TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “ジェーン・パトリックの功罪―Don’t Be Too Emotional― ” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
"ยิปซี-นิโคลัส" เปิดเรื่องรักกับสามี รัก 8 ปี เกือบพังเพราะอีโก้!
"ยิปซี คีรติ" ควงคู่สามี "นิโคลัส ฮอว์" เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงอินไซต์ความสัมพันธ์ตลอด 8 ปี เผยเรื่องที่หลายคนไม่เคยรู้ แม้จะผ่านทั้งอุบัติเหตุ ความจำเสื่อมและภาวะซึมเศร้ามาด้วยกัน แต่สิ่งที่เกือบทำให้ความรักต้องจบเพราะอีโก้ ความเห็นต่างและความกดดันสะสมทุกวัน ก่อนทั้งคู่จะตัดสินใจถอยคนละก้าวเพื่อรักษาความสัมพันธ์ให้เดินต่อได้ และเรียนรู้ว่าความรักที่ยั่งยืนไม่ใช่การเปลี่ยนอีกฝ่าย แต่คือการเติบโตและยืดหยุ่นไปด้วยกัน มีด้านไหนของตัวเองที่คุณอยากเก่งขึ้นเพื่อรักครั้งนี้ ? ยิปซี คีรติ : อยากเป็นคนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อาจจะด้วยบุคลิกของที่เมื่อก่อนจะเป็นคนที่เหมือนก้อนหิน ไม่ค่อยมีความอ่อนโยนอ่อนนุ่มในตัวเอง ซึ่งเวลาที่เรามาอยู่ในความสัมพันธ์ การมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ความมั่นใจที่มากเกินไป หรืออีโก้ที่มากเกินไป มันไม่เป็นผลดีมีแต่จะชนกัน ซึ่งอันนี้เป็นสิ่งที่ยิปได้เรียนรู้มาก็ใน 8 ปีนี้ หลัง ๆ เลยพยายามที่จะฝึกตัวเอง โดยที่มีเขาเป็นตัวอย่างด้วยนะ เพราะว่านิคเป็นคนอีกประเภทหนึ่งเลย ตรงข้ามกับยิปโดยสิ้นเชิง เขาเป็นคนตัวใหญ่ก็จริงแต่ว่าเป็นคนอ่อนนุ่ม เขาเป็นคนจิตใจดีและอ่อนโยนมาก แล้วมันเป็นสิ่งตรงข้ามที่เท่ากันพอดีของยิปเลย เราเห็นเขาแล้วเราก็ค่อย ๆ เรียนรู้จากเขา เพื่อที่จะปรับให้ตัวเองมีความยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วพอเราเริ่มเปลี่ยน รู้สึกว่าความสัมพันธ์กลายเป็นว่าดีขึ้นเรื่อย ๆ และเอาไปประยุกต์ใช้กับทุกความสัมพันธ์เลยทั้งกับพ่อแม่ เพื่อน หรือแม้กระทั่งในบริบทของการทำงาน แล้วรู้สึกว่ามันทำให้เกิดความสมดุลและความกลมกลืนมากขึ้นในการใช้ชีวิต เลยรู้สึกว่าเป็นทักษะที่อยากเก่งขึ้นในเรื่องนี้ ลองทำแล้วรู้สึกว่าได้ผลดีกับตัวเอง นิโคลัส ฮอว์ : ถ้ามองตัวเอง จริง ๆ แล้วผมเป็นคนไม่มีระบบเลย แต่ยิปเป็นคนที่ 100% ต้องมีระบบ กินข้าว ออกกำลังกาย ทุกอย่างต้องมีระบบ เราเรียนรู้จากเขาด้วยว่าเราควรจะมีระบบบ้างก็ดี ยิปซี คีรติ : ต้องอธิบายว่าของยิปสุดโต่งจริง ๆ คือการที่มีระบบในชีวิตแล้วมันสมดุล แน่นอนมันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ทำให้เราฟังก์ชันอะไรได้อย่างเป็นระเบียบมากขึ้น มีแบบแผน แต่ว่าของเรามันเกินไปตรงที่ว่าเหมือน Control freak แล้วเวลาที่บางอย่างไม่เป็นไปตามที่คิดจะสติแตก กลายเป็นว่าเราเครียด ซึ่งสุดท้ายมันไม่ได้ดีกับตัวเรา คือเมื่อก่อนความยื่นหยุ่นคือศูนย์เลย โทษตัวเองด้วยว่าฉันแย่เอง ฉันทำไม่ได้ ตอนไหนที่เห็นว่าตัวเองเริ่มยืดหยุ่น ? ยิปซี คีรติ : เพิ่งมายืดหยุ่นจริงๆ หลัง ๆ เองน่าจะ 2-3 ปีมานี้ ตรงที่ว่าการที่เรียนรู้จากเขา ไม่ใช่ว่าเขามาสอนยิป แต่มันเหมือนกับเราอยู่กับใครมาก ๆ เราจะซึมซับความเป็นตัวเขาไปเอง ว่าเวลาเจอเหตุการณ์เดียวกัน ยิปซีตอบสนองแบบนี้ นิคตอบสนองแบบนี้ แล้วเราเห็นเลยว่าต่างกันมาก แต่คนที่ทุกข์มากคือเรา คนที่ยังแฮปปี้อะไรได้คือเขา มันสถานการณ์เดียวกัน แต่วิธีเราคือมีแต่ความทุกข์ แต่ของเขาคือเขาดูสบายดี เราเลยรู้สึกว่าลองเปลี่ยนวิธีดูบ้างไหม ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วมันก็ได้ผลมาก ๆ พอเปลี่ยนมาใช้วิธีแบบเขา ชีวิตมีความสุขขึ้นเยอะมาก นิโคลัส ฮอว์ : ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เพิ่งได้เรียนรู้คือ ผมเคยมองเธอเป็นคนเดิมอยู่ตลอด เหมือนเธอยังเป็นคนที่เคร่งครัดเหมือนวันแรกที่เราเจอกัน และผมก็ไม่เคยเปิดพื้นที่ให้เธอได้เติบโตหรือเปลี่ยนแปลงเลย ผมว่าหลายคนก็เป็นแบบนี้นะ เรามักติดอยู่กับภาพจำของคนรักตั้งแต่วันแรกที่รู้จัก จนลืมไปว่าคนเราย่อมเปลี่ยนแปลง เรียนรู้ และเติบโตอยู่เสมอ แต่เราไม่ยอมให้พื้นที่เขาได้เป็นคนใหม่ สุดท้ายก็กลายเป็นว่า เราเป็นคนที่ฉุดรั้งเขาไว้โดยไม่รู้ตัว ช่วงเวลาที่ทำให้ผมเข้าใจเรื่องนี้ที่สุด คือวันแต่งงานของเราตอนที่กำลังตัดเค้ก เค้กกลับหล่นลงพื้นเสียก่อน ตอนนั้นในหัวผมมีแต่ความคิดว่า แย่แล้ว...ผมทำงานแต่งพังหมดแล้ว แต่พอหันไปมองเธอ เธอกลับยิ้ม หัวเราะ และดูมีความสุขกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ วินาทีนั้นเองที่ผมได้รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมเอาความกลัวของตัวเองไปครอบเธอ ผมคิดแทนว่าเธอคงต้องรู้สึกว่า มันไม่เป็นอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งที่ความจริงแล้วเธอไม่ได้คิดแบบนั้นเลย ผมต่างหากที่ยึดติดกับภาพเก่าของเธอ จนไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เป็นตัวของตัวเอง ในแบบที่เธอเติบโตขึ้นมาเป็นแล้ว ยิปซี คีรติ : เพิ่งเห็น เพราะว่าพอดีมันมีช่างภาพกดถ่ายรูปในรัว ๆ ในโมเมนต์นั้นที่เค้กคว่ำ แล้วหน้านิคเหวอมาก ในรูปมันยังบันทึกภาพไว้อยู่ หน้านิคสะพรึง เหมือนแบบแย่แล้ว แต่หน้ายิปกำลังยิ้มอยู่ คำพูดแบบไหนจากคนรักที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัยในวันที่คุณเปราะบาง ? นิโคลัส ฮอว์ : ผมว่าประโยคที่จำได้ที่สุด และเป็นประโยคที่ยิปซีพูดกับผมบ่อยที่สุด คือ "Are you okay?" สำหรับผมมันเป็นคำพูดที่อบอุ่นที่สุดแล้ว ตอนที่ผมฟื้นขึ้นมาในห้อง ICU สิ่งแรกที่เห็นคือผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งมองผมอยู่แล้วถามเบา ๆ ว่า "Are you okay?" พอกลับบ้านวันที่เหนื่อย ๆ เธอก็ยังถามเหมือนเดิม "Are you okay?" มันไม่ใช่แค่คำถามธรรมดาแต่มันคือความห่วงใยจากใจจริง เธออยากรู้จริง ๆ ว่าผมโอเคไหมทั้งสภาพจิตใจ ร่างกาย หรือสุขภาพโดยรวม ผมชอบคำนี้ที่สุดเพราะทุกครั้งที่ได้ยินมันทำให้รู้สึกว่ามีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ พร้อมจะรับฟังและอยู่กับเรา และแค่นั้นก็ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย และถูกรักในทุกครั้งที่ได้ยิน ลึก ๆ แล้วมันมีความรู้สึกไหนที่ส่งออกไปเวลาพูดคำนี้ ? ยิปซี คีรติ : เป็นห่วงแหล่ะ เหมือนบางทีวันธรรมดาเขาไปทำงานมาก็ดูปกติ แต่เรารู้สึกได้ว่าข้างในใจเขาน่าจะมีอะไรหนัก ๆ เหมือนสัญชาตญาณมั้งคะ ว่าวันนี้เขาเจอเรื่องอะไรไม่ดีมาหรือเปล่า เราจะถามว่าเป็นไง Are you okay? เหมือนเป็นประโยคที่เปิดให้เขาได้เล่าอะไรที่อาจจะอยู่ในใจเขาในตอนนั้น แต่ทุกครั้งที่พูดมันมาจากความเป็นห่วง สำหรับยิปซีมีคำไหนจากนิคที่ทำให้คุณรู้สึกปลอดภัย ? ยิปซี คีรติ : Do you need a cuddle? แล้วมันจะตามมาด้วยการกอด ส่วนใหญ่เวลาเขาพูดคำนี้คือยิปแย่ละ ประโยคนี้จะโผล่มาตอนที่เห็นว่าอีกนิดหนึ่งยิปจะร้องไห้แล้ว แล้วเขาจะใช้เสียงน่ารัก ๆ เป็นเสียงสองของเขา ถามยิปบ้างว่า Kitten, do you need a cuddle? แล้วทุกครั้งยิปเหมือนจะร้องไห้แล้วบอกว่า Yes แล้วพอกอดเสร็จมันเหมือนตอนนั้นทุกอย่างมันโอเคขึ้น ภาษารักของคุณเป็นแบบไหน ? ยิปซี คีรติ : ของยิปจริง ๆ เป็นคนชอบ Act of Service กับ Physical Touch ค่ะ ของขวัญ สำหรับยิปไม่ต้องเลย ไม่จำเป็นต้องมีของขวัญให้ อาจจะไม่ได้ต้องบอกบ่อยก็ได้ แต่อยากให้มีการสัมผัส เช่น กอด จับมือ และ Act of Service สำหรับยิปมันต้องลงมือทำ ถ้าจะพูดอย่างเดียวว่าฉันรักเธอที่สุด แต่ไม่มีการลงมือทำเห็นยิปจะรู้สึกไม่ค่อยได้ ภาษารักของนิคเป็นแบบไหน ? นิโคลัส ฮอว์ : สำหรับผมภาษารักแบบ การลงมือทำ (Acts of Service) คือสิ่งที่มีความหมายที่สุด ผมไม่ได้ต้องการอะไรยิ่งใหญ่เลย แค่ได้เห็นว่าเธอทำอะไรสักอย่างเพื่อผม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กแค่ไหน แค่นั้นก็พอแล้วเพียงแค่รู้ว่า ในช่วงเวลานั้นเธอนึกถึงผม คิดถึงผม หรือใส่ใจผมในทางใดทางหนึ่ง มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่เลย อะไรก็ได้ แค่นั้นก็มีความหมายสำหรับผมแล้ว ยิปซี คีรติ : แล้วการแสดงความรักด้วยการสัมผัสล่ะ คุณต้องการไหม? นิโคลัส ฮอว์ : เอาจริง ๆ ผมไม่ได้ต้องการมันมากขนาดนั้น เวลาความเห็นไม่ตรงกัน ข้อห้าม 1 ข้อคืออะไร ? ยิปซี คีรติ : สำหรับคู่เรา มันไม่ใช่คำพูด เหมือนเราจะรู้กันว่าถ้าทะเลาะกันยังไง ตีกันแรงมากแค่ไหน ห้ามออกจากบ้าน นิโคลัส ฮอว์ : ห้ามขับรถ แต่เดินในบ้านได้ หรือออกจากบ้านได้ อยู่รอบ ๆ บ้าน แค่ไม่ต้องไปทำอะไรที่เสี่ยงก็พอ อย่าปล่อยให้อารมณ์โกรธพาไปตัดสินใจทำเรื่องโง่ ๆ จนสุดท้ายต้องมาเสียใจ เพราะมันไม่คุ้มเลย ยิปซี คีรติ : เมื่อก่อนยิปเป็นสายดราม่ามาก คือเป็นนักแสดงด้วยไง การละคร เหมือนเวลาเราสะบั้นอารมณ์ เวลาขับรถเหยียบแรงเลย และจะขับรถแย่ ๆ สร้างความดราม่าให้ตัวเอง เพื่ออะไรก็ไม่รู้ ซึ่งเอาจริง ๆ มันค่อนข้างไร้เดียงสา แล้วพอมองย้อนไปตอนนี้ก็อาย แต่เมื่อก่อนเราทำอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งมันไม่ดี ยิปรู้สึกว่าตอนนั้นทำไปเพื่อประชด เราเอาตัวเองออกไปทำอะไรที่ดูอันตราย ทั้ง ๆ ปกติไม่ได้ทำ อาจจะเหมือนการเรียกร้องความสนใจ ประมาณนั้นถ้ายิปมองจากตอนนี้รู้สึกว่าค่อนข้างเห็นแก่ตัวมาก นิโคลัส ฮอว์ : คุณยังออกจากบ้านได้ เพียงแต่ต้องทำในแบบที่มีสติมากขึ้นและควบคุมตัวเองได้ ถ้าคุณบอกว่า "เดี๋ยวฉันออกไปนั่งดื่มกาแฟกับเพื่อนนะ" แบบนั้นไม่มีปัญหาเลย แต่ถ้าเป็นการโมโห ตะโกนด่าคนอื่น ปาข้าวของ กระแทกประตู แล้ววิ่งออกจากบ้าน แบบนั้นก็ไม่โอเค เคยมีเหตุการณ์ไหนที่คุณคิดว่าความสัมพันธ์ของเราเกือบไม่ได้ไปต่อ ? ยิปซี คีรติ : โปรเจกต์ร้านกาแฟ Solos Coffee ค่ะ เป็นร้านกาแฟแนว Creative อยากทำเป็นกาแฟแบบตามใจเชฟ (Omakase Coffee) ตอนทำก็คิดว่าน่าจะรอด แบ่งหน้าที่กันชัดเจน คิดว่าเราเริ่มทำสิ่งนั้นเร็วเกินไปเหมือนคบกันไม่นานก็ทำงานด้วยกันเลย จังหวะเวลามันไม่ถูกต้องด้วย คำถามนี้เป็นคำถามที่ถ้าคนที่พอจะรู้เบื้องหลังของยิปซีและนิโคลัสว่าผ่านอะไรกันมาบ้าง อย่างของนิคเขาเคยเกิดอุบัติเหตุที่ทำให้เขาความจำเสื่อมอยู่เกือบ 2 เดือน และยิปก็เคยเป็นซึมเศร้าหนักมาก ๆ เขาก็อยู่ข้างยิปมาตลอด คือเป็นคู่ที่ผ่านเรื่องหนักมาค่อนข้างเยอะ แต่ว่าสิ่งที่ทำให้เราเกือบต้องเลิกกันจริง ๆ คือตอนทำงานด้วยกัน โคตรแย่ มันเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกาะเซาะระยะยาว (Chronic disease) คือพอเห็นไม่ตรงกัน อีโก้ชนอีโก้ เขาก็เก่งในวิธีของเขา เราก็เก่งในวิธีของเรา ถึงหน้าที่จะแยกกัน ไม่ได้ทับทางกันเลย แต่กลายเป็นว่ามันไม่ลงล็อคกันสักที เราก็เก็บเอาพลังงานแบบนั้นไป มันไม่ได้ตัดขาดได้ง่ายขนาดนั้น เราเพิ่งทะเลาะกันเองเรื่องงาน แต่อีกไม่กี่ชั่วโมงเราก็เจอกันที่บ้าน เราพยายามนะ แต่พลังงานมันไม่ถูกเริ่มต้นใหม่ มันไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวแต่มันทุกวัน เพราะเราทำงานด้วยกันทุกวัน มันเก็บเล็กผสมน้อย เราเลยเลิกทำงานด้วยกันเลย พอถอยแล้วเป็นอย่างไรบ้าง ? นิโคลัส ฮอว์ : ก็ดีขึ้นนะ แต่ผมก็ยังคิดอยู่เสมอว่า...ถ้าวันนั้นเรารู้ในสิ่งที่เรารู้วันนี้ เราน่าจะเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมมาก และทุกอย่างก็คงไปได้สวยกว่านี้ ตอนนั้นเธอเก่งในแบบของเธอ ส่วนผมก็เก่งในอีกแบบหนึ่ง แต่ผมรู้สึกว่าเธอไม่ค่อยเห็นว่าผมเก่งแค่ไหน ผมเลยพยายามพิสูจน์ตัวเองให้เธอเห็น และในขณะเดียวกันก็พยายามทำในสิ่งที่เธอทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองยังทำได้ไม่ดีพอ ทั้งที่ความจริง ผมน่าจะพูดกับตัวเองและกับเธอว่า "นี่คือจุดแข็งของคุณ และนี่คือจุดแข็งของผม" แค่นั้นก็พอแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเอาอีโก้มาชนกันหรือพยายามเอาชนะกันอยู่ตลอดเวลา ถ้าเรายอมรับในจุดแข็งของกันและกันตั้งแต่แรก เราคงทำงานร่วมกันได้ดีกว่านี้มาก ถ้าคู่ชีวิตของเราเป็นเครื่องดื่ม เขาคือรสชาติอะไร ? นิโคลัส ฮอว์ : น้ำ...เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ดีต่อสุขภาพ และเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการทุกวัน เพราะมันคือส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิต ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำประมาณ 80% ดังนั้น น้ำจึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ควรดื่ม แต่เป็นสิ่งที่ร่างกาย ขาดไม่ได้เลย ยิปซี คีรติ : ยิปมองนิคเป็นโกโก้ร้อนที่ใส่มาร์ชแมลโลว์ไว้ด้านบน เพราะเขาเป็นคนอบอุ่น ทุกครั้งที่ยิปทานเครื่องดื่มนี้ จะเป็นวันที่ยิปอยากถูกโอบกอด รู้สึกถึงความสบายใจจริง ๆ ภายนอกของเขาดูเป็นผู้ชายมาก ๆ ไม่มีความหวาน แต่จริง ๆ ข้างในเขามันมีความสบายใจและเป็นคนสนุก นุ่มนิ่ม มีสีสัน ซึ่งเป็นการรวมกันที่ทำให้รู้สึกได้รับความปลอดภัย ความอบอุ่นและสบายใจไปถึงหัวใจ คลิกชมย้อนหลัง : https://www.youtube.com/watch?v=MWSvv-5O86U
ข่าวบันเทิง • 13 ก.ค. 69
เกม
We should talk.
ไม่สำคัญว่าคุณพูดอะไร แต่สำคัญที่ว่าคุณพูดอย่างไร We should talk คือเกมเล่าเรื่องสั้น ๆ ที่จะทำให้คุณต้องคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับคำพูดที่คุณเลือก ความสัมพันธ์ของคุณจะผ่านพ้นคืนนั้นไปได้หรือไม่
Blacknut • 4 วันที่แล้ว
ดู
My Lawyer is Not So Easy
ทรูวิชั่นส์ • 10 เม.ย. 69
อ่าน
“ธัญญ่า” เคลียร์ปม “หนิง ปัทมา” รับขอโทษจริงแต่ลั่นประโยคเด็ด “ถ้าไม่ชัวร์-ไม่มีหลักฐาน จะไม่แตะ”
ธัญญ่าเคลียร์ปมหนิงปัทมารับขอโทษจริงแต่ลั่นประโยคเด็ดถ้าไม่ชัวร์-ไม่มีหลักฐานจะไม่แตะ กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับกรณีดราม่าของนางงามสาวหนิงปัทมาที่ก่อนหน้านี้ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เคลียร์ใจธัญญ่าธัญญาเรศแล้ว หลังอีกฝ่ายทักไดเร็คมาขอโทษ ล่าสุด ธัญญ่า ก็ได้ออกมาเปิดใจเคลียร์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่ส เราก็แบบมาเคลียร์ในประเด็นขอโทษ ก็ใช่ขอโทษเรื่องเรื่องนึงเรื่องที่ทำให้เกิดกระแสข่าวล่าสุดแต่เรื่องปีที่แล้วอ่ะมันก็มีเรื่องราวของมันอยู่เพราะว่าถ้าทุกคนจำกันได้เหตุการณ์มันเกิดขึ้นไวมากวันที่31มันเกิดเรื่องกับพี่เป๊กมีการเคลียร์อะไรกันเรียบร้อยแล้วขอโทษอะไรกันเรียบร้อยวันที่1เราเคลียร์กับพี่เป๊กเราก็อาละวาดก่อนลงมาไลฟ์(หัวเราะ)ประกาศวันนั้นมันทนไม่ไหวอ่ะนึกออกป่ะซึ่งทุกคนก็คงจะเห็นบรรยากาศไลฟ์วันนั้นว่ามันเป็นยังไง ด้วยความอัดอั้นของเราที่แบบได้เห็นในไลฟ์ที่เราอละวาดนู่นนี่นั่นโมโหอ่ะมันเป็นสิ่งแต่มันอัดอั้นแล้วแบบเราก็จะลงกับใครไม่ได้นอกจากพี่เป๊กคนเดียวไงก็นางเป็นคนที่ทำให้เราแบบซึ่งจริงๆแล้วเป็นคนใจเย็นมากไงไม่ได้เป็นคนฟาดใครได้ง่ายๆแต่ฟาดพี่เป๊กบ่อยเพราะว่าแกก็แบบจะชอบทำเรื่องนู่นเรื่องนี่ให้ปวดหัวแต่เออนั่นแหละแล้วมันก็มันควรจะจบดีอ่ะมันควรจะพี่เป๊กพูดแล้วมันควรจะจบแล้ว เราก็ไม่ได้อยากออกมาพูดหรอกเพราะว่ามันพูดไปมันก็ต่อความยาวสาวความยืด เพราะว่าอะไรก็ตามที่เราแบบถ้าเรานิ่งไม่พูดหรือเราอะไรอย่างเงี้ยแบบกับเหตุที่เกิดหรืออะไรก็ตามที่มันถ้ามันมีอะไรที่เราชัวร์แล้วอ่ะเราก็จะกล้ากล้าที่จะยืนยันสิ่งนั้นแต่ถ้าเราไม่มีหลักฐานไม่มีใดๆเราก็จะไม่แตะเลยจริงๆ
ดาราเดลี่บันเทิง • 9 ก.ค. 69
เกม
Agatha Christie - Hercule Poirot: The First Cases
เล่นเป็น Hercule Poirot สำหรับคดีแรกๆ ของเขา นานมากก่อนที่จะกลายเป็นนักสืบระดับตำนานที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ คุณจะต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมเกมอย่างละเอียด และสอบปากคำพยานเพื่ออนุมานข้อเท็จจริง และในครั้งนี้คุณได้ควบคุมตัวละครได้แบบเรียลไทม์ นี่คือการสอบสวนที่น่าสนุกที่ซึ่งฆาตกรไม่ใช่คนที่คุณคาดไว้ คุณ Agatha Christie จะต้องภูมิใจแน่!
