รีเซต

ผลการค้นหา “高仿包能出海关吗(微信10086082)” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ปลดล็อก3อุปสรรคลวงตา ภาษา-สินค้า-ปลอดภัย ที่ขวางขุมทรัพย์อาหรับ
อ่าน

ปลดล็อก3อุปสรรคลวงตา ภาษา-สินค้า-ปลอดภัย ที่ขวางขุมทรัพย์อาหรับ

#ทันหุ้น-สวัสดีครับท่านผู้อ่านคอลัมน์ทันหุ้นทุกท่าน กลับมาพบกับ Dr. Sidney กันอีกครั้งครับช่วงหลังมานี้ นอกจากการเขียนคอลัมน์แล้ว ผมยังได้นำเสนอภาพบรรยากาศการค้าและการลงทุนในบาห์เรนแบบลงพื้นที่จริงผ่านช่อง YouTube ด้วย สิ่งที่ผมได้รับกลับมาคือข้อความจากนักธุรกิจไทยจำนวนมากที่ "เห็นโอกาส" แต่ก็ยังมีกำแพงของ "ความกลัว" กั้นอยู่ความกลัวไม่ใช่เรื่องผิดครับ แต่ในโลกธุรกิจ "ความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้" คือต้นทุนที่แพงที่สุด เพราะมันทำให้เราเสียโอกาส (Opportunity Cost) ให้กับคู่แข่งชาติอื่นที่กล้ากว่าเราวันนี้ผมจึงขอมา "ปลดล็อก" 3 ความกลัวยอดฮิต ที่มักจะรั้งผู้ประกอบการไทยไว้ให้อยู่แต่ใน Red Ocean ครับ1. กลัวเรื่อง "ภาษาและการสื่อสาร" (The Language Barrier)หลายคนทักมาถามผมว่า "Dr. ครับ ผมพูดภาษาอาหรับไม่ได้เลย จะไปคุยธุรกิจรู้เรื่องไหม?"ความจริงคือ: บาห์เรนและประเทศกลุ่ม GCC เป็นศูนย์กลางการค้าที่มี Expat (ชาวต่างชาติ) ทำงานอยู่มหาศาล ภาษาหลักที่ใช้ในการทำธุรกิจ เจรจาการค้า และทำสัญญา คือ "ภาษาอังกฤษ" ครับคุณไม่จำเป็นต้องสำเนียงเป๊ะแบบเจ้าของภาษา ขอแค่สื่อสารให้เห็นถึงความจริงใจและอธิบายจุดเด่นของสินค้าได้ก็พอ ชาวอาหรับให้ความสำคัญกับ "ภาษากาย" (Body Language) และ "ความจริงใจ" มากกว่าไวยากรณ์ที่สมบูรณ์แบบครับ และถ้าเป็นดีลระดับใหญ่จริงๆ การจ้างล่ามธุรกิจก็เป็นเรื่องปกติมาก2. กลัวว่า "สินค้าเราจะไม่ดีพอ" (The Product Mismatch)"ของแพงไปไหม? เขาจะกดราคาหรือเปล่า?"ความจริงคือ: ตลาดอาหรับไม่ใช่ตลาดของถูกครับ แต่เป็นตลาดของ "Premium Quality" จากประสบการณ์ตรงในการบริหารธุรกิจส่งออกผลไม้พรีเมียมไปยังตลาดตะวันออกกลาง ผมยืนยันได้เลยว่า ถ้าผลไม้ของคุณคัดเกรดมาอย่างดี หีบห่อสวยงาม และรักษาความสดใหม่ได้ เขาไม่เคยต่อราคาสักคำครับ เขาพร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อให้ได้ของที่ดีที่สุดอย่าดูถูกสินค้าตัวเองครับ สินค้าไทยหลายตัวมี "Trust Premium" (ความเชื่อมั่นในแบรนด์ไทย) สูงมาก ขอแค่คุณกล้าเอาไปวางในตลาดที่ผู้คนมีกำลังซื้อ คุณจะลืมเรื่องการตัดราคาในไทยไปเลย3. กลัวเรื่อง "ความปลอดภัยและโดนโกง" (The Security Myth)ภาพจำจากข่าวสงครามทำให้หลายคนกลัวว่าจะโดนโกง หรือบินไปแล้วไม่ปลอดภัยความจริงคือ: กลุ่มประเทศ GCC อย่างบาห์เรน มีอัตราการเกิดอาชญากรรมที่ "ต่ำมาก" (Low Crime Rate) กฎหมายรุนแรงและเด็ดขาดมาก เรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินนั้นเหนือกว่าหลายประเทศในยุโรปเสียอีกส่วนเรื่องการโกงทางธุรกิจ หากคุณทำตามระบบ มีการทำสัญญาชัดเจน (Contract) เช็ค L/C (Letter of Credit) กับธนาคาร และมีพาร์ตเนอร์หรือคนกลาง (Wasta) ที่ไว้ใจได้คอยช่วยสกรีนลูกค้า ความเสี่ยงจะแทบเป็นศูนย์ครับบทสรุป:กำแพงที่สูงที่สุด ไม่ใช่กำแพงภาษี ไม่ใช่กำแพงภาษา แต่คือ "กำแพงในใจ" ของเราเองครับถ้าคุณยังนึกภาพไม่ออกว่าบาห์เรนเจริญแค่ไหน หรือสินค้าไทยไปวางขายที่นั่นแล้วหน้าตาเป็นอย่างไร ลองเข้าไปดูคลิปวิดีโอจากหน้างานจริงได้ครับ "สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น"เมื่อคุณล้างความกลัวออกจากใจได้แล้ว คุณจะพบว่า ทะเลทรายแห่งนี้... มีโอเอซิสที่เต็มไปด้วยเม็ดเงินรอให้คนไทยไปตักตวงอยู่ครับ!Dr. Sidney

‘ศุลกากร’ชี้พัสดุนำเข้าลดฮวบ จ่อเก็บภาษีเพิ่มหวังอุ้มSME
อ่าน

‘ศุลกากร’ชี้พัสดุนำเข้าลดฮวบ จ่อเก็บภาษีเพิ่มหวังอุ้มSME

#กรมศุลกากร #ทันหุ้น – ‘ศุลกากร’ เผย ยอดพัสดุนำเข้า “ลดฮวบ-ราคาพุ่ง” หลังศุลกากรออกมาตรการคุมเข้มเก็บภาษีสินค้าตั้งแต่บาทแรก พร้อมจ่อขึ้นภาษีพัสดุนำเข้าแตะเพดานสูงสุด หวังอุ้ม SMEs ไทยสู้สินค้าราคาถูกนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ขณะนี้สินค้านำเข้าเป็นกล่องพัสดุที่นำส่งถึงผู้รับในประเทศโดยตรง มีจำนวนลดลงและราคาได้ปรับสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลของมาตรการของกรมศุลกากรที่ได้ออกมาดูแลผู้ผลิตในประเทศโดยเฉพาะ SMEs ในช่วงก่อนหน้านี้*เก็บภาษีบาทแรกทั้งนี้ กรมได้ยกเลิกการยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้านำเข้าเป็นกล่องพัสดุ ที่มีราคาต่ำกว่า 1,500 บาท หรือ De minimis goods โดยกำหนดใหม่ว่า หากสินค้านำเข้าที่เป็นกล่องพัสดุที่มีราคามากกว่า 1 บาทขึ้นไป จะต้องเสียภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภทดังกล่าว ซึ่งทำให้กรมมีรายได้จากภาษีเพิ่มขึ้นเดือนละ 300 ล้านบาทก็ตาม แต่รายได้ไม่ใช่เป้าหมายของกรมอย่างเดียว แต่การปกป้องผู้ประกอบการโดยเฉพาะ SMEs จากสินค้านำเข้าราคาถูก ซ้ำในอดีตยังได้รับการยกเว้นภาษี เป็นเรื่องสำคัญที่กรมฯให้ความสำคัญ“จากการสำรวจตลาดสินค้าที่ขายผ่าน Platform on line ด้วยตัวเอง พบว่า ราคาสินค้านำเข้าบางประเภทปรับราคาสูงขึ้น เช่น จากที่เคยซื้อแว่นตาพร้อมเลนส์ในราคา 300 บาท ก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500 บาท”*จ่อผุดมาตรการเพิ่มทั้งนี้ กรมมีนโยบายกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าที่เป็นกล่องพัสดุจ่าหน้าถึงผู้รับในประเทศ จะต้องเขียนราคาสินค้าไว้บนหน้ากล่อง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ผู้นำเข้าสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริงหรือไม่ โดยการจัดเก็บภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาทดังกล่าว อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะช่วย SMEs ไทยในการสู้กับสินค้าราคาต่ำที่ทะลักเข้าสู่ตลาดภายในประเทศดังนั้น อีกมาตรการหนึ่งที่กรมจะพิจารณานำมาใช้คือ การปรับเพิ่มพิกัดสินค้าที่นำเข้าเป็นกล่องพัสดุ จากปัจจุบันอัตราภาษีนำเข้าในประเภทสินค้าดังกล่าวได้มีการปรับลดให้อยู่ในระดับต่ำ เช่น บางสินค้าอัตราภาษีนำเข้าเพียง 5% ขณะที่ เพดานสูงสุดตามกฎหมายของกรมศุลกากร อยู่ที่ 30% หรือบางประเภทสินค้าอยู่ที่ 40% เป็นต้น ซึ่งกรมฯมีแนวคิดที่จะเสนอกระทรวงการคลังว่าจะปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสำหรับสินค้าประเภทนี้ ให้ขึ้นไปอยู่ในอัตราสูงสุดตามเพดานของกฎหมาย“ส่วนตัวคิดว่าไม่สมควรที่จะลดภาษีนำเข้าให้กับสินค้าเหล่านั้น เนื่องจากนอกจากเข้ามาแข่งขันกับผู้ผลิตภายในประเทศแล้ว ประเทศไทยไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรจากการนำเข้าสินค้าเหล่านั้นเลย เพราะของบรรจุใส่กล่องในต่างประเทศ นำเข้ามาผ่าน Platform ต่างประเทศ”*ไม่เป็นธรรมก่อนหน้านี้กรมศุลกากร ออกมาบอกว่า อัตราภาษีนำเข้าสินค้าประเภท De minimis value ซึ่งมีหลายอัตรา แต่เฉลี่ยที่ประมาณ 10% นั้น ถือว่าต่ำเกินไป เพราะสินค้านำเข้าเหล่านั้น ผู้ประกอบการอยู่ในต่างประเทศไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคลในประเทศไทย ขณะที่ผู้ประกอบการภายในประเทศมีภาระต้องจ่ายภาษีนี้ จึงเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม (Level Playing Field)นอกจากนี้ ที่สำคัญสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำ ที่ส่วนใหญ่ผู้บริโภคภายในประเทศ สั่งผ่าน Platform on line ต่างๆ นั้น รายได้เกือบทั้งหมด ส่งออกไปต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรายได้จากการขายสินค้า,ค่าขนส่งภายในประเทศ เป็นต้นในปัจจุบัน สินค้ามูลค่าต่ำ ที่นำเข้ามาเป็นกล่องพัสดุ ปีละประมาณ 200 ล้านกล่อง ส่วนใหญ่มากกว่า 95% เป็นการสั่งซื้อจาก Platform on line ส่วนที่เหลือเพียงประมาณ 1 ล้านกล่อง เป็นกรณีที่ผู้ซื้อสั่งซื้อจากผู้ขายในต่างประเทศโดยตรง และให้ไปรษณีย์ไทย เป็นคนจัดส่งให้

