รีเซต

ผลการค้นหา “1000 Years Old” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
แจกแพลน เที่ยวไต้หวัน 5 วัน 4 คืน เจียอี้ ไถหนาน เกาสง จัดเต็มสายกิน อินวินเทจ
อ่าน

แจกแพลน เที่ยวไต้หวัน 5 วัน 4 คืน เจียอี้ ไถหนาน เกาสง จัดเต็มสายกิน อินวินเทจ

เจี้ยอี้ ไถหนาน เป็นเมืองเล็กๆ ทางตอนใต้ของ ไต้หวัน ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรม และธรรมชาติ เจียอี้ ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแห่งสวนสน และทางผ่านสำคัญไปยอดเขาอาลีซาน มีกลิ่นอายญี่ปุ่นจากอาคารเก่าแก่ เช่น หมู่บ้านฮิโนกิ และเป็นที่จัดงาน เทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2026 ที่ยิ่งใหญ่ ไถหนาน เป็นเมืองเก่าแก่และมีประวัติศาสตร์สำคัญที่สุดเมืองหนึ่ง เคยเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของไต้หวันด้วย และ ปิดท้ายด้วย เกาสง เป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดทางตอนใต้ของไต้หวัน โดดเด่นด้วยวัฒนธรรมร่วมสมัย ศิลปะอาร์ตๆ และธรรมชาติที่สวยงาม เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมที่รวมที่เที่ยวหลากหลาย เช่น เจดีย์มังกรเสือ แพลนเที่ยวไต้หวัน 5 วัน 4 คืนจัดเต็ม เจียอี้ ไถหนาน และ เกาสง วัดเทพเจ้าเมืองซินจู๋Hsinchu City God Temple 📍 ที่อยู่ : No.75 Zhongshan Rd., North District, Hsinchu City, Taiwan 🕒 เวลาเปิดทำการ : 05.00-22.00 น. (เปิดทุกวัน) Highlight : วัดเทพเจ้าเมืองซินจู๋ หรือ วัดเฉิงหวง เป็นหนึ่งในวัดที่ได้รับความนิยมและมีความศักดิ์สิทธิ์มากที่สุดใน ไต้หวัน เชื่อกันว่าเทพเจ้าเฉิงหวงเป็นผู้คุ้มครองเมือง และดูแลความสงบสุขของประชาชน ด้านหน้าวัดเต็มไปด้วยร้านอาหารและร้านขายของท้องถิ่นจำนวนมาก ทำให้ที่นี่เป็นทั้งสถานที่ไหว้พระ และแหล่งชิมอาหารขึ้นชื่อของเมืองซินจู๋ โดยเมนูที่มีชื่อเสียงคือ ก๋วยเตี๋ยวซินจู๋ รวมถึงขนมพื้นเมืองและของฝากต่างๆ เช่น เครื่องสำอางแบบดั้งเดิม และเนยถั่วชื่อดังของเมือง จึงถือเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับทั้งการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ชิมอาหาร และสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นของไต้หวัน ================ วัดเฉาเทียน เป๋ยกั่งBeigang Chaotian Temple 📍 ที่อยู่ : No.178 Zhongshan Rd., Beigang Township, Yunlin County 🕒 เวลาเปิดทำการ : 04.00-24.00 น. (เปิดทุกวัน) Highlight : วัดเฉาเทียนกง เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1694 มีประวัติยาวนานกว่า 300 ปี และเป็นหนึ่งในศูนย์กลางความศรัทธาที่สำคัญที่สุดของไต้หวัน เทพประธานของวัดคือ เจ้าแม่มาจู่ (Mazu) เทพีแห่งท้องทะเล ผู้คุ้มครองนักเดินเรือและผู้เดินทาง ตัววัดมีความโดดเด่นด้านสถาปัตยกรรม โดยมีงานแกะสลักไม้และหินที่ประณีต รวมถึงมังกรหินขนาดใหญ่ที่ประดับอยู่รอบวิหาร ทำให้วัดแห่งนี้เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์ศิลปะทางศาสนา ทุกปีจะมีผู้ศรัทธาเดินทางมาสักการะจำนวนมาก รวมถึงเข้าร่วม เทศกาลแห่เจ้าแม่มาจู่ ซึ่งเป็นงานประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของไต้หวัน ================ วัดอู่เต๋อกง เป่ยกังBeigang Wude Temple 📍 ที่อยู่ : No.178 Zhongshan Rd., Beigang Township, Yunlin County 🕒 เวลาเปิดทำการ : 04.00-24.00 น. (เปิดทุกวัน) Highlight : วัดอู่เต๋อกง เป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านการขอพรเรื่องโชคลาภและการเงิน โดยเทพประธานของวัดคือ เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย (Caishen) หรือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ ผู้ศรัทธา โดยเฉพาะนักธุรกิจและเจ้าของกิจการ มักเดินทางมาขอพรให้การค้าขายรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จทางการเงิน ไฮไลต์ของวัด ได้แก่ เตาเผากระดาษทองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พิธีเสริม "คลังมหาสมบัติ" เพื่อเสริมโชคลาภ รูปปั้น แม่ทัพเสือดำ ผู้ช่วยนำโชคลาภและปกป้องผู้ศรัทธา ภายในวัดยังมีคาเฟ่ชื่อ Le Cafe ที่ผสมผสานบรรยากาศวัดโบราณกับสไตล์คาเฟ่สมัยใหม่อย่างลงตัว ================ เทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2026Taiwan Lantern Festival 📍 สถานที่จัดงาน : Taibao City, Chiayi County 📅 ระยะเวลาจัดงาน : 3-15 มีนาคม 2569 Highlight : เทศกาลโคมไฟไต้หวัน เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง และปิดท้ายช่วงเทศกาลตรุษจีนตามปฏิทินจันทรคติ ในปี 2026 เมือง Chiayi ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงาน ซึ่งเป็นเมืองที่มีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ รายล้อมด้วยภูเขา ทะเล และอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง โคมไฟในเทศกาลนี้ยังมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ โดยการปล่อยโคมไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเปรียบเสมือนการอธิษฐานเพื่อความสุข ความเจริญรุ่งเรือง และการปล่อยสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต ================ พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้Southern Branch of the National Palace Museum 📍 ที่อยู่ : No.888, Gugong Blvd., Taibao City, Chiayi County, Taiwan 🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/6ahxN6PUtMEi28q5A 🕒 เวลาเปิด - ปิด : วันอังคาร - วันอาทิตย์ 09.00-17.00 น. (ปิดทุกวันจันทร์) Highlight : พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ สาขาภาคใต้ ตั้งอยู่ใน เมืองไท่เป่า ใกล้ สถานีรถไฟความเร็วสูงเจียอี้ โดดเด่นด้วยอาคารพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางทะเลสาบ พร้อมสะพานทอดยาวเข้าสู่ตัวอาคาร ภายในจัดแสดงโบราณวัตถุ และศิลปะล้ำค่าของเอเชีย รวมถึงภาพวาดจีนโบราณ และงานศิลป์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมจีน อินเดีย และเปอร์เซีย สะท้อนความรุ่งเรืองของอารยธรรมเอเชีย ================ เรือนจำเก่าเจียอี้Chiayi Old Prison 📍 ที่อยู่ : No.140, Weixin Rd, East District, Chiayi City, Taiwan 🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/hXWjm4PCq5oF2caf7 🕒 เวลาเปิด - ปิด : วันอังคาร - วันพฤหัสบดี / วันอาทิตย์ 09.00-17.00 น. (ปิดวันศุกร์ เสาร์ และจันทร์) Highlight : เรือนจำเก่าเจียอี้ เป็นโบราณสถานสำคัญจากยุคอาณานิคมญี่ปุ่น ปัจจุบันได้รับการบูรณะเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ระบบเรือนจำในอดีต จุดเด่นคือ การออกแบบอาคารแบบ Pennsylvania-style prison ที่มีโถงเจ้าหน้าที่เป็นศูนย์กลางและห้องขังเรียงตัวเป็นแนวรัศมี ถือเป็นเรือนจำยุคญี่ปุ่นแห่งเดียวในไต้หวันที่ยังคงสภาพดั้งเดิมไว้อย่างสมบูรณ์ ================ หมู่บ้านฮิโนกิHinoki Villageชื่อภาษาจีน : 檜意森活村 📍 ที่อยู่ : No.370, Gonghe Rd, East District, Chiayi City, Taiwan 🗺 แผนที่: https://maps.app.goo.gl/3qnt4DNtv8R2k2Dh7 🕒 เวลาเปิด - ปิด : เปิดทุกวัน 10.00-18.00 น. Highlight : หมู่บ้านฮิโนกิ เป็นหมู่บ้านไม้สไตล์ญี่ปุ่นจากช่วงทศวรรษ 1920 ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน เดิมใช้เป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ และศูนย์จัดการไม้ฮิโนกิ ปัจจุบันได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ไฮไลต์คืออาคารไม้ฮิโนกิที่มีกลิ่นหอม ทนทาน และมีสถาปัตยกรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม ภายในมีร้านค้า คาเฟ่ และพื้นที่ถ่ายภาพสวยๆ มากมาย ================ วัดขงจื๊อแห่งไถหนานTainan Confucius Templeชื่อภาษาจีน : 臺南孔廟 📍 ที่อยู่ : No.2, Nanmen Rd., West Central Dist., Tainan City, Taiwan🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/J3fheqEjAmjZ8mFN9🕒 เวลาเปิด - ปิด : เปิดทุกวัน 08.30-19.30 น. วัดขงจื๊อแห่งไถหนาน ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1666 เพื่อสักการะ ขงจื๊อ นักปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของจีนและสัญลักษณ์แห่งปัญญา ที่นี่เคยเป็นสถาบันการศึกษาสูงสุดของลัทธิขงจื๊อ และได้รับการยกย่องว่าเป็น โรงเรียนแห่งแรกของไต้หวัน สถาปัตยกรรมภายในวัดมีความเรียบหรูแบบจีนโบราณ รายล้อมด้วยต้นไม้เก่าแก่ ให้บรรยากาศเงียบสงบและเปี่ยมด้วยกลิ่นอายวัฒนธรรมดั้งเดิม ================ ถนนกั๋วหัวGuohua Street 📍 ที่อยู่ : Yongkang District, Tainan City, Taiwan 🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/JSmVFaw53XivJAj76 🕒 เวลาเปิด - ปิด : เปิดทุกวัน 11.00-17.00 น. Highlight : ถนนกั๋วหัว เป็นหนึ่งในถนนอาหารชื่อดังของ เมืองไถหนาน เต็มไปด้วยร้านอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม ขนมโบราณ และสตรีทฟู้ดยอดนิยม เช่น ปาท่องโก๋ยักษ์และขนมพื้นเมืองต่างๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสรสชาติแท้ๆ และบรรยากาศวัฒนธรรมอาหารของไถหนาน ================ ป้อมปราการโบราณอันผิงAnping Old Fort 📍 ที่อยู่ : No.82, Guosheng Rd, Anping District, Tainan City, Taiwan 🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/gx1EZN6MfUWvPv5s9 🕒 เวลาเปิด - ปิด : เปิดทุกวัน 08.30-17.10 น. Highlight : ป้อมปราการโบราณอันผิง สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1624 โดยชาวดัตช์ในชื่อ Fort Zeelandia เพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นทางการค้าและการทหาร ต่อมาในปี ค.ศ.1662 เจิ้งเฉิงกง (Koxinga) ได้ยึดป้อมคืนและเปลี่ยนชื่อเป็น "อันผิง" ปัจจุบันยังคงเหลือกำแพงอิฐโบราณและโครงสร้างบางส่วนที่สะท้อนประวัติศาสตร์เกือบ 400 ปีของไต้หวัน ถือเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมืองไถหนาน ================ เจดีย์มังกรพยัคฆ์Dragon and Tiger Pagodas 📍 ที่อยู่ : No. 9, Liantan Rd, Zuoying District, Kaohsiung City, Taiwan 813 🗺 แผนที่ : https://maps.app.goo.gl/MtmQtYjrQi3QVMC19 🕒 เวลาเปิด - ปิด : เปิดทุกวัน 08.00-18.00 น. เจดีย์มังกรพยัคฆ์ เป็นแลนด์มาร์คชื่อดังของ เมืองเกาสง ตั้งอยู่ริม ทะเลสาบโลตัส (Lotus Pond) โดดเด่นด้วย เจดีย์คู่สูง 7 ชั้น สีแดง และเหลืองสดใส ทางเข้าเป็นรูปปั้นมังกรและเสือขนาดใหญ่ ตามความเชื่อของชาวจีน การเดินเข้าทางปากมังกรและออกทางปากเสือจะช่วยขจัดสิ่งไม่ดีและนำโชคลาภมาให้ ภายในเจดีย์มีภาพจิตรกรรมและเรื่องราวเทพเจ้าจีนโบราณ อีกทั้งยังสามารถขึ้นไปยังชั้นบนสุดเพื่อชมวิว ทะเลสาบเหลียนฉือถาน และทัศนียภาพของเมืองเกาสงจากมุมสูงได้ ถือเป็นจุดถ่ายรูปยอดนิยมที่สื่อต่างประเทศอย่าง CNN เคยแนะนำว่าไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนเกาสง ทั้งนี้ยังมีสถานที่เที่ยวน่าสนใจอีกหลายที่ อย่าง ตลาดกลางคืนเหวินฮั่ว, ย่านการค้ารอบวัดขงจื๊อ, ถนนโบราณอันผิง ย่านเก่าแก่ที่สุดของไต้หวัน และ ปิดท้ายด้วย ห้างดรีมมอลล์ Dream Mall ของเกาสง ใครต้องการหาแพลนเที่ยว แนะนำเลยเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ของวัฒนธรรม และ อาหารก็อร่อยทุกอย่าง โดยเฉพาะ ข้าวหน้าไก่งวง หรือ Turkey Rice แล้วคุณจะหลงรักเมืองเล็กๆ แถบนี้ ================

เปิดวาร์ป Dandadan สัตว์ประหลาดเมืองแฟลทวูดส์ ต้นแบบมนุษย์ต่างดาวซูโม่
อ่าน

เปิดวาร์ป Dandadan สัตว์ประหลาดเมืองแฟลทวูดส์ ต้นแบบมนุษย์ต่างดาวซูโม่

หลายคนที่ดูอนิเมะ ดันดาดัน Dandadan มา น่าจะผ่านตากับมนุษย์ต่าวดาวซูโม่กันไปแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่าเจ้าตัวนี้ดันมีต้นแบบมาจากมนุษย์ต่างดาวที่เคยโด่งดังในอเมริกาอยู่ช่วงหนึ่ง อย่าง Flatwoods Monster ด้วย วันนี้เราจะพาไปรู้จักกับสัตว์ประหลาดตัวนี้กัน ว่ามันมาเกี่ยวกับเมะเรื่องนี้ได้ยังไง เปิดวาร์ป Dandadan ผียายเทอร์โบ ภูเขารอคโก เมืองโกเบ ต้นแบบยายสปีด ผีสาวกายกรรม จากอนิเมะดันดาดัน DanDaDan โยไคแห่งความทุกข์ในสังคมญี่ปุ่น Flatwoods Monster ต้นแบบมนุษย์ต่างดาวซูโม่ Dandadan Flatwoods Monster หรือ สัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์ เป็นเรื่องราวที่มีต้นกำเนิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมือง Flatwoods รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย แม้ว่าเรื่องราวนี้จะกลายเป็นตำนานพื้นบ้านอเมริกัน แต่ในยุคปัจจุบัน ตำนานของ Flatwoods Monster ได้รับการหยิบยกมานำเสนอในสื่อต่างๆ รวมถึงอนิเมะชื่อดังอย่าง Dandadan EP.2 ด้วย ที่ถูกนำไปดัดแปลงให้กลายเป็นสัตว์ประหลาดตัวใหญ่ยักษ์ แต่งตัวคล้ายนักซูโม่ ที่มา จุดเริ่มต้นของสัตว์ประหลาดแฟลทวูดส์ จุดถ่ายรูปในเมือง Sutton เวสต์เวอร์จิเนีย By Don Woods - Own work, CC BY-SA 4.0 คืนวันที่ 12 กันยายน ค.ศ. 1952 มีกลุ่มเด็กชายเห็นวัตถุสว่างพุ่งผ่านท้องฟ้า และตามมาด้วยการพบเห็นสัตว์ประหลาดที่มีหัวกลมเรืองแสง ร่างกายคล้ายโลหะ และดวงตาที่ส่องแสงสดใส มันถูกพบเห็นโดยพยานมากมายถึงกว่า 10 คน ว่ากันว่ามีความสูงถึง 10 ฟุต หรือประมาณ 3 เมตร มีใบหน้าสีแดง มีลักษณะคล้ายรูปหัวใจหรือคล้ายใบโพธิ์ หรืออาจมีตาอยู่บนลายรูปหัวใจ และมีหัวขนาดใหญ่ มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ผสมหุ่นยนต์เหมือนทำมาจากเหล็ก มีสิ่งที่คล้ายผ้าคลุมหรือกระโปรงสีดำคลุมช่วงล่างลำตัว มีกรงเล็บยาวคล้ายนิ้ว ซึ่งยื่นออกมาข้างหน้า หลังจากการพบเห็นครั้งแรก Flatwoods Monster กลายเป็นตำนานท้องถิ่นที่ถูกเล่าขานกันอย่างแพร่หลาย ทั้งในหมู่คนที่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว และในวงการวิทยาสัตว์ลึกลับ (Cryptozoology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตลึกลับ แม้หลายคนจะเชื่อว่ามันอาจเป็นการเข้าใจผิดหรือเรื่องหลอกลวง แต่ตำนานนี้ก็ยังคงมีเสน่ห์และถูกหยิบยกมาเล่าต่อในสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ต่อมาภายหลัง เรื่องราวทั้งหมดได้ถูกปกปิดโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเจ้าหน้าที่รายหนึ่งให้สัมภาษณ์เพียงสั้นๆ ว่า มีความเป็นไปได้ที่อาจมีวัตถุอะไรตกลงมาจริง ซึ่งอาจเป็นแค่อุกกาบาตก็เป็นได้ Flatwoods Monster ใน Dandadan Yukinobu Tatsu/SHUEISHA, DANDADAN Production Committee ในเรื่อง Dandadan Flatwoods Monster ไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงแค่เป็นสัตว์ประหลาดจากตำนานท้องถิ่นของอเมริกา แต่ถูกดัดแปลงให้เป็นสิ่งมีชีวิตจากต่างดาวที่มีความอันตราย กลายเป็น มนุษย์ต่าวดาวซูโม่ขนาดยักษ์ รูปร่างใบหน้าคล้ายใบโพธิ์ ตามลักษณะเด่นๆ ของ Flatwoods Monster ในอเมริกานั่นเอง ฉากการต่อสู้กับโอคารุน และโมโมะยังมีการอ้างอิงถึงวัฒนธรรมญี่ปุ่นผ่านการแข่งซูโม่ ที่ใครเอามือลงพื้นก่อนแพ้ แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการนำตำนานต่างประเทศ มาปรับให้เข้ากับวัฒนธรรมญี่ปุ่นนั่นเอง แต่ในฉบับมังงะก็มีเขียนถึงไว้นิดๆ ว่าที่ญี่ปุ่นก็มีการพบเห็นสัตว์ประหลาดชนิดนี้ในป่าของจังหวัดยามานาชิอยู่เหมือนกัน เรื่องย่อ อนิเมะ Dandadan ดันดาดัน Yukinobu Tatsu/SHUEISHA, DANDADAN Production Committee เรื่องราวของ โมโมะ อายาเสะ เด็กสาววัยมัธยมปลาย เธอมีความเชื่อเรื่องวิญญาณแต่ไม่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาว ขณะที่ เคน ทาคาคุระ เพื่อนร่วมชั้นของเธอเชื่อในเรื่องมนุษย์ต่างดาวแต่ไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ ในการเดิมพันเพื่อตัดสินว่าใครถูกต้อง ทั้งสองจึงตัดสินใจแยกกันไปเยือนสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับทางวิญญาณและมนุษย์ต่างดาว นั่นทำให้ทั้งคู่ได้รับพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ และใช้พลังนั้นในการต่อสู้กับวิญญาณและมนุษย์ต่างดาว พร้อมกับพัฒนาความสนิทสนมของพวกเขาสองคน ====================

