TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#harleydavidsonasia” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ขี่รถไปสมุยยังไง ให้ไมล์ขึ้นน้อยที่สุด | Singha Soda Road Trip 2025 EP.1
ขี่ Harley-Davidson ไปสมุยยังไง ให้ไมล์ขึ้นน้อย กับทริป Singha Soda Road Trip 2025
ViewfinderThailand • 1 วันที่แล้ว
เบนซ์ ไกจิน ปะทะ มาริโอ้ ที่ทุ่งดอกบัวตอง | Singha Soda Road Trip 2025 EP.4
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ เบนซ์ ไกจิน มาปะทะกับ มาริโอ้ เมาเร่อ ที่ทุ่งดอกบัวตอง
ViewfinderThailand • 1 วันที่แล้ว
0องศา หนาวเกือบขิต! คนบ้าล่าภูเขาไฟ l Ep.2 ภูเขาไฟ Kuju - ภูเขาไฟ Aso
ทริปคนบ้าขี่มอเตอร์ไซค์ล่าภูเขาไฟ รอบเกาะคิวชู ประเทศญี่ปุ่น ด้วย Honda GB350C บนเส้นทาง Unseen
ViewfinderThailand • 1 วันที่แล้ว
สิทธิพิเศษ
ทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์
-
เสื้อผ้า/แฟชั่นเครื่องแต่งกาย • 12 ม.ค. 69
Zootopia Hot Pursuit at Shanghai Disneyland
Zootopia Hot Pursuit at Shanghai Disneyland
Caption Q. • 13 ม.ค. 69
สิทธิพิเศษ
ลดสูงสุด 50% เซ็ตที่ร่วมรายการ ลูกค้าทรู ใช้ 0 ทรูพอยท์
ประหยัดสูงสุด ฿250 ที่ สิทธิพิเศษที่สนามบิน ลูกค้าทรูใช้ทรูพอยท์ 0 คะแนน ลดสูงสุด 50% เมื่อสั่งชุดเซ็ตเมนูที่ร่วมรายการ ที่ร้านค้าในสนามบินที่ร่วมรายการ โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี รายชื่อร้านค้าที่ร่วมรายการฺ1.Burger King (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)2.Dairy Queen (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)3.Cafe Ritazza (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)4.The Pizza Company (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)5. Bonchon (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)6. The Coffee Club (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข)7. Potato Corner (ดูรายละเอียดสาขาที่ร่วมรายการได้ที่เงื่อนไข) Burger King 11 (Outlets)1.Whopper Jr (Beef/Pork).+ Soft Drink(s) + French Fries (Regular) ราคา 199 บาท จากปกติ 457 บาท (OR)2. Fish'n Crisp + Soft Drink(s) + French Fries (Regular) ราคา 199 บาท จากปกติ 436 บาท 1. สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Level 2, Domestic Departure Airside (After X-ray), Suvarnabhumi Airport1.2) Concourse B, Level 4, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.3) Concourse F, Level 4, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.4) Level 3, SAT1 East, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.5) Level 3, SAT1 West, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.6) Concourse D, Level 4, Internatinal Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport 2. สนามบินดอนเมือง2.1) Level 3 Pier 3, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 2, Don Mueng Airport2.2) Level 3 Pier 4 Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 2, Don Mueng Airport2.3) Level 1, Bus Gate 1-7, International Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Don Mueng Airport 3. สนามบินภูเก็ต3.1) Gate 4, Level 2, Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Phuket Airport3.2) Gate 10, Level 2, Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Phuket Airport Dairy Queen 6 (outlets)Cheese Dog + Coke (16 oz.) ราคา 116 บาท จากปกติ 170 บาท 1. สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Concourse F, Level 4, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.2) Level 3, SAT1 West, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport 2. สนามบินดอนเมือง2.1) Level 1, Bus Gate 71-77, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 2, Don Mueng Airport2.2) Level 3, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 2, Don Mueng Airport2.3) Level 2, Pier2 , International Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Don Mueng Airport 3. สนามบินภูเก็ต3.1) Level 1, Busgate, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Phuket Airport Cafe Ritazza 3 (outlets)Croissant + Americano (S) ราคา 155 บาท จากปกติ 234 บาท 1. สนามบินดอนเมือง1.1) Level 2, Pier2 , International Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Don Mueng Airport 2. สนามบินหาดใหญ่2.1) Level 2, Domestic Departure airside (After X-ray), Hat Yai Airport 3. สนามบินสุวรรณภูมิ3.1) Level 3, SAT1 West, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport The Pizza Company 1(outlet)Pizza Hawaiian + Coke (22oz.) ราคา 185 บาท จากปกติ 277 บาท 1. สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Concourse F, Level 4, International airside (After immigration), Suvarnabhumi airport Bonchon 3(outlets)Crispy Chicken Salad + Coke (16 oz.) ราคา 187 บาท จากปกติ 315 บาท 1. สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Concourse D, Level 4, Internatinal airside (After immigration), Suvarnabhumi airport1.2) Concourse F, Level 4, Internatinal airside (After immigration), Suvarnabhumi airport 2. สนามบินดอนเมือง2.1) Level 3, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 1, Don Mueng Airport The Coffee Club 3 (outlets)Croissant Chocolate + Hot Americano 12 oz. ราคา 180 บาท จากปกติ 250 บาท 1. สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Concourse B, Level 4, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.2) Level 3, SAT1 East, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport 2.สนามบินกระบี่2.1) Level 3,International Airside (After X-ray), Krabi Airport Potato Corner 3 (outlets)Jumbo Fries + Lime soda 16 oz ราคา 115 บาท จากปกติ 142 บาท 1.สนามบินสุวรรณภูมิ1.1) Concourse F, Level 4, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport1.2) Level 3, SAT1 West, International Airside (After immigration), Suvarnabhumi Airport 2.สนามบินดอนเมือง2.1) Level 3, Domestic Departure Airside (After X-ray), Terminal 2, Don Mueng Airport เงื่อนไข โค้ดมีอายุการใช้งาน 30 นาที หลังกดยืนยันรับสิทธิ์ หากไม่ใช้สิทธิ์ภายในเวลาที่กำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ ทาง บริษัทฯ จะไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี 1. สามารถใช้สิทธิ์ภายในเดือนที่กดรับรหัสแล้วเท่านั้น ไม่สามารถใช้ข้ามเดือนได้2. ในกรณีที่มีการกดรหัสแล้วไม่ได้นำไปใช้ภายในระยะเวลา ไม่ว่ากรณีใดๆ ทาง บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการไม่ชดเชยรหัสคืนในทุกกรณี3. สงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขาย หรือส่วนลดอื่น ๆ ได้4. สิทธิพิเศษนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเงินสดได้
อาหารนานาชาติ • 1 มี.ค. 67
ดู
เอเชียน ฮุนได คัพ ไฮไลท์ 2026
ทรูวิชั่นส์ • 2 มิ.ย. 69
ดู
เอเชียน ฮุนได คัพ 2026
ทรูวิชั่นส์ • 3 มิ.ย. 69
อ่าน
ไทยฮอนด้า และ เดนท์สุประเทศไทย สร้างสรรค์แคมเปญ “Honda Inner Cap” ขับขี่ปลอดภัยสวมหมวกกันน็อกอย่างสบายใจ
Honda Inner Cap แคมเปญรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ล่าสุดซึ่งทางไทยฮอนด้า และ เดนท์สุ ประเทศไทยร่วมกันจัดขึ้นจากข้อมูลเชิงลึกที่พบว่ายังมีผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บางส่วนไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก ข้อมูลจากกรมขนส่งทางบกระบุจำนวนของรถจักรยานยนต์รับจ้างในประเทศไทยประมาณ 150,000 คัน (ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก) ที่ให้บริการผู้โดยสารเป็นล้านคน และถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นผู้โดยสารที่ไม่สวมหมวกกันน็อกนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 96.8% (ข้อมูลจาก สํานักความปลอดภัยในการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก) โดยปัจจัยที่ผู้โดยสารไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก เช่น มองว่าเป็นการใช้บริการเดินทางในระยะสั้นๆ ต้องการเดินทางด้วยความเร่งรีบ และไม่ต้องการใช้หมวกกันน็อกร่วมกันกับผู้โดยสารคนอื่นๆ เดนท์สุมีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้างพบว่าเหตุผลที่ผู้โดยสารไม่เต็มใจสวมหมวกกันน็อกที่รถจักรยานยนต์มีไว้ให้บริการนั้นเกิดจากความกังวลเรื่องสุขอนามัยในการต้องใช้หมวกกันน็อกร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ร่วมกันมาตลอดทั้งวัน มากกว่าความกังวลเรื่องความไม่สะดวก หรือความเร่งรีบ Honda Inner Cap หรือ หมวกรองกันน็อก จึงเป็นแคมเปญที่มาแก้ไขความกังวลนี้ให้กับผู้โดยสารได้โดยตรง ไทยฮอนด้า ได้เริ่มแคมเปญนี้ด้วยการแจกจ่าย Honda Inner Cap ตามจุดบริการวินมอร์เตอร์ไซต์ หรือ รถจักรยานยนต์รับจ้างตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2569 ตามจุดบริการฯ รอบๆ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ในการตัดสินใจ เลือกสวมหมวกกันน็อกเพื่อความปลอดภัยโดยใช้ Honda Inner Cap ที่ให้ทั้งความสะดวก ความมั่นใจ ความสะอาดและปลอดภัย แคมเปญนี้ใช้การสื่อสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook ได้รับการความสนใจจากผู้โดยสารและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยการสื่อสาร ทั้งภาพและเนื้อหาที่สร้างความตระหนักให้สังคมรับรู้ เรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารนั้นเทียบเท่ากับความปลอดภัยบนท้องถนนเช่นกัน