ศุลกากรจับมือ 3 หน่วยงาน ลุยปราบของเถื่อน 237 ล้าน
อ่าน

ศุลกากรจับมือ 3 หน่วยงาน ลุยปราบของเถื่อน 237 ล้าน

#ทันหุ้น กรมศุลกากรผนึกกำลังสมอ.และกรมทรัพย์สินทางปัญญาทลายสินค้าไร้มาตรฐานและสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า237ล้านบาทกรมศุลกากรร่วมกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) แถลงผลการปฏิบัติการบุกทลายโกดังกลางกรุง ยึดอุปกรณ์ส่องสว่างที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) พร้อมแถลงผลการบูรณาการกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการตรวจยึดสินค้านำเข้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้ารวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 237 ล้านบาทผลการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ให้เข้มงวดกับการป้องกันและปราบปรามสินค้าไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า โดยมีนายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และนายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกันแถลงข่าวนายพันธ์ทองกล่าวว่า เมื่อวันที่3กุมภาพันธ์2569กรมศุลกากรและสมอ.ได้ผนึกกำลังร่วมกันลงพื้นที่เข้าตรวจสอบคลังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตวังทองหลางกรุงเทพฯเนื่องจากมีเหตุสงสัยว่ามีการเก็บสินค้าที่นำเข้าโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรจากการตรวจค้นพบอุปกรณ์ส่องสว่าง(Lighting Equipment)และอุปกรณ์ต่อเนื่องอื่นๆจำนวนกว่า220รายการซึ่งมีแหล่งกำเนิดต่างประเทศโดยไม่ปรากฏหลักฐานการผ่านพิธีการศุลกากรและไม่มีการแสดงเครื่องหมายมอก.อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากรพ.ศ. 2560และพระราชบัญญัติมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมพ.ศ. 2511คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจประมาณ13.6ล้านบาทสำหรับผลการปฏิบัติงานตรวจยึดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐานมอก.ในปีงบประมาณ2569 (ตั้งแต่วันที่1ต.ค. 2568ถึงปัจจุบัน)พบการกระทำความผิดในกลุ่มสินค้าเช่นเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนแบตเตอรี่สำรอง(Power Bank)และของเล่นเด็กเป็นต้นรวม33คดีคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมกว่า57ล้านบาทนอกจากนี้กรมศุลกากรยังให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามที่ละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าโดยบูรณาการความร่วมมือกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อคุ้มครองเศรษฐกิจของประเทศและเสริมสร้างความปลอดภัยให้แก่สังคมซึ่งมีกรณีสำคัญดังต่อไปนี้1.วันที่13มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบังตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบกระเป๋าคละแบบมีลายรูปประดิษฐ์‘FROZEN’ ‘SOFIA’ ‘SPIDERMAN’ ‘MY LITTLE PONY’และ‘KARL LAGERFELD’ปริมาณรวม1,800ชิ้นซึ่งไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและเจ้าของเครื่องหมายการค้ายืนยันว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ2.48ล้านบาท2.วันที่21มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบโช้คอัพจำนวน595คู่ซึ่งไม่ได้สำแดงในใบขนสินค้าขาเข้าและบนผลิตภัณฑ์ระบุข้อความ“TOYOTA”และ“MADE IN THAILAND”จึงถือเป็นสินค้าปลอมแปลงถิ่นกำเนิดและอาจเข้าข่ายเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้ามูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ1.87ล้านบาท3.วันที่30มกราคม2569สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพตรวจสอบสินค้าขาเข้าจากประเทศจีนพบผ้าเบรกรถยนต์จำนวน2,400คู่ซึ่งระบุข้อความที่สื่อถึงเครื่องหมายการค้าTOYOTA NISSAN FORDและHITACHIและโคมไฟSolar Lightอีกจำนวน425ชิ้นระบุข้อความPanasonicซึ่งคาดว่าสินค้าดังกล่าวเป็นสินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้าทั้งนี้สินค้าทั้งหมดระบุข้อความ“Made In Japan”มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ3.5ล้านบาท4. วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 กองสืบสวนและปราบปราม ได้ทำการอายัดสินค้า ณ เขตปลอดอากรแห่งหนึ่งในอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ต้นทางจากประเทศเวียดนาม ใช้สิทธิประโยชน์เขตปลอดอากร ผลการตรวจสอบพบเสื้อละเมิดเครื่องหมายการค้า จำนวน 34,400 ตัว และเสื้อที่สำแดงเมืองกำเนิดเป็นเท็จ จำนวน 3,250 ตัว มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 215 ล้านบาท 5. วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 ด่านศุลกากรอรัญประเทศ สำนักงานศุลกากรภาคที่ 1 ได้เข้าตรวจสอบพัสดุณ ที่ทำการขนส่งแห่งหนึ่ง ในเขตพื้นที่อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ผลการตรวจค้น พบรองเท้าจำนวน 16 คู่ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรและอาจละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 362,000 บาท ทั้ง5กรณีข้างต้นถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักรตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้าพ.ศ. 2534และพระราชบัญญัติการส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งสินค้าพ.ศ. 2522ประกอบประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่องกำหนดให้สินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามส่งออกห้ามนำเข้าและห้ามนำผ่านราชอาณาจักรพ.ศ. 2565และพระราชบัญญัติห้ามนำของที่มีการแสดงกำเนิดเป็นเท็จเข้ามาพุทธศักราช2481ทั้งนี้ในปีงบประมาณ2569 (1ต.ค. 68 –ปัจจุบัน)กรมศุลกากรได้จับกุมสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้ารวม38คดีคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า885ล้านบาทอธิบดีกรมศุลกากรได้กล่าวต่ออีกว่าภารกิจของกรมศุลกากรไม่ได้จำกัดเพียงการเข้มงวดกวดขันปราบปรามการลักลอบหนีภาษีเท่านั้นแต่ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับการยกระดับการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนด้วยการป้องกันและปราบปรามสินค้าที่ไม่มีมอก.อย่างจริงจังเข้มงวดและต่อเนื่องอีกทั้งยังมุ่งเน้นกวดขันสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าเพื่อเป็นการปกป้องเศรษฐกิจสังคมและเป็นการสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นในระดับสากล

สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ
สิทธิพิเศษ

สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ

Siam Premium Outlet Bangkok

เตือนประชาชน สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 1 ม.ค. 69 เริ่มเก็บ VAT และอากรขาเข้า “ทุกชิ้น”
อ่าน

เตือนประชาชน สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 1 ม.ค. 69 เริ่มเก็บ VAT และอากรขาเข้า “ทุกชิ้น”

เตือนประชาชน สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ 1 ม.ค. 69 เริ่มเก็บ VAT และอากรขาเข้า "ทุกชิ้น"#ทันหุ้น #SET เตือนประชาชน รัฐจะเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาท เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการรายย่อยของไทย ยืนยันจะไม่เพิ่มภาระขั้นตอนการจ่ายภาษีให้ผู้สั่งสินค้าออนไลน์วันที่ 16 ธันวาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป รัฐบาลจะเริ่มบังคับใช้มาตรการจัดเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และอากรขาเข้า สำหรับสินค้านำเข้าทุกชิ้น ตั้งแต่มูลค่า 1 บาทขึ้นไป ซึ่งเป็นการยกเลิกการยกเว้นอากรขาเข้าที่เคยใช้มาก่อนหน้านี้ เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและคุ้มครองผู้ประกอบการไทยรองโฆษกฯ ชี้แจงว่า ปัจจุบันจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ยังคงจัดเก็บเฉพาะ VAT 7% เท่านั้น โดยยังไม่เก็บอากรขาเข้า และเมื่อเข้าสู่ปี 2569 จะจัดเก็บ ทั้ง VAT และอากรขาเข้า ตามพิกัดศุลกากรของสินค้าสำหรับคำถามจากประชาชนกรณีการเก็บจะเก็บอย่างไร และของจะช้าไหม เรื่องดังกล่าว รองโฆษกฯ ระบุว่า ขั้นตอนการจัดเก็บภาษีได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว และ ไม่ทำให้การรับสินค้าล่าช้ากว่าปกติทั้งนี้ กรณีนำเข้าทางไปรษณีย์ไทย ทางเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีหน้ากล่อง และหากผู้รับอยู่บ้าน สามารถชำระภาษีผ่าน QR Code ได้ทันที แต่กรณีที่หากต้องรับที่ไปรษณีย์ อาจใช้เวลาตรวจเพิ่ม 3–5 วันเฉพาะกรณีสุ่มตรวจส่วนกรณีนำเข้าทางบริษัทขนส่งด่วน (Courier) กรณีนี้ บริษัทขนส่งจะสำแดงและชำระภาษีแทนล่วงหน้า ส่วนผู้รับชำระคืนเมื่อรับสินค้า และระยะเวลาขนส่งโดยรวม ใกล้เคียงเดิมเหตุผลสำคัญของมาตรการรองโฆษกฯ กล่าวว่า มาตรการนี้จะช่วยลดการสำแดงราคาต่ำกว่าความเป็นจริง ป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี และช่วยลดการนำเข้าสินค้าราคาถูกผิดปกติเข้ามากระทบตลาดในประเทศ โดยคาดว่าจะสร้างรายได้เข้ารัฐ ไม่น้อยกว่าปีละ 3,000 ล้านบาท และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยนอกจากนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์หลายแห่งได้เริ่มปรับระบบเพื่อ เก็บ VAT ณ ที่จ่าย ตั้งแต่ขั้นตอนสั่งซื้อ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ลดความยุ่งยากในการชำระภาษีปลายทางรองโฆษกฯ ย้ำว่า ขอให้ประชาชนและผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยเฉพาะผู้นำเข้าสินค้ามาจำหน่าย ซึ่งตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป จะมีต้นทุนด้านอากรขาเข้าเพิ่มขึ้นตามประเภทสินค้า พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลเดินหน้ามาตรการนี้อย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง
อ่าน

9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง

ใครที่ต้องเดินทางบ่อยๆ ไม่ว่าจะไปเที่ยว ไปทำงาน การจะต้องใช้บริการสนามบิน หรือสถานีขนส่งสาธารณะถือเป็นเรื่องปกติ แต่เรื่องน่ารู้ก็คือสถานที่คนพลุกพล่านแบบนี้แหละ เป็นแหล่งรวมตัวของมิจฉาชีพที่แฝงตัวมาหลอกลวงนักเดินทางแบบเราๆ ที่สำคัญอาจประสบพบเจอได้ทุกๆ ที่บนโลก วันนี้เราจะพาคุณมารู้จักกับ 10 กลโกงที่พบบ่อย ดังต่อไปนี้ 9 กลโกงมิจฉาชีพ ที่พบบ่อยในสนามบินและสถานีขนส่ง 1. คิดค่าโดยสารเกินจริง หนึ่งในกลโกงสุดคลาสสิกคือการคิดค่าโดยสารเกินจริง โดยเฉพาะแท็กซี่ที่ไม่มีมิเตอร์ หรือบางทีคนขับก็จะอ้างว่า "มิเตอร์เสีย" หรือ "เส้นทางนี้มีค่าธรรมเนียมพิเศษ" ทางที่ดีควรใช้แอปพลิเคชันเรียกรถที่น่าเชื่อถือ สอบถามราคากับคนในพื้นที่ก่อนใช้บริการ หรือเรียกแท็กซี่จากจุดเรียกอย่างเป็นทางการของสนามบินนั้นๆ ไปเลย 2. แบงก์ปลอมทอนเงิน มิจฉาชีพบางรายใช้วิธีทอนเงินเป็นแบงก์ปลอมให้นักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับสกุลเงินของประเทศนั้นๆ หรือไม่ก็แกล้งทอนเงินผิดให้เรา อย่าลืมควรตรวจสอบธนบัตรทุกครั้งก่อนรับ หรือพยายามจ่ายด้วยเงินสดที่เตรียมไว้พอดีไปเลย 3. กระเป๋าหายจากจุดตรวจสอบสัมภาระ การเอากระเป๋าเข้าเครื่อง X-Ray และจุดสายพานลำเลียงสัมภาระ เป็นอีกจุดที่มีคนทำของหายตรงนี้บ่อยๆ เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงที่มิจฉาชีพอาจฉวยโอกาสขโมยของระหว่างที่คุณกำลังยุ่งอยู่กับการตรวจเอกสาร ควรจับตาดูสัมภาระของตัวเองตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการวางของมีค่าบนสายพานลำเลียงสัมภาระนานเกินไป 4. คนแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ มิจฉาชีพบางคนปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่สนามบินหรือเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง และอ้างว่าต้องตรวจสอบเอกสารหรือสัมภาระเพิ่มเติม แล้วเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกๆ การป้องกันคือ ขอให้พวกเขาแสดงบัตรประจำตัว ถ้าดูน่าสงสัยให้เดินไปที่เคาน์เตอร์ของสนามบินเพื่อตรวจสอบกันไปเลย 5. การแจกของฟรีที่แฝงกลโกง คุณอาจพบคนที่แจกของฟรี เช่น สร้อยข้อมือ แผ่นพับ หรือเครื่องราง แต่พอคุณรับไปแล้ว พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าตอบแทน หรืออ้างว่าคุณติดเงินต้องจ่ายให้เขา ทางที่ดีที่สุดคือปฏิเสธทันที และรีบเดินหนีออกไป 6. หลอกให้แลกเงินในอัตราไม่เป็นธรรม บางครั้งคุณอาจพบคนเสนอให้แลกเงินในอัตราที่ดูดีกว่าธนาคาร แต่สุดท้ายได้เงินปลอมกลับมาเฉย หรือไม่ก็โดนแลกในอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่า หันไปใช้บริการแลกเงินจากแหล่งที่เชื่อถือได้ไปเลยดีกว่า เช่น ธนาคาร หรือบูธแลกเงินที่ได้รับการรับรอง 7. Wi-Fi ปลอมขโมยข้อมูล มิจฉาชีพบางรายตั้งจุดเชื่อมต่อ Wi-Fi ฟรีที่มีชื่อคล้ายกับเครือข่ายของสนามบิน เมื่อคุณเชื่อมต่อ พวกเขาอาจขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ ทางที่ดีควรใช้ Wi-Fi ที่สนามบินจัดให้เท่านั้น และหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมออนไลน์สำคัญในที่สาธารณะ อ่านกลโกงนี้เพิ่มเติมได้ใน รู้ทันมิจฉาชีพ! Free Wi-Fi กับดักดูดเงินตามที่สาธารณะ สนามบิน สถานีรถไฟ 8. หลอกให้เซ็นเอกสาร บางครั้งคุณอาจพบคนที่ขอให้คุณเซ็นชื่อในเอกสารเพื่อ "สนับสนุนการกุศล" แต่พอเซ็นเสร็จ พวกเขาจะเรียกร้องเงินค่าบริจาคในจำนวนที่สูง ทางที่ดีควรปฏิเสธทันที 9. การโก่งราคาสินค้าและบริการ ในบางสนามบินหรือสถานีขนส่ง ร้านค้าหรือพ่อค้าเร่ อาจตั้งราคาสินค้าหรือบริการแพงกว่าปกติ โดยเฉพาะของที่นักท่องเที่ยวมักซื้อ ทางที่ดีควรเปรียบเทียบราคาก่อนซื้อ หรือหากเป็นไปได้ ให้ซื้อจากแหล่งที่คนท้องถิ่นนิยมใช้ สนามบิน และสถานีขนส่งเป็นจุดที่นักเดินทางหลายคนต้องผ่าน ซึ่งก็มาพร้อมกับความเสี่ยงจากกลโกงรูปแบบต่างๆ ด้วย หากคุณเดินทางไปต่างประเทศหรือแม้แต่ภายในประเทศ ควรมีสติ ตรวจสอบข้อมูล และใช้วิจารณญาณให้ดีเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่น่าสงสัย เท่านี้ก็ช่วยให้คุณปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และเดินทางได้อย่างสบายใจมากขึ้น ====================

