TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#solarcell” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
CP LAND X พันธมิตร ส่งต่อความสุขเดินทางได้ ปีที่ 2 “Solar Cell for Life” อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น
15 ตุลาคม2567, ขอนแก่น - บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND บริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย เดินหน้าพร้อมพันธมิตร และ พี่น้องประชาชนชาวดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยหน่วยงานจากภาครัฐ อาทิ องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น องค์การบริหารส่วนตำบลดงลาน สภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตขอนแก่น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น บริษัท นิสสัน เคเคที จำกัด และ ภาคเอกชน ประกอบด้วย สมาคมสตรีนักธุรกิจและวิชาชีพแห่งประเทศไทยจังหวัดขอนแก่น บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟโคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หอการค้าจังหวัดขอนแก่น บริษัท ซีพีแรม จำกัด หจก. พีซี. คอนสตรัคชั่น แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง บริษัท ที เอ็ม ที เอ็น ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด บริษัท ขอนแก่น บริวเวอรี่ จำกัด บริษัท พรพิวัฒน์ยานยนต์ ขอนแก่น จำกัด บริษัท ฟู๊ด ฟาสต์ ฟิน จำกัด บริษัท ดงลานศิลา จำกัด บริษัท ต.พีระกฤษ จำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไทยรัฐยางยนต์ บริษัท 22 คอนซัลแต้นท์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด ศูนย์เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอีเว้นท์และอุตสาหกรรมบริการแบบครบวงจร (CEMBEI) มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ อินฟลูเอนเซอร์จากเพจ Photogangs ร่วมผนึกกำลังสานต่อ โครงการ Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ ปีที่ 2 ที่ ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่นโครงการSolar Cell for Life ความสุขเดินทางได้เป็นโครงการที่ส่งมอบแสงสว่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความปลอดภัยให้แก่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกลและขาดแคลนไฟฟ้า ต่อเนื่องจากปี 2566 ที่ได้ทาง CP LANDได้ริเริ่มโครงการที่ อำเภอคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช ต่อมาที่อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก และดำเนินการอย่างต่อเนื่องที่ ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น โดยมอบเสาไฟโซลาร์เซลล์บริเวณถนน จำนวน 60 ต้น ระยะทางทั้งหมด 2 กิโลเมตร และโคมไฟโซลาร์เซลล์บริเวณลานกีฬาของชุมชน จำนวน 20 ต้น มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการการตอบแทนสังคม (Social Contribution) ของ CP LAND ภายใต้ปรัชญาพื้นฐาน คุณภาพเพื่อทุกชีวิต หรือ Accessible Communities for Life ของ CP LAND ที่ต้องการส่งมอบความสุขให้แก่ชุมชนที่ห่างไกล แม้ในพื้นที่ ที่ห่างไกล ความสุขก็จะไปเป็นแสงสว่าง ซึ่งจะมีการศึกษาการต่อยอดและพัฒนาโครงการดังกล่าวต่อไปและพร้อมเปิดรับพันธมิตรที่ต้องการขยายความร่วมมือเพื่อไปดำเนินการในพื้นที่อื่น ๆ ในอนาคตนายกนธีร์ ติรวิภาส หัวหน้าโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือCP LAND เปิดเผยว่า โครงการ Solar Cell For Life ความสุขเดินทางได้ ปีที่ 2 ในครั้งนี้ถือเป็นความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ทาง CP LAND ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งการมอบความสุขให้แก่ชุมชนอีกครั้ง ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ดำเนินธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนควบคู่ไปกับการสร้างคุณค่าร่วมกันกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ด้านหลัก (Heart) ด้วยใจที่ยั่งยืน (Health) สร้างสังคม (Home) เพื่อสิ่งแวดล้อม ยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 5 เป้าหมาย ด้วยการมอบแสงสว่างจากพลังงานสะอาด ที่เป็นหนึ่งในการยกระดับโครงสร้างขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ดังกล่าว ของ อ.สีชมพู จ.ขอนแก่น ที่ขาดแคลนไฟฟ้าในบางพื้นที่ การมอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ ในครั้งนี้จึงถือเป็นการส่งต่อความสุขอย่างยั่งยืน ที่จะช่วยให้ชุมชนสามารถมีชีวิตที่ดีและปลอดภัยขึ้นได้ อีกทั้งยังได้การช่วยเหลือจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชนในพื้นที่ สนับสนุนทั้งแรงกายและเครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆในการติดตั้ง ถือว่าเป็นการร่วมแรงร่วมใจ ตอบแทนสังคมกันอย่างแท้จริงนายอภิชาติ สินธุมา ผู้อำนวยการบริหารกลุ่มธุรกิจภูมิภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND กล่าวว่า การติดตั้งระบบเสาไฟโซลาร์เซลล์ในครั้งนี้ ร่วมกันติดตั้งระบบเสาไฟโซลาร์เซลล์ เป็นปีที่ 2 ที่ทาง CP LAND ได้เป็นส่วนหนึ่งในการตอบแทนสังคม ถือเป็นความสุขจากทั้งผู้ให้ส่งต่อไปยังประชาชนผู้รับในพื้นที่ จากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ร่วมสนับสนุน ที่มาร่วมแรงร่วมใจกันติดตั้งระบบเสาไฟโซลาร์เซลล์ เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในการเดินทางสัญจร ช่วยให้เกิดความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยการกระตุ้นการท่องเที่ยววิถีชุมชนอีกด้วยนายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า สีชมพูคืออำเภอห่างไกลสุดขอบของจังหวัดขอนแก่น ดีใจอย่างมากที่ทาง CP LAND นำโครงการดีๆแบบนี้มาช่วยพัฒนา ความตั้งใจของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดขอนแก่นคือ การทำเส้นทางท่องเที่ยว อำเภอสีชมพู แบบท่องเที่ยวยั่งยืน อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งธรรมชาติของสีชมพู สวยงามทำได้ เชื่อมโยงเส้นทางต่อมาจากอำเภอภูผาม่านซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวอยู่แล้ว เรามาช่วยกันพัฒนาชีวิต ความเป็นอยู่ เพิ่มรายได้ของชาวบ้าน โดยมีกิจกรรมดีๆแบบนี้เป็นตัวนำ และทางเรานำกิจกรรมต่างๆมาเสริมกัน ประชาสัมพันธ์ และ เดินหน้ากันต่อไปนายปริญ นาชัยสิทธิ์ รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตขอนแก่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน กล่าวว่า โครงการ Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ เป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างผลกระทบที่เป็นบวกต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม ในนามของมหาวิทยาลัยฯ มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการฯ คณาจารย์และนักศึกษามีส่วนร่วมในการติดตั้งและวางระบบเสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ และสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานสะอาดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนนายธัชพล สิงห์นอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท22 คอนซัลแต้นท์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาร่วมงาน Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ ปีที่ 2 ภายใต้การนำของบริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) มีพันธมิตรและหน่วยงานราชการต่าง ๆ มีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการนี้และได้ร่วมส่งมอบเสาไฟโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ประชาชน ตำบลดงลาน อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น ได้ประโยชน์ในการเดินทางสัญจรต่าง ๆ และถ้ามีกิจกรรมดี ๆ แบบนี้อีกบริษัทพร้อมจะสนับสนุนโครงการต่อไปนายวัชระ ศิริฤทธิชัย ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นิปปอนเพนต์ เดคโคเรทีฟโคทติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด หรือNippon Paint กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่สีของ Nippon Paint ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Solar Cell for Life ความสุขเดินทางได้ ปีที่ 2 นี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อมั่นว่าโครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมความเป็นอยู่ทางกายแล้ว ยังมีส่วนช่วยเพิ่มพูนความสุขทางใจได้อย่างดีแน่นอน รวมถึงความปลอดภัยให้แก่ผู้ใช้งานถนนและสนามกีฬาของชุมชนอีกด้วย อีกทั้งอาจก่อเกิดการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นในชุมชน ช่วยสร้างรายได้ในชุมชน นับเป็นการสร้างสรรค์สังคมยั่งยืนที่ให้ประโยชน์อย่างแท้จริง นอกจากนี้หลักการของโครงการฯยังสอดคล้องกับหนึ่งในกลยุทธ์การดำเนินงานของ Nippon Paint ในด้านการลดการใช้พลังงาน เพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำด้วยเช่นกัน#CPLAND #ซีพีแลนด์ #CPLANDคุณภาพทุกชีวิต #คุณภาพเพื่อทุกชีวิต #ความสุขเดินทางได้ #โซลาร์เซลล์ #AccessibleCommunitiesforLife #แม้ในพื้นที่ที่ห่างไกลความสุขก็จะไปเป็นแสงสว่าง #SolarCellForLife #SolarCell #ขอนแก่น #เที่ยววิถีสีชมพู
TNN ช่อง16 • 15 ต.ค. 67
อ่าน
ADVANC ซื้อไฟฟ้า-ว่าจ้าง GULF 532 ล. ติดตั้ง Solar Cell 16.5 MW
บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC แจ้งว่าที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ("AWN") และ บริษัท แฟกซ์ ไลท์ จำกัด ("FXL") ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ AIS ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ( Power Purchase Agreement: PPA) และสัญญาจ้างออกแบบวิศวกรรมจัดหา และก่อสร้าง (Engineering, Procurement and Construction: EPC) กับ บริษัท กัลฟ์1 จำกัด ("GULF1") ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ("GULF") ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 99.99 โดยมีลักษณะเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้งรวมโดยประมาณ 16.5 เมกะวัตต์ รวมมูลค่า 531.80 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 10 - 25 ปี ความร่วมมือทางธุรกิจนี้ สืบเนื่องจากบริษัทประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายและบริการโทรคมนาคม โดยครอบคลุมถึงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และโครงข่ายสำหรับบริการลูกค้าองค์กร ซึ่งการให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมที่ครอบคลุมทั่วประเทศต้องใช้พลังงานไฟฟ้าปริมาณมาก และปริมาณการใช้พลังงานยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายบริการโครงข่ายเละบริการเพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเข้าทำสัญญาเพื่อผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว นอกจากนี้ ความร่วมมือทางธุรกิจนี้ยังเป็นไปตามกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการลดการปล่อยก๊ซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยยังใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานฟอสซิลเป็นหลักซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก การใช้พลังงานทดแทนหรือพลังงานแสงอาทิตย์ในโครงการดังกล่าว จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 11,268 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี รวมถึงยังสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 5 ของการใช้พลังงานรวม เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การลงทุนดังกล่าวถือเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกันของบริษัท ประเภทรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์และบริการ และการทำรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ บริษัทจึงมีหน้าที่รายงานและเปิดเผยสารสนเทศ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1. วัน เดือน ปี ที่มีการตกลงเข้าทำรายการ : 21 กันยายน 2566 2. คู่สัญญาที่เกี่ยวข้องและความสัมพันธ์กับบริษัท ผู้ซื้อ : บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ("AWN") และ บริษัท แฟกซ์ ไลท์ จำกัด ("FXL") ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ AIS ผู้ขาย : บริษัท กัลฟ์1 จำกัด ("GULF 1") ซึ่งเป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันของ AWN และ FXL เนื่องจากเป็นบริษัทย่อยของ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ("GULF") ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ("INTUCH") โดย GULF ถือหุ้นใน INTUCH ในสัดส่วนร้อยละ 46.57 และ INTUCH เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ AIS โดยถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 40.44 (ข้อมูลตามรายชื่อที่ปรากฎในสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 21 สิงหาคม 2566) 3. ลักษณะโดยทั่วไปของรายการ 3.1การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) รวมทั้งสิ้น 5 โครงการ ประกอบด้วย (1) โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm ) ที่ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ 2 โครงการ และ (2) โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา ( Solar Rooftop) ที่ศูนย์ AIS Contact Center และที่ชุมสาย 3 โครงการ เป็นระยะเวลา 10 - 15 ปี และโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินให้บริษัทเมื่อครบกำหนดสัญญา 3.2การทำสัญญาจ้างออกแบบวิศวกรรม จัดหา และก่อสร้าง (Engineering, Procurement and Construction: EPC) ประกอบด้วย ( 1) โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop) ที่ อาคารสื่อสัญญาณหลัก 38 แห่ง และ (2) โครงการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับสถานีฐาน 4,500 แห่ง เป็นระยะเวลา 25 ปี 4. หลักเกณฑ์การกำหนดมูลค่าและมูลค่ารวมของรายการ 4.1มูลค่ารวมของรายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 531.80 ล้านบาท 4.2รายการที่เกี่ยวโยงกัน รายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการที่เกี่ยวโยงกัน ประเภทที่ 4รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์ ตามประกาศคณะกรรมการตลาดทุนที่ ทจ. 212551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกัน และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในรายการที่เกี่ยวโยงกัน พ.ศ. 2546 (ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) เมื่อนำมูลค่ารวมของสิ่งตอบแทนที่ชำระให้ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 531.80 ล้านบาท มาคำนวณขนาดรายการตามประกาศรายการเกี่ยวโยงกัน จะพบว่ามีขนาดของรายการเท่ากับร้อยละ 0.86ของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัท ตามงบการเงิน ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2566 เนื่องจากการเข้าทำรายการเกี่ยวโยงกันมีขนาดของรายการเกินกว่าร้อยละ 0.03 แต่ไม่เกินกว่าร้อยละ 3 ของสินทรัพย์ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัท ดังนั้น บริษัทจึงต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทและเปิดเผยสารสนเทศต่อตลาดหลักทรัพย์ 4.3รายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ รายการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ เมื่อคำนวณขนาดรายการตามเกณฑ์มูลค่ารวมของสิ่งตอบแทน รายการมีขนาดเท่ากับร้อยละ 0.16 ของสินทรัพย์ววม (สินทรัพย์รวมของบริษัท ณ วันที่ 30มิถุนายน 2566 เท่ากับ 326,646 ล้านบาท) ซึ่งน้อยกว่าร้อยละ 15 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท นอกจากนี้ เมื่อพิจารณานับรวมรายการได้มาซึ่งสินทรัพย์ที่เกิดขึ้นในระหว่าง 6 เดือนก่อนวันที่จะตกลงเข้าทำรายการนี้ รายการมีขนาดน้อยกว่าร้อยละ 15ของสินทรัพย์รวมของบริษัท ดังนั้น การเข้าทำรายการนี้จึงไม่ถือเป็นรายการได้มาซึ่งทรัพย์สินที่จะต้องเปิดเผยสารสนเทศและปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทจ. 20/2551 เรื่อง หลักเกณฑ์ในการทำรายการที่มีนัยสำคัญที่เข้าข่ายเป็นการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งทรัพย์สิน และประกาศคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่อง การเปิดเผยข้อมูลและการปฏิบัติการของบริษัทจดทะเบียนในการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ พ.ศ. 2547 (ตามที่มีการแก้ไขเพิ่มเติม) 5. ผลประโยชน์ที่บริษัทคาดว่าจะได้รับ คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า บริษัทจะได้ประโยชน์จากการเข้าทำในการลดต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว รวมถึงเป็นไปตามกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็นร้อยละ 5 ของการใช้พลังงานรวม เพื่อส่งเสริมและขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6. บุคคลที่เกี่ยวโยงกันและลักษณะส่วนได้เสีย กรรมการของบริษัท ได้แก่ นายสารัช รัตนาวะดี, นายปรีดี ดาวฉาย, นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์, และนายสมิทธ์ พนมยงค์ ถือเป็นกรรมการที่มีส่วนได้เสียในการทำรายการที่เกี่ยวโยงกันในครั้งนี้ ดังนั้น จึงไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนนในการอนุมัติการเข้าทำรายการดังกล่าว 7. แหล่งที่มาของเงินทุน กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัท 8. ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทเกี่ยวกับการตกลงเข้าทำรายการ คณะกรรมการบริษัทเห็นว่า การทำรายการนี้มีความสมเหตุสมผล ผ่านกระบวนการเปรียบเทียบราคากับผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ในตลาดอย่างเป็นธรรมและการคำนวณในเชิงการเงินอย่างรอบด้าน โดยได้พิจารณาถึงประโยชน์ในการบริหาร ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงสอดคล้องกับกลยุทธ์และเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนตามที่ปรากฏในข้อ 5 ของสารสนเทศฉบับนี้ ทั้งนี้ ในการพิจารณาการเข้าทำรายการในครั้งนี้ กรรมการที่มีส่วนได้เสียและเหรือกรรมการที่เป็นบุคคลที่เกี่ยวโยงกันไม่เข้าร่วมประชุมและไม่มีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท 9. ความเห็นของกรรมการตรวจสอบและ/หรือ ของกรรมการบริษัทฯ ที่แตกต่างจากความเห็นของคณะกรรมการบริษัท - ไม่มี -
ทันหุ้น • 21 ก.ย. 66
อ่าน
AMR ได้งานออกแบบ-ติดตั้ง น้ำบาดาลจาก Solar Cell มูลค่า 149 ลบ.