กล้อง Vera C. Rubin เผยขนาด 3I/ATLAS วัตถุต่างดาวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ
อ่าน

กล้อง Vera C. Rubin เผยขนาด 3I/ATLAS วัตถุต่างดาวขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบ

ดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ไมล์ หรือราว 11.2 กิโลเมตร กลายเป็นวัตถุจากนอกระบบสุริยะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่นักดาราศาสตร์เคยค้นพบล่าสุดภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาว Vera C. Rubin ได้เผยรายละเอียดของวัตถุนี้ก่อนที่การค้นพบอย่างเป็นทางการจะเกิดขึ้นเสียอีก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันมหาศาลของกล้องโทรทรรศน์ใหม่ล่าสุดนี้ในการตรวจจับและวิเคราะห์วัตถุท้องฟ้าที่อยู่ไกลเกินคาดดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLASดาวหางระหว่างดวงดาว 3I/ATLAS ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ขณะที่มันพุ่งตรงเข้าหาดวงอาทิตย์ด้วยความเร็วมากกว่า 210,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงไม่ถึง 24 ชั่วโมงต่อมา NASA ก็ประกาศยืนยันว่ามันเป็นวัตถุระหว่างดวงดาว (interstellar object – ISO) ลำดับที่สามที่เคยตรวจพบ ถัดจาก ‘Oumuamua (2017) และ Borisov (2019) โดยจากการจำลองด้วยคอมพิวเตอร์ คาดว่าดาวหางนี้น่าจะมีอายุมากกว่าโลกถึง 3 พันล้านปี และเป็นหนึ่งในดาวหางที่เก่าแก่ที่สุดที่เคยมีการตรวจสอบ ก่อนหน้านี้ นักวิทยาศาสตร์ทราบเพียงว่าโคมา หรือกลุ่มเมฆของน้ำแข็ง ฝุ่น และก๊าซที่ล้อมรอบดาวหาง มีขนาดประมาณ 24 กิโลเมตร แต่ยังไม่สามารถยืนยันขนาดของนิวเคลียสได้แน่ชัดกระทั่งการศึกษาใหม่ที่เผยแพร่เมื่อ 17 กรกฎาคมบนเว็บไซต์ arXiv โดยทีมวิจัยกว่า 200 คน ได้ใช้ข้อมูลจาก Vera C. Rubin ในการประมวลผลภาพถ่ายที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ 21 มิถุนายน และพบว่านิวเคลียสของ 3I/ATLAS มีรัศมีประมาณ 3.5 ไมล์ หรือราว 5.6 กิโลเมตร ซึ่งทำให้มันกลายเป็น ISO ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกนอกจากนี้ ภาพจากการศึกษาใหม่ยังช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นโคมาได้อย่างละเอียด และยืนยันได้ว่ามีฝุ่นและน้ำแข็งจำนวนมากล้อมรอบนิวเคลียส ซึ่งช่วยตอกย้ำว่า 3I/ATLAS เป็นดาวหางตามธรรมชาติ ไม่ใช่ยานอวกาศจากอารยธรรมต่างดาวที่ปลอมตัวมาอย่างที่นักวิจัยบางกลุ่มเคยตั้งข้อสงสัย กล้องโทรทรรศน์ของหอดูดาว Vera C. Rubinสำหรับหอดูดาว Vera C. Rubin ซึ่งตั้งอยู่ในเทือกเขาแอนดีส ประเทศชิลี ติดตั้งกล้องดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังเตรียมเริ่มภารกิจสแกนท้องฟ้าซีกโลกใต้ตลอดระยะเวลา 10 ปี ภายใต้โครงการ LSST (Legacy Survey of Space and Time) โดยในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กล้องนี้สามารถบันทึกภาพกาแล็กซีกว่า 10 ล้านแห่ง และค้นพบดาวเคราะห์น้อยดวงใหม่อีกนับพันนักดาราศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า Vera C. Rubin จะเปลี่ยนโฉมหน้าการศึกษาวัตถุต่างดาว โดยมีการคาดการณ์ว่าจะสามารถค้นพบวัตถุ ISO ใหม่ได้อีกถึง 50 ดวงภายในเวลา 10 ปี และอาจเป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาหลักฐานของอารยธรรมต่างดาวในอนาคตอีกด้วย

"ฟอสซิล 500 ล้านปี" ชี้มุมมองใหม่ "แมงมุม" อาจมีต้นกำเนิดในมหาสมุทร ?
อ่าน

"ฟอสซิล 500 ล้านปี" ชี้มุมมองใหม่ "แมงมุม" อาจมีต้นกำเนิดในมหาสมุทร ?

ข้อมูลจาก ฟอสซิล 500 ล้านปีชี้ว่า "แมงมุม" อาจมีต้นกำเนิดในมหาสมุทร การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าสมองอันเป็นเอกลักษณ์ของแมงมุมอาจเริ่มวิวัฒนาการในมหาสมุทรเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนที่บรรพบุรุษของพวกมันจะก้าวขึ้นสู่บก โดยนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona),วิทยาลัยไลคอมมิง (Lycoming College)และ คิงส์คอลเลจลอนดอน (King's College London)ได้ทำการวิเคราะห์ฟอสซิลอายุ 500 ล้านปี และพบความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่งระหว่างสมองของสัตว์ขาปล้องในทะเลที่สูญพันธุ์ไปแล้ว กับสมองของสัตว์จำพวกแมงมุม (Arachnids) ในปัจจุบันที่มาของภาพCurrent Biology การเชื่อมโยงทางทะเลที่ยังไม่ชัดเจนการศึกษานี้ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Biology ได้นำเสนอหลักฐานใหม่ที่ท้าทายความเชื่อเดิม เกี่ยวกับการกำเนิดของแมงมุมและญาติของพวกมัน จากความเชื่อในปัจจุบันที่ว่า แมงมุม แมงป่อง ไร และเห็บส่วนใหญ่ อาจจะวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษร่วมกันที่อาศัยอยู่บนบก แต่ที่มาของบรรพบุรุษเหล่านั้นยังคงเป็นปริศนา ที่มาของภาพCurrent Biologyจากข้อมูลของงานวิจัยนี้ระบุว่า สัตว์จำพวกแมงมุมบนบก มีความเกี่ยวข้องกับ สัตว์จำพวก เชลิเซอเรตส์ (Chelicerates) ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีอวัยวะคล้ายก้ามหนีบที่พบในมหาสมุทร เช่น แมงมุมทะเลและปูเกือกม้า ทว่าจากข้อมูลบันทึกฟอสซิลที่เชื่อมโยงระหว่างสัตว์กลุ่มนี้กลับไม่สมบูรณ์นักนิโคลัส สเตราส์เฟลด์ (Nicholas Strausfeld) นักประสาทวิทยาจาก มหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) อธิบายว่า "ยังคงมีการถกเถียงอย่างมากว่าแมงมุมปรากฏตัวครั้งแรกที่ไหนและเมื่อไหร่ และบรรพบุรุษของพวกมันเป็น Chelicerates ประเภทใด และพวกมันเป็นสัตว์ทะเลหรือกึ่งสัตว์น้ำเหมือนปูเกือกม้าหรือไม่""It is still vigorously debated where and when arachnids first appeared, and what kind of chelicerates were their ancestors, and whether these were marine or semi-aquatic like horseshoe crabs,"การเปลี่ยนผ่านจากทะเลสู่บกถือเป็นก้าวสำคัญในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ซากของแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดที่ได้รับการยอมรับคือแมงป่องอายุ 430 ล้านปีซึ่งอาศัยอยู่บนบก อย่างไรก็ตาม หลักฐานใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าสัตว์จำพวกแมงมุมอาจเริ่มแยกสายจาก Chelicerates อื่น ๆ ก่อนหน้านั้นนานแล้วMollisonia Symmetrica กลายเป็นกุญแจสำคัญจากข้อถกเถียงและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับต้นกำเนิดของแมงมุม บรรดานักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona),วิทยาลัยไลคอมมิง (Lycoming College)และ คิงส์คอลเลจลอนดอน (King's College London) จึงหันมาศึกษา ฟอสซิล มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา (Mollisonia symmetrica) ซึ่งเป็นสัตว์โบราณยุคแคมเบรียนที่มีลักษณะคล้ายสัตว์ขาปล้องที่มาของภาพCurrent Biologyฟอสซิลชิ้นนี้ถูกค้นพบจากแหล่งข้อมูลที่ไม่ระบุแน่ชัดในบทความเดิม และเคยถูกสันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของปูเกือกม้ามาก่อน ทว่าเมื่อทีมวิจัยได้นำมาวิเคราะห์อย่างละเอียดด้วย กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง เพื่อถ่ายภาพระบบประสาทส่วนกลางของฟอสซิล ก็ได้ค้นพบสิ่งที่ไม่คาดฝันฟอสซิลของมอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา (Mollisonia symmetrica)หรือ สัตว์โบราณชนิดหนึ่งในยุคแคมเบรียน มีลักษณะคล้ายสัตว์ขาปล้อง และเชื่อกันว่าอาจอยู่ในกลุ่มบรรพบุรุษของแมงมุมและแมงดาทะเล ที่ดูคล้ายตัวกะปิ(Woodlouse)ที่มีขาเล็ก ๆ จำนวนมาก เคยถูกสันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของปูเกือกม้า แต่ด้วยการใช้กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง นักวิจัยได้ถ่ายภาพระบบประสาทส่วนกลางของฟอสซิลและพบกับการค้นพบที่คาดไม่ถึงระบุว่าระบบประสาทของ มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา (Mollisonia symmetrica) ไม่เหมือนกับของปูเกือกม้าหรือแม้แต่สัตว์จำพวกครัสเตเชียนหรือแมลง แต่กลับมีรูปแบบของศูนย์กลางประสาทที่แผ่กระจายออกไป แบบย้อนกลับ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของแมงมุมโดยนิโคลัส สเตราส์เฟลด์ (Nicholas Strausfeld)กล่าวว่า "สมองของแมงมุมไม่เหมือนสมองอื่น ๆ บนโลกนี้""The arachnid brain is unlike any other brain on this planet,"อย่างไรก็ตาม ระบบประสาทในฟอสซิล มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา ที่เป็นเอกลักษณ์นี้ดูเหมือนจะเชื่อมต่อกับขาจำนวนมาก รวมถึงส่วนปากคล้ายก้ามหนีบสองข้างนักประสาทวิทยาด้านวิวัฒนาการจาก คิงส์คอลเลจลอนดอน (King's College London) ชี้ว่า "นี่เป็นก้าวสำคัญในวิวัฒนาการ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของแมงมุม แต่ใน Mollisonia เราได้ระบุโดเมนของสมองที่ตรงกับสายพันธุ์ที่มีชีวิตอยู่แล้ว""This is a major step in evolution, which appears to be exclusive to arachnids, yet already in Mollisonia, we identified brain domains that correspond to living species… "จากการวิเคราะห์ทางสถิติเพิ่มเติม ทีมวิจัยพบว่าแมงมุมอาจไม่ได้วิวัฒนาการโครงสร้างที่คล้ายกับ มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา โดยบังเอิญ แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะเฉพาะนี้มา ซึ่งหากถูกต้อง จะทำให้ มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา เป็นฐานของสายเลือดแมงมุม ทำให้มันเป็นพี่น้องกับปูเกือกม้าและแมงมุมทะเล จากการวิเคราะห์ทางสถิติเพิ่มเติม ทีมวิจัยพบว่าแมงมุมอาจไม่ได้วิวัฒนาการโครงสร้างที่คล้ายกับ มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา โดยบังเอิญ แต่มีแนวโน้มที่จะได้รับการถ่ายทอดลักษณะเฉพาะนี้มา ซึ่งหากถูกต้อง จะทำให้ มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา เป็นฐานของสายเลือดแมงมุม ทำให้มันเป็นพี่น้องกับปูเกือกม้าและแมงมุมทะเลแม้จะยังเป็นการคาดการณ์ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าโครงสร้างสมองที่เป็นเอกลักษณ์ที่พบในสายเลือด มอลลิโซเนีย ซิมเมทริกา ช่วยให้ผู้สืบทอดในภายหลังสามารถอยู่รอดบนบกได้ ทางลัดของเส้นประสาทไปยังขาและก้ามหนีบอาจช่วยให้ควบคุมและประสานงานการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น เช่น การเดินหรือการถักใยโดย นิโคลัส สเตราส์เฟลด์ (Nicholas Strausfeld) ได้ตั้งทฤษฎีไว้ว่า"เราอาจจินตนาการได้ว่าแมงมุมคล้าย Mollisonia ก็ปรับตัวเข้ากับชีวิตบนบก ทำให้แมลงยุคแรกและกิ้งกือกลายเป็นอาหารประจำวันของพวกมัน และบางทีอาจเป็นแมงมุมยุคแรก ๆ บนบกที่ผลักดันให้แมลงวิวัฒนาการปีกและสามารถบินได้ และในทางกลับกัน เหยื่อที่บินได้อาจนำไปสู่การวิวัฒนาการของใยแมงมุม""We might imagine that a Mollisonia-like arachnid also became adapted to terrestrial life making early insects and millipedes their daily diet, perhaps it was the earliest arachnids on land that first drove insects to evolve wings and hence flight – and maybe, in turn, airborne prey led to the evolution of webs."

“DNA” โบราณทำนักวิจัยทึ่ง เผยความเชื่อมโยงชาว “อียิปต์” และ “เมโสโปเตเมีย”
อ่าน

“DNA” โบราณทำนักวิจัยทึ่ง เผยความเชื่อมโยงชาว “อียิปต์” และ “เมโสโปเตเมีย”

การทดสอบดีเอ็นเอกระดูกของชายโบราณที่เคยอาศัยอยู่บริเวณหุบเขาแถว แม่น้ำไนล์ (Nile Valley) เผยให้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของ อารยธรรมอียิปต์โบราณในมุมมองใหม่ โดยพบความเชื่อมโยงกับหนึ่งในอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ในสมัยนั้น ซึ่งก็คือ“เมโสโปเตเมีย” หรือบริเวณ“อิรัก” ในปัจจุบัน DNA โบราณมาจากไหน?ดีเอ็นเอดังกล่าวถูกนำมาจากกระดูกในหูชั้นในและฟันของชายคนหนึ่ง ที่ฝังอยู่ในหมู่บ้านนูไวรัต (Nuwayrat) ห่างจากกรุงไคโรไปทางใต้ 265 กิโลเมตรและเสียชีวิตเมื่อประมาณ 4,500 - 4,800 ปีก่อนใกล้ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ในยุคที่อียิปต์และเมโสโปเตเมียถือกำเนิดขึ้นพบอะไรใน DNA โบราณ?จากการวิเคราะห์โครงกระดูกแสดงให้เห็นว่าชายคนนี้มีอายุ 60 ปีและอาจทำงานเป็นช่างปั้นหม้อ โดยดีเอ็นเอหนึ่งในห้าของเขา มาจากบรรพบุรุษที่อาศัยอยู่ห่างออกไป 1,500 กิโลเมตร ตรงกับพื้นที่อารยธรรมเมโสโปเตเมียการค้นพบนี้สอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีที่บ่งชี้ว่า ทั้งสองภูมิภาคนี้อาจมีการติดต่อกันอย่างน้อยราว 10,000 ปีก่อน เมื่อผู้คนในเมโสโปเตเมียเริ่มทำฟาร์ม และเลี้ยงสัตว์ ซึ่งนำไปสู่การเกิดขึ้นของสังคมเกษตรกรรมทำไมการวิเคราะห์ข้อมูล DNA จึงสำคัญ?การค้นพบนี้จึงถือเป็นหลักฐานทางชีววิทยาชิ้นแรก ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างทั้งสองอารยธรรม และอาจช่วยอธิบายได้ว่าอียิปต์เปลี่ยนแปลงจากชุมชนเกษตรกรรม ไปเป็นอารยธรรมที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหนึ่งของโลกได้อย่างไรศาสตราจารย์พอนทัส สโกกลุนด์ (Pontus Skoglund) แห่งสถาบันฟรานซิส คริก ในลอนดอน (London’s Crick Institute) ผู้นำงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า การสกัดและอ่านดีเอ็นเอจากกระดูกโบราณ ยังช่วยให้นักวิจัยมองเห็นเหตุการณ์และบุคคลต่าง ๆ ในอดีตได้ชัดเจนขึ้น นอกเหนือจากข้อมูลบันทึก ซึ่งอาจะมีความคลาดเคลื่อนตามมุมมองของผู้บันทึก หรือผู้ว่าจ้างในยุคนั้น ขั้นต่อไปของงานวิจัยชิ้นนี้อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการวิเคราะห์ตัวอย่างดีเอ็นเอโบราณเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับขอบเขต และระยะเวลาของการเคลื่อนไหวระหว่างศูนย์กลางวัฒนธรรมทั้งสองแห่งต่อไป

อัศจรรย์เมืองโบราณ อายุกว่า 3,800 ปี เปรูเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม
อ่าน

อัศจรรย์เมืองโบราณ อายุกว่า 3,800 ปี เปรูเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชม

นี่คือเมืองโบราณอันยิ่งใหญ่ อายุมากกว่า 3,800 ปี ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าไปเที่ยวชมได้แล้วเมืองโบราณแห่งนี้ ชื่อ เปนิโก ตั้งอยู่ในจังหวัดฮูอาอูรา ทางตอนเหนือของกรุงลิมา ในประเทศเปรูนักโบราณคดีใช้เวลาถึง 8 ปี ในการขุดค้น และฟื้นฟู กว่าที่จะเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ในวันนี้แล้วเมืองโบราณแห่งนี้ น่าสนใจอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เมืองโบราณเปนิโก กำเนิดขึ้นในช่วงปี 1800 ก่อนคริสตศักราช มันถือเป็นแหล่งชุมชนเมืองสมัยโบราณ เชื่อมโยงผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานในเทือกเขาแอนดีส และแถบอเมซอนเข้าด้วยกันเมื่อเข้าไปตรวจสอบดี ๆ ผู้เชี่ยวชาญพบว่า โครงสร้างคล้ายอาคารในเมืองโบราณแห่งนี้ มีทั้งอาคารสาธารณะ และอาคารที่อยู่อาศัยด้วยอาคารบางแห่ง ดูเหมือนเป็นแหล่งประกอบพิธีบูชาพระเจ้า เพราะพบประติมากรรม และอุปกรณ์ทำพิธีอยู่ภายใน นักโบราณคดีชี้อีกว่า อิทธิพลของเมืองโบราณเปนิโก เฟื่องฟูขึ้น จากการเสื่อมสลายของอารยธรรมการัล ซึ่งเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกานั่นเองและตอนนี้ เมืองโบราณแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมแล้ว ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งศูนย์ท่องเที่ยว และเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ต่าง ๆ

เยอรมนีค้นพบ "โรงงานไขมัน" โบราณโดยมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว 125,000 ปีก่อน
อ่าน

เยอรมนีค้นพบ "โรงงานไขมัน" โบราณโดยมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว 125,000 ปีก่อน

ทีมนักโบราณคดีค้นพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลในยุคก่อนประวัติศาสตร์เมื่อราว 125,000 ปีก่อน มีการแปรรูปไขกระดูกจากสัตว์อย่างเป็นระบบในพื้นที่ Neumark-Nord ทางตอนใต้ของเมืองฮัลเลอ ประเทศเยอรมนี การค้นพบนี้ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "โรงงานไขมัน" แห่งแรกของมนุษยชาติวิธีการเลือกเหยื่อและสกัดไขมันนักวิจัยวิเคราะห์ชิ้นส่วนกระดูกกว่า 120,000 ชิ้น และเครื่องมือหินกว่า 16,000 ชิ้น ซึ่งพบควบคู่กับหลักฐานการใช้ไฟ เพื่อสกัดไขมันของสัตว์สำหรับใช้เป็นอาหารและกลยุทธ์เอาตัวรอดของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัลทีมงานนักวิจัยเชื่อว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเลือกเหยื่อขนาดใหญ่ เช่น ม้า กวาง และออร็อค (วัวป่าโบราณที่สูญพันธุ์ไปแล้ว) โดยเน้นเลาะเอากระดูกชิ้นยาวซึ่งมีไขกระดูกสะสมอยู่มากที่สุด และใช้ค้อนหินทุบกระดูกให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนำชิ้นส่วนกระดูกไปต้มในภาชนะ (คาดว่าเป็นหนังสัตว์หรือเปลือกไม้) เป็นเวลาหลายชั่วโมง เมื่อไขมันลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ ก็จะรอให้เย็นและตักออกมาเก็บไว้การแปรรูปไขมันเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผน การจัดองค์กร และความเข้าใจด้านโภชนาการอย่างลึกซึ้ง เพราะไขมันถือเป็นแหล่งพลังงานสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อาหารขาดแคลน และยังช่วยหลีกเลี่ยงภาวะ “พิษโปรตีน” ที่อาจเกิดจากการบริโภคเนื้อไม่ติดมันมากเกินไปนอกจากนี้ การขุดค้นยังพบหลักฐานของพืชเผา เช่น ลูกโอ๊ก เฮเซลนัท และลูกพลัมสโลว์ ซึ่งอาจถูกนำมาใช้ปรุงรส “น้ำซุปไขมัน” เพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าทางอาหารResearchers believe that Neanderthals smashed animal bones into fragments before boiling them to extract the nutrients.Kindler/LEIZA-Monrepos มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลคือใคร?สำหรับมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) หรือมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Homo neanderthalensis คือ มนุษย์สายพันธุ์หนึ่งที่สูญพันธุ์ไปแล้ว และถือเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ยุคปัจจุบัน (Homo sapiens) พวกเขามีชีวิตอยู่ในช่วงกว้าง ๆ ของทวีปยุโรปและเอเชียตะวันตก จนกระทั่งสูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 40,000 ปีก่อนรูปร่างเตี้ยและล่ำสัน มีร่างกายที่แข็งแรงและกล้ามเนื้อเป็นมัด เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในสภาพอากาศหนาวเย็น กะโหลกศีรษะที่ยาวและส่วนหลังยื่นออกมา มีโหนกคิ้วที่หนาและเด่นชัด จมูกกว้าง และมีขนาดสมองโดยเฉลี่ยใหญ่เท่ากับหรือใหญ่กว่ามนุษย์ปัจจุบัน มีกระดูกที่หนาและข้อต่อขนาดใหญ่ ซึ่งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งทางร่างกาย กล้ามเนื้ออาจแข่งแรงกว่ามนุษย์ยุคปัจจุบัน (Homo sapiens) มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลอาจฉลาดมากกว่าที่คิดศาสตราจารย์ วิล โรบรูคส์ จากมหาวิทยาลัย Leiden หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การค้นพบนี้ช่วยลบภาพจำผิด ๆ ที่ว่ามนุษย์นีแอนเดอร์ทัลเป็นเผ่าพันธุ์ที่ไร้ทักษะหรือเฉื่อยชา และยืนยันว่าพวกเขาคือ "นักวางแผนชั้นยอด" ที่มีความสามารถในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพลูโดวิค สลิมัค นักโบราณคดีจากฝรั่งเศสซึ่งไม่ได้มีส่วนร่วมในการวิจัย กล่าวเสริมว่า นี่คือหลักฐานทางโบราณคดีที่ชัดเจนครั้งแรกว่า มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลไม่เพียงเห็นคุณค่าของไขมันในกระดูก แต่ยังพัฒนาวิธีการเฉพาะในการสกัดและใช้ไขมันอย่างมีระบบอีกด้วย

10 ปราสาทหิน ขอมโบราณ ในไทย แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สำคัญ
อ่าน

10 ปราสาทหิน ขอมโบราณ ในไทย แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน สำคัญ

ย้อนไปเมื่อราว พุทธศตวรรษที่ 13-18 อาณาจักรขอม เรืองนำอาจและเผยแพร่วัฒนธรรมไปยังดินแดนต่างๆ ในระแวกใกล้เคียง แม้กาลเวลาจะผ่านมาเนิ่นนานแล้ว แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยอารายธรรมโบราณให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ และนี่คือ 10 ปราสาทหิน ขอมโบราณ ในไทย ที่สวยงาม และน่าสนใจ แหล่งประวัติศาสตร์สำคัญที่ควรค่าแก่การไปชมความงามของศิลปะขอมโบราณและเรื่องราวความเป็นมาที่น่าสนใจค่ะ ที่เที่ยวโบราณสถาน ปราสาทหิน ขอมโบราณ ในประเทศไทยชมอารายธรรมขอมโบราณ 1. ปราสาทสด๊กก๊อกธม สระแก้ว พอพูดถึง ปราสาทหิน ทุกคนคงนึกถึงจังหวัดทางภาคอีสานเป็นอย่างแรก แต่จริงๆ แล้วที่ จังหวัดสระแก้ว ทางภาคตะวันออกของไทยก็มี ปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทหินศิลปะขอมโบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 ในสมัย พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อในลัทธิศาสนาฮินดู อยู่ห่างจาก ชายแดนประเทศไทย - ประเทศกัมพูชา เป็นระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร อีกทั้งยังเป็น ปราสาทหินที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก อีกด้วย ชื่อของ ปราสาทสด๊กก๊อกธม แปลว่า บึงต้นกกใหญ่ แต่สมัยก่อนชาวบ้านจะเรียกที่นี่ว่า ปราสาทเมืองพร้าว เนื่องจากมีคนเคยหลงทางเข้าไปและพบว่ามีต้นมะพร้าวจำนวนมากขึ้นอยู่รอบๆ ปราสาทค่ะ ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ เที่ยวสระแก้ว ปราสาทสด๊กก๊อกธม ปราสาทหินพันปี แห่งอาณาจักรขอม ✨ ที่อยู่ : บ้านหนองเสม็ด หมู่ 3 ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/qZQfw25zGeKPrrLt6 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 08.30-16.30 น. 🔗 เว็บไซต์ : - ================= 2. ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงรู้จัก ปราสาทหินพิมาย ที่ตั้งอยู่ใน อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เป็นอย่างดี ที่นี่เป็นเทวสถานของศาสนาพราหมณ์ฮินดูที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบาปวนตามความเชื่อของสวรรค์และโลกมนุษย์ หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นว่าแผนผังของ ปราสาทหินพิมาย จะมีลักษณะเหมือน เขาพระสุเมรุ โดยมีองค์ปราสาทประธานอยู่ตรงใจกลางของเทวสถาน อุทยานประวัติศาสตร์พิมาย มีการแบ่งออกเป็น 2 โซนใหญ่ๆ คือ ส่วนของ โบราณสถาน และส่วนของ พิพิธภัณสถานแห่งชาติ ส่วนของโบราณสถานจะประกอบไปด้วย สะพานนาคราช อยู่ตรงทางเข้า ก่อนจะพบกับ ซุ้มประตู กำแพงแก้ว ระเบียงคด ปราสาทประธาน ปรางค์พรหมทัต บรรณาลัย และ พลับพลาเบื้องเครื่อง ในส่วนของ พิพิธภัณสถานแห่งชาติ จะมีการจัดแสดงและเก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ และเป็นชิ้นงานล้ำค่าที่มีอายุนับพันปี สามารถเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาได้ค่ะ ดูรีวิวเต็มๆ ที่ ปราสาทหินพิมาย นครราชสีมา ที่เที่ยวโคราช โบราณสถาน ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ✨ ที่อยู่ : ตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/29TVtZnop2NL1fkF7 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 07.30-17.30 น. 🔗 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/PhimaiHistoricalParkFAD ================= 3. กลุ่มปราสาทตาเมือน สุรินทร์ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน (บายกรีม) กลุ่มปราสาทตาเมือน ตั้งอยู่ใน ช่องเขาตาเมือน (ช่องเขาตาเมียง) จังหวัดสุรินทร์ เป็นกลุ่มปราสาทที่รวบรวมปราสาทหินทั้งหมด 3 หลัง เรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็ก ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาเมือน (บายกรีม) สร้างขึ้นเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 16-18 ตั้งอยู่ติด ชายแดนประเทศไทย และ ประเทศกัมพูชา โดย ปราสาทตาเมือนธม จะเป็น ปราสาทขนาดใหญ่ที่สุด ในกลุ่มปราสาทตาเมือน เป็น เทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ซึ่งนับถือ พระศิวะ เป็นเทพสูงสุด ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทตาเมือนธม สุรินทร์ โบราณสถานขอมโบราณ ชายแดน ไทย-กัมพูชา ✨ ที่อยู่ : บ้านหนองคันนา ตำบลตาเมียง อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/kEGFkL6Qg8iqFAYb8 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 08.30-16.30 น. (ตรวจสอบจากหน่วยทหารที่ดูแลพื้นที่บริเวณนั้นๆก่อนเข้าชม) 🔗 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/Tamuan.Ruin ================= 4. ปราสาทพนมวัน นครราชสีมา Chumphon_TH / Shutterstock.com ปราสาทพนมวัน เป็นปราสาทหินอีกแห่งหนึ่งใน จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีความ ใหญ่เป็นอันที่ 5 ของประเทศไทย สร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อพุทธศตวรรษที่ 15 ในสมัย แกะแกร์ - บาแค็ง แรกเริ่มมีปรางค์ทั้งหมด 5 หลัง แต่มีการสร้างทับเสริมอีกในช่วงยุคหลังจนมีเพิ่มเป็นทั้งหมด 10 หลัง เนื่องจากสร้างในสุคสมัยเดียวกัน ปราสาทหินพนมวัน จึงมีแผนผังคล้ายๆ กับปราสาทหินพิมาย และมีสถาปัตยกรรมแบบ ขอมบาปวน เช่นเดียวกัน บริเวณรอบๆ ก็จะเป็นพื้นที่ของ ชุมชนเมืองพนมวัน ซึ่งเป็บชุมชนโบราณที่มีมาตั้งแต่สมัยยุคก่อนประวัติศาสตร์ ซึ่งมีการขุดพบโครงกระดูกที่มีอายุยาวนานถึง 2,000-2,500 ปีเลยทีเดียว ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทพนมวัน ที่เที่ยวนครราชสีมา โบราณสถานเก่าแก่ เมืองโคราช ที่อยู่ : บ้านมะค่า ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา พิกัด : https://maps.app.goo.gl/bUnsPWwj7HcV4TTeA เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น. เว็บไซต์ : - ================= 5. ปราสาทเปือยน้อย ขอนแก่น แม้จะมีอายุกว่า 800 ปีแล้วก็ตาม แต่ ปราสาทเปือยน้อย ก็เป็น ปราสาทหิน ที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน สร้างขึ้นในสมัย พุทธศตวรรษที่ 16-17 ให้เป็นเทวสถานที่เอาใช้ประกอบพิธีทางศาสนาฮินดู โดยมีกลุ่มอาคารทั้งหมด 4 หลัง ก่อด้วยศิลาแลง หินและอิฐ ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้วเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านในเป็นที่ตั้งของ บรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บพระคัมภีร์ที่สำคัญเอาไว้ ส่วนสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสานระหว่างศิลปะแบบบาปวนและนครวัด มีต้นแบบมาจาก เขาพระสุเมรุ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาล นอกจากเป็นโบราณสถานที่สำคัญแล้ว ยังเป็นจุดศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านด้วยเช่นกัน ในทุกวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ของทุกปีจะมีพิธีกรรมทางศาสนา ประเพณีผูกเสี่ยว ซึ่งเป็น ประเพณีของชาวขอนแก่น อีกทั้งยังมีการแสดงที่บอกเล่าถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ มีความยิ่งใหญ่ตระการตา น่าไปเยี่ยมชมสักครั้ง ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทเปือยน้อย ที่เที่ยวขอนแก่น ร่องรอยแห่งอารยธรรมโบราณกว่า 800 ปี ✨ ที่อยู่ : ตำบลเปือยน้อย อำเภอเปือยน้อย จังหวัดขอนแก่น 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/Gveih6FMCn6WcUna7 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 07.00-19.00 น. 🔗 เว็บไซต์ : - ================= 6. อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง บุรีรัมย์ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง หรือ ปราสาทพนมรุ้ง เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของ ปรากฏการณ์แสงอาทิตย์สาดส่องลอดผ่านประตูทั้ง 15 บาน ที่จะเกิดขึ้นในทุกๆ ปี ปีละ 4 ครั้ง โดยมีความเชื่อว่าจะช่วยเสริมพลังชีวิตและเสริมสิริมงคลด้วยเช่นกันค่ะ ปราสาทพนมรุ้ง เป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่ พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีการสร้างและต่อเติมหลายต่อครั้งตั้งแต่ช่วง พุทธศตวรรษที่ 15-18 แต่สิ่งหนึ่งที่เรียกได้ว่าเป็นโบราณวัตถุอันล้ำค่าอย่าง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ก็ยังคงอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์เพื่อให้ทุกคนได้เข้าไปชมความงดงามของศิลปะขอมโบราณกันค่ะ ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ที่เที่ยวบุรีรัมย์ อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง ชมปราฏการณ์แสงอาทิตย์ผ่านประตู 2020 ✨ ที่อยู่ : บ้านตาเป๊ก อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/KWd5DAd7wHvFQ23aA ⏰ เปิดให้เข้าชม : 08.00-18.00 น. 🔗 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/phanomrungworldheritage ================= 7. ปราสาทเมืองต่ำ บุรีรัมย์ ปราสาทเมืองต่ำ เป็นปราสาทหินอีกแห่งหนึ่งใน จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นในช่วง พุทธศตวรรษที่ 16-17 ส่วนชื่อของปราสาทนั้นไม่ใช่ชื่อที่ตั้งมาแต่ดั้งเดิม แต่เป็นชื่อที่เรียกกันโดยชาวบ้านทั่วไป เนื่องจากเป็นปราสาทที่ตั้งอยู่บนที่ราบต่ำ ในขณะที่ปราสาทพนมรุ้งตั้งอยู่บนยอดของภูเขาไฟที่ดับมอดแล้วค่ะ ตัวปราสาทจะประกอบไปด้วยกลุ่มปราสาท 5 องค์ตั้งอยู่บนศิลาแลง และล้อมรอบโดยหมู่บ้านที่ตั้งอยู่เป็นกลุ่มๆ ชาวบ้านที่ได้อาศัยอยู่ในชุมชนนี้เป็นเวลานานก็มองว่า ปราสาทเมืองต่ำ แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนไปแล้ว อีกทั้งยังเป็นเสน่ห์ที่ทำให้นักท่องเที่ยวมาชมปราสาทและแวะพักที่ชุมชนอีกด้วย ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทหินเมืองต่ำ บุรีรัมย์ ที่เที่ยวอีสาน แหล่งอารยธรรม ขอมโบราณ ✨ ที่อยู่ : ปราสาทหินเมืองต่ำ บ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/hrWo85irfWVbBvfn9 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 07.00-18.00 น. 🔗 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/muangtamtemple ================= 8. ปราสาทศีขรภูมิ สุรินทร์ ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง เป็นเทวสถานเพื่อบูชาพระศิวะ เทพเจ้าแห่งศาสนาฮินดู สร้างขึ้นเมื่อ พุทธศตวรรษที่ 17 ซึ่งผสมผสานศิลปะกรรมขอมแบบบาปวนและนครวัด โดดเด่นด้วยปรางค์ 5 องค์ โดยมีภาพสลักของ นางอปัสรถือดอกบัว อยู่ตรงซุ้มประตู ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับที่ นครวัด ประเทศกัมพูชา เป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมี ทับหลังศิวนาฏราช เป็นรูปพระศิวะ ในท่วงท่ารำอ่อนช้อย โดยมีเทพองค์อื่นๆ เทวดา ฤษี และสัตว์ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ มาช่วยบรรเลงเพลง ถือว่าเป็นทับหลังที่สมบูรณ์และสวยงามมากที่สุดในเมืองไทยเลยค่ะ ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทศีขรภูมิ ที่เที่ยวสุรินทร์ งามสง่า เสน่ห์ศิลปะขอมโบราณ ✨ ที่อยู่ : ตำบลระแงง อำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/T9cQZvNjN6SUNLHn7 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 07.30-18.00 น. 🔗 เว็บไซต์ : - ================= 9. ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ศรีสะเกษ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ เป็นปราสาทที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดใน จังหวัดศรีษะเกษ เป็นเทวาลัยที่สร้างขึ้นในสมัย พุทธศตวรรษที่ 16 โดดเด่นด้วย ปรางค์ 3 องค์บนฐานเดียวกัน และตั้งเรียงกันในแนวทิศเหนือ-ใต้ หันหน้าไปทางทิศตะวันออก และมี ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์เหนือพระยาอนันตนาคราช ปรากฏให้เห็น พระนารายณ์ และสตรี 5 คน นั่งอยู่ปลายพระบาท มีการสันนิษฐานว่าหนึ่งในนั้นคือ พระลักษมี พระมเหสีของพระนารายณ์ ซึ่งเป็นศิลปะที่งดงามและหาดูไม่ได้จากที่อื่น ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทสระกำแพงใหญ่ ที่เที่ยวศรีสะเกษ มรดกล้ำค่า แห่งภาคอีสาน ✨ ที่อยู่ : ตำบลสระกำแพงใหญ่ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/ix5a3szJYQpACpXk9 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 08.00-18.00 น. 🔗 เว็บไซต์ : - ================= 10. ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่ใน อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เป็นปราสาทหินศิลปะขอมโบราณแห่งเดียวใน จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจพอสมควร เพราะส่วนใหญ่แล้วศิลปะและวัฒนธรรมทางภาคตะวันตกจะได้รับอิทธิพลจากพม่าเสียส่วนใหญ่ โดย ปราสาทเมืองสิงห์ แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธสถานในพุทธศาสนา นิกายมหายาน จากการขุดพบประติมากรรมและพระพุทธรูปโดยกรมศิลปากร เช่น พระพุทธรูปนาคปรก พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร นางปรัชญาปารมิตา และ รูปพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี รวมถึงการรวบรวมข้อมูลจาก จารึกปราสาทพระขรรค์ เมืองพระนคร ประเทศกัมพูชา ก็สันนิษฐานได้ว่าอุทยานประวัติศาสตร์ฯ แห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งของ เมืองศรีชัยสิงห์บุรี ในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมโบราณ แต่ก็มีการโต้แย้งเช่นกันว่าสถานที่แห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นหลังรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับ เมืองศรีชัยสิงห์บุรี เลยก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม ต้องรอหลักฐานเพิ่มเติมทางประวัติศาสตร์ต่อไป ดูเพิ่มเติมเต็มๆ ที่ ปราสาทเมืองสิงห์ กาญจนบุรี อุทยานประวัติศาสตร์ ศิลปะขอมแห่งเดียว ที่เมืองกาญจน์ ✨ ที่อยู่ : อุทยานประวัติศาสตร์ปราสาทเมืองสิงห์ ตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยก จังหวัดกาญจนบุรี 📌 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/6rRYvgDxq7FbgUJh9 ⏰ เปิดให้เข้าชม : 08.00-16.30 น. 🔗 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/muangsinghp =================