คลังชี้ร้านค้าร่วม”คนละครึ่งพลัส”ขึ้นราคาอ้างภาระภาษีมีความผิด
อ่าน

คลังชี้ร้านค้าร่วม”คนละครึ่งพลัส”ขึ้นราคาอ้างภาระภาษีมีความผิด

#ทันหุ้น คลังชี้ร้านค้าร่วม”คนละครึ่งพลัส”ขึ้นราคา 7-10% อ้างภาระภาษี ถือว่า มีความผิด ขอ”พาณิชย์-ท้องถิ่น”ร่วมตรวจสอบนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงกรณี ร้านค้าคนละครึ่งหลายร้าน ถือโอกาสขึ้นราคาสินค้าในร้าน 7-10% โดยอ้างว่าเป็นค่าภาษีที่ร้านอาจจะต้องเสียในอนาคตว่า กระทรวงการคลัง ขอเตือนให้ร้านค้าเหล่านั้นหยุดพฤติกรรม และอย่าฉวยโอกาสขึ้นราคา เพราะจะนำข้ออ้างเรื่องภาษีมาฉวยขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ เนื่องจากร้านค้าไม่ได้มีภาระภาษีเพิ่มขึ้นจากโครงการคนละครึ่ง อีกทั้งข้อมูลคนละครึ่งรัฐจะมีการเก็บไว้ ไม่ได้ส่งให้กรมสรรพากรด้วยอย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้ประสานไปกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบ ให้ช่วยตรวจสอบราคาสินค้าและบริการที่เข้าร่วมโครงการ รวมถึงองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ดูแลกวดขันไม่ให้ร้านค้าฉวยโอกาสเอาเปรียบประชาชน โดยหากพบกระทำผิดก็จะมีการตักเตือนก่อน และหากไม่เชื่อฟังก็อาจจะมีการถอนออกจากโครงการ เพราะถือว่าทำผิดวัตถุประสงค์ เพราะคนละครึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ร้านค้าขายดีขึ้น ไม่ได้ให้ร้านค้าไปอ้างขึ้นราคาสินค้าเอาเปรียบประชาชนส่วนผลกระทบโครงการคนละครึ่งพลัสที่มีต่อระบบเศรษฐกิจรอบนี้ แม้จะดูไม่มากในเชิงตัวเลขของจีดีพีที่จะเพิ่ม เนื่องจากมีเงินสะพัดรวมๆ ที่ 88,000 ล้านบาท แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นคือการช่วยปลุกบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย สร้างความเชื่อมั่นของประชาชนให้กลับมาคึกคัก มีความรู้สึกอยากใช้จ่ายอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลดีต่อการกระตุ้นการบริโภคในอนาคต และนอกจากคนละครึ่งพลัส แล้ว ขณะนี้ รัฐบาลก็ยังดำเนินการเที่ยวดีมีคืน ซึ่งเปิดให้นำค่าใช้จ่ายที่พัก หรือร้านอาหาร มาลดหย่อนภาษีได้ถึง 20,000-30,000 บาทอีกด้วย

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ
อ่าน

วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศ ไม่ให้ถูกโกง จากมิจฉาชีพ

ใครที่มีแพลนเดินทางไป เที่ยวต่างประเทศ การใช้บริการบริษัททัวร์เป็นอีกทางเลือกที่ดี เพราะสะดวกสบาย ไม่ต้องเตรียมการเองให้วุ่นวาย แต่ก็มีความเสี่ยง หากเรา ซื้อแพ็คเกจทัวร์ จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบันมี มิจฉาชีพ แฝงตัวมาในรูปแบบบริษัททัวร์หลอกลวงจำนวนมาก เพราะฉะนั้นตามเรามาดู วิธีเช็ก ซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่ถูกโกง พร้อม เทคนิคเลือกบริษัททัวร์ ตามนี้กันเลยค่ะ วิธีเช็ก ทัวร์ต่างประเทศ ซื้อทัวร์อย่างไรไม่ให้โดนโกง 1. ตรวจสอบใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวจากกรมการท่องเที่ยว บริษัททัวร์ที่ถูกกฎหมาย จะต้องมี ใบอนุญาตเลขที่ 11 หลัก ที่ออกโดย กรมการท่องเที่ยว โดยเราสามารถตรวจสอบได้ผ่านเว็บไซต์ : https://www.tourism.go.th สิ่งที่ควรดูคือ ชื่อบริษัท และเลขทะเบียนตรงกับที่โฆษณา มีข้อมูลผู้รับผิดชอบชัดเจน ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยวหมดอายุหรือไม่ 2. เช็กประวัติบริษัททัวร์ ผ่านช่องทางโซเชียล และรีวิว ก่อนโอนเงินใดๆ ให้ลองค้นชื่อบริษัทบนเว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดียก่อน เช่น ทาง Google, Facebook, TikTok หรือช่องทางอ่านๆ ว่ามีรีวิวในแง่ลบ หรือประวัติการโกงเงินมาก่อนหรือไม่ คำค้นหาที่แนะนำ : "ชื่อบริษัท + รีวิว" "ชื่อบริษัท + โกง" "ชื่อบริษัท + Facebook" 3. หลีกเลี่ยงแพ็คเกจทัวร์ราคาถูกผิดปกติ หากเจอแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศที่ราคาถูกเกินจริง ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนทันที เพราะราคาการเดินทางในตลาดจริงๆ จะสูงกว่านี้มาก เช่น ทัวร์ยุโรป 7 วัน ราคา 19,900 บาท รวมตั๋วเครื่องบิน ทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ไม่ถึง 15,000 บาท 4. ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ หากซื้อแพ็คเกจทัวร์ผ่านเว็บไซต์ ให้ดูว่า มีข้อมูลติดต่อที่ชัดเจน เช่น ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ อีเมล ใช้ HTTPS ใน URL หรือไม่ (มีรูปแม่กุญแจ) ชื่อเว็บไซต์สะกดถูก และไม่มีเนื้อหาลอกเลียนแบบ 5. หลีกเลี่ยงการโอนเงินเข้าบัญชีบุคคล มิจฉาชีพมักให้โอนเข้าบัญชีชื่อบุคคลธรรมดา ดังนั้นการซื้อแพ็คเกจทัวร์กับบริษัททัวร์ที่ถูกต้องควรโอนเข้าบัญชีบริษัทที่ตรงกับชื่อจดทะเบียนธุรกิจเท่านั้น และควรขอใบเสร็จอย่างเป็นทางการทุกครั้ง 6. ตรวจสอบผ่านเพจ "สายด่วนท่องเที่ยว" หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มั่นใจ ให้สอบถามหรือร้องเรียนได้ที่ กรมการท่องเที่ยว โทร. 0-2219-4010 เพจ "สายด่วนท่องเที่ยว 1672" หรือ แจ้งความผ่าน กองปราบปราม Oleg Elkov / Shutterstock.com 7. ขอดูใบกำหนดการเดินทาง (Itinerary) ที่ชัดเจน บริษัททัวร์ที่โปร่งใสจะมีเอกสารดังนี้คือ โปรแกรมทัวร์พร้อมวัน เวลา กิจกรรม รายละเอียดโรงแรม สายการบิน อาหาร เงื่อนไขการยกเลิก สรุป การซื้อแพ็คเกจทัวร์ต่างประเทศอย่างไรให้ปลอดภัย การเดินทางต่างประเทศควรเริ่มต้นด้วยความมั่นใจ อย่าใจร้อนโอนเงิน เพียงเพราะเห็นโปรโมชั่นราคาถูก เราควรตรวจสอบบริษัททัวร์อย่างละเอียด และเลือกใช้บริการจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้นค่ะ หากกำลังวางแผนเที่ยวต่างประเทศ อย่าลืมใช้วิธีเหล่านี้ในการตรวจสอบเพื่อให้ทริปของเราสนุก ปลอดภัย และไม่มีดราม่าเรื่องโดนหลอกกันนะคะ

ทำบุญปั๊บ เห็นผลปุ๊บ! “ป๊ายปาย โอริโอ้” เตือนภัยระวังมิจฉาชีพมาในรูปแบบสลิปโอนเงิน
อ่าน

ทำบุญปั๊บ เห็นผลปุ๊บ! “ป๊ายปาย โอริโอ้” เตือนภัยระวังมิจฉาชีพมาในรูปแบบสลิปโอนเงิน

ทำบุญปั๊บ เห็นผลปุ๊บ! ป๊ายปาย โอริโอ้ เตือนภัยระวังมิจฉาชีพมาในรูปแบบสลิปโอนเงิน เมื่อเช้าที่ผ่านมา (31 ก.ค.) ป๊ายปาย โอริโอ้ พร้อมทีมงานเพิ่งจะแท็กทีมกันนำสิ่งของที่จำเป็นและเงินบริจาค 310,000 บาท ไปมอบที่ศูนย์อพยพของ จ. ศรีสะเกษ เพื่อเป็นอีกหนึ่งกำลังใจเล็กๆให้ชาวศรีสะเกษ ,เหล่าทหารกล้า,ผู้อพยพ และผู้ได้รับผลกระทบ แต่ทำบุญไม่ทันไร ก็เห็นผลแบบผิดคาด เมื่อมีมิจฉาชีพแฝงตัวมาในคราบของนักบุญ เพราะมีบุคคลหนึ่งได้โอนเงินมา แต่แกล้งบอกว่าโอนมาเกิน รบกวนให้โอนกลับด้วย แต่งานนี้จับได้ว่าโกหกเลยแคปมาประจานในเฟสบุ๊คส่วนตัวซะเลย พร้อมเขียนเล่าว่า... เตือนภัย ระวังมิจฉาชีพ มาในรูปแบบ สลิปโอนเงิน บอกโอนเงินมาทำบุญ 200 บาท แต่เติมเลข 0 เกิน เลยโอนเข้ามา 2,000 บาท รบกวนปายโอนกลับ 1,800 ด้วยความที่เห็นตัวเลขสลิปแปลกๆ เลยนำไปเช็ค แหม๋ ทำบุญปั๊บ เห็นผลทันตาปุ๊บ ต่อมา เบล ขนิษฐา ภรรยาของ ก้อง ห้วยไร่ ก็มาคอมเมนต์ใต้โพสต์ว่า แหน่ บาปด้วย อายคนด้วย ส่วนแฟนคลับก็ตามมาสบทบแสดงความคิดเห็นมากมายไม่แพ้กัน เช่น คนเราเนอะ มาทุกรูปแบบเลย,ทำไมทำตัวไม่น่ารักเลย,ดีนะที่เอ๊ะใจ ไอ้พวกนี้,คนแบบนี้ก็มี แย่มาก ฯลฯ

“สุชาติ” สั่งค้าภายในประสานห้างฯห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด
อ่าน

“สุชาติ” สั่งค้าภายในประสานห้างฯห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาโดยเด็ดขาด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มอบหมายให้กรมการค้าภายใน (DIT) ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด พร้อมสั่งการให้เร่งกระจายสินค้าและดูแลราคาสินค้าอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน และห้ามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาหรือกักตุนสินค้าโดยเด็ดขาด“ขณะนี้มีประชาชนจำนวนมากที่อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวในหลายพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง จำเป็นต้องได้รับการดูแลเรื่องการเข้าถึงสินค้าจำเป็นอย่างเร่งด่วน ผมจึงกำชับให้กรมการค้าภายในร่วมมือกับภาคเอกชนและสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เร่งเติมสต๊อกสินค้าและกระจายเข้าสู่พื้นที่ให้เพียงพอโดยไม่ชักช้า” นายสุชาติกล่าวโดย กรมการค้าภายในได้ประชุมร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ ได้แก่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (แม็คโคร โลตัส โกเฟรช) บิ๊กซี เซเว่นอีเลฟเว่น ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต และท็อปส์ เพื่อประเมินสถานการณ์และวางแผนการจัดส่งสินค้าอย่างเร่งด่วน ขณะนี้ผู้ประกอบการยืนยันว่ายังสามารถกระจายสินค้าไปยังสาขาใกล้เคียงและศูนย์พักพิงได้ต่อเนื่อง โดยยังจำหน่ายในราคาปกติ ไม่มีการปรับขึ้นแต่อย่างใดสำหรับสินค้าที่จำเป็นและมีความต้องการสูงในขณะนี้ ได้แก่ น้ำดื่ม อาหารพร้อมรับประทาน ยากันยุง ยาทาแก้คัน ผ้าอนามัย ผ้าอ้อมเด็ก ยาสามัญประจำบ้าน หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือ ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย เครื่องนอนชั่วคราว เสื้อผ้า ผ้าห่ม และของใช้จำเป็นต่าง ๆ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังได้ขอให้ผู้ประกอบการเตรียมสต๊อกสินค้าสำหรับหน่วยงานและประชาชนที่ต้องการจัดซื้อเพื่อบริจาคได้อย่างไม่ติดขัดทั้งนี้ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายสินค้าโดยร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด หากพบการกระทำผิด เช่น กักตุน หรือปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุสมควร จะดำเนินการตามกฎหมายโดยเด็ดขาด“ผมขอขอบคุณผู้ประกอบการทุกรายที่ร่วมมืออย่างดีในการดูแลพี่น้องประชาชนช่วงสถานการณ์วิกฤติ ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันทำให้สินค้ามีเพียงพอ จำหน่ายในราคาที่เหมาะสม และเข้าถึงได้ทุกพื้นที่” นายสุชาติกล่าว