นอกจากนี้มีการสติกเกอร์ Honda Inner Cap ด้านหลังหมวกกันน็อกของผู้ขับขี่เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ผ่านสายตาของผู้ใช้งานท้องถนนและผู้โดยสารที่ใช้บริการจริงๆ ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า Honda Inner Cap คืออะไร คุณสุพจน์ พนธ์พงษ์ขจร ผู้จัดการทั่วไปสายงานส่งเสริมด้านความปลอดภัยทางถนน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า "ความปลอดภัยบนท้องถนนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้โดยสารและผู้ขับขี่สวมหมวกกันน็อกระหว่างเดินทาง และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากแคมเปญนี้คือ ผู้โดยสารตระหนักดีเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสุขอนามัย ไทยฮอนด้าต้องการช่วยจัดการความกังวลนี้ จึงคิดหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน ด้วยการทำงานกับเดนท์สุ ซึ่งได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ใช้งานจริง รับฟังเสียงของผู้โดยสารที่ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน เพื่อทำความเข้าใจข้อกังวลอย่างแท้จริง แคมเปญ Inner Cap จึงเกิดขึ้นจากการมองปัญหาในระดับของการตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาทีที่ผู้คนต้องเผชิญทุกวัน และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทำให้ผู้คนสามารถเดินทางในเมืองได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากยิ่งขึ้น คุณสุบรรณ โค้ว, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า แทบทุกครั้งที่มีการใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เรามักจะเห็นหมวกกันน็อกแขวนอยู่บนแฮนด์รถ แต่กลับไม่ได้ถูกหยิบมาใช้งานจริง สำหรับแคมเปญนี้ เราต้องการทำความเข้าใจ ทุกคนในเส้นทางการเดินทาง อย่างลึกซึ้ง จึงลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้โดยสาร ไปสังเกตการณ์ตามจุดวินฯ และอยู่ท่ามกลางสภาพการจราจรจริง เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมหลายคนถึงเลือกไม่สวมหมวกกันน็อกที่ใช้ร่วมกัน และเราก็พบว่าความกังวลของผู้โดยสารนั้นเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันมากพอที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ในฐานะแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ถนนในประเทศไทย ฮอนด้ามีความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการเข้าถึงผู้คนบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง พร้อมความตั้งใจที่จะยกระดับความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับทุกคน เราภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับไทยฮอนด้าอีกครั้ง เพื่อร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในประเทศไทย แคมเปญนี้เป็นการร่วมงานเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ไทยฮอนด้าประเทศไทยและเดนท์สุ ประเทศไทยได้ให้ความสําคัญกับผู้โดยสาร โดยในปี พ.ศ. 2568 ได้ร่วมกันสร้างแคมเปญ "PROTECT The Power of Dreams" ซึ่งเป็นแคมเปญที่เปิดตัวในวันเด็กไทย ที่แสดงให้เห็นว่าอนาคตของเด็กควรค่าแก่การปกป้องจากเบาะหลัง ส่วนแคมเปญ Inner Cap ครั้งนี้ได้ขยายแนวความคิดนั้นไปยังผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีอุปสรรคที่แตกต่างแต่เป็นพฤติกรรมที่ทำกันมาจนเคยชินซึ่งถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้จะช่วยให้มีความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น การลงทุนด้านความปลอดภัยบนท้องถนนของไทยฮอนด้าประเทศไทย ไม่เพียงแต่การลงทุนไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่การริเริ่มแคมเปญต่างๆ เหล่านี้แสดงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทํางานของทีมไทยฮอนด้า ในการช่วยสร้างความตระหนัก และช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนแบบยั่งยืน
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 22 พ.ค. 69
อ่าน
ทรัมป์ต่อสายง้อซีอีโอ Nvidia ดึงร่วมทีมบุกปักกิ่งถก ‘สี จิ้นผิง’
#ทรัมป์ #ทันหุ้น - สำนักข่าว CNNBC รายงานว่า เจนเซน ฮวง ซีอีโอของ Nvidia กำลังเข้าร่วมคณะเดินทางเยือนประเทศจีนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในสัปดาห์นี้ โดยทางบริษัทผู้ผลิตชิปได้ยืนยันกับสำนักข่าว CNBC หลังจากที่มีข้อบ่งชี้ในตอนแรกว่าผู้บริหารรายนี้ไม่ได้รับเชิญ แหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับสถานการณ์เปิดเผยกับ CNBC ว่า หลังจากที่ทรัมป์ได้เห็นการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนเกี่ยวกับการขาดหายไปของฮวงในคณะผู้แทน เขาจึงได้โทรศัพท์ไปหาผู้บริหารของ Nvidia และเอ่ยปากชวนให้เข้าร่วมด้วยตัวเอง แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า ฮวงได้บินไปยังรัฐอลาสก้าเพื่อขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน (Air Force One) ในสัปดาห์นี้ ทรัมป์นำผู้บริหารจากสหรัฐฯ มากกว่าสิบรายมายังกรุงปักกิ่ง โดยเขามีกำหนดการเข้าพบประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในวันพฤหัสบดีและวันศุกร์นี้ เจนเซนกำลังเข้าร่วมการประชุมสุดยอดตามคำเชิญของประธานาธิบดีทรัมป์ เพื่อสนับสนุนอเมริกาและเป้าหมายของรัฐบาล โฆษกของบริษัทชิปยักษ์ใหญ่กล่าวในแถลงการณ์ ทั้งนี้ Nvidia ได้อ้างถึงความเห็นเดียวกันนี้เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการที่ฮวงเข้าร่วมขบวนระหว่างทางที่รัฐอลาสก้า แต่ไม่ได้ระบุเหตุผลอื่นเพิ่มเติม ทางด้านทำเนียบขาวยังไม่ได้ตอบกลับคำร้องขอความคิดเห็นในทันที ชิปที่ล้ำสมัยที่สุดของ Nvidia ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในการฝึกฝนโมเดล AI ต้องเผชิญกับข้อจำกัดที่เข้มงวดขึ้นจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในการจำหน่ายให้แก่จีนตลอดช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยบริษัทระบุเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่า ชิปเวอร์ชันที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลสหรัฐฯ นั้นยังไม่ได้รับอนุญาตให้ส่งเข้าไปยังประเทศจีน ผมยังคงเชื่อว่าเรายังห่างไกลจากการบรรลุข้อตกลงเรื่องการควบคุมการส่งออก ... แต่มันเป็นเรื่องบวกที่เขาอยู่ที่นั่นและเป็นส่วนหนึ่งของคณะผู้แทนของประธานาธิบดี ซึ่งนั่นเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเขาและเป็นเรื่องสำคัญสำหรับประธานาธิบดีด้วยเช่นกัน คาร์ลอส กูตีเอเรซ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ กล่าวในรายการ Squawk Box Asia ที่มา https://www.cnbc.com/2026/05/13/nvidia-says-ceo-jensen-huang-is-joining-trumps-china-trip.html
ทันหุ้น • 13 พ.ค. 69
อ่าน
LEO เปิดระเบียงการค้า ลุยโลจิสติกส์ 3 ประเทศ
#LEO #ทันหุ้น – LEO ปักหมุด “ระเบียงโลจิสติกส์” ไทย–เวียดนาม–จีน ผนึกกำลัง Thailand Post และ Viettel Post ยกระดับขนส่งข้ามพรมแดน ดันการค้าคึกคัก เปิดประตูโอกาสใหม่สู่ตลาดอาเซียนในระยะยาวนายเกตติวิทย์ สิทธิสุนทรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LEO เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จของการลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้านการขยายบริการโลจิสติกส์ร่วมกับบริษัท Viettel Post Corporation เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้มีเป้าหมายในการพัฒนา “ระเบียงโลจิสติกส์” (Logistics Corridor) เชื่อมโยงประเทศไทย–เวียดนาม–จีน ผ่านระบบขนส่งหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) ทั้งทางถนน รถไฟ และทางอากาศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านเวลา ลดต้นทุน และเสริมความต่อเนื่องของห่วงโซ่อุปทานในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งล่าสุด ยังได้รับเกียรติจาก อุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เข้าร่วมเป็นสักขีพยานความร่วมมือบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ ได้กำหนดกรอบความร่วมมือในหลายมิติสำคัญ ครอบคลุมการเสริมสร้างความเชื่อมโยงด้านโลจิสติกส์ และอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนระหว่างไทยและเวียดนาม เพื่อยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกทางการตลาด และการสำรวจโอกาสในการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายสินค้าระหว่างสองประเทศ รวมถึงการพิจารณาขยายการเชื่อมโยงทางการค้าในระเบียงเศรษฐกิจ ไทย–เวียดนาม–จีนนอกจากนี้ ยังครอบคลุมความร่วมมือระหว่างแพลตฟอร์ม ThailandPostMart และ VipoMall เพื่อผลักดันการเติบโตของอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดให้กับภาคธุรกิจ พร้อมทั้งการร่วมกันพัฒนาธุรกิจและดำเนินกิจกรรมการสื่อสารทางการตลาด เพื่อยกระดับการรับรู้แบรนด์ และส่งเสริมโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศในอนาคตในบทบาทของแต่ละฝ่าย LEO จะทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ (International Logistics Services Provider) โดยพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์แบบครบวงจร ครอบคลุมทั้งการขนส่งข้ามพรมแดน และการบริหารจัดการพิธีการศุลกากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ Thailand Post จะเสริมความแข็งแกร่งด้านเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศไทย และเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงช่องทางค้าปลีกและอีคอมเมิร์ซอย่างครอบคลุม ส่วน Viettel Post จะสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน และแพลตฟอร์มเทคโนโลยีในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความพร้อมด้านโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ โดยเฉพาะ Viettel Logistics Park, Lang Son ซึ่งมีพื้นที่กว่า 143 เฮกตาร์ รองรับรถขนส่งได้ประมาณ 1,500–2,800 คันต่อวัน จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการรองรับและขยายเส้นทางโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในอนาคตลุยโลจิสติกส์ทั้งนี้ ทั้ง 3 ฝ่ายยังมีแผนร่วมกันพัฒนาโซลูชัน Fulfillment แบบ 2 ทาง (Two-way Fulfillment) เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจอีคอมเมิร์ซและสินค้าศักยภาพสูง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร และสินค้าไฮแวลู (High-value goods) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในตลาดเอเชียบริษัทมองว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยแก้ Pain Points สำคัญของโลจิสติกส์ข้ามพรมแดนในเอเชีย ทั้งด้านต้นทุนที่สูง ระยะเวลาขนส่งที่ไม่แน่นอน และข้อจำกัดด้านการเชื่อมต่อระหว่างรูปแบบการขนส่ง โดยการพัฒนาเครือข่ายแบบบูรณาการจะช่วยเพิ่มความคล่องตัว (Flexibility) และยกระดับประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน รองรับการเติบโตของการค้าระหว่างไทย–เวียดนาม และขยายตัวสู่ภูมิภาค ASEAN ในระยะยาว
