TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “ดีไซน์” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
โออิชิ กรีนที ส่งพลังบวกชวนยิ้มผ่านดีไซน์ใหม่ เสิร์ฟ “เนโกะ คอลเลกชัน” เติมความสดชื่น รู้สึกดีทุก Tea เลย
ครั้งแรกที่ โออิชิ กรีนที ส่งพลังบวกชวนยิ้ม ผ่านฉลากดีไซน์ใหม่ ชวนทุกคน เติมแมว เติมใจ เติมความสดชื่น กับ เนโกะ คอลเลกชัน มาพร้อมข้อความ Positive Energy ฮีลใจได้ในทุกขวด โดยครั้งนี้ โออิชิเนโกะ คาแรคเตอร์แมวสุดคิวท์ของแบรนด์ที่เติมความสดใสและสร้างรอยยิ้มให้ชาวนุดอยู่เสมอ ชวนมามองโลกในมุมแมวสุดกวนที่สร้างความรู้สึกดีได้ทันทีที่อ่าน ภายใต้คอนเซปต์ OISHI NEKO Positivi-TEA Edition เช่น ข้อความบนขวดโออิชิ รสฮันนี่เลมอน อย่าคิดว่าตัวเองไม่น่ารัก ให้ลองอาบน้ำก่อน และอีกหลายรสชาติ เฉพาะขนาดสุดคุ้ม 500 มล. และ 370 มล. เท่านั้น วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ 7-11 ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ นอกจากจะเติมความสดชื่นกับชาเขียวโออิชิ แล้วยังเติมพอยท์จากรหัสใต้ฝา ไปรู้สึกดีกับกิจกรรมแลก-ลุ้น ของรางวัล ความสนุกอีกมากมายต่อได้ที่แอป Oishi Club
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 20 มิ.ย. 69
อ่าน
ดราม่าเดือด! Echocalypse เกมกาชา เร่งเปลี่ยนดีไซน์ หลังโดนจับโป๊ะลอกดีไซน์ดาบช่างฝีมือญี่ปุ่น
กลายเป็นประเด็นร้อนฉ่าในวงการเกมกาชาทันที เมื่อ Echocalypse: The Scarlet Covenant เกมแนว Anime Gacha RPG ชื่อดัง ต้องรีบออกมาแถลงการณ์ขอโทษเป็นการด่วน หลังเจอผู้เล่นจับโป๊ะได้ว่า ดีไซน์อาวุธในภาพอาร์ตของตัวละครใหม่ ดันไปเหมือนเป๊ะกับผลงานดาบสุดล้ำของช่างฝีมือชาวญี่ปุ่นตัวจริง!ดราม่าครั้งนี้เกิดขึ้นกับภาพอาร์ตอย่างเป็นทางการของตัวละครระดับ MR ที่ชื่อว่า Honorblade Chiraha โดยบัญชี X (Twitter) ออฟฟิเชียลฝั่งญี่ปุ่นของเกม Echocalypse ได้ออกแถลงการณ์ขอโทษ หลังจากถูกชาวเน็ตสับเละว่าดีไซน์อาวุธในภาพนั้น ไปลอกเลียนแบบผลงานของ "Awa no Umi" ช่างตีดาบชื่อดังของญี่ปุ่นเข้าอย่างจัง【デザインに関するお詫び】(1/3) 先日公開した武器イラストにつきまして、クリエイター様が制作された武器デザインと極めて類似したデザインを公開していた事実が判明いたしました。 これに伴い、該当するクリエイター様へ謝罪をいたしました。 https://t.co/hL1TgpMtiA— 【公式】Echocalypse -緋紅の神約- 好評配信中! (@Echocalypse_JP) May 19, 2026 สำหรับคุณ Awa no Umi คนนี้ แกเป็นช่างฝีมือที่เชี่ยวชาญด้านการทำมีดและดาบสไตล์ไซไฟสุดล้ำแบบลิมิเต็ดชิ้นเดียวในโลก โดยใช้พวกคาร์บอนไฟเบอร์และพลาสติกเสริมแรง ซึ่งเจ้าตัวมักจะเอาผลงานไปประมูลขายใน Yahoo! Auction อยู่เรื่อย ๆโดยเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา ช่างดาบรายนี้ได้โพสต์ภาพเปรียบเทียบอาวุธในเกม Echocalypse กับดาบที่เขาเคยสร้างไว้เมื่อปี 2023 ซึ่งพอดูเทียบกันแบบช็อตต่อช็อต แม้จะไม่ใช่การก๊อปปี้มาแบบ 100% แต่จุดสำคัญ ๆ อย่างลวดลายบนด้ามจับและปลอกดาบดันเหมือนกันจนปฏิเสธไม่ได้เลยあれ?なんだコレちょい審議申し立てたいなんか見覚えが?(´Д`) https://t.co/Sc6sRQsNbd pic.twitter.com/FTqPuF77tF— 泡の海 (@awanoumi2) May 18, 2026 และเมื่อพอทัวร์เริ่มลงจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทีมงาน Echocalypse ก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบออกโรงขอโทษทั้งแฟนเกมและคุณ Awa no Umi โดยตรง พร้อมยอมรับผิดเรื่องดีไซน์ที่มีปัญหา และรับปากว่าจะรีบเปลี่ยนดีไซน์อาวุธเจ้าปัญหานี้ทันที รวมถึงจะปรับปรุงระบบตรวจสอบคุณภาพ (Quality Control) ให้เข้มงวดขึ้น เพื่อไม่ให้พลาดจนเกิดเรื่องขายหน้าแบบนี้อีกในอนาคตหลังจากนั้น คุณ Awa no Umi ก็ได้โพสต์อัปเดตว่าทางทีมงาน Echocalypse ได้ติดต่อเข้ามาอธิบายขั้นตอนการแก้ไขปัญหาให้ฟังอย่างละเอียดแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนดีไซน์ในเกมอาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย แกเลยขอร้องให้แฟน ๆ หยุดเดาไปเรื่อยหรือใช้ถ้อยคำรุนแรงโจมตีฝ่ายต่าง ๆ เพื่อให้เรื่องจบลงด้วยดี本件につきましては、運営様よりご連絡をいただき、ある程度詳細な経緯説明および今後の対応方針についてご説明を受けております。現在は、運営様側で進められている差し替え対応等の完了を待っている状況です。… https://t.co/xIKs6Q3Xk2— 泡の海 (@awanoumi2) May 19, 2026 แปลและเรียบเรียงจาก : automaton-media.com
Online Station • 21 พ.ค. 69
อ่าน
“เตนล์ ชิตพล” ฉลอง 10 ปีเดบิวต์ ล็อคคิวบุกไทย 3 วันรวด สปอยล์แหลกดีไซน์โชว์ไม่ซ้ำ-เกสต์แถวหน้า 8 ชีวิต!
เตนล์ชิตพลฉลอง10ปีเดบิวต์ล็อคคิวบุกไทย3วันรวดสปอยล์แหลกดีไซน์โชว์ไม่ซ้ำ-เกสต์แถวหน้า8ชีวิต! พื้นที่สีกากีกลายเป็นสีชมพู! เตนล์ชิตพลลี้ชัยพรกุลเนรมิตลานSivadon CourtyardณPark Silomจัดงานแถลงข่าวสุดเอ็กซ์คลูซีฟท่ามกลางเหล่า10vely (เลิฟลี่)ที่มาต้อนรับจนแน่นขนัดเพื่อประกาศก้าวสำคัญบนเส้นทางอิสระและฉลองการทำงานในวงการบันเทิงครบ10ปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยเตนล์เผยว่า ชื่องานTEN: CORE 0110 10th Anniversary Concertมีความหมายที่ซ่อนอยู่ โดย เลข0หมายถึงจุดเริ่มต้นในวันที่ยังไม่มีอะไร ส่วน เลข1คือการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเพื่อก้าวไปสู่ เลข10ซึ่งเป็นดั่ง Turning Point (จุดเปลี่ยน) ตลอดระยะเวลาทศวรรษที่ผ่านมาในวงการบันเทิง นอกเหนือจากบิ๊กโปรเจกต์คอนเสิร์ตแล้ว เตนล์ยังสร้างความฮือฮาด้วยการเปิดตัวเป็นศิลปินคนแรกของค่ายเพลงใหม่อย่างillimntซึ่งในคอนเสิร์ตครั้งนี้เจ้าตัวขอลุยงานเองทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่การคุมภาพรวม เรียบเรียงทำนองเพลง ดีไซน์โชว์ ไปจนถึงการเลือกแขกรับเชิญด้วยตัวเอง เพราะหันมาฟังเพลงไทยมากขึ้นและเห็นศักยภาพของศิลปินไทย เตนล์จึงจัดหนักดึง 8 ศิลปินระดับแถวหน้ามาร่วมสร้างความทรงจำ ได้แก่ เจฟ ซาเตอร์, นนท์ ธนนท์, นุนิว ชวรินทร์, URBOYTJ, The Toys, PiXXiE, Sin Singular และ JAYLERR * สปอยล์แรง! 3วัน3โชว์ไม่มีคำว่าซ้ำ งานนี้แฟน ๆ เตรียมวอร์มนิ้วรอกดบัตร เพราะเตนล์แอบหยอดสปอยล์ให้ลุ้นตัวโก่งว่า ทั้ง 3 วัน (ระหว่างวันที่ 17 19 กรกฎาคม 2569 ณ BITEC Live) จะมีการดีไซน์โชว์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ไม่มีคำว่าซ้ำกันเลยสักวันเดียว ส่วนจะมีเซอร์ไพรส์ร้องเพลงไทยหรือไม่ เจ้าตัวยิ้มพร้อมบอกว่า ต้องไปพิสูจน์ด้วยตัวเองในคอนเสิร์ตครับ
ดาราเดลี่บันเทิง • 21 พ.ค. 69
อ่าน
Canva เปิดตัว AI 2.0 เปลี่ยนวิธีทำงานและดีไซน์ของคน
ซิดนีย์ และ ลอสแอนเจลิส, 16 เมษายน 2569 – Canva แพลตฟอร์มการสื่อสารด้วยภาพอันดับหนึ่งของโลก ประกาศก้าวสำคัญครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2556 ด้วยการเปิดตัว Canva AI 2.0 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการสร้างสรรค์ด้วย AI พร้อมตอกย้ำบทบาทของ Canva ในฐานะศูนย์กลางการทำงานแห่งอนาคตกว่าหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา Canva พลิกโฉมวงการออกแบบ เปลี่ยนซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปที่ซับซ้อนและราคาแพงให้กลายเป็นแพลตฟอร์มที่เรียบง่าย ทรงพลัง และทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันได้ง่ายขึ้นบนเบราว์เซอร์ให้ทุกคนเริ่มดีไซน์ได้ง่ายๆ ด้วยเทมเพลตนับล้าน และเปลี่ยนการแต่งภาพทีละพิกเซลให้เป็นการลากแล้ววางที่ใครก็ทำได้ จนกลายเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ด้วยผู้ใช้งานกว่า 250 ล้านคนต่อเดือน และการประกาศครั้งสำคัญบนเวที Canva Create ที่ลอสแอนเจลิสในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการสร้างสรรค์ด้วยพลังจากแล็บ AI ระดับแนวหน้าของ Canva และการลงทุนพัฒนาโมเดลพื้นฐานสำหรับงานดีไซน์มาอย่างต่อเนื่องหลายปี Canva AI 2.0 ได้ยกระดับ Canva ให้เป็นแพลตฟอร์มอินเทอร์แอ็คทีฟอัจฉริยะ ที่เน้นการทำงานเชิงรุก ช่วยให้ทีมเปลี่ยนไอเดียสู่การลงมือทำจริงได้ในที่เดียว Canva จึงเป็นผู้ช่วยสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่เริ่มคิดไอเดียจนออกมาเป็นผลงานจริงโครงสร้างใหม่ที่ทรงพลังCanva AI 2.0 มาพร้อมกับระบบโครงสร้างใหม่ที่ฉลาดและทรงพลังกว่าเดิม ซึ่งจะเปลี่ยนภาพจำการทำงานดีไซน์แบบเดิม ๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คิดอะไรได้ก็ปั้นให้เป็นจริงได้ทันที ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ Canva นับตั้งแต่วันที่ย้ายงานดีไซน์ออกจากซอฟต์แวร์เดสก์ท็อปที่ซับซ้อน มาสู่แพลตฟอร์มบนเบราว์เซอร์ฟีเจอร์ใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้ ประกอบไปด้วย:ดีไซน์ผ่านการสนทนา (Conversational Design) Canva AI จะช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นงานจริงได้ง่ายขึ้น แค่พิมพ์หรือพูดในแบบที่คุณคิดได้เลย ไม่ต้องเริ่มจากหน้าเปล่า ๆ หรือเสียเวลาหาเทมเพลตที่ลงตัวตั้งแต่แรก เพียงใส่ไอเดีย เป้าหมาย หรือโครงร่างคร่าว ๆ Canva AI ก็จะช่วยสร้างงานที่พร้อมให้คุณแก้ไขต่อได้ทันที พร้อมวางโครงสร้างจัด เลย์เอาต์ และใส่ความเป็นแบรนด์มาให้ตั้งแต่เริ่ม และที่สำคัญ Canva AI 2.0 ไม่ได้แค่ช่วยสร้างงานให้ครั้งเดียวแล้วจบ แต่ช่วยทำงานต่อกับคุณได้ตลอดทั้งกระบวนการ จำสิ่งที่คุยกันไว้แม้ไอเดียคุณจะขยับขยายไปแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการเบรนสตอร์ม (brainstorm) ปรับแต่งรายละเอียด หรือแก้ไขงาน ก็ทำได้ในที่เดียวระบบประสานงานอัจฉริยะ (Agentic Orchestration) จะช่วยให้ AI ทำงานร่วมกับคุณได้จริง แค่บอกเป้าหมาย ส่งสเก็ตช์คร่าว ๆ หรือแชร์บรีฟสั้น ๆ Canva AI ก็ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้เป็นงานจริงได้ผ่านบทสนทนาเดียว เบื้องหลังความเก่งนี้คือระบบประสานงานแบบใหม่ที่ดึงเครื่องมือทั้งหมดของ Canva มาทำงานร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานที่ครบถ้วน พร้อมใช้งาน ระบบจะทำความเข้าใจว่าจริงๆ แล้วผู้ใช้งานต้องการอะไร เลือกใช้เครื่องมือที่ใช่ และประสานการทำงานให้ทุกอย่างออกมาในรูปแบบที่คุณต้องการ เช่น ถ้าคุณพิมพ์ว่า “ช่วยสร้างแผนแคมเปญแบบหลายช่องทางเพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ช่วงซัมเมอร์” Canva AI ก็จะช่วยสร้างทุกอย่างให้พร้อมต่อยอดหรือพร้อมนำไปใช้ได้ทันทีระบบวิเคราะห์วัตถุอัจฉริยะ (Object-Based Intelligence) ช่วยให้คุณแก้ไขงานได้แม่นยำขึ้น โดยไม่ต้องเริ่มใหม่ทั้งหมด แค่บอก Canva AI ว่าอยากปรับตรงไหน ระบบก็จัดการให้เฉพาะส่วนนั้นได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรูป ปรับข้อความพาดหัว หรือแก้ฟอนต์ใหม่ ก็ทำได้โดยไม่กระทบองค์ประกอบอื่นของงาน ด้วยพลังจากโมเดลการออกแบบเฉพาะของ Canva ทุกชิ้นงานที่ AI 2.0 สร้างขึ้นจะแยกออกเป็นเลเยอร์ให้คุณแก้ไขต่อได้ทุกชิ้น เหมือนมีโครงงานที่พร้อมให้คุณเข้าไปปรับแต่ง ต่อได้เต็มที่ ทีมจึงสามารถเข้ามาร่วมคอมเมนต์ ช่วยกันแก้ไข และปรับแก้งานต่อได้ทุกเมื่อหน่วยความจำ (Living Memory) ระบบจดจำอัจฉริยะจะยิ่งรู้ใจคุณมากขึ้นทุกครั้งที่ใช้งาน โดยเรียนรู้จากบริบท ความต้องการ และผลงานที่ผ่านมาของคุณ เพื่อช่วยคุมโทนงานให้สอดคล้องกับแบรนด์ และปรับการทำงานให้เข้ากับสไตล์ของคุณได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ Canva AI ยังปรับประสบการณ์ให้เป็นแบบเฉพาะตัวได้มากขึ้น ด้วยการอ้างอิงจากดีไซน์ที่คุณมีอยู่ เพื่อสร้างคลังความจำส่วนตัวและโปรไฟล์เกี่ยวกับคุณ เพื่อช่วยแนะนำสิ่งที่ตรงกับความต้องการได้มากขึ้นในทุกครั้งที่ใช้งานเวิร์คโฟลว์ใหม่ที่ฉลาดขึ้นCanva AI 2.0 ไม่ได้ช่วยแค่สร้างดีไซน์ แต่ยกระดับ Canva ให้เป็นแพลตฟอร์มหลักสำหรับการทำงานในทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นงานเล็ก ๆ ไปจนถึงแคมเปญเต็มรูปแบบ ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ในที่เดียว ทั้งเครื่องมือ เวิร์คโฟลว์ และผลงานที่พร้อมใช้งาน ช่วยให้ทีมทำงานได้เร็วขึ้น คล่องตัวขึ้น และจัดการทุกอย่างได้จบใน Canvaตัวเชื่อมข้อมูล รวมทุกงานไว้ในที่เดียว แทนที่จะปล่อยให้ข้อมูลจะกระจัดกระจายอยู่ตาม แอปต่าง ๆ Canva AI จะรวมทุกอย่างมาไว้ในที่เดียว เพื่อให้คุณทำงานได้ต่อเนื่องไม่มีสะดุด แค่คุณเชื่อมต่อเครื่องมืออย่าง Slack, Gmail, Google Drive หรือ Calendar ระบบก็สามารถนำข้อมูลจากในแชท เนื้อหา และตารางงาน มาช่วยสร้างงานที่ตรงใจคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการสรุปประเด็นจากบันทึกการประชุมใน Zoom แปลงอีเมลจากลูกค้าให้เป็นโปรโมชั่นแบบเฉพาะคน หรือทำจดหมายข่าวในองค์กรจากอัพเดตใน Slack ทุกอย่างก็ทำได้ในที่เดียว ณ ตอนนี้ ตัวเชื่อมข้อมูลรองรับ Slack, Notion, Zoom, HubSpot, Gmail, Google Drive และ Google Calendar และจะรองรับแอปอื่นๆ เพิ่มเติมในอนาคตตั้งเวลางาน: ให้งานรันไปเองแบบอัตโนมัติ (Work On Autopilot) เพียงตั้งค่าไว้ครั้งเดียว Canva AI ก็ช่วยดูแลงานที่เหลือให้เบื้องหลังได้เอง โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนต์โซเชียลสำหรับทุกแพลตฟอร์ม แปลออกมาเป็นหลากหลายภาษา หรือการสรุปบรีฟจากอีเมลเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมในแต่ละวัน งานทุกอย่างจะถูกจัดการให้เสร็จสรรพ พร้อมให้คุณใช้ได้ทันทีที่ล็อกอิน ย่นระยะเวลาการทำงานที่เคยต้องทำหลายชั่วโมง ให้เหลือเพียงไม่กี่วินาทีค้นหาข้อมูลจากเว็บ: Canva AI สามารถดึงข้อมูลจากทั่วอินเทอร์เน็ตมาใช้งานได้ตรงในดีไซน์ จะค้นหาทันทีหรือให้ Canva AI ทำงานอยู่เบื้องหลังก็ได้ จากนั้นระบบจะรวบรวมและจัดข้อมูลให้เป็นระเบียบ พร้อมแปลงออกมาเป็นคอนเทนต์บนหน้าดีไซน์ที่คุณแก้ไขต่อได้เลย ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอทางธุรกิจหรืออินไซต์สำหรับการสำรวจตลาด ก็พร้อมให้คุณหยิบไปต่อยอด ปรับแต่ง และแชร์ต่อได้ทันทีระบบ Branding อัจฉริยะ: งานเป๊ะตามแบรนด์ ตั้งแต่คลิกแรก ด้วยระบบ Brand Intelligence จะช่วยคุมโทนให้ทุกงานสอดคล้องกับแบรนด์เองอัตโนมัติ แค่เชื่อมต่อข้อมูลหรืออธิบายสิ่งที่คุณต้องการ Canva AI ก็จะช่วยจัดการฟอนต์ สี และสไตล์ให้เข้ากันในทุกดีไซน์ แม้งานเก่าก็อัพเดตให้ตรงแบรนด์ไกด์ไลน์ล่าสุดได้ง่ายๆ แค่สั่งครั้งเดียว ระบบก็ช่วยปรับงานให้ดูใหม่ขึ้นและตรงตาม แบรนด์มากขึ้น เปลี่ยนงานแก้ที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง ให้เสร็จได้ในไม่กี่วินาทีCanva Code 2.0 พร้อมฟีเจอร์นำเข้า HTML ฟีเจอร์ที่น่าจะถูกใจสายเว็บและคนที่อยากได้งานแบบ "ขยับได้" แค่บอกไอเดียระบบจะสร้างประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบและตอบโต้กับคนดูได้ทันที โดยจัดโครงสร้างงานมาให้อย่างดี ดีไซน์สวยงาม และรองรับการแสดงผลที่ลื่นไหลบนทุกอุปกรณ์ Canva โค้ดดิ้ง 2.0 มาพร้อมฟีเจอร์นำเข้า HTML ที่ช่วยให้คุณทำงานกับคอนเทนต์ AI ง่ายขึ้นกว่าเดิม คุณไม่จำเป็นต้องเริ่มเขียนโค้ดใหม่ทุกครั้งเวลาจะแก้งานอีกต่อไป เพียงอิมพอร์ตไฟล์ HTML หรือผลงานที่สร้างด้วย AI เข้ามาใน Canva ก็สามารถปรับแต่งต่อได้ทันทีผ่าน Visual Editor ทุกขั้นตอนเลยครบจบในที่เดียว ตั้งแต่การเพิ่มฟอร์มเพื่อส่งข้อมูลเข้า Canva Sheets หรือใส่ลูกเล่นแบบอินเทอร์แอ็คทีฟในงานพรีเซนเทชั่น ไปจนถึงเผยแพร่งานบนโดเมนของคุณเอง นอกจากนี้ เรายังรองรับระบบความปลอดภัยขั้นสูงอย่าง Single Sign-On (SSO)Sheets AI: สเปรดชีตอัจฉริยะที่ใช้งานง่ายกว่าเดิม แค่เพียงอธิบายสิ่งที่คุณต้องการจะดีไซน์ เพียงเท่านี้ฟีเจอร์ Canva AI 2.0 ก็จะช่วยเนรมิตตารางงานที่สมบูรณ์แบบ ทั้งโครงสร้างที่ชัดเจนและดีไซน์ที่สวยงาม พร้อมข้อมูลและการวิเคราะห์ที่ครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นตารางงบประมาณ แผนการดำเนินงาน ปฏิทินการทำงาน หรือตารางงานวิจัย ทุกข้อมูลจะถูกจัดระเบียบและออกแบบมาอย่างมืออาชีพพร้อมใช้งานทันทีTemplate Remix: คลังแรงบันดาลใจที่ไร้ขีดจำกัด คลังเทมเพลตของ Canva ที่จะก้าวเข้าสู่ความไร้ขีดจำกัดอย่างแท้จริง ด้วยการเปิดตัว Canva AI 2.0 แหล่งรวมแรงบันดาลใจที่ไม่สิ้นสุด ให้คุณได้ค้นหา นำมาปรับแต่งและสร้างสรรค์ในสไตล์ของตนเอง เพียงเริ่มจากสิ่งที่คุณสนใจ แล้วให้ Canva AI ช่วยเจียระไนต่อจนกลายเป็นผลงานที่ตรงใจคุณที่สุด ทุกเทมเพลตจะเป็นเพียง 'จุดเริ่มต้น' ของความเป็นไปได้นับล้าน ไม่ใช่ 'ข้อจำกัด' ในการออกแบบอีกต่อไปห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าหัวใจสำคัญของ Canva AI 2.0 คือห้องแล็บ AI ระดับแนวหน้าของ Canva ที่มีนักวิจัยกว่า 100 ชีวิต จากทีม Canva Original Research and Exploration (CORE) ร่วมกันสร้างสรรค์โมเดลรูปแบบมัลติโมดัล (multimodal foundation) ซึ่งเป็นโมเดลที่ถูกฝึกฝนด้วยข้อมูลหลายประเภทพร้อมกันรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่องานดีไซน์โดยเฉพาะการลงทุนในครั้งนี้ช่วยเร่งขีดความสามารถด้านงานวิจัยของ Canva ให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น จาก AI Model รุ่นแรกที่ต้องใช้เวลาพัฒนานานกว่า 2 ปี แต่ในปัจจุบัน ด้วยความรุดหน้าของโครงสร้างพื้นฐานในการฝึกฝนโมเดล (Training Infrastructure), สถาปัตยกรรมโมเดล และระบบการเรียนรู้แบบเสริมกำลัง (Closed-loop Reinforcement Learning) ส่งผลให้สามารถฝึกฝน ประเมินผล และเริ่มใช้งานโมเดลใหม่ๆ ได้ภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเท่านั้นในปัจจุบันงานวิจัยของ Canva ครอบคลุมเทคโนโลยี Visual AI อย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างรูปภาพ วิดีโอ และ Style Transfer ไปจนถึงการสร้างสรรค์และประเมินผลงานดีไซน์ในเชิงโครงสร้าง โดยโมเดลซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ Canva นั้น ไม่ได้ถูกปรับแต่งมาเพื่อคุณภาพของผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึงความรวดเร็ว ความสามารถในการแก้ไข และความสอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานจริงโดยโมเดลของ Canva มีความเร็วสูงกว่าถึง 7 เท่า และมีต้นทุนที่ประหยัดกว่าถึง 30 เท่า เมื่อเทียบกับโมเดลระดับแนวหน้าอื่นๆ ในระดับเดียวกัน เช่น:Canva Proteus (เทคโนโลยี Style Transfer): รวดเร็วกว่า 2 เท่า และประหยัดกว่าถึง 23 เท่าCanva Lucid Origin (การใช้ AI สร้างรูปภาพ): รวดเร็วกว่า 5 เท่า และประหยัดกว่าถึง 30 เท่าCanva I2V (การเปลี่ยนภาพนิ่งให้กลายเป็นวิดีโอ): รวดเร็วกว่า 7 เท่า และประหยัดกว่าถึง 17 เท่าและเพื่อรองรับการขยายตัวของงานวิจัยเหล่านี้ Canva กำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร รวมถึงระบบการฝึกฝนโมเดลภายในองค์กร ระบบจัดการการเรียนรู้แบบเสริมกำลังที่รองรับการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประมวลผลที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อส่งมอบเทคโนโลยีนี้ไปยังผู้ใช้งานกว่า 250 ล้านคนต่อเดือนทั่วโลกการขยายขอบเขตสู่ระบบนิเวศ AI ที่ครอบคลุม (AI Ecosystem)Canva ยังได้ประกาศความสามารถใหม่ในการนำผลงานที่สร้างจาก AI เข้าสู่แพลตฟอร์ม Canva ได้โดยตรง ซึ่งผลงานเหล่านั้นจะสามารถแก้ไขและทำงานร่วมกันได้ทันทีผ่านเครื่องมือ Drag-and-drop ที่ใช้งานง่ายของ Canva อีกทั้งยังสามารถเผยแพร่เป็นเว็บไซต์ที่ใช้งานได้จริงภายในไม่กี่คลิกในยุคที่ AI เข้ามาพลิกโฉมการสร้างสรรค์คอนเทนต์ แพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลกต่างร่วมมือกับ Canva เพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถอัพเกรดร่างชิ้นงานสู่ผลงานที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ แก้ไขได้อย่างอิสระ และสามารถนำไปต่อยอดขยายผลได้อย่างไร้ขีดจำกัด ด้วยความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้ส่งผลให้ Canva ทะยานขึ้นสู่การเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นบริษัทซอฟต์แวร์ชั้นนำที่มีอัตราการเติบโตในกลุ่มลูกค้าที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์ AI รวดเร็วที่สุด อ้างอิงจากรายงานวิจัยล่าสุดโดยบริษัทร่วมลงทุน (Venture Capital) ระดับโลกอย่าง Andreessen Horowitzเริ่มเปิดให้ทดลองใช้รอบ Preview 16 เมษายนนี้!ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนเป็นต้นไป Canva AI จะเปิดให้เริ่มทดลองใช้งานจริงในรูปแบบ Preview โดยจะมอบสิทธิ์ให้กับผู้ที่เข้ามาเจอเมนูนี้บนหน้าแรกของ Canva หลังจากนั้นจะทยอยเปิดให้ผู้ใช้งานทั่วไปเริ่มใช้งานในสัปดาห์ต่อ ๆ ไปทำความรู้จักกับ Canva Canva เปิดตัวครั้งแรกในปี 2013 และก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำของโลกที่รวมทุกเรื่องการสื่อสารด้วยภาพและการทำงานร่วมกันไว้ในที่เดียว ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ 'ใครๆ ก็ออกแบบได้' Canva จึงตอบโจทย์ทุกความต้องการด้านงานดีไซน์ ตั้งแต่องค์กรขนาดใหญ่ ธุรกิจรายย่อย ไปจนถึงผู้ใช้งานทั่วไปและนักเรียนนักศึกษาในกว่า 190 ประเทศทั่วโลก ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มหัดดีไซน์ หรือเป็นมือโปรที่มองหาเครื่องมือทรงพลัง Canva ก็พร้อมซัพพอร์ตให้ทุกคนมีสิ่งที่จำเป็นในการเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นผลงานที่สวยงาม ด้วยคลังคอนเทนต์จากนักออกแบบที่ครบครันที่สุดในโลก ผสมผสานกับผลิตภัณฑ์และเครื่องมือ AI เฉพาะตัวที่ช่วยยกระดับให้ทั้งรายบุคคลและทีมสามารถสร้างสรรค์ ทำงานร่วมกัน และสื่อสารกันได้อย่างง่ายดาย
ทันหุ้น • 21 เม.ย. 69
อ่าน
วิจารณ์เดือด! ผู้สร้าง God of War ซัด Crimson Desert ดีไซน์ก็อบลินเหยียดชาวยิว
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมาทันที เมื่อ David Jaffe ผู้สร้างเกมระดับตำนานอย่าง God of War ภาคแรก ออกมาแสดงความกังวลว่าดีไซน์ตัวละคร "ก็อบลิน" ในเกม Crimson Desert มีลักษณะที่เข้าข่ายการเหยียดชาวยิวโดยเขาได้โพสต์ภาพจากเควสต์ที่ชื่อว่า "The Flames of Greed" ซึ่งมีตัวละครก็อบลินจากกิลด์ที่ชื่อว่า "Goldleaf" ซึ่ง Jaffe มองว่าทั้งชื่อกิลด์และบริบทของเควสต์ที่เน้นเรื่องความโลภและการสะสมความมั่งคั่ง มันดันไปคล้ายคลึงกับนามสกุลและภาพจำในแง่ลบของชาวยิวในประวัติศาสตร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้Loving Crimson Desert. But...come on, @CrimsonDesert_ ...this is some antisemetic shit or at least it sure feels as such. Which hey, that's your right. I support your right but I don't gotta like it.The nose, the job, the mission name, and Goldleaf may as well be Goldberg. pic.twitter.com/EJiBCw778d— David Jaffe (@davidscottjaffe) March 29, 2026 โดย Jaffe ชี้ให้เห็นว่าลักษณะภายนอกของก็อบลินที่มีจมูกยาวและงุ้ม ผสมผสานกับบทบาทในเกมที่หมกมุ่นอยู่กับเงินทอง คือภาพจำที่เคยถูกใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อลดทอนคุณค่าของชาวยิวมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 14 จนถึงยุคนาซีแม้ว่าเขาจะออกตัวว่าตัวเขาเองชื่นชอบเกม Crimson Desert มากก็ตาม แต่เขาก็มองว่าการใช้ภาพลักษณ์แบบนี้มันสื่อถึงอคติที่ฝังรากลึกอยู่ในวัฒนธรรมแฟนตาซีมานาน ซึ่งกรณีนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับเรื่อง Harry Potter และเกม Hogwarts Legacy ที่โดนวิจารณ์เรื่องดีไซน์ก็อบลินคุมธนาคารซึ่งทางด้านปฏิกิริยาจากเหล่าเกมเมอร์นั้นแตกออกเป็นสองฝ่าย มีทั้งคนที่เห็นด้วยกับ Jaffe และคนที่มองว่าเขาคิดมากเกินไปจนถึงขั้นไล่ให้เขาไปพักผ่อน แต่ Jaffe ก็ออกมาตอกกลับในไลฟ์ว่าเขาโตมาในครอบครัวชาวยิว ทำให้เขาไวต่อสัญลักษณ์เหล่านี้เป็นพิเศษเขาเชื่อว่าทีมพัฒนา Pearl Abyss ในเกาหลีอาจจะไม่ได้มีเจตนาเหยียดโดยตรง แต่อาจจะซึมซับภาพลักษณ์ก็อบลินแบบนี้มาจากสื่อตะวันตกจนมองว่าเป็นเรื่องปกติในแนวแฟนตาซีไปแล้วสรุปคือ Jaffe ไม่ได้เรียกร้องให้มีการแบนหรือบอยคอตเกมแต่อย่างใด และยังสนับสนุนสิทธิในการแสดงออกทางศิลปะของผู้พัฒนา เพียงแต่เขาอยากจะชี้ให้เห็นว่าดีไซน์เหล่านี้มันสะท้อนถึงการเหยียดเชื้อชาติในอดีต และอยากให้วงการเกมระมัดระวังมากขึ้นในอนาคตนั่นเองHogwarts Legacyแปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com
Online Station • 3 เม.ย. 69
อ่าน
Hogwarts Legacy 2 เตรียมดึงดีไซน์จากซีรีส์ HBO มาใช้ จนแฟนหวั่นอาจทำเสน่ห์โลกเวทมนตร์เดิมเสีย
หลังจาก Hogwarts Legacy ภาคแรกทำยอดขายถล่มทลายแซงหน้าทุกเกมในปี 2023 จนกลายเป็นเกมระดับ AAA ที่แฟน ๆ ยอมรับว่าใกล้เคียงกับโลกเวทมนตร์ในฝันมากที่สุด แม้จะมีจุดบกพร่องไปบ้าง แต่เสน่ห์ของการตีความ "ฮอกวอตส์" ในแบบฉบับของตัวเองที่เป็นอิสระจากเวอร์ชันภาพยนตร์ คือสิ่งที่แฟนเกมรักที่สุดทว่าในภาคต่ออย่าง Hogwarts Legacy 2 ทาง Warner Bros. อาจกำลังตัดสินใจในสิ่งที่ท้าทายสุด ๆ นั่นคือการนำดีไซน์หรือองค์ประกอบจากซีรีส์ Harry Potter ของ HBO ที่เตรียมจะฉายในเดือนธันวาคม 2026 มาใส่ไว้ในเกมเพื่อเป็นการช่วยโปรโมตโปรเจกต์ใหม่ประเด็นที่น่ากังวลคือ ในขณะที่แฟนเกมตั้งตารอ Hogwarts Legacy 2 แต่ฝั่งซีรีส์ฉบับรีบูตกลับได้รับกระแสตอบรับที่ยังลูกผีลูกคน มีทั้งคนที่รอดูและคนที่ไม่โอเคกับการรีเมคใหม่ และการที่ Avalanche Software เลือกจะดึงดีไซน์จากซีรีส์มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตานักแสดงชุดใหม่ สถานที่สำคัญอย่างห้องหมากรุก หรือโทนของเรื่อง ก็อาจกลายเป็น "จุดด่างพร้อย" ของเกมได้หากซีรีส์ออกมาไม่ปังนอกจากนี้ เสน่ห์ที่คนรักในภาคแรกคือการที่เกมกล้าสร้างโลกเวทมนตร์ที่เป็นแบบของตัวเอง มีสีสันและดูมีมนต์ขลังในแบบฉบับเกม ดังนั้นการพยายามยัดเยียดเนื้อหาใหม่ ๆ จากซีรีส์เข้ามาเพื่อให้สอดคล้องอาจนำไปสู่สภาวะ "เนื้อหาเยอะจนล้น" และทำลายทิศทางใหม่ที่ภาคแรกปูทางไว้ได้ดีอยู่แล้วก็ได้อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้อาจถูกเลือกไปแล้วในขั้นตอนการพัฒนาตอนนี้ ซึ่งผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร คงต้องรอลุ้นกันว่าโลกเวทมนตร์ฉบับเกมจะยังรักษาเอกลักษณ์เดิมไว้ได้ หรือจะยอมเปลี่ยนไปเพื่อเดินตามรอยซีรีส์ฉบับรีบูตกันแน่แปลและเรียบเรียงจาก : gamerant.com
Online Station • 30 มี.ค. 69
อ่าน
เกลียดกันช้ะ? ทีมดีไซน์ Ghost of Yotei ลั่น บอส Takezo คือความสำเร็จ ที่ทำให้ผู้เล่นได้ "ทรมาน" ได้ดี
ใครที่ผ่านศึกหนักใน Ghost of Yotei มา คงไม่มีใครลืมชื่อของ "Takezo the Unrivalled" บอสลับสุดโหดที่ตบผู้เล่นร่วงจนแทบอยากปาจอยทิ้ง! แต่รู้ปะว่าท่ามกลางหยดน้ำตาและความหัวร้อนของผู้เล่น ทีมงาน Sucker Punch เขากลับนั่งดูเราตายอย่างมีความสุขซะงั้น!? ซึ่งล่าสุดหัวหน้าทีมดีไซน์ระบบต่อสู้ออกมายอมรับแบบทีเล่นทีจริงว่า เขาชอบมากที่เห็นผู้เล่น "ทรมาน" กับบอสตัวนี้ เพราะนั่นคือเป้าหมายที่เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่แรกไงล่ะ!?Theodore Fishman หัวหน้าทีมดีไซน์ระบบต่อสู้ของ Ghost of Yotei ได้ให้สัมภาษณ์ในงาน GDC 2026 ถึงเบื้องหลังการสร้างบอสสุดโหดอย่าง Takezo the Unrivalled โดยเขาพูดแบบขำ ๆ ว่า ใครก็ตามที่เคยสู้กับหมอนี่ "พวกคุณน่าจะเกลียดมันเข้าไส้เลยล่ะ"Fishman อธิบายว่าเป้าหมายของทีมคือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า "Super Boss" แบบที่มักจะเจอในเกมแนว JRPG ซึ่งจะเป็นความท้าทายระดับสูงสุดที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าผู้เล่นไม่อัพเกรดตัวละครมาแบบจัดเต็ม "นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดที่เราอยากทำ เพราะเราไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน" เขาบอกว่าที่ทำแบบนี้ก็เพราะอยากให้ผู้เล่นรู้สึกถึงการลองผิดลองถูก การจัดเซ็ตของ และความท้าทายที่รออยู่บนยอดเขานอกจากนี้เขายังสารภาพอีกว่า "ส่วนตัวผมชอบดูคนตายตอนสู้กับบอสตัวนี้มาก ผมปลื้มมันสุด ๆ เลยล่ะ" เขาบอกว่าการได้เห็นปฏิกิริยาของผู้เล่นและวิธีที่แต่ละคนพยายามแก้ปัญหาเพื่อเอาชนะมันคือสิ่งที่ยอดเยี่ยม แม้มันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มันได้สร้างอารมณ์ร่วมและประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ผู้เล่นไม่เคยได้รับจากเกมของพวกเขามาก่อนนอกจากเรื่องของ Takezo แล้ว เขายังแง้มถึงบอสใหญ่อย่าง "Saito" ด้วยว่า การออกแบบไฟนอลบอสนั้นยากเสมอ เพราะความคาดหวังของแฟน ๆ สูงมาก ทีมเลยตัดสินใจใส่ความดราม่าเรื่องปมครอบครัวและความแค้นลงไปจนกลายเป็นบอสที่มีถึง 4 เฟส แถมยังจัดเต็มด้วยอาวุธทุกชนิดในเกม เพื่อทดสอบทักษะทั้งหมดที่ผู้เล่นสั่งสมมาตลอดการเดินทางนั่นเองเรียกได้ว่าทางทีม Sucker Punch ตั้งใจออกแบบบอส Takezo ให้โหดหินระดับ Super Boss เพื่อท้าทายขีดจำกัดของผู้เล่น แถมยังยอมรับตรง ๆ ว่ามีความสุขมากที่เห็นคนเล่นตายซ้ำตายซากอีก เพราะนั่นแสดงว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการมอบประสบการณ์ที่ดุเดือดและตราตรึงใจ (แบบแค้นฝังหุ่น) ให้กับแฟนเกมได้จริง ๆแปลและเรียบเรียงจาก : gamesradar.com
Online Station • 16 มี.ค. 69
อ่าน
ยูนิโคล่ เปิดตัวคอลเลคชันลินิน กับไลน์อัพลินินหลายดีไซน์ในโทนสีมากกว่า 30 เฉด
ยูนิโคล่ แบรนด์เครื่องแต่งกายระดับโลกเปิดตัวคอลเลคชันพรีเมียมลินินออกแบบโดยแคลร์เวทเคลเลอร์(Clare Waight Keller)ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวอังกฤษไอเทมสำหรับผู้หญิงและผู้ชายผลิตจากลินินยุโรปคุณภาพสูง100%มาในโทนสีกว่า30เฉดนอกจากนี้ยังมีไอเทมลินินผสมที่ให้สัมผัสเรียบลื่นในหลากหลายดีไซน์ที่เหมาะสำหรับฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน เสื้อเชิ้ตพรีเมียมลินินคุณภาพสูงจากยูนิโคล่ เสื้อเชิ้ตพรีเมียมลินิน ให้สัมผัสนุ่ม พร้อมเนื้อผ้าเงางามอย่างมีระดับ สวมใส่สบาย เหมาะสำหรับฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน โดดเด่นด้วยกระบวนการกำจัดปมเส้นใยด้วยมืออย่างประณีตในทุกขั้นตอน ควบคู่กับการตัดเย็บอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ได้ผ้าลินินคุณภาพสูงที่ใช้งานได้ยาวนาน ฤดูกาลนี้ยังเพิ่มไอเทมใหม่อย่างเสื้อเชิ้ตคอสกิปเปอร์ทรงบ็อกซี่ มอบลุคเบาสบายในสไตล์แคชชวล พร้อมกางเกงขาสั้นผ้าลินินผสมเรยอน มอบสัมผัสนุ่มสบาย เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับการแต่งตัวในช่วงฤดูร้อน UNIQLO : C Premium Linen Capsule Collection นอกเหนือจากไลน์อัพไอเทมพื้นฐานแล้ว UNIQLO : Cยังเปิดตัวแคปซูลคอลเลคชันพิเศษที่ผลิตจากพรีเมียมลินิน100%เสื้อเบลเซอร์สำหรับผู้หญิงถูกตัดเย็บอย่างประณีต สร้างลุคที่ดูสง่างามและมีระดับ สามารถใส่เดี่ยวๆ เพื่อสร้างสไตล์ที่โดดเด่น หรือใส่เป็นไอเทมเพื่อคอมพลีทลุคเมื่อจับคู่กับเสื้อกั๊กและกางเกงขากว้างเนื้อผ้าเดียวกัน สำหรับผู้ชาย มีเสื้อเชิ้ตแจ็คเก็ตที่ได้แรงบันดาลใจจากเวิร์กแวร์ให้ความรู้สึกเบาสบายและคล่องตัว พร้อมกางเกงลินินทรงกว้าง ขาสอบ มีสไตล์และคงความสบายในการสวมใส่ได้อย่างลงตัว รายละเอียดสำหรับคอลเลคชันพรีเมียมลินินจากUNIQLO : C วันวางจำหน่าย : วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 สาขาที่วางจำหน่าย: ร้านยูนิโคล่สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ และออนไลน์สโตร์ ไลน์อัพ:ไอเทมสำหรับผู้หญิง3ไอเทม และไอเทมสำหรับผู้ชาย3ไอเทม ผู้หญิง ผู้ชาย เสื้อตัวนอก 2,990บาท เสื้อตัวนอก 2,490บาท เสื้อกั๊ก 1,490บาท เสื้อเชิ้ต 1,290บาท กางเกง 1,790บาท กางเกง 1,790บาท ยูนิโคล่แนะนำวิธีการดูแลผ้าลินิน ผ้าลินินเป็นเนื้อผ้าที่นิยมใช้กันอย่างมากโดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อน เนื่องจากมีคุณสมบัติดูดซับน้ำตามธรรมชาติและสามารถระบายความชื้นออกได้ง่าย จึงช่วยให้คุณรู้สึกเย็นสบายเมื่อสวมใส่ เส้นใยของผ้าลินินมีลักษณะเป็นโครงสร้างและมีความแน่น แต่ก็อาจเกิดการหดตัวและยับได้ในกรณีที่เนื้อผ้าดูดซับน้ำแล้วแห้งตัว โดยรอยยับจะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเมื่อผ้าแห้งและมีการเคลื่อนไหว จึงทำให้บางคนรู้สึกว่าผ้าลินิน "ดูแลยาก" อย่างไรก็ตาม การดูแลผ้าลินินจะไม่ใช่เรื่องยากหากคุณทราบเคล็ดลับง่ายๆ เพียงไม่กี่ข้อ บทความนี้จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการซักและเทคนิคการดูแลเพื่อให้คุณสามารถเก็บรักษาเสื้อผ้าลินินของคุณให้อยู่ในสภาพดีได้ยาวนานยิ่งขึ้น เคล็ดลับดังกล่าวไม่เพียงสามารถใช้ได้กับเสื้อเชิ้ตผ้าลินินเท่านั้น แต่ยังใช้ได้กับกางเกงและชุด เดรสด้วย ดังนั้นอย่าลืมลองนำไปใช้ดู! วิธีการดูแลผ้าลินิน 1.เคล็ดลับการซักผ้า แม้ว่าผ้าลินินจะเป็นเนื้อผ้าที่ได้จากธรรมชาติ แต่ผ้าลินินของยูนิโคล่ก็สามารถนำไปซักเครื่องได้ เพียงตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้เลือกใช้โหมดน้ำเย็นและรอบปั่นหมาดสั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผ้าเกิดรอยยับมากเกินไป เมื่อซักเสร็จแล้ว ให้นำเสื้อผ้าออกจากเครื่องโดยทันที จัดทรงให้เหมือนเดิม และนำไปแขวนตากให้แห้งในที่ร่มหรือในชายคาที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี ทั้งนี้ เส้นใยลินินมีแนวโน้มที่จะเกิดการยืดตัวได้ง่ายเมื่อเปียก ดังนั้นเพื่อลดการเกิดรอยยับ ให้ใช้แรงดึงเบาๆ ให้เนื้อผ้าเรียบในขณะที่ผ้ายังเปียกอยู่ก่อนจะนำไปแขวนตากให้แห้ง ด้วยขั้นตอนง่ายๆ นี้ รอยยับจะสามารถลดลงได้เมื่อผ้าแห้งแล้ว 2. เคล็ดลับการดูแลเพิ่มเติมเพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้น นอกจากการซักอย่างถูกวิธีแล้ว ยังมีขั้นตอนเพิ่มเติมอีกเล็กน้อยที่คุณสามารถนำไปใช้เพื่อดูแลเสื้อผ้าลินินของคุณให้อยู่ในสภาพดีได้ยาวนานยิ่งขึ้น ต่อไปนี้เป็นเทคนิคง่ายๆ บางอย่างที่จะช่วยให้ผ้าลินินของคุณดูดีอยู่เสมอ เคล็ดลับที่1:กลับด้านในของเสื้อผ้าออกมาเวลาซัก เพื่อป้องกันสีตกและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในขณะปั่นผ้า เคล็ดลับที่2:ใส่ไอเทมลินินลงในถุงซักผ้าตาข่ายก่อนซัก โดยพับแขนเสื้อไว้ที่ด้านหลังเพื่อป้องกันการเสียดสีของเนื้อผ้า เคล็ดลับที่3:เติมน้ำยาปรับผ้านุ่ม เพื่อลดรอยยับของผ้าลินินและมอบสัมผัสที่นุ่มนวลขึ้นหลังซัก เคล็ดลับที่4:จัดรูปทรงก่อนตาก ดึงเบาๆ ตรงช่วงไหล่ ปกเสื้อ และ ตะเข็บ เพื่อให้ได้ทรงสวยเมื่อแห้ง เคล็ดลับที่5:รีดในขณะที่ผ้าแห้งหมาดๆ ถ้ามีรอยยับ รีดด้วยระดับไฟปานกลางไปจนถึงร้อนเพื่อให้ผ้าเรียบขึ้น รีดทับผ้าอีกชั้นแทนการรีดจากเตารีดลงเนื้อผ้าลินินโดยตรง เพื่อป้องกันรอยเงาและความเสียหายจากความร้อน 3. เทคนิคการขจัดรอยยับของผ้าลินินที่แห้งแล้ว หากต้องการลดรอยยับบนผ้าลินินที่แห้งแล้ว ให้ฉีดน้ำลงบนเนื้อผ้าให้มีความชื้นเล็กน้อย จากนั้นค่อยๆ ใช้มือดึงรอยยับออกเบาๆ แล้วนำไปแขวนบนไม้แขวนเสื้อเพื่อให้เส้นใยแห้ง หากไม่มีขวดสเปรย์พ่นน้ำ คุณสามารถใช้ไอน้ำจากห้องน้ำได้ เพียงนำผ้าลินินไปแขวนในบริเวณที่มีไอน้ำเพื่อให้เนื้อผ้าดูดซับความชื้นก่อนที่จะดึงรอยยับให้เรียบ ผ้าลินินยิ่งใส่ยิ่งสวย รอยยับตามธรรมชาติของผ้าลินินถือเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป เนื้อผ้าจะยิ่งนุ่มและรอยยับจะค่อยๆ เนียนหายไปกับเนื้อผ้า ทำให้ได้ลุคที่ดูรีเล็กซ์สบายๆ เมื่อสวมใส่ สัมผัสความงามอันเป็นเอกลักษณ์ของผ้าลินินที่พร้อมอยู่เคียงข้างคุณในทุกช่วงเวลาจากไอเทมลินินโดยยูนิโคล่
ข่าว • 13 มี.ค. 69
อ่าน
“บิวกิ้น” เปิดตัวแท่งไฟ Ver.2 ดีไซน์เก๋คลื่นเสียงความถี่ เปิดจอง 14 ก.พ. วันวาเลนไทน์นี้
บิวกิ้น เปิดตัวแท่งไฟ Ver.2 ดีไซน์เก๋คลื่นเสียงความถี่ เปิดจอง 14 ก.พ. วันวาเลนไทน์นี้ สร้างปรากฎการณ์สมมงของคนปัง! สำหรับ บิวกิ้น พุฒิพงศ์ หลังคอนเสิร์ตเดี่ยว BILLKIN FEELQUENCY CONCERT PRESENTED BY CP ที่จะจัดขึ้น ที่อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานีวันที่ 13 -14 - 15 มีนาคม 2026 ขายบัตรหมดทั้ง 3 รอบการแสดง ซึ่ง บิวกิ้น เล่าว่า FEELQUENCY เป็นการเล่นคำกันระหว่าง Feeling + Frequency เปลี่ยนเหมือนเพลงทุกแนวที่ใส่ความหมายและอารมณ์ ผ่านเสียงเพลงหรือเครื่องดนตรีต่างๆที่มีคลื่นความถี่ส่งมาถึงคนฟัง เป็นความถี่ที่มีความรู้สึก ล่าสุด(11 ก.พ. 69) ทาง Billkin Entertainment ได้เปิดตัวแท่งไฟ Ver.2 ของ บิวกิ้น แท่งไฟเวอร์ชั่นล่าสุดที่แฟนคลับต้องมีไว้ติดตัว เพื่อเอาไปโบกพร้อมกันในคอนเสิร์ต ตัวแท่งไฟครั้งนี้มาธีมเเดียวกันกับชื่อคอนเสิร์ตของ บิวกิ้น เพราะตรงหัวแท่งไฟดีไซน์เก๋ข้างในให้เป็นรูปคลื่นความถี่ และตรงฐานแท่งไฟก็ยังเป็นไฟฉายได้อีกด้วย แต่ไม่ใช่ไฟฉายธรรมดา เพราะถ้าเอาไปฉายตรงผนังจะเป็นชื่อ BILLKIN แฟนๆเตรียมกดซื้อแท่งไฟ Ver.2 กันได้ วันที่ 14 ก.พ. วันวาเลนไทน์นี้ ทาง www.waawbkk.com บอกเลยว่าของมันต้องมีนะเธอ!
