TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “12 ๗” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ดู
NOW ASEAN PARA GAMES 12
19 ม.ค. 69
อ่าน
"BAFTA 2026" รางวัลออสการ์ฝั่งอังกฤษ “One Battle After Another” นำเข้าชิงโดดเด่น
ตามมาติด ๆ กับอีกหนึ่งเวทีรางวัลภาพยนตร์อันทรงเกียรติอีกแห่ง สำหรับ BAFTA 2026 หรือ British Academy Film Awards ครั้งที่ 79 ที่นับว่าเป็นรางวัลอันสูงสุดของวงการภาพยนตร์ฝั่งอังกฤษ เทียบเท่ากับรางวัลออสการ์ ที่ล่าสุดได้ทำการประกาศเปิดเผยหนังที่ได้รับเสนอการเข้าชิงประจำปีออกมาทั้งหมดแล้ว เมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 มกราคมที่ผ่านมา สำหรับภาพรวม BAFTA 2026 ในปีนี้พบว่าหนังแอคชันระทึกขวัญเรื่องเยี่ยมของปี One Battle After Another เป็นผลงานที่มีติดโผเข้าชิงมากที่สุด 14 รางวัล โดยมีชื่อติดเข้าชิงในสาขารางวัลใหญ่ ๆ ได้แทบจะทั้งหมด ตามมาติด ๆ กับ Sinners หนังเขย่าขวัญขวัญใจนักวิจารณ์แห่งปี ที่ได้ชิง 13 รางวัล โดยที่หนังเรื่องเยี่ยมจากฝั่งอังกฤษ Hamnet ได้เข้าชิงสูงถึง 11 รางวัล เทียบเท่ากับ Marty Supreme ที่ก็ติดโผเข้าชิงได้ 11 รางวัลในปีนี้เช่นกัน ซึ่งผลงาน Hamnet ของผู้กำกับ โคลอี้ เจา ได้สร้างสถิติกลายเป็นผลงานหนังจากผู้กำกับหญิงเรื่องแรกใ`นประวัติศาสตร์ที่มีโอกาสติดโผเข้าชิง BAFTA ได้เยอะที่สุดเท่าที่มีการบันทึกสถิตมา และนี่คือสรุปไฮไลต์ที่โดดเด่นของหนังที่ได้เข้าชิงรางวัล BAFTA 2026 ที่น่าสนใจ One Battle After Another มีชื่อเข้าชิง 14 รางวัล ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โดย พอล โทมัส อันเดอร์สัน รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โดย ลีโอนาร์โด ดีแคพริโอ รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม โดย เชส อินฟินิติ รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดย เบนิซิโอ เดล โตโร และ ฌอห์น เพนน์ รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โดย เทยานา เทย์เลอร์ รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม โดย พอล โทมัส อันเดอร์สัน รางวัลคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลเพลงบรรเลงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยม รางวัลพิเศษ รางวัลนักแสดงดาวรุ่งแห่งปี โดย เชส อินฟินิติ Sinners มีชื่อเข้าชิง 13 รางวัล ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โดย ไรอัน คูเกลอร์ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โดย ไมเคิล บี. จอร์แดน รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โดย วุนมิ โมซากุ รางวัลภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม รางวัลคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รางวัลตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลการแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม รางวัลเพลงบรรเลงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยม รางวัลพิเศษ รางวัลนักแสดงดาวรุ่งแห่งปี โดย ไมล์ส คาตัน Hamnet มีชื่อเข้าชิง 11 รางวัล ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โดย โคลอี้ เจา รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม โดย เจสซี บัคลีย์ รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดย พอล เมสคัล รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โดย เอมิลี วัตสัน รางวัลบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รางวัลการแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม รางวัลเพลงบรรเลงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์แห่งสหราชอาณาจักรยอดเยี่ยม Marty Supreme มีชื่อเข้าชิง 11 รางวัล ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โดย จอช ซาฟดี้ รางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โดย ทิโมธี ชาลาเมต์ รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โดย โอเดสซา เอซีออน รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม รางวัลคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลการออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รางวัลการตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลการแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม Frankenstein มีชื่อเข้าชิง 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดย เจคอบ เออลอร์ดี รางวัลการถ่ายภาพยอดเยี่ยม รางวัลการออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม รางวัลการแต่งหน้า-ทำผมยอดเยี่ยม รางวัลเพลงบรรเลงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบโปรดักชันยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเสียงยอดเยี่ยม รางวัลออกแบบเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยม Sentimental Value มีชื่อเข้าชิง 8 รางวัล ได้แก่ รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม รางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม โดย โยอาคิม ทรีเอียร์ รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม โดย เรนาต้ เรนสเว รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม โดย สเตแลน ซาร์ดสการ์ด รางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม โดย อิงงา อิบส์ดาเทอร์ ลิลเลอาส รางวัลบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม รางวัลภาพยนตร์ไม่ใช่ภาษาอังกฤษยอดเยี่ยม รางวัลคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม สำหรับการประกาศรางวัล BAFTA 2026 มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ตรงกับช่วงเวลาเช้ามืดของวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ตามเวลาในประเทศไทย โดยในปีนี้ได้ อลัน คัมมิง นักแสดงและเอ็นเตอร์เทนเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษ มารับหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินรายการ โดยงานจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่โรงละคร Royal Festival Hall ใจกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ อีกเช่นเคย โดยพิธีจะมีการถ่ายทอดสดทางช่อง BBC One ของอังกฤษ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 28 ม.ค. 69
อ่าน
ครม. เคาะขึ้นทางด่วนฟรี! ช่วง 30 ธ.ค.68-5 ม.ค.69
ครม. เคาะขึ้นทางด่วนฟรี! ช่วง 30 ธ.ค.68-5 ม.ค.69#ทันหุ้น #SET #ขึ้นทางด่วนฟรี นางสาว อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษตามประกาศกระทรวงคมนาคมกำหนดอัตราค่าผ่านทางพิเศษของทางพิเศษบูรพาวิถี และทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี - สุขสวัสดิ์) ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอโดยไม่มีการจัดเก็บค่าผ่านทางพิเศษ ของทางพิเศษบูรพาวิถี และทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี - สุขสวัสดิ์) ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.68 ถึง วันที่ 5 ม.ค.69 รวม 7 วันทั้งนี้ คาดว่าจะมีปริมาณจราจรใช้ทางพิเศษประมาณ 2,378,341 คัน และทำให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ไม่ได้รับรายได้ประมาณ 87,214,841 บาท แต่จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนทางด้านเศรษฐกิจประเมินเป็นมูลค่าเงินประมาณ 136,668,014 บาทประกอบด้วยมูลค่าจากการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้รถ (Vehicle Operating Cost Saving : VOC Saving) 80,539,242 บาท และมูลค่าจากการประหยัดเวลาในการเดินทาง (Value of Time Saving : VOT Saving) 56,128,772 บาท รวมเป็นเงินประมาณ 136,668,014 บาท
ทันหุ้น • 16 ธ.ค. 68
อ่าน
สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 27 ก.ค. ตึงเครียด–ยอดเจ็บตายเพิ่ม
สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 27 ก.ค. 2568ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ล่าสุดยังคง ตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยกองกำลังฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามรุกคืบหลายพื้นที่สำคัญ ขณะที่ฝ่ายไทยเร่งอพยพประชาชน พร้อมควบคุมจุดยุทธศาสตร์ตามแนวเส้นแผนที่ 1:50,000 ไว้อย่างเหนียวแน่นพื้นที่รบหลักยังดุเดือด-ไทยตอบโต้หนักฝ่ายกัมพูชายังคงใช้ปืนใหญ่และจรวดโจมตีหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณภูผี–ช่องตาเฒ่า, ปราสาทตาควาย, ปราสาทตาเมือนธม และเขตหน้าปราสาทพระวิหาร ส่วนไทยสามารถตอบโต้ด้วยปืนใหญ่ และยังคงรักษาพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ภูมะเขือ, ช่องอานม้า และแนวช่องจอมไว้ได้เช้าวันนี้ กัมพูชายิงจรวด 4 นัดจากสนามบินกรุงสำโรง กระทบบ้านเรือนใน จ.สุรินทร์ 2 หลัง ขณะไทยยืนยันการสูญเสียในแนวรบยังเพิ่มขึ้น ยอดผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิตล่าสุดทหารไทย บาดเจ็บเพิ่ม 2 นาย บริเวณ ปราสาทโดนตรวล อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษพลเรือนไทย เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย จากการโจมตีเป้าหมายพลเรือนของกัมพูชา ที่ ต.บึงมะลู อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษยอดสะสมรวมจนถึงปัจจุบัน1. พลเรือนเสียชีวิต 14 รายบาดเจ็บสาหัส 12 รายบาดเจ็บปานกลาง 12 รายบาดเจ็บเล็กน้อย 13 รายรวมทั้งสิ้น 51 ราย2. ทหารเสียชีวิต 8 นายบาดเจ็บ 47 นายรวมทั้งสิ้น 55 นาย อพยพประชาชนกว่าแสน-จิตอาสาเร่งช่วยเหลือยอดอพยพสะสมล่าสุดจาก 4 จังหวัดชายแดนรวมแล้ว 107,077 คน โดยกระจายตามศูนย์พักพิงในจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์ ขณะโรงครัวพระราชทานแจกจ่ายอาหารรวมแล้ว 125,100 กล่อง พร้อมกำลัง จิตอาสาและ รด.จิตอาสา รวมกว่า 2,800 นายประเมินสถานการณ์ก่อนเจรจาทภ.2 ประเมินว่า กัมพูชาอาจเร่งโจมตีรอบสุดท้ายก่อนเข้าสู่การเจรจา ซึ่งหลายประเทศ รวมถึง สหรัฐอเมริกา ได้แสดงความกังวลและเสนอแนวทางหยุดยิง โดยฝ่ายไทยยังยืนยันความพร้อมในการเจรจา แต่จะปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่
TNN ช่อง16 • 27 ก.ค. 68
อ่าน
สรุปสถานการณ์ล่าสุดชายแดนไทย–กัมพูชา ทหารไทยเสียชีวิตรวม 8 นาย
สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย–กัมพูชา ณ เวลา 16.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ยังไม่มีรายงานการสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนเพิ่มเติม แต่บรรยากาศในพื้นที่ยังตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังอยู่ในที่ตั้งเดิม เนื่องจากสภาพอากาศที่มีฝนตกหนักตลอดแนวปะทะ ทำให้ไม่มีการเคลื่อนกำลังสำคัญหรือการปะทะเพิ่มเติมจากช่วงเที่ยงของวันแม้จะไม่มีเสียงปืนหรือการโจมตีหนักในช่วงเวลานั้น แต่การอพยพประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนยังดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น ท่ามกลางความกังวลว่าจะเกิดความรุนแรงอีกระลอกในช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยน หน่วยงานฝ่ายปกครอง ทหาร และจิตอาสา ยังคงระดมสรรพกำลังเพื่ออพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยตัวเลขผู้พลัดถิ่นที่ได้รับการยืนยันแล้วอยู่ที่ 97,431 คน เพิ่มขึ้นจากเมื่อวานถึง 9,393 คนในจำนวนนี้ จังหวัดสุรินทร์มีการอพยพมากที่สุดถึง 39,350 คน รองลงมาคือศรีสะเกษ 35,009 คน อุบลราชธานี 14,709 คน และบุรีรัมย์ 8,363 คน การเคลื่อนย้ายเหล่านี้ใช้พื้นที่โรงเรียน มหาวิทยาลัย และสนามกีฬาเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในขณะที่ประชาชนเร่งอพยพเพื่อความปลอดภัย พื้นที่บางแห่งกลับต้องเผชิญผลกระทบจากการสู้รบก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะบริเวณบ้านหนองถนน อำเภอละหานทราย และพื้นที่ใกล้เคียงในจังหวัดบุรีรัมย์ มีรายงานว่าจรวด BM-21 จำนวน 28 นัดตกในพื้นที่ แม้จะไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บในเหตุการณ์นี้ แต่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างของประชาชนในระดับหนึ่งเพื่อลดผลกระทบทางมนุษยธรรมในช่วงเวลานี้ จิตอาสาพระราชทานกว่า 2,800 นาย ได้เข้าดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่พักพิง โดยเฉพาะการขนย้ายสิ่งของจำเป็น การจัดตั้งศูนย์รับบริจาค และการให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องขณะเดียวกัน โรงครัวพระราชทานถูกจัดตั้งขึ้นในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยมีการจัดทำอาหารแจกจ่ายประชาชนอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 100,000 กล่องภายในระยะเวลาเพียง 3 วัน ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับผู้พลัดถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะไม่มีรายงานการปะทะเพิ่มเติมในช่วงบ่าย แต่สถานการณ์ในภาพรวมยังน่าวิตก โดยล่าสุดมีรายงานว่าทหารไทยเสียชีวิตเพิ่มอีก 1 นายในวันนี้ คือ พลทหารญาณพัฒน์ โคตรสาขา สังกัดกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารที่ 3 ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมจากการสู้รบตลอด 3 วัน เพิ่มขึ้นเป็น 8 นายในวันเดียวกัน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้จัดพิธีส่งศพทหารกล้าจำนวน 3 นาย กลับภูมิลำเนาเพื่อประกอบพิธีตามประเพณี ได้แก่ สิบเอกกฤษฎา น้อยโคตร, สิบเอกจิรายุ สิงห์อ้น และสิบเอกนพพล บุญเลิศ ทั้งหมดเป็นทหารจากกองร้อยลาดตระเวนระยะไกลที่ 6 ซึ่งเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่บริเวณแนวปะทะแม้ฝนจะช่วยชะลอความรุนแรงในแนวชายแดนได้ชั่วคราว แต่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปลอดภัย ทหารทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น ภูมะเขือ ช่องตาเฒ่า และปราสาทตาควายท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ การเฝ้าระวังเชิงรุกจากทุกภาคส่วนและการสนับสนุนประชาชนในพื้นที่จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป
TNN ช่อง16 • 26 ก.ค. 68
อ่าน
ศบ.ทก. แจงปมเหตุวุ่นชายแดน เจรจากัมพูชาต่อเวลาเปิดด่าน เดินทางกลับปท.แล้ว 722 คน
