TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#metrogroup” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
สิทธิพิเศษ
ลูกค้าสมาชิก YOU Club รับสิทธิ์ซื้อ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space
ลูกค้าสมาชิก YOU Club รับสิทธิ์ซื้อ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space ข้อกำหนดและเงื่อนไขของ Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากราคาปกติ 1,099 บาท) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Spaceสำหรับลูกค้ากลุ่มนักเรียน และนักศึกษาภายใต้เงื่อนไขของแคมเปญ Student Club1. สิทธิประโยชน์นี้สำหรับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทรูมูฟเอช หรือดีแทค ในระบบเติมเงิน ในนามบุคคลธรรมดาของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (บริษัทฯ) ที่สมัครใช้บริการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง2. สิทธิประโยชน์สำหรับผู้ใช้บริการที่มาอายุระหว่าง 7 - 24 ปี เมื่อเปิดใช้ซิมเติมเงิน หรือกด *808# และมียอดเติมแพ็คสะสม 199 บาทขึ้นไป3. สิทธิประโยชน์ รับสิทธิ์ซื้อแพ็ก Flexi Workspace ราคาพิเศษ 900 บาท (จากปกติ 1099 บาท/เดือน) สำหรับเข้าใช้ Co-Working Space แบบไม่จำกัด 1 เดือน ที่ True Space ทุกสาขา เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บริษัทฯ กำหนด4. ผู้ใช้บริการจะต้องทำการกดรับสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน TrueID จาก SMS เมื่อเปิดใช้ซิมเติมเงิน หรือกด *808# และมียอดเติมแพ็คสะสม 199 บาทขึ้นไป โดยสามารถแลกรับสิทธิได้จำนวน 1 ครั้ง/เดือน เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด5. กรุณากดรับสิทธิ์ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ True Space ทุกสาขาที่ร่วมรายการ และ แสดง QR Code หรือ Barcode เพื่อรับสิทธิ์ก่อนเข้าใช้บริการเท่านั้น (งดรับสิทธิ์จากภาพถ่าย/ภาพ Screenshot ทุกกรณี)6.โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี7. การใช้สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถนำผู้ติดตามเข้ามาในพื้นที่ Co-Working Space ได้8. เงื่อนไขการเข้าใช้งานพื้นที่เป็นไปตามที่ ทรูสเปซกำหนด กรุณาศึกษาเงื่อนไขและข้อกำหนดก่อนการเข้าใช้งานทรูสเปซทุกครั้ง9. สิทธิพิเศษภายใต้การส่งเสริมการขายนี้ มีจำนวนจำกัด ไม่สามารถแลกคือหรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ รวมถึงไม่สามารถโอนสิทธิในการได้รับให้แก่บุคคลอื่นได้10. ผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายรับรองว่าข้อมูลที่ใช้ในการยืนยันตัวตนเป็นข้อมูลของตนและเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง กรณีบริษัทฯ ตรวจสอบพบว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จหรือไม่ใช่ข้อมูลของผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายบริษัทฯ มีสิทธิ์ในการยกเลิกการให้รางวัล11. บริษัทฯ มีสิทธิในการเปลี่ยนแปลงระยะเวลารายการส่งเสริมการขาย วิธีการร่วมรายการส่งเสริมการขาย รางวัล และรายละเอียดเงือนไข หรือรายละเอียดอื่นใด โดยไม่ต้องแจ้งให้ผู้เข้าร่วมรายการส่งเสริมการขายทราบ ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งใดๆ เกิดขึ้น คำสัดสินของบริษัทฯ ถือเป็นที่สุด
บริการทั่วไป • 1 พ.ย. 68
อ่าน
SLEEPING CLOUD พลิกนิยามวงการชุดนอน เปิดตัว Lyocools™ นวัตกรรมชุดนอนผ้าติดแอร์
ในวันที่ทุกคนวิ่งตามเทรนด์สุขภาพ ออกกำลังกายอย่างมีวินัย เลือกกินอย่างพิถีพิถัน และฮีลใจผ่าน Mental Wellness แต่กลับมีสิ่งหนึ่งที่หลายคนมองข้ามอยู่เสมอ นั่นคือคุณภาพของการนอน ช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจได้ซ่อมแซมตัวเองอย่างแท้จริง SLEEPING CLOUD มองเห็นจุดนี้ และตอบกลับด้วยการประกาศก้าวครั้งสำคัญในงาน "The New Era of Sleepwear" พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมผ้าซิกเนเจอร์ Lyocools CoolMode Fabric Technology หรือ ชุดนอนผ้าติดแอร์ ภายใต้แนวคิด "Beyond Sleepwear. Into Sleep Care." ที่ชวนให้ทุกคนมองชุดนอนใหม่อีกครั้ง จากเสื้อผ้าธรรมดาสำหรับเข้านอน สู่ไอเทมที่มีบทบาทโดยตรงต่อคุณภาพการพักผ่อนในทุกค่ำคืน ควบคู่ไปกับคอลเลกชันใหม่ที่ผสานความแฟชั่นและความสบายไว้อย่างลงตัว งานนี้ยังพาแขกทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์การเลือกซื้อชุดนอนรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในไทย ผ่านคอนเซ็ปต์ Smart Sleep Station (Sleep Upgrade Experience) โดยมีเหล่าแขกคนสำคัญมาร่วมสร้างสีสันให้คอลเลกชัน 7 days Pajamas นี้ อาทิ เก้า สุภัสสรา พรีเซนเตอร์แห่งแบรนด์ พร้อมด้วย เจมีไนน์ นรวิชญ์, วิว เบญญาภา, พราว อรณิชา, โยโกะ อาภัสรา, มีมี่ เหมือนฝัน และ มิ้นท์ ธิฌาน์ ณ ลาน Atrium @ Siam Center เมื่อ "การนอน" กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเอง สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่ามกลางกระแส Wellness ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตคนยุคนี้ การนอนกลับเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นรากฐานของทุกอย่าง SLEEPING CLOUD จึงใช้เวลาพัฒนา Lyocools เทคโนโลยีผ้าจากเส้นใยธรรมชาติแท้ที่ออกแบบมาเพื่อการนอนโดยเฉพาะ ให้สัมผัสที่นุ่มละมุน เย็นสบายราวกับมีเครื่องปรับอากาศแนบผิว ระบายอากาศได้ดีเยี่ยม จัดการความร้อนและความชื้นสะสมระหว่างการนอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำหน้าที่เป็น Sleep Booster ที่ช่วยให้ร่างกายอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดคืน หลับได้ลึกและต่อเนื่องโดยไม่สะดุ้งตื่นเพราะความร้อน ความน่าเชื่อถือของ Lyocools ยังได้รับการยืนยันผ่านการทดสอบมาตรฐาน CoolMode จากสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ (THTI) พร้อมคุณสมบัติ Anti-Bacteria ที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างผ้า ทำให้ Lyocools ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมของชุดนอนอีกต่อไป แต่กลายเป็น ชุดนอนติดแอร์ มาตรฐานใหม่ของ "Sleep Care Item" ที่ทำให้ทุกค่ำคืนกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง Chic Comfort Pajamas นิยามใหม่ของ Everyday Sleepwear ดีไซน์คอลเลกชันล่าสุดของ SLEEPING CLOUD ยังคงยืนหยัดกับ DNA ที่แบรนด์ให้ความสำคัญมาตลอดผ่านแนวคิด "Chic and Comfort Pajamas" ที่หลอมรวมความน่ารัก ความสบาย และแฟชั่นไว้ในชุดเดียว ภายใต้คอนเซ็ปต์ Your 7 days Pajamas ที่มาพร้อม 7 สีสำหรับ 7 วัน ตอกย้ำภาพของ Everyday Pajamas ที่ไม่ใช่แค่ชุดนอน แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ในทุกวัน ความน่าจับตาของคอลเลกชันนี้อยู่ที่การร่วมมือกับ S.W. Smiley คาแรกเตอร์ระดับโลกจากประเทศอังกฤษ ที่นำมาสร้างสรรค์ในสไตล์ Streetwear ผ่านไอเทมหลากหลาย ทั้งชุดนอน เสื้อยืด และคาดิแกน ที่เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ พร้อมลาย Newspaper ภายใต้ธีม "Pajamas Update, Sleep Upgrade" และลาย Minimal ที่ซ่อนข้อความให้กำลังใจในแต่ละวัน ตั้งแต่ Soft Reset Monday, Gentle Tuesday ไปจนถึง Therapy Sunday รายละเอียดเล็กๆ ที่ทำให้ทุกคืนที่สวมใส่กลายเป็นช่วงเวลาของการฮีลใจไปในตัว อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงาน คือการเปิดตัว เก้า สุภัสสรา ในฐานะพรีเซนเตอร์แห่งแบรนด์ SLEEPING CLOUD ที่ถ่ายทอดภาพลักษณ์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองจากภายใน สะท้อนแนวคิดที่ว่าความสวยและสุขภาพที่ดีไม่ได้เกิดจากการปรุงแต่งภายนอก แต่เริ่มต้นจากการนอนหลับที่มีคุณภาพ กลายเป็นตัวแทนของ "Sleep Care Lifestyle" ที่มองว่าการพักผ่อนไม่ใช่เพียงการหยุดพัก แต่คือการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกวัน และหากพูดถึงสิ่งที่ทำให้งานนี้พิเศษที่สุดคือ Smart Sleep Station (Sleep Upgrade Experience) สเตชั่นแอนด์สโตร์รูปแบบใหม่ครั้งแรกในประเทศไทย ที่มาในรูปแบบตู้กดชุดนอนพร้อมจอสัมผัสให้เลือกชมคอลเลกชันได้แบบอินเทอร์แอคทีฟ มอบประสบการณ์ Grab and Go ที่สะดวกรวดเร็ว แต่ยังคงความรู้สึกพิเศษราวกับกำลังอันบ็อกซ์ของขวัญให้ตัวเองหรือคนที่รัก SLEEPING CLOUD เตรียมขยาย Smart Sleep Station ไปยังพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงประสบการณ์การนอนที่ดีขึ้นได้ง่ายกว่าที่เคย โดยเริ่มต้นสัมผัสประสบการณ์นี้ได้ในราคาเพียง 990 บาท พบกับ SLEEPING CLOUD และ The New Era of Sleepwear ได้ที่ Flagship Store สาขา Siam Center ชั้น 1, Siam paragon ชั้น 3, Iconsiam ชั้น1, Central Eastville ชั้น 1 และ Mega Bangna ชั้น 1 ที่รวบรวมทุกคอลเลกชันไว้ครบครัน หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Instagram: @sleepingcloud.th, FB: Sleepingcloud, Tiktok: sleepingcloud.official หรือ Line@: sleepingcloud
ข่าว • 25 ก.ค. 69
อ่าน
ACEคว้าโรงไฟฟ้าขยะชุมชน ดันพอร์ตแตะ100.2เมก
#ACE #กกพ. #ทันหุ้น - ACE ลงนามสัญญาให้สิทธิลงทุนก่อสร้าง-ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าขยะมูลฝอยชุมชนนครพนม 9.9 เมกะวัตต์ กับเทศบาลเมืองนครพนม หนุนกำลังผลิตพอร์ตโรงไฟฟ้าขยะชุมชนแตะ 100.20 เมกะวัตต์ ด้านโบรกมองกกพ. ตรึงค่าไฟงวดกันยายน-ธันวาคมที่ 3.95 บาทต่อหน่วย เป็นลบในระดับไม่มีนัย พร้อมลุ้นประเด็น PDP ฉบับใหม่หนุนหุ้นวิ่งรอบต่อไปนายธนะชัย บัณฑิตวรภูมิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอ๊บโซลูท คลีน เอ็นเนอร์จี้ จำกัด (มหาชน) หรือ ACE เปิดเผยว่า บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีน เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยโดยอ้อมที่ ACE ถือหุ้นในสัดส่วน 100% และ เป็นผู้ชนะการประมูลและได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ลงทุนก่อสร้างและดำเนินโครงการบริหารและจัดการขยะมูลฝอยชุมชนโดยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าระบบปิดแบบ Waste to Energy (WTE) ของเทศบาลเมืองนครพนม อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม (โครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม) ได้เข้าลงนามสัญญาให้สิทธิลงทุนก่อสร้างและดำเนินโครงการ (สัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการ) ดังกล่าวกับเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งเป็นคู่สัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว@กำลังผลิต 9.9 เมกโดยสัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาแบบ Build-Own-Operate (BOO) มีอายุ 25 ปี และคาดว่าโครงการโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะมีกำลังการผลิตติดตั้ง 9.9 เมกะวัตต์ และกำลังผลิตเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 8.0 เมกะวัตต์ โดยหากมีความคืบหน้าที่เกี่ยวกับโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม ซึ่งรวมถึงการเข้าทำสัญญา PPA บริษัทจะแจ้งให้ทราบต่อไปทั้งนี้เมื่อรวมโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนนครพนม กลุ่มบริษัทจะมีโครงการโรงไฟฟ้าประเภทโรงไฟฟ้าขยะชุมชนรวมทั้งสิ้น จำนวน 11 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 100.20 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD)แล้ว 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 12 เมกะวัตต์, อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการโดยลงนามสัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการและสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) แล้ว 2 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 18.90 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างรอการพัฒนาโครงการโดยลงนามสัญญาให้สิทธิดำเนินโครงการแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) 7 แห่ง กำลังการผลิตติดตั้งรวม 69.30 เมกะวัตต์@พร้อมเข้าประมูล อนึ่งก่อนหน้านี้ นายธนะชัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าที่มาจากพลังงานหมุนเวียนมีทิศทางมากขึ้นชัดเจน หลังจากธุรกิจ Data Center ขยายตัวนำเข้าในประเทศไทยทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก ประกอบกับที่มาพลังงานถูกกำหนดให้ต้องมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ก็จะเป็นโอกาสในการเติบโตที่มากขึ้นสำหรับ ACE ด้วยโดยบริษัทมีความพร้อมในทุกด้าน สำหรับการเข้าร่วมประมูลในทุกประเภทพลังงานที่บริษัทเห็นโอกาส ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม รวมถึงพลังงานน้ำในต่างประเทศที่บริษัทยังคงติดตามศึกษา ด้าน นายธันย์ จิระสิทธิกร นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปัจจุบันยังน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าคงเดิมแม้ว่า ล่าสุดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบการปรับอัตราค่าไฟฟ้าตามสูตรการปรับอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ (Ft) สำหรับเรียกเก็บในงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวม VAT) ภายใต้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) กำหนดโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า โดยบ้านอยู่อาศัยทุกครัวเรือนได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติจะได้รับสิทธิ คิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย โดยไม่ต้องลงทะเบียนหรือดำเนินการใดเพิ่มเติม โดยนโยบายนี้จะส่งผลอัตรากำไรผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าได้@ลุ้น PDP ฉบับใหม่นายกรรณ์ หทัยศรัทธา, CFA หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุน สายงานวิจัย (ลูกค้ารายย่อย) บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” เพิ่มเติมว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้าครั้งนี้ แทบไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ตราบใดที่ค่าไฟฟ้ายังอยู่ในระดับไม่ต่างจากเดิมและไม่มีการไปแตะต้องค่า AP ขณะที่ปัจจัยที่จะเป็นจุดผลักดันความน่าสนใจหุ้นโรงไฟฟ้าคือความคืบหน้าแผน PDP ฉบับใหม่ แต่เนื่องจากราคาหุ้นโรงไฟฟ้าหลายตัวปรับขึ้นมาพอสมควรแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ จึงแนะนำให้รอจังหวะที่ราคาย่อตัวลงก่อนเข้าสะสม
ทันหุ้น • 24 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ICONSIAM
ไอคอนสยามเป็นโครงการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชยกรรมแบบผสมริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยความร่วมมือของ สยามพิวรรธน์เครือเจริญโภคภัณฑ์ และแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น (ในเครือเจริญโภคภัณฑ์) กำหนดเปิดให้บริการในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561
อาหารนานาชาติ • 1 ส.ค. 69
อ่าน
ซีพี แอ็กซ์ตร้า ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ“โครงการ 60 ยังแจ๋ว”
#ทันหุ้น-นายปราโมทย์ พวงสำลีผู้อํานวยการ ฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล (ธุรกิจค้าปลีก)บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจแม็คโคร-โลตัสร่วมกับนายโชคชัย วิเชียรชัยยะ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จัดพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU)โครงการ 60 ยังแจ๋วเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุทำงานที่ แม็คโคร และ โลตัส ส่งเสริมการมีรายได้และมีงานทำพร้อมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่างปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยนายชัยวัฒน์ จุฑากรณ์,นายอัตถสิทธิ์ เจียมฉวีและนางวรรณภา สุขคงพร้อมคณะผู้บริหารร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชาบดี อาคารกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับโครงการ โครงการ 60 ยังแจ๋ว เป็นโครงการที่ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ดำเนินการมาต่อเนื่องมากว่า 3 ปี เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงวัยทั้งด้านการการจ้างงานสร้างรายได้ รวมไปถึงการสร้างพื้นที่แห่งการมีส่วนร่วม ที่ช่วยเติมเต็มทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความสัมพันธ์ทางสังคม ของผู้สูงวัยผ่าน 60 ยังแจ๋ว คลับ คอมมูนิตี้สำหรับActive Seniorsภายใต้ 3 กลุ่มกิจกรรมหลัก ได้แก่ Fit, Food, Funเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงวัยได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีคุณค่า และมีความหมายในทุกวัน ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกลุ่มเพื่อติดตามข่าวสารของโครงการ 60 ยังแจ๋ว ได้ผ่านLine OA: @60plusclub (60 ยังแจ๋ว คลับ) และสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่https://www.facebook.com/makroHQหรือhttps://www.facebook.com/lotussth