ดาราเดลี่บันเทิง • 11 ก.พ. 69
อ่าน
ผู้เล่น Arknights: Endfield พบว่าตัวละครในเกมเป็นสีฟ้า หลงเข้าใจผิดว่าเป็นดีไซน์ ที่ไหนได้กลับเป็นบั๊กซะงั้น!
เกิดเป็นเรื่อวราวที่เข้าใจผิด เมื่อผู้เล่น Arknights: Endfield ชาวญี่ปุ่นได้พบว่าตัวละครทั้งหมดภายในเกมกลายเป็นสีฟ้าโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งในตอนแรกเข้าใจว่าเป็นการดีไซน์ออกแบบตัวละครมนุษย์ต่างดาว และหลังจากลองเล่นไปหลายชั่วโมงจึงได้รู้ว่านี่มันเป็น "บั๊ก" นี่น่า...เรื่องมันมีอยู่ว่าผู้ใช้งานบน X ที่มีชื่อว่า 鳩麦@hatomugi_x ได้ลองเล่น Arknights: Endfield และพบว่าผิวตัวละครทั้งหมดภายในเกมกลายเป็นสีฟ้า ซึ่งด้วยโทนเนื้อเรื่องของเกมที่เป็นแนว "ไซไฟอวกาศ" จึงไม่ใช่เรื่องแปลกนักที่จะเห็น Endministrator และ Perlica เวอร์ชันผิวสีน้ำเงินในช่วงบทสอนเล่น ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้สึกเอะใจแต่อย่างใด จนกระทั่งมาถึงฉากที่ Perlica ยื่นแอปเปิลให้ Endministrator (ซึ่งเป็นแอปเปิลสีน้ำเงินอย่างเห็นได้ชัด) จึงทำให้รู้สึกว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแล้วซึ่งสุดท้ายแล้ว เขาพบว่ามันเกิดจากบั๊กเฉดสีที่ทำให้ให้โทนสีโดยรวมไม่ว่าจะเป็นตัวละคร เสื้อผ้า อาวุธ และอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ กลายเป็นสีฟ้าไปหมด และเมื่อเจอลึกเข้าไปก็พบอีกว่าพวกมเนูต่าง ๆ ที่ปกติเป็นสีเหลืองก็เปลี่ยนเป็นสีฟ้าเช่นกัน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดบั๊กในลักษณะนี้ เพราะหลังจากที่ประเด็นนี้กลายเป็นไวรัลก็มีผู้เล่นรายอื่น ๆ ประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบนี้เช่นเดียวกัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นเพราะการอัปเดตไดรเวอร์การ์ดจอตัวใหม่ เพราะเมื่อลองกลับไปใช้ไดรเวอร์การ์ดจอเวอร์ชั่นก่อนหน้านี้ ปัญหาบั๊กนี้ก็หายไปทันทีแปลและเรียบเรียงจากhttps://automaton-media.com
Online Station • 30 ม.ค. 69
อ่าน
เผยนาฬิกาผู้ชายหรูดีไซน์ "อาชา" เสริมเฮงปีม้า พลังแห่งชัยชนะบนข้อมือคุณ
เปิดตัวนาฬิกาผู้ชายหรูดีไซน์ อาชา สัญลักษณ์แห่งพลังปีม้า เสริมโชคลาภและความสำเร็จบนข้อมือคุณ ดีไซน์เรียบหรู ผสานความหมายแห่งชัยชนะ เหมาะสำหรับสุภาพบุรุษที่ต้องการเสริมภาพลักษณ์และดวงเฮงในปีแห่งการก้าวหน้ามีรุ่นไหนบ้างที่ควรค่าน่าสะสมในปีนี้ เผยนาฬิกาผู้ชายหรูดีไซน์ "อาชา" เสริมเฮงปีม้า พลังแห่งชัยชนะบนข้อมือคุณ Vacheron Constantin: Mtiers d'Art The Legend of the Chinese Zodiac Year of the Horse นาฬิกาเรือนนี้คือการผสมผสานระหว่างศิลปะชั้นสูงและตำนานนักษัตรจีน ปีมะเมีย ถ่ายทอดผ่านแนวคิด Mtiers d'Art หรือศิลปะเชิงช่างที่หาชมได้ยากในปัจจุบัน สะท้อนความประณีตและความหมายมงคลในทุกองค์ประกอบ ศาสตร์แห่งศิลป์บนหน้าปัด: เมื่อความเชื่อผสานกลไกชั้นสูง จุดเด่นของเรือนเวลานี้อยู่ที่ หน้าปัดทองคำ 18K ซึ่งถูกเนรมิตให้เป็นฉากธรรมชาติอันวิจิตรด้วยเทคนิค การลงยาจิ๋วแบบทึบ (Grand Feu Enamel) สร้างลวดลายแมกไม้ที่ซับซ้อนเพื่อเพิ่มมิติความลึก ก่อนจะประดับด้วยงาน แกะสลักมือรูปม้าในท่ากระโจน สื่อถึงพลังและชีวิตชีวาตามคติสิริมงคลของชาวจีน เพื่อให้งานศิลป์โดดเด่นที่สุดโดยไม่มีสิ่งใดบดบัง Vacheron Constantin จึงเลือกใช้ หน้าปัดแบบไร้เข็ม แสดงผลผ่าน หน้าต่าง 4 ช่อง รอบหน้าปัดสำหรับบอกชั่วโมง นาที วัน และวันที่ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของกลไกตระกูลนี้ เปิดพื้นที่ให้ผู้ครอบครองได้ชื่นชมความงดงามของงานช่างศิลป์อย่างเต็มสายตา รายละเอียดทางเทคนิค Ref: 86073/000R-H067 ตัวเรือน: Pink Gold 18K (5N) ขนาด 40 มม. หรูหราในสไตล์ Dress Watch กลไก: Calibre 2460 G4/3 ระบบไขลานอัตโนมัติ In-house ประกอบจากชิ้นส่วนกว่า 237 ชิ้น มาตรฐาน: Hallmark of Geneva (Poinon de Genve) การันตีแหล่งกำเนิด ความทนทาน และการตกแต่งกลไกที่ประณีต ประสิทธิภาพ: สำรองพลังงาน 40 ชั่วโมง ความถี่ 4 Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) ฟังก์ชัน Balance-stop เพื่อการตั้งเวลาที่แม่นยำ ฝาหลัง: กระจก Sapphire เผยให้เห็นกลไกและโรเตอร์ทองคำตกแต่งอย่างงดงาม สาย: หนังจระเข้สีน้ำตาล พร้อมบานพับ Triple Folding Clasp ทำจาก Pink Gold 18K ราคาโดยประมาณ: 4,000,000 บาท LONGINES MASTER COLLECTION: YEAR OF THE HORSE EDITION นาฬิกาเรือนพิเศษที่สะท้อนความหมายมงคลของ ปีมะเมีย ผ่านการใช้ สีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคลาภและความรุ่งเรือง ผสานเข้ากับฟังก์ชัน Moonphase อันเป็นเอกลักษณ์ของ Longines ทำให้ภาพลักษณ์ดูภูมิฐาน หรูหรา แต่แฝงด้วยความร้อนแรงและร่วมสมัยอย่างลงตัว เสน่ห์แห่งสีมงคลและกลไกเหนือระดับ จุดเด่นของเรือนเวลานี้คือ หน้าปัด Sunray Red Gradient ที่ไล่เฉดสีแดงอย่างมีมิติ เมื่อกระทบแสงจะสะท้อนประกายแวววาว สร้างความโดดเด่นที่หาได้ยากในรุ่นมาตรฐาน มอบลุคสปอร์ตโฉบเฉี่ยวแต่ยังคงความหรูหรา โดยมีไฮไลต์อยู่ที่ ฟังก์ชัน Moonphase ตำแหน่ง 6 นาฬิกา แสดงข้างขึ้นข้างแรม ล้อมรอบด้วยเข็มระบุวันที่ ซึ่งเป็นเลย์เอาต์ยอดนิยมที่แฟนตัวยงของคอลเลกชันนี้หลงรัก หัวใจสำคัญ: กลไกที่เที่ยงตรงและทนทาน ภายใต้ความสวยงามคือกลไก In-house Calibre L899 ระบบออโตเมติกที่ได้รับการอัปเกรดให้สำรองพลังงานได้นานถึง 72 ชั่วโมง (3 วันเต็ม) พร้อมเทคโนโลยี Silicon Balance-spring ที่ช่วยต้านทานสนามแม่เหล็กได้อย่างยอดเยี่ยม ส่งผลให้เครื่องเดินเที่ยงตรงและทนทานต่อการใช้งานระยะยาวอย่างมั่นใจ รายละเอียดทางเทคนิค รุ่น: L2.919.4.09.2 ตัวเรือน: Stainless Steel ขัดเงาสวยงาม ขนาด 42 มม. (ความหนา 11.20 มม.) เหมาะกับข้อมือมาตรฐานถึงใหญ่ ฝาหลัง: Transparent Case Back เผยให้เห็นกลไกผ่านกระจก Sapphire สาย: หนังจระเข้สีดำ พร้อมบานพับล็อกนิรภัย 3 ชั้น (Triple Safety Folding Clasp) ใช้งานง่ายและมั่นคง ราคาโดยประมาณ: 106,600 บาท Oris Artelier Calibre 113: Year of the Horse Limited Edition นาฬิกาเรือนพิเศษที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง ปีม้าไฟ (Fire Horse) ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งความกระตือรือร้น ความมั่นใจ และพลังขับเคลื่อน ผ่านการออกแบบที่โดดเด่นด้วยโทนสีแดงเพลิงและสีแดงก่ำ (Crimson) บนโมเดลหรู Artelier ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Oris ที่สุดของนวัตกรรม 10 วัน กับจิตวิญญาณแห่งม้าไฟ หน้าปัดไล่เฉดสีแดงเข้มสะท้อนความทรงพลังและเสน่ห์ลุ่มลึก ขับเคลื่อนด้วยกลไก In-house Calibre 113 ระบบไขลานมือที่ Oris ภาคภูมิใจ โดดเด่นด้วยตลับลานเดี่ยวที่สามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 10 วันเต็ม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่หาได้ยากในตลาดนาฬิกาหรู นอกจากความทนทานแล้ว ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Business Calendar ที่แสดงข้อมูลครบถ้วนทั้งวัน, วันที่, สัปดาห์ และเดือน บนหน้าปัดอย่างลงตัว ตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการความเที่ยงตรงและความสะดวกในชีวิตประจำวัน ไฮไลท์ที่ทำให้แตกต่าง ฟังก์ชัน Non-linear Power Reserve Indicator ที่ตำแหน่ง 3 นาฬิกา แสดงพลังงานสำรองแบบไม่เป็นเส้นตรง โดยเข็มจะขยับถี่ขึ้นเมื่อพลังงานใกล้หมดเพื่อเตือนผู้ใช้งาน และความพิเศษเฉพาะรุ่นคือ ลูกเล่นเชิงศิลป์ เมื่อพลังงานเต็มจะปรากฏรูป ม้ากำลังวิ่ง สื่อถึงความกระตือรือร้น และเปลี่ยนเป็น ม้านอนพัก เมื่อพลังงานหมดลง เป็นการผสมผสานวิศวกรรมและศิลปะได้อย่างน่าทึ่ง รายละเอียดทางเทคนิค รุ่น: 01 113 7806 4088-Set จำนวนผลิต: จำกัดเพียง 88 เรือนทั่วโลก ตัวเรือน: Stainless Steel ขนาด 43.00 มม. ดีไซน์ Multi-piece เงางามและซับซ้อน กระจก: Sapphire ทรงโดมทั้งสองด้าน เคลือบสารกันสะท้อนด้านใน เพื่อมองเห็นหน้าปัดสีแดงได้ชัดเจน ฝาหลัง: แบบขันเกลียว โชว์กลไก Calibre 113 ผ่านกระจก Sapphire พร้อมสลักสัญลักษณ์ Limited Edition ระบบ: ไขลานมือ (Hand-winding) ความถี่: 21,600 vph (3 Hz) สาย: หนังคุณภาพสูง พร้อมตัวล็อกสวมใส่สบาย การรับประกัน: 2 ปี และขยายเป็น 5 ปีเมื่อลงทะเบียน MyOris ราคาโดยประมาณ: 250,920 บาท TAG Heuer Carrera Chronograph: Year of the Horse การเฉลิมฉลองปีนักษัตรม้า โดยเฉพาะ ม้าไฟ ที่ผสานจิตวิญญาณแห่งการแข่งขันของ Carrera เข้ากับสัญลักษณ์มงคลของตะวันออกได้อย่างลงตัว ในขนาดตัวเรือนที่นักสะสมทั่วโลกถวิลหา เมื่อความเร็วบรรจบกับจิตวิญญาณแห่งม้าไฟ นาฬิกาเรือนนี้สร้างความประทับใจตั้งแต่แรกเห็นด้วย หน้าปัด Fire Horse ที่ไล่เฉดสีอย่างมีชั้นเชิง จากสีเบจแชมเปญไปจนถึงสีแดงก่ำ สื่อถึงพลังของถ่านไฟที่ลุกโชน พร้อมประดับตัวอักษรจีน 马 (ม้า) ที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกาอย่างสง่างาม องค์ประกอบทั้งหมดถูกบรรจุใน ตัวเรือน Glassbox ขนาด 39 มม. ใช้กระจกแซฟไฟร์ทรงโดมโค้งมนคลุมถึงขอบหน้าปัด ซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ใหม่ของ TAG Heuer มอบลุคร่วมสมัยที่แฝงกลิ่นอายวินเทจ ใส่สบายและโดดเด่นทุกมุมมอง ดีไซน์ที่หรูหราและทรงพลัง ความหรูหราถูกเติมเต็มด้วย เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบ Rose Gold 18K (5N) ตัดกับสีแดงของสารเรืองแสงอย่างดุดัน เสริมบารมีด้วย สายสแตนเลสสตีลแบบเมล็ดข้าว (Beads-of-Rice) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่มนวลแนบข้อมือ พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์คลาสสิกและทรงคุณค่า สมกับการเชื่อมโยงมรดกแห่งการแข่งขันเข้ากับวัฒนธรรมตะวันออกได้อย่างสมบูรณ์แบบ รายละเอียดทางเทคนิค รุ่น: CBS221D.BA0048 กลไก: Calibre TH20-07 โครโนกราฟอัตโนมัติ In-house รุ่นล่าสุด พัฒนาต่อยอดเพื่อความแม่นยำสูงสุด พลังงานสำรอง: 80 ชั่วโมง (มากกว่า 3 วัน) มั่นใจแม้หยุดใช้งานช่วงวันหยุด ฝาหลัง: เปลือยโชว์กลไกผ่านกระจกแซฟไฟร์ พร้อมงานตกแต่งประณีตตามมาตรฐาน TAG Heuer วัสดุ: สแตนเลสสตีล ขัดเงาสลับด้าน (Fine-Brushed/Polished) การกันน้ำ: 100 เมตร ใช้งานได้สบายในชีวิตประจำวัน ความเอ็กซ์คลูซีฟ: ผลิตจำกัดเพียง 250 เรือน พร้อมหมายเลขกำกับเฉพาะ และกล่องบรรจุภัณฑ์ดีไซน์พิเศษ ราคาโดยประมาณ: 247,000 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph CBL218B.FT6236 ราคาเท่าไหร่ ยลโฉม TAG HEUER X SENNA รุ่นนักขับระดับตำนาน ผลิตกี่เรือน ราคาเท่าไหร่ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph Racing Green ราคาเท่าไหร่ผลิตกี่เรือน เปิดโฉม TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition ราคาเท่าไหร่ เปิดราคาส่องสเปค The TAG Heuer x Kith Formula 1 โดนใจขนาดไหนราคาเปิดตัวเท่าไหร่
ไลฟ์สไตล์ • 9 ม.ค. 69
อ่าน
7 นาฬิกา Casio ผู้หญิง รุ่นไหนดี 2026 ดีไซน์เก๋ ใส่แล้วดูแพง ไม่แพ้แบรนด์หรู
นาฬิกา Casio แบรนด์นาฬิกาสัญชาติญี่ปุ่นที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง ทนทาน และดีไซน์ที่สวยทันสมัย แทบจะพูดได้ว่าไม่มีใครไม่รู้จัก งั้นเรามาส่องกันดีกว่าค่ะว่า นาฬิกา Casio ผู้หญิง รุ่นไหนดี 2026 ดีไซน์เก๋ ใส่แล้วดูแพง ไม่แพ้แบรนด์ไฮเอนด์ แถมราคาเริ่มต้นที่หลักพ้นต้นๆ แต่คุณภาพและดีไซน์ คือดีงามเกินราคา! สาวๆ จะหยิบมาแมตช์กับลุคไหนๆ ก็มอบโททัลลุคแบบผู้ดี มีคลาสให้คุณ แถมบางรุ่นใส่แล้วยังช่วยขับผิวให้ผุดผ่อง ออร่าไฮโซจับอีกด้วย จะมีรุ่นไหนเข้าตาสาวๆ บ้างก็ตามมาอ่านกันเลยค่า นาฬิกา Casio ผู้หญิง ยอดนิยม 2026 ดีไซน์สวย น่าซื้อ 1. Casio LTP-1302DD-4A1V เราขอเริ่มต้นด้วยการพาสาวๆ Back to basic กับนาฬิกา Casio รุ่นมาตรฐานเรือนนี้ ด้วยรูปลักษณ์ที่ละม้ายคล้ายนาฬิกาแบรนด์เนมสุดหรู ซึ่งเค้ามาด้วยระบบ Analog และฟังก์ชันกันน้ำลึก 50 เมตร หน้าปัดขนาดประมาณ 30 มม. สีชมพูหวานแบบ Sunray ที่มีความเล่นแสงเป็นแนวเหมือนยามดวงอาทิตย์สาดส่อง (นอกจากสีชมพูเค้าก็มีสีอื่นๆ ด้วย!) ตัดกับเข็มนาฬิกาทรงเรียวยาวสีเงิน ทั้งยังมีวันที่แสดงในตำแหน่ง 3 นาฬิกา พร้อมเพิ่มความโดดเด่นด้วยดีเทลขอบหน้าปัดแบบเซาะร่อง ส่วนตัวเรือนชุบเคลือบด้วยไอออน สายนาฬิกาเป็นสตีลข้อต่อ 3 ชิ้นที่ทนทานและเงาวาวกำลังดี ขับให้นาฬิกาเรือนนี้ดูเรียบหรูแฝงความอ่อนหวาน ได้ลุคน้อยแต่มากแบบ Smart casual อย่างไร้ที่ติ! ราคาปัจจุบัน 2,300 บาท 2. Casio LTP-1234LL-7A ตอกย้ำความวินเทจ ดื่มด่ำไปกับความหรูหราที่เรียบง่าย สไตล์ Quiet Luxury เราขอชี้เป้านาฬิกา Casio สายหนังรุ่นนี้ค่ะ เรือนนี้เค้าเป็นนาฬิการะบบ Analog แบบดั้งเดิม ขนาด 3221 มม. พรางข้อมือให้ดูเรียวเล็กลง ซึ่งเค้ามาด้วยหน้าปัดสตีลทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพิ่มเติมตัวเลขบอกเวลาแบบอารบิก 4 ตำแหน่ง พร้อมยกระดับความคลาสสิกไม่รู้จบด้วยตัวเรือนทรงถังบาร์เรลที่ประดับด้วยเข็มนาฬิกาทรง Sword และเม็ดมะยมสีเงิน จับคู่กับสายหนังแท้สีดำลวดลายสวยงาม ใส่แล้วให้ฟินิชลุคผู้หญิงเท่ เด็ดเดี่ยว ปราดเปรียวสไตล์ Girl boss! จะหยิบมาใส่เมื่อไหร่ก็ไม่เชย สมเป็น Timeless Pieces ที่สุด! ราคาปัจจุบัน 2,100 บาท 3. Casio SHE-4554PG-4A อดใจไม่ไหวจนต้องหยิบมาฝากสาวๆ ค่ะกับนาฬิกาคาสิโอ Sheen สี Pink gold คุมโทนอีกหนึ่งรุ่นที่ใส่แล้วขับผิวสุดๆ เรือนนี้! ซึ่งยังคงใช้การบอกเวลาแบบดั้งเดิมที่มีความเที่ยงตรง มาด้วยหน้าปัดทรงกลมดีไซน์ขอบลบมุม 8 เหลี่ยมขัดเงาอันเป็นเอกลักษณ์ ผสมผสานการแสดงวันที่และการบอกเวลาด้วยตัวเลขโรมันในตำแหน่ง 3 6 9 12 นาฬิกา ประกอบกับเข็มนาฬิกาทรงเรียวยาว ตัวเรือนและสายเป็นสตีลชุบไอออนสี Pink gold ทั่วทั้งเรือน ขับให้ผู้สวมใส่มีบุคลิกสง่าสดใส เปี่ยมด้วยความ Feminine สไตล์ลูกคุณ! นอกจากนี้เค้ายังมาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำลึก 50 เมตร ขอบอกว่าใช้ในชีวิตประจำวันได้สบาย! ราคาปัจจุบัน 6,000 บาท 4. Casio SHE-4559G-8A สาวไหนต้องการนาฬิกาที่บ่งบอกถึงความ Modern luxury มอบโททัลลุคสุดไฮคลาส ทันสมัย ดุจไฮโซสาวท่านหนึ่งให้กับคุณ จะขาดนาฬิกาเรือนนี้ไปไม่ได้เลยค่ะ บอกเลยว่าสาวข้อมือเล็กต้องชอบ! เพราะเป็นรุ่นตัวเรือนขนาดกลาง มาด้วยหน้าปัดทรงกลมสีเทาเจือน้ำเงินล้อแสง ประกอบกับกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่ช่วยป้องกันรอยขีดข่วนได้ดี ทั้งยังจับคู่กับเข็มนาฬิกาทรงดาบ ผสมผสานการบอกเวลา 4 ตำแหน่งแบบไม่ใช้ตัวเลข ส่วนตัวเรือนและสายเคลือบทับด้วยไอออนสีทองอ่อน จึงช่วยขับให้ลุคดูเรียบหรู แฝงความมินิมอลได้อย่างสมบูรณ์แบบ อีกทั้งยังสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตรด้วยค่ะ เป็นอีกเรือนที่ใส่ไปทำงานก็หรู ใส่ออกงานก็เริ่ด ครบจบในเครื่องเดียว! ราคาปัจจุบัน 7,500 บาท 5. Casio MSG-S500G-7A มาถึงนาฬิกา Casio Baby G G-MS สายเรซินสีขาวบริสุทธิ์กับตัวเรือนสีทองส่องประกาย ดีไซน์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยสะดุดตาเรือนนี้กันบ้างค่า ด้วยตัวเรือนขนาด 42.437.1 มม. เป็นสตีลเคลือบไอออนสีทองรับกับกรอบหน้าปัดแบบเรียบ พร้อมดีเทลขัดเงาผิวกระจกและลายขนแมวดูเหลือบแสง แมตช์เพิ่มความทันสมัยด้วยตัวเลขบอกเวลาแบบสามมิติและการแสดงวันที่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา เพิ่มเติมด้วยเข็มนาฬิกาสีขาวทอง นอกจากนี้เค้ายังสามารถกันน้ำได้ลึกมากถึง 100 เมตร และมีระบบชาร์จไฟด้วยพลังงานแสงด้วยค่ะ สาวคนไหนอยากได้นาฬิกาที่ใส่แล้วคอมพลีตลุคมินิมอล แฝงไปด้วยความเรียบหรู แบบไม่ตะโกน แถมดูทะมัดทะแมง สปอร์ตเบาๆ ทนทาน เหมาะกับการใช้งานหนัก เรือนนี้แหละใช่เลย! ราคาปัจจุบัน 6,900 บาท 6. Casio SHE-4556SPG-5A หากถามว่านาฬิการุ่นไหนของคาสิโอ แมตช์กับอะไรก็ไม่จม ไม่หาย ใส่ไปงานสังคม แล้วสวยเด่นจนใครเห็นเป็นต้องมองซ้ำ! เราขอยกให้ Casio sheen เรือนนี้ที่มาด้วยราคาพันปลายๆ แต่สวยประณีตเหมือนนาฬิกาเฉียดแสน ซึ่งช่วยส่งเสริมให้ผู้สวมใส่ดู Professional สวยสง่าเลอค่า สไตล์ Glamorous! โดยตัวเรือนของเค้ามีขนาด 3932 มม. เป็นสตีลชุบไอออนสีพิ้งค์โกลด์ หน้าปัดสีน้ำตาลเหลือบแสง ตัดกับเข็มนาฬิกาสีเดียวกับตัวเรือน ปิดทับด้วยกระจกคริสตัลแซฟไฟร์ที่แข็งแรงทนทาน ยากต่อการเกิดรอยขีดข่วน พร้อมเพิ่มความหรูหราเหนือระดับด้วยวงแหวนคริสตัลเปล่งประกายแวววาว และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ สายนาฬิกาเส้นเล็กแบบทูโทนแบบ 3 ข้อต่อ มอบฟินิชลุคเก๋ หวานละมุนแต่ไม่เลี่ยน ไม่เพียงเท่านี้ยังเพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติการกันน้ำลึก 50 เมตรอีกด้วย ราคาปัจจุบัน 7,300 บาท 7. Casio GM-S2100BR-5A ปิดท้ายด้วยนาฬิกาทรงสปอร์ต โทนสีบรอนซ์เป็นประกายแสนอบอุ่นมั่นคง ที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ เคล้าไปกับกลิ่นอายของความสง่า ใส่แล้วได้ฟินิช Classy look สไตล์นักธุรกิจสาวสุดสตรอง ทั้งเก๋และเท่ในเวลาเดียวกัน โดยตัวเรือนของเค้าเป็นสตีล พร้อมหน้าปัดกรอบโลหะขัดเงาชุบไอออนสีน้ำตาล ที่มาพร้อมการแสดงเวลาแบบแอนะล็อกและดิจิทัล เพิ่มเติมด้วยสายเรซินสีบรอนซ์โมโนโครม ส่งให้นาฬิการุ่นนี้ดูสวยงามประณีตยิ่งขึ้น แม้รูปลักษณ์จะเพรียวบางรับกับข้อมือของสาวๆ มากกว่า G-shock รุ่นอื่น แต่ฟังก์ชันจัดเต็มไม่แพ้รุ่นไหนๆ เลยล่ะค่ะ! ไม่ว่าจะเป็นการกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร แสดงปฏิทินอัตโนมัติ มีไฟส่องหน้าปัด ทำให้มองเห็นในที่มืดได้ง่าย สามารถตั้งการปลุกวันละ 5 เวลาและจับเวลาอย่างแม่นยำ รวมถึงฟังก์ชัน World time ที่สามารถแสดงเวลาของเมืองต่างๆ ได้ถึง 31 ไทม์โซน ตอบโจทย์การใช้งานแบบสมบุกสมบัน หรูแต่ลุยได้ทุกสถานการณ์! ราคาปัจจุบัน 9,200 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ ป้ายยา! 8 นาฬิกาผู้หญิง แบรนด์เนม รุ่นฮิต 2026 ดีไซน์หรู ดูแพง ใส่แล้วขับผิวสุดๆ 6 นาฬิกา Vivienne Westwood รุ่นไหนดี ราคาไม่ถึงหมื่น ใส่สวย ดูหรู!
