รีเซต

ผลการค้นหา “อี่นุ้ย trend” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
PRI เปิด 7 เทรนด์ใหญ่  พลิกเกมบริหารอสังหา
อ่าน

PRI เปิด 7 เทรนด์ใหญ่  พลิกเกมบริหารอสังหา

#PRI #ทันหุ้น – PRI ชี้เทรนด์อสังหา พลิกเกมสู่ยุค “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” ครองบัลลังก์! ลั่นผู้ให้บริการต้องยกระดับจากแค่ดูแลโครงการ สู่การสร้าง “คอมมูนิตี้คุณภาพ” ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ทุกมิติ ชู 7 เทรนด์ใหญ่เปลี่ยนโฉมธุรกิจนางสุพินท์  มีชูชีพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PRI ผู้นำธุรกิจการให้บริการเกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์สมัยใหม่แบบครบวงจร เปิดเผยถึง ทิศทางการบริหารอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านสู่การให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” และ “คุณภาพชีวิต” ของลูกบ้านเป็นหัวใจหลักพัฒนาโครงการโดยผู้ให้บริการต้องเข้าใจความต้องการที่หลากหลายของผู้อยู่อาศัยในแต่ละกลุ่ม พร้อมพัฒนาโครงการให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย แต่เป็น “คอมมูนิตี้คุณภาพ” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ควบคู่กับการดำเนินงานอย่างยั่งยืนตามแนวคิด ESG เพื่อสร้างคุณค่าในระยะยาวทั้งต่อผู้อยู่อาศัยและธุรกิจการบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วย “ความเข้าใจเชิงลึกด้านการอยู่อาศัย” ที่ไม่เพียงมุ่งยกระดับ “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” ของลูกบ้านให้ดียิ่งขึ้นแต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “คอมมูนิตี้คุณภาพ” ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตในทุกมิติ พร้อมสะท้อนเป็น 7 เทรนด์สำคัญที่น่าจับตามองในปี 2569 ดังนี้ Resident Experience ต้องมาก่อน ลูกบ้านไม่ได้มองแค่ตึกดีหรือส่วนกลางสวย แต่คาดหวังถึง “ประสบการณ์การอยู่อาศัย” ที่มีคุณภาพ เช่น แจ้งซ่อมเร็ว บริการตอบแชตไว ระบบรับเรื่องแบบเรียลไทม์Smart Building + Data-Driven Service การบริหารโครงการจะไม่ได้อาศัยแค่คนและประสบการณ์หน้างาน แต่จะใช้ข้อมูลมาช่วยตัดสินใจมากขึ้น เช่น ติดตามการใช้พลังงาน การซ่อมบำรุงเชิงป้องกัน การจัดการข้อร้องเรียน และการดูแล Facility แบบคาดการณ์ล่วงหน้าESG และประหยัดพลังงาน ความยั่งยืนที่จับต้องได้ ปี 2569 เรื่องความยั่งยืนเป็นหลักคิดของการบริหารที่นำมาสู่ระดับการปฏิบัติ “งานบริการประจำวัน” มากขึ้น เช่น การบริหารพลังงานในอาคาร การคัดแยกขยะ การลดต้นทุนสาธารณูปโภค การตรวจวัดคาร์บอน และการสื่อสารผลลัพธ์กับเจ้าของร่วม/ลูกบ้านPersonalized Service เทรนด์การให้บริการยุคใหม่จะเปลี่ยนไปจาก One-Size-Fits-All ไปสู่การให้บริการที่ตอบสนองความแตกต่างตามประเภทผู้อยู่อาศัย เช่น คนเลี้ยงสัตว์ คนทำงานที่บ้าน นักลงทุน ผู้สูงอายุ หรือครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปCommunity Lifestyle สังคมคุณภาพ สร้างได้ บทบาทของนิติหรือผู้บริหารอาคารต่อจากนี้จะขยับจาก “ผู้ดูแลระบบ” ไปเป็น “ผู้สร้างคอมมูนิตี้” ที่มีคุณภาพ ผ่านการออกแบบประสบการณ์การอยู่อาศัย (Living Experience) ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกบ้านบริการออนไลน์ บริการที่เชื่อมออนไลน์กับออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ ลูกบ้านจะคุ้นกับการใช้แอปมากขึ้น ทั้งจองพื้นที่ส่วนกลาง จ่ายค่าส่วนกลาง รับพัสดุ แจ้งปัญหา หรือรับข่าวสารโครงการ ทำให้ผู้ให้บริการต้องออกแบบ Journey ให้เชื่อมกันตั้งแต่ดิจิทัลจนถึง Onsite Service จริงPet Service บริการมาตรฐานใหม่ของการอยู่อาศัย ปัจจุบันกลุ่มลูกบ้านที่เลี้ยงสัตว์มีมากขึ้น ทำให้โครงการที่อยู่อาศัยไม่ได้มองแค่ “อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์” แต่ต้องพัฒนาไปสู่การมีบริการรองรับอย่างจริงจัง เช่น พื้นที่สำหรับสัตว์เลี้ยง จุดล้างทำความสะอาด กฎระเบียบที่ชัดเจน พนักงานที่เข้าใจพฤติกรรมสัตว์เลี้ยง

Wealth without Health is Zero เมื่อ AI กำลังเปลี่ยน “ยา” ให้เป็น “Software”
อ่าน

Wealth without Health is Zero เมื่อ AI กำลังเปลี่ยน “ยา” ให้เป็น “Software”

                #ทันหุ้น - สวัสดีครับท่านผู้อ่าน "ทันหุ้น" เทศกาลสงกรานต์ ผมเชื่อว่าคำอวยพรยอดฮิตที่ทุกท่านได้รับคงหนีไม่พ้น "ขอให้สุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว" ในอดีต... อายุขัยเป็นเรื่องของ "บุญกรรม" หรือ "พันธุกรรม" แต่ในโลกยุค I Wealth ปี 2026 อายุขัยกำลังกลายเป็นเรื่องของ "วิศวกรรม" (Engineering) ที่เราสามารถออกแบบและลงทุนได้ครับวันนี้ผมจะพาท่านไปรู้จักเทรนด์การลงทุนที่ High Net Worth ทั่วโลกให้ความสนใจที่สุด รองจาก AI นั่นคือ "Longevity Economy" หรือเศรษฐกิจเพื่อการมีอายุยืนยาวครับPain Point : มีเงินหมื่นล้าน ก็ซื้อ "เมื่อวาน" กลับมาไม่ได้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับมหาเศรษฐีระดับโลกหลายท่าน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่การขาดทุน แต่คือการตายก่อนได้ใช้เงิน" ระบบการแพทย์แบบเดิมที่เราคุ้นเคย คือ "Sick Care" (รอให้ป่วยแล้วค่อยรักษา) ซึ่งมักจะสายเกินไปและค่าใช้จ่ายบานปลาย โรคมะเร็ง, อัลไซเมอร์ หรือโรคหัวใจ คือศัตรูที่เงินซื้อไม่ได้ในยุคก่อน แต่ความเจ็บปวดนี้กำลังจะถูกแก้ไขด้วย AI ครับThe Insight : จาก "เขียนโค้ด" สู่ "เขียนโปรตีน"ท่านคงคุ้นเคยกับ ChatGPT ที่ใช้ AI เขียนบทความใช่ไหมครับ? ในวงการแพทย์ ตอนนี้เรามีสิ่งที่เรียกว่า "Generative Biology" ครับ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA หรือ Google DeepMind ไม่ได้ใช้ AI แค่สร้างรูปภาพ แต่เขากำลังใช้ AI "พับโครงสร้างโปรตีน" (Protein Folding) และจำลองปฏิกิริยาเคมี เพื่อคิดค้นยาใหม่ๆอดีต : การคิดค้นยา 1 ตัว ใช้เวลา 10-15 ปี ใช้เงินพันล้านดอลลาร์ปัจจุบัน : AI ช่วยลดเวลาเหลือเพียง 1-2 ปี และแม่นยำระดับ DNAนี่คือการเปลี่ยนอุตสาหกรรมยา (Pharmaceutical) ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (Tech) ซึ่งหมายถึง Growth ที่เร็วขึ้น และ Margin ที่สูงขึ้น มหาศาลครับExperience : ลงทุนใน "หมอ AI" ที่ไม่มีวันเหนื่อยในพอร์ตการลงทุนของผม นอกจากหุ้น Tech แล้ว ผมเริ่มสะสมหุ้นกลุ่ม "AI Drug Discovery" และ "Genomics" ครับ สมัยก่อนผมไม่กล้าแตะหุ้น Biotech เพราะดูยากและเสี่ยง (Binary Risk : ยาไม่ผ่าน อย. ก็เจ๊งเลย) แต่เดี๋ยวนี้ เราสามารถใช้เครื่องมือ AI ช่วยวิเคราะห์ "Success Rate" ของยาที่อยู่ใน Pipeline ได้ ผมเน้นลงทุนในบริษัทที่เป็น "Platform" ครับ คือบริษัทที่ขายเครื่องมือ AI หรือขาย Database พันธุกรรม ให้บริษัทยาทั่วโลกเช่าใช้ (เหมือนขายจอบเสียมให้คนขุดทอง) แบบนี้ความเสี่ยงต่ำกว่า แต่กำไรยั่งยืนSolution : 3 ธีมสุขภาพที่พอร์ตต้องมีสำหรับนักลงทุนที่อยากเกาะกระแสนี้ ผมแนะนำ 3 ธีมหลักครับ:AI Diagnosis : บริษัทที่ใช้ AI อ่านฟิล์ม X-Ray หรือตรวจมะเร็งได้แม่นยำกว่าหมอคน (เริ่มเห็นในโรงพยาบาลชั้นนำของไทยแล้ว)Personalized Medicine : การแพทย์เฉพาะบุคคล ยาเม็ดเดียวไม่ได้รักษาทุกคน แต่ยาถูกปรุงมาเพื่อ DNA ของท่านโดยเฉพาะWearable Tech : อุปกรณ์สวมใส่ที่ไม่ได้แค่นับก้าว แต่สามารถวัดระดับน้ำตาลและคลื่นหัวใจ แล้วส่งข้อมูลให้หมอ AI วิเคราะห์แบบ Real-Timeบทสรุป : The Ultimate Assetท่านผู้อ่านครับ สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดในพอร์ตของท่าน ไม่ใช่ที่ดิน ไม่ใช่หุ้น และไม่ใช่บิตคอยน์ แต่มันคือ "ร่างกายของท่านเอง" (Biological Asset)การลงทุนในความรู้และเทคโนโลยีสุขภาพ คือการลงทุนที่ ROI สูงที่สุด เพราะถ้าเรามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีก 10 ปี ด้วยสมองที่แจ่มใส เราก็มีเวลาสร้างความมั่งคั่งและส่งต่อมรดกให้ลูกหลานได้มากขึ้นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายน ผมจะพาไปดูเรื่อง "Cybersecurity" เมื่อเรามีทั้งเงินและสุขภาพแล้ว เราจะปกป้องมันจาก "โจรไซเบอร์" ที่จ้องจะขโมยทุกอย่างในวินาทีเดียวได้อย่างไร? ห้ามพลาดครับ!ดร.ศุภชัย สุขะนินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน, AI Technology Investmentผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัทจดทะเบียน (SET MAI) และนักลงทุนรายใหญ่ในตลาดทุน

เจาะอินไซต์ HYROX BKK 2026: ปรากฏการณ์ มาราธอนสายยิม สุดแมส
อ่าน

เจาะอินไซต์ HYROX BKK 2026: ปรากฏการณ์ มาราธอนสายยิม สุดแมส

เพิ่งปิดฉากไปสด ๆ ร้อน ๆ กับอีเวนต์ Fitness Racing แห่งปีอย่าง BYD HYROX Bangkok 2026 (20-22 มี.ค. 2026) ที่เปลี่ยนฮอลล์ไบเทคบางนาให้กลายเป็นสมรภูมิรีดเหงื่อของคนรักสุขภาพนับหมื่นคน บริษัท ดาต้าเซ็ต จำกัด ได้รวบรวมข้อมูลบทสนทนาบนโซเชียลมีเดียผ่านเครื่องมือ dxt:360 Social Listening ในช่วงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ - 23 มีนาคม 2569 เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมการพูดถึงประเด็น HYROX บนโลกออนไลน์ โดยพบว่า HYROX ไม่ได้เป็นเพียงงานแข่งกีฬาเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่ได้สร้าง แรงกระเพื่อม ไปสู่วงการบันเทิง อุปกรณ์กีฬา และธุรกิจฟิตเนสอย่างชัดเจน นี่คือบทสรุปอินไซต์สำคัญที่สะท้อนว่า ทำไม HYROX จึงกลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในช่วงเวลานี้ ปูพื้นฐานก่อนเริ่ม: HYROX คืออะไร? สำหรับผู้ที่เพิ่งได้ยินชื่อนี้เป็นครั้งแรก HYROX คือการแข่งขัน Fitness Racing ระดับโลกที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว จุดเด่นอยู่ที่รูปแบบการแข่งขันที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกสนามทั่วโลก นั่นคือการผสมผสานระหว่าง การวิ่ง และ การออกกำลังกายแบบ Functional เข้าด้วยกัน โดยมีกติกาที่เข้าใจง่าย คือ วิ่ง 1 กิโลเมตร สลับกับเข้าฐานออกกำลังกาย 1 ฐาน วนซ้ำไปจนครบ 8 รอบ รวมระยะทางวิ่งทั้งหมด 8 กิโลเมตรและ 8 ด่านที่ทดสอบความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง ชาวโซเชียลจำนวนไม่น้อยช่วยกันนิยาม HYROX ได้อย่างตรงใจว่า คือ มาราธอนของสายยิม ซึ่งสะท้อนถึงการผสมผสานระหว่างความอึดของนักวิ่งและความแข็งแกร่งของนักเวทเทรนนิ่งได้อย่างลงตัว อีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ HYROX เข้าถึงคนได้กว้างขวาง - งานนี้ไม่มีเวลากำหนดตายตัว (No Time Limit) ไม่ต้องการทักษะพิเศษอย่างยิมนาสติกหรือท่ายกน้ำหนักที่ซับซ้อน เพียงแค่วิ่งได้และมีพื้นฐานเวทเทรนนิ่ง ก็สามารถลงแข่งได้ทันที โดยมีตัวเลือกทั้งแบบ Open (รุ่นมาตรฐานสำหรับคนทั่วไปหรือมือใหม่), Pro (สำหรับนักแข่งที่มีประสบการณ์), Doubles (ทีม 2 คน) และ Relay (ทีม 4 คน) ปรากฏการณ์ ซุปตาร์พาวเวอร์ ครองฟีด TikTok หากไถฟีดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะไม่เห็นคลิปบรรยากาศจากงาน HYROX โดยข้อมูลพบว่า Engagement กว่า 1.6 ล้านครั้ง มาจากแพลตฟอร์ม TikTok เป็นหลัก หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยเร่งกระแส คือการที่เหล่าคนดังระดับซุปตาร์แถวหน้าลงแข่งขันจริง ไม่ว่าจะเป็น ณเดชน์ คูกิมิยะ, หมาก ปริญ, ชมพู่ อารยา หรือการแข่งขันประเภทจับคู่ Doubles Mixed ของ แอน ทองประสม และ เจมส์ จิรายุ ภาพของคนดังที่ทุ่มเทสุดแรงกายในสนามจริง ช่วยสร้างความ เรียล จนเกิดไวรัล กระตุ้นความสนใจจากผู้คนจำนวนมาก ทำให้หลายคนที่ไม่เคยรู้จัก HYROX มาก่อน เริ่มหันมาทำความรู้จักกับงานนี้เป็นครั้งแรก เปิดสถิติด่านมหาโหด เมื่อเจาะลึกข้อมูลของทั้ง 8 ฐานการแข่งขัน เพื่อดูว่าด่านไหนคือ ตัวตึง ประจำเรซที่ถูกพูดถึงมากที่สุด (คนโพสต์บ่นและแอบขิง) บนโซเชียล เรียงลำดับความโหดได้ดังนี้ อันดับ 1: Sled Push (16.6%) ครองแชมป์ด่านที่คนพูดถึงมากที่สุด การเข็นสเลดน้ำหนักมากบนพื้นพรมตั้งแต่สถานีที่ 2 เป็นหนึ่งในด่านที่ผู้เข้าแข่งขันหลายคนกล่าวถึงว่า รีดแรงออกไปแบบไม่ทันตั้งตัว อันดับ 2: Burpee Broad Jumps (15.8%) ตามมาติด ๆ กับด่าน Burpee ที่ต้องกระโดดไกลสลับหมอบพื้นเป็นระยะทาง 80 เมตร หลายโพสต์บอกตรงกันว่า นี่คือด่านที่สูบพลังคาร์ดิโอขั้นสุด จนหลายคนขอยกให้เป็นฝันร้ายที่ทำเอาหอบตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทาง อันดับ 3: SkiErg (15.3%) อีกหนึ่งด่านที่น่าสนใจ เพราะแม้จะเป็นสถานีแรกของการแข่งขัน แต่กลับถูกพูดถึงมากกว่าที่คาด โดยหลายคนมองว่าเป็นด่านที่เปิดประเดิมการกระชาก Heart Rate ให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มต้น อันดับ 4: Wall Balls (12.7%) สถานีสุดท้าย (สถานีที่ 8) ของการแข่งขัน กับการสควอทและโยนลูกบอลอัดกำแพง 75-100 ครั้ง ด่านที่ผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากพูดถึงว่า เป็นด่านที่รีดพลังงานหยดสุดท้ายก่อนเข้าเส้นชัย ทำเอากล้ามเนื้อล้าจนหลายคนแทบยกแขนไม่ขึ้น กลุ่มด่านสูบพลังที่ตามมาติด ๆ : อันดับถัดมาคือ Sled Pull และ Sandbag Lunges (11.2%) ซึ่งเป็นการคอมโบหรือการรวมกันของการดึงเชือกและแบกกระสอบทรายย่อเดิน ซึ่งทำเอาผู้เข้าแข่งขันปวดร้าวไปทั้งตัว ปิดท้ายด้วย Rowing (9.4%) และด่านที่ถูกบ่นน้อยที่สุดอย่าง Farmers Carry (7.8%) ที่หลายคนรีวิวว่าการเดินหิ้วตุ้มน้ำหนักถือเป็นช่วงเวลาที่ได้ พักหายใจ ไปในตัว ทำไมรองเท้าจึงสำคัญ? ความท้าทายของแต่ละด่าน โดยเฉพาะ Sled Push ทำให้เกิดหัวข้อสนทนาสำคัญบนโซเชียลมีเดียว่า ควรใส่รองเท้าคู่ไหนลงแข่งดี? ข้อมูล Mentions ของแบรนด์รองเท้าในช่วงเวลาดังกล่าวสะท้อนภาพที่น่าสนใจดังนี้ PUMA (73.6%): PUMA ถูกพูดถึงมากที่สุด โดยส่วนหนึ่งมาจากบทบาทในฐานะ Global Partner ของงาน ทำให้ครองพื้นที่สื่อไปถึง 73.6% โดยรุ่น PUMA x HYROX Deviate NITRO Elite 4 ก็ได้รับการพูดถึงและรีวิวอย่างต่อเนื่องในฐานะรองเท้าที่ผลิตมาสำหรับการแข่งขันประเภทนี้โดยเฉพาะ Adidas (20.6%): Adidas ตามมาเป็นอันดับ 2 โดยมี Adizero Adios Pro 4 เป็นหนึ่งในรุ่นที่ผู้เข้าแข่งขันหลายคนเลือกหยิบมาใช้ลงสนามจริง Saucony (2.9%) และ Asics (2.9%): เป็นอีกสองแบรนด์ที่พูดถึงในฐานะรองเท้าคู่ใจที่ผู้เข้าแข่งขันบางส่วนหยิบมาใส่ลงสนามจริงและรีวิวประสบการณ์หลังใช้งาน ส่องแบรนด์ฟิตเนสและยิมเตรียมพร้อม HYROX ก่อนถึงวันแข่ง ผู้ลงทะเบียนจำนวนมากต้องหาสถานที่ฝึกซ้อมที่มีอุปกรณ์รองรับอย่างครบครัน ข้อมูลชี้ให้เห็นอินไซต์น่าสนใจว่า Community ของคนเล่น HYROX ไม่ได้ยึดติดกับแบรนด์ฟิตเนสใดฟิตเนสหนึ่ง แต่ให้ความสำคัญกับทั้ง อุปกรณ์ที่ตอบโจทย์ และ คอมมูนิตี้ที่ใช่ Jetts Fitness (26.2%): ถูกพูดถึงมากที่สุดในฐานะสถานที่ซ้อมยอดฮิต โดยเฉพาะการมีสาขากระจายตัวมาก และหลายสาขามีอุปกรณ์รองรับการฝึกครบครัน Fitness First (23.8%): ตามมาเป็นอันดับ 2 จากการมีบทบาทในการจัดกิจกรรมและ Workshop เตรียมความพร้อมก่อนแข่งอย่างเป็นทางการ WE Fitness (19%): รั้งอันดับ 3 ในฐานะ Mega Gym ขวัญใจคนเมือง ที่นักกีฬานิยมไปเทรนร่างกาย สรุป: ทำไมใคร ๆ ก็ยอมจ่ายเงินเพื่อไปทรมานตัวเอง? แม้ข้อมูลบนโซเชียลจะเต็มไปด้วยคำว่า เหนื่อย โหด ปวดร้าว แต่คำตอบที่สะท้อนผ่าน Data คือ ความภาคภูมิใจหลังเข้าเส้นชัย โพสต์ส่วนใหญ่ในช่วงวันแข่งจบลงด้วยภาพรอยยิ้มเปื้อนเหงื่อ คู่กับป้ายสถิติเวลา Finisher Patch และแคปชันที่บอกเล่าถึงการเอาชนะขีดจำกัดของตัวเอง HYROX BKK 2026 จึงสะท้อนให้เห็นว่า เทรนด์ Health is the New Luxury กำลังเติบโตอย่างชัดเจนในไทย ==================================