ทันหุ้น • 30 มี.ค. 69
อ่าน
Sony กับ Honda ยกเลิกการพัฒนารถยนต์ Afeela
จากที่เคยมีข่าวว่า Sony กับ Honda ได้จับมือกันร่วมพัฒนารถยนต์ไฟฟ้า Afeela ที่มีระบบ Remote Play เกมของแพลตฟอร์ม PlayStation เป็นหนึ่งในฟีเจอร์เด็ด และกระบวนการพัฒนาก็ดูจะราบรื่นดี ทว่าล่าสุดทาง Sony Honda Mobility (SHM) ก็ได้ออกมาประกาศข่าวร้ายอย่างเป็นทางการแล้วว่าพวกเขาตัดสินใจยุติการพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ Afeela 1 รวมถึงการพัฒนารถยนต์ Afeela รุ่นที่ 2 แล้ว โดยมติดังกล่าวได้เกิดขึ้นหลังจากมีการหารือระหว่าง Sony กับ Honda ซึ่งทาง Honda ได้มีการทบทวนกลยุทธ์ด้านยานยนต์ไฟฟ้าไปเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาครับอนึ่ง ย้อนกลับไปในช่วงปลายปีที่แล้ว ทาง Sony กับ Honda มีแผนว่าจะเริ่มส่งมอบรถยนต์ Afeela รุ่นแรกแก่ผู้ที่สั่งจองก่อน โดยเริ่มที่รัฐแคลิฟอร์เนียภายในปี 2026 แต่เมื่อสถานการณ์ได้เปลี่ยนไปเช่นนี้ ทำให้ทั้งสองบริษัทต้องกลับมาประเมินแนวทางในอนาคตกันอีกครั้งขณะเดียวกัน ปี 2026 คงต้องถือว่าไม่ใช่ปีที่เริ่มต้นได้ดีนักสำหรับ Honda เนื่องจากวันที่ 12 มีนาคม บริษัทได้รายงานผลประกอบการล่าสุดที่พบว่าขาดทุนไปถึง 15,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 515,000 ล้านบาท ทั้งจากการลงทุนไปมหาศาลในธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ทั้งการเปลี่ยนนโยบายของสหรัฐฯ ที่หันกลับไปสนับสนุนเชื้อเพลิงฟอสซิล หรือแม้แต่การยกเลิกเครดิตภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของรัฐบาลกลาง และการตั้งกำแพงภาษี ซึ่งล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทอย่างหนัก นอกจากนี้ยังรวมถึงโครงการเครื่องยนต์ F1 ที่ทำร่วมกับแบรนด์รถยนต์ Aston Martin ที่ได้รับความสนใจสูงแต่ผลงานกลับออกมาต่ำกว่าที่คาดไว้มากนอกจากนั้นแล้ว คุณ Tim Stevens นักวิเคราะห์อาวุโสที่คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมยานยนต์และเทคโนโลยี ก็เคยให้ความเห็นว่ารถยนต์ Afeela 1 ดูค่อนข้างล้าสมัย ไร้ซึ่งความน่าสนใจ แถมมีราคาสูงกว่าคู่แข่งในเลเวลเดียวกันอย่างชัดเจน อีกทั้งแนวคิด “อุปกรณ์อัจฉริยะบนล้อ” ที่ Sony และ Honda พยายามนำเสนอก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ในท้องตลาดแต่อย่างใดอย่างไรก็ตาม การยุติการพัฒนารถยนต์ Afeela ยังไม่ได้หมายความว่าบริษัท SHM จะต้องยุติกิจการตามไปด้วยครับ เพราะว่า Sony กับ Honda ยังคงหารือเกี่ยวกับแผนธุรกิจในอนาคตกันอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทางบริษัทจะคืนเงินจองเต็มจำนวนแก่ลูกค้าที่ทำการจอง Afeela 1 ในรัฐแคลิฟอร์เนียเพื่อแสดงความรับผิดชอบครับแปลและเรียบเรียงจากhttps://www.shm-afeela.com/en/news/2026-03-25/https://insider-gaming.com/sony-and-hondas-playstation-car-has-been-cancelled/https://www.engadget.com/transportation/evs/sony-and-honda-kill-its-afeela-evs-100426852.html
Online Station • 26 มี.ค. 69
อ่าน
BOI ไฟเขียวไทรอัมพ์ 4 พันล้าน ดันไทยฐานผลิตบิ๊กไบค์ระดับโลก
#ทันหุ้น - บีโอไอ อนุมัติ “ไทรอัมพ์” ลงทุนเพิ่มกว่า 4,000 ล้านบาท รับแนวโน้มตลาดบิ๊กไบค์ฟื้นตัว ผลักดันไทยผู้นำฐานผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สมรรถนะสูง เผยยอดลงทุนรวมอุตสาหกรรมบิ๊กไบค์ มูลค่ากว่า2 หมื่นล้านบาท สร้างไทยเป็นฐานส่งออกไปทั่วโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อขยายกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ Big Bike ขนาดตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป รวมถึงการผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ร้อยละ 95 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 จำหน่ายในประเทศไทย ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี เงินลงทุนของส่วนขยายครั้งนี้กว่า 4,000 ล้านบาท บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (Triumph Motorcycles) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (Big Bike) ซึ่งถือเป็นตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียม ที่กำลังขยายตัวอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงการใช้งานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต บริษัท ไทรอัมพ์ ได้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ เงินลงทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 2,000 คน และจะเพิ่มการจ้างงานตามโครงการใหม่นี้อีกกว่า 1,000 คน และมียอดส่งออกจากประเทศไทยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักของไทรอัมพ์ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกการลงทุนของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มีบทบาทสำคัญในการยกระดับซัพพลายเชนในประเทศไทย โดยมีการจัดหาชิ้นส่วนและชุดประกอบหลักของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงจากผู้ประกอบการไทย ครอบคลุมทั้งระบบส่งกำลัง ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบระบายความร้อน ระบบโครงสร้างและความปลอดภัย อาทิ ชุดเกียร์ กล่องควบคุมเครื่องยนต์อิเล็กทรอนิกส์ ชุดหม้อน้ำพร้อมพัดลมระบายความร้อน และชุดจานเบรก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงระดับโลก“การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของไทรอัมพ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงของภูมิภาค บีโอไอพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์คุณภาพสูงระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าวทั้งนี้ บีโอไอได้ให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไปแก่ผู้ประกอบการรวม 5 บริษัท ครอบคลุมผู้ผลิตระดับโลกทั้งจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้แก่ Triumph, Ducati, Harley-Davidson, Kawasaki และ Yamaha มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 23 มี.ค. 69
อ่าน
วิน เมธวิน แท็กทีม 5 แบรนด์แอมบาสเดอร์ PUMA ร่วมเปิดตัว PUMA House แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กรุงเทพฯ
วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร แบรนด์แอมบาสเดอร์ PUMA Thailand ร่วมงาน เปิดตัว PUMA House on H-Street แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ สยามสแควร์ กรุงเทพฯ เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาของสนีกเกอร์รุ่น H-Street ในปี 2026 ผ่านอีเวนต์เปิดตัวสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่รวบรวมเหล่าพูม่าแบรนด์แอมบาสเดอร์จากทั่วทั้งภูมิภาค ครีเอเตอร์ และสื่อมวลชน มาร่วมสัมผัสประสบการณ์ครั้งพิเศษ โดยพื้นที่ดังกล่าวจะเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชมตั้งแต่วันที่ 1315 มีนาคม นี้ โดยภายในงานได้เนรมิตพื้นที่ให้กลายเป็นไลฟ์สไตล์เดสติเนชันสุดสร้างสรรค์ที่ถ่ายทอดแนวคิดระดับโลกของแบรนด์อย่าง Suburban Surreality ซึ่งหยิบเอาภาพจำของชีวิตชานเมืองมาตีความใหม่ในบรรยากาศที่ผสานอดีต ปัจจุบัน และอนาคตเข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์ วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร วิน เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจรPUMA Thailand แบรนด์แอมบาสเดอร์ นักแสดงมากความสามารถ ที่มีผลงานโดดเด่นทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ มีชื่อเสียงในระดับเอเชีย และได้รับความนิยมจากแฟนๆ ทั้งเอเชียและทั่วโลก พร้อมด้วย 5 แบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ของPUMA จากทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ที่มาร่วมถ่ายทอดความคลาสสิกและความทันสมัยของคอลเล็กชัน H-Street ผสมผสานกับเครื่องแต่งกายและแอคเซสเซอรีในเอ็กซ์คลูซีพแฟชันโชว์ใจกลางสยามสแควร์ โดยตัวแทนภาพลักษณ์ใหม่ของ H-Street ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ Kevin นักแสดงดาวรุ่งจากสิงคโปร์ที่กำลังได้รับความสนใจในวงการบันเทิงจีนและโลกแฟชั่น Aedy Ashraf นักแสดงและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์จากมาเลเซีย ผู้โดดเด่นทั้งฝีมือการแสดงและสไตล์แฟชั่น Gabriel Prince นักร้อง นักแสดง และครีเอเตอร์จากอินโดนีเซีย หนึ่งใน Gen Z ที่ทรงอิทธิพลพร้อมฐานแฟนคลับทั่วโลก Arthur Nery นักร้องและนักแต่งเพลงชาวฟิลิปปินส์ เจ้าของสถิติศิลปินชายที่มียอดสตรีมบน Spotify สูงสุดตลอดกาลกว่า 2 พันล้านครั้ง JSOL นักร้องและนักแต่งเพลงจากเวียดนาม ผู้มีเอกลักษณ์ทั้งในด้านดนตรีและแฟชั่นที่โดดเด่น บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความสนุกสนานในสไตล์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ กิจกรรมอินเตอร์แอ็กทีฟ จุดถ่ายภาพ และการเผยโฉมคอลเล็กชัน H-Street อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก สนีกเกอร์ที่มีรากฐานจากลู่วิ่ง H-Street มีต้นกำเนิดจาก Harambee สนีกเกอร์ลู่วิ่งระดับไอคอนของ PUMA ในช่วงต้นยุค 2000 ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่สำหรับสตรีทไลฟ์สไตล์ โดยผสานความสปอร์ตและสไตล์เข้าด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านซิลูเอตทรงโลว์โปรไฟล์ น้ำหนักเบา พร้อมอัปเปอร์ผ้าตาข่ายที่ระบายอากาศได้ดี ผสานดีเทลกลิ่นอายวินเทจ ทั้งหัวรองเท้าเพรียวพร้อมวิ่งในรูปทรงตัว T และลายพื้นรองเท้าที่ได้แรงบันดาลใจจากพื้นลู่วิ่ง เสริมลุคด้วยสีเงินเมทัลลิกสุดโดดเด่น และโลโก้ตัวอักษรและแมวกระโดดอันเป็นซิกเนเจอร์ของ PUMA บนลิ้นรองเท้า และเฉดสีที่โดดเด่น สะท้อนตัวตนของผู้สวมใส่ที่ต้องการแสดงออกอย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะอยู่บนลู่วิ่งหรือบนท้องถนน Gabriel Yap, Senior Director Marketing, PUMA Southeast Asia กล่าวว่า H-Street ไม่ได้เป็นเพียงแค่สนีกเกอร์ แต่ยังสะท้อนถึงวัฒนธรรม คอมมูนิตี้ และวิธีการแสดงตัวตนที่เชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กรุงเทพฯ จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการเปิด PUMA House on H-Street แห่งแรกของภูมิภาค และเราตื่นเต้นที่จะได้เปิดประตูต้อนรับทุกคนสู่โลกแฟชั่นผ่านไอคอนิคคอลเล็กชันของ PUMA ตลอดสัปดาห์นี้ ภายใน PUMA House on H-Street ยังนำเสนอไลน์อัพสีสันของสนีกเกอร์ H-Street ที่ปรากฏบนเท้าของ Ros แบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกของ PUMA โดยมี 3 เฉดสีหลัก ได้แก่ Black, Fizzy Green และ Poison Pink พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ชมสีใหม่และดีไซน์พิเศษที่จะเปิดตัวในช่วงเดือนต่อๆ ไปก่อนใคร เปิดประสบการณ์ PUMA House on H-Street สำหรับทุกคน ระหว่างวันที่ 1315 มีนาคมนี้ เหล่าแฟชั่นนิสต้าสามารถเข้าร่วมสัมผัสประสบการณ์ PUMA House on H-Street ที่ลานสยามสแควร์ บล็อก I ภายในงานจะมีกิจกรรมหลากหลาย การแสดงจากศิลปินท้องถิ่น รวมถึงโอกาสในการเลือกชมและช้อปคอลเล็กชันล่าสุดของ H-Street นอกจากนี้ ผู้ที่ซื้อ H-Street ภายในงานยังสามารถร่วมคัสตอมรองเท้าในแบบของตัวเองได้ฟรี เฉพาะที่ PUMA House เท่านั้น ร่วมสัมผัสประสบการณ์สุดสนุก ในวันนี้ - 15 มีนาคม นี้ เวลา 10:00 - 21:00 น. ณ สยามสแควร์ บล็อก IPUMA H-Street OG และ H-Street Premium พร้อมวางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ PUMA.com, ร้าน PUMA และร้านค้าที่ได้รับการคัดเลือก
ข่าวบันเทิง • 13 มี.ค. 69
อ่าน
CPW กำไรพุ่ง 127 ล. ทุบสถิติปี 68 ปี 69 รุกหนักดิจิทัลไลฟ์สไตล์-IoT
#ทันหุ้น - “บมจ.คอปเปอร์ ไวร์ด หรือ CPW” ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ ด้วยรายได้ 10,738.85 ล้านบาท เติบโต 22.88% พร้อมโชว์กำไรสุทธิโตแกร่ง 127.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.81% จากปีก่อน เตรียมจ่ายเงินปันผลอีก 0.15 บาทต่อหุ้น กางแผนปี 69 รุกต่อด้วยกลยุทธ์ AI-Driven และคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ “TECHHOUSE by Dotlife” ณ โครงการระดับโลก One Bangkok ตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัลไลฟ์สไตล์นายปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน) หรือ CPW ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าดิจิทัลไลฟ์สไตล์ระดับพรีเมียม เปิดเผยว่า ในปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการขยายตัวของ CPW ที่โดดเด่น ทั้งการขยายช่องทางจำหน่ายและพอร์ตสินค้าหลากหลายขึ้น พร้อมกับขยายตลาดร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง แม้สภาวะตลาดจะมีความท้าทาย สนับสนุนให้ ในไตรมาส 4/2568 CPW มีรายได้จากการขายและบริการ 3,087.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.37% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าทุกประเภท จากยอดขายสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสินค้าไลฟ์สไตล์ดิจิทัลที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 59.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.79%สำหรับผลการดำเนินงานทั้งปี 2568 CPW ทำรายได้จากการขายและบริการ 10,738.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,999.51 ล้านบาท หรือ 22.88% เทียบกับปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายสินค้าทุกประเภท โดยมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 127.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.81% จากปีก่อน ตอกย้ำความแข็งแกร่งของธุรกิจค้าปลีกสินค้าเทคโนโลยีและดิจิทัลไลฟ์สไตล์โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทฯ มีร้านค้าปลีกภายใต้การบริหารงานจำนวน 109 สาขา ประกอบด้วย ร้าน Dotlife (ดอทไลฟ์) จำนวน 19 สาขา ร้าน Apple Brand Shop จำนวน 25 สาขา ศูนย์บริการ iServe จำนวน 1 สาขา ร้าน AIS จำนวน 26 สาขา Samsung จำนวน 22 สาขา และ ร้าน Xiaomi จำนวน 7 สาขา ร้าน SB Life Connect จำนวน 1 สาขา ร้าน Nintendo Authorized Store By SYNNEX จำนวน 1 สาขา ร้าน Huawei จำนวน 5 สาขา และร้าน Digital Lab 1 สาขาทั้งนี้ เพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติเสนอผู้ถือหุ้นอนุมัติจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เป็นเงินจำนวน 114 ล้านบาท คิดเป็น 89.46% ของกำไรสุทธิ โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือน 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้นไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท เมื่อวันที่ 4 ก.ย.2568 คงเหลือเงินจ่ายปันผลสำหรับงวดนี้ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท โดยวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) วันที่ 9 มี.ค. 2569 กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 10 มี.ค. 2569 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 14 พ.ค. 2569นายปรเมศร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ไฮไลท์ในปี 2568 ที่ผ่านมา เราสร้างความพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งในรูปแบบการขยายไลน์สินค้า การขยายพันธมิตร และขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าไปยังผู้บริโภคมากขึ้น ประกอบกับ ได้เฟ้นหาสินค้าแบรนด์ไลฟ์สไตล์ รวมถึงสินค้ากลุ่ม IoT เข้ามาเสริมพอร์ตตอบโจทย์ความต้องการหรือเทรนด์ผู้บริโภคสำหรับทิศทางธุรกิจในปี 2569 CPW มุ่งเน้นการปรับพอร์ตสินค้าเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค AI และ IoT อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการอุปกรณ์อัจฉริยะในการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยบริษัทเตรียมขยายความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เช่น Huawei ในการเปิด Huawei Authorized Store เพิ่มเติม หลังจากประสบความสำเร็จอย่างมากจากสาขาเซ็นทรัลพระราม 2นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในวงการค้าปลีกไอทีด้วยการเปิดตัวคอนเซ็ปต์ TECHHOUSE by Dotlife” เพื่อเป็น Digital Lifestyle Hub บนทำเลศักยภาพระดับโลกอย่างโครงการ One Bangkok โดยมุ่งเน้นการคัดสรรแบรนด์ไลฟ์สไตล์และ Gadget ระดับพรีเมียมจากทั่วโลกเข้ามาเสริมทัพ นอกเหนือจากสินค้ากลุ่ม Apple ที่เป็นหัวหอกหลัก เพื่อขยายฐานลูกค้ากำลังซื้อสูงและตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำเทคโนโลยี“ปี 2569 จะเป็นปีที่เราให้ความสำคัญกับการบริหารพอร์ตสินค้าที่หลากหลายและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้กับลูกค้า การรุกหนักในกลุ่ม AI และ IoT ควบคู่ไปกับการปักหมุดในทำเลทางยุทธศาสตร์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ CPW สร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวให้กับผู้ถือหุ้น” นายปรเมศร์ กล่าวทิ้งท้าย
ทันหุ้น • 12 มี.ค. 69
อ่าน
MGC กำไรปี 68 ที่ 1,284 ลบ. โต 782% ปันผลอีก 0.11 บาท, ทั้งปี 0.25 บาท
#MGC #ทันหุ้น-บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในปี 2568 มีกำไร 1,283.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไร 145.70 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 22,477 ล้านบาท มียอดขายรถยนต์ 11,814 คันและมียอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ขณะที่กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อนบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขายครบวงจร ธุรกิจการเงิน และประกันภัยปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท ยอดขายรถยนต์ 11,814 คัน และยอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ซึ่งเป็นฐานรองรับการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไป ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782.2% จากปีก่อน ตอกย้ำการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ ในระยะกลางถึงระยะยาวพร้อมกันนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น หลังจากจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตที่ควบคู่ไปกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง**Core Profit เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนคุณภาพกำไรผลประกอบการปี 2568 สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% ROE 15.3% เพิ่มขึ้น 11.4%การเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการหลังการขาย ธุรกิจการเงิน และประกันภัย ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพกำไรอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ บริษัทรับรู้กำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของเงินลงทุนจำนวน 601.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (One-time Item) ช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิรวม ทำระดับสูงสุดใหม่ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เราวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก ควบคู่กับรายได้ประจำจากบริการ การเงิน และประกันภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพและคุณภาพกำไรในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าบริษัทได้เข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีความยั่งยืน และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”หลายธุรกิจหลักเติบโตพร้อมกัน หนุนเสถียรภาพทั้งระบบการเติบโตของผลประกอบการ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายธุรกิจหลัก ทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียม การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ การฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ“การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์พรีเมียมระดับโลก เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะถัดไป เราพร้อมต่อยอดศักยภาพของทุกธุรกิจในเครือ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม**พอร์ตแบรนด์ระดับโลก หนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาวบริษัทเป็นผู้จำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก อาทิ BMW ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 ที่ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาด สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ และช่วยเสริมความสามารถในการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว**EV Strategy เน้น Technology-led Differentiation ยกระดับ Marginกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยีแทนการแข่งขันด้านราคาโดย MGC-ASIA ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ XPENG และเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ ZEEKR ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยตลอดปี 2568 สะท้อนศักยภาพการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ไฮเทคของบริษัทและมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ Product mix สู่กลุ่ม High-margin สนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างมีคุณภาพในระยะยาว**ธุรกิจบริการสร้างรายได้ประจำ เสริมความมั่นคงกำไร (Recurring income)กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายศูนย์บริการ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาวปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 120 สาขาในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มที่เชียงใหม่และอุดรธานี ส่วนระดับภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขาและมาเลเซีย 8 สาขา รวมเครือข่ายทั้งหมด 130 สาขา โดยดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงาน โดยไม่เพิ่มภาระเงินลงทุนโดยตรง**การเงิน–ประกัน ฟื้นตัวชัด กลายเป็นกำไรเชิงโครงสร้างธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต สร้างฐานกำไรระยะยาวให้กลุ่ม**SIXT Thailand ขยาย EV Rental สร้าง Synergy Ecosystemธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ XPENG และ ZEEKR ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาวโครงสร้างธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียรภาพสูงแม้ปี 2568 จะเป็นปีที่สร้างผลประกอบการสูงสุดใหม่ แต่สาระสำคัญอยู่ที่การยกระดับ ‘คุณภาพของกำไร’ และความแข็งแรงเชิงโครงสร้างมากกว่าตัวเลขเพียงปีเดียวด้วยพอร์ตแบรนด์ระดับโลก การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย บริษัทเชื่อมั่นว่าการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาวจะมีความต่อเนื่อง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน“เรามุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการอย่างมีวินัย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.สัณหวุฒิกล่าว
ทันหุ้น • 24 ก.พ. 69
อ่าน
Sung Kang ตำนาน Tokyo Drift เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเกม Forza Horizon 6
หากใครที่เป็นแฟนภาพยนตร์ Fast Furious คงจะต้องรู้นักนักแสดงมากความสามารถอย่างคุณ Sung Kang (ผู้รับบทเป็น "ฮาน") อย่างแน่นอน และในคราวนี้ทาง Xbox Game Studios ได้ประกาศนำตัวนักแสดงรายนี้มาเป็นพรีเซนเตอร์เกม Forza Horizon 6 พร้อมเปิดตัว Horizon Passport Sweeptakes แคมเปญทริปทัวร์ญี่ปุ่นHorizon Passport Sweeptakes แคมเปญทริปทัวร์ญี่ปุ่นจะเลือกผู้โชคดีจำนวน 1 คน พร้อมผู้ติดตาม 1 คน ผจญภัยสุดเร้าใจในญี่ปุ่น อัดแน่นด้วยกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ได้แก่- ขับรถ JDM ตอนกลางคืน- คลาสสอนดริฟต์กับนักดริฟต์ระดับตำนาน- ปรับแต่งรถและออกแบบลวดลายที่ Liberty Walk- ทัวร์ร้านจำหน่ายรถยนต์และพิพิธภัณฑ์- ทัวร์สถานที่ถ่ายทำ Tokyo Drift — พร้อมรถจาก Tokyo Drift- ทัวร์เดินเที่ยวและชิมอาหารกับ Sung Kang- ดวลซูโม่แบบตัวต่อตัว- ชมภาพยนตร์เรื่องใหม่ของ Sung Kang “Drifter” แบบเอ็กซ์คลูซีฟล่วงหน้า สำหรับกติกาเข้าร่วมสนุกต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป กด Forza Horizon 6 เข้าสู่ Wishlist และกดรายละเอียดลงในแบบฟอร์มเข้าร่วมแคมเปญ แต่น่าเสียดายที่เกมเมอร์ชาวไทยไม่สามารถเข้าร่วมสนุกได้ เพราะไม่มีรายชื่อประเทศไทยให้เลือกในแบบฟอร์มอ้างอิงข้อมูลจากhttps://news.xbox.comhttps://www.forzahorizonsweepstakes.com/
Online Station • 25 ก.พ. 69
อ่าน
เปิดตัว McLaren MCL40 อาวุธใหม่ "นอร์ริส-ปิอัสตรี" หวังป้องกันแชมป์โลก F1
McLaren Mastercard Formula 1 Team เผยโฉม MCL40 รถแข่งรุ่นล่าสุดที่จะใช้สู้ศึก Formula 1 ฤดูกาล 2026 อย่างเป็นทางการภายใต้กฎระเบียบใหม่สุดท้าทาย โดยการเปิดตัวครั้งนี้มาพร้อมดีไซน์สีส้ม Papaya อันเป็นเอกลักษณ์ เพื่อประกาศศักดาในฐานะทีมแชมป์โลกประเภทผู้ผลิตปีล่าสุด เป้าหมายของทีมในปีนี้ชัดเจนคือการพา Lando Norris และ Oscar Piastri สองยอดนักขับไฟแรงป้องกันบัลลังก์แชมป์โลก F1 ท่ามกลางการรีเซ็ตเทคโนโลยีครั้งใหญ่ ทั้งระบบเครื่องยนต์ไฮบริด 50:50 และหลักอากาศพลศาสตร์ Active Aero แบบใหม่ ซึ่ง MCL40 ถูกจับตามองว่าเป็นตัวเต็งที่จะกำหนดทิศทางชัยชนะในยุคหน้าของวงการมอเตอร์สปอร์ต เปิดตัว McLaren MCL40 อาวุธใหม่ "นอร์ริส-ปิอัสตรี"หวังป้องกันแชมป์โลก F1 รูปแบบการดีไซน์ การคงเอกลักษณ์ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง: แม้ตัวรถจะถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดตามกฎปี 2026 แต่ทีมเลือกใช้ลาย Papaya Anthracite เพื่อสื่อถึงเสถียรภาพ ของทีมที่เพิ่งคว้าแชมป์โลกมาได้ เป็นการข่มขวัญคู่แข่งด้วยรูปลักษณ์ของผู้ชนะ ฟังก์ชันเหนือดีไซน์: ลายสีดำที่เห็นมากขึ้น (Anthracite) ส่วนหนึ่งไม่ใช่แค่เพื่อความเท่ แต่เป็นการโชว์พื้นผิว Carbon Fiber เพื่อช่วยลดน้ำหนักสีให้น้อยที่สุด เพื่อให้รถมีน้ำหนักเบาใกล้เคียง 768 กก. ตามกฎใหม่ให้มากที่สุด สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น การรื้อถอนแนวคิดเดิม: Rob Marshall ระบุว่าไม่มีชิ้นส่วนใดที่ยกยอดมาจากรถปี 2025 ได้เลย มันคือการออกแบบใหม่ทุกกระเบียดนิ้ว ตั้งแต่ระบบหล่อลื่นภายในเกียร์ ไปจนถึงจุดยึดช่วงล่าง Active Aerodynamics: นี่คือของใหม่ที่สำคัญที่สุด รถ MCL40 จะมีระบบที่นักขับสามารถปรับองศาปีกหน้าและปีกหลังได้จากพวงมาลัย เพื่อเปลี่ยนโหมดรถจาก โหมดเข้าโค้ง (High Downforce) ไปเป็นโหมดทางตรง (Low Drag) คล้ายกับระบบ DRS ที่ทำงานได้ตลอดเวลาและซับซ้อนกว่าเดิม ขนาดที่คล่องตัวขึ้น: รถจะมีความคล่องตัวสูงขึ้นเนื่องจากฐานล้อที่สั้นลงและตัวรถที่แคบลง ทำให้การชิงจังหวะในโค้งแคบทำได้ดุเดือดกว่ารถยุคก่อน ระบบขับเคลื่อนและเครื่องยนต์ นิยามใหม่ของพลังงาน: การตัด MGU-H (ตัวปั่นไฟจากไอเสีย) ออกไป ทำให้เสียงเครื่องยนต์ V6 อาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่จะถูกชดเชยด้วยพลังจาก MGU-K ที่แรงขึ้นเป็น 350kW (ประมาณ 470 แรงม้า) ความร่วมมือกับ Mercedes HPP: แม้ McLaren จะเป็นทีมลูกค้าแต่การทำงานร่วมกับ Mercedes ในการปรับจูนซอฟต์แวร์ควบคุมพลังงานไฟฟ้าเป็นหัวใจสำคัญ เพราะในปี 2026 ใครจัดการพลังงานไฟฟ้าได้ฉลาดกว่าคือผู้ชนะ จุดเด่นและความได้เปรียบ ความยืดหยุ่นในการขับขี่: Mark Temple เน้นย้ำว่ารถ MCL40 จะไม่ขับยากเหมือนรถปี 2022-2025 ที่ต้องเซตอัปให้เตี้ยติดพื้นจนนักขับทรมาน กฎใหม่นี้ช่วยให้ทีมเซตอัปช่วงล่างให้เป็นมิตรกับนักขับได้มากขึ้น ทำให้ Lando และ Oscar สามารถรีดความเร็วได้สม่ำเสมอในทุกสนาม วัฒนธรรมผู้ชนะ: จุดเด่นที่สุดคือโมเมนตัมของทีมที่มีความมั่นใจสูงจากการเป็นแชมป์เก่า ทำให้การตัดสินใจในสนามมีความเด็ดขาดมากกว่าเดิม เป้าหมายของทีม ล้างกระดานใหม่: Andrea Stella ย้ำเตือนทีมงานเสมอว่าความสำเร็จในปี 2025 ไม่มีผลต่อคะแนนในปี 2026 ทีมเลือกใช้กลยุทธ์ Calculated Risk หรือการยอมเสี่ยงในงานดีไซน์บางจุดเพื่อหาความได้เปรียบแทนการออกแบบตามคนอื่น สู้กับผู้ผลิตยักษ์ใหญ่: ในฐานะทีมอิสระเป้าหมายคือการพิสูจน์ว่า McLaren สามารถออกแบบรถที่เหนือกว่าทีมโรงงานที่มีทรัพยากรมหาศาลได้อย่างต่อเนื่อง เป้าหมายของนักขับ Lando Norris: ในฐานะมือหนึ่ง และแชมป์โลกคนปัจจุบัน เป้าหมายของเขาคือการเป็นผู้นำทีมในการปรับตัวเข้ากับกฎใหม่ให้เร็วที่สุด และรักษาเบอร์ 1 ไว้บนหน้ารถ McLaren ให้ได้นานที่สุด Oscar Piastri: หลังจากสั่งสมประสบการณ์จนแกร่ง เป้าหมายของเขาคือการท้าทายตำแหน่งแชมป์โลกอย่างเต็มตัว โดยอาศัยความนิ่งและการเรียนรู้ทางเทคนิคที่รวดเร็ว เพื่อเปลี่ยนยุคใหม่ของ F1 ให้กลายเป็นยุคของ Piastri บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร
กีฬาอื่นๆ TrueID • 10 ก.พ. 69
อ่าน