มิกซ์แอนด์แมทช์ • 7 ม.ค. 69
อ่าน
“เอ็ม เอกซ์” ชวนเฉลิมฉลองปีใหม่ และตรุษจีนปีมะเมีย เติมความสุขด้วยขนมอบพรีเมียม ดีไซน์พิเศษ สไตล์ฮ่องกง
ต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2569 และตรุษจีนปีมะเมีย เอ็ม เอกซ์ (MX cakes bakery) ชวนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งการสังสรรค์ในปี 2569 ซึ่งเป็นปีม้า สัญลักษณ์แห่งพลัง ความแข็งแกร่ง และความหวัง ถ่ายทอดความปรารถนาดีและคำอวยพรอันเป็นมงคล ผ่านขนมนำเข้าจากฮ่องกงหลากหลายชนิด โดดเด่นด้วยคอลเลกชันกล่องของขวัญดีไซน์สวยงาม เหมาะสำหรับมอบในโอกาสพิเศษ โดยเฉพาะ เอ้กโรล สูตรต้นตำรับแท้ ๆ จากฮ่องกง และ มิลล์เฟย หลากรสชาติ ทุกชิ้นอันแน่นด้วยความอร่อย และกลิ่นหอมชวนหลงใหล สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณภาพและรสชาติระดับพรีเมียมในช่วงเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองโดยทุกกล่องนำเข้าและผลิตจากฮ่องกง เริ่มต้นปีใหม่ด้วยสิริมงคลและความสุขไม่รู้จบกับหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยอดนิยมของ เอ็ม เอกซ์ ออริจินัล เอ้กโรล ขนมอบรสชาติเรียบง่ายในแบบคลาสสิก แต่เปี่ยมด้วยความประณีตจากการคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศ เช่น เนยฝรั่งเศส ไข่สด และแป้งคุณภาพสูง ส่งมอบรสชาติหอมมันของไข่และเนยในทุกคำอย่างลงตัว ออริจินัล เอ้กโรล บรรจุในกล่องทรงสี่เหลี่ยมดีไซน์คลาสสิก เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญหรือของฝากในทุกโอกาส และยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก Monde Selection ต่อเนื่องยาวนานถึง 9 ปี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านคุณภาพและมาตรฐานระดับสากลของเอ็ม เอกซ์ แค่นั้นไม่พอ เอ็ม เอกซ์ ยังมอบเซอร์ไพรส์พิเศษด้วยขนมกล่องดีไซน์สุดพิเศษต้อนรับปีมะเมีย เพอทีท เอ้กโรล ที่มาพร้อมกล่องบรรจุภัณฑ์ดีไซน์พิเศษประจำปี ประดับด้วยลวดลายม้าวิ่งทะยาน ถ่ายทอดความสง่างามของม้าในขณะวิ่งอย่างเต็มกำลัง สื่อถึงความสำเร็จ ความก้าวหน้า และโชคลาภในช่วงเทศกาลตรุษจีน เป็นอีกหนึ่งความอร่อยที่ไม่ควรพลาดสำหรับการเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่และตรุษจีน นอกจากนี้ เอ็ม เอกซ์ ยังรังสรรค์ เพสทรี่ ทรีโอ ดีลักซ์ กิฟต์เซต ที่ผสานความหอมละมุนของนมและเนยแท้จากนิวซีแลนด์ ผ่านเทคนิคการอบแบบดั้งเดิมเพื่อให้ได้ผิวสัมผัสกรอบกำลังดีในทุกชิ้น โดยกิฟต์เซตนี้ได้รวบรวมขนมอบคุณภาพ 3 ชนิดไว้ในกล่องเดียว ได้แก่ คุ้กกี้อบหอมละมุน, อัลมอนด์มิลล์เฟย ที่ผสานความหวานกลมกล่อมเข้ากับความกรุบกรอบอย่างลงตัว และฮาร์ทตี้บัตเตอร์เพสทรี่ หรือพายรูปหัวใจ ที่มอบรสชาติหวานละมุน ชวนสัมผัสความอบอุ่นในทุกคำ ปิดท้ายด้วยกล่องหัวใจแห่งความสุข ฮาร์ทตี้ บัตเตอร์ เพสทรี่ กิฟต์เซต สูตรพิเศษที่ใช้เทคนิคการอบแบบ Double Baking สร้างชั้นคาราเมลสีเหลืองทอง เพิ่มความกรอบให้ผิวนอก ขณะเดียวกันยังคงความนุ่มละมุนแบบละลายในปากไว้ด้านใน อัดแน่นด้วยพายรูปหัวใจ 4 รสชาติ ได้แก่ ออริจินัล, เมเปิลไซรัป, เฮเซลนัท และมะพร้าว แต่ละรสชาติมอบเอกลักษณ์ความอร่อยที่แตกต่างกัน กรอบนอกนุ่มในทุกคำที่ลิ้มลอง นอกจากนี้ ฮาร์ทตี้ บัตเตอร์ เพสทรี่ กิฟต์เซต ยังได้รับรางวัลเหรียญทองจาก Monde Selection ประจำปี 2025 สะท้อนถึงคุณภาพ และมาตรฐานระดับสากลของผลิตภัณฑ์อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันสุดพิเศษ สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อผ่าน Line @mxmooncake หรือ เว็บไซต์ www.mxcakesandbakery.com รับส่วนลด 20% สำหรับสินค้าหมวด Gift Tin ฟรีค่าจัดส่ง เมื่อมียอดซื้อมูลค่า 500 บาทขึ้นไปต่อออเดอร์ ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 31 มีนาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด พร้อมวางจำหน่ายที่ร้าน เอ็ม เอกซ์ เค้ก แอนด์ เบเกอรี่ และร้าน โฮมเบค บาย เอ็ม เอกซ์ ทุกสาขา (กดดูข้อมูลสาขาที่ https://foa.co.th/page/mx-branch) หรือสั่งซื้อออนไลน์ได้อย่างสะดวกผ่าน Line @mxmooncake และเว็บไซต์ www.mxcakesandbakery.com สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 086-371-9093 หรือ 065-729-2610 เทศกาลแห่งความสุขนี้ ขนมอบพรีเมียมเอ็ม เอกซ์ พร้อมเติมเต็มทุกช่วงเวลาแห่งความอบอุ่น ด้วยรสชาติความอร่อยคุณภาพพรีเมียม เหมาะทั้งสำหรับทานเองหรือมอบเป็นของขวัญแทนใจ ส่งต่อความสุขให้คนพิเศษในทุกโอกาส
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 25 ธ.ค. 68
อ่าน
เจาะลึกเหตุผล "iPhone Air" ขายไม่ออก ทำไมมือถือดีไซน์บางถึง "ตาย" จากตลาด?
ยุคทองของมือถือ "ความบางเฉียบ" อาจไม่ได้ไปต่อ? มีรายงานล่าสุดจากวงการเทคโนโลยีต่างส่งสัญญาณน่าตกใจว่า มือถือที่เน้นดีไซน์บางและเบาสุด ๆ กำลังเผชิญหน้ากับยอดขายที่ซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งรุ่นที่เคยถูกจับตามองอย่าง "iPhone Air" ซึ่งเป็นตัวแทนของแนวคิดมือถือที่เน้นความบางเป็นพิเศษ ที่ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ Apple คาดหวัง เจาะลึกเหตุผล "iPhone Air" รายงานจาก DigiTimes แหล่งข่าววงในระบุว่า ความล้มเหลวของ iPhone Air ในตลาดได้ส่งผลกระทบสะเทือนไปถึงคู่แข่งในฝั่งจีน ทำให้แบรนด์ยักษ์ใหญ่ถึงสามราย ไม่ว่าจะเป็น Xiaomi, Oppo, และ vivo ต่างพากัน "ยกเลิกแผน" การเปิดตัวโทรศัพท์มือถือที่เน้นความบางเฉียบ เพื่อมาแข่งกับ Apple ทันที! ดูเหมือนว่าพวกเขาจะอ่านเกมขาดแล้วว่า ดีไซน์ที่สวยงามบางเบาเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอีกต่อไป สัญญาณวิกฤตจากซัพพลายเออร์และคู่แข่ง การซบเซาของ iPhone Air นั้นเป็นของจริง และเราเห็นได้จากความเคลื่อนไหวภายในของ Apple เอง ดังนี้ โรงงานลดกำลังผลิต: ซัพพลายเออร์คนสำคัญของ Apple อย่าง Foxconn ถูกรายงานว่าต้องลดสายการผลิต iPhone Air ลงอย่างน่าใจหาย ปิดสายการผลิต: ส่วน Luxshare ซัพพลายเออร์อีกราย ถึงกับสั่ง ยุติการผลิต iPhone Air โดยสมบูรณ์! นักออกแบบลาออก: ไม่นานมานี้ เรายังเห็นข่าวว่านักออกแบบหลักของรุ่น Air ได้อำลาบริษัทไปแล้ว และมีรายงานว่า Apple เองก็ตัดสินใจ เลื่อนการเปิดตัวรุ่นถัดไป ของซีรีส์นี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด คู่แข่งก็ไม่รอด: ไม่ใช่แค่ Apple เท่านั้นที่เจอปัญหา เพราะ Samsung Galaxy S25 Edge (ซึ่งเป็นรุ่นที่เน้นความบางเช่นกัน) ก็มีข่าวว่าทำยอดขายไม่ดี จน Samsung ต้องยกเลิกแผนการพัฒนาซีรีส์ต่อจากรุ่นนี้ด้วยเช่นกัน การถอนตัวพร้อมกันของผู้ผลิตชิ้นส่วน และการยกเลิกแผนจากคู่แข่งทั้งฝั่งจีนและเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นว่า กลยุทธ์การเน้น "ความบาง" เพื่อเป็นจุดขายหลักนั้น ได้จบลงแล้ว และถึงเวลาที่ตลาดจะต้องปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่ 4 เหตุผลหลักที่ "มือถือบางเฉียบ" แจ้งเกิดไม่ได้ในตลาดปี 202X ทำไมดีไซน์ที่ดูสวยงามและพรีเมียมอย่าง "ความบาง" ถึงไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความสวยงาม แต่อยู่ที่ "ฟังก์ชันการใช้งาน" ที่ถูกบั่นทอนลงไปอย่างหนัก! นี่คือการวิเคราะห์ถึงสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดต้องเปลี่ยนกลยุทธ์จาก "บาง" ไปสู่ "อึดและทน" 1. แบตเตอรี่คือพระเจ้า! (และความบางคือปีศาจ) นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้มือถือบางเฉียบขายไม่ดี ผู้ใช้งานในยุคปัจจุบัน ให้ความสำคัญกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ตลอดทั้งวัน (All-Day Battery Life) เหนือกว่าความบางของตัวเครื่อง อย่างชัดเจน เมื่อโทรศัพท์ถูกออกแบบให้บางลง พื้นที่สำหรับแบตเตอรี่ก็ถูกจำกัดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้ความจุแบตลดลงอย่างมาก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการใช้งานที่หนักหน่วง เช่น การเล่นเกม หรือการสตรีมวิดีโอ 2. ความเปราะบางที่แลกมาด้วยราคาแพง ดีไซน์ที่บางเฉียบทำให้โครงสร้างของโทรศัพท์อ่อนแอลงมาก หลายรุ่นที่เน้นความบางมักจะมีปัญหาเรื่อง ความทนทานต่อการงอหรือแตกหัก (เราเคยเห็นกรณี "Bendgate" ในอดีต) ผู้บริโภคไม่ต้องการจ่ายเงินหลายหมื่นบาทเพื่อซื้อโทรศัพท์ที่เสี่ยงต่อการพังจากการทำตกหรือใส่ในกระเป๋ากางเกง การที่เครื่องบางเกินไปจึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและความกังวลในการใช้งาน 3. "กล้องนูน" ที่ทำลายความสวยงามทั้งหมด เทคโนโลยีกล้องมือถือระดับพรีเมียม (เช่น เลนส์ซูมออปติคัลและเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่) จำเป็นต้องมี "ความลึก" ในการติดตั้ง ดังนั้น เมื่อตัวเครื่องบางลง การรักษาคุณภาพกล้องให้สูงไว้จึงเป็นไปได้ยาก ผลลัพธ์คือ "กล้องที่นูนออกมาอย่างน่าเกลียด" ซึ่งทำลายความสวยงามของดีไซน์บางเฉียบทั้งหมด และทำให้โทรศัพท์วางราบกับพื้นไม่ได้ เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคเลย 4. ปัญหาการระบายความร้อน เมื่อตัวเครื่องบางลง พื้นที่ภายในสำหรับระบายความร้อนก็จะน้อยลงตามไปด้วย ทำให้โทรศัพท์ไม่สามารถรับมือกับการประมวลผลหนัก ๆ ได้ดีเท่าที่ควร เมื่อใช้งานหนัก เช่น การเล่นเกมกราฟิกสูง หรือการถ่ายวิดีโอ 4K โทรศัพท์จะเกิดอาการ เครื่องร้อนจัด และระบบจะต้องลดประสิทธิภาพการทำงานลง (Throttling) ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานหงุดหงิด บทสรุป: ตลาดกำลังกลับหัวสู่ "ความอึด" ความล้มเหลวของ iPhone Air และ S25 Edge ได้ส่งสัญญาณไปยังผู้ผลิตทุกรายว่า "ผู้บริโภคเลือกใช้งานได้นานและความทนทาน มากกว่าความสวยงามที่บอบบาง" กลยุทธ์ของตลาดจึงต้องเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเน้นไปที่: ความจุแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้น: แม้เครื่องจะหนาขึ้นเล็กน้อย แต่ผู้ใช้ยอมรับได้ ความทนทานและวัสดุที่แข็งแกร่ง: เพื่อรับมือกับการใช้งานที่สมบุกสมบัน การจัดการความร้อนที่ดีขึ้น: เพื่อรองรับการประมวลผล AI และเกมที่หนักหน่วง ดังนั้น การที่ Xiaomi, Oppo และ Vivo ยอมทิ้งแผนพัฒนาโทรศัพท์บางเฉียบ จึงเป็นการ ปรับกลยุทธ์ที่ถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งนั่นก็คือโทรศัพท์ที่ "พร้อมใช้งานตลอดวัน" ไม่ใช่แค่ "พร้อมโชว์ความบาง" ในระยะสั้น ๆ อีกต่อไป!
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 9 ธ.ค. 68
อ่าน
เกมกาชาญี่ปุ่นเจอ Apple แบนดีไซน์ตัวละครฐาน "ไม่เหมาะสม" จนต้องกลายเป็น "เงามืด" ชั่วคราว!
