TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#sindosegi” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ตั้งหวังเจ๊ง โปรหมูดำอิเบริโก้บุฟเฟต์
ร้านบุฟเฟ่ต์ร้านไหนจะเอาหมูดำสเปนอิเบริโก้มาทำเป็นบุฟเฟ่ต์ แต่ที่ร้าน sindosegi จัดมาให้แบบจุกๆ
DANNERAMIT • 2 วันที่แล้ว
อ่าน
SONP เผยทิศทางสื่อครึ่งปีหลัง 2026 ทางรอดคนข่าวในยุค AI
SONP เปิดเวทีแชร์มุมมองครึ่งปีหลัง2026 ทิศทางสื่อออนไลน์จะเป็นอย่างไรเมื่อต้องปรับตัวให้เข้ากับยุค AI ที่มีการเปลี่ยนแปลงทุกวินาที โดยมีกูรูแนวหน้าในวงการสื่อออนไลน์ ร่วมแชร์ประสบการณ์และแนะนำเทคนิคการทำงานที่รู้เท่าทัน AIสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ โดยการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรม One Day Training ครั้งที่ 6 หัวข้อ Media AI Outlook: The Second Half of 2026 อัปเดตทิศทางสื่อและ AI ครึ่งปีหลัง เพื่ออัปเดตทิศทางเทคโนโลยี แลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ และเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (SONP) ร่วมกับกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพส่งเสริมจริยธรรมสื่อมวลชน และผลิตสื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยการสนับสนุนจาก กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดอบรม One Day Training ครั้งที่ 6 หัวข้อ Media AI Outlook: The Second Half of 2026 อัปเดตทิศทางสื่อและ AI ครึ่งปีหลังโดย คุณก้าวโรจน์ สุตาภักดี ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ Senior Leader TNN Digital Media AI และ คุณชุตินธรา วัฒนกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และ บรรณาธิการบริหารข่าวออนไลน์ Thai PBS มาร่วมบรรยายและอัปเดตเทรนด์ แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริง และเตรียมพร้อมก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมสื่อในยุค AIคุณชุตินธรา กล่าวถึงภูมิทัศน์สื่อและอาชีพนักข่าวในยุค AI โดยได้แสดงให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์สื่อที่ AI เข้ามาเป็นตัวเร่งให้ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วขึ้นอย่างมาก จนนักข่าวและองค์กรสื่อต้องปรับตัวกันแทบจะเป็นรายวันและรายชั่วโมงคุณชุตินธรา กล่าวด้วยว่า พฤติกรรมการค้นหาที่เปลี่ยนจาก Google Search ไปสู่ AI เช่น Gemini และ ChatGPT พบว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีอัตราการใช้เพิ่มขึ้นเท่าตัว ปรากฏการณ์ Zero-Click และ AI Overview ทำให้ทราฟฟิกที่เคยวิ่งเข้าเว็บไซต์ข่าวลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบทั้งรูปแบบการวัดผล (KPI) และโมเดลรายได้จากโฆษณาแบบเดิมสำหรับทางรอดของสื่อ คือ การปรับกลยุทธ์สู่ AI Search Optimization (AISO/AEO/GEO) ควบคู่กับการยึด First-party Data และคุณภาพเนื้อหาที่เขียนด้วยมนุษย์จริง ตามหลัก E-E-A-T ของ Google ซึ่งประกอบด้วยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ ความน่าเชื่อถือ และความไว้วางใจ ถือเป็นจุดแข็งที่ AI ผลิตแทนไม่ได้ส่วนคุณก้าวโรจน์ กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่เกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการสื่อดิจิทัลจากยุค SEO สู่ยุค GEO และ AI Agent ซึ่งจะเปลี่ยนพฤติกรรมการค้นหาและเสพสื่อของผู้คน โดยผู้ใช้มือถือมักหยุดอยู่ที่คำตอบแรกจาก AI หรือระบบเสิร์ช ส่งผลให้ทราฟฟิกที่ไหลเข้าเว็บไซต์ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเว็บข่าวที่รายได้โฆษณาไม่เติบโตตามยอดวิวขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง YouTube ก็เผชิญภาวะทราฟฟิกตกทั้งวงการ เนื่องจากผู้ชมย้ายเวลาไปสู่คอนเทนต์แนวตั้ง ดราม่า และเนื้อหาที่สร้างด้วย AI คาดว่าในอนาคต Google และผู้เล่นรายใหญ่จะเร่งหาช่องทางรายได้ใหม่ผ่านโมเดลสมาชิก (Subscription) แทนการพึ่งพาโฆษณาเพียงอย่างเดียว ขณะที่คนทำสื่อต้องยกระดับการใช้ AI จากการสั่งงานแบบ Prompt เดี่ยว ไปสู่การออกแบบ Workflow Automation เต็มรูปแบบในห้องข่าว ภายใต้แนวคิด Human-in-the-Loop ควบคู่ไปกับเรื่องจริยธรรมและกฎหมาย PDPA ซึ่งคาดว่าในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า องค์กรจะถูกผลักดันให้ปรับใช้ระบบอัตโนมัติ และจะใช้งานจริงอย่าวกว้างภายในสิ้นปี องค์กรสื่อที่ปรับตัวได้ทันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ ขณะที่ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ยังคงเป็นตัวชี้ขาดเหนือการผลิตซ้ำของ AIวันเดียวกันนี้ สมาชิกยังร่วมรับฟัง แนวทางการตัดสินรางวัลข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2569 โดย ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ และ กรรมการตัดสินรางวัล กล่าวถึงการยกระดับมาตรฐานงานข่าวสู่เวทีรางวัลวิชาชีพ โดยระบุตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคข่าวสารเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบในทุกช่วงวัย ทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงมากในระดับวินาทีต่อวินาที สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์จึงมุ่งเน้นส่งเสริมการสร้างข่าวคุณภาพที่ส่งผลต่อความคิด ทัศนคติ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มากกว่าการมุ่งเน้นเพียงยอดวิวเพียงอย่างเดียวดร.มานะ กล่าวด้วยว่า ในปีนี้ยังเปิดกว้างให้สามารถใช้เทคโนโลยี AI ในกระบวนการสร้างสรรค์ได้ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือต้องระบุและชี้แจงให้ชัดเจนในเอกสารประกอบว่าใช้ AI ในส่วนประกอบใดบ้าง เพื่อความโปร่งใสและไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อออนไลน์และส่งเสริมให้ประชาชนได้เลือกรับข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งให้กำลังใจคนทำงานสื่อที่ยังคงทุ่มเทผลิตผลงานคุณภาพท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมอบรมยังได้เรียนรู้แนวทางการพัฒนางานข่าวที่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงสังคม ผ่านหัวข้อ “Unlocking Road Safety: มองลึกปัจจัยเสี่ยง เล่าเรื่องเปลี่ยนสังคม” โดย นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประเด็นความปลอดภัยทางถนนถือเป็นหนึ่งในโจทย์ของการประกวดข่าวดิจิทัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2569นพ.ธนะพงศ์ ตั้งโจทย์ท้าทายคนทำข่าวว่า จะทำอย่างไรให้สังคมหลุดออกจากความคุ้นชินกับข่าวอุบัติเหตุที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ แม้ในแต่ละปีจะมีคนไทยเสียชีวิตบนท้องถนนมากกว่าหมื่นราย พร้อมเสนอให้มองเหตุการณ์อุบัติเหตุแต่ละกรณีเป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งยังมีเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัย หรือ Unsafe Condition ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทั้งจากวิถีชีวิต ความเร่งรีบ การใช้โทรศัพท์มือถือ ตลอดจนข้อจำกัดและความผิดพลาดของมนุษย์ในช่วงเวิร์กช็อป ผู้เข้าร่วมอบรมได้ฝึกวิเคราะห์ข่าวอุบัติเหตุ ที่มุ่งให้ผู้เข้าร่วมค้นหาปัจจัยเสี่ยงในแต่ละระดับ พร้อมระบุหน่วยงานหรือเจ้าภาพที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ ตลอดจนทดลองเขียนพาดหัวข่าวที่สะท้อนต้นเหตุเชิงระบบนพ.ธนะพงศ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากเห็นสื่อมวลชนทำหน้าที่ผลักดันข่าวอุบัติเหตุไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เชื่อมโยงความรับผิดชอบไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การนำเสนอข่าวไม่จบลงเพียงการถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ซ้ำ ๆ แต่สามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง
ทันหุ้น • 2 วันที่แล้ว
เบกโลโซ
เบกโลโซ
OPZTV • 19 ก.ค. 69
บริษัทกำจัดWeeb
บริษัทกำจัดWeeb
OPZTV • 21 ก.ค. 69
อ่าน
‘มีที่ มีเงิน’ ปรับเงื่อนไขใหม่หนุน SMEs ลดดอกเบี้ย-ขยายกู้ 10 ปีเป้า 5 พันล.
#ทันหุ้น - นายวีระชัย อมรถกลสุเวช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) บริษัท มีที่ มีเงิน จำกัด ในเครือธนาคารออมสิน เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ว่า บริษัทยังคงยึดมั่นในพันธกิจสำคัญในการช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สิน ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน และเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้อย่างเป็นธรรม ด้วยต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสม“มีที่ มีเงิน” มุ่งเน้นการให้บริการสินเชื่อโดยใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน ทั้งในรูปแบบสินเชื่อจำนองและขายฝาก เพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างสถาบันการเงินกับผู้ที่ยังเข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สิน แต่ขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุน และมีความเสี่ยงต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความท้าทาย ทั้งจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ และผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง บริษัทฯ จึงได้ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อให้มีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงเงินทุนได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ทันหุ้น • 3 ก.ค. 69
อ่าน
กรอ.ดันจีดีพีไทยเกิน3% เดินหน้า4เครื่องยนต์หลัก
#กรอ.#ทันหุ้น -“เอกนิติ” เดินหน้า “กรอ.” ชุดใหม่ ดึงรัฐ–เอกชน“ร่วมออกแบบเศรษฐกิจไทย” ปลดล็อก 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ดันจีดีพีขยายตัวสูงกว่า 3% -เพิ่มสัดส่วนการลงทุน 30% ยกขีดแข่งขันประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกใน 4 ปีดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ยกระดับคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) โดยกรอ. ชุดใหม่ จึงถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่าน 4 เครื่องยนต์หลัก เครื่องยนต์ที่ 1 New Economy Infrastructure Engine คือ การสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น Smart Electronics, Data Center, AI Infrastructure, Automotive แห่งอนาคต, พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มตัวเลขการลงทุนแต่ต้องทำให้การลงทุนใหม่ยกระดับเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ@ดันเศรษฐกิจ เครื่องยนต์ที่ 2 Trade Localization Engine คือการเชื่อมเศรษฐกิจไทยกับตลาดโลก พร้อมกระจายโอกาสลงสู่พื้นที่และผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการยกระดับการท่องเที่ยวคุณภาพ สินค้าและบริการไทย เกษตรและอาหารแห่งอนาคต Soft Powerการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่คุณค่าใหม่เครื่องยนต์ที่ 3 People Engine คือการพัฒนาคนไทยให้พร้อมกับเศรษฐกิจยุคใหม่เพราะปัญหาสำคัญของตลาดแรงงานวันนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการมีงานทำ แต่คือทักษะไม่ตรงกับความต้องการของเศรษฐกิจใหม่ จึงต้องเร่งยกระดับการศึกษา วิจัยและนวัตกรรม Upskill–Reskill และทักษะ AI และดิจิทัล เพื่อให้คนไทยไม่ตกขบวนและมีโอกาสได้งานคุณภาพมากขึ้นเครื่องยนต์ที่ 4 Government Engine คือการเปลี่ยนภาครัฐจากคอขวดให้เป็นผู้สนับสนุนการเติบโต ผ่านการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล เพิ่มความสะดวกในการประกอบธุรกิจ และทำให้การอนุมัติ อนุญาต และบริการภาครัฐรวดเร็ว โปร่งใสและคาดการณ์ได้มากขึ้น“ในขณะที่เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนไปในระดับโครงสร้าง วันนี้คำถามใหญ่ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเศรษฐกิจจะโตเท่าไร แต่คือเราจะโตจากอะไร และจะทำอย่างไรให้การเติบโตนั้นเกิดขึ้นจริงกรอ. จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย โดยมีเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้ขยายตัวสูงกว่า 3% จาก 2.7% เพิ่มสัดส่วนการลงทุนให้เข้าใกล้ 30% ของ GDP และผลักดันขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นสู่กลุ่ม Top 20 ของโลกในระยะ 4 ปี และทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี พร้อมกำหนดให้มีตัวชี้วัดและการติดตามผลทั้งในระยะ 6 เดือน 12 เดือน และตลอดวาระรัฐบาล”@ตั้งคณะอนุกรรมการ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการให้จัดตั้งคณะอนุกรรมการ 4 คณะ เพื่อขับเคลื่อนงานตาม 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ โดยแต่ละคณะจะต้องกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์ Quick Big Win เป้าหมาย ตัวชี้วัด และแผนดำเนินงาน สำหรับระยะเร่งด่วน (6 เดือน) และ Quick Win สำหรับ ระยะกลาง (1 ปี) และระยะยาว (4 ปี) พร้อมรายงานความคืบหน้าต่อ กรอ. ทุก 2 เดือน เพื่อให้การทำงานมีจังหวะติดตามผลต่อเนื่อง ไม่ใช่ประชุมแล้วจบ หัวใจของ กรอ. ชุดนี้คือการเปลี่ยนข้อเสนอให้เป็นผลลัพธ์ ทุกข้อเสนอจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อให้ชัดเจน คือใครเป็นเจ้าภาพจะดำเนินการอย่างไร และจะเห็นผลเมื่อใด เพื่อให้ทุกเรื่องมีเจ้าของ มีแผน และมีความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ทั้งนี้ กรอ. จะให้ความสำคัญกับ 7 สาขาเศรษฐกิจแห่งอนาคต ได้แก่ Smart Electronics, Tourism, Agri Food Processing, Medical Wellness, Retail Trading, Automotive แห่งอนาคต และ Creative Economy ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยมีศักยภาพ และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม การลงทุน งานคุณภาพ และโอกาสให้คนไทยได้กว้างขึ้น เป้าหมายของ กรอ. ไม่ใช่เพียงทำให้ตัวเลข GDP ดีขึ้น แต่คือการทำให้เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ใหม่ที่แข็งแรงกว่าเดิมแข่งขันได้กว่าเดิม และสร้างโอกาสได้กว้างกว่าเดิม โดยเฉพาะให้ SME ไทยเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่คุณค่าใหม่เป็น Supplier เป็น Service Provider เป็น Partner และได้รับการยกระดับมาตรฐาน เทคโนโลยี และผลิตภาพไปพร้อมกับการลงทุนใหม่