"เอ ศุภชัย" ฉลองสงกรานต์ยิ่งใหญ่ 9-19 เม.ย.นี้ เปิดตลาด "A fair" อร่อยเกรดเอ ยกทัพซุปตาร์แน่นงาน
อ่าน

"เอ ศุภชัย" ฉลองสงกรานต์ยิ่งใหญ่ 9-19 เม.ย.นี้ เปิดตลาด "A fair" อร่อยเกรดเอ ยกทัพซุปตาร์แน่นงาน

ตลาดคึกคัก คนแน่นทุกตลาด สงกรานต์นี้ไม่รอช้า "เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร" เตรียมจัด Summer A Fest ฉลองสงกรานต์ เปิดตลาด "A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai" ครั้งที่ 10 ซึ่งจะจัดกัน ระหว่างวันที่ 9-19 เมษายน นี้ ณ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ Seacon Square Hall โดยมีร้านค้ากว่า 100 ร้าน หลากหลายของอร่อยทั้งคาวหวานที่คัดสรรกันมาแล้วทุกร้าน อร่อยแน่นอน ที่สำคัญงานครั้งนี้มีความพิเศษหลากหลายมาก ชวนซุปตาร์ดาราดัง นักร้องลูกทุ่ง ลูกกรุง มาร้องเพลงให้ฟัง เพื่อฉลองความสุข สาดน้ำ สาดความสุขให้กับทุก ๆ คน พร้อมกิจกรรมทุกอย่าง เพื่อความสนุกเพลิดเพลิน กิน ช้อป เที่ยวแบบเต็มอิ่ม ฉลองเปิดสงกรานต์ และปิดท้ายสงกรานต์ วันปีใหม่ไทยกันไปเลย เปิดตลาด "A fair" อร่อยเกรดเอ "เอ ศุภชัย" เปิดใจกับงานเอแฟร์ในครั้งนี้ว่า "พี่เอยอมรับว่าจัดใหญ่จัดเต็มจริง ๆ ค่ะ ใครที่ไม่ได้ไปเที่ยวสงกรานต์ที่ไหน มาเที่ยวงานเอแฟร์ได้เลย เพราะในทุก ๆ วันจะมีกิจกรรม มีดารานักแสดงมาสร้างความสุขให้กับทุกคนเลย เริ่มจากวันแรก 9 เมษา ก็มีคู่จิ้นจีแอลคู่ดัง สุดฮอตอย่างน้องลีน่า ลลินา และ หมิว ณัชชา ซึ่งคิวแน่นมาก มาจัดกิจกรรมกับแฟน ๆ กลางตลาดของเราเลย ร่วมร้องเพลงคู่ และเดินตลาดเอแฟร์ด้วยกัน แล้ววันที่ 11 เมษายน ก็มีนักร้องยุค 90 กับ KITA 40UP อย่างฝันดี-ฝันเด่น-ยุ้ย ปัทมวรรณ-จอย ทีสเกิ๊ต-อ๊อฟ Dr.Kids วันที่ 13 เมษา พี่อั้ม พัชราภา จะเป็นนางสงกรานต์สวยงามสุดสุด ขึ้นเสลี่ยงเข้างานเลยค่ะ วันที่ 14 เมษา ก็จะมีโอปอล สุชาตา แต่งเป็นนางสงกรานต์ จะเป็นแบบไหน ต้องมาดูค่ะ แต่บอกเลยว่าขบวนแห่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้งานยี่เป็งที่จัดที่เชียงใหม่มาแล้ว ร่วมชมความสวยของพี่อั้ม กับโอปอล แบบใกล้ชิดกันเลย แล้ววันที่ 17 เมษายน ก็จะมี น้องต้นข้าว สุปรียา และก้านตอง มาร้องเพลงให้ฟังอีก แล้วยังมีอีกหลายคนเลย เรียกว่าสงกรานต์นี้ไม่ต้องไปไหน มางานเอแฟร์ร่วมสาดความสุข ความสนุกด้วยกัน บอกเลย ไม่มาไม่ได้แล้วกับงาน "A fair อร่อยเกรดเอ by A Supachai" ครั้งที่ 10 จัดกันวันที่ 9-19 เมษายน นี้ ณ ซีคอน ศรีนครินทร์ มาฉลองสงกรานต์ด้วยกันค่ะ" อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : ดับฝันแฟนละคร เอ ศุภชัย รับพับโปรเจกต์ใหญ่ เสน่ห์นาง เหตุคิวนักแสดงไม่ลงตัว สุดอบอุ่น! เอ ศุภชัย จัดงานรำลึก 4 ปี การจากไป แตงโม นิดา ด้าน เบิร์ด ร่วมงานคิดถึงคนรักสุดหัวใจ เอ ศุภชัย ระลึกถึง แตงโม 4 ปีที่จากไปยังคิดถึงทุกวัน

PROUD แย้ม Q1/69 กวาดรายได้ต่อ โชว์ Backlog แกร่ง 6,131 ล.
อ่าน

PROUD แย้ม Q1/69 กวาดรายได้ต่อ โชว์ Backlog แกร่ง 6,131 ล.

#ทันหุ้น - PROUD มั่นใจไตรมาส 1/2569 สดใส เดินหน้าส่งมอบโครงการคุณภาพ โชว์ Backlog 6,131 ล้านบาท ชูจุดแข็ง Branded Residences สร้างความแตกต่าง ตอบโจทย์กำลังซื้อกลุ่มไฮเอนด์ไทย-ต่างชาติ มองอสังหาฯ ส่งสัญญาณฟื้นตัวจากนโยบายภาครัฐ ความชัดเจนทางการเมืองและการท่องเที่ยวหนุน เตรียมเปิดพรีเซล “วารัณย์ แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์” 14-15 มี.ค.นี้ ด้านผลประกอบการปี 2568 ทำ All-Time High รายได้รวม 6,407 ล้านบาท โต 183% กำไรสุทธิ 168 ล้านบาทนายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจไตรมาส 1/2569 มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง จากการรับรู้รายได้การโอนกรรมสิทธิ์โครงการ "NUE District R9" (นิว ดิสทริค อาร์ 9)และโครงการ "VEHHA Hua Hin" (เวหา หัวหิน) โดยมียอดขายรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2568 มูลค่ารวม 6,131 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 โดย Backlog ดังกล่าวมีคุณภาพสูงจากกลุ่ม Real Demand ส่งผลให้ความเสี่ยงในการปฏิเสธการโอนกรรมสิทธิ์ (Rejection Rate) อยู่ในระดับที่ต่ำมากทั้งนี้ โครงการที่อยู่ระหว่างการขายของบริษัทยังคงมีกระแสตอบรับที่ดี แบ่งเป็นโครงการที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อย พร้อมเข้าอยู่ ได้แก่ โครงการ "VEHHA Hua Hin" (เวหา หัวหิน) มูลค่าโครงการรวม 2,371 ล้านบาท มียอดขายแล้วจำนวน 1,625 ล้านบาท คิดเป็น 69% โครงการ "NUE District R9" (นิว ดิสทริค อาร์ 9) มูลค่าโครงการรวม 6,668 ล้านบาท มียอดขายแล้วจำนวน 6,380 ล้านบาท คิดเป็น 96% และโครงการ "VI Ari" (วี อารีย์) มูลค่าโครงการรวม 466 ล้านบาท มียอดขายแล้วจำนวน 375 ล้านบาท คิดเป็น 80%ขณะที่โครงการ "ROMM Convent" (รมย์ คอนแวนต์) มูลค่าโครงการ 4,150 ล้านบาท มีความคืบหน้าการก่อสร้างแล้วประมาณ 74% และมียอดขายแล้วจำนวน 3,527 ล้านบาท คิดเป็น 85% ส่วนโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort มูลค่าโครงการรวม 2,374 ล้านบาท มียอดขายแล้วจำนวน 508 ล้านบาท คิดเป็น 21% พร้อมเปิดพรีเซลบ้านเดี่ยวเรือธงแห่งปี โครงการวารัณย์ แจ้งวัฒนะ-ราชพฤกษ์ วันที่ 14-15 มี.ค.นี้ โดยคาดว่าจะช่วยผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นอีกในไตรมาสถัดๆ ไป“ทิศทางอสังหาริมทรัพย์ปี 2569 มองว่าช่วงต้นปีตลาดจะฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ความชัดเจนทางการเมือง และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ขณะที่ตลาดระดับลักชัวรีในทำเล CBD และ Resort Residences ยังคงมีดีมานด์ที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะโครงการที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาวะที่ดี (Health Wellness) อีกทั้ง ดีมานด์จากชาวต่างชาติยังคงเป็นแรงพยุงสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดที่อยู่อาศัยลักชัวรีเพื่อการพำนักระยะยาวและการลงทุนมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้น PROUD วางกลยุทธ์เน้นการพัฒนาโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการกลุ่ม Real Demand มุ่งเน้นพัฒนาโครงการรูปแบบ Branded Residences ที่แตกต่าง ชูจุดแข็งแนวคิด ALL IS WELL เพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน พร้อมผนึกกำลังแบรนด์ระดับโลกมอบบริการเหนือระดับ สร้างความเชื่อมั่น ผลักดันยอดขายจากกลุ่มลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างชาติ” นายพสุกล่าวสำหรับผลประกอบการปี 68 ทำสถิติใหม่ (All-Time High) มีรายได้รวม 6,407 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 183% กำไรสุทธิ 168 ล้านบาท

LEO ชู Growth Matrix EBITDAไม่ต่ำกว่า 45%
อ่าน

LEO ชู Growth Matrix EBITDAไม่ต่ำกว่า 45%

#LEO #ทันหุ้น – LEO ประกาศเกมโต ภายใต้ยุทธศาสตร์ JUMP+ ชูโมเดล Growth Matrix ปักหมุดรายได้พุ่ง 20% พร้อมดันบริการใหม่ ไปต่อ 30-35% พร้อมตั้งเป้าอัพ EBITDA ช่วง 3 ปีโตไม่ต่ำกว่า 45% เสริมภาพผู้นำโลจิสติกส์สาย ESGนายเกตติวิทย์   สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าให้เป็นปีแห่งการเติบโตภายใต้ยุทธศาสตร์ JUMP+ โดยมุ่งขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนผ่านแนวคิด 3x6 Growth Matrix ซึ่งกำหนดเป้าหมายการเติบโตของรายได้จาก ธุรกิจหลัก (Core Business) ประมาณ 20% และจาก บริการใหม่ (New Service) ราว 30–35% ขณะเดียวกันบริษัทวางแผนยกระดับความสามารถทำกำไรในช่วง ปี 2569–2571 โดยตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA เติบโตไม่น้อยกว่า 45%สัญญาณชัดสำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มธุรกิจใหม่ที่เริ่มเห็นสัญญาณการทำผลงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะ ธุรกิจลานเก็บตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งคาดว่าจะกลับมาเห็นผลงานภายใน ไตรมาส 2–3/2569 หลังจากบริษัทได้ลงนามสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ ส่งผลให้ปริมาณตู้คอนเทนเนอร์เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 2,000 ตู้ต่อเดือนในปีก่อน เป็น 5,000–6,000 ตู้ต่อเดือน ในช่วงต้นปี 2569 ขณะเดียวกันรายได้จาก การขนส่งทางราง มีแนวโน้มเติบโตอย่างมีนัยสำคัญจากความร่วมมือกับพันธมิตรในการขนส่งผลไม้ไทยไปยังประเทศจีนผ่านเส้นทางรถไฟไทย–จีน รวมถึงธุรกิจ ศูนย์จัดเก็บและกระจายสินค้าไวน์และสินค้าควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะ ที่ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และบริษัทมีแผนขยายการให้บริการเพิ่มเติมภายในปีนี้นอกจากนี้ บริษัทได้นำ เทคโนโลยี AI และระบบ RPA (Robotic Process Automation) มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงการพยากรณ์ความต้องการขนส่ง เพื่อช่วยลดต้นทุนและยกระดับคุณภาพการให้บริการ พร้อมเตรียมเปิดตัว รถบรรทุกไฟฟ้า (EV Truck) และระบบ รายงานการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2 Reduction Report) ให้แก่ลูกค้าภายใน ไตรมาส 2/2569 เพื่อตอบโจทย์แนวทางด้าน ESGเกาะติดสงครามขณะเดียวกัน บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่าง อิหร่าน–อิสราเอล–สหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งราคาน้ำมัน ค่าระวางเรือ และต้นทุนประกันภัยการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยบริษัทได้วางมาตรการรับมือเชิงรุก อาทิ การแนะนำให้คู่ค้าจัดทำแผนการขนส่งล่วงหน้า การใช้ระบบกำหนดราคาตามดัชนี (Index-based Pricing) เพื่อเพิ่มความโปร่งใส และการพัฒนา Multimodal Logistics เพื่อสร้างเส้นทางขนส่งทางเลือกอย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย ความต้องการสินค้าในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ วัสดุก่อสร้างและผลิตภัณฑ์อาหาร จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 1–2 เดือนข้างหน้า เพื่อทดแทนความเสียหายจากความขัดแย้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อปริมาณการขนส่งและการเติบโตของธุรกิจ LEO ในช่วงที่เหลือของปี 2569