ก่อนหน้านี้เราเคยนำเสนอข่าวปัญหาของเกมกาชาญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Twinkle Star Knights จากค่าย DMM Games ไป ซึ่งได้มีปัญหาน่าปวดหัวกับทีมตรวจสอบของ Apple App Store เป็นอย่างมาก เพราะอัปเดตของเกมนอกจากจะไม่ผ่านการตรวจสอบของ App Store แล้ว ดูเหมือนสถานการณ์จะบานปลายเมื่อ Apple แจ้งกลับมาว่าอาจต้องแก้ไขข้อมูลเกือบทั้งเกมนับตั้งแต่เกมเปิดตัวในปี 2023 เนื่องจากอาจมี "เนื้อหาที่อาจสร้างความไม่พอใจให้ผู้ใช้บางกลุ่ม"มาวันนี้ ดูเหมือนว่าเกมนี้จะยังไม่พ้นวิบากกรรม แต่ DMM Games ก็ได้พบทางออก...แบบเฉพาะหน้าสุด ๆ นั่นคือการเปลี่ยนภาพตัวละครและฉากต่าง ๆ ในเกมเวอร์ชัน iOS ให้กลายเป็น "เงาดำ" ไปก่อน!จุดนี้ถือเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อให้เกมกลับมาเล่นได้บนแพลตฟอร์มของ Apple อีกครั้ง หลังจากที่ผู้เล่น iOS ต้องทนอยู่นานกว่าสองเดือนโดยไม่มีอัปเดต ซึ่งทาง DMM Games ชี้แจงว่า อาร์ตเวิร์กที่แก้ไขเสร็จสมบูรณ์และผ่านการอนุมัติจากทีมแล้ว จะถูกแสดงในเกมตามปกติ แต่ข้อมูลที่กำลังแก้ไขหรืออยู่ระหว่างการตรวจสอบ จะถูกแทนที่ด้วย "เงาดำ" เหล่านี้ไปก่อน และเงาเหล่านี้จะถูกแทนที่ด้วยเวอร์ชันสมบูรณ์เมื่อได้รับการอนุมัติแล้วแม้ว่าในช่วงเดือนกันยายน 2025 ทาง Apple จะยังคงปฏิเสธบิลด์ใหม่ของเกมที่แก้ไขงานภาพตัวละครหญิงทั้งหมดเหมือนเดิม แต่แล้วการแก้ปัญหาด้วยการ "ถมดำ" นี้ก็ทำให้เกมกลับมาให้บริการได้ในที่สุดแม้จะไม่ใช่ทางออกที่สวยงามนัก (จนถูกแซวว่า Twinkle Star Knights เวอร์ชัน iOS ตอนนี้เหมือนเกมเดาชื่อโปเกม่อนจากเงา) แต่อย่างน้อยผู้ใช้ Apple ก็สามารถกลับมาเล่นเกมได้ในระหว่างที่ผู้พัฒนาและผู้จัดจำหน่ายกำลังแก้ไขปัญหา ซึ่งทาง EXNOA บริษัทในเครือ DMM ยอมรับว่าการแก้ไขเมตาดาตาทั้งหมดของเกมจะต้องใช้ "เวลาอีกนานพอสมควร"ทั้งนี้มีข้อมูลน่าสนใจ (อ้างอิงจาก Game*Spark) ว่าเกม Twinkle Star Knights นั้นเคยผ่านการตรวจสอบของ App Store ไปแล้วรอบหนึ่งในวันที่ 8 ตุลาคม ก่อนที่จะไม่ผ่านการตรวจสอบอีกครั้งในวันที่ 21 ตุลาคม เสียอย่างนั้น โดย DMM Games กล่าวว่าจะยังคงเจรจากับทีมตรวจสอบของ iOS ต่อไปเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้เล่นให้ดีที่สุดก็คงต้องติดตามกันต่อไปครับว่าทาง DMM Games และ Apple จะหาข้อสรุปในเรื่องนี้ได้อย่างไร และเมื่อไหร่ที่แฟน ๆ เกมเวอร์ชัน iOS จะได้เห็นตัวละครกลับมามีสีสันครบถ้วนอีกครั้ง!แปลและเรียบเรียงจากAutomaton Media
Online Station • 14 พ.ย. 68
อ่าน
BOLON Eyewear เปิดตัวคอลเลกชั่น F/W 2025 โดยมี ญาญ่า อุรัสยา ร่วมถ่ายทอดดีไซน์
BOLON Eyewear นำเสนอคอลเลกชัน Fall/Winter 2025 ภายใต้แนวคิด Beyond the Horizon สะท้อนแนวคิดที่ว่า การมองเห็น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแต่คือการก้าวข้ามขอบเขตแห่งสไตล์และแรงบันดาลใจใหม่ๆทุกดีไซน์ของ BOLON Eyewear ถูกสร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เพื่อเติมเต็มลุคของผู้สวมใส่ให้โดดเด่นในแบบของตนเอง และเปิดมุมมองใหม่ที่กว้างไกลกว่าที่เคย ญาญ่า อุรัสยา เสปอร์บันด์ แบรนด์แอมบาสเดอร์คนสำคัญของ BOLON Eyewear ร่วมเผยโฉมคอลเลกชัน Fall/Winter 2025 ภายใต้แคมเปญ Beyond the Horizon ถ่ายทอดดีไซน์ล้ำสมัยและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่ โดยคอลเลกชันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเมืองต่าง ๆ ที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์และเอกลักษณ์ ถ่ายทอดผ่านดีไซน์ที่ผสานความสง่างามเหนือกาลเวลากับความร่วมสมัยอย่างลงตัว ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูง น้ำหนักเบา และมีความทนทานเหนือระดับ เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ในทุกมิติ กรอบแว่นสายตา รุ่น LANSING BA6066 B60 แรงบันดาลใจจากเมือง Lansing รัฐมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ผสานเสน่ห์แบบอเมริกันคลาสสิกเข้ากับพลังของสไตล์ร่วมสมัย LANSING ไม่ใช่เพียงชื่อเมือง แต่คือสัญลักษณ์ของความงามที่เหนือกาลเวลากรอบแว่นทรง Butterfly ถ่ายทอดความอ่อนโยนและโมเดิร์นในเวลาเดียวกันผลิตจากวัสดุ TR/Titanium ที่แข็งแรงแต่น้ำหนักเบา สวมใส่สบายตลอดวันมาในโทนสี Rose Gold และ Transparent Light Tawny เพิ่มความหรูหรา อบอุ่น และเสริมเสน่ห์ให้ทุกลุคอย่างมั่นใจ กรอบแว่นสายตารุ่น GRENOBLE BJ3218 B20 แรงบันดาลใจจากเมือง Grenoble ประเทศฝรั่งเศส เมืองที่โอบล้อมด้วยขุนเขาและอบอวลด้วยเสน่ห์แห่งศิลปะยุโรปคลาสสิก ถ่ายทอดสู่กรอบแว่นทรง Panthos ที่เรียบหรูและร่วมสมัยในทุกมุมมอง ผลิตจากวัสดุ Acetate คุณภาพสูง ให้สัมผัสแข็งแรงแต่เบาสบาย โทนสี Tortoiseshell ผสานกลิ่นอายวินเทจกับดีไซน์โมเดิร์นอย่างลงตัว กรอบแว่นสายตารุ่น LEON BJ3219 B60 แรงบันดาลใจจากเมือง Lon ประเทศสเปนเมืองแห่งแฟชั่นและสถาปัตยกรรมที่สะท้อนเสน่ห์เหนือกาลเวลาถ่ายทอดสู่ดีไซน์กรอบแว่นทรง Cat Eye ที่งดงามและทรงพลังผลิตจากวัสดุ Acetate คุณภาพสูง ที่ให้ความแข็งแรงแต่สวมใส่สบายโทนสี Saddle Brown อบอุ่นและหรูหรา สื่อถึงความมั่นใจและความละเมียดในรายละเอียด LEON คือการผสมผสานระหว่างความอ่อนโยนและความมั่นคงของหญิงสาวยุคใหม่แว่นที่ไม่เพียงสะท้อนความงาม แต่ขับเคลื่อนสไตล์ในทุกมิติของตัวตน แว่นกันแดดรุ่น INNSBRUCK BV1030 B90 แรงบันดาลใจจากเมือง Innsbruck ประเทศออสเตรีย เมืองที่โอบล้อมด้วยเทือกเขาแอลป์และแสงสะท้อนของหิมะที่เปล่งประกายเหนือขอบฟ้าสู่ดีไซน์แว่นกันแดดทรง Cat Eye ที่เฉียบคมและสง่างามผลิตจากวัสดุ Titanium แข็งแรงแต่น้ำหนักเบาสะท้อนความเรียบหรูด้วยโทนสี Silver ที่ให้ความรู้สึกเยือกเย็นแต่ทรงพลังเผยลุคโมเดิร์น ตอบโจทย์ทั้งชายและหญิง แว่นกันแดดรุ่น SEVILLA BL3222 C10 ได้แรงบันดาลใจจากเมืองเซบีญา ประเทศสเปนเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ความมีชีวิตชีวา และพลังแห่งแสงแดดยามบ่าย ถ่ายทอดสู่ดีไซน์กรอบแว่น Cat Eye ที่สะท้อนเสน่ห์และความมั่นใจของผู้หญิงสมัยใหม่ผลิตจากวัสดุ Acetate คุณภาพสูง ในโทนสี Shiny Black เรียบหรูและคลาสสิก มาพร้อมเลนส์ Polarized ช่วยลดแสงสะท้อน เพิ่มความคมชัด และปกป้องดวงตาในทุกสภาพแสง แว่นกันแดดรุ่น BUFFALO BL3223 A62 แว่นตาทรง Irregular แรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมอาร์ตเดโคของเมือง ได้ถ่ายทอดสู่ดีไซน์ทรง Irregular ที่โดดเด่นไม่ซ้ำใครผสานความแข็งแกร่งของเส้นสายโครงสร้างเมืองเข้ากับความโมเดิร์นอย่างลงตัวด้วยกรอบแว่นสี Transparent Light Tawny ผลิตจากวัสดุ Acetate คุณภาพสูงมอบสัมผัสที่แข็งแรงแต่สวมใส่สบาย น้ำหนักเบา และขับลุคให้ดูมั่นใจในทุกมุมมองเหมาะสำหรับทั้งผู้ชายและผู้หญิง (Unisex) ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบความแตกต่าง พร้อมสะท้อนตัวตนที่มีสไตล์เหนือใคร คอลเลกชัน Fall/Winter 2025 สะท้อนความมุ่งมั่นของ BOLON Eyewear ในการรังสรรค์งานดีไซน์อย่างประณีต เลือกใช้วัสดุคุณภาพพรีเมียม และตอกย้ำความเชื่อที่ว่า แว่นตาคือส่วนสำคัญในการเติมเต็มสไตล์เฉพาะตัวของแต่ละคน ทุกกรอบแว่นถ่ายทอดความงดงามเหนือกาลเวลา พร้อมขยายขอบเขตแห่งความคิดสร้างสรรค์ในแบบของ BOLON สะท้อนการเดินทาง Beyond the Horizon ที่ซึ่งความชัดเจนหลอมรวมกับความสง่างาม และเผยวิสัยทัศน์ที่ไร้ขีดจำกัด สามารถพบกับคอลเลกชั่น Fall/Winter 2025 ได้แล้ววันนี้ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่ซื้อแว่นตา BOLON 1 ชิ้น (แว่นสายตาหรือแว่นกันแดด) รับฟรีกระเป๋า Mini Crossbody 1 ใบทันที ตั้งแต่วันนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าสินค้าจะหมด สามารถติดตามเพิ่มเติมได้ที่ @boloneyewearth
ข่าว • 5 พ.ย. 68
อ่าน
realme GT 8 Pro : ปฏิวัติกล้องมือถือด้วย Ricoh GR และดีไซน์ "โมดูลาร์" ที่ถอดเปลี่ยนได้
ยุคใหม่ของเรือธง: ประสิทธิภาพสูงสุดและเอกลักษณ์ด้านภาพถ่าย realme ได้ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นล่าสุด realme GT 8 Pro อย่างเป็นทางการในประเทศจีนสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเป็นมากกว่าการอัปเกรดประจำปี แต่เป็นการประกาศสงครามในตลาดพรีเมียมด้วยนวัตกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการ "ที่สุด" ของประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับ "สไตล์" ที่แตกต่างและประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพ หัวใจหลักด้านประสิทธิภาพของ GT 8 Pro คือชิปเซ็ตเรือธงแห่งยุคอย่าง Qualcomm Snapdragon 8 Elite Gen 5 Extreme Edition ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรม 3nm ซึ่งมาพร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) Adreno 840 และ RAM LPDDR5X สูงสุด 16GB พร้อมพื้นที่เก็บข้อมูล UFS 4.1 สูงสุด 1TB ทำให้สมาร์ทโฟนรุ่นนี้มีพลังประมวลผลที่ทรงพลังที่สุดรุ่นหนึ่งในตลาด ณ ขณะนี้ นอกจากนี้ realme ยังเพิ่มชิปประมวลผลกราฟิก (Graphic Chip) ที่ออกแบบเองอย่าง R1 เพื่อช่วยเสริมการทำงานของ GPU และยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมและการแสดงผลให้ลื่นไหลยิ่งขึ้น จุดเด่นด้านสเปกเด่นที่เหนือกว่า: หน้าจอ: LTPO AMOLED ขนาด 6.79 นิ้ว ความละเอียด QHD+ (3136x1440px) อัตรารีเฟรชเรท 144Hz ความสว่างสูงสุดเฉพาะจุดสูงถึง 7,000 nits แบตเตอรี่: ความจุขนาดมหึมา 7,000mAh (แบบ Si/C Dual-cell) รองรับชาร์จไวมีสาย 120W และชาร์จไร้สาย 50W การป้องกัน: มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68/IP69 จุดที่แตกต่าง: Ricoh GR และเกาะกล้องที่ "ถอดเปลี่ยนได้" สิ่งที่ทำให้ realme GT 8 Pro โดดเด่นเหนือเรือธงอื่นในตลาดคือฟีเจอร์ที่เน้นการปรับแต่งและประสบการณ์การถ่ายภาพ ซึ่งเป็นจุดที่ realme สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งที่มักจะเน้นเพียงกำลังซูมหรือความละเอียดพิกเซลเท่านั้น การถ่ายภาพระดับ Ricoh GR realme ได้จับมือเป็นพันธมิตรกับ Ricoh (แบรนด์กล้องคอมแพคระดับตำนาน) เพื่อปรับจูนกล้องหลักของ GT 8 Pro ให้มีเอกลักษณ์ กล้องหลักมีความละเอียด 50MP (เซนเซอร์ 1/1.56 นิ้ว, f/1.8 พร้อม OIS) ซึ่งได้รับการปรับแต่งโทนภาพ (Tuned) โดย Ricoh เพื่อให้ได้ "ลายเซ็นต์" ของภาพถ่ายสไตล์ Ricoh GR ที่โดดเด่นเรื่องคอนทราสต์จัดจ้าน สีสันสมจริง และความสมบูรณ์แบบสำหรับ Street Photography โดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีโหมดโทนภาพเอกลักษณ์ของ Ricoh GR ให้เลือกถึง 5 แบบ (เช่น Positive, Negative, High-contrast Black White) ชุดกล้องหลังเสริมที่ทรงพลัง: กล้อง Periscope Telephoto 200MP: (เซนเซอร์ ISOCELL HP5 1/1.56 นิ้ว, OIS) รองรับการซูม Optical 3x และ Lossless Zoom สูงสุด 12x กล้อง Ultra-wide 50MP: มุมมอง 116 องศา นวัตกรรมการออกแบบ: โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ (Swappable Camera Island) realme GT 8 Pro เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อม โมดูลกล้องที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งมีสลักเกลียว Torx สองตัวสำหรับยึด นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่คือการนำแนวคิด "โมดูลาร์ไรเซชั่น" มาสู่ผู้บริโภคอย่างจริงจัง การปรับแต่งสไตล์: ผู้ใช้สามารถซื้อโมดูลดีไซน์ต่าง ๆ (ทรงสี่เหลี่ยม, ทรงกลม, ทรงหุ่นยนต์) มาเปลี่ยนได้เอง เพื่อให้เข้ากับสไตล์ในแต่ละวัน การสนับสนุน DIY: realme ได้เปิดไฟล์โมเดล 3mf ให้ผู้ใช้สามารถ พิมพ์ 3 มิติ โมดูลเกาะกล้องในแบบที่ตนเองออกแบบได้อย่างอิสระ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนนักประดิษฐ์ (Maker) ได้สร้างสรรค์อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน realme GT 8 Pro ถูกวางตำแหน่งให้เป็น "เรือธงนักฆ่าระดับพรีเมียม (Premium Flagship Killer)" ที่มีสเปกเทียบเท่ากับสมาร์ทโฟนระดับสูงสุดของตลาด แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าอย่างชัดเจน โดยสรุปแล้ว realme GT 8 Pro ไม่ได้เพียงแต่เสนอสเปกที่ "แรง" แต่ยังเสนอ "ความอิสระในการปรับแต่ง" และ "ประสบการณ์การถ่ายภาพที่มีเอกลักษณ์" ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญอย่างมาก การผสานกันระหว่างพลังของ Snapdragon 8 Elite Gen 5, แบตเตอรี่ 7,000mAh และลายเซ็นต์ Ricoh GR ทำให้ GT 8 Pro เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งในเกมและการสร้างสรรค์ภาพถ่าย realme GT 8 Pro เปิดตัวในประเทศจีนด้วยราคาที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสเปกที่ได้รับ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 3,999 หยวน หรือประมาณ 18,000 บาท ซึ่งราคาขายจริงในประเทศไทยอาจมีการปรับเพิ่มเล็กน้อยจากภาษีและค่าใช้จ่ายในการนำเข้า และ GT 8 Pro เตรียมวางจำหน่ายในตลาดโลกเร็วๆ นี้ (คาดว่าเดือนพฤศจิกายน) ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในตลาดเรือธงทั่วโลกอย่างแน่นอนครับ Credit : realme
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 5 พ.ย. 68
อ่าน
Mega Starmie ร่างใหม่ใน Pokemon Legends: Z-A กลายเป็นมีมสุดปั่น เพราะดีไซน์ "ขายาว" สุดพิลึก
หลังจากที่ Pokemon Legends: Z-A วางขายและเปิดให้เล่นอย่างเป็นทางการ จนเหล่าเทรนเนอร์ที่ได้ไปเจอกับ Mega Starmie ร่างใหม่ต่างก็ฮือฮากันใหญ่! ก็แหม...ดีไซน์ร่างเมก้าตัวนี้มันช่างพิลึกกึกกือเหลือเกินนี่นาปกติแล้วพวกโปเกมอนที่ได้ร่างเมก้าเนี่ย ก็ต้องเน้นความเท่มาก่อนเป็นหลัก เพิ่มเติมเสริมสง่าและราศี อย่าง Mega Dragonite ก็ได้ปีกเพิ่ม หรือ Mega Meganium ก็มีปลอกคอสวย ๆ เหมือนดอกไม้บานแต่ตัดภาพมาที่ Starmie... ที่ปกติก็คือปลาดาวแปะอัญมณี... ร่างเมก้าของมันดันได้ "ขา" สองข้างที่ยาวขึ้นมาซะงั้น! ผลก็คือ จากที่เคยกลิ้งไปมาอย่างสง่างาม ตอนนี้มันวิ่งได้สองขาในท่าทางสุดประหลาดแทนก็ไม่รู้ว่าที่มันดูตลกขนาดนี้เป็นเพราะขาสองข้างมันดูยืด ๆ แปลก ๆ หรือเพราะมันดันดูคล้ายคนขึ้นมาหน่อย (ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีหัวเหมือนเดิม) แต่ที่แน่ ๆ คือแฟน ๆ โปเกมอนต่างก็ลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า นี่เป็นหนึ่งในดีไซน์ที่ "กาว" หรือ "ปั่น" ที่สุดในรอบหลายปีเลยงานนี้มีมตามมาเพียบครับ ชาวเน็ตพากันเอาไปเปรียบเทียบกับ Starman วายร้ายจากเกม Earthbound เอเลี่ยน Starro จาก DC Comics ไปจนถึง Patrick จาก Spongebob Squarepants หนักข้อถึงขั้นมีแฟนอาร์ตจับมันมาใส่ถุงน่องตาข่ายก็มา!แต่ในความฮาแบบปั่น ๆ ก็มีคนชมชอบแบบจริงจังอยู่มากมาย โดยเฉพาะท่าวิ่ง "ดุ๊กดิ๊ก" ด้วยขาสองข้าง ที่เปลี่ยนโฉมจากท่ากลิ้งสวย ๆ แบบเก่า กลายเป็นเหมือนตัวการ์ตูนตลก ๆ ที่ดูกันตอนเช้าวันเสาร์ไปซะงั้นที่พีคกว่านั้นคือคำอธิบายใน Pokédex ใหม่ ที่เขียนไว้ว่า "การเคลื่อนไหวของมันเริ่มคล้ายมนุษย์มากขึ้น แต่ก็ไม่ชัดเจนว่ามันแค่พยายามจะสื่อสาร หรือต้องการจะแทนที่มวลมนุษยชาติกันแน่"คือถ้าแค่พยายามจะสื่อสารเนี่ย ก็ยังไม่รู้เลยว่ามันอยากจะบอกอะไร... แต่เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ว่าไงนะ? แทนที่มวลมนุษยชาติ...!?แปลและเรียบเรียงจากIGN
Online Station • 20 ต.ค. 68
อ่าน
เจาะลึก Suzuki FRONX: B-SUV ตัวจี๊ด ดีไซน์สุดคูล พร้อมขุมพลัง Mild-Hybrid!