ทันหุ้น - AMR ได้งานออกแบบและติดตั้งระบบการจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานสะอาดจากแผ่น Solar Cell ในจังหวัด สระบุรี-นครราชสีมามูลค่า 149 ล้านบาท จ่อรับรู้รายได้ทั้งหมดภายในปีนี้ แย้มไตรมาส 4/64เตรียมพร้อมเสนองานทั้งด้านออกแบบติดตั้งและให้บริการระบบราง ระบบสื่อสาร ระบบพลังงานทางเลือกให้แก่ทั้งภาครัฐและเอกชน นายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) (AMR) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้งานออกแบบและติดตั้งระบบการจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานสะอาดมูลค่าโครงการ 149 ล้านบาท และคาดว่าสามารถรับรู้รายได้ภายในปี 2564 นี้ โดยงานดังกล่าวเป็นการติดตั้งระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยแผ่น SolarCellเพื่อมาจัดเก็บในถังและแจกจ่ายน้ำไปยังพื้นที่การเกษตรในพื้นที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ทดแทนการใช้เครื่องยนต์น้ำมันแบบเก่า AMR มองว่าโครงการระบบการจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรด้วยพลังงานสะอาดเป็นเรื่องของการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้มีน้ำสำหรับการเพาะปลูกอย่างเพียงพอ เพราะการวิจัยพบว่าพื้นที่เพาะปลูกที่มีน้ำเพียงพอจะให้ผลผลิตมากกว่าสองถึงสามเท่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำ ที่ผ่านมา AMR มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบโทรมาตรเพื่อการบริหารและการพยากรณ์น้ำในลุ่มแม่น้ำ เขื่อน และอ่างเก็บน้ำ รวมถึงการตรวจวัดคุณภาพน้ำทั้งกรมชลประทานและกรุงเทพมหานครอยู่แล้วจึงเป็นการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจเรื่องการบริหารจัดการแหล่งน้ำที่ครอบคลุมทั้งบนดินและใต้ดินรวมถึงการนำพลังงานสะอาดและระบบไอทีมาประยุกต์ใช้งานให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอีกด้วย การพัฒนาน้ำเพื่อการเกษตรเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของ AMR ที่ได้มีส่วนร่วมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคการเกษตรซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ และสอดคล้องกับแผนงานด้าน Smart City และ Smart Farm ของ AMR และในอนาคตมองว่าจะผลักดันให้มีระบบควบคุมและบริหารจัดการน้ำบาดาลเพื่อการเกษตรจากส่วนกลางด้วย นายมารุตกล่าวต่อในช่วงท้ายว่าแผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯยังคงเดินหน้าเข้าร่วมประมูลงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับระบบคมนาคมขนส่ง ไอทีและโซลูชั่น พลังงานทดแทน และงานเปลี่ยนสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เพื่อผลักดันงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท
ทันหุ้น • 14 ต.ค. 64
อ่าน
Samsung เปิดตัวรีโมททีวี Solar Cell ร่วมกันรักษ์โลกประหยัดถ่าน AAA
Samsung ออกมาประกาศเปิดตัว "รีโมททีวี Solar Cell"รีโมททีวีรักษ์โลกของSamsung ที่จะให้ทีวีรุ่นใหม่ในปี 2021 ใช้ทั้งหมด พร้อมนำเอามาเปิดตัวในงานCES 2021 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 - 14 มกราคมนี้ โดยรีโมททีวี Solar Cell ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และลดขยะจากแบตเตอรี่ (ถ่าน) AAA ให้น้อยลงตัวรีโมทจะมีแผงรับแสงอยู่ด้านหลัง ใช้สำหรับชาร์จพลังงานไฟจากแสงในที่ร่ม หรือจะชาร์จผ่านทาง USB ก็ได้ด้วยเช่นกันนอกจากรีโมทแล้ว Samsung ยังได้ประกาศว่ากล่องใส่ทีวีทุกรุ่น ต่อไปนี้จะถูกออกแบบใหม่ สามารถนำมาดัดแปลงเป็นของเล่นได้ พร้อมลดการพิมม์ลายบนกล่องให้น้อยลง เพื่อลดปริมาณหมึกที่ใช้ และช่วยให้รีไซเคิลได้ง่ายมากยิ่งขึ้นแบรนด์ IT หลาย ๆ แบรนด์เดี้ยวนี้เริ่มใส่ใจในธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะ Apple ที่ประกาศไม่แจกหัวชาร์จใน iPhone 12 นอกจากจะลดการผลิตตัวหัวชาร์จได้แล้ว ยังช่วยลดขนาดของกล่องใส่ได้อีกด้วย และเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานแสงในที่ร่มเอง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีรักษ์โลก ที่แบรนด์ IT หลาย ๆ แบรนด์ต่างจับจ้อง และต้องการหยิบนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ของตัวเองให้ได้เร็วและดีที่สุดwebsite:www.TNNTHAILAND.comfacebook :TNNONLINEfacebook live :TNN Livetwitter :TNNONLINELine :@TNNONLINEYoutube Official :TNNONLINEInstagram :TNN_ONLINETIKTOK :@TNNONLINEแหล่งที่มา news.samsung.com
TNN ช่อง16 • 7 ม.ค. 64
อ่าน
MEA รับสมัครผู้ใช้ไฟฟ้าเขตพื้นที่ให้บริการเข้าร่วมโครงการ Solar Cell
วันนี้( 24 ส.ค.63) นางสาวผาสุก สัมปุณณะโชติ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA เปิดเผยว่า MEA พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ ส่งเสริมให้บ้านและอาคารที่พักอาศัยในเขตพื้นที่ให้บริการของ MEA คือ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ที่ติดตั้งแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เอง โดยขออนุญาตเชื่อมต่อกับระบบโครงข่าย MEA ถูกต้องตามระเบียบการติดตั้งอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐานผ่านการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ชำนาญการเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ไฟฟ้า รวมถึงเพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อความมั่นคง ความปลอดภัย และป้องกันเหตุอันตรายที่อาจจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพโครงข่ายระบบจำหน่ายไฟฟ้า ปัจจุบันผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถสมัครเข้าร่วมได้ 2 โครงการ ดังนี้โครงการขนานเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ MEA สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภท ที่ติดตั้ง Solar Cell เพื่อใช้งานเอง จะต้องดำเนินการตาม ระเบียบการไฟฟ้านครหลวงว่าด้วยข้อกำหนดการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า พ.ศ. 2558 ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกประเภทสมัครยื่นแบบลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ โดยไม่มีกำหนดปิดรับสมัคร ติดต่อสอบถามขอรับบริการได้ทุกเขตบริการ MEA และดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://www.mea.or.th/minisite/vspp/about/846โครงการ Solar ภาคประชาชน สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย ที่ติดตั้งแผงเซลล์ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา เพื่อใช้งานเอง และสามารถขายไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้ให้กับ MEA ในอัตรารับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 1.68 บาท/หน่วย เป็นระยะเวลาสัญญา 10 ปี เปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการผ่านทางเว็บไซต์ https://spv.mea.or.thทั้งนี้ ผู้สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ สามารถสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ได้แก่ Facebook : การไฟฟ้านครหลวง MEA, Line: @meathailand, Twitter: @mea_news, และศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเกาะติดข่าวที่นี่website: www.TNNTHAILAND.comfacebook : TNNONLINEfacebook live : TNN Livetwitter : TNNONLINELine : @TNNONLINEYoutube Official : TNNONLINEInstagram : TNN_ONLINETIKTOK : @TNNONLINE
TNN ช่อง16 • 24 ส.ค. 63
ไม่มีแดด ติดโซล่าเซลล์ ก็ผลิตไฟได้ ?
หลายคนสงสัยว่า "หน้าฝน" แดดน้อยแบบนี้ ติดโซลาร์เซลล์จะคุ้มไหม? ผลิตไฟได้จริงหรือเปล่า?
ExtremeIT • 1 วันที่แล้ว
อ่าน
A5 ผนึก GUNKUL ติดโซลาร์ลูกบ้าน ขานรับนโยบายพลังงานภาครัฐ
#GUNKU #ทันหุ้น - อัพเพอร์ คลาส โซลูชัน ในเครือ A5 จับมือ GUNKUL หนึ่งในพันธมิตรพลังงานสะอาด ติดตั้งระบบ Solar Rooftop ให้ลูกบ้าน A5 ขานรับนโยบาย “โซลาร์ภาคประชาชน” ส่งเสริมลูกบ้านเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวก ปลอดภัย และเหมาะสมกับบ้านแต่ละหลังนายณัฐวัฒน์ หลวงวิเศษHead of Business Unitบริษัท อัพเพอร์ คลาส โซลูชัน จำกัด หรือUpper Class Solutionธุรกิจด้านการบริหารจัดการที่อยู่อาศัยและบริการดูแลลูกบ้านแบบครบวงจร ในเครือ บริษัท แอสเซท ไฟว์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ A5 เปิดเผยว่าบริษัทร่วมมือกับ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)หรือGUNKULผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและระบบไฟฟ้า เดินหน้าโครงการสนับสนุนการติดตั้งระบบSolar Rooftopสำหรับลูกบ้านA5และลูกค้าที่สนใจ สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดและยังเป็นการตอบรับนโยบาย “โซลาร์ภาคประชาชน” ของภาครัฐ เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในครัวเรือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเปิดโอกาสให้จำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ภาคครัวเรือนมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ*ผสานจุดแข็งความร่วมมือครั้งนี้เกิดจากการผสานจุดแข็งของทั้ง 2 บริษัท โดยGUNKULนำความเชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาดและระบบSolar Rooftopมาร่วมพัฒนาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐาน ขณะที่Upper Class Solutionมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการและดูแลที่อยู่อาศัย รวมถึงเข้าใจในรายละเอียดแต่ละโครงการของA5ทั้งรูปแบบบ้าน โครงสร้าง ระบบภายใน ตลอดจนพฤติกรรมและความต้องการของผู้อยู่อาศัย จึงสามารถประสานงานและดูแลกระบวนการติดตั้งให้เหมาะสมกับบ้านแต่ละหลังได้อย่างตรงจุด ด้านนางสาววรินทิพย์ โรซาร์พิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจพลังงานและกลยุทธ์การลงทุน บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือGUNKULกล่าวว่าด้วยมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐในการติดตั้งSolar Rooftopทำให้นี่คือจังหวะที่การลงทุนด้านพลังงานสะอาดตอบโจทย์ผู้อยู่อาศัยมากขึ้นกว่าที่เคยGUNKULพร้อมนำประสบการณ์กว่า40ปีในธุรกิจพลังงานสะอาดมาออกแบบระบบให้เหมาะสมกับลักษณะบ้านและรูปแบบการใช้พลังงานของลูกบ้านA5โดยเฉพาะแต่ละหลัง การดูแลจึงต้องละเอียดและยืดหยุ่นพอที่จะรองรับได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การติดตั้งที่ได้มาตรฐาน ตลอดจนบริการหลังการขาย เพราะโซลาร์รูฟไม่ได้เป็นเพียงการประหยัดค่าไฟ แต่คือการสร้างเสถียรภาพด้านพลังงานให้ครอบครัวในระยะยาว ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกที่ไม่อาจคาดเดาได้*ดูแลแบบครบวงจรทั้งนี้ ลูกบ้านA5 และลูกค้าที่ติดตั้งระบบSolar Rooftopผ่านUpper Class Solutionในโครงการที่ร่วมรายการ จะได้รับบริการดูแลแบบครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาและประสานงานด้านพลังงานสะอาด การออกแบบและประเมินขนาดระบบให้เหมาะสมกับพื้นที่และรูปแบบการใช้พลังงาน การวิเคราะห์ความคุ้มค่าและแนวทางลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนการสนับสนุนด้านเอกสารสำหรับเข้าร่วมมาตรการของภาครัฐสำหรับสิทธิพิเศษจากUpper Class Solutionผู้ติดตั้งสามารถแบ่งชำระค่าระบบสูงสุด3งวดโดยไม่มีดอกเบี้ย ได้แก่ งวดยืนยันการสั่งซื้อ งวดติดตั้ง และงวดสุดท้ายภายใน1เดือนหลังติดตั้ง พร้อมรับการรับประกันแผงโซลาร์เซลล์สูงสุด25ปี และประกันอัคคีภัย1ปี วงเงินคุ้มครองสูงสุด1ล้านบาท โดยระบบมีระยะเวลาคืนทุนประมาณ5–7ปี*นอกจากนี้ บุคคลธรรมดาที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ สามารถนำค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งSolar Rooftopที่จ่ายจริงมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด200,000บาท สำหรับระบบOn-Gridที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้านครหลวงหรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และมีe-Tax Invoiceทั้งนี้ มาตรการมีผลถึงวันที่31ธันวาคม2571ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของกรมสรรพากรโครงการมีกำหนดดำเนินการระหว่างวันที่1สิงหาคม–31ธันวาคม2569สำหรับลูกบ้านและลูกค้าที่ซื้อบ้านในโครงการที่ร่วมรายการ โดยขนาดระบบ รูปแบบการติดตั้ง และเงื่อนไขต่างๆ จะพิจารณาตามลักษณะบ้าน โครงสร้าง พฤติกรรมการใช้พลังงาน และผลการสำรวจพื้นที่จริง เพื่อให้สามารถนำเสนอโซลูชันที่เหมาะสมกับความต้องการของแต่ละครอบครัว
ทันหุ้น • 31 ก.ค. 69
ก็แดดมันร้อน
opztv
OPZTV • 1 พ.ค. 69
อ่าน
GUNKUL แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้น 54% เป็น 8.70 บาท
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #GUNKUL แนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายขึ้น 54% เป็น 8.70 บาทบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ได้รับการปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) เป็น 8.70 บาท จากเดิม 5.65 บาท พร้อมคงคำแนะนำ "ซื้อ" หลังบริษัทประกาศลงทุนในโครงการ Floating Solar ในประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 784 MWe ซึ่งคาดว่าจะสร้างส่วนแบ่งกำไรเฉลี่ยประมาณ 1.2 พันล้านบาทต่อปี และยังเปิดโอกาสต่อยอดสู่โครงการเฟส 2 กำลังการผลิต 224 MWe ในอนาคตฝ่ายวิจัยระบุว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการปี 2570 เพื่อสะท้อนการลงทุนดังกล่าว ส่งผลให้ราคาเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นจากศักยภาพการสร้างกำไรระยะยาวที่แข็งแกร่งมากขึ้นในมุมมองของฝ่ายวิจัย การลงทุนในรูปแบบ Joint Venture (JV) จะช่วยให้ GUNKUL สามารถขยายกำลังการผลิตได้โดยไม่เพิ่มภาระหนี้ในงบดุลมากนัก ขณะที่บริษัทยังมีโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยและงานรับเหมาก่อสร้าง (EPC) ที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่องแม้ราคาหุ้นจะปรับตัวขึ้นตอบรับข่าวแล้วบางส่วนแต่ฝ่ายวิจัยยังมองว่าโครงการเฟส 2 ยังไม่ได้สะท้อนอยู่ในมูลค่าพื้นฐานทั้งหมด จึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" และมองว่า GUNKUL เป็นหนึ่งในหุ้นเด่นของกลุ่ม Renewable Energy และ Power Infrastructure ที่ยังมีโอกาสสร้างการเติบโตในระยะยาว.