ศบ.ทก. แถลงผลประชุมติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำมาตรการเข้ม-คงหลักสิทธิมนุษยชนนางสาวมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ว่าที่ประชุมได้ติดตามสถานการณ์ชายแดน โดยรับรายงานจากหน่วยงานภาคสนามถึงการควบคุมด่านที่ยังคงเป็นไปอย่างเรียบร้อย โดยเฉพาะกรณีที่ปรากฏในสื่อสังคมว่า มีชาวกัมพูชาจำนวนมากรอข้ามแดน ฝ่ายไทยได้เจรจากับกัมพูชาจนสามารถขยายเวลาเปิดด่าน และมีผู้ข้ามแดนได้แล้ว 722 คน ทั้งนี้ ยืนยันว่าทุกมาตรการมีเป้าหมายเพื่อความมั่นคง โดยจะเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจผ่านแดนทั้งชาวไทย ชาวกัมพูชา และชาวต่างชาติ พร้อมบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ไทยยังยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชน โดยเปิดให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ตลอด 24 ชั่วโมง และอนุญาตให้นักเรียนข้ามแดนมาศึกษาต่อได้ตามปกติ สอดคล้องกับบทบาทไทยในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเร่งมาตรการเยียวยาผลกระทบเศรษฐกิจ-ช่วยผู้ประกอบการในที่ประชุม ยังมีการหารือมาตรการรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการจากการจำกัดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงจากไทย โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมศุลกากร การท่าเรือ และกรมเจ้าท่า ยืนยันความพร้อมในการดำเนินมาตรการสนับสนุน และช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบกระทรวงมหาดไทยได้มอบหมายศูนย์ชายแดนจังหวัดให้บรรเทาผลกระทบในพื้นที่ชายแดน เช่น ที่จังหวัดอุบลราชธานี มีการเพิ่มช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค จัดงานเทศกาล กระตุ้นการจับจ่าย และเปิดช่องรับฟังปัญหาประชาชน โดยประสานงานร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและเครือข่ายใกล้เคียงเพื่อนำผลิตภัณฑ์มาจำหน่ายในพื้นที่ ทหารย้ำดำเนินการตามขั้นตอน – ไม่กระทบประชาชนทั่วไปด้าน พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ยืนยันว่าการดำเนินการของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างเป็นระบบ โดยกรณีที่มีการจับกุมชาวกัมพูชาสองรายนั้น เป็นการบังคับใช้กฎหมายปกติ โดยรายหนึ่งไม่มีเอกสารเข้าเมือง ส่วนอีกรายอยู่เกินกำหนด ทั้งหมดไม่มีผลกระทบต่อการค้าขายและการเดินทางของประชาชนทั่วไปที่ถูกต้องตามกฎหมาย
TNN ช่อง16 • 26 มิ.ย. 68
อ่าน
ธ.ก.ส.รอคลังชงครม.อนุมัติ แฮร์คัตหนี้สูงวัยกว่า4พันล้าน
#ธ.ก.ส. #ทันหุ้น - ธ.ก.ส.รอคลังชงมาตรการแฮร์คัตหนี้สูงวัยวงเงิน 4-5 พันล้านบาท ตั้งเป้าพยุงหนี้เสียปีนี้ให้อยู่ที่ประมาณ 5.5%สินเชื่อใหม่เติบโต 5 หมื่นล้านบาท ทิศทางดอกเบี้ยเงินกู้ยังไม่ปรับลด ระบุ ความท้าทายของแบงก์อยู่ที่ฐานลูกค้าสูงวัยลูกหลานไม่สานต่ออาชีพเกษตรกรนายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.มีโครงการที่จะเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ที่เป็นหนี้เสียเรื้อรังในกลุ่มผู้สูงวัยที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งธ.ก.ส.ได้ประเมินคุณภาพตัวลูกหนี้แล้วว่า ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้อีกแล้ว อย่างไรก็ดี การเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้นั้น กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานเศรษฐกิจการคลังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อเสนอเข้าสู่การอนุมัติของคณะรัฐมนตรี*มูลหนี้ราว 4-5 พันล้าน“ลูกหนี้กลุ่มนี้ เราเห็นว่า ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยเป็นหนี้เสียที่เรื้อรังมานาน ซึ่งเราพบว่า มีจำนวนลูกหนี้กลุ่มนี้อยู่ประมาณ 1หมื่นบัญชี มูลหนี้ราว 4-5 พันล้านบาท” นายฉัตรชัย กล่าวและว่า อย่างไรก็ดี แนวทางการช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มนี้ จะต้องอยู่บนพื้นฐานว่า จะต้องทำให้รัฐเสียหายน้อยที่สุดสำหรับภาพรวมหนี้เสียของธนาคารนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 5.31% ของสินเชื่อรวม 1.67ล้านล้านบาท ซึ่งธ.ก.ส. พยายามจะพยุงให้ระดับหนี้เสียไม่ไหลไปสูงจนถึงระดับ 8-9% ในช่วงปีก่อนหน้า โดยปีนี้ตั้งเป้าจะรักษาระดับหนี้เสียให้อยู่ที่ประมาณ 5.5% บวกลบ ทั้งนี้ ในทุกๆ ปี ระดับหนี้เสียจะปรับขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนที่ 8 หรือ 9เพราะเป็นช่วงที่ นายฉัตรชัย กำหนดให้มีการชำระหนี้นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า ระดับหนี้เสียที่เราจะพยายามรักษาให้อยู่ในระดับ 5.5%บวกลบดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การเติบโตของสินเชื่อในปีนี้ต้องอยู่ที่ประมาณ3-5 หมื่นล้านบาท จากยอดสินเชื่อรวมในปีที่แล้ว“สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารนั้น เราจะยังไม่ปรับลด เพราะที่ผ่านมา เราได้ปรับลดไปมากแล้ว ทั้งนี้ เรามองว่า ภาครัฐควรจะเร่งจ่ายเงินสำหรับโครงการที่ธ.ก.ส.ได้เข้าไปช่วยดำเนินการตามนโยบายให้เป็นตามไทม์ไลน์ของโครงการ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารมีสภาพคล่องมากขึ้นและจะสามารถลดต้นทุนการเงินของธนาคารและลูกค้าได้ดีมากยิ่งขึ้น”*ปัญหาสูงวัยนายฉัตรชัย ยังมองถึงความท้าทายของธนาคารในขณะนี้ว่า ธนาคารกำลังเผชิญกับปัญหาฐานลูกค้าที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุตรหลานของเกษตรกรก็สานต่ออาชีพเกษตรน้อยลง นอกจากนี้ เกษตรกรยังใช้เทคโนโลยีเก่าในการผลิต อีกทั้ง การส่งเสริมเกษตรกรในอดีตจะเน้นไปที่การผลิต แต่ไม่พุ่งเป้าไปที่การทำการตลาด ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายและความเสี่ยงของธนาคารขณะเดียวกัน จากสถานการณ์ภัยไซเบอร์ในปัจจุบันที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นและมีรูปแบบที่หลากหลาย อาทิ การหลอกให้โอนเงินล่วงหน้า การหลอกขายสินค้าออนไลน์ เว็บไซต์ปลอมแอบอ้างหน่วยงานรัฐ รวมถึง SMS และ LINE ปลอมแฝงลิงก์มัลแวร์ อันส่งผลกระทบให้ประชาชนได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินและชื่อเสียง ธ.ก.ส. จึงร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) เปิดตัว บริการแจ้งเตือนภัยมิจฉาชีพ ฟีเจอร์ใหม่บน LINE Official BAAC Family ซึ่งเป็นหนึ่งในช่องทางการสื่อสารดิจิทัลหลักของธนาคารปัจจุบันที่มีผู้ติดตามกว่า 14 ล้านราย เพื่ออำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยให้ประชาชนได้เข้าถึงเครื่องมือในการเช็ก - แจ้ง - เตือนภัยมิจฉาชีพได้สะดวกทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์ บัญชีม้าหรือบัญชีปลอม ต้องสงสัย เว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยและอันตราย รวมไปถึงการแจ้งเบาะแสอาชญากรรมให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจเรียลไทม์ แบบ All in one Place ครบจบในแชตเดียว ซึ่งฟีเจอร์ดังกล่าวถือเป็นก้าวแรกของสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐในการยกระดับบริการในแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เป็นมากกว่าการสื่อสารข้อมูลข่าวสารผลิตภัณฑ์และบริการโดยความร่วมมือกับ บช.สอท. ในครั้งนี้ จึงเป็นการพัฒนาบริการที่ ปลอดภัย ใช้ง่าย และเข้าถึงได้จริง ที่มีการบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อรับมือกับปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ และยังเป็นต้นแบบของการผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้าง ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล ด้วยการวางรากฐานระบบ Early Warning ที่จะช่วยให้คนไทยมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัยและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ซึ่ง ธ.ก.ส. และ บช.สอท. พร้อมเดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันความรู้ด้านภัยไซเบอร์ในวงกว้าง
ทันหุ้น • 13 มิ.ย. 68
อ่าน
ยกการ์ดป้องกัน “โควิด-ไข้หวัดใหญ่” รณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกัน
วันนี้ (5 มิถุนายน 2568) ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ โดยที่ประชุมได้เน้นย้ำเรื่องการระบาดของโรคโควิด 19 และโรคไข้หวัดใหญ่ ที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมาโดยปี 2568 พบผู้ป่วยโควิด 19 สะสม 330,485 ราย พบการระบาดในสถานศึกษาและเรือนจำมากที่สุด มีผู้เสียชีวิต 73 ราย ขณะที่ไข้หวัดใหญ่พบผู้ป่วย 346,956 ราย เสียชีวิต 47 ราย ทั้ง 2 โรคผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว แม้ว่าอัตราการตายจะน้อย แต่รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญ โดยนายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนให้คนไทยเสริมภูมิคุ้มกันรับมือกับทั้ง 2 โรค ขอให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องคงมาตรการป้องกัน รณรงค์ฉีดวัคซีน และปฏิบัติตามมาตรฐานสุขภาวะต่อไป นอกจากนี้ ยังได้พิจารณาเห็นชอบ 2 เรื่อง ได้แก่ 1.(ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคในกลุ่มคนต่างด้าวประชากรแฝง โดยส่งเสริมการใช้ข้อมูลชีวภาพ (Biometric) เพื่อยืนยันตัวตน พ.ศ. 2568 – 2570 ซึ่งจะทำให้สามารถเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสุขภาพให้มีความสอดคล้องกับแนวทางมนุษยธรรม โดยยึดหลักความสมัครใจและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ โดยจะเสนอ ครม.ต่อไป2.นโยบายเร่งรัดการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์และติดตามผู้สัมผัสในพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากปี 2568 พบผู้เสียชีวิต 5 ราย ที่ ชลบุรี ศรีสะเกษ ฉะเชิงเทรา ตาก และนครราชสีมา โดยมีพื้นที่เสี่ยงสูง (สีแดง) ที่พบผู้เสียชีวิตหรือสัตว์พบเชื้อมากกว่า 50% ของจำนวนอำเภอทั้งหมดในพื้นที่ หรืออำเภอที่มีรายงานโรคในสัตว์ซ้ำซาก 17 จังหวัด ได้แก่ ตาก นครนายก ระยอง ฉะเชิงเทรา ชลบุรี สมุทรปราการ ปราจีนบุรี สระแก้ว มหาสารคาม นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ และสงขลา ให้เร่งดำเนินการทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) โดยมอบคณะกรรมการโรคติดต่อทุกจังหวัด โดยเน้นใน 17 จังหวัด เร่งรัดการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า ติดตามผลการดำเนินงานรายไตรมาส มอบกรมปศุสัตว์และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พิจารณาจัดหาวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าก่อนสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis rabies: PrEP) แก่บุคลากรกลุ่มเสี่ยงในสังกัด มอบกรมควบคุมโรค สนับสนุนเนื้อหาทางด้านวิชาการเพื่อการควบคุมโรคในพื้นที่ มอบกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ บรรจุหลักสูตรของการจัดเก็บวัคซีนตามห่วงโซ่ความเย็น และการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในสัตว์ ให้อยู่ในหลักสูตรการอบรม อสม. และมอบกรมประชาสัมพันธ์ สื่อสารความเสี่ยงแก่ประชาชนเพื่อสร้างความตระหนักและป้องกันตนเองจากโรค
TNN ช่อง16 • 5 มิ.ย. 68
อ่าน
เตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์! เปิด 5 คดี หลอกลวงประชาชน สูญเงินกว่า 12 ล้าน
นางสาววงศ์อะเคื้อ บุญศล โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 19 - 25 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา ศูนย์ AOC 1441 (Anti Online Scam Operation Center) ได้มีรายงานเคสตัวอย่างอาชญากรรมออนไลน์ที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากการถูกหลอกลวง จำนวน 5 เคส ประกอบด้วยคดีที่ 1 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,889,061 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาบัตรส่วนลดค่าอาหารเเละเครื่องดื่มร้านอาหารผ่านช่องทาง Line ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line เพื่อสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องสมัครสมาชิกและร่วมกิจกรรมก่อน แจ้งว่าหลังสมัครสมาชิกผู้เสียหายจะได้ค่าตอบแทนคืน ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินค่าสมัครสมาชิกและร่วมกิจกรรม ช่วงแรกได้รับเงินคืนจริง ภายหลังให้โอนเงินเพิ่มขึ้นแต่ไม่สามารถถอนเงินได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก คดีที่ 2 คดีข่มขู่ทางโทรศัพท์ให้เกิดความกลัวแล้วหลอกให้โอนเงิน (Call Center) มูลค่าความเสียหาย 4,021,623 บาท โดยผู้เสียหายได้รับการติดต่อจากมิจฉาชีพผ่านทางโทรศัพท์ อ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทย แจ้งว่าผู้เสียหายได้มีการเปิดบัญชีผิดปกติ จากนั้นให้เพิ่มเพื่อนทาง Line กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อพูดคุยสอบถามเกี่ยวกับคดี มิจฉาชีพแจ้งว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ต้องโอนเงินไปตรวจสอบเส้นทางการเงินหากไม่ให้ความร่วมมือจะมีความผิดตามกฎหมาย ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินไป ภายหลังการโอนเงินไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 3 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล หรือวัตถุประสงค์อื่นๆ มูลค่าความเสียหาย 1,423,145 บาท โดยผู้เสียหายพบเห็นการรับแจ้งความออนไลน์ของตำรวจไซเบอร์ผ่านช่องทาง Facebook จึงติดต่อแจ้งความผ่าน Messenger Facebook มิจฉาชีพแจ้งว่าต้องโอนเงินเพื่อเป็นค่าธรรมเนียมและค่าดำเนินการ หลังจากโอนเงินไป มิจฉาชีพอ้างว่าต้องโอนเงินเพิ่มขึ้นเพราะยอดเงินที่เสียหายมีมูลค่าสูงและมีค่าใช้จ่ายต่างๆให้โอนเพิ่ม ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ภายหลังไม่ได้รับเงินคืนและไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกคดีที่ 4 คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อทำงานหารายได้พิเศษ มูลค่าความเสียหาย 3,598,831 บาท ทั้งนี้ผู้เสียหายพบโฆษณาทำงานหารายได้พิเศษผ่านช่องทาง Instagram เป็นการแพ็คสินค้า ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่ปรากฎในช่องความคิดเห็นเพื่อสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าช่วงแรกให้ทดลองงานโดยการโอนเงินเข้าระบบและกดถูกใจสินค้า จากนั้นได้ค่าตอบแทนกลับมา ภายหลังโอนเงินเพิ่มขึ้นเมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงิน มิจฉาชีพแจ้งว่าทำรายการผิดพลาด ต้องโอนเงินไปเพิ่มให้เท่ากับวงเงินที่มีในระบบ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอกดีที่ 5 คดีหลอกลวงให้ลงทุนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ มูลค่าความเสียหาย 1,714,800 บาท โดยผู้เสียหายพบโฆษณาเทรดหุ้นผ่านช่องทาง Tiktok ผู้เสียหายสนใจจึงเพิ่มเพื่อนทาง Line ที่แสดงหน้าเพจเพื่อพูดคุยสอบถามรายละเอียด มิจฉาชีพแจ้งว่าให้โอนเงินเพื่อลงทุนเทรดหุ้น ในครั้งแรกสามารถถอนเงินได้ จากนั้นให้โอนเงินยอดสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีกิจกรรมพิเศษให้เข้าร่วมอยู่เสมอ เมื่อผู้เสียหายต้องการถอนเงินไม่สามารถถอนได้ ภายหลังไม่สามารถติดต่อได้ ผู้เสียหายเชื่อว่าตนเองถูกมิจฉาชีพหลอก สำหรับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้ง 5 คดี รวม 12,647,460 บาททั้งนี้ ผลการดำเนินงานของ ศูนย์ AOC 1441 ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 ถึง วันที่ 23 พฤษภาคม 2568 มีตัวเลขสถิติผลการดำเนินงาน ดังนี้1. สายโทรเข้า 1441 จำนวน 1,744,675 สาย / เฉลี่ยต่อวัน 3,061 สาย2. ระงับบัญชีธนาคาร จำนวน 671,159 บัญชี / เฉลี่ยต่อวัน 1,271 บัญชี3. ระงับบัญชีตามประเภทคดีสูงสุด 5 ประเภท ได้แก่(1) หลอกลวงซื้อขายสินค้าหรือบริการ 213,346 บัญชี คิด เป็นร้อยละ 31.79(2) หลอกลวงหารายได้พิเศษ 156,845 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 23.37(3) หลอกลวงลงทุน 95,581 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 14.24(4) หลอกลวงให้โอนเงินเพื่อรับรางวัล 86,512 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 12.89(5) หลอกลวงให้กู้เงิน 48,153 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 7.17 (และคดีอื่นๆ 70,722 บัญชี คิดเป็นร้อยละ 10.54)“จากเคสตัวอย่างจะเห็นได้ว่า มิจฉาชีพใช้วิธีการหลอกลวงผู้เสียหาย โดยใช้กลอุบายข่มขู่ผู้เสียหาย โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ธ.