ยึดซากเนื้อแช่ฟอร์มาลีนลอบนำเข้า 41 ตัน
อ่าน

ยึดซากเนื้อแช่ฟอร์มาลีนลอบนำเข้า 41 ตัน

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) สนธิกำลังกับกรมปศุสัตว์ บุกตรวจค้นห้องเย็น 4 จุดในพื้นที่ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบเก็บรักษาและกระจายซากเนื้อนำเข้าผิดกฎหมายผลการตรวจค้นพบ ซากเนื้อโคแช่แข็ง น้ำหนักรวมกว่า 41,700 กิโลกรัม ไม่มีเอกสารแสดงแหล่งที่มาอย่างถูกต้อง และบางส่วนระบุแหล่งจากต่างประเทศ โดยไม่ผ่านการตรวจรับรองจากหน่วยงานรัฐ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย มูลค่าของกลางรวมกว่า 4.2 ล้านบาทนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบ ถังพลาสติกบรรจุสารละลายฟอร์มาลดีไฮด์ (ฟอร์มาลีน) จำนวน 9 ถัง อยู่ใกล้ถังน้ำแข็งที่ใช้แช่เครื่องในสัตว์ เมื่อตรวจสอบพบกลิ่นคล้ายฟอร์มาลีนอย่างชัดเจน เสี่ยงเป็นอันตรายต่อสุขภาพผู้บริโภคเบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอายัดซากเนื้อและสารเคมีทั้งหมด พร้อมแจ้งให้ผู้ครอบครองนำเอกสารมาแสดงภายใน 15 วัน หากไม่สามารถแสดงได้ จะดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ. 2558, พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ พ.ต.ต.พีรดนย์ คงทพ สว.กก.2 บก.ปคบ. โทร. 065-696-5369

กรมศุลฯ จับสินค้าผิดกฎหมายครึ่งเดือนแรกก.ค. กว่า 214 ล้านบาท
อ่าน

กรมศุลฯ จับสินค้าผิดกฎหมายครึ่งเดือนแรกก.ค. กว่า 214 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 1–16 กรกฎาคม 2568 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมคดีสำคัญหลายรายการ คิดเป็นมูลค่ารวม 214.41 ล้านบาท แบ่งเป็นประเภทยาเสพติด 143.09 ล้านบาท และสินค้าอื่น ๆ อีกจำนวนมากจับกุมยาเสพติดล็อตใหญ่ มูลค่ากว่า 143 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2568: ตรวจพบ ยางกัญชา น้ำหนักรวม 79 กิโลกรัม มูลค่า 118.5 ล้านบาท ซุกซ่อนในพัสดุจากสหรัฐฯ ที่สำแดงว่าเป็นอุปกรณ์ทำสวนขณะที่ วันที่ 16 ก.ค. 2568: ชายชาวอเมริกันพยายามลักลอบนำ เฮโรอีน น้ำหนัก 6.6 กก. ออกนอกประเทศที่สนามบินภูเก็ต มูลค่า 1.98 ล้านบาท (หากถึงปลายทางจะมีมูลค่าราว 3.1 ล้านบาท)นอกจากนี้ยังมีการจับกุมยาเสพติดอื่น ๆ ได้แก่ เมฟิโดรน ยาบ้า โคเคน และแฮปปี้วอเตอร์ รวมทั้งสิ้น 143.09 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 (1 ต.ค. 67 – 16 ก.ค. 68) มีสถิติการจับกุมยาเสพติดแล้ว 179 คดี มูลค่ารวม 1,087.85 ล้านบาทตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ต่างประเทศ มูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท โดยเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 พบ บุหรี่ไฟฟ้า และอุปกรณ์ 4,980 ชิ้น มูลค่า 2.26 ล้านบาท ในพัสดุที่อ.หาดใหญ่ และวันเดียวกัน ตรวจพบ บุหรี่ต่างประเทศ 494,600 มวน และบุหรี่ไทย 3,600 มวน ในพัสดุที่ไปรษณีย์ศรีราชา มูลค่า 3 ล้านบาทรวมทั้งมีการจับกุมคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่า 10.19 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 จับกุมได้แล้ว 2,314 คดี รวมมูลค่า 381.22 ล้านบาทสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องสำอางนำเข้า มูลค่า 26 ล้านบาท เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2568: ตรวจพบ รองเท้าและกระเป๋าละเมิดเครื่องหมายการค้า มูลค่าความเสียหายประมาณ 19 ล้านบาท และตรวจยึดสินค้าคล้าย Crocs, มาส์กหน้า และรองเท้ากีฬาละเมิดลิขสิทธิ์ รวมอีกประมาณ 7.21 ล้านบาทนับตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 กรมศุลกากรจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้ว 312 คดี มูลค่ารวม 28.27 ล้านบาทกรมศุลกากรย้ำเดินหน้าปราบปรามต่อเนื่องโฆษกกรมศุลกากรกล่าวว่า “การตรวจยึดของกลางครั้งนี้ เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเข้มแข็งของหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกรมศุลกากร เราจะเดินหน้าปราบปรามและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายทุกรูปแบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน”

“มาเลเซีย” คุมเข้มส่งออกชิป AI ไปสหรัฐ
อ่าน

“มาเลเซีย” คุมเข้มส่งออกชิป AI ไปสหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า กระทรวงการค้าของมาเลเซีย ระบุว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป การส่งออก การส่งผ่าน (transshipment) และการขนส่งผ่านประเทศ (transit) ของชิปปัญญาประดิษฐ์ประสิทธิภาพสูง (AI chips) ที่มีแหล่งกำเนิดจากสหรัฐจะต้องได้รับใบอนุญาตการค้าโดยบุคคลหรือบริษัทใด ๆ ที่ประสงค์จะส่งออก ส่งผ่าน หรือขนส่งสินค้าประเภทใด ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้โดยชัดเจนในบัญชีรายการสินค้ากลยุทธ์ของมาเลเซีย จะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 วัน ตามประกาศของกระทรวงฯ ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปิดช่องว่างด้านกฎระเบียบ ขณะที่มาเลเซียอยู่ระหว่างการพิจารณานำชิป AI ประสิทธิภาพสูงจากสหรัฐ เข้าไปอยู่ในบัญชีสินค้ากลยุทธ์ดังกล่าวกระทรวงการค้าของมาเลเซีย ระบุเพิ่มเติมว่า “มาเลเซียยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความพยายามในการหลีกเลี่ยงการควบคุมการส่งออก หรือการกระทำใด ๆ ที่เป็นการค้าโดยมิชอบ โดยบุคคลหรือบริษัทที่กระทำผิดจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด” ขณะเดียวกัน มาเลเซียได้พยายามเข้มงวดกฎระเบียบเกี่ยวกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ หลังจากที่สหรัฐกดดันให้สกัดกั้นการไหลของชิปขั้นสูงไปยังจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยี AIนอกจากนี้ทางการมาเลเซียยังตรวจสอบว่ามีการละเมิดกฎหมายภายในประเทศหรือไม่ กรณีที่มีการขนส่งเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมโยงกับคดีฉ้อโกงในสิงคโปร์ ซึ่งอาจมีการบรรจุชิปขั้นสูงที่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดการส่งออกของสห

ไวรัล! “ซูโม่ตัวน้อย” แห่งชายแดนไทย-เมียนมา น้ำหนักแรกเกิดทะลุ 5 โลฯ
อ่าน

ไวรัล! “ซูโม่ตัวน้อย” แห่งชายแดนไทย-เมียนมา น้ำหนักแรกเกิดทะลุ 5 โลฯ

ชาวเน็ตแห่ “ซูโม่ตัวน้อย” แห่งชายแดนไทย-เมียนมา น้ำหนักแรกเกิดทะลุ 5 กิโลฯโรงพยาบาลท่าสองยางเผยเรื่องราวสุดอัศจรรย์ของทารกเพศชายรายหนึ่ง ซึ่งลืมตาดูโลกด้วยน้ำหนักตัวแรกคลอดสูงถึง 5,295 กรัม หรือกว่า 5 กิโลกรัม นับเป็นกรณี “Macrosomia” หรือภาวะทารกตัวโตผิดปกติ ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักทารกรายนี้เป็นบุตรของคุณแม่ “เอ” (นามสมมุติ) ชาวเมียนมา ซึ่งพักอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวแบรเกาะ บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา การคลอดเป็นไปอย่างท้าทาย ภายใต้การดูแลของแพทย์หญิงณัฎฐณิชา เขียวณรงค์ สูตินรีแพทย์ประจำโรงพยาบาล เนื่องจากน้ำหนักตัวทารกสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก ทำให้คุณแม่มีภาวะเกือบตกเลือดหลังคลอด ขณะที่ลูกมีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ จำเป็นต้องเข้าห้อง NICU ทันที คุณแม่ตกในความเสี่ยง แต่คุณหมอไม่ยอมแพ้แม้สถานการณ์จะเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ด้วยความทุ่มเทของทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ ทั้งแม่และลูกปลอดภัย และอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังไม่สิ้นสุดครอบครัวของทารกรายนี้เป็นครอบครัวยากไร้ ไม่มีสิทธิประกันสุขภาพ ไม่มีรายได้ประจำ และไม่สามารถจัดหาอุปกรณ์จำเป็นสำหรับลูกน้อยได้ วอนสังคมช่วยทารกยากไร้ โรงพยาบาลท่าสองยาง ในฐานะโรงพยาบาลเล็ก ๆ บนพื้นที่ชายแดน ต้องเผชิญกับภารกิจดูแลเด็กยากไร้จำนวนมาก ทั้งเด็กคลอดก่อนกำหนด ทารกขาดสารอาหาร หรือขาดวัคซีนอย่างเพียงพอ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณจึงขอเปิดรับการสนับสนุนจากผู้มีจิตศรัทธา ทั้งสิ่งของจำเป็น เช่น ผ้าอ้อมเด็ก นมผงสูตรพิเศษ สำลี น้ำเกลือ ทิชชู่เปียก อาหารทางสาย เสื้อผ้าเด็กมือสอง รวมถึงเงินบริจาค เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้สามารถบริจาคผ่านบัญชี:มูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ ธนาคารออมสิน เลขที่ 020-186-196646 (ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้)กองทุนพระราชทานเพื่อสงเคราะห์คนไข้ยากจนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ธนาคารกรุงไทย สาขาแม่สอด เลขที่ 604-1-27906-4 (สามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า)

อย. กวาดล้างกัญชาเถื่อน ย้ำ! ให้ใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น
อ่าน

อย. กวาดล้างกัญชาเถื่อน ย้ำ! ให้ใช้เฉพาะทางการแพทย์เท่านั้น

จากกรณีเด็กหญิงวัย 2 ขวบเผลอกินเยลลี่ผสมกัญชาและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใย กำชับให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ ลุยตรวจกวาดล้างผลิตภัณฑ์กัญชาเถื่อนอย่างจริงจัง ย้ำใช้เฉพาะกัญชาทางการแพทย์ หากไม่ขออนุญาตถือว่าผิดกฏหมาย มีโทษทั้งจำและปรับนพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขานรับนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยที่ผ่านมามีการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2568 ได้ตรวจสอบสถานประกอบการ 21 แห่งพบกระทำผิด 8 แห่ง และตรวจยึดผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยกว่า 470 รายการ เช่น เยลลี่ บราวนี่ และช็อกโกแลตที่มีสารสกัดกัญชาโดยไม่มีการขออนุญาต หรือไม่มีฉลากภาษาไทยอย่างถูกต้อง และมีผลิตภัณฑ์ 24 รายการ อยู่ระหว่างการตรวจวิเคราะห์ หากพบว่ามีปริมาณ THC เกิน 0.2% จะดำเนินคดีทันที ในด้านการนำเข้า อย. ได้สุ่มตรวจเยลลี่จากต่างประเทศ พบวุ้นเจลาตินสำเร็จรูป รสชะเอม และวุ้นเจลาตินสำเร็จรูปกลิ่นผลไม้ต่าง ๆ มีสาร THC เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด จึงดำเนินคดีกับผู้นำเข้าและสั่งอายัดสินค้า พร้อมกำชับให้ด่านทุกแห่งเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้านำเข้าในลักษณะเดียวกัน ทั้งนี้ อย. จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจจับและดำเนินคดีกับผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฏหมายอย่างเด็ดขาดและขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวังการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกัญชา ซึ่งจัดเป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ต้องได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีเลขสารบบอาหาร และแสดงฉลากภาษาไทยพร้อมคำเตือนชัดเจนหากฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำและปรับ หากพบเห็นผลิตภัณฑ์ต้องสงสัย หรือไม่ได้รับอนุญาต โปรดแจ้งสายด่วน อย. โทร. 1556 หรือผ่าน Line@FDAThai, Facebook : FDAThai และเว็บไซต์ www.fda.moph.go.th