ทันหุ้น • 15 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
เซเรส
CERES โซน Women's Club ชั้น 5 ไอคอนสยาม
นาฬิกา/เครื่องประดับ • 1 พ.ย. 65
อ่าน
คลังกางแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน เน้นภาคขนส่งลดนำเข้าน้ำมัน
#ทันหุ้น คลังกางแผนใช้เงินกู้ 2 แสนล้าน ปฏิรูปพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้าน้ำมัน เน้นเปลี่ยนผ่านพลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง เล็งอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำหนุนประชาชนติดโซลาร์เซลล์ ปลัดคลังยันพิจารณาโครงการตามเจตนารมณ์ของกฎหมายกู้เงินนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงการคลังเปิดเผยความคืบหน้าของการพิจารณาโครงการการใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) วงเงิน 2 แสนล้านบาท ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคพลังงานสะอาด (Green Energy Transition)ว่า ขณะนี้ คณะกรรมการกลั่นกรองโครงการที่มีนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานอยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการ โดยเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการกลั่นกรอง เพื่อให้เม็ดเงินถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด“เพื่อให้การใช้เงินกู้เป็นไปอย่างคุ้มค่า รัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองที่มีผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อคัดกรองโครงการในรอบแรก ก่อนจะส่งต่อให้คณะกรรมการชุดที่มีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานพิจารณาอีกครั้ง โดยจะมีการดึงภาคเอกชนและ กปร. เข้ามาร่วมตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง”ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของพระราชกำหนดก็คือการช่วยดูแลประชาชน โดยขณะนี้ จะเห็นว่า สงครามก็ยังมีอยู่ ราคาน้ำมันในตลาดโลกก็ยังแพง เพราะฉะนั้น เราต้องลดความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยและประชาชนไทย ก็คิดว่าจะเป็นเรื่องการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดปฏิรูปภาคขนส่ง ลดการนำเข้าดีเซลทั้งนี้ นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดแล้ว เม็ดเงินกู้ดังกล่าวยังมุ่งเป้าไปที่การปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันฟอสซิลและดีเซลในปริมาณมหาศาล มาตรการที่จะเกิดขึ้นประกอบด้วย การเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า โดยจะสนับสนุนรถขนส่งสาธารณะ รถบัส และรถรับจ้างให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าสำหรับรถกระบะและภาคขนส่งที่ยังต้องใช้เครื่องยนต์สันดาป รัฐจะส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เช่น ไบโอดีเซล (B20) ซึ่งเป็นการนำน้ำมันปาล์มที่ผลิตได้เองในประเทศมาผสม เพื่อลดสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดสำหรับภาคครัวเรือน รัฐบาลจะเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ โดยกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เพื่อจัดทำแพ็กเกจสินเชื่อพิเศษให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ในที่พักอาศัย โดยเบื้องต้น ธอส. มีมาตรการนำร่องอัตราดอกเบี้ย 1% ในช่วง 3 ปีแรก เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในระยะยาวนอกจากนี้ รัฐบาลมีแผนบูรณาการร่วมกับ BOI และกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดในประเทศ พร้อมทั้งเร่งพัฒนาทักษะแรงงานให้รองรับกับการติดตั้งและดูแลระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะกลายเป็นทักษะสำคัญในอนาคตยึดหลักโครงการสอดคล้องเจตนาเงินกู้ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการการใช้เงินจากพ.ร.ก.เงินกู้เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดกล่าวว่า คณะกรรมการจะยึดหลักการพิจารณาโครงการตามเจตนารมณ์กฎหมายเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ใครมาก่อนได้ก่อน โดยมีเกณฑ์การพิจารณาตัดสิน 3 ด้านหลัก คือ ต้องเป็นไปตามระเบียบและข้อกฎหมาย ต้องตรงกับวัตถุประสงค์ของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและต้องสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ชัดเจนต่อส่วนรวมทั้งนี้ ในการกลั่นกรองช่วงแรก คณะกรรมการฯให้ความสำคัญสูงสุดกับภาคการขนส่งสาธารณะ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีการใช้งานสูงในแต่ละวัน โดยโครงการที่เสนอเข้ามาจะต้องมุ่งเน้นไปที่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในกลุ่มต่างๆ ประกอบด้วย ดังนี้ รถจักรยานยนต์รับจ้าง รถตุ๊กตุ๊ก รถแท็กซี่ รถเมล์ (BMTA) และรถบัสวิ่งระหว่างจังหวัด และรถบรรทุกไฟฟ้า“ในเบื้องต้น เราจะเน้นในกลุ่มขนส่งสาธารณะก่อน ส่วนในกลุ่มประชาชนทั่วไปนั้น ขณะนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีมาตรการสนับสนุนอย่าง EV 3.5 รองรับอยู่แล้ว คณะกรรมการจึงต้องการใช้ทรัพยากรไปที่การวางรากฐานรถรับจ้างสาธารณะให้แข็งแกร่งก่อน”สำหรับแนวทางการอุดหนุนจากรัฐบาลนั้น กระบวนการพิจารณาจะคำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากความต้องการไม่เหมือนกัน ดังนั้น เกณฑ์การให้ความช่วยเหลือจึงถูกออกแบบมาให้หลากหลาย เช่น เงินอุดหนุน สำหรับโครงการที่ต้องการการกระตุ้นในช่วงต้น สินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสภาพคล่อง หรือ เงินดาวน์เพื่อลดภาระการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่
ทันหุ้น • 13 ก.ค. 69
อ่าน
กกพ. ไฟเขียว “โซลาร์ประชาชน” รับซื้อ 500 MW เปิดรับคำขอ 1 ก.ค. นี้
#ทันหุ้น-ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ. ในการประชุมครั้งที่ 25/2569 (ครั้งที่ 1,015) เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 มีมติเห็นชอบประกาศ กกพ. เรื่อง ประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา สำหรับภาคประชาชน ประเภทบ้านอยู่อาศัย พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดรับคำขอเข้าร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่ โดยการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จะเปิดรับคำขอตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีปริมาณรับซื้อครบตามเป้าหมายของโครงการสำหรับโครงการครั้งนี้ กำหนดเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าไม่เกิน 500 เมกะวัตต์ กำหนดปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์รับซื้อไฟฟ้า อัตรารับซื้อไฟฟ้า 2.20 บาทต่อหน่วย ระยะเวลารับซื้อไฟฟ้า 10 ปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการต้องสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ภายในปี 2570 และการพิจารณาคำขอจะใช้หลัก First Come First Served ตามลำดับวันและเวลาที่ได้รับคำขอพร้อมเอกสารครบถ้วนทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมโครงการยังสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีกำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 5 กิโลวัตต์เพื่อใช้ไฟฟ้าภายในบ้านได้ โดยสามารถจำหน่ายไฟฟ้าเข้าสู่ระบบได้ไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ตามหลักเกณฑ์ของโครงการ และไม่มีข้อห้ามในการติดตั้งระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage System: BESS) เพื่อใช้งานร่วมกับระบบผลิตไฟฟ้าด้วยการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2569 (ครั้งที่ 175) เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ซึ่งเห็นชอบแนวทางส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับภาคประชาชน และมอบหมายให้ กกพ. ออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าตามแนวทางดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบไฟฟ้า สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศดร.พูลพัฒน์ กล่าวว่า โครงการโซลาร์ภาคประชาชนรอบใหม่นี้ เป็นการสานต่อนโยบายที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาทเป็น Prosumer หรือผู้ใช้ไฟฟ้าที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบ ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และสนับสนุนการกระจายศูนย์การผลิตไฟฟ้าให้มีความมั่นคงและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น"สำนักงาน กกพ. ขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของโครงการให้ครบถ้วนก่อนยื่นคำขอ โครงการนี้นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของครัวเรือนแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนพลังงานสะอาดของประเทศ และร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน" ดร.พูลพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม
ทันหุ้น • 29 มิ.ย. 69
อ่าน
COM7 โบรกหั่นคำแนะนำ-ราคาเป้าหมายลง คาดกำไร Q2/69 อ่อนตัวลง
#COM7 #ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับลดคำแนะนำในหุ้นบริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) หรือ COM7 เป็น"เก็งกำไร" จากเดิมแนะนำ"ซื้อ" พร้อมทั้งปรับราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 25.50 บาท จากเดิมอยู่ที่ 30.50 บาท เพื่อสะท้อนธุรกิจค้าปลีกที่เข้าสู่ช่วง low season และน่าจะส่งผลให้กำไรอ่อนตัวลง QoQ ในไตรมาส 2 และ 3 ของปี 2569 รวมถึงความไม่แน่นอนของผลกระทบจากราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามยังคงประมาณการกำไรทั้งปี 2569 แบบอนุรักษ์นิยมที่ 4.3 พันล้านบาท เติบโต 3% YoYฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัส ประเมินกำไรปกติเบื้องต้นในงวดไตรมาส 2/69 หดตัว ตามรายได้ที่คาดลดลง อย่างไรก็ดีทั้งรายได้และกำไรน่าจะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง YoY จากธุรกิจใหม่ที่มีแนวโน้มดีขึ้นซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยผลักดันการเติบโตในอนาคต โดยธุรกิจใหม่ที่มีการเติบโตดี ได้แก่ธุรกิจสินเชื่อ (UFUND) ธุรกิจประกันภัย (iCare Insurance) ธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า(Gold Integrate) และธุรกิจ Solar rooftop(BaNANA Solar)ในส่วนของรายได้ไตรมาส 2/69 คาดว่าชะลอตัว QoQ จากผลของฤดูกาล เนื่องจากผ่านพ้นช่วงเปิดตัวสินค้าใหม่ทั้งจากค่าย Apple และ Samsungไปแล้ว ประกอบกับคาดว่าค่าครองชีพที่สูงขึ้นจะส่งผลกดดันต่อกำลังซื้อของประชาชน แม้ว่ามีแรงหนุนระยะสั้นช่วงลงทะเบียนโครงการไทยช่วยไทยพลัส กระตุ้นให้ประชาชนบางส่วนซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่แต่ส่วนมากเป็นการซื้อเครื่องที่ราคาต่ำจึงไม่น่าช่วยกระตุ้นยอดขายได้มากนักแนวโน้มราคาสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ปรับตัวสูงขึ้น จากภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำทั่วโลก น่าจะส่งผลด้านลบต่ออุปสงค์สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคาดจะเริ่มเห็นผลชัดเจนขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/69 เป็นต้นไป ทั้งนี้International Data Corporation (IDC)ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลตลาดสมาร์ทโฟนที่ได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรม ได้คาดการณ์ยอดขายสมาร์ทโฟนทั่วโลก ในปีนี้ว่าจะหดตัวแรงถึง 13.9% (จำนวนเครื่อง) และยังหดตัวอีกเล็กน้อย 1.1% ในปี 2570 ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยมองว่าความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มยอดขายในอนาคตน่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ผู้บริหาร COM7 มีมุมมองค่อนข้างระมัดระวังและยังคงเป้าหมายการเติบโตกำไรทั้งปี 2569 ไว้ที่ 10%-15% แม้ว่าในไตรมาส 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตดีที่ 25% YoY ก็ตาม
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
ACE เปิดปมกำไรโตแรง ลั่นไตรมาส 2 โดดเด่นต่อ
#ACE #ทันหุ้น – ACE รับเหตุกำไร Q1 พุ่งแรง 39% กวาด 314 ล้านบาท อานิสงส์โรงไฟฟ้าโซลาร์หนุนกำไรขั้นต้นพุ่ง พร้อมบริหารต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซีอีโอ "ธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ" แย้มแนวโน้มไตรมาส 2 สดใสต่อเนื่อง เตรียมรับรู้รายได้จากโครงการที่ COD ใหม่แบบเต็มไตรมาส รุก MA พร้อมชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน ชูฐานะการเงินแกร่ง D/E ต่ำ นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" หลังผลประกอบการไตรมาส 1 สามารถสร้างผลกำไรเติบโตแรงว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่เปิดขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจะได้รับผลงานจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ 2 แห่งในจังหวัดหนองคาย และกำแพงเพชร จำนวน 13.29 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไปในช่วงไตรมาส 1 เข้ามาเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกด้วย "ไตรมาส 2 แนวโน้มก็น่าจะดีขึ้นตามจำนวนโรงไฟฟ้าที่ COD เพิ่มเติมไป ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะเริ่มรับรู้รายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น" ผู้บริหาร ACE กล่าวเสริม@ปมงบโดดแรง ทั้งนี้ ACE แจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,591.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 314.4 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 39.