ค้นพบเทอโรซอร์ตัวแรกของไทย “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” ร่วมยุคไดโนเสาร์อายุ 130 ล้านปี
อ่าน

ค้นพบเทอโรซอร์ตัวแรกของไทย “การูแดปเทอรัส บุฟโตติ” ร่วมยุคไดโนเสาร์อายุ 130 ล้านปี

ประเทศไทยค้นพบสัตว์เลื้อยคลานบินได้ร่วมยุคไดโนเสาร์เป็นครั้งแรก นั่นคือ “เทอโรซอร์” (Pterosaur) ชนิดใหม่ของโลก มีชื่อว่า การูแดปเทอรัส บุฟโตติ (Garudapterus buffetauti) จากแหล่งซากดึกดำบรรพ์พระปรง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นการค้นพบชิ้นส่วนกระโหลกของเทอโรซอร์ครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยซากสำคัญ คือ ปลายขากรรไกรบนและฟันอีก 5 ซี่ จากชั้นหินเสาขัวที่มีอายุราว 130 ล้านปีเทอโรซอร์ชนิดนี้อยู่ในวงศ์ Gnathosaurinae กลุ่มเดียวกับ Pterodactyloidea โดดเด่นด้วยปากแผ่กว้างคล้ายนกปากช้อน ฟันแหลมเรียวยื่นออกมา เหมาะสำหรับการจับปลา มีความกว้างปีกราว 2.5 เมตร การตั้งชื่อ Garudapterus มาจาก “ครุฑ” สัตว์ในตำนาน ส่วน “Buffetauti” ตั้งเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร.เอริก บุฟโต นักบรรพชีวินวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้มีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาซากดึกดำบรรพ์ในไทย ดร.ศิตะ มานิตกุล นักวิจัยผู้ค้นพบระบุว่า โครงสร้างของเทอโรซอร์มีความพิเศษ เช่น กระดูกบางเบา มีถุงลมช่วยลดน้ำหนัก และแผ่นปีกที่ขึงจากปลายนิ้วถึงลำตัว เป็นวิวัฒนาการของสัตว์กลุ่มแรกที่สามารถบินได้ ความเปราะบางของโครงสร้างกระดูกทำให้การกลายเป็นฟอสซิลเกิดขึ้นได้ยาก การค้นพบขากรรไกรที่สมบูรณ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการศึกษาวิวัฒนาการและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในยุคครีเทเชียสแหล่งพระปรงเป็นพื้นที่สำคัญด้านบรรพชีวินของไทย เริ่มมีการค้นพบซากสัตว์มีกระดูกสันหลังตั้งแต่ปี 2545 เช่น ไดโนเสาร์ เต่า จระเข้ และปลา การค้นพบเทอโรซอร์ครั้งนี้ช่วยตอกย้ำศักยภาพของพื้นที่ภาคตะวันออกในฐานะแหล่งวิจัยทางบรรพชีวินวิทยาที่สำคัญไม่แพ้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การค้นพบนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Cretaceous Research เดือนมีนาคม 2568 และแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีผู้แทนจากกรมทรัพยากรธรณี และนักวิชาการด้านบรรพชีวินวิทยาเข้าร่วมการค้นพบ การูแดปเทอรัส บุฟโตติ ไม่เพียงเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ด้านสิ่งมีชีวิตโบราณในประเทศไทย แต่ยังขยายความเข้าใจเรื่องการกระจายตัวของเทอโรซอร์ในระดับโลก พร้อมสะท้อนให้เห็นคุณค่าของการอนุรักษ์แหล่งซากดึกดำบรรพ์ในฐานะสมบัติทางธรรมชาติของชาติไทย">

ไดโนเสาร์สายพันธุใหม่ คันคูลู (Khankhuuluu) ต้นตระกูล T-rex นักล่าผู้ยิ่งใหญ่
อ่าน

ไดโนเสาร์สายพันธุใหม่ คันคูลู (Khankhuuluu) ต้นตระกูล T-rex นักล่าผู้ยิ่งใหญ่

นักบรรพชีวินวิทยาได้ค้นพบหลักฐานชิ้นสำคัญที่ช่วยไขปริศนาวิวัฒนาการของไทรันโนซอรัส เร็กซ์ (Tyrannosaurus rex) สัตว์นักล่าผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก การค้นพบครั้งนี้มาจากฟอสซิลที่ถูกขุดพบในมองโกเลียตั้งแต่ยุค 1970 ซึ่งในที่สุดก็ได้รับการยืนยันว่าเป็นบรรพบุรุษที่ใกล้เคียงที่สุดเท่าที่เคยพบของ ทีเร็กซ์ (T. rex) ขนาดยักษ์ ความเป็นมาและข้อมูลของ "คันคูลู มองโกเลนซิส"การค้นพบนี้นำโดย จาเร็ด โวริส (Jared Voris) และดร. ดาร์ล่า เซเลนิสกี้ (Dr. Darla Zelenitsky) จากมหาวิทยาลัยคัลการี (University of Calgary) ซึ่งเป็นการเปิดมุมมองใหม่สู่การขึ้นสู่จุดสูงสุดของ ทีเร็กซ์ (T. rex)ที่มาของภาพReutersสิ่งมีชีวิตนี้ คือ คันคูลู มองโกเลนซิส (Khankhuuluu mongoliensis) ซึ่งเป็นสายพันธุ์ไทแรนโนซอร์ยุคแรกเริ่ม เป็นสัตว์กินเนื้อขนาดกลางที่ว่องไว มีความยาวถึง 4 เมตร และสูง 2 เมตร ที่สะโพก มีน้ำหนักประมาณ 750 กิโลกรัม มีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อ 86 ล้านปีก่อน และคำว่า คันคูลู (Khankhuuluu) ในภาษามองโกเลียแปลว่า "เจ้าชายมังกร" (Dragon Prince) ซึ่งเป็นชื่อที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้มาก่อน "ราชาแห่งไดโนเสาร์ยักษ์" อย่าง ทีเร็กซ์ (T. rex)เติมเต็มช่องว่างวิวัฒนาการการค้นพบ คันคูลู (Khankhuuluu) ถือเป็นการเติมเต็มช่องว่างที่สำคัญในแผนผังวิวัฒนาการของไทแรนโนซอร์ที่ยังไม่ชัดเจนมานานหลายปี ไทแรนโนซอร์เริ่มต้นจากสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเมื่อประมาณ 150 ล้านปีก่อน ในยุคจูราสสิก และค่อย ๆ วิวัฒนาการจนมีขนาดมหึมาอย่าง ทีเร็กซ์ (T. rex) ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส สิ่งที่น่าสนใจคือ ทีเร็กซ์ (T. rex) ถือกำเนิดขึ้นประมาณ 20 ล้านปีหลังจาก คันคูลู (Khankhuuluu) ซึ่งฟอสซิลใหม่นี้ได้เชื่อมโยงไทแรนโนซอร์รุ่นแรกกับลูกหลานขนาดยักษ์ของพวกมันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่มาของภาพReutersฟอสซิลของ คันคูลู (Khankhuuluu) ถูกค้นพบครั้งแรกในบายันชิรี ฟอร์เมชัน (Bayanshiree Formation) หรือชื่อเรียกชุดชั้นหินทางธรณีวิทยาในประเทศมองโกเลีย ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมองโกเลียในตอนแรกนักบรรพชีวินวิทยาเข้าใจผิดว่ามันคืออเล็กโทรซอรัส (Alectrosaurus) ซึ่งเป็นไทแรนโนซอร์ขนาดกลางอีกชนิดหนึ่ง แต่เมื่อ จาเร็ด โวริส (Jared Voris) เดินทางไปมองโกเลียในปี 2023 เขาได้สังเกตเห็นลักษณะเฉพาะของฟอสซิลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระดูกจมูกที่กลวง ซึ่งบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าเป็นบรรพบุรุษของไทแรนโนซอร์ยุคแรกโดยลักษณะของ คันคูลู (Khankhuuluu) ที่ต่างออกไปคือเป็นนักล่าที่ผอมเพรียวและปราดเปรียว ไม่เหมือนกับลูกหลานขนาดยักษ์ของมัน กระโหลกศีรษะที่ยาวและตื้นของมันหมายความว่ามันไม่สามารถบดกระดูกได้ ทำให้มันเป็น นักล่าขนาดกลาง (Mesopredator) ที่อาศัยความเร็วและความคล่องตัวในการล่าเหยื่อ นอกจากนี้ มันยังมีเขาเล็ก ๆ ที่เป็นต้นแบบ ซึ่งคาดว่าเป็นบรรพบุรุษของเขาที่โดดเด่นยิ่งขึ้นในไทแรนโนซอร์ยุคหลัง เช่นอัลเบอร์โตซอรัส (Albertosaurus) หรือกอร์โกซอรัส (Gorgosaurus) ที่ใช้สำหรับการผสมพันธุ์หรือการข่มขู่การอพยพข้ามทวีปการศึกษาใหม่ยังให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการย้ายถิ่นของไทแรนโนซอร์ โดยพบว่าพวกมันอพยพระหว่างเอเชียและอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการไปสู่สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาในช่วงปลายยุคครีเทเชียส ก่อนที่พวกมันจะสูญพันธุ์เมื่อ 66 ล้านปีก่อนทั้งนี้ ดร. ดาร์ล่า เซเลนิสกี้ (Dr. Darla Zelenitsky) จากมหาวิทยาลัยคัลการี (University of Calgary) กล่าวต่อประเด็นนี้ว่า "การศึกษาของเราให้หลักฐานที่มั่นคงว่าไทแรนโนซอร์ขนาดใหญ่พัฒนาขึ้นครั้งแรกในอเมริกาเหนือ อันเป็นผลมาจากการอพยพครั้งนี้"ที่มาของภาพReuters การค้นพบ คันคูลู (Khankhuuluu) ชี้ให้เห็นว่ามันเป็นบรรพบุรุษสุดท้ายที่รู้จักของไทแรนโนซอร์ขนาดใหญ่ที่พบในบันทึกฟอสซิลของเอเชีย เชื่อกันว่าเมื่อประมาณ 85 ล้านปีก่อน คันคูลู (Khankhuuluu) หรือญาติใกล้ชิดของมันได้อพยพจากเอเชียไปยังอเมริกาเหนือผ่านสะพานเชื่อมแผ่นดิน จากนั้นบันทึกฟอสซิลก็ชี้ให้เห็นว่าไทแรนโนซอร์ยังคงอยู่ในอเมริกาเหนือเพียงอย่างเดียวเป็นเวลาหลายล้านปี โดยมีการวิวัฒนาการและเติบโตที่นั่นโดยงานวิจัยนี้ถูกตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์ (Nature) https://www.nature.com/articles/s41586-025-08964-6

แกะรอย"โครงกระดูกมนุษย์พันปี"ยุคเหล็ก กลางป่าครบุรีโคราช | เรื่องดีดีทั่วไทย | 11-06-68
อ่าน

แกะรอย"โครงกระดูกมนุษย์พันปี"ยุคเหล็ก กลางป่าครบุรีโคราช | เรื่องดีดีทั่วไทย | 11-06-68

มองจากมุมสูง คือ จุดที่เจ้าหน้าที่ขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ ลักษณะนอนหงายเหยียดยาว หันศีรษะไปทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ สันนิษฐานว่าเป็นเพศชาย ส่วนสูงประมาณ 168 เซนติเมตร คาดว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตอนปลาย หรือ 2,500-1,500 ปีมาแล้วนอกจากนี้ บริเวณปลายเท้า เป็นพบการฝังภาชนะดินเผาเนื้อดินธรรมดาไว้ เป็นของอุทิศให้กับศพ จำนวน 5 ใบอีกด้วย ทั้งหมดนี้ ถูกขุดพบในพื้นที่หมู่ที่ 12 บ้านไร่แหลมทองพัฒนา ตำบลลำเพียก อำเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมาอ้างอิงข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก กลุ่มโบราณคดี สำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา รายงานผล จากกรณี เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 กลุ่มโบราณคดี พร้อมด้วยฝ่ายปกครองในพื้นที่อำเภอครบุรี ร่วมกันตรวจสอบพบหลักฐานทางโบราณคดี ประเภทโครงกระดูกมนุษย์ผลจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่า บริเวณนี้เป็นแหล่งฝังศพของมนุษย์ในวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์ จากการกัดเซาะของหน้าดิน ทำให้พบโครงกระดูกมนุษย์ดังกล่าวและเมื่อเดินเท้าสำรวจผิวดินบริเวณใกล้เคียง ยังพบหลักฐานทางโบราณคดี ประเภท 1) กระสุนดินเผา 2) ขวานหินขัด 3) ตะกรันโลหะ และ 4) ภาชนะดินเผาและชิ้นส่วนภาชนะดินเผา กระจายอยู่ทั่วบริเวณเมื่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาร่วมกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบติดกับเทือกเขา จึงสันนิษฐานว่า มนุษย์โบราณในแถบนี้ นอกจากจะดำรงชีวิตด้วยเกษตรกรรมแล้ว ยังหาของป่า-ล่าสัตว์ในป่าหลังบ้านของพวกเขา สังเกตจากตะกรันโลหะที่พบ ทำให้นักโบราณคดีตั้งข้อสันนิษฐานว่า มนุษย์โบราณในพื้นที่นี้ รู้จักการถลุงโลหะอีกด้วย หรือ เรียกว่าเป็นช่วงเข้าสู่ยุคเหล็กอย่างไรก็ตาม หลังจากนี้เจ้าหน้าที่จะเร่งศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์เพิ่มเติม เพื่อหาความชัดเจนถึงความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้ต่อไป

"ฮือฮา"ชาวครบุรีขุดพบ"โครงกระดูกมนุษย์โบราณ" | เรื่องดีดีทั่วไทย | 20-05-68
อ่าน

"ฮือฮา"ชาวครบุรีขุดพบ"โครงกระดูกมนุษย์โบราณ" | เรื่องดีดีทั่วไทย | 20-05-68

พบซากโครงกระดูกคล้ายโครงกระดูกมนุษย์ กระจัดกระจายอยู่ไปทั่วบริเวณ รวมถึงไม่ห่างจากจุดนี้ ก็พบเศษเครื่องปั้นดินเผา เป็นจำนวนมาก บริเวณถนนลูกรังที่ตัดผ่านไร่อ้อยและไร่มันสำปะหลังของชาวบ้าน ฝั่งทิศตะวันออกของเขื่อนลำแชะ ต.ลำเพียก อ.ครบุรี ห่างจากบ้านไร่แหลมทอง เกือบ 3 กิโลเมตรสภาพตรงนี้ เป็นถนนดินลูกรังบดอัด กว้างประมาณ 5 - 6 เมตร ด้านข้างทั้งสองเป็นร่องน้ำสูงจากพื้นที่การเกษตร ประมาณ 1.5 เมตร ส่วนที่มาของการขุดพบ คืออะไร ไปฟัง พันตำรวจเอก-นพดล ช่วยบุญ ผู้กำกับการ สภ.ครบุรี กันค่ะพันตำรวจเอก-นพดล บอกด้วยว่า โครงกระดูกมนุษย์ที่พบ เป็นท่อนล่างบางส่วน โผล่ขึ้นมาให้เห็น คาดว่า น่าจะมีประมาณ 4 – 5 โครง และยังพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์กระจัดกระจายอยู่ทั้งกลางถนนและร่องน้ำอีกจำนวนหนึ่งด้วย นอกจากนี้ ยังพบก้อนดินปั้นขนาดเท่ากับไข่ห่าน ถูกฝังดินทั่วบริเวณด้วย เชื่อว่าน่าจะเป็นโครงกระดูกของมนุษย์และเครื่องปั้นดินเผาสมัยโบราณที่ถูกฝังเอาไว้ เพราะอยู่ใต้ดินลึกมาก ประกอบกับช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝน มีน้ำหลากไหลกัดเซาะดินจนเป็นร่องน้ำลึก โครงกระดูกของมนุษย์และเครื่องปั้นดินเผาจึงโผล่มาให้เห็นหลังจากนี้ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรให้เข้ามาตรวจสอบ เพื่อหาคำตอบว่า สิ่งที่ขุดพบ คาดการณ์อายุเท่าไร และจุดที่พบมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างไร