Suzuki FRONX คือรถครอสโอเวอร์ B-SUV น้องใหม่ที่มาพร้อมแนวคิด "THE ICONIC DRIVE" ผสมผสานดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวสไตล์รถคูเป้เอสยูวีเข้ากับความคุ้มค่าตามแบบฉบับซูซูกิอย่างลงตัว โดยมีจุดเด่นที่ทำให้ FRONX กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ช่วงราคา 6-7 แสนบาท จุดเด่นที่ต้องว้าว! FRONX สร้างความประทับใจด้วยดีไซน์ภายนอกที่ดูสปอร์ตและทันสมัย พร้อมการตกแต่งที่แข็งแกร่งสไตล์ SUV แต่สิ่งที่ทำให้ FRONX แตกต่างคือการนำเสนอขุมพลัง Mild Hybrid (MHEV) ในรุ่นกลางและรุ่นท็อป ซึ่งช่วยให้การขับขี่มีประสิทธิภาพและประหยัดน้ำมันมากขึ้น นอกจากนี้ ภายในยังใส่ฟีเจอร์เด่น ๆ มาให้ครบครัน เช่น หน้าจออินโฟเทนเมนต์แบบสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ที่รองรับการเชื่อมต่อทั้ง Android Auto และ Apple CarPlay แบบไร้สาย (ในรุ่นท็อป) มีแท่นชาร์จโทรศัพท์ไร้สาย (Wireless Charger) และมอบความอุ่นใจด้วย ถุงลมนิรภัย SRS มากถึง 6 ตำแหน่ง ในทุกรุ่นย่อย และระบบช่วยเหลือการขับขี่ SUZUKI SAFETY SUPPORT ในรุ่นท็อป (เช่น ระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ Dual Sensor Brake Support II: DSBSII) สมรรถนะและขุมพลัง FRONX มีขุมพลังให้เลือก 2 รูปแบบ โดยมีเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตรเป็นพื้นฐาน: เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร (NA): ในรุ่นเริ่มต้น เครื่องยนต์เบนซิน 1.5 ลิตร MHEV (Mild Hybrid): ในรุ่น GLX และ GLX PLUS โดยทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า DC Synchronous Motor ที่ให้กำลังสูงสุดชั่วขณะ 3.1 แรงม้า (PS) และแรงบิดสูงสุด 60 นิวตันเมตร ซึ่งช่วยในการออกตัวและเร่งแซง ทำให้การขับขี่ในเมืองมีความคล่องตัวและประหยัดยิ่งขึ้น มิติตัวรถมีความกระทัดรัดด้วยความยาว 3,995 มิลลิเมตร และระยะต่ำสุดจากพื้น (Ground Clearance) 170 มิลลิเมตร พร้อมรัศมีวงเลี้ยวแคบสุดเพียง 4.8 เมตร ทำให้ขับขี่และจอดในเมืองได้อย่างสบาย รุ่นย่อยและราคาอย่างเป็นทางการ Fronx GL เบนซิน 1.5 ลิตร 4AT 689,000 บาท Fronx GLX เบนซิน 1.5 ลิตร MHEV 6AT 749,000 บาท Fronx GLX Plus เบนซิน 1.5 ลิตร MHEV 6AT 799,000 บาท หมายเหตุ: ราคาที่ระบุเป็นราคาอย่างเป็นทางการ ณ วันเปิดตัว สี Pearl Snow White เพิ่ม 5,000 บาท และ สี Two-tone เพิ่ม 10,000 บาท Suzuki FRONX จึงเป็นรถ B-SUV ทางเลือกใหม่ที่คุ้มค่า ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ดีไซน์ที่โดนใจวัยรุ่น และเทคโนโลยี Mild Hybrid ที่ช่วยประหยัดน้ำมัน ซึ่งเหมาะกับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์คู่ใจสำหรับการขับขี่ในเมืองและใช้งานในชีวิตประจำวันเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ จากการรวบรวมข้อมูลรีวิวการขับขี่ Suzuki FRONX ในประเทศไทยจากสื่อต่าง ๆ พบว่า รถรุ่นนี้ถูกมองว่าเป็น "ความหวังของหมู่บ้านซูซูกิ" ที่เน้นความคุ้มค่าและใช้งานง่าย โดยเฉพาะรุ่น Mild Hybrid (MHEV) ที่ให้ฟังก์ชันความปลอดภัยมาแบบจัดเต็ม! โดยส่วนใหญ่ให้ความเห็นประมาณนี้ การขับขี่ในเมือง: ได้รับการตอบรับที่ดีมากว่า "ขับง่าย" และ "สบาย" ในเมือง โดยเฉพาะในยามรถติด เนื่องจากระบบ Mild Hybrid (MHEV) ที่เรียกว่าเป็น Hybrid แบบย่อม ๆ จะเข้ามาช่วยลดภาระของเครื่องยนต์ในการออกตัว ทำให้รถ "ไหลไปเลยสบาย ๆ" โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งและเบรกวุ่นวายมากนัก พละกำลัง: เครื่องยนต์ให้กำลังสูงสุด 101 แรงม้า และแรงบิด 135 นิวตันเมตร ซึ่งนักรีวิวให้ความเห็นว่า "ไม่ได้แรงมาก แต่ก็ไม่ได้แย่" ถือว่า "พอไหว" สำหรับการใช้งานทั่วไปและในชีวิตประจำวัน เนื่องจากมีเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดมาช่วยเสริม การประหยัดน้ำมัน: มีการคาดการณ์ว่าอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจอยู่ที่ประมาณ 16-17 กม./ลิตร สำหรับการใช้งานนอกเมือง และประมาณ 13-15 กม./ลิตร สำหรับการใช้งานในเมือง ซึ่งถือว่าน่าพอใจสำหรับรถ B-SUV ความคุ้มค่าด้านเทคโนโลยี: ฟีเจอร์ที่ให้มาในรุ่นท็อปถูกยกย่องว่า "มาโคตรดี" เมื่อเทียบกับราคา โดยมีระบบความปลอดภัย SUZUKI SAFETY SUPPORT ครบครัน ซึ่งรวมถึงระบบ ADAS ต่าง ๆ ที่มักพบในรถราคาแพงกว่า เช่น: ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (ACC) ที่สามารถทำงานได้จนถึงจุดหยุดนิ่ง ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ (DSBS II) ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเลน (LDW) และระบบควบคุมรถให้อยู่ในเลน (LKA) กล้องมองภาพรอบคัน 360 องศา (Surround View Monitor) ซึ่งเป็นรุ่นแรก ๆ ของซูซูกิในไทยที่ติดตั้งมาให้ เบาะนั่ง: มีการระบุว่าเบาะนั่งเป็นเบาะผ้า (ในรุ่น GLX Plus เป็นผ้าสลับหนัง) ที่ "นั่งนุ่มสบายดี" และ "รองรับสรีระได้ดี" โดยมีการออกแบบให้มีปีกเบาะเล็ก ๆ คล้ายเบาะกึ่งสปอร์ต ออปชันเสริม: รุ่นท็อปจะมี Paddle Shift ให้ใช้งานที่พวงมาลัยเพื่อเพิ่มความสนุกในการขับขี่ และมี Head-up Display (HUD) ที่ช่วยแสดงข้อมูลการขับขี่บนกระจกหน้า Suzuki FRONX ถูกวางตำแหน่งเป็นรถที่ "ไม่เน้นหรูหรามากมาย แต่เน้นใช้งานง่าย ไม่จุกจิก และคุ้มค่า" โดยมีจุดขายที่แข็งแกร่งคือ ราคาที่จับต้องได้ และการใส่ เทคโนโลยีความปลอดภัย ADAS ระดับพรีเมียมมาให้ในรุ่นท็อป ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่งในกลุ่ม B-SUV สำหรับผู้ที่ต้องการรถที่ครบเครื่องและมีค่าบำรุงรักษาต่ำ และใครที่อยากสัมผัส พร้อมรับข้อเสนอดีๆ อย่าลืมเดือนหน้า วันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 เตรียมพบกับงาน Motor Expo 2025 ณ อาคารชาเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี จะได้พบกับ Suzuki FRONX ตัวเป็นๆ แน่นอน รอติดตามกันได้เลยครับ
ข่าวยานยนต์ • 19 ต.ค. 68
อ่าน
เคส iPhone 17 CaseClub ดีไซน์พรีเมียม ปกป้องครบ จบในที่เดียว
เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับฟีเจอร์และดีไซน์ใหม่ ๆ ของ iPhone 17 กันอยู่แน่นอน และพอได้เครื่องมาอยู่ในมือแล้ว สิ่งแรกที่ต้องตามหาก็คือเคสที่จะมาช่วยปกป้องเพื่อนคู่ใจเครื่องใหม่ของคุณ แต่จะดีกว่าไหม? ถ้าเคสที่คุณเลือกใช้ ไม่ได้มีดีแค่การปกป้อง แต่ยังมาพร้อมดีไซน์สุดพรีเมียมที่ช่วยเสริมให้ iPhone ของคุณดูโดดเด่นยิ่งขึ้น? ถ้าคุณกำลังมองหาเคสโทรศัพท์ที่ตอบโจทย์ครบทุกด้านแบบนี้อยู่ล่ะก็ เรามี Case iPhone 17 จาก CaseClub มาแนะนำกัน บอกเลยว่า ครบ จบ ในที่เดียวแน่นอนน! เคสไอโฟน 17 ของ CaseClub มีกี่ประเภท เพราะเรารู้ว่าไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน CaseClub เลยออกแบบเคสไอโฟน 17 มาให้เลือกหลากหลายประเภท เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้ดีที่สุด ได้แก่ เคสใส อย่างที่เห็นกันว่าไอโฟน 17 Series ที่ออกมานั้น มีสีสันใหม่ ๆ ที่สวยจนใจเจ็บจริงๆ! โดยเฉพาะสี Cosmic Orange หรือไอโฟนสีส้มคอสมิก ที่เสริมตัวเครื่องให้ดูโดดเด่นมีชีวิตชีวา เคสใสจาก CaseClub จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยปกป้องเครื่องของคุณจากรอยขีดข่วนและการตกกระแทก โดยที่ไม่ต้องซ่อนความงามของสีเครื่องเลยแม้แต่น้อย เคส Magsafe เติมเต็มประสบการณ์การใช้งาน iPhone 17 ของคุณให้สมบูรณ์แบบไปอีกขั้นกับเคส iPhone 17 ที่รองรับ Magsafe ด้วยวงแม่เหล็ก N52 คุณภาพสูง ทำให้สามารถติดแน่นกับอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นแท่นชาร์จไร้สาย Power Bank หรือกระเป๋าเก็บบัตรได้อย่างง่ายดาย ดูดติดแน่นปึ้ก ไม่ต้องกลัวหลุดเลย เพิ่มสไตล์ที่เป็นคุณด้วยเคส Magsafe ขอบสีให้เลือกถึง 4 สี ได้แก่ สีดำ สีขาว สีชมพูและสีฟ้า ช่วยเสริมสไตล์ให้ iPhone 17 ของคุณโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคสกระจก ยกระดับความหรูหราให้ iPhone ของคุณไปอีกขั้นด้วยเคสกระจก ที่ให้สัมผัสเรียบหรู เงางามดุจคริสตัล ด้านหลังเป็นกระจกนิรภัย ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้ดีเป็นพิเศษ ช่วยให้เคสของคุณดูใหม่เอี่ยมอยู่เสมอ เหมาะสำหรับคนที่ชอบความพรีเมียมและอยากให้โทรศัพท์ดูโดดเด่นไม่เหมือนใคร เคส iPhone 17 จาก CaseClub ดียังไง? ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ iPhone 17 Case ของ CaseClub ยังอัดแน่นไปด้วยคุณภาพและฟังก์ชันที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องอย่างแท้จริง วัสดุคุณภาพ ปกป้องรอบด้าน เราคัดสรรวัสดุเกรดพรีเมียม ทั้ง Hybrid TPU ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยดูดซับแรงกระแทกบริเวณขอบเครื่อง และ PC ที่แข็งแรงทนทานบริเวณด้านหลัง พร้อมยกขอบสูงรอบเลนส์กล้องและหน้าจอ ป้องกันการสัมผัสกับพื้นผิวโดยตรง มั่นใจได้เลยว่า iPhone 17 ของคุณจะปลอดภัยในทุกสถานการณ์ ดีไซน์สวยหรู บางเบา พกพาง่าย ถึงจะเน้นเรื่องการปกป้อง แต่เราก็ไม่ลืมเรื่องดีไซน์ เคสทุกชิ้นถูกออกแบบมาให้มีขนาดพอดีกับตัวเครื่อง บางเบา ไม่เทอะทะ ทำให้คุณยังคงสัมผัสได้ถึงความพรีเมียมของ iPhone และพกใส่กระเป๋าได้อย่างสะดวกสบาย รองรับ MagSafe และอุปกรณ์เสริม เคสส่วนใหญ่ของเราถูกออกแบบมาให้รองรับการใช้งาน MagSafe ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ว่าคุณจะชาร์จไร้สายหรือใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่น ๆ ก็ทำได้อย่างไม่มีสะดุด ไม่ต้องถอดเคสเข้า ๆ ออก ๆ ให้วุ่นวาย ออกแบบเคสได้ในสไตล์ของคุณ เบื่อไหมกับเคสดีไซน์เดิม ๆ ที่ซ้ำกับคนอื่น? ที่ CaseClub เข้าใจดีว่าทุกคนมีความเป็นตัวเอง จึงเปิดโอกาสให้คุณสามารถสร้างสรรค์เคสในแบบที่เป็นคุณได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ชื่อ เพิ่มข้อความเก๋ ๆ หรือแม้กระทั่งพิมพ์ภาพถ่ายความทรงจำดี ๆ ลงบนเคส เพียงเท่านี้คุณก็สามารถมีเคสไอโฟน 17 ที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก ไม่ซ้ำใครและบ่งบอกสไตล์ของคุณได้ชัดเจนที่สุด เลือก Case iPhone 17 ที่ดีที่สุด ต้องที่ CaseClub เท่านั้น การเลือกเคสดี ๆ สักชิ้นก็เหมือนกับการลงทุนเพื่อความสบายใจ เพราะช่วยลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้ และถ้าคุณกำลังมองหา Case iPhone 17 ที่เพอร์เฟกต์ทั้งในเรื่องดีไซน์ที่สวยงาม การปกป้องที่ไว้ใจได้ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน บอกเลยว่าไม่ต้องไปมองหาที่ไหนไกล เพราะ CaseClub ได้รวบรวมทุกสิ่งที่คุณต้องการมาไว้ในที่เดียวแล้ว เตรียมตัวปกป้อง iPhone 17 ของคุณด้วยเคสที่ดีที่สุดจากเรา! เลือกชมและเป็นเจ้าของเคสไอโฟน 17 จาก CaseClub ได้แล้ววันนี้ที่เว็บไซต์ https://www.caseclub.in.th/thหรือช้อปได้ที่ CaseClub ทุกสาขา รวมถึงติดตามโปรโมชันพิเศษได้ที่ Facebook และ Instagram ของเรา แล้วคุณจะรู้ว่าเคสที่ใช่... อยู่ใกล้แค่คลิกเดียว!
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 3 ต.ค. 68
อ่าน
ORIGIN ผนึก IKEA ดีไซน์ฟังก์ชันตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัย
#ทันหุ้น - ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ ประกาศความร่วมมือกับ อิเกีย ประเทศไทย แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้านระดับโลก (Global Brand) ร่วมสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัย ตอบโจทย์ทุกมิติการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ คิกออฟโครงการแรก Origin Plug Play E22 Station คอนโดใหม่เลี้ยงสัตว์ได้ ติด BTS สายสีเขียว สถานีสายลวด เพียงแค่ 0 เมตร* พร้อมเตรียมแผนขยายห้องแต่ง Ready to move อีกหลายโครงการ หลายทำเลศักยภาพทั้งในกรุงเทพ และต่างจังหวัดนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือORIผู้พัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แบบครบวงจรกล่าวว่า ออริจิ้น ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งแนวราบ และแนวสูงที่คำนึงถึงทุกมิติของการใช้ชีวิต ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย การปรับสมดุลชีวิตที่ตอบโจทย์การพักผ่อน ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ สู่การสร้างสรรค์พื้นที่ ถ่ายทอดผ่านการเลือกทำเลในการพัฒนาโครงการ ภายใต้การออกแบบ ฟังก์ชัน นวัตกรรม สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ส่วนกลาง ตลอดจนบริการที่เกี่ยวข้องด้านการอยู่อาศัย แบบครบวงจรล่าสุดได้ ผนึกกำลัง บริษัทในเครือฯ อาทิ บริทาเนียนำโดยนายสิริพงศ์ ศรีสว่างวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท บริทาเนีย จำกัด (มหาชน)หรือBRIพร้อมด้วย พรีโม โดยนายสุรินทร์ สหชาติโภคานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือPRIและ ออริจิ้น โฮเทล โดยนายชาญชัย พันธุ์โสภาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น โฮเทล จำกัด (มหาชน)ได้ประกาศความร่วมมือกับบริษัท อิคาโน่(ประเทศไทย) จำกัด หรือIKEAประเทศไทยผู้จัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ และของแต่งบ้านยักษ์ใหญ่ของโลก นำโดยคุณลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนามพร้อมด้วยนางสาวพรภัคย์ จินตโกวิท ผู้จัดการ หน่วยธุรกิจIKEA for Businessและคุณเดนนิส ฮอทควอท ผู้จัดการสโตร์อิเกีย บางนาประกาศวามร่วมมือด้วยระบบโมดูลาร์ และอุปกรณ์เสริมของIKEAช่วยให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มฟังก์ชันได้ตามไลฟ์สไตล์ เพราะเชื่อว่าทุกคนควรมีพื้นที่ใช้ชีวิตที่ดีในแบบของตัวเองนำร่องโครงการแรก ที่ ออริจิ้น ปลั๊ก แอนด์ เพลย์ อี 22 สเตชั่น (Origin PlugPlay E22Station)คอนโดใหม่ เลี้ยงสัตว์ได้ ติดBTSสายสีเขียว สถานีสายลวด เพียง 0 เมตร* มาพร้อมกับดีไซน์ห้องเพดานสูง เพิ่มมิติให้ทุกพื้นที่ ให้ความรู้สึกสบายและความเป็นส่วนตัว อาคารที่พักอาศัยมีความสูง 25 ชั้น 1 อาคาร เห็นวิวแม่น้ำและทะเล ที่สวยที่สุดในสมุทรปราการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ราคาเริ่ม 1.89 ล้านบาท* เป็นการตอกย้ำถึงกลยุทธ์การทำธุรกิจของออริจิ้น ที่นำInsightของลูกค้าในด้านต่างๆ มาต่อยอดให้สอดคล้องกับความต้องการ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า โดยเฟอร์นิเจอร์IKEAมีราคาที่จับต้องได้ มีคุณภาพ และดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่าย ‘มีฟังก์ชันการใช้งานที่ตอบโจทย์’เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้นมีฟังก์ชันอเนกประสงค์ เช่น เตียงที่มีลิ้นชักเก็บของ หรือชั้นวางที่ปรับเปลี่ยนได้ ช่วยประหยัดพื้นที่ และ‘ง่ายต่อการประกอบ ติดตั้ง’IKEAออกแบบเฟอร์นิเจอร์ให้ลูกค้าสามารถประกอบเองได้ง่าย มีคู่มือชัดเจน ทำให้สะดวก และประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง รวมถึงความหลากหลายของสินค้าทำให้สามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการด้านคุณลีโอนี่ ฮอสกิ้น ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจค้าปลีก อิเกีย ประเทศไทย และเวียดนามกล่าวว่า กลยุทธ์ของ อิเกียประเทศไทย มุ่งเน้นการเติบโตแบบรอบด้าน โดยมีสองเสาหลักสำคัญทั้งฝั่งของB2CและB2Bได้แก่แผนการขยายการดำเนินงานครั้งใหม่เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงอิเกียได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น และการพัฒนาIKEA for Businessให้เป็นโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับลูกค้าธุรกิจ เพื่อรองรับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงขององค์กรธุรกิจไทย และตอบโจทย์การใช้งานจริงกลยุทธ์ทั้งสองด้านหลักสะท้อนพันธกิจของอิเกียในความมุ่งมั่นที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในทุกมิติ มีลูกค้าองค์กรมากกว่า 3,000 ราย โดยเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประมาณ 20% จากกลุ่มลูกค้าแบบB2Bการได้เป็นพันธมิตร กับ ออริจิ้น ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ครบวงจร และบริษัทในเครือฯ ที่มีทั้งที่อยู่อาศัยคอนโดมิเนียม บ้าน โรงแรม รวมถึงพื้นที่ให้เช่า และธุรกิจบริการครบวงจร เป็นโอกาสสำคัญให้IKEAประเทศไทย ตอกย้ำการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคด้วยราคาเหมาะสมจะตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกบ้านชาวไทยสำหรับความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ออริจิ้น และIKEAเกิดจากแนวคิดที่สอดคล้องกัน คือ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างสรรค์พื้นที่อยู่อาศัยให้กับลูกบ้านด้วยฟังชันการใช้งานของเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งบ้าน ช่วยให้พื้นที่ขนาดเล็กมีโซลูชั่นการจัดเก็บตอบสนองความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดความยั่งยืนควบคู่ด้วย ทั้งนี้ นอกจากคอนโดมิเนียมโครงการOrigin PlugPlay E22Stationเป็นโครงการแรกที่ร่วมมือกันแล้ว ในอนาคตจะมีความร่วมมือ กับกลุ่มบริษัทในเครือออริจิ้น
ทันหุ้น • 8 ต.ค. 68
อ่าน
MEILINDA เปิดตัว Chiffon Ribbon Collection ที่มาพร้อมแพ็กเกจจิ้งดีไซน์ใหม่โดยเฉพาะ
MEILINDA เครื่องสำอางสัญชาติไทย ที่มีประสบการณ์และอยู่ในวงการเครื่องสำอางมามากกว่า 25 ปี มีการสะท้อนตัวตน และถ่ายทอดDNAของแบรนด์ได้อย่างลงตัว ด้วยความตั้งใจ ในการสร้างสินค้าออกมาด้วยความรัก ตามสโลแกนMade with Love และในคอลเลคชั่น Chiffon Ribbonนี้ต้องการสื่อถึงของขวัญที่สวยงาม ที่เราตั้งใจมอบให้กับลูกค้าคอลเลคชั่นChiffon Ribbonนี้ แบรนด์MEILINDAได้ทำแพ็กเกจจิ้งดีไซน์สำหรับฝาและตลับขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะเพื่อสื่อสารถึงแนวคิดตามสโลแกนMade with loveถูกถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้จริงๆ คุณพงศธร ลดาสุวรรณกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า MEILINDAเราเป็นแบรนด์เครื่องสำอางไทย ที่ยกระดับสินค้าให้มีคุณภาพ เพื่อพร้อมสำหรับทุกการแข่งขันในตลาดเครื่องสำอางมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมตอกย้ำแรงบันดาลใจในความใส่ใจและความตั้งใจส่งต่อไปยังผู้บริโภค MEILINDAยังคงพัฒนาและเติบโตไปอย่างชัดเจน ด้วยกลยุทธ์การตลาด ที่มาจากความพิถีพิถันในการคัดเลือกสูตรและเฉดสีโดยมาจากInsightความต้องการของกลุ่มลูกค้า โดยที่แต่ละเฉดได้ผ่านการวิเคราะห์เทรนด์ สีผิว และไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มGen ZและFirst Jobberเพื่อให้ตรงความต้องการ ที่ใช้งานง่าย อีกทั้งยังสามารถปรับได้หลากหลายลุคในชีวิตประจำวันอีกด้วย คุณนิพัทธา ลดาสุววรณกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและผลิตภัณฑ์ บริษัท เอ็ม.ดี.