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 226.1 ล้านบาท และหากเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ทำได้ 212.9 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 47.6% นายธนะชัย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กำไรในไตรมาสนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ที่บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดและโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท "การเติบโตอย่างโดดเด่นนับเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด"@ ลุยดีล MA-ชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน PDP 2024 นายธนะชัย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทยังจะมีการจ่ายไฟเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน (MSW) จะเปิด COD เพิ่มอีก 1 โครงการ กำลังการผลิต 9.90 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการในจังหวัดนครราชสีมาที่มีกำหนดการภายในปี 2569 ด้วยซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สำหรับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ (MA) นั้น ACE ยังคงเปิดรับโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจากับพันธมิตรและเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าสะอาดอยู่เป็นระยะที่สำคัญ ACE ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก โดย ACE มั่นใจในศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและเงินทุนในการเข้าแข่งขันเพื่อคว้าโครงการใหม่ๆ เข้ามาเสริมพอร์ต@ D/E ต่ำ-ดอกเบี้ยลดหนุน หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ACE คือโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ยังคงอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างคงที่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงิน (Gearing Capacity) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตได้อีกมากโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ ACE เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขในงบการเงินที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงได้@ พอร์ตโรงไฟฟ้าอื้อ ปัจจุบัน ACE ถือครองพอร์ตโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 91 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 757.52 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น โครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว : จำนวน 47 โครงการ กำลังการผลิตรวม 466.94 เมกะวัตต์ โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 44 โครงการ กำลังการผลิตรวม 290.58 เมกะวัตต์ ไฮไลต์สำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือ พัฒนาการของโครงการโซลาร์ฟาร์มกลุ่ม 18 โครงการ (สัญญา FiT ปี 2565-2573) ซึ่งล่าสุดสามารถเปิด COD เพิ่มได้อีก 2 โครงการ (PPA รวม 13.29 เมกะวัตต์) ทำให้ปัจจุบันมีการ COD ในกลุ่มนี้ไปแล้วรวม 15 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิด COD ได้ทั้งหมดภายในปี 2570 นอกจากนี้ ACE ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ด้วยการชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะเทศบาลเมืองสะเดา จ.สงขลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ (PPA 8.0 เมกะวัตต์) ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมถึง 10 แห่ง ACE ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเติบโตทางตัวเลขเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายใหญ่สู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2593 เพื่อก้าวสู่การเป็น "ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก" ซึ่งการขยายโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 19 พ.ค. 69
อ่าน
BCPGเดินหน้าขยายพอร์ต ศึกษาลงทุนโรงไฟฟ้าSMR
#BCPG #ทันหุ้น - BCPG เผย ปีนี้มุ่งขยายพอร์ตการลงทุนกว้างขึ้น เน้นโครงสร้างพื้นฐาน แย้มสนใจโรงไฟฟ้า SMR พร้อมศึกษารูปแบบลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ร่วมกับลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์กับทาง คาดผลดำเนินงานโรงไฟฟ้าในก๊าซในสหรัฐตั้งแต่ไตรมาส 2-4 โตเด่นรับผลดีค่าความพร้อมจ่ายสูงขึ้น เริ่มก่อสร้างโซลาร์ไต้หวันได้ไตรมาส 3/2569นางสาวพนิตศนี ตั๊นสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตการลงทุนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยจะเน้นขยายไปยังโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ มากขึ้น@รับสนใจโรงไฟฟ้า SMRโดยปัจจุบันบริษัทให้ความสนใจโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งอยู่ในช่วงของการศึกษา แต่มองว่าจะยังไม่เห็นการลงทุนในช่วง 1-2 ปีนี้ เพราะต้องใช้เวลาในการศึกษา ส่วนความคืบหน้าในการลงทุนโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนสำหรับปัจจุบันพอร์ตสินทรัพย์ของบริษัทประกอบด้วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โรงไฟฟ้าพลังงานลม โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ คลังเก็บน้ำมัน โครงการระบบผลิตความเย็นจากส่วนกลาง (District cooling) โดยจะเน้นโครและในช่วงไตรมาส 1/2569 บริษัทปิดดีลซื้อ บริษัท สแกน แอดวานซ์ เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา กำลังผลิตรวม 17.48 เมกะวัตต์@โรงไฟฟ้าก๊าซสหรัฐแจ่มนางสาวพนิตศนี กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงาน โรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐในช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือของปีนี้จะเติบโตที่ดีมาก จากความพร้อมจ่ายปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในไตรมาสที่ 3 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 300 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน จาก 270 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน นอกจากนี้ ทางหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐ ยังได้อนุมัติราคาค่าความพร้อมจ่ายสำหรับรอบปี 2571-2573 ในระดับเดิมที่ประมาณ 550 ดอลลาร์ต่อเมกะวัตต์ต่อวัน ซึ่งถือเป็นข่าวดีต่อบริษัทขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในช่วงที่เหลือของปีนี้จะมีความผันผวน เพราะขึ้นอยู่สภาพภูมิอากาศ โดยปกติในไตรมาส 2 จะเป็นช่วงโลว์ซีซันของโรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ และ โรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์@ตั้งงบลงทุนปีนี้ 3 พันลบ.สำหรับปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตในมือ 1,961.2 เมกะวัตต์ ซึ่งจ่ายไฟเชิงพาณิชย์แล้ว 1,475.8 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น พลังงานก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) 857.3 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 58%) , พลังงานลม (Wind) 298.5 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 20%), พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) 206 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 14%), พลังงานน้ำ (Hydro) 114 เมกะวัตต์ (คิดเป็น 8%) รวมถึงบริษัทมีกําลังการผลิตที่อยู่ระหว่างพัฒนา 250.4 เมกะวัตต์ และรอการพัฒนาอีก 235 เมกะวัตต์สำหรับปีนี้บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 2,500-3,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่จะใช้ในการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ที่ประเทศไต้หวัน 200 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในไตรมาส 3 ปีนี้ และที่เหลือใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ
ทันหุ้น • 14 พ.ค. 69
อ่าน
SUSCO เปิดงบ Q1 รายได้ 7,067ล. ขยายปั๊มพ่วงธุรกิจนอนออยล์โต
#ทันหุ้น - บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) เปิดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 7,067 ล้านบาท กำไรสุทธิ 92.47 ล้านบาท ผลจากบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหาร “นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์” กล่าวว่าปี 69 พร้อมเดินหน้าขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 10 แห่งเพื่อเข้าสู่เป้าหมายรวม 280 แห่ง ภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมแตกไลน์ธุรกิจนอนออยล์ ประเมินธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหวังเป็น New S-Curve สร้างรายได้ระยะยาว หนุนองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการSmart Energy Mobility Solutions เต็มรูปแบบนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO หนึ่งในผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,067 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 92.47 ล้านบาท “ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 บริษัทฯยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งสถานการณ์ภายในประเทศและนอกประเทศแต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการควบคุมต้นทุนการบริหารสาขาและการขยายธุรกิจใหม่ๆโดยจากการวางแผนและกลยุทธ์ธุรกิจอย่างรอบคอบคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายรวมปีนี้เติบโตประมาณ 8% พร้อมผลักดันองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Smart Energy Mobility Solutions ได้อย่างเต็มรูปแบบ” นายชัยฤทธิ์กล่าวสำหรับในปีนี้ บริษัทฯ วางแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 10 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครบ 280 แห่งภายในระยะเวลา 2 ปี โดยการขยายสาขาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณจำหน่ายน้ำมันรวมของบริษัทฯ ได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้นขณะที่ในส่วนของธุรกิจนอนออยล์ ในแง่ของรายได้ยังคงสร้างผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ SUSCO SQUARE ซึ่งปัจจุบันมี 4 แห่ง โดยสาขาปิ่นเกล้า ได้เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2569 และถูกวางให้เป็น “ต้นแบบ” สำหรับการต่อยอดและขยายธุรกิจนอนออยล์ในอนาคต เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำทั้งจากสัญญาเช่าพื้นที่ รวมถึงช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและการเข้าใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น ส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจทั้งในด้านรายได้และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในระยะยาวนอกจากนี้ ธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ของบริษัทฯ ยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 60% อยู่ที่ 3,758 คัน ทำให้คาดว่าตลาดรถ EV ในปีนี้ของไทยจะเติบโตอีกราว 5.5 – 6% จากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งจะขยายธุรกิจให้เช่าซื้อและเช่ารถ EV ควบคู่กันไป โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มไม่น้อยกว่า 500 คัน ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะถือเป็น New S-Curve สำคัญที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตและเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ให้กับบริษัทในระยะยาวขณะเดียวกันการบริหารต้นทุนและการต่อยอดธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และ Solar Rooftop อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตั้ง EV Charger ภายในสถานีบริการน้ำมันไปแล้ว 58 สถานี รวมจำนวนหัวชาร์จ 143 หัวชาร์จ และติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 53 สถานี ซึ่งนอกจากจะช่วยรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถ EV แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของสถานีบริการได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เสริมจากบริการด้านพลังงาน และช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของบริษัทฯ อีกด้วย
ทันหุ้น • 15 พ.ค. 69
อ่าน
“ศุภมาส” สั่ง สคบ. เร่งสอบข้อเท็จจริง “ติดตั้งโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน” เสี่ยงไฟไหม้-สูญเงิน
14 พฤษภาคม 2569 - นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า จากกรณีกระแสข่าวผู้ให้บริการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ไม่ได้มาตรฐาน จนเกิดเหตุอุปกรณ์ละลาย มีกลิ่นไหม้ เสี่ยงไฟไหม้ และค่าไฟไม่ลด สร้างความเสียหายให้ผู้บริโภคกว่า 500,000 บาท ตนได้สั่งการให้นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตรวจการแสดงฉลากสินค้ากลุ่มอุปกรณ์โซลาร์เซลล์ ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ ที่จำหน่ายในท้องตลาดทั่วประเทศนางสาวศุภมาส กล่าวว่า ฉลากคือเครื่องมือแรกที่ผู้บริโภคใช้ตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ โดยเฉพาะอุปกรณ์ไฟฟ้าที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยตรง แผงเซลล์แสงอาทิตย์ อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่ ถือเป็นสินค้าควบคุมฉลากตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ผู้ประกอบการต้องแสดงฉลากให้ครบถ้วนถูกต้อง หากฝ่าฝืน มีความผิดตามมาตรา 52 กรณีผู้จำหน่าย จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายที่รัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคทำงานเชิงรุกสำหรับกรณีร้องเรียนดังกล่าวพบว่าผู้ติดตั้งใช้อุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ดัดแปลงระบบไฟฟ้าจากสามเฟสเป็นหนึ่งเฟส และใช้สายไฟอะลูมิเนียมแทนสายทองแดง ทำให้ไฟตก ไฟดับ อุปกรณ์ละลาย เสี่ยงไฟไหม้ ปัจจุบันผู้เสียหายได้แจ้งความตามคดีอาญาที่ 743/2568 สถานีตำรวจนครบาลท่าพระ ซึ่งพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนพร้อมตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการแล้วนางสาวศุภมาสกล่าวอีกว่า ในวันนี้ สคบ. ได้ติดต่อทางโทรศัพท์ไปยังผู้ร้องเรียนเพื่อขอข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เบื้องต้นพบว่าผู้ประกอบธุรกิจมีพฤติการณ์ใช้ช่องทางออนไลน์เสนอบริการติดตั้ง และข้อสัญญาไม่ระบุรายละเอียดคุณสมบัติของอุปกรณ์ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานอุปกรณ์ก่อนติดตั้งได้ สคบ. จึงนัดหมายสอบถามข้อเท็จจริงกับผู้ร้องเพิ่มเติม ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เพื่อพิจารณาการดำเนินคดีกับผู้ประกอบธุรกิจรายดังกล่าวต่อไป นอกจากนี้ สคบ. จะพิจารณายกระดับให้ธุรกิจรับจ้างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” และให้อุปกรณ์โซลาร์เซลล์เป็น “สินค้าควบคุมฉลาก” เป็นการเฉพาะ พร้อมประสานความร่วมมือกับ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) สภาวิศวกร และสภาองค์กรของผู้บริโภคในฐานะตัวแทนภาคประชาชน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกมิติ“ดิฉันขอเตือนพี่น้องประชาชนที่จะติดตั้งโซลาร์เซลล์ ขอให้ตรวจสอบฉลากอุปกรณ์ทุกชิ้นก่อนซื้อ ดูชื่อผู้ผลิต ผู้นำเข้า แหล่งกำเนิด เครื่องหมาย มอก. และเก็บหลักฐานสัญญาทุกฉบับไว้เรียกร้องสิทธิเมื่อเกิดปัญหา อย่าหลงเชื่อราคาถูกผิดปกติหรือคำโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์ที่ไม่มีเอกสารรับรอง เพราะอาจต้องเสียทั้งเงิน ทั้งทรัพย์สิน และเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต ส่วนผู้ประกอบการ หาก สคบ. ตรวจพบสินค้าไม่ติดฉลาก แสดงฉลากไม่ถูกต้อง หรือใช้ข้อความฉลากอันเป็นเท็จ จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด” นางสาวศุภมาส กล่าวผู้บริโภคที่ประสบปัญหาจากการซื้อสินค้าหรือใช้บริการที่ไม่เป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ www.ocpb.go.th หรือศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด
ทันหุ้น • 14 พ.ค. 69
อ่าน
GUNKUL ไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 2,587 ล้านบาท โต 25.1%
GUNKUL โชว์ผลงาน! ไตรมาส 1/2569 รายได้รวม 2,587 ล้านบาท โต 25.1% มุ่งสู่เป้ารายได้ 10,000 ล้านบาทสิ้นปี เคาะปันผล Yield สูง 3.1%● ไตรมาส 1/2569 รายได้โตแกร่ง 25.1% YoY ปัจจัยหนุนหลักมาจากกลุ่มธุรกิจก่อสร้างเติบโตก้าวกระโดดประกอบกับการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เตรียมทยอยรับรู้รายได้ภายในปี 2569 กว่าอีก 4,600 ล้านบาท● แข็งแกร่งทุกกลุ่มธุรกิจ ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 New High 10,000 ล้านบาท และพอร์ตพลังงานสีเขียว 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2027 พร้อมเข้าร่วมทุกมาตรการภาครัฐผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด● จ่ายปันผลระหว่างกาล หุ้นละ 0.10 บาท เทียบเท่า Dividend Yield 3.1%* เตรียมรับปันผล 10 มิถุนายนนี้บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตทุกมิติตามเป้า มีรายได้รวม 2,586.5 ล้านบาท เติบโต 25.1% โดยกำไรสุทธิโต 24.0% เป็นจำนวน 455.8 ล้านบาท ภายใต้โครงสร้างการเงินและโครงสร้างการประกอบธุรกิจพลังงานแบบครบวงจรที่แข็งแกร่งพร้อมเข้าร่วมทุกมาตรการภาครัฐ หนุนการเติบโตทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจหลัก จ่อเซ็น PPA เพิ่มอีก 319 เมกะวัตต์ พร้อมแย้มข่าวดีคว้าพอร์ตพลังงานสะอาดต่างประเทศกลางปีนี้ มุ่งสู่เป้า 2,000 เมกะวัตต์ ภายใต้วิสัยทัศน์ใหม่ของการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ได้รับการยอมรับสูงสุดด้านพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคเอเชียนางสาวนฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) เผยว่า “ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาสแรก บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 2,586.5 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโตเพิ่มขึ้น 25.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อน โดยปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ฝั่งธุรกิจก่อสร้างที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถบันทึกรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ถึงแม้ในไตรมาส 1 แรงลมจะอ่อนตัว ส่งผลให้ Profit Sharing ลดลงจากการลดลงของกำไรขายไฟโครงการพลังงานลม แต่บริษัทฯ ยังสามารถสร้างการเติบโตของกำไรสุทธิไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 455.8 ล้านบาท คิดเป็นการเติบโต 24% ได้ โดยแรงลมได้กลับมาแรงขึ้นในเดือน เมษายน ส่งผลให้หน่วยไฟในเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 65% จากภาวะมรสุมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว ทำให้ภาพรวมรายได้จากการขายไฟสดใสในไตรมาส 2 ผนวกกับรายได้ Backlog ที่ทยอยรับรู้ในปี 2569 กว่าอีก 4,600 ล้านบาท คาดผลการดำเนินงานจะเติบโตอย่างโตต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทจึงได้มีมติเห็นชอบให้จ่ายปันผลระหว่างกาล จากกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการและผลการดำเนินงานของบริษัทงวด 1 ม.ค. - 31 มี.ค. 2569 เป็นเงินสดในอัตรา 0.10 บาทต่อหุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569สำหรับช่วงกลางปีนี้ บริษัทฯ มีแผนเพิ่มเมกะวัตต์ทั้งในและต่างประเทศ โดยจ่อลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 319 เมกะวัตต์ และพอร์ตโฟลิโอพลังงานสะอาดในต่างประเทศที่เตรียมจะประกาศข่าวดี ผลักดันการเติบโตในเนื้อกำไรจากการดำเนินงาน (Core Profit) อย่างต่อเนื่องในระยะยาว นอกจากนี้ ในปี 2569 บริษัทฯ เตรียมรับรู้รายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar farm) ใหม่เพิ่มอีก 3 โครงการรวม 176.6 เมกะวัตต์ ที่มีแผนเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 4 ปีนี้นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังมองปัจจัยหนุนการเติบโตเพิ่มเติม สอดคล้องกับนโยบายภาครัฐซึ่งล่าสุดมีการประกาศงบอัดฉีด 200,000 ล้านบาทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานสะอาดของประเทศ รวมถึงแนวโน้มแผน PDP 2026 ฉบับใหม่ที่จะออกมา เน้นการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และปริมาณการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากอุตสาหกรรม Data Center และ Semiconductor รวมถึงโครงการที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอื่น ๆ ที่บริษัทฯ สามารถเข้าร่วมได้ในทุกมิติ ตั้งแต่การเชื่อมต่อ Direct PPA เพื่อปลดล็อกการจัดหาพลังงานสะอาดให้กับภาคอุตสาหกรรม ระบบกักเก็บพลังงานแบบ Battery ระดับโครงข่ายช่วยยกระดับเสถียรภาพของพลังงานสะอาด และมาตรการกระตุ้นการเติบโตของโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนหลังจากนโยบายลดหย่อนภาษีโซลาร์รูฟท็อป 200,000 บาทและโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งตอนนี้มีลูกค้าระดับครัวเรือนและธุรกิจ SME ให้ความสนใจติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมากทั้งนี้ หากปริมาณไฟฟ้าในระบบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จะต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมในระบบสายส่งไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของประเทศ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานสะอาดและรองรับเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี ตอบสนองต่อดีมานด์ที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลใหม่ ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะจาก Data Center ที่ในช่วง 2568 – 2569 มีมูลค่าการลงทุนรวมแล้วกว่า 1.5 ล้านล้านบาท และ Semiconductor 500,000 ล้านบาท ภายในปี 2569 ทั้งนี้ ด้วยจุดเด่นของ GUNKUL ที่พร้อมให้บริการครอบคลุมทั้ง Value Chain สามารถซัพพลายอุปกรณ์และดูแลการก่อสร้างทั้งระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าทุกแรงดัน ประกอบกับกลุ่มธุรกิจพลังงานสะอาดที่แข็งแกร่ง จึงมีศักยภาพที่จะรองรับโอกาสใหม่ ๆ ของโครงการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนี้เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวทางธุรกิจสู่การเติบโตใน Curve ต่อไปของบริษัทฯ จากปัจจัยลมหนุนต่าง ๆ ข้างต้น รวมถึงในช่วงที่ผ่านมานักลงทุนให้ความสนใจต่อเส้นทางการเติบโตของ GUNKUL บริษัทฯ จึงเล็งเห็นถึงประโยชน์ในระยะยาวผ่านการระดมทุนกลับจากหุ้นที่บริษัทฯ มีการซื้อคืน (Treasury share) ก่อนหน้านี้ เพื่อการบริหารโครงสร้างเงินทุน ขยายขีดความสามารถในการลงทุนโครงการใหม่ (Headroom) และลดต้นทุนดอกเบี้ยได้ราว 35 ล้านบาทต่อปี บริษัทฯ มองว่าจังหวะ 2-3 ปีนี้เป็นช่วงสำคัญของประเทศไทยที่จะคว้าโอกาสในการเป็น Green Digital Hub ของภูมิภาค ซึ่ง GUNKUL ในฐานะบริษัทที่มีศักยภาพในด้านพลังงานครบวงจร พร้อมเดินหน้าในทุกกลุ่มธุรกิจ ทุกสเกลงาน เพื่อส่งมอบพลังงานสีเขียวที่มีประสิทธิภาพและเสถียรภาพ ส่งเสริมภาพพลังงานไทยให้กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม เป็นแต้มต่อของประเทศต่อไป
ทันหุ้น • 8 พ.ค. 69
อ่าน
โบรกมองหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า หลังรัฐเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟภาคครัวเรือน
#ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่ากระทรวงพลังงานเตรียมเสนอปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าในที่ประชุม ครม. (28 เม.ย. 2569) เพื่อลดค่าไฟในกลุ่มภาคครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย โดยจะเตรียมหาข้อสรุปเพื่อให้มีผลใช้ได้ทันใช้ในรอบบิล มิ.ย.2569 ฝ่ายวิจัยมองว่าการปรับโครงสร้างดังกล่าว ประเด็นดังกล่าวเป็นเป็นประเด็นระหว่างภาครัฐผ่าน EGAT กับประชาชน ในการช่วยเหลือประชาชนที่ใช้ไฟน้อย โดยใช้กลไกเงินอุดหนุนมาจากงบประมาณของภาครัฐเป็นหลัก ดังนั้นเบื้อต้นคาดจะไม่กระทบโดยตรงต่อกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP (เช่น BGRIM, GPSC) ที่ขายไฟฟ้าให้ลูกค้าอุตสาหกรรม (IU)ในส่วนของผู้ประกอบการกลุ่ม Solar Rooftop / EPC (เช่น GUNKUL) คาดจะได้อานิสงส์เชิงบวก จากการเร่งขั้นตอนอนุญาต (One stop service)ควบคู่กับแรงจูงใจในการติดตั้งที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มครัวเรือนและ SMEฝ่ายวิจัยคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่มโรงไฟฟ้า เท่าตลาด โดยมองว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟในรอบนี้ ยังไม่กระทบกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ขณะที่ประเด็นการปรับลดราคารับซื้อไฟฟ้าระบบส่วนเพิ่มยังอยู่ระหว่างการพิจารณา จึงต้องติดตามความชัดเจนต่อไป ในระยะสั้น อาจเน้นหาจังหวะเข้า trading ในหุ้น GPSC (FV@45B) และ BGRIM (FV@18.8B) ตามรอบผลประกอบการงวดไตรมาส 1/69 ที่คาดฟื้นตัว QoQรวมถึง กลุ่มติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคา ที่ได้ประโยชน์ตามกระแสเชิงนโยบาย แนะนำ GUNKUL (FV@2.8B)
ทันหุ้น • 28 เม.ย. 69
อ่าน
SSP รับทรัพย์ขายโซลาร์ฟาร์มยามากะญี่ปุ่นกว่า 1,000 ลบ. บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.12 บ./หุ้น
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SSP รับทรัพย์ขายโซลาร์ฟาร์มยามากะญี่ปุ่นกว่า 1,000 ลบ. บอร์ดเคาะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.12 บ./หุ้นSSP รับทรัพย์ขายโซลาร์ฟาร์มยามากะญี่ปุ่นกว่า 1,000 ล้านบาท บุ๊กกำไรพิเศษเสริมฐานทุนแกร่ง-ลุยขยายโรงไฟฟ้าทั้งในและตปท. เต็มสปีด บอร์ดใจดีเคาะจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล 0.12 บ./หุ้นบมจ.เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น (SSP) ประกาศปิดดีลขายโรงไฟฟ้ายามากะในประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ มูลค่า 1,001 ล้านบาท เตรียมบุ๊กกำไรเข้าไตรมาส 2/69 ขณะที่บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดอัตรา 0.12 บาทต่อหุ้น จ่อ XD วันที่ 22 เมษายนนี้ ซีเอฟโอ “ชยุตม์ หลีหเจริญกุล” ประกาศพร้อมขยายการลงทุนโรงไฟฟ้า Renewable ตามแผนในมือต่อเนื่องอีกกว่า 420 เมกะวัตต์นายชยุตม์ หลีหเจริญกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานบัญชีและการเงิน บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ได้มีมติอนุมัติการจำหน่ายโครงการยามากะ ซึ่งเป็นโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่น มีกำลังการผลิตติดตั้ง 34.5 เมกะวัตต์ มูลค่า 4,976,142,536 เยน หรือเทียบเท่ากับ 1,001,304,377 บาท (อ้างอิงจากอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 7 เมษายน 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเท่ากับ 20.1221 บาทต่อ 100 เยน) ทั้งนี้การเข้าทำรายการดังกล่าวคาดว่าจะแล้วเสร็จ ภายในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569สำหรับการทำธุรกรรมในครั้งนี้ส่งผลให้ SSP สามารถรับรู้กระแสเงินสดกลับเข้ามาทันทีราว 1 พันล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังประเมินว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการเข้าทำรายการดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน ทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอสำหรับการต่อยอดและพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ซึ่งสอดรับกับแผนการขยายธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมทั้งทำให้หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลง เพิ่มสภาพคล่องทางการเงินโดยรวมให้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นพร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลให้กับผู้ถือหุ้นเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.12 บาท/หุ้น วันขึ้นเครื่องหมาย XD 22 เมษายน 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 และเมื่อรวมกับเงินปันผลประจำปี 2568 ที่คณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น (AGM) พิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 27 เมษายน 2569 อีก 0.205 บาทต่อหุ้น วันขึ้นเครื่องหมาย XD 5 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ทำให้ SSP มีปันผลสำหรับรอบผลประกอบการปี 2568 รวมทั้งสิ้น 0.325 บาทต่อหุ้นทั้งนี้ ภายหลังจากการขายโครงการยามากะ SSP ยังมีโครงการโซลาร์ฟาร์มที่ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นอีก 3 โครงการ รวมกำลังการผลิตติดตั้ง 56.0 เมกะวัตต์ ซึ่งมีสัญญา PPA 36 Yen/kWh เช่นเดียวกัน และเมื่อรวมกับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ อีก 276.8 เมกะวัตต์ ในประเทศไทย เวียดนาม มองโกเลีย และอินโดนีเซีย SSP จะมีกำลังการผลิตติดตั้งที่ 332.8 เมกะวัตต์โดยในไตรมาส 4 ปีนี้ บริษัทยังตั้งเป้า COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน 2 โครงการ ขนาด 19.8 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเตรียม COD โซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยอีก 3 โครงการ 108.6 เมกะวัตต์ และวินด์ฟาร์ม “บาโก” ประเทศฟิลิปปินส์ ขนาด 150 เมกะวัตต์ ในปี 2570 และยังมีแผนการ COD โครงการอื่น ๆ ต่อเนื่องจนถึงปี 2573 อีกกว่า 146.2 เมกะวัตต์ ซึ่งทั้งหมดจะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตพลังงานหมุนเวียนของบริษัทฯ ในอนาคตอนึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดราว 4,000 ล้านบาท ในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจจากวิกฤตพลังงานที่ขาดแคลน และภาวะสงครามที่ส่งผลกระทบให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และเพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ ยังมองหาโอกาสขยายการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ทั้งในและต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการสร้างความพร้อมทั้งด้านแหล่งเงินทุน ตลอดจนการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงิน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล
ทันหุ้น • 20 เม.ย. 69
อ่าน
TPIPP ดีลดาต้าเซ็นเตอร์ รุกใหญ่ไฟฟ้าโซลาร์-ขยะ
#TPIPP #ทันหุ้น – TPIPP แย้มกำลังศึกษาขายไฟฟ้าให้กลุ่มนักลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ชี้เป็นโอกาสอนาคต เดินหน้าขยายพลังงานสะอาดเต็มพอร์ต รับ PDP ใหม่ โซลาร์ฟาร์ม 1.2 หมื่นเมก พร้อมคุมต้นทุน–ดัน IRR ต่อโครงการในระดับเหมาะสมกับความเสี่ยง ด้านโรงไฟฟ้าขยะโดดเด่น ชูเทคโนโลยี RDF พร้อมโกย PPAนายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีพีพี โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPP เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาและเจรจากับกลุ่มนักลงทุนจากฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา ที่แสดงความสนใจเข้ามาจัดตั้ง Data Center ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี และต้องการซื้อไฟฟ้าจากบริษัท อย่างไรก็ดีขณะนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเจรจา นอกจากพื้นที่สระบุรีแล้ว บริษัทยังมองเห็นโอกาสในสวนอุตสาหกรรม สงขลา ซึ่งมีแผนจะตั้งโรงไฟฟ้าเพื่อป้อนไฟให้กับ Data Center เช่นกัน โดยพื้นที่สงขลานับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ Data Center เนื่องจากมีโครงข่ายเคเบิลที่สำคัญ@ โอกาสโรงไฟฟ้าโซลาร์นอกจากนี้บริษัทยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานสะอาดเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าขยะ สอดรับทิศทางแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับธุรกิจโซลาร์ บริษัทมองโอกาสเติบโตจากแผน PDP ฉบับใหม่ที่จะเพิ่มกำลังผลิตโซลาร์เป็น 12,000 เมกะวัตต์ จากเดิม 3,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถือเป็นโอกาสมหาศาลที่บริษัทจะเข้าไปชิงส่วนแบ่งเค้กในตลาดนี้ปัจจุบันบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมโดยการสร้างโซลาร์ฟาร์มขึ้นมาเพื่อเรียนรู้ระบบ ศึกษาจุดแข็งจุดอ่อน และทำความเข้าใจตลาดโซลาร์อย่างถ่องแท้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเมื่อภาครัฐเปิดประมูลโครงการใหม่ๆแม้ราคาค่าไฟฟ้าที่ภาครัฐรับซื้อในโครงการโซลาร์อาจจะปรับลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 2 บาทกว่าต่อหน่วย แต่บริษัทยังมองว่ามีความคุ้มค่า โดยบริษัทวางเป้าหมาย Project IRR ไว้ที่ประมาณ 9-10% สำหรับโครงการโซลาร์ที่ขายไฟฟ้าให้ภาครัฐ เนื่องจากมองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำ ใช้สัดส่วนทุน 33% เงินกู้ราว 66% ทำให้ต้นทุนแข่งขันได้ โดยมีความสามารถในการออกหุ้นกู้ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีขายหมดทุกครั้ง@ ลุยคว้า PPA โรงไฟฟ้าขยะด้านโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวม 400 เมกะวัตต์ และทำสัญญาขายไฟให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ราว 163 เมกะวัตต์ ทั้งนี้บริษัทพร้อมที่จะเข้าประมูลโครงการใหม่ตาม PDP ต่อเนื่องทั้งโควตาตามแผน PDP ปี 2558 จำนวน 500 เมกะวัตต์ แผน PDP ปี 2561 จำนวน 400 เมกะวัตต์ และแผน PDP ใหม่ที่กำลังจะออกมาอีกราว 400 เมกะวัตต์โดยบริษัทมีจุดแข็งด้านเทคโนโลยีจัดการขยะชุมชนมีโรงผลิต RDF ขนาดใหญ่รองรับขยะ 14,000 ตันต่อวัน ซึ่งนับเป็นจุดรับขยะจุดเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถผลิต RDF ได้ราว 7,000 ตันต่อวัน โดยบริษัทใช้กำลังผลิตเต็มอยู่แล้วเพื่อรองรับกับโรงไฟฟ้าและการผลิตปูนในกลุ่ม TPIPL ซึ่งการรุกขยะชุมชนจะมีต้นทุนที่ต่ำกว่าขยะอุตสาหกรรม ทั้งนี้จากการบริหารจัดการขยะที่ผ่านมายอมรับว่าได้รับ Project IRR ที่สูง ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงต่ำ ดังนั้นจึงพร้อมที่จะแข่งขัน ล่าสุดบริษัทได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงกำจัดขยะชุมชน กำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์ ที่อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยมีสัญญาจำหน่ายกระแสไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคประมาณ 7.92 เมกะวัตต์ ในราคา 5.78 บาทต่อหน่วยในช่วง 8 ปีแรก และราคา 5.08 บาทต่อหน่วยในช่วง 12 ปีถัดไป ไม่รวมค่า Ft ตลอดระยะเวลาขายไฟฟ้า 20 ปี พร้อมกันนี้บริษัทอยู่ระหว่างดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะมุกดาหาร เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่ม COD ได้ราวปลายปี 2569 นี้
ทันหุ้น • 7 เม.ย. 69
อ่าน
SYNEXขึ้นราคาสินค้า20% ยอดขายกลุ่มโซลาร์มาแรง
#SYNEX #ทันหุ้น - SYNEX แจง ปรับราคาขายสินค้าขึ้นเฉลี่ย 10-20% หลังซัพพลายขาดตลาด-ต้นทุนพุ่ง พร้อมส่งซิกครึ่งแรกฟอร์มแจ่ม อานิสงส์ดีมานด์ทะลัก เผยจากวิกฤติพลังงาน หนุนยอดขายกลุ่มโซลาร์โตเด่น ตอกย้ำเป้ารายได้ปี 2569 รายได้แตะ 5.3 หมื่นล้านบาท รับกระแสไอที-โซลูชันฮอตฮิตนางสาวสุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNEX เปิดเผยว่า จากที่สินค้าบางรายการขาดตลาด อาทิ หน่วยความจำ (Memory), ชิป ซึ่งสวนทางกับความต้องการ (ดีมานด์) สินค้าไอทีที่เติบโตค่อนข้างมาก ทำให้ล่าสุดบริษัทได้มีการปรับราคาขายเพิ่มอีกราว 10-20% เพื่อสะท้อนต้นทุนต่างๆ ที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวยังดำเนินการในเรื่องดังกล่าวควบคู่ไปกับการนำเสนอโปรดักต์ที่มีสเป็กใกล้เคียงกันในส่วนของแบรนด์อื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ*ครึ่งแรกงบแจ่มส่วนภาพรวมของแนวโน้มผลงานครึ่งแรกปี 2569 ทาง SYNEX คาดน่าจะเติบโตจากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะภาพรวมดีมานด์สินค้าสินค้าในกลุ่มต่างๆ เติบโตมากขึ้น ประกอบกับฐานลูกค้าขยายตัว รวมทั้งราคาขายเฉลี่ยสินค้าไอทีสูงขึ้น ทำให้ในปี 2569 บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปีนี้ไว้ที่ 10% จากปีก่อน หรือประมาณ 53,000 ล้านบาท เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะมีความกังวลในหลายส่วนจะไม่ค่อยดีนอกจากนี้ บริษัทได้มีการดำเนินกลยุทธ์เจาะพอร์ตสินค้าดาวรุ่ง AI - Solar สำหรับกลุ่มสินค้าที่จะเป็นหัวเจาะสำคัญในปีนี้ เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต โดยในกลุ่ม AI Server และ Component มองความต้องการสูงมากจากกลุ่ม Hyper Scaler โดยเฉพาะสินค้ากลุ่ม AI Server, GPU และ Flash Memory*โซลาร์มาแรงนางสาวสุธิดา กล่าวว่า กลุ่ม Solar นั้นดีมานด์เองก็เติบโตโดดเด่นเช่นกัน เนื่องจากผู้บริโภคต้องการประหยัดค่าไฟฟ้าและใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี ซึ่งบริษัทมีโปรแกรมสนับสนุนทั้งในกลุ่มพนักงานบริษัทใหญ่และลูกค้าทั่วไปที่สนใจ โดยมีราคาเริ่มต้นกว่า 1 แสนบาท และกลุ่ม Cloud Subscription ได้ปรับโมเดลธุรกิจมุ่งเน้นการให้บริการแบบรายเดือน (Subscription) มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายให้ยืดหยุ่นในยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน“ไม่เพียงเท่านั้น SYNEX ได้ใช้กลยุทธ์การพยากรณ์ยอดขาย (Forecast) ให้แม่นยำยิ่งขึ้น และการนำเสนอสินค้าแบรนด์ทางเลือก เพื่อปิดช่องว่างในกลุ่มที่ขาดแคลน, ส่วนด้านต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้นนั้น บริษัทยังสามารถบริหารจัดการได้เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ภายใต้สัญญา (Contract) ระยะยาว”นอกจากนี้ยังมีการเสริมจุดแข็งบริการหลังการขายสร้างประสบการณ์ นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ร่วมกับลูกค้า (Experience) โดยชูจุดแข็งด้านบริการหลังการขาย (After Sales Service) ที่ไม่ยอมลดมาตรฐาน แม้ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนสูง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในระยะยาวสำหรับกระแสความบันเทิงอย่างภาพยนตร์ Mario ที่ช่วยกระตุ้นยอดขายสินค้ากลุ่ม Nintendo Switch และสินค้าที่เกี่ยวข้องนั้นได้ผลการตอบรับเป็นอย่างดี และน่าจะกลายเป็นอีกปัจจัยช่วยสนับสนุนยอดขายของทาง SYNEX ในอนาคตอีกทางหนึ่งด้วย
ทันหุ้น • 3 เม.ย. 69
อ่าน
ติดโซลาร์เซลล์แล้วหลังคารั่ว ไฟไหม้ ผ่า 3 ความเชื่อผิดๆ ที่ทำให้เจ้าของโรงงานกลัว
#ทันหุ้น-ท่านเคยได้ยินเพื่อนเจ้าของโรงงานบ่นให้ฟังไหมคะว่า อย่าไปติดเลยโซลาร์เซลล์ เดี๋ยวหลังคารั่วซ่อมไม่จบไม่สิ้น หรือ หน้าฝนก็ผลิตไฟไม่ได้ ไม่คุ้มหรอก คำถามคือ เรื่องเล่าเหล่านั้นคือ ความจริงของเทคโนโลยี หรือเป็นแค่ความล้มเหลวของการติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานสวัสดีท่านผู้อ่านทันหุ้นทุกท่านค่ะ ในสัปดาห์นี้ ดิฉันขออนุญาตสวมบทบาท นักทำลายความเชื่อ สักหนึ่งสัปดาห์นะคะจากการที่ดิฉันได้เข้าไป Audit โครงการ Green Tech มาหลายแห่ง ดิฉันพบความจริงที่น่าเสียดายว่า มีผู้บริหารจำนวนมาก ทิ้งเงินก้อนโต ซึ่งเป็นโอกาสลดต้นทุนไปเพียงเพราะความกลัวที่เกิดจากข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน หรือไปเห็นตัวอย่างที่ไม่ดีมา วันนี้ดิฉันจะขอหยิบ 3 ความเชื่อผิดๆ ยอดฮิต ที่ทำให้เจ้าของโรงงานหลายคนกลัวมาผ่าให้เห็นไส้ในกันค่ะ ว่าความจริงคืออะไร และจะป้องกันอย่างไร1: ติดแล้วหลังคารั่ว ซ่อมไม่จบไม่สิ้นความจริง: โซลาร์เซลล์ไม่ได้ทำให้หลังคารั่วค่ะ แต่ ช่างที่ไม่มีฝีมือต่างหากที่ทำให้รั่ว ปัญหานี้มักเกิดจาก 2 สาเหตุหลัก การเหยียบกระเบื้องแตก: ช่างติดตั้งราคาถูก มักไม่มีอุปกรณ์เซฟตี้ เดินเหยียบหลังคาโดยตรงจนเกิดรอยร้าวตามลอนกระเบื้อง อุปกรณ์ยึดจับผิดประเภท: การเจาะหลังคาโดยไม่ใช้อุปกรณ์กันซึมที่ได้มาตรฐานวิธีแก้แบบมืออาชีพ: ทีมติดตั้งที่มีมาตรฐานจะมีทางเดินบนหลังคาเพื่อไม่ให้น้ำหนักคนกดทับกระเบื้อง และใช้อุปกรณ์ยึดจับสำหรับหลังคาที่ ไม่ต้องเจาะรู แม้แต่รูเดียว ถ้าเลือกถูกเจ้า ปัญหานี้เป็นศูนย์2: กลัวไฟไหม้โรงงาน ได้ไม่คุ้มเสียความจริง: ไฟไหม้จากโซลาร์เซลล์เกิดขึ้นได้จริงค่ะ ถ้าท่านประหยัดค่าสายไฟแบบผิดๆสาเหตุหลักของไฟไหม้เกิดจากจุดเชื่อมต่อที่หลวม หรือการใช้สายไฟ DC เกรดต่ำที่ไม่ทนแดดทนฝน พอใช้ไป 3-5 ปี ฉนวนเปื่อยจนเกิดการลัดวงจรวิธีแก้แบบมืออาชีพ: ระบุในสัญญาเลยว่าต้องใช้สายไฟเกรด Solar (PV1-F) ที่ได้มาตรฐานระดับโลกเท่านั้น ติดตั้งระบบ Rapid Shutdown หรือตัวตัดไฟฉุกเฉิน ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยใหม่ของ วสท. (วิศวกรรมสถาน) ที่บังคับใช้แล้ว ส่องกล้องความร้อนประจำปี เพื่อหาจุดร้อนผิดปกติ แค่นี้ก็นอนหลับสบายไร้กังวลแล้วค่ะ3: เมืองไทยฝนตกบ่อย หน้าฝนก็เจ๊งสิความจริง: โซลาร์เซลล์ทำงานด้วยแสง ไม่ใช่ความร้อนค่ะ จริงอยู่ที่หน้าฝนเมฆเยอะ ผลิตไฟได้น้อยลง แต่จากสถิติข้อมูลพยากรณ์อากาศ ย้อนหลัง 10 ปี เมืองไทยมีแดดเฉลี่ยปีละ 1,400-1,500 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าสูงติดอันดับโลก แม้จะหักลบหน้าฝนไปแล้ว ผลตอบแทนการลงทุน (IRR) ของโครงการโซลาร์ ในไทยก็ยังสูงถึง 15-20% อยู่ดี (คืนทุน 4-5 ปี)อย่าให้เมฆฝนไม่กี่วัน มาบังตาจนมองไม่เห็นกำไรมหาศาลตลอด 25 ปีเลยค่ะบทสรุป: ความเสี่ยงจัดการได้ด้วยความรู้ท่านผู้บริหารคะ ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ความเสี่ยงของ Green Tech เป็นความเสี่ยงทางเทคนิคที่จัดการได้ 100% หากท่านเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้องและทีมงานที่มีคุณภาพอย่าปล่อยให้ความเชื่อผิดๆ มาปิดโอกาสในการลดต้นทุนของท่านอีกเลยค่ะ เพราะในขณะที่ท่านกำลังกลัว คู่แข่งของท่านเขาติดตั้งเสร็จและเริ่มนับเงินคืนทุนไปแล้วนะคะสัปดาห์หน้า เราจะมาคุยเรื่อง "การสื่อสาร" กันบ้าง ว่าทำแล้วจะบอกลูกค้า ยังไงให้ดูดี ไม่ดูเป็นการ ฟอกเขียว แล้วพบกันนะคะ
ทันหุ้น • 29 มี.ค. 69
อ่าน
บสย. ดัน SMEs สู่ธุรกิจสีเขียว สู้วิกฤตพลังงาน ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี
#ทันหุ้น -บสย. ลุยช่วย SMEs ยกระดับสู่ “ธุรกิจสีเขียว” รับมือ “วิกฤตพลังงาน”ฟรี! ค่าธรรมเนียม 3 ปีแรก มุ่งช่วย SMEs ลดภาระทางการเงิน ดร.สิทธิกรดิเรกสุนทรกรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)กล่าวว่าจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งผลิตและเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกส่งผลให้ราคาน้ำมันและพลังงานในตลาดโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องซึ่งกระทบต่อต้นทุนการดำเนินธุรกิจการบริหารสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนของSMEsทั้งในปัจจุบันและระยะยาวทั้งนี้เพื่อให้ความช่วยเหลือSMEsฝ่าวิกฤตพลังงานบสย.พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรและปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดหรือปรับปรุงระบบพลังงานเพื่อประหยัดพลังงานอาทิการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์(Solar Cell)หรือลงทุนในธุรกิจเครื่องชาร์จไฟฟ้าEV (EV Charger)ฯลฯโดยขยายโอกาสให้SMEsสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมผ่านกลไกการค้ำประกันของบสย.ภายใต้มาตรการค้ำประกันสินเชื่อ“บสย. Quick Big Win”ในโครงการค้ำประกันสินเชื่อSMEs Go Bigวงเงินค้ำประกัน35,000ล้านบาทโดยมุ่งให้ความช่วยเหลือSMEsที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมีการนำแนวคิดเรื่องBCGและESGมาปรับใช้ในกิจการและพร้อมปรับตัวเข้าสู่สังคมCarbonต่ำภายใต้เงื่อนไขโครงการที่มุ่งช่วยผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนมากยิ่งขึ้นโดยบสย.ค้ำประกันต่อราย2แสนบาท– 40ล้านบาทฟรี!ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน3ปีแรกปีต่อไปเพียง1.5%ตอบโจทย์SMEsที่ต้องการสินเชื่อมากกว่า1ล้านบาทตลอดเวลาที่ผ่านมาบสย.ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมผู้ประกอบการSMEsที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจสีเขียวโดยตลอด3ปี(ปี2566 - 2568)บสย.ให้ความช่วยเหลือSMEsที่ดำเนินธุรกิจตามแนวทางการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการค้ำประกันสินเชื่อกว่า6,700ล้านบาทสามารถช่วยเหลือSMEsเข้าถึงสินเชื่อได้กว่า1,570รายโดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ติดตั้งSolar Cellกว่า30%ตามด้วยกลุ่มที่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าเพื่อลดการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตตามBCG Modelและกลุ่มที่เปลี่ยนเครื่องจักรหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ในการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือลดการใช้พลังงานโดยปี2569ตั้งเป้าค้ำประกันสินเชื่อSMEsในกลุ่มนี้อีกกว่า3,300ล้านบาทคาดว่าสามารถช่วยSMEsได้รับสินเชื่อ770รายรักษาการจ้างงานได้กว่า26,444ตำแหน่งและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากถึง13,629ล้านบาท“การลงทุนในพลังงานสะอาดนอกจากช่วยยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานแก่ภาคธุรกิจช่วยลดผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมยังช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการพร้อมช่วยลดต้นทุนทางธุรกิจและกระจายความเสี่ยงเพื่อรับมือกับสถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในขณะนี้พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย”ดร.สิทธิกรกล่าวทั้งนี้การปรับตัวของผู้ประกอบการในการก้าวสู่พลังงานสะอาดยังตอบโจทย์เทรนด์ธุรกิจทั่วโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นซึ่งสอดคล้องกับนโยบายภาครัฐที่รณรงค์การประหยัดพลังงานและร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดอุณหภูมิโลกตามเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปีค.ศ. 2050และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีค.ศ. 2065ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการSMEsอย่างครบวงจรบสย.พร้อมให้คำปรึกษาและคำแนะนำSMEsในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนการแก้ปัญหาหนี้และให้ความรู้ทางการเงินผ่านศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินบสย.โดยไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากนี้ยังเพิ่มความสะดวกให้ผู้ประกอบการSMEsสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงินพร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงินฟรี!ได้ที่LINE OA : @tcgfirst
ทันหุ้น • 26 มี.ค. 69
อ่าน
5 ครีมกันแดดทาหน้า กันน้ำ สำหรับไปทะเล ดำน้ำ กันแดดได้ดี ไม่มีหลุด
จะไปเที่ยวทะเล ดำน้ำ บอกเลยว่าหนึ่งไอเทมที่ขาดไม่ได้ก็คือ ครีมกันแดดทาหน้า กันน้ำ นี่ล่ะ! ไอเทมที่จะช่วยให้ผิวหน้าของสาวๆ ไม่หมองไม่คล้ำในช่วงซัมเมอร์นี้! ใครที่มีแพลนไปเที่ยวทะเล เตรียมชุดสวยไว้พร้อมแล้ว ต้องอย่าลืมหยิบครีมกันแดดไปด้วยเด็ดขาดเลยนะคะ ยิ่งไปเที่ยวทะเลบอกเลยว่าครีมกันแดดยิ่งต้องเป็นแบบกันน้ำ จึงจะช่วยให้ผิวรอดจากการถูกทำร้ายจากแสงแดดได้ดีที่สุด ซึ่งใครที่กำลังมองหาครีมกันแดดกันน้ำดีๆ อยู่ล่ะก็ วันนี้เราก็มีมาแนะนำกันค่ะ แต่ละแบรนด์แต่ละขวดบอกเลยว่ากันแดดได้ดี กันน้ำได้เริ่ด เหมาะกับทริปทะเลที่สุดค่าา ครีมกันแดดทาหน้า กันน้ำ ยี่ห้อไหนดี 2026 1. SUPERGOOP! PLAY Everyday Lotion SPF 50 with Sunflower Extract สำหรับกันแดดจากแบรนด์นี้ก็เป็นแบรนด์ที่โด่งดังมาจากสาวก้อย รัชวินนั่นเองค่ะ ซึ่งกันแดดของเค้าก็มีหลายตัวเหมาะกับผิวและการใช้งานค่ะ โดยตัวนี้ก็จะเหมาะกับการออกแดด ไปทะเลมากๆ เพราะเค้าเป็นครีมกันแดดที่ทั้งกันน้ำ กันเหงื่อ สามารถหยิบมาทาได้ทั้งหน้าและตัวเลย ซึ่งกันแดดตัวนี้นอกจากจะปกป้องผิวได้ทั้งจากรังสี UVA และ UVB เค้ายังช่วยไม่ให้ผิวแห้งกร้านด้วยนะคะ เพราะมีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยส่วนผสมทั้งหลายก็เป็นส่วนผสมจากธรรมชาติล้วนๆ ไม่อันตรายต่อผิวด้วยจ้าา 30 / 71 / 162 ml. 380 / 820 / 1,190 บาท 2. ANESSA Perfect UV Sunscreen Skincare Milk SPF50+ PA++++ ถ้าพูดถึงครีมกันแดดที่ยิ่งโดนน้ำโดนเหงื่อแล้วยิ่งดีก็ต้องยกให้ตัวนี้เลยค่ะ เพราะเค้าเป็นครีมกันแดดที่มีเทคโนโลยี Aqua Booster EX ที่เวลาผิวหน้าของเราโดนความชื้น เหงื่อ หรือน้ำ ก็จะยิ่งทำให้กันแดดปกป้องผิวได้มากขึ้น และตัวกันแดดก็ยังติดทนนานบนผิวมากขึ้นด้วย และเค้ายังเป็นสูตร Very Water Resistant ที่หลังจากขึ้นจากน้ำแล้วกันแดดยังช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้นานถึง 80 นาทีอีกด้วย! ตัวนี้ใช้แล้วไม่เหียวเหนอะหนะค่ะ ไม่ต้องกลัวทรายติดผิว และไม่ต้องกลัวผิวแห้ง ผิวเสียค่ะ เพราะเค้ามีสารบำรุงผิวใส่มามากถึง 50% อีกด้วยล่ะค่า 20 / 60 ml. 359 / 899 บาท 3. La Roche-Posay Anthelios 50+ Shaka Fluid Invisible Ultra Resistant มาถึงครีมกันแดดทาหน้าอีกหนึ่งตัวที่เหมาะกับการพกไปทะเลมากๆ ค่ะ ซึ่งสำหรับตัวนี้ต้องบอกว่าเค้ากันแดดได้ดีมาก ปกป้องผิวทั้งจากรังสี UVA, UVB อินฟราเรดเอ รวมไปถึงมลภาวะเลย นอกจากนี้ยังกันน้ำ กันเหงื่อ และป้องกันทรายติดผิวได้ดีสุดๆ ซึ่งเค้าบอกเลยว่าแม้จะอยู่ในอากาศร้อนชื้นที่มีอุณหภูมิสูงถึง 40 องศาเซลเซียสกันแดดตัวนี้ก็ยังป้องกันได้จ้า ที่สำคัญครีมกันแดดแบรนด์นี้ยังอ่อนโยนต่อผิว เหมาะสำหรับคนผิวบอบบาง ใครที่โดนแดดแล้วผิวยิ่งระคายเคืองง่าย ยิ่งเหมาะเลยค่า 50 ml. 1,400 บาท 4. Shiseido Perfect UV Protector SPF 50+ PA++++ สำหรับครีมกันแดดตัวนี้จาก Shiseido ต้องบอกว่าดีงามไม่แพ้ตัว Anessa เลยนะคะ เพราะเค้ามีเทคโนโลยี WetForce ที่เวลาผิวของเราโดนน้ำโดนเหงื่อ ตัวกันแดดก็จะยิ่งปกป้องได้ดี โดยจะทำปฎิกริยากับน้ำและตัวกันแดดก็จะเคลือบผิวไว้นั่นเองค่ะ ครีมกันแดดตัวนี้ปกป้องผิวได้ทั้งจากรังสี UVA และ UVB และยังลดการเกิดริ้วรอย จุดด่างดำ และปัญหาผิวอื่นๆ ที่เกิดจากแสงแดดด้วย และแม้ว่าเค้าจะเป็นสูตร Very Water Resistant กันแดดติดทนนานแต่ก็ล้างออกง่าย ใช้คลีนเซอร์ทั่วไปก็ล้างออกได้สบายค่า 50 ml. 1,500 บาท 5. Banana Boat Simply Protect Aqua UV Protection Sunscreen Lotion SPF50+ PA++++ สำหรับครีมกันแดดจากแบรนด์นี้แน่นอนว่าอยู่ในลิสต์ ครีมกันแดดกันน้ำ ที่ต้องมีเช่นกันค่ะ ซึ่งสำหรับใครที่กลัวว่าครีมกันแดดแบรนด์นี้จะเหนียวเหนอะหนะ สำหรับรุ่น Aqua นี้ไม่ต้องกลัวเลยค่ะ เพราะเนื้อครีมบางเบา ไม่มันป้องกันรังสี UVA UVB ได้มากกว่า 50 เท่าเลยทีเดียว จะออกแดดลงทะเล ก็ช่วยกันน้ำได้ดีมากๆ ค่ะ หรือถ้าเราต้องทำกิจกรรมในน้ำนานๆ อย่างการดำน้ำ กันแดดตัวนี้เค้าก็ช่วยปกป้องผิวได้นานถึง 1 ชั่วโมง 20 นาที (80 นาที) เลยค่ะ ซึ่งสำหรับใครที่มองหาครีมกันแดดทาหน้าสำหรับไปทะเล รุ่นนี้เราก็แนะนำให้เลือกเป็นสูตรLong Wearing Moisture นะคะ จะช่วยปกป้องผิวได้ยาวนานขึ้น แถมผิวชุ่มชื้นนานกว่าเดิมอีกด้วย! 50 ml. 390 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ 5 ครีมกันแดด กันน้ำ กันเหงื่อ แถมกันแดดเริ่ด ใช้แล้วหน้ายังผ่อง ไม่มีหมอง! รวม 15 ครีมกันแดดที่ดีที่สุด สำหรับผิวมัน ผิวแห้ง และผิวแพ้ง่าย เป็นสิว
ผิวพรรณ • 25 มี.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ส่องแสงโพลีคลินิกเวชกรรม
-
โรงพยาบาล/คลินิก • 10 มี.ค. 69
อ่าน
ILINKลดภาษีรูฟท็อปหนุน ธุรกิจเทรดดิ้งดันโค้งแรกดี
#ILINK #ทันหุ้น - ILINK รับอานิสงส์ราชกิจจา ไฟเขียวลดหย่อนภาษีติดรูฟท็อป ชี้ช่วยหนุนดีมานด์สายเชื่อมระบบโซลาร์พุ่ง พร้อมส่งซิกโค้งแรกฟอร์มสวย รับธุรกิจเทรดดิ้งสดใส แถมลุ้นชิงโครงการใหม่เกือบ 1 หมื่นล้านบาท หวังโกยเข้าพอร์ตเต็มพิกัด หนุนการเติบโตระยะยาวผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดทางรัฐบาลได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 805) พ.ศ. 2569 ลงในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ซึ่งเปิดทางให้ประชาชนนำค่าใช้จ่ายจากการติดตั้ง Solar Rooftop มาลดหย่อนภาษีได้แบบจัดเต็มจำนวน*ส้มหล่นรับภาษีรูฟท็อปทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวนั้นได้กำหนดสิทธิประโยชน์ คือ วงเงินลดหย่อนภาษี ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ สำหรับบุคคลธรรมดา เท่าที่ได้จ่ายเป็นค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้า จากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop หรือ รูฟท็อป ) สำหรับบ้านอยู่อาศัย ตามจำนวน ที่จ่ายจริง แต่รวมกันแล้ว สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทสำหรับการจ่ายค่า อุปกรณ์และค่าติดตั้ง ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการบริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่า สำหรับการประกาศราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการลดหย่อยภาษีรูฟท็อปที่เกิดขึ้นนั้นมองน่าจะช่วยทำให้ความต้องการติดตั้ง Solar Rooftop ในประเทศปรับตัวดีขึ้น รวมทั้งน่าจะเป็นผลดีต่อ ILINK เช่นกัน เพราะในฐานะผู้จำหน่ายสายส่งโซลาร์คุณภาพในการเชื่อมต่อระบบรูฟท็อป (หนึ่งในสินค้าที่ได้รับความนิยมของกลุ่มธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่าย หรือ เทรดดิ้ง) ซึ่งน่าจะช่วยผลักดันให้ยอดขายผลิตภัณฑ์นี้ขยายตัว ตลอดจนยังช่วยสนับสนุนภาพรวมกลุ่มเทรดดิ้งให้เติบโตยิ่งขึ้นทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ ILINK นั้นมาจากกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งประมาณ 80% และที่เหลือมาจากธุรกิจในกลุ่มวิศวกรรมต่างๆ*ฟุ้งโค้งแรกฟอร์แจ่มขณะที่แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 1/2569 บริษัทคาดยังปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องจากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะทิศทางยอดขายกลุ่มธุรกิจเทรดดิ้งขยายตัวค่อนข้างมาก ประกอบกับมีงานในมือ (Backlog) ที่รอรับรู้เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งยังสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพสำหรับตัวเลข Backlog ทางด้านธุรกิจวิศวกรรมโครงการแบบครบวงจร (Turnkey EPC Engineering Business ของบริษัทในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 240 ล้านบาท จากโครงการต่างๆ ทั้งหน่วยงานราชการและเอกชน ซึ่งส่วนใหญ่คาดจะรับรู้รายได้ในปีนี้นอกจากนี้ ทาง ILINK อยู่ระหว่างรอผลโครงการที่ได้ยื่นซองประกวดราคาไปแล้วของทางการไฟฟ้า คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมเกือบ 1 หมื่นล้านบาท โดยธุรกิจหวังได้รับการคัดเลือกจากเจ้าของโครงการให้ได้มากที่สุด เพื่อเสริมรายรับในอนาคตต่อไป*ลุ้นชิงงานหมื่นล.อย่างไรก็ดี บริษัทยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำ ตลาดสายสัญญาณภายใต้แบรนด์ LINK AMERICAN ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงจาก สหรัฐอเมริกา ได้รับการยอมรับในโครงการ โครงสร้างพื้นฐาน ทั้งภาครัฐ และเอกชน พร้อม ขยายช่องทางจัดจำหน่ายสินค้า LINK AMERICAN และ GERMAN RACK เพื่อเพิ่มการเข้าถึงลูกค้า และเสริมความครบวงจรของโซลูชัน เพื่อเสริมแกร่งแรงหนุนที่สำคัญจากนโยบายรัฐที่ผลักดันศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งทำให้เกิดการลงทุน Data Center, AI และ Green Technology นับเป็นโอกาสโดยตรงของธุรกิจเทรดดิ้ง ILINK ในฐานะผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ LINK AMERICAN CABLING จากประเทศสหรัฐอเมริกา ตอบโจทย์ทุกการเชื่อมต่อของการสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัดพร้อมกันนี้ คณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) ได้อนุมัติจ่ายปันผลงวดสิ้นปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.31 บาท ซึ่งบริษัทจะมีการขึ้นเครื่องหมายไม่ได้รับสิทธิ์ปันผล (XD) วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลวันที่ 21 พฤษภาคม 2569
ทันหุ้น • 6 มี.ค. 69
อ่าน
ACEเข้าสู่โหมดเก็บเกี่ยว โค้งแรกCODเพิ่ม26.7เมก