BLC เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาด
อ่าน

BLC เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาด

#ทันหุ้น #2026 #SET #BLC เตรียมเปิดโรงงานแห่งใหม่ พร้อมส่งยาสามัญใหม่ 2 รายการบุกตลาดบมจ. บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค หรือ BLC ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 มีรายได้ 1,667.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ 176.3 ล้านบาท เติบโต 7.1% และ 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ตามลำดับ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นพุ่งแตะ 58.6% จากแรงหนุนของกลุ่มสินค้า High Margin ปี 2569 เตรียมเปิดโรงงานใหม่ไตรมาส 4 นี้ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Aggressive Growth เต็มพิกัด เร่งวางจำหน่ายยาสามัญใหม่ 2 รายการ ควบคู่ขยายพอร์ตเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คาดหนุนผลงานเติบโตก้าวกระโดด ด้านบอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.05 บาทต่อหุ้น ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 เมษายน 2569 และจ่ายปันผลวันที่ 30 เมษายน 2569ภก.สุวิทย์ งามภูพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอกแล็ป แอนด์ คอสเมติค จำกัด (มหาชน) หรือ BLC ผู้ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผลิตภัณฑ์ยาสำหรับสัตว์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพครบวงจร ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและให้บริการรวม 1,667.5 ล้านบาท เติบโต 7.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY)ขณะที่กำไรสุทธิทำได้ 176.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) อาทิ กลุ่มเครื่องสำอาง ที่มีอัตราการเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 32.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มแบรนด์ Clena EX และกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมีอัตราการเติบโตที่ 24.2% จากเทรนด์การดูแลสุขภาพในรูปแบบ Preventive ทำให้ผู้คนทั่วไปหันมารับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นแตะ 58.6% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ในระดับ 10.6% จากการเดินหน้ากลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ในเชิงรุก เพื่อสร้างการรับรู้ที่แข็งแกร่งในระยะยาวอย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนผู้ป่วยนอกจะมีแนวโน้มปรับตัวลดลงในปี 2568 ส่งผลให้ความต้องการใช้ยาจากภาคบริการสาธารณสุขซึ่งเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ของระบบปรับลดลงตามไปด้วย แต่บริษัทฯ ยังคงสามารถรักษาอัตราการเติบโตของกลุ่มผลิตภัณฑ์ยาแผนปัจจุบัน ประเภทยาสามัญ และยาสามัญใหม่ ให้มีอัตราเติบโตที่ 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการสร้างการเติบโตที่ดี ท่ามกลางความท้าทายจากแนวโน้มการชะลอตัวของอุตสาหกรรมยาอย่างไรก็ดีคาดว่าความต้องการใช้ยาจะขยายตัวดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุซึ่งทำให้ความต้องการใช้ยาสำหรับโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยงเชิงการแพทย์จะทำให้เกิดการใช้ยาในโรงพยาบาลเอกชนให้กลับมาเพิ่มขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมการดูแลสุขภาพด้วยตนเองของผู้บริโภคยังผลักดันให้การซื้อยาผ่านร้านขายยาเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น และตอกย้ำการเป็น Dividend Stock ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลจากกำไรสุทธิของผลการดำเนินงานในปี 2568 ในอัตรา 0.05 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 9 เมษายน 2569 เพื่อกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 10 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 30 เมษายน 2569สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าในไตรมาส 4 นี้จะทยอยเปิดโรงงานผลิตยาแห่งใหม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิต รองรับแผนการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมกับมุ่งสร้างการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Aggressive Growth อย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่(1) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม จากสินค้าเดิม เช่น เพิ่มจำนวนร้านขายยา และโรงพยาบาลในสินค้าที่กลุ่มบริษัทฯ มีอยู่แล้ว โดยคัดเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถทำกำไรได้มาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงกลยุทธ์(2) การเพิ่มยอดขายจากฐานลูกค้าเดิม โดยสินค้าใหม่ ซึ่งบริษัทฯ เตรียมวางจำหน่ายยาสามัญใหม่จำนวน 2 รายการ พร้อมรุกขยายพอร์ตสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง (High Margin) ทั้งกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น และ(3) เพิ่มฐานลูกค้าใหม่โดยสินค้าเดิมของบริษัทฯ โดยมุ่งขยายสู่ฐานลูกค้าใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและเป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทฯที่วางไว้“BLC ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วยการขยายกำลังการผลิต เพื่อยกระดับขีดความสามารถควบคู่ไปกับเดินหน้า กลยุทธ์ Aggressive Growth มุ่งสร้าง New S-Curve ผ่านการเปิดตัวยาสามัญใหม่เพื่อผลักดันผลประกอบการให้ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โดยเราให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินค้ากลุ่ม High Margin ทั้งเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์ Preventive Care พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมยาและสุขภาพครบวงจรอย่างยั่งยืน” ภก.สุวิทย์ กล่าว

โฟลว์เลิกกวาดหันโฟกัส คัดหุ้นเป้าหมายทุนนอก
อ่าน

โฟลว์เลิกกวาดหันโฟกัส คัดหุ้นเป้าหมายทุนนอก

#หุ้น #ทันหุ้น – กูรูชี้หุ้นไทยปรับฐานหลังเงินนอกโหมหนักดันดัชนีจนเข้าเขตซื้อมากเกิน ชี้เป็นเทรนด์โลกปรับพอร์ตลงทุนเข้าสู่หุ้น Value แนะสะสมดัชนีที่ 1,400 - 1,450 จุด ลุ้นไปต่อถึง 1,570 - 1,600 จุด ชูต่างชาติยังอยู่แต่เริ่มโฟกัสมากขึ้น คัดหุ้นเป้าหมาย กลุ่ม Data Center, โครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และกลุ่มหุ้นปันผลนายพิริยพล  คงวาณิช นักกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในปัจจุบันหุ้นกลุ่มคุณค่า (Value) ทั่วโลกมีราคาถูกเกินไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มเติบโต (Growth) ซึ่งยังอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย โดยหุ้นไทยเป็นหนึ่งในกลุ่มหุ้น Value ที่ถูกที่สุดในรอบ 16 ปี ปัจจัยนี้ทำให้เริ่มเห็นการปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติที่ย้ายเงินทุนเข้าสู่หุ้น Value มากขึ้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยสูงถึง 6.8% ของปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อเดือนจากปกติ 2% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 54,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากความชัดเจนทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง ทั้งนี้การไหลเข้าที่เร็วและแรงนี้ทำให้ตลาดเข้าสู่ภาวะซื้อมากเกินไป หรือ Overbought วัดได้จากสัดส่วนหุ้นที่ Overbought เพิ่มขึ้นจาก 4% เป็น 33% ภายในเวลาอันสั้น@ จุดสะสม 1,400-1,450 จุดปัจจุบันดัชนี SET เทรดอยู่ที่ระดับ P/E ประมาณ 16.7 เท่า ซึ่งถือว่าแตะระดับค่าเฉลี่ยหรือ "ราคาเหมาะสม" (Fair Value) ที่นักลงทุนต่างชาติมองไว้แล้ว โดยตลาดมีโอกาสเกิดหรือการปรับฐานซึ่งมองว่าโซน 1,400 - 1,450 จุด เป็นโซนที่เหมาะสมในการเริ่มสะสมหุ้นมี 3 ปัจจัยเสี่ยงหลักที่นักลงทุนต้องติดตาม คือ สงครามการค้า จากนโยบายของทรัมป์ อาจกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก แม้ในระยะสั้นอาจดูดีแต่จะมีความผันผวนสูง สถานการณ์สงครามระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน จากสถิติหากเกิดการปะทะกันจริง ดัชนี SET มักจะมีการปรับตัวลดลง เฉลี่ยประมาณ 4.5% การเมืองในประเทศ ยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบและคำวินิจฉัยต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนมีนาคมดังนั้นเมื่อดัชนีแตะระดับราคาเหมาะสมแล้ว นักลงทุนต่างชาติจะเลิกใช้วิธี "ซื้อกวาด" และจะกลับมาโฟกัสที่ปัจจัยพื้นฐานและกำไรของบริษัทมากขึ้น ยังคงมองเป้าหมายดัชนีไว้ที่ 1,500 จุด แต่มีโอกาสไปต่อถึง 1,570 - 1,600 จุด หากปัจจัยลบต่างๆ มีความคลี่คลาย@แนะหุ้นเด่นกลยุทธ์การลงทุนให้เน้นหุ้นที่มีกำไรเติบโตด้วยตัวเอง หาหุ้นที่กำไรโตได้โดยไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐเพียงอย่างเดียว โดยในช่วงครึ่งปีแรกเลือกกลุ่มผู้นำการเติบโตจาก Data Center ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่จะมาแรงและเห็นผลชัดเจนในปีนี้ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล แนะนำ GULF, WHAUP, GUNKUL, ADVANC, TRUEกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ที่สามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องพึ่งมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ แนะนำ CPN, CPALL, ADVICE, COM7, AOT, CENTEL, BH, PR9 กลุ่มหุ้นปันผลสูง กระแสเงินสดแข็งแกร่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่สามารถซื้อได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคาร ที่มีการจ่ายปันผลสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนของ SET กว่า 70% มาจากเงินปันผล แนะนำ SCB, KTBอย่างไรก็ดีแม้ครึ่งปีแรกอาจจะเผชิญกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและตัวเลข GDP ของสหรัฐที่ลดลง แต่ใน ครึ่งปีหลัง คาดว่าภาคการผลิตโลกจะเริ่มฟื้นตัว ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มหุ้นที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก เช่น กลุ่มปิโตรเคมี ที่เคยซบเซาอย่างมากในปีที่ผ่านมา ให้มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงความต้องการสินค้าอาหารสัตว์เลี้ยงทั่วโลกยังแข็งแกร่ง พร้อมการพัฒนาสินค้าใหม่ที่คาดว่าจะช่วยเพิ่มอัตรากำไร แนะนำ PTTGC, SCC, ITC

SKY ท็อปฟอร์ม! โชว์งบปี 68 โต All Time High กำไรพุ่ง 61%
อ่าน

SKY ท็อปฟอร์ม! โชว์งบปี 68 โต All Time High กำไรพุ่ง 61%

#ทันหุ้น - “สกาย กรุ๊ป” โชว์ผลงานปี 2568 ทุบสถิติ All Time High ทั้งรายได้-กำไรสุทธิ โดยกวาดรายได้รวมทะลุ 10,248 ล้านบาท โต 52% และกำไรสุทธิ 773 ล้านบาท โตแรง 61% หลังยอดผู้โดยสารเข้า-ออกประเทศเพิ่มรับไฮซีซั่น พร้อมแบ็กล็อกสะสม 24,399 ล้านบาท ทยอยรับรู้รายได้ยาวถึง 6-7 ปี เชื่อมั่นไตรมาสแรกปี 2569 ท่องเที่ยวยังแกร่งดันธุรกิจด้าน Aviation Tech ในสนามบินโตต่อเนื่องนายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน)หรือSKYเปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานตลอดปี 2568SKY สามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ทั้งในแง่รายได้และกำไรสุทธิ (All Time High)โดยมีรายได้รวมทั้งสิ้น 10,248 ล้านบาท เติบโต 52% และมีกำไรสุทธิสะสม 773ล้านบาท โตขึ้น 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจ Aviation Technology as a Serviceที่เป็นแหล่งรายได้หลักของ SKYเติบโตอย่างแข็งแกร่งตามทิศทางของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโดยเฉพาะช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ซึ่งเป็นHigh Seasonของการท่องเที่ยว ทำให้จำนวนผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5-10% (YoY) ส่งผลบวกโดยตรงต่อรายได้ในกลุ่มธุรกิจให้บริการเกี่ยวข้องกับกิจการการบิน และโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยานเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะระบบพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคล (Biometric) ระบบเช็คอินและออกบัตรโดยสาร (CUPPS) และโครงการให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ที่มีการขยายตัวตามปริมาณผู้ใช้บริการในสนามบิน 13 แห่งทั่วประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ“สำหรับแนวโน้มในช่วงไตรมาส 1/69 เรามองเห็นโอกาสการเติบโตที่ชัดเจนต่อเนื่องจากโมเมนตัมของการท่องเที่ยวที่ยังมีสัญญาณบวกและคึกคักอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันหยุดยาวของชาวจีน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มธุรกิจ Aviation Tech ที่ขยายตัวสอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารในสนามบิน เราจึงมั่นใจว่า SKY จะสามารถรักษาแรงส่งที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน” นายสิทธิเดช กล่าวนายสิทธิเดช กล่าวอีกว่า ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 สกาย กรุ๊ป ได้เข้าทำสัญญาใหม่และมีงานที่อยู่ระหว่างรอส่งมอบสัญญาในอนาคต (Backlog) ทั้งสิ้นราว 24,399 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้กลับเข้าสู่บริษัทในช่วง 6-7 ปีข้างหน้า รองรับการเติบโตระยะยาว ควบคู่กับการขยายธุรกิจผ่านบริษัทย่อยที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและชัดเจนในทุกมิติ อาทิบริษัท เมทเธียร์ จำกัด(Metthier)ผู้เชี่ยวชาญด้าน Smart Facility Management ที่ยกระดับงานบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ,บริษัท โปร อินไซด์ จำกัด (มหาชน) (PIS)ดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายและวางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบครบวงจร (ICT-SI) รวมถึงลงทุนในบริษัท สกาย ซีซี จำกัดซึ่งดำเนินธุรกิจ Contact Center ที่นำเทคโนโลยี Large Language Model (LLM) และ AI เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันขณะเดียวกัน SKY ยังให้ความสำคัญกับการสร้างรากฐานองค์กรให้แข็งแกร่งผ่านโครงสร้างรายได้ที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งรูปแบบสัมปทาน (Concession) ซึ่งเป็นฐานรายได้ในระยะยาว, รายได้ประจำจากการให้บริการรายเดือน (Recurring Revenue) และรายได้จากโครงการ (Project Based) เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

PROUDตุนแบ็กล็อกอื้อ เร่งโอนปีนี้ดันรายได้โต
อ่าน

PROUDตุนแบ็กล็อกอื้อ เร่งโอนปีนี้ดันรายได้โต

#PROUD #ทันหุ้น - PROUD มองอสังหา รอผ่านจุดต่ำสุด ดีมาน-ซัพพลายสมดุลกว่าเดิม ขณะที่สินค้าราคาสูงแบงก์ปล่อยกู้ง่าย ประเมินหัวเมืองท่องเที่ยวเป็นโอกาส ปีนี้เน้นสะสมเงินสดรอจังหวะช้อนที่ดินราคาถูก ด้านแนวโน้มรายได้ปี 2569 โต จากเร่งโอนโครงการหลังมียอดขายสูงถึง 70-90% ต่อจากยอดโอนระดับสูง นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการ บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ขณะนี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้ผ่านถึงจุดต่ำสุดไปแล้ว (Bottom Out) สถานการณ์เริ่มนิ่ง และเชื่อว่าตลาดจะไม่ปรับตัวลดลงไปมากกว่านี้ หลังจากเห็นสัญญาณการทรงตัวของกำลังซื้อ และยังพบผู้ประกอบการรายใหญ่หันมาเน้นการเคลียร์สต๊อกสินค้าเดิมแทนการเร่งเปิดตัวโครงการใหม่ ซึ่งจะทำให้ซับพลายน่าจะเหมาะสมกับดีมานด์มากกว่าเดิม*สถานการณ์ดีขึ้นรวมถึงปัจจัยลบในอดีตประเด็นการเข้มงวดปล่อยกู้ของธนาคารพาณิชย์ ประเมินแม้อาจจะยังไม่ถึงกับกลับมาเร่งผ่อนปรนการอนุมัติสินเชื่ออย่างชัดเจน แต่ตลาดอสังหาริมทรัพย์ก็มีโอกาสจะดีขึ้นได้ หลังจากผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งหนีจากตลาดระดับล่างที่ประสบปัญหาธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ไปสู่ตลาดระดับบนที่มีราคาสูง โดยพบว่าโครงการระดับไฮเอน ย่านใจกลางเมืองอย่างสุขุมวิท หรือแบรนด์เรสซิเดนท์ชื่อดัง ยังคงมียอดขายที่ดีและได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เนื่องจากผู้ประกอบการมีกำไรขั้นต้นที่จูงใจและกลุ่มลูกค้ามีฐานะทางการเงินแข็งแกร่งด้านทำเลที่ประเมินว่ามีศักยภาพในแง่กำลังซื้อเทียบกับโอกาสประเมินหัวเมืองท่องเที่ยวได้แก่ ภูเก็ต และ หัวหิน มีความน่าสนใจสูงส่งผลให้ผู้ประกอบการหลายราย รวมถึง PROUD มุ่งหน้าขยายการลงทุนไปยังพื้นที่ดังกล่าวและหัวเมืองท่องเที่ยวต่อไป พร้อมกับมองหาที่ดินที่มีศักยภาพไว้รองรับการต่อยอดโครงการในอนาคต*ทิศทางปี 2569สำหรับทิศทางของบริษัทในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการเร่งโอนโครงการที่มียอดขายแล้วกว่า 70-90% เพื่อเตรียมก้าวสู่การเป็น Net Cash Company หรือบริษัทที่มีกระแสเงินสดสุทธิภายในกลางปีนี้ การเก็บเงินสดไว้มากก็เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อสินทรัพย์ในราคาที่คุ้มค่า ส่วนการเปิดโครงการใหม่หลังจากนี้จะยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง โดยพิจารณาจากปัจจัยมหภาคและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้ออำนวยเป็นหลัก พร้อมกับยังมั่นใจว่าด้วยรายได้จากการโอนที่คาดอยู่ในระดับสูงจึงมีโอกาสที่รายได้รวมปี 2569 จะสูงขึ้นกว่าปี 2568*ยอดขายรอโอนนายพสุ เปิดเผยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาว่า บริษัทคาดแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4/2568 น่าจะปรับตัวดีขึ้นอย่างชัดเจน และอาจจะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปีนี้ เพราะธุรกิจมียอดขายที่รอโอน (Backlog) จากโครงการที่ก่อสร้างเสร็จต่างๆ อาทิ คอนโดมิเนียม NUE District R9, VEHHA HUA HIN ซึ่งรอโอนอีกค่อนข้างมาก รวมทั้งธุรกิจยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพขณะที่ในแง่ตัวเลขยอดขายที่รอโอนล่าสุดอยู่ราว 7.6 พันล้านบาท จากโครงการต่างๆ เช่น โครงการได้แก่ โครงการ VEHHA Hua Hin (เวหา หัวหิน) โครงการ ROMM Convent (รมย์ คอนแวนต์) และโครงการ NUE District R9 (นิว ดิสทริค อาร์ 9) ซึ่งจะทยอยโอนต่อเนื่องไปในปี 2573