ไขปริศนาคอนกรีตของชาวโรมันโบราณทำไมยังคงแข็งแรงแม้เวลาผ่านไปนับพันปี
อ่าน

ไขปริศนาคอนกรีตของชาวโรมันโบราณทำไมยังคงแข็งแรงแม้เวลาผ่านไปนับพันปี

ชาวโรมันโบราณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างและวิศวกรรม มีชื่อเสียงจากสิ่งปลูกสร้างอันน่าทึ่ง เช่น ท่อส่งน้ำและวิหารแพนธีออนที่ยังคงสภาพดีจนถึงปัจจุบัน โดยวัสดุสำคัญที่ใช้คือ คอนกรีตปอซโซลานิก (Pozzolanic Concrete) ซึ่งมีความทนทานสูงเป็นพิเศษ โครงสร้างอย่างวิหารแพนธีออนที่มีอายุเกือบ 2,000 ปี ยังคงครองสถิติโดมคอนกรีตที่ไม่ได้เสริมเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในโลกคอนกรีตชนิดนี้ผลิตจาก ปอซโซลานา (Pozzolan) เถ้าภูเขาไฟจากเมืองปอซซูโอลี ประเทศอิตาลี ผสมกับปูนขาวและน้ำ ซึ่งทำปฏิกิริยาให้กลายเป็นวัสดุก่อสร้างที่แข็งแรง อย่างไรก็ตาม ในปี 2023 ทีมนักวิจัยนานาชาติที่นำโดย สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้ค้นพบว่า เทคนิคการผสมคอนกรีตของชาวโรมันมีความซับซ้อนและแตกต่างจากความเข้าใจเดิมหนึ่งในเบาะแสสำคัญคือ “เศษปูนขาว” สีขาวที่พบในคอนกรีต ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเชื่อว่าเป็นผลจากการผสมที่ไม่ดี แต่แอดเมียร์ มาซิค (Admir Masic) นักวิทยาศาสตร์วัสดุจาก MIT ไม่เห็นด้วย เขากล่าวว่า “แนวคิดที่ว่าเศษปูนขาวเกิดจากคุณภาพต่ำของการผสมนั้นไม่ถูกต้อง เพราะถ้าชาวโรมันทุ่มเทกับสูตรวัสดุอย่างละเอียด ทำไมจะไม่ใส่ใจกับคุณภาพของส่วนผสมขั้นสุดท้าย ?”ทีมวิจัยซึ่งรวมถึง ลินดา ซีมัวร์ (Linda Seymour) วิศวกรโยธาจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ได้ศึกษาตัวอย่างคอนกรีตจากแหล่งโบราณคดี Privernum เมืองโบราณของชาวโวลสกี (Volsci) ในแคว้นลาซิโอ ประเทศอิตาลี ด้วยเทคนิคหลากหลาย เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบสแกน การเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ และการถ่ายภาพรามาน เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างปูนอย่างละเอียด โดยพวกเขาพบว่าเศษปูนขาวที่มีอยู่ในคอนกรีตเกิดจาก “การผสมแบบร้อน” (Hot Mixing) โดยใส่ปูนขาวในรูปแคลเซียมออกไซด์ลงไปในขณะที่วัสดุผสมยังร้อนอยู่ ซึ่งมีข้อดีสองประการ คือ1. ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมีเฉพาะที่ต้องใช้อุณหภูมิสูง สร้างสารประกอบที่ไม่เกิดขึ้นในสภาวะปกติ2. เร่งการแข็งตัวของคอนกรีต ช่วยให้ก่อสร้างได้เร็วขึ้นยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของปูนขาวยังทำให้คอนกรีตสามารถ “ซ่อมแซมตัวเอง” ได้เมื่อเกิดรอยร้าว โดยน้ำที่เข้าไปในรอยร้าวจะทำปฏิกิริยากับปูนขาว กลายเป็นสารละลายที่มีแคลเซียมสูง ซึ่งจะแข็งตัวเป็นแคลเซียมคาร์บอเนต และอุดรอยแตกนั้นได้เองSchematic of the proposed mechanism for self-healing within ancient Roman mortars. (Seymour et al., Science Advances, 2023) การค้นพบนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากตัวอย่างคอนกรีตจากสุสาน Caecilia Metella สุสานโรมันโบราณที่ตั้งอยู่บน "ถนนอัปเปียน" ซึ่งเป็นถนนสายประวัติศาสตร์ของกรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยพบว่ามีรอยร้าวถูกอุดด้วยแคลไซต์ และอธิบายได้ว่าทำไมโครงสร้างริมทะเลที่สร้างโดยโรมันจึงคงทนมานานหลายพันปี แม้จะต้องเผชิญกับคลื่นลมมหาสมุทรอย่างต่อเนื่องและเพื่อเป็นการพิสูจน์การค้นพบ ทีมวิจัยได้ทดลองสร้างคอนกรีตปอซโซลานิกด้วยสูตรโบราณทั้งแบบมีปูนขาวและไม่มีปูนขาว พร้อมทดสอบความสามารถในการซ่อมแซมรอยร้าว พบว่าคอนกรีตที่มีปูนขาวสามารถปิดรอยร้าวได้เองภายใน 2 สัปดาห์ ขณะที่คอนกรีตควบคุมยังคงแตกร้าวอยู่ในปัจจุบัน ทีมวิจัยกำลังพัฒนาเทคนิคนี้ให้สามารถใช้ในเชิงพาณิชย์ได้ โดยหวังว่าจะช่วยยืดอายุของวัสดุก่อสร้าง และทำให้คอนกรีตยุคใหม่ โดยเฉพาะแบบพิมพ์ 3 มิติ มีความทนทานมากยิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances และเผยแพร่ครั้งแรกในเดือนมกราคม 2023

"สมาคมสัตว์ฯ ลอนดอน" ตามหากูรู กู้ "ฟิล์มลับ" เปิดขุมทรัพย์ภาพเก่าอายุกว่า 80 ปี
อ่าน

"สมาคมสัตว์ฯ ลอนดอน" ตามหากูรู กู้ "ฟิล์มลับ" เปิดขุมทรัพย์ภาพเก่าอายุกว่า 80 ปี

สมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน หรือ ZSL (Zoological Society London) ในประเทศอังกฤษ กำลังปฏิบัติภารกิจสำคัญในการตามหา “ผู้เชี่ยวชาญ” และประชาชนที่สนใจ เพื่อช่วยกันกอบกู้และแปลง “ฟิล์มเก่าแก่ลึกลับ” กว่า 230 ม้วนให้เป็นไฟล์ดิจิทัล ก่อนที่ภาพประวัติศาสตร์อันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในนั้น จะเลือนหายไปตามกาลเวลา ZSL ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลด้านการอนุรักษ์สัตว์ป่า ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1826 และกำลังจะเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีในปีหน้านี้ ได้ค้นพบขุมทรัพย์ฟิล์มถ่ายภาพอันลึกลับ ในระหว่างการสำรวจหอจดหมายเหตุม้วนฟิล์มเก่าแก่เหล่านี้ ซึ่งมีอายุตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ไปจนถึง 1990 ถูกเก็บรักษาไว้ในกระป๋องที่เต็มไปด้วยฝุ่น และทีมงานของ ZSL เองก็ยังไม่ทราบว่าภายในนั้นบรรจุภาพอะไรไว้บ้าง โดยทีมงานระบุว่าฟิล์มบางส่วนก็เป็นฟิล์มขาวดำ บางส่วนมีบันทึกเสียง และบางส่วนก็มีแปะคำอธิบายที่เขียนไว้แบบคลุมเครือ เช่น อันหนึ่งเขียนแค่ว่า 'สิ่งแปลกประหลาดในสวนสัตว์' (zoo oddities) หรือ ‘การผสมพันธุ์ของแพนด้ายักษ์’ (giant panda mating) ซึ่งก็ยังไม่มีใครรู้ว่าภาพจะออกมาเป็นอย่างไรแต่สิ่งที่น่ากังวลคือ ฟิล์มเหล่านี้กำลังเสื่อมสภาพไปตามอายุขัย โดยบางส่วนมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว และเริ่มปรากฏสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเสื่อมสภาพที่เรียกว่า "อาการน้ำส้มสายชู" (Vinegar Syndrome) หรือการที่ฟิล์มเริ่มส่งกลิ่นเปรี้ยว เริ่มบิดตัว เปราะ นำไปสู่การสูญเสียฟุตเทจอันมีค่า และแม้ว่าเนื้อหาภายในม้วนฟิล์มเหล่านี้ยังคงเป็นปริศนา แต่ทีมงานของ ZSL คาดหวังว่ามันอาจจะบรรจุภาพประวัติศาสตร์ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อการศึกษาหรือการวิจัยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่การถ่ายวิดีโอสัตว์ป่าเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นในทศวรรษ 1950 และ 1960 นอกเหนือจากม้วนฟิล์มลึกลับเหล่านี้ หอจดหมายเหตุของ ZSL ยังเก็บรักษาของมีค่าอื่น ๆ เช่น ตุ๊กตาหมีขั้วโลก บรูมาส (Brumas) ซึ่งมีอายุกว่า 80 ปี โดยน้องบรูมาส (Brumas) เป็นหมีขั้วโลกเกิดที่สวนสัตว์ลอนดอนในปี 1949 และยังเป็นหมีขั้วโลกตัวแรก ที่เกิดในพื้นที่ปิดของสวนสัตว์ในสหราชอาณาจักรอีกด้วยตอนนี้ทางสมาคมสัตววิทยาแห่งลอนดอน กำลังเตรียมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 200 ปีขององค์กรในปี 2026 ด้วยกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเน้นย้ำถึงการทำความเข้าใจและการเห็นคุณค่าสัตว์ป่าของมนุษยชาติ การกอบกู้ฟิล์มปริศนาเหล่านี้ จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเติมเต็มภาพของประวัติศาสตร์และการทำงานเพื่อการอนุรักษ์ที่องค์กร ได้ดำเนินการมาอย่างยาวนาน">

กล้องเจมส์ เวบบ์ค้นพบ “กาแล็กซีมังกรจูหลง” ฝาแฝดทางช้างเผือกที่เก่าแก่ที่สุด
อ่าน

กล้องเจมส์ เวบบ์ค้นพบ “กาแล็กซีมังกรจูหลง” ฝาแฝดทางช้างเผือกที่เก่าแก่ที่สุด

กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์ เวบบ์ (James Webb Space Telescope: JWST) ได้ค้นพบกาแล็กซีชนิดก้นหอยที่เก่าแก่และห่างไกลที่สุดเท่าที่เคยตรวจพบ โดยมีลักษณะคล้ายกับทางช้างเผือกของเราอย่างน่าทึ่ง กาแล็กซีแห่งนี้มีชื่อว่า “จูหลง” (Zhúlóng) ซึ่งในภาษาจีนหมายถึง “มังกรคบเพลิง” จากตำนานจีนโบราณ และมีอายุเพียงราว 1 พันล้านปีหลังเกิดบิกแบง หรือเมื่อกว่า 12,800 ล้านปีก่อนโดยทั่วไป นักดาราศาสตร์เคยเชื่อว่ากาแล็กซีชนิดก้นหอยอย่างทางช้างเผือกจะต้องใช้เวลาหลายพันล้านปีในการพัฒนารูปทรงและโครงสร้าง เช่น แขนก้นหอย จานดาวฤกษ์ และแกนกลางที่แน่นหนาไปด้วยดาวฤกษ์ อย่างไรก็ตาม กาแล็กซี Zhúlóng ได้แสดงให้เห็นถึงโครงสร้างที่เป็นระเบียบเหล่านี้ตั้งแต่ยุคแรกของเอกภพ ซึ่งขัดแย้งกับแบบจำลองการวิวัฒนาการของกาแล็กซีที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ดร.เหมิงหยวน เสี่ยว (Mengyuan Xiao) หัวหน้าทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเจนีวา (University of Geneva) อธิบายว่า Zhúlóng มีคุณลักษณะใกล้เคียงกับทางช้างเผือกในหลายด้าน เช่น จานดาวฤกษ์ ของ Zhúlóng มีความกว้างราว 60,000 ปีแสง (เทียบกับทางช้างเผือกที่ประมาณ 100,000 ปีแสง) มวลรวมของดาวฤกษ์ มากกว่า 100,000 ล้านเท่าของมวลดวงอาทิตย์ ซึ่งใกล้เคียงกับมวลของทางช้างเผือก กาแล็กซีมังกรจูหลง (Zhúlóng) ถูกค้นพบผ่านการสำรวจ ANORAMIC (GO-2514) โดยใช้กล้อง JWST ในโหมดพิเศษที่เรียกว่า “ขนานบริสุทธิ์” (Pure-parallel mode) ซึ่งช่วยให้กล้องสามารถสังเกตเป้าหมายหลักพร้อมกับเก็บภาพคุณภาพสูงจากพื้นที่ข้างเคียงบนท้องฟ้าได้ในเวลาเดียวกัน โครงการนี้นำโดย คริสตินา วิลเลียมส์ (Christina Williams) จาก NOIRLab และทีมของโอเอสช์ (Oesch) จากมหาวิทยาลัยเจนีวา“กาแล็กซีขนาดใหญ่อย่าง Zhúlóng พบได้ยากมากในเอกภพยุคแรก โหมดนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการค้นหาวัตถุหายากและท้าทายแบบจำลองทางดาราศาสตร์” คริสตินา วิลเลียมส์กล่าวเพิ่มเติมในอนาคต นักวิทยาศาสตร์จะใช้กล้องเจมส์ เวบบ์ ร่วมกับกล้องโทรทรรศน์วิทยุ Atacama Large Millimeter/submillimeter Array (ALMA) ในประเทศชิลี เพื่อศึกษารายละเอียดของกาแล็กซี Zhúlóng ให้ลึกยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นที่องค์ประกอบของก๊าซ โมเลกุล และกระบวนการก่อกำเนิดดาวในยุคแรกของจักรวาล

คืนชีพ "หมาป่าไดร์วูล์ฟ" สูญพันธุ์ไปแล้ว 12,500 ปี ก้าวแรกสู่การชุบชีวิตช้างแมมมอธ
อ่าน

คืนชีพ "หมาป่าไดร์วูล์ฟ" สูญพันธุ์ไปแล้ว 12,500 ปี ก้าวแรกสู่การชุบชีวิตช้างแมมมอธ

นักวิทยาศาสตร์ทำสำเร็จแล้ว ฟื้นคืนชีพ “ไดร์วูล์ฟ” ที่สูญพันธุ์ไป 12,500 ปีก่อน ได้สำเร็จมันคือหมาป่าแบบเดียวกับในซีรีส์ Game of Thrones เลยหมาป่าไดร์วูล์ฟ ไม่ใช่สัตว์ในเทพนิยาย แต่เป็นสายพันธุ์หมาป่ายุคก่อนประวัติศาสตร์ เคยอาศัยอยู่ในแถบอเมริกาเหนือมันมีขนาดใหญ่กว่าหมาป่าสีเทา ศีรษะกว้างกว่าเล็กน้อย ขนหนา และกรามแข็งแกร่งและมาวันนี้ หมาป่าสายพันธุ์นี้ ไม่ได้สูญพันธุ์อีกต่อไป เพราะฟื้นคืนชีพมาแล้วด้วยวิทยาศาสตร์ บริษัท โคลอสซัล ไบโอไซแอนซ์ ได้สร้างลูกหมาป่าไดร์วูลฟ์ 3 ตัว โดยอาศัยดีเอ็นเอโบราณที่พบเจอ แล้วใช้การโคลนนิงและตัดต่อพันธุกรรมยีนส์ของหมาป่าสีเทา ซึ่งเป็นสายพันธุ์หมาป่าที่มีความใกล้ชิดกับไดร์วูล์ฟมากที่สุดเรียกว่า ไดร์วูล์ฟ 3 ตัวนี้ คือสายพันธุ์ไฮบริด คล้ายกับสายพันธุ์ที่สูญพันธุ์ไปแล้วดีเอ็นเอที่นำมาใช้สร้างไดร์วูล์ฟ มาจากเขี้ยวอายุเกือบ 13,000 ปี อ้างอิงโครงสร้างกะโหลกอายุ 72,000 ปี กำเนิดเป็นไดร์วูล์ฟ 3 ตัว ที่สุขภาพดี และตอนนี้ อาศัยอยู่ในที่พักที่กว้างขวาง ท่ามกลางมาตรการความปลอดภัยแน่นหนาหมาป่าตัวผู้ 2 ตัว เกิดในวันที่ 1 ตุลาคมปี 2024 ส่วนลูกหมาป่าเพศเมีย เกิดเมื่อ 30 มกราคมที่ผ่านมา อันที่จริง เป้าหมายหลักของบริษัทโคลอสซัล ไม่ใช่เพียงแค่ไดร์วูล์ฟ แต่คือการชุบชีวิตสัตว์สูญพันธุ์ไปแล้ว รวมถึงสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ อาทิ ช้างแมมมอธ นกโดโดโดยทางบริษัทชี้ว่า คาดว่าจะสร้างช้างแมมมอธขึ้นมาได้ในปี 2028