กรุงไทย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ลวงว่าผู้เสียหายมีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้า ขณะเดียวกันมิจฉาชีพยังมีการหลอกลวงให้รับรางวัล หรือการหารายได้พิเศษ ซึ่งพบว่ามีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาท ทั้งนี้ขอย้ำว่า หน่วยงานของรัฐ ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ จะไม่มีการโทรติดต่อโดยตรง หรือติดต่อผ่านทางโซเชียลมีเดีย และจะไม่มีการให้โอนเงินเพื่อตรวจสอบบัญชีแต่อย่างใดดังนั้นหากมีการติดต่อเข้ามา ให้ประเมินว่าเป็นการหลอกลวงของมิจฉาชีพ ด้านการลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีการรับรองโดยหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นการเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง ขอให้ผู้เสียหายตรวจสอบและติดต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามรายละเอียดให้แน่ชัด” นางสาววงศ์อะเคื้อ กล่าวอย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนยึดหลัก 4 ไม่ คือ 1. ไม่กดลิงก์ 2.ไม่เชื่อ 3.ไม่รีบ และ 4.ไม่โอน ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ อย่ากดเข้าลิงก์เว็บไซต์ หรือดาวน์โหลด และอัปโหลดแพลตฟอร์ม ที่มีการส่งต่อจากช่องทางที่ไม่แน่ใจ โดยกระทรวงดีอี ได้เร่งดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการเผยแพร่ให้ความรู้เกี่ยวกับการป้องกันภัยอาชญากรรมออนไลน์ ผ่านศูนย์ AOC 1441 เพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกับประชาชนอย่างต่อเนื่องข่าวที่เกี่ยวข้อง- เตือนภัย! กลโกง "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" หลอกคุยโทรศัพท์ 7 วัน 7 คืน สูญเงินกว่า 8 ล้าน- “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” พรมแดนไทย-เมียนมา ยังเหลืออีกเป็นแสน พร้อมคืนชีพทุกเมื่อ- DSI เตือนภัย! มิจฉาชีพหลอกคดีฟอกเงิน พูดชื่อ - เลขบัตรประชาชนถูกหมด
TNN ช่อง16 • 27 พ.ค. 68
อ่าน
คนร.เคาะปรับหลักเกณฑ์การกับดูแลกิจการที่ดีของรัฐวิสาหกิจเทียบเท่า OECD
คนร.เคาะปรับหลักเกณฑ์การกับดูแลกิจการที่ดีของรัฐรัวิสาหกิจเทียบเท่า OECD พร้อมติดตามเร่งรัดการแก้ไขปัญหาของ4 รัฐวิสาหกิจให้เกิดแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน #ทันหุ้น นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ครั้งแรกของปีนี้ โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศคนร. เรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้ระบบการกำกับดูแลกิจการของรัฐวิสาหกิจมีความทันสมัยและทัดเทียมกับมาตรฐานขององค์การ เพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development:OECD) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยอีกด้วย คนร.ยังได้รับทราบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาองค์กรของรัฐวิสาหกิจ 4 แห่ง ได้แก่ การรถไฟแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) โดยมอบหมายให้รัฐวิสาหกิจและกระทรวงเจ้าสังกัดกำหนดบทบาทในการประกอบกิจการที่เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมในปัจจุบัน มีการแบ่งแยกการหารายได้และการปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนในแต่ละธุรกิจ รวมทั้งให้เร่งดำเนินโครงการที่สำคัญที่สร้างผลตอบแทนที่ดีและพัฒนาคุณภาพการให้บริการให้แล้วเสร็จตามเป้าหมาย เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการดำเนินงานและด้านการเงินอย่างยั่งยืนในระยะยาว รวมทั้งยกระดับการให้บริการแก่ลูกค้าและประชาชนที่สอดคล้องกับบริบทต่างๆ ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ คนร.ได้รับทราบรายงานผลดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี 2567 ของรัฐวิสาหกิจจำนวน 52 แห่ง โดยเป็นการติดตามความสำเร็จของโครงการและการลงทุนที่สำคัญของรัฐวิสาหกิจที่สนับสนุนการบรรลุหมุดหมาย ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 และยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งนโยบายรัฐบาล ซึ่งมีโครงการและการลงทุนที่ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ตามแผน คนร. จึงได้มอบหมายให้กระทรวงเจ้าสังกัดและรัฐวิสาหกิจกำกับติดตามโครงการอย่างใกล้ชิด โดยให้มีการประเมินผลในเชิงผลัพธ์และประโยชน์จากการดำเนินโครงการ นอกเหนือจากการประเมินความสำเร็จในการดำเนินโครงการและการลงทุนเท่านั้น
ทันหุ้น • 21 พ.ค. 68
อ่าน
เลือกตั้งเทศบาล 2568 เช็กที่นี่ ช่องทางติดตามรายงานผลนับคะแนนการเลือกตั้ง
11 พฤษภาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข่าวช่องทางการติดตามรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งเทศบาล อย่างไม่เป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568ช่องทางการติดตามรายงานผลนับคะแนนการเลือกตั้งเทศบาลสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญชวนประชาชนติดตามการรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี อย่างไม่เป็นทางการ โดยได้รวบรวมเว็บไซต์และแอปพลิเคชันการรายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งของเทศบาล (เฉพาะเทศบาลที่มีการจัดทำรายงานผลการนับคะแนนเท่านั้น) เพื่อง่ายต่อการค้นหาและเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดตามผลการเลือกตั้งของสมาชิกสภาเทศบาลและนายกเทศมนตรี ที่จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม 2568 ทั้งนี้ สามารถสแกน QR Code ด้านล่างนี้ หรือติดตามได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งwww.ect.go.th หรือ Application Smart Vote ได้ตั้งแต่เวลา 19.00 นาฬิกา ของวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444 วิธีแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่าลืมแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ หากมีเหตุจำเป็น ที่ทำให้ไม่สามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งเทศบาลตามเงื่อนไขต่อไปนี้1. มีกิจธุระจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล2. เจ็บป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้3. เป็นคนพิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้4. เดินทางออกนอกราชอาณาจักร5. มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร6. ได้รับคำสั่งจากทางราชการให้ไปปฏิบัติหน้าที่นอกเขตเลือกตั้ง7. มีเหตุสุดวิสัยหรือเหตุอื่นที่ กกต.กำหนดช่องทางแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยสามารถแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ผ่านช่องทางดังนี้- แจ้งด้วยตนเอง- มอบหมายให้บุคคลอื่นไปยื่นแทน- จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน- การแจ้งเหตุผ่านเว็บไซต์ www.ect.go.th หรือ แอปพลิเคชัน Smart Vote- ทางเว็บไซต์สำนักบริหารการทะเบียน กระทรวงมหาดไทย (www.bora.dopa.go.th)ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ต้องแจ้งเหตุจำเป็นที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้งภายใน 7 วัน ก่อนวันเลือกตั้ง (4 - 10 พ.ค.) หรือภายใน 7 วัน หลังวันเลือกตั้ง (12 - 18 พ.ค.) ถูกจำกัดสิทธิหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุระวังหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและไม่ได้แจ้งเหตุที่ไม่อาจไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จะถูกจำกัดสิทธิ ดังนี้1.สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น (ส.ถ.) หรือผู้บริหารท้องถิ่น (ผ.ถ.) หรือสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.)2.สมัครรับเลือกเป็นกำนันและผู้ใหญ่บ้าน3.เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอนสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น4.ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง และข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง5.ดำรงตำแหน่งรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการผู้บริหาร ท้องถิ่น ประธานที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น หรือคณะที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น6.ดำรงตำแหน่งเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น ผู้ช่วยเลขานุการประธานสภาท้องถิ่น และ เลขานุการรองประธานสภาท้องถิ่นการถูกจำกัดสิทธิ กำหนดเวลาครั้งละ 2 ปี นับแต่วันเลือกตั้ง ครั้งที่ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องเปิดวิธี-ช่องทางแจ้งเหตุไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สมาชิกสภาเทศบาล-นายกเทศมนตรี 11 พ.ค. 2568บัตรดี-บัตรเสีย รู้ไว้? ก่อนเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล-นายกเทศมนตรี 11 พ.ค. 2568"อิทธิพร" ติวเข้มจัดเลือกนายกเทศมนตรี-สมาชิกสภาเทศบาล 11 พ.ค. 68
TNN ช่อง16 • 11 พ.ค. 68
อ่าน
พลิกซากพื้นที่ตึกสตง. ถล่มครบถ้วนแล้ว มั่นใจไม่พบผู้ติดค้างเพิ่มเติม
ยุติการค้นหาร่างผู้ประสบภัยตึกสตง. ถล่มแล้ววันนี้ (11 พ.ค. 68) นายสุริยชัย รวิวรรณ ผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร (สปภ.กทม.) เปิดเผยความคืบหน้าภารกิจค้นหาผู้ติดค้างในอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่า เนื่องจากเราได้ยุติการค้นหาร่างผู้ประสบภัยแล้ว ตอนนี้จึงเป็นการเคลื่อนย้ายเศษปูนที่เปิดออกมาไปพักไว้ที่พื้นที่ของการรถไฟ โดยระหว่างการเคลื่อนย้ายจะเป็นการตรวจสอบเศษชิ้นส่วนของผู้ประสบภัยที่อาจติดค้างมาเพื่อส่งนิติเวชให้ครบ โดยวานนี้ (10 พ.ค. 68) สุนัข K9 ยังคงพบชิ้นส่วนเล็ก ๆ ของผู้ประสบภัยจากเศษปูนที่เคลื่อนย้ายไป คาดว่าปฏิบัติการจะเสร็จสิ้นในวันนี้ โดยวันที่ 12 พ.ค. 68 จะเป็นการเก็บรายละเอียดเล็กน้อยที่เหลือสำหรับ K9 และกู้ภัยอาสาภาคประชาชนก็จะถอนกำลังในเช้าวันที่ 13 พ.ค. 68 ซึ่งในวันนั้นจะนิมนต์พระ 109 รูป ทำบุญให้กับผู้ประสบภัยและเป็นขวัญกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติงาน และช่วงสายวันเดียวกันจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดประชุม เพื่อออกเอกสารและดำเนินการทั้งหมดให้มีความต่อเนื่องไร้รอยต่อประกาศยกเลิกพื้นที่สาธารณภัยและคืนพื้นที่ให้สตง. 15 พ.ค. 68กระบวนการหลังจากนั้นจะเป็นการถอนกำลัง โดยใช้เวลาเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ประมาณ 3 วัน คาดว่าจะแล้วเสร็จ และจะมีการประกาศยกเลิกพื้นที่สาธารณภัยและคืนพื้นที่ให้กับสตง. ในวันที่ 15 พ.ค. 68 ตามกำหนดเดิม และกระบวนการต่อไปพนักงานสืบสวนสอบสวนจะทำการอายัดพื้นที่ของสตง. และหลักฐานกองปูนและเหล็กบริเวณพื้นที่ของการรถไฟต่อไป โดยไม่มีช่องว่างในการดำเนินการต่างๆ ตามกระบวนการสืบสวนสอบสวน มั่นใจจะไม่พบผู้ประสบภัยติดค้างเพิ่มเติมแล้ว“มั่นใจว่าจะไม่พบผู้ประสบภัยติดค้างเพิ่มเติมแล้ว เพราะได้พลิกซากปูนและขุดหลุมลิฟต์เปิดดูทั้งหมดแล้ว สำหรับผู้สูญหายที่ยังคงมีตัวเลขคงค้างอยู่ที่ 7 ราย จากนี้จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและนิติเวชควบคู่กัน โดยพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนซึ่งอาจจะพบเคสซ้ำรอยที่เข้าใจผิดว่าญาติตนอยู่ในตึก สตง. วันที่อาคารถล่มส่วนนิติเวชจะใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อตรวจสอบดีเอ็นเอของชิ้นส่วนต่าง ๆ ของผู้ประสบภัยกว่า 200 ชิ้น เพื่อยืนยันว่าเป็นผู้เสียชีวิตรายใด เชื่อว่าน่าจะครบ 7 คนที่ยังสูญหาย” นายสุริยชัย กล่าวอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องมุ่งเป้าภารกิจพาทุกร่างกลับบ้าน ลดหลั่นความสูงตึกสตง. ถล่ม ค้นหาผู้ประสบภัยใต้ซากครบ 1 เดือนแผ่นดินไหว เคลียร์ซากตึกสตง. ถล่ม บริเวณด้านหน้าเห็นผนังของชั้นใต้ดินแล้วรื้อซากตึกสตง. ถล่ม เตรียมเจาะกระแทกปูนเปิดทางสู่ช่องบันได คาดพบร่างผู้ประสบภัยเพิ่ม
TNN ช่อง16 • 11 พ.ค. 68
อ่าน
คน มท. แห่ชื่นชม "อนุทิน" - ผู้บริหารมหาดไทย จัดสอบนายอำเภอโปร่งใส