อินเตอร์เนชั่นแนล คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัดเผยถึงผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้ว่า สินค้าคอลเลคชั่นนี้ประกอบไปด้วยChiffon Ribbon Blush / Chiffon Ribbon Highlight / Chiffon Ribbon ContourและChiffon Ribbon Eye Paletteที่สามารถตอบโจทย์สาว ๆ ให้มีความมั่นใจในการแต่งหน้าในชีวิตประจำวันได้อย่างครบถ้วน โดยมีรายละเอียดผลิตภัณฑ์ ดังนี้ MEILINDA คอลเลคชั่น Chiffon Ribbon 1. Chiffon Ribbon Blushจํานวน2พาเลท พาเลท 4เฉดสี ที่ออกแบบมาให้ใช้ได้ทั้งแบบเดี่ยวๆ หรือสามารถใช้งานปัดร่วมกันได้ เพื่อสร้างลุคหลากหลายได้ในพาเลทเดียว เนื้อบางเบาแต่อัดแน่นไปด้วยพิกเมนต์ทีให้สีชัดเจน แต่ยังคงเบลนด์ให้ฟุ้งได้ง่าย มือใหม่ก็ใช้ได้ไม่โป๊ะ มือโปรก็ใช้เบลนด์ไล่เฉดได้ พาเลทโทนสี Cool Tone / Warm Toneปัดแล้วแก้มป๊อปขึ้น แก้มเด็ก สีสวย ปัดแบบเลเยอร์ ปัดตามจุดต่างๆ หน้าแก้ม/ปลายจมูก/ปลายคาง 2. Chiffon Ribbon Highlightจํานวน 1 พาเลท พาเลทไฮไลท์ 4เฉดสีในตลับเดียว ครบทั้งโทนชมพู ฟ้า ขาวคริสตัล และทอง เหมาะสําหรับการไฮไลต์ทัวใบหน้า เนื้อชิมเมอร์ละเอียดสูง (Ultra-Fine Glow)สะท้อนแสงให้ความเป็นธรรมชาติ ไม่วาวจนเกินไป เบลนด์ง่าย เบลอรูขุมขนเหมาะสําหรับผิวทุกประเภท รวมถึงคนที่มีรูขุมขนกว้าง ฟินิชแบบผิวสุขภาพดี ออกแบบเฉดสีเพื่อMatchได้กับทุกโทนผิว สามารถผสมเฉดสีเพื่อปรับโทนให้เข้ากับเมคอัพซึ่งช่องไฮไลท์สีฟ้าเป็ นจุดขายของพาเลทนี้ ปัดได้ทั้งแบบเดี่ยวๆ หรือสามารถใช้งานปัดร่วมกันได้ เช่น ปัดสีฟ้า-ชมพูผสมกัน จะได้ไฮไลท์สีออกม่วงๆ ปัดตามบริเวณจุดต่างๆ ที่ต้องการให้มีความป๊อป ความพุ่ง เช่น หัวตา/สันจมูก/กระจับปาก/โหนกแก้ม 3. Chiffon Ribbon Contourจํานวน1พาเลท พาเลทคอนทัวร์ครบทุกเฉดสําหรับการสร้างมิติทั่วใบหน้าประกอบไปด้วยแป้งไฮไลท์สีขาวเนื้อแมทท์ สำหรับปัดสร้างแสง-เงาเฉพาะจุด ไปจนถึงคอนทัวร์สีน้ำตาลอมเทา น้ำตาลกลาง และน้ำตาลเข้ม สําหรับการคอนทัวร์กรอบหน้าหรือจมูกได้อย่างชัดเจน เนื้อแป้งละเอียดพิเศษ เบลนด์ง่าย ไม่เป็นปื้น ช่วยปรับโครงหน้าโดยไม่ทิ้งขอบชัด เป็นธรรมชาติ ใช้ได้กับทุกโทนผิว โทนสีออกแบบให้เป็นuniversal toneที่ใช้ได้ทั้งผิวโทนเหลือง หรือ ผิวโทนชมพู เป็นเฉดสีคอนทัวร์ที่ไม่ติดเทา ไม่ติดแดง ไม่ติดส้มจนเกินไป การแต่งหน้าจะคอมพลีทมากขึ้น มิติของใบหน้าจะเปลี่ยนไป ถ้าใช้ไฮไลท์-คอนทัวร์ ใช้ได้ตั้งแต่มือใหม่ จนถึงมือโปร เป็นตลับที่คุ้มมากๆ 4. Chiffon Ribbon Eye Paletteจํานวน4พาเลท พาเลทอายแชโดว์ 9เฉดสีในหนึ่งพาเลทคัดสรรโทนที่ตอบรับกับเทรนด์โทนสีสำหรับปี2025เพิ่มความครีเอทให้กับการแต่งหน้าสามารถแต่งตาได้หลายลุค ครบในตลับเดียว เนื้อสัมผัสฟุ้ง ลื่น เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ ไม่เป็นแป้ง แม้ใช้มือหรือแปรงค่ะ NO.01 - ALL THAT GLITTERS พาเลทกลิตเตอร์ล้วน เนื้อกลิตเตอร์-ชิมเมอร์วาวละเอียด เป็นพาเลทที่รวมกลิตเตอร์หลากหลายโทนสีในพาเลทเดียวกัน NO.02 NEUTRAL TYPE โทนนู้ดกลาง-พีชอุ่น สายeverydayหรือsoft glamมีทั้งสีเบจ,สีพีช,และสีน้ำตาล NO.03 SWEET LAVENDER โทนม่วง-ชมพู โทนสีwinterน่ารักปนหรู ตั้งแต่โทนสีชมพูอ่อน ชมพูเข้ม และม่วงพลัม NO.04 BERRY MERRY โทนชมพูแดง-เบอร์รี ให้ลุคสดใสฟาด ๆ หรือsoft roseมีตั้งแต่ชมพูอ่อน เบอร์รี เข้มแดง ไปจนถึงกลิตเตอร์ม่วงชมพู ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา MEILINDAได้มีการคิดค้นพัฒนาสินค้าขึ้นมาอย่างต่อเนื่องด้วยความเข้าใจความต้องการด้านความงามที่หลากหลาย และมุ่งเน้นถึงความสำคัญของทั้ง ฟังก์ชันและไลฟ์สไตล์ ตลอดถึงความปลอดภัย จนสามารถครองใจผู้บริโภคได้อย่างเหนียวแน่นเสมอมา โดยChiffon Ribbon Collectionนี้แบรนด์MEILINDAได้นำความใส่ใจและความตั้งใจส่งต่อผ่านสินค้าไปยังผู้บริโภค ให้แต่งหน้าได้อย่างมั่นใจตามที่ใจต้องการ สอดคล้องกับKey Messageที่ต้องการสื่อสาร#meilindaglowyourownway ในงานครั้งนี้ ถือเป็นการจัดกิจกรรมครั้งแรกที่สุดแสนยิ่งใหญ่ของแบรนด์MEILINDAโดยมีนักแสดงสาว อย่างมิ้ม-รัตนวดี วงศ์ทองสาวรุ่นใหม่ที่มีสไตล์และคาแรกเตอร์อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษสมกับคอนเซปต์ChiffonRibbonวันนี้มิ้มแต่งหน้ามาด้วยผลิตภัณฑ์ของMEILINDAในคอลเลคชั่นChiffon Ribbonซึ่งวันนี้ก็มาในลุคใส ๆ ชอบทุกสีในทุก ๆ พาเลตเลยค่ะ เพราะสามารถแต่งได้หลากหลายแนวเลย จะออกงาน หรือไปเที่ยวสบายๆปรับใช้กับทุกลุคได้หมดเลยค่ะ ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ก็เข้ากับสไตล์การแต่งตัว และก็เข้ากับLifestyleในชีวิตประจำวันทั้งทำงาน และเรียนหนังสือของมิ้มอีกด้วย เมคอัพไปเรียนก็สวยแบบเด่น ๆ ไม่ร้อนแรงมากไปนักด้วย เรียกว่าเป็นเมคอัพที่นอกจากจะเพิ่มความสวยให้มิ้มแล้วยังสร้างความมั่นใจให้มิ้มอีกด้วยค่ะมิ้มกล่าว ภายในงานยังพบกับมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินPERSESที่เรียกเสียงกรี้ดห้างแตกให้กับลานลิฟท์แก้วเซ็นทรัลเวิลด์ อย่างสนั่นหวั่นไหว อีกทั้งยังมีกิจกรรมสุดพิเศษจากศิลปินให้กับเหล่าแฟนคลับ นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกอีกมากมาย อาทิเช่น ถ่ายPhotobooth/ รับโยเกิร์ตจากYogurt Land/Makeup Stationที่จัดเต็มให้ได้ทดลองสีจริงอย่างจุใจครบทุกพาเลท จากMEILINDA Chiffon Ribbon Collection
ข่าว • 2 ต.ค. 68
อ่าน
ส่องดีไซน์ Nike x Jacquemus Moon Shoe เผยทุกรายละเอียด สุดไอคอนิก
ผู้ที่เป็นแฟนแบรนด์รองเท้าอย่าง Nike น่าจะคุ้นเคยกับ Nike Moon Shoe ที่เป็นรุ่นไอคอนิกจาก Nike ในรายการ U.S. Olympic Track Field Trials ปี 1972 และในปี 2025 นี้ Nike ได้ร่วมมือกันกับดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส Simon Porte Jacquemus แห่งแบรนด์ Jacquemus จนได้ออกมาเป็น Nike x Jacquemus Moon Shoe แล้วรายละเอียดการออกแบบนั้นจะเป็นอย่างไรวางขายเมื่อไหร่ TrueID Sport ได้นำมาฝากคุณแล้ว ส่องดีไซน์ Nike x Jacquemus Moon Shoeเผยทุกรายละเอียด สุดไอคอนิก Nike และ Jacquemus ผนึกกำลังรังสรรค์ Moon Shoe สุดไอคอนิกสำหรับคนยุคปัจจุบัน การตีความใหม่ของรองเท้าในตำนาน Bill Bowerman ผู้ร่วมก่อตั้ง Nike ได้ออกแบบรองเท้า Moon Shoe ได้ออกแบบรองเท้าเพื่อแก้ปัญหานักวิ่งบาดเจ็บจากการที่ลู่วิ่งยูรีเทนแบบใหม่ที่แข็งและลื่นไม่ให้การยึดเกาะที่ดีพอจนได้ออกมาเป็น Nike Moon Shoe ซึ่งเห็ตผลที่ใช้ชื่อว่า Moon Shoe นั้นเนื่องจากรอยเท้าที่คล้ายรอยเท้าของนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ และเป็นรองเท้าที่ได้ใช้การทดสอบสำหรับรายการ U.S. Olympic Track Field Trials ในปี 1971 จึงนับได้ว่า Nike Moon Shoe นั้นเป็นรุ่นระดับตำนาน ในปี 2025 Nike Moon Shoe กำลังถูกนำมาตีความใหม่เป็นครั้งแรก ผ่านการร่วมมือระหว่าง Nike และดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศส Simon Porte Jacquemus จนได้ออกมาเป็นรูปทรงอันเป็นเอกลักษณ์นี้เพื่อคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ โดยยังสะท้อนการออกแบบในรุ่นดั้งเดิมของ Nike อยู่ Moon Shoe รุ่นปัจจุบันได้ผสมผสานต้นกำเนิดของรองเท้าแข่งรถเข้ากับความงามสง่าแบบบัลเลต์สมัยใหม่ เพื่อสร้างสรรค์รองเท้าทรงตอร์ปิโดแบบ "low-to-the-ground" ที่สะท้อนทั้งปรัชญาการออกแบบที่เรียบง่ายแบบปารีสของ Jacquemus และความมีชีวิตชีวาของมรดกด้านกีฬาของ Nike รายละเอียดการออกแบบและแรงบันดาลใจ สนีกเกอร์รุ่นใหม่นี้มีความโฉบเฉี่ยวและนำสมัย ผสานมรดกด้านสมรรถนะเข้ากับสไตล์ได้อย่างลงตัว ด้วยรายละเอียดที่ประณีต Moon Shoe ที่ออกแบบใหม่นี้ยังคงรูปลักษณ์และความรู้สึกของรองเท้าไอคอนรุ่นดั้งเดิม ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ Nike ที่ใช้พื้นรองเท้า waffle sole อันโด่งดัง ขณะเดียวกันก็เพิ่มสัมผัสที่ทันสมัยเพื่อยกระดับรูปทรงและยังคงความเป็น DNA ของรองเท้าวิ่งอย่างแท้จริง วัสดุที่ใช้ประกอบด้วยส่วนบนเป็น ไนลอนย่น (ruched nylon upper) และพื้นรองเท้าชั้นนอก Nike Grind ซึ่งผสมผสานต้นกำเนิดการแข่งรถเข้ากับความงามสง่าแบบบัลเลต์สมัยใหม่ ตัวรองเท้ามีโลโก้ Swoosh และส่วนหุ้มส้นเป็นหนัง (leather heel counter) พร้อมโลโก้ Jacquemus ประดับอยู่ที่ลิ้นรองเท้า ส้น และแผ่นรองด้านใน เพื่อเป็นการรำลึกถึงประวัติศาสตร์ของรองเท้ารุ่นนี้ ตัวรองเท้าจะมาพร้อมกับบรรจุภัณฑ์ร่วมแบรนด์สุดพิเศษที่ย้อนกลับไปถึงมรดกยุคแรกเริ่มของ Nike ในชื่อ Blue Ribbon Sports ความร่วมมือครั้งที่สี่และการวางจำหน่าย Moon Shoe รุ่นใหม่นี้ถือเป็นความร่วมมือด้านรองเท้าครั้งที่สี่ระหว่าง Nike กับ Jacquemus ต่อจากรุ่น Nike x Jacquemus Air Max 1, J Force 1 และ Air Humara Nike x Jacquemus Moon Shoe วางจำหน่ายในสามสไตล์ที่แตกต่างกัน ได้แก่ สี Alabaster (สีพิเศษเฉพาะ Jacquemus), สี Off Noir และสี University Red Nike x Jacquemus Moon Shoe จะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 29 กันยายน ที่ jacquemus.com ก่อนจะเปิดตัวผ่าน SNKRS และร้านค้าปลีก Nike ในวันที่ 6 ตุลาคม 2525 ราคาประมาณการอยู่ที่ 6,000 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ รองเท้า ASICS Sneaker ผู้ชายรุ่นไหนดีใส่สวยเดินสบาย ปี 2024 รองเท้า Bodega x ASICS GEL-KAYANO 20 Small Wins Add Up ราคาเท่าไหร่ใส่สบายขนาดไหน รวมรองเท้าผ้าใบผู้ชายสีดำยี่ห้อไหนดี 2024 ใส่แล้วเท่ เข้าได้ทุกลุค ราคาเท่าไหร่ 10 รองเท้าผ้าใบผู้ชาย แบรนด์ไหนดี 2024 รุ่นไหนยอดฮิต เท่ และใส่สบาย รองเท้าแตะผู้ชาย ยี่ห้อไหนดี 2024 แฟชั่น ใส่สบาย แบรนด์ไหนดี 6 รองเท้าผ้าใบผู้ชาย 2024 รองเท้าผ้าใบวินเทจ สไตล์ old money ผู้ชาย รองเท้า NEW BALANCE ผู้ชาย 2024 รุ่นไหนดี รุ่นไหนใส่สบาย รุ่นไหนฮิต
ไลฟ์สไตล์ • 26 ก.ย. 68
อ่าน
โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ ด้วยขนมไหว้พระจันทร์ 4 รสชาติซิกเนเจอร์ บรรจุในกล่องดีไซน์พิเศษ
โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ขอเชิญร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยขนมไหว้พระจันทร์สูตรดั้งเดิมที่รังสรรค์ขึ้นด้วยความประณีต บรรจุในกล่องของขวัญสุดพิเศษที่งดงามและเปี่ยมด้วยความหมาย ตำนานของขนมไหว้พระจันทร์มีประวัติยาวนานกว่า 600 ปี โดยเริ่มต้นในสมัยราชวงศ์หยวน ซึ่งขนมไหว้พระจันทร์ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นหนึ่งเดียวกัน และในปัจจุบัน ขนมไหว้พระจันทร์ยังคงเป็นสัญลักษณ์อันทรงคุณค่าแห่งความรัก ความผูกพัน และความกลมเกลียวของสมาชิกในครอบครัวในช่วงเทศกาลอันเป็นมงคลนี้ ในปีนี้ กล่องของขวัญออกแบบภายใต้แนวคิด Peonies in Full Bloom โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก ดอกโบตั๋น ราชินีแห่งมวลไม้ ดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความสง่างาม ความมั่งคั่ง และความกลมเกลียวตามความเชื่อในวัฒนธรรมจีน มาในกล่องหนังวีแกนสีแดง ตกแต่งด้วยลวดลายสีทองอันอ่อนช้อยลายดอกโบตั๋น แสดงถึงความงดงามและความใส่ใจในรายละเอียดกล่อง ดิ โอเรียนเต็ล คลาสสิก บรรจุขนมไหว้พระจันทร์แปดชิ้น สี่รสชาติซิกเนเจอร์ ได้แก่ คัสตาร์ด ลูกบัวจีนกับไข่แดง ทุเรียนกับไข่แดง และเพียวมัทฉะลาเต้ รังสรรค์ด้วยเทคนิคดั้งเดิมและความพิถีพิถันในการปรุงรสที่เป็นเอกลักษณ์ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ เพื่อการมอบของขวัญที่น่าประทับใจไม่รู้ลืม ปีนี้ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ได้รังสรรค์ กล่อง ดิ โอเรียนเต็ล ลักซ์ชัวรี่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น ความพิเศษของการจับคู่ขนมไหว้พระจันทร์ พร้อมชุดเครื่องหอมจาก PAPURI (ปัญญ์ปุริ) กลิ่น Heaven Moon Osmanthus ที่เปี่ยมเสน่ห์ ชวนให้นึกถึงค่ำคืนใต้แสงจันทร์อันน่าหลงใหล บรรจุอย่างประณีตในกล่องหนังวีแกนสีแดงเข้ม ลวดลายดอกโบตั๋น สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและความงดงามเหนือกาลเวลา เสริมสิริมงคลด้วยลวดลายสีทอง กล่องของขวัญชิ้นนี้จึงสามารถนำกลับมาใช้เป็นกล่องใส่เครื่องประดับที่ทั้งงดงามและเปี่ยมด้วยความหมาย ดิ โอเรียนเต็ล คลาสสิก 1,288 บาทสุทธิ ต่อกล่อง(บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 8 ชิ้น) ดิ โอเรียนเต็ล ลักซ์ชัวรี่ ลิมิเต็ด เอดิชั่น 6,888 บาทสุทธิ ต่อกล่อง(บรรจุขนมไหว้พระจันทร์ 8 ชิ้น พร้อมเซทเครื่องหอมจาก PAPURI)จำนวนจำกัดเพียง 888 ชุดเท่านั้น เปิดขายตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ถึง 6 ตุลาคม 2568 ผลงานสร้างสรรค์เหล่านี้ได้รับการรังสรรค์มาอย่างพิถีพิถัน เหมาะสำหรับมอบเป็นของขวัญเพื่อแบ่งปันความโชคดีและความสุขแก่คนที่คุณรัก รวมถึงคู่ค้าคนสำคัญ นอกจากนี้ ทางโรงแรมมีบริการปรับแต่งชิ้นขนมไหว้พระจันทร์อย่างพิเศษตามความต้องการ เพื่อสร้างสรรค์ของขวัญชิ้นเอกที่สะท้อนตัวตนและความหมายเฉพาะตัวอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มความประทับใจและคุณค่าให้กับโอกาสพิเศษนี้ ลูกค้าสามารถรับสิทธิพิเศษสำหรับการสั่งซื้อล่วงหน้า (Early-Bird Privileges) เพื่อรับส่วนลด 8% สำหรับการสั่งซื้อตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม ถึง 15 สิงหาคม 2568 เฉพาะผ่านช่องทางออนไลน์ของเราเท่านั้น โดยขนมไหว้พระจันทร์ชุด The Oriental Classic จำหน่ายในราคาพิเศษสุทธิ 1,184.96 บาทต่อกล่อง (จากราคาปกติ 1,288 บาท) และชุด The Oriental Luxury จำหน่ายในราคาสุทธิ 6,336.96 บาทต่อกล่อง (จากราคาปกติ 6,888 บาท) พร้อมบริการจัดส่งฟรีภายในกรุงเทพฯ สำหรับยอดสั่งซื้อ 10,000 บาทขึ้นไป (หนึ่งที่อยู่ต่อหนึ่งรายการสั่งซื้อ) สามารถรับขนมหรือจัดส่งช่วง Early-Bird ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 24 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ ร้านเดอะ แมนดาริน โอเรียนเต็ล ช็อป สาขาเกษรวิลเลจ ร้านช็อปคีออสก์ที่พาร์ค สีลม หรือเลือกบริการจัดส่งถึงบ้าน ทั้งนี้ ขอเรียนให้ทราบว่าระยะเวลารับสินค้าสำหรับการสั่งจองล่วงหน้าไม่สามารถขยายออกไปได้ สำหรับการสั่งซื้อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ mobkk-mooncake@mohg.comหรือโทร. +66 (0) 2 659 9000 ต่อ 6811, 6812 (ทุกวัน เวลา 08.00 18.00 น.)
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 6 ก.ย. 68
อ่าน
เปิดตัว Casio EDIFICE x NISMO นาฬิกาสาย Racing รุ่นพิเศษ ดีไซน์สุดเท่ พร้อมฟังก์ชันที่มากกว่านาฬิกา
Casio ปลุกอะดรีนาลีนบนข้อมือคุณอีกครั้งกับ Casio EDIFICE x NISMO อีกหนึ่งนาฬิกาสาย Motor Sport ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง Casio, Nissan และ NISMO ออกมาเป็น DNA ของนาฬิกามอเตอร์สปอร์ตอย่างแท้จริง ที่มาพร้อมกับดีไซน์อันโดดเด่นแต่คงไว้ซึ่งความคลาสสิค ผสานกับเทคโนโลยีสุดล้ำจนได้ออกมาเป็น Casio EDIFICE x NISMO ECB-S10NIS-7A ที่ควรค่าแก่การสะสม ส่วนรายละเอียดการออกแบบ ราคาอยู่ที่เท่าไหร่ TrueID Sport ได้จัดมาไว้ให้คุณแล้ว เปิดตัว Casio EDIFICE x NISMO นาฬิกาสาย Racing รุ่นพิเศษ ดีไซน์สุดเท่ พร้อมฟังก์ชันที่มากกว่านาฬิกา EDIFICE x NISMO นาฬิกาแห่งตำนานที่เฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี นาฬิกา EDIFICE รุ่นพิเศษนี้สร้างขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของ NISMO (1984-2024) โดยเฉพาะ เป็นความร่วมมือระหว่าง Casio, Nissan และ NISMO ที่นำเสนอจิตวิญญาณแห่งมอเตอร์สปอร์ตจากสนามแข่งสู่ข้อมือคุณ ดีไซน์ที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์ โลโก้และสีสัน: ตัวนาฬิกาและแพ็กเกจดีไซน์พิเศษด้วยโทนสีไอคอนิก แดง, น้ำเงิน, ขาว ซึ่งเป็นสีของโลโก้ NISMO ดั้งเดิมที่ใช้ในช่วงปี 1984-1997 สีเหล่านี้ยังชวนให้นึกถึงรถแข่งในตำนานอย่าง R91CP ที่คว้าชัยชนะครั้งแรกในปี 1992 และ Calsonic Skyline ที่ครองสนามแข่งยุค 90 หน้าปัดโลโก้ NISMO แบบวงรีดั้งเดิมที่อยู่บนหน้าปัดถูกเคลือบด้วยสารเรืองแสง ทำให้ส่องสว่างในที่มืดได้เหมือนกับตัวเลขบนรถแข่งที่ใช้ในการแข่งขัน Endurance Race สายนาฬิกา ดีไซน์สายได้แรงบันดาลใจจากชุดแข่งของนักขับยุค 80 โดยมีแถบสีแดงและน้ำเงินบนพื้นขาว ส่วนห่วงรัดสายเลียนแบบลวดลายบนชุดยูนิฟอร์ม ภายนอกของสายพิมพ์ชื่อแชมป์ของ NISMO ในช่วงปี 1984-1997 เพื่อคารวะทั้งตัวรถและทีมงานที่สร้างความสำเร็จร่วมกัน นอกจากนี้ยังมีดีไซน์พิเศษที่ได้แรงบันดาลใจจากธงปลาคาร์ป (Koinobori) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่แฟนๆ ชื่นชอบในญี่ปุ่น ฝาหลังสลักด้วยโลโก้ NISMO ดั้งเดิม ให้ความรู้สึกพิเศษและน่าสะสม เทคโนโลยีเพื่อความแม่นยำสูงสุด เชื่อมต่อสมาร์ทโฟน สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่าน Bluetooth เพื่อปรับเวลาได้อย่างแม่นยำอัตโนมัติ และจัดการฟังก์ชันต่างๆ ของนาฬิกาได้จากแอปพลิเคชัน วัสดุคุณภาพสูง ตัวเรือนบางเพียง 9.6 มม. สวมใส่สบาย มาพร้อมกระจก Sapphire Crystal ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วน และความสามารถกันน้ำได้ถึง 10 บาร์ ไฟ LED มีไฟ Super Illuminator ซึ่งเป็นระบบไฟ LED คู่ที่มีความสว่างสูง ช่วยให้อ่านเวลาได้ง่ายในที่มืดสนิท ข้อมูลจำเพาะของนาฬิกา Casio EDIFICE x NISMO ECB-S10NIS-7A ขนาดและน้ำหนัก: ตัวเรือนขนาด 48 43 9.6 มม. น้ำหนัก 69 กรัม วัสดุ: ตัวเรือนและขอบหน้าปัดทำจากสเตนเลสสตีล สายนาฬิกาเป็นหนังแท้ กันน้ำ: กันน้ำได้ลึก 100 เมตร การตั้งเวลา: ตั้งเวลาอัตโนมัติได้ง่ายๆ ผ่านการเชื่อมต่อบลูทูธกับสมาร์ทโฟน แบตเตอรี่: อายุการใช้งานประมาณ 2 ปี (ใช้ถ่าน SR726W 2 ก้อน) การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน คุณสมบัติ: เชื่อมต่อกับแอป CASIO WATCHES ผ่านบลูทูธ ตั้งเวลาอัตโนมัติ แสดงเวลาโลกได้ประมาณ 300 เมือง ฟังก์ชัน Time Place ช่วยบันทึกเวลาและสถานที่ มีฟังก์ชัน Phone Finder ช่วยตามหาสมาร์ทโฟนได้ ดีไซน์ภายนอก หน้าปัด: กระจกแซฟไฟร์ทนทานต่อรอยขีดข่วน ขนาดสาย: สามารถปรับความยาวได้ตั้งแต่ 175 ถึง 215 มม. ฟังก์ชันนาฬิกา เวลาโลก: แสดงเวลา 38 โซนเวลาทั่วโลก (รวม 38 เมือง) นาฬิกาจับเวลา: ละเอียดถึง 1/100 วินาทีใน 60 นาทีแรก จับเวลาได้สูงสุด 24 ชั่วโมง นับถอยหลังได้สูงสุด 24 ชั่วโมง นาฬิกาปลุก: ตั้งปลุกได้ 5 ครั้งต่อวัน และมีเสียงเตือนทุกชั่วโมง ไฟ LED มีไฟ LED คู่สำหรับหน้าปัดและจอแสดงผลดิจิทัล เป็นแบบ Super Illuminator สว่างมากสามารถเลือกความยาวในการส่องสว่างได้ (1.5 หรือ 3 วินาที) ปฏิทิน: ปฏิทินอัตโนมัติเต็มรูปแบบจนถึงปี ค.ศ. 2099 เสียง: ปิด-เปิดเสียงการกดปุ่มได้ ความแม่นยำ: คลาดเคลื่อนไม่เกิน 15 วินาทีต่อเดือน (เมื่อไม่ได้เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน) ฟังก์ชันอื่นๆ แสดงเวลาแบบ 12/24 ชั่วโมง แสดงวันในสัปดาห์ได้ 6 ภาษา Hand shift feature: เข็มนาฬิกาจะเลื่อนหลบเพื่อให้มองเห็นหน้าจอแสดงผลดิจิทัลได้ชัดเจน การแสดงผล: เป็นทั้งแบบเข็ม (ชั่วโมง, นาที) และแบบดิจิทัล (ชั่วโมง, นาที, วินาที, วันที่, วัน) ราคาประมาณ 17,000 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ G-SHOCK x Marvel Fantastic Four 4 เรือนสุดแกร่งจากทีมฮีโร่ระดับจักรวาล Casio G-SHOCK MTGB4000 นาฬิกาคาสิโอเรือนแรกจากการร่วมมือระหว่าง AI และ มนุษย์ ส่องนาฬิกา G-SHOCK G-STEEL 110 SERIES ทั้งสวยทั้งทน มีฟังค์ชั่นอะไรบ้างราคาเท่าไหร่
ไลฟ์สไตล์ • 3 ก.ย. 68
อ่าน
Jaecoo 5 EV บุกตลาดไทยอย่างเป็นทางการ ด้วยดีไซน์สุดล้ำและราคาที่เข้าถึงง่าย!
รถยนต์ไฟฟ้าในไทยกำลังร้อนแรงสุดๆ และล่าสุดก็มีน้องใหม่สุดฮอตกระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย นั่นคือ Jaecoo 5 EV จากแบรนด์ OMODA JAECOO ที่มาพร้อมกับความคุ้มค่าเกินราคา บอกเลยว่าถ้ากำลังมองหารถ EV คันใหม่ ต้องหันมามองเจ้าคันนี้! เปิดตัวแรง! ราคาพิเศษแค่ 1,000 คันแรก งานนี้ OMODA JAECOO ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะเปิดตัว Jaecoo 5 EV พร้อมราคาที่ทำเอาหลายคนต้องร้องว้าว! โดยมีให้เลือก 2 รุ่นย่อย ดังนี้: รุ่น Long Range Dynamic: ราคาเริ่มต้น 629,000 บาท แต่สำหรับ 1,000 คนแรกเท่านั้น ได้ราคาพิเศษไปเลยที่ 549,000 บาท! รุ่น Long Range Max: ราคาเริ่มต้น 679,000 บาท และมีราคาพิเศษสำหรับ 1,000 คนแรกอยู่ที่ 599,000 บาท! คุณบิล จาง ผู้บริหารแบรนด์ถึงกับบอกเองเลยว่านี่คือรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพสูงในราคาที่สมเหตุสมผล ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นที่จะทำให้รถ EV ระดับพรีเมียมเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น ดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติและ Range Rover ใครเห็น Jaecoo 5 EV เป็นครั้งแรกต้องสะดุดตาแน่นอน เพราะถูกออกแบบภายใต้แนวคิด "Origin of nature" ที่เรียบง่ายแต่แข็งแกร่ง และยังได้แรงบันดาลใจจากรถยนต์สุดหรูอย่าง Range Rover ทำให้ตัวรถดูพรีเมียมเกินราคา ไม่ว่าจะเป็นไฟ LED รอบคัน ไปจนถึงดีไซน์ด้านหน้าที่ดูบึกบึน และด้านท้ายที่ดูทันสมัย นอกจากนี้ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระที่ใหญ่จุใจถึง 480-1,284 ลิตร ตอบโจทย์ทุกการใช้งาน รวมถึงการออกแบบที่เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยงด้วย ออปชันจัดเต็มทั้ง 2 รุ่นย่อย ถึงแม้จะมีราคาพิเศษที่ต่างกัน แต่ก็ต้องบอกว่าออปชันที่ให้มานั้นคุ้มค่าไม่แพ้กันเลย รุ่นเริ่มต้น Long Range Dynamic: มาพร้อมเบาะผ้า หน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว และกล้องรอบคัน 360 มีสีภายนอกให้เลือก 3 สี และสีภายใน 1 สี ที่สำคัญคือมีโหมดคาราโอเกะมาให้ด้วย! รุ่นท็อป Long Range Max: อัปเกรดความหรูหราขึ้นไปอีกขั้น ด้วยเบาะหนังสังเคราะห์พรีเมียม เบาะปรับไฟฟ้า และหน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่ถึง 13.2 นิ้ว พร้อมไฟเรืองแสงในห้องโดยสาร 64 สี นอกจากนี้ยังได้กล้องรอบคัน 540 หลังคาพาโนรามิกขนาด 1.45 ตร.ม. และประตูท้ายไฟฟ้าที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายไปอีกขั้น สมรรถนะที่แรงและไปได้ไกลเกินคาด ในด้านขุมพลัง ทั้งสองรุ่นมาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้กำลังสูงสุด 211 แรงม้า และสามารถทำระยะทางได้ไกลถึง 461 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง และยังมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ ADAS ถึง 19 ฟังก์ชัน และโครงสร้างตัวถังที่ใช้เหล็กกำลังสูงถึง 77% ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าทุกการเดินทางจะปลอดภัยและราบรื่นอย่างแน่นอน เรียกได้ว่า Jaecoo 5 EV เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ด้วยราคาที่เข้าถึงได้ง่าย ฟีเจอร์ที่จัดเต็ม และดีไซน์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ใครที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้าคันแรกอยู่ล่ะก็ ต้องลองไปสัมผัสคันจริงดูให้ได้ครับ!