การจัดเก็บข้อมูลแบบตัวอักษรคูนิฟอร์มเก็บข้อมูลได้มากกว่าไบนารี 4 เท่า
อ่าน

การจัดเก็บข้อมูลแบบตัวอักษรคูนิฟอร์มเก็บข้อมูลได้มากกว่าไบนารี 4 เท่า

ตัวอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) เป็นรูปแบบการเขียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ได้รับการนำไปปรับใช้ในเทคโนโลยีจัดเก็บข้อมูลแบบใหม่โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฟลินเดอร์ส (Flinders) ประเทศออสเตรเลีย นำโดยแอบบิเกล แมน (Abigail Mann) นักศึกษาปริญญาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์สำหรับอักษรคูนิฟอร์ม (Cuneiform) มีจุดเริ่มต้นในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ประมาณ 3,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยถูกใช้งานครั้งแรกโดยชาวสุเมเรียน (Sumerians) ตัวอักษรคูนิฟอร์มมีลักษณะเป็นรอยบุ๋มรูปสามเหลี่ยมและเส้นสั้น ๆ ซึ่งเกิดจากการใช้แท่งไม้หรือเหล็กที่มีปลายเป็นทรงสามเหลี่ยมกดลงบนแผ่นดินเหนียวแทนที่นักวิจัยจะใช้ดินเหนียวแบบดั้งเดิม เทคโนโลยีใหม่ที่พัฒนาขึ้นใช้ฟิล์มโพลีเมอร์ที่มีราคาย่อมเยา และผลิตจากกำมะถันผสมกับไดไซโคลเพนตาไดอีน ข้อมูลจะถูกเก็บในฟิล์มในรูปแบบของรอยบุ๋มขนาดเล็กระดับนาโน โดยหัวเข็มปลายแหลม ซึ่งใช้แรงกดในระดับอะตอมสำหรับสร้างรอยบุ๋มและอ่านค่าต่าง ๆ หลังการจดบันทึกเทคโนโลยีใหม่นี้พัฒนาจากการใช้วิธีดั้งเดิมที่เป็นรหัสไบนารี ซึ่งมีสถานะข้อมูลเพียง 2 ระดับ คือ 0 และ 1 แต่สำหรับวิธีการใหม่นี้ใช้การเข้ารหัสแบบเทอร์นารีที่มี 3 ระดับ โดยหากไม่มีรอยบุ๋มแสดงเป็น 0 และหาพบว่ามีรอยบุ๋มลึก 0.31.0 นาโนเมตร จะแสดงเป็น 1 ในขณะที่รอยบุ๋มลึก 1.52.5 นาโนเมตร จะแสดงเป็น 2 ส่งผลให้ระบบมีความหนาแน่นของข้อมูลเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากการเข้ารหัสไบนารีแบบดั้งเดิมจุดเด่นอีกประการหนึ่งของฟิล์มโพลีเมอร์นี้คือความสามารถในการเขียนใหม่ได้ หลังจากลบรอยบุ๋มโดยการให้ความร้อนที่อุณหภูมิ 140 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 10 วินาที ฟิล์มสามารถผ่านกระบวนการเขียนใหม่ได้ถึง 4 รอบ โดยยังคงประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาใหม่นี้ยังช่วยลดการใช้พลังงาน เนื่องจากกระบวนการเขียนสามารถทำได้ที่อุณหภูมิห้อง ทำให้ระบบนี้มีความยั่งยืนและเหมาะสมกับการใช้งานในอนาคตการวิจัยนี้เปิดโอกาสใหม่ในการใช้โพลีซัลไฟด์หมุนเวียนที่เรียบง่ายสำหรับการจัดเก็บข้อมูลเชิงกล ซึ่งมีศักยภาพในการเป็นทางเลือกที่ใช้พลังงานต่ำกว่า ความหนาแน่นสูงกว่า และยั่งยืนกว่าเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบัน แอบบิเกล แมน (Abigail Mann) กล่าวเพิ่มเติมบทความเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Advanced Science เร็ว ๆ นี้ ส่วนการนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรมยังคงต้องรอบริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนหรือนำผลงานการวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อไปที่มาของข้อมูล Newatlasที่มาของรูปภาพ Reuters

พบแหล่งภาพเขียนสีโบราณอายุกว่า 4,000 ปี ในอุทยานแห่งชาติภูเวียง
อ่าน

พบแหล่งภาพเขียนสีโบราณอายุกว่า 4,000 ปี ในอุทยานแห่งชาติภูเวียง

โดยนายสุธรรม วงษ์จันทร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูเวียง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18-19 พฤศจิกายน 2567 เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานธรณีขอนแก่น และผู้เชี่ยวชาญจากสำนักโบราณคดีที่ 8 ขอนแก่น นำโดยนางสาวทิพย์วรรณ วงศ์อัสสไพบูลย์ ได้ร่วมสำรวจและค้นพบแหล่งภาพเขียนสีโบราณแห่งใหม่ในพื้นที่อุทยานฯ จำนวน 3 แหล่งแหล่งแรก คือ เพิงอีแข่ ตั้งอยู่บริเวณหินลาดผีหลอก พบภาพเขียนลักษณะเส้นเชิงสัญลักษณ์อยู่ใต้เพิงหินที่มีรูปร่างคล้ายจระเข้แหล่งที่สอง คือ ถ้ำเจริญ ตั้งอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ ภว.2 (หัวภูชน) พบภาพเขียนสีบนผนังเพิงหินขนาดใหญ่ ประกอบด้วยรูปฝ่ามือ รูปคนขนาดความสูงประมาณ 80 เซนติเมตร มีภาพคนตัวเล็กซ้อนทับภาพคนตัวใหญ่ และร่องรอยรูปภาพเชิงสัญลักษณ์แหล่งที่สาม คือ เกิ้งหมาแดง ตั้งอยู่บริเวณหน่วยพิทักษ์ ภว.1 (ปากช่อง) พบภาพเขียนสีแดงรูปสุนัขจิ้งจอกและภาพฝ่ามือบนเพิงหินขนาดกลางจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าภาพเขียนสีเหล่านี้มีอายุประมาณ 4,000-1,500 ปี นับเป็นหลักฐานสำคัญทางโบราณคดีที่แสดงถึงการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในบริเวณนี้ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์สำหรับอุทยานแห่งชาติภูเวียง มีความสำคัญทางโบราณคดีมาอย่างยาวนาน นอกจากเป็นแหล่งขุดค้นพบซากไดโนเสาร์ที่สำคัญของประเทศไทยแล้ว ยังมีการค้นพบแหล่งภาพเขียนสีโบราณอย่างต่อเนื่อง และการค้นพบครั้งนี้ ทางอุทยานฯ จะประสานงานกับสำนักศิลปากรที่ 8 ขอนแก่น เพื่อศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและพิจารณาเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ต่อไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังเป็นการตอกย้ำความสำคัญของอุทยานแห่งชาติภูเวียงในฐานะแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าของประเทศไทยข้อมูลและภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

เที่ยวนางาซากิ Meganebashi Bridge สะพานหินเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น
อ่าน

เที่ยวนางาซากิ Meganebashi Bridge สะพานหินเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น

หนึ่งในแลนด์มาร์กชื่อดังประจำจังหวัดนางาซากิ และมีสมญานามว่า สะพานแว่น ตามรูปร่างของมันด้วย นั่นคือ สะพานเมกาเนะบาชิ (Meganebashi Bridge) นั่นเอง Shawn.ccf / Shutterstock.com Meganebashi Bridge นางาซากิ สะพานหินเก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น สะพานเมกาเนะบาชิ ตั้งอยู่ใกล้วัดโคฟุกุ-จิ สร้างขึ้นในช่วงปี 1620 โดยพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางมาค้าขายในเมืองนี้ แต่ในช่วงแรกๆ ยังเป็นเพียงสะพานชั่วคราวเท่านั้น กระทั่งในช่วง 1630 มีเจ้าอาวาสองค์ใหม่เข้ามาจำวัดนี้ และสั่งให้สร้างสะพานเมกาเนะบาชิใหม่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางเข้าถึงวัดได้ง่ายขึ้น โดยสะพานแห่งนี้สร้างขึ้นจากหินทั้งหมด แล้วเสร็จในปี 1634 กลายเป็นสะพานทรงโค้งพาดผ่านน้ำแม่น้ำนาคาชิมา และเป็นหนึ่งในสะพานหินหลายสะพานที่สร้างขึ้น ณ เวลานั้น ความพิเศษของสะพานเมกาเนะบาชิ คือเมื่อมองสะพานพร้อมกับเงาสะท้อนในพื้นผิวน้ำ จะมีลักษณะคล้ายแว่นตา ปัจจุบัน ที่นี่ถือว่าเป็น 1 ในสะพานหินที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่น แม้จะเผชิญกับภัยพิบัติหลายครั้ง เช่น แผ่นดินไหวที่ในศตวรรษที่ 17 และน้ำท่วมรุนแรงในปี 1982 ที่ทำให้เสียหายหนัก แต่สะพานนี้ก็ได้รับการบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่แบบคงรูปลักษณ์เดิมทุกประการ และยังคงตั้งอยู่ในปัจจุบันโดยใช้เป็นสะพานสำหรับคนเดินเท้าเท่านั้น 2 เทศกาลสำคัญในการชมสะพานหิน Meganebashi Bridge 1. เทศกาลชมโคมไฟ Chinese Lantern Festival ในช่วง 15 วันแรกของวันตรุษจีน พื้นที่รอบๆสะพาน จะได้รับการประดับประดาไปด้วยโคมไฟสว่างสดใส เทศกาลนี้เกิดขึ้นจากการย้ายถิ่นฐานของชาวจีนในสมัยก่อนที่มาอาศัยในพื้นที่นี้ และต้องการเฉลิมฉลองกันในช่วงวันหยุดตรุษจีน นอกจากการแสดงเชิดสิงโต และการแสดงกากายกรรมต่างๆ แล้ว ผู้ที่เข้าชมยังสามารถเพลิดเพลินกับสะพานที่ได้รับการตกแต่งด้วยแสงไฟ เกิดเป็นภาพอันสวยงามที่ไม่สามารถหาชมในช่วงเวลาปกติได้ 2. เทศกาลชมดอกไฮเดรนเยีย Nagasaki Otakusa จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน เทศกาลนี้ชาวเมืองจะมาร่วมเฉลิมฉลองดอกไฮเดรนเยียเบ่งบานของเมืองนากาซากิ งานนี้ยังเป็นการเคารพถึงผลงานของแพทย์ และนักพฤกษศาสตร์ชาวเยอรมัน ฟิลิป แฟรนซ์ ฟัน ซีโบลด์ (Philipp Franz von Siebold) ผู้ที่อาศัยอยู่ที่เกาะเดจิมะในช่วงที่ญี่ปุ่นอยู่ในยุคของการจำกัดการเดินทางเข้า-ออกประเทศญี่ปุ่น เขาได้ทำการบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพืช และสัตว์ที่แตกต่างจากบ้านเกิดของเขา และนำเสนอพืช และดอกไม้ที่เป็นมีต้นกำเนิดในญี่ปุ่นให้ชาวยุโรปได้รู้จัก แน่นอนว่ารวมถึงดอกไฮเดรนเยียด้วยนั่นเอง ที่ตั้งชื่อตามชื่อภรรยาชาวญี่ปุ่นของเขาว่า โอตาคุสะ นั่นเอง มีการจัดแสดงทั่วเมืองที่สวนโกลเวอร์ (Glover Garden), เกาะเดจิมะ และตามริมแม่น้ำบริเวณสะพานเมกาเนะบาชิด้วย ข้อมูลสะพานเมกาเนะบาชิ ที่ตั้ง : Meganebashi Bridge, Uonomachi, Nagasaki, 850-0874 พิกัด : https://maps.app.goo.gl/m26VfZht8YvFVsyGA เปิดเข้าชม : ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีค่าเข้าชม การเดินทาง : ใช้บริการรถ Tram หมายเลข 4 หรือ 5 ลงที่สถานี Meganebashi Bridge เดินอีกเล็กน้อยก็ถึงเลย ====================

พบจุลินทรีย์มีชีวิตอายุ 2,000 ล้านปี อาจไขความลับวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตบนโลกยุคแรก
อ่าน

พบจุลินทรีย์มีชีวิตอายุ 2,000 ล้านปี อาจไขความลับวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิตบนโลกยุคแรก

นักวิทยาศาสตร์พบหินอายุประมาณ 2,000 ล้านปี ในประเทศแอฟริกาใต้ และภายในหินก้อนดังกล่าวยังมีจุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิต ทำให้มันกลายเป็นจุลินทรีย์ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบในหินโบราณก่อนหน้านี้ จุลินทรีย์มียังชีวิตที่อายุเก่าแก่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยค้นพบคืออายุ 100 ล้านปีซึ่งฝังอยู่ในหินที่ซ่อนอยู่ใต้มหาสมุทรแปซิฟิก ค้นพบในปี 2020 ดังนั้นการค้นพบนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก ตามการให้ข้อมูลของ โยเฮ ซูซูกิ (Yohey Suzuki) นักธรณีจุลชีววิทยาจากมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และเป็นผู้นำการศึกษาครั้งนี้Bushveld Igneous Complex ที่มา : Geologyforinvestorsการค้นพบจุลินทรีย์ในครั้งนี้ ถูกซุกซ่อนอยู่ในรอยแตกของหินอัคนี ในหน่วยหินอัคนีซับซ้อนบุชเวลด์ (Bushveld Igneous Complex) หรือหน่วยหินที่ประกอบด้วยหินหลายประเภทและมีโครงสร้างซับซ้อน ในประเทศแอฟริกาใต้ หน่วยหินดังกล่าวนี้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขวางมากประมาณ 66,0000 ตารางกิโลเมตร หรือเกือบจะเท่าประเทศไอร์แลนด์ที่มีพื้นที่ประมาณ 70,300 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่มันก่อตัวขึ้นมา หน่วยหินนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก จึงทำให้จุลินทรีย์ที่ซ่อนอยู่ในหินไม่ถูกรบกวนนักวิจัยได้ทำการศึกษาโดยขุดเจาะลงไปลึกประมาณ 15 เมตร เพื่อเก็บตัวอย่างแกนหินยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เมื่อตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจึงพบเซลล์จุลินทรีย์ที่ยังมีชีวิตอยู่อัดแน่นเต็มไปหมดในรอยแตกของหินตัวอย่างหินที่นำมาศึกษา ที่มา : Yohey Suzuki et al.นักวิจัยยังได้ตรวจสอบเพิ่มเติมว่า จุลินทรีย์ที่พบนี้เป็นจุลินทรีย์ที่เกิดมาในช่วงที่หินมีการก่อตัวจริงหรือไม่ หรือเป็นสิ่งปนเปื้อนที่เข้ามาในภายหลัง พวกเขาจึงได้ตรวจสอบด้วยวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาเองตั้งแต่ปี 2020 โดยการย้อมสี DNA ของจุลินทรีย์และใช้วิธีที่เรียกว่าอินฟาเรด สเปกโตรสโคปี (Infrared Spectroscopy) หรือการศึกษาองค์ประกอบโมเลกุลของสารโดยการพิจารณาการโต้ตอบกับแสงอินฟาเรด เพื่อตรวจสอบโปรตีนภายในจุลินทรีย์และในดินเหนียวโดยรอบ ผลลัพธ์ยืนยันว่าเป็นจุลินทรีย์ที่อยู่มาตั้งแต่ยุคที่หินมีการก่อตัวเซลล์จุลินทรีย์จากการศึกษา ที่มา : Yohey Suzuki et al.นักวิทยาศาสตร์อธิบายสาเหตุที่ทำให้จุลินทรีย์เหล่านี้มีชีวิตอยู่มาได้อย่างยาวนานกว่า 2,000 ล้านปี คือพวกมันฝังตัวอยู่ในรอยแตกของหิน จากนั้นรอยแตกถูกปิดผนึกด้วยดินเหนียวอย่างแน่นหนา ดังนั้นจึงเหมือนกับว่าจุลินทรีย์ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบโดดเดี่ยว และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมภายนอก ทำให้จุลินทรีย์มีวิวัฒนาการที่ช้ามาก ๆ รวมไปถึงมีอัตราการเผาผลาญที่ช้าอย่างมากเช่นเดียวกันหลังจากนี้ นักวิทยาศาสตร์จะศึกษา DNA และจีโนมของจุลินทรีย์เพิ่มเติม ซึ่งอาจช่วยให้เราเข้าใจวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตยุคแรก ๆ ของโลกได้นอกจากนี้ การศึกษาจุลินทรีย์อายุเก่าแก่นี้อาจเป็นแนวทางในการตามหาสิ่งมีชีวิตบนต่างดาวได้ด้วย เนื่องจากยานสำรวจดาวอังคาร เพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ขององค์การนาซา (NASA) จะนำหินจากดาวอังคารกลับมาศึกษาที่โลก ซึ่งหินที่จะนำมาศึกษานี้อายุใกล้เคียงกับหน่วยหินอัคนีซับซ้อนบุชเวลด์ ดังนั้นวิธีการศึกษาสิ่งมีชีวิตในหินอายุ 2,000 ล้านปีบนโลก จึงอาจนำมาใช้ศึกษาเพื่อหาสิ่งมีชีวิตในหินดาวอังคารได้ ตามการอธิบายของซูซูกิการศึกษานี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Microbial Ecology ฉบับวันที่ 2 ตุลาคม 2024ที่มาข้อมูล IFLScience,ScienceAlert,Springerที่มารูปภาพ Geologyforinvestors, Springer