COM7 ยอดขายสินค้าพุ่งธุรกิจนอนไอทีโตแรง30%
อ่าน

COM7 ยอดขายสินค้าพุ่งธุรกิจนอนไอทีโตแรง30%

#COM7 #ทันหุ้น - COM7 ตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโต 10% ขณะที่กลุ่มธุรกิจสินค้า Non-IT คาดเติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ส่วนยอดขายสินค้า IT ยังมีการเติบโตต่อเนื่อง สัญญาณของฝั่ง Android เริ่มกลับมาดีขึ้น โบรกแนะ “ซื้อ” เคาะเป้า 30 บาทนายถกล นิยมไทย นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) หรือ COM7 ประกอบธุรกิจหลักในการค้าปลีกสินค้าไอทีและอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มผลการดำเนินการในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่ 10% โดยยอดขายกลุ่มธุรกิจสินค้า IT ตั้งเป้าหมายการเติบโตที่ 10% ขึ้นไปต่อปี ขณะที่กลุ่มธุรกิจสินค้า Non-IT ครอบคลุมธุรกิจเช่าซื้อ, ประกันภัย, รถยนต์ไฟฟ้า (EV) และธุรกิจให้เช่า ตั้งเป้าหมายเติบโตเฉลี่ยปีละ 30%ทั้งนี้กลุ่มธุรกิจสินค้า Non-IT กลุ่มนี้มีอัตรากำไรที่สูงกว่าธุรกิจ IT เนื่องจากธุรกิจบางประเภทเช่น เช่าซื้อ จะบันทึกรายได้จากดอกเบี้ยเป็นกำไร หรือธุรกิจประกันที่มีต้นทุนต่ำ เพราะมีเพียงต้นทุนสินเชื่อ ทำให้รายได้ส่วนใหญ่จะเข้ากำไรสุทธิได้โดยตรง โดยปัจจุบันกลุ่มสินค้า Non-IT มีสัดส่วนในกำไรสุทธิประมาณ 30% และเป็นกลุ่มธุรกิจสินค้าประมาณ 70%@ ยอดขายโตต่ออย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าในปีนี้จะไม่มีมาตรการ Easy E-receipt เหมือนมี 2568 แต่ยอดขายในเดือนมกราคม 2569 ยังคงเติบโตอยู่ ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่งสัญญาณของฝั่ง Android เริ่มกลับมาดีขึ้น เพราะว่าปกติแบรนด์ใหญ่ เช่น Samsung ส่วนใหญ่จะมีการเปิดตัวสินค้าใหม่ในช่วงไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2โดยในช่วงปลายปีที่ผ่านมาสินค้า Android อาจมีการชะลอตัวลงบ้างเนื่องจากไม่มีโมเดลหลัก อีกทั้งยังมีการเปิดตัว iPhone 17 ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีบทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดกำไรหลักไตรมาส 4/2568 จะอยู่ที่ 1,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% YoY และ 43% QoQ (ตามฤดูกาล) ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยการเติบโต YoY มาจากยอดขายธุรกิจ IT Retail คิดเป็น 97% ของรายได้ เพิ่มขึ้น 8% YoYและรายได้จากบริการ uFund, iCare และ TaxiEV เติบโตแรงถึง 25% YoY สัดส่วนรายได้จากบริการที่มีมาร์จิ้นสูงเพิ่มขึ้นช่วยหนุนอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 13.8% จากเดิม 13.4% ในไตรมาส 4/2567** ตั้งเป้าโตราว 10%สำหรับปี 2569 ทาง COM7 ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ราว 10% จากแผนเปิดร้านใหม่ 150 สาขา ควบคู่กับการปิดสาขาที่ทำผลงานไม่ทำกำไร ขณะที่ Ecosystem เดินหน้าขยายตัวอย่างรวดเร็ว ได้แก่ uFund ขยายจุดขายจาก 700 จุดณสิ้นปี 2568 เป็น 7,000 จุดในปี 2569 ด้าน iCare ขยายผ่านพันธมิตร เช่น ADVICE และ TRUE นอกจากนี้ TaxiEV ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนรถเป็น 10,000 คันดังนั้นจึงคาดรายได้และกำไรหลักปี 2569 เติบโต 9% YoY ทั้งนี้ธุรกิจ non-IT Retail มีโครงสร้างมาร์จิ้นสูงกว่า IT Retail หากการเติบโตของบริการและสินค้า non-IT เร็วกว่าคาด (หากการเติบโตคล้ายกับปี 2568) จะเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นของเราที่คาดแค่ทรงตัว YoY ในปี 2569 แนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2569 ที่ 30 บาท

บททดสอบแรกในฐานะนางเอก “เหมยหลิน ประณยา” กับความท้าทายใน “อานนท์” ที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24
อ่าน

บททดสอบแรกในฐานะนางเอก “เหมยหลิน ประณยา” กับความท้าทายใน “อานนท์” ที่ทรูโฟร์ยู ช่อง 24

หลังแจ้งเกิดจากรายการตลกชื่อดัง ก็มาดิคร้าบ จนกลายเป็นนักแสดงสาวที่ถูกพูดถึงอย่างรวดเร็ว ล่าสุด เหมยหลิน ประณยา ลี้ปฐมากุลขยับบทบาทสำคัญอีกขั้น กับการรับบทนางเอกเต็มตัวเป็นครั้งแรกในล้อหนังดัง เรื่องอานนท์ออกอากาศทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ภาพยนตร์เรื่องนี้นับเป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องแรกที่เหมยหลินรับบทนำตลอดทั้งเรื่อง โดยเธอรับบทเหมยลูกสาวเพียงคนเดียวของชู (นุ้ย เชิญยิ้ม)ชายผู้มีจิตใจดีแต่ชีวิตเต็มไปด้วยปัญหา และเป็นตัวละครเดียวที่สามารถมองเห็นและสื่อสารกับวิญญาณเจ้าของบ้านอย่างอานนท์ (เอ๋ เชิญยิ้ม)นำไปสู่เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นและคนตายที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เสียงหัวเราะ และความผูกพัน เหมยหลินเผยว่า แม้ภาพยนตร์จะอยู่ในแนวคอมเมดี้แต่การทำงานจริงกลับท้าทายไม่น้อย โดยเฉพาะการร่วมงานกับนักแสดงรุ่นใหญ่ที่มากประสบการณ์ ตอนแรกคิดว่าเป็นหนังตลกที่รับมือได้ไม่ยาก แต่พอถ่ายทำจริงต้องใช้ทั้งสมาธิ อารมณ์ และการเตรียมตัวมากกว่าที่คาด เพราะบทมีรายละเอียดและต้องปรับการแสดงตามสถานการณ์หน้างานตลอด การได้กลับมาร่วมงานกับ นุ้ย เชิญยิ้ม อีกครั้ง ถือเป็นแรงสนับสนุนสำคัญ โดยนักแสดงสาวเผยว่า ผู้รับบทพ่อในเรื่องคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ช่วยให้เธอปรับตัวและพัฒนาการแสดงได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับ อานนท์ เป็นล้อหนังดังที่เล่าเรื่องครอบครัวเล็ก ๆ ซึ่งย้ายเข้าไปอยู่บ้านเก่าที่มีวิญญาณเจ้าของบ้านสิงอยู่ หนังผสมผสานความเฮี้ยนแบบไทยเข้ากับอารมณ์ขันและความอบอุ่น สะท้อนมุมมองของการอยู่ร่วมกัน ความเข้าใจ และการปล่อยวาง ผ่านสายสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นและคนตาย เหมยหลิน ทิ้งท้ายว่า นี่คือผลงานที่เธอตั้งใจและทุ่มเทอย่างมาก พร้อมฝากให้ผู้ชมติดตามและเป็นกำลังใจให้ทีมงานและนักแสดงทุกคน หวังว่าผู้ชมจะได้ทั้งรอยยิ้ม ความสนุก และความประทับใจกลับไปจากเรื่องนี้ สามารถติดตามชมภาพยนตร์อานนท์ ออกอากาศทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. และทาง ทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ในวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ เวลา 18.30 น. และทางhttps://true4u.com/live/ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

KGI จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน
อ่าน

KGI จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน

#ทันหุ้น - บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จัด 3 หุ้นเด่น แนะเก็งกำไร ตามปัจจัยพื้นฐาน ได้แก่ SPA ให้เป้าพื้นฐาน 3.5 บาท โดย 1) ประเมินราคาหุ้นสร้างฐานรอสัญญาณ Breakout / ภาพระยะสัปดาห์ MACD ยกตัวก่อนราคาหุ้น (Bullish divergence) ประเมินแนวรับ 3.0 บาท / แนวต้าน 3.06 – 3.14 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประมินแนวต้านถัดไป +/- 3.3 บาท (Stop loss 2.94 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานผ่านจุดต่ำสุด การท่องเที่ยวไทยเริ่มฟื้น เราประเมินนักท่องเที่ยวจีน + เอเชียเหนือ ที่เป็นกลุ่มลูกค้าหลักของ SPA ในปีก่อนเป็นจุดต่ำสุด และคาดเริ่มฟื้นตัวใน 1Q69 โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน 3) Valuation ยังไม่แพง Forward PE 17.9 เท่า ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 23 เท่า ขณะที่คาดกำไรปีนี้พลิกกลับมาโต +20% YoY หลังกำไรลดลง YoY มา 2 ปีต่อเนื่องหุ้น OSP ให้เป้าพื้นฐาน 20 บาท โดย 1) ราคาหุ้น Sideway up ทำจุดสูงใหม่ ประเมินแนวรับ 17.7 บาท / แนวต้าน 18.1 – 18.4 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 18.8 บาท (Stop loss 17.1 บาท) 2) ประเมินแนวโน้มกำไรปกติ 4Q68 โตเด่น YoY QoQ ฝ่ายวิจัยฯ คาดกำไรปกติใน 4Q68 โต +28% YoY +12% QoQ (ประมาณการฯมี Upside) และคาดความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะฟื้นตัวต่อเนื่องหลังการเลือกตั้ง + เริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน (+ยอดขายเครื่องดื่ม) … อย่างไรก็ดีคาดจะมีรายการพิเศษจากการปรับโครงสร้างธุรกิจ +/-100 ล้านบาท แต่ไม่กระทบผลการดำเนินหลัก 3) Valuation ยังไม่แพง Forward PE 14.8 เท่า (-1.75 SD) และ Dividend yield ปีละ 6% … คาดปันผลสำหรับ 2H68 หุ้นละ 0.6 บาท (Yield 3.4%)หุ้น WHA ให้เป้าพื้นฐาน 3.8 บาท โดย 1) ภาพระยะสัปดาห์ MACD ยกตัวก่อนราคาหุ้น (Bullish divergence) / ระยะสั้นประเมินราคาพักแนวรับ ประเมินแนวรับ 3.34 บาท / แนวต้าน 3.46 – 3.52 บาท กรณี Break ผ่านกรอบแนวต้านนี้ได้ประเมินแนวต้านถัดไป +/- 3.6 บาท (Trailing stop 3.3 บาท) 2) ประเมิน Sentiment บวกจาก Data center และการลงทุนที่รอปลดล๊อคจะเร่งตัวขึ้นหลังการเลือกตั้ง เราประเมินแนวโน้มกำไร 4Q68 จะเร่งตัวขึ้นจากการโอนที่ดินนิคมฯ รวมทั้งประเมินโครงการที่ขอ BOI ไว้จำนวนมาก (+/-2 ล้านล้านบาท) รอปลดล๊อค โดยเฉพาะโครงการ Data center ที่จะเป็นปัจจัยหนุนผลการดำเนินงานใน 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งธุรกิจนิคมฯและสาธารณูปโภค 3) Valuation ถูก ปันผลสูง Forward PE +/-11.5 เท่า Dividend yield ปีละ 6.5% ขณะที่คาดปันผลสำหรับ 2H68 หุ้นละ 0.153 บาท (Yield 4.5%)

บล.ฟิลลิป ประเมิน SET ปี 2569 เป้า 1,440 จุด จากเสถียรภาพการเมือง–ดอกเบี้ยขาลง
อ่าน

บล.ฟิลลิป ประเมิน SET ปี 2569 เป้า 1,440 จุด จากเสถียรภาพการเมือง–ดอกเบี้ยขาลง

#ทันหุ้น #2026 #SET บล.ฟิลลิป ประเมิน SET ปี 2569 เป้า 1,440 จุด จากเสถียรภาพการเมือง–ดอกเบี้ยขาลงชี้ AI เป็น Investment Cycle ไม่ใช่ฟองสบู่บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จัดทัพนักวิเคราะห์มองเศรษฐกิจปี 2569 ชี้การเมืองไทยหลังเลือกตั้งเป็นตัวแปรหลัก เชื่อจัดตั้งรัฐบาลไม่สะดุด ดันความเชื่อมั่น - เศรษฐกิจฟื้น ให้เป้า SET Index ปีนี้ ที่ 1,440 จุด ด้านหุ้นนอกมองกระแส AI ไม่ Bubble แต่เป็นการลงทุนรอบใหญ่ ที่ยังมีพื้นฐานให้โตต่อนักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิปประเมินฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการจับมือกันระหว่างพรรคแกนนำหลัก (พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคเพื่อไทย) ซึ่งล้วนส่งผลให้นโยบายหลักยังคงเน้นการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และสนับสนุนการท่องเที่ยวทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ให้เป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ไว้ที่ 1,440 จุด บนสมมติฐาน GDP ไทยเติบโต 1.7% โดยได้แรงหนุนสำคัญจาก 2 ปัจจัยบวก คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 35 ล้านคน และ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ที่คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงไตรมาสแรกของปีหุ้นนอก มองกระแส AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการลงทุนรอบใหญ่ที่มีกระแสเงินสดรองรับในด้านตลาดต่างประเทศ บล.ฟิลลิป ให้มุมมองต่อกระแส AI ว่า “ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นรอบการลงทุนที่มีกระแสเงินสดจริงรองรับ โดยแนะนำกลยุทธ์หมุนเงินลงทุนเข้าสู่ธีม ‘Physical AI’ รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center”แนะสูตรจัดพอร์ต 50-30-20 พร้อมลุยตลาดปี 2569เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ บล.ฟิลลิป แนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนไตรมาส 1 ปี 2569 โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้:Theme Play: 50% (เน้นการเติบโตจากนโยบายรัฐ, ดอกเบี้ยขาลง และธีม AI/Nuclear)- AMATA GULF: รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนภาคเอกชนและนโยบายภาครัฐชุดใหม่- BA: รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของการท่องเที่ยวไทย (เป้า 35 ล้านคน)- SAWAD: ได้ประโยชน์เต็มที่จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงของไทย (คาด กนง. ลด 0.25%)- Nvidia (NVDA) - หุ้นนอก: หุ้นที่ยังเติบโตต่อตามกระแส AI คาดเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ "Rubin" ตามแผนรายปีเพื่อทิ้งห่างคู่แข่ง- Vertiv Holdings (VRT) - หุ้นนอก: หุ้นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Liquid Cooling และการจัดการพลังงานให้กับชิปของ AI ทำให้มีโอกาสที่เติบโตได้อีกมาก- ES-GTECH: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Global Tech เพื่อเกาะกระแส Quality Growth ในตลาดสหรัฐฯ- LHNUKZ: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Physical AI (พลังงานนิวเคลียร์) ที่เป็นหัวใจสำคัญของ AI Data CenterResilient Play: 30% (เน้นความมั่นคง และกระแสเงินสด)- CPALL: หุ้นแกร่งที่โตได้แม้เศรษฐกิจชะลอตัว และได้ลุ้นมาตรการกระตุ้นการบริโภค- TISCO: หุ้นปันผลสูง (Dividend Play) เพื่อสร้าง Cash Flow เข้าพอร์ต- Novo Nordisk (NVO) - หุ้นนอก: บริษัทยาชั้นนำจากเดนมาร์ก เตรียมเปิดตัวยาใหม่ “CagriSema” คาดอนุมัติให้ใช้ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดคืน- SCBGHCA: กองทุน Healthcare ทั่วโลก สร้างเกราะป้องกันด้วยหุ้นกลุ่มสุขภาพที่รายได้ไม่ผันผวนตามวัฏจักรAlternative: 20% (ป้องกันความเสี่ยง)- SCBGOLD: กองทุนทองคำ เพื่อทำหน้าที่เป็น “Strategic Core Holding” ในจังหวะที่ทองคำเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ (Supercycle)

DOD ขยายพอร์ตโต เทรนด์กำลังซื้อสูง
อ่าน

DOD ขยายพอร์ตโต เทรนด์กำลังซื้อสูง

#DOD #ทันหุ้น – DOD ส่งสัญญาณเร่งเครื่อง ปี 2569 เดินเกมโต ขยายพอร์ต เพิ่มไลน์ผลิตรองรับสินค้ารับกระแสแรง คุมต้นทุนเข้ม พร้อมวางหมาก “Loyalty” รักษาฐานลูกค้าเดิม ย่องดีลลูกค้ารายใหญ่ ชูจุดแข็งการเงินแกร่ง สภาพคล่องสูง ชี้เทรนด์สุขภาพ สังคมผู้สูงวัยกำลังซื้อสูง                นายต่อลาภ  ไชยเชาวน์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD ผู้รับจ้างผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้ตราสินค้าของลูกค้า เปิดเผยว่า ในปี 2569 บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนจะขยายฐานลูกค้าผ่านการเพิ่ม พอร์ตโฟลิโอ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้บริษัทอีกทั้งการเพิ่มไลน์ผลิต เพื่อรองรับการผลิตสินค้าที่กำลังอยู่ในกระแสความนิยม ควบคู่กับบริหารค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอย่างเข้มงวด อันได้แก่ การลดต้นทุนการผลิตสินค้า และการลดค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างกำไรให้แก่ผู้ถือหุ้นวางกลยุทธ์ สำหรับกลยุทธ์สำคัญปี 2569 นี้ เป็นการสร้าง “Loyalty” ให้ลูกค้าเดิมที่มีศักยภาพในการเติบโต และหาลูกค้ารายใหม่ ซึ่งปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างเจรจาลูกค้ารายใหญ่ ซึ่งเชื่อว่าจุดแข็งของบริษัท ทั้งด้านการเงิน ที่มีทั้งฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง สภาพคล่องสูง และด้านวิจัยพัฒนาสินค้า ความสามารถในการผลิตที่มีคุณภาพสูงครบทุกประเภทของสินค้า ทำให้รองรับคำสั่งผลิตได้ทันที อีกทั้งหากสินค้าประเภทใดได้รับกระแสนิยมที่ดีในช่วงเวลานั้นๆ บริษัทก็สามารถผลิตสินค้าดังกล่าวได้ทันที และยังมีกำลังการผลิตเพียงพอสำหรับรองรับลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงการมีกำลังการผลิตที่เพียงพอสำหรับรองรับการเติบโตของลูกค้าในอนาคตด้วย นอกจากนี้บริษัทยังมีแผนเพิ่มเครื่องจักร “คอนเซนเทรด ลิควิดิตี้" (Concentrated Liquidity) เพื่อใช้ผลิตสินค้าที่มีลักษณะน้ำที่บรรจุในหลอด ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการสินค้าประเภทดังกล่าวค่อนข้างมาก และคาดว่าภายในไตรมาส 1/2569 จะเริ่มเห็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบดังกล่าวออกวางจำหน่ายตลาดโตต่อ สำหรับแนวโน้มการเติบโตของตลาดอาหารเสริมในปี 2569 ยังมีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง จากกระแสการดูแลสุขภาพ อีกทั้งปัจจุบันตลาดอาหารเสริมมีการขยายตัวไปสู่ทุกเพศทุกวัย ดังนั้นบริษัทจึงมองว่าโอกาสที่มีอยู่ในขณะนี้และในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยก็เป็นปัจจัยบวกต่อตลาดอาหารเสริมเพราะประชากรกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการดูแลตัวเองมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ มีศักยภาพในการจ่ายสูง