"Birkenstock" ไล่บี้ของปลอมในอินเดีย หลังพบผลิตส่งออก l การตลาดเงินล้าน
อ่าน

"Birkenstock" ไล่บี้ของปลอมในอินเดีย หลังพบผลิตส่งออก l การตลาดเงินล้าน

Birkenstock แบรนด์รองเท้าชื่อดังจากเยอรมนี ที่โด่งดังจากการเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมต่อต้านกระแสหลัก และในเวลาต่อมากลายเป็นแฟชั่นยอดนิยมทั่วโลก รวมถึงในอินเดีย ล่าสุด กำลังเร่งดำเนินการทางกฎหมายกับเครือข่ายผลิตสินค้าลอกเลียนแบบในประเทศดังกล่าว เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ยื่นฟ้องคดีละเมิดสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญาต่อศาลสูงกรุงเดลี โดยระบุว่ามีผู้ผลิตรายย่อย 4 ราย ผู้ค้ารองเท้า 4 ราย และบุคคลนิรนามอีก 2 ราย มีส่วนเกี่ยวข้องกับการผลิตรองเท้า Birkenstock ปลอมในเขตชนบทของเมืองอักรา เมืองท่องเที่ยวที่มีทัชมาฮาลเป็นแลนด์มาร์กสำคัญ รวมถึงในกรุงเดลี โดยรองเท้าเหล่านี้ถูกจำหน่ายในประเทศและบางส่วนถูกส่งออกไปต่างประเทศศาลเดลีมีคำสั่งลับเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ให้ทนายท้องถิ่น 10 คน ในฐานะกรรมการศาล ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย โดยมีอำนาจในการยึด บรรจุ และปิดผนึกผลิตภัณฑ์ที่ละเมิดสิทธิ์ พร้อมแนบภาพรองเท้าและกล่องสินค้าซึ่งมีตราสินค้า Birkenstock อย่างชัดเจนเป็นหลักฐานในสำนวนคดี แม้คำสั่งศาลจะถูกเผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเพียงสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การเข้าตรวจสอบได้เสร็จสิ้นแล้ว โดยรายงานการตรวจทั้งหมดถูกส่งให้ศาลเป็นความลับ ขณะที่การพิจารณาคดีครั้งถัดไปมีกำหนดในวันที่ 6 ตุลาคมนี้แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับคดียืนยันว่าการตรวจสอบเกิดขึ้นทั้งในกรุงเดลีและเมืองอักรา แต่ปฏิเสธเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างพิจารณา ด้านทนายความของ Birkenstock ปฏิเสธให้ความเห็นด้วยเหตุผลเดียวกันในการพิจารณาคำสั่งศาลเมื่อเดือนพฤษภาคม ผู้พิพากษา ซอราฟ บานเนอร์จี ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่ตรวจสอบมีลักษณะคล้ายของแท้มากจนยากจะแยกแยะด้วยตาเปล่า และอาจสร้างความสับสนแก่ผู้บริโภคทั่วไปได้ง่ายการฟ้องร้องของ Birkenstock เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่แบรนด์รองเท้าอื่น ๆ กำลังตกเป็นข่าวในอินเดียเช่นกัน อาทิ Crocs ที่เพิ่งได้รับอนุมัติจากศาลให้เดินหน้าคดีละเมิดลิขสิทธิ์ที่ยืดเยื้อมานานถึง 9 ปี และ Prada ที่ถูกวิจารณ์จากการนำเสนอรองเท้าที่คล้ายกับรองเท้าพื้นเมืองของอินเดียโดยไม่ระบุที่มาในตลาดอินเดีย ราคาขายรองเท้า Birkenstock สำหรับผู้หญิงอยู่ระหว่าง 46 ถึง 233 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 1,700 ถึง 8,500 บาท ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับสินค้าลอกเลียนแบบที่วางจำหน่ายในราคาถูกทั้งนี้ แม้ Birkenstock จะได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจากผู้บริโภคหลายกลุ่ม ตั้งแต่คนทำงานด้านสุขภาพ ไปจนถึงสายแฟชั่น หลังนักแสดงสาว มาร์โกต์ ร็อบบี้ สวมรองเท้า Birkenstock สีชมพูในฉากสุดท้ายของภาพยนตร์เรื่อง Barbie ปี 2023 แต่การต่อสู้เพื่อปกป้องแบรนด์ในศาลยังคงดำเนินต่อไป ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลในเยอรมนีเพิ่งมีคำตัดสินว่า รองเท้า Birkenstock ไม่เข้าข่ายงานศิลปะ จึงไม่สามารถได้รับการคุ้มครองลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางการต่อสู้คดีในประเทศอื่น ๆ ด้วยการดำเนินคดีในอินเดียจึงเป็นอีกหนึ่งสนามสำคัญของ Birkenstock ในการปกป้องชื่อเสียงและสิทธิ์ทางการค้าท่ามกลางกระแสสินค้าลอกเลียนแบบที่ยังคงแพร่กระจายอย่างกว้างขวางในตลาดเกิดใหม่

"พาณิชย์"เพิ่ม16สินค้าเสี่ยง"สวมสิทธิ"ไปสหรัฐ
อ่าน

"พาณิชย์"เพิ่ม16สินค้าเสี่ยง"สวมสิทธิ"ไปสหรัฐ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยถึงแนวทางการป้องกันการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าไทยส่งไปประเทศที่สามว่า ขณะนี้กรมได้เร่งปรับปรุงบัญชีสินค้าที่อยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง ซึ่งจะมีการเพิ่มบัญชีสินค้าเฝ้าระวังส่งออกไปสหรัฐฯ จาก 49 รายการ เพิ่มเป็น 65 รายการโดยคาดว่าจะประกาศรายชื่อสินค้าเพิ่มเติมได้ในเดือน ก.ค. นี้ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในคุณภาพสินค้าส่งออกจากไทยว่า เป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าที่ได้ทำข้อตกลงไว้กับประเทศคู่ค้า นอกจากนี้ กรมการค้าต่างประเทศ ได้เพิ่มความเข้มงวดการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (ซี/โอ) แต่เพียงผู้เดียว สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาในรายการเฝ้าระวัง พร้อมกับยกระดับการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าแบบเข้มข้น ด้วยการลงพื้นที่ตรวจโรงงาน ตรวจสอบเอกสาร และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งมาตรการตรวจสอบใหม่เริ่มใช้ในเดือนมิ.ย. แล้ว ขณะเดียวกัน ยังได้จับมือกรมศุลกากรไทย ป้องกันการยื่นเอกสารเท็จ และเพิ่มความสามารถในการติดตามแหล่งที่มาของสินค้าด้วย สำหรับการเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังไปสหรัฐฯ 65 รายการ เป็นหนึ่งในแนวทางที่ประเทศไทยนำเสนอให้ทางการสหรัฐฯ พิจารณา เพื่อลดการเก็บภาษีตอบโต้กับไทยที่ปัจจุบันกำหนดไว้ร้อยละ 36 โดยสินค้าที่เพิ่มขึ้น 16 รายการ อาทิ กระเทียมสด กรดซิตก เรซินพีอีที ริบบิ้นพลาสติก ตลับลูกปืน กระเบื้องเซรามิก ผลิตภัณฑ์เหล็ก ข้อต่อเหล็ก น้อต สกูร ตะปู ท่อทองแดง เครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ แชสซีและชิ้นส่วน พื้นผิวหินควอตช์ ดินสอ เส้นด้ายโพลีเอสเตอร์ เป็นต้น ขณะเดียวกันกรมฯ ได้พิจารณาดำเนินการไต่สวนมาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (เซฟการ์ด) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการทะลักของสินค้านำเข้าจากชาติอื่น โดยการเรียกเก็บอากรเพิ่มเติมกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลกได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. มาตรการปกป้องจากการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น พ.ศ. 2550

"จีน" สั่งห้าม Power Bank ไร้ใบรับรองขึ้นเครื่องบินในประเทศ l การตลาดเงินล้าน
อ่าน

"จีน" สั่งห้าม Power Bank ไร้ใบรับรองขึ้นเครื่องบินในประเทศ l การตลาดเงินล้าน

จีนประกาศห้ามนำพาวเวอร์แบงก์ที่ไม่มีเครื่องหมายรับรอง China Compulsory Certification หรือ CCC ขึ้นเครื่องบินภายในประเทศทุกเที่ยวบิน เริ่มมีผลตั้งแต่วันเสาร์ที่ 28 มิถุนายน 2568 เพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัยด้านการบิน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้หลายครั้งที่เชื่อมโยงกับพาวเวอร์แบงก์สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศจีน (CAAC) ระบุว่า พาวเวอร์แบงก์ที่ไม่มีเครื่องหมาย CCC ที่ถูกต้อง หรือมีเครื่องหมายที่ซีดจาง อ่านไม่ออก รวมถึงรุ่นที่ถูกเรียกคืนจากตลาด จะไม่อนุญาตให้นำขึ้นเครื่องโดยเด็ดขาด หากตรวจพบอุปกรณ์ที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดดังกล่าว เจ้าหน้าที่สนามบินมีสิทธิ์ยึดไว้ หรืออาจถึงขั้นปฏิเสธไม่ให้ผู้โดยสารขึ้นเครื่องประกาศฉบับนี้มีขึ้นจากเหตุการณ์ไฟไหม้หรือควันภายในห้องโดยสารที่เกิดจากพาวเวอร์แบงก์ รวมถึงกรณีที่บริษัทผู้ผลิตต้องเรียกคืนผลิตภัณฑ์หลายล้านชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อความปลอดภัยในการบินพาณิชย์ สายการบินและตัวแทนจำหน่ายตั๋วได้รับคำสั่งให้เร่งประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนผู้โดยสารเกี่ยวกับความเสี่ยงของการใช้งานพาวเวอร์แบงก์ ขณะเดียวกันสนามบินทั่วประเทศต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบกระเป๋าผู้โดยสาร และปรับปรุงการติดตั้งจุดชาร์จภายในอาคารผู้โดยสารให้มีความปลอดภัยมากขึ้นตามสถิติของ CAAC ในปี 2567 มีผู้โดยสารเดินทางภายในประเทศจีนสูงถึง 730 ล้านคน โดยส่วนใหญ่เป็นชาวจีน แต่ก็มีนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง ซึ่งทำให้ประเด็นความปลอดภัยของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้โดยสารพกพามีความสำคัญยิ่งขึ้นที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้บนเครื่องบินจากพาวเวอร์แบงก์หลายครั้ง เช่น เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม เที่ยวบินของสายการบิน China Southern จากหางโจวไปเซินเจิ้นต้องวกกลับทันทีหลังออกเดินทางเพียง 15 นาที เพราะมีกลุ่มควันจากแบตเตอรี่กล้องและพาวเวอร์แบงก์ของผู้โดยสาร อีกกรณีหนึ่งในเดือนมีนาคม เที่ยวบินของ Hong Kong Airlines จากหางโจวไปฮ่องกงต้องเปลี่ยนเส้นทางลงจอดฉุกเฉินที่ฝูโจว หลังเกิดไฟไหม้ที่ช่องเก็บสัมภาระเหนือศีรษะ ซึ่งสันนิษฐานว่าเกิดจากพาวเวอร์แบงก์เช่นกันหลายสายการบินในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และฮ่องกง ได้เริ่มห้ามการใช้งานพาวเวอร์แบงก์ระหว่างอยู่บนเครื่องบิน แม้ว่ายังอนุญาตให้พกพาในกระเป๋าถือขึ้นเครื่องได้ก็ตามขณะเดียวกัน พาวเวอร์แบงก์ที่ผลิตในจีนก็ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด หลังผู้ผลิตรายใหญ่ของจีน 2 ราย ได้แก่ Anker และ Romoss เรียกคืนผลิตภัณฑ์รวมกันกว่า 1.2 ล้านชิ้น เนื่องจากปัญหาแบตเตอรี่ที่อาจก่อให้เกิดไฟไหม้ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ารุ่นของแบรนด์อื่น ๆ อย่าง Baseus และ Ugreen ก็ถูกระงับหรือเพิกถอนใบรับรอง CCC ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัยเช่นกัน