Blacknut • 5 วันที่แล้ว
อ่าน
เดือด!! เวย์น รูนีย์ จวกยับ ‘ทูเคิ่ล’ หลังอังกฤษร่วงตกรอบฟุตบอลโลก
เวย์น รูนีย์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกโรงวิจารณ์ โธมัส ทูเคิ่ล กุนซือทีมชาติอังกฤษเกี่ยวกับแทคติกของเขาในเกมฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ ที่พ่ายต่อ อาร์เจนตินา 1-2 อังกฤษเป็นฝ่ายขึ้นนำอาร์เจนตินาไปก่อนจากการทำประตูของ แอนโทนี กอร์ดอน ในนาทีที่ 55 แต่หลังจากนั้น โธมัส ทูเคิ่ล กลับตัดสินใจที่จะไม่เปิดเกมรุกเพื่อพังสกอร์เพิ่ม กุนซือชาวเยอรมันเลือกเปลี่ยนตัวผู้เล่นเกมรับลงสนามหลายคน สั่งให้ทีมถอยไปตั้งรับลึก และปล่อยให้ อาร์เจนตินา เป็นฝ่ายควบคุมเกม จนกระทั่งโดนตีเสมอในที่สุดจากประตูของ เอ็นโซ่ เฟร์นานเดซ หลังจากสกอร์กลับมาเท่ากันที่ 1-1 อาร์เจนตินายังคงเดินหน้าบุกต่อเพื่อหวังประตูชัย และหลังจากนั้นเพียงแค่ 6 นาทีกว่าๆ เป็น เลาตาโร มาร์ติเนซ ที่ทำประตูชัยให้ทีมพลิกชนะได้สำเร็จ หลังเกม เวย์น รูนีย์ ให้สัมภาษณ์ ซึ่งอดีตดาวยิงทีมชาติอังกฤษจวกการตัดสินใจของ ทูเคิ่ล ที่เน้นเกมรับเร็วเกินไปว่า "เราพังทลายลงมา...ซึ่งมันเริ่มมาจากตัวผู้จัดการทีม" "พอเราได้ประตูแรก เรากลับไม่คิดที่จะพยายามเอาประตูที่สองเลย "สำหรับตัวผู้เล่นและสำหรับผม โธมัส ทูเคิ่ล เป็นคนตัดสินใจ และเมื่อคุณตัดสินใจแบบนั้น มันก็คือการเดิมพัน "การเดิมพันที่เขาเลือกทำคือการปรับไปใช้ระบบกองหลัง 5 คน ซึ่งนั่นเป็นการเปิดโอกาสให้พวกเขา (อาร์เจนตินา) เป็นฝ่ายคุมเกมได้ทั้งหมด การตัดสินใจของ ทูเคิ่ล ในคืนนี้ทำให้เรากลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบ" (Photo by Glyn KIRK / AFP) (Photo by Justin Setterfield / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Getty Images via AFP) FM26 ลดเหลือ 809 บาท แถมฟรีหมวก FM26 จากญี่ปุ่นที่ TrueID เท่านั้น!เกมจัดการทีมฟุตบอลยอดนิยม ลดแรง ซื้อด่วน จำนวนจำกัด คลิกเลย https://bit.ly/4eFoZE7 ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมบอลวันนี้ ตารางบอลวันนี้ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด สรุปผลบอล ผลบอลเมื่อคืน เช็กผลบอล ผลบอลสดวันนี้
ทีมชาติ • 16 ก.ค. 69
ดู
ยิ้มไว้ .. ในวันที่โลกไม่สวย
ทรูวิชั่นส์ • 1 ก.ค. 69
อ่าน
“fromearth” ส่งมหากาพย์ 3 ซิงเกิลแนว Cinematic Rock ถ่ายทอดความทรงจำจากเรื่องจริงของเอิร์ท วสวัตติ์
"fromearth" (ฟรอมเอิร์ท)หรือ"เอิร์ท วสวัตติ์ ปัญญรัตน์วงศ์"ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตผ่านเสียงดนตรีหวนคืนวงการเพลงอีกครั้งในฐานะศิลปินชายเดี่ยวจากค่ายXOXO Entertainmentและครั้งนี้"fromearth"ได้ถ่ายทอดความทรงจำและเรื่องราวของชีวิตผ่านดนตรีแนวCinematic Rockกับซีรีส์บทเพลง3เรื่องราวที่เชื่อมโยงกันด้วยอารมณ์ของความรัก การสูญเสีย และการปลอบประโลม กับ3ซิงเกิลใหม่อย่าง "ไม่ต้องมีฉัน", "ชั่วนิรันดร์"และ"ขอให้โลกใบนี้อย่าโหดร้ายกับเธอเกินไป"โดยเอิร์ท ได้เขียนเนื้อร้องและร่วมสร้างสรรค์ทุกเพลงด้วยตัวเอง โดยทั้ง3เพลงนี้เอิร์ธได้ร่วมงานกับโปรดิวเซอร์ฝีมือฉกาจอย่าง (แม็ก ธิติวัฒน์ รองทอง)หรือ"แม็กThe Darkest Romance"ร่วมกันถ่ายทอดอารมณ์และบรรยากาศเรื่องราวของเพลงให้ออกมาสมบูรณ์ที่สุด เรื่องราวของซีรีส์เพลงทั้ง 3 บทเพลงได้ถูกนำมาร้อยเรียงเรื่องราวเข้าด้วยกัน โดยเริ่มด้วยซีรีย์บทที่ 1 : ไม่ต้องมีฉัน เรื่องราวของคู่รักที่เดินทางมาถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาทางทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ สุดท้ายต้องเลือกเดินจากกันทั้งที่ยังรักสุดหัวใจ เพราะไม่อยากทำร้ายกันไปมากกว่านี้ ต่อด้วยซีรีย์บทที่ 2 :ชั่วนิรันดร์ภาคต่อความเจ็บปวดด้วยความจริงของการสูญเสีย เมื่อสิ่งสำคัญจากไป สิ่งที่เหลืออยู่คือความคิดถึง และการเรียนรู้ที่จะก้าวต่อ โดยเก็บความทรงจำนั้นไว้ตลอดกาลปิดท้ายกับซีรีย์บทที่3 :ขอให้โลกใบนี้อย่าโหดร้ายกับเธอเกินไปบทสรุปในวันที่โลกภายนอกเต็มไปด้วยสิ่งที่พร้อมจะทำร้ายหัวใจเรา บางทีเราไม่ต้องการรู้ทางออกหรอก แต่แค่เพียงมีใครสักคนนั่งข้างๆ คอยโอบกอดและรับฟังก็พอ สำหรับfromearthไม่ได้เป็นเพียงชื่อศิลปินแต่เปรียบเสมือนพื้นที่บางอย่างที่เขาเลือกจะทิ้งข้อความไว้บนโลกใบนี้ผ่านประสบการณ์ ความทรงจำ และความรู้สึกอันหลากหลายในการใช้ชีวิต เพียงเพื่อหวังว่าสักวันหนึ่ง ใครบางคนจะได้พบกับเรื่องราวเหล่านี้ และรู้สึกเชื่อมโยงกับบางส่วนของตัวเองผ่านร่องรอยที่เขาได้ทิ้งไว้และทั้ง3บทเพลงนี้ เปรียบเสมือนการเดินทางผ่านความรัก การสูญเสีย และการปลอบประโลม ที่ถูกเล่าออกมาผ่านซาวด์ดนตรีCinematic Rockอันเป็นเอกลักษณ์ของfromearthผสานการเรียบเรียงดนตรีที่เข้มข้นและภาพบรรยากาศทางอารมณ์ที่ชวนให้ผู้ฟังดำดิ่งไปกับเรื่องราวในแต่ละบทเพลงสามารถติดตามรับฟังและรับชมผลงานทั้ง3เพลงจากfromearthได้แล้ววันนี้ทุกช่องทางStreamingและYouTube XOXO Entertainment
ข่าวเพลงไทย • 25 มิ.ย. 69
อ่าน
POOKAN ปล่อยซิงเกิลสุดบาดใจ "อย่าให้มีครั้งที่สอง" พลิกบทบาทดราม่าน้ำตาท่วมจอ
โตขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในฐานะศิลปินและนักสร้างสรรค์ผลงาน สำหรับ "POOKAN (พู่กัน กันฏ์ระพี พิริยพูล)" ศิลปินสาววัย 17 ปี ที่หลายคนจดจำได้จากน้ำเสียงทรงพลังและเสน่ห์อันเป็นธรรมชาติ กับยอดวิวจาก 8 ซิงเกิลที่ผ่านมารวมกว่า 70 ล้านวิว ล่าสุดกลับมาพร้อมซิงเกิลที่ 9 "อย่าให้มีครั้งที่สอง" แนว Pop-Rock ที่ถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่พยายามรักษาความสัมพันธ์อย่างสุดหัวใจ ก่อนจะเรียนรู้ว่าบางครั้ง...การรักตัวเอง คือการไม่เปิดโอกาสให้ใครทำร้ายเราเป็นครั้งที่สองเพราะโอกาสมีไว้สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่กับคนที่ไม่เคยเห็น คุณค่าของมัน POOKAN ปล่อยซิงเกิลสุดบาดใจ "อย่าให้มีครั้งที่สอง" พลิกบทบาทดราม่าน้ำตาท่วมจอ หลังจากเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางดนตรีอย่างจริงจัง ปัจจุบัน POOKAN กำลังศึกษาด้าน Musical Theater and Media ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่งประสบการณ์และองค์ความรู้ที่ได้รับจากการเรียน ได้ถูกหยิบมาใช้ ในผลงานเพลงนี้อย่างเต็มที่ ทำให้ในครั้งนี้ POOKAN ไม่ได้มีบทบาทเพียงแค่การเป็นผู้ถ่ายทอดบทเพลงเท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมในกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานตั้งแต่เริ่ม โดยร่วมวางคอนเซ็ปต์และแลกเปลี่ยนไอเดียกับทีม แต่งเพลง และร่วมพัฒนาแนวคิดและวางโครงเรื่องร่วมกับผู้กำกับ MV เพื่อให้ "อย่าให้มีครั้งที่สอง" สามารถสะท้อน ตัวตนและมุมมองทางดนตรีของเธอได้อย่างชัดเจนที่สุดสำหรับ MV เพลงนี้ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงสาวคนหนึ่งที่ต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ ที่แม้จะมีความสุขบ้างบางครั้ง แต่ความเสียใจก็มาแทรกอยู่เสมอ เมื่อแฟนหนุ่มของเธอเป็นคนที่ชอบบริหารเสน่ห์ และเห็นเธอเป็นของตาย จนสุดท้ายความอดทนก็มาถึงจุดสิ้นสุด และเธอตัดสินใจไม่มอบโอกาสครั้งที่สองให้กับคนที่ ไม่เคยเห็นคุณค่าของมัน ซึ่งงานนี้ POOKAN ขอลงมือแสดง MV ด้วยตัวเอง ประกบกับ นักแสดงหนุ่มหน้าใส ปอนด์ คุณพัทธ์ เป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญทางการแสดงของ POOKAN จากลุควัยรุ่นสดใส สู่การรับบทดราม่า เข้มข้นเป็นครั้งแรกที่ท้าทายความสามารถทางการแสดงมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต กับฉากอารมณ์ที่ต้องถ่ายทอด ความเสียใจ ความผิดหวัง และความเจ็บปวดของตัวละครอย่างลึกซึ้ง ที่มั่นใจว่าใครอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้ ต้องมีน้ำตาร่วงอย่างแน่นอน ด้วยเนื้อหาที่บาดลึก ประกอบกับดนตรี Pop-Rock ที่หนักแน่น และการแสดงที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน "อย่าให้มีครั้งที่สอง" จึงเป็นอีกหนึ่งผลงานสำคัญที่สะท้อนพัฒนาการของ POOKAN ในฐานะศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่ได้มี เพียงความสามารถในการร้องเพลง แต่ยังมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการสร้างสรรค์ผลงานอย่างแท้จริง สามารถรับชม MV เพลง อย่าให้มีครั้งที่สอง ได้แล้ววันนี้ ทาง Youtube : POOKAN Official (https://youtu.be/LOTb-Rsbyrw?si=xF2A9l38sVE0xaaa) และรับฟังเพลงได้แล้ววันนี้ในทุก Streaming Platform
ข่าวเพลงไทย • 16 มิ.ย. 69
อ่าน
แพท KLEAR วาร์ปกลับไป 20 ปี กลับมาอีกครั้งใน MV "ไม่เจ็บเลยสักวัน"
แฟนเพลงวง KLEAR ถึงกับกรี๊ด เมื่อได้เห็นสาวแพทในมิวสิกวิดีโอเพลงล่าสุด ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) กลับมาในลุคจากอัลบั้มแรกแบบเป๊ะทุกดีเทล เสื้อผ้าหน้าผมจัดเต็มจนสองหนุ่มสมาชิกวงอย่าง ณัฐ (กีตาร์) และ นัฐ (กลอง) ถึงกับอึ้ง เพราะเหมือนภาพเมื่อ 20 ปีก่อนย้อนกลับมามีชีวิตอีกครั้ง แพทเล่าว่า ตื่นเต้นมาก ใจเต้นสุดๆ ทุกอย่างปรับกันสดๆหน้างานเลย ผมคือใส่วิกแล้วมาซอยกันตรงนั้น สไตลิสต์ก็ยกจักรมาเย็บกระโปรงกันสดๆ พอถ่ายลุคนี้เสร็จก็ต้องรื้อทุกอย่างออก เพื่อเริ่มแต่งเป็นลุคปัจจุบัน ถึงจะเหนื่อยแต่ก็หายเป็นปลิดทิ้งเพราะคอมเมนต์จากแฟนเพลงทำให้รู้ว่าหลายคนคิดถึงน้องแพทในวันนั้นมากจริง ๆ สาเหตุที่ต้องย้อนกลับไปเป็น น้องแพท เมื่อ 20 ปีก่อน มาจากคอนเซปต์ของมิวสิกวิดีโอที่ต้องการพาตัวละครกลับไปค้นหาตัวตนที่เคยซ่อนเอาไว้และดึงกลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง ตามแนวคิดเรื่อง Shadow Work และ Inner Child ซึ่งแพทมองว่าช่วงเวลานั้นเป็นช่วงชีวิตที่เปราะบางมาก ทั้งเรื่องงานเพลงและความรัก เลยเหมือนตัวละครในเอ็มวีที่ตัดสินใจกลับไปบอกตัวเองในอดีตว่า ทุกอย่างจะโอเค มันจะผ่านไปได้ ในคลิปเบื้องหลังที่เห็นแพทน้ำตาซึม เพราะเราจำความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นได้จริงๆ ว่าเคยอ้างว้าง เคยโดดเดี่ยวและเปราะบางแค่ไหน ใครที่ยังไม่ได้ชมมิวสิกวิดีโอ ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) แพทฝากถึงทุกคนที่เคยหลงทาง เคยพยายามเปลี่ยนตัวเองเพื่อคนอื่นหรือเคยไม่มั่นใจในตัวเอง ขอให้ได้กลับมาเป็นตัวเองอีกครั้ง บางทีการเดินคนเดียว อาจดีกว่าการเดินอยู่กับคนที่ทำให้เราทุกข์ตลอดเวลา หวังว่าเพลงนี้จะเป็นเพื่อนของทุกคนในวันที่กำลังเดินทางกลับมารักและเลือกตัวเองนะคะ LINK MV ไม่เจ็บเลยสักวัน (I Choose Me) https://www.youtube.com/watch?v=nvXYhDksvOo ฟังเพลงได้ที่ Spotify, JOOX , Plern , iTunes Store และ Apple Music ดาวน์โหลดเพลงนี้ได้ที่ *1230073 ติดตาม KLEAR ได้ทุกช่องทางที่ klearband และ genie records
ข่าวเพลงไทย • 11 มิ.ย. 69
อ่าน
"โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป
จากคนที่เคยผ่านแผลใจในความรัก วันนี้ โอบ โอบนิธิ - ปราง กัญญ์ณรัณ เปิดใจผ่านรายการ WandOland ถึงความสัมพันธ์ครั้งใหม่ที่ทำให้หลายคนกลับมาเชื่อว่ารักดี ๆ ยังมีอยู่จริง ทั้งคู่ยอมรับว่าความรักไม่ได้มีแค่ความสุข มีความไม่มั่นใจและบาดแผลเก่าที่ต้องค่อย ๆ เยียวยา ผ่านการพูดความรู้สึกตรง ๆ ขอโทษให้เป็น และเลือกเป็นตัวเองโดยไม่ต้องฝืนเปลี่ยนเพื่อให้ใครรัก ปรางน้ำตาไหลกลางรายการเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าวันหนึ่งจะหายไป "โอบ-ปราง" ยอมรับมีความสุขมาก น้ำตาไหลเผยรักครั้งนี้ดีจนกลัวว่าจะหายไป ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเห็นอะไรในตัวเองที่เปลี่ยนไปบ้าง ? เลดี้ปราง: ปรางชอบบอกเขาตั้งแต่วันแรกแล้ว เพราะเห็นเขาอยู่ในช่วงที่ยังไม่ใช่แฟน จนปัจจุบันเป็นแฟน ปรางเคยนั่งมองหน้าเขาแล้วปรางก็พูดว่า ฉันรู้สึกบางทีฉันก็ไม่ชินเหมือนกัน คนที่เห็นจากตรงโน้น แล้วอยู่ดี ๆ วันนี้มานั่งอยู่ที่โซฟา นั่งดูหนังด้วยกัน แล้วก็ต้องชอบนั่งมองหน้าเขา ตลกดี ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าคนนี้จะมานั่งอยู่ข้างเราในฐานะอีกแบบหนึ่ง คือมันไม่ได้คิดไปถึงจุดนี้จริง ๆ ค่ะ ตั้งแต่ครั้งแรกปรางก็มองเขาเป็นเหมือนรุ่นน้องในวงการ เพราะเขาอายุน้อยกว่า แปลกดีที่วันนี้มานั่งอยู่ในสถานะแฟน แล้วก็นั่งเล่นกัน คุยเล่นกัน หรือว่าเป็นคนที่ซัพพอร์ตเรามากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ตอนไหนที่รู้สึกว่าความสัมพันธ์มันเปลี่ยน ? โอบ โอบนิธิ: ผมว่ามันเป็นเรื่องค่อย ๆ มากกว่า มันมีโอกาสให้ได้คุยกันเยอะตรงที่ทุก ๆ คนเชียร์ด้วย 200% เลย เลดี้ปราง: รายการพี่วู้ดดี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น เหมือนพอมาออกรายการปุ๊บเจอกัน ทีนี้ก็ต้องคุยกัน หรือพอรายการจะออก เราก็ได้พูดคุยกัน โอบ โอบนิธิ: และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ได้คุยกันมากขึ้นน่าจะเป็นเรื่องการเป็นศิลปินครับ การที่เรา 2 คนหันกลับมาทำเพลง แล้วก็ได้มีการปรึกษาว่าเราเจอปัญหาอะไรกันบ้าง เทคนิคเหล่านี้ควรใช้อะไรกันยังไง มันเลยทำให้เราคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น ในทุกความสัมพันธ์มีเรื่องทั้งทุกข์และสุขอยู่แล้วไม่มีวันที่คุณจะมีแต่ความสุขในความสัมพันธ์ ต้องติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกก่อน มีสุขต้องมีทุกข์ โอบ โอบนิธิ: มันค่อนข้างซับซ้อนครับ แต่ผมรู้สึกดีใจมากเลยที่วันนี้เหมือนคนเดินมาบอก หรือเห็นเขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญในการทำให้หลาย ๆ คนกลับมาเชื่อว่า ชีวิตเขาจะมีความรักที่ดีอีกครั้ง มีคนเคยเดินมาจับแขนเขาแล้วก็พูดว่า พี่คะหนูเคยผิดหวังเรื่องความรักมาก ๆ เลย และหนูก็หมดหวังไปแล้วเกี่ยวกับเรื่องความรัก จนวันนี้หนูมาเห็นความรักของพี่ มันทำให้หนูมีไฟกลับมา ทำให้รู้สึกว่าอยากจะมีความรักที่ดีอีกหนึ่งครั้ง หนูขอกอดพี่เป็นกำลังใจได้ไหม มันทำให้เราเห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งที่เราสื่อสารออกไป มันเป็นสิ่งที่เราตั้งต้นมาตั้งแต่แรกว่าเราอยากเห็นทุกคนมีความรักที่ดีเช่นกัน วันนี้เห็นผลลัพธ์แล้วว่ามีคนได้รับข้อความนั้นจริง ๆ ความรักที่ผ่านมามีอะไรที่คุณตั้งใจกับตัวเองว่าครั้งนี้จะไม่ทำเหมือนเดิมอีก ? โอบ โอบนิธิ: เวลาผมมีอะไรจะเก็บเอาไว้ เป็นคนที่ผ่านมารู้สึกขี้อาย แสดงออกไม่ค่อยเก่ง แล้วก็ไม่ค่อยกล้าแสดงออกต่อหน้า Public สักเท่าไหร่ เลยรู้สึกว่าเราอยากจะเก็บไว้ หรือบางทีเราไม่พอใจอันนี้แต่เรากลับไม่พูด บางทีเราชอบสิ่งนี้เรากลับไม่พูด ไม่ Appreciate ให้คนที่เคยอยู่ด้วยกันเขาได้มองเห็น เลยทำให้จริง ๆ แล้วเวลาเรามีความฝันอะไร วาดฝันอะไรไว้ในอนาคตมีเขาอยู่ด้วยก็จริง แต่สุดท้ายเราไม่ได้บอกเขา เลยทำให้เขารู้สึกว่ามันจะต้องรอหรือเปล่า หรือจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไหร่อันนี้ผมคิดเองนะว่าทำให้เขาเกิดความรู้สึกแบบนี้หรือเปล่า หลังจากนั้นก็เลยทำให้ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะปรับปรุงตัวเอง เวลาคิดอะไรหรือมีความฝันอะไรก็จะพูดออกมาในทุก ๆ เรื่องครับ เลดี้ปราง: เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนไปแล้วค่ะ แต่ปรางแอบคิดว่าเรามีส่วนที่ทำให้เขา Open มากขึ้น เพราะปรางเป็นคนพูดหมดทุกอย่างเลย แบบที่รัก ฉันรู้สึกอย่างนี้ ๆ นะ มันอาจจะทำให้เขารู้สึก Comfortable กับการที่เขาได้เล่ากลับมาด้วย ปรางจะบอกเขาทุกอย่าง ทุกความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นบอกรัก วันนี้ดีใจจังเลยที่เธอมาหา ปรางพูดหมดทุกรายละเอียด ปรางเป็นสายชอบแบบนี้อยู่แล้ว แล้ววันหนึ่งเราได้รับกลับมาจากเขา เราดีใจมาก ๆ เหมือนกันค่ะ การที่เรากล้าพูดความรู้สึกออกไป มันมีพลังบางอย่าง ? โอบ โอบนิธิ: น่าจะเป็นการเซ็ตอินเนอร์ตัวเองครับ ว่าเราจะไม่กลับไปทำสิ่งนี้แล้ว ชอบอะไร ไม่พอใจอะไร หรือบางทีเราอาจจะเกิดความรู้สึกอะไร จะพูดออกมาให้เขารับรู้ เหมือนเป็นการบอกเขาว่าสุดท้ายแล้วเรายังอยู่กับเขา การไม่พูดออกไป มันเหมือนเราไม่ได้ใส่ใจ ถามว่าจริง ๆ ใส่ใจนะ แต่แค่ไม่ได้พูด ไม่ได้แสดงออก ผมว่าวิธีแสดงออกน่าจะเป็นเรื่องที่ผมไม่ชินมากกว่า แต่พอวันนี้มาเจอคนที่แสดงออกมาก ๆ มันเลยทำให้ผมรู้สึกกล้าที่จะทำกลับคืนไปมากกว่าครับ เลดี้ปราง: จริง ๆ ปรางตรงอยู่แล้ว ปรางจะมีวิธีการพูดที่ค่อนข้างไม่ทำร้ายจิตใจใคร มันตรงได้แต่มันต้องไม่ทำร้ายจิตใจเขา เช่น ที่รักฉันรู้สึกว่าฉันไม่ค่อยสบายใจ มันมีวิธีพูดที่ทำให้เขาเข้าใจความรู้สึกเรา แล้วเราก็ไม่ได้บีบบังคับเขาว่าเธอต้องทำ แต่ถ้าเธอทำได้ แล้วไหวไหม หรือถ้าทำไม่ได้บอกกันได้ไหม อยากเข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงทำแบบนั้น แล้วเราก็บอกเหตุผลเราด้วยว่า ทำไมเราถึงไม่ชอบ เราอาจจะมีแผลตรงนี้ที่รู้สึกว่าไม่อยากเจออีกค่ะ โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ และวิธีพูดเป็นสิ่งที่สำคัญ อย่างที่บอกว่าวิธีพูดมีเป็นล้านวิธี แต่คุณเลือกที่จะพูดวิธีเดียวที่ทำร้ายจิตใจเขา ประโยคไหนที่รู้สึกว่า เป็นตัวอย่างที่ดี ? โอบ โอบนิธิ: สิ่งที่เป็นคำต้องห้ามนะ สำหรับเขาคือ ที่รัก อันนี้ไม่ตลกแล้ว ขึ้นมาปุ๊บ ผมขนลุกเลย เลดี้ปราง: บางทีรู้สึกว่าเขาไม่ได้ผิด เขาก็ทำไปตามเนเจอร์เขา พอเราพูดเขาก็ยังไม่หยุด เขาก็จะอธิบายก็อย่างนั้นอย่างนี้ เราไม่รู้จะเบรกเขายังไง เลยบอกว่า ที่รัก อันนี้ไม่ตลกนะคะ คือเขาก็จะเริ่มเบรก เพราะเราไม่รู้จะทำยังไงให้เขาเบรก พอเขาเบรกเขาก็ฟังเรา และเราก็ค่อย ๆ อธิบาย โอบ โอบนิธิ: ผมรู้สึกว่าทุกครั้งผมไม่เคยทะเลาะกับเขา สิ่งที่อาจจะพูดว่าเป็นการทะเลาะกันหรือความไม่เข้าใจกัน มันจะทำให้ถ้าสมมุติเรายังจะเดินต่อไปด้วยกัน เราจะหันหน้ามาคุยกัน แล้วผ่านบททดสอบต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ ไม่ได้มีเส้นที่จะทำให้ไปสู่การทะเลาะ พอเรารู้ว่ามันกำลังจะถึงแล้วจะมีคนใดคนหนึ่งผ่อนก่อน ถอยก่อน เราสองคนรู้ว่าสุดท้ายแล้วต้นเหตุคืออะไร ถ้าคุยกันด้วยเหตุผลแล้วฝ่ายไหนเป็นฝ่ายผิด ถ้าผิดก็ขอโทษกัน ผมพูดได้สบายมากเลยว่า อันนี้ขอโทษจริง ๆ นะ เราไม่ได้ตั้งใจ การพูดคำว่าขอโทษบางทีมันเป็นอีโก้อะไรบางอย่างในคู่รัก เลดี้ปราง: ประโยคเดียวมันจบได้นะคะถ้ามันจริง แต่บางทีปรางรู้สึกว่าก็ยังไม่ได้โอเคกับสิ่งที่เขาทำนะ แต่เขาก็รู้สึกว่าเขาไม่ผิด เขาไม่พอใจเรา ปรางก็จะขอโทษที่ทำให้เขาไม่พอใจว่า โอเค งั้นขอโทษที่ทำให้รู้สึกแบบนี้ก่อนนะ แต่ฟังนะว่าทำไมฉันถึงทำแบบนั้น การขอโทษที่ทำให้เสียความรู้สึกกันก่อนมันช่วยได้ค่ะ โอบ โอบนิธิ: การได้ยินคำนี้มันเหมือนประโยคเบรก ทำให้เราใจเย็นลงแล้วกลับมาคุยกันว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น สิ่งที่ผ่านมาคือเราพูดกันหมด ไม่ใช่แค่เรื่องไม่เข้าใจกัน แต่เวลาทำอะไรให้กันเราก็จะขอบคุณกันเสมอ อย่างเช่น วันนี้ผมไปร้องเพลงมา ผมมีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ ผมก็จะมาบอกเล่าความรู้สึกดี ๆ ให้เขาฟัง เขาก็จะบอกว่าเขารับรู้ได้และดีใจกับเราด้วย บางทีเราอาจจะลืมสิ่งเล็กน้อยเหล่านี้ไปเลย พอเราอยู่ในความสัมพันธ์ บางทีลืมตัวเองทุ่มเทมากจนลืมให้เวลาและพื้นที่ของตัวเอง ลืมสิ่งที่รัก ลืมความฝันตัวเอง เลดี้ปราง: ของปรางแอบคล้ายแบบนี้ เพราะจากความรักที่ผ่านมาปรางเป็นคนเวลารักใครแล้วจะเต็มที่มาก บางทีถ้าเราเจอคนที่ยังไม่แมตช์กัน เราจะพยายามเปลี่ยนตัวตนไปให้แมตช์กับเขาในทันทีเพราะรักเขามาก เชื่อไหมว่า ปรางตื่นมาพร้อมกับความรู้สึกที่แบบนี่ฉันเป็นใคร นี่ไม่ใช่ฉันเลย เรากำลังทำเพื่อคนอื่นอยู่ เรามีความสุขนะคะเพราะได้รักคนนั้น แต่มันทำให้ไม่เคยให้เวลาตัวเองเลย ครั้งนี้ปรางเลยจะ Balance รักตัวเองให้มากขึ้น และเชื่อไหมว่ามันดี เพราะถ้าเขารักเราจริง ๆ เขาจะรักที่เราเป็นเราค่ะ รักตัวเองยังไงบ้าง ? เลดี้ปราง: เห็นความฝันตัวเองให้ชัดเจน ชอบอะไรทำอะไรก็แชร์กับเขาตั้งแต่แรก พยายามทำให้เข้ากับสิ่งที่เขาเป็น แต่อย่าลืมตัวเองด้วย พาเขาเข้ามาในโลกของเราบ้าง เราเข้าไปในโลกของเขาบ้าง แล้วหา Balance ที่ตรงกลางค่ะ ปรางก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นต้องทำแบบนั้นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีความสุขเลย ตอนนั้นหนูมีความสุขไง เลยไม่อยากให้ใครไปพาดพิงถึงความรักครั้งเก่าเลย เพราะหนูมีความสุขจริง ๆ แต่พอวันนี้เราได้มาเจอสิ่งนี้ เลยรู้ว่า จริง ๆ เป็นตัวเรา เขาก็รักเราเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนเพื่อเขาเลย คนหลายคนติดกับดักตรงนี้เวลาชอบใครมาก ๆ มันจะเป็นอัตโนมัติ เช่น เรื่องง่าย ๆ เรื่องฟุตบอล ผู้ชายคนนั้นชอบฟุตบอลมาก เราชอบเขามากเราก็ไปดู ทั้งที่จริง ๆ เราไม่ได้ชอบ แล้วความฝันของเราก็หายไป เพราะมัวแต่ไปอยู่กับเขา อยากให้เขามีความสุข ปรางเลยอยากบอกทุกคนว่าถ้ามีโอกาสได้เริ่มใหม่กับความสัมพันธ์ เป็นตัวเองให้มากที่สุด ส่วนจะชอบกันหรือไปต่อได้ไหม นั่นคืออีกเรื่องหนึ่ง อย่าไปพยายามฝืน เพราะสุดท้ายเราต้องอยู่กับคนๆนี้ตลอดชีวิต คิดว่ามนุษย์ทุกคนต้องการมี Time ของตัวเองไหม ? โอบ โอบนิธิ: ใช่ครับ หรือบางเวลาที่ผมได้อยู่กับครอบครัว เขาก็จะไม่ได้มาขัด คือให้ผมได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวได้เต็มที่ หรือบางทีเขารู้สึกว่าอยากจะมาอยู่ด้วย เขาก็จะมาอยู่ร่วมกับครอบครัวผมด้วย เลดี้ปราง: ปรางกับโอบตัวติดกันมาก คนข้างนอกจะเห็นว่าติดกันสุด ๆ แต่จริง ๆ เราก็มีเวลาส่วนตัว เหมือนวันนี้โอบไปเจอเพื่อน ปรางก็บอกว่า ไปเถอะที่รัก ไปเลย หรือบางทีถ้าไม่อยากให้เขาลำบากใจ ปรางก็จะบอกว่า ที่รักเดี๋ยววันนี้อย่างนี้นะ คือเขาก็รู้แล้วว่าเราไม่ได้ชวน แค่เล่าให้ฟังเฉย ๆ แต่ถ้าเราอยากให้เขาไป เราก็จะตรงไปตรงมาเลยว่า ที่รักไปด้วยกันไหมวันนี้ คิดว่าลึก ๆ แล้วคู่ของคุณยังมีความกลัวอะไรอยู่เกี่ยวกับความรัก ? เลดี้ปราง: คิดว่าเขากลัวความสูญเสียเดานะ กลัวว่าเราจะหายไปจากชีวิตเขา คือเขาอาจจะเคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้วไม่อยากให้เกิดซ้ำ บางทีเขาเล่าว่า ฝันร้ายบ้าง แต่ปรางจะบอกเขาเสมอว่า เรื่องแบบนั้นไม่เกิดขึ้นกับฉันแน่นอน ให้เขาสบายใจ แต่หนูสัมผัสได้ว่าลึก ๆ เขาน่าจะกลัวสิ่งนี้ โอบ โอบนิธิ: ก็มีส่วนครับ มันเป็นภาพเก่า ๆ เด้งขึ้นมาหมดเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วนี่มันจะเกิดซ้ำสองอีกแล้วเหรอ มันรู้สึกแย่ว่าทำไมเราต้องเจอสิ่งนี้อีก ในเมื่อเรารักคนนี้มาก ทำไมต้องเจออีก เราแค่ไม่อยากเสียเขาไป สำหรับสิ่งที่ผมคิดคือเขาน่าจะกลัวผมเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก หรือเป็นอีกคนหนึ่งไปเลย ซึ่งผมอธิบายให้เขาฟังไปเรียบร้อยแล้วว่านี่คือตัวผมแบบสุด ๆ ไปเลย น่าจะไม่มีใครเป็นตัวเองได้มากขนาดนี้แล้วครับ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ จริง ๆ ปรางกลัวการเปลี่ยนแปลง ปรางพูดกับเขาเสมอ หนูอาจจะผ่านอะไรแบบนั้นมามีแผลในใจจากการอยู่ในความสัมพันธ์ที่ยาวนาน พอถึงจุดเปลี่ยนแล้วทุกอย่างมันไม่เหมือนวันแรกหัวใจมันแตกสลายจริง ๆ เราไม่สามารถเรียกร้องสิ่งเดิมกลับมาได้ ตอนนั้นหนูพยายามต่อสู้ให้วันแรกมันกลับมา แต่มันเหมือนการหลอกตัวเอง พอมาเจอความสัมพันธ์ครั้งนี้ 1 ปีที่ผ่านมามันดีมาก ๆ เลยพูดเสมอว่า ขอให้เป็นอย่างนี้ ฉันไม่ต้องการอะไรมากกว่านี้แล้ว หนูยอมรับว่ากลัวการเปลี่ยนแปลงมาก ขอบคุณที่กล้าแสดงความรู้สึกเพื่อให้เราเข้าใจว่านี่คือความสุขที่คุณอยากเก็บไว้ เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ หนูมีความสุขมากจริง ๆ นะ ที่หนูร้องไห้นี่คือหนูมีความสุขมากจนกลัวจะสูญเสียมันไป ที่จริงมันคล้าย ๆ เพลงที่ออกมาด้วย ทรงแบบอย่าไปรักใครอีกนะ มันดูเป็นการห่วงสุด ๆ เขาก็จะแสดงออกในแบบของเขาว่า ฉันรักเธอ แต่ตัวหนูก็จะมีความกังวลว่า เขาจะเปลี่ยนไปจะหายไป ไม่อยากหัวใจแตกสลายอีกครั้ง โอบ โอบนิธิ: ผมเห็นคอมเมนต์ต่าง ๆ เวลาทำอะไรให้เขา คนชอบพูดว่าก็ไม่กี่ปีเอง เดี๋ยวรอดูต่อไปละกัน ผมไม่ค่อยอยากพูดอะไรเยอะ ผมอยากทำให้เห็นมากกว่า ผมเป็นคนชอบทำมากกว่าไม่รู้หรอกอนาคตจะเป็นยังไง แต่เดี๋ยวผมทำให้ดู เรื่องอะไรที่คู่ของคุณพยายามทำเพื่อคุณ ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ใช่สิ่งที่เขาถนัด ? เลดี้ปราง: จริง ๆ สำหรับปราง น้อยมากค่ะ แต่ถ้ามีเรื่องหนึ่งคือเราเป็นสายโรแมนติก ชอบการ Skinship ตลอดเวลา แล้วอยากให้เขาทำกลับบ้าง แต่เขาจะขัด ๆ ยิ่งในที่สาธารณะเขาจะเขิน แต่หลัง ๆ เขาพยายามทำให้นะ มีวันหนึ่งนั่งโซฟาแล้วหลับไปด้วยกัน เขาหลับอยู่แต่เขายังพยายามเอามาสัมผัสหนูทั้งที่ตัวพลิกไปแล้ว หนูรู้เลยว่านี่คือจิตใต้สำนึก แกหลับอยู่แต่แกไม่ลืมฉัน รู้เลยว่ามันฝังเข้าไปในสมองเขาจริง ๆ โอบ โอบนิธิ: ผมจำไม่ได้เลยว่าหลับไปตอนไหน แต่ก็ใช่ครับ ผมพยายาม อย่างที่บอกว่าผมแสดงออกไม่เก่ง ขี้อาย การพูดเยอะ ๆ ของผมบางทีอาจเป็นการแก้เขินเพื่อ Protect ตัวเองด้วยมั้ง ผมเลยพยายามแสดงออกทางการกระทำมากกว่าคำพูดครับ ภาษารัก 5 อย่าง มี 1. คำพูด 2. เวลา 3. ของขวัญ 4. การปรนนิบัติ และ 5. การสัมผัส ของปรางคือสัมผัสกับคำพูดใช่ไหม ? เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ โอบ โอบนิธิ: ของผมคือการปรนนิบัติครับ Acts of Service การปฏิบัติแบบไหนสำหรับคุณคือภาษารัก ? โอบ โอบนิธิ: ผมทำเยอะมาก เช่น ซักผ้า รีดผ้า จัดกระเป๋าให้เขา เลดี้ปราง: ทริปแรกที่ไปเที่ยวกัน เขาอยากจัดให้มาก หนูบอกไม่เอา ฉันทำเองได้ เพราะหนูโตมาแบบผู้หญิงแกร่ง ต้องทำทุกอย่างได้เอง แต่พอเขายืนยันจะทำจนสุดท้ายเขาก็ทำให้มาโดยตลอดทุกทริปเลยค่ะ โอบ โอบนิธิ: มีนึกออก 2 เรื่องครับ เรื่องแรกคือ เทนนิส ผมอยากเล่นเทนนิสและอยากใช้กิจกรรมร่วมกันกับเขา ตอนแรกเขาลังเลว่า ฉันจะร้อนไหม ผมเลยบอกว่าไม่เป็นไร วันไหนเธอสระผม เดี๋ยวเราเป่าให้ เขาก็เลยยอมมาเรียนและอดทนฝึกมาเป็นปีแล้ว เลดี้ปราง: ใช่ค่ะ บางทีหนูตีไปก็บอกเขาว่า ที่รักรู้ไหมถ้าไม่มีเธอฉันไม่ตีหรอก โอบ โอบนิธิ: อีกเรื่องคือเรื่องที่เขาไม่ถนัดเลย ผมชอบ G-Dragon มาก มีคอนเสิร์ตไฟนอลที่เกาหลีปีที่แล้ว ผมต้องให้ปรางช่วยกดบัตร มันทำให้เห็นว่าสิ่งที่เขาไม่ถนัดตั้งแต่นั่งกดบัตรยันพาไปสนามบินทั้งที่ไม่รู้จะได้บินไหม เขาแค่พยายามสนับสนุนในสิ่งที่เราชอบครับ
ข่าวบันเทิง • 23 พ.ค. 69
ดู
บอกรักก่อนได้ไหม
Kukan • 28 ก.ย. 66
อ่าน
ดราม่าเดือด! ทีมสร้าง Subnautica 2 ไล่คนบ่นไม่มีอาวุธปราบมอนฯ "อยากฆ่าก็ไปเล่น Sons of the Forest"
ใครที่หวังว่า Subnautica 2 จะมีอาวุธที่ฆ่าศัตรูได้เหมือนภาคแรก ก็คงต้องผิดหวังกัน เพราะจุดยืนของทีมพัฒนา Unknown Worlds ยังคงหนักแน่นว่านี่ไม่ใช่เกมแอ็กชันฆ่าฟัน ทว่าความยึดมั่นนี้กลับนำไปสู่ดราม่าร้อน ๆ ในคอมมูนิตี้เสียแล้วโดยประเด็นเดือดนี้เริ่มต้นขึ้่นใน Discord ทางการของเกม เมื่อมีผู้เล่นเข้าไปตั้งคำถามถึงสาเหตุที่ตัวเกมไม่มีระบบให้ฆ่าสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล พร้อมเปรยว่าถ้าทีมงานไม่ทำ เดี๋ยวคงมีคนทำม็อดมาให้เล่นเอง งานนี้หนึ่งในนักออกแบบเลเวลของเกมจึงเข้ามาตอบกลับแบบตรงขวานผ่าซากว่า "เราไม่ใช่เกมเน้นฆ่าฟัน ถ้าอยากจะฆ่าอะไรนักหนาก็ไปเล่น Sons of the Forest หรือเกมอื่นไป"ปรากฏว่าคำตอบที่แสนตรงไปตรงมา ไม่ค่อยรักษาน้ำใจนี้กลับทำให้หลายคนปรี๊ดแตกขั้นสุด โดยฝั่งที่ไม่พอใจมองว่าทีมงานขาดความเป็นมืออาชีพ และมองข้ามเหตุผลของผู้เล่นที่เพียงแค่อยากได้วิธีปกป้องฐานทัพของตัวเองจากสัตว์ประหลาดเท่านั้น ชาว Reddit บางคนถึงกับตั้งคำถามว่า "ถ้าจะตอบฟีดแบ็กแบบนี้ แล้วจะเปิด Early Access ไปเพื่ออะไรในเมื่อไม่พร้อมรับฟังคำวิจารณ์?"แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีผู้เล่นจำนวนมากที่ออกมาปกป้องและเห็นด้วยกับทีมพัฒนา โดยให้เหตุผลว่า "การที่ทีมงานขอรับฟังฟีดแบ็ก ไม่ได้แปลว่าพวกเขาต้องยอมทำตามทุกอย่างที่ผู้เล่นเรียกร้อง" และมองว่าเสน่ห์ที่แท้จริงของ Subnautica คือการเอาชีวิตรอดท่ามกลางความน่ากลัวโดยไม่ต้องมีการเข่นฆ่า ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของทีมงานที่เคยประกาศไว้ชัดเจนก่อนหน้านี้ว่า พวกเขาตั้งใจให้ภาคต่อนี้ปราศจากความรุนแรงนั่นเองท้ายที่สุดแล้ว แม้การสื่อสารของทีมงานอาจจะดูแข็งกร้าวไปบ้าง แต่ก็เป็นการตอกย้ำจุดยืนที่ชัดเจนของเกมว่า ท้องทะเลแห่งนี้ไม่ได้สร้างมาให้เราไปเป็นผู้ล่า แต่สร้างมาให้เราเป็นผู้รอดชีวิตต่างหาก ใครที่หวังว่าจะป้องกันตัวเองด้วยอาวุธที่สามารถเอาชีวิตแบบภาคก่อนก็คงต้องใช้วิธีอื่น ๆ แทนแล้วล่ะครับแปลและเรียบเรียงจากGamesRadar+
Online Station • 20 พ.ค. 69
อ่าน
“เลดี้ปราง” ชม “โอบ” ดูแลดีเหมือนมีพ่ออีกคน ไม่หวงแต่งเซ็กซี่
เลดี้ปราง ชม โอบ ดูแลดีเหมือนมีพ่ออีกคน ไม่หวงแต่งเซ็กซี่ เป็นอีกหนึ่งคู่รักที่หลายคนอิจฉา คู่ของ เลดี้ปรางกัญญ์ณรัณ ที่แฟนหนุ่ม โอบ โอบนิธิ ดูแลดีเหมือนมีพ่ออีกคนงานนี้เจ้าตัวเล่าอย่างมีความสุขว่า... ชุดนี้ที่ใส่มางาน โอบเขาไม่เคยว่านะ อย่างชุดนี้ก็ส่งให้เขาดูก่อน แต่เป็นการส่งไปไม่ใช่ให้ตรวจ แต่เป็นการถามว่า ฉันสวยไหม คืออย่างบางคนเขาอาจจะต้องขออนุญาต ส่วนเราส่งไปแล้วถามว่าสวยไหม ฟีดแบ็กเขาก็สวยมากส่วนใหญ่ก็อย่างที่ปรางเคยบอก เขาก็จะแค่บอกว่าให้ระวังเฉยๆ จะแต่งตัวโป๊ เซ็กซี่ เขารู้ว่าปรางชอบ เขารู้ว่าเป็นความสุขของเรา ถามว่าเขาหวงไหมถ้าเห็นเราเซ็กซี่เยอะๆ เขาห่วงตอนที่เป็นความรู้สึกที่มันมีจุดที่โป๊ เป็นฟีลแบบอุบัติเหตุแต่ว่าเรื่องความเซ็กซี่ ปรางว่าเขาชิน เขาไม่เคยเบรกไม่เคยห้ามเลย เหมือนเวลาที่เราไปเที่ยวแล้วเขาจัดกระเป๋าให้เรา เวลาเขาเห็นชุดเขาจะหยิบขึ้นมาดู เราก็จะบอกว่าเพิ่งใส่ไปเมื่อวานไง ตัวที่โป๊ๆ น่ะ ทรงเหมือนคุณพ่อดูแลเรา จริงนะ ก็ไม่น่าเชื่อ อายุน้อยกว่าเราสามปี ทุกวันนี้เหมือนพ่อเรามาก เหมือนในการดูแล ถามว่าส่วนใหญ่เขาจะเข้มงวดอะไร เขามีความเป็นระเบียบกว่าปรางเยอะมาก มีความเป๊ะในการใช้ชีวิต เขาจะชอบมาจัดระเบียบให้ในชีวิต มันดีๆ ชีวิตเราก็รู้สึกอบอุ่นปลอดภัยมากขึ้น กลายเป็นว่าเราก็ชิลกว่าเดิมไปอีก บางทีเขาก็พูดนะว่า ที่พูดเพื่อให้พัฒนาให้ดีขึ้นนะ แต่ว่าไม่เป็นไรละกัน เขายอมแพ้แล้ว ไม่เป็นไรเดี๋ยวฉันดูแลเอง... ไปงานแต่งคุณจิ๊บบี้ หลายคนแซวว่าไม่เห็นเราไปยืนรับช่อดอกไม้กับคนอื่นเขา คือกลัวได้ไง เรายังไม่พร้อม ก็ยืนทำเป็นมือไม่ว่างอยู่ คือทุกงานทุกคนจะเล็งให้ปรางได้ดอกไม้ แล้วเราก็กดดัน เรารู้ว่าเรายังไม่ถึงจุดนั้น แต่ว่าความรักอะไรเราก็ราบรื่นดีนะ ไม่ได้เปลี่ยน แต่มันเป็นเรื่องของอนาคตที่เรารู้สึกว่า เราเข้าใจกันสองคนแล้วแหละ ว่ามันอาจจะยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ ถามว่าเชื่อเรื่องที่ใครได้ดอก ไม้แล้วได้เป็นเจ้าสาวคนต่อไปไหม หนูกลัวคนไปกดดันผู้ชายมากกว่า สงสารเขา เวลาที่คนไปถามเขาเยอะๆ ซึ่งเราก็เข้าใจเขาเลยชิลมาก"
ดาราเดลี่บันเทิง • 13 พ.ค. 69
อ่าน
Epic Games ยืนยัน AI จะไม่ได้มาแย่งงานคน แต่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
ทุกวันนี้การผลิตวิดีโอเกมนั้นเป็นกระบวนการที่ใหญ่และมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และปัจจุบันต้องใช้บุคลากรจำนวนมากในการทำงานร่วมกัน โดยแต่ละคนก็มาจากสตูดิโอต่าง ๆ มากมาย แน่นอนว่าภายในกระบวนการเหล่านี้ย่อมต้องมีการนำ AI เข้ามาช่วยทำงานในบางขั้นตอน เพื่อลดการใช้แรงคน รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการจ้างคนที่ต้องมาทำงานในส่วนที่ใช้ AI ทดแทนได้นั่นเอง เลยเกิดมีกระแสที่ผู้คนพากันวิตกว่า AI จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ในอนาคตอันใกล้นี้หรือไม่ล่าสุดคุณ Stephanie Arnette ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายความร่วมมือกับการพัฒนาจากภายนอกของเกม Fortnite ก็ได้ออกมาพูดถึงประเด็นดังกล่าวว่า เธอเข้าใจว่าทุกคนกลัวว่า AI จะมาแย่งงานพวกเราไปหมด แต่เธอยืนยันได้ว่าเป้าหมายของ AI คือการทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพขึ้นต่างหาก ซึ่งทาง Epic Games กำลังสำรวจเครื่องมือ AI ต่าง ๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อช่วยสนับสนุนเกมของบริษัทได้ หากสิ่งที่ต้องใช้เวลาทำ 10 ชั่วโมง แล้วการนำ AI มาช่วย ทำให้สิ่งนั้นไม่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นอีกต่อไป นี่คือกรณีการใช้งาน AI ที่น่าสนใจสำหรับเธออย่างไรก็ตาม Stephanie ยืนยันว่า Epic จะเป็นผู้นำในการตัดสินใจว่า AI ตัวไหนจะถูกนำมาใช้ในกระบวนการพัฒนาเกม Fortnite และจะไม่มีช่องว่างให้บริษัทใดที่เป็นพันธมิตรนำ AI หรือเครื่องมือของพวกเขามาใส่ในงานของเราได้ เพราะ Epic คือบริษัทที่ใหญ่มาก ๆ ดังนั้นทิศทางจะต้องกำหนดมาจากเราแล้วออกไปสู่ภายนอกเสมอแต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประเด็นที่ว่า AI ทำให้กระบวนการพัฒนาเกมมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่วัดผลได้ยากอยู่ครับ และจะมีคำถามขึ้นมาอีกอย่างว่า การเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านั้นจะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเลิกจ้างพนักงานหรือไม่ อีกทั้งการใช้เทคโนโลยี AI แบบเงียบ ๆ ก็เป็นเรื่องยากที่จะสังเกตเห็นกันด้วย มิหนำซ้ำ Epic Games เองก็เพิ่งมีข่าวปลดพนักงานกว่า 1,000 คนไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจาก AI ก็ยังคงมีอยู่เช่นเดิมแปลและเรียบเรียงจากGamesRadar / Insider-gaming
Online Station • 11 พ.ค. 69
อ่าน
"แพต ชญานิษฐ์" เคยกินวันละมื้อจนผมร่วง ก่อนกลับสู่การใช้ชีวิตแบบสุดโต่ง
"Prime Cast" เปิดใจ "แพต ชญานิษฐ์ ชาญสง่าเวช" จากเด็กหอบหนักสู่สายปาร์ตี้ตัวจริง เล่าเรียลทุกมุม เคยอินเทรนด์ดูแลสุขภาพขั้นสุด ถึงขั้นกินวันละมื้อเพื่อหวังอายุยืนแต่ผลลัพธ์กลับตรงข้าม ผอมโทรม หงุดหงิด ผมร่วง ออกกำลังกายยังไงก็ไม่เห็นผล ยอมรับตรง ๆ ชีวิตจริงไม่ได้เพอร์เฟกต์ "แพต ชญานิษฐ์" เคยกินวันละมื้อจนผมร่วง สมัยก่อนเป็นเด็กที่ต้องพกถังออกซิเจนไปโรงเรียนเพราะว่าหอบ ?แพต ชญานิษฐ์ : เป็นหอบ รู้จักหญ้ามาเลย์ไหม คือหญ้าที่มันแบน ๆ แล้วมีขนอยู่ในหญ้า อันนั้นแพ้หนักมาก แล้วที่โรงเรียนปลูกทั้งโรงเรียน เท่ากับว่าเวลาเขาพักเบรก ที่มันจะวิ่งเล่นกัน หมดสิทธิ์ ไม่ได้เล่น ถ้าวิ่งลงไปอีกนิดเดียว คือมี 2 ช้อยส์ ให้เลือก คือ 1.เลือดกำเดาไหล กับ 2.หอบ ฉันก็ต้องเอาถังออกซิเจนไปโรงเรียน แล้วอยากเล่น พอหอบมาแล้ว พี่เลี้ยงเขย่า ๆ ตอนนี้หายแล้ว เพราะว่าเริ่มมีนวัตกรรมในการฉีดสิ่งที่เราแพ้เข้าไปในร่างกายตอนที่อายุประมาณแบบ 10 ขวบ ก็รักษาอยู่ประมาณตั้งแต่ 10 ขวบ จนถึง ม.1 ทุกวันนี้ยังมีอะไรที่แพ้อยู่ไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : ทุกวันนี้กลายเป็นแพ้ถั่ว นม เนย ไข่ อะไรอย่างงี้แทน เป็นอาหารแทน ฝุ่นก็ยังแพ้อยู่ PM 2.5 เข้าใจคำว่าโรคกรรมไหม โรคกรรมมันอยู่ที่ไหนก็ไม่หาย มันก็ยังเป็นอยู่ ก็ต้องรับไป กินยาแก้แพ้ไป พวกอาหารที่แพ้อาการเกิดอะไรขึ้น ?แพต ชญานิษฐ์ : มันก็ Common เลย สิวขึ้น ตอนนี้ยังเดาไม่ได้ว่าอะไรที่ทำให้ลมพิษขึ้นเวลากิน ซึ่งมันก็อยู่ในอาหารทั่วไป นม เนย ถั่ว ไข่ โอ๊ต กินไม่ได้เยอะมากเลย แต่ว่าเราเป็นคนแบบไม่ได้เป็น OCD ไม่ได้เป็นคนเป๊ะอะไรขนาดนั้น หรือว่าก็ช่างมัน วันนี้ขอกิน สมมติวันจันทร์กิน อังคาร ถึง อาทิตย์ ฉันอาจจะต้องกินอาหารคลีน (Clean Food) จริง ๆ จะมีให้ตัวเองสักอาทิตย์ละวันถึงสองวันพอ ไม่เกินนี้ เป็นคนที่กินอาหารคลีนตลอดเลยไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : กินตลอด เพราะว่าแพ้อาหารเยอะมาก ถ้าพกได้พก แต่ถ้าพกไม่ได้ก็กินอาหารกองได้ เพราะเราไม่ได้อยากให้กองมาวุ่นวายเพราะเรา ไม่อยากให้เขามาวุ่นวายเพราะอาหารของฉัน ฉันเอาไปเองได้ ทำเองตลอด เพราะเราเป็นคนขี้แพ้ เป็นคนป่วยง่าย ทำให้เราต้องหันมาดูแลตัวเองมากขึ้นไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : ไม่นะ ไม่ดู เป็นคนแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ชีวิตฉันเป็นคนแก้ปัญหาด้วยปลายเหตุแทบจะทุกเรื่องเลย Longevity แบบนี้ แต่ปล่อยใจ สุขภาพจิตคุณดีไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวอะไรก็ดีเอง อันนี้คือเป็นคนแบบอย่างนี้เลย กินอาหารคลีนเพราะว่าพื้นเพไม่ได้เป็นคนชอบกินทอด ไม่กินทอด ไม่กินมัน ไม่กินเลี่ยน ไม่กินครีม แล้วพอแพ้ก็รู้สึกว่าไม่ได้เดือดร้อนที่จะใช้ชีวิตแบบนี้ กินอาหารแบบนี้ แล้วก็ออกกำลังกาย ไม่ได้โฟกัสด้วยว่าจะต้องผอม จะต้องออกกำลังกายเพราะมันจำเป็นต้องออก แต่ออกเพราะว่าเราชอบใช้พลัง ออกกำลังกายอะไรบ้าง ?แพต ชญานิษฐ์ : ชอบปั่นจักรยานอินดอร์ (Indoor Cycling) ชอบเข้าฮิตคลาส (HIIT Class) แล้วก็เพื่อนก็เริ่มบังคับให้แบบว่า เวท (Weight Training) นะ ซึ่งไม่ชอบเลย เป็นอะไรที่แบบมาทำอะไรที่นี่ แล้วเคยมีเรื่องอะไรที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพบ้างไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : เข้าใจผิดเยอะมากเลย เช่น สมัยก่อนเข้าใจว่ามันมีทุกยุคเลยนะ ไล่ตั้งแต่ยุคมัธยมก่อน มัธยมรู้สึกการนอนเป็นเรื่องไร้สาระมาก เสียเวลา สักพักขึ้นมหาลัยมาเริ่มชอบนอน แต่ว่ามี Mindset ว่าถ้าเลือกระหว่างปาร์ตี้กับนอน เลือกปาร์ตี้ตอนมหาลัย แล้วก็พอเริ่มเข้าวงการ เริ่มรู้สึกว่าเวลาในการปาร์ตี้มันไม่มี เพราะว่าพรุ่งนี้ต้องออกกองเช้ามากเลย ก็เริ่มใช้ชีวิตที่ Balance ที่สุด เริ่มมีอาชีพการงานเข้ามาในชีวิตบาลานซ์ที่สุด เริ่มช่วงก่อนหน้านี้ที่ไม่นานมานี้ แล้วก็ไปอินการกินข้าวมื้อเดียว เพราะว่าไปฟังมาว่าอายุจะยืน เหมือนแบบที่ไปฟังคนญี่ปุ่นพูดว่าอายุ 70 แล้วกินมื้อเดียวแล้วเขาสุขภาพทุกอย่างเขาดีมาก ไปตรวจสุขภาพก็เหมือนเดิม สิ่งที่ไม่ดีคือกล้ามเนื้อ ผอมมาก ไม่สวยเลย รู้สึกมองตัวเองแล้วรู้สึกว่า ทำไมทุกข์จัง ทำแล้วแบบกลายเป็นคนขี้โมโห เพราะหิว เหวี่ยงไปหมด อะไรก็ด่าไปหมดเลย ทั้งวันไม่กินอะไรเลย กินแต่กาแฟดำกับน้ำเปล่า กลายเป็นโรคประสาทแทน แล้วเทรนเนอร์ก็เริ่มท้อแล้ว ไม่เห็นผลเลย มันไม่เหลืออะไรเลย แล้วเราเป็นคนใช้กำลัง ชอบใช้พลัง เราชอบออกกำลังกายใช้แรงเยอะ ๆ เราทำทุกอย่างเหมือนเดิม แต่เราลดอาหารไปกินมื้อเดียว ทุกอย่างผิดหมด ผมร่วง ออกกำลังกายไม่เห็นผล หุ่นไม่เลิศ ผอมไม่สวย แล้วก็เลยกลายเป็นว่าขี้หงุดหงิดด้วย เกือบปีหนึ่ง แล้ววันที่หยุดคือเกิดอะไรขึ้น ?แพต ชญานิษฐ์ : เบื่อ แค่นั้นเลย คือชีวิตไม่มีหลักการ ไม่มีสูตร มีแต่ความคิดเพ้อฝันว่าอยากทำ อยากลอง อยากเอาชนะ แล้วก็ลุยไปข้างหน้าโดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรเลย ไม่มีหลักการ ไม่มีรีเสิร์ช (Research) ถ้าเกิดว่าให้เลือกไปปาร์ตี้ ไปนอน ไปออกกำลังกาย ไปเจอแฟน เลือกอะไร ?แพต ชญานิษฐ์ : เลือกทั้งหมด ใน 1 วัน จะทำให้หมดทุกอย่าง ต้องทำงานด้วย ทำทั้งหมด เคยทำมาแล้ว ใน 1 อาทิตย์ มีการจิบอาทิตย์ละกี่วัน ?แพต ชญานิษฐ์ : เขาไม่นับกันหรอก อาจจะมากกว่า 2 วัน เราอย่าไปพูดถึงมันดีกว่า เพราะว่าถ้าพูด เคยได้ยินคำนี้ไหม มันจะเป็นคำอาถรรพ์ ถ้าพูดวันนี้ฉันจะเบา ๆ มันจะเป็นตรงข้าม ถ้าพูดวันนี้ฉันจะหนัก ๆ มันก็จะเป็นตรงข้ามเหมือนกัน ไม่พูดเลย ปล่อยให้เป็นตามเรื่องของมัน วันนี้ชิล ๆ วันนี้แบบว่าจอย ๆ ไหลไป อย่าพูดเลย ไม่พูดดีกว่า average 2-4 ประมาณนี้ และจะมีเละกระจายแบบเลยป้ายสักวันหนึ่ง ใน 1 อาทิตย์ มีเคล็ดลับการแก้แฮงค์ของสาวปาร์ตี้ยังไงบ้าง ให้ยังดูดีอยู่ ?แพต ชญานิษฐ์ : ไม่มี แล้ววันต่อไปสมมติว่าเราไปดื่มมาเมื่อคืน วันต่อไปเราสามารถออกกำลังกายได้ไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : ดูสภาพก่อน ถ้ามันหนักมาก แบบหัวมันเอาไม่ขึ้นเลย อย่าออก เพราะว่าเหมือนมีคนพูดกับเราว่า มันตายได้เลยนะ เหมือนแฟนฉันพูดตลอด อย่าไปออกนะ มันตายได้เลยนะ เพราะว่าเวลาเรากินเหล้าเข้าไป เลือดกับน้ำมันจะแตกตัวออกจากกัน มันจะทำให้เราเวียนหัว เลือดกับน้ำในร่างกายเรามันแตกตัวออกจากกัน ให้เห็นภาพเฉย ๆ นะ มันจะทำให้เราเวียนหัว มันไม่บาลานซ์ แล้วแฟนดื่มด้วยไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : ไม่ แฟนไม่ดื่มเลย สำหรับเขาก็คือแก้วสองแก้ว แต่ฉันก็คือแพริ่ง (Pairing) เลย เราเป็นคนไหล ๆ เป็นคนชิล ๆ เป็นคนดื่มแล้วไม่โมโหด้วยนะ บางคนดื่มแล้วไม่น่ารักนะ แต่ว่าเราเป็นคนดื่มแล้วเราเทิร์น เป็นคนมีความสุข เจอใครก็ยิ้ม มีความสุข ยืนไม่ค่อยตรงแล้ว มันไม่เครียด แล้วเราก็จะชิล อัปเดตชีวิตความรัก คนนี้เป็นมายังไง กี่ปีแล้ว แล้วเขามาจีบยังไง หรือว่าจีบเอง ?แพต ชญานิษฐ์ : 2 ปี คือเขามาจีบฉันเลย แบบว่าตั้งใจมาจีบเลย คือเหมือนว่าเป็นเพื่อนของพี่แอริน พี่แอรินเป็นเพื่อนกัน เขาก็ทักมาคุย แต่ว่าก็คุยนานอยู่ประมาณหนึ่ง Average ปกติ 4-6 เดือน เดทแรกเราหัวทิ่มใส่เขาเลยไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : เดทแรกยังไม่หัวทิ่ม แต่เดท 2 บาร์ฮอปปิ้ง (Bar Hopping) เลย เขาพยายามจะดื่ม เราบอกเขาแล้วว่าเราโอเคเกี่ยวกับเรื่องนี้ เราไม่ใช่ผู้หญิงคออ่อนนะ แจ้ง Information ให้เขาทราบตั้งแต่ต้นเลยว่าเราไม่ใช่ผู้หญิงคออ่อน เรา Enjoy กับสิ่งนี้ เราไม่ได้ชอบเพราะเข้าสังคม เราชอบเพราะเราชอบจริง ๆ แจ้งให้ทราบ เรารู้สึกว่าการที่เขาเป็นตัวของตัวเอง 100% แล้วเราเป็นตัวเอง 100% ตั้งแต่ช่วงต้น ๆ คืออันนี้พูดได้เลยว่า เรามีกำแพงเพราะเราไม่ได้สนิท แต่เราไม่ได้เก๊ก ไม่ต้องมีฟอร์มแล้ว ไม่ได้อยากให้เขาเห็นว่าเราเป็นใครแล้ว เราเป็นเราจริง ๆ ที่เป็นแบบนี้ ไม่กลัวที่จะทำอะไรแล้ว ไม่ได้กลัวว่าเขาจะมองว่าน่าเกลียด ไม่มีคำว่าคิดแทนแล้ว เวลาเราไปเที่ยว เขาไม่ตามเลยเหรอ ?แพต ชญานิษฐ์ : ไม่เลย เพราะเราคุยกันชัดเจนมากว่านี่คือโลกของฉัน คือไลฟ์สไตล์ของฉัน คือเพื่อนของฉัน อีกอย่างฉันไม่ได้ไปกินเหล้าแล้วทำตัวมีเรื่องกับใคร หรือเรื่องผู้ชาย ไปเต้นล้วน ๆ กลุ่มเพื่อนเดิม ๆ ที่เขารู้จักทุกคน เป็นคนชอบกินเหล้าจริง แต่ก็เลือกคนที่จะไปด้วย ไม่ใช่ว่าชอบกินแล้วจะไปกับใครก็ได้ เราไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วถ้าเรื่องผู้ชายจะมามอมนะ มาเลย จะสู้สุดหัวใจเลย เคยมีผู้ชายคนหนึ่งนานมากแล้วก่อนจะมีแฟนคนปัจจุบัน เขาโอเคเลยนะ น่ารักเลย ใช้คำว่าเราชอบเขาได้เลย เขาบอกว่า "เธอ น่ารักจังนะ แต่เธอดื่มแล้วน่ากลัว" ขอโทษนะ รู้จักกันวันนั้นวันแรกวันเดียว คิดว่านี่คือเหตุผลที่ทำให้โสดสนิทมาปีหนึ่งไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : ฉันว่ามีสิทธิ์ เพราะไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่จะรับอะไรอย่างนี้ได้ ไม่ใช่ผู้ชายทุกคนที่จะชอบผู้หญิงที่มีคาแรคเตอร์แบบพูดตรงไปตรงมา ห้าว หรือไม่เรียบร้อย ผู้หญิงมีสเปก ผู้ชายก็มีสเปกเหมือนกัน อย่าไปคิดว่าตัวเองเลิศเลอที่สุด ใครทุกคนไม่ใช่คนที่ดีที่สุด อย่าไปคิดอะไรมาก เวลาอยู่กับแฟนเป็นคนแบบนี้ไหม ?แพต ชญานิษฐ์ : เป็นอย่างงี้เลย เคยทะเลาะกันหนักสุดเรื่องอะไรบ้าง ?แพต ชญานิษฐ์ : ตั้งแต่คบกันมา 2 ปี ทะเลาะกันหนักสุดคือเรื่องเลือกร้านอาหารว่าจะกินไทยหรือจีน แทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลยจนเคยพูดกับเขาว่า "อยากทะเลาะ ช่วยชวนทะเลาะหน่อยได้ไหม สักเรื่องหนึ่ง อะไรก็ได้" เขาก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุดในโลก Longevity ในฉบับของแพทคือเรื่องชาวบ้าน ?แพต ชญานิษฐ์ : I love เรื่องชาวบ้านมาก ฉันรักเรื่องการเมาท์มาก รู้เอาไว้ให้เป็น Entertainment สนุกจังเลย กลับบ้านก็ลืมแล้ว คนนั้นเธอรู้อยู่หรือยัง ถามว่าใช่เรื่องของตัวเองไหม บางทีไม่มีเรื่องของตัวเองเลย เรื่องชาวบ้านเท่ากับ Longevity สุขภาพจิตเราสำคัญที่สุด ทุกวันนี้ฉันให้เรื่องสุขภาพจิตเป็นอันดับ 1 สุขภาพจิตดี อะไรที่เราชอบ อะไรที่ทำให้เรามีความสุข เสพเข้ามาแล้วทำให้ใจเรา Rise up นั่นคือ Longevity ปกติแล้วคนที่สุขภาพจิตดีบางคนเขาจะบอกว่าเขาบาลานซ์ชีวิต ทั้งการนอน การกิน mental health, physical health การงาน financial everything ?แพต ชญานิษฐ์ : mental health ก็แบบดีมาก ๆ จนอะไรที่มันแย่ ดีหมด ต่อให้นอนไม่ดี ไม่เป็นไร พรุ่งนี้เริ่มใหม่ สมมติทีมงานหลังบ้านวุ่นวาย ไม่เป็นไร เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่เอาใหม่ แต่คนที่ทำงานด้วยอาจจะเครียดนิดหนึ่ง มีอะไรอีกบ้างที่ทำให้สุขภาพจิตเราดีได้อีก ?แพต ชญานิษฐ์ : ฉันเป็นคนสุดโต่งมาก ปาร์ตี้สุดโต่ง อยากทำอะไรก็ทำสุดโต่ง แล้วเวลาฉันอยากสงบ ก็สงบสุดโต่ง สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook : Alive Dot, Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น. สามารถรับชมย้อนหลัง ได้ที่นี่
ข่าวบันเทิง • 23 เม.ย. 69
อ่าน
ใครไม่เก็ตญี่ปุ่นเก็ต! อีสเตอร์เอ้ก Pragmata กับท่าจิ้มลูกโลกในตำนาน ที่เจ้าของมุกยังร่วมวง
กลายเป็นไวรัลที่ทำให้แฟนเกมฝั่งญี่ปุ่นขำกลิ้ง แต่ฝั่งตะวันตกอาจจะยืนงงกันเป็นแถว สำหรับเกมไซไฟฟอร์มยักษ์อย่าง Pragmata ที่ดูเหมือนจะมีความลับสุดฮาซ่อนอยู่ในความไร้เดียงสาของน้อง Diana โดยเฉพาะฉากการหมุนลูกโลกที่ใครจะไปเชื่อว่าเบื้องหลังของมันคือการล้อเลียนดาวตลกชื่อดังในตำนานของญี่ปุ่น ซึ่งล่าสุดความจริงนี้ถูกเปิดเผยโดยเหล่าผู้เล่นตาดี จนแม้แต่เจ้าของมุกต้นฉบับเองยังต้องออกมาเคลื่อนไหวถึงเรื่องนี้เลยทีเดียว!?จุดเริ่มต้นของความฮานี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเกมขณะที่เราผจญภัยผ่าน Cradle และได้เก็บสะสม REMs หรือโฮโลแกรมความทรงจำเพื่อนำมาสร้างสิ่งของให้ Diana โดยไอเท็มชิ้นแรกที่ทุกคนต้องเจอก็คือ "ลูกโลก" ซึ่งหลังจากซ่อมเสร็จ Diana จะทำท่าหมุนลูกโลกอย่างรวดเร็วแล้วใช้นิ้วจิ้มลงไปゴージャスすぎておもろいけど日本向けで海外の人には伝わらんの含めておもろいなw#プラグマタ pic.twitter.com/Q8nA9nJS5j— ぽど (@POTY0521) April 17, 2026 "มันเป็นอะไรที่ “Gorgeous” มาก แต่ที่ฮากว่าคือการที่เขากะเอาใจคนดูญี่ปุ่นโดยเฉพาะ จนคนต่างชาติไม่มีทางเก็ตมุกนี้แน่นอนเนี่ยแหละ 555"และไอ้ท่าทางสุดน่ารักนั่นแหละที่ถูกผู้ใช้ X ชาวญี่ปุ่นสังเกตเห็นว่ามันช่างเหมือนกับมุกตลกของ Gorgeous (ゴー☆ジャス) ดาวตลกในชุดโจรสลัดอวกาศที่มีมุกประจำตัวคือการพกลูกโลกติดตัวแล้วตะโกนว่า "Madagascar!" พร้อมใช้นิ้วจิ้มไปยังประเทศนั้นเพื่อเล่นคำกับประโยคว่า "ยังรอดอยู่นะ" (Mada tasukaru)แม้ว่าในเกม Diana จะไม่ได้เอ่ยชื่อมาดากัสการ์ออกมาตรง ๆ แต่จังหวะการหมุนและการจิ้มไปยังตำแหน่งเดิมซ้ำ ๆ พร้อมสีหน้ามุ่งมั่นแบบตลก ๆ ก็เป็นหลักฐานที่ชัดเจนจนแฟนเกมชาวญี่ปุ่นต่างพร้อมใจกันยืนยันว่านี่คือการแกงกันชัด ๆเรื่องราวนี้ยิ่งพีคขึ้นไปอีกเมื่อตัว Gorgeous เองได้รับรู้ถึงอีสเตอร์เอ้กนี้และเขาก็ดูจะแฮปปี้สุด ๆ จนถึงขั้นออกมาโพสต์ว่าเขากำลังเล่น Pragmata มาตั้งแต่ช่วงเปิดตัว พร้อมชักชวนให้แฟน ๆ และเกมเมอร์คนอื่น ๆ ลองไปหาลูกโลกชิ้นนี้มาให้น้อง Diana หมุนดูด้วยตัวเอง ซึ่งลูกโลกนี้เป็นไอเท็มสำคัญตามเนื้อเรื่องที่ทุกคนไม่พลาดแน่นอนอยู่แล้ว地球儀キターーーーーーー🌏🌏🌏🌏🌏ぐるぐる回すんだ‼️‼️‼️そしてマダガスカルを指で指し示せ🌍👈みんなもプラグマタやって体感して欲しいね✨✨✨#プラグマタ #PRAGMATA https://t.co/QlFlYb7opM pic.twitter.com/vltS7bxAaA— ゴー☆ジャス(宇宙海賊) (@Gorgeous55555) April 18, 2026 "ลูกโลกมาแล้ว! หมุนมันให้ติ้ว แล้วจิ้มไปที่มาดากัสการ์ให้ได้นะ ผมอยากให้ทุกคนได้ลองเล่น Pragmata แล้วสัมผัสประสบการณ์นี้ด้วยตัวเองจริง ๆ"สรุปแล้วนี่คือเสน่ห์ความกวนของทีมพัฒนาที่แอบสอดแทรกวัฒนธรรมป๊อปของญี่ปุ่นลงไปในเกมไซไฟระดับโลกได้อย่างแนบเนียน จนเปลี่ยนจากฉากน่ารัก ๆ ให้กลายเป็นช่วงเวลาเรียกเสียงฮาได้ทันที ใครที่ได้เล่นแล้วอย่าลืมลองไปสังเกตนิ้วของน้อง Diana กันดูนะว่าเธอจิ้มไปที่มาดากัสการ์รึเปล่า!?แปลและเรียบเรียงจาก : automaton-media.com
Online Station • 22 เม.ย. 69
อ่าน
ผมไม่ใช่เกมเมอร์! ซีอีโอ Take-Two ลั่นไม่ขอเล่น GTA 6 เน้นซัพพอร์ตคุมงบ ปล่อยทีมงานโชว์ฝีมือเต็มที่
ท่ามกลางกระแสไฮป์ของ Grand Theft Auto 6 ที่พุ่งทะยานจนฉุดไม่อยู่ เชื่อว่าเกมเมอร์ทั่วโลกต่างก็นับถอยหลังรอวันที่จะได้สัมผัสเกมนี้กันใจจะขาด ยกเว้นอยู่คนหนึ่งที่ดูจะเฉยเมยกว่าใครเพื่อน นั่นก็คือ Strauss Zelnick ซีอีโอของ Take-Two InteractiveZelnick นักธุรกิจผู้คร่ำหวอดซึ่งกุมบังเหียนบริษัทแม่ของ Rockstar มาตั้งแต่ปี 2011 ออกมายืนยันผ่านการสัมภาษณ์ว่า เขาแทบไม่ได้สัมผัสตัวเกม GTA 6 เลย แม้ว่าในฐานะบอสใหญ่เขาจะสามารถเข้าถึงตัวเกมเวอร์ชันพัฒนาได้ทุกเมื่อก็ตาม โดยเขาให้เหตุผลสั้น ๆ ว่าเขา "ไม่ใช่เกมเมอร์" และไม่อยากทำตัวเป็น "Consumer-in-chief" เพื่อหลีกเลี่ยงการแทรกแซงงานสร้างสรรค์ของทีมงานเขามองว่าการที่ซีอีโอพยายามทำตัวเป็นผู้บริโภคในอุตสาหกรรมบันเทิงนั้นอาจเป็น "ความผิดพลาด" เหมือนสมัยที่เขาอยู่วงการหนังหรือเพลง เขาก็ไม่ได้ทำตัวเป็นนักวิจารณ์ แต่เลือกที่จะทำหน้าที่บริหารให้ดีที่สุด ซึ่งมุมมองนี้อาจฟังดู "ห่างเหิน" แต่ถ้ามองอีกมุม นี่อาจเป็นข่าวดีที่สุดสำหรับโปรเจกต์ GTA 6 เลยก็ได้ในโลกที่เกมยักษ์ใหญ่ต้องใช้ทุนสร้างมหาศาล การมี "คนคุมเงิน" ที่รู้จักบทบาทตัวเองนั้นสำคัญมาก Zelnick ย้ำชัดว่าหน้าที่ของเขาคือ "การดึงดูด รักษา และสร้างแรงจูงใจให้คนเก่ง ๆ ในวงการ แล้วจากนั้นก็ถอยออกมาให้พ้นทาง" การที่เขาไม่พยายามเข้าไปก้าวก่ายงานสายสร้างสรรค์ที่เขาไม่ถนัด ทำให้ทีมงานของ Rockstar Games มีอิสระเต็มที่ในการปั้นผลงานที่เขากล้าเคลมว่า "จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่วงการเคยเห็นมา"เรียกได้ว่า Zelnick เลือกที่จะเป็น "น้ำมันหล่อลื่น" มากกว่าจะเป็น "ฟันเฟือง" ที่เข้าไปขัดขวางการทำงาน ซึ่งปรัชญาการบริหารแบบ "จ่ายครบแล้วจบที่ปล่อยวาง" แบบนี้ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ GTA 6 ออกมาสมบูรณ์แบบที่สุดอย่างที่ทุกคนตั้งตารอก็เป็นได้!แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com
Online Station • 9 เม.ย. 69
อ่าน
aron! ส่งเพลงใหม่ฟังสบายแต่เจ็บจี๊ด “Foolsong” คู่มือสำหรับผู้ชายคนใหม่ที่กำลังคบกับแฟนเก่า
หลังจากฝากเพลงฟังสบายน่ารักอบอุ่นมาให้เราประทับใจกันไปหลายเพลงแล้วaron!ศิลปินดาวรุ่งมาแรงวัย22ปี กับแนวดนตรีCozy Popลองปล่อยซิงเกิลใหม่Foolsongที่เป็นเพลงนุ่มสบายอย่างเคย แต่ที่ไม่เหมือนเคยคือเนื้อหาของเพลงที่แอบบาดลึกหัวใจอย่างช้า ๆ เพราะเป็นบทเพลงที่พาเราไปสำรวจความรู้สึกหลังความสัมพันธ์จบลง ผ่านมุมมองที่ทั้งจริงใจและเจ็บแปลบในเวลาเดียวกัน ความน่าสนใจอยู่ที่การเล่าเรื่องในแบบแปลกใหม่ ราวกับเป็นคู่มือสำหรับผู้ชายคนใหม่ที่จะเริ่มต้นสายสัมพันธ์แฟนเก่าของเขา ในเพลงนี้aron!ถ่ายทอดสิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับแฟนเก่าของเขาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำกับเธอคนนั้น นิสัยเล็กๆ น้อย ๆ ของเธออย่างการชอบแอบเข้าไปดูหนัง ไปจนถึงบทเรียนจากความผิดพลาดของตัวเองที่เขาไม่อยากให้ใครต้องเดินซ้ำรอยเดิม ขณะเดียวกัน เนื้อเพลงยังแฝงความประชดประชันและการยอมรับความจริงไว้อย่างเจ็บลึก โดยเฉพาะท่อนเตือนใจอย่างdont be a fool / youre looking at oneที่เหมือนเป็นการสะท้อนตัวตนและบทเรียนที่เขาได้รับFoolsongจึงเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของการเติบโตจากความผิดพลาด และความหวังเล็กๆ ว่าคนต่อไปจะสามารถรักเธอได้ดีกว่าเขาเคยทำนั่นเอง ฟังเพลงFoolsongของaron!ที่นี่https://aronTH.lnk.to/FoolsongPR หลังจากปล่อยเพลงป็อปแจ๊สนุ่มนวลชวนฝันอย่างWonderful Thingไปก่อนหน้านี้ ถือว่าเป็นอีกเพลงที่แสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ในการแต่งเพลงของเขาได้เป็นอย่างดี จนหลาย ๆ คนโดนตกไปตาม ๆ กัน รวมถึงนักร้อง นักแต่งเพลงชื่อดังระดับโลกอย่างJohn Mayerที่เอ่ยปากชื่นชมaron!ระหว่างให้สัมภาษณ์ในวิทยุSiriusXMเอาไว้ว่า (aron!)เป็นศิลปินที่โดดเด่นในการใส่รายละเอียดทางฮาร์โมนีลงไปในบทเพลงได้อย่างลงตัว ทั้งซับซ้อนพอที่จะสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือและศักยภาพของเขาอย่างชัดเจน แต่ขณะเดียวกันก็ยังพอดีกับตัวเพลงอย่างไม่น่าเชื่อ สิ่งที่ทำให้ดนตรีของเขาน่าฟังคือ การที่เขาไม่ได้แค่รู้จักคอร์ดจำนวนมาก แต่ยังเข้าใจวิธีนำมันมาใช้ได้อย่างมีชั้นเชิง ทำให้ทุกองค์ประกอบทางดนตรีทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน และส่งเสริมอารมณ์ของเพลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใครที่ฟังเพลงของ aron!มาหลายเพลงแล้ววอแวอยากฟังอัลบั้มเต็มของเขาเสียที ข่าวดีมาถึงแล้ว!aron!เตรียมออกอัลบั้มเต็มชุดแรกในชีวิตเร็ว ๆ นี้ แฟน ๆ ชาวCozy Popติดตามกันไว้ให้ดี ได้เวลาที่จะอัปเดตเพลย์ลิสต์ กดเซฟอัลบั้มที่ฟังแบบไม่ต้องกดskipเพลงไหนสักเพลงเป็นอัลบั้มแรกในปี2026นี้กันแล้ว
ข่าวเพลงต่างประเทศ • 8 เม.ย. 69
อ่าน
กลัว AI สูบ! Lucas Pope ผู้สร้าง Papers, Please เปิดใจซุ่มทำเกมใหม่เงียบ ๆ เหตุกลัว AI ขโมยงาน
จะทำอย่างไรเมื่อความภูมิใจในผลงาน กลายเป็นช่องทางให้ AI เข้ามาขโมยไอเดีย? Lucas Pope เจ้าของผลงาน Papers, Please ได้เปิดใจถึง "ความไม่สบายใจ" ครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาไม่กล้าแชร์เบื้องหลังการทำงานให้แฟน ๆ เห็นเหมือนเก่าLucas ได้ให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ว่า สถานการณ์ในอุตสาหกรรมตอนนี้เปลี่ยนไปมาก เขาเริ่มกังวลว่าไอเดียหรือฟุตเทจที่เขานำมาแชร์จะถูกระบบ AI "สูบ" ไปใช้ฝึกฝน หรืออาจถูกคนอื่นนำเทคโนโลยีนี้มาสวมรอยก๊อปปี้ไอเดียไป โดยที่กฎหมายคุ้มครองผลงานในปัจจุบันยังตามไม่ทันและนอกจากเรื่องความปลอดภัยของไอเดียแล้ว Lucas ยังยอมรับว่าเขารู้สึกกดดันกับความสำเร็จที่ผ่านมาจนกลายเป็น "คำสาป" เขาแอบมีความคิดแวบเข้ามาว่า "หรือจะหยุดแค่ตอนที่ยังรุ่งอยู่นี้ดีไหม?" เพราะเขากลัวว่าผลงานชิ้นต่อไปอาจจะไม่สามารถทำได้ดีเท่าเดิมจนทำให้แฟน ๆ ผิดหวังซึ่งสำหรับ Lucas ที่เป็นนักพัฒนาแบบฉายเดี่ยวนั้น เขาเน้นความสุขในระหว่างการทำงานเป็นหลัก เขาจึงมองว่าการใช้ AI มาช่วยให้งานเร็วขึ้นนั้นไม่ใช่ทางของเขา เพราะมันจะทำให้เขาเสียความสนุกและความเป็นเจ้าของในรายละเอียดของงานไปนั่นเองแปลและเรียบเรียงจาก : thegamer.com
Online Station • 8 เม.ย. 69
อ่าน
"แจ็ค แฟนฉัน" ยอมรับเครียดนานกว่า 2 เดือน ก่อนจะลดสถานะกับ "ใบหม่อน"
หลังจากที่ได้เลิกรากันไปแล้ว สำหรับ แจ็ค แฟนฉัน และ ใบหม่อน กิตติยา แต่ทั้งคู่ก็ยังทำหน้าที่พ่อแม่ของลูกอยู่อย่างสม่ำเสมอ ล่าสุด แจ็ค แฟนฉัน ได้มาเปิดใจในรายการ ซุปตาร์พาตะลุย กับเพื่อนซี้อย่าง นิกกี้ ณฉัตร น้ำตาคลอ ยอมรับว่าก่อนที่จะมีข่าวออกมาเครียดมาก ๆ นานกว่า 2 เดือน ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ โดย แจ็ค แฟนฉัน ยอมรับว่าเครียดมาก เครียดประมาณ 2 เดือน ก็พยายามดื่ม ๆ (นิกกี้ : อย่าร้องไห้ เดี๋ยวเมียด่าอีก) ไม่ ๆ คือมันเลยความร้องไห้ไปแล้ว (น้ำตาคลอ) ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คนก็ต้องเสียใจ ไม่ใช่แค่เราหรอก มันไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ หลัก ๆ เราแค่โฟกัสว่าจะเอายังไงต่อ เพราะมันต้องลุย มันอ่อนแอไม่ได้ อะไรประมาณนี้ ที่สำคัญคือ น้องใบหม่อน ก็ดูแลลูกดีมาก คือผมเชื่อว่าทุกอย่างในครอบครัวของแต่ละคน มันไม่มีใครสมบูรณ์ ต้องเจอโน่นเจอนี่ เจอปัญหาอะไรต่าง ๆ แต่สุดท้ายเราต้องผ่านไปให้ได้ และมีสติ มีสติสำคัญที่สุด ปัญหามันมาแล้ว เราก็ค่อย ๆ แก้ มันแก้ได้หมดนะ ของผมโดนเยอะ คำว่าโดนเยอะคือคนว่าอะไรแบบนี้ ผมไม่โกรธเลย เพราะผมก็เข้าใจ เพราะไม่ค่อยพูดอะไรเรื่องนี้มากเท่าไหร่ ถ้าใครถามก็ตอบน้อย ๆ นิกกี้ : ขนาดผมเป็นเพื่อนมัน ผมยังไม่เคยถามเลยนะว่าทำไมถึงเลิกกัน ไม่เคยไปยุ่งเลยนะ เพราะรู้ว่าเขาเครียดอยู่แล้ว ถ้าเขาพูด เขาก็จะพูดเอง
ข่าวบันเทิง • 8 เม.ย. 69
อ่าน
รีวิวหนัง “Marty Supreme มาร์ตี้ สุพรีม” ความเปล่งประกายของไม้ปิงปองลานดินที่แสนเจิดจ้า
สำหรับผลงานหนังเรื่องนี้ก็คือชิ้นงานคุณภาพที่ได้มีโอกาสถูกเสนอเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2026 ได้มากถึง 9 สาขารางวัล เป็นอีกหนึ่งเรื่องนี้ทำผลงานออกมาได้โดดเด่นจัดจ้านในฤดูกาลหนังล่ารางวัลครั้งนี้ Marty Supreme หนังที่เต็มไปด้วยแนวคิดชีวิตที่แสนทะเยอทะยานของคนมีฝันที่ฟุ้งเฟ้อ อันได้แรงบันดาลใจมาจากตำนานนักกีฬาปิงปอง ผู้ที่เป็นต้นแบบของการกำเนิดลูกปิงปองชนิดสีส้มขึ้นมาบนโลกใบนี้ มาร์ตี้ เมาเซอร์ ชายหนุ่มวัย 20 หมาด ๆ ที่ทุ่มเทเต็มกำลังในการสนองความต้องการของตัวเอง เพื่อเข้าสู่โลกแห่งกีฬาเทเบิลเทนนิส กับเป้าหมายสูงสุดที่แสนทะเยอทะยานในการเป็นแชมป์เปี้ยนระดับโลก แต่เพราะเขาไม่ได้มีสปอนเซอร์ใด ๆ ที่สนับสนุนเลย เขาจึงจำเป็นต้องใช้ทักษะในการเจรจาและตลบแตลง ที่มาพร้อมกับอีโก้ที่สูงเสียดฟ้ากับความทะนงตนระดับน่าหมั่นไส้ กระทั่ง เคย์ สโตน อดีตดาราสาวรุ่นใหญ่ ที่ออกจากวงการมาสักพักเพราะแต่งงานกับมหาเศรษฐี เธอเป็นกวางที่สง่างามและดึงดูดความใคร่ อันนำมาสู่การถล่ำลึกย่างเดินไปผิดทิศผิดทางอยู่เสมอ ผลงานชิ้นล่าสุดของนักสร้างหนังหนุ่มเจนวายไฟแรง ผู้ที่เป็นลูกรักของเวทีรางวัลในยุคปัจจุบัน จอช ซาฟดี้ โดยนี่คือผลงานการสร้างหนังแบบเดี่ยว ๆ ของเขา โดยที่ไม่ได้มีน้องชาย เบน ซาฟดี้ (จาก The Smash Machine) มาแจมด้วยเหมือนทุกครั้ง แต่ยังคงหวนกลับมาร่วมงานกับเพื่อนซี้ โรนัลด์ บรอนสไตน์ อีกเช่นเคย และประกอบร่างหนังเรื่องนี้ออกมาได้อย่างแข็งแกร่งและผนึกกำลังได้อย่างเข้มข้น Marty Supreme เป็นหนังที่ได้ไอเดียอิงมาจากชีวิตของ มารตี้ ไรส์แมน ตำนานนักกีฬาปิงปองชิงแชมเปี้ยน 2 สมัย แต่ว่าเป็นเพียงการอ้างอิงมาแค่หลวม ๆ ไม่เชิงเป็นชีวประวัติใด ๆ โดยเป็นการรังสรรค์บทหนังระหว่าง จอช กับ โรนัลด์ อีกครั้ง ซึ่งทั้งคู่ก็ยังคงละเลงใส่ความปราณีตและความทะเยอทะยานลงในจังหวะต่าง ๆ ของหนังได้อย่างเฉียมคม และเต็มไปด้วยลายเส้นที่จัดจ้านในทุก ๆ แง่มุมในการนำเสนอ ต้องบอกเลยว่าหนังที่มีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่งเรื่องนี้ แทบไม่มีจังหวะไหนที่น่าเบื่อเลย นับตั้งแต่ฉากแรกยันฉากสุดท้าย สามารถร้อยเรียงถ่ายทอดอารมณ์ส่งถึงคนดูแบบละสายตาไม่ได้จริง ๆ สังเกตได้จากรอบสื่อมวลชนที่ผู้เขียนนั่งดูร่วมคนอื่น ๆ นับร้อยชีวิต แทบไม่มีลุกเดินไปเข้าห้องน้ำกันเลย ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่เอาเรื่องและตราตรึงใจ ถึงจะเป็นหนังสายรางวัลที่ปะปนด้วยประเด็นดรามา แต่ทุกลีลาใส่เข้ามาในชนิดที่ไม่อยากพลาดสักฉากเดียว จอช กับ โรนัลด์ ยังร่วมกันอำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ อีกทั้งทั้งคู่ยังรับหน้าที่ตัดต่อหนังเองจากฝีมือของพวกเขา นั่นจึงทำให้หนังออกมาพร้อมกับอรรถรสความสนุกแบบหมัดฮุกดี ๆ ที่ตัดสลับฉึบฉับได้สนุก ประกอบกับซาวด์ดนตรีประกอบจาก แดเนียล โลพาติน ที่กลายเป็นองค์ประกอบเล็ก ๆ ที่เร้าอารมณ์ได้ และยังพบว่าจอชก็ยังมีส่วนร่วมในการแต่งเพลงบรรเลงประกอบหนังเรื่องนี้อยู่หลายแทรคเช่นกัน นอกจากนี้ องค์ประกอบงานสร้างด้านอื่น ๆ ของ Marty Supreme ก็ยังทำออกมาได้ถึง ไม่ว่าจะเป็น งานออกแบบภาพถ่ายของ ดาริอุส ขอนดจิ เต็มไปด้วยมุมมองที่ล้อไปกับลูกเล่นของการใช้แสงและเงาได้อย่างออกรสออกชาติ เป็นงานภาพที่หลักแหลมในหลาย ๆ ซีน รวมทั้งงานออกแบบโปรดักชันที่จัดได้ว่ายกนิ้วให้จริง ๆ และการออกแบบเสื้อผ้าและการแต่งหน้าที่ค่อนข้างใส่ใจในรายละเอียดแบบยิบย่อยดีแท้ ๆ ก็เป็นอีกหนึ่งมุมงานสร้างที่น่าประทับใจและน่าชื่นชม แน่นอนว่าไฮไลต์หลัก ๆ ของหนังก็คือสุดยอดการแสดงอีกครั้งของ ทิโมธี ชาลาเมต์ จากอดีตดาราวัยรุ่นเอ๊าะ ๆ ที่เห็นแววมาแต่ไกลได้กลายมาเป็นสุภาพบุรุษนักแสดงชายที่เข้มข้นไปด้วยลีลาและฝีมือทางการแสดงที่ใครก็ต้องยอมรับ Marty Supreme ก็คืออีกชิ้นงานการแสดงระดับมาสเตอร์พีชของเขา ที่เขาสามารถรับมือกับหนังจัดจ้านเรื่องยาว ๆ เรื่องนี้ได้อย่างมั่นคงและถ่ายทอดมันออกมาได้โฟลวแบบมืออาชีพเขาทำกันได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่แปลกใจเลยที่ ทิโมธีจะเป็นที่หมายปองและจับจ้องของเวทีรางวัล ๆ ต่าง เพราะผลงานจากฝีมือการแสดงล่าสุดของเขาก็เทียบชั้นระดับรางวัลได้แบบไม่ค้านสายตาเช่นกัน ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับจังหวะและโอกาสล้วน ๆ เพราะถ้าถามผู้เขียนเป็นการส่วนตัว การที่เขาได้ชิงออสการ์เป็นครั้งที่ 3 ในวัยเพิ่งจะขึ้นเลข 3 ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ได้แล้วว่า..เขาคือของจริง และเขาก็สมควรจะได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้แล้ว และไม่ใช่แค่เพียงทิโมธีทำการแสดงเอาไว้ได้ดี Marty Supreme ก็ยังคงเป็นอีกผลงานที่งานการแคสติ้งออกมาได้ประทับใจ เพราะการคัดเลือกนักแสดงในแต่ละบทบาทนั้น เต็มได้ยอดฝีมือที่เหมาะเจาะลงล็อกกับบทบาททั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เกวนเน็ต พาวโทรล, โอเดสซา เอซีออน, เควิน โอเลรีย์ หรือ ไทเลอร์ โอคอนมา พวกเขาแบกรับทุก ๆ คาแรกเตอร์และถ่ายทอดมาได้อย่างมีมิติในทุก ตัวละครอย่างถ่องแท้ ดังนั้นโดยสรุปแล้ว Marty Supreme กลายเป็นหนังดรามาผสมผสานเรื่องราวของกีฬาที่จัดจ้านไปด้วยลีลาและท่วงท่าในการร้อยเรียงเรื่องอย่างมีสไตล์ กลายเป็นหนังรางวัลที่ไม่มีความอ่อมและจุดที่น่าเบื่อเลย มาพร้อมกับการแสดงที่ทีมนักแสดงทำได้ทำถึงแบบยกแคสติ้ง และยังเสิร์ฟด้วยองค์ประกอบงานสร้างในระดับที่จะมาเพื่อล่ารางวัลโดยแท้ กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานที่คืนกำไรคนดูได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะบทหนังและการเล่าเรื่องที่พาคนดูดำดิ่งไปสู่ห้วงความทะเยอทะยานของผู้ชายมีฝันคนหนึ่ง ที่มันช่างบ้าและสุดโต่ง บนพื้นฐานของแนวคิดคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากได้อยากมี จนบางครั้งก็เลือกจะท้าทายวิถีความเป็นคน ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง Marty Supreme มาร์ตี้ สุพรีม ประเภท: ดรามา / กีฬา ผู้กำกับ: จอช ซาฟดี้ นำแสดงโดย: ทิโมธี ชาลาเมต์, เกวนเน็ต พาวโทรล, โอเดสซา เอซีออน, เควิน โอเลรีย์ ความยาว: 149 นาที กำหนดฉายในไทย: 12 มีนาคม 2026 Movie.TrueID METRIC: Marty Supreme มาร์ตี้ สุพรีม ภาพรวม⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰ (9.3/10) การเล่าเรื่อง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰ (9.2/10) การแสดง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰ (9.7/10) เทคนิคงานสร้าง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰ (9.5/10) บทภาพยนตร์⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰ (9.3/10) ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 12 มี.ค. 69
อ่าน
“เจนเย่” ขอโทษไม่รู้ว่ามีการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ รับเป็นบทเรียน ครั้งหน้าขอเป็นกระบอกเสียง
เจนเย่ ขอโทษไม่รู้ว่ามีการเลือกตั้งล่วงหน้าได้ รับเป็นบทเรียน ครั้งหน้าขอเป็นกระบอกเสียง กลายเป็นประเด็นดราม่านักแสดงสาว เจน เมธิกา หรือ เจนเย่ หลังจากที่เจ้าตัวได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านแพลตฟอร์ม X (Twitter) เพื่อชี้แจงกรณีที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเนื่องจากติดภารกิจถ่ายทำภาพยนตร์ที่ต่างประเทศเป็นเวลา 1 เดือน โดยระบุว่าตนเองไม่ทราบข้อมูลเรื่องการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าล่าสุดมีโอกาสเจอสาว เจนเย่ เลยถามถึงเรื่องนี้ โดย เจนเย่ เผยว่า... หนูก็รู้สึกผิด เราก็อาจจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ดี และเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี หนูก็จะเก็บบทเรียนครั้งนี้ไว้ และครั้งหน้าก็จะไม่พลาดแน่นอน ครั้งหน้าก็จะเป็นกระบอกเสียง สำหรับคนที่ไม่รู้แบบหนูว่าจะต้องทำยังไง วันนี้ก็ขอโทษทุกคนจริงๆ ถามว่าเครียดไหม ก็เครียดแต่ก็ยอมรับผิด เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้ว หนูยอมรับไปแล้ว หนูทำอะไรไม่ได้ หนูก็ต้องเดินต่อ และไม่ทำอีก ส่วนคอมเมนต์ต่างๆ เราก็ได้มีการอ่าน และรู้สึกว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เจออะไรแบบนี้ แต่ก็ดีที่คนรอบตัวหนูเขาก็ซัพพอร์ต ให้กำลังใจ ก็เลยผ่านมาได้ ด้วยการที่เราไปทำงานด้วย แล้วโชคดีที่หนูยังถ่ายหนังอยู่ ก็เลยต้องโฟกัสที่ตัวละครนั้น ช่วงนั้นเราเบี่ยงเบนความสนใจไปในตัวละคร ไม่ได้จับโทรศัพท์เลย ก็ไม่ได้อ่านคอมเมนต์ด้านลบขนาดนั้น เราก็ยอมรับผิดแล้ว จริงๆ หนูก็ขอโทษ แฟนหลายคนก็ผิดหวัง มันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เราก็เข้าใจ...
ดาราเดลี่บันเทิง • 6 มี.ค. 69
อ่าน
“เบ็คกี้” เผยคดีค่ายเก่าค้างค่าตัว 20 ล้าน ยังเงียบ!! ได้บทเรียนอย่าใจดีเกินไป
เบ็คกี้ เผยคดีค่ายเก่าค้างค่าตัว 20 ล้าน ยังเงียบ!! ได้บทเรียนอย่าใจดีเกินไป เป็นการทวงคืนความยุติธรรมที่แฟนคลับเอาใจช่วย นักแสดงสาวสุดฮอต เบ็คกี้ รีเบคก้า ที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นฉาวเรื่องอดีตต้นสังกัดค้างชำระค่าตัวเป็นจำนวนเงินมหาศาล งานนี้เจอเจ้าตัวเลยถามถึงเรื่องนี้.... ก็ยังอยู่ในโพรเซสเหมือนเดิมเลย ยังได้ความเงียบกลับมา ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ตรงไหน แต่ก็ฟ้องแล้ว กำลังอยู่ในคดี ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เบ็ค หลายๆ คนเหมือนกัน ก็ขอให้ไม่มีใครต้องเจอแบบนี้ มันหนักจริงๆ เราไม่อยากต้องมาเจออะไรแบบนี้แล้ว จะมีทนายทางฝั่งเบ็คคอยตามเรื่องตลอดเวลา แต่ฝั่งนั้นก็เงียบมากๆ เลย เราก็ฟอลโลว์อัพตลอดเวลา เพราะว่าเงินก็ไม่ได้น้อยเลย คือเราหาใหม่ได้ไหม มันก็หาใหม่ได้ แต่ว่ามันก็ต้องตั้งใจทำงานมากๆ เหมือนกัน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา ปล่อยให้เป็นเรื่องของทนายจัดการไปเลย ส่วนตัวเบ็คก็ตั้งใจทำงานตรงนี้เอ็นจอยกับทุกๆ วัน ไม่ให้มามีผลกระทบต่อความรู้สึกดีกว่า ไม่งั้นสุขภาพจิตไม่ไหวจริงๆ ก็คงกลับมาคิดว่าแบบทำไมเราเจออะไรแบบนั้นนะ เราต้องระวังตัวขึ้นไหมหรือเปล่า คนรอบตัว ความไว้ใจอะไรอย่างนี้ บทเรียนบางทีเราไม่ควรไนซ์กับทุกคนเกินไป บางทีมันอาจจะโดนเอาเปรียบ
ดาราเดลี่บันเทิง • 6 มี.ค. 69
อ่าน
70+ แคปชั่นฟาดๆ ด่าแบบผู้ดี เจ็บๆ ฮาๆ อัปเดต 2026 ไม่มีคำหยาบแต่อ่านแล้วเจ็บจี๊ด!
เชื่อว่าหลายๆ คนก็คงมีบางอารมณ์ที่อยากระบายความโมโหออกมาด้วย แคปชั่นฟาดๆ เจ็บๆ เป็นสเตตัสบนโซเชียล แต่ก็ไม่อยากจะใช้คำหยาบให้ดูไม่ดีสักเท่าไหร่ วันนี้เราก็เลยหยิบ แคปชั่นฟาดๆ เจ็บๆ ด่าแบบผู้ดี มาฝากกันซะหน่อย แต่บอกเลยว่าทางเราเน้นสายฮานะคะ เจ็บๆ ฮาๆ ไม่มีคำหยาบ แรงแต่ดูแพง อ่านแล้วเจ็บจี๊ด จะหยิบไปโพสต์ระบายอารมณ์ หรือหยิบไปโพสต์พร้อมรูปขำๆ ก็ได้ แต่งานนี้ใครที่หยิบไปโพสต์ด่าทอใครบนโซเชียลก็คิดให้ดีก่อนนะคะ เพราะคำพูดหรือข้อความแบบนี้หากโพสต์แบบไม่ทันคิดสุดท้ายก็อาจจะวกกลับมาทำร้ายตัวเราเองได้นะ! แนะนำว่าให้คุยกันดีๆ ดีกว่ามาด่าทอกันแบบหยาบคายลงโซเชียลนะจ๊ะ! แคปชั่นฟาดๆ ด่าแบบผู้ดี ไม่มีคำหยาบก็เจ็บได้ เรื่องบางเรื่องสมองไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่มารยาทอะต้องมีนะคะ จะดูถูกก็ไม่ว่า แต่ดูน้ำหน้าตัวเองด้วย ขอบคุณที่อิจฉา ไว้โอกาสหน้า จะทำให้อิจฉามากกว่าเดิม ไม่ได้ส่งเสีย แต่ทำไมชอบสงสัยเอ่ย จะกี่ร้อยฟิลเตอร์ ก็ยังเบลอธาตุแท้ไม่ได้ ขอโทษนะ ชีวิตเราเลือกจำแต่อะไรดีๆ อะ เราเลยจำเธอไม่ได้ ถ้าคิดว่าพื้นฐานครอบครัวดี ก็ไม่ควรเหยียบใครให้ดูสูงนะ😏 อย่าทำตัวเป็นกระจกที่คอยส่องแต่ชีวิตคนอื่นจนลืมส่องนิสัยตัวเอง ยังอยู่ที่อยู่เดิมไหมคะ? พอดีแผ่เมตตาไปให้แต่มันตีกลับอ่ะค่ะ ควรรักตัวเองให้มากๆ นะ เพราะคนอื่นเกลียดหมดแล้ว ! เลิกนินทาคนอื่นให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปขอพรให้ตัวเองได้ดี อยู่ให้หน้าเป็นรอยตีนกาเถอะ อย่าให้เป็นรอย-ีนเราเลย จำไว้นะ อย่ามีแต่ปากที่ดี ทำชีวิตให้ดีด้วยล่ะ อายุตั้งขนาดนี้แล้ว เอาเวลาไปสร้างตัวเถอะ ไม่ใช่มัวแต่สร้างภาพ ขอโทษที่ใช้ชีวิตแบบ ธรรมดา แต่ดันไป หรูหรา ในชีวิตเธอ เธอก็เหมือนผักตบชวา เป็นพืชขยะ ไม่มีค่าแถมรกโลก สมองเธอคงเรียบหรู มีความคุณหนู แต่ไม่มีรอยหยัก จะดูถูกก็ไม่ว่า แต่ดูน้ำหน้าตัวเองด้วย ขอบคุณที่อิจฉา ไว้โอกาสหน้า จะทำให้อิจฉามากกว่าเดิม เธอกลัวความสูงหรอ เห็นชอบทำตัวต่ำๆ เกิดปีไก่เหรอ ถึงได้จิกเก่งขนาดนี้ หน้าก็ลอยแล้ว กระทงไม่ต้องลอยก็ได้มั้ง ไม่ได้เกลียดหรอก แต่ถ้าวันไหนโดนรถชน จำไว้เรานี่แหละคนขับ ดูๆ ไปก็เหมือนจะครบ 32 นะ เสียดายที่ขาดสมองไปอันเดียว เธอก็เหมือนแมงกะพรุน บอบบาง สดใส แต่มีพิษ! คําคมเจ็บๆ จุกๆ สั้นๆ ปกติหิวน้ำนี่ต้องให้กรอก หรือให้กรวด บำรุงสมองหน่อยนะจ๊ะ อย่าบำรุงแต่หน้า ความสวยระดับสอง ความสยองระดับสิบ ที่นี่ภาคกลางจ้า ไม่ต้องโชว์เหนือกว่าใครเขา ชอบปลายปี ชอบหน้าหนาว แต่ไม่ชอบหน้าเธออ่ะ อยากเป็นส่วนหนึ่ง แต่ระวังจะเป็นส่วนเกินนะ นอกจากปากแล้ว เธอก็ไม่มีอะไรดีเลย ไม่ต้องพยายามเหมือนใคร เหมือนรูปโปรไฟล์ตัวเองได้ก่อน พร้อมบวกตลอดอะค้าบ โทรศัพท์มีเครื่องคิดเลข ขอโทษนะ ที่ความสุขของเรา มันดันไปหนักหัวเธอ หน้าเธอเหมือนสี่เหลี่ยมจัสตุรัสเลยย ด้านคูณด้าน สร้างภาพเก่งขนาดนี้ มีอาชีพเป็นช่างภาพเหรอ เธอมันก็เหมือนแบงค์กาโม่อ่ะ ถูกและปลอม กินข้าวต้องใส่จาน อยากนอนโรงบาลมาใส่กับเรานี่! เตะบอลคงไม่ถนัด แต่ให้เตะปากก็ได้อยู่ กินต่ออร่อยไหม กินก่อนอร่อยกว่านะ หน้าเธอไม่เหมาะกับรองพื้น เหมาะกับรองเท้ามากกว่า 5+5 อ่ะได้ 10 ถ้าอยากเลือดไหลซิบๆ ให้มาบวกกับเรา สมองไม่มีไม่เป็นไร แต่มารยาทต้องมีนะคะ หน้าตาก็ดูฉลาด แต่พูดจาเหมือนขาดสมอง หาแคปชั่น อัปรูปรัวๆ จนเน็ตหมด ลูกค้าทรูมารับเน็ตเพิ่ม 320MB ใช้ได้ 24 ชั่วโมงกดรับได้ทุกวัน บนแอปทรูไอดี คลิกรับเลย! มารยาทไม่มี หน้าตาดีก็เท่านั้น ✨😊👏🏻 ไม่จำเป็นต้องโต้ตอบ เพราะไม่มีผลอะไรต่อชีวิตขนาดนั้น ไม่แปลกหรอกที่เธอจะมองบนใส่เรา เพราะเธออยู่ต่ำกว่าเรามาก พัฒนาสมอง ให้ดีเหมือนปากเธอบ้างก็ได้นะ เป็นห่วง :) ควรรักตัวเองให้มากๆ นะ เพราะคนอื่นเกลียดหมดแล้ว ! แคปชั่นฟาดๆ ด่าแบบเจ็บๆ โพสต์แล้วแรง แถมดูแพงมากแม่! เคยเป็นช่างไฟฟ้าเหรอ เห็นสร้างกระแสเก่งจัง เก็บแรงด่า ไว้แผ่เมตตาให้ดีกว่า ที่เฉยไม่ได้กลัว แค่ไม่อยากลดตัวไปสัมผัส เค้าให้งดใช้ถุงพลาสติก แต่ไม่ได้ให้งดใช้สมองนะ ถ้ามีดีเหมือนปาก ชีวิตเธอคงไปได้ไกลมากแล้วเนอะ กินอาหารดีๆ บ้างนะ จะได้มีสารอาหารไปเลี้ยงสมอง ที่เฉยๆ นี่ไม่ได้ยอมหงอนะ แต่รอเหยียบ เก่งหรือกาก เค้าไม่ได้วัดกันที่ปากนะคะ ใช้สมองนิดนึงค่ะ หรือจะเป็นเพราะสวดมนต์ก่อนนอน คนบางคนเลยร้อนตัวขนาดนี้ หิวๆ อย่างเธอไม่พอหรอกน้ำขวด คงต้องกรวดน้ำไปให้ หน้านะไม่ใช่แบงค์พัน ที่จะได้เทาแล้วดูแพง เวลาใครถามว่า "มีอะไรเป็นของตัวเองแล้วบ้าง" นี่ตอบเลย "อ๋อ! มีมารยาทค่ะ เลยไม่ชอบยุ่งเรื่องคนอื่น!" ถึงไม่ได้ขายเพชรพลอย แต่ก็ดูออกบ่อยว่าใครปลอม แปลกนะคนเรา ชอบทำตัวเป็นกระดาษทรายขัดเกลาคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็หยาบ จะกี่ร้อยฟิลเตอร์ ก็ช่วยเบลอธาตุแท้ไม่ได้หรอก ที่บอกว่าคนอื่นไม่สนใจใยดี เพราะเค้ามองไม่เห็น "สัมภเวสี" หรือเปล่าคะ ตอนแรกก็ดูเป็นมิตร พอรู้จักแล้ว "งูพิษ" ชัดๆ! เธอนี่ใสวิ้งเหมือนกระจกเลยเนอะ สะท้อนคนอื่น แต่ไม่เคยสะท้อนเงาตัวเอง คนบางคนก็เหมือนฝุ่น PM2.5 ดูไร้ค่าแถมเป็นพิษ ช่วงนี้ร้อนเงินเหรอคะ เห็นขยันลดราคาตัวเองจัง บทความแคปชั่นอื่นๆ ที่คุณอาจสนใจ อัปเดตใหม่! 300 แคปชั่นฮาๆ กวนๆ 2026 ลงทวิต ลงเฟซบุ๊ก เรียกไลก์ 150 แคปชั่นผู้หญิงสายฮา ผู้หญิงตลก เป็นผู้หญิงกวนๆ ต้องคู่กับแคปชั่นฮาๆ
ไลฟ์สไตล์ • 5 มี.ค. 69
อ่าน
100 คำคมภาษาอังกฤษ ประโยคให้กำลังใจตัวเองภาษาอังกฤษ สู้ชีวิต
ในช่วงที่เหนื่อยและท้อ บางทีการได้อ่าน คำคม แคปชั่นให้กำลังใจตัวเอง มันก็ดีเหมือนกันนะ! งานนี้ใครที่กำลังรู้สึกว่าชีวิตมันไม่เป็นตามที่ตั้งใจ อย่าเพิ่งรู้สึกท้อและหมดแรงไปนะคะ ลองมาอ่าน แคปชั่นคำคมภาษาอังกฤษ ประโยคให้กำลังใจตัวเองภาษาอังกฤษ ที่เรานำมาฝากวันนี้กันก่อน อ่านแล้วรู้สึดฮึดสู้ขึ้นมาได้ทันที! หรือจะหยิบไปโพสต์ให้กำลังใจตัวเอง เอาไว้เตือนสติตัวเองก็ได้เช่นกันนะคะ บางประโยคนอกจากจะทำให้รู้สึกดีขึ้นมาได้แล้ว ยังทำให้ไอจีของเราดูอินเตอร์ขึ้นมาได้ด้วยนะเออ! แคปชั่นให้กำลังใจตัวเอง ภาษาอังกฤษ 2026 Something take time. บางสิ่ง บางอย่าง ต้องใช้เวลา Self love is the best love. การรักตัวเอง คือความรักที้ดีที่สุด When you forgive, you heal. When you let go, you grow. เมื่อคุณให้อภัย คุณจะรู้สึกดีขึ้น และเมื่อคุณปล่อยวาง คุณจะโตขึ้น Life is all about how we see things. ชีวิตจะเป็นอย่างไร มันก็อยู่ที่เราเลือกจะมอง If you get tried, learn to rest not to quit. ถ้าคุณรู้สึกเหนื่อย จงเรียนรู้ที่จะพัก แต่อย่าล้มเลิก Make it happen, Shock Everyone. ทำมันให้สำเร็จ เอาให้ทุกคนหน้าหงายกันไปเลย Expect nothing, Appreciate everything. จงอย่าคาดหวังกับอะไร แต่จงยินดีกับทุกๆ สิ่ง Life is like a roller coaster, Live it, Be happy, Enjoy life. ชีวิตมันก็เหมือนกับรถไฟเหาะนั่นแหละ ใช้ชีวิตให้มีความสุข และสนุกไปกันมันเถอะ Everything happen for a reason. ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันมีเหตุผลของมันนะ Coffee in one hand, Confidence in the other. มิอหนึ่งถือกาแฟ ส่วนอีกมือจงถือความมั่นใจและลุยไปกับมัน หาแคปชั่น อัปรูปรัวๆ จนเน็ตหมด ลูกค้าทรูมารับเน็ตเพิ่ม 320MB ใช้ได้ 24 ชั่วโมงกดรับได้ทุกวัน บนแอปทรูไอดี คลิกรับเลย! Believe you can and you're halfway there. แค่เชื่อว่าคุณทำได้และนั่นก็เหมือนคุณมาครึ่งทางแล้ว Ive got nothing to do today but smile. วันนี้ฉันไม่มีอะไรต้องทำ นอกจากยิ้ม There will be a light at the end of this tunnel. จะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ In the middle of difficulty lies opportunity. ท่ามกลางความลำบากย่อมมีโอกาสอยู่ Try and fail, but dont fail to try. แม้ว่าพยายามแล้วล้มเหลว แต่อย่าพลาดที่จะลอง Dont cry because its over, smile because it happened. อย่าร้องไห้เพราะมันจบลง จงยิ้มเพราะมันเกิดขึ้นดีกว่า If Plan A didnt work. The alphabet has 25 more letters! Stay cool. ถ้า แผนเอ ไม่ได้ผล ตัวอักษรยังมีอีก 25 ตัวอักษร! ใจเย็นๆ เข้าไว้ Pain is inevitable. Suffering is optional. ความเจ็บปวดเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ส่วนความทุกข์เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ The best of healers is good cheer. หมอที่ดีที่สุดคือกำลังใจที่ดี Life is better when youre laughing. ชีวิตดีขึ้นเมื่อคุณหัวเราะ Believe in yourself a little more. เชื่อมั่นในตัวเองอีกนิดนะ Self-confidence is the best outfit. ความมั่นใจในตัวเอง เป็นเสื้อผ้าที่ดีที่สุด Better days are on their way. วันที่ดีกว่ากำลังจะมาถึง Make your life matter. ทำชีวิตของคุณมีความหมาย Long live the strong 💪 #stayhumbleandworkharder คนเข้มแข็งจงเจริญ 💪 All I know is that I must fight on. ที่ฉันรู้คือฉันต้องสู้ต่อไป Work today to be better tomorrow. ทำงานวันนี้เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า คำคม ข้อคิด ให้กำลังใจตัวเองภาษาอังกฤษ Dont stop until you proud. จงอย่าหยุดจนกว่าคุณจะภูมิใจ Say yes to new adventure. ยอมรับและพร้อมไปกับการผจญภัยครั้งใหม่ Sometimes you have to be your own hero. บางครั้งเราก็จำเป็นต้องเป็นฮีโร่ให้กับตัวเอง Storms make trees take deeper roots. พายุมักจะทำให้รากต้นไม้หยั่งลึกขึ้น เปรียบเหมือนกับคนเราที่ยิ่งเจออุปสรรคถาโถมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราเข้มแข็งมากขึ้น The greater your storm, The greater your rainbow. ยิ่งพายุหนักเท่าไหร่ ยิ่งทำให้สายรุ้งที่เกิดหลังจากนั้นสดใสสวยงามมากยิ่งขึ้น Be the reason someone smile today. ทำตัวเองให้มีความสุข และลองเป็นเหตุผลของรอยยิ้มของใครสักคนดูสิ :(: you decide. จะสุขหรือจะทุกข์ อยู่ที่เราเลือกและตัดสินมัน What goes around comes around. ใครทำอะไรก็ได้อย่างนั้นแหละ The pain of yesterday is the strength of today. ความเจ็บปวดของเมื่อวาน จะกลายเป็นความเข้มแข็งในวันนี้ Life is better when youre laughing. ชีวิตดีขึ้นเมื่อคุณหัวเราะ คําคมภาษาอังกฤษ คิดบวก Its just a bad day not a bad life. มันเป็นแค่วันแย่ๆ ไม่ใช่ชีวิตแย่ๆ Its never too late to start again. ไม่มีคำว่าสาย สำหรับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง Be yourself no matter whatever they say. จงเป็นตัวของตัวเอง ไม่ว่าใครจะพูดยังไงก็ตาม A good beginning makes a good ending. การเริ่มต้นที่ดีส่งผลให้มีการสิ้นสุดที่ดี We do not have a great day, we MAKE a great day. เราอาจจะไม่มีวันที่ดี แต่เราสร้างวันที่ดีได้ I know Im not the BEST but Im Trying MY BEST. ฉันรู้ ฉันอาจไม่ได้ดีที่สุด แต่ฉันจะพยายามอย่างดีที่สุด Never cry for the same reason. จงอย่าร้องไห้เพราะเหตุผลเดิมๆ Dont just be good to others, be good to you. อย่าทำดีแค่กับคนอื่น ทำดีกับตัวเองด้วย Let your past make you better not bitter. ให้อดีตทำให้คุณเป็นคนที่ดีกว่าเดิม ไม่ใช่ทุกข์ใจกว่าเดิม Stay strong the weekend is coming. เข้มแข็งไว้ สุดสัปดาห์กำลังจะมาถึงแล้ว Life isnt perfect but your outfit can be. ชีวิตไม่เพอร์เฟค แต่เราแต่งตัวให้เพอร์เฟคได้ Happy is the new rich. การมีความสุขก็คือความร่ำรวยในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นล่ะ Everyday is a fresh start. ทุกวันคือการเริ่มต้นใหม่ที่ดี What is coming is better than what is gone. สิ่งที่กำลังจะมาถึงนั้นย่อมดีกว่าที่สิ่งผ่านไปแล้วแน่นอน Its the little things in life. มันก็เป็นแค่สิ่งเล็กน้อยในชีวิตเท่านั้นแหละ Tomorrow starts right now ❤ วันพรุ่งนี้คือเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ Dont go through life, grow through life. อย่าไปเสียเวลาในชีวิตว่างเปล่า ใช้เวลาในชีวิตเพื่อพัฒนาตัวเอง Laughter really IS the best medicine! เสียงหัวเราะเป็นยาที่ดีที่สุดจริงๆ! The best kind of makeup is happiness. เมคอัพที่ดีที่สุดคือรอยยิ้มแห่งความสุข Happiness depends upon ourselves. ความสุขขึ้นอยู่กับตัวเราเอง Today was good. Tomorrow will be better. วันนี้ดีแล้ว วันพรุ่งนี้จะดีขึ้นไปอีก! Whoever is happy will make others happy too. ใครมีความสุขก็ทำให้คนอื่นมีความสุขเช่นกัน Today is a good day to try. วันนี้เป็นวันที่ดีที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ คำคมภาษาอังกฤษสั้นๆ ให้กำลังใจตัวเอง Smile on, Chin up. ยิ้ม แล้วเชิ่ดเข้าไว้ Dont worry, be happy. อย่ากังวลไปเลย มีความสุขดีกว่า! Nothing lasts forever. ไม่มีอะไรยั่งยืนถาวรหรอก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป Focus on the good. เลือกมองแต่สิ่งดีๆ แล้วชีวิตจะแฮปปี้ Let life surprise you. อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ปล่อยให้ชีวิตมันสร้างความประหลาดใจให้เราเถอะ Live in the moment. อยู่กับปัจจุบัน Stop Thinking, Start doing. หยุดคิด แล้วลงมือทำ Pain is never permanent. ความเจ็บปวดไม่คงอยู่ตลอดไป Be you, do you, for you. เป็นตัวเรา ทำแบบเรา เพื่อเราเอง Life happens, coffee helps. ถ้าชีวิตมันเหนื่อย กาแฟดีๆ ช่วยได้ Life is to short to waste it. ชีวิตมันสั้น ใช้สอยอย่างประหยัดเถอะ Be you, Not them. เป็นตัวเรา ที่ไม่ต้องเหมือนใคร นั่นล่ะดีที่สุดแล้ว Goals: Be happy :) เป้าหมายของฉัน : แค่มีความสุข :) Better late than never. มาสายดีกว่าไม่มาเลย Its not the end of the world. มันไม่ใช่จุบจบของโลกหรอกนะ (อย่าคิดมากไปเลย) Shine on 💛 เปล่งประกายออกมาในแบบของเรา แคปชั่นรักตัวเอง ภาษาอังกฤษ Self Love is Key To Life. การรักตนเองเป็นกุญแจสู่ชีวิต Make your happiness a priority. จงให้ความสุขของคุณมีความสำคัญที่สุด Simply be, and appreciate being. เพียงแค่เป็นตัวเองและชื่นชมการเป็นตัวเอง เท่านั้นพอ Simply Being Myself. แค่เป็นตัวของตัวเอง Loving yourself isnt vanity; its sanity. การรักตัวเองไม่ใช่เรื่องไร้สาระ มันเป็นเรื่องของสติ Talk to yourself like someone you love. พูดคุยกับตัวเองเหมือนคนที่คุณรัก Make yourself a priority. จงทำให้ตัวเองมีความสำคัญที่สุด Work on you, for you. ทำด้วยตัวเอง เพื่อตัวคุณเอง If you have the ability to love, love yourself first. หากคุณมีความสามารถในการรัก จงรักตัวเองก่อน Do your thing and dont care if they like it. ทำในสิ่งที่คุณสนใจและไม่ต้องสนใจว่าพวกเขาจะชอบหรือไม่ หาแคปชั่น อัปรูปรัวๆ จนเน็ตหมด ลูกค้าทรูมารับเน็ตเพิ่ม 320MB ใช้ได้ 24 ชั่วโมงกดรับได้ทุกวัน บนแอปทรูไอดี คลิกรับเลย! บทความที่คุณอาจสนใจ 60 คำคมให้กำลังใจ สร้างกำลังใจให้ตัวเอง คำคมกำลังใจ สู้ชีวิต 100 แคปชั่นภาษาอังกฤษ สั้นๆ ความหมายดี พร้อมคำแปล 260 แคปชั่นภาษาอังกฤษ ไว้ตั้งแคปชั่นไอจี เก๋ๆ จะแคปชั่นความรัก แคปชั่นฮา ก็มีครบ!
ไลฟ์สไตล์ • 4 มี.ค. 69
อ่าน
รีวิวหนัง "Scream 7 หวีดสุดขีด 7" เสียงหวีดที่ไม่จบไม่สิ้น และมหกรรมรวมญาติ..อีกแล้วสินะ
นี่คือเฟรนไชส์หนังที่ส่งเสียงหวีดร้องและสยดสยองมายาวนานจะครบ 30 ปีบริบูรณ์ในปีนี้ ในศักราชนี้ยังหวนกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งใน "Scream 7 หวีดสุดขีด 7" การกลับมาสานต่อตำนานหนังไล่เชือดที่ยังไปเรื่อย ไปได้เรื่อย ๆ เป็นหนังชุดที่ยังมีเส้นเรื่องที่ไม่มีที่สิ้นสุดสักที เพราะยังมีลู่ทางแผ่ขยายออกไปได้แบบไม่มีจุดจบ และในภาคนี้ด้วยก็เช่นกัน หลังจากที่ตัดสินใจปลีกตัวและเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เมืองเงียบสงบแห่งใหม่ ซิดนียื ก็ได้พบว่าฆาตกรหน้ากากผีตัวใหม่ได้ปรากฏขึ้นหลอกหลอนเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันพุ่งเป้าหมายไปที่ เททัม ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของเธอ สัญชาตญาณความเป็นแม่อันแสนแรงกล้า กับความมุ่งมั่นที่จะปกป้องครอบครัวให้ปลอดภัย ทำให้ต้องเผชิญหน้ากับความน่าสะพรึงกลัวจากปมในอดีต เพื่อยุติการนองเลือดครั้งนี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ แม้ว่าจะยังเป็นภาคต่อในเวอร์ชันรีบูตใหม่ล่าสุด แต่ภาคนี้ก็เป็นการรีบูตแบบเบา ๆ อีกครั้งเช่นกัน เพราะหัวเรีอใหญ่กลายมาเป็น "เควิน วิลเลียมสัน" เขาผู้นี้ก็คือผู้ที่ริเริ่มตำนานหน้ากากผี จากฝีมือการเขียนบทมาตั้งแต่ภาคแรกและภาคต่ออีกหลากหลายภาคทื่อาจจะไม่ต่อเนื่อง แต่ใน Scream 7 เขาก็ยังกลับมารับหน้าที่กำกับและเขียนบท พ่วงด้วยตำแหน่งอำนวยการสร้างพิเศษ นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาก้าวขึ้นมาดูแลงานสร้างด้วยน้ำมือของเขาอย่างเต็มตัว และด้วยการที่ได้ออริจินัลมาละเลงอย่างสร้างเองอย่างถ่องแท้ นั่นก็เป็นข้อดีในแง่การสร้างอรรถรสที่เหมาะเจาะลงตัวไปกับเฟรนไชส์นี้ได้อย่างกลมกล่อม นับว่าเป็นการเซอร์วิสแฟน ๆ ได้เดนตายได้แบบติ๊กถูกทุกข้อ จังหวะและสีสันต่าง ๆ ที่พึ่งมีในหนังชุดยังได้รับการสอดแทรกใส่เข้ามาได้อย่างพิถีพิถัน แต่เมื่อพิจารณาในแง่การเป็นภาพยนตร์ Scream 7 อาจจะยังไม่ได้เป็นสีสันที่แปลกใหม่ใด ๆ สุดท้ายก็เป็นเพียงแค่การรียูสหยิบเอาของดั้งเดิมมาประยุกต์ใหม่ในยุคสมัยปัจจุบันเท่านั้นเอง พล็อตเรื่องและบทหนังใน Scream 7 ก็คือวนเวียนอยู่ในอ่างใบเดิมอย่างชัดเจน เส้นเรื่องก็แทบจะทับซ้อนโครงสร้างเดิม ๆ ที่หาจังหวะใหม่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เป็นเพียงแค่การชะล้างภาพเก่า ๆ มาใส่ไทม์ไลน์ให้เป็นปัจจุบันแค่นั้นเลย ทำให้บทค่อนข้างเชย จังหวะก็ไม่ได้เร้าใจตื่นตาได้สักเท่าไหร่ เน้นการเซอร์วิสไปด้วยท่วงท่าจัมพ์สแกร์ที่เป็นจังหวะธรรมดาทั่วไปของหนังชุดนี้อยู่แล้ว ไม่ต่างกับกำลังนั่งดู Scream ภาค 1 หรือ ภาค 2 ที่นำมารื้อปรับใหม่ องค์ประกอบงานสร้างก็ยังเป็นลีลาที่คุ้นเคย โดยเฉพาะภาคนี้งัดใช้มุมเดิม ๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นความพยายามจะเชิดชูความคลาสสิกของหนังด้วยหรือเปล่า กลายเป็นว่าเป็นภาคที่สยดสยองแบบซ้ำ ๆ ที่เอาเข้าจริงก็ยังพอเวิร์กได้ดีอยู่ แต่ไม่สามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับคนดูได้เท่าที่ควน เพราะท่าการวิ่งหนี ลีลาการจ้วงแทง หรือกิมมิกอาบเลือดต่าง ๆ ล้วนแต่เป็นของซ้ำเดิมที่วนเวียนอยู่แบบไม่ค่อยพัฒนาสักเท่าไหร่นัก อาจจะไม่ได้เป็นอะไรที่เลวร้าย แต่ก็ยังไม่ใช่ลีลาที่ดีสักท่าไหร่อยู่ดี Scream 7 ยังเต็มไปด้วยกองทัพนักแสดงแบบจุก ๆ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ แต่ดูเหมือนว่าหลัก ๆ จะยังคงเน้นหน้าเก่าเสียมาก่อนว่า เพราะ "เนิฟ แคมป์เบลล์" ยังไม่สามารถทิ้งเสน่ห์อันเป็นลายเซ็นหลักของหนังเรื่องนี้ไปได้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ภาค เธอก็ยังใจอ่อนหวนกลับมา ซึ่งภาคนี้ก็ผลักดันและส่งเสริมให้เธอกลับมาโดดเด่นอีกครั้งหนึ่ง เป็นตัวละครหลักที่นำทิศทางของหนังไปในเส้นเรื่องต่าง ๆ อย่างครอบคลุม และภาคนี้ยังไม่ต่างกับมหกรรมรวมญาติครั้งใหญ่ของ Scream เพราะถ้าใครเป็นเฟนเดนตายของเฟรนไชส์ ก็น่าจะเอ็นจอยไปกับอีสเตอร์เอ้กในแง่ตัวละครดั้งเดิมที่คิดถึง ที่จะได้เห็นการหวนกลับมามีสีสันให้ภาคนี้อย่างจุใจ ต้องขอบคุณอิทธิพลของผู้กำกับและนักสร้างหนังภาคนี้ ที่สามารถเกณฑ์กำลังพลนักแสดงระดับตำนานให้หวนมาสร้างสีสันตำนานเชือดได้อีกครั้ง ขณะที่ทีมนักแสดงรุ่นใหม่ อย่าง "อิซาเบล เมย์", "แจสมิน ซาวอย บราวน์", "เมสัน กูดดิง", "แมคเคนนา เกรซ" หรือ "เอซา เกอร์มานน์" น่าเสียดายที่พวกเขาถูกเสริมเข้ามาด้วยจังหวะที่ไม่ได้ให้ลำดับความสำคัญมากสักเท่าไหร่นัก มาเป็นส่วนเสริมสมทบที่สุดท้ายก็มาเพื่อเป็นเหยื่อทางการกระทำอันสยดสยองเท่านั้น แม้กระทั่งการมาของ "แอนนา แคมป์" ตัวละครใหม่ของภาคนี้ ก็ยังใส่เข้ามาได้แบบกล้า ๆ กลัว ๆ และไร้ความคมคายที่เกือบจะผิดหวังไม่น้อย ดังนั้นโดยสรุปแล้ว Scream 7 หวีดสุดขีด ภาค 7 ก็เป็นแค่เพียงหนังที่กลับมาเพื่อสนองตัณหาและความสะใจของแฟน ๆ หนังชุดนี้เรื่องหนึ่งเท่านั้น ในแง่ความสดใหม่และแปลกแตกต่างอาจจะหาไม่เจอนัก แต่กระนั้นหนังก็ยังคงอรรถรสความหฤหรรษ์และความสนุกแบบที่หนังหวีดพึ่งมีได้ตรงทุกข้อ เส้นเรื่องอาจจะไม่ได้มีอะไรที่ซับซ้อนใด ๆ เลย ไม่ต่างกับการชงเครื่องดื่มรสชาติเดิมในแก้วใบใหม่ ที่ยังคงให้รสชาติเดิม ๆ ที่คุ้นเคย นั่นจึงเป็นแนวคิดที่ไม่ได้สร้างสรรค์นัก แต่อย่างน้อย ๆ หนังก็ทำหน้าที่เซอร์วิสและพยายามที่แตกแขนงเส้นเรื่องออกไปได้อยู่บ้าง นำไปสู่การเป็นทายาทตำนานเชือดที่ยังมีลู่ทางไปต่อหลังจากนี้ได้เช่นกัน ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง Scream 7 หวีดสุดขีด 7 ประเภท: สยองขวัญ / เขย่าขวัญ ผู้กำกับ: เควิน วิลเลียมสัน นำแสดงโดย: เนิฟ แคมป์เบลล์, คอร์ทนีย์ ค็อกซ์, อิซาเบล เมย์ ความยาว: 115 นาที กำหนดฉายในไทย: 26 กุมภาพันธ์ 2026 Movie.TrueID METRIC: Scream 7 หวีดสุดขีด 7 ภาพรวม⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰ (6.7/10) การเล่าเรื่อง⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰ (6.7/10) การแสดง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.2/10) เทคนิคงานสร้าง⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰ (6.8/10) บทภาพยนตร์⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰✰✰ (5.8/10) ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 27 ก.พ. 69
อ่าน
“น้องต้นข้าว” ปล่อยผ่านดราม่า ขอดูแต่คอมเมนต์บวก เชื่อแฟนเพลงตัวเองจะไม่ไปว่าร้ายใคร
น้องต้นข้าว ปล่อยผ่านดราม่า ขอดูแต่คอมเมนต์บวก เชื่อแฟนเพลงตัวเองจะไม่ไปว่าร้ายใคร หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีประเด็นดราม่าแฟนคลับของศิลปินตัวน้อยอย่าง น้องต้นข้าว สุปรียา ที่ได้เข้าไปคอมเมนต์พาดพิงศิลปินคนอื่นจนกลายเป็นดราม่าวิจารณ์อย่างมากมาย ล่าสุดเจอตัวน้องต้นข้าวก็ไม่พลาดที่จะถามถึงเรื่องนี้สักหน่อย รวมไปถึงความฮอตที่มีคนเข้ามาถามว่าออกงานทีค่าตัวถึง 2 แสน!! งานนี้เจ้าตัวเคลียร์ว่า สำหรับดราม่าก่อนหน้านี้ หนูเลือกที่จะปล่อยผ่าน ดราม่าสักวันหนึ่งจะหมดไปถ้าเราไม่ได้เป็นตามที่เขาพูด มีคุณย่า ครูนิว ครูโอ๋ ป้าแจง คนรอบตัวก็คอยปรึกษา เขาบอกว่าอย่าไปอ่าน ให้ตั้งใจเรียน เรามีเวลาน้อยอยู่แล้ว ควรเอาเวลาที่มีค่าของเราไปพัฒนาตัวเอง ฝึกพูดดีกว่า แทนที่จะไปอ่านคอมเมนต์ คือเราเลือกที่จะไม่เสพ เลือกที่จะไม่ดูเลย และอ่านคอมเมนต์บวก มีคนรักก็มี คนไม่รักก็มี เลือกที่ว่าจะไปอยู่ตรงไหน ขอบคุณมากๆ เลยที่รักหนู แต่เชื่อว่าแฟนเพลงที่รักหนูจะต้องไม่ทำให้หนูรู้สึก ไม่ทำให้หนูดูไม่ดีค่ะ และเซฟเรามากที่สุด ส่วนเรื่องไปกระทบศิลปินคนอื่น อันนี้หนูเคยพูดประโยคหนึ่งบนเวทีบ่อยมาก แฟนเพลงต้นข้าวต้องยิ้มบ่อยๆ พูดเพราะๆ ไม่ทะเลาะกับใคร ไม่มีพูดหลังบ้านเพราะหนูเด็กมาก หนูกลัวพิมพ์อะไรไป อยู่กับสื่อต้องระวังให้มาก หนูกลัวแฟนเพลงไม่โอเค ไม่รักหนู สำหรับตัวหนู แฟนเพลงหนูจะไม่ไปว่าร้ายใคร เพราะหนูเคยพูดไปแล้วว่าถ้ารักหนูอย่าไปอยู่ในพื้นที่ของใคร อยู่ในพื้นที่เราดีกว่า อยู่กับเสียงเพลงขอหนูที่หนูมอบให้ หนูรู้สึกว่าที่หนูอยู่จุดนี้ก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอดราม่าบ้าง หนูรู้สึกว่ามันทำให้เราแข็งแรงขึ้น ก้าวหน้าขึ้น ถ้าวันนี้เราไม่โดนติ แล้วเราไม่ปรับปรุง แสดงว่าเราไม่พัฒนาเลย ไม่ก้าวหน้า ไม่โตขึ้น พร้อมยืนยันออกงานถี่ไม่ได้ขึ้นค่าตัว ไม่ถึง 2 แสนแบบที่มีคนพูดแน่นอนเพราะกลัวคนไม่จ้าง
ดาราเดลี่บันเทิง • 26 ก.พ. 69
อ่าน
“สอดอ สไตล์” อินฟลูเอนเซอร์ดังขอโทษดีเจหลังทัวร์ลงอย่างหนัก
สอดอ สไตล์ อินฟลูเอนเซอร์ดังขอโทษดีเจหลังทัวร์ลงอย่างหนัก จากกรณีดราม่าที่เหล่าดีเจเข้ามาฟาด สอดอ สไตล์ อินฟลูเอนเซอร์ดังที่ลงคลิปเรียนดีเจไม่กี่ชั่วโมงก็มารับงานโชว์วันเกิดได้แล้ว ล่าสุดเธอออกมาขอโทษแล้ว เธอโพสต์ว่า #สำหรับประเด็นดราม่าดีเจกล่าวหาว่าด้ายลบโพสต์แก้ไขแคปชั่นทำให้ทัวร์ลงดีเจ (ได้ Declare ใน Facebook ส่วนตัวแล้ว) บอกแล้วการหนีปัญหาไม่ใช่นิสัยด้าย ด้ายเป็นคนกล้าทำ กล้ารับ กล้าชน ด้ายอยู่กับดราม่ามานานพอสมควร ด้ายรู้ว่าการลบโพสต์หนีปัญหาไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ด้ายจึงไม่เคยทำ แต่ไหนแต่ไร ถ้าด้ายผิด ด้ายยินดีพร้อมขอโทษอย่างจริงใจ (ด้ายว่าด้ายแมนกว่า ผู้ชายบางคนอีกนะ) และด้ายยังยืนยันและมั่นใจว่าด้ายไม่เคยมีความคิดไปลดทอน ด้อยค่าใครก่อน ด้ายอยู่ในมุมของด้าย พื้นที่ของด้ายเสมอมา สำหรับเรื่องนี้ด้ายคิดว่า คนที่หาเรื่องด้าย เข้าใจและตีความผิด ทีนี้พอดราม่ามีความเห็นต่าง แทนที่จะกล้าขอโทษด้ายอย่างแมนๆ แต่กลับ แถ หาเรื่องด้ายไปเรื่อย จะให้ด้ายผิดให้ได้เลย มันแฟร์จริงๆใช่ไหม??? ก็แค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ตาโตๆ ผมยาวหนา ผิวขาวไม่ผอกผิว โนมเกือบใหญ่แต่กำลังพอดีมือ 35 ถ้าจะเป็นเมนก็36 เอว23 สะโพก35 หนัก 49-50 เอวเอสกำลัง X คนนึง แค่อยากทำอะไรที่ชอบ ความฝัน แค่นั้นเองทำไมต้องโดนอะไรขนาดนี้ #แค่กล้าที่จะขอโทษจะเป็นอะไร แค่ยอมรับว่าพวกพี่ #ตีความผิดแล้วเอาด้ายไปแขวน แค่นั้นมันไม่เห็นน่าเขิลเลย โตๆกันแล้ว เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ด้วย พี่ขอโทษด้ายมา ด้ายขอโทษคืนอย่างจริงใจที่ด้ายพูดอะไรที่ไม่เข้าหูพวกพี่ ทำให้พี่หงุดหงิดหมั่นใส้ มันก็แค่นั่นเอง.. ****ไม่เป็นไร. ด้ายขอโทษพวกพี่ก่อนเอง **** ที่เป็นคนกวนส้นตีน เปรี้ยวตีน ปากดี ไม่น่ารัก มั่นใจเกินไป ที่ทำให้พวกพี่ไม่พอใจ ด้ายขอโทษจริงๆ ด้ายไม่อยากมีปัญหากับใครเลย และด้ายไม่อยากจะอาละวาดเลย ด้ายก็ไม่ชอบร่างที่ต้องวีนสู้คนของด้ายนักหรอก #แต่ด้ายก็ต้องปกป้องตัวเองเช่นกัน ด้ายอยากเป็นผู้หญิงน่ารักๆ อ่อนหวาน ขี้อ้อน ที่ด้ายได้พัฒนาตัวเองมา ที่มีโลกโซเชียลเอาไว้เล่นเพื่อเป็นความสุขของด้ายและเพื่อนๆ รวมไปถึงแฟนคลับที่รักด้ายแค่นั้น ตอนนี้ชีวิตดีดีขึ้นมาก มีความสุขมาก ไม่อยากจะ toxic แล้ว ด้ายเหนื่อยมากแล้ว ขอให้ด้ายได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ควรจะเป็นและไม่เดือดร้อนใครต่อไปนะคะ
ดาราเดลี่บันเทิง • 24 ก.พ. 69
อ่าน
“คิวเท โอปป้า” เผยใจถึงช่วงมืดมนที่สุด! เคยตบหน้าตัวเอง 6 ชั่วโมง เพราะความคิดลบ
รายการ Prime Cast เปิดชีวิตอีกด้านของ "คิวเท โอปป้า" จากเด็กเกาหลีที่เติบโตในไทย และเคยเป็น Introvert สู่จุดเปลี่ยนหลังอกหักที่ทำให้กล้าแสดงออก เริ่มทำ YouTube จากศูนย์จนมีคลิปไวรัลล้านวิว แต่ชื่อเสียงมาพร้อมแรงกดดัน ปัญหาธุรกิจ ความคิดลบที่สะสมจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้เคยตบหน้าตัวเอง 6-7 ชั่วโมง เล่าบทเรียนจากครอบครัว การฝึกสมาธิด้วย Ice Bath และชีวิตรักที่ปล่อยวางมากขึ้น ก่อนที่จะไปเป็นคิวเทที่พลังล้นขนาดนี้ตอนเด็ก ๆ เป็นคนยังไง ? คิวเท : ถ้าเล่าตอนแรก ๆ เลย ผมก็เรียนโรงเรียนไทยที่กรุงเทพฯ นะครับ เรียนประถม เรียนเสร็จก็ได้ย้ายไปพัทยา ช่วงประถมค่อนข้างจะมีความดื้อ ชอบแกล้งเพื่อน พ่อแม่ก็มีไปเจอคุณครูบ้าง พ่อแม่กดดันบ้างไหม ? คิวเท : ไม่มีเลย พ่อแม่ก็ไม่ใช่หัวใจคนไทย บอกไม่ถูกนะ แต่เป็นคนที่ใจกว้างมาก ไม่ได้คาดหวังว่าลูกต้องเป็นอะไรอีกสักอย่าง ทั้ง ๆ ที่ดูจากภูมิหลังพ่อแม่ก็เป็นพ่อแม่ที่มีศีลธรรมนะจากครอบครัวคริสเตียน พ่อเป็นบาทหลวงก็ต้องมีความคาดหวังเยอะต่อลูกอะไรอย่างนี้ แต่พ่อแม่ผมตอนโตมาไม่ค่อยจะเป็นอย่างนั้นเท่าไหร่ ค่อนข้างจะปล่อยอิสระ แม้จะเรียนดีไม่ดีก็ชื่นชม เริ่มปรับจาก introvert เป็น extrovert ตอนอายุเท่าไหร่ ? คิวเท : ประมาณ ม.5 เกิดจากเรื่องความรัก ตอนนั้นมีผู้หญิงที่ชอบที่ห้องเรียน เป็นคนต่างประเทศ เป็นสายฝรั่งแต่เขาเพิ่งย้ายมา เขาสวยแบบทุกคนในห้องเรียนต้องวิ่งไปดูว่าใครมาอะไรอย่างนี้ ก็อารมณ์แบบในหนังเลย ผมก็แอบชอบเขา ซึ่งผมก็พยายามเต็มที่นะที่จะพูดคุยหรือจีบแต่ชีวิตที่ผ่านมาไม่มีสกิลตรงนี้เลย ไม่มีใครสอนอะไรอย่างนี้ ไม่รู้ว่าจีบมันเป็นยังไง ไม่รู้ว่าการที่มุ้งมิ้งมันคืออะไร แต่เคยดูการ์ตูนญี่ปุ่นที่ว่าถ้าชอบใครก็แค่ส่งจดหมาย หรือว่าไปบอกชอบเลยตะโกนออกมา ก็เลยทำอย่างนั้น จริง ๆ นะปรากฏว่ามันก็ไม่เวิร์ค แต่ก็เหมือนเขาก็บอกเป็นเพื่อนกันอะไรอย่างนี้ เราก็ไปช่วยอะไรกันหรือว่าไปเดินช้อปปิ้งกัน ดูหนังกัน ใจผมรู้สึกว่าเหมือนแต่งงานกับเขาแล้ว มากกว่าเพื่อนอะไรอย่างนี้ ก็เลยครั้งหนึ่งเขาชวนไปเที่ยวกลางคืน เป็นผับที่พัทยา ชวนไปผมก็บอกว่าไปได้สบายมาก มันก็อยู่ไม่ไกล แต่ไม่กล้าไงก็เลยชวนเพื่อนไป ไปกัน 2 คน พอไปเขาก็ทักทา ยแล้วเขาก็ไปของเขา สภาพผมก็เห็นภาพที่มันยิ่งใหญ่หรือมันเข้มข้นสำหรับในวัยเรา ผมก็อยู่ไกล ๆ แสงสีเสียงแต่ตรงนั้นมันเหมือนสปอตไลท์มันฉายลงมาครับ แล้วผมเห็นเขาไปอยู่กับคนอื่น ความรู้สึกเหมือนเรามโนไปเอง ในจังหวะนั้นที่ผมเห็นอย่างนั้นก็ลุกขึ้นมาเต้นเลย เต้นเหมือนคนอื่นเต้นกัน ไม่ได้กินอะไรด้วยนะ กินแค่น้ำเปล่า สักพักผมก็ขึ้นเวทีตรงดีเจก็เต้นแบบเต้นอะไรก็ไม่รู้ เต้นเหมือนเป็นคนบ้าครับตอนนั้น ก็เลยเปลี่ยนไปเลยหลังจากวันนั้น ? คิวเท : ใช่เพราะว่าตอนนั้นมีคนเอามือถือขึ้นมาถ่ายผม ใครก็ไม่รู้นะ 4-5 เครื่อง ตอนนั้นเห็นข้างล่างเวทีเขาถือมือถือขึ้นมาหัวเราะใส่ผม มันรู้สึกดี รู้สึกว่าความเจ็บปวดเมื่อกี้มันหายไปชั่วคราว หลังจากนั้นก็มีความเปลี่ยนแปลง ไปโรงเรียนก็ทำตัวตลกมากขึ้น มีเวทีโรงเรียนก็ไปร่วมมือมากขึ้น ก็ไปขึ้นเวทีมากขึ้น เป็นตัวเองที่โอเวอร์มากขึ้น วันหนึ่งก็เหมือนซึมเข้ามาเป็นตัวตนของเราไหม ? คิวเท : พอเราทำเรื่อย ๆ มันก็เหมือนค่อย ๆ ซึม มันก็มีความกดดันที่แบบว่าชีวิตเราก็อยากเป็นที่นิยมบ้าง อยากเป็นเหมือนพี่ ๆ คนนั้นเหมือนเน็ตไอดอล คนนั้นมีคนติดตาม IG เป็น 10,000-20,000 ทำไมผมมีแค่ 100 กว่า วันแรกที่เริ่มถือมือถือขึ้นมาอัดตัวเองลง YouTube คือวันไหน ? คิวเท : ตอนนั้นก็มีความที่อยากทำ YouTube นี่แหละ ก็เลยลองค้นหา YouTube ว่ามีวิธีทำ YouTube ไหม ตอนนั้นก็มีพี่ KANNINICH ช่อง bear hug แต่สมัยก่อนเขาทำช่องคนเดียวพี่กานต์ แล้วพี่กานต์ก็เปิดช่องอีกช่อง ชื่อว่า The Nerd Creator เป็นเกี่ยวกับสอนทำ YouTube ผมก็เลยดูคลิปหนึ่งก็สะดุดคำหนึ่งว่า เขาบอกว่าให้ทำอะไรที่ไม่มีในตลาด ก็นั่งคิดตั้งนาน ตลาดคืออะไร ตลาดแถวบ้านเราเหรอ หรือตลาดสดตรงนี้ แต่อ๋อตลาด Marketing มันคือการหาสินค้าใหม่ ๆ เข้าตลาดเราเพื่อให้ดึงดูดลูกค้าใหม่ ๆ ตอนนั้นผมก็เลยพยายามคิดว่าอะไรที่ไม่มีใน YouTube บ้าง ก็เห็นว่าช่วงนั้นสายย่อก็มาแรง ผมก็คิดว่ามันยังไม่ค่อยมีผู้ชายเต้นสายย่อเลย แล้วฉันก็เป็นเกาหลีด้วยนะ ก็เต้นเลย ถ่ายลงเลย คลิปแรกเลยได้ประมาณ 60 view แต่ผมดู 59 view นะ ก็กดรีไปอย่างนั้น ก็มีพ่อแม่ดูด้วย คลิปไหนที่ดังขึ้นมา ? คิวเท : มันมีคลิปหนึ่งช่วงสงกรานต์ ตอนนั้นผมนั่งทำคลิป reaction หนังผีคนเดียว เพราะผมไม่เคยดูหนังผีไทย ก็เปิดแล้วก็ถ่ายหน้าตัวเองทั้งชั่วโมงเลย แล้วก็ตัดแค่ฉากผมตกใจ เขาก็เอาไปลง มันก็ดังขึ้นมาเพราะมันตลกดี ช่องผมไม่ค่อยได้เยอะแต่ว่ามีเพจดึงไปลง เป็นเพจสมัยก่อนเอาไปลง แล้วก็ปรากฏว่าคลิปนั้นได้หลายล้านวิวเลย ก็เริ่มมีคนมาติดตามบ้าง ความสัมพันธ์ในครอบครัวของคิวเทเป็นยังไงบ้าง ? คิวเท : ความสัมพันธ์ก็ดี ผมว่าโอเคดี สนิทกัน พ่อแม่สนับสนุน แล้วก็พ่อแม่ผมน่ารัก ฉลาด ก็เลยแบบว่าถ้าย้อนกลับไปคิดก็ไม่ค่อยมีอุปสรรคเยอะเท่าไหร่เรื่องครอบครัว แต่มันก็มีน้องสาวผมเกิดมาเป็นคนที่ 3 น้องคนที่ 2 เกิดมาช่วงประถมแต่ว่ามีเซอร์ไพรส์นิดหนึ่งเป็นเด็กพิเศษ เป็นเด็กพิการที่คนไทยเรียกกัน แต่ว่าพอช่วงนั้นหลายอย่างก็เปลี่ยนนะ พ่อแม่เหนื่อยมากขึ้น พ่อแม่อาจจะให้ความสนใจลูกอีก 2 คนอาจจะน้อยลง แต่เหมือนผมกับน้องสาวคนที่ 2 ก็เข้าใจนะ เข้าใจว่าพ่อแม่ต้องรับภาระ ไม่ใช่ภาระหรอกแต่ว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่หนัก ๆ ที่ต้องมาดูแล ช่วงนั้นก็อาจจะมีเรื่องยาก ๆ นิดหนึ่ง คิวเทช่วยดูแลน้องยังไงบ้าง ? คิวเท : ดูแลไม่ค่อยดีด้วย ก็รู้สึกผิดทุกวันนี้ ผมอายไง ผมกล้าบอกเลยผมมีช่วงอาย สมัยตอนเด็ก ๆ ช่วงที่น้องสาวมาที่โรงเรียนเพื่อจะมารับผมกลับบ้านแม่ขับรถมา น้องสาวก็เห็นเด็ก ๆ เขาเล่นบอลกัน เขาตื่นเต้นอยากมาเล่นด้วยก็เลยแบบเดินออกมาตะโกนสไตล์น้องสาวผม เดินไม่ค่อยคล่องด้วย วันต่อมาเพื่อน ๆ ก็ถามน้องสาวเป็นอะไร ทำไมดูไม่ปกติ ผมก็ไม่รู้ตอบอะไรด้วยตอนนั้น แต่แค่รู้สึกว่ามันเหมือนเราสร้างแผลในใจเราเองทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงเพื่อนก็อาจจะแค่ถามจริง ๆ เพราะมันไม่รู้จริง ๆ นะ แต่เหมือนเราก็ปรุงไปเองตอนนั้นก็เลยแบบว่าในบ้านอาจจะดูแลดี แต่ออกไปข้างนอกเราก็ไม่ค่อยอยากจับมือน้อง ไม่ค่อยอยากจูงมือน้อง เดิน Big C เดินโลตัสแม่จูงมือคนเดียว ผมก็จูงสักพักคนเริ่มมองผมก็ปล่อยมือเดินไปก่อน ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ? คิวเท : ตอนนี้ก็รู้สึกผิดที่ทำอย่างนั้นก็เลยเปลี่ยน ตอนนี้ผมมองว่าจริง ๆ น้องสาวเราปกติกว่าคนทั่วไปเยอะมากเลย คนอวัยวะครบทั้งหมดนิสัยแย่ก็เยอะ คือทั้ง ๆ ที่เขามีทุกอย่างพร้อมแต่จิตใจเขายังสู้น้องสาวผมไม่ได้สักนิดเลย เริ่มเห็นว่าน้องเราไม่เคยแค้นใคร ไม่เคยโกรธใคร ไม่เคยเกลียดชังใครมากเป็นชั่วโมง แต่คนทั่วไปสมัยนี้เกลียดใครเกลียดได้เป็นปีเลยนะ 10 ปีอย่างนี้ สรุปใครปกติไม่ปกติ มันเริ่มเห็นว่าน้องสาวเรามีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเยอะมากเลยนะ น้องสาวเรามันพิเศษ ก็เราเป็นคนกำหนดว่าเราเป็นคนมองในมุมนั้น มองเป็นมุมพิเศษเพราะต่างกับคนอื่น แต่เคยคิดไหมว่าน้องสาวตัวเองมีความสุขมากกว่าตัวเรานะ มันมีความสุขมาก เพราะว่าเข้าใจธรรมก็เลยเริ่มเข้าใจน้องสาว แต่ถ้าไม่เข้าใจธรรมผมคงไม่เข้าใจน้องสาว เป็นคนศาสนาอะไร ? คิวเท : ศึกษาในพุทธศาสนา แต่ก็ต้องเล่าก่อนผมก็เกินในครอบครัวคริสต์ พ่อก็เป็นบาทหลวงผมก็อธิษฐานต่อพระเจ้าทุกวันเช้าเย็น แต่ก็ต้องยอมรับว่าช่วงหนึ่งผมเจอความทุกข์ที่ไม่สามารถแก้ได้แล้ว อาจจะเป็นเรื่องของข่าวต่าง ๆ บ้าง มีเรื่องของบริษัท เรื่องของทีม เป็นเรื่องของเพื่อน ๆ เรื่องของผู้รับเหมา การโดนโกงหรือจะเป็นเรื่องของผู้หญิงอะไรต่าง ๆ คือตอนนั้นผมฉลาดไม่พอแล้วก็เหมือนเราก็ไม่รู้ว่าเกิดจากอะไร ปัญหาทั้งหมดแก้ไม่ได้จริง ๆ ทุกข์ใจอยู่อย่างนั้น นานไหมช่วงนั้นที่มรสุมชีวิตมันรุมเร้า ? คิวเท : ผมว่าประมาณปีหนึ่งได้ สภาพจิตใจช่วงนั้นเป็นยังไง ? คิวเท : รู้สึกแย่ สมมติถ้าคนเราไปจุดที่สะสมพลังงานแย่มากเราจะเริ่มทำตัวแปลก ๆ เหมือนร่างกายมันอยู่ในระบบ SOS จะบอกแพนิคก็ไม่ใช่ จะบอกเตือนสติก็ไม่ใช่ แต่ตอนนั้นผมไม่มีความรู้อะไรเลย แต่จำได้ว่ามีช่วงหนึ่งไม่ไหวจริง ๆ ตบหน้าตัวเองทั้งคืน 6-7 ชั่วโมง ตบอยู่อย่างนั้น ตบเพราะอยากให้ตัวเองหยุดคิดลบ ตบตัวเองอยู่อย่างนั้นหยุดไม่ได้ ผมงงมากเลย ทำไมร่างกายมันขยับเอง พอความคิดลบขึ้นมาเกี่ยวกับคนที่เราเกลียดไม่ชอบ ความโมโหขึ้นมา มือขึ้นมาตบหน้าตัวเองเลย ไม่ได้สั่งด้วยนะ ร้องไห้อยู่อย่างนั้น สักพักตบไปประมาณ 4-5 ชั่วโมงเริ่มคิดอะไรไม่ออก ความคิดลบเริ่มจางลง ๆ สักพักก็ออกไปข้างนอก มือก็ขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้ตัวเองจนเหมือนคนอื่นมาเช็ดให้เลยนะตอนนั้น ก็เลยเริ่มออกจากความทุกข์นั้นได้นิดหนึ่งโดยที่ไม่ได้มีธรรมะ ไม่ได้มีที่พึ่งอะไรแต่เหมือนเราพึ่งอะไรก็ไม่รู้ตอนนั้นไปมั่ว ๆ สักพักเหมือนเราออกจากความทุกข์นั้นได้ก็จริงแต่พอเราไม่รู้แก่นว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ศึกษามั่ว ๆ ชีวิตมันยิ่งพัง ตอนนั้นยิ่งพังยิ่งเจอเรื่องไม่ดี พอเราอยู่ในขั้วลบ ปัญหาขั้วลบเข้ามาเยอะมากเลย ออกไม่ได้ มันวนอยู่เป็นลูป ? คิวเท : มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว นิสัยที่ว่าตื่นมาเวลาไหนเราก็จะคิดวนเรื่องนั้น แล้วเวลาอาบน้ำคิดวนแล้วหยุดความคิดไม่ได้ ปัจจุบันตอนนั้นผมไม่ได้มีปัญหาเลยนะหลังจากที่ผ่านเรื่องราวมา เพราะความเป็นจริงก็คือผมมีบ้าน ผมมีเงิน ครอบครัวผมก็อยู่ดี คนรอบตัวที่รักเราก็อยู่ดีเหมือนเดิม แต่ตัวเราทำให้เรามองทุกอย่างแย่ไปหมดโดยที่เรายึดติดกับสิ่งที่เป็นขั้วลบตลอดเลย ก็เลยออกไม่ได้ อยู่วงจรนี้เรื่อย ๆ จุดที่มันขึ้นมาก็คือความคิดเรานี่แหละ ที่มันตื่นมาแล้วมันเริ่มคิด สมมติเขาไม่ดีประมาณนี้แต่เราคิดไม่ดีให้เขาไม่ดีไปอีก เราเป็นคนคิดให้ไม่ดีไปเอง พอเราเล่นมือถือเห็นแค่หน้าเราก็ปรุงต่อ เห็นเขาพูดอะไรก็ปรุงต่อ เหมือนพอเราเก็บเรื่องลบ แล้วเราเจอเรื่องลบที่เล็ก ๆ เราก็จะตอบโต้ด้วยความคิดลบที่สะสมมา มันกลายเป็นว่าเรื่องที่มันอาจจะดีในตอนนั้นผมทำให้มันแย่ลง โดยที่คำพูดเรา การกระทำเรามันผสมอารมณ์ มันก็เลยกลายเป็นว่าอย่างแรกคนไม่ดีทำไม่ดีก็จริง แต่ว่าเราจมกับเรื่องนี้เราก็กลายเป็นไม่ดีด้วยนะ เพราะความเกลียดชังมันอยู่ที่ตัวเราไม่ได้อยู่ที่ไหน เรากลายเป็นคนที่ไม่ค่อยสดใส เป็นคนที่ไม่ค่อยเมตตา ไม่เป็นพลังบวกให้คนอื่น มันกลายเป็นคนอย่างนั้น คนรอบ ๆ ตัวมีทักบ้างไหม ? คิวเท : ไม่ได้มีคนมาบอกอย่างนั้นนะ แต่เขาก็เหมือนสงสารเราส่วนใหญ่คนที่มาเจอนะ แต่มีคนหนึ่ง ไปร์ท SPD เหมือนเห็นผมทุกข์อยู่มานาน เขาก็เลยเรียกผมไปคุยที่บ้าน ก็มานั่งคุยกับเขา เขาก็เริ่มยกธรรมมาให้ฟัง ตอนนั้นเขาก็เล่าตั้งแต่เรื่องศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม ไม่โกหก ไม่ดื่มสุรา ผมก็บอกว่าก็ทำอยู่นะ อาจจะดื่มสุราบ้างแต่ว่าอย่างอื่นก็รู้สึกว่าผมก็ยังโอเคอยู่ เขาก็บอกให้ผมพิจารณา นั่งนิ่ง ๆ ให้อยู่กับลม ก็ลองทำดูแล้วกันไหน ๆ ก็มา สักพักขึ้นมาเป็นฉากเลย ตั้งแต่ผมมีเด็กเล็ก ๆ 1-2 ขวบไปจนถึง 25 ปี กรรมทั้งหมดไล่ขึ้นมาให้ดูเลย ผิดศีลอะไรบ้าง ร้องไห้หนักมากตอนนั้น ก็เลยเป็นจุดที่ไม่ได้แล้ว เราใช้ชีวิตอะไรอยู่ เริ่มคิดอย่างนี้ กลับไปก็ไม่ได้รู้ธรรมะหรอกจริง ๆ แต่เริ่มรู้แล้วว่าพระพุทธเจ้าอาจจะเป็นทางออกก็ได้ตอนนั้นผมคิดอย่างนี้ แต่ก็พอเวลาผ่านไปมันเป็นประสบการณ์หนึ่งเฉย ๆ การที่ผมเห็นฉากขึ้นมา พอฉากขึ้นมามันผ่านไป อย่างที่บอกประสบการณ์มันอยู่ได้ไม่นานนะ ก็เหลวแหลกเหมือนเดิม ช่วงนั้นก็คือทำงานมาตลอด ทำคอนเทนต์ทุกอย่างมาเรื่อย ๆ ? คิวเท : ใช่ครับ พยายามทำ มันก็มีช่วงที่หยุดไปเป็นเดือน 2 เดือน เพราะว่าทำไม่ลง ช่วงที่เราเอนเนอร์จี้ไม่ดีแล้วออกไปข้างนอก แล้วมีคนคาดหวังว่าจะต้องตลก สนุกสนานกับเขา แต่เรามีตึงใส่บ้างไหม ? คิวเท : จริง ๆ อยากจะบอกว่าไม่ได้แค่ตึงหรอกตอนนั้น ผมโมโหใส่ก็มี ว่าก็มี แต่ไม่ใช่แฟนคลับนะ ว่าคนไม่พอใจในการใช้ชีวิตในวันหนึ่ง โมโหที่สนามบินบ้างอะไรบ้างต่าง ๆ อยากจะขอโทษเพราะจริง ๆ ตอนนั้นก็เขามาด้วยเอนเนอร์จี้ที่ดี ๆ ให้เรา แต่เหมือนเรามีกำแพงของพลังงานลบตรงนี้ ใครโยนอะไรให้เราไม่เอาในตอนนั้น สมควรโดนด่า ช่วงนั้นที่ใจพัง ๆ ร่างกายเราพังไหม ? คิวเท : ร่างกายพังตอนนั้น ตอนนั้นผอม กินไม่ลง หน้าตาก็ยังโอเคอยู่ โอเคกว่าตอนนี้ด้วยนะ เพราะตอนนั้นดูแล อยากเข้าคลินิก อยากดูดีต่อสังคมตอนนั้น เจอผู้หญิงก็อยากให้เขาปลื้ม ก็มีความคิดอย่างนั้น ผิวตอนนั้นก็ยังโอเค เคยเจอปัญหาสุขภาพหนัก ๆ ไหม ? คิวเท : ยังไม่มี ยังไม่มีขั้นที่ติดเตียงอะไรอย่างนี้ แต่ก็มีไม่สบายนิดหน่อย ดูแลตัวเองยังไงบ้าง ? คิวเท : ไม่มีเลย work life balance ของผมก็คือการการนั่งสมาธิ เพราะว่าผมมองว่าดูแลดีแค่ไหนข้างในไม่เปลี่ยนมันก็ดีแค่ผิว สุดท้ายร่างกายมันก็มันก็ย่อยสลายอยู่แล้ววันหนึ่ง พอเวลาผ่านไปเซลล์ก็ค่อย ๆ แก่แต่ผมแค่มองว่าสุดท้ายคนจะไปเร็วไปช้าอยู่ที่เหตุปัจจัย อันนี้ธรรมะนิดหนึ่ง เราก็ต้องดูแลข้างนอกเราด้วย ? คิวเท : แต่ก็พยายามไม่สุดโต่ง เช่น ถ้าใครนัดนัดกลางคืนหรือไม่ใช่แค่การเที่ยวนะ แต่แค่โทรมาหรือว่าอะไรอย่างนี้ผมไม่เอา เพราะว่าช่วงดึก ๆ ใจเราต้องสงบ พยายามสงบไว้เพื่อจะรับมือกับพรุ่งนี้ อย่างน้อยนอนดึกหรือนอนเร็ว ก่อนนอนก็ต้องมีสมาธิก่อนนอน ต้องเข้าสมาธิก่อนเผื่อจะนอนหลับ ถ้าไม่เข้าสมาธินอนไม่หลับ เพราะเป็นคนคิดเยอะใช่ไหม ? คิวเท : มันเหมือนเป็นนิสัยแล้วพอเราทำทุกวัน เพราะว่าช่วงแรกผมรู้สึกว่านอนทำสมาธิสบายสุดเลย ก็แค่นอนแล้วก็พยายามไม่คิดอะไร แค่อยู่กับตรงนี้ เหมือนพยายามนอน ? คิวเท : ก็คล้าย ๆ กันเลย นอนสมาธิก็เหมือนการนอน ชอบการออกกำลังกายแบบไหนที่สุด ? คิวเท : ก็ชอบแต่ว่าจริง ๆ ไม่ชอบออกกำลังกาย แล้วช่วงหนึ่งผมชอบแช่ ice bath มากเลย ทำทุกเช้าทำหลายเดือนด้วยนะ แล้วชีวิตมันดีขึ้นเยอะเลย พุงก็หาย หน้าก็เล็ก มันเหมือนมันเผาผลาญเอนเนอร์จี้มหาศาลตอนที่เราอยู่ในน้ำเย็น มันกลายเป็นว่าภูมิคุ้นกันก็ดีขึ้น เอนเนอร์จี้ในวันนั้นอารมณ์ก็ดีขึ้น ทำมาได้นานขนาดไหน ? คิวเท : 3 เดือนได้ น้ำแข็ง 100 กิโลกรัมทุกวัน ตอนนั้นทำ 11 นาทีทุกวัน แขนลงหมดเลย แล้วก็จุ่มทั้งหัว 2 นาที ก็อาจจะอันตรายนะ แต่พอเราทำเรื่อย ๆ เราเห็นว่ามันเหมือนการฝึกสมาธิเลยนะการที่เราอยู่ในน้ำเย็น เพราะสมมติถ้าเราอยู่ในน้ำเย็นช่วงแรกมันจะเหมือน Fight mode มันจะสู้เต็มที่เลยนะมันเป็นเอง พอจุดหนึ่งเราจะเริ่มสบายแล้ว แต่เราแค่รับรู้ว่าความเจ็บปวดที่เกิดตอนนี้มันเป็นทางผ่านนะ เธอแค่อดทนหน่อย ไม่ต้องอดทนด้วยซ้ำ แค่รับรู้ว่ามันปวดมาก ว่ามันเย็นมาก ค้างไว้ตรงนั้นแหละเดี๋ยวมันหายไปเอง แต่พอวันไหนที่ไม่ชอบ เย็นเกินอะไรอย่างนี้ วันต่อก่อนจะลงเราจะโดนเอฟเฟคแล้ว เราจะไม่กล้าลง แล้วความคิดเก่ามันกลับมา ครั้งแรก ๆ ลงได้กี่นาที ? คิวเท : 1 หรือ 2 นาที แล้วพอเราจับจุดตรงที่มันนิ่งได้แล้ว กี่นาทีก็ได้จริง ๆ คุณจะแช่ครึ่งชั่วโมงหรือชั่วโมงไม่ได้ทำให้ดีขึ้นนะ มันก็มีลิมิต แล้วเพราะร่างกายเราก็ผลิตฮอร์โมนได้ระดับหนึ่งอยู่แล้ว ตอนที่เดินข้ามจังหวัดคิดถึงอะไรอยู่ ? คิวเท : เป็นการสัญญาตัวเองตอนนั้น สมมติผมออกไปเดิน อย่าคิดไม่ดีนะ แต่ว่าเดินอย่างมีความสุขให้ถึงปลายทางก็พอ พอเราเดินจริงก็มีปัญหาเยอะว่ามีเรื่องไม่พึงพอใจทางบ้านเราบ้าง หรือมีเรื่องไม่พอใจสิ่งที่เราเจอด้านหน้าบ้าง ร้อนไปคนนั้นทักไม่ค่อยให้เกียรติ แต่พออย่างนั้นผมก็นั่งตรงไหนก็นั่ง นั่งสมาธิไปเลย 10 นาที 20 นาทีก็เดินต่อ สักพักเดินก็เราก็อยู่กับการเดิน เธอคิดอะไรก็ไม่ต้องคิดหรอก นี่เราเดินอยู่ คิดอะไรมาทำให้เราหลุดอีก มันกลายเป็นออโต้แล้วนะ ออโต้ทำไมกลับมาสิเราก็รู้ว่าเราเดินอยู่ พอเราทำอย่างนี้ซ้ำ ๆ วันท้าย ๆ เราเดินแทบไม่ต้องนั่งสมาธิเลย มันเหมือนอยู่ในสมาธิแล้ว แฟนเข้าใจไหมที่เราเป็นคนอินกับเรื่องนี้ ? คิวเท : ตอนนี้เริ่มเข้าใจ ผมไม่ได้แบบพูดเรื่องธรรมะให้เขาฟัง ผมแค่มองตัวเองซะส่วนใหญ่ เพราะสุดท้ายเรื่องแฟนก็มีปัญหา มีเรื่องทะเลาะทุกคู่ ช่วงหนึ่งก็เป็นอย่างนี้นะว่า เธอธรรมะต้องอย่างนี้สิ แต่สุดท้ายมันเสียเวลาถ้าทำอย่างนั้น สุดท้ายเรามองเข้ามาตัวเรา มองทุกครั้งก็มีปัญหาทุกครั้ง ไม่ใช่เขานะ ตัวเราเองมีปัญหาทุกครั้ง ก็ไม่อยากยอมรับแต่ว่าก็ต้องยอมรับเพราะว่าสุดท้ายโลกนี้มันคือเหตุและผล สมมติเขาน้อยใจอะไรก็ต้องมีเหตุก่อน หรือผมน้อยใจอะไรก็ต้องมีเหตุก่อน คือทุกอย่างมันมีเหตุและผล ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายทำทุกอย่างให้สำเร็จเหตุนั้นได้ มันเป็นเหตุที่สร้างด้วยกัน ผมก็เลยพยายามให้มันมีความสุข ไม่ใช่ว่าเราจะมาเน้นว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น แต่ก็พยายามใช้ชีวิตมีความสุขนะ ช่วงหนึ่งก็ไม่คุยเล่นเยอะด้วย ไม่เล่นตลกอะไรเยอะเพราะเราก็อิน ชีวิตรักเป็นยังไงบ้าง ? คิวเท : ปล่อยวางมากขึ้น ไม่คาดหวังเยอะ คนนี้คบมานานเท่าไหร่ ? คิวเท : 2 ปีกว่า ก็ถือว่าตรงสเปคนะ ผมชอบผู้หญิงที่อ่าจิตใจดีนี่แหละ แล้วก็เป็นคนมีศีล ความที่เราแบ่งปันไม่เท่ากัน ความที่เราศรัทธาในสิ่งที่เราเดินอยู่ไม่เท่ากัน หรือว่าความที่เราให้เกียรติในศีลก็ไม่เท่ากัน พออย่างนี้มันก็เดินยาก สมมติถ้าเบื้องต้นมันรวมกันได้ก็คือศีลเสมอกัน มันอยู่ได้นานนะ แต่แค่หลัก ๆ ก็มีเมตตา มีจิตใจดี เพราะมันก็ยุคสมัยนี้ก็ต้องค่อย ๆ ไป เพราะผมว่า 20-30 ก็ยังเป็นวัยรุ่น 40 ก็ยังวัยรุ่นอยู่ ผมก็เลยมองว่ามันก็ค่อย ๆ ไป สุดท้ายถ้าเรามองว่ามันอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เป็นพลังด้านลบเราที่เราคิดขึ้นมา ทำไมลบคลิปทิ้งหมดเลย ? คิวเท : อายครับ ส่วนใหญ่คลิปที่ลบไปเยอะก็มีคลิปกินสกปรก ทำเสียงเซ็กซี่ ก็คือเหมือนมีอะไรกับอาหารนะ ไม่ดูดีแล้ว แต่ว่ามันก็มีคนชอบ มันก็ตลกแต่ว่าตอนนี้มันเป็นช่องครอบครัวมาก เพราะว่าหลายคนมาคอมเมนต์บอกว่า ทุกอาทิตย์ผมกับพ่อแม่มานั่งดูตลอดเลย ทุกอาทิตย์ผมกับลูก ๆ มานั่งดูคลิปพี่ซิมตลอดเลย ออกไปข้างนอกครอบครัว 4-5 คน เป็นกลุ่มก็มาทักผมตลอดว่าดูกันทั้งครอบครัวเลย มีความรู้สึกว่าสมมติถ้าเขาย้อนไปดูโดยที่เชื่อใจว่าผมไม่ทำอะไรแบบนั้น เขาก็อาจจะผิดหวังได้ เขาก็จะไม่กล้าเปิดดูกับครอบครัว ไม่ใช่มีแค่กินหรอก คลิปพาสาวเดตต่าง ๆ นานา ก็เป็นความอยากตัวเอง มันก็ไม่เชิงคอนเทนต์ กลุ่มแฟนคลับที่เขาชอบคอนเทนต์แบบนั้นมาเรียกร้อง แล้วคิวเททำยังไง ? คิวเท : ก็เรียกร้องแต่ว่าพอเราตั้งใจทำในสิ่งที่เราอยากทำจริง ๆ คนก็เริ่มยอมรับ ไม่นานด้วยนะแปบเดียวเอง เดือน 2 เดือนคนก็เริ่มชอบคอนเทนต์ใหม่ ๆ แล้ว เริ่มอยากให้ทำอย่างนี้อีก แล้วพอเราทำแบบนี้ปัญหาในชีวิตก็น้อยลงเยอะมากเลย กลัวการไม่ถูกยอมรับจากคนรอบข้างไหม ? คิวเท : มีความกลัวบาง ๆ อยู่ บางครั้งก็มีนะความกลัวที่บางคนยังคิดว่าผมเป็นเหมือนในอดีต ก็มาตัดสินทุกวันนี้ เห็นตัวเองในอีก 10 ปีเป็นยังไง เป้าหมายชีวิตมีอะไรบ้าง ? คิวเท : มีบ้านที่ต่างจังหวัดสบาย ๆ มีสัตว์หลายตัว มีหมาตัวหนึ่ง เป้าหมายก็คือพยายามไม่ลืมศึกษา พยายามคิดว่าเราเป็นมือใหม่ สดใสทุกวัน ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร อยากให้ไปอย่างนี้เรื่อย ๆ ถึงตาย อยากจะฝากอะไรกับคนที่กำลังอยู่ในความมืดมนของชีวิต จะหลุดออกมาได้ยังไง ? คิวเท : ทุกคนมีเรื่องแบบนี้อยู่แล้วแม้แต่ผม หรือว่าทุกคนมีหมด 2 อย่าง ความไม่ชอบที่เราสามารถแก้ได้ กับความไม่ชอบที่เรายังแก้ไม่ได้ ณ ตอนนี้ แต่ว่าปัจจุบันจริง ๆ อาจจะยังไม่มีปัญหาอะไร ปัญหามันอยู่ในหัวเท่านั้น เรื่องที่ 2 ก็คืออะไรก็แล้วแต่ปัญหามันก็เกิดเพราะอารมณ์ อารมณ์ที่เราไม่ชอบ อารมณ์ที่เรากังวล อารมณ์ที่เป็นขั้วลบต่าง ๆ นำพาในความคิดนี้ ปัญหานี้ แต่สุดท้ายอารมณ์ตรงนี้ยังไงก็สลาย อยู่กับเราไม่ได้ 24 ชั่วโมง 365 วันหรอก วันหนึ่งยังไงก็ต้องสลาย สลายต่อเมื่อเราไม่เข้าไปคิด ต่อไม่เอาไปป้อนข้อมูลต่อ เดี๋ยวมันก็จะนิ่งสลายเอง คนเรียกว่าเวลามันจะเยียวยา หรือถ้ามันสลายไม่ได้ เราก็พยายามยอมรับหรือให้อภัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะอันนี้มันไม่ได้เกี่ยวกับนั่งสมาธิแต่เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ตอนนี้ สิ่งที่พ่อแม่เราสอนมา คุณครูสอนมา ให้อภัย ให้เมตตาแล้วก็ขยัน สำคัญมาก ถ้าคุณขยันคุณก็อาจจะไม่เอาเอนเนอร์จี้ไปใส่ในความคิดลบตรงนี้ที่ปรุงมา ขยันไปเดี๋ยวตรงนี้มันจะจางเอง อย่าเอาที่คุณมี 100% ไปใส่ตรงนี้ 70% มันไม่ดี เพราะสุดท้ายมันไม่เปลี่ยนอะไร แต่ว่าเปลี่ยนนิสัยเราล้วน ๆ สามารถติดตาม "PrimeCast" ได้ที่ช่องทาง Facebook: Alive Dot , Youtube : Alive Dot เวลา 18.00 น.
ข่าวบันเทิง • 25 ก.พ. 69
ดูเพิ่มเติม