“ทรีนีตี้” แนะ 5 หุ้นเด่นกลุ่ม Domestic-ปันผลสูง
อ่าน

“ทรีนีตี้” แนะ 5 หุ้นเด่นกลุ่ม Domestic-ปันผลสูง

#ทันหุ้น-บล.ทรีนีตี้ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนว่า การที่ดัชนีตลาดหุ้นวานนี้ปรับตัวขึ้นแรง โดยปิดที่ระดับแนวต้านประจำสัปดาห์ของฝ่ายวิจัยที่ 1,280 จุด ดังนั้นนักลงทุนที่ถือครองหุ้นมาตั้งแต่เดือนก่อน แนะนำว่าสามารถใช้จังหวะนี้ในการทยอยขายทำกำไรบางส่วนได้ ในส่วนหุ้นที่เหลือ มองว่าสามารถถือครอง Let profit run เพื่อลุ้นการทยอยไต่ระดับของดัชนีไปสู่แนวต้านสำคัญเดือน ม.ค.ที่ฝ่ายวิจัยให้ไว้ที่ 1,300-1,310 จุดโดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ฝ่ายวิจัยให้น้ำหนัก Overweight ยังคงเน้นไปที่กลุ่มที่อิงกับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคการบริโภค ที่มองว่าได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดชั่วคราวของกำไรไปแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงไฮซีซั่น ไม่นับรวมกับตัวช่วยอื่น เช่นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและความคาดหวังด้านนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารงานปีนี้ ที่สำคัญกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ทั้ง ธนาคาร ไฟแนนซ์ ค้าปลีก อาหารและสื่อ ล้วนแต่เป็นกลุ่มที่มีระดับ Valuation ต่ำเป็นทุนเดิม และมักจะปรับตัวได้ดีในช่วงปรากฏการณ์ Election rally เช่นกัน ทั้งนี้ Top pick ของในกลุ่ม Domestic ประจำเดือนนี้ ยังคงได้แก่ CPALL, HMPRO, GLOBAL, AEONTS, BAMส่วนอีกด้าน ฝ่ายวิจัยยังคงชื่นชอบกลุ่มหุ้นปันผลสูงที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมักปรับตัว Outperform ในช่วง 3-4 เดือนแรกของทุกปีต่อไป ซึ่งในเดือนนี้เลือก KTB, ICHI, SCB, SABINA, TTB รวมไปถึงกองทุน REIT และ IFF ที่ยังคงได้ประโยชน์จากภาวะ Bond yield ของไทยที่อยู่ต่ำ จนทำให้มาตรวัด Dividend yield gap ทรงตัวในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยต่อไป

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,270-1,287 จุด ชะลอความร้อนแรงระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งวานนี้ ภาพรวมตลาดตอบรับเชิงบวกจากบรรยากาศกาลงทุน Risk-On ช่วงต้นไปไปพอสมควร ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้นบ้างหลังพุ่งขึ้นวานนี้ ภาพรวมตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน ประเด็นตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯและประเทศต่างๆยังคงต้องติดตามทั้งประเด็นที่ทรัมป์พูดถึงโคลัมเบียและกรีนแลนด์ คาดยังคงหนุนหุ้นในกลุ่มความมั่นคงทั่วโลกส่วนตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 47.9 อย่างไรก็ตามโฟกัสหลักสัปดาห์นี้อยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ในคืนวันศุกร์ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป สำหรับ “January Effect” ปีนี้เรายังคงมุมมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวกจาก Pre-Election Rally ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จากเม็ดเงินหาเสียงที่จะสะพัดหนุนเศรษฐกิจและการบริโภคให้คึกคักมากขึ้นในระยะสั้นโดยหุ้นในกลุ่ม Domestic และ Consumption Play อย่าง ค้าปลีก อาหาร ไฟแนนซ์ การแพทย์ อสังหาฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Laggard ตลาดและมีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างถูก ยังมีโอกาสพลิกมาปรับตัวดีกว่าคาดโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลัง ขณะที่หุ้นปันผลสูงคาดยังแข็งแรงต่อเนื่องจากธีม Dividend Playกลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดีหุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRMFSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CBG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : BA• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 19.13 บาท• ระยะสั้นมี Catalyst บวกจากสมุยที่เข้าสู่ High Season ของการท่องเที่ยวอีกครั้งใน 1Q26 คาดหนุนผลการดำเนินงานของ BA เร่งตัว q-q• แนวโน้มกำไร BA ปี 2026 คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้เล็กน้อยราว 3% y-y หลังจากชะลอตัวในปี 2025 อีกหนึ่งจุดเด่นยังคงอยู่ที่ Dividend Yield ที่สูงราว 6% ต่อปี• แนวรับ 15.10 บาท แนวต้าน 15.70//16.30 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ (SET Index) มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามาซื้อสุทธิเมื่อวานนี้กว่า 2.3 พันล้านบาท ประกอบกับ Sentiment เชิงบวกจากตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีอาจเผชิญแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 60 เหรียญฯ แม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดในเวเนซุเอลา (สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) แต่ตลาดให้ความสำคัญกับภาวะอุปทานล้นตลาดมากกว่า วันนี้ประเมินว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) จะยังคงเป็นตัวหลักในการชี้นำตลาดปัจจัยในประเทศความขัดแย้งไทย-กัมพูชา: ความตึงเครียดบรรเทาหลังจากการตกลงหยุดยิงเมื่อปลายเดือนธ.ค.68 แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิค ติดตามทั้งสองฝ่ายจะตกลงจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นัดพิเศษที่กัมพูชาร้องขอหรือไม่ สถานการณ์ดูสงบลง ความกดดันต่อการเลือกตั้งไทยน้อยลง เป็นบวกกับภาพตลาดโดยรวมการเมืองไทย: การหาเสียงเลือกตั้งมีความเข้มข้นมากขึ้น นักการเมืองเริ่มลงพื้นที่ นโยบายหาเสียงเริ่มทยอยประกาศ ผลโพลคะแนนเสียงจะเริ่มมีให้เห็นในช่วงนี้ ติดตามฐานเสียงพรรคการเมืองหลัก ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาการเมืองไทยปีนี้การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ปรับขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง โดยมีแผนนำรายได้บางส่วนไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนFund Flow: ปิดวานนี้ (5 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้นไทย 2,369 ล้านบาท (SET+MAI) ส่วนตลาดตราสารหนี้ ซื้อสุทธิ 929 ล้านบาทค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวแข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดระดับ 31.46 บาท/ดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาปัจจัยต่างประเทศความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา (จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือ $4,420 (Safe Haven) ขณะที่จีนแสดงท่าทีคัดค้านการกระทำของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างความกังวลในระดับนานาชาติราคาน้ำมันดิบ: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำกว่า $60 และ $57 ตามลำดับ แม้จะมีเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา แต่ตลาดกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกิน (Supply Glut) มากกว่าการขาดแคลน ส่งผลลบต่อหุ้น PTTEPนโยบายการเงินสหรัฐฯ: Neel Kashkari ประธาน Fed สาขา Minneapolis ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ใกล้ระดับที่เป็นกลาง (Neutral) แล้ว ซึ่งลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเศรษฐกิจเวียดนาม: GDP ไตรมาส 4/68 ของเวียดนามเติบโต 8.46% สูงกว่าคาดการณ์ แสดงถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตและการท่องเที่ยวในภูมิภาคตัวเลขเศรษฐกิจและ Eventการประชุม ครม.ความร้อนแรงของตลาดในวันแรกของสัปดาห์มักจะตามมาด้วยแรงขายทำกำไรในวันถัดไป หากดัชนียังยืนบวกได้แสดงว่าแรงซื้อยังแข็งแกร่ง ดาโอ แนะนำให้ Follow buy โดยเน้นจับจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น (Trading)หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมัน (PTTEP) ในช่วงสั้นจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัว•ติดตามหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow และหุ้น Tech/Electronics ที่มี Sentiment บวกจากต่างประเทศหุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ PTTEP ออก และนำ AOT เข้ามา หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย AOT(10%), BCH(10%), KBANK(10%), CRC(10%), CPALL(10%), TTB(10%), ADVANC(10%)Technical : BAM, SPRCขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 แนวต้าน 1,290 ซึ่งคาดดัชนียังได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้น Big Cap.กลุ่มอิเล็ก, ไอซีที, ขนส่ง และธนาคาร ซึ่งคาดมีโอกาสปรับขึ้นในช่วง Election Rally แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย ปันผลสูง เช่น ADVANC, SCB, TTB, AP / ท่องเที่ยว AOT, CENTEL, MINT, SHR ได้ปัจจัยหนุนในช่วง High SeasonBAM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.95 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 เติบโต QoQ, YoY มีปัจจัยหนุนจากยอดจัดเก็บหนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล บวกกับการขาย NPA ที่ดีขึ้นตามการออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย เน้นปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเองมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้จะลดลงสอดคล้องกับการชำระหนี้ของลูกค้า สำหรับปี 68 ตลาดคาดกำไร 2.2 พันล้านบาท โตราว +40%YoY มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีราว 7% และมี upside จากการซื้อหนี้ของ JVAMC และ Ari- AMC ที่ร่วมทุนกับออมสิน ตามมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลในโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"AP* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.10 บาท) คาดกำไร 4Q68 จะเติบโตโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดโอน Aspire วิภา-วิคตอรี่ 2.3 พันลบ. และ gross margin ที่คาดว่าจะดีขึ้นจากยอดขายคอนโดใหม่นอกจากนี้ใน 4Q68 จะมีการเปิดตัว 22 โครงการกว่า 2.4 หมื่นลบ.consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 4,458ลบ. -14%YoYและคาดว่าปี 69 จะกลับมาฟื้นตัวที่4,999ลบ.ขยายตัว +12%YoY หลังผลกระทบแผ่นดินไหวผ่อนคลายลง กลับมาเติบโตจากฐานที่ต่ำในปี 68

TNP รับคลื่นเที่ยวปีใหม่ เชียงรายยอดขายสะพัด
อ่าน

TNP รับคลื่นเที่ยวปีใหม่ เชียงรายยอดขายสะพัด

#TNP #ทันหุ้น – TNP ท่องเที่ยวเหนือปีใหม่คึก แม่ทัพหญิง “อมร พุฒิพิริยะ” ชี้เชียงรายเมืองรองดาวรุ่งติดโผระดับโลก ดันทราฟฟิก ยอดขายสาขาฮอต ขึ้นแท่น Top Sale เล็งปล่อยแผน “JUMP+” ระยะ 3 ปี (69–71) ในจังหวะครบรอบ 10 ปีเข้าตลาดฯ โบรกแนะนำ “ซื้อ” เคาะเป้า 4.30 บาท มองอัพไซด์ราว 54% พร้อมปันผล 4–5% ต่อปีภญ.อมร  พุฒิพิริยะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้นำธุรกิจค้าปลีก–ค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ในภาคเหนือ เปิดเผยว่า บรรยากาศท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมาในจังหวัดภาคเหนือคึกคัก โดยเฉพาะ เชียงราย ซึ่งเป็น “เมืองรอง” ที่เติบโตโดดเด่น หลังได้รับการจัดอันดับเป็นหนึ่งในจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก ส่งผลให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลเข้ามาจำนวนมาก ขณะที่ เชียงรายและเชียงใหม่ มีทราฟฟิกต่อเนื่อง หนุนยอดขายค้าปลีกและยอดขายสาขาของ TNP ปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญยอดขายฮอต โดยสาขาในเชียงรายทำยอดขายติดอันดับสูงสุดของบริษัท (Top Sale) จากแรงหนุนทั้งภาคท่องเที่ยวและมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างติดตามตัวชี้วัดสำคัญในช่วง ไตรมาส 4/2568 อาทิ ยอดใช้จ่ายต่อบิล และ SSSG (ยอดขายสาขาเดิม) เพื่อสะท้อนทิศทางกำลังซื้อในช่วงไฮซีซัน พร้อมกันนี้เตรียมประกาศแผนธุรกิจใหม่ “JUMP+” ซึ่งเป็นแผนระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2569–2571) โดยมองว่าเป็นจังหวะเหมาะสม เนื่องจากบริษัทมีความพร้อมทั้งด้านทีมงาน ระบบ และโครงการลงทุนที่เข้ามาสอดรับกันนอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติกรอบแผนดังกล่าว และเตรียมประกาศรายละเอียดในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ซึ่งตรงกับโอกาสครบรอบ 10 ปี นับตั้งแต่หุ้น TNP เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ โดยตลอดช่วงที่ผ่านมา บริษัทขยายสาขาจาก 12 สาขา เป็น 56 สาขา และมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งด้าน  บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS เปิดเผยถึง ทิศทางของ TNP ว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดกำไรสุทธิราว 61 ล้านบาท เติบโต 21% จากช่วงเดียวกันกับปีก่อนและ 29% จากไตรมาสก่อนหน้า ทำระดับ New High จากปัจจัยหนุนหลัก 3 ประการ ได้แก่ การขยายสาขาเพิ่มอีก 3 แห่ง รวมเป็น 57 สาขา ณ สิ้นปี 2568 โดยเน้นพื้นที่เมืองรองที่มีกำลังซื้อสูงการเข้าสู่High Seasonของธุรกิจค้าปลีก และมาตรการภาครัฐ โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงิน“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”เป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือน (จากเดิม 300 บาท) เป็นเวลา 2 เดือน (พ.ย.–ธ.ค. 68)แม้มาตรการ “คนละครึ่งพลัส” TNP ไม่สามารถเข้าร่วมได้โดยตรง แต่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์ทางอ้อมจากการที่ผู้ค้ารายย่อยเข้ามาซื้อสินค้าเพื่อนำไปจำหน่ายต่อ ทั้งนี้ SSSG เดือนตุลาคม–ต้นพฤศจิกายน เริ่มกลับมาเติบโต 3–5% แล้วเป้า 4.30 บาทฝ่ายวิเคราะห์ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2568 ลงเล็กน้อย 3% เหลือ210ล้านบาท (+13% YoY) หลังจากไตรมาส 3/2568 ต่ำกว่าคาด ส่วนปี 2569 คาดกำไร229ล้านบาท (+9% YoY) จากการขยายสาขาใหม่อีก 5 แห่ง รวมเป็น62สาขา คำแนะนำการลงทุน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ประเมินราคาเหมาะสมปี 2569 ที่ 4.30 บาท อิง Prospective P/E 15 เท่า (ระดับ -1SD จากค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) โดยคาด EPS ปี 2569 ราว 0.29 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Upside จากราคาปัจจุบันราว 54% พร้อม Dividend Yield ราว 4–5% ต่อปี

เมย์แบงก์คงเป้า SET ปี 69 ที่ 1,370 จุด ชูธีม FDI-ดาต้าเซ็นเตอร์-การค้า
อ่าน

เมย์แบงก์คงเป้า SET ปี 69 ที่ 1,370 จุด ชูธีม FDI-ดาต้าเซ็นเตอร์-การค้า

#ทันหุ้น - บล.เมย์แบงก์ เปิดบทวิเคราะห์แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2569 ประเมินว่าตลาดมีความพร้อมในการเดินหน้า แม้จะยังเผชิญความไม่แน่นอนในระยะสั้น โดยยังคงเป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET Index) สิ้นปี 2569 ที่ระดับ 1,370 จุด สะท้อนมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพการฟื้นตัวของตลาดไทยในระยะถัดไปเมย์แบงก์ ระบุว่า แม้การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS)ในปี2568คาดว่าจะอยู่ที่ราว7%แต่ความเสี่ยงด้านลบของกำไรยังอยู่ในระดับจำกัด ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจด้านมูลค่า โดยซื้อขายที่ระดับP/Eเพียงประมาณ 11.5เท่า (ไม่รวมDELTA)ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีมูลค่าถูกที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองเพียงประเทศเดียว ส่งผลให้ช่วงต้นปีเป็นจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการเข้าลงทุนในเชิงกลยุทธ์ เมยแบงก์ แนะนำให้นักลงทุนใช้โอกาสจาก “election rally”โดยจากสถิติย้อนหลังตั้งแต่ปี2535พบว่ากลยุทธ์การเข้าซื้อหุ้นก่อนการเลือกตั้ง1เดือน และขายหลังการเลือกตั้ง1เดือน ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงสุดประมาณ +4%ในช่วงเวลา2เดือนดังกล่าว ทั้งนี้ เมยแบงก์ ให้น้ำหนักการลงทุนในช่วงดังกล่าวกับกลุ่มธนาคาร การเงิน โทรคมนาคม ท่องเที่ยว และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากบรรยากาศการลงทุนที่ดีขึ้นหลังการเลือกตั้งด้านปัจจัยการเมือง เมย์แบงก์ ประเมินว่าหลังการเลือกตั้งครั้งถัดไป มีโอกาสสูงที่จะได้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการคลายแรงกดดันต่อตลาดทุนไทยที่ดำรงอยู่ต่อเนื่องตั้งแต่การเลือกตั้งปี2566รัฐบาลที่มีเสถียรภาพจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุนและสนับสนุนทิศทางตลาดให้ปรับตัวดีขึ้นในระยะถัดไปสำหรับธีมการลงทุนหลักในปี2569เมย์แบงก์ ชู3ธีมสำคัญ ได้แก่ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI)ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า โดยมองว่าการขยายตัวของธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์ของอาเซียน และประเทศไทยมีศักยภาพได้รับประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวของFDIยังได้รับแรงหนุนจากยอดคำขอส่งเสริมการลงทุน (BOI)ที่เพิ่มขึ้นกว่า21%ในช่วง10เดือนแรกของปี2568รวมถึงนโยบายFastPassที่ช่วยเร่งการอนุมัติโครงการลงทุนภาคเอกชนในมิติการค้า เมย์แบงก์ คาดว่าข้อตกลงทางการค้าระหว่างประเทศหลายฉบับ ทั้งFTAไทย–EFTAที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปี2569, FTAไทย–สหภาพยุโรปที่คาดว่าจะลงนามในไตรมาส1/2569รวมถึงCEPAไทย–เกาหลี จะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยประเมินว่าข้อตกลงเหล่านี้อาจช่วยเพิ่มGDPของไทยได้ราว1.9%ในระยะใกล้ในด้านกลยุทธ์การเลือกกลุ่มอุตสาหกรรม เมย์แบงก์ ยังคงให้น้ำหนักมากกว่าตลาด (Overweight)ในกลุ่มโทรคมนาคม สาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ และนิคมอุตสาหกรรม พร้อมปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในกลุ่มการเงิน ท่องเที่ยว และอาหารและเครื่องดื่ม (FB)ซึ่งมองว่าเป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์เด่นจากการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ยังคงมุมมองระมัดระวังต่อกลุ่มปิโตรเคมี อิเล็กทรอนิกส์ และพาณิชย์สำหรับหุ้นเด่น เมย์แบงก์ แนะนำMTC, BBL, TRUE, MINTและAPเป็นTop Picksเพื่อรับโอกาสจากelection rally ขณะที่การลงทุนตามธีมFDIดาต้าเซ็นเตอร์ และการค้า แนะนำWHA, AMATA, ITC, CCETและGULFซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการลงทุนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะถัดไปอย่างโดดเด่น