รวบชาวแคนาดา ลักลอบขน "เฮโรอีน" ที่สนามบินสุวรรณภูมิ
อ่าน

รวบชาวแคนาดา ลักลอบขน "เฮโรอีน" ที่สนามบินสุวรรณภูมิ

กรมศุลกากรจับกุม ชายสัญชาติแคนาดา พยายามลักลอบนำเฮโรอีนออกนอกประเทศ น้ำหนักรวม 3,235 กรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซุกซ่อนอย่างแนบเนียนในกระเป๋าเดินทาง และกระเป๋าถือสตรี เตรียมมุ่งหน้าสู่ท่าอากาศยานนานาชาติไต้หวันเถาหยวน สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า วันนี้ (30 มิถุนายน 2568) เวลา 07.50 น. กรมศุลกากรได้ทำการวิเคราะห์ความเสี่ยงในการลักลอบนำยาเสพติดให้โทษออกนอกราชอาณาจักร โดยตรวจสอบบัญชีรายชื่อผู้โดยสารของสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ (CHINA AIRLINES) เดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ประเทศไทย ปลายทางท่าอากาศยานนานาชาติไต้หวันเถาหยวน สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) พบบุคคลที่มีความเสี่ยงในการลักลอบนำยาเสพติดออกนอกราชอาณาจักร จึงได้เชิญตัวผู้ต้องสงสัยทำการตรวจกระเป๋าสัมภาระ ณ จุดส่งกระเป๋าเกินขนาดจากการตรวจสอบภาพเอกซเรย์กระเป๋าเดินทางล้อลาก สีดำทรงอ่อน มีลักษณะความหนาผิดปกติ เจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงเปิดตรวจสัมภาระภายในกระเป๋าซึ่งบรรจุเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าถือสตรีสีน้ำตาลและสีดำ เมื่อตรวจสอบบริเวณผนังกระเป๋าล้อลากดังกล่าว พบห่อผ้าสีเทาพันด้วยเทปสีดำ ซุกซ่อนอยู่ภายใน เมื่อเปิดออกพบกระดาษคาร์บอนและพลาสติกใส ด้านในบรรจุผงสีขาว จึงนำผงสีขาวทดสอบด้วยน้ำยาเคมี ONCB051 MARQUIS REAGENT ปรากฏว่าทำปฏิกิริยากับน้ำยาเคมีทดสอบจากใสไม่มีสีเปลี่ยนเป็นสีม่วง จึงเชื่อได้ว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน)นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ฯ ยังได้ตรวจค้นกระเป๋าถือสตรี อีก 2 ใบ พบว่าบริเวณผนังกระเป๋า มีรอยเย็บใหม่ทั้ง 2 ด้าน และมีลักษณะหนาผิดปกติ เจ้าหน้าที่ฯ จึงกรีดบริเวณผนังกระเป๋าออก พบสิ่งผิดปกติมีลักษณะเป็นห่อสีเทาซุกซ่อนอยู่ภายใน ด้านในพบผงสีขาว จึงนำมาทดสอบด้วยน้ำยาเคมี ONCB051 MARQUIS REAGENT อีกครั้ง เชื่อได้ว่าเป็นเฮโรอีน เช่นกัน รวมของกลางที่ตรวจพบ เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) น้ำหนักรวมสิ่งห่อหุ้ม 3,235 กรัม มูลค่ากว่า 1 ล้านบาทการกระทำดังกล่าว เป็นการพยายามลักลอบนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) ออกนอกราชอาณาจักรและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด อันเป็นความผิดตามมาตรา 242 มาตรา 252 ประกอบมาตรา 166 และมาตรา 167 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องโฆษกกรมศุลกากร กล่าวต่ออีกว่า สำหรับผลการดำเนินการตรวจยึดยาเสพติดของกรมศุลกากร ประจำปีงบประมาณ 2568 (ตุลาคม 2567 – 30 มิถุนายน 2568) โดยสามารถตรวจยึดยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 (เฮโรอีน) จำนวน 28 คดี น้ำหนักรวมประมาณ 97.87 กิโลกรัม

ไปจีนต้องรู้! CAAT แจ้งข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับ "พาวเวอร์แบงค์"
อ่าน

ไปจีนต้องรู้! CAAT แจ้งข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับ "พาวเวอร์แบงค์"

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ขอแจ้งเตือนผู้โดยสารที่มีแผนการเดินทางด้วยเที่ยวบินภายในประเทศจีน ให้ตรวจสอบข้อกำหนดเกี่ยวกับการพกพา “พาวเวอร์แบงค์” (Power Bank) ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CAAC) ได้ออกประกาศบังคับใช้มาตรการใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2568 เป็นต้นไป โดยพาวเวอร์แบงค์ที่สามารถนำขึ้นเที่ยวบินภายในประเทศจีนได้ จะต้องมีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานความปลอดภัยของจีน หรือที่เรียกว่า CCC (China Compulsory Certification)- หากพาวเวอร์แบงค์ไม่มีเครื่องหมาย CCC อาจไม่ผ่านด่านตรวจรักษาความปลอดภัยของสนามบิน- ทั้งนี้ ยังคงห้ามนำแบตเตอรี่ลิเทียมหรือพาวเวอร์แบงค์ใส่ในสัมภาระโหลดใต้เครื่อง โดยเด็ดขาด- มาตรการนี้ใช้กับ เที่ยวบินภายในประเทศจีนเท่านั้น และรายละเอียดอาจแตกต่างกันไปในแต่ละสนามบินหากผู้โดยสารมีแผนเดินทางเข้าประเทศจีนและต่อเครื่องบินภายในประเทศ ขอแนะนำให้ติดต่อสอบถามกับสายการบินล่วงหน้า เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของท่านสามารถนำขึ้นเครื่องได้ตามข้อกำหนด และไม่กระทบต่อแผนการเดินทาง ดูประกาศฉบับเต็ม (ภาษาจีน) ได้ที่: https://www.caac.gov.cn/.../202506/t20250626_227805.htmlข่าวที่เกี่ยวข้อง- การบินไทย แจ้งผู้โดยสารห้ามใช้ หรือ ชาร์จ "พาวเวอร์แบงค์" บนเครื่อง เริ่ม 15 มี.ค.นี้- แนะวิธีเลือกซื้อ-ใช้งาน "พาวเวอร์แบงค์" หากจะทิ้งของเก่าควรทำอย่างไร?

"ค้าชายแดน" ไทยยังแกร่ง 5 เดือนแรก  +11.0%  มูลค่า 8.3 แสนล้านบาท
อ่าน

"ค้าชายแดน" ไทยยังแกร่ง 5 เดือนแรก +11.0% มูลค่า 8.3 แสนล้านบาท

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา พบมีมูลค่าการค้ารวม 200,773 ล้านบาท ขยายตัว 13.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 128,155 ล้านบาท (+15.1%) และการนำเข้า 72,618 ล้านบาท (+11.8%)ทั้งนี้ไทยได้ดุลการค้าในเดือนพฤษภาคม 2568 ทั้งสิ้น 55,537 ล้านบาท ส่งผลให้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนมีมูลค่าการค้ารวม 833,171 ล้านบาท (+11.0%) เป็นการส่งออก 480,834 ล้านบาท (+9.8%) การนำเข้า 352,337 ล้านบาท (+12.8%) และไทยได้ดุลการค้า 128,497 ล้านบาทขณะที่ "การค้าชายแดน"กับประเทศเพื่อนบ้าน 4 ประเทศ เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 85,625 ล้านบาท (-2.1%) เป็นการส่งออก 54,745 ล้านบาท (-2.3%) การนำเข้า 30,880 ล้านบาท (-1.7%) และไทยได้ดุลการค้ารวมทั้งสิ้น 23,866 ล้านบาทโดยการค้าชายแดนกับ มาเลเซีย มีมูลค่าสูงสุด 28,557 ล้านบาท (+4.2%) รองลงมา คือ สปป.ลาว 23,953 ล้านบาท (-5.7%) เมียนมา 17,005 ล้านบาท (-13.3%) และกัมพูชา 16,110 ล้านบาท (+7.0%) ซึ่งสินค้าส่งออกชายแดนสำคัญในเดือนพฤษภาคม 2568 ได้แก่ น้ำมันดีเซล 2,949 ล้านบาท น้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ 1,545 ล้านบาท และเครื่องดื่มอื่น ๆ (เช่น นม UHT นมถั่วเหลือง) 1,472 ล้านบาทส่งผลให้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การค้าชายแดนมีมูลค่ารวม 429,657 ล้านบาท (+3.7%) เป็นการส่งออก 261,042 ล้านบาท (+1.4%) และการนำเข้า 168,616 ล้านบาท (+7.6%) ขณะที่ "การค้าผ่านแดน" ไปประเทศที่สาม เดือนพฤษภาคม 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 115,148 ล้านบาท (+29.6%) เป็นการส่งออก 73,410 ล้านบาท (+32.8%) และการนำเข้า 41,739 ล้านบาท (+24.4%)โดยการค้าผ่านแดนไปจีน มีมูลค่าสูงที่สุด 77,314 ล้านบาท (+33.7%) รองลงมาคือ สิงคโปร์ และเวียดนาม มีมูลค่า 14,106 ล้านบาท (+46.7%) และ 7,471 ล้านบาท (+3.3%) ตามลำดับ ซึ่งสินค้าส่งออกผ่านแดนสำคัญในเดือนพฤษภาคม 2568 ได้แก่ ทุเรียนสด 30,145 ล้านบาท ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 13,172 ล้านบาท และมังคุดสด 4,088 ล้านบาทส่งผลให้ 5 เดือนแรกของปี 2568 การค้าผ่านแดนมีมูลค่ารวม 403,513 ล้านบาท (+20.0%) เป็นการส่งออก 219,792 ล้านบาท (+21.6%) และการนำเข้า 183,721 ล้านบาท (+18.1%)อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า การค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยในเดือนพฤษภาคม 2568 ยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยการส่งออกผ่านแดนไปจีนขยายตัวสูงถึง 38.7% จากความต้องการผลไม้ของจีนที่สูงขึ้นต้อนรับฤดูกาลผลไม้ เช่น ทุเรียนสด 30,145 ล้านบาท (+23.6%) มังคุดสด 3,776 ล้านบาท (+9.6%) ในขณะที่การส่งออกผ่านแดนกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อาทิ ฮาร์ด ดิสก์ ไดรฟ์ 13,172 ล้านบาท (+87.4%) เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อื่นๆ 2,738 ล้านบาท (+91.7%) และแผงวงจรไฟฟ้า 1,637 ล้านบาท (+126.6%) ยังคงขยายตัวสูงด้านการค้าชายแดนในเดือนพฤษภาคม 2568 หดตัว -2.1% และการส่งออกชายแดนหดตัว -2.3% เป็นผลมาจากการค้าชายแดนด้าน สปป.ลาว และด้านเมียนมา ที่หดตัว -5.7% และ -13.3% ตามลำดับ โดยการส่งออกชายแดนไป สปป.ลาว หดตัว -10.7% จากสินค้าพลังงาน ได้แก่ น้ำมันดีเซล และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ ที่มูลค่าการส่งออกลดลง -6.8% และ -13.2% ตามลำดับ เนื่องจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงเดือนพฤษภาคม 2568 ปรับตัวลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม การส่งออกในเชิงปริมาณของน้ำมันดีเซล และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ ไป สปป.ลาว ยังขยายตัว +27.7% และ +12.0% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกชายแดนไปเมียนมาลดลง -5.0% เป็นผลมาจากมาตรการ 3 ตัด ตามมติที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (4 กุมภาพันธ์ 2568) กรณีการระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง ไฟฟ้า และสัญญาณโทรคมนาคม รวมถึงมาตรการควบคุมและขอความร่วมมือในการงดการส่งออกสินค้าที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ อาทิ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ แบตเตอรี่ เครื่องมือสื่อสาร โดยมูลค่าการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง (น้ำมันดีเซล น้ำมันเบนซิน และน้ำมันสำเร็จรูปอื่น ๆ) ลดลง 84.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนสำหรับสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา กรมฯ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดภายหลังจากฝ่ายความมั่นคงได้ประกาศได้ประกาศมาตรการควบคุมจุดผ่านแดนชายแดนไทย – กัมพูชา โดยประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และด่านศุลการชายแดนไทย – กัมพูชา รวบรวมข้อมูลรายงานกระทรวงฯ ให้ทราบเป็นประจำทุกวัน ตลอดจนเข้าร่วมประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) ตามที่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงฯ โดยรายงานความพร้อมของกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยเหลือ ระบายสินค้าผักและผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งห้ามนำเข้าของกัมพูชา และการติดตามสถานการณ์ผลกระทบผ่านเครือข่ายของกระทรวงพาณิชย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการหารือร่วมกับภาคเอกชนเตรียมความพร้อมรองรับในการหาทางเลือกขนส่งสินค้าด้วยช่องทางอื่น ๆ นอกจากช่องทางชายแดน เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเศรษฐกิจให้กับประชาชน