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการปกครองได้ประกาศรายชื่อข้าราชการในสังกัดกรมการปกครองให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ รุ่นที่ 85 รุ่นที่ 86 และรุ่นที่ 87 จำนวน 300 ราย เมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา ได้มีเสียงสะท้อน จากข้าราชการ เจ้าหน้าที่ภายในกระทรวงมหาดไทย โดยมีการแสดงความคิดเห็นเป็นกระแสชื่นชมนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมการปกครอง ตลอดจนผู้บริหารกรมการปกครอง ที่สามารถจัดและควบคุมกระบวนการสอบให้เป็นไปอย่างสุจริต โปร่งใส ระบบคุณธรรม ที่นำมาใช้ในการควบคุมการสอบทุกขั้นตอนทำให้ได้บุคลากรที่จะเป็นนายอำเภอ ที่มาจากความสามารถจริงๆ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่นายอนุทินเข้ารับตำแหน่ง รมว.มหาดไทย การคัดเลือกบุคลากรทุกระดับได้รับการตรวจติดตามอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในเรื่องของการทุจริต ซึ่งนายอนุทิน ได้ย้ำเป็นการภายในหลายครั้งกับข้าราชการว่า ต้องให้ความสำคัญกับการคัดเลือกบุคลากรเข้ามาทำงานราชการทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และท้องถิ่น การสอบต่างๆ ต้องโปร่งใส สุจริต เป็นธรรม ต้องเป็นหลักประกันแรกที่กระทรวงมหาดไทยให้ความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชนได้ หากบุคลากรมหาดไทยขาดความโปร่งใส ไม่ซื่อสัตย์ สุจริต แต่ต้นแล้วจะดูแล บำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้พี่น้องประชาชนได้อย่างไร สำหรับตัวอย่างเสียงจากคนในมหาดไทยซึ่งรู้จักการสอบนายอำเภอดี ที่สะท้อนออกมาทิศทางเดียวกันหลังประกาศผลสอบ ว่าปีนี้ได้แต่คนเก่ง มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์จริงนั้น โดยมีเสียงชื่นชมผ่านโซเชียลฯ อาทิขอบคุณท่าน มท.1 ท่านปลัดกระทรวง ท่านอธิบดีกรมการปกครอง ที่ทำให้การสอบด้วยระบบคุณธรรมเกิดขึ้นจริงในวันนี้ , ที่ผ่านมา เราจะได้ยินตลอดเรื่องจะขึ้นบัญชี จะสอบได้ล้วนมีตั๋วกันทั้งนั้น ... แต่ครั้งนี้ คนอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักเราไม่รู้ค่ะ แต่ที่เรารู้จักแล้วสอบผ่านแต่ละคนเค้าเก่งจริงนะ ความสามารถ การทำงานและอ่านหนังสือหนักจริงๆ ,โปร่งใส เป็นธรรม เพราะเราครอบครัวเดียวกัน ,ยืนยันอีกเสียงครับ สุจริต โปรงใสคือหัวใจนักปกครอง ถ้าปลัดอำเภอโนเนมอยู่บนเทือกเขาภูพานห่างไกลเจ้านายแบบผมมีชื่อสอบได้ ก็คงการันตีได้นะครับ ,ขอแสดงความยินดี นอ. 85,86,87 รอบนี้มีแต่คนเก่งๆ และมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ ,ขอบคุณที่เห็นคุณค่าของคนที่เขาตั้งใจ ,เห็นรายชื่อผู้สอบผ่านแล้ว ค่อนข้างเชื่อได้ว่า... ข่าวที่ออกมาก่อนหน้านั้น เป็นเพียงข่าวลือ
TNN ช่อง16 • 20 เม.ย. 68
อ่าน
นายกฯ ยันโดนตรวจสอบมาตลอด ธุรกิจครอบครัวถูกตรวจสอบตามกฎหมายทุกประการ
เวลา 15.40 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 2 ครั้งที่ 26 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ กรณีฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงกรณีการครอบครองที่ดินโรงแรม Thames Valley เขาใหญ่ ว่า นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และรองนายกรัฐมนตรีนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ชี้แจงในรายละเอียดไปบ้างแล้ว รวมถึงกรมที่ดินได้ชี้แจงในเรื่องการออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย และบริษัทของครอบครัวทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมายทั้งหมด ในการเข้าประกอบกิจการโรงแรมทุกอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เช่นเดียวกับผู้ประกอบการอื่นๆ ในพื้นที่การประกอบกิจการ การทำธุรกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกประการส่วนประเด็น call center นายกรัฐมนตรี ขอบคุณที่ได้ติดตามข้อมูลทั้งหมด รัฐบาลได้ปฏิบัติการและทำไปไกลกว่านั้นแล้ว แก้ปัญหาได้ไกลมากพอสมควร การแก้ปัญหาคอลเซ็นเตอร์ทำมาต่อเนื่องตั้งแต่รัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา มีการประสานงานต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา จีน และกัมพูชา ในการมาช่วยกัน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเองได้เข้ามาตอบกระทู้สดด้วยตัวเองแล้ว ในเรื่องของการตัดน้ำมัน ตัดสัญญาณ มีคำชมจากประเทศจีน และประธานาธิบดีสี จิ้น ผิง ทันที ที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนว่ามีการตัดสินใจเด็ดขาด และมีการดำเนินการในเรื่องนี้อย่างรวดเร็วโดยฝ่ายจีนมีการสนับสนุนในเรื่องข้อมูล การข่าวต่างๆ จึงพูดได้ว่าปัญหาคอลเซ็นเตอร์ที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัดมาจากความร่วมมือของทุกประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และเมื่อเกิดวิกฤตที่คล้ายๆ กัน ประเทศเพื่อนบ้านก็ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ เรื่องการซีลชายแดน ซึ่งสำคัญมาก ต้องขอความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้าน ช่วยกันและได้ผลอย่างดีมากๆ ทำงานกันเป็นทีมนอกจากนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม DE ได้จัดตั้งศูนย์ AOC 1441 เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการทำงานร่วมกัน รับแจ้งเหตุจากพี่น้องประชาชนตลอด 24 ชั่วโมงจำนวน 100 คู่สาย ได้ระงับบัญชีม้าแล้วกว่า 1.92 ล้านบัญชี มีระบบติดตามบัญชีที่มีระบบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ เพิ่มมาตรการธนาคาร ยกระดับการตรวจสอบการเปิดบัญชีใหม่ ตรวจสอบประวัติมากขึ้น เพื่อป้องกันต่อไปในอนาคตให้เปิดบัญชีม้าได้ยากยิ่งขึ้น มีการพิสูจน์ตัวตนมีการกวาดล้างซิมม้าไปแล้ว 2.4 ล้านเลขหมาย ระงับซิมต้องสงสัยที่มีการใช้งานผิดปกติ 2.8 ล้านเลขหมายตรวจสอบผู้ใช้ mobile banking ที่ลงทะเบียนหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 จำนวน 3.176 ล้านเลขหมาย ตั้งแต่มีมาตรการจริง ตัดน้ำ-ตัดไฟ-สัญญาณอินเทอร์เน็ต-เสาสัญญาณ สถิติการรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมดของประเทศไทยลดลงไป 20% โดยเฉพาะคดีคอลเซ็นเตอร์ลดลงถึง 67% ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนลดลงกว่า 50% จากวันละ 100 ล้านบาทเหลือ 50 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ รัฐบาลจะดำเนินการให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นรวมทั้งเร่งรัด ร่าง พ.ร.ก. มาตรการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนของกฤษฎีกา และดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งตอนนี้มีการคัดค้านจากหลายองค์กร โดยยืนยันว่า รัฐบาลรับฟังความคิดเห็นต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ ทั้งนี้ สิ่งที่เป็นนโยบายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแรก เป็นสิ่งที่คุ้นชินกันอยู่แล้ว เพราะรัฐบาลก็ริเริ่มอะไรใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์ ยาวนานขึ้นเยอะ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายดี ๆ ในอดีตที่นำกลับมาใช้ใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน เช่น โครงการ ODOS (One District One Scholarship) เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อประเทศมาก ๆ เป็นการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในอนาคต การจ้างงานและอาชีพใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยรัฐบาลพยายามเพิ่มมิติ เพิ่มโอกาสให้กับคนกลุ่มใหม่ ๆ เพื่อกระจายโอกาส เตรียมคนสู่โลกอนาคต และสำหรับคนในยุคปัจจุบันรัฐบาลพยายามให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับบริษัทที่เข้ามาตั้ง เป็นทางลัดให้คนมีศักยภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น ซึ่งสำหรับนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตจะช่วยเพิ่มโอกาสให้คนกลุ่มใหม่ๆ ช่วยกระจายโอกาส และเตรียมคนสู่โลกอนาคตโดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า เป็นนโยบายที่ตรงเป้าแน่นอน ซึ่งในระยะที่ 3 จะมีการพัฒนาอย่างเต็มระบบและรัดกุม โดยจะเริ่มต้นในกลุ่มเยาวชน 16-20 ปี ที่มีกำลังบริโภค มีความตื่นตัวทางเทคโนโลยี เรียนรู้รวดเร็วและจะเป็นกำลังสำคัญในการเรียนรู้ระบบต่างๆ ให้ครอบครัวได้ เป้าหมายระยะยาวของนโยบายนี้จะยกระดับสังคมไทยเป็นสังคมดิจิทัล ซึ่งนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ในหนึ่งวาระของรัฐบาลนี้จะเกิดผลเป็นรูปธรรม “ตรงทั้งปกและตรงเป้า” สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านกล่าวถึงการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ชั้น 14 ของบิดา นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ขณะนั้นยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษ เป็นสิทธิของผู้ต้องคดีความและมีขั้นตอนถูกต้อง ส่วนการพาดพิงว่าบิดามีอาการป่วยหลอก เป็นการวินิจฉัยของแพทย์ ซึ่งขณะนี้ได้ยื่นเรื่องตรวจสอบต่อแพทยสภา ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะยอมรับ พร้อมยืนยันว่าไม่เคยแทรกแซงการทำงานระบบราชการ โดยในยุคปัจจุบันทุกอย่างตรวจสอบได้นายกรัฐมนตรี ยังพร้อมทำงานกับทุกกลุ่ม ทุกคน ทุกจังหวัด จะทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่สุดความสามารถ ขอให้ทุกท่านดู และพิสูจน์ความสามารถในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี วิจารณ์ที่การทำงาน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปข่าวที่เกี่ยวข้อง- อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 “พิชัย” แจง ศิริกัญญา มั่นใจ GDP ถึงเป้า- “สุริยะ” แจงฝ่ายค้าน ยืนยันสัญญารถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ไม่เอื้อเอกชน- อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2568 : นายกฯ แจงซักฟอกตรงประเด็น ไม่กลัวข้อมูลไฮไลท์ฝ่ายค้าน
TNN ช่อง16 • 25 มี.ค. 68
อ่าน
แจกโปร ป๊อปคอร์นโรงหนัง ป๊อปคอร์น SF ลูกค้าทรูดูหนังฟิน แถมได้กินฟรี
รวมโปรโมชั่น ส่วนลด ป๊อปคอร์นโรงหนัง ทรู 2568 บอกเลยว่าไอเท็มที่ทุกคนขาดไม่ได้เวลาไปดูหนังก็คือ ชุดคอมโบ ป๊อปคอร์นและเครื่องดื่ม นั่นเองค่ะ และวันนี้เราจัดเต็มมาให้ลูกค้าทรูได้ฟินแบบจัดเต็ม กับ โปรโมชั่น ป๊อปคอร์นโรงหนัง Combo Set ป๊อปคอร์น SF ราคาพิเศษ Century The Movie Plaza (เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า)ให้ลูกค้าทรูได้ดูหนังแบบฟินๆ แถมยังได้กินป๊อปคอร์นฟรีแบบสุดคุ้ม สำหรับลูกค้าทรูแบล็ค เอาล่ะถ้าอยากรู้แล้วว่ามีโปรอะไรน่าโดนบ้าง ก็ตามมาดูกันเลย!! ป๊อปคอร์น SF Cinema ส่วนลดลูกค้าทรู สิทธิประโยชน์ ลูกค้าทรูแบล็ค ใช้ทรูพอยท์ 99 คะแนน ซื้อตั๋วหนังราคา 99 บาท ลูกค้าทรูเรด ใช้ทรูพอยท์ 99 คะแนน ซื้อตั๋วหนังราคา 99 บาท ทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ใช้ทรูพอยท์ 99 คะแนน ซื้อตั๋วหนังราคา 119 บาท ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีน ใช้ทรูพอยท์ 150 คะแนน + เงิน 60 บาท ซื้อชุด Combo Set L ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีน ใช้ทรูพอยท์ 75 คะแนน แลกซื้อ 1แถม1 น้ำอัดลม 32 ออนซ์ ลูกค้าทรูแบล็ค ทรูเรด ทรูบลู ทรูกรีนใช้ทรูพอยท์ 150 คะแนน ชุด Combo Set จ่ายเพียง 60.- (น้ำ 44 ออนซ์+ป๊อปคอร์น 64 ออนซ์) หมายเหตุ โค้ดจากการกดรับสิทธิ์มีอายุการใช้งานภายใน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ หากพบปัญหาในการรับสิทธิ์ กรุณาติดต่อ 1242 เงื่อนไข ผู้ใช้บริการต้องแสดงโค้ดกับพนักงาน ณ จุดที่ขอรับบริการ เพื่อรับชุด combo set L ที่SF Cinema (ที่ร่วมรายการ) ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ สิทธิพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด ระยะเวลาโปรโมชั่น : วันนี้ - 31 มกราคม 2568 ป๊อปคอร์น Century The Movie Plaza ส่วนลดลูกค้าทรู สิทธิประโยชน์ ลูกค้าทรู ใช้ 40 ทรูพอยท์ แลกรับส่วนลด 40 บาท บัตรชมภาพยนตร์ ลูกค้าทรู ใช้ 30 ทรูพอยท์ แลกรับส่วนลด 30 บาท Combo Set ลูกค้าทรู ใช้ทรูพอยท์ 30 คะแนน รับส่วนลด 30.- Combo Set เมื่อซื้อชุด Combo Set 159.- ขึ้นไป หมายเหตุ : การกดรับสิทธิ์ ลูกค้าต้องเปิดแชร์ตำแหน่งที่ตั้ง ก่อนล็อกอินเข้าแอปพลิเคชันทรูไอดี ทุกครั้ง หากพบปัญหาในการรับสิทธิ์ กรุณาติดต่อ 1242 เงื่อนไข 1. ผู้ใช้บริการต้องแสดงโค้ดกับพนักงาน ณ เคาเตอร์จำหน่ายสินค้า เพื่อใช้สิทธิ์ส่วนลด 2. เฉพาะเมื่อซื้อชุด Combo Set 159.- ขึ้นไป ที่เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท และ เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า อนุสาวรีย์ชัย 3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้ 4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้ 5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงโดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า 6. โค้ดจากการกดรับสิทธิ์มีอายุการใช้งานภายใน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ 7. สิทธิพิเศษนี้มีจำนวนจำกัด 8. 1 ท่าน / 1 สิทธิ์ / 1 วัน ระยะเวลาโปรโมชั่น : วันนี้ - 31 ธันวาคม 2568 ข้อมูลเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/centurymovieplaza บทความที่คุณอาจสนใจ ลูกค้าทรู รับส่วนลด บาร์บีคิว พลาซ่า Bar B Q Plaza สูงสุด 30 บาท ลูกค้าทรู รับส่วนลด TAO BIN เต่าบิน ลดสูงสุด 10 บาท เครื่องดื่มทุกเมนู TrueCoffee ทรูคอฟฟี่ ลูกค้าทรู รับส่วนลด ลดสูงสุด 50% เมนูเครื่องดื่ม
ร้านดัง • 23 ม.ค. 68
อ่าน
บขส. เผยยอดใช้สิทธิลดหย่อนค่าโดยสาร 3 เดือนแรกแตะแสนคน กลุ่มผู้สูงอายุใช้สิทธิมากสุด
นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า บขส. ได้ดำเนินการมอบสิทธิลดหย่อนค่าโดยสารกับผู้โดยสาร จำนวน 14 กลุ่ม เช่น กลุ่มผู้พิการ กลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มพระภิกษุ สามเณร และกลุ่มทหาร ตำรวจ เป็นต้น เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้กับประชาชนตามนโยบายกระทรวงคมนาคม ที่ต้องการให้ผู้โดยสารเข้าถึงบริการระบบขนส่งสาธารณะที่สะดวก ปลอดภัย และราคาเป็นธรรม รวมทั้งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ต่อไปโดยจากข้อมูลในช่วง 3 เดือนแรก (เดือน ตุลาคม ธันวาคม 2567) ของปีงบประมาณ 2568 พบว่า บขส. ได้ลดหย่อนค่าโดยสารเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน เป็นจำนวน 16,348,552 บาท มีผู้มาใช้สิทธิฯ จำนวน 104,553 คน โดย 3 กลุ่มแรกที่มาใช้สิทธิฯ มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ มีผู้ใช้สิทธิ 65,749 คน รวม 9,436,585 บาท, กลุ่มทหาร ตำรวจ มีผู้ใช้สิทธิ 15,319 คน รวม 2,472,255 บาท และกลุ่มผู้พิการ มีผู้ใช้สิทธิ 7,078 คน รวม 1,885,265 บาท ตามลำดับสำหรับการมอบสิทธิลดหย่อนค่าโดยสาร ผู้โดยสารที่ได้รับสิทธิจะได้ส่วนลดค่าโดยสาร (ไม่รวมค่าธรรมเนียม) โดยสามารถใช้สิทธิได้ที่หน้าช่องจำหน่ายตั๋วโดยสารของ บขส. ทั่วประเทศเท่านั้น ทั้งนี้ บขส. ได้ให้ความสำคัญกับผู้โดยสารทุกประเภท โดยผู้โดยสารสามารถสมัครสมาชิก บขส. Card (สมัครฟรี ผ่านช่องทางออนไลน์) เพื่อรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ, กิจกรรมส่งเสริมการตลาด, สิทธิส่วนลดค่าโดยสารเดินทางในวันสำคัญ และสิทธิสะสมคะแนน เพื่อแลกรับของสมมนาคุณ เป็นต้นภาพจาก บขส.