ทันหุ้น • 14 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ลด 10% บัตรเข้าชม Main Hall, Rail Cinema and VR Experience Hall ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดสูงสุด ฿69ที่ Space and Time Cube+ ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนนรับส่วนลด 10% บัตรเข้าชม Main Hall + Rail Cinema-ผู้ใหญ่ (ส่วนสูงตั้งแต่ 140 ซม. ขึ้นไป หรืออายุ 18 ปีขึ้นไป) : ราคาปกติ 699.--เด็ก (ส่วนสูงตั้งแต่ 100 ซม.139 ซม.) : ราคาปกติ 549.-และ บัตรเข้าชม VR Experience Hall-ผู้ใหญ่ / เด็ก (อายุ 8 ปีขึ้นไป) : ราคาปกติ 349.-เปิดให้บริการทุกวัน-วันจันทร์ ศุกร์ เวลา 10:30 21:30 น.-วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 10:00 21:30 น.เด็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 80 ซม. สามารถเข้าใช้บริการฟรี**สิทธิพิเศษใช้งานได้ตั้งแต่วันที่ 3 ส.ค. - 31 ต.ค. 69** เงื่อนไข 1. กรุณาทำการใช้สิทธิ์ล่วงหน้า 2 วัน ซื้อบัตรได้ที่ Eventpass: https://ticket.eventpass.co/event-detail/Space-Time-Cube-TrueDtac-Deal2. เด็กที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 100 ซม. ไม่สามารถซื้อบัตร Rail Cinema ได้3. เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 8 ปี ไม่สามารถซื้อบัตร VR Experience Hall ได้4. บัตรเด็กสำหรับผู้ที่มีส่วนสูงต่ำกว่า 140 ซม. และต้องอยู่ในความดูแลของผู้ปกครองตลอดระยะเวลาการเข้าใช้บริการ5. ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป) สามารถซื้อบัตรในราคาบัตรเด็กได้ โดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน6. ผู้ถือบัตรประจำตัวคนพิการสามารถเข้าใช้บริการฟรี โดยแสดงบัตรประจำตัวคนพิการ7. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี8. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้9. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้10. 1 ท่าน /1 สิทธิ์ /1 เดือน
พิพิธภัณฑ์ • 1 ส.ค. 69
เกม
Inspector Gadget - MAD Time Party
ดูสิว่าใคร...Inspector Gadget ไง...และมีบางสิ่งผิดปกติ...เปิดเพลงธีมเลย! เกมนี้จะพาคุณดื่มด่ำไปกับซีรีส์การตูนแห่งยุค 80 ที่เป็นเอกลักษณ์! นักสืบที่พึลึกและโชคดีที่สุดในโลกกลับมาอีกครั้งเพื่อขัดขวางแผนการของ MAD ในเกมแนวปาร์ตี้สำหรับครอบครัวเกมนี้ที่มาพร้อมกับมินิเกม 16 เกมและโหมดผู้เล่นเดี่ยวที่จะพาคุณสำรวจ Metro City และเปิดเผยความลับของมหานครแห่งนี้
Blacknut • 21 ก.ค. 69
อ่าน
CPN ชิงแลนด์มาร์คสยาม ทุ่ม 1.1 หมื่นล้านอัพค่าเช่า
#CPN #ทันหุ้น - CPN จับมือ มิตซูบิชิ เอสเตท ลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส "CenTRal cENtrAL" บนแยกปทุมวัน เปิดศูนย์การค้าไตรมาส 2/2570 พร้อมต่อยอดโมเดล Mixed-Use สร้างรายได้ประจำ เสริมศักยภาพย่านสยามสแควร์สู่ Global Magnet ชูความต้องการเช่าสูง อัตราเช่า 90% นายชนวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CPN เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าพัฒนาโครงการ CenTRal cENtrAL ในรูปแบบ Next-Generation Mixed-Use เพื่อต่อยอดธุรกิจจากศูนย์การค้าสู่การพัฒนาโครงการที่ผสานพื้นที่ค้าปลีก สำนักงาน โรงแรม และพื้นที่สาธารณะไว้ในโครงการเดียว ภายใต้แนวคิด "Young. Bold. Global" โดยใช้งบลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท และมีกำหนดเปิดให้บริการส่วนศูนย์การค้าในไตรมาส 2/2570ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวพัฒนาร่วมกับบริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และเมืองชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีประสบการณ์กว่า 100 ปี เพื่อนำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองมาร่วมพัฒนาแลนด์มาร์กแห่งใหม่บนย่านสี่แยกปทุมวัน รองรับการเติบโตของย่านสยามสแควร์ในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจ ไลฟ์สไตล์ และการท่องเที่ยวของกรุงเทพฯสำหรับโครงการ CenTRal cENtrAL มีมูลค่าลงทุนรวมกว่า 11,000 ล้านบาท ประกอบด้วยพื้นที่ค้าปลีกประมาณ 40,000 ตารางเมตร พื้นที่สำนักงานเกรดเอ 12 ชั้น พื้นที่ราว 20,000 ตารางเมตร โรงแรม 25hours Hotel จำนวนประมาณ 350 ห้อง ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวแบรนด์โรงแรมดังระดับโลกในประเทศไทยเป็นครั้งแรก รวมถึงพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะ 3 ชั้น เชื่อมต่อพื้นที่สำนักงานและโรงแรม เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนเมืองอย่างครบวงจร“การพัฒนาจะแบ่งเป็น 3 เฟส เฟสแรกศูนย์การค้าจะเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 ขณะที่อาคารสำนักงานจะเปิดในไตรมาส 4/2569 และโรงแรมซึ่งสร้างอยู่บนส่วนอาคารสำนักงานจะเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572 บริษัทมองว่า จุดเด่นของโครงการไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาพื้นที่มิกซ์ยูส แต่ยังถูกวางตำแหน่งเป็น "Global SME Showcase" เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยและแบรนด์รุ่นใหม่ต่อยอดสู่ตลาดโลก พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z นักสร้างสรรค์ และ Digital Nomad ซึ่งเป็นกลุ่มกำลังซื้อสำคัญของย่านสยามสแควร์ในอนาคต”นายชนวัฒน์ กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่ากรุงเทพมหานครเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย ขณะที่ย่านสยามสแควร์ถือเป็นศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์ของเมือง การร่วมมือกับมิตซูบิชิ เอสเตท จะช่วยยกระดับการพัฒนาเมืองด้วยมาตรฐานระดับโลก พร้อมสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในระยะยาวด้านศักยภาพของโครงการ CenTRal cENtrAL อยู่บนทำเลที่เชื่อมต่อระบบขนส่งมวลชนและโครงข่าย Skywalk อย่างสมบูรณ์ ทำให้มีฐานผู้ใช้งานขนาดใหญ่ ทั้งนักเรียน นักศึกษา คนทำงาน และนักท่องเที่ยว โดยบริษัทตั้งเป้าทราฟฟิกภายในโครงการไว้ที่ประมาณ 50,000-60,000 คนต่อวัน สอดรับกับจำนวนนักท่องเที่ยวในย่านสยามสแควร์ที่มีมากกว่า 50 ล้านคนต่อปีมั่นใจรายได้มั่นคงดร.ณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด CPN ระบุ การลงทุนครั้งนี้สะท้อนยุทธศาสตร์การเติบโตของ CPN ที่มุ่งพัฒนาโครงการแบบ Mixed-Use ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจหลักของบริษัทในการสร้างรายได้ประจำ จากค่าเช่าศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน และโรงแรม มากกว่าการพึ่งพารายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว สะท้อนจากปริมาณผู้ใช้บริการหรือจำนวนคนที่เข้ามาใช้พื้นที่ภายในศูนย์การค้า (Traffic) โดยเฉพาะ Destination อาทิ เซ็นทรัลเวิลด์, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เซ็นทรัล ชิดลม, เซ็นทรัล ภูเก็ต ฯลฯ ปริมาณทราฟฟิกภายในแต่ละศูนย์การค้าเฉลี่ยวันธรรมดาที่ราว 7 หมื่น – 1 แสนคนต่อวัน และเร่งตัวแตะ 2 แสนคนต่อวันในช่วงวันหยุด หรือกรณีที่มีการกิจกรรมพิเศษตามเทศกาลต่างๆทั้งนี้ หากพิจารณาจากผลการดำเนินงานรายปีของ CPN รายได้หลักมาจาก “รายได้ค่าเช่าและบริการ” ในปีล่าสุด (2568) มีรายได้รวม 53,009 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่าและบริการอยู่ที่ 43,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% โดยมีกำไรสุทธิ 18,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% YoY ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบัน CPN มีอัตราการเช่าพื้นที่เฉลี่ยประมาณ 90% สะท้อนความต้องการเช่าพื้นที่ในโครงการของ CPN ที่ยังอยู่ในระดับสูง“จุดแข็งของ CPN คือการเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโครงการ ที่ได้รับรายได้จากสัญญาเช่าระยะยาว ขณะที่บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ทำหน้าที่เป็นผู้เช่าหลัก ช่วยสร้างทราฟฟิกและระบบนิเวศทางธุรกิจภายในโครงการ ส่งผลให้รายได้ของบริษัทมีเสถียรภาพและสามารถคาดการณ์ได้ แม้ภาวะเศรษฐกิจหรือกำลังซื้อจะผันผวน”อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังต้องติดตามความท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจที่อาจกระทบผู้เช่ารายย่อย ภาระการลงทุนของโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ รวมถึงการแข่งขันจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหม่ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ แต่ยังเชื่อมั่นว่าโครงการ CenTRal cENtrAL จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจของ CPN สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และผลักดันย่านสยามสแควร์สู่การเป็น "Global Magnet" ที่สามารถดึงดูดผู้คนและธุรกิจจากทั่วโลกได้ในอนาคต
ทันหุ้น • 7 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
การ์มิน
บริษัท จีไอเอส จำกัด ตัวแทนในการขายสินค้าพร้อมให้บริการหลังการขายรายเดียวในประเทศไทย ของบริษัท การ์มิน คอร์ปอเรชัน จำกัด ผู้นำด้านจีพีเอสอันดับหนึ่งของโลกจากอเมริกา มีระบบนำทางผ่านดาวเทียม และผลิตภัณฑ์ GPS ให้เลือกครบถ้วนทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางในรถยนต์, อุปกรณ์ GPS สำรวจพื้นที่, อุปกรณ์ GPS สำหรับการกีฬา, สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพ และกล้องวิดีโอ GPS ต่างๆ
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
อ่าน
PROEN เกาะเมกะเทรนด์ ปักธงสมาร์ทซิตี้เต็มสูบ
#PROEN #ทันหุ้น - PROEN รับเมกะเทรนด์ Cloud - Data Center บูม ดันรายได้ธุรกิจคลาวด์ทะยานแตะ 100 ล้านบาท พร้อมเดินเกมปรับพอร์ตครั้งใหญ่ ลดน้ำหนักธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง หันโฟกัส Cloud, Data Center, ICT Smart City เต็มสูบ ปักหมุดลุยพื้นที่ EEC รับงบลงทุนภาครัฐขยายตัวนายกิตติพันธ์ ศรีบัวเอี่ยม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โปรเอ็น คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ PROEN หนึ่งในบริษัทชั้นนำของประเทศ ด้านธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร เปิดเผยว่า ในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 กลุ่มธุรกิจให้บริการคลาวด์ภาครัฐมีแนวโน้มเติบโตที่ดี คาดว่าปีนี้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวจะมีรายได้รวมประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งถือว่าโตแรงมากเมื่อเทียบกับฐานปีก่อนที่มีรายได้แค่ 5 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังโตต่อเนื่อง@ธุรกิจคลาวด์โตทั้งนี้ประเมินว่าในปีหน้า (ปี 2570) ธุรกิจการให้บริการคลาวด์ภาครัฐของ PROEN ยังจะเติบโตต่อเนื่อง เพราะในปีงบประมาณ 2570 ภาครัฐได้ปรับเพิ่มงบบริการคลาวด์ภาครัฐเป็น 8,480 ล้านบาท และ PROEN ก็เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการคลาวด์ภาครัฐที่ลูกค้าให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการให้บริการ ประกอบกับเราก็เป็นพันธมิตรกับบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด หรือ NT ในการขับเคลื่อนโครงการคลาวด์กลางภาครัฐ หรือ GDCCนายกิตติพันธ์ กล่าวต่อว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่กลุ่ม PROEN ปรับโครงสร้างธุรกิจในกลุ่มให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยโครงสร้างรายได้หลัก 35% จะมาจากกลุ่มธุรกิจให้บริการคลาวด์ (Cloud Service) และดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีและการสื่อสาร (ICT) มีสัดส่วน 30% และกลุ่มธุรกิจเมืองอัจฉริยะ ( Smart City) 35%ในส่วนของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ที่ดำเนินธุรกิจโดยบริษัทลูกคือ บริษัท โปรเอ็น เทเลบิซ จำกัด บริษัทมีนโยบายที่จะลดสัดส่วนงานรับเหมาก่อสร้างลง มุ่งไปรับงานด้าน Smart City ซึ่งประกอบด้วย กล้องวงจรปิด (CCTV) โปรแกรมการบริหารจัดการเมือง ให้บริการระบบความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม ระบบการจัดการขยะ รวมทั้ง ระบบกักเก็บพลังงานส่วนเกินที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์ (Solar BESS) และระบบ EV Charging Station โดยจะเน้นกลุ่มเมืองขนาดใหญ่ ที่มีงบประมาณมากพอในการยกระดับเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ รวมทั้งพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC@เจาะธุรกิจ“ปีนี้กลุ่ม PROEN มีเป้าหมายชัดเจนในการรุกธุรกิจ 3 ส่วน ทั้งธุรกิจให้บริการคลาด์และดาต้าเซ็นเตอร์ และกลุ่ม ICT กลุ่ม Smart City เพราะเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกันเราก็เดินหน้าลดสัดส่วนงานธุรกิจรับเหมาก่อสร้างลง เพราะประเมินแล้วว่าเป็นกลุ่มที่มีการแข่งขันสูง ความสามารถในการทำกำไรต่ำ” นายกิตติพันธ์ กล่าว
ทันหุ้น • 3 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
เอ็มแอลบี
-
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ไอกรีน
ปิดให้บริการชาร์จเต็มพิกัด 6 หัวชาร์จ! ที่สถานี iGreen+
บีทีเอส/เอ็มอาร์ที/รถ-เรือโดยสารสาธารณะ • 1 ก.ค. 69
อ่าน
CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวัน
#ทันหุ้น #ปันผล #Thailand #ลงทุน #SET #CPN โบรกแนะนำ “ซื้อ” เป้า 83 บาท ลุยโครงการเรือธงใหม่ย่านปทุมวันบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN เดินหน้าขยายธุรกิจศูนย์การค้าและโครงการมิกซ์ยูสอย่างต่อเนื่อง หลังเปิดให้บริการโครงการ Central Northville อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 พร้อมประกาศร่วมทุนกับ Mitsubishi Estate พัฒนาโครงการมิกซ์ยูส “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณสยามสแควร์ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพการบริโภคและตลาดค้าปลีกในประเทศไทยบริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ มองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของ CPN และผู้ประกอบการรายอื่นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย และสะท้อนกลยุทธ์หลักของธุรกิจศูนย์การค้าในปัจจุบัน ทั้งการพัฒนาโครงการเดิมใหม่ทั้งหมด การรีโนเวตสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และการสร้างโครงการเรือธงในทำเลศักยภาพสูงCentral Northville ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ใช้งบลงทุนกว่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 59 ไร่ และมีพื้นที่อาคารรวม (GBA) 210,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่บนถนนรัตนาธิเบศร์ โดยเป็นการพัฒนาใหม่ทั้งหมดจากศูนย์การค้า Central Rattanathibet เดิมที่เริ่มรื้อถอนตั้งแต่ปี 2567โครงการดังกล่าวถือเป็นศูนย์การค้าแห่งที่ 4 ของ CPN ในจังหวัดนนทบุรี ต่อจาก Central Westgate, Central WestVille และ Central Chaengwattana ซึ่งรองรับประชากรรวมกว่า 1.8 ล้านคน โดยบริษัทระบุว่าเป็นศูนย์การค้าแห่งแรกของไทยที่ออกแบบภายใต้แนวคิด Biophilic Design ซึ่งเน้นสุขภาพ คุณภาพชีวิต และการใช้ชีวิตระยะยาวภายในโครงการมีร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ โดยกว่า 80% เป็นแบรนด์ใหม่สำหรับพื้นที่ดังกล่าว พร้อมจุดเด่นสำคัญ เช่น D-Sports Stadium ขนาดกว่า 2,500 ตารางเมตร, Fitness First รูปแบบใหม่, ลู่วิ่งระยะทาง 450 เมตร รวมถึงพื้นที่สำหรับครอบครัวและสัตว์เลี้ยงขณะเดียวกัน CPN และ Mitsubishi Estate ได้ประกาศโครงการร่วมทุน “CenTRal CENtrAL” มูลค่ากว่า 11,000 ล้านบาท บริเวณแยกปทุมวัน บนพื้นที่ประมาณ 7 ไร่ โดย CPN ถือหุ้น 60% และ Mitsubishi Estate ถือหุ้น 40%โครงการดังกล่าวมีพื้นที่อาคารรวม 141,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยศูนย์การค้าสูง 8 ชั้น ร้านค้ากว่า 300 แบรนด์ ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 2/2570 อาคารสำนักงานสูง 12 ชั้น รองรับพนักงานราว 2,500 คน เปิดในไตรมาส 4/2570 และโรงแรม 25hours Hotel แห่งแรกในประเทศไทย จำนวน 349 ห้อง ซึ่งมีกำหนดเปิดให้บริการในไตรมาส 1/2572ฝ่ายวิจัยทิสโก้ประเมินว่าโครงการ CenTRal CENtrAL จะเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ CPN ประมาณ 1 บาทต่อหุ้น แม้ขนาดโครงการจะเล็กกว่าการขยาย Mega Bangna แต่มีแนวโน้มสร้างผลตอบแทนต่อพื้นที่สูงกว่า จากการตั้งอยู่ในทำเลพรีเมียมใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีศักยภาพด้านการค้าปลีกและการท่องเที่ยวสูงนอกจากนี้ ทิสโก้ยังมองว่าการเปิดตัวโครงการใหม่ของคู่แข่งอย่าง “1981 Soul Sold” ของ The Mall Group ซึ่งใช้งบลงทุน 1,300 ล้านบาทในการปรับปรุง The Mall Ramkhamhaeng เดิม สะท้อนแนวทางการพัฒนาสินทรัพย์เดิมด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และตอกย้ำการแข่งขันในธุรกิจศูนย์การค้าที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปตามพฤติกรรมผู้บริโภคจากการขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโครงการใหม่ในทำเลศักยภาพ และความแข็งแกร่งของพอร์ตศูนย์การค้าเดิม ฝ่ายวิจัยทิสโก้ยังคงเลือก CPN เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” และราคาเหมาะสมที่ 83 บาทต่อหุ้น โดยมองว่าโครงการใหม่ทั้ง Central Northville และ CenTRal CENtrAL จะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของรายได้และมูลค่าในระยะยาว.