EVEANDBOY ฉลอง 20 ปี เปิดตัวแฟล็กชิฟสโตร์ Siam Square โฉมใหม่สุดล้ำ
อ่าน

EVEANDBOY ฉลอง 20 ปี เปิดตัวแฟล็กชิฟสโตร์ Siam Square โฉมใหม่สุดล้ำ

สิ้นสุดการรอคอยของบิวตี้เลิฟเวอร์!EVEANDBOY (อีฟแอนด์บอย)บิวตี้สโตร์อันดับ1ของไทย สร้างปรากฏการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ2ทศวรรษ จัดงานEVEANDBOY 20th Anniversary : The Future of Beauty Legacyเฉลิมฉลองครบรอบ20ปีแห่งความสำเร็จพร้อมประกาศก้าวสู่The Future of Beauty Legacyด้วยการเปิดโฉมใหม่ปักหมุดแลนด์มาร์คแห่งความงามใจกลางเมือง เผยโฉมEVEANDBOY Centerpoint Siam Square(Flagship Store)ในคอนเซปต์สุดล้ำThe Futuristic spaceไฮไลท์สำคัญคือการคอลแลปข้ามวงการกับMackcha-ชรารัตน์ สาระอาภรณ์ศิลปินไทยชื่อดัง ที่พาคาแรกเตอร์สุดฮิตอย่างChalotte(ชาลอต) มาโลดแล่นในธีมบัลเลต์สุดสง่างาม พร้อมกองทัพดาราและเซเลบริตี้ระดับเอ-ลิสต์ นำทีมโดยชมพู่-อารยาและน้องแอบิเกลที่มาร่วมสร้างสีสันในงานฉลองครั้งประวัติศาสตร์นี้ณอีฟแอนด์บอยเซ็นเตอร์พอยท์ สยามสแควร์แฟล็กชิฟสโตร์ในวันอังคารที่16ธันวาคม2568 หิรัญ ตันมิตรประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีฟแอนด์บอย จำกัดกล่าวว่า ตลอดระยะเวลา20ปีที่ผ่านมา EVEANDBOYเปรียบเสมือนGirl Best Friendที่อยู่เคียงข้างทุกความมั่นใจของผู้หญิงไทยจากจุดเริ่มต้นร้านเครื่องสำอางเล็กๆ สู่การเป็นผู้นำบิวตี้รีเทลอันดับ1ของเมืองไทยเราพัฒนาเพื่อให้การช้อปปิ้งเครื่องสำอางและการดูแลตัวเองของคนไทยให้ง่าย สนุก และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเราอยากให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาในร้านได้เจอกับความหลากหลาย ตั้งแต่กลุ่มPrestige Brandระดับโลก ไปจนถึงLocal Brandที่กำลังเป็นกระแสจุดเด่นของเราคือการเป็นที่แรกที่ลูกค้าจะได้อัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ และหาซื้อสินค้าได้ครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะมาจากยุโรป อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน รวมกว่า100,000รายการที่ตอบโจทย์ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเรียกได้ว่าเราพยายามเป็นจุดหมายที่'แทนไลฟ์สไตล์'การดูแลตัวเองที่ครบวงจรที่สุดการเฉลิมฉลองในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมองย้อนกลับไป แต่คือการประกาศวิสัยทัศน์แห่งอนาคต ภายใต้แนวคิดที่เชื่อว่าความงามคือการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง เปรียบเสมือนEVEANDBOYในเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม (The Better Version) ไฮไลท์ที่ทุกคนจับตามองคือการเปิดตัวโฉมใหม่ของEVEANDBOY Centerpoint Siam Square (Flagship Store)บนพื้นที่กว่า850ตารางเมตรที่ได้รับการออกแบบใหม่หมดจดในสไตล์Futuristic Beauty Spaceเชื่อมต่อโลกความงามและเทคโนโลยีเข้าด้วยกันโดยแบ่งโซนอย่างชัดเจนเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อปยุคใหม่ชั้น1: Trendy Makeup Stationอาณาจักรเมคอัพที่รวมเทรนด์K-Beauty, T-Beautyและไอเท็มกระแสแรงจากทั่วโลกไว้ในที่เดียวชั้น2: Skin Hair Care Sanctuaryโซนผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผมที่ครบครันและชั้น3: Fragrance Global Brandsสวรรค์ของคนรักน้ำหอมและแบรนด์ดังระดับโลก แม้โลกออนไลน์จะเติบโต แต่เสน่ห์ของ Offline Experienceคือสิ่งที่ทดแทนไม่ได้ ทั้งบรรยากาศ การบริการ และความสุขที่ได้ทดลองสินค้าจริงนี่คือพื้นที่ที่ลูกค้าจะได้สัมผัสกับความงามแบบองค์รวม (Holistic Beauty)และเทรนด์ใหม่ๆ ปี2026จะมุ่งไปที่เทคโนโลยีและความงามแบบยั่งยืน (Sustainable Beauty)เป็นการดูแลตัวเองแบบองค์รวม (Holistic)ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงการเน้นAuthenticityหรือการแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงในส่วนเรื่องความหลากหลาย เรามองว่าความสวยงามไม่จำกัดเพศหรืออายุอยู่แล้วสินค้าในร้านเราตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าลูกค้าจะเป็นเพศไหน เพียงแค่เดินเข้ามาก็สามารถหาไอเท็มที่สะท้อนความเป็นตัวเองได้ทันทีไม่ว่าเทรนด์โลกจะหมุนไปทางงานผิว หรือกลับมาสนุกกับสีสันEVEANDBOYก็พร้อมรองรับทุกความต้องการแน่นอน "ตอนนี้เทรนด์Maximalismมีความน่าสนใจมาก คือการจัดเต็มแบบไร้กฎเกณฑ์อย่างมีศิลปะ ใส่ใจรายละเอียดและแสดงออกถึงตัวตนผ่านสีสันส่วนไอเท็มที่ต้องมีคือกลุ่มHybrid Productที่สวยด้วยบำรุงด้วย เช่น รองพื้นผสมสกินแคร์,ลิปบำรุง หรือ บลัชออนกันแดด ซึ่งทั้งหมดนี้มีให้เลือกที่ร้านEVEANDBOY"หิรัญ ตันมิตรเผยถึงไอเท็มMust-haveและเทรนด์เมคอัพที่กำลังมาแรง ความพิเศษของงานฉลอง 20ปี คือการสอดแทรกแนวคิดBeauty meet Artผ่านThe Big Collaborationโปรเจกต์EVEANDBOY x Mackchaเจ้าของผลงานChalotteที่เปลี่ยนโฉมสโตร์ให้กลายเป็นแกลเลอรีศิลปะขนาดย่อม พบกับGiantChalotteBalloonและคาแรกเตอร์ชาลอตในลุคใหม่ภายใต้คอนเซปต์TIME TO SHINEโดยMackchaได้แรงบันดาลใจจากบัลเลต์ศิลปะการเต้นรำอันสง่างามที่ต้องอาศัยการฝึกฝน ความอดทน และความหลงใหล เฉกเช่นเดียวกับการเติบโตของEVEANDBOYตลอดระยะเวลา20ปีที่ผ่านมา จากร้านจำหน่ายเครื่องสำอางเล็กๆ ในต่างจังหวัด สู่การเป็นบิวตี้รีเทลอันดับ1ของประเทศไทย ด้วยความมั่นใจและสง่างาม เพราะเมื่อถึงวันที่ผ้าม่านเปิดออก และแสงไฟส่องลงบนเวที คุณก็จะเปล่งประกายอย่างงดงามที่สุดในแบบของตัวเอง โดยความท้าทายของงานนี้คือการจับน้องชาลอตมาแปลงโฉมให้ดูFuturisticเข้ากับโลกบิวตี้ จากปกติที่ใส่ชุดกระโปรงสีฟ้า ก็จะถูกปรับลุคให้ดูล้ำสมัย พร้อมให้แฟนๆ ได้สะสมคอลเลกชันของพรีเมียสุดExclusiveทั้งShopping Bag, Hand MirrorและMakeup Bagเมื่อช้อปครบตามเงื่อนไข ค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง ยังมีการเนรมิตสยามสแควร์ ซอย 3ให้กลายเป็นรันเวย์สุดอลังการพบกับกองทัพกิจกรรมความบันเทิงแบบจัดเต็ม ทั้งแฟชั่นโชว์สุดตระการตาจากแบรนด์บิวตี้ชั้นนำกว่า20แบรนด์ อย่างBenutra, ALLIE, Glad2Glow, BioActive, Tiara Beauty, WINK WHITE, MISTINE, MONTBLANC, MAYA LENS, BALMAIN, AL FEEM, Kitty Kawaii, Sewa, Skinsista, Elite Care, odbo, Beleaf Natural, HAIR IT, Happy Sunday, Get Skin, CHAT Cosmetics, BabyLashes, SASI ,Srichand, Fleen Beauty, KATE และEucerinถ่ายทอดโดยเหล่าคนดัง นำโดยโยเกิร์ต-ณัฐฐชาช์ บุญประชม, จันจิ-จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย, มีน-นิชคุณ ขจรบริรักษ์, ปันปัน-สุทัตตา อุดมศิลป์,ชิปปี้-ศิรินทร์ ปรีดียานนท์, นัตตี้-นันทนัท ฐกัดกุล,ลิลลี่-ภัณฑิลา วิน ปานสิริธนาโชติ,ไผ่หลิว-กมลวลัย ประจักษ์รัตนกุล, ติวเตอร์-กรภัทร์ ลำน้อย, ยิม-ปริญญากรณ์ ขันสวะ, หว่าหวา-ไพลิน รัตนแสงเสถียร,เอแคลร์ จือปากและทัพนักแสดงอีกมากมายกรี๊ดให้สุดเสียงกับมินิคอนเสิร์ตจาก3ศิลปินสุดฮอตต้าห์อู๋-พิทยา แซ่ฉั่ว,พีพี-กฤษฏ์ อำนวยเดชกรและบอยกรุ๊ปวงPERSESที่จะมาสร้างความสนุกแบบNon-stopและวินาทีสุดประทับใจกับการปรากฏตัวของแม่ชมชมพู่-อารยา เอ ฮาร์เก็ตและแฟชั่นนิสต้าตัวน้อยน้องแอบิเกลที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ความงามในฐานะลูกค้าตัวจริง ร่วมสัมผัสประสบการณ์ความงามแห่งโลกอนาคต และถ่ายรูปกับน้องChalotteขนาดยักษ์ได้แล้ววันนี้ ที่EVEANDBOYCenterpoint Siam Square(Flagship Store)ชั้น3พร้อมโปรโมชั่นลดแรงสูงสุด80%และของสมนาคุณอีกเพียบ!หรือช้อปออนไลน์ที่Applicationพร้อมติดตามกิจกรรมพิเศษจากEVEANDBOYได้ทางFacebook: Eveandboy, Instagram: Eveandboy, TikTok: EveandboyและX: Eveandboy

"NONT TANONT" ปล่อย MV ใหม่ "กำลังจะ (Fallin’)" ส่งท้ายปี
อ่าน

"NONT TANONT" ปล่อย MV ใหม่ "กำลังจะ (Fallin’)" ส่งท้ายปี

หลังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยอัลบั้ม MONO/SPECTRUM ที่รวมการ Featuring กับศิลปินแนวหน้าของวงการดนตรีไทย (TaitosmitH, Singto Numchok, PiXXiE, Jeff Satur, Billkin และ URBOYTJ) ล่าสุด "NONT TANONT" ส่งท้ายปีด้วยของขวัญพิเศษให้แฟน ๆ กับ Music Video "กำลังจะ (Fallin)" เพลงรักจังหวะสนุกที่ชวนหัวใจขยับตาม แม้เพลงนี้จะเคยถูกเล่นครั้งแรกใน NONT EP.03 สุรุ่ยสุร่าย CONCERT ให้ทุกคนได้สัมผัส Groove และ Movement ของ "NONT TANONT" กันไปแล้ว แต่ในเวอร์ชัน Music Video ผู้ชมจะได้สัมผัสอีกหนึ่งมิติ ผ่านกลิ่นอายความเป็น Musical ที่ชัดขึ้น พาอารมณ์ค่อย ๆ ดำดิ่งสู่ห้วงความรู้สึกของการตกหลุมรักใครสักคนอีกครั้ง! เพลง "กำลังจะ (Fallin)" เป็นเพลงรักจังหวะสนุก ถ่ายทอดโมเมนต์ที่หัวใจกำลังเริ่มสั่นไหว เมื่อความรู้สึกดี ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ จนกลายเป็น "ความรัก" ผ่านเนื้อเพลงเรียบง่าย จริงใจ เต็มไปด้วยความน่ารักและความเขินของคนที่เพิ่งรู้ตัวว่า "กำลังจะมีใจให้เธอ" ในด้านดนตรี เพลงนี้ผสมผสานความเป็น Pop RB และ Funk Soul ด้วยจังหวะ Groove ฟังสบาย เสริมด้วยซาวด์ modernretro และเสียงร้องอบอุ่นและเสน่ห์ในแบบฉบับของ "NONT TANONT" ทำให้เพลงนี้ทั้งสดใส นุ่มนวล และชวนยิ้มในทุกจังหวะ เพลงนี้จึงเหมือนพาผู้ฟังย้อนกลับไปสู่ช่วงเวลาที่หัวใจกำลังเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง เต็มไปด้วยความสดใส อบอุ่น และความรู้สึกดี ๆ ที่ทำให้เผลอยิ้มโดยไม่รู้ตัว! สามารถรับชมและรับฟังกันได้แล้วทุกช่องทาง "กำลังจะ (Fallin)" Facebook : NONT TANONT, Instagram : tanont916, X : NONT TANONT, TikTok : nonttanont / Facebook : LOVEiS / X, Instagram : @LOVEiS_ent

TMAN สินค้าใหม่มีเพียบ  เจาะเทรนด์สุขภาพยั่งยืน
อ่าน

TMAN สินค้าใหม่มีเพียบ  เจาะเทรนด์สุขภาพยั่งยืน

#TMAN #ทันหุ้น - TMAN ศึกษาทิศทาง Longivity วางกรอบพัฒนาสินค้าสุขภาพอนาคต เดินหน้าพัฒนาสินค้าใหม่ ต่อเนื่องปีหน้า ชู 9 เดือนแรก เปิดตัวกว่า 18 รายการ “โพรโพลิส” ยังครองโปรดักต์ชูโรง พร้อมขยายงาน OEM และการจัดหน่าย แย้มกำลังเจรจาคู่ค้าใหม่ 2-3 ราย หนุนฐานรายได้ปี 2569 เติบโต นายประพล ฐานะโชติพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ที.แมน ฟาร์มาซูติคอล จำกัด (มหาชน) หรือ TMAN เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการมองหาและพัฒนาทิศทางด้าน Longivity หรือการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน ซึ่งจะถูกใช้เป็นกรอบในการออกแบบสินค้าและวางภาพรวมธุรกิจในระยะต่อไป โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงการศึกษาเพื่อนำมาใช้เป็นกรอบความคิดในการพัฒนาสินค้าเชิงลึกในอนาคต เช่น ผลิตภัณฑ์ด้านการนอนหลับ การฟื้นฟูร่างกาย และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน แนวคิดดังกล่าวจะถูกผนวกเข้ากับการเล่าเรื่องของแบรนด์ (Storytelling) เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ใหม่ นอกจากนี้ TMAN ยังพิจารณาความร่วมมือกับแพลตฟอร์มตรวจวัดดัชนีสุขภาพ ซึ่งอาจช่วยเปิดช่องทางใหม่ในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพเข้ากับสินค้า แม้ยังอยู่ในขั้นสำรวจ แต่ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับการขยายโมเดลธุรกิจในอนาคต “บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างความแตกต่างด้านผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่สนใจสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ”@ ดีลลูกค้า 2-3 ราย นายประพล กล่าวด้วยว่า การพัฒนาสินค้าใหม่ หรือ New Product Development (NPD) ยังเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ โดยถึงไตรมาส 3/2568 TMAN ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 18 รายการ และเตรียมต่อยอดสู่ปี 2569 สินค้าที่ได้รับความสนใจดีในหลายกลุ่ม เช่น “โคอาล่า สเปรย์” รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่อย่าง “ไวต้า-ซี มัลติฟรุ๊ต กัมมี่” และ “โพรโพลิซ แคนดี้” โดยเฉพาะ ผลิตภัณฑ์กลุ่มโพรโพลิส ซึ่งยังคงเป็นโปรดักต์ชูโรงของ TMAN จากฐานผู้บริโภคที่เหนียวแน่นและความต้องการในตลาดทั้งในและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และยังจะเดินหน้าเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ต่อเนื่องในปีหน้า ส่วนธุรกิจรับจ้างผลิต หรือ Original Equipment Manufacturer (OEM) ยังมีที่มีโปรเจกต์ใหม่จากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ หรือ Distribution of Brand Under other  หรือ DBU ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนรายได้และเติบโตควบคู่ไปกับธุรกิจหลักอย่าง OEM ก็มีการเติบโตที่ดี โดยอยู่ระหว่างการเจรจากับคู่ค้าศักยภาพ 2–3 ราย ซึ่งหากผ่านขั้นตอนการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ของคู่ค้าแล้ว จะช่วยเสริมฐานรายได้ให้เติบโตได้มากขึ้นในปีหน้า บริษัทเตรียมเพิ่มสินค้าเครื่องมือแพทย์ด้าน Aesthetic อีก 1–2 รายการภายในไตรมาส 4/2568 และจะเพิ่มผลิตภัณฑ์กลุ่ม Disposable เช่น อุปกรณ์ร้อยหน้า (Thread) อีก 2–3 รุ่นในปี 2569 เพื่อให้พอร์ตความงามมีความครบวงจรและตอบโจทย์คลินิกความงามได้หลากหลายยิ่งขึ้น ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ TMAN เตรียมจัดโปรโมชั่นสำหรับสินค้า Health เช่น Bundle Pack, Buy 1 Get 1 และชุด “Tourist Pack” รองรับฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์สื่อสารและขยายช่องทางขายให้เข้มข้นขึ้นในปีหน้า นายประพลมั่นใจว่า การเร่งพัฒนาออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ควบคู่กับการขยายฐานธุรกิจทั้งการรับจ้างผลิต การจัดจำหน่าย ตลอดจนการมีช่องทางออนไลน์ถึงผู้บริโภคโดยตรง และการเริ่มต้นสำรวจแนวคิด Longivity จะช่วยให้ TMAN วางรากฐานการเติบโตในปี 2569 ได้อย่างแข็งแรง และเสริมศักยภาพของบริษัทในตลาดสุขภาพระยะยาว