#ACE #ทันหุ้น - ACE โชว์ปี 2568 รายได้รวม 6.55 พันล้านบาท กำไรสุทธิ 798.6 ล้านบาท โดยเป็นกำไรสุทธิจากกิจกรรมปกติ 894.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากปีก่อน แนวโน้มธุรกิจจากนี้เริ่มเข้าสู่การเก็บเกี่ยวรายได้-กำไร จากโรงไฟฟ้าที่ COD เพิ่มตั้งแต่ปลายปี 2567-2568 โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่คาดว่าจะ COD เพิ่มได้อีก 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.72 เมกะวัตต์ ภายในไตรมาสแรกปีนี้ ดันเติบโตมั่นคงในระยะยาวนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE ผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของไทย เปิดเผยว่า ในปี 2568 ACE สามารถทำรายได้จากการขายและบริการรวม 6,554.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.6% จากปี 2567 ที่ทำได้ 6,450.8 ล้านบาท แต่ในแง่ของกำไรขั้นต้นกลับเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยเพิ่มขึ้นมากถึง 17.4% จาก 1,624.4 ล้านบาท ที่ทำได้ในปี 2567 เป็น 1,907.0 ล้านบาท ในปี 2568 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการที่กลุ่ม ACE มีโครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวน 5 โครงการ ในช่วงปลายปี 2567 และเพิ่มอีก 8 โครงการ ในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ด้านกำไรสุทธิจากกิจกรรมปกติก็เติบโตเช่นกัน โดยปี 2568 สามารถทำได้ 894.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.2% จากปี 2567 ที่ทำได้ 849.9 ล้านบาท@เป็นปีที่ดี“ปี 2568 ACE ถือว่ามีพัฒนาการเชิงบวกอย่างต่อเนื่องตลอดปี ตั้งแต่การชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนรวม 4 แห่ง ได้แก่ อุบลราชธานี สกลนคร ลพบุรี และอำนาจเจริญ ตลอดจนการ COD โครงการโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มตลอดทั้งปี รวม 8 โครงการ ส่วนโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน หรือ Treasury Stock ก็สำเร็จด้วยดี โดยบริษัทดำเนินการซื้อหุ้นคืนรวมทั้งสิ้น 324,886,600 หุ้น หรือคิดเป็น 3.19% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท รวมมูลค่าหุ้นที่ซื้อคืนทั้งสิ้น 419,409,890 บาท ทั้งยังประสบความสำเร็จในการไถ่ถอนหุ้นกู้ครั้งที่ 1/2566 ชุดที่ 1 อายุ 2 ปี มูลค่า 235.2 ล้านบาท ครบจำนวนตามกำหนด ซึ่งสะท้อนถึงความมีเสถียรภาพและสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของ ACE”นอกจากนี้ในปีที่ผ่านมา ACE ยังสามารถคว้าผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ปี 2568 ที่ระดับ “AAA” ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของการประเมินต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และได้รับผลประเมินจากการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (Corporate Governance Report of Thai Listed Companies – CGR) ปี 2568 ระดับ “ดีเลิศ” หรือ “5 ดาว” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 รวมทั้งรับการประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM Checklist) ประจำปี 2568 ระดับ “ดีเยี่ยม” ด้วยคะแนนเต็ม 100 คะแนน ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เช่นกัน พร้อมกันนี้ยังได้รับการคงอันดับเครดิตองค์กรจากทริสเรทติ้งที่ระดับ “BBB+” พร้อมแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” หรือ “คงที่” อีกด้วย@เข้าสู่การเก็บเกี่ยวสำหรับทิศทางธุรกิจ ACE จากนี้จะเริ่มเข้าสู่ช่วงการเก็บเกี่ยวรายได้และกำไรเพิ่มเติมจากโครงการโรงไฟฟ้าหลายแห่งที่มีการเปิด COD เพิ่มเข้ามาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2567 - 2568 โดยเฉพาะกลุ่มโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่คาดว่าจะ COD เพิ่มได้อีก 2 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 26.72 เมกะวัตต์ ภายในไตรมาสแรกปีนี้ ทั้งยังมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มอีก 3 โครงการ ที่คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จและ COD เพิ่มภายในปี 2570 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดประเภทอื่นๆ อีกหลายโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อเตรียม COD เพิ่มเติมในอนาคต ซึ่งจะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ให้เติบโตมั่นคงในระยะยาว ปัจจุบันกลุ่ม ACE มีโครงการโรงไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 91 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 748.35 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าที่เปิด COD แล้ว 45 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 440.22 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการพัฒนา 46 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 308.13 เมกะวัตต์อนึ่ง ACE ยังคงตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2593 ซึ่งสอดรับตามกลยุทธ์ธุรกิจในการตั้งเป้ามุ่งสู่การเป็น “ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก” ที่ยึดมั่นมาตลอด อันจะช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกจากภายในองค์กรไปสู่สังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 4 มี.ค. 69
อ่าน
MEDEZE รุกเร็วต่างประเทศ ขึ้นชั้นไบโอเทคยาจากเซลล์
#MEDEZE #ทันหุ้น – MEDEZE เขย่าไบโอเทค กางแผนปี 2569 รายได้ทะยานแตะ 1,000 ล้านบาท มาร์จิ้นขยับสูง ได้สิทธิ BOI ภาษีลดวูบเหลือ 2% หนุนกำไร วางเกมต่างแดนผงาดเบอร์ 1 อาเซียน ชูกลยุทธ์ Asset-Light ขยายแฟรนไชส์ต่างประเทศ โกยค่าที่ปรึกษา-รอยัลตี้ฟี ปักหมุดฟิลิปปินส์ ชูงานวิจัยสเต็มเซลล์รักษาโรคคืบ ศิริราช-จุฬาร่วมศึกษา นพ.วีรพล เขมะรังสรรค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมดีซ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MEDEZE เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" ว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ที่จะเติบโตจนแตะระดับ 1,000 ล้านบาท โดยการที่ไทยมีรัฐบาลเสถียรภาพเข้มแข็ง และสถานะของไทยปลอดภัยจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก จะเป็นปัจจัยบวกต่อธุรกิจในภาพรวมและทำให้ลูกค้ามีความกล้าที่จะจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ขณะที่อัตรากำไรของบริษัทในปีนี้จะปรับตัวดีขึ้น นอกจากการเพิ่มขึ้นตามยอดขายแล้ว ยังมีปัจจัยบวกคือสิทธิประโยชน์จาก BOI ที่ได้รับยกเว้นภาษีเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งจะทำให้อัตราภาษีจ่ายจริงลดลงจาก 12% เหลือเพียง 2% เท่านั้น ส่งผลโดยตรงให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ยังมีแผนลดต้นทุนผ่านการนำเข้าวัสดุพลาสติกทางการแพทย์โดยตรงจากต่างประเทศ และการสร้างโรงงานผลิตน้ำยาเลี้ยงเซลล์เอง@ เบอร์ต้นอาเซียน ปัจจุบัน MEDEZE คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ธนาคารเซลล์ (Cell Banking) ผ่านขั้นตอนการตรวจประเมินมาตรฐานไปแล้ว จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กำลังอยู่ระหว่างตั้งเป้าหมายที่จะได้รับใบรับรอง GMP เป็นรายแรกของไทยภายในช่วงครึ่งปีแรกเพื่อต่อยอดสู่การผลิตยาต่อไป ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) สูงที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สูงกว่าบริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์ถึง 5-6 เท่า แม้แต่ในประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ MEDEZE บริษัทยังมีกำไรสุทธิที่โดดเด่นกว่าอย่างเห็นได้ชัด "ในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์ เราชนะเขาขาดลอยในแง่ของผลกำไร และเรากำลังก้าวข้ามจากการเป็นแค่ธนาคารรับฝากเซลล์ไปสู่การเป็นบริษัท Biopharmaceutical (ยาที่ผลิตจากสเต็มเซลล์หรือเทคโนโลยีชีวภาพ) เต็มรูปแบบ" นพ.วีรพลกล่าว ทั้งนี้ บริษัทยังมีศักยภาพในการแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ในจีนซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งธนาคารเซลล์และ Biopharmaceutical โดย MEDEZE ถือไพ่เหนือกว่าด้วยสิทธิบัตรการผลิตสเต็มเซลล์จากรากผม (Hair Follicle Stem Cell) ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่จีนยังไม่มี อย่างไรก็ดีในเชิงของ พี/อี นั้นบริษัทยังถูกกว่าจีนมาก โดยจะเร่งในการนำเทคโนโลยีเข้าถึงในภูมิภาคให้รวดเร็ว ซึ่งเป็นสูตรในการขยายฐานของบริษัทเทคทั่วโลก@ โกยรายได้ต่างแดนแบบ Asset-Light อย่างไรก็ดีแผนการขยายฐานธุรกิจสู่ต่างประเทศ MEDEZE ใช้โมเดล "Asset-Light" ซึ่งเป็นกลยุทธ์การขายองค์ความรู้ (Know-How) และนวัตกรรมของคนไทยออกสู่ตลาดโลกโดยไม่ต้องลงทุนเองเพื่อลดความเสี่ยง โดยบริษัทจะได้รับรายได้ ทั้ง ค่าที่ปรึกษา ค่ารอยัลตี้ การขายวัสดุอุปกรณ์และน้ำยาเลี้ยงเซลล์ ที่บริษัทผลิตเองและควบคุม Ecosystem ทั้งหมด รวมถึงค่าสิทธิบัตรและงานวิจัย โดยปีนี้เตรียมเปิดตลาดใหญ่ที่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงมาก ซึ่งมีการเจรจากับพันธมิตรที่จะลงทุนบ้างแล้ว เบื้องต้นจะมีการจัดเก็บเซลล์ที่ไทยก่อน ก่อนที่จะมีการดำเนินการเต็มรูปแบบคล้ายๆ ไทยมั่นใจการดำเนินการดังกล่าว จะช่วยดันรายได้ต่างชาติไหลเข้าต่อเนื่องโดยไม่มีค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนเพิ่ม@ ลุยนวัตกรรม MEDEZE ยังเดินหน้าโครงการ Sandbox และการวิจัยเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ในการรักษาโรค ร่วมกับสถาบันการแพทย์ชั้นนำอย่าง ศิริราช และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยบริษัทควักกระเป๋าลงทุนวิจัยเองโรคละ 50 ล้านบาท เพื่อรักษาลิขสิทธิ์และส่วนแบ่งกำไรทั้งหมดไว้ที่บริษัท โดยคาดว่างานวิจัยในเฟส 3 และ 4 จะเสร็จสิ้นภายใน 1-2 ปี ซึ่งจะทำให้สามารถให้บริการในเชิงพาณิชย์ได้อย่างเต็มตัว "เราเน้นทำ Evidence-Based Medicine เพื่อพิสูจน์ให้วงการแพทย์เห็นว่าสเต็มเซลล์รักษาสามารถรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม, SLE (พุ่มพวง), หรือฟื้นฟูตับไตได้จริง" นอกจากนี้บริษังยังเดินหน้าผลิต "หุ่นยนต์ผลิตเซลล์แห่งแรกของโลก" (Robot Cell Production) ในช่วงต้นปีหน้า ซึ่งเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาพลิกโฉมการผลิตจากการใช้แรงงานคนมาเป็นระบบอัตโนมัติ ทำให้สามารถขยายกำลังการผลิตได้อย่างไร้ขีดจำกัด คล้ายกับการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) แต่รายได้สามารถเติบโตแบบก้าวกระโดด@ Land of Biotechnology เป้าหมายสูงสุดของ MEDEZE คือการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไทยจาก Land of Smile ให้กลายเป็น Land of Biotechnology โดยการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรม ATMP (Advanced Therapy Medicinal Products) ให้แข็งแกร่ง มุ่งเน้นตลาดการป้องกันโรค (Prevention) ที่มีสัดส่วนถึง 80% ของประชากร ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงและยั่งยืนกว่ากลุ่มผู้ป่วย
ทันหุ้น • 12 ก.พ. 69
อ่าน
CHOW เกมเทกโซลาร์ เป้าพอร์ตรวม 300 เมก
#CHOW #ทันหุ้น – CHOW เทกโซลาร์เสริมพอร์ตพลังงาน ซื้อ TU6 จาก T Utilities รวม 5 โครงการ กำลังผลิต 4.05 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าปี 2569 พัฒนาโครงการใหม่ไม่ต่ำกว่า 100 เมกะวัตต์ ดันพอร์ตรวมแตะ 300 เมกะวัตต์ เล็งโอกาสโซลาร์ชุมชน Private PPAนายอนาวิล จิรธรรมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เชาว์ ไบรท์ เวนเจอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในบริษัท ทียู 6 จำกัด (TU6) จาก บริษัท ทียูทิลิตี้ส์ จำกัด (T Utilities) ทั้งหมด 5 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 4.05 เมกะวัตต์ จาก บริษัท ที ยูทิลิตี้ส์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานที่มีประสบการณ์และมาตรฐานการดำเนินงานที่ได้รับการยอมรับ การลงทุนดังกล่าวช่วยเสริมพอร์ตโครงการที่สามารถสร้างกระแสเงินสดได้ทันที พร้อมวางรากฐานความร่วมมือทางธุรกิจระหว่าง 2 องค์กรเทกโซลาร์การเข้าลงทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการเติบโตของกลุ่ม CHOW ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการเป็นแกนหลัก (Developer-Led Growth) ขณะเดียวกันการลงทุนหรือการเข้าซื้อสินทรัพย์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการขยายพอร์ต และยกระดับคุณภาพของสินทรัพย์พลังงานด้าน นายปรมัตถ์ จุฬวนิช ประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงิน บริษัท เชาว์ ไบรท์ เวนเจอร์ส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CHOW เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทตั้งเป้าพัฒนาโครงการใหม่ไม่น้อยกว่า 100 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบันมีโครงการที่จ่ายไฟแล้วและอยู่ระหว่างก่อสร้างใกล้แล้วเสร็จรวมประมาณ 200 เมกะวัตต์ ส่งผลให้พอร์ตโครงการรวมอยู่ที่ราว 300 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดีบางโครงการอาจยังไม่สามารถจ่ายไฟเข้าระบบได้ทั้งหมด เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างและขอใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องบริษัทมุ่งเน้นการลงทุนในโซลาร์ฟาร์มเป็นหลัก ควบคู่กับการขยายไปยังโซลาร์รูฟท็อป กลุ่ม Commercial Industrial (CI) ซึ่งเป็นลูกค้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมถึงเตรียมความพร้อมเข้าร่วมโครงการโซลาร์ชุมชน หากมีการประกาศจากภาครัฐ นอกจากนี้ยังครอบคลุมทั้งโครงการขนาดใหญ่ (Utility Scale) ที่จำหน่ายไฟให้ภาครัฐ และโครงการในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเอกชน (Private PPA)ในตลาดโซลาร์รูฟท็อปที่มีการแข่งขันสูงขึ้น บริษัทมองว่าเป็นทั้งโอกาสและข้อจำกัด เนื่องจากการแข่งขันทำให้ต้องเสนอส่วนลดค่าไฟมากขึ้น ส่งผลให้ผู้พัฒนาโครงการรายย่อยบางรายอาจเผชิญความท้าทายในการเติบโตและเลือกถอนตัวจากธุรกิจ ซึ่ง CHOW มีความพร้อมทั้งด้านแพลตฟอร์มและฐานะการเงินในการเติบโตทั้งแบบ Organic และการควบรวมกิจการ (MA) เพื่อสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์เล็งลงทุนนอกจากนี้ บริษัทยังมองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจ Data Center จากปัจจัยสนับสนุนด้านเกณฑ์การใช้พลังงานสะอาด ซึ่งผลักดันความต้องการพลังงานทดแทนให้เพิ่มสูงขึ้น โดย CHOW จะเข้าไปเป็นผู้จัดหาและให้บริการพลังงานสะอาดแก่ผู้ประกอบการ Data Center ด้วยแพลตฟอร์มที่สามารถรองรับได้ทุกขนาด ตั้งแต่ขนาดเล็ก กลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ พร้อมคัดเลือกกลุ่มลูกค้าให้เหมาะสมกับศักยภาพของบริษัทขณะเดียวกัน บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาธุรกิจ New S-Curve ที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงาน อาทิ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (ESS) และธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญใกล้เคียง เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตใหม่ในระยะยาวสำหรับธุรกิจเหล็ก บริษัทประเมินว่าภาพรวมปี 2569 จะทรงตัว โดยในช่วงกลางปีมีการปิดปรับปรุงสายการผลิต และกลับมาเปิดดำเนินงานอีกครั้งในเดือนกันยายน ส่งผลให้ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนแรกปี 2568 อาจดูอ่อนตัว อย่างไรก็ตาม เมื่อโรงงานกลับมาดำเนินการเต็มที่และเริ่มรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/2569 บริษัทมั่นใจว่าผลประกอบการรวมทั้งปีจะกลับมาเป็นบวก ปัจจุบันมีกำลังการผลิตรวมประมาณ 730,000 ตัน
ทันหุ้น • 6 ก.พ. 69
ดูเพิ่มเติม