ส่องวัยรุ่น 25,000 ปี วิจัยเผยแตกหนุ่มอายุไล่เลี่ยวัยรุ่นปัจจุบัน
อ่าน

ส่องวัยรุ่น 25,000 ปี วิจัยเผยแตกหนุ่มอายุไล่เลี่ยวัยรุ่นปัจจุบัน

งานวิจัยใหม่เปิดเผย ร่างกายของมนุษย์ในยุคหินเก่า ที่มีอายุอยู่เมื่อประมาณ 25,000 ปีก่อน มีช่วงอายุที่จะก้าวเข้าสู่ วัยแรกรุ่น (Puberty Stages) ด้วยอายุที่ใกล้เคียงกับการเข้าสู่วัยแรกรุ่นของมนุษย์ในยุคปัจจุบันทีมนักวิจัยได้ศึกษากระดูกของมนุษย์โบราณ 13 คนที่มีอายุระหว่าง 10 - 20 ปี โดยศึกษาพื้นที่เฉพาะในกระดูก เทคนิคดังกล่าวนี้พัฒนาโดย แมรี ลูอิส (Mary Lewis) นักโบราณคดีจากมหาวิทยาลัยเรดิง สหราชอาณาจักร ผู้นำร่วมของงานวิจัยนี้ซึ่งเทคนิคของลูอิสจะประเมินการสะสมแร่ธาตุในฟันเขี้ยว (Canines)ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของแร่ธาตุในฟันเขี้ยวถือเป็นหนึ่งในสัญญาณที่บ่งบอกอายุและระยะเข้าสู่วัยรุ่นของมนุษย์โดยเมื่อฟันเขี้ยวก่อตัว มันจะผ่านขั้นตอนการทำให้เป็นแร่ (Mineralization) หรือการแข็งตัวขึ้นเนื่องจากการสะสมของแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม ดังนั้นระดับของแร่ธาตุในฟันเขี้ยว จึงสามารถบอกระยะการเข้าสู่วัยรุ่นของมนุษย์ได้และนอกจากการศึกษาการสะสมแร่ธาตุในฟันเขี้ยวแล้วทีมยังได้มีการศึกษาการเติบโตของกระดูกมือ กระดูกข้อศอก กระดูกข้อมือ กระดูกคอ และกระดูกเชิงกราน ซึ่งกระดูกชิ้นส่วนเหล่านี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงอายุ จึงสามารถบ่งชี้อายุได้ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่า วัยรุ่นยุคหินเก่าจากตัวอย่างการศึกษา มีร่างกายแข็งแรงดีมาก และพบว่าส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นเมื่ออายุประมาณ 13 ปีครึ่ง และเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัวระหว่างอายุ 17 - 22 ปี ซึ่งใกล้เคียงกับวัยรุ่นในปัจจุบันที่ปกติแล้วโดยทั่วไปผู้หญิงจะเริ่มเข้าสู่วัยแรกรุ่นเมื่ออายุ 8 - 13 ปี ส่วนผู้ชายจะเข้าสู่วัยแรกรุ่นเมื่ออายุประมาณ 9 - 14 ปี และมักจะถือว่าเข้าสู่วัยผู้ใหญ่เมื่ออายุประมาณ 18 - 21 ปีภาพจำลองของ Romito 2 วัยรุ่นอายุ 16 ปีที่มีสภาพแคระแกร็นซึ่งอาศัยอยู่เมื่อ 11,000 ปีก่อนทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี เครดิต : โอลิวิเยร์ กราเวโล (Olivier Graveleau) ที่มา : มหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ประเทศแคนาดาหนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจในการศึกษาครั้งนี้ คือ ใน 13 โครงกระดูกที่ตรวจสอบนี้ หนึ่งในนั้นคือโครงกระดูกที่ชื่อ โรมิโต 2 (Romito 2) โครงกระดูกที่ถูกค้นพบในถ้ำโรมิโต ประเทศอิตาลี ก่อนหน้านี้นักวิจัยคาดว่าโรมิโต 2 เป็นวัยรุ่นเพศชาย และเป็นมนุษย์ที่มีลักษณะเป็นคนแคระคนแรกสุดเท่าที่รู้จักในปัจจุบัน ซึ่งงานวิจัยใหม่นี้ก็ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของโรมิโต 2 และบทบาททางสังคมของเขาโดยนักวิจัยคาดว่า เนื่องจากเป็นวัยรุ่น เสียงของโรมิโต 2 จึงน่าจะทุ้มคล้ายเสียงผู้ชายวัยโตเต็มวัยและร่างกายของเขามีความสามารถที่จะสืบพันธุ์ได้แล้วอย่างไรก็ตามในเรื่องรูปร่างหน้าตาภายนอกของเขา อาจจะยังมีความอ่อนเยาว์อยู่ เช่น อาจมีไรหนวดบาง ๆ บนใบหน้า และเนื่องจากเขาสูงไม่มากนัก จึงทำให้รูปร่างหน้าตาของเขา อาจจะดูเหมือนเด็กมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนในสังคมของเขาเลือกปฏิบัติ หรือมีอคติต่อเขาได้นับว่าการศึกษาชิ้นนี้ ได้ให้ข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับมิติใหม่ ๆ ของมนุษย์โบราณเพิ่มเติมซึ่งการศึกษาเครื่องมือหินต่าง ๆ ที่มนุษย์ค้นพบนั้น อาจจะไม่สามารถให้รายละเอียดเหล่านี้ได้สำหรับงานวิจัยนี้ได้รับการร่วมมือกันจากนักวิจัยจาก 6 สถาบัน คือมหามหาวิทยาลัยวิกตอเรีย ประเทศแคนาดา, มหาวิทยาลัยเรดิง และ มหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ในสหราชอาณาจักร, พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยายุคก่อนประวัติศาสตร์แห่งโมนาโก, มหาวิทยาลัยกาลยารี และมหาวิทยาลัยเซียนา จากประเทศอิตาลี งานวิจัยนี้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Human Evolution ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2024ที่มาข้อมูล ScitechDaily, ScienceDirect, UVicที่มารูปภาพ UVic

นักวิจัยชี้ “ดวงจันทร์” ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โดนชนด้วยดาวเคราะห์น้อยโบราณ 4,000 ล้านปี
อ่าน

นักวิจัยชี้ “ดวงจันทร์” ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ โดนชนด้วยดาวเคราะห์น้อยโบราณ 4,000 ล้านปี

เมื่อ 4,000 ล้านปีก่อน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าระบบสุริยะได้เกิดเหตุการณ์มหาภัยพิบัติ (Cataclysmic event) ขึ้นที่ แกนีมีด (Ganymede) ดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะที่โคจรรอบดาวพฤหัสบดี เพราะดวงจันทร์ดวงนี้ ได้ถูกดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนจนเป็นร่องรอยที่ยังสังเกตได้ในทางวิทยาศาสตร์จนถึงปัจจุบันโดยล่าสุด ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเบ (Kobe University) ในประเทศญี่ปุ่น ได้สร้างแบบจำลองเหตุการณ์เมื่อ 4,000 ล้านปีขึ้นมาใหม่ และได้บทสรุปว่า ดาวเคราะห์น้อยที่พุ่งชนนั้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 300 กิโลเมตร มากกว่าดาวชิกชูลุบ (Chichulub) ดาวเคราะห์น้อยที่เชื่อว่าเป็นเหตุให้ไดโนเสาร์บนโลกสูญพันธุ์ถึง 20 เท่า และยังส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าการทิ้งแอ่ง (Crater) ไว้บนแกนีมีดด้วยกระบวนการหาคำตอบการพุ่งชนดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะงานวิจัยดังกล่าว เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ลักษณะของแผ่นทวีป หรือการแปรสันฐานของแผ่นทวีป (Plate tectonic) บนแกนีมีด ที่มีลักษณะเป็นคลื่นแบบรอยย่น(คล้ายเวลาคนโดนต่อยที่หน้าแล้วเป็นรอยย่น เมื่อดูจากภาพกล้องสโลโมชัน, Slow-Motion Camera)ซึ่งเรียกว่า เฟอร์โร (Furrow) ที่เป็นร่องรอยการโดนชนจากดาวเคราะห์น้อยร่องรอยดังกล่าวถูกนำไปใช้ในแบบจำลองการพุ่งชนแกนีมีดร่วมกับร่องรอยจากหลุม(Crater) บนแกนีมีด ที่เรียกว่าทรานเซียน เครเตอร์ (transient crater) ซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 1,400 - 1,600 กิโลเมตร โดยประมาณ เพื่อย้อนรอยว่าร่องรอยทั้งหมดนี้ ต้องใช้แรง ความเร็ว ทิศทาง และต้องมีมวลเท่าใดถึงจะได้ร่องรอยดังกล่าวโดยการจำลอง ได้ใช้เหตุการณ์ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนดาวพลูโตเป็นแม่แบบในการจำลอง ซึ่งในเหตุการณ์นั้นนักวิจัยกลุ่มเดียวกันเสนอว่าการพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยเป็นต้นเหตุให้เกิดร่องรอยขนาดใหญ่บนดาวพลูโต และเป็นต้นเหตุให้แกนการหมุนของดาวมีการเอียง (Tilt) ด้วยคำตอบการพุ่งชนดวงจันทร์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจากนั้น นักวิจัยได้นำผลลัพธ์ย้อนกลับไปยังการคำนวณคุณสมบัติต่าง ๆ และคาดการณ์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของดาวเคราะห์น้อย จนได้ข้อสรุปว่าเป็นดาวเคราะห์น้อยที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางขนาดประมาณ 300 กิโลเมตร พุ่งชนในแนวเส้นเมริเดียน (Meridian) หรือเส้นสมมติที่ลากจากขั้วเหนือไปขั้วใต้ของแกนีมีดการจำลองดังกล่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่า การชนดังกล่าวส่งผลให้แกนของแกนีมีดมีการเอียงตัว (Tilt) จนเป็นแกนหมุนที่ 176 ในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นบนดาวพลูโต และเชื่อได้ว่าการพุ่งชนของทั้งบนแกนีมีดและพลูโตอาจมีความเกี่ยวข้องกันทั้งนี้ ผลลัพธ์ดังกล่าวได้นำเสนอที่มาของเหตุการณ์ระดับมหาภัยพิบัติในอดีต ซึ่งช่วยให้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ เข้าใจประวัติศาสตร์และฟิสิกส์ของระบบสุริยะชั้นนอก (Outer Solar System) มากขึ้น ในขณะที่นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโกเบเตรียมที่จะทำการศึกษาผลกระทบจากการพุ่งชนต่อโครงสร้างภายในแกนีมีดในอนาคต โดยงานวิจัยดังกล่าวได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสารวิชาการเนเชอร์ (Nature) เป็นที่เรียบร้อยแล้วข้อมูล Interesting Engineering, Wikipediaภาพ Kobe University

วิจัยเผย LUCA บรรพบุรุษร่วมของสิ่งมีชีวิตบนโลก อาจมีอายุมากถึง 4,200 ปี
อ่าน

วิจัยเผย LUCA บรรพบุรุษร่วมของสิ่งมีชีวิตบนโลก อาจมีอายุมากถึง 4,200 ปี

จุดแรกเริ่มของสิ่งมีชีวิตบนโลกมีความเป็นมาอย่างไรนั้น ไม่มีคำตอบที่แน่ชัด มีเพียงสมมุติฐานที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาและการพยายามศึกษา เพื่อหาหลักฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดเท่านั้น เช่นเดียวกับงานวิจัยใหม่จากนักวิทยาศาสตร์ในประเทศอังกฤษที่เผยว่า ลูก้า (LUCA หรือ Last Universal Common Ancestor) หรือสมมติฐานที่อธิบายถึง สิ่งมีชีวิตที่เป็นจุดกำเนิด หรือบรรพบุรุษร่วมกันของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกใบนี้ อาจจะมีอายุมากกว่าที่รายงานในอดีตการประมาณค่าความน่าจะเป็นของเครือข่ายเมแทบอลิซึมจากชีวิตสมัยใหม่ที่มีอยู่ใน LUCALUCA อาจมีชีวิตมากถึง 4,200 ล้านปีลูก้าไม่ได้หมายถึงสิ่งมีชีวิตแรกที่เกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ แต่คือสิ่งมีชีวิตที่กลายมาเป็นบรรพบุรุษร่วมของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ตั้งแต่แบคทีเรีย เห็ด รา ต้นไม้ สัตว์ หรือแม้กระทั่งมนุษย์อย่างพวกเรา ก่อนหน้านี้นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาหลักฐานฟอสซิล และคาดว่าลูก้าน่าจะมีอายุประมาณ 3,400 ล้านปี แต่การศึกษาที่นำโดย ดร. เอ็ดมันด์ มูดดี้ (Edmund Moody) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยบริสตอล ประเทศอังกฤษ พบว่าลูก้าน่าจะมีอายุประมาณ 4,200 ล้านปี (อยู่ในช่วง 4,090 - 4,330 ล้านปี) หรือก็คือเกิดหลังจากที่โลกของเราก่อตัวประมาณ 300 - 400 ล้านปีเท่านั้นวิธีการศึกษาทีมวิจัยได้วิเคราะห์จีโนม (ชุดของสารพันธุกรรมทั้งหมดที่พบในสิ่งมีชีวิต) ของแบคทีเรีย อาร์เคีย (สิ่งมีชีวิตคล้ายแบคทีเรีย) และเชื้อรา จำนวน 700 จีโนม จากนั้นเปรียบเทียบยีนทั้งหมด ก่อนจะนับการกลายพันธุ์ หรือก็คือวิธีการเปรียบเทียบลำดับทางพันธุกรรมของสปีชีส์ต่าง ๆ เมื่อเกิดการกลายพันธุ์จะทำให้เห็นความแตกต่าง ทำให้สามารถสืบย้อนกลับไปหาข้อมูลของ LUCA ได้นอกจากนี้ยังได้ใช้วิธีการอื่นร่วมด้วย คือหลักฐานฟอสซิล ซึ่งให้ข้อมูลว่าสิ่งมีชีวิตบางสปีชีส์แยกออกจากบรรพบุรุษร่วมกันเมื่อไหร่ ทำให้ทราบระยะเวลาในการเปลี่ยนแปลง (คล้ายกับการวัดระยะทางเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปในการคำนวณความเร็วของฟิสิกส์) เมื่อได้ข้อมูลต่าง ๆ มาแล้ว นักวิจัยได้สร้างโมเดลวิวัฒนาการที่มีความซับซ้อน และสร้างสมการเพื่อคำนวณอายุของลูก้า และได้ผลลัพธ์ตามที่ได้รายงานไปเบื้องต้นความคิดเห็นของนักวิชาการดร. แซนดรา อัลวาเรซ-คาร์เรเตโร (Sandra lvarez-Carretero) หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่าเราไม่คาดคิดว่าลูก้าจะเก่าแก่ขนาดนี้ มันเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยล้านปีหลังจากการก่อตัวของโลกเท่านั้นนอกจากศึกษาเพื่อหาอายุของลูก้าแล้ว นักวิจัยยังได้วิเคราะห์ชีววิทยา เพื่อคาดการณ์สรีระของลูก้าด้วย และพบว่าลูก้าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีระบบซับซ้อนใกล้เคียงกับสิ่งมีชีวิตโพรคาริโอต (สิ่งมีชีวิตที่ไม่มีนิวเคลียส ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้ม เช่น เซลล์แบคทีเรีย เซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) สมัยใหม่มากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจจริง ๆ ก็คือพบว่ามันมีระบบภูมิคุ้มกันตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งเมื่อ 4,200 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของเราก็กำลังต่อสู้กับไวรัส ตามคำบอกเล่าของอีกหนึ่งในทีมวิจัยอย่างศาสตราจารย์ ดาวิเด้ ปิซานี (Davide Pisani)ดร. ทิม เลนตัน (Tim Lenton) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า ชัดเจนว่าลูก้ากำลังใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อมและกำลังเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม แต่ไม่น่าเป็นไปได้ที่ลูก้าจะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว ของเสียของลูก้าจะกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดอื่นศาสตราจารย์ ฟิลิป โดโนฮิว (Philip Donoghue) กล่าวว่า การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าระบบนิเวศถูกสร้างขึ้นบนโลกยุคแรกได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งบ่งชี้ว่า สิ่งมีชีวิตอาจสามารถเติบโตได้ในชีวมณฑลที่คล้ายโลก ณ ที่อื่น ๆ ในจักรวาลผลการศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Ecology Evolution ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2024 และถือเป็นความก้าวหน้าที่ทำให้มนุษย์เราเข้าใจวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้นที่มาข้อมูล Sci, Nature,NDTVที่มารูปภาพAastrobiology.NASA, Science.NASA

ปักหมุด มรดกโลก เที่ยวอุดรธานี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตามรอยประวัติศาสตร์
อ่าน

ปักหมุด มรดกโลก เที่ยวอุดรธานี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง ตามรอยประวัติศาสตร์

วันนี้พามาม่วน เที่ยวอีสาน กันอีกแล้วค่ะ หลังจากที่พากันไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามรอยพญานาคกันที่ คำชะโนด มาแล้ว ตอนนี้เราจึงอยากพามาตามรอยประวัติศาสตร์กันบ้างที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเชียง ที่เที่ยวอุดรธานี ที่มีชื่อเสียงมากๆ และยังเป็นหนึ่งใน มรดกโลก แหล่งโบราณคดีที่มีอายุกว่า 5,000 ปี เป็น ที่รู้จักกันไปทั่วโลกนั่นเองค่ะ บ้านเชียง มรดกโลก เที่ยวอุดรธานี ย้อนรอยประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียง เป็นพิพิธภัณฑ์ประจำแหล่งแห่งแรกของประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นในพื้นที่ของแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง และเปิดให้เข้าชมได้อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2518 โดยก่อตั้งหลังการเสด็จประพาสเยี่ยมชมหลุมขุดค้นทางโบราณคดีของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อปี พ.ศ.2515 นั่นเองค่ะ ที่นี่เป็นแหล่งโบราณคดีที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยเลยทีเดียว เนื่องจากมีการค้นพบว่า บริเวณนี้นั้นเคยเป็นที่อยู่อาศัยและที่ฝังศพของคนก่อนประวัติศาสตร์ คือยุคโลหะ เมื่อราวๆ 5,000 กว่าปีมาแล้ว ทำให้แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับเลือกเป็นแหล่ง มรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.2535 และเป็นที่รู้จักของคนไปทั่วโลกนั่นเองค่ะ ภายในพิพิธภัณฑ์มีส่วนของการจัดแสดงโบราณวัตถุต่างๆ อยู่ 3 อาคารด้วยกันคือ อาคารสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็นอาคารศูนย์รวมบริการต่างๆ และมีห้องจัดแสดงนิทรรศการหมุนเวียน อาคารกัลยาณิวัฒนา เป็นอาคารจัดแสดงนิทรรศการหลักเกี่ยวกับแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง อาคารนิทรรศการไทพวน จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับวิถีชีวิต ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของชาวไทพวนซึ่งเป็นผู้ตั้งถิ่นฐานในแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง แน่นอนว่า สิ่งที่เราจะพลาดไม่ได้เลยก็คือ นิทรรศการหลัก นั่นเองค่ะ โดยภายในอาคาร จะแบ่งออกเป็น 9 ส่วนของการจัดแสดง ก็คือ ส่วนจัดแสดงที่ 1 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชกับบ้านเชียง จัดแสดงเรื่องการประพาสเยี่ยมชมแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในปี พ.ศ.2515 ค่ะ จนมีการศึกษา และพัฒนาต่อยอด และกลายเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บ้านเชียงในปัจจุบัน ส่วนจัดแสดงที่ 2 การดำเนินงานศึกษาทางด้านโบราณคดีที่บ้านเชียงต่างๆ ทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ส่วนจัดแสดงที่ 3 เป็นการจัดแสดงการปฏิบัติงาน การขุดค้นพบโบราณวัตถุต่างๆ โดยนักโบราณคดีในช่วงปี พ.ศ.2517-2518 ส่วนจัดแสดงที่ 4 เป็นการจัดแสดง จำลองหลุมขุดค้นทางโบราณคดีในช่วงปี พ.ศ.2517-2518 ไฮไลท์ก็คือ นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ก็สามารถเข้าไปสัมผัสการทำงานภายในหลุมขุดค้นจำลองอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย ส่วนจัดแสดงที่ 5 เป็นการจัดแสดงโบราณวัตถุจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่ วัดโพธิ์ศรี แบ่งออกตามสมัยของวัฒนธรรมบ้านเชียง ทั้ง 3 สมัย เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ และเครื่องประดับจากวัสดุธรรมชาติ แก้ว หิน และโลหะ ส่วนจัดแสดงที่ 6 จัดแสดงการจำลองวิถีชีวิต โบราณวัตถุ และวัฒนธรรมบ้านเชียงในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ส่วนจัดแสดงที่ 7 เป็นการค้นพบยุคสำริดที่หายสาบสูญ โดยจัดแสดงนิทรรศการที่ดัดแปลงมาจากนิทรรศการที่ถูกจัดขึ้นโดยมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย ซึ่งอธิบายการศึกษาทางโบราณคดีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการค้นพบวัฒนธรรมยุคสำริดที่บ้านเชียง ส่วนจัดแสดงที่ 8 บ้านเชียง : มรดกโลก เป็นการจัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติที่แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงได้รับเลือกเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ. 2535 นั่นเอง ส่วนจัดแสดงที่ 9 จัดแสดงโบราณวัตถุที่ถูกพบระหว่างการสำรวจจากแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์ใกล้เคียงกับพื้นที่แหล่งบ้านเชียงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 เพื่อศึกษาการกระจายตัวของวัฒนธรรมบ้านเชียง ต้องบอกว่า การได้มาเดินอยู่ในพิพิธภัณฑ์แบบนี้ ได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และแหล่งขุดค้นพบโบราณคดี บอกเลยว่า แอบปลุกความอยากเป็นนักโบราณคดี และนักสำรวจของเราขึ้นมาอีกครั้งค่ะ ที่นี่เต็มไปด้วยร่องรอยของผู้คนเมื่อ 5,000 กว่าปีมาแล้ว ทำให้เราย้อนนึกถึงรากเหง้า และความใกล้ชิดระหว่างคนและธรรมชาติ วัฒนธรรมที่เต็มไปด้วยความสวยงามอีกครั้งค่ะ ออกมาอินต่อด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ ตรงนี้มีร้านค้าขายของฝาก ของที่ระลึกจากการมาเยี่ยมชมบ้านเชียงด้วย จะเป็น หม้อ ไห แก้วน้ำ ต่างๆ ในลวดลายอันมีเอกลักษณ์ของบ้านเชียง ไหนๆ มาเที่ยวแล้ว ก็เก็บกลับบ้านไปเป็นที่ระลึกกันสักหน่อยได้ค่ะ ที่อยู่ : หมู่ที่ 13 ถนนสุทธิพงษ์ ตำบลบ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พิกัด : https://goo.gl/maps/uccAVb5Gb9fV7iYZ8 เปิดให้เข้าชม : 09.00-16.00 น. ค่าเข้าชม : ชาวไทย 30 บาท ชาวต่างชาติ 150 บาท โทร : 0-4223-5040 เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/bcnmfinearts ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก https://thailandtourismdirectory.go.th รวมที่เที่ยว ที่พัก อัพเดทเทรนด์ ฟินทั่วไทยและต่างประเทศ อ่านง่าย สบายกว่าที่เคย! บนแอปพลิเคชัน ทรูไอดี ดาวน์โหลดเลยที่นี่!!