UACรับรู้รายได้RDF3อินโดฯ หนุนQ4ดี-อิบีดาปีนี้โต20%
อ่าน

UACรับรู้รายได้RDF3อินโดฯ หนุนQ4ดี-อิบีดาปีนี้โต20%

#UAC #ทันหุ้น – UAC คาดแนวโน้มผลงานไตรมาส 4/2568 เติบโตดีขึ้น QoQ จากการรับรู้รายได้ RDF3 ของ CYC ที่อินโดนีเซีย รวมถึงมีรายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันดิบจากธุรกิจ UAC Utility ยังคงยืนยันเป้าหมายปี 2568 รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 15% และ EBITDA โตมากกว่า 20% ของรายได้รวม พร้อมวางแผนการเติบโตในอนาคตโดยรักษากระแสเงินสดไว้นางสาวอลิสา ชีวะเกตุ. General Manager - Strategic Investment บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน) หรือ UAC ผู้นำเข้า ขาย สารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมัน โรงกลั่น และปิโตรเคมี เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 4/2568 คาดว่าจะเติบโตดีขึ้นกว่าไตรมาส 3/2568 จากการรับรู้รายได้เพิ่มเติมของโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะมูลฝอย (RDF3) ของ CAHAYA YASA CIPTA (CYC) ที่อินโดนีเซีย เนื่องจากโรงงานเพิ่งเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ COD ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาโดยคาดว่ารายได้เฉลี่ยที่บริษัทตั้งเป้าหมายไว้สำหรับปีหน้าปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 40–45 ล้านบาท รวมถึงยังมีรายได้จากการผลิตที่เพิ่มขึ้นของน้ำมันดิบจากธุรกิจ ยูเอซียูทิลิตีส์ หรือ UAC Utility หลังจากการทำปรับปรุงสภาพหลุมผลิตในพื้นที่ L11/43 ซึ่งเห็นผลค่อนข้างดี@หวังรายได้โต 15%โดยในไตรมาส 3/2565 ธุรกิจเทรดดิ้ง (Trading) รายได้ปรับตัวลดลงอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มน้ำมันและก๊าซ (Oil and Gas) ชะลอการลงทุน ขณะที่ธุรกิจrพลังงาน (Energy) รายได้เพิ่มขึ้น 48-49% YoY จากการเพิ่มขึ้นของโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม(PPP) ที่ได้รับสิทธิสัมปทานในการซื้อก๊าซธรรมชาติ (Associated gas) เพิ่มขึ้น และโรงงานผลิต RDF3 - CYC เริ่มมีการรับรู้รายได้ทั้งนี้บริษัทยืนยันเป้าหมายการเติบโตของรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 15% ในทุกปี และพยายามทำอัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ให้ได้มากกว่า 20% รวมถึงทำกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ให้ได้มากกว่า 20% ของรายได้รวมขณะที่ราคาน้ำมันมีความผันผวนตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน แต่บริษัทประเมินว่าราคาขายยังคงสูงกว่าต้นทุนการผลิต ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว@เน้นรักษากระแสเงินสดอย่างไรก็ดีเป้าหมายหลักที่บริษัทเน้นย้ำคือการทำให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดที่ดี ซึ่งเป็นตัวหลักสำคัญในการทำธุรกิจในปีต่อ ๆ ไป ซึ่งกลยุทธ์การเติบโตในอนาคต บริษัทวางแผนไว้ว่าในธุรกิจ ยูเอซี โกลบอล หรือ UAC Global จะเน้นไปที่ปรับปรุงกระบวนการทำงาน, นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ และบริหารการเงินด้านธุรกิจ ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ (UAC Energy) จะเน้นการลงทุนในพลังงานสะอาด และพลังงานทดแทน (Renewable Energy Project) ในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการที่จะขยายกำลังการผลิต RDF3 ในลาวและอินโดนีเซียจะขึ้นอยู่กับการประเมินความคุ้มค่าต่อการลงทุนและโอกาสในการหาแหล่งขยะใหม่ส่วนธุรกิจ UAC Utility จะดำเนินการลงทุนต่อไป ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค โดยมีแผนที่จะสำรวจหลุมน้ำมันเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามแผน 5 ปีที่ยื่นต่อกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (DMF) ไว้ตั้งแต่แรกนอกจากนี้บริษัทกำลังศึกษาด้านนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเสริมมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทในอนาคต เช่น Green Chemicals, Upcycling Industry, Organic Farming and Ecosystem, Advanced Material

คลื่นบวกจากเฟด! Sentiment โลกพลิกบวก หุ้นเทคเด้งนำ
อ่าน

คลื่นบวกจากเฟด! Sentiment โลกพลิกบวก หุ้นเทคเด้งนำ

#ทันหุ้น-ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นทั่วโลกได้แสดงทิศทางเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมากว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคม โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่านักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 85% ว่า Fed จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนธันวาคม ความเชื่อมั่นนี้มาพร้อมกับรายงาน Beige Book ของ Fed ที่ระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจแทบไม่เปลี่ยนแปลง แต่การจ้างงานเริ่มชะลอตัวลง และการใช้จ่ายของผู้บริโภคปรับตัวลง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ตอกย้ำถึงความอ่อนแอในตลาดแรงงาน รวมถึงการที่เควิน แฮสเซตต์ ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของทำเนียบขาว ได้สนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ย ทำให้เขาถูกคาดหมายให้เป็นตัวเต็งในการดำรงตำแหน่งประธาน Fed คนใหม่ แทนเจอโรม พาวเวลล์ ที่จะหมดวาระในช่วงปีหน้า ซึ่งช่วยหนุนกระแสการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าวทำให้ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดในแดนบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 4 โดยดัชนี Dow Jones (+0.67%) รวมถึงดัชนี Nasdaq และ SP 500 ก็ปรับขึ้นเช่นกัน (+0.87% และ +0.69% ตามลำดับ) การทะยานขึ้นนี้เป็นผลจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากที่นักลงทุนคลายความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นที่สูงเกินไป หลังผู้ผลิตชิปและเซิร์ฟเวอร์ AI อย่าง Nvidia และ Dell Technologies เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4/2025 ที่สูงเกินคาดเช่นเดียวกับตลาดหุ้นยุโรปก็ปิดบวก โดยถูกขับเคลื่อนหลักจากแรงซื้อในหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงาน ที่ดีดขึ้นตามราคาน้ำมัน เช่น SHEL (Shell) และ BP ที่เพิ่มขึ้น 2–3% ขณะเดียวกัน ยังได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มการเงินของอังกฤษหลังการประกาศงบประมาณ และความคืบหน้าของกรอบสันติภาพรัสเซีย-ยูเครนสำหรับตลาดหุ้นเอเชียก็เปิดในแดนบวก โดยมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นผู้นำตลาด ในส่วนของนโยบายการเงินในภูมิภาค ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ได้มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 4 เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway โดยอาจมีปัจจัยเชิงบวกเล็กน้อยจาก การปรับเกณฑ์การทำโครงการซื้อหุ้นคืนของ ก.ล.ต. ที่เอื้อให้บริษัทจดทะเบียนสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่อง สร้างความยืดหยุ่นให้ผู้ประกอบการและอาจดึงแรงซื้อกลับในหุ้นขนาดใหญ่บางตัวสำหรับมุมมอง SET50 Index indicators 3 ตัวระบุดังนี้ Comfirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่ามีโอกาสขึ้นหรือลง วันนี้มีทิศทางขาขึ้นวันแรก รวมถึง Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 วันนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้นเริ่ม Break High เป็นวันแรกขณะที่ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) แสดงการซื้อขายหุ้นของตลาด SET วันนี้มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง ซึ่งสรุปจากทั้ง 3 อินดิเคเตอร์ของเราในวันนี้มองว่า มีทิศทาง Sideway Up

อสังหาโค้งท้ายจ่อฟื้น SIRIลั่นยอดขายดีด
อ่าน

อสังหาโค้งท้ายจ่อฟื้น SIRIลั่นยอดขายดีด

#SIRI #ทันหุ้น - ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย ไตรมาส 4/2568 จ่อฟื้น   “แสนสิริ” มั่นใจยอดขาย–โอน พุ่งต่อเนื่อง รับแรงหนุนยอดขายคอนโด-ทยอยโอนหลายโครงการในกรุงเทพฯ -เมืองท่องเที่ยว ทั้งยังเดินหน้า 2 โครงไฮไลต์แบรนด์นาราสิริ มูลค่ารวม 1.25 หมื่นล้านบาท เตรียมเริ่มโอนจริงตั้งแต่ Q1/2569  ด้านโบรกแนะซื้อ  “SIRI- AP -SC” จากมีปัจจัยบวกเฉพาะตัวนายสมนันท์  ผลสมบูรณ์โชค นักวิเคราะห์หลักทรัพย์อาวุโสบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุภาพรวมอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เพื่อขายงวดไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2568 (QoQ)  แต่จะทรงตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) สะท้อนถึงการฟื้นตัว แต่ยังไม่แข็งแกร่ง จากผู้ประกอบการบางรายที่สามารถทำผลงานได้ดีกว่าภาพรวมเศรษฐกิจ ทั้งความสามารถในการแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในเซ็กเมนต์ (Segment) ที่ยังเติบโตได้ เช่น ตลาดแนวราบระดับกลาง, ตลาดคอนโดมิเนียมบางทำเล@เน้นหุ้นมีปัจจัยบวกทั้งนี้กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่สามารถเป็น "Dividend Play" ได้โดยปัจจุบันอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ราว 7-9% จึงแนะนำนักลงทุนเลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อาทิ  SIRI คาด Presale, Transfer รวมถึงกำไรสุทธิในไตรมาส 4/2568 จะถือเป็นไตรมาสที่สูง รวมถึงอาจมีกำไรพิเศษเข้ามาทั้งการขายที่ดินเข้าโครงการ JV รวมถึงรับรู้กำไรที่ทยอยรับรู้จากการขาย The Standard Hotel จึงคงประมาณการกำไรสุทธิปี 2568 ที่ 4.19 พันล้านบาท  ลดลง 20% YoY  แต่กำไรพิเศษน่าจะเป็น Upside ต่อประมาณการ คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 1.90 บาท คาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่ 9.1%ถัดมาคือ AP คาดไตรมาส 4/2568 เพิ่มขึ้นทั้ง YoY  QoQ จึงคงกำไรสุทธิปี 2568 ที่4.4 พันล้านบาท ลดลง 12% YoY ซึ่งถึงแม้ลดลง YoY ทั้งยังมีโดยจุดแข็งคือมี Backlog รอโอนเป็นจำนวนมาก คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเหมาะสมที่ 11.50 บาทพร้อมคาดอัตราการจ่ายเงินปันผลที่  7% และ SC ที่มีปัจจัยหนุนในปี 2569 อย่างโดดเด่นทั้งธุรกิจหลักที่มีคอนโดมิเนียมรอโอนกรรมสิทธิ์ 2 โครงการ การรับรู้รายได้จากโรงแรม  และ Warehouse ประกอบกับราคาซื้อ - ขาย ณ ปัจจุบัน Valuation ที่ถูกมาก P/E ปี 2569 ที่ราว 3-4 เท่าจึงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 2.80 บาท@ยอดโอนเร่งตัวนายวิชาญ วิริยะภูษิต ประธานผู้บริหารสายงานการเงิน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) หรือ SIRI เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4/2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 3/2568 (QoQ) ที่ผ่านมา หนุนจากยอดขาย (Pre-sale) ที่ยังคงเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาทิ โครงการดีคอนโด โคฟ หาดป่าตอง จ.ภูเก็ต ที่ได้รับการตอบรับที่ดีหลังเปิดพรีเซลต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยมียอดขายแล้วกว่า 60%   โครงการเดอะ เบส รัชดา 19 ล่าสุดมียอดขายแล้วกว่า 30%  ขณะเดียวกันยังมีโครงการคอนโดมิเนียมหลายโครงการที่เริ่มทยอยโอนกรรมสิทธิ์ครอบคลุมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น เชิงทะเล–บางเทา ภูเก็ต โดยแต่ละโครงการตอบโจทย์ตลาดคนละด้าน ทั้งอยู่อาศัยจริง ตลาดปล่อยเช่า และตลาดบ้านหลังที่สองสำหรับต่างชาตินายวิชาญ กล่าวว่า การที่บริษัทมีแผนพัฒนาโครงการบนทำเลศักยภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการทั้งกลุ่มลูกค้าไทยและชาวต่างชาติ และมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ได้รับความเชื่อมั่น และได้รับการสนับสนุนจากสถาบันการเงินอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดบริษัทได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารกรุงเทพ สถาบันการเงินชั้นนำของไทยในการพัฒนาโครงการใน 3 ทำเลศักยภาพ มูลค่ารวมกว่า 3,200 ล้านบาท

MSC บิ๊กรีเฟรชระบบ ปั้นโซลูชัน AI เพิ่มพลัง
อ่าน

MSC บิ๊กรีเฟรชระบบ ปั้นโซลูชัน AI เพิ่มพลัง

#MSC #ทันหุ้น – MSC ส่งสัญญาณธุรกิจสดใส เดินเกมรุกโซลูชันเอไอพร้อมแก้ปัญหาเพิ่มประสิทธิภาพแบบครบวงจร ขณะที่ Cybersecurity ยังมาแรง ชี้ฐานลูกค้าองค์กรรายใหญ่ทยอยรีเฟรชเทคโนโลยีทุก 3 ปี สร้างรายได้ประจำแน่นนายสุรเดช  เลิศธรรมจักร์ กรรมการบริหาร บริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSC เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมระดับเมกะเทรนด์ ทำให้ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก โดยรายได้หลักมาจากกลุ่ม โครงสร้างพื้นฐานไอที (Infrastructure), ระบบเน็ตเวิร์ก, และ Cybersecurityความได้เปรียบของ MSC คือการดำเนินธุรกิจมากว่า 40 ปี ทำให้มีฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโ,ยีที่พัฒนารวดเร็วทำให้รอบการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี (Technology Refresh) มีอย่างต่อเนื่อง โดยลูกค้ารายใหญ่จะมีการอัปเกรดระบบทุกปีหรือทุก 3 ปี ส่งผลให้บริษัทมี รายได้ประจำ (Recurring/Repeat Business) ที่มั่นคง@ ลุยโซลูชัน AIสำหรับปี 2569 บริษัทมองว่าการใช้งาน AI ในองค์กรจะเติบโตอย่างโดดเด่น แม้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถเข้าถึง AI ฟรีได้มากขึ้น แต่ในระดับองค์กรจำเป็นต้องการ การผสมผสานของ AI เพื่อที่จะหาปัญหาที่องค์กรอาจจะยังไม่รู้ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานซึ่ง MSC ได้นำ AI Open Source มาพัฒนาเป็นโซลูชันที่จะต้องตอบโจทย์ให้กับลูกค้า พร้อมกันนี้ในการพัฒนาดังกล่าวบนพื้นฐานของ Open Source ยังจะทำให้ ต้นทุนในการพัฒนาไม่สูง แต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเทคโนโลยีที่จะต้องมีการแข่งขันได้ นอกจากนี้ MSC ยังมีโซลูชัน AI Assistant เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงาน เช่น การตอบอีเมล การจัดการงานประจำ และงานสนับสนุนอื่นๆ ช่วยลดเวลาและเพิ่มประสิทธิผลให้กับพนักงาน“บริษัทวางเป้าหมายการผลักดัน AI ให้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับธุรกิจของลูกค้า ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และเร่งความเร็วในการทำงานอย่างมีประสิทธิผล โดย AI จะต้องถูกผสานเข้าในกระบวนการหลักขององค์กร เช่น การผลิต, งานปฏิบัติการ, การเงิน และ กฎหมาย โดยบริษัทจะเข้าไปวิเคราะห์กระบวนการของลูกค้าเพื่อระบุจุดที่สามารถใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ และออกแบบระบบให้ใช้งานได้จริงในระดับปฏิบัติการ”นายสุรเดช ยอมรับว่า จากการดำเนินงาน โซลูชั่นเอไอ นั้น มีผลตอบรับที่ดี และมีบริษัทที่ซื้อบริการบ้างแล้ว พร้อมขยายอย่างต่อเนื่อง@ โซลูชัน Cybersecurityสำหรับรายได้หลักด้าน Cybersecurity บริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์จากการขายผลิตภัณฑ์แบบแยกชิ้น เช่น Antivirus หรือ Firewall สู่การขายโซลูชัน Cybersecurity แบบครบวงจร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการโซลูชันที่ครอบคลุมมากขึ้นของลูกค้า แก้ปํญหาภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีบริการเสริมและสัญญาระยะยาว 3–5 ปี ซึ่งช่วยผลักดันให้รายได้จากธุรกิจความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์เติบโตโดดเด่น และยังเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่งของ MSC ในปีนี้@ ปีหน้าโตต่อเนื่องสำหรับแผนธุรกิจปี 2569 บริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนและงบประมาณ โดยตั้งเป้าการเติบโตใกล้เคียงปีก่อนที่ระดับ 10% แม้เป็นการเติบโตบนฐานที่สูง แต่ยังเชื่อว่าเป็นเป้าหมายที่สามารถทำได้ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทแบ่งเป็น รายได้จากการขาย 70% และ รายได้จากบริการ 30% โดยบริษัทตั้งเป้าให้รายได้จากบริการเติบโตอย่างน้อย 10% ผ่านการขยายงานบริการที่มีมาร์จิ้นสูง กลุ่ม Cybersecurity, Infrastructure, Network ซึ่งเป็นงานที่ MSC มีความเชี่ยวชาญสูงและมีลูกค้าประจำใช้บริการต่อเนื่อง และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพขณะที่กลุ่ม High Volume เช่นการขายผลิตภัณฑ์ Microsoft แม้มาร์จิ้นต่ำ แต่เป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยสร้างฐานรายได้ขนาดใหญ่ของบริษัทสำหรับแนวโน้มไตรมาส 4/2568 บริษัทเดินหน้าผลักดันยอดขายและบริการ เพื่อรักษาทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 7,306.47 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 154.07 ล้านบาท เติบโตดีเมื่อเทียบกับปีก่อน

