE* +/-17 เท่า (ADVANC* PE +/-20 เท่า)