ข่าวยานยนต์ • 3 ก.ย. 68
อ่าน
Omega Seamaster Diver 300M Orange Accents กลิ่นอายแห่งท้องทะเลในดีไซน์สีส้มสุดเท่
ตั้งแต่ปี 1993 ชื่อของ OMEGA Seamaster Diver 300M ก็ยืนหนึ่งในโลกของนาฬิกาดำน้ำที่ผสานทั้งสมรรถนะและสไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ล่าสุดในปีนี้ OMEGA ปล่อยเวอร์ชันอัปเกรดของ Diver 300M ออกมาอีกครั้ง กับOrange Accentsโดยหยิบ สีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสดใหม่และพลังงาน มาผสมผสานกับดีไซน์คลาสสิกได้อย่างเฉียบคม ดีไซน์สีดำตัดส้ม เท่แบบไม่ต้องพยายาม นาฬิการุ่นนี้มาในตัวเรือนสเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. หนา 13.8 มม. ให้ฟีลลิ่งแข็งแรงแต่ไม่เทอะทะ บนหน้าปัดสีดำแบบแมตต์ที่ดูเรียบง่ายแต่ชวนมอง มีลวดลายเท็กซ์เจอร์ละเอียดให้ความรู้สึกแข็งแกร่งแบบนักดำน้ำของจริง สิ่งที่ทำให้รุ่นนี้สะดุดตาคือ สีส้ม บนเข็มวินาทีตรงกลาง อินเด็กซ์หลัก 4 จุด และโลโก้ Seamaster ใต้เลข 12 ซึ่งจัดวางอย่างมีจังหวะ ไม่เยอะจนรก แต่พอให้รู้ว่าเรือนนี้มีอะไรแอบซ่อนอยู่ ส่วนกรอบหน้าปัด (bezel) สีดำแบบอะลูมิเนียมเคลือบ Oxalic anodized มีสเกลดำน้ำที่เรืองแสงในที่มืดด้วย Super-LumiNova สีขาว ซึ่งให้ความชัดเจนในการใช้งานจริง สายยางสีส้ม เท่แบบเข้าธีม OMEGA จับคู่ตัวเรือนกับสายยางสีส้มสด พร้อมบานพับแบบ foldover clasp ที่ให้ทั้งความกระชับและความสะดวกในการสวมใส่ สีส้มของสายยังช่วยขับภาพรวมของเรือนให้ดูมีสีสันแบบพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป ถ้าใครเบื่อสายเหล็ก นี่คือทางเลือกที่ควรลองจริง ๆ ขุมพลังกลไกระดับ Master Chronometer หัวใจของนาฬิการุ่นนี้คือเครื่อง OMEGA Co-Axial Master Chronometer Calibre 8806 ระบบออโตเมติกที่ได้รับการรับรองระดับ Master Chronometer จาก METAS มีคุณสมบัติกันแม่เหล็กสูงถึง 15,000 เกาส์ และมีพลังงานสำรองนานถึง 55 ชั่วโมง จุดเด่นอีกอย่างคือฝาหลังแบบใสที่เผยให้เห็นกลไกตกแต่งลวดลาย Ctes de Genve บนโรเตอร์ หมุนไปมาด้วยลีลาน่ามองทุกครั้งที่พลิกข้อมือ ฟังก์ชันครบครันแบบสายลุย กันน้ำลึก 300 เมตร ขอบหน้าปัดหมุนได้แบบทิศทางเดียว (Unidirectional rotating bezel) เม็ดมะยมแบบขันเกลียว (Screw-in crown) วาล์วปล่อยฮีเลียมสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพ (Helium escape valve) กระจกแซฟไฟร์โค้งเคลือบกันแสงสะท้อนจากด้านใน ข้อมูลจำเพาะ รุ่น: Omega Seamaster Diver 300M Orange Accents รหัส: 210.32.42.20.01.006 ตัวเรือน: สเตนเลสสตีล ขนาด 42 มม. หนา 13.8 มม. หน้าปัด: อะลูมิเนียมสีดำ แมตต์ พร้อมเข็ม Skeleton โรเดียม เติม Super-LumiNova กลไก: Omega Calibre 8806, ระบบอัตโนมัติ, สำรองพลังงาน 55 ชม. สาย: ยางสีส้ม พร้อมบานพับ กันน้ำ: 300 เมตร ราคา: ประมาณ 5,800 หรือราว 270,000 บาท (ขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน) บทความที่คุณอาจสนใจ เปิดสเปคนาฬิกา Seamaster Aqua Terra 150M รุ่นพิเศษ Ultra Light นาฬิกาแห่งประวัติศาสตร์อวกาศ Swatch x Omega MoonSwatch 1965 Omega Seamaster Planet Ocean 600M นิยามใหม่ของนาฬิกา GMT ระดับโลก
ไลฟ์สไตล์ • 22 ก.ค. 68
อ่าน
“อนันดา” เห่อบ้านใหม่ ทำเองดีไซน์ทุกรายละเอียด ขอภรรยามีมุมส่วนตัว ปัดตอบเรื่องงบ
อนันดา เห่อบ้านใหม่ ทำเองดีไซน์ทุกรายละเอียด ขอภรรยามีมุมส่วนตัว ปัดตอบเรื่องงบ เสร็จสักทีสำหรับบ้านหลังใหม่ของพระเอกหนุ่มอนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม ที่ก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยได้ ออกมาเผยปัญหาบ้านยังไม่เสร็จเพราะตัวเองที่ละเอียดเกินไป จนทำให้บ้านหลังนี้ใช้เวลานานกว่าจะสร้างเสร็จ ล่าสุดเจอตัวพระเอกหนุ่มก็ได้เปิดใจหลังย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า บ้านใหม่ถูกใจแฮปปี้ อยู่บ้านเกือบทุกวันเลยเหมือนรีสอร์ต อยากจะเสพมันทุกมุม นอนกลิ้งทุกมุม เหนื่อยจริงๆ ทำบ้านหลังนี้ ผมได้ตัวกำแพงมาแบบปูนเปือยๆ เราก็ชอบทำเองทุกอย่างออกแบบเอง คิดเองดีไซน์ใหม่ ใครเข้ามาบอกสวยนะ แต่เราก็เหนื่อย ตอนนี้เป็นเห่อ มันมุมของผม ผมทำห้องน้ำใหญ่ ดีไซน์เอง ที่แฮงค์เอ้าท์ของผมคือห้องน้ำมีโซฟาเป็นเรื่องเป็นราว แฟนมาเห็นก็โอโห เราก็บอกเขาว่าทั้งบ้านของที่รัก แต่มุมนี้ของผมนะ ส่วนเรื่องงบทำบ้านอย่าไปพูดถึงเลย ทำมานานหลายปีก็เยอะอยู่แล้ว
ดาราเดลี่บันเทิง • 20 ก.ค. 68
อ่าน
LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดที่สยามพารากอนสะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน “New Yellow New Vibes” แห่งแรกในโลกรวมสินค้าดีไซน์ล้ำ และไอเทมเอ็กซ์คลูซีฟจากญี่ปุ่น และทั่วโลก
LOFT แฟลกชิพสโตร์คอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดที่สยามพารากอนสะท้อนพลังความคิดสร้างสรรค์ผ่าน “New Yellow New Vibes” แห่งแรกในโลกรวมสินค้าดีไซน์ล้ำ และไอเทมเอ็กซ์คลูซีฟจากญี่ปุ่น และทั่วโลกLOFT ไลฟ์สไตล์ช็อปชื่อดังจากญี่ปุ่น เปิดแฟลกชิพสโตร์สาขาใหม่ล่าสุดในรูปโฉมใหม่แห่งแรกในโลกที่สยามพารากอน ภายใต้คอนเซ็ปต์ “New Yellow New Vibes” ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความสนุกสร้างสรรค์ ผ่านดีไซน์ร้านแบบใหม่ ที่โดดเด่นด้วย Yellow Glass Box และ LED Wall ผสานความเป็นญี่ปุ่นเข้ากับความทันสมัยอย่างลงตัว ณ ชั้น 4 (ฝั่งเซาท์) ศูนย์การค้าสยามพารากอนนายตามตะวัน แจ่มจำรัส ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจ LOFT บริษัท สยาม สเปเชียลลิตี้ จำกัด ในเครือสยามพิวรรธน์ กล่าวถึงการเปิดสาขาใหม่ว่า “ร้าน LOFT ที่สยามพารากอน คือแฟลกชิพสโตร์แห่งแรกในโลกที่ออกแบบภายใต้แนวคิด ‘New Yellow New Vibes’ โดย MOMENT Inc. บริษัทออกแบบระดับโลกจากญี่ปุ่น ซึ่งสะท้อนจิตวิญญาณของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ที่สดใส ทันสมัย และแตกต่าง เราตั้งใจให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ไม่ใช่แค่การซื้อของ แต่คือการค้นพบแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่มาเยือน โดยมุ่งเน้นไปที่สินค้า Exclusive at Loft , สินค้า First launch ในไทย, สินค้า Limited item - collection และสินค้าที่อยู่ในเทรนด์เพื่อตอบโจทย์ Lifestyle และ Hobby ที่ทันสมัย สร้างแรงบันดาลใจในแต่ละวัน พร้อมกันนี้ยังสร้างประสบการณ์การช้อปปิ้งให้กับลูกค้า ผ่าน Personalize และ Customize DIY ทั้งในส่วนของ กระเป๋า กรอบโทรศัพท์ คีย์บอร์ด กระติกเก็บความเย็น สมุดโน้ต ปากกา และกิจกรรมเวิร์คช็อปที่จะจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ภายในพื้นที่กว่า 280 ตร.ม. ครบครันด้วยสินค้าไลฟ์สไตล์กว่า 3,000 รายการ ส่งตรงจากประเทศญี่ปุ่น และจากนานาประเทศรวม 11 ประเทศทั่วโลก แบ่งเป็น 6 โซนเด่น พร้อมไฮไลต์สินค้าที่เปิดตัวครั้งแรกและสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟที่หาได้เฉพาะที่ LOFT สาขานี้เท่านั้น โดยสินค้าไฮไลต์จาก 6 โซนหลัก ได้แก่Lifestyle Zone นำเสนอไอเทมแฟชั่น และของใช้ประจำวันแบบ Urban Style จากทั่วโลก อาทิ Fulcro (ฟูล-โคร) กระเป๋าเป้ “More Simple, More Functional” ดีไซน์ญี่ปุ่นแท้ นำเข้าครั้งแรกในไทย OMCC (โอ-เอ็ม-ซี-ซี) กระเป๋าพับได้สุดอเนกประสงค์ ปรับสายสะพายได้หลายรูปแบบ จากญี่ปุ่น, nifty colors (นิฟ-ตี้ คัล-เลอร์ส) ร่มกัน UV 100% น้ำหนักเบา ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, และ Le Foon x Marco (เลอ ฟูน x มาร์โค) แว่นตากันแดดจากไต้หวัน คอลเลกชันศิลปินระดับโลก Marco Art New York Studio Smart Gear Gadget Zone ตอบโจทย์คนรักเทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ด้วยแก็ดเจ็ตล้ำสมัย อาทิ plaud.ai (พลอดเอไอ) เครื่องบันทึกเสียงพร้อมถอดข้อความอัตโนมัติ และสรุปเนื้อหาด้วย AI , myAir.O (มายแอร์โอ) เมาส์พับได้บางเพียง 4.5 มม. สไตล์โอริกามิ, CHUZHAO (ชูเจา) กล้องดิจิทัลวินเทจดีไซน์เก๋ออกแบบเป็นเลนส์คู่ , Keychron (คีย์ครอน) คีย์บอร์ด Mechanical รองรับทั้ง macOS, WindowsAndroid Living Zone สินค้าแต่งบ้านที่ทั้งเท่ และใช้งานได้จริง ยกระดับทุกมุมของห้อง และพื้นที่ทำงาน ด้วย ไอเทมดีไซน์คุณภาพที่ได้รับรางวัลระดับสากล อาทิ TOYO STREET (โตโย สตรีท) กล่องจัดเก็บเหล็กมินิมอลผลิตในญี่ปุ่น ไร้รอยต่อ ไม่มีขอบคม , KING JIM - PEGGY (คิง จิม - เพกกี้) กระดานเพ็กบอร์ดตั้งโต๊ะ ไม่ต้องเจาะผนัง , OTOTO (โอโทโท) แบรนด์อุปกรณ์ครัวดีไซน์สนุกจากอิสราเอล เน้นดีไซน์ เช่น ช้อนรูปไดโนเสาร์ , STTOKE (สโตค) / MIIR (เมียร์) / KINTO (คินโตะ) แก้วน้ำเก็บอุณหภูมิคุณภาพสูง ดีไซน์จากออสเตรเลีย อเมริกา และญี่ปุ่น, ARAMO AROMA เทียนหอมพร้อมข้อความจากแบรนด์ไทยที่โด่งดังในโลกโซเชียลCreative Stationery Zone สวรรค์ของคนรักเครื่องเขียนที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ โดยเข้าใจถึงความต้องการของผู้ใช้งานในทุกมิติ อาทิ HMM (เอชเอ็มเอ็ม) Scissors (Human – Made – Method) (ฮิวแมน - เมด - เมธอด) กรรไกร 2-in-1 แปลงเป็นคัตเตอร์ได้จากไต้หวัน, Rollbahn (โรลบาห์น) / TRAVELER’S notebook สมุดโน้ตระดับตำนานจากญี่ปุ่น , MARK’STYLE (มาร์ค-สไตล์) ปากกาพรีเมียมดีไซน์มินิมอลจากญี่ปุ่น เขียนลื่นไม่มีสะดุด และดินสอ RE:Metacil (รีเมตาซิล) ที่สามารถเขียนได้ถึง 16 กิโลเมตรโดยไม่ต้องเหลา และทำจากวัสดุธรรมชาติ Collector Street Zone รวบรวมงานศิลปะและของสะสมจากศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศ ตอบโจทย์ทั้งนักสะสม ผู้ชื่นชอบในงานศิลปะ และสินค้าหลากหลายจากคาแรกเตอร์ที่มีเอกลักษณ์แบรนด์ดังจาก ญี่ปุ่น และเกาหลี เช่น Angry Machiko (แองกรี มาจิโกะ), Mofusand (โมฟุซานด์), Muzik Tiger (มิวซิก ไทเกอร์) และอื่น ๆ ที่หาไม่ได้จากร้านทั่วไปGift Wrapping Zone โซนห่อของขวัญที่เปิดโอกาสให้คุณเลือกสไตล์การมอบของขวัญในแบบที่สะท้อนตัวตน โดยมีให้เลือกหลากหลาย พร้อมอุปกรณ์ตกแต่งสุดเก๋ไม่ว่าจะเป็นกระดาษห่อของขวัญ ถุงของขวัญหลากหลายรูปแบบ,ผ้า Furoshiki (ฟุโระชิกิ) สไตล์ญี่ปุ่น, ผ้าลวดลายเฉพาะ พร้อมความหมาย ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Gift” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถนำมาใช้งานซ้ำได้ และดูดีในทุกโอกาส พร้อมการ์ดที่คัดสรรมาให้เหมาะกับหลากหลายเทศกาล และโอกาสสำคัญ LOFT ชั้น 4 สาขาสยามพารากอน พร้อมเปิดประตูต้อนรับทุกคนให้มาร่วมสัมผัสประสบการณ์การช้อปปิ้งที่จะเปลี่ยนวันธรรมดาให้กลายเป็นวันพิเศษ พร้อมพบโปรโมชั่นพิเศษ ฉลองเปิดร้าน 2 ต่อตั้งแต่วันที่ 8 – 31 กรกฎาคม 2568 อาทิ ลดสูงสุด 100 บาทเมื่อช้อปขั้นต่ำ 300 บาท สำหรับสมาชิก ONESIAM SuperApp ใหม่เท่านั้น และต่อที่ 2 สำหรับลูกค้าทั่วไป ช้อปครบ 800 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 100 บาท (สำหรับบิลถัดไป) และช้อปครบ 2,000 บาท ลดทันที 200 บาท ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: LOFT BANGKOK และ SIAMPARAGON#LOFT #LOFTBANGKOK #SIAMPARAGON #LOFTOPENING #ลอฟท์ #ไลฟ์สไตล์ช็อปจากญี่ปุ่น
TNN ช่อง16 • 18 ก.ค. 68
อ่าน
ชาบูชิ เผยโฉมร้านดีไซน์ใหม่! ยกระดับประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นในมิติที่เหนือกว่า
ภายหลังประกาศรีเฟรชแบรนด์ครั้งใหญ่ในรอบกว่า 20 ปี โดยเปิดตัวพรีเซนเตอร์ สกาย วงศ์รวี นทีธร และ นานิ หิรัญกฤษฎิ์ ช่างคำ ผ่านแคมเปญ ALL YOU CAN กรี๊ด เพื่อขยายการรับรู้และสร้างการเชื่อมโยงกับกลุ่มยังเจนฯ ล่าสุด ชาบูชิ (Shabushi) สานต่อกลยุทธ์การยกระดับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่อย่างเป็นทางการ ณ ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G) ซึ่งเป็นสาขานำร่อง พร้อมมอบประสบการณ์รสชาติความสุขไม่สิ้นสุดในมิติที่เหนือกว่า ครอบคลุมทั้งรสชาติ บริการ และบรรยากาศ ตอกย้ำความเป็นเดสติเนชันยอดนิยมของคนรักชาบู ชาบู และซูชิอย่างแท้จริง นางสาวศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวว่า การปรับโฉมและเปิดตัวร้านดีไซน์ใหม่ ชาบูชิ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับแบรนด์ให้ทันสมัยและเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาประสบการณ์ที่มากกว่าแค่ความอร่อย เราต้องการให้ทุกองค์ประกอบของร้านใหม่นี้ ตั้งแต่ดีไซน์ เมนู/อาหาร ทั้งชาบู - ชาบู และซูชิ ไปจนถึงบรรยากาศ เป็นการถ่ายทอดแนวคิด รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด อย่างแท้จริง เพื่อให้ ชาบูชิ เป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้บริโภครู้สึกดีและอยากกลับมาอีก ภายใต้แนวคิด GOOD TASTE GREAT TIME NEVER END หรือ รสชาติความสุขไม่สิ้นสุด ซึ่งเป็นคีย์คอนเซ็ปต์ของแบรนด์ ชาบูชิ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G) ถูกออกแบบขึ้นเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือกว่า ผ่านการผสมผสานระหว่างรสชาติ ความสดใหม่ของวัตถุดิบ และความรู้สึกดี ๆ ระหว่างมื้ออาหารที่เชื่อมโยงกับอารมณ์ ความสัมพันธ์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มยังเจนฯ ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ร่วมมากกว่าการรับประทานเพื่อความอิ่มเพียงอย่างเดียว พร้อมนำเสนอทางเลือกให้กับลูกค้า/ผู้ใช้บริการ ผ่านบริการแบบบุฟเฟต์ที่ตอบโจทย์ความต้องการยิ่งขึ้น ได้แก่ Regular Buffet (สุขอิ่ม) 399 บาท+/ท่าน, Premium Buffet (สุขคุ้ม) 499 บาท+/ท่าน, และ Platinum Buffet (สุขล้น) 599 บาท+/ท่าน โดยแต่ละแพ็กเกจนำเสนอความคุ้มค่าและความหลากหลายที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ ทั้งยังเสริมด้วยเมนูพิเศษที่สื่อถึงความตั้งใจของแบรนด์ในการยกระดับวัตถุดิบจากตลาดแมสสู่ตลาดพรีเมียมแมส โดยหนึ่งในไฮไลต์ที่สร้างความแตกต่าง คือ การนำเสนอ Sushi-Master Station ซึ่งมาในรูปแบบครัวเปิด ให้ลูกค้าได้ใกล้ชิดกับทุกขั้นตอนการปรุงแต่งซูชิอย่างเต็มตา ตั้งแต่การตระเตรียมวัตถุดิบคุณภาพ ไปจนถึงขั้นตอนการปรุงแต่งอย่างประณีต...คำต่อคำ ซึ่งนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจในความสดใหม่และคุณภาพแล้ว ยังช่วยเพิ่มมิติของประสบการณ์ (visual experience) ที่สามารถถ่ายรูป แชร์ และบอกต่อได้อย่างน่าประทับใจ ตอบรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคโซเชียลที่นิยมสร้างคอนเทนต์ระหว่างการรับประทานอาหาร อีกทั้งยังสะท้อนจุดแข็งเฉพาะตัว ในฐานะร้านชาบู ชาบู ที่มีซูชิคุณภาพเยี่ยม ด้วยการยกระดับประสบการณ์ซูชิให้หลากหลายและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น รวมแล้วกว่า 30 รายการ ที่สร้างสรรค์อย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความอร่อยในอีกระดับ ตอบโจทย์ทั้งคอซูชิจริงจัง และนักกินสายแชร์อย่างลงตัว นอกจากนี้ ยังมีการอัปเกรดคุณภาพและความหลากหลายของสเตชั่นอาหาร ไม่ว่าจะเป็น สเตชั่นซอส มีพื้นที่ให้ลูกค้าได้เลือกผสมสูตรซอสในแบบเฉพาะตัว สเตชั่นอาหารรับประทานเล่น ที่วางอาหารไว้ในตู้อุ่นอาหาร (warming cabinet) เพื่อคงความสดใหม่พร้อมเสิร์ฟ และ สเตชั่นของหวาน ที่มีการเพิ่มเมนูใหม่อย่าง คากิโกริ (น้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น) พร้อมท็อปปิ้งหลากหลายให้เลือกเติมตามใจชอบ นอกจากนี้ ยังมีเมนูเครื่องดื่มแบบสลัชชี่รสผลไม้ที่หมุนเวียนไปตามฤดูกาล เพื่อเพิ่มสีสันและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในแต่ละช่วงเวลา ด้านบรรยากาศและการตกแต่ง ชาบูชิ ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ (ชั้น G) เลือกใช้โทนสีขาว เสริมด้วยการจัดแสงสว่าง เพื่อสร้างความรู้สึกสะอาด โปร่งโล่ง และผ่อนคลาย ผนังร้านตกแต่งด้วยเส้นสายและลวดลายกราฟิกแบบญี่ปุ่นร่วมสมัยผสมกับไฟนีออนเฟล็กซ์ ให้อารมณ์สนุก สดใส และทันสมัย สอดคล้องกับบุคลิกใหม่ของแบรนด์ที่ต้องการสื่อถึงความสดใส มีชีวิตชีวา และพร้อมสร้างแรงบันดาลใจในทุกโมเมนต์ของการใช้เวลาในร้าน ต่อจากนี้ ชาบูชิ ยังมีแผนในการขยายการปรับปรุงร้านดีไซน์ใหม่ในสาขาหลักทั่วประเทศ โดยจะให้ความสำคัญกับสาขาที่ตั้งอยู่ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้าชั้นนำขนาดใหญ่ ซึ่งมีฐานลูกค้าหลากหลาย เพื่อสร้างภาพจำแบรนด์ใหม่ให้ชัดเจนในระดับประเทศ และตอกย้ำบทบาทของ ชาบูชิ ในฐานะแบรนด์/ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่มีความเคลื่อนไหว เข้าใจเทรนด์ และพร้อมเปลี่ยนแปลงไปกับผู้บริโภค ในโลกที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แบรนด์ที่อยู่ได้อย่างยั่งยืนคือแบรนด์ที่กล้าก้าวไปพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ชาบูชิ - ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ชั้น G จึงไม่ใช่แค่การปรับรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือการออกแบบประสบการณ์ใหม่จากภายใน เพื่อให้ ชาบูชิ เป็นจุดหมายปลายทางของความสุขในยุคใหม่ ที่ผู้บริโภครู้สึกถึงคุณค่า และอยากกลับมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่า นางสาวศสัยฯ กล่าวปิดท้าย
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 17 ก.ค. 68
ดูเพิ่มเติม