ทันหุ้น • 23 มิ.ย. 69
อ่าน
ถอดสูตรสำเร็จยุค AI นายกสมาคมประกันชีวิตไทย
ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในทุกอุตสาหกรรม ธุรกิจประกันชีวิตก็เป็นหนึ่งในนั้นที่ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทว่า.. ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่เรื่องของงบประมาณหรือความล้ำสมัยของเทคโนโลยี แต่กลับเป็นเรื่องของ "การบริหารคน"นุสรา (อัสสกุล) บัญญัติปิยพจน์ นายกสมาคมประกันชีวิตไทย ได้ให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวผ่านการเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษหัวข้อ “Leadership Priorities in Life Insurance: Driving Culture, Embracing Diversity, and Enhancing Workforce Agility” ภายใต้ “โครงการพัฒนาบุคลากรประกันชีวิตนานาชาติ 2569” (ASEAN Life Insurance Leadership Program: ALIP) โดยได้ร่วมแบ่งปันวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารจัดการองค์กรในยุคขับเคลื่อนด้วยการเปลี่ยนแปลง มุ่งเน้นการหล่อหลอมวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง การเปิดรับความหลากหลายเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับความท้าทายในธุรกิจประกันชีวิตระดับสากล ซึ่งมีประเด็นเชิงลึกเกี่ยวกับจุดตัดระหว่างเทคโนโลยีและมนุษย์ไว้อย่างน่าสนใจ*นิยามใหม่ของผู้นำ เติมพลังคน ก่อน เติมระบบนุสราได้ให้แนวคิดที่สร้างแรงบันดาลใจว่า หน้าที่สำคัญของผู้นำยุคใหม่คือการเป็น "พันธมิตรในการขับเคลื่อนร่วมกัน" (Execution Partnership) และส่งเสริมให้พนักงานเข้าใจถึงเป้าหมายและวิธีการทำงานอย่างแท้จริง"ระบบเทคโนโลยีที่ดีที่สุด จะแสดงประสิทธิภาพได้สูงสุดก็ต่อเมื่ออยู่ในมือของคนที่พร้อมและเข้าใจ หน้าที่ของผู้นำจึงเป็นการพัฒนาและเตรียมความพร้อมของบุคลากรให้เต็มศักยภาพ เพื่อให้เทคโนโลยีที่ลงทุนไปคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กรและลูกค้า"*พิมพ์เขียว AI 3 ระดับ พันธมิตรทางกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงเทคโนโลยี AI ในมุมมองของคุณนุสราไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมความมั่นคงและแม่นยำให้กับธุรกิจ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจ โดยคุณนุสราได้แนะนำกรอบการประยุกต์ใช้ AI ใน3 ระดับ เพื่อให้องค์กรค่อย ๆ เรียนรู้และเติบโตไปทีละสเต็ประดับบุคคล (Generative AI) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดงานประจำ เช่น การสรุปเอกสารและเตรียมงานนำเสนอ ทำให้พนักงานมีเวลาไปสร้างสรรค์งานส่วนอื่นระดับแกนหลัก (Predictive AI) ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและคาดการณ์ความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ทำให้การรับประกันภัยมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นระดับขั้นสูง (Agentic AI) การจัดระบบอัตโนมัติแบบครบวงจร (End-to-End) ที่ช่วยก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ ๆนอกจากนี้ ยังแนะนำเคล็ดลับเชิงบวกให้องค์กรเริ่มต้นทดลองจากเครื่องมือที่เข้าถึงได้ง่าย เช่น ระบบสำหรับทดลองใช้งานในรูปแบบไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความคุ้นเคยและมั่นใจให้กับทีมงานก่อนขยับขยาย*สร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ปลุกพลังแห่งการเรียนรู้การขับเคลื่อนองค์กรในยุคนี้เน้นไปที่การสร้าง "วัฒนธรรมแห่งการสนับสนุน (Culture of Support)" และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตวิทยา (Psychological Safety) เพื่อให้พนักงานกล้าคิด กล้าทำ และกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ โดยมีผู้นำที่พร้อมรับฟังและเคียงข้างในทุกความท้าทาย ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยปลดล็อกความมั่นใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ (Growth Mindset) ให้กับบุคลากรได้อย่างดีเยี่ยม*4 สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญในการกำกับดูแล เพื่อความอุ่นใจของลูกค้าเพื่อให้การนำ AI มาใช้เป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างความเชื่อมั่นสูงสุด คุณนุสราได้มอบแนวทางปฏิบัติ4 ข้อสำคัญ (Four Governance Priorities)รักษาความลับ ปกป้องข้อมูลความเป็นส่วนตัวของลูกค้าอย่างเข้มงวดปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ มุ่งเน้นความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Explainability) สอดคล้องกับ PDPA และ ปฏิบัติตามแนวทางของหน่วยงานกำกับHuman in the Loop ให้มนุษย์เป็นผู้ดูแลลูกค้าในขั้นตอนสุดท้ายเสมอ โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และความละเอียดอ่อนในบริบทที่ AI ยังไม่สามารถทำได้ดีพอตรวจสอบความถูกต้อง มีกลไกคอยตรวจสอบซ้ำข้อมูลร่วมกับ AI เพื่อความถูกต้องแม่นยำที่สุด*หัวใจที่เทคโนโลยีไม่มีวันแทนที่เป้าหมายที่แท้จริงของการทำ Transformation ในครั้งนี้ ไม่ใช่การลดบทบาทของคน แต่คือ "การเพิ่มศักยภาพให้คนทำงานได้สร้างสรรค์และมีคุณค่ามากขึ้นกว่าเดิม" โดยขับเคลื่อน 3 ปัจจัยร่วมกันเสมอคือข้อมูล (Data) ระบบ (System) และ คน (People)นุสราได้ฝากแง่คิดอันลึกซึ้งและอบอุ่นทิ้งท้ายไว้ว่า "ไม่ว่าเทคโนโลยีจะชาญฉลาดเพียงใด แต่ธุรกิจประกันชีวิตเติบโตได้ด้วย 'ความรู้สึก' และ 'ความไว้วางใจ' AI อาจช่วยเสริมประสิทธิภาพให้เราทำงานได้เร็วขึ้น แต่ 'สัมผัสของความเป็นมนุษย์ (Human Touch)' และความเห็นอกเห็นใจ คือสิ่งล้ำค่าที่ไม่มีอะไรมาทดแทนได้ ในอุตสาหกรรมที่ดำรงอยู่เพื่อดูแลและปกป้องชีวิตของผู้คน"
ทันหุ้น • 16 มิ.ย. 69
อ่าน
ACE เปิดปมกำไรโตแรง ลั่นไตรมาส 2 โดดเด่นต่อ
#ACE #ทันหุ้น – ACE รับเหตุกำไร Q1 พุ่งแรง 39% กวาด 314 ล้านบาท อานิสงส์โรงไฟฟ้าโซลาร์หนุนกำไรขั้นต้นพุ่ง พร้อมบริหารต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซีอีโอ "ธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ" แย้มแนวโน้มไตรมาส 2 สดใสต่อเนื่อง เตรียมรับรู้รายได้จากโครงการที่ COD ใหม่แบบเต็มไตรมาส รุก MA พร้อมชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน ชูฐานะการเงินแกร่ง D/E ต่ำ นายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE เปิดเผยกับ "ทันหุ้น" หลังผลประกอบการไตรมาส 1 สามารถสร้างผลกำไรเติบโตแรงว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2 และช่วงที่เหลือของปี 2569 ยังคงเป็นไปในทิศทางที่ดีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าที่เปิดขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เข้ามาอย่างต่อเนื่อง และจะได้รับผลงานจากโรงไฟฟ้าโซลาร์ 2 แห่งในจังหวัดหนองคาย และกำแพงเพชร จำนวน 13.29 เมกะวัตต์ ที่เพิ่งเปิดดำเนินการไปในช่วงไตรมาส 1 เข้ามาเต็มไตรมาสเป็นครั้งแรกด้วย "ไตรมาส 2 แนวโน้มก็น่าจะดีขึ้นตามจำนวนโรงไฟฟ้าที่ COD เพิ่มเติมไป ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้จะเริ่มรับรู้รายได้แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยมากขึ้น" ผู้บริหาร ACE กล่าวเสริม@ปมงบโดดแรง ทั้งนี้ ACE แจ้งผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและบริการรวม 1,591.6 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิพุ่งสูงถึง 314.4 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 39.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า (YoY) ที่มีกำไรสุทธิ 226.1 ล้านบาท และหากเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ทำได้ 212.9 ล้านบาท จะพบว่ากำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 47.6% นายธนะชัย ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้กำไรในไตรมาสนี้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ มาจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นจากกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Farm) ที่บริษัทได้เดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในส่วนของดอกเบี้ยจ่ายที่ปรับตัวลดลงตามทิศทางตลาดและโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัท "การเติบโตอย่างโดดเด่นนับเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ โดยสามารถสร้างผลกำไรสุทธิได้อย่างน่าประทับใจท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับนักลงทุนในกลุ่มพลังงานสะอาด"@ ลุยดีล MA-ชิงเค้กพลังงานหมุนเวียน PDP 2024 นายธนะชัย กล่าวว่า ในปีนี้บริษัทยังจะมีการจ่ายไฟเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน (MSW) จะเปิด COD เพิ่มอีก 1 โครงการ กำลังการผลิต 9.90 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะเป็นโครงการในจังหวัดนครราชสีมาที่มีกำหนดการภายในปี 2569 ด้วยซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนผลงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตแข็งแกร่งยิ่งขึ้น สำหรับการขยายธุรกิจผ่านการควบรวมหรือซื้อกิจการ (MA) นั้น ACE ยังคงเปิดรับโอกาสอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเจรจากับพันธมิตรและเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าสะอาดอยู่เป็นระยะที่สำคัญ ACE ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างมาก โดย ACE มั่นใจในศักยภาพและความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยีและเงินทุนในการเข้าแข่งขันเพื่อคว้าโครงการใหม่ๆ เข้ามาเสริมพอร์ต@ D/E ต่ำ-ดอกเบี้ยลดหนุน หนึ่งในจุดแข็งที่สำคัญของ ACE คือโครงสร้างทางการเงินที่มั่นคง โดยระดับหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ยังคงอยู่ในระดับต่ำและค่อนข้างคงที่ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทฯ ยังมีความสามารถในการกู้ยืมเงิน (Gearing Capacity) เพื่อรองรับการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในอนาคตได้อีกมากโดยไม่กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน นอกจากนี้ การที่อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อ ACE เนื่องจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเห็นได้จากตัวเลขในงบการเงินที่ดอกเบี้ยจ่ายลดลงอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงได้@ พอร์ตโรงไฟฟ้าอื้อ ปัจจุบัน ACE ถือครองพอร์ตโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดรวมทั้งสิ้น 91 โครงการ มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 757.52 เมกะวัตต์ โดยแบ่งเป็น โครงการที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) แล้ว : จำนวน 47 โครงการ กำลังการผลิตรวม 466.94 เมกะวัตต์ โครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา จำนวน 44 โครงการ กำลังการผลิตรวม 290.58 เมกะวัตต์ ไฮไลต์สำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือ พัฒนาการของโครงการโซลาร์ฟาร์มกลุ่ม 18 โครงการ (สัญญา FiT ปี 2565-2573) ซึ่งล่าสุดสามารถเปิด COD เพิ่มได้อีก 2 โครงการ (PPA รวม 13.29 เมกะวัตต์) ทำให้ปัจจุบันมีการ COD ในกลุ่มนี้ไปแล้วรวม 15 โครงการ ส่วนที่เหลืออีก 3 โครงการคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิด COD ได้ทั้งหมดภายในปี 2570 นอกจากนี้ ACE ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ด้วยการชนะประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะเทศบาลเมืองสะเดา จ.สงขลา ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ (PPA 8.0 เมกะวัตต์) ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตโรงไฟฟ้าขยะชุมชนกระจายอยู่ทั่วประเทศรวมถึง 10 แห่ง ACE ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเติบโตทางตัวเลขเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายใหญ่สู่การเป็นองค์กรที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี พ.ศ. 2593 เพื่อก้าวสู่การเป็น "ต้นแบบผู้นำด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของโลก" ซึ่งการขยายโรงไฟฟ้าขยะชุมชน โรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ ล้วนเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายดังกล่าว พร้อมสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 19 พ.ค. 69
อ่าน
SUSCO เปิดงบ Q1 รายได้ 7,067ล. ขยายปั๊มพ่วงธุรกิจนอนออยล์โต
#ทันหุ้น - บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) เปิดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/69 มีรายได้รวม 7,067 ล้านบาท กำไรสุทธิ 92.47 ล้านบาท ผลจากบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหาร “นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์” กล่าวว่าปี 69 พร้อมเดินหน้าขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 10 แห่งเพื่อเข้าสู่เป้าหมายรวม 280 แห่ง ภายใน 2 ปีข้างหน้า พร้อมแตกไลน์ธุรกิจนอนออยล์ ประเมินธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องหวังเป็น New S-Curve สร้างรายได้ระยะยาว หนุนองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการSmart Energy Mobility Solutions เต็มรูปแบบนายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซัสโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SUSCO หนึ่งในผู้จัดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและธุรกิจพลังงานแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2569 (สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569) บริษัทฯ มีรายได้รวมอยู่ที่ 7,067 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 92.47 ล้านบาท “ผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1/2569 บริษัทฯยังคงเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัยทั้งสถานการณ์ภายในประเทศและนอกประเทศแต่ก็ยังสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการควบคุมต้นทุนการบริหารสาขาและการขยายธุรกิจใหม่ๆโดยจากการวางแผนและกลยุทธ์ธุรกิจอย่างรอบคอบคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้ยอดขายรวมปีนี้เติบโตประมาณ 8% พร้อมผลักดันองค์กรสู่การเป็นผู้ให้บริการด้าน Smart Energy Mobility Solutions ได้อย่างเต็มรูปแบบ” นายชัยฤทธิ์กล่าวสำหรับในปีนี้ บริษัทฯ วางแผนขยายสถานีบริการน้ำมันเพิ่มอีก 10 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายสถานีบริการน้ำมันให้ครบ 280 แห่งภายในระยะเวลา 2 ปี โดยการขยายสาขาดังกล่าวจะช่วยเพิ่มปริมาณจำหน่ายน้ำมันรวมของบริษัทฯ ได้โดยตรง อีกทั้งยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้นขณะที่ในส่วนของธุรกิจนอนออยล์ ในแง่ของรายได้ยังคงสร้างผลตอบแทนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการ SUSCO SQUARE ซึ่งปัจจุบันมี 4 แห่ง โดยสาขาปิ่นเกล้า ได้เปิดให้บริการเมื่อต้นปี 2569 และถูกวางให้เป็น “ต้นแบบ” สำหรับการต่อยอดและขยายธุรกิจนอนออยล์ในอนาคต เนื่องจากเป็นธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้ประจำทั้งจากสัญญาเช่าพื้นที่ รวมถึงช่วยเพิ่มจำนวนลูกค้าและการเข้าใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมันมากขึ้น ส่งผลดีต่อภาพรวมของธุรกิจทั้งในด้านรายได้และความแข็งแกร่งของฐานลูกค้าในระยะยาวนอกจากนี้ ธุรกิจรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ของบริษัทฯ ยังมีทิศทางเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 มียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 60% อยู่ที่ 3,758 คัน ทำให้คาดว่าตลาดรถ EV ในปีนี้ของไทยจะเติบโตอีกราว 5.5 – 6% จากกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งจะขยายธุรกิจให้เช่าซื้อและเช่ารถ EV ควบคู่กันไป โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มไม่น้อยกว่า 500 คัน ภายในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า ซึ่งธุรกิจเหล่านี้จะถือเป็น New S-Curve สำคัญที่จะเข้ามาช่วยสร้างการเติบโตและเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ให้กับบริษัทในระยะยาวขณะเดียวกันการบริหารต้นทุนและการต่อยอดธุรกิจพลังงาน บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และ Solar Rooftop อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการติดตั้ง EV Charger ภายในสถานีบริการน้ำมันไปแล้ว 58 สถานี รวมจำนวนหัวชาร์จ 143 หัวชาร์จ และติดตั้ง Solar Rooftop แล้ว 53 สถานี ซึ่งนอกจากจะช่วยรองรับการเติบโตของผู้ใช้รถ EV แล้ว ยังช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานของสถานีบริการได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มโอกาสสร้างรายได้เสริมจากบริการด้านพลังงาน และช่วยเสริมภาพลักษณ์ด้านธุรกิจพลังงานสะอาดของบริษัทฯ อีกด้วย
ทันหุ้น • 15 พ.ค. 69
อ่าน
INSETแบ็กล็อกนิวไฮ เด้งรับเมกะโปรเจ็กต์
#INSET #ทันหุ้น – INSET รับอานิสงส์เมกะโปรเจ็กต์ Data Center หลัง BOI ไฟเขียว 6 โครงการยักษ์มูลค่ารวมกว่า 9.58 แสนล้านบาท TikTok ทุ่มลงทุนติดตั้ง Server เพิ่ม 8.42 แสนล้านบาท ฟากบอสใหญ่ “ศักดิ์บวร พุกกะณะสุต” โชว์ Backlog นิวไฮ 3,900 ล้านบาท พร้อมลุยประมูลงานใหม่ 5,000-6,000 ล้านบาท มั่นใจปี 69 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 10%นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟราเซท จำกัด (มหาชน) หรือ INSET ผู้ให้บริการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า กรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 958,168 ล้านบาท โดยเฉพาะโครงการของ TikTok ที่มีมูลค่าลงทุน 842,350 ล้านบาท เพื่อขยายการลงทุนติดตั้ง Server เพิ่มเติม ถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อธุรกิจของ INSET เนื่องจากเป็นลักษณะงานที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและดำเนินธุรกิจอยู่อย่างไรก็ตาม กระบวนการก่อสร้างจริงอาจต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี จึงจะเริ่มเกิดขึ้น โดยโครงการของ TikTok ในครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดการลงทุนระยะที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เคยได้รับการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในรอบแรกแล้ว*Backlog 3.9 พันล.สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2569 บริษัทยังคาดว่าจะเติบโตได้ดีและมีความแข็งแกร่ง จากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ หรือ Backlog ที่ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 3,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับปกติที่เคยอยู่ราว 1,000-2,000 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 50-60% เนื่องจากงานก่อสร้างส่วนใหญ่ใช้ระยะเวลาดำเนินงานประมาณ 16-18 เดือนนอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่อีกประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าผลการดำเนินงานทั้งปี 2569 จะสามารถเติบโตได้ตามแผนไม่ต่ำกว่า 10% โดยปัจจุบันสัดส่วนงานของบริษัทมาจากภาคเอกชนประมาณ 70% ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลัก และภาครัฐประมาณ 30% โดยบริษัทจะเน้นงานโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเป็นหลัก*บริหารต้นทุนส่วนประเด็นต้นทุนการก่อสร้างและค่าไฟฟ้าที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อยและไม่เป็นนัยสำคัญ เนื่องจากการใช้ไฟฟ้าจะเกิดขึ้นในช่วงระหว่างการก่อสร้างและการทดสอบระบบเท่านั้น เมื่อบริษัทก่อสร้างและส่งมอบงานแล้ว ค่าไฟฟ้าจากการใช้งานจริงจะเป็นภาระของผู้ว่าจ้างหรือลูกค้าขณะเดียวกัน ราคาทองแดงและสายไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นมีผลต่อต้นทุนบางส่วน แต่บริษัทได้วางแผนจัดซื้อล่วงหน้าสำหรับโครงการที่มีอยู่ในมือแล้ว จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนโครงการใหม่ที่อยู่ระหว่างยื่นประมูล บริษัทได้ปรับสมมติฐานต้นทุนให้สอดคล้องกับราคาตลาดปัจจุบันไว้ในข้อเสนอเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาวัตถุดิบที่อาจปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต
ทันหุ้น • 12 พ.ค. 69
อ่าน
บสย.จับมือออมสิน ปล่อยค้ำสินเชื่อดอกต่ำ ฟรีค่าธรรมเนียม 3 ปี ช่วย SMEs ฝ่าวิกฤต
#ทันหุ้น บสย. ผนึก Soft Loan ออมสิน และพันธมิตรธนาคาร “ค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ”ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำฯ 3 ปีแรก ช่วย SMEs ประหยัดต้นทุน ฝ่าพิษเศรษฐกิจดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวว่า บสย. ร่วมกับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท และสถาบันการเงินรัฐและเอกชน จัด “โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ “บสย. Quick Big Win” วงเงิน 50,000 ล้านบาท ร่วมกับค้ำประกันยาว 7 ปี ฟรี! ค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ปีที่ 4-7 ค่าธรรมเนียมต่ำเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4 โดยค้ำประกันให้กับกลุ่ม “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” ของธนาคารต่างๆ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี ช่วย SMEs ประหยัดต้นทุน ลดภาระทางการเงิน เสริมสภาพคล่องให้ธุรกิจปัจจุบันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำของสถาบันการเงินต่างๆ ที่มี บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ภายใต้โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Win มีหลากหลายกลุ่ม ครอบคลุมทุกความต้องการของ SMEs ตั้งแต่กลุ่มรายย่อย Micro SMEs พ่อค้า แม่ค้า อาชีพอิสระ ไปจนถึงกลุ่ม SMEs ทั่วไป ที่ต้องการสินเชื่อตั้งแต่ 1 หมื่นบาท – 40 ล้านบาท อาทิ สินเชื่อ SMEs Recharge ของธนาคารออมสิน, สินเชื่อ sSME Smart shop ของธนาคารกรุงไทย, สินเชื่อเพื่อธุรกิจใหม่ ของธนาคารไทยพาณิชย์, สินเชื่อเขียวตบโต๊ะ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และสินเชื่อ Soft Loan พลิกฟื้น SMEs ไทย ของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นต้นสำหรับโครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ มุ่งช่วยผู้ประกอบการ SMEs กลุ่มต่างๆ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ผ่านกลไกการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ในต้นทุนทางการเงินที่ต่ำ ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านธนาคารออมสิน ช่วย SMEs รับมือเศรษฐกิจที่ผันผวน และวิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ การขนส่งพุ่งสูงขึ้น“โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จะช่วยให้ SMEs ทั้งกลุ่มที่ต้องการสินเชื่อเพื่อลงทุน ขยายกิจการ สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง ขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับธุรกิจที่ประสบปัญหา และอยู่ระหว่างการพลิกฟื้น สามารถประคับประคองและผ่านพ้นไปได้” นายสิทธิกร กล่าวผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วม “โครงการค้ำประกันสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ” สามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงิน พร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาที่ LINE OA : @tcgfirst ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงิน SMEs (บสย. F.A. Center) หรือสำนักงานเขต บสย. 11 แห่งทั่วประเทศ และ บสย. Call Center โทร. 02-890-9999
ทันหุ้น • 29 เม.ย. 69
อ่าน
บสย. เผยไตรมาสแรกยอดค้ำประกันโต 2.87 เท่า ขานรับนโยบายช่วยคนตัวเล็ก
#ทันหุ้น บสย.เผยผลดำเนินงานไตรมาส1/2569ยอดค้ำประกันสินเชื่อโต2.87เท่าขานรับนโยบายรัฐช่วยคนตัวเล็กปลดล็อกSMEsเข้าถึงสินเชื่อ ดร.สิทธิกรดิเรกสุนทรกรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เปิดเผยว่าผลดำเนินงานไตรมาสที่1ปี2569 (ม.ค. -มี.ค. 2569)บสย.ประสบความสำเร็จด้วยยอดค้ำประกันสินเชื่อ23,448ล้านบาทคิดเป็น33%จากเป้าหมายปี2569ที่ตั้งเป้ายอดค้ำประกันสินเชื่อกว่า70,000ล้านบาทหากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(Year on Year)พบว่าสูงขึ้นถึง2.87เท่าโดยมีส่วนสำคัญในการช่วยพยุงสินเชื่อในระบบที่ติดลบต่อเนื่องถึง14ไตรมาสให้ขยายตัวเพิ่มขึ้น26,032ล้านบาทช่วยSMEsและรายย่อยMicro SMEsได้รับสินเชื่อ27,353รายรักษาการจ้างงานรวม195,641ตำแหน่งและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ96,842ล้านบาทปัจจัยสำคัญมาจาก“มาตรการค้ำประกันสินเชื่อบสย. Quick Big Win”หนึ่งในมาตรการ"กระตุ้นเศรษฐกิจ"ของรัฐบาลโดยกระทรวงการคลังเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับSMEsรายย่อยที่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือขาดคนค้ำประกันสามารถตอบโจทย์SMEsได้อย่างตรงจุดมาตรการค้ำประกันสินเชื่อQuick Big Winตอบโจทย์SMEsตรงจุดมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. Quick Big Winวงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท ตั้งแต่ออกมาตรการเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 มียอดค้ำประกัน 24,864 ล้านบาท คิดเป็นเกือบ 50% ของวงเงินโครงการ 50,000 ล้านบาท ช่วย SMEs ได้รับสินเชื่อ 30,684 ราย ด้วยจุดเด่น ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 3 ปีแรก ค้ำประกันยาว 7 ปี และเป็นครั้งแรกที่มีการนำเครื่องมือเครดิตสกอริ่ง TCG Score ของ บสย. มาใช้กับมาตรการรัฐ เพื่อกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมตามระดับความเสี่ยง Risk-based Pricing (RBP) ด้วยอัตราค่าธรรมเนียมเริ่มต้นเพียง 1% ต่อปี ตามวงเงินคงเหลือในปีที่ 4 พร้อมกับเพิ่มอัตราชดเชย NPL สูงขึ้น (Max Claim) เพื่อดูดซับความเสี่ยงด้าน Credit Cost ลดอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate) ทำให้สถาบันการเงินกล้าปล่อยสินเชื่อให้ SMEs มากยิ่งขึ้น ประเภทธุรกิจค้ำประกันสูงสุด3ลำดับแรกในไตรมาสที่1ได้แก่1.ภาคบริการ35.1% 2.อาหารและเครื่องดื่ม9.2%และ3.การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ9%ซึ่งทั้ง3ประเภทครองสัดส่วนค้ำประกัน53.3%สะท้อนอุตสาหกรรมหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในช่วง3เดือนแรกของปีนี้โดยกรุงเทพฯและปริมณฑลมีสัดส่วนยอดค้ำประกันสูงสุดคิดเป็น48%ตามด้วยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ15%ภาคใต้10%ภาคเหนือ9%ภาคตะวันออก9%ภาคกลาง5%และภาคตะวันตก4%มาตรการแก้หนี้ช่วยลูกหนี้ที่บสย.จ่ายเคลม“ปลดหนี้”ลดต้นสูงสุด50%นอกจากช่วยSMEsรายย่อยเข้าถึงสินเชื่อแล้วบสย.ยังมุ่งช่วยSMEsที่ถูกจ่ายเคลมผ่านการปรับโครงสร้างหนี้ตามมาตรการ“บสย.พร้อมช่วย”โดยไตรมาสที่1ประสบความสำเร็จในการช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้รวม25,899รายคิดเป็นมูลหนี้รวม16,763ล้านบาท(ตั้งแต่ออกมาตรการในปี2563ถึงไตรมาส1ปี2569)เฉพาะไตรมาสที่1ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้1,575รายคิดเป็นมูลหนี้630ล้านบาทและสามารถช่วยลูกหนี้“ปลดหนี้”ปิดบัญชีได้สูงถึง384รายคิดเป็นมูลหนี้93ล้านบาทนอกจากนี้ยังเดินหน้าช่วยเหลือลูกหนี้“กลุ่มเปราะบาง” (ยอดหนี้คงเหลือไม่เกิน2แสนบาท)ภายใต้มาตรการบสย.พร้อมช่วยที่ต้องการปลดหนี้ปิดบัญชีมอบส่วนลดเงินต้นสูงสุด50%และลดต้นสูงสุด40%สำหรับลูกหนี้SMEsยอดหนี้คงเหลือมากกว่า2แสนบาทพร้อมกันนี้ยังเตรียมจัดกิจกรรมเชิงรุกต่างๆอาทิกิจกรรม“บสย.พร้อมค้ำพร้อมช่วยปี2”ส่งผู้เชี่ยวชาญทางการเงินลงพื้นที่ไปยังภูมิภาคต่างๆเพื่อสานต่อการช่วยเหลือลูกหนี้บสย.พร้อมให้คำปรึกษาทางการเงินแก่SMEsทั่วไปโดยสามารถติดตามข้อมูลและรายละเอียดของกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ของบสย.ลุยค้ำฯรายย่อย-รถกระบะไฟฟ้าตอบรับกระแสEVรับวิกฤตพลังงานดร.สิทธิกรกล่าวย้ำว่าแผนงานตลอดปีนี้บสย.พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือSMEsคนตัวเล็กโดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยMicro SMEsพ่อค้าแม่ค้ากลุ่มอาชีพอิสระซึ่งเป็นเศรษฐกิจฐานรากถือเป็น“กลุ่มเปราะบาง”ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลต่อต้นทุนดำเนินงานการทำมาค้าขายและสภาพคล่องทางธุรกิจหนึ่งในนั้นคือมาตรการค้ำประกันสินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ“กระบะพี่มีคลังค้ำ”ซึ่งได้ขยายระยะเวลารับคำขอจนถึงสิ้นปี2569ช่วยSMEsรายย่อยอาชีพอิสระกลุ่มเกษตรกรและธุรกิจขนส่งขนาดเล็กสามารถซื้อรถกระบะเป็นเครื่องมือทำมาหากินได้ง่ายขึ้นครอบคลุมทั้งรถกระบะสันดาปและรถกระบะไฟฟ้า(EV)ซึ่งตอบโจทย์สถานการณ์วิกฤตพลังงานในขณะนี้จากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้นและอนาคตเตรียมขยายการค้ำประกันไปที่“มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า”เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มอาชีพอิสระที่ใช้รถมอเตอร์ไซค์ประกอบอาชีพพัฒนาแพลตฟอร์มSMEs Firstลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสินเชื่อของSMEsปัจจุบันบสย.อยู่ระหว่างพัฒนาแพลตฟอร์ม“SMEs First”เพื่อให้SMEsรายย่อยเข้ามาประเมินศักยภาพและความพร้อมในการขอสินเชื่อกับบสย.ก่อนเป็นการพัฒนาและเพิ่มศักยภาพด้านเครดิต(Credit Capacity and Enhancement)โดยบสย.จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางSMEs’ Gatewayเชื่อมต่อSMEsทุกกลุ่มที่ขาดสภาพคล่องและขาดหลักทรัพย์หรือขาดคนค้ำประกันให้สามารถเข้าถึงผู้ให้บริการทางการเงินทั้งสถาบันการเงินและผู้ให้บริการสินเชื่อประเภทNon-Bankที่เหมาะสมซึ่งถือเป็นการพลิกโฉมการเข้าถึงสินเชื่อและการให้บริการของบสย. (New Customer Journey)“โจทย์หลักของบสย.ปีนี้คือการสร้างโอกาสทางการเงินให้SMEsพร้อมเป็นเครื่องมือหลักประคับประคองเศรษฐกิจฐานรากเพื่อปลดล็อกSMEsเข้าถึงสินเชื่อและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้แนวคิดมุ่งลดความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงสินเชื่อของSMEs (Financial Inclusion)เพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้SMEsควบคู่กับการยกระดับองค์กรรองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่Virtual Bank Ecosystem”ดร.สิทธิกรกล่าวสำหรับSMEsที่ประสบปัญหาทางธุรกิจสามารถขอคำปรึกษาได้ที่ศูนย์ที่ปรึกษาทางการเงินSMEs (บสย. F.A. Center)ซึ่งกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศฟรี!ไม่มีค่าใช้จ่ายนอกจากนี้บสย.ยังเพิ่มความสะดวกให้กับSMEsสามารถเข้ามาตรวจสุขภาพทางการเงินพร้อมจองคิวขอรับคำปรึกษาทางการเงินฟรี!ได้ที่LINE OA : @tcgfirstหรือสอบถามผ่านบสย. Call Centerโทร. 02-890-9999
ทันหุ้น • 21 เม.ย. 69
อ่าน
TSE เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมโปรไฟล์หลอกลงทุนโรงไฟฟ้า ยันไม่มีนโยบายชักชวนผ่านโซเชียล
#ทันหุ้น #2026 #SET #TSE เตือนภัย! มิจฉาชีพปลอมโปรไฟล์หลอกลงทุนโรงไฟฟ้า ยันไม่มีนโยบายชักชวนผ่านโซเชียลบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ TSE เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้มีกลุ่มบุคคลแอบอ้างชื่อ ข้อมูล รูปภาพโครงการ และตราสัญลักษณ์ของบริษัทฯ ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก และอีเมล เพื่อหลอกลวงและชักชวนประชาชนให้ร่วมลงทุนผ่านช่องทางดังกล่าว รวมถึงการเข้ากลุ่มไลน์เพื่อร่วมกิจกรรมหารายได้พิเศษ หรือร่วมลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจโรงไฟฟ้าบริษัทฯ จึงขอเรียนแจ้งเตือนประชาชนและนักลงทุนทุกท่าน โปรดอย่าหลงเชื่อการแอบอ้างดังกล่าว และขอความกรุณาอย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล หรือโอนเงินให้แก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลดังกล่าวโดยเด็ดขาดทั้งนี้ บริษัทฯ ขอยืนยันว่า บริษัทฯ ไม่มีนโยบายในการชักชวนให้ลงทุนผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ดังกล่าวตามที่มีการแอบอ้างแต่อย่างใด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มหรือกิจกรรมการลงทุนหรือกิจกรรมหารายได้พิเศษใด ๆ ตามที่ถูกกล่าวอ้างรวมทั้งไม่เคยอนุญาตหรือสนับสนุนให้มีการนำชื่อ รูปภาพ ตราสัญลักษณ์ หรือข้อมูลของบริษัทฯ ไปใช้เพื่อการโฆษณา หรือชักชวนการลงทุนในลักษณะดังกล่าวสำหรับข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ จะถูกเผยแพร่ผ่านเว็บไซต์และสื่อสังคมออนไลน์อย่างเป็นทางการของบริษัทฯ เท่านั้น หากท่านพบเห็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย หรือเข้าข่ายการหลอกลวง สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนตำรวจไซเบอร์ 1441 เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบ หรือแจ้งข้อมูลมายังหน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์ (IR) ของบริษัทฯ โทรศัพท์ 02-258-4530 ถึง 3 ต่อ 2311บริษัทฯ ขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใส และในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ถือหุ้น นักลงทุน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนอย่างสูงสุด
ทันหุ้น • 7 เม.ย. 69
อ่าน
SQ คว้างานเหมืองหงสาใน สปป.ลาว มูลค่า 340 ล้านบาท
#ทันหุ้น #2026 #SET #SQ คว้างานเหมืองหงสาใน สปป.ลาว มูลค่า 340 ล้านบาทบริษัท สหกลอิควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ขอแจ้งให้ทราบว่า บริษัทได้ร่วมลงนามสัญญาจ้างงานสนับสนุนและบริการด้านเหมืองแร่ (Mining Support and Services Agreement (MSSA)) ณ เมืองหงสา แขวงไซยะบุรี สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว กับบริษัท ไฟฟ้าหงสา จำกัด (“ผู้ว่าจ้าง”) โดยมีมูลค่าสัญญารวมประมาณ 340,000,000 บาท (สามร้อยสี่สิบล้านบาทถ้วน) ทั้งนี้ ระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571
ทันหุ้น • 3 เม.ย. 69
อ่าน
บสย.โชว์ 2 เดือนยอดค้ำพุ่ง 1.45 หมื่นล้าน หวังดันเป้าทั้งปี 7 หมื่นล้าน
#ทันหุ้น บสย.โชว์ 2 เดือนยอดค้ำพุ่ง 1.45 หมื่นล้าน หวังดันเป้าทั้งปี 7 หมื่นล้าน ชูยุทธศาสตร์“3-Prompt”ขยายโอกาสSMEsเข้าถึงสินเชื่อเดินหน้าเชื่อมต่อVirtual Bankนายสิทธิกรดิเรกสุนทรกรรมการและผู้จัดการทั่วไปบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)เผยว่า ใน 2 เดือนแรกของปีนี้บสย.ให้การค้ำประกันสินเชื่อแก่SMEsแล้ว1.45หมื่นล้านบาทสูงกว่า4.4เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วโดยเป็นผลจากมาตรการสนับสนุนของรัฐ“ จากยอดการค้ำประสินเชื่อในช่วงสองเดือนดังกล่าว สามารถทำให้ SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบรวม 1.78 หมื่นราย และก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 6 หมื่นล้านบาท”เขากล่าวว่าสินเชื่อSMEsซึ่งหดตัวติดต่อกัน14ไตรมาสทำให้รัฐบาลมีมาตรการสนับสนุนการค้ำประกันสินเชื่อSMEsภายใต้โครงการQuick Big Winวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรวม5หมื่นล้านบาทโดยมีแรงจูงใจที่สำคัญคือการฟรีค่าธรรมเนียมการค้ำประกันในสามปีแรกและระยะเวลาค้ำประกันยาว7ปีเขายังกล่าวอีกว่าในปีนี้บสย.จะเข้าไปช่วยลูกหนี้ที่เป็นNon Performing Guarantee (NPG)เพื่อให้ลูกหนี้เหล่านั้นสามารถลดภาระหนี้หรือปลดหนี้ได้โดยตั้งเป้าหมายไว้6พันรายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเล็กน้อยโดยลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่มีหนี้คงเหลือไม่เกิน2แสนบาท/รายหากต้องการปลดหนี้ก้อนนี้จะลดเงินต้นให้สูงสุด50 %ส่วนลูกหนี้ที่มีมูลหนี้เกิน2แสนบาทจะลดเงินต้นให้สูงสุด40 %เขากล่าวว่าในแต่ละปีธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อให้กับSMEsที่ขอค้ำประกันสินเชื่อจากบสย.มีการเคลมประกันปีละประมาณ1หมื่นล้านบาทจากยอดค้ำประกันสะสมรวม4แสนล้านบาทโดยNPGสะสมณสิ้นปี2568อยู่ที่13 %ของยอดค้ำประกันสะสมซึ่งเท่ากับปี2567และสูงกว่าปี2566ราว2-3%ทั้งนี้ ในปี2569บสย.มีเป้าหมายที่จะค้ำประกันสินเชื่อกว่า7.35หมื่นล้านบาทโดยแบ่งเป็นโครงการค้ำประกันภายใต้Quick Big Winวงเงิน5หมื่นล้านบาท,โครงการที่บสย.ดำเนินการค้ำประกันเองอีก2หมื่นล้านบาทและโครงการค้ำประกันสินเชื่อรถยนต์ให้กับลีสซิ่งอีก3.5พันล้านบาทซึ่งจะก่อให้เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงินมากกว่า80,000ล้านบาท ช่วยSMEsได้รับสินเชื่อเพิ่มขึ้น67,500รายสามารถรักษาการจ้างงาน615,000ตำแหน่งและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากกว่า295,000ล้านบาททั้งนี้ ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว บสย. จะเดินหน้าขยายบทบาทการค้ำประกันสินเชื่อสร้างโอกาสให้SMEsพร้อมเป็นเครื่องมือหลักกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากมุ่งปลดล็อกSMEsเข้าถึงสินเชื่อและเติบโตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้4แนวคิดหลักได้แก่1. ลดความเหลื่อมล้ำทางการเงินของSMEs (Financial Inclusion)2. เพิ่มโอกาสให้SMEsเข้าถึงสินเชื่อโดยบสย.3. ยกระดับองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมทางการเงิน4. เชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศดิจิทัลทางการเงินนอกจากนี้ บสย.จะชูยุทธศาสตร์“3-Prompt” (บสย. 3พร้อม) “พร้อมค้ำ-พร้อมช่วย-พร้อมพลัส+”ต่อยอดจากมาตรการ“บสย.พร้อมค้ำพร้อมช่วย”เมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อให้การช่วยเหลือSMEsเป็นไปอย่างเข้มข้นครอบคลุมความต้องการของSMEsในมิติต่างๆมากยิ่งขึ้นโดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ๆและช่องทางเข้าถึงบริการทางการเงินโดยใช้Digitalเป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อเชื่อมโยงให้บสย.เป็นส่วนหนึ่งในDigital EcosystemรวมถึงการนำAIมาใช้ในกระบวนการต่างๆภายในองค์กรพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรผู้ให้บริการสินเชื่อดิจิทัล(Digital Lending)เพื่อตอบโจทย์โลกการเงินยุคใหม่และพัฒนาสู่การค้ำประกันสินเชื่อDigital Credit Guaranteeกับผู้ให้บริการVirtual Bankingที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตตามยุทธศาสตร์การยกระดับองค์กรของบสย.สำหรับ ในปี2568บสย.ได้อนุมัติการค้ำประกันสินเชื่อรวมเป็นวงเงิน4.06หมื่นล้านบาทต่ำกว่าปี2567ที่มีวงเงินค้ำประกัน5.37แสนล้านบาทโดยมีจำนวนลูกคาสะสม9.19แสนรายวงเงินการค้ำประกันต่อราย( Ticket Size )อยู่ที่1.21ล้าน
ทันหุ้น • 12 มี.ค. 69
อ่าน
กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต เปิดสนามแรกอย่างยิ่งใหญ่
บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต นำโดย คุณสุกัญญา อิสรานุวัฒน์ชัย รองประธานอาวุโส ฝ่ายสื่อสารการตลาด และภาพลักษณ์องค์กร ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานและกล่าวเปิด โครงการ KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy ที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ณ สนามกีฬาองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยมีเยาวชนชาย-หญิง อายุระหว่าง 13-15 ปี เข้าร่วมโครงการกว่า 600 คน เพื่อชิงทุนการศึกษารวมมูลค่า 200,000 บาท พร้อมความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุรวมกว่า 5,000,000 บาท สำหรับการคัดเลือกในครั้งนี้ นำโดยโค้ชตุ๊ก ทนงศักดิ์ ประจักกะตา ผู้ฝึกสอนระดับ AFC A License และอดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทย พร้อมด้วยทีมโค้ชชั้นนำ AFC Coaching Convention ร่วมพิจารณาคัดเลือก เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ขอแสดงความยินดีกับ 2 เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกในสนามนี้ ได้แก่ด.ช.กวินภพ ขุนชาญชาติ โรงเรียนกันทรารมณ์ด.ช. สุวรรณโชค ทองสัมฤทธิ์ โรงเรียนหนองโนประชาสรรค์นอกจากนี้ภายในงาน ทางบริษัทฯ ได้มอบอุปกรณ์กีฬาฟุตบอล แก่ สถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา เพื่อส่งต่อโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กและเยาวชนไทยได้เติบโตอย่างมีคุณภาพผ่านพลังของกีฬา โดยมี นางสาวพัทธ์ธีรา ขุนชะ ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กชายบ้านราชสีมา ผู้แทน กรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นผู้รับมอบ ทั้งนี้โครงการ KTAXA Know You Can Football Youth (U-15) Academy ไม่เพียงแต่สนับสนุนการพัฒนาทักษะฟุตบอล แต่ยังส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีและความมั่นใจในตนเอง เพื่อให้เยาวชนไทยก้าวสู่ความสำเร็จตามความฝัน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของบริษัทฯ ที่สนับสนุนความมุ่งมั่นว่า ทุกคนทำได้ หรือ Know You Can และเตรียมพบกับสนามที่ 2 ภาคเหนือ ซึ่งจะจัดขึ้น ณ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันที่ 21 มีนาคมนี้ พร้อมเปิดรับสมัครแล้ววันนี้ – 19 มีนาคม 2569 หากเยาวชนท่านใดสนใจเข้าร่วมกิจกรรม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร.1159หรือทางเฟสบุ๊กhttps://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers
ทันหุ้น • 10 มี.ค. 69
อ่าน
PSP กำไรสุทธินิวไฮ 853.5 ล้านบาทเคาะจ่ายปันผล 0.20 บาท/หุ้น
#ทันหุ้น-บมจ.พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ หรือ PSP ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 ทำนิวไฮต่อเนื่อง ด้วยกำไรสุทธิ 853.5 ล้านบาท เติบโต 27.1% เมื่อเทียบกับปี 2567 ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจที่ผันผวน และราคาวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นลงต่อเนื่อง ผลประกอบการดังกล่าวสะท้อนถึงความสามารถในการเร่งขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ การปรับโครงสร้างพอร์ตผลิตภัณฑ์สู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง ตลอดจนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เริ่มส่งผลเชิงบวกต่อรายได้และความสามารถทำกำไร บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผล 0.20 บาทต่อหุ้น ปี 2569 PSP คาดตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่นในภูมิภาคเอเชียจะเติบโตประมาณ 2.4% ต่อปี จากขนาดตลาดรวมมากกว่า 3,300 ล้านลิตร ขณะ PSP ตั้งเป้าสร้างกำไรนิวไฮใหม่ต่อเนื่อง พร้อมแผนสู่การประเมิน SET ESG Rating ภายในปี 2569 นี้นายเสกสรร ครองพาณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พี.เอส.พี. สเปเชียลตี้ส์ จำกัด (มหาชน) หรือ PSP ผู้นำด้านโซลูชันผลิตภัณฑ์หล่อลื่นแบบครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รายงานผลการดำเนินงานปี 2568 กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยในปีที่ผ่านมา PSP มีรายได้ 12,729.8 ล้านบาท ทำกำไรสุทธิ 853.5 ล้านบาท เติบโต 27.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ 671.7 ล้านบาท นับเป็นกำไรสุทธิสูงสุดต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในปี 2532“ยอดขายผลิตภัณฑ์หล่อลื่น จาระบี น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า น้ำมันผสมยาง ฯลฯ ในปี 2568 เติบโต 3.5% จากปีที่ผ่านมา โดยเพิ่มขึ้นจากทั้งลูกค้าปัจจุบันและลูกค้ารายใหม่ที่อยู่ในประเทศ รวมทั้งจากตลาดต่างประเทศที่ PSP ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปกว่า 50 ประเทศ ใน 5 ทวีป ณ สิ้นปี 2568 สัดส่วนยอดขายในประเทศกับต่างประเทศอยู่ที่ 75.5% : 24.5% โดยสัดส่วนยอดขายในต่างประเทศเพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ บริษัทยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศให้เป็น 30% ภายในปี 2571” นายเสกสรร กล่าวตลอดปี 2568 ที่ผ่านมา PSP ได้ขยายการลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายธุรกิจใหม่ต่อยอดจากความเชี่ยวชาญเดิม ที่สำคัญคือ การเลือกลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้ใหม่และมีโอกาสขยายตัวในอนาคต รวมทั้งสามารถต่อยอดธุรกิจหลักของ PSP ซึ่งดีลสำคัญคือการเข้าถือหุ้น 100% ใน บริษัท รีไซเคิล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด หรือ RE ผู้เชี่ยวชาญด้านการรีไซเคิลสารเคมี ในเดือนมิถุนายนปี 2568 ซึ่ง PSP สามารถรับรู้ส่วนแบ่งกำไรในปีที่ผ่านมาทันทีในปี 2569 นี้ ข้อมูลจาก Kline ASEAN Market Research คาดการณ์ว่าตลาดผลิตภัณฑ์หล่อลื่น น้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้า และน้ำมันผสมยาง ทั้งในประเทศและต่างประเทศมีมูลค่ารวมกว่า 3,300 ล้านลิตร และจะขยายตัวประมาณ 2.4% ต่อปี ขณะที่ PSP มองเห็นโอกาสในการเติบโตจากผลิตภัณฑ์หลัก จึงกำหนดเป้าหมายที่จะทำกำไรสุทธิในปี 2569 ให้เติบโตสูงสุดต่อเนื่อง โดยจะเน้นการขยายตลาดส่งออก ควบคู่ไปกับการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวทางความยั่งยืนหรือใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติมากขึ้น นอกจากด้านการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์แล้ว การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งที่ PSP ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มอัตราการทำกำไรของบริษัทPSP มีแผนในการใช้นวัตกรรมและพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่อนาคตที่ยั่งยืน เช่น การพัฒนาน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าชีวภาพ ‘EnPAT’ โดยร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นโครงการนำร่องทดสอบการใช้งาน เพื่อเตรียมผลักดันมาตรฐานน้ำมันหม้อแปลงไฟฟ้าใหม่ในประเทศ การวิจัยและพัฒนาสารหล่อเย็นแบบจุ่ม (Immersion Coolants) สำหรับเทคโนโลยีระบายความร้อนใน Data Center รวมทั้งระบบ Charging และระบบระบายความร้อนของรถยนต์ EV การศึกษาและพัฒนาการนำน้ำมันหล่อลื่นใช้แล้วกลับมา Recycle และใช้ใหม่ หรือ Re-Refined Base Oil และ การเป็นเจ้าของโรงงานผลิต AdBlue® น้ำยาบำบัดไอเสียในเครื่องยนต์ดีเซล เจ้าแรกของประเทศไทยที่มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 15 ล้านลิตรต่อปี และได้รับรองมาตรฐาน VDA จากประเทศเยอรมัน AdBlue® ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการลดมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานการควบคุมไอเสียของประเทศไทย และสอดคล้องกับมาตรฐานไอเสียระดับสากล เป็นต้น“การพัฒนานวัตกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนแผนงานของ PSP ด้านการสร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม หรือ Specialized Creation โดยต่อยอดองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของทีมนักวิจัยและพัฒนา รวมทั้งใช้ห้องแล็บที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมร่วมมือกับพันธมิตรในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อขยายฐานลูกค้า โดยเน้นไปยังตลาดที่มีโอกาสเติบโตและมีอัตราทำกำไรสูง เพื่อเตรียมรับกระแสเมกะเทรนด์ เสริมความแข็งแกร่ง และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์รักษ์โลก หรือ Greenovative Creation ที่เป็นการต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามพันธกิจของ PSP ในการดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางปฏิบัติที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” นายเสกสรร อธิบายอนึ่ง จากผลการดำเนินงานที่สร้างสถิติสูงสุดตั้งแต่เริ่มดำเนินการมา คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติจ่ายปันผลเงินสดงวดปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.20 บาทต่อหุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD)วันที่12 มีนาคม2569 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) วันที่ 13 มีนาคม 2569 เพื่อจ่ายปันผลในวันที่ 18 พฤษภาคม2569นายเสกสรร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากเป้าหมายด้านรายได้และกำไรแล้ว PSP ยังมีเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในกรอบของความยั่งยืนหรือ ESG ในทุกมิติ บนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยได้กำหนดเป้าหมายปีนี้ คือ ได้รับการประเมิน FTSE Russell ESG Scores หรือผลคะแนนจากการประเมินการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) อยู่ในเกณฑ์ที่ดี พร้อมทั้งปรับปรุงกระบวนการดำเนินธุรกิจที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามเป้าหมายการลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593 เพื่อให้ PSP เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ด้วยการเติบโตและรักษาความเป็นผู้นำได้ต่อเนื่องในระยะยาว
ทันหุ้น • 27 ก.พ. 69
อ่าน
ศุภาลัย สร้างดี จับมือ TOA สนับสนุน BAS CAMP OF GEN 7
#ทันหุ้น-บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้แนวคิด“ศุภาลัย สร้างดี” ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชน บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA สนับสนุนกิจกรรมจิตอาสา BAS CAMP OF GEN 7 จากคณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อร่วมพัฒนาสภาพแวดล้อมและยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนบ้านหนองจอก (โรงเรียนจิตติ-บุญศรี)ตำบลหนองพันจันทร์ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 70 คนนายปริญญา ศรีบัว ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายก่อสร้าง บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “บริษัทฯ เชื่อว่า ‘พื้นที่การเรียนรู้’ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของอนาคตเด็ก ๆ การที่โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ดี ปลอดภัย และน่าเรียน จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากมาโรงเรียนและอยากพัฒนาตนเอง กิจกรรมBAS CAMP OF GEN 7 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ศุภาลัยได้ร่วมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้ลงมือทำสิ่งดี ๆเพื่อสังคม และส่งต่อโอกาสให้เด็ก ๆ อย่างเป็นรูปธรรม”สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ศุภาลัยร่วมสนับสนุนงบประมาณ 20,000 บาท พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ทาสี และส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่ให้คำแนะนำด้านการปรับปรุงพื้นที่ รวมถึงร่วมทำกิจกรรมเคียงข้างนิสิตจิตอาสา กว่า 150 คน โดยมุ่งเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในมิติ ความปลอดภัย ความเหมาะสมในการใช้งาน และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ๆ ทั้งนี้ กิจกรรมได้ร่วมปรับปรุงพื้นที่สำคัญของโรงเรียน อาทิ การปรับถนนทางเดินให้เป็น สนาม BBL (Brain-Based Learning) ซึ่งเป็นพื้นที่กิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการเด็กผ่านการเคลื่อนไหวและการเรียนรู้ รวมถึงการทาสีผนังอาคารอเนกประสงค์ และการปรับปรุงเครื่องเล่นกับม้านั่งในพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อให้พื้นที่โดยรอบสวยงาม ปลอดภัย และพร้อมใช้งานขณะเดียวกัน TOA ได้ร่วมสนับสนุนสีประเภทต่าง ๆ พร้อมส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านการเลือกใช้สีและเทคนิคการใช้งานอย่างถูกต้อง เพื่อให้การปรับปรุงพื้นที่โรงเรียนเป็นไปอย่างมีคุณภาพ สวยงาม และเหมาะสมต่อการใช้งานในระยะยาวการผนึกกำลังในครั้งนี้ช่วยยกระดับพื้นที่โรงเรียนให้พร้อมต่อการใช้งานจริง ทั้งด้านการเรียนและกิจกรรมสร้างสรรค์ พร้อมลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดหาวัสดุและปรับปรุงสถานที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันยังสร้างผลลัพธ์เชิงคุณภาพที่สำคัญ ด้วยการเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ให้ดีขึ้น เด็ก ๆ รู้สึกภาคภูมิใจในโรงเรียนของตนเองและมีแรงบันดาลใจในการมาโรงเรียนมากขึ้น อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้นิสิตจิตอาสาได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงและร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้สังคมอย่างเป็นรูปธรรม สามารถติดตามกิจกรรม ‘ศุภาลัย สร้างดี’ ได้ที่
ทันหุ้น • 20 ก.พ. 69
อ่าน
บสย. ผนึก สภาอุตฯ ดันเครดิตสกอริ่ง ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อ
#ทันหุ้น บสย. ผนึก สภาอุตสาหกรรมฯ ชูมาตรการเฉพาะจุด ช่วย SMEs ฝ่าพิษเศรษฐกิจ เร่งต่อยอด “เครดิตสกอริ่ง” ช่วย SMEs เข้าถึงสินเชื่อดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) พร้อมด้วย นางดุสิดา ทัพวงษ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานบริหารช่องทางและพัฒนาผู้ประกอบการ และทีมงาน เข้าพบ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. และคณะผู้บริหาร สถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ณ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือสนับสนุนผู้ประกอบการไทยใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่1. กำหนดแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่ม Small และ Medium ของ บสย. และสมาชิก ส.อ.ท. ครอบคลุมมิติต่างๆ ทั้งด้านการเงิน การเข้าถึงสินเชื่อผ่านกลไกค้ำประกันของ บสย. การส่งเสริมการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ตลอดจนยกระดับขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขัน จากปัจจุบัน บสย. มีจำนวนลูกค้าสะสมกว่า 9 แสนคน โดยกว่า 20% เป็นผู้ประกอบการในกลุ่ม Small และ Medium โจทย์สำคัญคือเพื่อให้ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ สามารถอยู่รอด อยู่ได้ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ2. วิเคราะห์แนวโน้มอุตสาหกรรมที่ต้องได้รับการส่งเสริม “มาตรการเฉพาะจุด” เพื่อร่วมกันหามาตรการให้ความช่วยเหลือสมาชิก ส.อ.ท. และลูกค้า บสย. อย่างเฉพาะจุด ทั้งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ต้องเร่งให้ความช่วยเหลือ หรืออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโต และเป็นจุดแข็งของประเทศไทย แต่จำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมเพื่อต่อยอดสู่ความสำเร็จ อาทิ เกษตรแปรรูป ธุรกิจอาหารเพื่อส่งออก ฯลฯ3. ผนึกกำลังร่วมพัฒนา “เครดิตสกอริ่ง” ต่อยอดจาก “TCG Score” ของ บสย. เพื่อประเมิน ระดับความเสี่ยงทางการเงิน ความสามารถในการแข่งขัน และเสถียรภาพของ SMEs ในแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจและการเข้าถึงสินเชื่อในอนาคตของแต่ละกลุ่ม รวมไปถึงการให้คำแนะนำในการปรับตัวให้กับผู้ประกอบการที่ยังต้องการการพัฒนาต่อไป โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการเงิน ให้ SMEs สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้อย่างเท่าเทียมและทั่วถึง (Financial Inclusion)การหารือในครั้งนี้ สะท้อนถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง บสย. และ ส.อ.ท. ในการผลักดันมาตรการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทย และเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และพร้อมยกระดับความร่วมมือระหว่างกันตลอดปี 2569
ทันหุ้น • 16 ก.พ. 69
อ่าน
แรบบิท ประกันชีวิต ตอกย้ำมาตรฐานความปลอดภัยข้อมูลระดับสากล
บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ Rabbit Life บริษัทในเครือบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศ โดยได้การรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 27001:2022 จากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และสะท้อนถึงความพร้อมขององค์กรในการบริหารจัดการและปกป้องข้อมูลสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งด้านเทคโนโลยี กระบวนการทำงาน และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของแรบบิท ประกันชีวิต ในการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าในระยะยาวโดยมี นายกรณ์ ชินสวนานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แรบบิท ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นางกฤษณา หุตะเจริญ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานเทคโนโลยีสารสนเทศ รับมอบจาก นายกุลธัช บุญบงการ Country Manager บริษัท บีเอสไอ กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และ นายณัฐกรณ์ ธีระประยุติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินค็อกนิโตแล็บ จำกัด ณ ตึกบีทีเอส วิชั่นนารี ปาร์ค เมื่อเร็ว ๆ นี้
ทันหุ้น • 11 ก.พ. 69
อ่าน
INDIGY ชู WORK+ คว้า dSURE 2 ดาว ยกระดับซอฟต์แวร์ไทยสู่สากล
#ทันหุ้น - ในยุคที่องค์กรไทยเร่งเดินหน้า Digital Transformation การเลือกใช้ซอฟต์แวร์ที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญ ล่าสุด INDIGY (IDG) ผู้นำด้านโซลูชันดิจิทัล และ Workflow Automation ของไทย ได้ตอกย้ำศักยภาพอีกขั้น ด้วยการรับรอง บัญชีบริการดิจิทัล (dSURE) ระดับ 2 ดาว จากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ของ Platform WORK+ SUPERAPP และ WORK+ AUTOMATEนางสาววรพรรณ ฉั่วเจริญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการขายและการตลาดบริษัท อินดิจี จำกัด (มหาชน) หรือ IDG กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงคุณภาพซอฟต์แวร์ไทยที่ได้รับการยอมรับทั้งจากภาครัฐ และภาคเอกชน พร้อมรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กร และก้าวสู่มาตรฐานที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้ โดย WORK+ SUPERAPP และ WORK+ AUTOMATE ผ่านการรับรองมาตรฐาน dSURE ระดับ 2 ดาว ไม่ใช่เพียงการประเมินเอกสาร แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบเชิงลึก ผ่านการ Demo On-site และการประเมินระบบจริง โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจาก depa การตรวจสอบครอบคลุมฟังก์ชันการใช้งานของซอฟต์แวร์มาตรฐานระบบและเทคโนโลยี พร้อมความปลอดภัยจากมาตรฐาน ISO27001ศักยภาพในการรองรับการใช้งานจริงในระดับองค์กรชั้นนำของประเทศไทย ทีมงาน INDIGY นำโดย นายอลงกรณ์ บุญพันธ์ Head of Product InnovationIDG ได้ร่วมอธิบายแนวคิดการพัฒนาแพลตฟอร์ม ฟีเจอร์สำคัญ และตัวอย่างการนำ WORK+ SUPERAPP และ WORK+ AUTOMATE ไปใช้งานจริงในองค์กรไทยหลากหลายรูปแบบ ได้แก่WORK+ SUPERAPP ศูนย์กลางการทำงานขององค์กรยุคดิจิทัลWORK+ SUPERAPP ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นแพลตฟอร์มศูนย์กลางการทำงานขององค์กร รวมเครื่องมือสำคัญไว้ในที่เดียว ช่วยให้การสื่อสาร การจัดการงาน และการทำงานร่วมกันของทีมเป็นไปอย่างประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวในการทำงานประจำวัน โซลูชันนี้ตอบโจทย์องค์กรที่ต้องการยกระดับการทำงานให้ทันสมัย พร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาวWORK+ AUTOMATE เปลี่ยนงานซ้ำ ๆ ให้เป็น Workflow AutomationWORK+ AUTOMATE มุ่งเน้นการพัฒนา Workflow Automation เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถลดภาระงานที่ต้องทำซ้ำ เพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน และลดความผิดพลาดจากกระบวนการที่ทำด้วยมือ โซลูชันนี้ช่วยให้องค์กรสามารถโฟกัสกับงานที่สร้างคุณค่ามากขึ้น พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรมทั้งนี้ บัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog หรือ dSURE) เป็นโครงการของ depa ที่จัดทำขึ้นเพื่อขึ้นทะเบียนสินค้าและบริการดิจิทัลของผู้ประกอบการไทยที่ผ่านการตรวจสอบ และรับรองมาตรฐาน ซึ่งการได้รับการรับรอง dSURE ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับองค์กรที่กำลังมองหาโซลูชันดิจิทัลที่สามารถใช้งานได้จริง มีมาตรฐานรองรับ และพร้อมนำไปใช้ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนสำหรับ INDIGY การผ่านมาตรฐาน dSURE ระดับ 2 ดาว ไม่ใช่เพียงการขึ้นทะเบียนซอฟต์แวร์ แต่คือการยืนยันแนวทางการพัฒนาโซลูชันดิจิทัล และ Workflow Automation ที่ตอบโจทย์องค์กรไทยอย่างแท้จริง INDIGY ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริงในองค์กร รองรับการเติบโตในระยะยาว และพัฒนาโดยคนไทย เพื่อองค์กรไทย และพร้อมเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าเชื่อถือสำหรับองค์กรที่กำลังมองหาโซลูชันดิจิทัลคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อน Digital Transformation อย่างยั่งยืน ด้วยการเลือกใช้โซลูชันจาก INDIGY ได้ “มากกว่าเทคโนโลยี” เพราะองค์กรของคุณจะได้รับ สิทธิประโยชน์จากภาครัฐโดยตรง
ทันหุ้น • 9 ก.พ. 69
อ่าน
BGRIM ผนึก SCG Cleanergy กดปุ่ม COD โซลาร์ฟาร์ม 10 MW
#ทันหุ้น - บริษัท CMT Energy Co. Ltd. (CMT) บริษัทย่อยที่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)หรือ BGRIM ร่วมกับ บริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด (SCG Cleanergy) เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (CMT1) กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปางโครงการ CMT1 เป็นโครงการแรกภายใต้กลุ่มโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มที่ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงที่ได้รับการคัดเลือกตามระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยมีอัตราจำหน่ายไฟฟ้าที่ 2.1679 บาทต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ตลอดอายุสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี จากกำลังการผลิตรวมกว่า 323 MWp ซึ่งมีกำหนดทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2573คุณนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชันธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การเปิด COD ของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (CMT1) ในครั้งนี้ เป็นไปตามเป้าหมายของ บี.กริม เพาเวอร์ ที่มุ่งขยายพอร์ตการลงทุนในโครงการพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ เพื่อบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ก้าวสู่บริษัทพลังงานชั้นนำระดับโลก ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะยาวของ บี.กริม เพาเวอร์ พร้อมเดินหน้ายกระดับความร่วมมือทางธุรกิจกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ SCG Cleanergy นับเป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับยุทธศาสตร์ GreenLeap-Global and Green ของ บี.กริม เพาเวอร์ อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างความหลากหลายให้แก่พอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนทั้งในด้านพื้นที่และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์การก้าวสู่ผู้นำด้านพลังงานทดแทนระดับสากล อีกทั้งยังเป็นรากฐานสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมาย Net-Zero Carbon Emissions ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายกำลังการผลิต 10,000 เมกะวัตต์ ภายในปี ค.ศ. 2030ความสำเร็จของโครงการ CMT1 ไม่เพียงยืนยันศักยภาพภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บี.กริม เพาเวอร์ และ SCG Cleanergy ในการพัฒนาโครงการ Government PPA แต่ยังเป็นต้นแบบสำคัญสำหรับโครงการในกลุ่ม Big Lot Government PPA ที่จะเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนให้กับประเทศ และการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
ทันหุ้น • 11 ก.พ. 69
อ่าน
ทิสโก้ คาดหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด มองรัฐบาลใหม่สร้างความเชื่อมั่น
#ทันหุ้น-บล.ทิสโก้ มองดัชนีหุ้นไทยมีลุ้นแตะ 1,500 จุด ชี้เสถียรภาพรัฐบาลใหม่เป็นจุดเปลี่ยนความเชื่อมั่นประเทศ หนุนเศรษฐกิจ - ตลาดหุ้นฟื้น หากเร่งนโยบายแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงทั้ง “หนี้สูง - ออมต่ำ - ผลิตภาพต่ำ” พร้อมเดินหน้าสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และใช้ตลาดทุนให้เกิดประโยชน์ ขณะที่ TISCO ESU ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 แม้ฐานยังโตต่ำ 1.6% แต่มี Upside ขยับสู่ 1.8% หาก “คนละครึ่งพลัส 2” เดินหน้าได้ทันท่วงที รัฐบาลใหม่สามารถเร่งนโยบายเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ด้านนโยบายระยะยาวอาจใช้เวลาแต่นโยบายต้องตอบโจทย์ - มีแผนชัด - ตัวชี้วัดจับต้องได้ - คนทำงานจริงจังนายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า จากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งมีผลการนับคะแนนที่มีความชัดเจนมากขึ้น จากชัยชนะอย่างถล่มทลายของ “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นตอบรับเชิงบวกอย่างชัดเจนตลาดหุ้นไทยตอบรับผลการเลือกตั้งอย่างร้อนแรง ท่ามกลางความคาดหวังว่า จะเกิดเสถียรภาพทางการเมืองเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และรัฐบาลใหม่จะสามารถจัดตั้งได้อย่างรวดเร็ว มั่นคง และมีศักยภาพเพียงพอในการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ**ดัชนีมีลุ้นแตะ 1,500 จุดในปีนี้นายไพบูลย์ มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแตะระดับ 1,500 จุดภายในปีนี้ หากรัฐบาลใหม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนว่า เศรษฐกิจไทยมีศักยภาพกลับมาขยายตัวในระดับ 4% ต่อปี ในช่วงถัดไป แทนการเติบโตเฉลี่ยเพียงราว 2% ต่อปี ที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา“เงื่อนไขสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน 2 จะต้องเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ปัญหาเชิงโครงสร้าง มีแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน และสามารถเริ่มดำเนินการได้ทันที นักลงทุนต้องการเห็นนโยบายที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจไทยอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาหนี้ที่อยู่ในระดับสูง อัตราการออมต่ำ ลงทุนต่ำ และผลิตภาพโดยรวมของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงนโยบายที่ช่วยยกระดับศักยภาพของภาคการผลิตและภาคเกษตรกรรม ผ่านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่”**เร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ขณะเดียวกัน รัฐบาลใหม่ควรเร่งผลักดันการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจชุดใหม่ และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์แห่งอนาคต การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์ครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาวที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายที่ใช้ ตลาดทุนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่โมเดลเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทยถือเป็นโจทย์เร่งด่วน โดยหนึ่งในแนวทางที่ตอบโจทย์ คือโครงการ TISA (Thailand Individual Savings Account) เพราะเป็นการให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้แบบถาวรสำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ทั้งการลงทุนโดยตรงในหุ้นรายตัว และการลงทุนทางอ้อมผ่านกองทุนรวมอย่างไรก็ตาม การออกแบบโครงการจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจอย่างแท้จริง เข้าใจง่าย และไม่มีเงื่อนไขซับซ้อนจนเป็นข้อจำกัด โดยควรแยกวงเงินออกจากการออมเพื่อการเกษียณอายุเดิม และกำหนดวงเงินให้สูงพอที่จะจูงใจการลงทุน ในระยะแรกควรมุ่งเป้าไปที่กลุ่มที่มีกำลังลงทุนสูง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมสุดท้าย รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ผลของ Wealth Effect จากตลาดหุ้น ซึ่งสามารถสร้าง “แรงส่งทางเศรษฐกิจ” ช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ สนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ**เศรษฐกิจไทยเปราะบางโตต่ำสุดรอบหลายทศวรรษนายเมธัส รัตนซ้อน หัวหน้าฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ หรือ TISCO ESU กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้เพียง 1.6% ซึ่งนับเป็นอัตราการเติบโตที่ต่ำที่สุดในรอบหลายทศวรรษ หากไม่นับรวมช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ สะท้อนถึงความอ่อนแอเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังปัจจัยกดดันหลักมาจากการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของประเทศลดลงจากระดับ 7.3% ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เหลือเพียง 2.3% ในปัจจุบัน ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากภายนอกที่ยังไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะเป็นมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาข้อพิพาทชายแดน**นโยบาย “10+” สร้างความหวังยกระดับศักยภาพประเทศอย่างไรก็ตาม ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งรอบล่าสุด นำมาซึ่งความคาดหวังของนักลงทุนว่า อาจเห็นประเทศยกระดับศักยภาพการเติบโตกลับสู่ระดับ 3% ได้ ผ่านการผลักดันนโยบาย “10+” ที่ครอบคลุมทั้งการปฏิรูประบบราชการ แก้ไขปัญหาหนี้เรื้อรัง ฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ปราบทุนเทา แก้ปัญหาทุจริต เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ลดภาระค่าครองชีพ ตลอดจนพัฒนาด้านการศึกษา และดูแลปัญหาเศรษฐกิจในระยะสั้นผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสทั้งนี้ การดำเนินนโยบายยังต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านการคลัง โดยปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะอยู่ที่ราว 66% ต่อจีดีพี ซึ่งใกล้เคียงกรอบเพดานที่ 70% มากขึ้น ดังนั้น การยกเครื่องประเทศครั้งใหญ่นี้ จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังครั้งใหญ่เช่นกัน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ การลดทอนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และการขยายฐานผู้เสียภาษีให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อให้รัฐมีกระสุนด้านการคลังนำมาพัฒนาประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะต่อไป นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่บริษัทจัดอันดับชั้นนำของโลกได้แสดงท่าทีกังวลผ่านการปรับลดมุมมองต่ออันดับเครดิตของประเทศไทยเป็นเชิงลบในปีที่ผ่านมาแม้ในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน และอาจขยายตัวได้เพียงแค่ใกล้เคียง 1% เท่านั้น ในช่วงครึ่งแรกของปี แต่ผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะอย่างท่วมท้น ทำให้เชื่อว่ากระบวนการในการจัดตั้งรัฐบาลจะแล้วเสร็จได้เร็วกว่าที่เคยประเมินไว้ และความต่อเนื่องของนโยบาย รวมไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลน่าจะช่วยให้การจัดทำร่างฯ งบประมาณปี 2570 ไม่เกิดความล่าช้ามากอย่างที่กังวล ซึ่งหากรัฐบาลสามารถเร่งรัดกระบวนการจัดทำงบฯ ได้จะถือเป็นหนึ่งในปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี**คนละครึ่งพลัส 2 ดัน GDP โต 1.8%นอกจากนี้ การดูแลและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่กำลังซื้ออ่อนแอถือเป็นสิ่งจำเป็น โดยคาดว่ารัฐบาลยังมีงบประมาณในงบกลางเหลืออยู่ราว 2.7 หมื่นล้านบาท แม้จะไม่ใช่วงเงินขนาดใหญ่ แต่ยังเพียงพอสำหรับการดำเนินโครงการคนละครึ่งเฟสสองตามที่เคยประกาศไว้ ซึ่งหากสามารถเดินหน้าได้ทันท่วงที คาดว่าจะช่วยหนุนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีกว่าคาด จาก 1.6% เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 1.8%สำหรับภาพระยะยาว TISCO ESU มองว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างยังต้องใช้เวลา รวมถึงต้องอาศัยนโยบายที่ตอบโจทย์ แผนปฏิบัติการที่ชัดเจน ตัวชี้วัดที่จับต้องได้ และคนทำงานที่จริงจัง หากองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน จะช่วยดึงความเชื่อมั่นของทั้งภาคธุรกิจ ภาคประชาชน และนักลงทุนต่างชาติ ให้กลับมามองประเทศ และตลาดทุนไทยอย่างมีความหวังได้อีกครั้ง
ทันหุ้น • 10 ก.พ. 69
อ่าน
ITEL เปิดแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โตก้าวกระโดด -โชว์ Backlog 2.2 พันลบ.
#ITEL #ทันหุ้น-ITEL เปิดยุทธศาสตร์ปี 2569 มั่นใจผลงานฟื้นตัว ตั้งเป้ารายได้โตกระโดด รับอานิสงส์ Digital Transformation ชูงานในมือแข็งแกร่ง 2.2 พันล้านบาท พร้อมเดินหน้าชิงเค้ก USO เฟส 3 ดร.ณัฐนัย อนันตรัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ITEL เปิดเผยถึงทิศทางธุรกิจ ในปี 2569 ว่า บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ระดับ 2,200 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเข้ารับงานทั้งภาครัฐและเอกชน โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้เป็นรายได้ภายในปีนี้ประมาณ 40% และส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปีถัดไป สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์รายได้รวมที่ระดับ 3,500 ล้านบาท เติบโตที่ประมาณ 10-15% ซึ่งมาจากหลายปัจจัยหนุนที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็น การประมูลโครงการบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม ระยะที่ 3 (USO 3) ของ กสทช. ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญของการเติบโตด้านรายได้และกำไรในปี 2569 นี้ ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ก็เล็งเห็นโอกาสการเติบโตจากอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยอยู่ระหว่างรอลงนามสัญญางานระบบไมโครเวฟสำหรับกองบัญชาการกองทัพไทย มูลค่า 99 ล้านบาท เพื่อใช้ในระบบการสื่อสาร เรดาร์และการตรวจจับพื้นที่ยุทธศาสตร์ พร้อมกันนี้ บริษัทฯ มีประสบการณ์ในโครงการโดรนและแอนตี้โดรน ซึ่งในสถานการณ์ปัจจุบันมีความต้องการอย่างมาก นอกจากแผนรุกตลาดในประเทศแล้ว จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะขับเคลื่อน ITEL ให้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้คือ การจัดตั้ง “ITEL Global” ร่วมกับ SEAX พันธมิตรผู้ให้บริการเคเบิลใต้น้ำรายใหญ่จากสิงคโปร์ ที่จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งทั้งด้านเงินทุนและฐานลูกค้า ยกระดับขีดความสามารถจากผู้ให้บริการโครงข่ายภายในประเทศ สู่การเป็นผู้เล่นในระดับภูมิภาค การผนึกกำลังในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดประตูสู่ตลาด New S-Curve ที่จะสร้างรายได้จากกลุ่มลูกค้าข้ามชาติที่เข้ามาสร้างศูนย์ข้อมูลในประเทศไทยขนาดใหญ่เป็นจำนวนมากได้อย่างมหาศาล ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นผลลัพธ์เกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ ที่จะมีการให้บริการกลุ่มลูกค้า Hyperscaler อย่างน้อย 1-2 สัญญา และจะผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจาก 5% เพิ่มขึ้นเป็น 15% ด้วย“ในปี 2569 โลกดิจิทัลจะก้าวไปไกลกว่าเดิม ทั้งการทำงานแบบไฮบริดและการใช้ดาต้าปริมาณมหาศาล ทำให้บทบาทของ ITEL ไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการโครงข่าย แต่คือผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน ที่เป็นหัวใจสำคัญต่อทั้งชีวิตประจำวันและเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งบทบาทของ ITEL ก็คือ การทำให้ทุกอย่าง ‘เดินต่อได้’ แม้โลกจะเปลี่ยนเร็วแค่ไหน” ดร.ณัฐนัย กล่าว
ทันหุ้น • 27 ม.ค. 69
อ่าน
หุ้นชิปกระแสแรงไม่มีแผ่ว SCBAMได้ฤกษ์เปิดกองใหม่
#SCBAM #ทันหุ้น- บลจ. ไทยพาณิชย์ มองกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์มีศักยภาพการเติบโตในระยะยาว จากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI ดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ ไปจนถึงยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมเปิดตัวกองทุน “SCBUSDSEMI” เพิ่มทางเลือกรับผลตอบแทนสกุลเงิน USD เสนอขายวันที่ 27 ม.ค. – 2 ก.พ. 69นายณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรือ ชิป ในปัจจุบันมีปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่แข็งแกร่ง จากการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีของภาคธุรกิจทั่วโลก โดยเฉพาะการขยายตัวของศูนย์ข้อมูล AI (AI Data Center) ระบบคลาวด์ (Cloud) และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาชิปประมวลผลขั้นสูงเป็นหัวใจสำคัญ และแม้อุตสาหกรรมดังกล่าวอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้นตามสภาวะเศรษฐกิจโลก แต่ Semiconductor ยังคงเป็นหนึ่งในธีมการลงทุนที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่องระยะยาว*เพิ่มทางเลือกบริหารพอร์ตนอกจากนี้ การลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศยังเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกในการบริหารพอร์ตการลงทุน ด้วยเหตุนี้ SCBAM จึงได้เปิดตัว กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ Semiconductor USD หรือ SCBUSDSEMI ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่สนใจลงทุนใน Semiconductor และต้องการรับผลตอบแทนในรูปแบบสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท โดยกองทุน SCBUSDSEMI มีกำหนดเสนอขายวันที่ 27 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุน SCBUSDSEMI โดดเด่นด้วยพอร์ตที่ครอบคลุมครบทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม Semiconductor โดยลงทุนในกองทุนหลัก VanEck Semiconductor UCITS ETF ซึ่งลงทุนในบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจ Semiconductor มากกว่า 50% (Pure – Play) ตามดัชนี MVIS US Listed Semiconductor 10% Capped ESG ครอบคลุมตั้งแต่บริษัทผู้ออกแบบและจัดจำหน่าย (Fabless) บริษัทรับจ้างผลิต (Foundries) บริษัทจัดหาอุปกรณ์และเครื่องจักรในการผลิตเ (Fab Equipment Makers) และ บริษัทที่ทำทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบจนถึงการจัดจำหน่ายอย่างครบวงจร (Integrated Device Manufacturers)*คัดหุ้นชั้นนำโดยกองทุนหลักมีการลงทุนในผู้นำของอุตสาหกรรมอย่าง NVIDIA, TSMC, Broadcom และ Intel เพื่อรองรับเมกะเทรนด์ AI, Data Center และ AI Infrastructure อีกทั้งกองทุนหลักได้รับการจัดอันดับ Morningstar Overall Rating 5 ดาว ในกลุ่ม EAA Fund Sector Equity Technology (ข้อมูล ณ 31 ธันวาคม 2568) สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารการลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคต นอกจากนี้กองทุน SCBUSDSEMI ยังเปิดโอกาสรับผลตอบแทนเป็นสกุลเงิน USD เหมาะสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการเติบโตไปกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระยะยาว และต้องการลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาทด้วย นายณรงค์ศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า Semiconductor ถือเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนหลักของนวัตกรรมต่างๆ ในปัจจุบันและอนาคต ตั้งแต่ AI Infrastructure, Data Center ไปจนถึง Internet of Things (IoT) สะท้อนจากความต้องการชิปประสิทธิภาพสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทุน SCBUSDSEMI เป็นกองทุนที่เสริมพอร์ตการลงทุนให้เติบโตไปกับหุ้นกลุ่ม Semiconductor และรับผลตอบแทนในสกุลเงิน USD ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท เป็นการต่อยอดโอกาสการลงทุนเพื่ออนาคต
ทันหุ้น • 27 ม.ค. 69
อ่าน
CP AXTRA ร่วม ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’จัดการอาหารส่วนเกินขยะต้นแบบคาร์บอนต่ำ
#ทันหุ้น- CP AXTRA “อาหารส่วนเกิน” ไม่ใช่ขยะ แต่เป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยลดปัญหาการเข้าถึงอาหารคุณภาพ และช่วยขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” เดินหน้าร่วมขับเคลื่อนโครงการ “สระบุรี เมืองคาร์บอนต่ำ” (Saraburi Sandbox) ผนึกกำลังภาครัฐ เอกชน และชุมชน สร้างต้นแบบการจัดการอาหารส่วนเกินอย่างเป็นระบบ พร้อมโชว์ผลงานโครงการ Food Surplus (การจัดการอาหารส่วนเกิน) ที่สร้างคุณค่าทั้งต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้เป้าหมายการลดขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำองค์ความรู้ด้านค้าปลีกและโลจิสติกส์มาบริหารจัดการอาหารส่วนเกินที่ยังมีคุณภาพดีจากทุกสาขาของแม็คโคร-โลตัสในสระบุรี ส่งต่อสู่กลุ่มเปราะบางและผู้ด้อยโอกาส สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมนางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การดำเนินโครงการ Food Surplus ภายใต้แนวคิด ‘สระบุรี เมืองคาร์บอนต่ำ (Saraburi Sandbox)’ เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างซีพี แอ็กซ์ตร้า หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในจังหวัดสระบุรี ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตามแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC 3.0) ของประเทศไทย โดยซีพี แอ็กซ์ตร้าในฐานะผู้ส่งมอบอาหารส่วนเกิน ได้ส่งต่อวัตถุดิบอาหารที่ยังมีคุณภาพไปยังกลุ่มเปราะบางในความดูแลของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผ่านหน่วยงานในจังหวัดสระบุรีอย่างเป็นระบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวัตถุดิบอาหารยังคงคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค”โดยตลอดระยะเวลา 6 เดือนของการดำเนินงานโครงการFood Surplusภายใต้สระบุรีแซนด์บ็อกซ์ สามารถส่งต่ออาหารส่วนเกินจากสาขาจำนวน 38 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ 11 อำเภอของจังหวัดสระบุรี เฉลี่ยในแต่ละวันได้สาขาละ84.5กิโลกรัม หรือรวมปริมาณอาหารกว่า15,643.80กิโลกรัม ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางได้ถึง 3,760 คน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้8,909.60กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และคิดเป็นมูลค่าอาหารที่ส่งต่อกว่า3.71ล้านบาทในอนาคต ซีพี แอ็กซ์ตร้า มีแผนต่อยอดความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ขยายโมเดลการจัดการอาหารส่วนเกินไปยังจังหวัดใกล้เคียง ได้แก่ ลพบุรี นครนายก สระแก้ว และปราจีนบุรี เพื่อสร้างเครือข่ายFood Surplusระดับภูมิภาค และร่วมกันยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด “สระบุรี กินได้” นอกจากนี้ ยังนำอาหารส่วนเกินไปสนับสนุนเกษตรกรเพื่อนำไปเลี้ยงสัตว์และทำปุ๋ย ลดภาระค่าใช้จ่าย และยังลดการทิ้งขยะ (Non Food Waste)เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลเพื่อเข้าสู่เป้าหมายขยะสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (ZeroWaste to Landfill)ภายในปี2030และNet Zeroภายในปี2050ภายใต้โครงการ “ลดทิ้ง สร้างค่าAXTRA Zero Waste”
ทันหุ้น • 23 ม.ค. 69
อ่าน
ธปท.ผนึกคลัง-สมาคมแบงก์ เปิดตัว “SMEs Credit Boost” ค้ำเงินกู้สูง 150 ล.
#ทันหุ้น ธปท.ผนึกคลัง-สมาคมแบงก์ เปิดตัว "SME Credit Boost" กลไกค้ำสินเชื่อรูปแบบใหม่สูงถึง 150 ล้าน คาดหนุนสินเชื่อในระบบถึง 1 แสนล้านบาทใน 2 ปี แก้ปัญหาสินเชื่อติดลบเรื้อรัง 13 ไตรมาส เริ่ม 15 ม.ค.69นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยว่า ธปท.ได้ ร่วมกับกระทรวงการคลัง สมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ เปิดตัวโครงการ "SMEs Credit Boost" ซึ่งเป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อรูปแบบใหม่ เพื่อเร่งฟื้นฟูการปล่อยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจเขากล่าวว่า วิกฤตสินเชื่อ SMEs ติดลบต่อเนื่อง 13 ไตรมาส จากข้อมูลล่าสุดพบว่า สถานการณ์สินเชื่อ SMEsในปัจจุบันอยู่ในภาวะน่ากังวล โดยมีการหดตัวหรือติดลบต่อเนื่องกันยาวนานถึง 13 ไตรมาส ซึ่งธปท.ไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์นี้ดำเนินต่อไปได้ เนื่องจาก SMEs คือฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทย โดยมีสัดส่วนในการจ้างงานสูงถึง 70% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจคิดเป็น 35% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)“ปัญหาหลักที่ผ่านมา คือ ธนาคารพาณิชย์มีความลังเลในการปล่อยสินเชื่อเนื่องจากประเมินว่า SMEs มีความเสี่ยงสูง โครงการ SMEs Credit Boost จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นกลไกการค้ำประกันสินเชื่อที่เน้นความ "ใช้งานง่าย" สำหรับธนาคารพาณิชย์มากกว่าเดิม เพื่อลดภาระความเสี่ยงและสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินกลับมาปล่อยสินเชื่ออีกครั้ง โดยตั้งเป้าหมายอัดฉีดเม็ดเงินสินเชื่อเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาทในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”การค้ำประกันดังกล่าวจะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย (Target Sectors) ไปที่กลุ่มธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันและเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตรและอาหาร กลุ่ม Wellness Smart Electric ธุรกิจค้าส่งและภาคการผลิต กำหนดวงเงินสินเชื่อรวมทุกธนาคารพาณิชย์สูงสุดต่อรายไม่เกิน 100 ล้านบาทสำหรับ SMEs และไม่เกิน 150 ล้านบาทสำหรับธุรกิจรายใหญ่ วงเงินชดเชยสูงสุด ในช่วง 15-30% ระยะเวลาการค้ำประกันสูงสุด 7 ปีนับจากวันปล่อยสินเชื่อ ทั้งนี้ จะเริ่มดำเนินการโครงการได้ตั้งแต่ 15 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
ทันหุ้น • 26 ธ.ค. 68
อ่าน
BAM หนุนงบเสริมพลังใจเจ้าหน้าที่มูลนิธิสายเด็ก 1387
#ทันหุ้น - บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ให้การสนับสนุนงบประมาณจำนวน 80,000 บาท แก่มูลนิธิสายเด็ก 1387 เพื่อดำเนิน โครงการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยาแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็ก ภายใต้แนวคิดการเสริมสร้างความเข้มแข็งทั้งด้านจิตใจและศักยภาพในการทำงานของบุคลากรโครงการให้คำปรึกษาด้านจิตวิทยา โดย iSTRONG Mental Health เป็นกลไกการดูแลและฟื้นฟูสุขภาวะทางจิตใจของเจ้าหน้าที่ที่ทำงานใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชนที่เผชิญปัญหาความรุนแรงการละเมิดสิทธิ และสถานการณ์เปราะบาง โดยเน้นการให้คำปรึกษาเชิงลึกจากนักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญ การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการสะท้อนความรู้สึก (Safe Space) และการพัฒนาทักษะการดูแลตนเอง (Self-Care) ควบคู่กับการเสริมความเข้มแข็งทางอารมณ์ (Emotional Resilience)การสนับสนุนในครั้งนี้ช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถรับมือกับความเครียด ความกดดัน และภาวะเหนื่อยล้าทางอารมณ์จากการทำงานได้อย่างเหมาะสม ส่งผลให้การปฏิบัติงานด้านการคุ้มครองเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความละเอียดอ่อน และยึดผลประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นศูนย์กลางมูลนิธิสายเด็ก 1387 เชื่อมั่นว่า การดูแล “คนทำงาน” คือรากฐานสำคัญของการดูแลเด็ก และความร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างระบบคุ้มครองเด็กที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และคำนึงถึงทั้งคุณภาพชีวิตของเด็กและผู้ปฏิบัติงานในทุกมิติ
ทันหุ้น • 23 ธ.ค. 68
อ่าน
STGT เปิดโรงงาน จ.สงขลา ตามปกติหลังน้ำลด
STGT เปิดโรงงาน จ.สงขลา ตามปกติหลังน้ำลด#ทันหุ้น #SET #STGT บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานเพิ่มเติมผลกระทบและสถานะโรงงานของบริษัทฯ จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสงขลา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568โดยจากสถานการณ์อุทกภัยดังกล่าว โรงงานของบริษัทฯ ซึ่งตั้งอยู่ ณ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา สามารถดำเนินการผลิตได้ตามปกติครบทุกสายการผลิต ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2568ขณะที่โรงงานซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังอยู่ระหว่างการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟูพื้นที่ปฏิบัติงานที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัทฯ ได้เร่งดำเนินการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และคาดว่าจะสามารถกลับมาเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในเดือนธันวาคม 2568ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้บริหารจัดการการผลิตและการจัดส่งสินค้าจากโรงงานอื่นที่ไม่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสม นอกจากนี้ โรงงานของบริษัทฯ ยังอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของประกันภัย ทั้งการประกันความเสียหายต่อทรัพย์สินและการประกันการหยุดชะงักทางธุรกิจ โดยการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจะดำเนินการตามเงื่อนไขของกรมธรรม์ประกันภัยที่บริษัทฯ ได้ทำไว้บริษัทฯ ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของพนักงาน รวมถึงชุมชนโดยรอบ โดยได้ดำเนินมาตรการดูแลและให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม
ทันหุ้น • 15 ธ.ค. 68
อ่าน
KKP คว้า SET ESG Ratings ระดับ AAA หนุนความมั่นใจนักลงทุนอย่างยั่งยืน
#ทันหุ้น - กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ประกาศความสำเร็จในการประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ประจำปี 2568 ก้าวสู่ระดับสูงสุด AAA ครั้งแรก เป็นเครื่องยืนยันความมุ่งมั่นของทีมงาน KKP ทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนการดำเนินธุรกิจการเงินอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียอย่างรอบด้านนายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับระดับ AAA ในครั้งนี้สะท้อนความก้าวหน้าในการผสาน ESG เข้ากับการดำเนินธุรกิจของ KKP อย่างครบถ้วนและเป็นระบบ ทั้งด้านการกำกับดูแลกิจการ การบริหารความเสี่ยง และการพิจารณาให้สินเชื่อและลงทุนอย่างรับผิดชอบ พร้อมกันนี้ เรายังยกระดับการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน การพัฒนาศักยภาพพนักงาน และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว”การได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ในระดับ AAA ในครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของ KKP ในปัจจุบัน และเป็นพื้นฐานสำคัญของการยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนสู่มาตรฐานสากล เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประเมิน FTSE Russell ESG Score ที่จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการในปี 2569 SET ESG Ratings จัดโดย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้นักลงทุนมีข้อมูลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) ของบริษัทจดทะเบียนเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน รวมถึงเป็นเครื่องมือส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนพัฒนาการดําเนินงานด้าน ESG เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกิจการ
ทันหุ้น • 15 ธ.ค. 68
ดูเพิ่มเติม