ทันหุ้น • 7 ก.ค. 69
อ่าน
SEAFCO โอกาสงานดาต้า ลุ้นรัฐประมูลหนุนฐานราก
#SEAFCO #ทันหุ้น - SEAFCO มองการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดิจิทัลมูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านบาท เป็นโอกาส รับมีผู้ประกอบการทั้งไทยและต่างชาติติดต่อประเมินงานต่อเนื่อง ชูแบ็กล็อกแน่น 1.4 พันล้านบาท เดินหน้าประมูลงานใหม่ถึงกลางปี 2570 โบรกชี้มาร์จิ้นดีเกินคาด วางเป้า 3.46 บาท ดร.ณรงค์ ทัศนนิพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีฟโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ SEAFCO เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ทำงานฐานราก – เสาเข็มมากกว่า 50 ปี สามารถรับงาน ได้ทั้งโครงการภาครัฐบาล และงานภาคเอกชน สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล สะท้อนจากเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) หลายโครงการ มูลค่ารวมกว่า 9.5 แสนล้านบาท โดยมีผู้ประกอบการทั้งในประเทศ – ต่างประเทศติดต่อให้ไปประเมินราคางานอย่างต่อเนื่อง“SEAFCO มีประสบการณ์ในการทำโครงการดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วประมาณ 2-3 โครงการ ซึ่งในปัจจุบันมีงานดาต้าเซ็นเตอร์ออกมาเป็นจำนวนมาก ทั้งจากผู้ลงทุนชาวไทย และต่างชาติ แต่ SEAFCO จะพิจารณารับงานตาม ความเหมาะสมของกำลังแรงงาน ที่มีอยู่ เพื่อรักษาชื่อเสียงและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับเจ้าของโครงการ”โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) ประมาณ 1.4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นสัญญาจ้างเฉพาะค่าแรง โดยมีงานหลักคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มราว 7-8 สถานีรองรับรายได้ถึงสิ้นปี 2569 นี้ จึงยังคงเป้าหมายรายได้รวมทั้งปี 2569 ไว้ที่ 1.8 พันล้านบาท และยังคงทยอยประมูลงานเข้ามาเติม Backlog อย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถรองรับรายได้ถึงราวกลางปี 2570หวังรัฐ เร่งประมูลงานดร.ณรงค์ คาดหวังว่า รัฐบาลจะทยอยเปิดประมูลโครงการเมกะโปรเจก ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นี้ เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากการที่ผู้รับเหมาหลักประสานให้ประเมินมูลค่างานต่างๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เสนอราคาที่สะท้อนต้นทุนปัจจุบันทั้ง ราคาน้ำมัน ราคาวัสดุก่อสร้าง ให้กับ ผู้รับเหมาหลักเพื่อรักษาศักยภาพการทำกำไรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงาน บริษัทได้เจรจาขอปรับราคากับผู้รับเหมาหลัก ควบคู่กับการปรับเพิ่มงบประมาณต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบขึ้นประมาณ 5% ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร 1-2%“SEAFCO เป็น “Second Choice” ต้องรอให้ "ผู้รับเหมาหลัก" สามารถประมูลงานได้ก่อน จึงจะเข้าไปรับช่วงต่อ โดยจะพิจารณารับงานกับผู้รับเหมาหลักที่เคยทำงานร่วมกัน และมีความมั่นใจว่าเมื่อทำงานเสร็จแล้วจะสามารถเก็บเงินได้”งานมาร์จิ้นสูงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 SEAFCO มี Backlog อยู่ที่ 1.41 พันล้านบาท มีงานใหม่และหนังสือแจ้งเริ่มงาน สุทธิเพิ่มขึ้นประมาณ 77.2 ล้านบาท Backlog ปัจจุบันประกอบด้วย โครงการภาครัฐ 74% และโครงการภาคเอกชน 26% โดยแบ่งตามประเภทงานสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียวคิดเป็น 86% และสัญญาแบบรวมค่าแรงและวัสดุคิดเป็น 14%จึงคาดว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ได้สูงกว่าที่เคยทำประมาณการไว้ สะท้อนจาก GPM ในงวดไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 34% เทียบกับประมาณการทั้งปีที่ทำไว้ราว 20% จึงพิจารณาปรับเพิ่มประมาณการ GPM ทั้งปี 2569 เป็น 24% ผลกระทบจากราคาวัสดุที่สูงขึ้นยังดูอยู่ในระดับจำกัดในช่วงนี้ เนื่องจาก Backlog ส่วนใหญ่ปัจจุบันเป็นสัญญาแบบค่าแรงอย่างเดียว จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 3.46 บาท และคาดจะมีการเปิดประมูลโครงการภาครัฐในช่วงครึ่งปีหลัง 2569
ทันหุ้น • 10 มิ.ย. 69
อ่าน
ทรีนีตี้ แนะเก็งกำไร 5 กลุ่มหลบภัยเงินเฟ้อ-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
#ทันหุ้น-บล.ทรีนีตี้ ระบุว่ายังเร็วเกินไปที่จะเข้าช้อนซื้อหุ้นในกลุ่ม Tech-related อย่างอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงกลุ่ม Rate-sensitive อย่าง ไฟแนนซ์, ที่อยู่อาศัย และกลุ่ม Bond-like อย่าง Utilities/IFF/REIT เป็นต้น ในเชิงกลยุทธ์ตราบใดที่ SET Index ยังคงยืนอยู่สูงกว่าบริเวณแนวต้านทาง Valuation ของฝ่ายวิจัยที่ 1,540 จุด ยังคงแนะนำ Wait Seeในภาพรวม และเลือกถือครองการเก็งกำไรไปยังกลุ่มหุ้นแนะนำประจำเดือนมิถุนายนของฝ่ายวิจัย ซึ่งมองว่าค่อนข้างปลอดภัยจากทั้งปัจจัยความเสี่ยงเงินเฟ้อ การเข้มงวดนโยบายการเงิน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งได้แก่1) กลุ่ม Consumer staple เช่น CPAXT, CPALL2) กลุ่ม ICT เช่น ADVANC, TRUE3) กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS, CHG4) กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น AMATA, WHA5) กลุ่มบริการรับเหมาก่อสร้าง เช่น CK, STECON
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
BEM โบรกมองรัฐดันตั๋วร่วม เป็นบวกช่วยลด Overhang
#BEM #ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ซึ่งกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีหรือครม. ในวันพรุ่งนี้ เพื่อเห็นชอบหลักการบริหารจัดการรถไฟฟ้าแบบองค์รวม (Single Ownership) โดยให้ รฟม. เป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลระบบรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย พร้อมผลักดันนโยบายค่าโดยสารใหม่ที่กำหนดเพดาน 17-45 บาทต่อเที่ยว และเสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียวในการเดินทางข้ามสาย ภายใต้ระบบ Clearing House กลาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อโครงข่ายและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนฝ่ายวิจัยประเมินแนวทางดังกล่าวเป็นบวกต่อ BEM เพราะช่วยลด Overhang จากประเด็นซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าที่กดดัน sentiment การลงทุนหุ้น BEM มาตลอด อีกทั้งสะท้อนว่าภาครัฐเลือกใช้แนวทาง “ชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร” มากกว่าการซื้อคืนสัมปทานโดยตรง ซึ่งมีต้นทุนทางการคลังสูงและซับซ้อนด้านกฎหมาย โดยธุรกิจรถไฟฟ้าของ BEMกำลังอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลตอบแทน โดยเฉพาะสายสีน้ำเงินที่ได้รับอานิสงส์จากการเชื่อมต่อโครงข่ายที่สมบูรณ์มากขึ้น และจะได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากการเปิดสายสีส้มในปี 71ประเด็นที่ต้องติดตาม คือ ความชัดเจนของแนวทางชดเชยรายได้ให้เอกชนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนตามสิทธิที่ควรได้รับ ทั้งในส่วนของ BEM และ BTS รวมถึงความพร้อมของระบบตั๋วร่วมและ Clearing House ตลอดจนความต่อเนื่องของแหล่งเงินชดเชยจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนของนโยบายในระยะยาวฝ่ายวิจัยประเมินราคาเหมาะสมของ BEM ที่ 8.00 บาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” จากภาพรวมธุรกิจที่มีความมั่นคง กระแสเงินสดแข็งแกร่งและมีปัจจัยหนุนระยะยาวจากการเติบโตของ Ridership รวมถึงโอกาสรับงานใหม่ทั้งโครงการทางด่วน Double Deck และสัญญาเดินรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ราคาหุ้น BEM ช่วงบ่ายเคลื่อนไหวอยู่ที่ 5.25 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.94% มีมูลค่าการซื้อขาย 556.06 ล้านบาท
ทันหุ้น • 9 มิ.ย. 69
อ่าน
EURO ปักหมุด เจาะทองหล่อ ลักซ์ชัวรีลิฟวิ่ง
#EURO #ทันหุ้น – EURO ปักหมุดทองหล่อสู่ Luxury Design District เตรียมเปิด Showroom T3 ปลายปี 2569 เสริมทัพ T7 และ T5 ดันเครือข่ายโชว์รูมใจกลางย่านพรีเมียมครบ 3 แห่ง รวมแบรนด์ลักซ์ชัวรีระดับโลก เสริมภาพลักษณ์ผู้นำ Luxury Lifestyle and Wellness Livingนายเควิน กัมบีร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูโร ครีเอชั่นส์ จำกัด (มหาชน) หรือ EURO ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจ "Luxury Lifestyle and Wellness Living Solutions" ที่สร้างสรรค์ทุกพื้นที่การใช้ชีวิตผ่านแบรนด์ระดับโลก เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเปิดตัว Showroom T3 ใจกลางย่านทองหล่อในช่วงปลายปี 2569 ส่งผลให้ EURO มี Showroom หลักในย่านทองหล่อรวม 3 แห่ง ได้แก่ ShowroomT7, Showroom T5 และ Showroom T3 ซึ่งถือเป็นการวางยุทธศาสตร์สำคัญในการสร้าง Luxury Design District ของ EURO บนทำเลทองหล่อ หนึ่งในย่านที่อยู่อาศัย และไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียมของกรุงเทพฯ@ชูแบรนด์ดังปัจจุบัน T7 เป็นหนึ่งใน Showroom สำคัญของ EURO ที่นำเสนอแบรนด์ลักซ์ชัวรีและโซลูชันการอยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ ขณะที่ Showroom T5 ซึ่งเปิดอย่างเต็มรูปแบบแล้วในปีที่ผ่านมา เป็นพื้นที่สำคัญของแบรนด์ระดับโลกอย่าง MolteniC และ Poltrona Frau 2 แบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ งานฝีมือ และภาพลักษณ์ลักซ์ชัวรีระดับสากล สำหรับ Showroom T3 จะถูกวางบทบาทให้เป็นมากกว่าโชว์รูมแห่งใหม่ แต่เป็น Growth Platform สำคัญของ EURO ในระยะต่อไป ภายใต้แนวคิด Integrated Luxury Wellness Destination ที่รวบรวมแบรนด์และโซลูชันสำคัญไว้ในพื้นที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น Cassina, BB Italia, Maxalto, Giorgetti, GallottiRadice, RODA, Natuzzi Italia, Gessi, Frette, Vispring, Technogym, Bang Olufsen, Lutron และ Crestronการที่ EURO เพิ่มแบรนด์สำคัญอย่าง BB Italia และ Maxalto เข้ามาในพอร์ต จึงเป็นมากกว่าการขยายสินค้า แต่เป็นการยกระดับความครบถ้วนของ Luxury Furniture Portfolio ให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เมื่อรวมกับ Cassina, Giorgetti, GallottiRadice, Natuzzi Italia, MolteniC และ Poltrona Frau ทำให้ EURO มีพอร์ตแบรนด์เฟอร์นิเจอร์ระดับโลกที่ครอบคลุมทั้งดีไซน์ร่วมสมัย งานฝีมือคลาสสิก และชิ้นงานไอคอนิกสำหรับบ้านระดับลักซ์ชัวรีหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของ Showroom T3 คือการต่อยอดกลุ่มระบบเสียงของ Bang Olufsen (BO) ไปสู่ประสบการณ์ Performance Lifestyle Home Theater ที่ผสานระบบภาพ เสียง แสงสว่าง และสมาร์ทโฮมเข้าด้วยกันอย่างลงตัว พร้อมเชื่อมโยงกับระบบควบคุมแสง ม่าน และระบบบ้านอัจฉริยะจาก Lutron และ Crestron เพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยให้ครบมิติมากขึ้นนอกจากนี้ Showroom T3 ยังจะเป็นพื้นที่สำคัญในการนำเสนอ Outdoor Living แบบ Full Range ผ่านแบรนด์อย่าง RODA รองรับเทรนด์บ้านและคอนโดมิเนียมระดับลักซ์ชัวรีที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ภายนอกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระเบียง เพนต์เฮาส์ บ้านพักตากอากาศ หรือพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว ซึ่งช่วยเติมเต็มประสบการณ์การอยู่อาศัยทั้งภายในและภายนอกบ้าน@เจาะเวลเนสด้าน Wellness Living บริษัทจะนำเสนอแบรนด์อย่าง Vispring, Frette และ Technogym เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตในมิติของการพักผ่อน สุขภาพ และคุณภาพชีวิต โดย Vispring และ Frette ช่วยยกระดับประสบการณ์การนอนและเครื่องนอนระดับลักซ์ชัวรี ขณะที่ Technogym ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพและการออกกำลังกายในบ้านระดับพรีเมียมการมี 3 Showrooms ในทองหล่อจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่ขาย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ลักซ์ชัวรีและประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยสนับสนุนการขายข้ามหมวดสินค้า เพิ่มมูลค่าการขายต่อหนึ่งลูกค้า และเสริมภาพลักษณ์ของ EURO ในฐานะแพลตฟอร์ม Luxury Lifestyle and Wellness Living ที่ครบวงจรมากยิ่งขึ้นความคืบหน้าของ Showroom T3 จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ EURO ในการต่อยอดจากพอร์ตแบรนด์ระดับโลก ฐานลูกค้าระดับบน และทำเลทองหล่อที่มีศักยภาพสูง สู่การสร้างจุดหมายใหม่ของวงการลักซ์ชัวรีลิฟวิ่งในกรุงเทพฯ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว
ทันหุ้น • 10 มิ.ย. 69
อ่าน
CMG คว้าแบรนด์ AMUSE เปิด AMUSE Store แห่งแรกในไทยที่ CentralwOrld
บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจจัดจำหน่ายและบริหารแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกกว่า30แบรนด์ในประเทศไทย ครอบคลุมกลุ่มสินค้าแฟชั่น ความงาม และเทคโนโลยี เดินหน้ารุกตลาดความงามอย่างต่อเนื่อง ด้วยการได้รับสิทธิ์เป็นผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์AMUSEอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย สะท้อนศักยภาพความแข็งแกร่งในตลาดบิวตี้ พร้อมเดินหน้ารุกตลาดK Beautyซึ่งยังคงเติบโตและได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าผลักดันยอดขายกลุ่มสินค้าความงามให้เติบโต20%ภายในปี2029ทั้งนี้ สินค้าพร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่12พฤษภาคม2569เป็นต้นไป นายเดเมียน โมโฮท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า ตลาดMass Colour Cosmeticsในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างมีศักยภาพ ด้วยอัตราเฉลี่ย12%ต่อปี ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมแตะกว่า22,000ล้านบาทในปี2026โดยกลุ่มเมคอัพยังเป็นหัวใจสำคัญของตลาด คิดเป็น65%ของมูลค่าตลาดรวมในปี2025และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 10.2%ในช่วงปี20252029[1]สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ที่มองหาแบรนด์ที่สะท้อนตัวตน พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและประสบการณ์ที่แตกต่าง ในขณะเดียวกัน เทรนด์ความงามได้พัฒนาไปสู่การผสาน ไลฟ์สไตล์ เข้ากับ ประสบการณ์ อย่างกลมกลืน เมคอัพจึงไม่ได้เป็นเพียงผลิตภัณฑ์ แต่เป็นเครื่องมือในการสื่อสารอารมณ์และตัวตน[2] ผ่านดีไซน์ที่สนุกและเข้าถึงง่าย ทั้งนี้ แม้ความคุ้มค่าจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ประสบการณ์และภาพลักษณ์ระดับพรีเมียมของแบรนด์ยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ครองใจผู้บริโภค ด้วยความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภค เราเชื่อมั่นว่า AMUSE จะเป็นอีกหนึ่งแบรนด์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของกลุ่มบิวตี้ โดย CMG จะมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Visibility) ผ่านการขยายช่องทางจำหน่ายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลและเครือพันธมิตร ควบคู่ส่งเสริมกิจกรรมการตลาดและไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ เพื่อผลักดันการเติบโตของแบรนด์อย่างยั่งยืน นายเดเมียน กล่าวเพิ่มเติม AMUSE : Lifestyle Beauty Brandสำหรับคนรุ่นใหม่ AMUSE คือ แบรนด์เมกอัปวีแกนจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ที่สะท้อนแนวคิดความงามยุคใหม่ผ่านผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจผิวสำหรับทุกคนด้วยส่วนผสมวีแกนจากธรรมชาติและประสิทธิภาพที่ผ่านการทดสอบ ทางคลินิก เพื่อช่วยเผยผิวสุขภาพดีและเปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ AMUSE ยังโดดเด่นด้วยดีไซน์แพ็กเกจจิ้งสีสันสดใส ทันสมัย และมีเอกลักษณ์ สอดรับกับเทรนด์ Beauty Lifestyle ของผู้บริโภครุ่นใหม่ ส่งผลให้ AMUSE ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ K-Beauty ที่ได้รับความนิยม และเติบโตอย่างรวดเร็ว ในเชิงกลยุทธ์AMUSEถูกวางตำแหน่งในระดับMasstige Accessibilityนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยขยายฐานลูกค้าในกลุ่มGen ZและMillennialsที่มองหาความคุ้มค่า ควบคู่กับภาพลักษณ์ที่ทันสมัย Highlight Product ผลิตภัณฑ์ประเภทลิป DEW TINT ลิปทินท์เนื้อฉ่ำโกลว์ มอบฟินิชลุคสุขภาพดีแบบ Glassy Lips พร้อมสีสันสดใส ติดทนนาน และช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ริมฝีปาก JEL-FIT TINT ลิปทินท์เนื้อเจลที่ผสานความบางเบาและความติดทน มอบลุคเรียบเนียนเป็นธรรมชาติ JEL-FIT GLOSS ลิปกลอสเนื้อบางช่วยเคลือบริมฝีปากให้เรียบเนียนด้วยชั้นเจล คงความเงาและมิติของริมฝีปากให้ดูอิ่มเอิบ เหมาะสำหรับลุคที่ต้องการความประณีต เรียบหรู และดูสุขภาพดี ผลิตภัณฑ์ประเภทคุชชั่น DEW POWER VEGAN CUSHION คุชชั่นเนื้อ Semi-glow ที่ให้ความเรียบเนียนแบบผิว สุขภาพดี เนื้อบางเบา มอบลุคฉ่ำแต่ไม่มัน มาพร้อมการปกป้องผิว ด้วย SPF50+ PA++++ ผลิตภัณฑ์ประเภทWellness VEGAN SOYBEAN HAND CREAM ครีมทามือเนื้อซึมไว ไม่เหนียว ผสมผสาน Soy Ceramide 5,000 ppm ช่วยเสริมเกราะความชุ่มชื้นให้ผิวมือดูแข็งแรง ทั้งนี้ยังมีส่วนผสมจาก Shea Butter และ Panthenol ที่ช่วยมอบความนุ่มและสัมผัสเรียบลื่นขึ้นทันทีหลังทา นางปวิยดา รัตนสุดใจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีและบิวตี้ บริษัท เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป จำกัด (CMG) ในเครือเซ็นทรัล รีเทลกล่าวว่า AMUSE เป็นแบรนด์ที่โดดเด่นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ด้วยจุดยืน Lifestyle Beauty ที่ชัดเจน ผสานดีไซน์และความสดใหม่ของสินค้าเข้ากับกลยุทธ์การสื่อสาร ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งมีอิทธิพลต่อการค้นหาและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่ CMG จึงมุ่งขับเคลื่อนและผลักดันแบรนด์ AMUSE ให้เติบโตและขยายฐานลูกค้าในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ ผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ -การเสริมสร้างการจดจำแบรนด์ (Brand Salience)และยกระดับการเป็นTop-of-Mindในกลุ่มBeauty Lifestyleผ่านการสื่อสารแบรนด์อย่างสม่ำเสมอและการสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างอย่างชัดเจน -การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าแบบImmersive Experienceผ่านพื้นที่และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับแบรนด์อย่างใกล้ชิด -การเติบโตผ่านCommunity-led Growthเพื่อสร้างEngagementและขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าทำการตลาดแบบ Omnichannel ทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น จุดขายในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลและศูนย์การค้าชั้นนำ ช่องทางออนไลน์มาร์เก็ตเพลส และช่องทางอื่น ๆ ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้แบรนด์ AMUSE เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นางปวิยดากล่าวสรุป ปัจจุบัน CMG เริ่มเปิดดำเนินการจุดขายของแบรนด์ AMUSE แห่งแรกที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิร์ล (ชั้น 2), และจุดขายออนไลน์ ที่ LAZADA และ Shopee Facebook: AMUSE Thailand OfficialInstagram: amusethailandTikTok: @amuse.thailandLINE Official: @amusethailand
ข่าว • 20 พ.ค. 69
อ่าน
SoftBank พุ่งปรี๊ด 16%! รับกระแส AI โลก ดันดัชนี Nikkei ทะลุประวัติการณ์
#SoftBank #ทันหุ้น - สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หุ้นของ SoftBank Group ยักษ์ใหญ่ด้านการลงทุนที่เน้นเทคโนโลยีของญี่ปุ่น พุ่งสูงขึ้นถึง 16.5% ในวันพฤหัสบดี ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในวงกว้าง ซึ่งส่งผลให้ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังจากหยุดยาวในช่วงเทศกาล และนักลงทุนต่างเร่งเข้าซื้อเพื่อให้ทันกับกระแสการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั่วโลก ส่งผลให้หุ้นเทคโนโลยีของญี่ปุ่นปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ SoftBank กำลังมุ่งหน้าสู่การทำสถิติวันที่ดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 (หากรักษาระดับการบวกไว้ได้) หุ้นของ Advantest ผู้ผลิตอุปกรณ์ทดสอบชิปก็ปรับตัวขึ้นเกือบ 7.8% ขณะที่ Tokyo Electron ซัพพลายเออร์อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์พุ่งขึ้น 9.2% และ Renesas Electronics ผู้ให้บริการโซลูชันชิปกระโดดขึ้นถึง 13.8%การพุ่งขึ้นครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากดัชนี Nasdaq Composite ที่เน้นหุ้นเทคโนโลยีในวอลล์สตรีททำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI ในสหรัฐฯ ต่างพุ่งสูงขึ้น เช่น Advanced Micro Devices Inc. (AMD) ปรับตัวขึ้น 18.6%, Arm Holdings เพิ่มขึ้น 13% และ Super Micro Computer Inc. ผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์พุ่งสูงถึง 24.5%“ญี่ปุ่นปิดทำการในช่วงท้ายของเทศกาลโกลเด้นวีค (Golden Week) ในขณะที่สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกพุ่งแรง ดังนั้นความเคลื่อนไหวในวันนี้จึงเป็นการที่ดัชนี Nikkei ปรับราคาควบรวม 3 เซสชันเข้าด้วยกันในวันเดียว” บิลลี่ เหลียง (Billy Leung) นักยุทธศาสตร์การลงทุนจาก Global X ETFs กล่าว“ดัชนี SP 500 ทำสถิติใหม่ และ Nasdaq ก็ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้งในขณะที่โตเกียวปิดทำการ นำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และหุ้น AI” เหลียงกล่าว พร้อมเสริมว่า Advantest และ Tokyo Electron คือ “ตัวแทนหุ้นญี่ปุ่นที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดในการเทรดกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์”เขากล่าวเสริมว่าความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่คลี่คลายลงยังช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน โดยราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากสัญญาณการลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านการพุ่งขึ้นของ SoftBank ได้รับแรงส่งเพิ่มขึ้นจากความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับ Arm และบริษัทปัญญาประดิษฐ์ OpenAI “SoftBank เปรียบเสมือนตัวแทน (Proxy) ในตลาดหลักทรัพย์ของ OpenAI และ Arm” เหลียงระบุความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่อความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่เชื่อมโยงกับการประมวลผล AI (AI inference) และระบบเอเจนต์ AI (agentic AI systems)รอล์ฟ บัลค์ (Rolf Bulk) หัวหน้าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานจาก The Futurum Group กล่าวว่าการพุ่งขึ้นครั้งนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มความต้องการโครงสร้างพื้นฐาน AI ในระยะยาว“ผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นการพุ่งขึ้นต่อเนื่องตามผลประกอบการหุ้นกลุ่ม AI ที่แข็งแกร่งในสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ รวมถึงเป็นการตอบรับต่อรายงานรายไตรมาสของ AMD ซึ่งส่งผลบวกอย่างมากต่อ Arm” บัลค์กล่าว“CPUs มีความสำคัญต่อภาระงานการประมวลผล AI (AI inference) เช่น การจัดการพื้นที่ทดสอบเอเจนต์ (agent sandboxes), เซิร์ฟเวอร์ประสานงาน (orchestration servers), เลเยอร์ฐานข้อมูล และ API เมื่อความต้องการด้านการประมวลผลและเอเจนต์ AI เพิ่มขึ้น CPUs สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์จึงกลายเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI”บัลค์ชี้ไปที่การคาดการณ์ล่าสุดของ AMD ว่ามูลค่าตลาดรวม (Total Addressable Market) สำหรับ CPUs ของดาต้าเซ็นเตอร์อาจแตะระดับ 1.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 โดยมีการเติบโตมากกว่า 35% ต่อปีที่มา https://www.cnbc.com/2026/05/07/japan-softbank-tech-shares-nikkei-to-record-high.html
ทันหุ้น • 7 พ.ค. 69
อ่าน
“กรุงศรี”ส่องหุ้นรับผลดี จากบีโอไอไฟเขียว 6 โครงการลงทุน มีหุ้นใดบ้าง
#ทันหุ้น-บล.กรุงศรี ระบุว่า BOI อนุมัติ 6 โครงการลงทุน มูลค่ากว่า 9.5 แสนล้านบาท โดยกิจการที่อนุมัติ มี 3 กิจการประกอบด้วย 1.กิจการ Data Center และการเก็บและประมวลผลข้อมูล (Data Hosting) 3 โครงการ รวมมูลค่า 9.13 แสนล้านบาท (Tiktok 8.42 แสนล้านบาท DAMAC Group 4.68 หมื่นล้านบาท และ บริษัท บริดจ์ ดาต้า เซนเตอร์ 2.46 หมื่นล้านบาท), 2.กิจการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิล 8,180 ล้านบาท และ 3. กิจการผลิตโพแทสเซียมคลอไรด์ ของบริษัท อาเซียนโปแตชชัยภูมิ จำกัด (มหาชน) เงินลงทุน 31,422 ล้านบาทโดยฝ่ายวิจัยกรุงศรี มองธีมการลงทุนที่รับผลดีจากกรณีดังกล่าว ประกอบด้วยนิคม AMATA, WHAรับเหมา STECON, PYLON, INSETไฟฟ้า GULF, GUNKUL, GPSCพลังงาน PTTสื่อสาร TRUE, ADVANCธนาคาร KTB, KBANKโดยฝ่ายวิจัย มองว่า Best Picks : AMATA, GULF, GUNKUL, GPSC, PTT, TRUE + เก็งกำไร STECON
ทันหุ้น • 7 พ.ค. 69
อ่าน
กรุงไทยเปิด DR ใหม่ 18 ตัว ลุยหุ้นโลก เทคฯ-แร่หายาก ดีเดย์ 13 พ.ค.นี้
#ทันหุ้น - กรุงไทย ก้าวสู่โอกาสลงทุนหุ้นระดับโลก เปิดตัว DR ชุดใหม่ 18 หลักทรัพย์ ครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยี แร่หายาก การบริโภค และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ดีเดย์ 13 พ.ค.นี้ธนาคารกรุงไทย เตรียมเปิดตัว DR ชุดใหม่ 18 ตัว อ้างอิงหลักทรัพย์ชั้นนำจากสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยี แร่หายาก การบริโภค และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เปิดโอกาสให้นักลงทุนไทยเข้าถึงบริษัทคุณภาพระดับโลกและสินทรัพย์ทางเลือกได้อย่างสะดวก เตรียมเปิดซื้อขายผ่านตลาดหุ้นไทย 13 พฤษภาคม 2569นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุน ช่วยให้นักลงทุนไทยเข้าถึงบริษัทคุณภาพระดับโลกได้สะดวกขึ้นผ่านตลาดหุ้นไทย ล่าสุด ได้ออกตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ หรือ Depositary Receipt (DR) ชุดใหม่ จำนวน 18 ตัว โดยคัดเลือกสินทรัพย์ที่อยู่ในเมกะเทรนด์การเติบโตระยะยาว ทั้งเทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด การบริโภคยุคใหม่ และแร่หายากที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมอนาคต นอกจากนี้ ยังมีสินทรัพย์ทางเลือก กองทุนอ้างอิงราคาทองคำ เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ตลงทุน“การเปิดตัว DR ชุดใหม่นี้ ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการลงทุนต่างประเทศ (Better Access) อย่างสะดวก โปร่งใส และได้มาตรฐาน ตอบโจทย์นักลงทุนไทยในทุกช่วงจังหวะตลาด ให้นักลงทุน ก้าวสู่การลงทุน ที่คุณวางแผนได้ สนับสนุนให้นักลงทุนสามารถวางแผน สร้างผลตอบแทน และก้าวสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นใจในระยะยาว”สำหรับ DR ชุดใหม่นี้ ครอบคลุมบริษัทชั้นนำจำนวน 18 หลักทรัพย์ ใน 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่กลุ่มเทคโนโลยี 4 หลักทรัพย์ นำโดย SoftBank Group Corp. (SOFTBANK80) กลุ่มบริษัทสื่อสารโทรคมนาคมจากญี่ปุ่น ที่ขยายบทบาทสู่การลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกผ่าน SoftBank Vision Fund โดยถือหุ้นใน OpenAI และโครงการ AI ขนาดใหญ่อย่าง Project Stargate นอกจากนี้ ยังมี Arista Networks (ANET80), SanDisk Corporation (SNDK80) และ Montage Technology (MONTAGE80)กลุ่มพลังงาน และ Rare Earth 6 หลักทรัพย์ นำโดย MP Materials Corp. (MP80) ผู้ดำเนินการเหมืองแร่หายากรายเดียวในสหรัฐฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเพื่อลดการพึ่งพาจีน นอกจากนี้ยังมี NextEra Energy (NEE80), GE Vernova (GEV80), JL Mag Rare-Earth (JLMAG80), China Northern Rare Earth (Group) High-Tech (CNRE80) และ SPDR® Gold Shares ETF (GOLDUS80)กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก 4 หลักทรัพย์ นำโดยMidea Group (MIDEA80) ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าชั้นนำจากจีนที่ขยายตัวสู่ธุรกิจหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมี Kweichow Moutai (MOUTAI80), Mao Geping Cosmetics (MAOGEP80) และ Mixue Group (MIXUE80)กลุ่มอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 4 หลักทรัพย์ นำโดย Coinbase Global (COIN80) แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของสหรัฐฯ ที่ทำหน้าที่ทั้งกระดานเทรดและ Custodian ให้กับสถาบันการเงินกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก นอกจากนี้ยังมี AbbVie (ABBV80), Rocket Lab Corporation (RKLB80) และ The Boeing Company (BOEING80) สำหรับผู้ลงทุนที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์แล้ว สามารถลงทุนในรูปแบบสกุลเงินบาทผ่านแอปพลิเคชัน Streaming ได้ทันที โดยไม่ต้องจองซื้อ ส่วนผู้ที่ยังไม่มีบัญชีหลักทรัพย์ เปิดบัญชีได้ด้วยตนเองผ่าน KTX บนแอปพลิเคชัน Krungthai NEXT โดยนักลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์เสมือนลงทุนในต่างประเทศโดยตรง ทั้งนี้ จะเริ่มซื้อขาย DR ทั้ง 18 หลักทรัพย์ ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดย DR อ้างอิงหุ้นเซี่ยงไฮ้ ฮ่องกง และญี่ปุ่น ซื้อขายได้ในช่วงเวลา 10.00 - 16.30 น. ขณะที่ DR อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ และ ETF สหรัฐฯ ซื้อขายได้ใน 2 ช่วงเวลา ได้แก่ 10.00 - 16.30 น. และ 19.00 - 02.45 น. (T+1)
ทันหุ้น • 5 พ.ค. 69
อ่าน
SCB CIOชี้สงครามตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลายแต่ตลาดหุ้นโลกวิ่งรับแรงหนุนธีม AI และโครงสร้างพื้นฐานขับเคลื่อน Mega Forces ระยะยาว
#ทันหุ้น - SCB CIO ประเมินเศรษฐกิจและตลาดการลงทุนในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังคงเผชิญความท้าทายจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลต่อราคาพลังงานและเงินเฟ้อโลกโดยคาดว่าผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในวงจำกัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจและตลาดทุนหนุนมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯและตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน AI แนะนำลงทุนโดยเน้นคัดเลือกกลุ่มหุ้นคุณภาพ กระจายลงทุนในอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้นเช่นกลุ่มเฮลธ์แคร์และกระจายในตลาดหุ้นอื่นนอกสหรัฐฯเช่นญี่ปุ่นและบราซิลพร้อมทั้งกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็นธีมการลงทุนที่น่าสนใจสอดรับกับ Mega Forces ระยะยาวที่ควรมีไว้ในพอร์ตลงทุน นายศรชัยสุเนต์ตา, CFA Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์เปิดเผยว่า SCB CIO ได้แลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกับ BlackRock ผู้เชี่ยวชาญการลงทุนระดับโลกโดยประเมินว่าในไตรมาส 2 ปี 2569 นี้เศรษฐกิจโลกเผชิญความท้าทายจากภาวะช็อกด้านอุปทานและต้นทุนพลังงานที่ทรงตัวอยู่สูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจเติบโตไม่เท่ากันโดยคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเติบโตอย่างยืดหยุ่นด้วยแรงหนุนจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ขณะที่ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานค่อนข้างจำกัดส่วนเศรษฐกิจยุโรปเผชิญความเสี่ยงสูงที่จะเกิด Stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่เงินเฟ้อสูงเพราะพึ่งการนำเข้าพลังงานส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้นซึ่งสร้างแรงกดดันต่อ GDP และกระตุ้นให้เงินเฟ้อเร่งตัวด้านเศรษฐกิจญี่ปุ่นแม้ได้แรงหนุนจากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นและการปฏิรูปบรรษัทภิบาลแต่ในระยะสั้นการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงอาจกดดัน GDP และกำไรหากสงครามยืดเยื้อขณะที่เศรษฐกิจจีนถูกกระทบจากวิกฤตพลังงานน้อยกว่าประเทศอื่นในเอเชียเนื่องจากกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนได้ดีแต่ด้านอุปสงค์ในประเทศยังซบเซาอยู่ในด้านการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักทั่วโลกนั้นราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจะผลักดันให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวในระดับสูงซึ่งจะเข้ามาจำกัดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางหลักโดยธนาคารกลางหลักยังคงเน้นการดำเนินนโยบายที่อิงจากข้อมูลเป็นหลัก (Data-dependent) โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งนักลงทุนจึงควรเตรียมรับมือกับภาวะการเงินที่ยังตึงตัวและต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นโดยเน้นคัดเลือกการลงทุนมากขึ้นขณะที่ปัจจัยเสี่ยงหลักที่มีผลต่อการลงทุนยังต้องจับตาได้แก่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อเป็นความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดภาวะช็อกด้านอุปทานซึ่งไม่เพียงสร้างความผันผวนต่อตลาดการเงินแต่ยังทำให้เงินเฟ้อโลกทรงตัวอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดคาดนอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจาก AI disruption แม้ AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพแต่ทำให้ความต่างของผลตอบแทนระหว่างบริษัทมีมากขึ้นจึงอาจสร้างแรงกดดันต่ออัตรากำไรในกลุ่มธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานสูงและกลุ่มซอฟต์แวร์ควบคู่กับความท้าทายเรื่องคอขวดของโครงสร้างพื้นฐานกายภาพและพลังงานที่อาจเติบโตไม่ทันรองรับกระแส AI และสุดท้ายคือความเสี่ยงจากความยั่งยืนทางการคลังของสหรัฐฯเนื่องจากการขาดดุลที่เรื้อรังและภาระหนี้ภาครัฐที่ยังอยู่สูงทำให้นักลงทุนกังวลและเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (term premium) สูงขึ้นซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) ระยะยาวเพิ่มขึ้นส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield curve) ชันขึ้นจากสถานการณ์นี้กลยุทธ์ลงทุนในตราสารหนี้ควรเน้นพิจารณาผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับและคัดเลือกตราสารหนี้มากขึ้นท่ามกลางความแตกต่างด้านคุณภาพตราสารที่สูงขึ้นโดยควรระวังการลงทุนในตราสารหนี้กลุ่มซอฟต์แวร์ที่ถูก AI กดดันและความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ซ้ำในตราสารหนี้อันดับความน่าเชื่อถือระดับ B ที่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับระดับความเสี่ยงส่วนกลยุทธ์ลงทุนในตลาดหุ้นผ่านกองทุนรวมแนะนำให้เน้นคัดเลือกหุ้นเชิงรุกในกลุ่มหุ้นคุณภาพสูง (Quality) ควบคู่การมองหาโอกาสในธีม AI ที่ขยายสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานและเฮลธ์แคร์แต่ควรระมัดระวังการลงทุนในหุ้นขนาดเล็กที่ยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนการเงินในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยยังทรงตัวระดับสูงการเลือกลงทุนในหุ้นคุณภาพมีความสำคัญมากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ระดับ Valuation ที่ถูกเพียงอย่างเดียวโดยควรเน้นบริษัทที่มีงบดุลแข็งแกร่งมีกระแสเงินสดมั่นคงและมีอำนาจในการกำหนดราคาเพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและภาวะการเงินที่ตึงตัวด้านการลงทุนในธีม AI ปัจจุบันนักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้นทำให้บริษัทที่สามารถนำ AI มาประยุกต์ใช้จนสร้างรายได้เพิ่มขึ้นได้จริงกลายเป็นเป้าหมายหลักในการเฟ้นหาหุ้นเชิงรุกนอกจากนี้การเติบโตของเทคโนโลยี AI เฟสปัจจุบันต้องอาศัยเงินลงทุนที่มากในโครงสร้างพื้นฐานเช่นพลังงานระบบทำความเย็นและระบบประมวลผลปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ได้ประโยชน์ขยายวงกว้างจากบริษัทกลุ่มแรกไปยังธุรกิจอื่นๆในห่วงโซ่คุณค่าของ AI ซึ่งมักมีแนวโน้มกำไรเติบโตดีและ Valuation ยังน่าสนใจรวมทั้งโอกาสการลงทุนยังเปิดกว้างไปยังอุตสาหกรรมนอกกลุ่มเทคโนโลยีโดยเฉพาะกลุ่มเฮลธ์แคร์ที่มีการนำ AI มาใช้งานมากขึ้นนอกจากนี้แนะนำให้กระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นญี่ปุ่นและบราซิลโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่นได้รับแรงหนุนเชิงนโยบายและความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาลขณะที่ตลาดหุ้นบราซิลมีความน่าสนใจจาก Valuation ที่ค่อนข้างถูกและได้ปัจจัยหนุนจากแนวโน้มการลดดอกเบี้ยอย่างมีนัยธีมการลงทุนที่น่าสนใจได้แก่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สอดรับกับ Mega Forces ระยะยาวเช่นกลุ่มพลังงานทดแทนและระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด (Electro-Tech) ที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง (Power Electronics devices) มอเตอร์ไฟฟ้าไปจนถึงโครงข่ายไฟฟ้ารวมถึงวัตถุดิบต้นน้ำสำคัญอย่างทองแดงซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขยายโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลกเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานโลกทำให้โครงสร้างพื้นฐานพลังงานกลายเป็นตัวแปรสำคัญต่อความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจและตลาดทุนทั้งนี้เราประเมินว่าจีนมีภูมิคุ้มกันต่อภาวะช็อกด้านพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบไฟฟ้าที่รวดเร็วกว่าภูมิภาคอื่นจนอาจก้าวเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยระบบไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาดเป็นหลักชาติแรกของโลกและอาจกลายเป็นแม่แบบให้ประเทศอื่นหนุนการลงทุนในกลุ่มพลังงานทดแทนและ Electro-Tech ตามเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซสำหรับคำแนะนำการลงทุนบนพอร์ตหลัก (Core Portfolio) SCB CIO แนะนำให้ทยอยลงทุนเพื่อสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอโดยเน้นคัดเลือกพันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี (Investment Grade) ระยะสั้นของสหรัฐฯซึ่งให้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยรับที่น่าสนใจกว่าการเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาควบคู่ไปกับการลงทุนในสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานและ REITs โดย REITs ของสิงคโปร์ยังน่าสนใจจากต้นทุนดอกเบี้ยที่ลดลงหลังการรีไฟแนนซ์ซึ่งช่วยหนุนการเติบโตของผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนส่วน REITs ของไทยมีความน่าสนใจจากระดับ Valuation ที่ค่อนข้างต่ำและมีอัตราการจ่ายปันผลสูงถึงราว 8% ส่วนการสร้างโอกาสเติบโตแนะนำให้เน้นลงทุนผ่านกองทุนรวมในตลาดหุ้นสหรัฐฯเพื่อรับอานิสงส์จากกำไรของบริษัทที่เติบโตโดดเด่นและกระจายตัวในวงกว้างมากขึ้นรวมถึงได้แรงหนุนจากโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นแนะนำลงทุนแบบ Selective แม้จะได้รับปัจจัยบวกจากความคืบหน้าในการปฏิรูปบรรษัทภิบาลและความคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งแต่ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ข่าวดีเหล่านี้ไปพอสมควรแล้วขณะที่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ได้แรงหนุนจากอุปสงค์ชิปหน่วยความจำที่แข็งแกร่งตามกระแส AI ทั่วโลกและจากนโยบายปฏิรูปตลาดทุนนอกจากนี้ควรลงทุนทองคำเพื่อกระจายความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และเงินเฟ้อท่ามกลางแนวโน้มการสะสมทองคำอย่างต่อเนื่องในทุนสำรองของธนาคารกลางต่างๆขณะที่พอร์ตเสริม (Opportunistic Portfolio) เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางถึงสูงและต้องการหาโอกาสรับผลตอบแทนในระยะสั้นแนะนำลงทุนผ่านกองทุนรวมในธีมที่มีความโดดเด่นเริ่มจากหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากการเติบโตของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งช่วยหนุนกำไรตลอดห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะกลุ่มชิปหน่วยความจำที่โมเมนตัมกำไรเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยถัดมาคือหุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืนที่เติบโตตามความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกที่พุ่งขึ้นจากการขยายตัวของ AI โดยกลุ่มนี้ยังมี Valuation ที่ถูกกว่าหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและให้อัตราปันผลที่สูงกว่านอกจากนี้ยังแนะนำลงทุนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่ได้แรงหนุนจากการปรับเพิ่มประมาณการกำไรที่โดดเด่นทั้งนี้ควรเน้นบริษัทที่มีศักยภาพเติบโตมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้างและไม่ถูกคุกคามจากเทคโนโลยี AI ปิดท้ายด้วยหุ้นตลาดเกิดใหม่ไม่รวมจีนซึ่ง SCB CIO มีมุมมองบวกต่อเกาหลีใต้และไต้หวันในฐานะฟันเฟืองหลักของห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงบางประเทศอย่างบราซิลที่ได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่สูง ที่มา: Quarterly Outlook ประจำไตรมาส 2/2569จัดทำโดย SCB CIO ณวันที่ 6 พ.ค. 2569 ทั้งนี้ข้อมูลอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ผู้ลงทุนควรใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจลงทุน
ทันหุ้น • 8 พ.ค. 69
อ่าน
เก็งหุ้นกำไร Q1 ทะยาน เล็งสื่อสาร – GLOBAL
#หุ้นงบดี #ทันหุ้น – วางกลยุทธ์หุ้นก่อนหยุดยาว กูรูเชื่อโอกาสสหรัฐ-อิหร่านเคลียร์จบมีสูง ก่อนประชุมกับจีนพฤษภาคมนี้ กลุ่มรับความเสี่ยงได้เก็บสายการบิน-โรงไฟฟ้า กลุ่มรับความเสี่ยงต่ำเก็งหุ้นผลประกอบการไตรมาส 1 เปิดโผหุ้นกำไรงาม สื่อสาร ADVANC-TRUE-GLOBAL-DOHOME กลุ่มการเงินลุ้น NPL ลด ด้านโรงกลั่นปิโตรโดดเด่นโตสนั่น แต่ราคาหุ้นขึ้นมารอแล้ว ต้องวางเกมให้เป็น นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงหยุดยาวของไทย 4 วันมีความหวังว่าจะมีสถานการณ์เชิงบวกในตะวันออกกลาง ที่ความตึงเครียดจะเริ่มคลายตัว โดยสังเกตจากท่าทีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เริ่มลดระดับการใช้ถ้อยคำที่รุนแรงต่ออิหร่าน ประกอบกับปัจจัยสำคัญคือการเตรียมเข้าพบผู้นำจีนในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งเชื่อว่าจะมีความพยายามทำให้สถานการณ์จบลงโดยเร็ว ดังนั้นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สามารถที่จะเข้าถือหุ้นช่วงหยุดยาวได้ เพราะหากสถานการณ์ดีขึ้นจริง ราคาน้ำมันดิบมีโอกาสปรับตัวลงแรง เนื่องจากจะมีอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางกลับเข้าสู่ตลาด แนะนำให้นักลงทุนเข้าหุ้นกลุ่ม "Anti-Oil" หรือหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาลง ได้แก่ กลุ่มสายการบิน โดยเฉพาะ BA ซึ่งคาดว่างบไตรมาส 1/2569 จะออกมาดี รวมถึง THAI ที่มีประเด็นบวกเรื่องการกลับเข้ามาซื้อขายใน SET50 ครึ่งปีหลัง ส่วนกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP ก็จะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลงตามทิศทางราคาน้ำมัน@ โผหุ้นงบไตรมาส 1 เด่น ด้านนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย สามารถที่จะเลือกเข้าถือหุ้นที่จะประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ออกมาดี ซึ่งที่ผ่านมามีหลายบริษัทประกาศงบออกมาค่อนข้างดีและมีการตอบรับเชิงบวก เช่น SCGP รวมถึง ITC ที่งบออกมาเกินคาด โดยผลประกอบการที่จะช่วยป้องกันความเสี่ยงขาลงได้ สำหรับหุ้นที่มีแนวโน้มรายงานกำไรไตรมาส 1/2569 ออกมาดี ประกอบด้วย ADVANC, TRUE ที่รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) เพิ่มขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่ลดลง กลุ่มค้าปลีกวัสดุก่อสร้างอย่าง GLOBAL และ DOHOME โรงไฟฟ้า GPSC ตลอดจนกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น ที่ได้รับอานิสงส์จากกำไรสต๊อกน้ำมันหลังราคาน้ำมันดิบเร่งตัวขึ้นในช่วงปลายไตรมาสจากสถานการณ์ความไม่สงบ "ภาพรวมประเมินแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนงวดไตรมาส 1/2569 ของตลาดจะออกมาแข็งแกร่ง โดยประเมินกำไรสุทธิรวมไว้ที่ประมาณ 2.9 แสนล้านบาท การเติบโตที่โดดเด่นถึง 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ) เป็นผลมาจากฐานที่ต่ำในงวดไตรมาส 4/2568 ซึ่งเป็นช่วง "สุญญากาศทางการเมือง" หลังการยุบสภาและผลกระทบจากอุทกภัยในภาคใต้ และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) คาดว่าจะเติบโตได้ราว 7%" อย่างไรก็ดีแนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/2569 อาจเห็นกำไรสุทธิรวมของตลาดชะลอตัวลง เนื่องจากเป็นช่วง Low Season ของภาคการผลิตและธุรกิจท่องเที่ยว อีกทั้งหลายบริษัทจะเริ่มได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันในช่วงก่อนหน้า แต่ยังคงเป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ไว้ที่ 1,440 จุด โดยอิงบนประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 87 บาท และมองว่าระดับดัชนีในปัจจุบันมี Downside ที่จำกัดแล้ว@ ลุ้นไฟแนนซ์ NPL ลด นายประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บล.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าวในรายการ Morning Brain ออกอากาศทางช่องทางออนไลน์ของ "ทันหุ้น' ว่า กลยุทธ์การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังกังวลแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติ โดยแนะให้เน้นไปที่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและแนวโน้มผลประกอบการออกมาดีเป็นหลัก โดยมีหุ้นที่เข้าข่ายน่าสนใจ ประกอบด้วย กลุ่มไฟแนนซ์ ซึ่งงบของ KTC ที่ออกมาดีเป็นตัวชี้ว่าธุรกิจสามารถเติบโตได้แม้เศรษฐกิจไม่ดี หากควบคุมปัญหา NPL ได้ ส่งผลบวกต่อหุ้นในกลุ่มเดียวกันอย่าง MTC และ SAWAD ที่จะมีทรงคล้ายกัน ขณะที่กลุ่มขนส่งอย่าง AOT คาดว่าผลงานจะออกมาดี เช่นเดียวกับ BEM ที่มีปริมาณทราฟฟิกทางด่วนเติบโตต่อเนื่อง กลุ่มพลังงานมองไปที่ GULF กลุ่มพาณิชย์/วัสดุก่อสร้าง GLOBAL มีลุ้นงบออกมาดีกว่าคาด จากอานิสงส์ของราคาเหล็กที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับบริษัทมีสต๊อกสินค้าจำนวนมาก สำหรับกลุ่ม ปิโตรเคมี ผลประกอบการมีแนวโน้มออกมาดีมาก แต่เนื่องจากราคาหุ้นได้วิ่งตอบรับไปก่อนหน้านี้แล้ว จึงอาจไม่ใช่จังหวะในการเข้าไล่ราคาในขณะนี้@ โรงกลั่นงบแรงยกแผง ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด พบว่า หุ้นที่จะมีกำไรเติบโตดีในไตรมาส 1/2569 (YoY) ประกอบด้วย SPRC คาดกำไรที่ 7,207 ล้านบาท เติบโต 910% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) TOP คาดกำไรที่ 19,133 ล้านบาท เติบโต 446% BCPG คาดกำไรที่ 673 ล้านบาท เติบโต 341% MAJOR คาดกำไรที่ 66 ล้านบาท เติบโต 99% GPSC คาดกำไรที่ 1,608 ล้านบาท เติบโต 41% GULF คาดกำไรที่ 8,832 ล้านบาท เติบโต 35% ADVANC คาดกำไรที่ 12,717 ล้านบาท เติบโต 20% MTC คาดกำไรที่ 1,800 ล้านบาท เติบโต 15% TU คาดกำไรที่ 1,134 ล้านบาท เติบโต 11%
ทันหุ้น • 30 เม.ย. 69
อ่าน
หุ้นเซมิคอนดักเตอร์พุ่งแรง! กูรูแนะล็อคกำไรก่อนฟองสบู่แตก
#หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ #ทันหุ้น - ข้อมูลจาก To The Moon ได้ระบุว่า หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เพิ่งผ่านพ้นช่วงการทะยานขึ้นอย่างร้อนแรงเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเป็นสถิติการบวกต่อเนื่องที่น่าประทับใจไม่แพ้สถิติการตีลูกได้ติดต่อกัน 56 เกมของ โจ ดิมักจิโอ นักเบสบอลชื่อดังเลยทีเดียว โอเค เราอาจจะพูดเกินจริงไปนิด เพราะกองทุน iShares Semiconductor ETF (ชื่อย่อ: SOXX) ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องเพียง 18 วันทำการเท่านั้น ซึ่งรวมถึงการพุ่งขึ้นเกือบ 5% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Intel และการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือโดยนักวิเคราะห์ของคู่แข่งอย่าง AMD แต่คุณคงเข้าใจประเด็นที่เราต้องการสื่อ อย่างไรก็ตาม สถิติบวกต่อเนื่องได้สิ้นสุดลงในวันจันทร์ เมื่อกองทุน ETF ดังกล่าวร่วงลง 1.3% คำถามสำคัญในตอนนี้คือ นักลงทุนควรเดินหน้าไล่ราคาหุ้นชิปต่อไปหรือไม่? เพราะอย่างไรก็ตาม กองทุน ETF นี้พุ่งขึ้นเกือบ 50% แล้วนับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคม มันอาจถึงเวลาแล้วที่นักลงทุนควรจะขายทำกำไรออกมาบ้าง ปัจจุบันกองทุน SOXX ซื้อขายอยู่ที่ระดับเกือบ 26 เท่าของคาดการณ์กำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่อยู่ประมาณ 19 เท่า ตามข้อมูลจาก FactSet ยิ่งไปกว่านั้น โดยปกติแล้วกองทุน ETF นี้มักจะซื้อขายในราคาที่ถูกกว่าตลาดโดยรวมเล็กน้อย (Discount) แต่ปัจจุบันกลับมีราคาพรีเมียมสูงกว่าดัชนี SP 500 ถึง 17% นักลงทุนกำลังตั้งความหวังไว้กับความสมบูรณ์แบบ ผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งจาก Intel และ Texas Instruments ในสัปดาห์นี้ช่วยพยุงสถานการณ์ไว้ได้ในตอนนี้ แต่สตีฟ ซอสนิก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์จาก Interactive Brokers กังวลว่า "ความเสี่ยงใหญ่ในขณะนี้คือความคาดหมายที่สูงเกินไปจนบริษัทต่างๆ อาจไม่สามารถทำผลงานได้เกินกว่าที่คาดไว้" นอกจากนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาหุ้นชิปตัวไหนที่ไม่ได้ร่วมวงพุ่งทะยานในรอบนี้ หุ้นที่ทำผลงานได้ "แย่ที่สุด" ในกองทุน SOXX นับตั้งแต่วันที่ 30 มีนาคมคือ Qualcomm แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังปรับตัวขึ้นถึง 16% ส่วน Nvidia ซึ่งเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ปรับตัวขึ้น "เพียง" 22% ทำให้มันกลายเป็นหุ้นที่ล้าหลังในกลุ่มนี้เช่นกัน ขณะที่ผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดในกองทุน ETF คือ Credo Technologies, Astera Labs และ Intel โดยทั้งสามบริษัทมีราคาพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงที่ตลาดบวกต่อเนื่อง Intel กำลังจ่อปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันศุกร์ ขณะที่ Marvell Technology, AMD, Texas Instruments, Micron Technology และ Arm Holdings ต่างก็พุ่งขึ้นมากกว่า 50% เช่นกัน Bespoke Investment Group ระบุในรายงานเมื่อวันศุกร์ว่าดัชนี Philadelphia Semiconductor Index ซึ่งเคลื่อนไหวคล้ายกับกองทุน SOXX และทำสถิติบวกต่อเนื่อง 18 วันเช่นกัน อาจดูตึงตัวเกินไปแล้ว "ในประวัติศาสตร์ของดัชนีนี้ มีเพียงช่วงเวลา 18 วันเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ดัชนีพุ่งขึ้นมากกว่านี้ นั่นคือช่วงที่ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดหลังวิกฤตดอทคอมในไตรมาสที่ 4 ปี 2002" Bespoke ระบุ แต่ก็อาจยังมีบางส่วนในภาคส่วนชิปที่สามารถสร้างแรงส่งต่อไปได้ แม้ว่าราคาจะพุ่งขึ้นมาแรงแล้วก็ตาม จอร์แดน ไคลน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลุ่มเทคโนโลยีจาก Mizuho Americas ชี้ให้เห็นในรายงานเมื่อวันศุกร์ว่า ในขณะที่หุ้นกลุ่มหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) อย่าง Intel, AMD และตัวอื่นๆ "ถูกไล่ราคาอย่างไม่หยุดหย่อน" แต่อาจมี "ของถูก" ซ่อนอยู่ในกลุ่มชิปหน่วยความจำ (Memory Chips) เนื่องจากกระแส "CPU Euphoria" (ความคลั่งไคล้ใน CPU) ทั้งที่ปรับตัวขึ้นมาแรงเหมือนกัน แต่ Micron และ Sandisk กลับ "ยังดูถูกกว่ามาก" เมื่อเทียบกับ AMD, Arm และ Intel Micron ซื้อขายอยู่ที่เพียง 6 เท่าของคาดการณ์กำไรในอีก 12 เดือนข้างหน้า และ Sandisk มีค่า P/E อยู่ที่ประมาณ 10 เท่า ในทางกลับกัน AMD, Intel และ Arm ซื้อขายอยู่ที่ 42, 74 และ 103 เท่าตามลำดับ อย่างไรก็ตาม มูลค่าหุ้นที่สูงลิบลิ่วเหล่านี้ดูเหมือนจะยังไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนักลงทุนหุ้นชิป ดังที่ ไมค์ โอรอร์ก หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การตลาดจาก JonesTrading ชี้ให้เห็นในรายงานสัปดาห์นี้ว่า "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบริษัทเซมิคอนดักเตอร์หลายแห่งอยู่ในวงจรการเติบโตที่แข็งแกร่งมากมาหลายปีแล้ว ซึ่งผลักดันให้กำไรทำสถิติสูงสุดใหม่ และโดยภาพรวมแล้ว คาดว่าความต้องการจะยังคงแข็งแกร่งในอนาคตอันใกล้" แต่เขาเสริมว่า "ผู้คนไม่ควรลืมว่านี่คือธุรกิจที่มีวัฏจักร (Cyclical Business)" "ความจริงที่ว่าวัฏจักรรอบนี้ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ถือเป็นประโยชน์อย่างชัดเจนในช่วงขาขึ้น แต่มันก็มาพร้อมความเสี่ยงเมื่อวัฏจักรถึงจุดสูงสุด" โอรอร์กกล่าว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนในหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ควรใช้ความระมัดระวัง ไม่ใช่เรื่องน่าอายที่จะล็อคกำไรมหาศาลจากบริษัทชิปในตอนนี้ ก่อนที่จะเกิดการย่อตัวลงในท้ายที่สุด ที่มา https://ttmgoal.com/news/1162696828
ทันหุ้น • 28 เม.ย. 69
อ่าน
เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น – บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองแนวโน้มตลาดวันนี้ คาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways to Sideways Up ในกรอบ 1,475-1,490 จุด โดยคาดยังได้อานิสงส์จาก DELTA ที่ประกาศกำไร 1Q26 สูงกว่าคาด อย่างไรก็ตามภาพรวมในกลุ่มอื่นๆ คาดว่าจะแกว่งทรงตัวเนื่องจากยังขาดปัจจัยหนุนใหม่ ล่าสุดยังคงไม่มีพัฒนาการเชิงบวกในด้านสงคราม แม้อิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่แก่สหรัฐฯโดยให้ยุติสงครามก่อนเจรจาเรื่องเปิดช่องแคบและนิวเคลียร์ โดยล่าสุดทรัมป์ได้เรียกหารือข้อเสนอดังกล่าวกับทีมที่ปรึกษา แต่ยังมีการตอบรับใดๆด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงยืนในระดับสูงที่ US$108 ต่อบาร์เรล นอกจากนี้ตลาดยังคงจับตาดูการประชุมธนาคารกลางหลักหลายแห่งในสัปดาห์นี้ ได้แก่ BoJ Fed ECB BoE รวมถึงกนง. ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเช่นเดิม แต่โฟกัสหลักอยู่ที่มุมมองเศรษฐกิจในระยะถัดไปโดยเฉพาะเงินเฟ้อที่ถูกกระทบจากสงครามส่วนปัจจัยในประเทศวานนี้โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังไม่ได้เข้าพิจารณาในการประชุมครม.เศรษฐกิจ โดยรอความชัดเจนของแหล่งเงินและคาดว่าจะเข้าที่ประชุมสัปดาห์หน้าแทน เราประเมินตลาดจะเริ่มให้น้ำหนักผลประกอบการ 1Q26 ที่เริ่มทยอยประกาศหนาแน่นมากขึ้นสัปดาห์นี้ โดยหุ้นที่มีกำไรแข็งแรงและกระทบจากสงครามจำกัดมีแนวโน้ม Outperform ตลาดกลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลายหุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRMFSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, TIDLOR, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : DELTA• แนะนำ “เก็งกำไร” อยู่ระหว่างปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 300 บาท• ประกาศกำไรปกติ 1Q26 ทำ New High ที่ 9.08 พันลบ. +25% q-q, +65% y-y หากตัดรายการพิเศษออก กำไรปกติอยู่ที่ 8.84 พันลบ. +23% q-q, +77% y-y ดีกว่าคาด 6% หนุนจากทั้งรายได้และ Margin ที่ New High จาก Demand สินค้ากลุ่ม Power Electronic• แนวโน้ม 2Q26-2H26 คาดว่ายังเร่งขึ้นต่อเพราะยังได้คำสั่งซื้อจาก Delta Taiwan เข้ามามากขึ้น เรามีแนวโน้มปรับเพิ่มประมาณการกำไรปี 2026 ขึ้นจากปัจจุบันที่ 3.54 หมื่นลบ. +43% y-y• แนวรับ 304-301//292 บาท แนวต้าน 319 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ จะลดความร้อนแรงลง หลังวานนี้ ดัชนีฯ ถูกชี้นำด้วยการสูงขึ้นของหุ้น DELTA เป็นหลัก โดยในระหว่างวัน จะต้องติดตาม ทั้งความคืบหน้าเรื่องการเจรจาหยุดยิง และการเก็งงบ 1Q ของหุ้นในตลาดปัจจัยในประเทศมาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล (รถไฟฟ้า 40 บาท): "คมนาคม" ยืนยันไม่ได้ใช้งบ 1.4 แสนล้านบาทไปซื้อคืนรถไฟฟ้าเพื่อทำมาตรการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน แต่จะใช้วิธีปรับรูปแบบสัญญาเป็นแบบรับจ้างเดินรถแทน โดยเตรียมเสนอ ครม. ในเดือน พ.ค. นี้ เพื่อให้ รฟม. เป็นผู้บริหารจัดการแบบรายเดียว (Single Ownership) ก่อนเจรจากับผู้รับสัมปทาน ทั้งนี้ กระทรวงฯ ตั้งเป้าหมายให้เกิดค่าโดยสารร่วมในวันที่ 1 ม.ค. 70 และพยายามครอบคลุมให้ได้ทุกสายมาตรการเศรษฐกิจรัฐบาล (คนละครึ่ง พลัส): กระทรวงการคลังได้ข้อสรุปโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เตรียมแจกเงิน 4,000 บาทต่อคน โดยรัฐจะช่วยจ่าย 60% และผู้ได้รับสิทธิจ่ายเอง 40% โครงการนี้ไม่ได้มุ่งแค่กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน คาดว่าจะมีผู้ได้รับสิทธิมากกว่า 20 ล้านคน และจะเปิดลงทะเบียนในเดือน พ.ค. นี้นโยบายพลังงาน: รมว.พลังงาน เตรียมทบทวนรื้อโครงสร้างราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์) ซึ่งมองว่าไม่ควรเกิน 2.20 บาทต่อหน่วย รวมถึงพลังงานชีวมวล (Biomass) ใหม่ เนื่องจากหลายโครงการคืนทุนไปแล้วและต้นทุนพลังงานเปลี่ยนแปลงไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระค่าไฟของประชาชนค่าเงินบาท และ กนง.: ล่าสุดเงินบาทปิดตลาดที่ระดับ 32.32 บาท/ดอลลาร์ โดยมีลักษณะแกว่งตัวไร้ทิศทาง ปัจจัยหลักมาจากการที่ตลาดกำลังรอติดตามผลการประชุมของธนาคารกลางหลักของโลก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED), ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ทั้งนี้ ตลาดคาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มรอดูสถานการณ์ (Wait-and-see)กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow): ภาพรวมตลาดหุ้นนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิรวม 1,260.36 ล้านบาท (รวม SET และ MAI) ด้านตลาดตราสารหนี้มีมูลค่าการซื้อขายรวม 41,876 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 244 ล้านบาทBig Lot นำตลาด: วันนี้พบการทำรายการบิ๊กล็อตสูงสุดคือหุ้น KBANK มูลค่ารวม 143.22 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 190.46 บาทต่อหุ้นปัจจัยต่างประเทศสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาน้ำมัน: อิหร่านเสนอแนวทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หากสหรัฐฯ ยกเลิกการปิดล้อม และสงครามยุติลง ขณะที่ Trump ยังไม่พอใจกับแผนของอิหร่านในการเปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าว…….นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของประเทศอิหร่าน ในการมุ่งแก้ไขวิกฤติการณ์ความขัดแย้งบริเวณช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในช่วงไตรมาสที่ 4 ขึ้นเป็น 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่ประเมินไว้ 80 ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุหลักมาจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ปริมาณสต็อกน้ำมันทั่วโลกลดลงอย่างรุนแรงทางการสหรัฐฯ ประกาศดำเนินมาตรการคว่ำบาตรต่อโรงกลั่นน้ำมันแห่งหนึ่งของจีน เนื่องจากตรวจพบว่ามีการซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณที่สูงมากนโยบายการเงินสหรัฐฯ และญี่ปุ่น: นายเจอโรม พาวเวล เตรียมเป็นประธานการประชุม FOMC นัดอำลาตำแหน่งในสัปดาห์นี้ โดยตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะประกาศคงอัตราดอกเบี้ยTechnical : BCH, KAMARTขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี 1,465– 1,470 แนวต้าน 1,485 – 1,490 คาดดัชนีได้แรงหนุนจาก DELTA ที่รายงานกำไร Q1/69 ดีกว่าคาด โดยสัปดาห์นี้ติดตามผลการประชุมธนาคารกลางหลัก ๆ , กนง. และการเจรจาข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ – อิหร่าน แนะนำซื้อเก็งกำไรกลุ่มอิเล็ก ฯ HANA, KCE หลัง DELTA รายงานกำไรดีกว่าคาด / กลุ่มปิโตรเคมี PTTGC,IVL คาดได้แรงหนุนจากสเปรดผลิตภัณฑ์ / กลุ่มพลังงานทดแทน GUNKUL, BCPGGUNKUL* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 3.00 บาท) ผู้บริหารตั้งเป้าหมายรายได้ปี 69 ราว 1 หมื่นล้านบาท จาก Backlog งาน EPC ในมือราว 8 พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะรับรู้ในปีนี้ราว 5 พันล้านบาท ขณะที่งานที่รอเข้าประมูลเพิ่ม ได้แก่ งานก่อสร้างสายส่งและ Substation ของ EGAT และ PEA มูลค่าราว 3.35 หมื่นล้านบาท โครงการ Solar ชุมชน 1,500 MW และ Direct PPA 2,000 MW สำหรับ Data Center ส่วนแนวโน้มระยะสั้น 1Q69 คาดกำไรโต YoY หนุนจากรายได้ของธุรกิจ EPC สำหรับภาพ 1-2 ปีมี catalyst จากแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นสำหรับที่ใช้ไฟฟ้าเกิน 400 หน่วย/เดือน หนุนการติดตั้ง Solar Rooftop จากภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยมีนโยบายรัฐสนับสนุนลดหย่อนภาษีสูงสุดไม่เกิน 2 แสนบาท (ปีภาษี 69-71) สำหรับบ้านอยู่อาศัยไม่เกิน 10kWp ในระบบ On-grid ทั้งนี้อิงจาก Consensus ตลาดคาดกำไรปี 69-70 ที่ 1.85 พันล้านบาท +5%YoY และ 1.98 พันล้านบาท +7%YoYKLINIQ (ซื้อ/ ราคาเป้าหมาย 33.00 บาท) ภาพรวมปี69 เราคาดว่า KLINIQ จะสามารถมีการเติบโตหนุนจาก 1.การเพิ่มสัดส่วนผู้ป่วยต่างชาติ 2.น้ำหนักที่มีผลน้อยลงไปของค่าใช้จ่ายการขยายสาขาใหม่จากฐานที่กว้างขึ้น 3.รายได้ของสาขาที่เปิดใหม่ โดย ปัจจุบัน เราอนุมานสาขา ณ สิ้นปี69 ที่ 92 สาขา(+10 สาขาจากปี68) และ 4.การเพิ่ม Brand/Format ใหม่ๆ โดยธ.ค.68 ที่ผ่านมาKLINIQ ได้มีการเปิดตัว Acne Lab สาขาแรก ส่วนการดำเนินงานช่วง 1Q69 นี้ คาดว่าจะ +YoY ได้ต่อ แต่ -QoQ จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มาใช้งานช่วงสิ้นปีมากกว่า ปัจจุบัน เราประเมินกำไรสุทธิ ปี69 และ ปี70 ของ KLINIQอยู่ที่ระดับ 426 ลบ.( +17%YoY) และ 470 ลบ.(+10%YoY)
ทันหุ้น • 28 เม.ย. 69
สิทธิพิเศษ
ลด 10% สำหรับเกมกอล์ฟ อาหารเเละเครื่องดื่ม ใช้ 0 ทรูพอยท์
ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์ลด 10% สำหรับเกมกอล์ฟ อาหารเเละเครื่องดื่ม เงื่อนไข 1. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี2. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้3. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้4.ใช้สิทธิ์ได้ทุกวัน ทุกช่วงเวลา(ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 30 ธันวาคม 2569)5.ใช้ได้สำหรับการเล่นเกมที่ฮิตติ้งเบย์ธรรมดา อาหารและเครื่องดื่มที่ร้านทั้ง 5 แห่ง Sports Bar,The Patio, The Busted, The Devil's Lounge, and Pink Giraffe Rooftop Bar เท่านั้น6.ไม่สามารถใช้ได้กับสินค้าของที่ระลึก, Topgolf Academy, Event Bays, SwingSuite Karaoke, VIP Bays7.ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรโมชั่น ส่วนลด และไม่สามารถใช้ในช่วงวันหยุดเทศกาลได้8.ใช้สิทธิ์ได้ต่อ 1 บิล และขึ้นอยู่กับจำนวนที่มีให้บริการ9.ไม่สามารถแลกเป็นเงินสดหรือโอนสิทธิ์ได้10.กรุณาสำรองล่วงหน้า โทร. 02 114 1289
อุปกรณ์ออกกำลังกายและกีฬา • 1 ม.ค. 69
อ่าน
AP โชว์ Q1 ยอดขาย 20,645 ลบ. รุกหนัก Q2 เปิด 12 โครงการใหม่
#ทันหุ้น - เอพี ไทยแลนด์ ย้ำแชมป์ผู้นำบริษัทและแบรนด์อสังหาฯ ยอดขายไตรมาสแรก 20,645 ล้านบาท รุกหนักไตรมาส 2 ลุยเปิด 12 โครงการใหม่ นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ President (ประธานฝ่ายบริหาร) บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจอย่างแข็งแกร่งภายใต้วิสัยทัศน์ ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ CODE OF IN-DEPTH UNDERSTANDING ที่มุ่งสร้างมาตรฐานใหม่ให้อุตสาหกรรมอสังหาฯ ด้วยการนำ ความเข้าใจคุณภาพชีวิตจริงอย่างลึกซึ้ง ที่เป็นจุดเริ่มต้น ผสานเข้ากับวินัยในการดำเนินธุรกิจอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดอสังหาฯ ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา แม้จะยังคงเผชิญความท้าทายอย่างต่อเนื่อง แต่เอพีมองเห็นโอกาส และสามารถสร้างนิยามใหม่ของคุณภาพชีวิตที่คิดจากความเข้าใจ เพื่อ Living Quality ในแบบคุณ และส่งมอบ ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้ ผ่านโครงการในเครือเอพี ทั้งบ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์โฮม และคอนโด เจาะเข้าถึงกำลังซื้อลูกค้า โดยเฉพาะเซนติเมนต์ของตลาดระดับกลางถึงบนที่ยังคงส่งสัญญาณเชิงบวกอย่างชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นจากความสำเร็จของยอดขายรวมไตรมาสแรก (1/2569) ที่ทำได้สูงถึง 20,645 ล้านบาท เดินหน้าตามแผนไตรมาส 2/2569 แชมป์เปิดตัวสูงสุด 12 โปรเจกต์ใหม่ สำหรับไตรมาส 2/2569 เอพี ไทยแลนด์ ยังคงยืนหยัดรักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยอย่างแข็งแกร่ง โดยพร้อมรุกตลาดด้วยแผนการเปิดตัวโครงการใหม่ที่มากที่สุดในอุตสาหกรรม จำนวน 12 โครงการ มูลค่ารวม 17,150 ล้านบาท พอร์ตโฟลิโอใหม่ในไตรมาสสองนี้ ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ เพื่อตอบรับดีมานด์ที่หลากหลาย ภายใต้การขับเคลื่อนด้วย DNA หลักอย่าง AP CODE The Code of Living Quality โดยมีสัดส่วนการเปิดโครงการใหม่ ดังนี้ กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม เจาะตลาดเรียลดีมานด์ด้วย 6 โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ บ้านกลางเมือง GRANDE PLENO PLENO PLENO TOWN มูลค่ารวม 7,550 ล้านบาท กลุ่มบ้านเดี่ยว ตอกย้ำผู้นำตลาดด้วย 3 โครงการใหม่ ภายใต้แบรนด์ THE CITY และ CENTRO มูลค่ารวม 3,500 ล้านบาท กลุ่มคอนโดมิเนียม รุกทำเลศักยภาพ 1 โครงการใหม่ LIFE สุขุมวิท พระราม 4 มูลค่า 4,500 ล้านบาท กลุ่มโครงการต่างจังหวัด เดินหน้าขยายฐานลูกค้า 2 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 1,600 ล้านบาท ได้แก่ อภิทาวน์ หัวหิน และ อภิทาวน์ สระบุรี ราคาเริ่มต้น 3.79 ล้านบาท เจาะลึกไฮไลต์ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ไตรมาส 2/2569 1. ไฮไลต์กลุ่มบ้านแฝดและทาวน์โฮม เจาะทำเลใหม่ นำทัพโดย 3 โครงการแฟลกชิป ได้แก่ PLENO TOWN เอกชัย บางบอน (ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท* VIP DAY 16 17 พ.ค. นี้) ชูคอนเซปต์ โมเมนต์แห่งความสุข ไลฟ์สไตล์เมือง ถือเป็นการปักหมุดบุกเบิกทำเลใหม่ (New Area) ของไตรมาสนี้ โดยบริษัทฯ มั่นใจในศักยภาพทำเลและโปรดักต์คุณภาพ จะดึงดูด Real Demand และกวาดยอดขายได้อย่างรวดเร็ว ทัดเทียมกับความสำเร็จของ PLENO TOWN ธรรมศาสตร์ รังสิต ที่เพิ่งสร้างปรากฏการณ์โกยยอดพรีเซลกว่า 400 ล้านบาท ไปในไตรมาสแรกที่ผ่านมา บ้านกลางเมือง สาทร กัลปพฤกษ์ 2 (2026 New Model Foyer House 6.79 ล้านบาท* VIP DAY 23-24 พ.ค. นี้ ) ปักหมุดทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่กัลปพฤกษ์ ต่อยอดความสำเร็จจากโครงการแรก (บ้านกลางเมือง The Edition สาทร กัลปพฤกษ์) ด้วยการนำเสนอทาวน์โฮม 3 ชั้นโมเดลเรือธงอย่าง Zuelia ที่เคยทำยอดขายสูงสุดมาแล้ว โดยสำหรับ บ้านกลางเมือง สาทร กัลปพฤกษ์ 2 (โครงการใหม่) พร้อมต่อยอดสร้างไฮไลต์เด็ดประจำไตรมาส 2 ด้วยการเปิดตัวนวัตกรรมบ้าน New Model 2026 Foyer House ทาวน์โฮม 3 ชั้น ที่มาพร้อมฟังก์ชัน Foyer Green Window The Power of Space: Double Height Connected เป็นที่แรก เพื่อยกระดับ Living Quality และส่งมอบชีวิตดีๆ ที่ลูกค้าสามารถเลือกเองได้ GRANDE PLENO ศรีนครินทร์ เทพารักษ์ (ราคาเริ่มต้น 5.29 ล้านบาท* VIP DAY 16 17 พ.ค. นี้) รุกเจาะกลุ่มครอบครัวขยายยุคใหม่ (Modern Extended Family) ด้วยบ้านแฝดดีไซน์ใหม่ ฟังก์ชันใหญ่ 2 ชั้น สไตล์ Boutique Series ซึ่งพิสูจน์ความสำเร็จมาแล้วจากการกวาดยอดขายระดับท็อปในปีที่ผ่านมา 2. ไฮไลต์บ้านเดี่ยวโครงการใหม่ ย้ำแชมป์เจ้าตลาด ส่ง New Model Nature Architect เอพี ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวใจกลางเมือง ดัน 2 แบรนด์ Best Seller อย่าง THE CITY และ CENTRO นำร่องเปิดตัวบ้านซีรีส์ใหม่ Nature Architect ชูจุดขายการยกระดับ Space Quality ด้วยแนวคิด Natural Intelligence ดีไซน์ฟังก์ชันเชื่อมต่อพื้นที่ภายในและธรรมชาติภายนอกอย่างไร้รอยต่อ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แบบ Hybrid ของครอบครัวใหญ่ทุกเจเนอเรชัน เตรียมเปิดรอบVIP DAY พร้อมกัน 3 ทำเลศักยภาพ ในวันที่ 30 พ.ค. นี้ THE CITY สุขสวัสดิ์ พระราม 3 เริ่มต้น 15 25 ล้านบาท THE CITY เสรีไทย วงแหวน เริ่มต้น 14.9 25 ล้านบาท CENTRO สุขุมวิท บางนา เริ่มต้น 11.9 16 ล้านบาท 3. ไฮไลต์คอนโดมิเนียมใหม่ รุกไพรม์โลเคชัน ปลุกตลาดคอนโดใหม่ ส่ง LIFE สุขุมวิท พระราม 4 เดินหน้าปลุกกำลังซื้อตลาดคอนโดมิเนียมใจกลางเมือง ด้วยบิ๊กโปรเจกต์ร่วมทุน (JV) มูลค่า 4,500 ล้านบาท ปักหมุดแบรนด์ LIFE สุขุมวิท พระราม 4 ใกล้รถไฟฟ้า BTS สถานีพระโขนง ชูศักยภาพทำเลเชื่อมต่อย่าน ทองหล่อ เอกมัย เพียง 8 นาทีถึง The Emporium พร้อมยกระดับ Living Quality ด้วยไฮไลต์ ส่วนกลาง ชิดขอบฟ้า เทควิวโค้งน้ำบางกะเจ้า เจาะกลุ่มคนเมืองและนักลงทุนด้วยห้องชุดดีไซน์ใหม่ โอบรับวิว 2 ด้านที่แตกต่าง โค้งน้ำบางกะเจ้าและวิวเมืองตึกระฟ้าใจกลางสุขุมวิท
ทันหุ้น • 31 มี.ค. 69
อ่าน
ถอดรหัสสเปรดปิโตรเคมี สูตรเก็งกำไร PTTGC-IVL
#ปิโตรเคมี #ทันหุ้น – วางแผนเทรดหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี หลังเผชิญสงครามตะวันออกกลางจนหลายแห่งต้องลดกำลังผลิต ดันสเปรด ปรับตัวขึ้นชั่วคราว PE และ PX ปรับเพิ่มตามดีมานด์บรรจุภัณฑ์และโพลีเอสเตอร์ กูรูแนะกลยุทธ์ “เก็งกำไร” PTTGC และ IVL ไร้ผลกระทบซัพพลาย ในระยะสั้นได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของสเปรด ขณะที่ PTTEP รับเต็มน้ำมันสูงนายศรชัย พิทยาพฤกษ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุ ภาพรวมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีอยู่ในสภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) มาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566 ทั้งในสายโอเลฟินส์ (Olefins), สายโพลีเอสเตอร์ (Polyester) หรือ PET กดดันส่วนต่างราคา (Spread) ของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีอยู่ในระดับต่ำจนเมื่อเกิดสถานการณ์สงครามที่กระทบต่อการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปประมาณ 18-20% ของโลก ส่งผลกระทบต่อเนื่องเมื่อน้ำมันดิบขนส่งไม่ได้ โรงกลั่นจึงผลิต แนฟทา (Naphtha) ได้น้อยลง ซึ่งแนฟทาเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของปิโตรเคมี โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งขาดแคลน Feedstock จึงมีการประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) เพื่อหยุดผลิต หรือเลื่อนแผนการปิดซ่อมบำรุงให้เร็วขึ้น รวมถึงบางแห่งมีการลดกำลังการผลิต (Run Cut)ดังนั้นจึงส่งผลทางจิตวิทยาและทำให้ผู้ซื้อยอมรับการปรับราคาขึ้น ส่งผลให้ Spread ปิโตรเคมีดีดตัวสูงขึ้นในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ภาพรวม Spread สัปดาห์ล่าสุดยังส่งสัญญาณฟื้นตัวแบบ “ไม่ทั่วถึง” โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มโพลีเอทิลีน (PE) ปรับเพิ่มขึ้นชัดเจนราว 20–40 ดอลลาร์สหรัฐอเมริกาต่อตัน หรือปรับขึ้นราว 5 - 11% เทียบสัปดาห์ก่อน (WoW) สะท้อนแรงหนุนจากดีมานด์บรรจุภัณฑ์ที่กลับมาขณะที่พาราไซลีน (PX) ปรับขึ้นต่อเนื่อง 15–30 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือราว 4 - 9% WoW ตามทิศทางอุตสาหกรรมโพลีเอสเตอร์ที่ยังแข็งแกร่ง ด้านโพลีโพรพิลีน (PP) เคลื่อนไหวผันผวนทั้งในแดนลบ - บวกราว -10 ถึง +10 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือ -4% ถึง +4% WoW จากภาวะอุปทานล้นตลาดและอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวช้า@ประเมิน 2 แนวทางนายศรชัย ประเมินสถานการณ์ (Scenario) ไว้ 2 กรณี คือ Base Case (กรณีปกติ) แม้ว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อ แต่หากการปิดช่องแคบฮอร์มุซสิ้นสุดลง การขนส่งน้ำมันดิบเริ่มทยอยส่งออกมาได้ Feedstock จะกลับมาภายในระยะเวลา 1 – 2 สัปดาห์ โรงงานที่เคยหยุดผลิตจะสามารถกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเพื่อฉวยโอกาสในช่วงที่ Spread ยังสูง และส่งผลให้ราคา Spread ค่อยๆ ปรับตัวลดลงกลับไปสู่สภาวะปกติที่มีสภาวะ Over Supply รออยู่แต่หากการปิดช่องแคบยืดเยื้อนานเกิน 2 เดือน (Worst Case) ซัพพลายจะหายไปจากตลาดโลกอย่างน้อย 10% ซึ่งจะทำให้ Spread ยืนสูงได้นานขึ้น แต่อาจส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกในภาพรวมจากปัญหาเงินเฟ้อดังนั้นนักลงทุนจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ประกอบการพิจารณาเข้าลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์ อาทิบริษัทที่ไม่ต้องพึ่งพา Feedstock จากตะวันออกกลางเป็นหลัก เช่น PTTGC ได้เปรียบเนื่องจากใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบหลักและไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า และ IVL ซึ่งพอร์ตหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา จึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากปัญหาซัพพลายในตะวันออกกลางสำหรับหุ้นพลังงาน PTTEP ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่จากราคาขายน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นตามสถานการณ์โลกไม่ได้รับผลกระทบด้านปริมาณ (Volume) การผลิตจากสถานการณ์ดังกล่าวทั้งนี้แนะนำนักลงทุน “ซื้อเก็งกำไร” ทั้ง PTTGC และ IVL ตามสถานการณ์ เพราะแม้ว่าในระยะสั้นจะได้รับประโยชน์ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จนขาดแคลนวัตถุดิบ แม้จะสามารถจัดหามาได้แต่ราคาอาจพุ่งสูงเกิน “จุดคุ้มทุน” และ “ซื้อ” PTTEP ในฐานะตัวเลือกการลงทุนที่ "ปลอดภัยที่สุด" (Safe Haven) ในสถานการณ์ความขัดแย้ง@ ต้องใช้เวลากลับมาผลิต นายปรินทร์ นิกรกิตติโกศล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุ ภาพรวมของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในปัจจุบันได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อการผลิตและการลงทุนทั้งนี้ภาพปัจจัยพื้นฐานของอุตสาหกรรมยังอยู่ในภาวะอุปทานส่วนเกิน (Over Supply) อยู่ แม้ในปัจจุบันความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้เกิดปัญหาการขนส่งวัตถุดิบ ทำให้ผู้ผลิตบางรายในภูมิภาคต้องประกาศหยุดผลิตด้วยเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ส่งผลให้ซัพพลายลดลง ส่วนต่างราคาสินค้า (Spread) เริ่มขยับขึ้นสะท้อนจาก Spread โพลีเอทิลีนปรับตัวขึ้น 19% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า (WoW)อย่างไรก็ตามหากโรงงานที่หยุดผลิตต้องการกลับมาเดินเครื่องใหม่ คาดว่าต้องใช้ระยะเวลาในการเร่งเครื่องให้เต็มกำลังการผลิต (Capacity) ประมาณไม่เกิน 1 เดือน ดังนั้นกลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้เป็นการ “ซื้อเก็งกำไร” ตามกระแสข่าว เนื่องจากการออกวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รวมทั้งปัจจัยเรื่องการหยุดผลิตชั่วคราว สถานการณ์ Spread ปิโตรเคมี เข้าไป โดยตัวเลือกหลักที่น่าสนใจในกลุ่มปิโตรเคมีคือ PTTGC และ IVL
ทันหุ้น • 18 มี.ค. 69
อ่าน
สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ เลือกลงทุนตามความเสี่ยงที่รับได้
#ทันหุ้น - นายพบชัย ภัทราวิชญ์, CISA นักกลยุทธ์ตลาดหุ้นและตลาดอนุพันธ์ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ InnovestX เครือเดียวกับธนาคารไทยพาณิชย์ มองสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน กำลังย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 แม้จะมีความหวังเล็กๆ ที่สงครามจะคลี่คลายหลังประธานาธิบดีอิหร่านออกมาเปิดเผยถึงเงื่อนไข 3 ข้อในการยุติสงคราม แต่ก็ดูจะเป็นไปได้ยากที่ฝั่งสหรัฐฯ จะยอมรับได้ ยิ่งไปกว่านั้น การตอบโต้ยังมีแนวโน้มยืดเยื้อยาวนานขึ้น จากการที่ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านออกมาระบุชัดเจนว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซควรดำเนินต่อไปเพื่อเป็นเครื่องมือในการกดดันศัตรู ดันให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวแตะ US$100/bbl อีกครั้ง ถือเป็นการกลบความพยายามของ IEA ที่ตัดสินใจระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ทั่วโลก 400 ล้านบาร์เรล (มากกว่าตอนวิกฤติยูเครนปี 2564 ถึง 2 เท่า) และเป็นการแทรกแซงตลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เพื่อหวังสร้างเสถียรภาพและลดราคาน้ำมันไปโดยสิ้นเชิงกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำให้แบ่งตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน ดังนี้ส่วนธีมหุ้น Sector Rotation แนะนำให้ "เล็งไว้แต่ยังไม่ต้องรีบ" รอดูสถานการณ์ให้คลี่คลายกว่านี้ ค่อยสลับเข้ากลุ่มที่เสียประโยชน์จากต้นทุนน้ำมันขึ้นและมีฐานลูกค้าตะวันออกกลาง โดยเลือกหุ้น SET100 ที่มีค่า Beta > 1 และราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET เพราะจะเป็นกลุ่มที่วิ่งแรงที่สุดในรอบถัดไป ซึ่งคาดหวังจะเกิด Short Covering ได้แก่ GPSC BGRIM AOT MINT CENTEL AWC ERW AAV IVL PTTGC IRPC TOP BH KCEนักลงทุนรับความเสี่ยงได้ต่ำและกังวลสงครามยืดเยื้อบานปลาย (ยังไม่จบ) แนะนำ 1) ถือเงินสดมากขึ้น โดยลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นอย่างมีนัย โดยเฉพาะ (I) หุ้นที่อ่อนไหวง่ายต่อต้นทุนน้ำมัน อาทิ กลุ่มปิโตรเคมี สายการบิน ยานยนต์ ท่องเที่ยว โรงไฟฟ้า SPP อิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้ง รพ. ระดับบนที่ได้ผลกระทบจากลูกค้าตะวันออกกลางลดลง และ 2) นักลงทุนที่ทำ Strategic Hedging กลุ่มพลังงานต้นน้ำ (PTTEP) ยังคงเป็นแหล่งพักเงิน (Safe Haven) ที่ปลอดภัยจากแนวโน้มราคาน้ำมันที่ทรงตัวสูง ขณะที่กลุ่มโรงกลั่น (TOP, BCP) แม้คาดจะได้ประโยชน์จากค่าการกลั่น (GRM) ที่สูงขึ้น เนื่องจากน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกขาดแคลนหนักกว่าน้ำมันดิบ แต่ยังมีความเสี่ยงสำคัญหากรัฐบาลเข้ามาแทรกแซงจำกัดค่าการกลั่นจะเป็น Downside risk ต่อหุ้นกลุ่มโรงกลั่นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร แนะนำทยอยเข้าสะสม 1) หุ้น High Dividend เพื่อสร้างกระแสเงินสดและลดความเสี่ยงให้แก่พอร์ตลงทุนระยะสั้น ซึ่งให้ Div. Yield เกิน 5% และราคาหุ้นผันผวนต่ำ (Beta 1) อีกทั้งมีกำไรและฐานะการเงินที่มั่นคง ได้แก่ SIRI KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI และ 2) หุ้น Fast Rebound เพื่อเก็งกำไรหุ้นคุณภาพที่ลงแรงเกินเหตุ (Panic Sell) จากวิกฤติในอิหร่าน โดยเลือกหุ้น SET50 ที่มีค่า Beta > 1 ซึ่งหลังเกิดเหตุราคาหุ้นปรับลงแรงกว่า SET ขณะที่กำไรได้รับผลกระทบโดยตรงจำกัดจากต้นทุนน้ำมันขึ้น ซึ่งคาดหวังตลาดฟื้นตัวจะมีเม็ดเงินไหลกลับ ได้แก่ GULF DELTA BJC HMPRO OSP CBG SAWAD MTC TIDLOR
ทันหุ้น • 16 มี.ค. 69
อ่าน
‘เมย์แบงก์’ ชี้ตะวันออกกลางตึงเครียด “น้ำมัน–ทองคำ–กลุ่มกลาโหม” เด่น
#ทันหุ้น - บริษัท หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ Maybank Securities ประเมินสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา อาจเป็นปัจจัยเร่งให้ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ภาวะผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะราคาพลังงานและสินทรัพย์ปลอดภัย หลังเกิดเหตุการณ์โจมตีทางการทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญฝ่ายInvestment Solutions (วิเคราะห์หลักทรัพย์)เมย์แบงก์ระบุว่า ความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างมีความอ่อนไหวต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว20%ของปริมาณการค้าทางทะเลทั่วโลก ความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก และส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อในหลายประเทศ ในภาวะเช่นนี้ ตลาดมีแนวโน้มเข้าสู่โหมด “Risk-off”นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ พันธบัตรสหรัฐฯ และเงินดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอาจเผชิญแรงขายระยะสั้น ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์เมย์แบงก์ประเมินว่า ภายใต้บริบทปัจจุบัน กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์มีแนวโน้มโดดเด่น ได้แก่กลุ่มทองคำ (Gold)ได้รับแรงหนุนจากบทบาทสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงความไม่แน่นอน ตัวอย่างDRที่น่าสนใจ:GOLD03, GOLD19, GOLDUS19, ZIJIN80 (Zijin Mining), NEM06 (Newmont)กลุ่มพลังงาน (Oil Gas)ได้อานิสงส์จากราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มผันผวนในทิศทางขาขึ้น ตัวอย่างDR: OIL03, PETROCN80 (PetroChina), GASVN11 (Petro Vietnam Gas)กลุ่มDefense Spaceงบประมาณด้านความมั่นคงของหลายประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ตัวอย่างDR: MITSU19 (Mitsubishi Heavy Industries), STEG19 (ST Engineering)สำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนรวมMaybankมองว่ากองทุนในธีมดังกล่าวอาจเป็นทางเลือกเสริมพอร์ต เช่น กลุ่มทองคำ:UOBSG-H, SCBGOLDH, ES-GOLDBULLION-Hกลุ่มพลังงาน:K-OIL, KF-OIL, KT-ENERGYกลุ่มDefense Space: DAOL-DEFENSE, ASP-DEFENSE, LHGDEFENSE, A-JEDI, LHSPACE-Aเมย์แบงก์แนะนำให้นักลงทุนติดตามพัฒนาการสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และบริหารพอร์ตด้วยความระมัดระวัง เน้นการกระจายความเสี่ยง (Diversification)และทยอยปรับน้ำหนักการลงทุนในธีมที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการตัดสินใจจากอารมณ์หรือความผันผวนระยะสั้น เพราะในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนสูง วินัยการลงทุนและข้อมูลที่รอบด้านคือเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลพอร์ตฝ่ายInvestment Solutions (วิเคราะห์หลักทรัพย์)เมย์แบงก์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ข้อมูลวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนของลูกค้าอย่างมืออาชีพ
ทันหุ้น • 2 มี.ค. 69
ดูเพิ่มเติม