TNN ช่อง16 • 15 ม.ค. 68
อ่าน
เที่ยวบินเดินทางย้อนเวลา บินขึ้นในปี 2025 แต่ลงจอดในปี 2024
ในช่วงเวลาแห่งการเคาท์ดาวน์ปีใหม่ทั่วโลกได้ร่วมกันเฉลิมฉลองการเข้าสู่ปีใหม่ 2025 ตามปฏิทินสากล แต่ในขณะเดียวกันก็มีหลายคนที่ต้องเดินทางข้ามประเทศ ทำให้เกิดเหตุการณ์ที่เรียกว่า เที่ยวบินเดินทางย้อนเวลา หรือเหตุการณ์ที่เครื่องบินโดยสารบินขึ้นในสนามบินของประเทศที่เข้าสู่ปี 2025 ไปแล้ว และเครื่องบินได้บินไปลงจอดในเขตประเทศที่ยังเป็นปี 2024 อยู่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่โดยเพจ Hflight ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับเครื่องบิน โดยเพจได้ตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ Flightradar24 พบว่าเที่ยวบิน NH106 ของสายการบินออลนิปปอนแอร์เวย์ส (NH/ANA) ออกเดินทางจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (ฮาเนดะ) (HND) ในเวลา 01.19 น. วันที่ 1 มกราคม 2568 หลังจากผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบินได้เฉลิมฉลอง Countdown ต้อนรับปีใหม่ 2025 ที่โตเกียวไปเรียบร้อยแล้วอย่างไรก็ตาม เที่ยวบิน NH106 ซึ่งดำเนินการบินด้วยเครื่อง Boeing 787-8 หมายเลขทะเบียน JA828A กำลังมุ่งหน้าสู่การ ย้อนเวลา กลับไปในปี 2024 เนื่องจากมีกำหนดลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติลอสแอนเจลิส (LAX) สหรัฐอเมริกา ในเวลา 17.06 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ทำให้ผู้โดยสารและลูกเรือบนเที่ยวบินนี้มีโอกาสฉลอง Countdown ต้อนรับปีใหม่ถึงสองครั้งสาเหตุที่เครื่องบินเดินทางย้อนไปปี 2024 ได้นั้นเกิดขึ้นจาก เวลาที่โตเกียว (UTC+9) เร็วกว่าเวลาที่ลอสแอนเจลิส (UTC-8) ถึง 17 ชั่วโมง ดังนั้น เมื่อเที่ยวบินนี้ออกเดินทางจากโตเกียวตอนตีหนึ่งของวันที่ 1 มกราคม 2025 เวลาที่ลอสแอนเจลิสยังเป็นช่วงเช้าเวลา 08.00 น. ของวันที่ 31 ธันวาคม 2024 และด้วยระยะเวลาบินประมาณ 9 ชั่วโมง ซึ่งเที่ยวบินต้องข้ามเส้นแบ่งเขตวันสากล (International Date Line) ไปทางทิศตะวันออก ทำให้เมื่อถึงจุดหมายปลายทาง เที่ยวบินจะลงจอดในช่วงเย็นของวันที่ 31 ธันวาคม 2567 หรือกล่าวได้ว่าเดินทางมาถึงก่อนเวลาที่ออกเดินทางจากโตเกียวสำหรับเส้นแบ่งเวลา (International Date Line หรือ IDL) ความจริงแล้วเป็นเส้นสมมุติที่ลากผ่านพื้นผิวโลก เพื่อแบ่งเขตเวลาของวันหนึ่งกับวันถัดไป โดยทั่วไปแล้วเส้นแบ่งเวลานี้จะอยู่ใกล้กับเส้นแวง 180 องศา (ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเส้นเมริเดียนหลัก หรือ Prime Meridian ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ) แต่ไม่ได้ตรงกันทั้งหมด เนื่องจากปรับตามเขตแดนและประเทศเพื่อความสะดวกทางการปกครองและเศรษฐกิจ สำหรับประเทศไทยนั้นถูกกำหนดให้อยู่ในเขตเวลา UTC+7 (Coordinated Universal Time +7 ชั่วโมง) ซึ่งหมายความว่าเวลาของประเทศไทยเร็วกว่าเวลา UTC มาตรฐานอยู่ 7 ชั่วโมงที่มาของข้อมูล Facebook,Flightaware
TNN ช่อง16 • 3 ม.ค. 68
อ่าน
10 วันอันตรายปีใหม่ 6 วัน เสียชีวิต 272 เจ็บ 1,694 ราย
วันนี้ (2 ม.ค. 68) นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนตลอดทั้งปี เปิดเผยว่า ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ประจำวันที่ 1 ม.ค. 68 ซึ่งเป็นวันที่หกของการรณรงค์ ขับขี่ปลอดภัย เมืองไทยไร้อุบัติเหตุ ช่วงวันที่ 27 ธ.ค.67- 5 ม.ค.68 พบว่า มีการเกิดอุบัติเหตุ 339 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 346 คน ผู้เสียชีวิต 50 รายสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็ว รองลงมา คือ ดื่มแล้วขับ และทัศนวิสัยไม่ดี ส่วนยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ รถจักรยานยนต์ ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง โดยช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ เวลา 00.01 - 01.00 น. เวลา 01.01-02.00 น.สำหรับจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (24 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (36 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (7 ราย)สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสม ในช่วง 6 วันแรกของการรณรงค์ (27 ธ.ค.67 1 ม.ค.68) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,739 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 1,694 คน ผู้เสียชีวิต รวม 272 ราย จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 8 จังหวัด จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (63 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (73 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี (12 ราย)นายภาสกร กล่าวด้วยว่า วันนี้เป็นแรกของการเปิดทำงานหลังจากเทศกาลปีใหม่ ซึ่งประชาชนบางส่วนได้เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานครและจังหวัดเขตเศรษฐกิจในภาคต่าง ๆ แล้วขณะเดียวกันก็ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังอยู่ในระหว่างการเดินทางกลับ ทำให้เส้นทางสายหลัก เส้นทางสายรอง รวมไปถึงถนนในชุมชนหมู่บ้าน ยังคงมีปริมาณรถหนาแน่น อีกทั้งเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังการเฉลิมฉลองปีใหม่ประชาชนบางส่วนได้เดินทางกลับทันที ทำให้ผู้ขับขี่ยานพาหนะเกิดความเหนื่อยล้า พักผ่อนไม่เพียงพอ จึงทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุทางถนนเพิ่มสูงขึ้นดังนั้น ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน (ศปถ.) ช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2568 จึงได้ประสานทุกจังหวัด ให้ดำเนินการตามมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเข้มข้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน โดยให้เข้มข้นการตั้งด่านตรวจจุดตรวจ จุดสกัด บนถนนสายหลักเป็นระยะตลอดเส้นทาง เพื่อกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขับรถเร็ว การดื่มแล้วขับ การไม่สวมหมวกนิรภัย และการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย โดยหากพบผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ให้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงดังกล่าวp.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก: TNN
TNN ช่อง16 • 2 ม.ค. 68
อ่าน
เช็กสถานะ "เงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท" รบ. เผยโอนแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท
นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่ากรมอุตุนิยมวิทยาระบุสภาพอากาศในวันนี้ถึง วันที่ 30 ธ.ค.67 มวลอากาศเย็นกำลังปานกลาง จะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ลมหนาวยังมีกำลังปานกลางพัดปกคลุมภาคอีสาน ทำให้อากาศเย็นลง และมีหมอกบางในตอนเช้า อากาศยังเย็นถึงหนาวบริเวณ ภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ท้องฟ้ามีเมฆบางส่วนสำหรับภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณ จ.ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส เนื่องจากอิทธิพลของลมหนาวที่พัดแรงขึ้น (ไม่ได้เกิดจากพายุ) ต้องติดตามและเฝ้าระวังกันอีกช่วง แต่ไม่น่ากังวล เนื่องจากมีเพียงปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดฝน ไม่มีปัจจัยเสริม คลื่นลมมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือ ชาวประมงต้องระวังในการเดินเรือขณะที่ความคืบหน้ากรณีที่ ครม. มีมติเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ให้จ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 ครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยมอบหมายให้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 16 จังหวัด ล่าสุด (ณ วันที่ 27 ธันวาคม 2567 เวลา 16:30 น.) มีจำนวนผู้ลงทะเบียนยื่นคำร้องแล้ว 1,054,484 ครัวเรือน ธนาคารออมสินโอนเงินช่วยเหลือแล้ว 3 ครั้ง รวม 166,795 ครัวเรือน จำนวนเงิน 1,501,155,000 บาท และอยู่ระหว่างรอโอนครั้งที่ 4 อีก 94 ครัวเรือนรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศปช.) ได้กำชับให้หน่วยงานในพื้นที่ 16 จังหวัด เร่งสำรวจและทำความเข้าใจ พร้อมตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้อง รวมทั้งประชาสัมพันธ์สื่อสารถึงประชาชนที่จะได้รับเงินเยียวยาสามารถลงทะเบียนได้ถึงวันที่ 15 มกราคม 2568ส่วนประชาชนที่ลงทะเบียนแล้วสามารถติดตามสถานะเงินเยียวยาน้ำท่วมได้ที่เว็บไซต์ www.flood67.disaster.go.th
TNN ช่อง16 • 29 ธ.ค. 67
อ่าน
เริ่มแล้ว 10 วันอันตรายปีใหม่ - จราจรขาออกกรุงเทพฯ เริ่มหนาแน่น
บรรยากาศการเดินทางกลับภูมิลำเนาช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 เริ่มคึกคักตั้งแต่ช่วงบ่ายของเมื่อวานที่ผ่านมา ( 26 ธ.ค. 67 ) ส่งผลให้ปริมาณรถในหลายเส้นทางเริ่มหนาแน่น และเริ่มติดขัดเป็นบางช่วง สภาพการจราจร บนถนนพหลโยธิน ช่วงอำเภอหนองแค จนถึง ตัวเมืองสระบุรี ที่มีปริมาณรถเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเย็นเมื่อวานนี้(26 ธ.ค.) เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางออกสู่ต่างจังหวัดเพื่อกลับไปเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ยังภูมิลำเนา รวมทั้งท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ แต่ยังคงสามารถทำความเร็วได้ 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยพบการชะลอตัวและติดขัดช่วง เช่นแยกก่อนเข้าเมืองสระบุรี ทางขึ้นสะพานต่างระดับไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีลักษณะเป็นคอขวดทำให้มีท้ายสะสมยาวกว่า 1 กิโลเมตร ส่วน ถนนมิตรภาพเส้นทางหลักที่ใช้เดินทางมุ่งหน้าสู่ภาคอีสาน ช่วงอำเภอแก่งคอย จนถึงอำเภอมวกเหล็ก ก็พบว่ามีปริมาณรถเริ่มหนาแน่นและติดสะสมเป็นบางช่วง เพราะเป็นทางขึ้นเขา สามารถทำความเร็วได้เพียง 40 - 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง วันนี้ ( 27 ธ.ค. 67 ) ถือเป็นวันแรกของ 10 วันอันตราย หลังจากที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ มีมติขยายเวลาเฝ้าระวังความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ จากเดิม 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.67-2 ม.ค.68 เพิ่มเป็น 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.67- 5 ม.ค.68 มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องจาก ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี 66 และต้อนรับปี 67 มีประชาชนเสียชีวิตเนื่องจากดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดเป็นจำนวนมาก เกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 คน รัฐบาลจึงตั้งใจให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงปีใหม่ 2568 ลดลงที่ประชุมฯ ได้กำหนดแนวทางที่จะลดการเกิดอุบัติเหตุ ทั้งหมด 3 แนวทางดังนี้1.การรณรงค์งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภายใต้สโลแกน ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ และขอความร่วมมือแพลตฟอร์มต่างๆ ในการรณรงค์2.การตั้งด่านชุมชน ด่านครอบครัวเพิ่มเติม จากการตั้งด่านของกำนันผู้ใหญ่บ้านในชุมชนที่มีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะขยายฐานชุมชนให้มากขึ้น3.เข้มงวดผู้ขับขี่ทุกรายจะต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ หากพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนขยายผลทุกกรณี โดยกำชับผ่านกรุงเทพมหานคร และศูนย์ความปลอดภัยทางถนนทุกจังหวัดp.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก:ผู้สื่อข่าวภูมิภาคTNN
TNN ช่อง16 • 27 ธ.ค. 67
อ่าน
ปีใหม่ 2568 "บขส." คาด วันนี้ผู้โดยสารหนาแน่นสุด 1.2 แสนคน
นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการฯ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เปิดเผยว่า วันนี้ (27 ธันวาคม 2567) บขส. คาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 หนาแน่น เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายของการทำงานก่อนหยุดยาวในช่วงเทศกาลฯ โดยคาดว่าจะมีผู้โดยสารเดินทาง (เที่ยวไป - กลับ) เฉลี่ยกว่า 120,000 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) ประมาณ 5,000 6,000 เที่ยว และได้จัดรถโดยสารไม่ประจำทาง (รถเสริม 30) ประมาณเกือบ 1,000 คัน เพื่อรองรับการเดินทางในช่วงเวลาดังกล่าวสำหรับข้อมูลการเดินรถเมื่อวานนี้ (26 ธันวาคม 2567) มีผู้โดยสารเดินทางออกจากกรุงเทพฯ เที่ยวไป จำนวน 65,827 คน เที่ยวกลับ จำนวน 53,120 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 118,947 คน ใช้รถโดยสาร (รถ บขส., รถร่วม, รถตู้) เที่ยวไป จำนวน 3,393 เที่ยว เที่ยวกลับ จำนวน 3,451 เที่ยว รวมทั้งสิ้น จำนวน 6,844 เที่ยว ซึ่ง บขส. สามารถบริหารจัดการเดินรถได้อย่างเพียงพอ และเป็นไปตามคาดการณ์ว่าจะมีผู้โดยสารเดินทางกลับภูมิลำเนา เฉลี่ยกว่า 60,000 คน ทำให้ไม่มีผู้โดยสารตกค้างอย่างไรก็ดีในวันที่ 27 - 28 ธันวาคมนี้ รถโดยสารของ บขส. จะไปออกที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 2 ผู้โดยสารที่จองตั๋ว บขส. ล่วงหน้า ในเส้นทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เที่ยวเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป ของการเดินทางในวันดังกล่าว ให้ไปขึ้นรถโดยสารที่ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ประตู 2 ทั้งนี้ขอให้ผู้โดยสารเผื่อเวลามาขึ้นรถก่อนเวลารถออก และให้ตรวจสอบข้อมูลบนตั๋วโดยสาร โดยเฉพาะจุดขึ้นรถและหมายเลขชานชาลาขึ้นรถ เป็นต้น ส่วนการอำนวยความสะดวกเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รถโดยสารเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 เวลาประมาณ 23.00 น. และเที่ยวสุดท้ายออกจากสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ในเวลา 21.30 น.นายอรรถวิท กล่าวต่อว่า บขส. ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการรถร่วมฯ ดำเนินการตามมาตรการตรวจเข้มความพร้อมรถโดยสารต้องตรวจเช็คอุปกรณ์ส่วนควบด้านความปลอดภัย ก่อนนำออกมาให้บริการ ส่วนพนักงานขับรถต้องพักผ่อนให้เพียงพอ มีการตรวจสารเสพติดและตรวจวัดแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ ปฏิบัติตามกฎจราจร ควบคุมความเร็วในการขับขี่ไม่เกิน 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะตามนโยบายกระทรวงคมนาคม
TNN ช่อง16 • 27 ธ.ค. 67
อ่าน
กทม.เพิ่มมาตรการดูแลปชช.ช่วงปีใหม่ ตร. 3 พันนายคุมเข้ม
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประชุมเตรียมความพร้อมด้านการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและกำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ซึ่งในปีนี้มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลิมฉลองมากกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศเย็น มีโครงการสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่เกิดขึ้น รวมถึงประชาชนบางส่วนไม่อยากเดินทางไกลไปต่างจังหวัดจากการสำรวจจะมีการจัดงานในพื้นที่กรุงเทพฯ ประมาณ 258 งาน โดย กทม. ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 3,000 นาย เริ่มลงพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านความปลอดภัยในการจัดงานแล้วในปีนี้ตำรวจได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม ด้วยกล้อง Face Recognition (FR) เพื่อจับภาพใบหน้าบุคคลต้องสงสัยประมาณ 32 กล้อง ส่วนสิ่งที่น่ากังวล คือ การจัดงานหลายแห่งมีการจุดพลุในแม่น้ำ ซึ่งขณะนี้มีเรือท่องเที่ยวจำนวนมากกว่า 47 ลำ จึงต้องประสานกับกรมเจ้าท่าในการจัดระเบียบการจราจรทางน้ำ การดูพลุ ไม่ให้เกิดความแออัด เพื่อความปลอดภัย ลดการเกิดอุบัติเหตุทั้งนี้ กทม. ได้กำหนดมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยจัดทำแผนปฏิบัติ เพื่อให้หน่วยงานของกรุงเทพมหานครใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างบูรณาการ และเพื่อลดความสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมออกประกาศ มาตรการป้องกันอันตรายในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 และ การจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานครสำหรับมาตรการดูแลความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ ตามแผนแผนปฏิบัติการฯ เช่น สำนักการโยธา (สนย.) ตรวจสอบซ่อมแชมไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณถนนให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานสำนักเทศกิจ (สนท.) จัดเตรียมความพร้อมของกําลังเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การสนับสนุนในการอำนวยความสะดวกด้านการจราจร การดูแลทรัพย์สินและความปลอดภัยของประชาชน , สำนักการแพทย์ (สนพ.) เตรียมพร้อมระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้เคียงสถานที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่ พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยตลอด 24 ชั่วโมง ,สำนักอนามัย (สนอ.) ตรวจสอบสถานที่ผลิต สะสม และจําหน่ายดอกไม้เพลิง สถานประกอบการที่จําหน่ายอาหารและสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน และสถานบริการต่าง ๆ ตลอดจนจัดทำแนวทางการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) จัดกิจกรรมเพื่อตรวจสอบความพร้อม และระบบรักษาความปลอดภัยของยานพาหนะ ในระบบขนส่งมวลชน นอกจากนี้ได้ขอความร่วมมือสถานประกอบการหรือผู้จัดงาน วางแผนการจัดกิจกรรมอย่างเหมาะสม รวมทั้งให้คำแนะนำประชาชนในการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างปลอดภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์กรุงเทพมหานครในช่วงเทศกาลปีใหม่ประจำปี 2568 ที่ ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) ตั้งแต่วันที่ 27 ธ.ค.67 ถึงวันที่ 2 ม.ค.68p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก: AFP
TNN ช่อง16 • 26 ธ.ค. 67
อ่าน
รัฐบาล เร่งโอนเงินเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาทรอบแรก ภายในสิ้นปีนี้
วันนี้ (24 ธันวาคม 2567) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าตามที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเร่งช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะการลงทะเบียนจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท นั้นล่าสุดนายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้รายงานว่ามีพื้นที่ประสบอุทกภัยที่เข้าหลักเกณฑ์ ตามที่ ครม.กำหนดมีประชาชนมายื่นขอรับเงินช่วยเหลือแล้วมากกว่า 7 แสนครัวเรือน โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่และมีผู้ประชาชนที่ผ่านการตรวจสอบสิทธิ์แล้วหลักข่ายเกณฑ์ได้รับเงินเยียวยาจำนวน 1,978 ครัวเรือน ซึ่งคาดว่าจะสามารถโอนเงินเข้าบัญชี ผู้ประสบภัยรอบแรกได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ตามที่ ครม. กำหนด คือ ประชาชนในพื้นที่ จ.ชัยนาท บุรีรัมย์ สมุทรสาคร และสิงห์บุรี จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในห้วงวันที่ 20 พ.ค. 2 พ.ย. 67 และประชาชน ในพื้นที่ 12 จังหวัดภาคใต้ กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในห้วงวันที่ 3 พ.ย. 67 เป็นต้นไปเท่านั้นนายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้จังหวัดได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลให้ประชาชนให้จัดเตรียมเอกสารหลักฐานเพื่อลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ทั้งแบบ Onsite ยื่นด้วยตนเอง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ประสบภัย และแบบ Online ผ่านเว็บไซต์ www.flood67.disaster.go.th นางสาวศศิกานต์ กล่าวพร้อมกันนี้ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่านายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและประธานศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม(ศปช.) ได้รับทราบ ประกาศแจ้งเตือน ฉบับที่ 7 เรื่องพายุโซนร้อนปาบึกจากกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 11.00 น.ว่าพายุเคลื่อนเข้าใกล้ชายฝั่งเวียดนามก่อนอ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และส่งผลให้หลายพื้นที่ เกิดฝนตกช่วง 25 26 ธันวาคมนี้จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่จะตกลงมาอีกรอบ โดยเฉพาะพื้นที่ประสบอุทกภัยเดิมหากจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นในช่วงนี้ก็สามารถใช้กำลังคนและเครื่องจักรกลที่ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้จัดเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร 1,686 นาย พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์ 1,195 หน่วย พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีที่เกิดสถานการณ์
TNN ช่อง16 • 24 ธ.ค. 67
อ่าน
ย้อนดูอุบัติเหตุช่วงปีใหม่ 3 ปี เสียชีวิตเกือบ 1 พันราย “ขับรถเร็ว” สาเหตุหลัก
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 8.0px 0.0px; font: 22.8px Times; color: #3c3c3c; -webkit-text-stroke: #3c3c3c; background-color: #ffffff} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 8.0px 0.0px; font: 22.8px Times; color: #3c3c3c; -webkit-text-stroke: #3c3c3c} span.s1 {font: 32.0px Times; font-kerning: none; color: #262626; -webkit-text-stroke: 0px #000000} span.s2 {font-kerning: none} span.s3 {font-kerning: none; background-color: #ffffff}วันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยประชาชนส่วนใหญ่ใช้โอกาสนี้เดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัด สืบเนื่องจากการเดินทางที่เพิ่มมากขึ้น ล่าสุดรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันรณรงค์ ดื่มไม่ขับ กลับบ้านปลอดภัย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2568 ซึ่งจากสถิติตัวเลขความสูญเสียในช่วงเทศกาลปีใหม่ 3 ปีย้อนหลัง พบว่า-ปี 2565 เกิดอุบัติเหตุ 2,707 ครั้ง บาดเจ็บ 2,672 คน เสียชีวิต 333 ราย-ปี 2566 เกิดอุบัติเหตุ 2,440 คน บาดเจ็บ 2,437 คน เสียชีวิต 317 ราย-ปี 2567 เกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง บาดเจ็บ รวม 2,307 คน เสียชีวิต รวม 284 รายสาเหตุสูงสุดได้แก่ ขับรถเร็ว 40.6% ตัดหน้ากระชั้นชิด 23.31% ดื่มแล้วขับ 14.29% ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ 87.01% ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 30-39 ปี 19.67% ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กำหนดแผนปฏิบัติงานเทศกาลปีใหม่ 2568 ช่วงคุมเข้ม 27 ธ.ค. 2567-2 ม.ค. 2568 บังคับใช้กฎหมาย เน้น 10 ข้อหา เน้นหนักเรื่องการดื่มแล้วขับ ซึ่งในปีใหม่ 2567 ที่ผ่านมา มีการจับกุมข้อหาเมาแล้วขับสูงถึง 20,917 ราย และทำการตรวจสอบประวัติผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับเมาแล้วขับที่กระทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 เพื่อส่งฟ้องต่อศาลให้ได้รับโทษสูงขึ้นสำหรับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กและเยาวชน ได้ใช้มาตรการสืบสวนขยายผลไปยังร้านค้าที่จำหน่ายสุราโดยมีบัญชีร้านค้าเสี่ยงทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และใช้มาตรการทางกฎหมายกับผู้ปกครองที่ปล่อยปละละเลย หรือสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนดื่มสุราตามพระราชบัญญัติคุ้มครองทั้งนี้ บทลงโทษดื่มแล้วขับหากทำผิดครั้งแรก มีอัตราโทษ จำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000 ถึง 20,000 บาท ทำผิดซ้ำข้อหา เมาแล้วขับ ภายใน 2 ปี นับแต่วันกระทำผิดครั้งแรก เพิ่มโทษเป็นจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000 ถึง 100,000 บาท ถูกพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px '.ThonburiUI'} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ภาพจาก: TNN
TNN ช่อง16 • 22 ธ.ค. 67
อ่าน
ปีใหม่ 2568 เคาะเพิ่ม! 10 วันอันตราย เริ่ม 27 ธ.ค. สิ้นสุด 5 ม.ค.
นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ มีมติขยายเวลาเฝ้าระวังความปลอดภัยทางถนนในช่วงเทศกาลปีใหม่ จากเดิม 7 วันเพิ่มเป็น 10 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2567- 5 มกราคม 2568ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยการเดินทางกลับภูมิลำเนาของประชาชน เนื่องจากก่อนเข้าสู่ช่วงปีใหม่ 2568 จะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก ซึ่งในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี 2566 และต้อนรับปี 2567 มีประชาชนเสียชีวิตเนื่องจากดื่มแอลกอฮอล์เกินขนาดเป็นจำนวนมาก เกิดอุบัติเหตุ 2,288 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 2,307 คน และเสียชีวิต 284 ราย รัฐบาลจึงตั้งใจให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงปีใหม่ 2568 ลดลงโดยกำหนดแนวทางที่จะลดการเกิดอุบัติเหตุ ให้มีการรณรงค์งดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดอุบัติเหตุ และผู้เสียชีวิต โดยเฉพาะผู้ขับขี่รถยนต์และรถจักรยานยนต์ ภายใต้สโลแกน ขับไม่ดื่ม ดื่มไม่ขับ ตั้งด่านชุมชน ด่านครอบครัวเพิ่มเติม จากการตั้งด่านของกำนันผู้ใหญ่บ้านในชุมชนที่มีอยู่แล้ว เพื่อป้องกันอุบัติเหตุทางถนน ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่มีสาเหตุมาจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยจะขยายฐานชุมชนให้มากขึ้นรวมถึงเข้มงวดผู้ขับขี่ทุกรายจะต้องมีการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ หากพบปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่ากฎหมายกำหนด ต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการสอบสวนขยายผลทุกกรณี โดยกำชับผ่านกรุงเทพมหานคร และศูนย์ความปลอดภัยทางถนนทุกจังหวัด
TNN ช่อง16 • 20 ธ.ค. 67
อ่าน
ปี 2568 รัฐบาลเดินหน้า 5 นโยบายหลัก ล้างหนี้ประชาชน-บ้านเพื่อคนไทย-ดิจิทัลวอลเล็ต
วันนี้ (12 ธันวาคม 2567) เวลา 10.00 น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการแถลงผลการดำเนินงานของรัฐบาลรอบ 3 เดือน ภายใต้ชื่อ 2568 โอกาสไทย ทำได้จริง และการมอบนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรีนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2567 เป็นเวลากว่า 90 วัน ได้เดินหน้าทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อวางรากฐานของประเทศไทยในทศวรรษหน้า ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี2568 โอกาสไทย ทำได้จริง (2025 Empowering Thais : A Real Possibility) จากผลงานที่เป็นรูปธรรม สู่โอกาสที่ทำได้จริง คือการฉายภาพของประเทศไทยในปี 2568 จะเป็นประเทศแห่งโอกาสที่จับต้องได้ ให้คนไทยได้ฝัน ได้มีความหวัง ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีทั้งประเทศ ด้วยนโยบายและโครงการที่จะทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีขึ้น เช่น การลดความเหลื่อมล้ำด้านที่อยู่อาศัยด้วยการสร้างบ้านเพื่อคนไทย ช่วยลดรายจ่ายประชาชน ผ่านการพักดอกเบี้ย 3 ปี สร้างความเท่าเทียมด้านการศึกษา ทลายทุนผูกขาดในวงการค้าข้าวไทยและสุรา รวมทั้งดึง ODOS หนึ่ง อำเภอ หนึ่ง ทุนการศึกษา กลับมาอีกครั้งทั้งนี้ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายรวมทั้งสิ้น 11 นโยบาย แบ่งเป็นนโยบายระยะยาว ที่ต้องทำในเชิงโครงสร้าง 6 นโยบาย คือ การจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง การแก้ปัญหาหมอกควัน PM 2.5 ปัญหายาเสพติด การทลายการผูกขาด การแก้ปัญหาธุรกิจนอกระบบ และนโยบายการลงทุนครั้งใหญ่ในอนาคต และเป็นนโยบายที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า จำนวน 5 นโยบาย คือ โครงการ SML หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน ดิจิทัลวอลเล็ต การแก้หนี้ครัวเรือน และบ้านเพื่อคนไทยนายกรัฐมนตรี กล่าวเริ่มต้นงานว่า ผลงานของรัฐบาลแพทองธาร เป็นผลงานที่ต่อเนื่องมาจากการบริหารงานของอดีตนายกรัฐมนตรีนายเศรษฐา วันนี้รัฐบาลแพทองธารได้ทำงานผ่านความร่วมมือของคณะรัฐมนตรีและพี่น้องข้าราชการ เพื่อพี่น้องประชาชนมาแล้ว 90 วันเต็ม ทำให้วันนี้ ทุกคนคือทีมเดียวกัน และจะร่วมกันเดินไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ วางรากฐานของประเทศไทยในทศวรรษหน้า ให้คนไทยมีกิน-มีใช้-มีเกียรติ-มีศักดิ์ศรี ประเทศไทยในปี 2568 จะเป็นปีแห่ง โอกาส รัฐบาลจะสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างอนาคตที่เป็นจริงนโยบายแรก คือ การแก้ไขปัญหา น้ำท่วม-น้ำแล้ง น้ำต้องเพียงพอสำหรับการอุปโภค บริโภค เกษตร และอุตสาหกรรม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการทั้งระยะสั้น-กลาง-ระยะยาว รวมทั้งการศึกษาแนวทางที่จะอนุญาตให้ประชาชนขุดลอกคูคลองแล้วนำดินไปใช้หรือขายได้ และให้มีการศึกษาโครงการ Floodway และโครงสร้างขนาดใหญ่ที่จะแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างยั่งยืนด้วยนโยบายต่อมาคือเรื่องปัญหา หมอกควัน นายกรัฐมนตรีประกาศ KPI ว่า PM 2.5 จะต้องลดน้อยลง ทั้งในแง่ปริมาณฝุ่นและตัวเลขประชาชนที่ป่วยจากฝุ่น ต้องลดลงทุกปี โดยปัจจุบันรัฐบาลควบคุมการเผาในประเทศ การเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านให้ลดการเผา และการออกกฎหมาย พ.ร.บ. อากาศสะอาด เช่นเดียวกับเรื่องยาเสพติด ที่จะต้องมีมาตรการที่เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การผูกขาดทุกชนิด เป็นการเพิ่มต้นทุนให้ประชาชน และทำให้พี่น้องประชาชนยากจนลง รัฐบาลจะเร่งดำเนินการปลดล็อคการผูกขาด โดยเฉพาะ เรื่องข้าว ที่ตั้งเป้าให้เกษตรกรทุกคนสามารถส่งออกข้าวไปทั่วโลกได้เอง หรือการปลดล็อคการผูกขาดราคาพลังงานด้วยเงื่อนไขทางกฎหมาย เพื่อปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า ค่าพลังงานให้ถูกลงให้ได้ประเด็นต่อมา รัฐบาลจะนำธุรกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินและกำกับให้ถูกกฎหมาย คาดว่าธุรกิจใต้ดินมีมูลค่ากว่า 49% ของ GDP ไทย การแก้ปัญหานี้จะทำให้รัฐบาลปกป้องประชาชนได้และยังเป็นรายได้ของรัฐบาลด้วยในเรื่องเทคโนโลยี และ AI รัฐบาลไทยตั้งเป้าจะเป็น AI Hub ของภูมิภาค เนื่องจากในปัจจุบัน มีบริษัทใหญ่มาลงทุนทำศูนย์ข้อมูล (Data center) เป็นเงินลงทุนมากกว่าล้านล้านบาทแล้วในส่วนของนโยบายใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปี 2568 นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการนำนโยบาย หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน หรือ ODOS กลับมาอีกครั้ง โดยใช้งบประมาณจากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล รวมทั้งมีโครงการที่เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้ไปฝึกภาษาที่ต่างประเทศเป็นเวลาสั้นๆ ในโครงการ 1 อำเภอ 1 ซัมเมอร์แคมป์ และโครงการอัพเกรดโรงเรียนประจำอำเภอ ทำให้เป็นโรงเรียนต้นแบบ เติมครู เติมเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษา และ AI ให้เด็ก ๆ ในทุกอำเภอและให้โอกาสคนทุกตำบลหมู่บ้านในการคิดและลงมือแก้ไขปัญหาในพื้นที่ผ่านโครงการ SML ของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่จะกระจายโอกาสและเงินลงไปในทุกหมู่บ้าน พร้อมกับกองทุนเพื่อฟื้นฟู SME ซึ่งเป็นฐานรากของเศรษฐกิจไทยอีกกว่า 5,000 ล้านบาทนอกจากนี้ยังมี โครงการ บ้านเพื่อคนไทย (Public Housing) คอนโดคุณภาพดีพร้อมเฟอร์นิเจอร์พร้อมอยู่ เริ่มต้นประมาณ 30 ตารางเมตร ผ่อนเดือนละประมาณ 4,000 บาท เป็นเวลาประมาณ 30 ปี และให้สิทธิอยู่อาศัย 99 ปี ที่จะเป็นความหวังของคนไทยที่อยากมีบ้านขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะดำเนินโครงการเงินหมื่นฟื้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 โดยเงินสดจะถึงมือผู้สูงอายุประมาณ 4 ล้านราย ไม่เกินตรุษจีน นี้ หลังจากนั้น จะดำเนินการระยะที่ 3 สำหรับบุคคลทั่วไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องพร้อมกับยกระดับประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุคดิจิทัลนโยบายสุดท้ายที่แถลง คือ การแก้หนี้ครัวเรือน โดยเน้นที่หนี้ รถยนต์ และ บ้าน โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคาร ตกลงที่จะลดการส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูลง 0.23% ซึ่งเป็นเงินกว่า 39,000 ล้านต่อปี และธนาคารพาณิชย์จะเติมให้อีก 39,000 รวมกันเป็น 78,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อพักดอกเบี้ย 3 ปี ให้ลูกหนี้จ่ายคืนเงินต้นได้เต็มจำนวน โดยจะเริ่มดำเนินการในต้นปี 2568 พร้อมมาตรการประนอมหนี้แบบพิเศษที่จะล้างหนี้ให้ทั้งหมด สำหรับลูกหนี้มูลหนี้ต่ำกว่า 5,000 บาทสุดท้ายนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวกับรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีและข้าราชการว่า นักการเมืองและข้าราชการ ต่างมาจากภาษีของประชาชน เราต่างมีหัวใจเดียวกันคือ การทำงานเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชน การทำให้ประไทยดีขึ้น วันนี้อยากให้เพื่อนข้าราชการทุกท่านยึดคติในใจว่า หลังจากนี้ จะเป็นปีแห่งการสร้าง People Empowerment เพิ่มอำนาจประชาชน ลดอำนาจเรา หรือการลดและเพิ่มประสิทธิภาพของภาครัฐภาพจาก ไทยคู่ฟ้า / NBT
TNN ช่อง16 • 12 ธ.ค. 67
อ่าน
รัฐบาล เร่งทยอยจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมทั่วประเทศ คาดจบก่อนกลาง ม.ค. 68
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีและโฆษกศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม(ศปช.) เปิดเผยว่า เมื่อวานเย็นที่ผ่านมา นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมด่วน ศปช.โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายแพทย์ พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรีพร้อมทั้งปลัดกระทรวงมหาดไทยและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง โดยนายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้ลดขั้นตอนและเร่งดำเนินการจ่ายเงินเยียวยา 9,000 บาท ทุกครัวเรือน ให้แล้วเสร็จโดยเร็วพร้อมทั้งสั่งการให้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฝน ระลอกสุดท้ายภาคใต้ในช่วงปลายสัปดาห์นี้ตลอด 24 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รอง นรม. และ รมว. มท. กล่าวในที่ประชุมว่า จากการรับข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีให้ลงพื้นที่ภาคใต้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมาพี่น้องประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและข้อสั่งการให้เยียวยาเบื้องต้นให้รวดเร็วนั้นพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยได้ขอขอบคุณมายังรัฐบาลที่เร่งแก้ไขปัญหาให้กับพื้นที่ภาคใต้ส่วนความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2567 รัฐบาล ได้ปรับจากการจ่ายตามขั้นบันไดมาเป็นทุกครัวเรือนละ 9,000 บาททั่วประเทศ โดยกลุ่มแรก สถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม - 2 พฤศจิกายน ปีนี้ อาทิ จังหวัดชัยนาท บุรีรัมย์ สมุทรสาคร และสิงห์บุรี (เป็นพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 57 จังหวัดแรก) ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มจังหวัดภาคใต้ที่เกิดสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 รวม 12 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี รวมทั้ง 2 กลุ่ม จำนวน 667,257 ครัวเรือน (ข้อมูลวันที่ 2 ธ.ค. 67 )นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลโดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ว่า ได้สั่งการให้พื้นที่ประสบภัยทั้ง 16 จังหวัด ดำเนินการสำรวจ จัดทำบัญชี และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งจังหวัดสามารถดำเนินการคู่ขนานได้ทันทีโดยไม่ต้องรอน้ำลด และทยอยส่งข้อมูลเข้ามายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยโดยเร็ว ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด เพื่อทำการตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องอีกครั้งก่อนส่งไปยังธนาคารออมสินเพื่อทำการโอนเงินให้กับประชาชนต่อไป โดยคาดว่าสามารถทยอยจ่ายเงินช่วยเหลือฯ ตั้งเป้าให้จบทุกครัวเรือน ภายในวันที่ 16 มกราคม 2568 สำหรับขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้ ขอให้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัดชี้แจงทำความเข้าใจแนวทางการดำเนินการให้ความช่วยเหลือกับอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมให้อำเภอตั้งคณะทำงานตรวจสอบรายชื่อผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือตามมติคณะรัฐมนตรี และดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์(PromptPay) ผูกบัญชีธนาคารกับตัวเลขประจำตัวประชาชน และส่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตรวจสอบและรับรองข้อมูลเพื่อเสนอกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอำเภอ (ก.ช.ภ.อ.) และคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจังหวัด (ก.ช.ภ.จ.) ให้ความเห็นชอบก่อนส่งข้อมูลมายังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวบรวมและนำส่งข้อมูลให้กับธนาคารออมสินโอนเงินให้กับผู้ประสบภัยต่อไปเพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้เปิดช่องทางการยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือไว้ 2 ช่องทาง ทั้งรูปแบบ Onsite และรูปแบบ Online สำหรับการยื่นแบบ Onsite ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้องฯ ด้วยตนเองที่อำเภอ เทศบาล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ประสบภัย ส่วนการยื่นแบบ Online ดำเนินการยื่นคำร้องและติดตามสถานะผ่านเว็บไซต์ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจัดทำขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน แต่ในการยื่นผ่านช่องทาง Online นี้ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนก่อนจะยื่นคำร้อง เนื่องจากจะไม่สามารถเข้ามาแก้ไขข้อมูลได้หลังจากยื่นคำร้องผ่านระบบ Online เป็นที่เรียบร้อยแล้วโดยขอให้ประชาชนผู้ยื่นคำร้องเตรียมเอกสารหลักฐานในการขอรับเงินช่วยเหลือ ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน พร้อมด้วยหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน (กรณีเป็นบ้านพักอาศัยที่มีทะเบียนบ้าน) สัญญาเช่าบ้านหรือหนังสือรับรองการเช่าจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กรณีเป็นบ้านเช่า จากส่วนงานราชการเช่นที่ราชพัสดุ ที่การรถไฟ ) และหากเป็นกรณีอื่น อาทิ บ้านพักอาศัยประจำแต่ไม่มีทะเบียนบ้าน จะต้องให้กำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารท้องถิ่น ร่วมกับผู้นำชุมชน ตรวจสอบข้อเท็จจริงและลงนามร่วมกันอย่างน้อย 2 ใน 3 นอกจากนี้ ไม่รวมถึงบ้านพักที่หน่วยราชการจัดให้ทั้งนี้ ผู้ประสบอุทกภัยสามารถยื่นคำร้อง ณ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ส่วนการยื่นคำร้องฯ ผ่านระบบ Online ระบบจะเปิดให้ลงทะเบียนทางเว็บไซต์ https://flood67.disaster.go.th ได้ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป ขอเน้นย้ำประชาชนผู้ประสบภัยตรวจสอบข้อมูลบัญชีหากยังไม่ได้ลงทะเบียนพร้อมเพย์ (PromptPay) แบบผูกบัญชีธนาคารกับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ขอให้ไปติดต่อธนาคารดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ได้ทุกธนาคารเพื่อให้สามารถรับเงินช่วยเหลือได้โดยเร็วที่สุด