NVIDIA งบทะลุฟ้า! ทั่วโลก Risk-On รับแรงหนุนหุ้นเทค
อ่าน

NVIDIA งบทะลุฟ้า! ทั่วโลก Risk-On รับแรงหนุนหุ้นเทค

#NVIDIA #ทันหุ้น - ดัชนี Dow Jones เมื่อคืนปรับขึ้นเล็กน้อย 47 จุด (+0.1%) หลังจากตลาดปิดไม่นาน NVIDIA ได้รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2026 ออกมาดีกว่าคาด ทั้งกำไรสุทธิ 3.17 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินราว 3% และเมื่อเทียบกับปีก่อนยังเติบโตสูงถึง 60% ด้านรายได้แตะ 5.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นทั้งปีต่อปี (+62% YoY) และไตรมาสต่อไตรมาส (+22% QoQ) อัตรากำไรขั้นต้นออกมาโดดเด่นที่ 73.6% หนุนโดยธุรกิจ Data Center ที่ยังขยายตัวแรงถึง +66% (YoY) สะท้อนความต้องการด้าน Cloud และโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ยังแข็งแกร่ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องมูลค่าฟองสบู่ในหุ้นกลุ่ม AI และเป็นแรงเสริมเชิงบวกต่อหุ้นเทคโนโลยีรายใหญ่ที่เกี่ยวข้องอย่าง TSMC, Alphabet และ Microsoft ขณะที่ คืนนี้ตลาดยังรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะการจ้างงานนอกภาคเกษตรและอัตราว่างงาน โดย Bloomberg Consensus คาดไว้ที่ 53,000 ราย และ 4.3% ตามลำดับ หากออกมาต่ำกว่าที่คาด มีโอกาสสร้าง Sentiment เชิงบวกต่อตลาดหุ้นได้ทางด้านตลาดหุ้นยุโรปปิดใกล้ระดับเดิม โดยแรงกดดันหลักมาจากหุ้นในหมวดอากาศยานและป้องกันประเทศที่อ่อนตัวลงราว 2.3% ลงไปที่ระดับต่ำสุดตั้งแต่ต้นเดือนก.ย. สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐ เดินหน้าเจรจาเพื่อผลักดันให้เกิดการยุติความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย–ยูเครนอีกครั้ง ส่งผลให้หุ้นกลุ่มผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ในยุโรป เช่น หุ้น RHM (Rheinmetall), Renk, BAE, LDO (Leonardo) และ SAAB ร่วงแรงระหว่าง 4.5% – 7.7% ภายในดัชนี STOXXขณะเดียวกันวันนี้ตลาดหุ้นฝั่งเคลื่อนไหวในแดนบวก โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ดีดตัวขึ้นถ้วนหน้า หลัง NVIDIA รายงานงบไตรมาส 3 ปีงบประมาณ 2569 แข็งแกร่งทั้งรายได้–กำไร และคาดการณ์ไตรมาสถัดไปออกมาเหนือคาดการณ์นักวิเคราะห์อีกด้วย โดยหุ้น SoftBank (9984), Tokyo Electron (8035), Lasertec (6920), SK Hynix (000660) และ Samsung Electronics (005930) เป็นต้น ต่างยืนในแดนบวกส่งแรงซื้อกระจายในบริษัทผลิตชิปทั่วภูมิภาคเช่นเดียวกับดัชนีหุ้นไทยวันนี้มีโอกาสขยับขึ้นตามทิศทางตลาดโลก หลังงบ NVIDIA ที่ออกมาทรงพลังช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่นต่อหุ้นเทคโนโลยี พร้อมสร้างภาวะ Risk-On ให้กลับมาในตลาดภูมิภาคที่ต่างเปิดบวกกันถ้วนหน้า สำหรับปัจจัยภายในประเทศมีประเด็นสำคัญอย่างความคืบหน้าโครงการ “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” ที่รัฐบาลมีแผนเริ่มต้นในเดือน ม.ค. 2569 ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างกลั่นกรองรายละเอียด โดยมีแนวโน้มว่าจะใช้วงเงินใกล้เคียงเฟสแรกประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ประเมินจากงบประมาณกลางปี 2569 ที่ยังเหลือราว 7 หมื่นล้านบาท และเงินเหลือจากเฟสแรกอีกประมาณ 6 พันล้านบาท ทำให้โครงการเฟสใหม่มีความเป็นไปได้สูง หากอนุมัติจริงจะเป็นแรงหนุนต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญสำหรับมุมมอง SET50 Index indicators 3 ตัวระบุดังนี้ Comfirm Up/Down (ภาพหมายเลข 2) แสดงถึงแนวโน้มตลาดว่ามีโอกาสขึ้นหรือลง วันนี้มีทิศทางขาลงต่อเนื่อง และ Trend (ภาพหมายเลข 3) แสดงยอดซื้อขายใน S50 วันนี้มีทิศทางลดลงต่อเนื่อง ขณะที่ Mid Trend (ภาพหมายเลข 4) แสดงการซื้อขายหุ้นของตลาด SET วันนี้มีทิศทางเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งสรุปจากทั้ง 3 อินดิเคเตอร์ของเราในวันนี้มองว่า มีทิศทาง Sideway Down 

“Esther Yu” สะกดทุกสายตาในงาน iQIYI iJOY TH 2026  แฟนไทยร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น
อ่าน

“Esther Yu” สะกดทุกสายตาในงาน iQIYI iJOY TH 2026 แฟนไทยร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น

สมการรอคอยแฟน ๆ ชาวไทย เมื่อEsther Yuนักแสดงสาวจากประเทศจีน ได้บินลัดฟ้ามาร่วมงานiQIYI iJOY TH 2026เพื่อเป็นหนึ่งในไฮไลท์ของไลน์อัปคอนเทนต์ใหม่สุดยิ่งใหญ่ เมื่อวันที่7พฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทันทีที่เธอเดินทางถึงกรุงเทพฯ ก็ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟน ๆ ที่รออยู่แน่นสนามบิน โดยครั้งนี้Esther Yuได้หยุดทักทายแฟน ๆ อย่างเป็นกันเอง จนภาพสุดประทับใจอบอุ่นถูกแชร์บนโลกโซเชียลอย่างมาก บรรยากาศภายในงานiQIYI iJOY TH 2026นักแสดงสาวEsther Yuเปิดตัวด้วยลุคเดรสสุดแกลมเปิดไหล่บริเวณพรมเขียว และกล่าวทักทายแฟนคลับพร้อมเปิดเผยถึงความรู้สึกดีใจที่ได้มาร่วมงานและมาพบเจอแฟน ๆ ในวันนี้ ก่อนที่จะขึ้นเวทีปรากฎตัวอีกครั้งในSPHRER HALL, EMSPHEREโดยการมาประเทศไทยในครั้งนี้ เธอได้นำผลงานซีรีส์ใหม่เรื่องกับซีรีส์เรื่องทางรักคู่ขนานSpeed and Loveมาแนะนำให้แฟน ๆ อีกด้วย รวมถึงการพูดคุยถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ รวมถึงยังทักทายแฟนคลับเป็นภาษาไทยและได้สร้างเซอร์ไพรส์กับการร้องเพลงไทยสุดไพเราะ สร้างความประทับใจให้แฟน ๆ ในฮอลล์อย่างล้นหลาม ซึ่งหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจEsther Yuยังไม่ลืมมอบโมเมนต์ส่งท้ายให้แฟน ๆ ที่สนามบิน พร้อมกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มสดใส และแสดงความซาบซึ้งต่อแฟน ๆ ที่คอยสนับสนุนตลอดการมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ การมาเยือนประเทศไทยในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยตอกย้ำภาพลักษณ์ในฐานะนักแสดงมากฝีมือแล้ว ยังทำให้เธอได้รับความรักและการสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในตลาดต่างประเทศ ยิ่งเป็นการขยายฐานผู้ชมและเสริมอิทธิพลในระดับสากลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นสำหรับผลงานในอนาคตต่อไป ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Olivia Dean กระแสมาแรงไม่หยุด คนดังแห่คัฟเวอร์ 2 เพลงปัง ใช้แผ่นเสียงลงคลิปเก๋ ๆ
อ่าน

Olivia Dean กระแสมาแรงไม่หยุด คนดังแห่คัฟเวอร์ 2 เพลงปัง ใช้แผ่นเสียงลงคลิปเก๋ ๆ

แมสต่อไม่รอใครทั้งนั้น กับSo Easy (To Fall In Love)และMan I Needสองเพลงเพราะที่ยิ่งฟังก็ยิ่งหลงรัก จากOlivia Deanศิลปินสาวดาวรุ่งวัย25ปี ผู้ปลุกกระแสเพลงแนวนีโอโซลจากเกาะอังกฤษ ดีกรีผู้เข้าชิงรางวัลBRIT AwardsและMercuryมากมาย หลังจากปล่อยอัลบั้มเต็มชุดที่2The Art Of Lovingเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระแสตอบรับจากแฟนเพลงทั่วโลกล้นหลามเกินต้าน จนทำให้ตอนนี้ทั้งแฟนเพลงและคนดังชาวไทย แห่ร้องเพลงคัฟเวอร์ ใส่เพลงประกอบคลิปไลฟ์สไตล์เก๋ ๆ กันเต็มโซเชียลไปหมด ถ้าอยากเป็นวัยรุ่นเทสดีอีกคน เทรนด์นี้ห้ามพลาดเด็ดขาด เริ่มที่เพลงแรกSo Easy (To Fall In Love)มาพร้อมกับจังหวะละมุนและนุ่มนวล ดนตรีงดงามอบอุ่น และเนื้อเพลงที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง โดยOlivia Deanพาทุกคนมาร่วมประสบการณ์การเดตที่แปลกใหม่ไปด้วยกัน พร้อมทั้งย้ำเตือนถึงคุณค่าในตัวของเราเอง แฟน ๆ ต่างลงความเห็นกันว่าเพลงนี้เป็นเพลงที่จีบผู้ชายNo.1ในตอนนี้เลยทีเดียว หวานฉ่ำจนใคร ๆ ก็หยิบไปร้องคัฟเวอร์กันเต็มฟีดโซเชียลไปหมด ไม่ว่าจะเป็น ซี ทวินันท์, dalechayanin, Earth Patravee, miQuellaและRochelleวงMXFRUITรวมถึงบาร์ชื่อดังก็พากันหยิบเพลงนี้ไปร้องแทบจะทุกที่ ส่วนสายไลฟ์สไตล์ก็ไม่น้อยหน้า คนดังหลายคนแบ่งปันคลิปสวย ๆ พร้อมใส่เพลงSo Easy (To Fall In Love)กันเป็นว่าเล่น ทำให้วิดีโอดูสวยขึ้นอีก150%ทั้ง พลอย เฌอมาลย์,มิกซ์ เฉลิมศรี,ปันปัน สุทัตตา,ซี ทวินันท์,มิกกี้ นนท์ อัลภาชน์,พอลล่า เทเลอร์,วิโอเลต วอเทียร์,แพทริค โนเอล และอีกมากมาย เพราะไม่ว่าใคร ๆ ต่างก็Fall In LoveแบบSo Easyให้กับOlivia Deanด้วยกันทั้งนั้น คลิกเพื่อชมคลิปคัฟเวอร์เพลงSo Easy (To Fall In Love)ของซี ทวินันท์,Blue Bird Jazz Bar,dalechayanin,Earth Patravee,miQuellaและRochelleวงMXFRUIT,PimwaและThe Only Planet มาต่อกันที่เพลงMan I Needเป็นเพลงป็อปที่มีกลิ่นอายของดนตรีนีโอโซล จังหวะสนุกที่เต็มไปด้วยพลังบวก และน้ำเสียงสไตล์โซลของOlivia Deanที่นุ่มนวล เป็นอีกหนึ่งเพลงรักจากเธอที่กล้าแสดงออกถึงความรู้สึกในใจออกมาได้อย่างชัดเจนOlivia Deanพูดถึงเพลงนี้ว่าMan I Needเป็นเพลงที่พูดถึงความรู้สึกของการที่เรารู้ว่าคุณคู่ควรที่จะได้รับความรัก และอย่ากลัวที่จะร้องขอความรักจากใคร เป็นเพลงที่ตรงไปตรงมา เซ็กซี่ และเหมาะที่จะฟังไปด้วย เต้นไปด้วยมาก ๆและล่าสุดครองอันดับ1บนชาร์ตเพลงของคลื่นวิทยุMET 107เป็นที่เรียบร้อย ศิลปินสายโวคอลเลิฟกันเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ต้น ธนษิต, Skawduan (สกาวเดือน) วงMXFRUIT, Amie MarksหรือBitter Brothersก็ร้องเพลงนี้ออกมาได้เพราะทุกคน คลิกเพื่อชมคลิปคัฟเวอร์เพลงMan I Needของต้น ธนษิต,Skawduan (สกาวเดือน)วงMXFRUIT,Amie Marks,Bitter Brothers บอกได้เลยว่าเพลงSo Easy (To Fall In Love)และMan I NeedของOlivia Deanถูกใจคนไทยทุกเพศทุกวัยอย่างแท้จริง นี่แหละที่เรียกว่าเพลงที่ใช่จากศิลปินที่ชอบวันนี้ถ่ายรูปถ่ายคลิปอะไรลงโซเชียล อย่าลืมใช้สองเพลงนี้กันด้วยนะ

โอกาสสะสมหุ้นช่วงปรับฐาน กลุ่มเทค–สุขภาพ พร้อมรับเงินต่างชาติ
อ่าน

โอกาสสะสมหุ้นช่วงปรับฐาน กลุ่มเทค–สุขภาพ พร้อมรับเงินต่างชาติ

#ทันหุ้น- ตลาดหุ้นโลกผันผวนจากแรงขายทำกำไร โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทค ที่มีระดับมูลค่าตึงตัว หลังปรับขึ้นต่อเนื่อง ทีม Mutual Funds หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าแม้ราคาหุ้นกลุ่มนี้ผันผวน แต่ความเชื่อมั่นต่อเทค ยังอยู่ในเชิงบวก หนุนจากดีลด้าน AI ของบริษัทยักษ์ใหญ่ และงบไตรมาส 3 ปี 2568 ที่ดีกว่าคาดเป็นส่วนใหญ่ สะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตของกำไรยังแข็งแกร่ง อย่างไรก็ดีมูลค่าที่ตึงตัว ทำให้มีโอกาสเจอแรงขายระยะสั้น ขณะที่ประเด็นคดีภาษีของทรัมป์ และรัฐบาลสหรัฐ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณประจำปี (Government Shutdown) ที่ยืดเยื้อยังเป็นปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนในภาพรวม ด้านหุ้นกลุ่มสุขภาพ (Healthcare) กลับโดดเด่นจากความชัดเจนเรื่องการปรับลดราคายา GLP-1 ซึ่งช่วยเพิ่มการเข้าถึงและขยายตลาดได้ในระยะต่อไปรายงาน BLS Top Funds หลักทรัพย์บัวหลวง ยังคงแนะนำกลยุทธ์ซื้อหุ้นเมื่อราคาลง (Selective Buy on Dip) ทยอยสะสมเมื่อราคาย่อตัว หลังตลาดเริ่มเข้าสู่ช่วงพักฐานจากแรงกดดันด้านมูลค่าที่อยู่ในระดับตึงตัว โดยมองว่าการปรับราคาลงของตลาดในรอบนี้ เป็นเพียงการปรับตัวเพื่อปรับสมดุล ไม่ใช่ภาวะตลาดขาลงรุนแรง คาดอยู่ในกรอบราว 10–15% จากจุดสูงสุด สะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่ยังแข็งแรง ทั้งจากวัฏจักรนโยบายการเงินที่กำลังก้าวสู่โหมดผ่อนคลาย เศรษฐกิจสหรัฐ ยังไม่เสี่ยงถดถอย และแนวโน้มกำไรบริษัทที่ยังเติบโตดีกราฟแสดงตัวเลขนักลงทุนสหรัฐ ทยอยเข้าลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่องเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้นญี่ปุ่นเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะสหรัฐ กำลังเข้าซื้อหุ้นญี่ปุ่นในกลุ่มเทคโนโลยี และ AI เพิ่มมากขึ้น ตามรายงานของ Goldman Sachs สะท้อนความสนใจต่อธีมเติบโต (Growth) ของญี่ปุ่น และผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของหุ้นญี่ปุ่นในปีนี้ดัชนี Nikkei 225 ปรับขึ้นราว 30% (คิดเป็น USD)อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของหุ้นญี่ปุ่น ตลาดอาจขับเคลื่อนเปลี่ยนจากหุ้นคุณค่า (Value) ไปสู่หุ้นเติบโต (Growth) โดยก่อนหน้านี้ หุ้นคุณค่าเด่นกว่าหุ้นเติบโตต่อเนื่อง 4 ปีตั้งแต่ปี 2564 โดยกระแสเงินทุนจากสหรัฐเพิ่มเร็วที่สุดนับตั้งแต่ยุค Abenomics (ช่วงเวลาที่นายกรัฐมนตรีชินโซะ อาเบะ (Shinzo Abe) ของญี่ปุ่น ดำรงตำแหน่งและใช้นโยบายเศรษฐกิจแบบเฉพาะตัว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวหลังวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้า) และระดับการมีส่วนร่วมของนักลงทุนสหรัฐ สูงสุดตั้งแต่ ต.ค. 2565ที่มา: Bloomberg ข้อมูล ณ วันที่ 10 พ.ย. 2568อัพเดตกองทุนแนะนำ BLS Top FundsKKP GHC-A แนะนำทยอยซื้อสะสม หุ้นกลุ่มสุขภาพ มีพัฒนาการที่ดี ขณะที่แนวโน้มกำไรเริ่มฟื้นตัว และมีมูลค่าอยู่ระดับที่น่าสนใจ หลังรับรู้ปัจจัยลบไปแล้วระดับหนึ่ง ทำให้แนวโน้มขาลงค่อนข้างจำกัด แนะนำกระจายลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้เพิ่มเติม เพื่อช่วยลดความผันผวนจากหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าสูง และพร้อมรับโอกาสการหมุนเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation)SCBNK225 แนะนำทยอยซื้อสะสม เมื่อราคาอ่อนตัวลง เม็ดเงินสหรัฐ ไหลย้อนกลับสู่ญี่ปุ่น โดยเฉพาะหุ้นเทค และ AI จากผลตอบแทนที่เหนือกว่า รวมถึงนโยบายกระตุ้นใหม่ของรัฐบาล อาจส่งผลให้ตลาดเปลี่ยนโฟกัสจากหุ้นเน้นมูลค่า (Value) ไปสู่หุ้นเน้นการเติบโต (Growth) โดย Goldman มองว่ายังมีโอกาสให้เงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพิ่ม เนื่องจากสัดส่วนการถือครองยังต่ำกว่าช่วงสูงสุดในยุค Abenomics แต่ตลาดอาจปรับตัวลงชั่วคราวในระยะสั้น เพราะดัชนี Nikkei 225 เข้าสู่โซนซื้อมากเกินไป (Overbought) ตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม