TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#metrogroup” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
BBL ออกหุ้นกู้ต่างประเทศ 2 ชุดมูลค่า 750 ล้านดอลลาร์
#BBL #ทันหุ้น-ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BBL แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 ธนาคารได้ดำเนินการออกหุ้นกู้ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน (Senior and Unsecured Notes) และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้(Trustee) (“หุ้นกู้”) จ านวน 2 ชุด ภายใต้ US$12,000,000,000 Global Medium Term Note Program ของธนาคาร มีมูลค่ารวม 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยหุ้นกู้ชุดที่ 1 ผู้ออกคือธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน (Senior and Unsecured Notes) และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Trustee)ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Baa1 (Moody’s) / BBB+ (SP) มีมูลค่าเงินต้นหุ้นกู้ 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีอายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.299% ต่อปี โดยการชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 10 มี.ค. และวันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี เริ่มต้นชำระดอกเบี้ยครั้งแรกวันที่ 10 มี.ค. 2570โดย ผู้จัดการการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย Morgan Stanley Co. International plc, Citigroup Global Markets Inc. และ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limitedหุ้นกู้ชุดที่ 2 ผู้อกคือธนาคารกรุงเทพ สาขาฮ่องกง เป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน (Senior and UnsecuredNotes) และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ (Trustee) อันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ Baa1 (Moody’s) / BBB+ (SP) อายุ 10 ปี อัตราดอกเบี้ย 5.796% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกวันที่ 10 มี.ค. และวันที่ 10 ก.ย. ของทุกปี เริ่มต้นชำระดอกเบี้ยครั้งแรกในวันที่ 10 มี.ค. 2570ผู้จัดการการจัดจำหน่าย ประกอบด้วย Morgan Stanley Co. International plc, Citigroup Global Markets Inc. และ The Hongkong and Shanghai Banking Corporation Limited
ทันหุ้น • 11 ก.ย. 69
อ่าน
EGCO โบรกมองดีลซื้อหุ้นโรงไฟฟ้าก๊าซในสหรัฐ หนุนกำไรส่วนเพิ่ม 8-10%
#EGCO #ทันหุ้น-บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีมุมมองเป็นบวกต่อบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด(มหาชน) หรือ EGCO ต่อดีลที่เข้าซื้อหุ้นสัดส่วน 45.0549% ใน Astoria Energy II LLC (“AE II”) AE II เป็นโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ขนาด 615 เมกะวัตต์ หรือ MW ตั้งอยู่ในเขตควีนส์ เมืองนิวยอร์ก ซึ่งได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ หรือ COD ตั้งแต่ ก.ค. 2554 จำหน่ายไฟฟ้าเพิ่มเสริมความมั่นคงให้กับ NYPA ที่เป็นบริษัทที่รัฐนิวยอร์กเป็นเจ้าของทั้งหมด ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าดีลนี้จะช่วยสร้างกำไรส่วนเพิ่มให้แก่ EGCO ราว 8-10% ในปีหน้าอย่างไรก็ตาม ยังคงคำแนะนำเพียง"ถือ" เนื่องจากราคาหุ้นมี Upside ไม่มาก จากราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ที่ 135 บาท ขณะที่อัตราเงินปันผลอยู่ที่ 5% Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ Yield Gap ลดลงทั้งนี้ AE II มีจุดเด่นหลายประการ ทั้งด้าน Strategic Location รายได้ไม่มีความเสี่ยงด้านราคา จาก Tolling Agreement กับ NYPA ทำให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ ไม่ผันผวนตามราคาเชื้อเพลิง และเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหม่และประสิทธิภาพสูงสุดใน Zone J นิวยอร์ก ทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐานสร้างความยืดหยุ่นให้แก่ระบบไฟฟ้า และความต้องการไฟฟ้าเติบโตราคาหุ้น EGCO ช่วงบ่ายอยู่ที่ 132 บาท บวก 3.00 บาท หรือ 2.33% มีมูลค่าการซื้อขาย 181.92 ล้านบาท
ทันหุ้น • 21 ก.ย. 69
อ่าน
ทิสโก้ส่อง 2 หุ้นรถไฟฟ้า BEM-BTS มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน แนะกลยุทธ์ลงทุน
#ทันหุ้น-บล.ทิสโก้ ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM และหุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ซึ่งทั้ง 2 หุ้นดังกล่าวมีปัจจัยบวกสนับสนุน โดย BEM มีปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นค่าผ่านทางตามสัญญา รวมถึงงาน Double Deck รวมถึงรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันออกที่มีกำหนดเปิดให้บริการ ม.ค. 2571 ส่วน BTS ได้รับแรงสนับสนุนจากการนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนจำนวนผู้โดยสารฝ่ายวิจัยทิสโก้ ยังคงคำแนะนำ"ซื้อ"หุ้น BEM ให้ราคาเป้าหมายที่ 8.80 บาท ซึ่งเป็นหนึ่งในหุ้นเด่นที่แนะนำ มองการปรับขึ้นค่าผ่านทางตามสัญญา ซึ่งจะเริ่มจากทางพิเศษสายศรีรัช–วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร หรือ SOE ใน ธ.ค.นี้ ได้รวมอยู่ในประมาณการของฝ่ายวิจัยแล้ว ขณะที่ปัจจัยบวกจากระบบตั๋วร่วมใน ม.ค. 2570 , การได้รับงานก่อสร้าง Double Deck และงานระบบ ME ของสายสีม่วงใต้ ยังไม่ได้รวมอยู่ในประมาณการของฝ่ายวิจัยนอกจากนี้สายสีส้มตะวันออกมีกำหนดเปิดให้บริการในเดือน ม.ค. 2571 และการสิ้นสุดการชำระค่าตอบแทนให้แก่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในปี 2572 จะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญโดยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ปริมาณการจราจรบนทางด่วนเติบโต 0.8% YoY ขณะที่จำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเติบโต 2.0% YoY ส่วนค่าผ่านทาง SOE จะปรับเพิ่มขึ้น 15 บาทเป็น 80 บาทต่อเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 15 ธ.๕. 2569 ซึ่งจะเพิ่มรายได้ประมาณ 342 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ระบบตั๋วร่วม ซึ่งมีเป้าหมายเริ่มใช้งาน ม.ค. 2570 คาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนผู้โดยสารสายสีน้ำเงินในระดับตัวเลขสองหลัก โดยกระแสเงินสดของผู้ประกอบการจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากภาครัฐจะเป็นผู้ชดเชยค่าโดยสารโดยตรงส่วนหุ้น BTS ฝ่ายวิจัยทิสโก้ แนะนำ"ถือ" ให้ราคาเป้าหมายที่ 3.00 บาท แม้ว่าความสามารถในการทำกำไรจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น แต่คาดว่าจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการนำระบบตั๋วร่วมมาใช้ การเปลี่ยนรูปแบบรายได้จากการแบ่งกำไรกับ BTSGIF ไปเป็นค่าธรรมเนียมการดำเนินงานและบำรุงรักษา หรือ OM หลังปี 2572 รวมถึงผลประกอบการที่ดีขึ้นของบริษัทย่อยอย่างไรก็ตาม แผนการลดค่าใช้จ่ายในการบริหารและการขาย หรือ SGA ซึ่งเพิ่มขึ้น 31% YoY สู่ 1.94 พันล้านบาท ในไตรมาส 1 ของปี 69/70 และต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับ 1.94 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับหนี้สินสุทธิปรับปรุงแล้วที่ 1.33 แสนล้านบาท ยังคงเป็นปัจจัยกดดันให้ BTS ขาดทุนต่อไปฝ่ายวิจัยคงประมาณการในงวดปี 2569/70 ของ BTS จะมีผลดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 2.46 พันล้านบาท ซึ่งสอดคล้องกับไตรมาส 1 ของปี 2569/70 ซึ่งขาดทุนสุทธิที่ 728 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2571/72 จะยังคงขาดทุนต่อเนื่อง พร้อมทั้งไม่มีการจ่ายเงินปันผลในช่วงดังกล่าว ซึ่งประมาณการดังกล่าวยังไม่ได้รวมผลกระทบจากการขายสินทรัพย์และมาตรการลด SGA เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดหรือกรอบเวลาที่ชัดเจน
ทันหุ้น • 21 ก.ย. 69
อ่าน
MMM คว้างาน BLESS เพิ่ม 80.5 ล. เร่งดีลปิดขายปีนี้ดัน Growth
#ทันหุ้น - บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เปิดเกมรุกขยายพอร์ตอสังหาฯ โมเดลบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อต่อเนื่อง ล่าสุดคว้างานใหม่ จาก BLESS ภายใต้โครงการ “เบล็สซิตี้ พาร์ค วงแหวน - ลำลูกกา” เฟส 3 จำนวน 23 หลัง มูลค่าโครงการรวม 80.5 ล้านบาท มั่นใจปิดดีลการขายภายในสิ้นปี 2569 นี้ จ่อทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ Q4/2569 หนุนครึ่งปีหลังโตตามเป้า พร้อมเร่งโกยงานใหม่เติม เล็งสร้างฐานรายได้และการเติบโตในอนาคต นายสุริยา วงศ์สิทธิชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM เปิดเผยว่า บริษัทฯ เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจบริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับงานจาก บริษัท เบล็ส แอสเสท กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BLESS ให้เข้าบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อในโครงการ “เบล็สซิตี้ พาร์ค วงแหวน - ลำลูกกา” (Bless City Park Wongwaen - Lam Luk Ka) เฟส 3 จำนวน 23 หลัง มูลค่าโครงการรวม 80.5 ล้านบาท หลังจาก MMM ประสบความสำเร็จในการบริหารงานขายโครงการก่อนหน้า และสามารถสร้างยอดขายได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้การได้รับงานใหม่ในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ MMM ในช่วงปลายปี ดยบริษัทฯ ตั้งเป้าปิดการขายบ้านทั้ง 23 หลัง ภายในสิ้นปี 2569 ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถทยอยรับรู้รายได้จากโครงการเข้ามาตั้งแต่ ไตรมาส 3/2569 และช่วยเสริมภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้“โครงการ “เบล็สซิตี้ พาร์ค วงแหวน - ลำลูกกา” เฟส 3 มีจุดแข็งด้านศักยภาพทำเลห่างจากถนนใหญ่ลำลูกกาฝั่งขาออกเพียงประมาณ 100 เมตร และสามารถใช้เส้นทางภายในซอยเชื่อมต่อสู่ถนนคลอง 6 และถนนรังสิต-นครนายก ช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ขณะที่พื้นที่โดยรอบเป็นชุมชน ที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก รองรับการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวัน ดยโครงการดังกล่าว ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Modern Life ที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยและช่องแสงธรรมชาติ ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ต้องการที่อยู่อาศัยสำหรับครอบครัวและการพักผ่อนได้อย่างลงตัว” อย่างไรก็ตาม การได้รับความไว้วางใจให้บริหารงานขายโครงการใหม่จาก BLESS ในครั้งนี้ ไม่เพียงเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับ MMM ในช่วงครึ่งปีหลังเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพและความเชื่อมั่นต่อโมเดลการบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ “BLESS ถือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญของ MMM ด้วยวิสัยทัศน์และแนวทางการทำงาน ที่สอดคล้องกัน ประกอบกับความสำเร็จจากโครงการที่ผ่านมา ทำให้เรามองเห็นโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือไปยังโครงการใหม่ๆ ของ BLESS อย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจะช่วยเพิ่มพอร์ตงานบริหารขาย สร้างโอกาสในการรับรู้รายได้ใหม่ และสนับสนุนการเติบโตของ MMM ในระยะยาว”อย่างไรก็ตาม MMM ยังคงเดินหน้ามองหาโอกาสในการรับบริหารงานขายโครงการอสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม เพื่อขยายฐานรายได้และเพิ่มความต่อเนื่องของการรับรู้รายได้ในอนาคต ดยความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีโครงการอยู่ใน Pipeline จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการต่อยอด การเติบโต พร้อมสร้างฐานรายได้ที่แข็งแกร่งและสนับสนุนผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 4 ก.ย. 69
สิทธิพิเศษ
บั๋นหมี่มี่ ที่ เซ็นทรัลพาร์ค
แบรนด์อาหารเวียดนามสไตล์ไซง่อนในเครือ iBerry Group โดดเด่นเรื่องขนมปังอบสดใหม่วันต่อวัน กรอบนอกนุ่มใน
อาหารนานาชาติ • 1 ก.ย. 69
ดู
Ensemble
Docomo • 25 มี.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ไอกรีน
ปิดให้บริการชาร์จเต็มพิกัด 6 หัวชาร์จ! ที่สถานี iGreen+
บีทีเอส/เอ็มอาร์ที/รถ-เรือโดยสารสาธารณะ • 1 ก.ค. 69
อ่าน
MMM คว้าดีล Frasers 140 ล. จ่อบุ๊กรายได้ไตรมาส 3
#MMM #ทันหุ้น - MMM ผนึกกลุ่ม Frasers Property รับบริหารงานขายคอนโด “KLOS Ratchada 7” มูลค่ารวมกว่า 140 ล้านบาท ปักธงปิดขายเกลี้ยงภายในสิ้นปี 2569 จ่อรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3 เติมพอร์ตโค้งท้ายปีคึกคัก หวังต่อยอดพันธมิตรรายใหญ่ หนุนฐานรายได้โตยาวนางสาวณิชา โรจน์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วย นายสุริยา วงศ์สิทธิชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอ็มเอ็มเอ็ม แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MMM ระบุว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจให้เข้าบริหารงานขายโครงการ KLOS Ratchada 7 ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของบริษัท เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ MMM ได้ร่วมงานกับบริษัทในกลุ่ม Frasers Property ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ MMM จะให้บริการบริหารงานขายแบบวางหลักประกันการซื้อ ครอบคลุมห้องชุดจำนวน 25 ยูนิต มูลค่ารวมประมาณ 140 ล้านบาท โดยบริษัทตั้งเป้าปิดการขายทั้งหมดภายในสิ้นปี 2569 และคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากการบริหารงานขายได้ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเสริมฐานรายได้ของบริษัทในช่วงโค้งสุดท้ายของปี“ความร่วมมือกับบริษัทในกลุ่ม Frasers Property ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่พันธมิตรมีต่อประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และศักยภาพของ MMM ในการบริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงความพร้อมของเครือข่ายตัวแทนขายและระบบสนับสนุนการขายของบริษัทเรามองว่าโครงการนี้มีความสำคัญมากกว่าการสร้างรายได้ในระยะสั้น เพราะเป็นโอกาสให้ MMM ได้แสดงศักยภาพและสร้างผลงานร่วมกับ Developer รายใหญ่ หากบริษัทสามารถผลักดันยอดขายและยอดโอนได้ตามเป้าหมาย จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นและเปิดโอกาสต่อยอดความร่วมมือในโครงการอื่นในอนาคต”สำหรับ KLOS Ratchada 7 เป็นโครงการคอนโดมิเนียมบนทำเลใจกลางรัชดา ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านธุรกิจและที่อยู่อาศัยที่มีศักยภาพ รายล้อมด้วยอาคารสำนักงาน แหล่งไลฟ์สไตล์ และระบบขนส่งมวลชน รองรับทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง (Real Demand) และกลุ่มนักลงทุน โดย MMM เชื่อมั่นว่า จุดแข็งของทำเล ประกอบกับคุณภาพและความพร้อมของโครงการ จะสนับสนุนให้บริษัทสามารถดำเนินงานขายได้ตามเป้าหมายทั้งนี้ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ MMM ที่มุ่งยกระดับพอร์ตสู่โครงการคุณภาพและขยายฐานพันธมิตรไปยังผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว
ทันหุ้น • 8 ก.ย. 69
อ่าน
บลจ.ดาโอ มอง AI เมกะเทรนด์โลกยังโตต่อเปิดตัว “DAOL-GTECHRMF” พร้อมวางแผนเกษียณ
#DAOL#ทันหุ้น บลจ.ดาโอ มอง AI ยังเป็นเมกะเทรนด์สำคัญที่มีศักยภาพเติบโตในระยะยาว เปิดตัว “กองทุนเปิด ดาโอ โกลบอล เทคโนโลยี เพื่อการเลี้ยงชีพ (DAOL-GTECHRMF)” เน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลกผ่านการบริหารแบบ Active ในหุ้นกลุ่ม AI Enablers และ AI Beneficiaries พร้อมวางแผนลงทุนเกษียณ เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 1–22 กันยายน 2569นายอนุวัฒน์ อิ่มแสงรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ดาโอ จำกัด (บลจ.ดาโอ) เปิดเผยว่า เทคโนโลยี AI กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโต จากการพัฒนาโมเดลที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และประมวลผลที่สูงขึ้น ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายมากขึ้น และพัฒนาไปสู่ Agentic AI ที่สามารถทำงานและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้การใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้นยังสนับสนุนความต้องการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งชิปประมวลผล Cloud เครือข่าย และ Data Centerโดย McKinsey ประเมินว่าในช่วงปี 2025–2030 จะมีความต้องการกำลังรองรับศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นประมาณ 125 GW และต้องใช้เงินลงทุนรวมราว 5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนโอกาสการลงทุนที่กำลังกระจายไปยังบริษัทต่าง ๆ ในห่วงโซ่เทคโนโลยีขณะเดียวกัน Generative AI มีอัตราการยอมรับการใช้งาน (Adoption Rate) ประมาณ 55% ภายในเวลาเพียง 3 ปี เร็วกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 ปี และคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ประมาณ 20 ปี สะท้อนถึงความรวดเร็วของการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีในรอบปัจจุบันบลจ.ดาโอ มองว่า AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องยังมีโอกาสสร้างการเติบโตในระยะยาว และเป็นหนึ่งในธีมที่น่าสนใจสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวควบคู่กับการวางแผนเกษียณ ล่าสุดเปิดตัว “กองทุนเปิด DAOL-GTECHRMF กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” ระดับความเสี่ยง 7 (ความเสี่ยงสูง) เปิดเสนอขายหน่วยลงทุนครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 1–22 กันยายน 2569 โดยมีนโยบายลงทุนใน Polar Capital Funds plc – Polar Capital Global Technology Fund, Class I (USD)เพียงกองทุนเดียว เฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำทั่วโลกผ่านการบริหารจัดการเชิงรุก (Active Management) โดยคัดเลือกหุ้นจากกว่า 4,000 บริษัท สู่พอร์ตประมาณ 60–85 บริษัท ที่มุ่งเน้นบริษัทเทคโนโลยีที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและพฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงบริษัทที่อยู่ในช่วง S-Curve Inflection ซึ่งเป็นจุดที่ธุรกิจเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การสร้างผลกำไรจากการเติบโตข้อมูล ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2569 กองทุนหลักมีสัดส่วนการลงทุนโดยประมาณใน AI Enablers 75% (บริษัทที่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเติบโตของ AI เช่น Semiconductor และ Cloud) และ AI Beneficiaries 15% (บริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้) โดยมีหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ อาทิ NVIDIA, Microsoft, Alphabet, TSMC, AMD และ Broadcom“จากกระแสการเติบโตของ AI เมกะเทรนด์โลก DAOL-GTECHRMF จึงเป็นทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวไปกับ AI และเทคโนโลยี ซึ่งกำลังขยายจากการพัฒนาไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง ด้วยการลงทุนผ่านกองทุนหลักที่บริหารแบบ Active และคัดเลือกบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลก ควบคู่กับการวางแผนเกษียณ และสามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด” นายอนุวัฒน์ กล่าว
ทันหุ้น • 10 ก.ย. 69
สิทธิพิเศษ
การ์มิน
บริษัท จีไอเอส จำกัด ตัวแทนในการขายสินค้าพร้อมให้บริการหลังการขายรายเดียวในประเทศไทย ของบริษัท การ์มิน คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านจีพีเอสอันดับหนึ่งของโลกจากอเมริกา มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม และผลิตภัณฑ์ GPS ให้เลือกครบถ้วนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางในรถยนต์, อุปกรณ์ GPS สำรวจพื้นที่, อุปกรณ์ GPS สำหรับการกีฬา, สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และกล้องวิดีโอ GPS ต่างๆ
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
อ่าน
แม็คกรุ๊ป” ปันผลครึ่งหลัง 0.36 บาทปี 70 รุกออนไลน์ ขยายฐานลูกค้า
#ทันหุ้น-แม็คกรุ๊ป” โชว์ฟอร์มแกร่งท่ามกลางเศรษฐกิจผันผวน ปิดปีบัญชี 69 กวาดรายได้ 4,402 ล้านบาท เติบโต 6% ทำกำไรสุทธิ 701 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายออนไลน์สร้างสถิติใหม่แตะ 1,152 ล้านบาท พุ่ง 61.8% ตอกย้ำหุ้นปันผลเด่น บอร์ดอนุมัติจ่ายปันผลงวดครึ่งปีหลังอีกหุ้นละ 0.36 บาท ดันทั้งปีรวม 0.88 บาท พร้อมกางแผนปี 70 รุกออนไลน์ ขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ สร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่องนายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ภายใต้แบรนด์ “แม็คยีนส์” เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานประจำปีบัญชี 2569 (1 กรกฎาคม 2568 – 30 มิถุนายน 2569) ว่า บริษัทสามารถสร้างการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์สงคราม การเมือง และความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยในปีบัญชี 2569 แม็คกรุ๊ปมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 4,402 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% หรือเพิ่มขึ้น 250 ล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ 4,152 ล้านบาทยอดขายจากช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) เติบโตอย่างก้าวกระโดด 61.8% สร้างสถิติใหม่ที่ 1,152 ล้านบาท ส่งผลให้สัดส่วนรายได้จากช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นเป็น 26% จาก 17% ในปีก่อน สะท้อนความสำเร็จในการปรับตัวให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ผ่านการรุกช่องทางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมรักษาความเป็นผู้นำด้านยอดขายบน TikTokขณะที่ช่องทางร้านค้าปลีกของบริษัท (Free-standing Shop) มีรายได้ 2,474 ล้านบาท ลดลง 192 ล้านบาท หรือ 7.2% และช่องทางห้างสรรพสินค้ามีรายได้ 684 ล้านบาท ลดลง 21 ล้านบาท หรือ 3% จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวอย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาความสามารถในการทำกำไรและอัตรากำไรขั้นต้นไว้ในระดับสูง โดยมีกำไรขั้นต้น 2,810 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55 ล้านบาท หรือเติบโต 5.8% จากปีก่อน และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 63.8% ใกล้เคียงกับปีก่อน จากการบริหารช่องทางจำหน่ายและกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิในปีบัญชี 2569 จำนวน 701 ล้านบาท ลดลง 7.8% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 760 ล้านบาทประธานเจ้าหน้าที่บริหารแม็คกรุ๊ปกล่าวว่า บริษัทยังคงมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวมกว่า 1,983 ล้านบาท พร้อมรองรับการดำเนินธุรกิจและแสวงหาโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ทั้งการศึกษาการขยายช่องทางไปยังตลาดต่างประเทศ การควบรวมและซื้อกิจการ (MA) รวมถึงการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวนายแมทธิวกล่าวว่า จากผลการดำเนินงานที่ยังคงสร้างกำไรสุทธิได้อย่างต่อเนื่องในทุกไตรมาสตลอดปี คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีหลังอีก หุ้นละ 0.36 บาท ส่งผลให้ทั้งปีบริษัทจ่ายเงินปันผลรวม 0.88 บาทต่อหุ้น โดยได้จ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีแรกไปแล้วหุ้นละ 0.52 บาท คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลเกือบ 100% ของกำไรสุทธิ หรือคิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7.59% โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569นายแมทธิวกล่าวเพิ่มเติมถึงแผนธุรกิจในปีบัญชี 2570 ว่า แม็คกรุ๊ปตั้งเป้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ การรุกตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ เพื่อผลักดันยอดขายและเข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่ สอดคล้องกับนโยบายการปรับฐานลูกค้าจาก Gen X และ Gen Y ไปสู่กลุ่ม Gen Y และ Gen Z มากขึ้น โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนลูกค้ากลุ่มดังกล่าวเป็น 80% ภายใน 3 ปี จากปัจจุบัน 68% ขณะเดียวกัน บริษัทจะเดินหน้านำ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลและพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อพัฒนาแคมเปญและนำเสนอสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากขึ้น โดยฐานลูกค้าสมาชิกปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 1.9 ล้านราย จาก 1.3 ล้านรายในปีที่แล้วสำหรับช่องทางออฟไลน์ บริษัทจะมุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยต่อยอดจากประสบการณ์และความแข็งแกร่งของธุรกิจที่สั่งสมมากว่า 50 ปี ทั้งเครือข่ายจุดจำหน่ายที่ครอบคลุมช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ โรงงานผลิตสินค้าที่มีความเชี่ยวชาญ และศูนย์กระจายสินค้าของบริษัทเอง พร้อมเดินหน้าปรับปรุงจุดขายเดิมอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการจุดขายที่มีผลการดำเนินงานต่ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไร โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 บริษัทมีจุดจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 567 จุด
ทันหุ้น • 31 ส.ค. 69
อ่าน
BEM Care 2026 Health Station”สถานีสุขภาพ
#ทันหุ้น- BEM Care 2026 Health Station” สถานีสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 4 - 6 กันยายน 2569 ณ Metro Mall MRT สถานีสวนจตุจักร (ทางออก 2 และ 3) โดยภายในงานจะได้พบกับหลากหลายบูธบริการด้านสุขภาพพร้อมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญมาประเมินสุขภาพและให้คำแนะนำโดยไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การคัดกรองโรคต้อหินและความผิดปกติอื่นๆ ของดวงตาจากโรงพยาบาลบ้านแพ้ว, ตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นจากโรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4 ,การประเมินความวิตกกังวลและความเครียดจากโรงพยาบาลราชวิถี, เจาะน้ำตาลปลายนิ้วจากโรงพยาบาลบางไผ่, ตรวจวัดวิเคราะห์องค์ประะกอบของร่างกาย Inbody จากโรงพยาบาบาลบางโพ, สอบถามปัญหาสุขภาพ, ตรวจวัดมวลร่างกายจากสถาบันสุขภาพและความงาม ตรัยญา, การประเมินและบรรเทาอาการปวดด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าโดย นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลรวมใจรักษ์, บริการพอกยาสมุนไพรจากศูนย์การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก, เชื่อมสายธารแห่งการให้ ส่งต่อโอกาสในการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศกับบูธบริจาคอวัยวะจากสภากาชาดไทย, พบกับผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากองค์การเภสัชกรรม GPO และบูธสินค้าเพื่อสุขภาพอีกมากมายนอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Health Talk ได้แก่การดูแลผิวในสภาวะ PM 2.5 และแสง UV เพื่อป้องกันผิวแก่ก่อนวัย จากพี่ฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร เภสัชกรและนักวิจัยสกินแคร์ถอดรหัสชะลอวัย สไตล์จ๋า จากวีเจจ๋า ดร.ณัฐฐาวีรนุช ทองมีส่งต่อพลังบวกสู่สังคม จากแรงบันดาลใจในการก้าวผ่านช่วงเวลาสำคัญ สู่บทบาทงานจิตอาสาเพื่อร่วมส่งต่อแสงสว่างและสร้างคุณค่าให้ผู้คนรอบข้าง จากกลุ่มมะเร็งเรียกพี่Fit Your Way ออกกำลังกายในสไตล์ที่เป็นคุณ จากโรงพยาบาลรวมใจรักษ์สกัดภาวะอ้วน และโรค NCDs ง่ายๆ เริ่มต้นที่จานอาหารของคุณ จากโรงพยาบาลบางโพสร้าง Routine สุขภาพดีที่ทำได้จริงในชีวิตคนเมือง จาก พญ.ดวงหทัย ยิ้มแย้ม แพทย์ประจำศูนย์ Wellness Center โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย 4แนวทางการมีอายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพ Longevity จากองค์การเภสัชกรรม GPOหยุดเวลาให้ร่างกายได้จริงหรือ? เจาะลึกเวชศาสตร์ฟื้นฟูร่างกาย และนวัตกรรมสุขภาพ แห่งอนาคต จาก TNN Upgrade Your Healthspanชวนรุ่นใหญ่ 60+ เล่าเรื่องจริงจากชีวิตส่งต่อแรงบันดาลใจสู่วัยอิสระ จาก PLEARN TELL | เพลินเล่า กิจกรรมขยับร่างกาย ได้แก่Health Dance จากครูตุ๊ก สวนลุม และ ครูหนุ่มซุมบ้ากิจกรรมยืดเหยียด Stretch away Office Syndrome จากโรงพยาบาลปิยะเวท และโรงพยาบาลในเครือบางปะกอกกิจกรรม ขยับ กระฉับกระเฉง...เต้นเพลิน เบิร์นไขมัน จากสำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)เพลินขยับ เทคนิคยืดอายุร่างกายสำหรับวัย 60+ แบบ 3B MOVE | BODY • BASE • BALANCE จาก เปาว์ Movement Facilitator PLEARNLAND และกิจกรรม Workshop ได้แก่กิจกรรมสาธิตทำเมนูสุขภาพข้าวแท่งงาขี้ม่อนลาบอกไก่ จากเชฟบีม ภวินวัชร์ ท็อปเชฟไทยแลนด์ ขนมหวานคนแรกของประเทศไทยกิจกรรม DIY เครื่องหอม Aroma Crafting สัมผัสกลิ่นหอม สร้างสรรค์พลังบวก ปรับสมดุลกายและใจBEM ตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพและคุณภาพชีวิตของผู้โดยสาร ควบคู่ไปกับการมอบบริการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย เพราะเชื่อว่าการดูแลที่ดีต้องไม่หยุดอยู่เพียงการส่งผู้โดยสารถึงจุดหมาย แต่คือการใส่ใจในทุกช่วงเวลาของการเดินทางขอเชิญชวนผู้โดยสารและประชาชนทั่วไป ร่วมเช็กอินสุขภาพได้ในงาน BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ ตั้งแต่วันที่ 4 - 6 กันยายน 2569 เวลา 10.00 - 20.00 น. ณ Metro Mall MRT สถานีสวนจตุจักร ทางออก 2 และ 3 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: BEM Bangkok Expressway and Metro
ทันหุ้น • 2 ก.ย. 69
สิทธิพิเศษ
เอ็มแอลบี
-
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
อ่าน
LEO กำไรโตกระหึ่ม 548% ขนส่งแน่น-ธุรกิจโตแรง
#LEO #ทันหุ้น - LEO กำไรพุ่งแรง 548% รับปริมาณขนส่งทะลัก ค่าระวางทรงตัวสูง ฟากธุรกิจ Non-Freight โตกระหึ่ม Self-Storage และ Container Depot รายได้ครึ่งปีแรกทะยาน 196% พร้อมธุรกิจรางโกย 192 ล้านบาท เดินหน้า 3x6 Growth Matrix ผสาน Jump+ เร่งปั้น EBITDA ขึ้นอีก 45% สู่ 50-55 ล้านบาท ภายในปี 2571นายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของบริษัท ในการบริหารจัดการการขนส่งสินค้าและการดำเนินกลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยไตรมาสนี้บริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 30 ซึ่งแม้ค่าระวางขนส่งทางเรือจะปรับตัวสูงขึ้นจากภาวะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างอิหร่าน-สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม แต่ด้วยปริมาณการขนส่งที่มากขึ้น ส่งผลให้จำนวนเงินกำไรขั้นต้นเติบโตสูงขึ้นถึงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2569 และมีรายได้รวม 390.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) และเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) อานิสงส์ปริมาณการขนส่ง และรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นในทุกๆ หน่วยธุรกิจ (SBU)@กำไรโต 6 เท่าด้านภาพรวมกำไรสุทธิ (ที่แสดงในงบการเงิน) ประจำไตรมาส 2/2569 ทำได้ 6.0 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 86 จากไตรมาส 1/2569 และเติบโตเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2/2568 ถึงร้อยละ 548 (หรือประมาณ 6 เท่า) ขณะที่กำไรสุทธิส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นใหญ่ อยู่ที่ 7.1 ล้านบาท ซึ่งหากพิจารณาจากผลการดำเนินงานปกติ (ไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัทย่อยที่รับรู้ในไตรมาส 1/2569) กำไรสุทธิของผู้ถือหุ้นใหญ่จะเติบโตสูงถึงร้อยละ 166 QoQ และเพิ่มขึ้นร้อยละ 33 YoY นอกจากนี้ EBITDA ในไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 34.1 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 YoY ส่งผลให้ EBITDA รวมครึ่งปีแรก (1H/2569) สูงถึง 67.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15 จาก 58.8 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อนนอกจากธุรกิจบริการขนส่งหลักแล้ว ธุรกิจในกลุ่ม Non-Freight และ Non-Logistics ของบริษัทฯ ยังสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญตามแผนงาน Jump+ และแนวทาง 3x6 Growth Matrix โดยกลุ่มธุรกิจพื้นที่เช่าเก็บของขนาดเล็ก (Self-Storage) และธุรกิจรับฝากตู้สินค้า (Container Depot) สามารถทำรายได้ในไตรมาส 2/2569 เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 QoQ และเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 87 YoY ซึ่งหากเปรียบเทียบในรอบครึ่งปีแรก (1H/69 กับ 1H/68) รายได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึงร้อยละ 196ขณะเดียวกัน ธุรกิจการขนส่งทางรางผ่านบริษัทในกลุ่ม ได้แก่ บริษัท LaneXang Express และบริษัท Sritrang-Leo Multimodal Logistics ก็ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยมีรายได้รวมในช่วงครึ่งปีแรก (1H/69) สูงถึง 192 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ 27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน“ผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่นในไตรมาส 2 นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ากลยุทธ์ 3x6 Growth Matrix และโครงการ Jump+ ของเราเดินมาถูกทาง การรักษาสมดุลระหว่างธุรกิจขนส่งหลักกับธุรกิจ Non-Freight ช่วยสร้างการเติบโตของรายได้ที่มั่นคงและสม่ำเสมอ สำหรับทิศทางช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทฯ คาดว่าจะยังคงได้รับผลกระทบเชิงบวกจากปริมาณการขนส่งและอัตราค่าระวางที่ทรงตัวในระดับสูง ซึ่งจะหนุนให้ผลการดำเนินงานตลอดปี 2569 เติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้” นายเกตติวิทย์ กล่าว@กางกลยุทธ์ 3 ด้านสำหรับทิศทางในครึ่งหลังปี 2569 LEO ยังคงเดินหน้ายุทธศาสตร์การเติบโต 3 ด้าน 6 มิติ ( 3x6 Growth Matrix) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการครบรอบ 36 ปี ของการดำเนินธุรกิจของ LEO ในปี 2569 นี้ รวมถึงการผลักดันแผนการสร้างมูลค่าเพิ่มตามแผนงาน Jump+ เพื่อผลักดัน EBITDA ขึ้น 45% หรือ 50-55 ล้านบาท ภายในปี 2571 และเป็นการเติบโตที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Profitability, Efficiency, Stability ควบคู่กับความมีธรรมาภิบาล การดูสิ่งแวดล้อมและสังคม
ทันหุ้น • 18 ส.ค. 69
ดู
โตเกียว เอ็มอีอาร์ ภารกิจชีวิตเดือด
Docomo • 7 ก.ค. 69
โกโจอ้วน
#OSXTRUEID
OPZTV • 26 ส.ค. 69
อ่าน
InnovestX ดัน “DR23” ทะลุ 100 หลักทรัพย์ เสิร์ฟ 19 ตัวใหม่ 6 ธีมอนาคต
#ทันหุ้น - บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เรือธงด้านการลงทุนภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์ (SCBX Group) เดินหน้าขยายโอกาสการลงทุนระดับโลกให้กับนักลงทุนไทยอย่างต่อเนื่อง สร้างอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ DR23 (Depositary Receipt) ด้วยการขยายทางเลือกการลงทุนก้าวข้าม 100 หลักทรัพย์ พร้อมเปิดตัว DR23 ชุดใหม่ จำนวน 19 หลักทรัพย์ ครอบคลุม 6 ธีมการลงทุน จากบริษัทชั้นนำในสหรัฐฯ และเอเชีย โดยเฉพาะโอกาสจาก AI Ecosystem ตั้งแต่เซมิคอนดักเตอร์ การเชื่อมต่อ AI Server และ Cloud ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน พร้อมเปิดทางสู่เทคโนโลยีแห่งอนาคตทั้ง Space Industry และ Quantum Computing เปิดซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปนายพยนต์ พงศาวรีChief Digital Products and Operating Officerบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)กล่าวว่า “การที่DR23ก้าวข้าม100หลักทรัพย์ ถือเป็นอีกหนึ่งMilestoneสำคัญที่สะท้อนความมุ่งมั่นของInnovestXแต่สิ่งที่สำคัญกว่าจำนวน คือการเพิ่มโอกาสและขยายInvestment Universeให้นักลงทุนไทยมีทางเลือกมากขึ้น ทั้งในแง่ประเทศ อุตสาหกรรม และInvestment Themeที่น่าสนใจจากตลาดชั้นนำทั่วโลกผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สะดวกยิ่งขึ้นDR23ชุดใหม่นี้สะท้อนแนวทางของInnovestXที่ต้องการคัดสรรบริษัทที่มีบทบาทในMegatrendสำคัญของโลก และเติมเต็มโอกาสการลงทุนในส่วนต่าง ๆ ของGlobal Investment Landscapeเพื่อให้นักลงทุนสามารถเลือกธีมที่สอดคล้องกับมุมมองและระดับความเสี่ยงของตนเองได้มากขึ้น”สำหรับDR23ชุดใหม่ จำนวน19หลักทรัพย์InnovestXคัดสรรภายใต้6ธีมการลงทุน โดยมีหนึ่งในแกนสำคัญคือโอกาสจากการเติบโตของAI Ecosystemซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทผู้ผลิตชิป แต่ครอบคลุมValue Chainตั้งแต่Semiconductor, Advanced Packaging, Connectivity, AI Server, CloudและEnterprise AIไปจนถึงพลังงานที่รองรับData Centerรวมถึงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างSpace IndustryและQuantum Computingนายศรัณย์ โพธิวิรัตนานนท์Head of Proprietary Tradingบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)กล่าวว่า “การเติบโตของAIกำลังสร้างโอกาสการลงทุนที่กระจายไปตลอดทั้งEcosystemตั้งแต่Semiconductor, Advanced PackagingและConnectivityไปจนถึงComputing, AI Server, Cloud, Data Infrastructureและพลังงานที่จำเป็นต่อการขยายตัวของData CenterเราจึงคัดสรรDR23ชุดใหม่นี้ให้ครอบคลุมผู้เล่นในหลายส่วนของEcosystemควบคู่กับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างQuantum ComputingและSpace IndustryรวมถึงขยายโอกาสไปยังSupply Chainฝั่งเอเชีย เพื่อเพิ่มทางเลือกในการลงทุนในธีมที่มีปัจจัยขับเคลื่อนและระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน”DR23ชุดใหม่ เริ่มซื้อขายในวันที่18สิงหาคม2569ประกอบด้วย19หลักทรัพย์ ภายใต้6ธีมการลงทุน ได้แก่กลุ่มUS – AI Semiconductor• DELL23 (Dell Technologies Inc.)–ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์อันดับหนึ่งของโลก ที่นำชิปNVIDIAและAMDมาประกอบเป็นแร็กเซิร์ฟเวอร์AIรายได้เซิร์ฟเวอร์AIโตเกินเท่าตัว• ORCL23 (Oracle Corporation)–บริษัทซอฟต์แวร์และฐานข้อมูลองค์กรระดับโลกที่ขยายธุรกิจสู่Cloud Infrastructureผ่านOracle Cloud Infrastructure (OCI)โดยธุรกิจCloudมีบทบาทสำคัญมากขึ้นจากความต้องการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับAI• IBM23 (International Business Machines Corporation)–บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกที่ปรับโครงสร้างธุรกิจสู่Hybrid CloudและAIโดยมีธุรกิจซอฟต์แวร์เป็นสัดส่วนหลัก พร้อมแพลตฟอร์มAIสำหรับองค์กรอย่างwatsonx• CRWV23 (CoreWeave, Inc.)–ผู้ให้บริการให้เช่าGPUสำหรับงานAIโดยเฉพาะ หรือNeocloudช่วยให้องค์กรเข้าถึงพลังประมวลผลสำหรับAIโดยไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อและบริหารจัดการGPUด้วยตนเอง• NOW23 (ServiceNow, Inc.)–เจ้าของแพลตฟอร์มWorkflowสำหรับบริหารจัดการงานITและกระบวนการทำงานขององค์กร ซึ่งกำลังต่อยอดAIผ่านNow Assistบนฐานลูกค้าองค์กรกว่า8,700แห่ง• QCOM23 (QUALCOMM Incorporated)–ผู้นำด้านชิปประมวลผลภายใต้แบรนด์Snapdragonและชิปโมเด็มสำหรับการเชื่อมต่อ5Gพร้อมขยายธุรกิจจากMobileสู่Edge AI, AI PCและยานยนต์• ALAB23 (Astera Labs, Inc.)–ผู้ออกแบบชิปConnectivityความเร็วสูง ช่วยให้ชิปAIจำนวนมากภายในData Centerสามารถรับส่งข้อมูลระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการขยายตัวของAI Clusterขนาดใหญ่• AAOI23 (Applied Optoelectronics, Inc.)–ผู้ผลิตOptical Transceiverสำหรับแปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง รองรับการยกระดับการเชื่อมต่อภายในAI Data Centerสู่มาตรฐาน800Gและ1.6T• AMKR23 (Amkor Technology, Inc.)–ผู้ให้บริการประกอบและทดสอบชิป (OSAT)มีความเชี่ยวชาญด้านAdvanced Packagingซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของห่วงโซ่การผลิตชิปสำหรับAIกลุ่มUS -Alternative Energy AI Power• SMR23 (NuScale Power Corporation)–ผู้พัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูล (Small Modular Reactor: SMR)ที่ได้รับการอนุมัติแบบมาตรฐานจากคณะกรรมการกำกับดูแลนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ (NRC)โดยมุ่งรองรับความต้องการพลังงานที่มีเสถียรภาพสำหรับData CenterและAI• EOSE23 (Eos Energy Enterprises, Inc.)–ผู้ผลิตระบบแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานชนิดสังกะสี (Zinc)ซึ่งเป็นทางเลือกนอกเหนือจากแบตเตอรี่ลิเทียม มีจุดเด่นด้านความปลอดภัย และเหมาะกับการกักเก็บพลังงานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานและData Centerกลุ่มUS – Space Industry• ASTS23 (AST SpaceMobile, Inc.)–ผู้พัฒนาเครือข่ายบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมที่สามารถเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือทั่วไปได้โดยตรงโดยไม่ต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ มีข้อตกลงเชิงพาณิชย์กับATT, VerizonและVodafoneและตั้งเป้าเปิดบริการเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี2570กลุ่มUS – Quantum Computing• RGTI23 (Rigetti Computing, Inc.)–ผู้พัฒนาQuantum ComputingแบบFull-stackด้วยเทคโนโลยีชิปตัวนำยิ่งยวด (Superconducting)ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบระบบไปจนถึงการผลิตชิปภายในโรงงานFabของบริษัทเองกลุ่มAsia – AI Semiconductor• SCREEN23 (SCREEN Holdings Co., Ltd.)–ผู้นำด้านเครื่องล้างทำความสะอาดแผ่นWaferซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการผลิตชิป และครองส่วนแบ่งอันดับ1ของโลกในขั้นตอนดังกล่าวตามข้อมูลProduct Sheet• IBIDEN23 (IBIDEN Co., Ltd.)–ผู้ผลิตIC Package Substrateประสิทธิภาพสูง หรือแผ่นฐานรองที่อยู่ใต้ชิปCPUและGPUโดยมีNVIDIAและIntelเป็นลูกค้ารายสำคัญ เปิดโอกาสเข้าถึงSupply ChainของAI Semiconductorฝั่งญี่ปุ่น• TONGFU23 (Tongfu Microelectronics Co., Ltd.)–ผู้ให้บริการประกอบและทดสอบชิป (OSAT)รายใหญ่ของจีน มีบทบาทในAdvanced Packagingและเชื่อมโยงกับSupply ChainของAMDผ่านการประกอบและทดสอบชิป• YOFC23 (Yangtze Optical Fibre and Cable Joint Stock Limited Company)–ผู้ผลิตOptical Fibreและสายเคเบิลแบบครบวงจร ตั้งแต่วัตถุดิบต้นทางจนถึงเส้นใยนำแสง รองรับความต้องการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงจากData Center, AIและระบบโทรคมนาคม• MURATA23 (Murata Manufacturing Co., Ltd.)–ผู้นำด้านตัวเก็บประจุขนาดเล็กMLCCซึ่งเป็นชิ้นส่วนพื้นฐานในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยAI Serverต้องใช้MLCCจำนวนมาก จึงเป็นอีกหนึ่งส่วนของSupply Chainโครงสร้างพื้นฐานAIกลุ่มAsia – Lifestyle Consumer• AJINO23 (Ajinomoto Co., Inc.)–บริษัทอาหารและเครื่องปรุงรสระดับโลกที่มีธุรกิจอาหารเป็นรายได้หลัก ขณะเดียวกันยังเป็นเจ้าของเทคโนโลยีAjinomoto Build-up Film (ABF)ซึ่งเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในแผ่นฐานรองชิปCPUและGPUประสิทธิภาพสูง ทำให้บริษัทมีความเชื่อมโยงกับSemiconductor Supply ChainนอกเหนือจากธุรกิจConsumerนายศรัณย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “จุดเด่นของDR23ชุดใหม่นี้ คือการเปิดมุมมองให้นักลงทุนเห็นว่าโอกาสจากAI Ecosystemได้ครบขึ้น ตั้งแต่ผู้ผลิตอุปกรณ์และชิ้นส่วน ผู้ประกอบและทดสอบชิป ระบบเชื่อมต่อและรับส่งข้อมูลCloudและAI Serverไปจนถึงพลังงานที่ต้องรองรับData Centerขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน เรายังเพิ่มทางเลือกในSpace Industry, Quantum ComputingและLifestyle Consumerและทางเลือกทั้งในสหรัฐ และเอเชีย เพื่อให้นักลงทุนมีInvestment Choiceที่หลากหลายมากขึ้น”DR23ชุดใหม่ทั้ง19หลักทรัพย์ เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่18สิงหาคม2569นักลงทุนสามารถซื้อขายผ่านบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ไทย โดยผู้ลงทุนควรศึกษาลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ทั้งความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ต่างประเทศอ้างอิง อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงจากผู้ออก และสภาพคล่อง โดยหลักทรัพย์บางบริษัทในชุดนี้ยังอยู่ในช่วงก่อนสร้างรายได้เชิงพาณิชย์หรือมีความเสี่ยงเฉพาะตัวสูง
ทันหุ้น • 18 ส.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ICONSIAM
ไอคอนสยามเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบผสมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยความร่วมมือของ สยามพิวรรธน์เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์) กำหนดเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561
อาหารนานาชาติ • 1 ส.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ลด 10% บัตรเข้าชม Main Hall, Rail Cinema and VR Experience Hall ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดสูงสุด ฿69ที่ Space and Time Cube+ ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนนรับส่วนลด 10% บัตรเข้าชม Main Hall + Rail Cinema-ผู้ใหญ่ (ส่วนสูงตั้งแต่ 140 ซม. ขึ้นไป หรืออายุ 18 ปีขึ้นไป) : ราคาปกติ 699.--เด็ก (ส่วนสูงตั้งแต่ 100 ซม.139 ซม.) : ราคาปกติ 549.-และ บัตรเข้าชม VR Experience Hall-ผู้ใหญ่ / เด็ก (อายุ 8 ปีขึ้นไป) : ราคาปกติ 349.-เปิดให้บริการทุกวัน-วันจันทร์ ศุกร์ เวลา 10:30 21:30 น.-วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 21:30 น.เด็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 80 ซม. สามารถเข้าใช้บริการฟรี**สิทธิพิเศษใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. - 31 ต.ค. 69** เงื่อนไข 1. กรุณาทำการใช้สิทธิ์ล่วงหน้า 2 วัน ซื้อบัตรได้ที่ Eventpass: https://ticket.eventpass.co/event-detail/Space-Time-Cube-TrueDtac-Deal2. เด็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 100 ซม. ไม่สามารถซื้อบัตร Rail Cinema ได้3. เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 8 ปี ไม่สามารถซื้อบัตร VR Experience Hall ได้4. บัตรเด็กสำหรับผู้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 140 ซม. และต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองตลอดระยะเวลาการเข้าใช้บริการ5. ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) สามารถซื้อบัตรในราคาบัตรเด็กได้ โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน6. ผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการสามารถเข้าใช้บริการฟรี โดยแสดงบัตรประจำตัวคนพิการ7. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี8. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้9. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้10. 1 ท่าน /1 สิทธิ์ /1 เดือน
พิพิธภัณฑ์ • 1 ส.ค. 69
อ่าน
SLEEPING CLOUD พลิกนิยามวงการชุดนอน เปิดตัว Lyocools™ นวัตกรรมชุดนอนผ้าติดแอร์
ในวันที่ทุกคนวิ่งตามเทรนด์สุขภาพ ออกกำลังกายอย่างมีวินัย เลือกกินอย่างพิถีพิถัน และฮีลใจผ่าน Mental Wellness แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามอยู่เสมอ นั่นคือคุณภาพของการนอน ช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างแท้จริง SLEEPING CLOUD มองเห็นจุดนี้ และตอบกลับด้วยการประกาศก้าวครั้งสำคัญในงาน "The New Era of Sleepwear" พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมผ้าซิกเนเจอร์ Lyocools CoolMode Fabric Technology หรือ ชุดนอนผ้าติดแอร์ ภายใต้แนวคิด "Beyond Sleepwear. Into Sleep Care." ที่ชวนให้ทุกคนมองชุดนอนใหม่อีกครั้ง จากเสื้อผ้าธรรมดาสำหรับเข้านอน สู่ไอเทมที่มีบทบาทโดยตรงต่อคุณภาพการพักผ่อนในทุกค่ำคืน ควบคู่ไปกับคอลเลกชันใหม่ที่ผสานความแฟชั่นและความสบายไว้อย่างลงตัว งานนี้ยังพาแขกทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์การเลือกซื้อชุดนอนรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย ผ่านคอนเซ็ปต์ Smart Sleep Station (Sleep Upgrade Experience) โดยมีเหล่าแขกคนสำคัญมาร่วมสร้างสีสันให้คอลเลกชัน 7 days Pajamas นี้ อาทิ เก้า สุภัสสรา พรีเซนเตอร์แห่งแบรนด์ พร้อมด้วย เจมีไนน์ นรวิชญ์, วิว เบญญาภา, พราว อรณิชา, โยโกะ อาภัสรา, มีมี่ เหมือนฝัน และ มิ้นท์ ธิฌาน์ ณ ลาน Atrium @ Siam Center เมื่อ "การนอน" กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางกระแส Wellness ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตคนยุคนี้ การนอนกลับเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นรากฐานของทุกอย่าง SLEEPING CLOUD จึงใช้เวลาพัฒนา Lyocools เทคโนโลยีผ้าจากเส้นใยธรรมชาติแท้ที่ออกแบบมาเพื่อการนอนโดยเฉพาะ ให้สัมผัสที่นุ่มละมุน เย็นสบายราวกับมีเครื่องปรับอากาศแนบผิว ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม จัดการความร้อนและความชื้นสะสมระหว่างการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่เป็น Sleep Booster ที่ช่วยให้ร่างกายอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดคืน หลับได้ลึกและต่อเนื่องโดยไม่สะดุ้งตื่นเพราะความร้อน ความน่าเชื่อถือของ Lyocools ยังได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบมาตรฐาน CoolMode จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) พร้อมคุณสมบัติ Anti-Bacteria ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างผ้า ทำให้ Lyocools ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมของชุดนอนอีกต่อไป แต่กลายเป็น ชุดนอนติดแอร์ มาตรฐานใหม่ของ "Sleep Care Item" ที่ทำให้ทุกค่ำคืนกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง Chic Comfort Pajamas นิยามใหม่ของ Everyday Sleepwear ดีไซน์คอลเลกชันล่าสุดของ SLEEPING CLOUD ยังคงยืนหยัดกับ DNA ที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาตลอดผ่านแนวคิด "Chic and Comfort Pajamas" ที่หลอมรวมความน่ารัก ความสบาย และแฟชั่นไว้ในชุดเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ Your 7 days Pajamas ที่มาพร้อม 7 สีสำหรับ 7 วัน ตอกย้ำภาพของ Everyday Pajamas ที่ไม่ใช่แค่ชุดนอน แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในทุกวัน ความน่าจับตาของคอลเลกชันนี้อยู่ที่การร่วมมือกับ S.W. Smiley คาแรกเตอร์ระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ที่นำมาสร้างสรรค์ในสไตล์ Streetwear ผ่านไอเทมหลากหลาย ทั้งชุดนอน เสื้อยืด และคาดิแกน ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมลาย Newspaper ภายใต้ธีม "Pajamas Update, Sleep Upgrade" และลาย Minimal ที่ซ่อนข้อความให้กำลังใจในแต่ละวัน ตั้งแต่ Soft Reset Monday, Gentle Tuesday ไปจนถึง Therapy Sunday รายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ทุกคืนที่สวมใส่กลายเป็นช่วงเวลาของการฮีลใจไปในตัว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว เก้า สุภัสสรา ในฐานะพรีเซนเตอร์แห่งแบรนด์ SLEEPING CLOUD ที่ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองจากภายใน สะท้อนแนวคิดที่ว่าความสวยและสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งภายนอก แต่เริ่มต้นจากการนอนหลับที่มีคุณภาพ กลายเป็นตัวแทนของ "Sleep Care Lifestyle" ที่มองว่าการพักผ่อนไม่ใช่เพียงการหยุดพัก แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน และหากพูดถึงสิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษที่สุดคือ Smart Sleep Station (Sleep Upgrade Experience) สเตชั่นแอนด์สโตร์รูปแบบใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย ที่มาในรูปแบบตู้กดชุดนอนพร้อมจอสัมผัสให้เลือกชมคอลเลกชันได้แบบอินเทอร์แอคทีฟ มอบประสบการณ์ Grab and Go ที่สะดวกรวดเร็ว แต่ยังคงความรู้สึกพิเศษราวกับกำลังอันบ็อกซ์ของขวัญให้ตัวเองหรือคนที่รัก SLEEPING CLOUD เตรียมขยาย Smart Sleep Station ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงประสบการณ์การนอนที่ดีขึ้นได้ง่ายกว่าที่เคย โดยเริ่มต้นสัมผัสประสบการณ์นี้ได้ในราคาเพียง 990 บาท พบกับ SLEEPING CLOUD และ The New Era of Sleepwear ได้ที่ Flagship Store สาขา Siam Center ชั้น 1, Siam paragon ชั้น 3, Iconsiam ชั้น1, Central Eastville ชั้น 1 และ Mega Bangna ชั้น 1 ที่รวบรวมทุกคอลเลกชันไว้ครบครัน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Instagram: @sleepingcloud.th, FB: Sleepingcloud, Tiktok: sleepingcloud.official หรือ Line@: sleepingcloud
ข่าว • 25 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ลูกค้าสมาชิก YOU Club รับสิทธิ์ซื้อ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space
ลูกค้าสมาชิก YOU Club รับสิทธิ์ซื้อ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space ข้อกำหนดและเงื่อนไขของ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Spaceสำหรับลูกค้ากลุ่มนักเรียน และนักศึกษาภายใต้เงื่อนไขของแคมเปญ Student Club1. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทรูมูฟเอช หรือดีแทค ในระบบเติมเงิน ในนามบุคคลธรรมดาของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (บริษัทฯ) ที่สมัครใช้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง2. สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้บริการที่มาอายุระหว่าง 7 - 24 ปี เมื่อเปิดใช้ซิมเติมเงิน หรือกด *808# และมียอดเติมแพ็คสะสม 199 บาทขึ้นไป3. สิทธิประโยชน์ รับสิทธิ์ซื้อแพ็ก Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากปกติ 1099 บาท/เดือน) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space ทุกสาขา เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บริษัทฯ กำหนด4. ผู้ใช้บริการจะต้องทำการกดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน TrueID จาก SMS เมื่อเปิดใช้ซิมเติมเงิน หรือกด *808# และมียอดเติมแพ็คสะสม 199 บาทขึ้นไป โดยสามารถแลกรับสิทธิได้จำนวน 1 ครั้ง/เดือน เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด5. กรุณากดรับสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ True Space ทุกสาขาที่ร่วมรายการ และ แสดง QR Code หรือ Barcode เพื่อรับสิทธิ์ก่อนเข้าใช้บริการเท่านั้น (งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย/ภาพ Screenshot ทุกกรณี)6.โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี7. การใช้สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถนำผู้ติดตามเข้ามาในพื้นที่ Co-Working Space ได้8. เงื่อนไขการเข้าใช้งานพื้นที่เป็นไปตามที่ ทรูสเปซกำหนด กรุณาศึกษาเงื่อนไขและข้อกำหนดก่อนการเข้าใช้งานทรูสเปซทุกครั้ง9. สิทธิพิเศษภายใต้การส่งเสริมการขายนี้ มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถแลกคือหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ รวมถึงไม่สามารถโอนสิทธิในการได้รับให้แก่บุคคลอื่นได้10. ผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายรับรองว่าข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตนเป็นข้อมูลของตนและเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง กรณีบริษัทฯ ตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จหรือไม่ใช่ข้อมูลของผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายบริษัทฯ มีสิทธิ์ในการยกเลิกการให้รางวัล11. บริษัทฯ มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงระยะเวลารายการส่งเสริมการขาย วิธีการร่วมรายการส่งเสริมการขาย รางวัล และรายละเอียดเงือนไข หรือรายละเอียดอื่นใด โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายทราบ ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้น คำสัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด
บริการทั่วไป • 1 พ.ย. 68
อ่าน
ACEคว้าโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ดันพอร์ตแตะ100.2เมก
#ACE #กกพ. #ทันหุ้น - ACE ลงนามสัญญาให้สิทธิลงทุนก่อสร้าง-ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนนครพนม 9.9 เมกะวัตต์ กับเทศบาลเมืองนครพนม หนุนกำลังผลิตพอร์ตโรงไฟฟ้าขยะชุมชนแตะ 100.20 เมกะวัตต์ ด้านโบรกมองกกพ. ตรึงค่าไฟงวดกันยายน-ธันวาคมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นลบในระดับไม่มีนัย พร้อมลุ้นประเด็น PDP ฉบับใหม่หนุนหุ้นวิ่งรอบต่อไปนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE เปิดเผยว่า บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยโดยอ้อมที่ ACE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% และ เป็นผู้ชนะการประมูลและได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและดำเนินโครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนโดยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิดแบบ Waste to Energy (WTE) ของเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม) ได้เข้าลงนามสัญญาให้สิทธิลงทุนก่อสร้างและดำเนินโครงการ (สัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการ) ดังกล่าวกับเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นคู่สัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว@กำลังผลิต 9.9 เมกโดยสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาแบบ Build-Own-Operate (BOO) มีอายุ 25 ปี และคาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 8.0 เมกะวัตต์ โดยหากมีความคืบหน้าที่เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม ซึ่งรวมถึงการเข้าทำสัญญา PPA บริษัทจะแจ้งให้ทราบต่อไปทั้งนี้เมื่อรวมโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม กลุ่มบริษัทจะมีโครงการโรงไฟฟ้าประเภทโรงไฟฟ้าขยะชุมชนรวมทั้งสิ้น จำนวน 11 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 100.20 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD)แล้ว 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 12 เมกะวัตต์, อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโดยลงนามสัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการและสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 18.90 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างรอการพัฒนาโครงการโดยลงนามสัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 7 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 69.30 เมกะวัตต์@พร้อมเข้าประมูล อนึ่งก่อนหน้านี้ นายธนะชัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางมากขึ้นชัดเจน หลังจากธุรกิจ Data Center ขยายตัวนำเข้าในประเทศไทยทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก ประกอบกับที่มาพลังงานถูกกำหนดให้ต้องมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสในการเติบโตที่มากขึ้นสำหรับ ACE ด้วยโดยบริษัทมีความพร้อมในทุกด้าน สำหรับการเข้าร่วมประมูลในทุกประเภทพลังงานที่บริษัทเห็นโอกาส ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงพลังงานน้ำในต่างประเทศที่บริษัทยังคงติดตามศึกษา ด้าน นายธันย์ จิระสิทธิกร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปัจจุบันยังน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าคงเดิมแม้ว่า ล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวม VAT) ภายใต้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า โดยบ้านอยู่อาศัยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจะได้รับสิทธิ คิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม โดยนโยบายนี้จะส่งผลอัตรากำไรผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าได้@ลุ้น PDP ฉบับใหม่นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” เพิ่มเติมว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้ แทบไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ตราบใดที่ค่าไฟฟ้ายังอยู่ในระดับไม่ต่างจากเดิมและไม่มีการไปแตะต้องค่า AP ขณะที่ปัจจัยที่จะเป็นจุดผลักดันความน่าสนใจหุ้นโรงไฟฟ้าคือความคืบหน้าแผน PDP ฉบับใหม่ แต่เนื่องจากราคาหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวปรับขึ้นมาพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ จึงแนะนำให้รอจังหวะที่ราคาย่อตัวลงก่อนเข้าสะสม
ทันหุ้น • 24 ก.ค. 69
อ่าน
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ“โครงการ 60 ยังแจ๋ว”
#ทันหุ้น-นายปราโมทย์ พวงสำลีผู้อํานวยการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (ธุรกิจค้าปลีก)บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโคร-โลตัสร่วมกับนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU)โครงการ 60 ยังแจ๋วเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงานที่ แม็คโคร และ โลตัส ส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำพร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่างปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ จุฑากรณ์,นายอัตถสิทธิ์ เจียมฉวีและนางวรรณภา สุขคงพร้อมคณะผู้บริหารร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชาบดี อาคารกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับโครงการ โครงการ 60 ยังแจ๋ว เป็นโครงการที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินการมาต่อเนื่องมากว่า 3 ปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยทั้งด้านการการจ้างงานสร้างรายได้ รวมไปถึงการสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม ที่ช่วยเติมเต็มทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ทางสังคม ของผู้สูงวัยผ่าน 60 ยังแจ๋ว คลับ คอมมูนิตี้สำหรับActive Seniorsภายใต้ 3 กลุ่มกิจกรรมหลัก ได้แก่ Fit, Food, Funเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมายในทุกวัน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกลุ่มเพื่อติดตามข่าวสารของโครงการ 60 ยังแจ๋ว ได้ผ่านLine OA: @60plusclub (60 ยังแจ๋ว คลับ) และสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่https://www.facebook.com/makroHQหรือhttps://www.facebook.com/lotussth
ทันหุ้น • 14 ก.ค. 69
อ่าน
CPN ชิงแลนด์มาร์คสยาม ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านอัพค่าเช่า
#CPN #ทันหุ้น - CPN จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท ลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส "CenTRal cENtrAL" บนแยกปทุมวัน เปิดศูนย์การค้าไตรมาส 2/2570 พร้อมต่อยอดโมเดล Mixed-Use สร้างรายได้ประจำ เสริมศักยภาพย่านสยามสแควร์สู่ Global Magnet ชูความต้องการเช่าสูง อัตราเช่า 90% นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPN เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการ CenTRal cENtrAL ในรูปแบบ Next-Generation Mixed-Use เพื่อต่อยอดธุรกิจจากศูนย์การค้าสู่การพัฒนาโครงการที่ผสานพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน โรงแรม และพื้นที่สาธารณะไว้ในโครงการเดียว ภายใต้แนวคิด "Young. Bold. Global" โดยใช้งบลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท และมีกำหนดเปิดให้บริการส่วนศูนย์การค้าในไตรมาส 2/2570ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวพัฒนาร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปี เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองมาร่วมพัฒนาแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนย่านสี่แยกปทุมวัน รองรับการเติบโตของย่านสยามสแควร์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯสำหรับโครงการ CenTRal cENtrAL มีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกประมาณ 40,000 ตารางเมตร พื้นที่สำนักงานเกรดเอ 12 ชั้น พื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร โรงแรม 25hours Hotel จำนวนประมาณ 350 ห้อง ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมดังระดับโลกในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ 3 ชั้น เชื่อมต่อพื้นที่สำนักงานและโรงแรม เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างครบวงจร“การพัฒนาจะแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรกศูนย์การค้าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 ขณะที่อาคารสำนักงานจะเปิดในไตรมาส 4/2569 และโรงแรมซึ่งสร้างอยู่บนส่วนอาคารสำนักงานจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572 บริษัทมองว่า จุดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาพื้นที่มิกซ์ยูส แต่ยังถูกวางตำแหน่งเป็น "Global SME Showcase" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแบรนด์รุ่นใหม่ต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z นักสร้างสรรค์ และ Digital Nomad ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของย่านสยามสแควร์ในอนาคต”นายชนวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ขณะที่ย่านสยามสแควร์ถือเป็นศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์ของเมือง การร่วมมือกับมิตซูบิชิ เอสเตท จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้านศักยภาพของโครงการ CenTRal cENtrAL อยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนและโครงข่าย Skywalk อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว โดยบริษัทตั้งเป้าทราฟฟิกภายในโครงการไว้ที่ประมาณ 50,000-60,000 คนต่อวัน สอดรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวในย่านสยามสแควร์ที่มีมากกว่า 50 ล้านคนต่อปีมั่นใจรายได้มั่นคงดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด CPN ระบุ การลงทุนครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์การเติบโตของ CPN ที่มุ่งพัฒนาโครงการแบบ Mixed-Use ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจหลักของบริษัทในการสร้างรายได้ประจำ จากค่าเช่าศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโรงแรม มากกว่าการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว สะท้อนจากปริมาณผู้ใช้บริการหรือจำนวนคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ภายในศูนย์การค้า (Traffic) โดยเฉพาะ Destination อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล ภูเก็ต ฯลฯ ปริมาณทราฟฟิกภายในแต่ละศูนย์การค้าเฉลี่ยวันธรรมดาที่ราว 7 หมื่น – 1 แสนคนต่อวัน และเร่งตัวแตะ 2 แสนคนต่อวันในช่วงวันหยุด หรือกรณีที่มีการกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานรายปีของ CPN รายได้หลักมาจาก “รายได้ค่าเช่าและบริการ” ในปีล่าสุด (2568) มีรายได้รวม 53,009 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 43,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบัน CPN มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 90% สะท้อนความต้องการเช่าพื้นที่ในโครงการของ CPN ที่ยังอยู่ในระดับสูง“จุดแข็งของ CPN คือการเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ ที่ได้รับรายได้จากสัญญาเช่าระยะยาว ขณะที่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ทำหน้าที่เป็นผู้เช่าหลัก ช่วยสร้างทราฟฟิกและระบบนิเวศทางธุรกิจภายในโครงการ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทมีเสถียรภาพและสามารถคาดการณ์ได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อจะผันผวน”อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังต้องติดตามความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจกระทบผู้เช่ารายย่อย ภาระการลงทุนของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ รวมถึงการแข่งขันจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ แต่ยังเชื่อมั่นว่าโครงการ CenTRal cENtrAL จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจของ CPN สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันย่านสยามสแควร์สู่การเป็น "Global Magnet" ที่สามารถดึงดูดผู้คนและธุรกิจจากทั่วโลกได้ในอนาคต
ทันหุ้น • 7 ก.ค. 69
อ่าน
CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวัน
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวันบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เดินหน้าขยายธุรกิจศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูสอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการโครงการ Central Northville อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศร่วมทุนกับ Mitsubishi Estate พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณสยามสแควร์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการบริโภคและตลาดค้าปลีกในประเทศไทยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของ CPN และผู้ประกอบการรายอื่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย และสะท้อนกลยุทธ์หลักของธุรกิจศูนย์การค้าในปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาโครงการเดิมใหม่ทั้งหมด การรีโนเวตสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และการสร้างโครงการเรือธงในทำเลศักยภาพสูงCentral Northville ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ใช้งบลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 59 ไร่ และมีพื้นที่อาคารรวม (GBA) 210,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนนรัตนาธิเบศร์ โดยเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดจากศูนย์การค้า Central Rattanathibet เดิมที่เริ่มรื้อถอนตั้งแต่ปี 2567โครงการดังกล่าวถือเป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 4 ของ CPN ในจังหวัดนนทบุรี ต่อจาก Central Westgate, Central WestVille และ Central Chaengwattana ซึ่งรองรับประชากรรวมกว่า 1.8 ล้านคน โดยบริษัทระบุว่าเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Biophilic Design ซึ่งเน้นสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตระยะยาวภายในโครงการมีร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ โดยกว่า 80% เป็นแบรนด์ใหม่สำหรับพื้นที่ดังกล่าว พร้อมจุดเด่นสำคัญ เช่น D-Sports Stadium ขนาดกว่า 2,500 ตารางเมตร, Fitness First รูปแบบใหม่, ลู่วิ่งระยะทาง 450 เมตร รวมถึงพื้นที่สำหรับครอบครัวและสัตว์เลี้ยงขณะเดียวกัน CPN และ Mitsubishi Estate ได้ประกาศโครงการร่วมทุน “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณแยกปทุมวัน บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ โดย CPN ถือหุ้น 60% และ Mitsubishi Estate ถือหุ้น 40%โครงการดังกล่าวมีพื้นที่อาคารรวม 141,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยศูนย์การค้าสูง 8 ชั้น ร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 อาคารสำนักงานสูง 12 ชั้น รองรับพนักงานราว 2,500 คน เปิดในไตรมาส 4/2570 และโรงแรม 25hours Hotel แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 349 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572ฝ่ายวิจัยทิสโก้ประเมินว่าโครงการ CenTRal CENtrAL จะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ CPN ประมาณ 1 บาทต่อหุ้น แม้ขนาดโครงการจะเล็กกว่าการขยาย Mega Bangna แต่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่า จากการตั้งอยู่ในทำเลพรีเมียมใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพด้านการค้าปลีกและการท่องเที่ยวสูงนอกจากนี้ ทิสโก้ยังมองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของคู่แข่งอย่าง “1981 Soul Sold” ของ The Mall Group ซึ่งใช้งบลงทุน 1,300 ล้านบาทในการปรับปรุง The Mall Ramkhamhaeng เดิม สะท้อนแนวทางการพัฒนาสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และตอกย้ำการแข่งขันในธุรกิจศูนย์การค้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคจากการขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ และความแข็งแกร่งของพอร์ตศูนย์การค้าเดิม ฝ่ายวิจัยทิสโก้ยังคงเลือก CPN เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเหมาะสมที่ 83 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าโครงการใหม่ทั้ง Central Northville และ CenTRal CENtrAL จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และมูลค่าในระยะยาว.
ทันหุ้น • 7 ก.ค. 69
อ่าน
PROEN เกาะเมกะเทรนด์ ปักธงสมาร์ทซิตี้เต็มสูบ
#PROEN #ทันหุ้น - PROEN รับเมกะเทรนด์ Cloud - Data Center บูม ดันรายได้ธุรกิจคลาวด์ทะยานแตะ 100 ล้านบาท พร้อมเดินเกมปรับพอร์ตครั้งใหญ่ ลดน้ำหนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หันโฟกัส Cloud, Data Center, ICT Smart City เต็มสูบ ปักหมุดลุยพื้นที่ EEC รับงบลงทุนภาครัฐขยายตัวนายกิตติพันธ์ ศรีบัวเอี่ยม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ PROEN หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศ ด้านธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 กลุ่มธุรกิจให้บริการคลาวด์ภาครัฐมีแนวโน้มเติบโตที่ดี คาดว่าปีนี้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะมีรายได้รวมประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าโตแรงมากเมื่อเทียบกับฐานปีก่อนที่มีรายได้แค่ 5 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังโตต่อเนื่อง@ธุรกิจคลาวด์โตทั้งนี้ประเมินว่าในปีหน้า (ปี 2570) ธุรกิจการให้บริการคลาวด์ภาครัฐของ PROEN ยังจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะในปีงบประมาณ 2570 ภาครัฐได้ปรับเพิ่มงบบริการคลาวด์ภาครัฐเป็น 8,480 ล้านบาท และ PROEN ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ภาครัฐที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการให้บริการ ประกอบกับเราก็เป็นพันธมิตรกับบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT ในการขับเคลื่อนโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCCนายกิตติพันธ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่กลุ่ม PROEN ปรับโครงสร้างธุรกิจในกลุ่มให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโครงสร้างรายได้หลัก 35% จะมาจากกลุ่มธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ICT) มีสัดส่วน 30% และกลุ่มธุรกิจเมืองอัจฉริยะ ( Smart City) 35%ในส่วนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ดำเนินธุรกิจโดยบริษัทลูกคือ บริษัท โปรเอ็น เทเลบิซ จำกัด บริษัทมีนโยบายที่จะลดสัดส่วนงานรับเหมาก่อสร้างลง มุ่งไปรับงานด้าน Smart City ซึ่งประกอบด้วย กล้องวงจรปิด (CCTV) โปรแกรมการบริหารจัดการเมือง ให้บริการระบบความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการขยะ รวมทั้ง ระบบกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ (Solar BESS) และระบบ EV Charging Station โดยจะเน้นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ ที่มีงบประมาณมากพอในการยกระดับเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ รวมทั้งพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC@เจาะธุรกิจ“ปีนี้กลุ่ม PROEN มีเป้าหมายชัดเจนในการรุกธุรกิจ 3 ส่วน ทั้งธุรกิจให้บริการคลาด์และดาต้าเซ็นเตอร์ และกลุ่ม ICT กลุ่ม Smart City เพราะเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกันเราก็เดินหน้าลดสัดส่วนงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างลง เพราะประเมินแล้วว่าเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันสูง ความสามารถในการทำกำไรต่ำ” นายกิตติพันธ์ กล่าว
ทันหุ้น • 3 ก.ค. 69
อ่าน
ทรีนีตี้ แนะเก็งกำไร 5 กลุ่มหลบภัยเงินเฟ้อ-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
#ทันหุ้น-บล.ทรีนีตี้ ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะเข้าช้อนซื้อหุ้นในกลุ่ม Tech-related อย่างอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่ม Rate-sensitive อย่าง ไฟแนนซ์, ที่อยู่อาศัย และกลุ่ม Bond-like อย่าง Utilities/IFF/REIT เป็นต้น ในเชิงกลยุทธ์ตราบใดที่ SET Index ยังคงยืนอยู่สูงกว่าบริเวณแนวต้านทาง Valuation ของฝ่ายวิจัยที่ 1,540 จุด ยังคงแนะนำ Wait Seeในภาพรวม และเลือกถือครองการเก็งกำไรไปยังกลุ่มหุ้นแนะนำประจำเดือนมิถุนายนของฝ่ายวิจัย ซึ่งมองว่าค่อนข้างปลอดภัยจากทั้งปัจจัยความเสี่ยงเงินเฟ้อ การเข้มงวดนโยบายการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งได้แก่1) กลุ่ม Consumer staple เช่น CPAXT, CPALL2) กลุ่ม ICT เช่น ADVANC, TRUE3) กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS, CHG4) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA5) กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STECON
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
SEAFCO โอกาสงานดาต้า ลุ้นรัฐประมูลหนุนฐานราก
#SEAFCO #ทันหุ้น - SEAFCO มองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านบาท เป็นโอกาส รับมีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติติดต่อประเมินงานต่อเนื่อง ชูแบ็กล็อกแน่น 1.4 พันล้านบาท เดินหน้าประมูลงานใหม่ถึงกลางปี 2570 โบรกชี้มาร์จิ้นดีเกินคาด วางเป้า 3.46 บาท ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ทำงานฐานราก – เสาเข็มมากกว่า 50 ปี สามารถรับงาน ได้ทั้งโครงการภาครัฐบาล และงานภาคเอกชน สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) หลายโครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.5 แสนล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการทั้งในประเทศ – ต่างประเทศติดต่อให้ไปประเมินราคางานอย่างต่อเนื่อง“SEAFCO มีประสบการณ์ในการทำโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วประมาณ 2-3 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันมีงานดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งจากผู้ลงทุนชาวไทย และต่างชาติ แต่ SEAFCO จะพิจารณารับงานตาม ความเหมาะสมของกำลังแรงงาน ที่มีอยู่ เพื่อรักษาชื่อเสียงและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเจ้าของโครงการ”โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาจ้างเฉพาะค่าแรง โดยมีงานหลักคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มราว 7-8 สถานีรองรับรายได้ถึงสิ้นปี 2569 นี้ จึงยังคงเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.8 พันล้านบาท และยังคงทยอยประมูลงานเข้ามาเติม Backlog อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถรองรับรายได้ถึงราวกลางปี 2570หวังรัฐ เร่งประมูลงานดร.ณรงค์ คาดหวังว่า รัฐบาลจะทยอยเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจก ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการที่ผู้รับเหมาหลักประสานให้ประเมินมูลค่างานต่างๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เสนอราคาที่สะท้อนต้นทุนปัจจุบันทั้ง ราคาน้ำมัน ราคาวัสดุก่อสร้าง ให้กับ ผู้รับเหมาหลักเพื่อรักษาศักยภาพการทำกำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน บริษัทได้เจรจาขอปรับราคากับผู้รับเหมาหลัก ควบคู่กับการปรับเพิ่มงบประมาณต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบขึ้นประมาณ 5% ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร 1-2%“SEAFCO เป็น “Second Choice” ต้องรอให้ "ผู้รับเหมาหลัก" สามารถประมูลงานได้ก่อน จึงจะเข้าไปรับช่วงต่อ โดยจะพิจารณารับงานกับผู้รับเหมาหลักที่เคยทำงานร่วมกัน และมีความมั่นใจว่าเมื่อทำงานเสร็จแล้วจะสามารถเก็บเงินได้”งานมาร์จิ้นสูงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 SEAFCO มี Backlog อยู่ที่ 1.41 พันล้านบาท มีงานใหม่และหนังสือแจ้งเริ่มงาน สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 77.2 ล้านบาท Backlog ปัจจุบันประกอบด้วย โครงการภาครัฐ 74% และโครงการภาคเอกชน 26% โดยแบ่งตามประเภทงานสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียวคิดเป็น 86% และสัญญาแบบรวมค่าแรงและวัสดุคิดเป็น 14%จึงคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้สูงกว่าที่เคยทำประมาณการไว้ สะท้อนจาก GPM ในงวดไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 34% เทียบกับประมาณการทั้งปีที่ทำไว้ราว 20% จึงพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการ GPM ทั้งปี 2569 เป็น 24% ผลกระทบจากราคาวัสดุที่สูงขึ้นยังดูอยู่ในระดับจำกัดในช่วงนี้ เนื่องจาก Backlog ส่วนใหญ่ปัจจุบันเป็นสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียว จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 3.46 บาท และคาดจะมีการเปิดประมูลโครงการภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง 2569
ทันหุ้น • 10 มิ.ย. 69
อ่าน
BEM โบรกมองรัฐดันตั๋วร่วม เป็นบวกช่วยลด Overhang
#BEM #ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีหรือครม. ในวันพรุ่งนี้ เพื่อเห็นชอบหลักการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลระบบรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย พร้อมผลักดันนโยบายค่าโดยสารใหม่ที่กำหนดเพดาน 17-45 บาทต่อเที่ยว และเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวในการเดินทางข้ามสาย ภายใต้ระบบ Clearing House กลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อโครงข่ายและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนฝ่ายวิจัยประเมินแนวทางดังกล่าวเป็นบวกต่อ BEM เพราะช่วยลด Overhang จากประเด็นซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าที่กดดัน sentiment การลงทุนหุ้น BEM มาตลอด อีกทั้งสะท้อนว่าภาครัฐเลือกใช้แนวทาง “ชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร” มากกว่าการซื้อคืนสัมปทานโดยตรง ซึ่งมีต้นทุนทางการคลังสูงและซับซ้อนด้านกฎหมาย โดยธุรกิจรถไฟฟ้าของ BEMกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทน โดยเฉพาะสายสีน้ำเงินที่ได้รับอานิสงส์จากการเชื่อมต่อโครงข่ายที่สมบูรณ์มากขึ้น และจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการเปิดสายสีส้มในปี 71ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ความชัดเจนของแนวทางชดเชยรายได้ให้เอกชนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามสิทธิที่ควรได้รับ ทั้งในส่วนของ BEM และ BTS รวมถึงความพร้อมของระบบตั๋วร่วมและ Clearing House ตลอดจนความต่อเนื่องของแหล่งเงินชดเชยจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของนโยบายในระยะยาวฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมของ BEM ที่ 8.00 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากภาพรวมธุรกิจที่มีความมั่นคง กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเติบโตของ Ridership รวมถึงโอกาสรับงานใหม่ทั้งโครงการทางด่วน Double Deck และสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ราคาหุ้น BEM ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 5.25 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.94% มีมูลค่าการซื้อขาย 556.06 ล้านบาท
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
EURO ปักหมุด เจาะทองหล่อ ลักซ์ชัวรีลิฟวิ่ง
#EURO #ทันหุ้น – EURO ปักหมุดทองหล่อสู่ Luxury Design District เตรียมเปิด Showroom T3 ปลายปี 2569 เสริมทัพ T7 และ T5 ดันเครือข่ายโชว์รูมใจกลางย่านพรีเมียมครบ 3 แห่ง รวมแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก เสริมภาพลักษณ์ผู้นำ Luxury Lifestyle and Wellness Livingนายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EURO ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจ "Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions" ที่สร้างสรรค์ทุกพื้นที่การใช้ชีวิตผ่านแบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัว Showroom T3 ใจกลางย่านทองหล่อในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้ EURO มี Showroom หลักในย่านทองหล่อรวม 3 แห่ง ได้แก่ ShowroomT7, Showroom T5 และ Showroom T3 ซึ่งถือเป็นการวางยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง Luxury Design District ของ EURO บนทำเลทองหล่อ หนึ่งในย่านที่อยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมของกรุงเทพฯ@ชูแบรนด์ดังปัจจุบัน T7 เป็นหนึ่งใน Showroom สำคัญของ EURO ที่นำเสนอแบรนด์ลักซ์ชัวรีและโซลูชันการอยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ขณะที่ Showroom T5 ซึ่งเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วในปีที่ผ่านมา เป็นพื้นที่สำคัญของแบรนด์ระดับโลกอย่าง MolteniC และ Poltrona Frau 2 แบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ งานฝีมือ และภาพลักษณ์ลักซ์ชัวรีระดับสากล สำหรับ Showroom T3 จะถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโชว์รูมแห่งใหม่ แต่เป็น Growth Platform สำคัญของ EURO ในระยะต่อไป ภายใต้แนวคิด Integrated Luxury Wellness Destination ที่รวบรวมแบรนด์และโซลูชันสำคัญไว้ในพื้นที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น Cassina, BB Italia, Maxalto, Giorgetti, GallottiRadice, RODA, Natuzzi Italia, Gessi, Frette, Vispring, Technogym, Bang Olufsen, Lutron และ Crestronการที่ EURO เพิ่มแบรนด์สำคัญอย่าง BB Italia และ Maxalto เข้ามาในพอร์ต จึงเป็นมากกว่าการขยายสินค้า แต่เป็นการยกระดับความครบถ้วนของ Luxury Furniture Portfolio ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับ Cassina, Giorgetti, GallottiRadice, Natuzzi Italia, MolteniC และ Poltrona Frau ทำให้ EURO มีพอร์ตแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกที่ครอบคลุมทั้งดีไซน์ร่วมสมัย งานฝีมือคลาสสิก และชิ้นงานไอคอนิกสำหรับบ้านระดับลักซ์ชัวรีหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Showroom T3 คือการต่อยอดกลุ่มระบบเสียงของ Bang Olufsen (BO) ไปสู่ประสบการณ์ Performance Lifestyle Home Theater ที่ผสานระบบภาพ เสียง แสงสว่าง และสมาร์ทโฮมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเชื่อมโยงกับระบบควบคุมแสง ม่าน และระบบบ้านอัจฉริยะจาก Lutron และ Crestron เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ครบมิติมากขึ้นนอกจากนี้ Showroom T3 ยังจะเป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอ Outdoor Living แบบ Full Range ผ่านแบรนด์อย่าง RODA รองรับเทรนด์บ้านและคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระเบียง เพนต์เฮาส์ บ้านพักตากอากาศ หรือพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยทั้งภายในและภายนอกบ้าน@เจาะเวลเนสด้าน Wellness Living บริษัทจะนำเสนอแบรนด์อย่าง Vispring, Frette และ Technogym เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในมิติของการพักผ่อน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดย Vispring และ Frette ช่วยยกระดับประสบการณ์การนอนและเครื่องนอนระดับลักซ์ชัวรี ขณะที่ Technogym ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายในบ้านระดับพรีเมียมการมี 3 Showrooms ในทองหล่อจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่ขาย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ลักซ์ชัวรีและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสนับสนุนการขายข้ามหมวดสินค้า เพิ่มมูลค่าการขายต่อหนึ่งลูกค้า และเสริมภาพลักษณ์ของ EURO ในฐานะแพลตฟอร์ม Luxury Lifestyle and Wellness Living ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้นความคืบหน้าของ Showroom T3 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ EURO ในการต่อยอดจากพอร์ตแบรนด์ระดับโลก ฐานลูกค้าระดับบน และทำเลทองหล่อที่มีศักยภาพสูง สู่การสร้างจุดหมายใหม่ของวงการลักซ์ชัวรีลิฟวิ่งในกรุงเทพฯ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
ทันหุ้น • 10 มิ.ย. 69
ดูเพิ่มเติม