TNN ช่อง16 • 10 ธ.ค. 67
อ่าน
ฝุ่น PM 2.5 คลุ้งเมืองกรุง! เช้านี้เกินมาตรฐาน "ระดับสีส้ม" 67 พื้นที่
ศูนย์ข้อมูลคุณภาพอากาศกรุงเทพมหานครรายงานสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2567 ณ เวลา 07.00 น. : ตรวจวัดค่าฝุ่นละออง PM2.5 ได้ในช่วง 35.8 - 67.2 มคก./ลบ.ม. โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเมื่อวานในช่วงเวลาเดียวกัน และพบว่าเกินมาตรฐานอยู่ในระดับสีส้มเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ (มาตรฐานไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม.) จำนวน 67 พื้นที่ คือ1.เขตหนองแขม สามแยกข้างป้อมตำรวจ ถนนมาเจริญ เพชรเกษม 81 : มีค่าเท่ากับ 67.2 มคก./ลบ.ม.2.เขตคลองสาน บริเวณหน้าห้องสมุดใต้สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน : มีค่าเท่ากับ 59.2 มคก./ลบ.ม.3.เขตภาษีเจริญ หน้ามหาวิทยาลัยสยาม(ประมาณซอยเพชรเกษม 36) ทางเข้ามหาวิทยาลัย : มีค่าเท่ากับ 59.1 มคก./ลบ.ม.4.เขตทวีวัฒนา ทางเข้าสนามหลวง 2 : มีค่าเท่ากับ 58.7 มคก./ลบ.ม.5.เขตสัมพันธวงศ์ บริเวณหน้าหัวมุม ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ (วงเวียนโอเดียน) : มีค่าเท่ากับ 57.7 มคก./ลบ.ม.6.เขตตลิ่งชัน ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตัดกับถนนบรมราชชนนี : มีค่าเท่ากับ 57.5 มคก./ลบ.ม.7.เขตบางกอกน้อย บริเวณหน้าสถานีตำรวจรถไฟบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 57.2 มคก./ลบ.ม.8.เขตธนบุรี ริมป้ายรถเมล์บริเวณแยกมไหศวรรย์ : มีค่าเท่ากับ 56.9 มคก./ลบ.ม.9.สวนรมณีย์ทุ่งสีกัน เขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 55.7 มคก./ลบ.ม.10.เขตลาดกระบัง ด้านหน้าโรงพยาบาลลาดกระบังข้างป้อมตำรวจ : มีค่าเท่ากับ 55.6 มคก./ลบ.ม.11.เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ด้านหน้าสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ : มีค่าเท่ากับ 55.5 มคก./ลบ.ม.12.เขตบางกอกใหญ่ บริเวณสี่แยกท่าพระ แขวงวัดท่าพระ : มีค่าเท่ากับ 55.1 มคก./ลบ.ม.13.เขตพญาไท หน้าแฟลตทหารบกใกล้โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ตรงข้ามกระทรวงการคลัง : มีค่าเท่ากับ 53.7 มคก./ลบ.ม.14.เขตวังทองหลาง ด้านหน้าปั๊มน้ำมัน เอสโซ่ ซ.ลาดพร้าว 95 : มีค่าเท่ากับ 53.1 มคก./ลบ.ม.15.เขตบางเขน ภายในสำนักงานเขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 53.0 มคก./ลบ.ม.16.เขตบางแค ภายในสำนักงานเขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 52.9 มคก./ลบ.ม.17.เขตดุสิต ริมสวนหย่อมตรงข้ามสำนักงานเขตดุสิต : มีค่าเท่ากับ 52.8 มคก./ลบ.ม.18.เขตบึงกุ่ม ภายในสำนักงานเขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 52.4 มคก./ลบ.ม.19.เขตบางบอน ใกล้ตลาดบางบอน : มีค่าเท่ากับ 52.1 มคก./ลบ.ม.20.เขตบางพลัด ภายในสำนักงานเขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 51.9 มคก./ลบ.ม.21.เขตคลองสามวา ภายในสำนักงานเขตคลองสามวา : มีค่าเท่ากับ 51.8 มคก./ลบ.ม.22.สวนทวีวนารมย์ เขตทวีวัฒนา : มีค่าเท่ากับ 51.7 มคก./ลบ.ม.23.เขตบางรัก ข้างป้อมตำรวจหน้าลานบางรักเลิฟลี่ พลาซ่า : มีค่าเท่ากับ 51.6 มคก./ลบ.ม.24.เขตบางขุนเทียน ภายในสำนักงานเขตบางขุนเทียน : มีค่าเท่ากับ 51.4 มคก./ลบ.ม.25.สวนธนบุรีรมย์ เขตทุ่งครุ : มีค่าเท่ากับ 51.1 มคก./ลบ.ม.26.เขตประเวศ ด้านหน้าห้างสรรพสินค้าซีคอน สแควร์ : มีค่าเท่ากับ 51.0 มคก./ลบ.ม.27.สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา เขตบางกอกน้อย : มีค่าเท่ากับ 50.9 มคก./ลบ.ม.28.เขตทุ่งครุ หน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี : มีค่าเท่ากับ 49.8 มคก./ลบ.ม.29.เขตลาดพร้าว ภายในสำนักงานเขตลาดพร้าว : มีค่าเท่ากับ 49.7 มคก./ลบ.ม.30.เขตบางซื่อ ภายในสำนักงานเขตบางซื่อ : มีค่าเท่ากับ 49.5 มคก./ลบ.ม.31.เขตจอมทอง ภายในสำนักงานเขตจอมทอง : มีค่าเท่ากับ 49.1 มคก./ลบ.ม.32.เขตพระนคร ภายในสำนักงานเขตพระนคร : มีค่าเท่ากับ 49.0 มคก./ลบ.ม.33.สวนบางแคภิรมย์ เขตบางแค : มีค่าเท่ากับ 48.8 มคก./ลบ.ม.34.เขตสาทร สี่แยกหน้าสำนักงานเขตสาทร ซอย ถนนเซนต์หลุยส์ : มีค่าเท่ากับ 48.5 มคก./ลบ.ม.35.เขตบางคอแหลม บริเวณป้อมตำรวจสี่แยกถนนตก : มีค่าเท่ากับ 48.2 มคก./ลบ.ม.36.เขตราษฎร์บูรณะ ภายในสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ : มีค่าเท่ากับ 48.1 มคก./ลบ.ม.37.สวนหลวงพระราม 8 เขตบางพลัด : มีค่าเท่ากับ 47.9 มคก./ลบ.ม.38.เขตดอนเมือง ด้านข้างสำนักงานเขตดอนเมือง : มีค่าเท่ากับ 47.6 มคก./ลบ.ม.39.เขตสายไหม ป้ายรถเมล์ด้านหน้าสำนักงานเขตสายไหม : มีค่าเท่ากับ 47.6 มคก./ลบ.ม.40.เขตคลองเตย ภายในสำนักงานเขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 47.2 มคก./ลบ.ม.41.เขตบางนา บริเวณหน้าห้าง สรรพสินค้าบิ๊กซี บางนา : มีค่าเท่ากับ 47.1 มคก./ลบ.ม.42.เขตหนองจอก บริเวณหน้าสำนักงานเขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 47.1 มคก./ลบ.ม.43.เขตพระโขนง ภายในสำนักงานเขตพระโขนง : มีค่าเท่ากับ 46.4 มคก./ลบ.ม.44.เขตมีนบุรี สวนเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี : มีค่าเท่ากับ 46.1 มคก./ลบ.ม.45.เขตหลักสี่ ภายในสำนักงานเขตหลักสี่ : มีค่าเท่ากับ 44.6 มคก./ลบ.ม.46.เขตคันนายาว บริเวณปากทางถนนสวนสยามตัดกับถนนรามอินทรา : มีค่าเท่ากับ 44.6 มคก./ลบ.ม.47.เขตปทุมวัน หน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ : มีค่าเท่ากับ 44.5 มคก./ลบ.ม.48.สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 44.4 มคก./ลบ.ม.49.เขตดินแดง ริมถนนวิภาวดีรังสิต : มีค่าเท่ากับ 44.3 มคก./ลบ.ม.50.สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา เขตบางคอแหลม : มีค่าเท่ากับ 44.1 มคก./ลบ.ม.51.เขตจตุจักร บริเวณด้านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ : มีค่าเท่ากับ 43.4 มคก./ลบ.ม.52.สวนสันติภาพ เขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 43.3 มคก./ลบ.ม.53.สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม : มีค่าเท่ากับ 43.1 มคก./ลบ.ม.54.เขตห้วยขวาง ภายในสำนักงานเขตห้วยขวาง (ด้านข้างโรงเพาะชำ) ถนนประชาอุทิศ : มีค่าเท่ากับ 42.8 มคก./ลบ.ม.55.สวนวชิรเบญจทัศ เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 42.8 มคก./ลบ.ม.56.สวนจตุจักร เขตจตุจักร : มีค่าเท่ากับ 42.0 มคก./ลบ.ม.57.สวน 60 พรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 42.0 มคก./ลบ.ม.58.เขตราชเทวี ภายในสำนักงานเขตราชเทวี : มีค่าเท่ากับ 41.5 มคก./ลบ.ม.59.อุทยานเบญจสิริ เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 40.8 มคก./ลบ.ม.60.เขตยานนาวา ใกล้ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักงานใหญ่ : มีค่าเท่ากับ 40.7 มคก./ลบ.ม.61.สวนกีฬารามอินทรา เขตบางเขน : มีค่าเท่ากับ 40.6 มคก./ลบ.ม.62.สวนหนองจอก เขตหนองจอก : มีค่าเท่ากับ 40.1 มคก./ลบ.ม.63.เขตบางกะปิ ข้าง ป้อมตำรวจตรงข้ามสำนักงาน เขตบางกะปิ : มีค่าเท่ากับ 39.9 มคก./ลบ.ม.64.สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย : มีค่าเท่ากับ 39.7 มคก./ลบ.ม.65.สวนพระนคร เขตลาดกระบัง : มีค่าเท่ากับ 39.5 มคก./ลบ.ม.66.เขตสะพานสูง ภายในสำนักงานเขตสะพานสูง : มีค่าเท่ากับ 38.9 มคก./ลบ.ม.67.สวนลุมพินี เขตปทุมวัน : มีค่าเท่ากับ 38.4 มคก./ลบ.ม.ค่าเฉลี่ยของกรุงเทพมหานคร 48.0 มคก./ลบ.ม.ในช่วงวันที่ 3 - 10 ธ.ค. 67 การระบายอากาศอยู่ในเกณฑ์ ไม่ดี - อ่อน ขณะที่อินเวอร์ชั่นเกิดขึ้นต่อเนื่องในระดับต่ำจากพื้นผิว ทำให้มลพิษทางอากาศลอยตัวขึ้นได้น้อยลงและส่งผลให้ความเข้มข้นของฝุ่นละอองมีแนวโน้มสูงขึ้น คาดการณ์วันนี้ มีหมอกบางในตอนเช้า และอุณหภูมิจะสูงขึ้นอีก 1-2 องศาเซลเซียสข้อแนะนำสุขภาพ:คุณภาพอากาศระดับสีส้ม: เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ-ประชาชนทั่วไป : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคารจำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมากควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา-ประชาชนกลุ่มเสี่ยง : ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคารเลี่ยงการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
TNN ช่อง16 • 3 ธ.ค. 67
อ่าน
รัฐบาลเตรียมพร้อมดูแลประชาชน ร่วมงานพิธีสวนสนามและถวายสัตย์ฯ
วันนี้ (2 ธันวาคม 2567) เวลา 11.00 น. ณ บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลวันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) พิธีสวนสนามและถวายสัตย์ปฏิญาณตนของทหารรักษาพระองค์ พระลานพระราชวังดุสิต ว่า พรุ่งนี้ในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะมีพิธีการสำคัญ โดยในช่วงบ่ายวันนี้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะมีการกำหนดการดูแลประชาชนที่จะมาเข้าเฝ้ารับเสด็จ หรือการติดตามรับชมผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ซึ่งได้สั่งการไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคงให้เตรียมความพร้อมในการดูแลประชาชนภาพจาก รัฐบาลไทย
TNN ช่อง16 • 2 ธ.ค. 67
อ่าน
ลอยกระทง 2567 รัฐบาลคุมเข้มเน้นย้ำมาตรการความปลอดภัยของประชาชน
วันนี้ (13 พฤศจิกายน 2567) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2567 ซึ่งจะตรงกับ วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน คาดว่าจะมีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะบริเวณสถานที่ท่าเรือที่เป็นที่นิยมในการจัดกิจกรรม เช่น ท่าเรือสะพานพุทธ ท่าเรือสี่พระยา ท่าเรือเอเชียทีค และท่าเรือไอคอนสยามรัฐบาลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการมาตรการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลลอยกระทง ประจำปี 2567 โดยทางด้าน กรมเจ้าท่า ได้ออกประกาศควบคุมเรือและเตือนให้เรือทุกชนิดใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือในคืนลอยกระทง เป็นจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่1. ประกาศที่ 258/2567 เรื่อง กำหนดให้แม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่ควบคุมการเดินเรือในประเพณีลอยกระทง2. ประกาศ ที่ 259/2567 เรื่อง มาตรการเพื่อความปลอดภัยในประเพณีลอยกระทง3. ประกาศ ที่ 260/2567 เรื่อง เตือนให้ใช้ความระมัดระวังในการเดินเรือในประเพณีลอยกระทงทั้งนี้ ในส่วนของ กรมเจ้าท่า ได้มีการออกคำสั่ง ที่ 1050/2567 แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสภาพความปลอดภัยของเรือโดยสารทุกชนิดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และคำสั่งที่ 1051/2567 เรื่อง ให้เข้มงวด กวดขันในการปฏิบัติให้เป็นไปตามแผนการปฏิบัติมาตรการเพื่อความปลอดภัยมาตรการรักษาความปลอดภัยดังกล่าว จะเป็นการช่วยตรวจตราควบคุม ดูแลการเดินเรือ การใช้เรือและท่าเทียบเรือต่าง ๆ ในคืนวันลอยกระทงให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย สร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนป้องกันอุบัติเหตุทางน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขอความร่วมมือประชาชนและนักท่องเที่ยวปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ประจำท่าเทียบเรือโดยเคร่งครัด และหากท่านใดพบเห็นเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยทางน้ำ โทร.สายด่วนกรมเจ้าท่า 1199 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง นางสาวศศิกานต์ กล่าวภาพจาก AFP
TNN ช่อง16 • 13 พ.ย. 67
ดูเพิ่มเติม