ไทยส่งออก"ทุเรียน"ผ่านด่านของ"จีน"ฉลุย
อ่าน

ไทยส่งออก"ทุเรียน"ผ่านด่านของ"จีน"ฉลุย

นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้มอบนโยบายให้ทูตพาณิชย์ที่ประจำอยู่ในประเทศต่าง ๆ ทำการสำรวจลู่ทางการค้าและโอกาสการส่งออกสินค้าไทยไปยังประเทศที่ประจำโดยล่าสุด ได้รับรายงานจากผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครหนานหนิง สาธารณรัฐประชาชนจีน ถึงการติดตามสถานการณ์การขนส่งสินค้าด้วยรถบรรทุกผ่านเข้าออกด่านโหย่วอี้กวนของจีน และสถานการณ์การส่งออกผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนเข้าสู่ตลาดจีนผ่านทางด่านนี้ อย่างไรก็ตาม ทูตพาณิชย์ ได้รายงานว่า จากการติดตามสถานการณ์ พบว่า ปัจจุบันด่านโหย่วอี้กวน เป็นด่านทางบกที่สำคัญของจีนที่เปิดสู่เวียดนามและประเทศกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ และยังเป็นด่านนำเข้าส่งออกผลไม้ทางบกที่ใหญ่ที่สุดของจีนโดยศุลกากรด่านโหย่วอี้กวนได้ปรับกระบวนการผ่านด่านอย่างต่อเนื่อง ยกระดับประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี นำมาตรการอำนวยความสะดวกขั้นสูงมาใช้ พร้อมให้บริการกับรถบรรทุกที่เข้าออกประเทศอย่างเหมะสม เพื่อรับประกันความปลอดภัย ความคล่องตัว และประสิทธิภาพของการผ่านด่าน รวมถึงการให้บริการในช่วงวันหยุดเทศกาลเป็นปกติ ทั้งนี้ ผลจากการยกระดับการให้บริการ ทำให้รถบรรทุกผ่านเข้าออกด่านโหย่วอี้กวนในช่วงวันหยุดเทศกาลแข่งเรือของจีน วันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.2568 ที่ผ่านมา รถบรรทุกผลไม้นำเข้าได้ผ่านพิธีการศุลกากรที่ด่านโหย่วอี้กวนอย่างเป็นระเบียบ โดยในช่วงวันหยุด 3 วันนี้ จำนวนรถบรรทุกเข้าออกประเทศที่ผ่านด่านโหย่วอี้กวนสะสมมากกว่า 8,800 คัน หรือเฉลี่ยวันละ 2,934 คันต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 ซึ่งแม้จะมีจำนวนรถบรรทุกมาก แต่การผ่านด่านเป็นไปอย่างราบรื่นส่วนการส่งออกผลไม้ของไทยไปจีน โดยเฉพาะทุเรียน พบว่า มีรถบรรทุกขนส่งทุเรียนไทยที่เข้าผ่านด่านโหย่วอี้กวนจำนวนมาก เดือน พ.ค.2568 มีทุเรียนไทยที่เข้าด่านโหย่วอี้กวนจำนวน 4,540 ตู้เฉลี่ยวันละ 150 ตู้แต่ช่วงนี้เข้ามาวันละประมาณ 170 ตู้ หลังจากศุลกากรดำเนินการตรวจสอบ BY2 เป็นสุ่มตรวจ ทำให้การตรวจปล่อยของทุเรียนนำเข้าได้เร็วขึ้น

"กรมการค้าต่างประเทศ "​ลุยเชื่อมข้อมูล"โรงงาน"ทั่วประเทศ
อ่าน

"กรมการค้าต่างประเทศ "​ลุยเชื่อมข้อมูล"โรงงาน"ทั่วประเทศ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เน้นย้ำแนวทางการป้องกันปัญหาการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา กรมการค้าฯ ได้จัดประชุมหารือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อร่วมกันวางแนวทางการทำงานเชิงบูรณาการระหว่าง คต. และกรมโรงงานอุตสาหกรรม ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโรงงานและการเชื่อมระบบฐานข้อมูล เช่น รายงานการประกอบการ ภาพถ่ายสถานประกอบการ ใบอนุญาตต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง การจ้างแรงงาน รวมทั้งการร่วมตรวจสถานประกอบการ/โรงงานผู้ผลิตสินค้า โดย คต. และกรมโรงงานอุตสาหกรรม จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าก่อนการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสินค้าที่ส่งออกมีถิ่นกำเนิดไทยจริงซึ่งจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ศุลกากรประเทศคู่ค้าปลายทางและส่งเสริมภาคการส่งออกของไทยอย่างยั่งยืน นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ประกอบการที่ทำการค้าอย่างสุจริตถูกต้อง ยินดีให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ทั้งสองหน่วยงาน จะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบ และการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form C/O) รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยลดผลกระทบจากมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันได้ที่กำลังเกิดขึ้นได้

สธ. ย้ำสิทธิรักษา 30 บาท “เฉพาะคนไทย” เล็งใช้ เครื่องตรวจม่านตาสกัดต่างด้าว
อ่าน

สธ. ย้ำสิทธิรักษา 30 บาท “เฉพาะคนไทย” เล็งใช้ เครื่องตรวจม่านตาสกัดต่างด้าว

สธ. ยืนยัน 30 บาทรักษาทุกโรค ใช้ได้เฉพาะคนไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีแพทย์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชาเปิดเผยว่า มีชาวต่างด้าวสวมสิทธิใช้บัตร 30 บาทรักษาทุกที่ของคนไทยว่า ปัญหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับแรงงานผิดกฎหมาย ซึ่งกระทรวงฯ ได้นำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีแล้ว เพื่อผลักดันให้กระทรวงสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่ โดยเฉพาะในด้านการควบคุมโรคระบาดที่มีประวัติการแพร่เข้ามาในประเทศในอดีต รัฐมนตรีฯ ย้ำว่า สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นสิทธิสำหรับ คนไทยเท่านั้น และการตรวจสอบการใช้สิทธิ์จะต้องเป็นรายบุคคล ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ทั้งนี้ ได้เสนอให้คณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อสนับสนุนการใช้เครื่องไบโอเมตริกซ์สำหรับตรวจม่านตาในโรงพยาบาลชายแดน เพื่อใช้ในการยืนยันตัวตนผู้ป่วย และป้องกันการสวมสิทธิ์นายสมศักดิ์ระบุว่า เครื่องตรวจม่านตานี้มีราคาเพียงประมาณ 15,000 บาทต่อเครื่อง หากติดตั้งในโรงพยาบาลชายแดน 30 แห่ง จะใช้งบประมาณเพียงราว 400,000 บาท ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพในการควบคุมปัญหา ทั้งนี้ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า บางพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องยังขัดต่อหลักการทำงานของกระทรวง จึงต้องมีการปรับปรุงเพื่อให้การดำเนินงานด้านสาธารณสุขเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามเป้าหมาย

เตือน! ข่าวปลอมไทย-กัมพูชา ระบาดหนัก ขอประชาชนอย่าเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลเท็จ
อ่าน

เตือน! ข่าวปลอมไทย-กัมพูชา ระบาดหนัก ขอประชาชนอย่าเชื่อ อย่าแชร์ข้อมูลเท็จ

7 มิถุนายน 2568 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่สื่อสังคมออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อความและภาพ อ้างอิงถึงประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชานั้น พบว่าขณะนี้มีการบิดเบือนข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสนใจ ทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ตื่นตระหนก วิตกกังวล และสร้างความสับสนในสังคมเป็นวงกว้างรัฐบาล โดยศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (Anti-Fake News Center) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ตรวจสอบพบว่ามีข่าวที่เกี่ยวข้องกับประเด็นดังกล่าวมากถึง 33 ข่าว และเป็นข่าวปลอมที่ได้รับการตรวจสอบจากหน่วยงานของรัฐแล้ว 9 ข่าวด้วยกัน โดยพบว่าประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดคือ ข่าวปลอมที่อ้างว่า “รัฐบาลไทยเตรียมประกาศปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา 6 แห่ง” ซึ่งไม่เป็นความจริงและเป็นการสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในวงกว้าง ทั้งนี้ จากการประสานงานตรวจสอบร่วมกับของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) และหน่วยงานชายแดนที่เกี่ยวข้องแล้ว ยืนยันว่า ทุกด่านยังเปิดให้บริการตามปกติ และตรวจสอบพบว่าเป็นการสร้างข้อมูลปลอม โดยได้ทำการปิดกั้นการเผยแพร่แล้ว“เรื่องเขตแดนไทย–กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของคนทั้ง 2 ประเทศ การแชร์ข่าวปลอมยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นของการทำภาพ AI ที่เผยแพร่เพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง หรือประเด็นการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ รวมทั้งกรณีข่าวลือปลดแม่ทัพภาคที่ 2 ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลจากช่องทางทางการและสื่อหลักที่น่าเชื่อถือเท่านั้น อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนทุกคน ก่อนเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใด ๆ ควรตรวจสอบว่าแหล่งข่าวเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือสามารถตรวจสอบข้อมูลกับช่องทางหลักของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย หรือ โทรสายด่วน 1111 ตลอด 24 ชม. หากพบโพสต์ ข้อความต้องสงสัย สามารถส่งลิงก์หรือภาพหลักฐานเพื่อตรวจสอบ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอม และการเผยแพร่ข้อมูลเท็จอาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยสามารถแจ้งเบาะแส ข่าวปลอม และอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ โทรสายด่วน 1111 (24 ชม.) | Line ID: @antifakenewscenter | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.comอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องนายกฯ เผยผลหารือสมช. ไม่อยากให้เกิดกระแสปลุกปั่นรัฐบาล-กองทัพมีปัญหากันกองทัพสนับสนุนนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาตามแนวชายแดนด้วยแนวทางสันติวิธีนายกฯ ยันสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รัฐบาลเดินหน้ารักษาอธิปไตย

กสทช.ลุยจับมือถือเถื่อนกว่า 9,500 เครื่อง ไม่รองรับ 5G ตามโฆษณา
อ่าน

กสทช.ลุยจับมือถือเถื่อนกว่า 9,500 เครื่อง ไม่รองรับ 5G ตามโฆษณา

นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2568 หน่วยพระพาย โดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตำรวจไซเบอร์ เจ้าหน้าที่กรมศุลกากร และเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต เข้าตรวจค้นบริษัทในพื้นที่อำเภอเมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งเป็นบริษัทผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตยี่ห้อ TIMI และได้ยื่นรับรองมาตรฐานทางเทคนิคจากสำนักงาน กสทช. แล้ว แต่มีประชาชนร้องเรียนเรื่องคุณภาพโทรศัพท์มือถือ เครื่องช้า ใช้ 5G ไม่ได้ตามโฆษณาหน่วยพระพายจึงดำเนินการตรวจสอบพบว่า โทรศัพท์มือถือ และแท็บเล็ตที่บริษัททั้งสองแห่งนำมาขายไม่ได้มาตรฐานทางเทคนิคตามที่ยื่นขอไว้ โดยใช้เอกสารนำเข้าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่ผ่านการรับรองคนละรุ่นกับที่ขาย จึงเข้าข่ายความผิดฐานนำเข้าและจำหน่ายเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับรองมาตรฐานทางเทคนิคจาก กสทช. นายไตรรัตน์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของหน่วยพระพายครั้งนี้ ตรวจพบโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวน 9,540 เครื่อง มูลค่ารวมประมาณ 33 ล้านบาท ขั้นตอนจากนี้จะมีการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีความผิดตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคมฐานความผิดนำเข้าเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตต่อ สภ.เมือง สมุทรปราการสำหรับการเข้าตรวจค้นครั้งนี้ พบว่าโทรศัพท์มือถือและแท็บเล็ตที่ขายผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน และยังมีโทรศัพท์มือถือจำนวนหนึ่งถูกลูกค้าส่งกลับมาเคลมเครื่องชำรุด ถือเป็นการสนธิกำลังร่วมกับ สคบ. ครั้งแรกในการลงพื้นที่ เพื่อตรวจสอบมาตรฐานสินค้าที่ไม่ตรงตามโฆษณา และไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากพบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าไอทีที่มีปัญหาไม่ตรงตามโฆษณา สามารถแจ้งผ่านสายด่วน สคบ. 1166 ได้เช่นเดียวกับสินค้าประเภทอื่น โดยในส่วนของสำนักงาน กสทช. จะเข้าตรวจสอบเรื่องใบรับรองมาตรฐานทางเทคนิคซึ่งต้องตรงรุ่นกับที่ผ่านการตรวจสอบ และการขออนุญาตใช้สติ๊กเกอร์ครุฑติดบนสินค้าไอที หากตรวจสอบว่ามีการลักลอบใช้สติ๊กเกอร์จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป “การเลือกซื้อโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต ต้องดูด้วยว่าราคาที่ขายกับคุณสมบัติของตัวเครื่องมีความเป็นไปได้ เหมาะสมกับราคาจริงหรือไม่ เลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ยิ่งปัจจุบันคนนิยมซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่เห็นสินค้าจริง การโฆษณาอาจไม่ตรงปกกับสินค้าที่ได้รับ เช่น บอกว่าโทรศัพท์ใช้ 5G ได้ในราคาเครื่องละไม่กี่บาท แต่พอได้เครื่องกลับใช้ 5G ไม่ได้ เมื่อไม่มีสัญญาณ 5G ขึ้นบนโทรศัพท์ คนซื้อก็จะคิดว่าสัญญาณโทรศัพท์ไม่ดี แต่จริงๆคือ โทรศัพท์ที่ซื้อรองรับ 5G ไม่ได้จริง ถือเป็นการหลอกลวงขายสินค้า เพราะไม่เห็นสินค้า ซึ่งสำนักงาน กสทช. จะลงพื้นที่ตรวจเรื่องนี้อย่างเข้มข้น โดยประสานขอความร่วมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ด้วยกัน เพราะคนหันมาซื้อขายสินค้าออนไลน์เพิ่มมากขึ้น รูปแบบการหลอกลวงก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา และการใช้โทรศัพท์ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานทางเทคนิคจาก กสทช. ก็อาจทำให้เกิดการรบกวนโครงข่ายโทรศัพท์มือถือของผู้ให้บริการได้อีกด้วย” นายไตรรัตน์ กล่าว