วิจัยเผย “มาลาเรีย” ไม่ได้เป็นโรคเขตร้อน แต่เกิดไปทั่วตั้งแต่โบราณ
อ่าน

วิจัยเผย “มาลาเรีย” ไม่ได้เป็นโรคเขตร้อน แต่เกิดไปทั่วตั้งแต่โบราณ

ส่วนใหญ่เรามักคิดว่า มาลาเรีย เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากยุงก้นป่องเป็นพาหะ และมักจะเกิดขึ้นในเขตร้อน แต่จริง ๆ แล้ว มีงานศึกษาได้ออกมาเปิดเผยว่า มาลาเรียนั้นเกิดขึ้นไปทั่วโลกมาตั้งแต่โบราณแล้วในงานศึกษาAncient Plasmodium genomes shed light on the history of human malariaเขียนโดย เมแกน มิเชล PhD Candidate แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริจด์และคณะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการ Nature ได้ทำการวิจัยกลุ่มตัวอย่าง DNA มุษย์อายุเกินกว่า 5,500 ปี จำนวน 36 คน จาก 5 ทวีป และมีข้อสรุปว่า ทั้งหมดนี้มีเชื้อโรคPlasmodiumฝังอยู่ใน DNA ซึ่งเชื้อโรคนี้ มีความคล้ายคลึงกับเชื้อโรคมาลาเรียในปัจจุบันอย่างมากการค้นพบดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้เข้าใจประวัติศาสตร์ของโรคมาลาเรียเท่านั้น แต่ยังสามารถทำความเข้าใจเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรคนี้ได้ดีขึ้นในปัจจุบันอีกด้วย เคเรน ลันด์มาน อาจารย์ด้านสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอาก์บวร์ก ให้ข้อคิดเห็นแต่คำถามคือ ประเทศแถบเมืองหนาว มาลาเลียไปแพร่กระจายได้อย่างไร? งานศึกษานี้ให้คำตอบว่า มีการค้นพบหัวกะโหลกอายุ 2,800 ปีแถวเทือกเขาหิมาลัยที่มีการติดเชื้อP. falciparumซึ่งมีความใกล้เคียงกับมาลาเรียในปัจจุบัน นั่นหมายความว่า ยุงก้นป่องทนทานสภาพอากาศมากกว่าที่เราคิดแต่งานศึกษานี้ก็ยังมีข้อจำกัด คือเรื่องของ กลุ่มตัวอย่าง ที่ยังสุ่มมาน้อยเกินไป อาจจะได้รับการโต้แย้งว่า เหมารวม โดยทีมวิจัยก็ออกมายอมรับว่า เป็นเรื่องที่ต้องขยายผลเพื่อทำการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตChronicles by วิศรุต หล่าสกุลแหล่งอ้างอิงบทความAncientPlasmodiumgenomes shed light on the history of human malariaบทความGlobal distribution of the sickle cell gene and geographical confirmation of the malaria hypothesishttps://www.livescience.com/health/viruses-infections-disease/dna-from-dozens-of-human-skeletons-unravels-history-of-malaria

แลนด์มาร์คใหม่โคราช! แหล่งขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ 2 พันปี
อ่าน

แลนด์มาร์คใหม่โคราช! แหล่งขุดพบโครงกระดูกมนุษย์โบราณ 2 พันปี

นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายแพทย์วรรณ ชาญนุกูล สส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคชาติพัฒนา นายประเสริฐ บุญชัยสุข นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา รศ.ดร. อดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผศ. ดร.ประเทือง จินตสกุล ผู้อำนวยการอุทยานธรณีโคราช ได้เดินทางมาที่จุดบริเวณขุดพบโครงกระดูกมนุษย์ อายุ 2,000 ปี ซึ่งอยู่บริเวณพื้นที่ปรับภูมิทัศน์ คูเมืองด้านตะวันออก ถ.อัษฎางค์ ตัด ถ.พลล้าน เขตเทศบาลนคร (ทน.) นครราชสีมา (เดิมเป็นอาคารสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 11 นครราชสีมา (สคพ.11 นม.)การขุดพบดังกล่าวนั้นเกิดจากการที่ทางเทศบาลนครนครราชสีมามีโครงการปรับภูมิทัศน์และอยู่ระหว่างการปรับปรุงภูมิทัศน์ของคูเมือง เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยว และเป็นแหล่งสันทนาการให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราช จึงได้ร่วมมือกับกรมศิลปกรในการเข้ามาบูรณะทางคูเมืองเก่าและกําแพงเมืองต่าง ๆ จึงได้มีการขุดดินฐานราก และปรากฏว่ามาเจอโครงกระดูก พร้อมกับอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ที่อยู่กับโครงกระดูก อาทิ เครื่องปั้นดินเผา เศษกระเบื้อง กระดูกสัตว์ หรือเครืองเหล็ก ซึ่งเนื้อของถ้วย ชาม ทางเจ้าหน้าที่กรมศิลปกร บอกว่าอายุประมาณ 2,000 ปี ซึ่งเป็นถ้วย ชาม ยุคพิมายดำ และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สามารถที่จะสะท้อนถึงความเก่าแก่ของชุมชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวล่าสุดก็ได้พบโครงกระดูกที่ 3 อยู่ใกล้กับโครงกระดูกที่ 1 ซึ่งเป็นเพศชาย สูง 173 ซม.โครงกระดูกที่ 3 เจ้าหน้าที่กรมศิลป์ วิเคราะห์ว่าเป็นเพศหญิง เพราะพบเครื่องประดับเป็นต่างหูทองคำ พบแหวนทองที่นิ้ว พบสร้อยหิน อายุประมาณ 2,000 ปี แต่เมืองโคราช 556 ปี แต่การที่มีการค้นพบทั้งโครงกระดูกทั้งอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงความเก่าแก่มากกว่าอายุของเมืองนครราชสีมาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน ซึ่งอาจจะต้องมีการศึกษาค้นคว้ามากกว่านี้ เพื่อพิสูจน์ว่าบริเวณที่พบโครงกระดูกเดิมที่มีชุมชนที่มีชาวบ้านอาศัยก่อนที่หน้าที่จะย้ายเมืองนครราชสีมาจากพื้นที่อำเภอสูงเนินมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน อาจจะอยู่กันมาเป็นพันปีแล้วก็ได้ทั้งนี้เป็นเรื่องที่กรมศิลป์กับทางเทศบาลฯ และมหาลัยราชภัฏนครราชสีมา ซึ่งทําเรื่องฟอสซิล ทําเรื่องอุทยานธรณีโลก จะต้องช่วยกันมาวิเคราะห์ในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ประวัติศาสตร์ต่างๆ ว่าเจอแหล่งโบราณอย่างนี้ เจอกระดูกโบราณ เจออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สามารถที่จะพัฒนาอะไรที่เป็นสิ่งที่จะเรียนรู้ ถึงอดีตก่อนที่จะเกิดเมืองโคราชในบริเวณเหล่านี้ได้อย่างไร หรือ มีบางคนเสนอว่าควรจะมีเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จะบ่งบอกถึงประวัติของชุมชนที่จะสืบสานถึงประวัติศาสตร์ของคนโคราช เพราะฉะนั้น ทางเทศบาลนครนครราชสีมา กรมศิลปกร และมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จะได้ร่วมกันในการที่จะมาศึกษาต่อถึงแนวทางการดําเนินการที่จะศึกษาและเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไปp.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; font: 13.0px Thonburi} span.s1 {font: 13.0px 'Helvetica Neue'}ข้อมูลจาก:ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมาภาพจาก:ผู้สื่อข่าวภูมิภาคจังหวัดนครราชสีมา

ฮือฮา! ขุดพบ "กระดูกมนุษย์" ที่กระบี่ อายุราว 3,000 - 5,000 ปี
อ่าน

ฮือฮา! ขุดพบ "กระดูกมนุษย์" ที่กระบี่ อายุราว 3,000 - 5,000 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทาง นายนิวัฒน์ วัฒนายมนาพร นายมนัสทวุฒิ ชูแสง ชมรมคนรักถ้ำกระบี่ ลงพื้นที่สำรวจบริเวณถ้ำเขาป่าปก บ้านทุ่งต้นไพร ตำบลบ้านกลาง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ หลังจากได้รับแจ้งว่าพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ กราม ฟัน กะโหลกศีรษะ กระดูกแขนขาและเศษภาชนะดินเผา หลายแบบหลายชนิดทั้งลายเชือกทาบ แบบเรียบ แบบเขียนลาย ผิวภาชนะสีดำ สีแดงน้ำตาล เครื่องมือหิน ขวานหิน กระจายเต็มพื้นถ้ำ และบนก้อนหินใหญ่ ถ้ำเขาป่าปก บ้านทุ่งต้นไพร ต.บ้านกลาง อ.อ่าวลึก จ.กระบี่ มีร่องรอยการขุดร่อนเอาดินขี้ค้างคาวไปทำปุ๋ย แล้วทิ้งเศษกระดูก เศษภาชนะดินเผา อายุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ราว 3,000-5,000 ปี หรืออาจจะเก่าแก่กว่านี้นายมนัสทวุฒิ ชูแสง ชมรมคนรักถ้ำกระบี่ ตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณถ้ำแห่งนี้น่าจะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของมนุษย์โบราณ หลายยุคเนื่องจาก พบว่า ลายภาชนะเครื่องปั้นดินเผา มีความหลากหลายและแตกต่างกันของแต่ละยุคสมัย ได้รายงานแจ้งผู้เกี่ยวข้อง ทั้งระดับจังหวัดและสำนักศิลปากรที่12 นครศรีธรรมราช ซึ่งดูแลพื้นที่จังหวัดกระบี่ เข้าสำรวจ ตรวจสอบเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งโบราณสถานต่อไปภาพ : ผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่ภาพ : ผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่ภาพ : ผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่ภาพ : ผู้สื่อข่าวจังหวัดกระบี่

จีนพบ 'หลุมศพ' อายุ 2,000 ปี รวม 445 หลุม
อ่าน

จีนพบ 'หลุมศพ' อายุ 2,000 ปี รวม 445 หลุม

จีน,ภูเขา,ฉินหลิ่ง,ทะเลหมอก,ส่านซี ไท่หยวน, 27 พ.ค. (ซินหัว) -- หน่วยงานโบราณคดีท้องถิ่นมณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน เปิดเผยการขุดพบกลุ่มหลุมศพอายุมากกว่า 2,000 ปี ทั้งหมด 445 หลุม ซึ่งถือเป็นข้อมูลล้ำค่าสำหรับการศึกษาการฝังศพและแนวปฏิบัติอื่นๆ ในยุคโบราณรายงานระบุว่ากลุ่มหลุมศพจากยุคจ้านกั๋วหรือยุครณรัฐ (475-221 ปีก่อนคริสต์ศักราช) อยู่ห่างจากหมู่บ้านเซวียจวงของเมืองหลินเฝินไปทางเหนือราว 500 เมตร ถูกค้นพบหลังจากทีมสำรวจที่นำโดยสถาบันโบราณคดีมณฑลซานซีดำเนินงานนานกว่าหนึ่งปีต้วนซวงหลง นักวิจัยของสถาบันฯ เผยว่าหลุมศพกลุ่มนี้มีทั้งขนาดเล็กและขนาดกกลาง พร้อมกับฝังวัตถุทางวัฒนธรรมมากกว่า 700 ชิ้น เช่น เครื่องสัมฤทธิ์ ของใช้ทำจากเหล็ก เครื่องปั้นดินเผา หยก และกระดูกทั้งนี้ ต้วนเชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบเป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมตั้งแต่ยุคจ้านกั๋วหรือยุครณรัฐจนถึงยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช) (ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลซานซี : ตะขอเข็มขัดทำจากสัมฤทธิ์ที่ขุดพบในเมืองหลินเฝิน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน) (ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลซานซี : หม้อสามขาดินเผาที่ขุดพบในเมืองหลินเฝิน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน) (ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลซานซี : แหวนหยกที่ขุดพบในเมืองหลินเฝิน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน) (ภาพจากสถาบันโบราณคดีมณฑลซานซี : ดาบสัมฤทธิ์ที่ขุดพบในเมืองหลินเฝิน มณฑลซานซีทางตอนเหนือของจีน)

นักวิจัยอิสราเอลค้นพบ 'แมลงอายุ 99 ล้านปี' เก็บรักษาในอำพัน
อ่าน

นักวิจัยอิสราเอลค้นพบ 'แมลงอายุ 99 ล้านปี' เก็บรักษาในอำพัน

(แฟ้มภาพซินหัว : ทะเลทรายเนเกฟใกล้เมืองเบียร์ชีบาทางตอนใต้ของอิสราเอล วันที่ 13 ม.ค. 2022) เยรูซาเล็ม, 25 เม.ย. (ซินหัว) -- พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติสไตน์ฮาร์ดแห่งมหาวิทยาลัยเทลอาวีฟ เปิดเผยว่านักวิจัยของอิสราเอลค้นพบแมลงอายุ 99 ล้านปีที่ถูกเก็บรักษาสภาพไว้ในอำพันโดเลฟ ฟาบริแคนท์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งเยรูซาเล็ม และทาเนีย โนโวเซลสกา เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ฯ กล่าวไว้ในวารสารวิชาการกีฏวิทยาแห่งอิสราเอลว่าแมลงสายพันธุ์ดังกล่าวไม่เป็นที่รู้จักจนกระทั่งมีการค้นพบล่าสุดนี้ โดยมีสีและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์รายงานระบุว่าตัวอย่างฟอสซิลจากยุคครีเทเชียสตอนกลางหลายชิ้น ถูกขุดขึ้นมาจากเหมืองอำพันในหุบเขาหูกวาง (Hukawng Valley) ทางตอนเหนือของเมียนมา โดยนักวิจัยได้พบบนแพลตฟอร์มซื้อขายออนไลน์อีเบย์ (eBay) และซื้อไว้เมื่อหนึ่งปีก่อนแมลงที่เพิ่งค้นพบนี้มีความโดดเด่นในวงศ์ยูริโปโปวินิแด (Yuripopovinidae) เนื่องจากมีดวงตาที่ใหญ่เป็นพิเศษ รูปแบบสีลำตัวที่สลับซับซ้อน และแผ่นแข็งทรงสามเหลี่ยม (scutellum) บนหลังขนาดใหญ่ ทั้งยังมีเส้นปีกตามขวางและเส้นปีกแนวนอนแยกจากกันบนปีก ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในแมลงวงศ์เดียวกันที่พบในอำพันอนึ่ง แมลงที่ค้นพบใหม่นี้ได้รับการตั้งชื่อวงศ์และสายพันธุ์ใหม่ว่า ไมโรพิกโตพัลเลียม คัลเลอร์แอดโมเนนส์ (Miropictopallium coloradmonens)นักวิจัยระบุว่าสีและรูปร่างที่เป็นเอกลักษณ์ของแมลงชนิดนี้อาจมีไว้เพื่อป้องกันผู้ล่า โดยสีของแมลงยังคงอยู่ในสภาพดี คมชัด และชัดเจนอย่างน่าทึ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับแมลงโบราณส่วนใหญ่ที่ถูกเก็บรักษาสภาพไว้ในอำพันที่มักมีสีน้ำตาลอมเหลือง ซีด และมีสีเดียวพิพิธภัณฑ์ฯ เน้นย้ำว่าการค้นพบล่าสุดได้ช่วยเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมยุคก่อนประวัติศาสตร์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของสายพันธุ์ ซึ่งการทำความเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพในสมัยโบราณจะช่วยให้นักวิจัยคาดการณ์ถึงความยืดหยุ่นของสายพันธุ์ต่างๆ เมื่อเผชิญกับความท้าทายในอนาคต เช่น ภาวะโลกร้อน