"กรมศุลกากร"ปราบปราม"สินค้าผิดกฎหมาย" มูลค่ากว่า 12.56 ล้านบาท
อ่าน

"กรมศุลกากร"ปราบปราม"สินค้าผิดกฎหมาย" มูลค่ากว่า 12.56 ล้านบาท

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ที่ปรึกษาด้านการพัฒนาและบริหารการจัดเก็บภาษี ในฐานะโฆษก กรมศุลกากร เปิดเผยว่า ความสำเร็จในการปราบปรามในครั้งนี้เกิดจากการเฝ้าระวังและลงพื้นที่ตรวจค้นอย่างต่อเนื่องของกองสืบสวนและปราบปราม สำนักงานศุลกากรหนองคาย สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา ด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก และด่านศุลกากรชุมพรทำให้สามารถตรวจยึดสินค้าผิดกฎหมายได้ถึง 12.56 ล้านบาท ดังนี้1. บุหรี่ไฟฟ้าสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ตรวจค้นพัสดุในบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์ จำนวน 22,136 ชิ้นมูลค่า 6,927,000 บาท ด่านศุลกากรสุไหงโก-ลก ได้ออกลาดตระเวนในพื้นที่ความรับผิดชอบของด่านฯและตรวจค้นรถยนต์ต้องสงสัยบริเวณด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก พบบุหรี่ไฟฟ้าจำนวน 1,646 ชิ้น มูลค่าประมาณ 400,000 บาท และด่านศุลกากรชุมพร ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 552 ชิ้น มูลค่า 102,400 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 7,429,400 บาท 2. บุหรี่ต่างประเทศกองสืบสวนและปราบปราม ร่วมกับด่านศุลกากรคลองใหญ่ ร่วมกันลาดตระเวน ในพื้นที่อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 93,200 มวน มูลค่า 300,000 บาท สำนักงานศุลกากรหนองคายทำการตรวจค้นรถยนต์ส่วนบุคคลขาเข้าด่านพรมแดนหนองคาย พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 15,200 มวนมูลค่า 76,000 บาท สำหรับสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 ด่านศุลกากรสงขลา และด่านศุลกากรท่าอากาศยานหาดใหญ่ ตรวจค้นพัสดุในบริษัทขนส่งเอกชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พบบุหรี่ต่างประเทศ จำนวน 972,000 มวน มูลค่า 4,630,000 บาท อีกทั้งยังได้เข้าตรวจค้นร้านค้าไม่ปรากฏเลขที่ในอำเภอหาดใหญ่ ซึ่งต้องสงสัยว่ามีการซุกซ่อนของต้องห้าม ผลการตรวจค้นพบบุหรี่เมืองกำเนิดต่างประเทศ จำนวน 8,360 มวน มูลค่าประมาณ 40,000 บาท นอกจากนี้ ด่านศุลกากรชุมพร ได้ทำการตรวจค้นรถบรรทุกรับจ้างขนส่งสินค้าทั่วไป พบบุหรี่ไฟฟ้า จำนวน 10,800 มวน มูลค่า 10,800 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 5,056,800 บาท 3. น้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินสำนักงานศุลกากรภาคที่ 4 เข้าตรวจค้นโกดังร้างไม่มีเลขที่ อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลาซึ่งต้องสงสัยว่าอาจมีการลักลอบขนย้ายสินค้าที่มิได้เสียภาษีอากรและไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จากการตรวจค้นพบ น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดดีเซลบรรจุถังขนาด 1,000 ลิตร จำนวน 1 ถัง และน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเบนซินบรรจุถังขนาด30 ลิตร จำนวน 34 ถัง จำนวน 1,020 ลิตร รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,020 ลิตร มูลค่าประมาณ 74,020 บาท โฆษกกรมศุลกากร กล่าวเพิ่มเติม ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณ 2568 ถึงปัจจุบัน (1 ต.ค. 67 – 26 พ.ค. 68) สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ จำนวน 1,066,042 ชิ้น มูลค่า 111.63 ล้านบาทบุหรี่ จำนวน 39,060,397 มวน มูลค่า 189.34 ล้านบาท น้ำมันเชื้อเพลิง 179,655 ลิตร มูลค่า 5.51 ล้านบาท และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 36,059 ลิตร มูลค่า 8.62 ล้านบาท ซึ่งกรมศุลกากรจะยังคงเข้มงวดในการป้องกัน และปราบปรามสินค้าที่ผิดกฎหมายตามนโยบายภาครัฐอย่างต่อเนื่องต่อไป

หน้ากากอนามัยไม่ขาดแคลน! เตือนคนขายฉวยโอกาสขึ้นราคา โทษหนัก
อ่าน

หน้ากากอนามัยไม่ขาดแคลน! เตือนคนขายฉวยโอกาสขึ้นราคา โทษหนัก

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันพบว่า ยังมีการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 อยู่บ้างทำให้ประชาชนมีความกังวลเรื่องหน้ากากอนามัยขาดแคลน ซึ่งรัฐบาล โดยกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามสถานการณ์การจำหน่ายชุดตรวจโควิด-19 (ATK) หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือจากโดยมีผู้ผลิต ผู้นำเข้า ห้างค้าส่งค้าปลีก ผู้ประกอบการกว่า 20 รายอย่างใกล้ชิดขอยืนยันว่ามีสินค้าพอเพียงและราคาปกติ ไม่มีการปรับขึ้น มีแต่การลดราคาและโปรโมชันต่อเนื่อง ขอประชาชนอย่าเป็นกังวล นายอนุกูล กล่าวว่า ปัจจุบันกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยอยู่ที่ 50-60% ของความสามารถทั้งหมด และสามารถเพิ่มได้ และวัตถุดิบหลักในการผลิตยังคงเพียงพอ ส่วน ATK ยังต้องนำเข้าทั้งหมด แต่สินค้ามีเพียงพอสำหรับจำหน่ายและมีการนำเข้าเพิ่มเติมต่อเนื่อง รองรับความต้องการของประชาชนซึ่งประชาชนยังคงหาซื้อสินค้าได้จากหลายช่องทาง เช่น ห้างค้าส่ง ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาเก็ต ร้านขายยา และแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้งนี้ ผู้บริโภคควรเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับชนิด ยี่ห้อ และคุณภาพของสินค้า “ยืนยันข่าวลือเกี่ยวกับการขาดแคลนหน้ากากอนามัยไม่เป็นความจริง ขอให้ประชาชนมั่นใจว่ามี ATK หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือเพียงพอ ย้ำเตือนร้านค้าที่กักตุนสินค้า หรือขายเกินราคามีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ข้อหาขายเกินราคาควบคุม มาตรา 25 (1) และมาตรา 25 (5) ไม่แจ้งต้นทุนซื้อขายสต๊อก มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ข้อหาไม่ปิดป้ายแสดงราคาขาย มาตรา 28 มีอัตราโทษปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทข้อหาขายแพงเกินสมควร (มาตรา 29) มีอัตราโทษจำคุก ไม่เกิน 7 ปี ปรับไม่เกิน 1.4 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากพบการฉวยโอกาสหรือกักตุนสินค้า ราคาสูงเกินจริง สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน 1569 หรือไลน์ @MR.DIT” นายอนุกูล กล่าวข่าวที่เกี่ยวข้อง- โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำฤดูกาล ความรุนแรงไม่ได้เพิ่มขึ้น- หมอมนูญ ยกเคส "ผู้ป่วยอายุ 92 ปี" ติดโควิด-19 มีโรคประจำตัวหลายโรค

“พาณิชย์” ถกผู้ประกอบการ ยัน "ATK" หน้ากากอนามัย ไม่ขาดแคลน ราคาปกติ
อ่าน

“พาณิชย์” ถกผู้ประกอบการ ยัน "ATK" หน้ากากอนามัย ไม่ขาดแคลน ราคาปกติ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นายกรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เรียกประชุมผู้ผลิต ผู้นำเข้า ห้างค้าส่งค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อ กว่า 20 ราย มาสอบถามถึงสถานการณ์การจำหน่ายชุดตรวจโควิด-19 (ATK) หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือ โดยผู้ประกอบการทุกรายยืนยันว่าสินค้ามีเพียงพอ ไม่ขาดแคลนตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด ส่วนของราคาก็เป็นปกติ ไม่มีการปรับขึ้น มีแต่ปรับลดหรือจัดโปรโมชันลดราคาอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ จากการหารือกับผู้ผลิต พบว่า ปัจจุบันมีกำลังการผลิตหน้ากากอนามัยแค่ 50-60% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ยังสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกมากสำหรับวัตถุดิบหลักที่ใช้ในการผลิต เช่น ใยสังเคราะห์ (Spunbond) และแผ่นกรอง (Filter) ก็มีเพียงพอต่อการผลิตหน้ากากอนามัย ส่วน ATK เป็นสินค้าที่ต้องนำเข้าทั้งหมดและมีข้อจำกัดในการเก็บรักษา เพราะหากเก็บนานน้ำยาจะแห้ง ประกอบกับในช่วงก่อนหน้านี้ คนซื้อน้อย ทำให้ไม่ค่อยมีการสต๊อกสินค้าไว้เป็นจำนวนมาก แต่ผู้นำเข้า ATK ยืนยันว่า สินค้าคงเหลือยังคงมีเพียงพอสำหรับการจำหน่ายให้กับประชาชน และบริษัทมีการนำเข้าเพิ่มเติมเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในขณะนี้ นอกจากนี้ ทั้ง ATK หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือ ยังสามารถหาซื้อได้หลายช่องทาง เช่น ห้างค้าส่งค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ซุปเปอร์มาเก็ต ร้านขายยา และแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าได้ เนื่องจากราคาจะขึ้นอยู่กับชนิด ยี่ห้อ และคุณภาพของสินค้าอย่างไรก็ตาม กรมขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ATK หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือ มีเพียงพอ แต่หากประชาชนพบเห็นการฉวยโอกาส เอารัดเอาเปรียบ กักตุนสินค้า หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการค้า สามารถร้องเรียนได้ทางสายด่วนกรมการค้าภายใน โทร 1569 หรือแอปพลิเคชันไลน์ @MR.DIT กรมจะเข้าไปตรวจสอบ หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายนายพิชัย นริพทะพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน ติดตามสถานการณ์ ATK หน้ากากอนามัย และแอลกอฮอล์ล้างมือ อย่าให้ขาดแคลน และป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพแก่พี่น้องประชาชน เพราะปัจจุบัน สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น ตั้งแต่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน ประกอบกับปัจจุบันเป็นช่วงโรงเรียนเปิดเทอม ทำให้มีการซื้อ ATK หน้ากากอนามัย แอลกอฮอล์ล้างมือเพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 และเกิดกระแสข่าวว่า ATK และหน้ากากอนามัยบางยี่ห้อขาดแคลน ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

6เดือนยึดสินค้าไร้มาตรฐาน​ 692​ ล้านบ.​
อ่าน

6เดือนยึดสินค้าไร้มาตรฐาน​ 692​ ล้านบ.​

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ และสถานการณ์การค้าของโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ซึ่งในวันนี้ต้องยอมรับว่า การใช้วิธีการเดิม ๆ นั้น ไม่ทันต่อการปราบปรามและแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามการผลิต นำเข้า และจำหน่ายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ผ่านมาตรฐาน มอก. อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ กำหนดรายการสินค้าที่ต้องเฝ้าระวังการลักลอบสวมสิทธิ์เป็นสินค้าไทยเพิ่มเติม เร่งปิดช่องโหว่ทางกฎหมายที่เอื้อต่อการสวมสิทธิ์ เพิ่มบทลงโทษแก่ผู้กระทำความผิด ตรวจสอบโรงงานต่างชาติฝ่าฝืนกฎหมายตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินทุนจดทะเบียน ทบทวนเงื่อนไขการส่งเสริมการลงทุนให้มีการจ้างแรงงานไทยและการใช้ปัจจัยการผลิตในประเทศ และยกระดับการติดตามตรวจสอบให้เป็นไปตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ตุลาคม 2567- มีนาคม 2568) "ชุดตรวจการสุดซอย" ของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ปราบปราม "อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ" ซึ่งเป็นการกระทำความผิดหลากหลายรูปแบบอาทิ โรงงานต่างชาติที่มีลักษณะเข้าข่ายเป็นนอมินี ซึ่งอยู่ในระหว่างการขยายผลร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การลักลอบนำเข้าสินค้าที่ไม่ผ่านมาตรฐาน โดยพฤติกรรมผู้กระทำความผิดมีการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และไม่มีตัวตนในประเทศไทย การลักลอบสวมสิทธิ์ผลิตสินค้าที่กำหนดให้ต้องเป็นไปตามมาตรฐาน และส่งออกโดยอ้างว่าเป็นสินค้าไทย การจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนศูนย์เหรียญ โดยยึดอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานกว่า 692.14 ล้านบาท