ประวัติทีม Scuderia Ferrari ม้าลำพองแห่ง Formula1 เคยได้แชมป์กี่สมัยนักขับระดับตำนานมีใครบ้าง
หนึ่งในทีมแถวหน้าของ Formula1 ย่อมไม่มีใครปฏิเสธทีม Scuderia Ferrari อย่างแน่นอน Ferrari เป็นหนึ่งในทีมที่มีประวัติศาสตร์ในกีฬา Formula1 มาอย่างยาวนาน มีทั้งเรื่องราวความอุตสาหะของผู้ก่อตั้ง รวมถึงนักแข่งระดับตำนาน ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทั้งกฎกติกา ความก้าวหน้าทางวิศวกรรมยานยนต์ แต่ทีม Scuderia Ferrari ก็ยังเป็นตำนานที่มีลมหายใจและยังเป็นทีมแถวหน้าในวงการ Formula1จนถึงปัจจุบัน แล้วทีม Scuderia Ferrari ที่ประวัติความเป็นมาอย่างไร เคยได้แชมป์กี่สมัยนักขับระดับตำนานมีใครบ้าง TrueID Sport จะพาทุกคนไปดื่มด่ำความแรงนี้กัน shutterstock / Jay Hirano ประวัติทีม Scuderia Ferrari ม้าลำพองแห่ง Formula1 เคยได้แชมป์กี่สมัยนักขับระดับตำนานมีใครบ้าง Gettyimages / Bernard Cahier ประวัติเริ่มต้นผู้ก่อตั้ง Ferrari Enzo Anselmo Ferrari (เอนโซ อันเซลโม เฟอร์รารี) หรือที่รู้จักกันในนามเอนโซ เฟอร์รารี เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1898 ณ เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี ในฐานะบุตรคนที่สองของอัลเฟรโดและอาดัลกีซา เฟอร์รารี บิดาของเขามีอาชีพทำธุรกิจเกี่ยวกับงานโลหะเล็กๆ การได้ไปชมการแข่งขันรถยนต์ที่เมืองโบโลญญาได้จุดประกายขึ้นเมื่อได้ไปชมการแข่งขันรถยนต์ที่เมืองโบโลญญาในตอนอายุเพียง 10 ขวบ ถึงแม้พื้นฐานทางบ้านจะมีธุรกิจเป็นของตัวเองแต่ชีวิตของเอนโซก็ถูกหล่อหลอมด้วยความยากลำบากตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อทั้งพ่อและพี่ชายคนโตของเขาเสียชีวิตด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในปี ค.ศ. 1916 ซึ่งในขณะนั้น เอนโซ มีอายุเพียง 18 ปี และตัวเอนโซเองก็ต้องต่อสู้กับอาการป่วยอย่างรุนแรงขณะรับราชการทหารในกองทัพอิตาลีช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ภายหลังสงครามต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และการว่างงาน เอนโซ ได้เคยไปสมัครงานที่บริษัทเฟียต (Fiat Automobile) ค่ายรถยนต์สัญชาติอิตาลีแต่ได้รับการปฏิเสธกลับมา แต่ถึงกระนั้นในเวลาต่อมา เอนโซได้งานเป็นนักทดสอบรถยนต์ให้กับบริษัทรถยนต์เล็กๆ แห่งหนึ่งในมิลาน ชื่อ Costruzioni Meccaniche Nazionali (CMN) และในปี ค.ศ. 1919 เอนโซก็ได้ประเดิมสนามแข่งครั้งแรกในการแข่งขันไต่เขา Parma-Poggio di Berceto ยุคอัลฟ่า โรเมโอ (Alfa Romeo) และกำเนิดสกูเดเรีย เฟอร์รารี ในปี 1920 เอนโซ เฟอร์รารี ได้เข้าร่วมทีมอัลฟ่า โรเมโอ ในฐานะนักแข่ง เขาประสบความสำเร็จในสนามแข่งอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Circuito del Savio ในปี 1923 หลังจากนั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจจากพ่อแม่ของฟรานเชสโก บารักกา (Francesco Baracca) วีรบุรุษนักบินแห่งสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ใช้สัญลักษณ์ม้าลำพองตรงด้านข้างของเครื่องบินรบเพื่อเป็นสัญลักษณ์นำโชค ซึ่งสัญลักษณ์นี้ต่อมาได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเฟอร์รารีมาอย่างยาวนาน ต่อมาเอนโซ เฟอร์รารี ได้ผันตัวเองมาเป็นเจ้าของกิจการและผู้บริหารในปี 1929 เขาได้ก่อตั้ง สกูเดเรีย เฟอร์รารี (Scuderia Ferrari) ขึ้นที่เมืองโมเดนา ในระยะแรกมีจุด ประสงค์เพื่อให้เจ้าของรถยนต์สามารถนำรถอัลฟ่า โรเมโอของตนเองไปแข่งขันได้ ทว่ามันกลับพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และภายในปี 1933 สกูเดเรีย เฟอร์รารีก็กลายเป็นแผนกแข่งรถอย่างเป็นทางการของอัลฟ่า โรเมโอ โดยมีนักขับและช่างเครื่องฝีมือดีมากมาย เฟอร์รารีเองได้เลิกขับรถแข่งอย่างจริงจังในปี 1931 หลังจากที่บุตรชายของเขา อัลเฟรโด หรือ "ดิโน่" เกิดในปี 1932 การแยกทางจาก Alfa Romeo และการกำเนิดของ Ferrari S.p.A เมื่อดำเนินกิจการมาได้ซักระยะ ด้วยนโยบายและวิสัยทัศน์ที่ไม่ตรงกันในปี 1937 สกูเดเรีย เฟอร์รารีถูกยุบ และผนวกรวมเข้ากับอัลฟ่า โรเมโออีกครั้ง เอนโซ ลาออกจากอัลฟ่า โรเมโอในปี 1939 ภายใต้ข้อตกลงห้ามแข่งขันที่ทำให้เขาไม่สามารถใช้ชื่อ "เฟอร์รารี" ในการแข่งขันหรือกับรถแข่งได้เป็นเวลาอย่างน้อยสี่ปี แต่สิ่งนี้ก็ไม่อาจหยุดยั้ง เอนโซ เขาก่อตั้ง Auto Avio Costruzioni (AAC) ขึ้นทันทีที่เมืองโมเดนา ในช่วงแรก บริษัทนี้มุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนเครื่องบิน และเครื่องมือเครื่องจักรให้กับรัฐบาลอิตาลีในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะมีข้อห้ามอยู่ แต่ AAC ก็ได้ผลิตรถยนต์คันแรกของตนเอง คือรุ่น Tipo 815 ในปี 1940 หลังสงคราม เมื่อข้อห้ามถูกยกเลิก และความต้องการชิ้นส่วนเครื่องบินลดลง เอนโซก็หันมาทุ่มเทความสนใจทั้งหมดให้กับการสร้างรถสปอร์ตสมรรถนะสูงของตัวเอง และในปี 1947 Ferrari S.p.A. ก็ถือกำเนิดขึ้น รถยนต์คันแรกที่ใช้ชื่อเฟอร์รารีอันเป็นสัญลักษณ์ รุ่น 125 S ก็ได้เปิดตัว โดยมีจุดมุ่งหมายของบริษัทชัดเจน คือการสร้างรถแข่งที่สามารถคว้าชัยชนะ ประวัติชีวิตช่วงท้ายของ Enzo Anselmo Ferrari ช่วงทศวรรษ 1950 เป็นต้นมา เฟอร์รารี สร้างชื่อเสียงเป็นมหาอำนาจในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะ ฟอร์มูล่าวัน และการแข่งรถทางไกลคว้าแชมป์นับไม่ถ้วน ตอกย้ำคุณภาพและความเร็ว อย่างไรก็ตาม เอนโซต้องเผชิญโศกนาฏกรรมส่วนตัวครั้งใหญ่ คือการเสียชีวิตของ ดิโน่ บุตรชายสุดที่รักในปี 1956 ด้วยวัยเพียง 24 ปี การสูญเสียนี้ทำให้เขาเป็นคนสันโดษมากขึ้น ต่อมาเอนโซ ได้มอบหมายให้ Piero Ferrari ลูกชายกับภรรยาอีกคนของเอนโซเข้ามารับบทบาทการบริหารบริษัทจนถึงปัจจุบัน โดยถือหุ้น 10% และดำรงตำแหน่งรองประธาน ในปี 1969 เฟอร์รารีได้ขายหุ้น 50% ในบริษัทให้กับ Fiat SpA และในที่สุดสัดส่วนการถือหุ้นของ Fiat ก็เพิ่มขึ้นเป็น 90% เมื่อถึงแก่กรรมของเขา แม้กระนั้น เอนโซก็ยังคงรักษาสิทธิในการควบคุมสกูเดเรีย เฟอร์รารีไว้อย่างมาก เอนโซ เฟอร์รารีเสียชีวิตเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ.1988 ด้วยวัย 90 ปี ที่เมืองโมเดนา ประเทศอิตาลี สาเหตุการเสียชีวิตเกิดจากภาวะไตวาย การเสียชีวิตของเขาถูกประกาศหลังพิธีศพส่วนตัวหนึ่งวัน ซึ่งสะท้อนถึงความปรารถนาในความเป็นส่วนตัวของเขา มรดกที่เขาทิ้งไว้นั้นยิ่งใหญ่มากเขาไม่ได้สร้างแค่บริษัทรถยนต์ แต่ได้สร้างตำนานแบรนด์ที่พ้องกับความหลงใหล ประสิทธิภาพ และเกียรติยศแห่งการแข่งรถของชาวอิตาลี นักขับคนแรกของทีม Scuderia Ferrari ในช่วงแรก เมื่อสกูเดเรีย เฟอร์รารีกลายเป็นแผนกแข่งรถอย่างเป็นทางการของอัลฟ่า โรเมโอในทศวรรษ 1930 มีนักขับจำนวนมากที่ลงแข่งภายใต้ชื่อสกูเดเรีย เฟอร์รารี โดยใช้รถยนต์อัลฟ่า โรเมโอ นักขับที่มีชื่อเสียงในช่วงนั้นได้แก่ Tazio Nuvolari (ทาซิโอ นูโวลารี) นักแข่งชาวอิตาลี Giuseppe Campari (เซปเป้ คัมปารี) Achille Varzi (อาคิล วาร์ซี) Louis Chiron (หลุยส์ ชีรอน) ยุคเริ่มต้นของ Scuderia Ferrari (ก่อนการแข่งขันชิงแชมป์โลก F1) เปิดตัวครั้งแรกที่โมนาโกกรังด์ปรีซ์เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม ค.ศ.1950 ในการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์นี้ เอนโซ เฟอร์รารีส่งรถ F1 125 ซูเปอร์ชาร์จลงสนาม 3 คัน และนักขับมีดังนี้ Alberto Ascari (อัลแบร์โต อัสคารี) Luigi Villoresi (ลุยจิ วิลโลเรซี) Raymond Sommer (เรย์มอนด์ ซอมเมอร์) การเปิดตัวในครั้งนี้ Alberto Ascari (อัลแบร์โต อัสคารี) ได้ความชัยมาในอันดับที่ 2 ของการแข่งขันในครั้งแรกนับว่าเป็นการเปิดตัวได้อย่างยิ่งใหญ่ของทีม Scuderia Ferrari ชัยชนะครั้งแรกของทีม Scuderia Ferrari ใน Formula1 ชัยชนะครั้งแรกของทีมสกูเดเรีย เฟอร์รารี ใน Formula1 คือที่บริติช กรังด์ปรีซ์ ปี 1951 ณ สนามซิลเวอร์สโตน รถที่คว้าชัยคือ เฟอร์รารี 375 F1 ซึ่งขับโดย โฮเซ่ ฟรอยลาน กอนซาเลซ (Jos Froiln Gonzlez) ซึ่งชัยชนะครั้งนี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะเป็นครั้งแรกที่เฟอร์รารีสามารถเอาชนะทีมอัลฟ่า โรเมโอที่เคยเป็นเจ้าสนามในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันชิงแชมป์โลกที่เพิ่งเริ่มต้นขึ้น ยุคทองของ Scuderia Ferrari สคูเดเรีย เฟอร์รารี่ทีมที่เก่าแก่ที่สุด และประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟอร์มูล่าวัน มีช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์หลายครั้งที่อาจถือได้ว่าเป็น "ยุคทอง" มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โดดเด่นดังนี้ Gettyimages / Bernard Cahierฮวน มานูเอล ฟานจิโอ (Juan Manuel Fangio) ยุคแรกเริ่ม (ทศวรรษ 1950 - 1960) เฟอร์รารี่ทำผลงานได้ดีในช่วงแรกของฟอร์มูล่าวัน โดยมีนักแข่งอย่าง อัลแบร์โต้ อัสคารี (Alberto Ascari) ที่สามารถคว้าแชมป์ติดต่อกันในปี 1952 และ 1953 ส่วน ฮวน มานูเอล ฟานจิโอ (Juan Manuel Fangio)ได้แชมป์ในปี 1956 นอกจากนี้ยังมี ฟิล ฮิลล์ (Phil Hill) แชมป์ในปี 1961 และ จอห์น เซอร์ทีส (John Surtees) แชมป์ในปี 1964 shutterstock / ZRyznerนิกิ เลาดา (Niki Lauda) ยุคของยุคนิกิ เลาดา (ทศวรรษ 1970) หลังจากที่ห่างหายจากการคว้าแชมป์มาซักระยะ สกูเดเรีย เฟอร์รารีได้กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้การนำของ นิกิ เลาดา (Niki Lauda) นักขับมือหนึ่งโดยคว้าแชมป์โลกนักขับในปี 1975 และ 1977 พร้อมกับคว้าแชมป์โลกทีมผู้สร้างในปี 1975, 1976, 1977 และ 1979 (ซึ่งในปี 1979 โจดี้ เชคเตอร์ Jody Scheckter คว้าแชมป์โลกนักขับ) shutterstock / cristiano barni ยุคของมิชาเอล ชูมัคเกอร์ 1999-2004 มิคาเอล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher) นักขับชาวเยอรมันผู้เป็นตำนาน ซึ่งหลายคนยกย่องให้เป็นสุดยอดนักแข่งตลอดกาล เขาอยู่ในช่วงที่รุ่งโรจน์ที่สุดในอาชีพการงาน และสามารถคว้าแชมป์โลกนักขับกับเฟอร์รารี่ได้ถึง 5 สมัยติดต่อกัน ตั้งแต่ปี 2000 ถึง 2004 ภายใต้การบริหารจัดการทีมที่แข็งแกร่งทีมนำโดย ฌอง ท็อดต์ ในตำแหน่งหัวหน้าทีม, รอสส์ บรอว์น ผู้อำนวยการด้านเทคนิค และ รอรี่ เบิร์น หัวหน้าฝ่ายออกแบบทีมชุดนี้มอบความมั่นคง การวางกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม และการพัฒนารถแข่งที่เหนือชั้นอย่างต่อเนื่อง เฟอร์รารี่สร้างสรรค์รถแข่งที่ทั้งเร็วและเชื่อถือได้อย่างไม่น่าเชื่อในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรุ่น F2002 และ F2004 ซึ่งจัดเป็นรถ F1 ที่ครองความยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา นักขับในยุคปัจจุบันของทีม Scuderia Ferrari และ Team Principal ในปี 2025 นี้ภายใต้การนำทีมของ Frdric Vasseur (เฟรเดอริก วาสเซอร์) หนุ่มใหญ่ผู้มากด้วยประสบการณ์ในมอเตอร์สปอร์ต เคยเป็นผู้ก่อตั้งทีม ASM คว้าแชมป์ F3 หลายรายการ รวมถึงแชมป์ยุโรป 4 สมัย (2004-2007) โดยมี ลูอิส แฮมิลตัน เป็นหนึ่งในนักขับ และก่อตั้ง ART Grand Prix คว้าแชมป์ทีมใน GP2/GP3 ถึง 8 สมัย และแชมป์นักขับ 11 สมัย รวมถึงแชมป์ GP3 ปี 2016 กับ ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ก่อนที่จะเข้าสู่วงการ Formula1 ในปี 2016 ด้วยการเป็นหัวหน้าทีม Renault ก่อนจะย้ายไปเป็นกรรมการผู้จัดการ Sauber Group ในปี 2017 และหัวหน้าทีม Alfa Romeo Sauber F1 Team (ภายหลังเปลี่ยนเป็น Alfa Romeo Racing) ก่อนที่จะเข้ารับตำเหน่งหัวหน้าทีม Scuderia Ferrari ในปลายปี 2022 แทนที่ Mattia Binotto (มัตเทีย บินอตโต) ทีมนักขับในปี 2025 นี้ประกอบด้วย shutterstock / Jay Hirano ชาร์ลส์ เลอแคลร์ (Charles Leclerc) นักขับชาวโมนาโก โดยเป็นชาร์ลส์ เลอแคลร์ เป็นนักขับจากโครงการ Ferrari Driver Academy และอยู่กับทีม Scuderia Ferrari ชุดใหญ่มาตั้งแต่ปี 2019 เขาขึ้นชื่อเรื่องความเร็วจัดจ้านในการควอลิฟาย มักจะรีดสมรรถนะสูงสุดจากรถได้ในการวิ่งเพียงรอบเดียว ซึ่งเห็นได้จากจำนวนโพลโพซิชั่นที่เขาทำได้มากมาย เลอแคลร์คว้าชัยชนะในการแข่งขันกรังด์ปรีซ์มาแล้วหลายสนาม และยังเป็นรองแชมป์โลกนักขับในปี 2022 เลอแคลร์ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งที่เจิดจรัสที่สุดของวงการ ด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อเฟอร์รารี่ และความปรารถนาที่จะนำแชมป์โลกกลับสู่ Scuderia Ferrari เลอแคลร์นับเป็นนักแข่งที่ดุดันในสนามแข่ง ถึงแม้ในปี 2025 จะเป็นปีที่ทีมจะยังมีผลงานไม่เป็นไปตามที่แฟนทีมม้าลำพองคาดหวังนัก แต่เลอแคลร์ก็ยังสามารถคว้าคะแนนสะสมอยู่ที่อันดับที่ 5 ของตาราง shutterstock / Michael Potts F1 ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) แชมป์โลกฟอร์มูล่าวัน 7 สมัยที่เกิดเมื่อเดือนมกราคมปี 1985 ได้สร้างปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ด้วยการย้ายค่ายมาอยู่กับทีมเฟอร์รารี่ในฤดูกาล 2025 หลังจากที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับเมอร์เซเดสมาอย่างยาวนาน แฮมิลตันเป็นหนึ่งในนักขับที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ F1 โดยครองสถิติสูงสุดทั้งในด้านจำนวนครั้งที่ชนะ ตำแหน่งโพลโพซิชั่น และการขึ้นโพเดียม เขานำประสบการณ์อันมหาศาล ความสามารถเชิงกลยุทธ์ และความสามารถที่ไม่มีใครเทียบได้ในการทำผลงานในระดับสูงสุดอย่างสม่ำเสมอ การมาถึงของเขาที่เฟอร์รารี่ถือเป็นการพลิกเกมครั้งสำคัญ โดยมีเป้าหมายที่จะรวมเอาความสามารถในการคว้าแชมป์ของเขากับมรดกอันยาวนานของเฟอร์รารี่ รวมถึงการพัฒนารถที่แข็งแกร่งในช่วงที่ผ่านมา เพื่อไล่ล่าตำแหน่งแชมป์โลกสมัยที่ 8 ในทีม Scuderia Ferrari ปีที่ได้แชมป์ประเภททีมผู้ผลิต 1961, 1964, 1975, 1976, 1977, 1979, 1982, 1983, 1999, 2000, 2001,2002, 2003, 2004, 2007, 2008, ปีที่ได้แชมป์นักขับ Alberto Ascari อัลแบร์โต อัสคารี ปี 1952, 1953 แชมป์โลก 2 สมัยชาวอิตาลีคนแรกของเฟอร์รารี Juan Manuel Fangio ฮวน มานูเอล ฟางจิโอ ปี 1956 แชมป์โลก 5 สมัย ที่คว้าแชมป์ในปี 1956 ให้กับทีมเฟอร์รารี Mike Hawthorn ไมค์ ฮอว์ธอร์น นักแข่งชาวอังกฤษคนแรกที่ชนะเลิศการแข่งขันในปี 1958 Phil Hill ฟิล ฮิล นักแข่งชาวสัญชาติอเมริกันคนแรกที่คว้าแชมป์ฟอร์มูล่าวันใน ปี 1961 ให้กับทีมสคูเดอเรีย เฟอร์รารี John Surtees จอห์น เซอร์ทีส คว้าแชมป์โลกกับทีมเฟอร์รารีในปี 1964 และนอกจากนั้นเขายังเป็นแชมป์ Motorcycle Grand Prix world champion ถึง 7 สมัยอีกด้วย Niki Lauda นิกิ เลาดา คว้าแชมป์โลกครั้งแรกในปี 1975 ครองความโดดเด่นตลอดฤดูกาล คว้าชัยชนะ 5 สนาม และคว้าตำแหน่งแชมป์มาครองได้อย่างขาดลอย และยังเป็นแชมป์โลกประเภทนักขับครั้งแรกของเฟอร์รารี่ในรอบ 11 ปี เลาดาตอกย้ำตำนานของเขาด้วยการคว้าแชมป์โลกสมัยที่สองกับเฟอร์รารี่ในปี 1977 ถึงแม้จะเพิ่งผ่านอุบัติเหตุใหญ่ที่นูร์เบอร์กริงเมื่อปี 1976 Jody Scheckter โจดี้ เชคเตอร์ นักแข่งรถฟอร์มูล่าวันชาวแอฟริกาใต้ผู้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้า แชมป์โลก ในปี 1979 กับทีม Scuderia Ferrari Michael Schumacher มิชาเอล ชูมัคเกอร์ ช่วงเวลานี้คือยุคทองของเฟอร์รารี่ ชูมัคเกอร์คว้าแชมป์โลกประเภทนักขับได้ถึง 5 สมัยติดต่อกัน 2000-2004 ตลอดระยะเวลาที่อยู่กับเฟอร์รารี่ ชูมัคเกอร์ได้ทำลายสถิติมากมายทั้งการคว้าชัยชนะมากที่สุดในหนึ่งฤดูกาล 13 ครั้งในปี 2004 และยังคงเป็นเจ้าของสถิติชนะมากที่สุดกับเฟอร์รารี่ถึง 72 ครั้ง ชูมัคเกอร์ประกาศอำลาวงการฟอร์มูล่าวันครั้งแรกเมื่อสิ้นสุดฤดูกาล 2006 Kimi Rikknen คิมิ ไรค์โคเนน ในฤดูกาลแรกกับเฟอร์รารี่ ไรโคเนนสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์โลก Formula 1ในปี 2007 ได้อย่างน่าจดจำ ทำเนียบนักขับ Alberto Ascari - อัลแบร์โต อัสการี Luigi Villoresi - ลุยจิ วิลโลเรซี Dorino Serafini - โดริโน เซราฟีนี Peter Whitehead - ปีเตอร์ ไวต์เฮด Raymond Sommer - เรย์มอนด์ ซอมเมอร์ Jos Froiln Gonzlez - โฮเซ่ ฟรอยลัน กอนซาเลซ Giuseppe "Nino" Farina - จูเซปเป้ "นีโน่" ฟารีนา Piero Taruffi - ปิเอโร ทารุฟฟี Mike Hawthorn - ไมค์ ฮอว์ธอร์น Maurice Trintignant - มอริซ ตรินติญองต์ Umberto Maglioli - อุมแบร์โต มากลิโอลี Robert Manzon - โรแบร์ มานซง Eugenio Castellotti - ยูจีนิโอ คาสเตลล็อตติ Paul Frre - พอล แฟรร์ Juan Manuel Fangio - ฮวน มานูเอล ฟางจิโอ Luigi Musso - ลุยจิ มุสโซ Peter Collins - ปีเตอร์ คอลลินส์ Wolfgang von Trips - โวล์ฟกัง ฟอน ทริปส์ Alfonso de Portago - อัลฟองโซ เด ปอร์ตาโก Olivier Gendebien - โอลิวิเยร์ เจนเดอเบียน Cesare Perdisa - เซซาเร เพอร์ดิซา Tony Brooks - โทนี่ บรูคส์ Cliff Allison - คลิฟ อัลลิสัน Jean Behra - ฌอง เบห์รา Phil Hill - ฟิล ฮิลล์ Richie Ginther - ริชชี กินเทอร์ Willy Mairesse - วิลลี่ ไมเรสส์ Giancarlo Baghetti - จานคาร์โล บาเก็ตติ Ricardo Rodrguez - ริคาร์โด โรดริเกซ Lorenzo Bandini - ลอเรนโซ บันดินี John Surtees - จอห์น เซอร์ทีส Ludovico Scarfiotti - ลูโดวิโค สคาร์ฟิออตติ Mike Parkes - ไมค์ พาร์คส Chris Amon - คริส อามอน Jacky Ickx - แจ็คกี้ อิกซ์ Andrea de Adamich - อันเดรีย เด อาดามิช Derek Bell - เดเรก เบลล์ Pedro Rodrguez - เปโดร โรดริเกซ Ignazio Giunti - อิกนาซิโอ จุนติ Clay Regazzoni - เคลย์ เรกาซโซนี Mario Andretti - มาริโอ อันเดรตติ Arturo Merzario - อาร์ตูโร เมอร์ซาริโอ Niki Lauda - นิกิ เลาดา Carlos Reutemann - คาร์ลอส รอยเตมันน์ Gilles Villeneuve - จิลส์ วิลเนิฟ Jody Scheckter - โจดี้ เชคเตอร์ Didier Pironi - ดิดิเยร์ ปิโรนี Patrick Tambay - แพทริค แทมเบย์ Ren Arnoux - เรอเน อาร์นูซ์ Michele Alboreto - มิเคเล อัลโบเรโต Stefan Johansson - สเตฟาน โยฮันส์สัน Gerhard Berger - แกร์ฮาร์ด แบร์เกอร์ Nigel Mansell - ไนเจล แมนเซลล์ Alain Prost - อแลง พรอสต์ Jean Alesi - ฌอง อเลซี Ivan Capelli - อีวาน คาเปลลี Nicola Larini - นิโคลา ลารินี Michael Schumacher - มิคาเอล ชูมัคเกอร์ Eddie Irvine - เอ็ดดี้ เออร์ไวน์ Mika Salo - มิกา ซาโล Rubens Barrichello - รูเบนส์ บาร์ริเคโล Felipe Massa - เฟลิเป้ มาสซ่า Kimi Rikknen - คิมิ ไรโคเนน Luca Badoer - ลูก้า บาโดเออร์ Giancarlo Fisichella - จานคาร์โล ฟิซิเคลล่า Fernando Alonso - เฟอร์นันโด อลอนโซ่ Sebastian Vettel - เซบาสเตียน เฟทเทล Charles Leclerc - ชาร์ล เลอแคลร์ Carlos Sainz Jr. - คาร์ลอส ไซนซ์ จูเนียร์ Lewis Hamilton - ลูอิส แฮมิลตัน บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร รวมเรื่องน่ารู้ formula 1 รู้แล้วดูสนุก! กติกาและศัพท์การแข่งขัน formula 1
กีฬาอื่นๆ TrueID • 26 มิ.ย. 68
อ่าน
ฮุนได ชวนแฟนบอลลุ้นสัมผัสถ้วย FIFA World Cup™ Trophy ของจริง
ฮุนได ชวนแฟนบอลลุ้นสัมผัสถ้วย FIFA World Cup Trophy ของจริง ที่ ICONSIAM 24 มกราคมนี้ กระแสฟุตบอลโลกเริ่มอุ่นเครื่องก่อนศึกใหญ่จะเปิดฉากอย่างเป็นทางการ เมื่อ ฮุนได จับมือกับ โคคา-โคล่า จุดประกายความคลั่งไคล้ลูกหนังในประเทศไทย ผ่านกิจกรรมระดับโลก FIFA World Cup 2026 Trophy Tour by Coca-Cola นำถ้วยแห่งประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าและยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอลอย่าง FIFA World Cup Trophy เดินทางมาให้แฟนบอลชาวไทยได้สัมผัสของจริงแบบใกล้ชิด ก่อนศึก FIFA World Cup 2026 จะระเบิดความมันทั่วโลก โดย ฮุนได ในฐานะ Mobility Partner จัดขบวนรถยนต์พิเศษทำหน้าที่ขนส่งถ้วยแชมป์สัญลักษณ์แห่งความฝัน ความสำเร็จ และเกียรติยศสูงสุดของนักฟุตบอลอาชีพ สร้างโมเมนต์ประวัติศาสตร์ให้คอบอลไทยได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ท่ามกลางบรรยากาศการนับถอยหลังสู่มหกรรมลูกหนังที่แฟนกีฬาทั่วโลกเฝ้ารอ นอกจากการจัดแสดงถ้วยแชมป์โลก ฮุนไดยังเอาใจแฟนบอลด้วยกิจกรรมบนแฟนเพจของ Hyundai Thailand ให้ได้ร่วมลุ้นบัตรเข้าชมถ้วย FIFA World Cup Trophy ของจริง ในงาน FIFA World Cup 2026 Trophy Tour by Coca-Cola ณ ICONSIAM บริเวณ River Park ชั้น G ในวันเสาร์ที่ 24 มกราคม 2569 เวลา 10.00 20.00 น. เพียงร่วมสนุกผ่าน Facebook: Hyundai Thailand www.facebook.com/HyundaiThailand ด้วยการกดไลก์และแชร์โพสต์กิจกรรม จากนั้นคอมเมนต์ตอบคำถามว่า รถฮุนไดรุ่นไหนจะร่วมขบวนขนถ้วยมาไทย พร้อมเหตุผลสั้นๆ (ตอบได้เพียง 1 รุ่น) ผู้ที่ตอบถูกต้อง 50 คนแรก รับบัตรเข้าชมถ้วย รางวัลละ 2 ใบ รวม 100 ใบ โดยบัตรอยู่ในรูปแบบ Pin Code กำหนดร่วมกิจกรรมระหว่างวันที่ 19 21 มกราคม 2569 และประกาศรายชื่อผู้โชคดีวันที่ 22 มกราคม 2569 เวลา 21.00 น. นี่คืออีกหนึ่งอีเวนต์กีฬาระดับโลกที่แฟนบอลตัวจริงไม่ควรพลาด ก่อนฟุตบอลโลก 2026 จะเขย่าเสียงเชียร์ไปทั่วทุกมุมโลก ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมบอลวันนี้ ตารางบอลวันนี้ พร้อมลิ้งก์ดูบอลสด สรุปผลบอล ผลบอลเมื่อคืน เช็กผลบอล ผลบอลสดวันนี้
ทีมชาติ • 21 ม.ค. 69
อ่าน
เปิด Line up นักขับ formula 1 ปี 2026 รายชื่อนักแข่ง ครบทั้ง 11 ทีม
ก่อนเข้าสู่ Formula1 ฤดูกาล 2026 ปีที่มีการเปลี่ยนกฎในการสร้างรถครั้งใหญ่ ถึงบรรดานัดขับที่มีรุกกี้ในปีนี้เพิ่มมาเพียงแค่ 1คน แต่การมาใหม่ของทีมที่ 11 การเปลี่ยนผู้ผลิตเครื่องยนต์ จึงเป็นอีกปีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก แล้วนักขับหลักใน F1 ปี 2026 ใครอยู่ทีมไหน Team Principal เป็นใครเป้าหมายในปี 2026 ของแต่ละทีมเป็นอย่างไร TrueID Sport ได้สรุปมาไว้ให้คุณแล้ว Shutterstock / Michael Potts F1 เปิด Line up นักขับ formula 1 ปี 2026 รายชื่อนักแข่ง ครบทั้ง 11 ทีม Shutterstock / Jay Hirano ทีม McLaren นักขับ:Lando Norris: สัญลักษณ์ของทีมที่อยู่มานานจนทำลายสถิติลงแข่งมากที่สุดของทีม (แซงหน้า David Coulthard) มีความเร็วและความเป็นผู้นำสูงOscar Piastri: นักขับรุ่นใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งราวกับหุ่นยนต์ มีสภาวะจิตใจที่แข็งแกร่งและฝีมือสูสีกับ Norris จนไม่มีใครยอมเป็นมือรอง Team Principal: Andrea Stella อดีตวิศวกรผู้สุขุมที่ผันตัวมาเป็นนักบริหาร เขาเปลี่ยนวัฒนธรรมทีมให้เน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส จนพาทีมจากท้ายตารางขึ้นสู่แชมป์ เป้าหมายปี 2026: ป้องกันแชมป์โลกประเภททีม และบริหารความสัมพันธ์ของสองนักขับภายใต้กฎ "Papaya Rules" ไม่ให้แตกคอกันเอง Shutterstock / Jay Hirano ทีม Red Bull Racing นักขับ:Max Verstappen: ยอดนักขับผู้เป็นหัวใจหลักของทีม พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถรีดสมรรถนะรถออกมาได้เกินขีดจำกัดไม่ว่ารถจะประสบปัญหาใดIsack Hadjar: ดาวรุ่งพุ่งแรงสายเลือดใหม่ที่ Helmut Marko ปลุกปั้นมากับมือเพื่อมาแทนที่รุ่นพี่ มีสไตล์การขับดุดันและได้รับความคาดหวังสูง แน่นอนเหล่าแฟนคลับนั้นคาดหวังให้ Hadjar มีผลงานที่ดีเพื่ออนาคตที่สดใสในปีต่อไป Team Principal: Laurent Mekies อดีตมือขวาจาก Ferrari ที่ย้ายมาคุมทัพแทน Christian Horner เขาต้องรับภาระหนักในการรักษาความต่อเนื่องของทีมในยุคผลัดใบ เป้าหมายปี 2026: พิสูจน์ว่า "Red Bull" สามารถชนะได้ด้วยเครื่องยนต์ของตัวเอง (Ford) โดยไม่ต้องพึ่งพาพาร์ทเนอร์รายอื่น Shutterstock / QIAN JUN ทีม Ferrari นักขับ:Lewis Hamilton: แชมป์โลก 7 สมัยที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองในสีเสื้อแดงก่อนเลิกแข่ง หวังใช้ประสบการณ์การลุ้นแชมป์มาเติมเต็มสิ่งที่ Ferrari ขาดไปCharles Leclerc: "เจ้าชายแห่งมาราเนลโล" ที่มีความเร็วในรอบควอลิฟายเหนือใคร แต่ต้องการรถที่เสถียรเพื่อคว้าแชมป์โลกครั้งแรก Team Principal: Fred Vasseur ผู้จัดการที่เน้นผลลัพธ์และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Hamilton เขาเป็นคนกล้าตัดสินใจเพื่อกำจัดจุดอ่อนด้านกลยุทธ์ของ Ferrari เป้าหมายปี 2026: แก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของรถ และพาดรีมทีมคู่นี้กลับไปคว้าชัยชนะให้สมศักดิ์ศรี Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Mercedes นักขับ:George Russell: นักขับที่รอคอยโอกาสมานาน จนตอนนี้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของทีมอย่างเต็มตัว มีความมุ่งมั่นและละเอียดในการพัฒนาเชิงเทคนิคKimi Antonelli: "Wonderkid" ชาวอิตาลีที่ถูกข้ามขั้นมาเพราะอัจฉริยภาพ มีความเร็วธรรมชาติที่หาตัวจับยากและเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของ Mercedes Team Principal: Toto Wolff ผู้ถือหุ้นและผู้นำที่พาทีมกวาดความสำเร็จในอดีต เขากำลังกดดันอย่างหนักในการพา "Silver Arrows " กลับมาทวงบัลลังก์คืน เป้าหมายปี 2026: กลับมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์เหมือนในปี 2014 เพื่อสร้างความได้เปรียบให้นักขับทั้งคู่ Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Williams นักขับ:Alex Albon: นักขับเชื้อสายไทยที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทีมมาตลอด มีความสามารถในการรีดแต้มจากรถที่เสียเปรียบได้อย่างน่าทึ่งCarlos Sainz: นักขับที่ทำงานหนักและฉลาดในการวางแผนการแข่ง การดึงเขามาได้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในเชิงการตลาดและเทคนิคของทีม Team Principal: James Vowles อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Mercedes ที่กำลังสร้าง Williams ใหม่ตั้งแต่รากฐาน เขาทำงานด้วยระบบ Data-driven อย่างเข้มงวด เป้าหมายปี 2026: เปลี่ยนสถานะจากทีมม้ามืดให้กลายเป็นทีมระดับท็อป 4 ของตาราง Shutterstock / Jay Hirano ทีม Aston Martin นักขับ:Fernando Alonso: ยอดนักขับวัยเก๋าที่มีสัญชาตญาณการแข่งสูงสุดในกริด และยังคงความฟิตแม้จะอยู่ในวงการมานานกว่า 20 ปีLance Stroll: นักขับที่มีฝีมือดีในวันที่ฝนตกหรือสนามที่ใช้ทักษะสูง แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องฐานะลูกเจ้าของทีมแต่เขายังคงรักษามาตรฐานได้ Team Principal: Adrian Newey สุดยอดนักออกแบบรถที่กวาดแชมป์โลกมานับไม่ถ้วน ครั้งนี้เขามารับบทหัวหน้าทีมเต็มตัวเพื่อสร้าง "ซูเปอร์คาร์" จากศูนย์ เป้าหมายปี 2026: ใช้เครื่องยนต์ Honda และอุโมงค์ลมใหม่ เพื่อก้าวขึ้นเป็นทีมแชมป์โลกตามความฝันของ Lawrence Stroll Shutterstock / Jay Hirano ทีม Audi (อดีต Sauber) นักขับ:Nico Hulkenberg: นักขับประสบการณ์สูงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและทักษะการทำควอลิฟาย เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบในการสร้างทีมใหม่Gabriel Bortoleto: แชมป์ F3 และดาวรุ่ง F2 ที่ Audi มั่นใจว่าจะปั้นให้เป็นสตาร์คนใหม่ของวงการในระยะยาว Team Principal: Jonathan Wheatley (Operation) Mattia Binotto (Technical) การจับคู่ระหว่างอดีตมือบริหารจาก Red Bull และอดีตหัวหน้าทีม Ferrari เพื่อสร้างโครงสร้างทีมที่สมบูรณ์แบบ เป้าหมายปี 2026: เริ่มต้นศักราชใหม่ในฐานะทีมโรงงานเยอรมันอย่างสง่างามและเก็บคะแนนให้ได้ทุกสนาม Shutterstock / Michael Potts F1 Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Racing Bulls (RB) นักขับ: Liam Lawson: ขยับขึ้นมารับบทพี่ใหญ่ อย่างเต็มตัวเพื่อเป็นเสาหลักและประคองทีมArvid Lindblad: ดาวรุ่งชาวอังกฤษวัย 18 ปี รุกกี้คนเดียวในปี 2026 เลื่อนชั้นมาจาก F2 แม้อายุยังน้อยแต่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจนเคยได้รับโอกาสลงซ้อม FP1 กับทีม Red Bull ชุดใหญ่มาแล้ว Team Principal: Alan Permane ผู้คร่ำหวอดในวงการมานาน มีบทบาทสำคัญในการเจียระไนนักขับดาวรุ่งให้พร้อมสำหรับทีมใหญ่ เป้าหมายปี 2026: รักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มกลางและขัดเกลา Lindblad ให้เป็นเพชรเม็ดถัดไปของ Red Bull Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Haas นักขับ Esteban Ocon: นักขับประสบการณ์สูงที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 10 ใน F1 รับหน้าที่เป็นรุ่นพี่คอยประคองทีมและขับเคี่ยวเคียงข้างดาวรุ่งได้อย่างสูสี Ollie Bearman: เพชรเม็ดงามของทีมที่แจ้งเกิดเต็มตัวในปีแรกด้วยการเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำในช่วงท้ายปี 2025 จนเป็นที่ยอมรับในกริด Team Principal: Ayao Komatsu วิศวกรชาวญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาทำให้ Haas กลายเป็นทีมที่ทำงานผิดพลาดน้อยที่สุดทีมหนึ่ง เป้าหมายปี 2026: ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และขึ้นไปท้าชิงอันดับ 5-6 ของตารางคะแนนอย่างสม่ำเสมอ Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Alpine นักขับ: Pierre Gasly: เสาหลักผู้มีประสบการณ์ที่ยังคงฝากความหวังในการเก็บแต้มให้ทีมได้อย่างสม่ำเสมอFranco Colapinto: นักขับดาวรุ่งชาวอาร์เจนตินาที่ได้รับสัญญาถาวรอย่างเป็นทางการ ถึงแม้จะยังไม่สามารถเก็บแต้มในปี 2025 ได้เลยก็ตาม แต่ยังเป็นความหวังพลังใหม่ของทีมที่ต้องการปลุกปั้นให้จรัสแสง Team Principal: Flavio Briatore (ที่ปรึกษาอาวุโส) ตำนานผู้ทรงอิทธิพลที่กลับมาเพื่อผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ด้วยวิธีที่เด็ดขาด เป้าหมายปี 2026: ปรับตัวกับเครื่องยนต์ Mercedes และลดความวุ่นวายภายในเพื่อให้ทีมกลับมาโฟกัสที่ความเร็วอีกครั้ง Shutterstock / Michael Potts F1 Shutterstock / Jay Hirano ทีม Cadillac นักขับ:Valtteri Bottas: ผู้มีประสบการณ์ในการช่วย Mercedes คว้าแชมป์โลกหลายสมัย เหมาะกับการวางรากฐานรถใหม่Sergio Perez: นักขับที่เก่งเรื่องการถนอมยางและการแข่งในวันอาทิตย์ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับทีมใหม่ที่ต้องการจบการแข่งขันให้ได้ Team Principal: Graeme Lowdon นักบริหารผู้เชี่ยวชาญการสร้างทีมแข่งขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ มีความเก๋าเกมในการรับมือกับความกดดันใน F1 เป้าหมายปี 2026: เก็บข้อมูลให้มากที่สุดและพิสูจน์ว่าทีมจากอเมริกาสามารถต่อกรกับทีมยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร
กีฬาอื่นๆ TrueID • 2 ม.ค. 69
อ่าน
ส่องรายได้นักแข่ง Formula 1 ปี 2026 ใครรับค่าเหนื่อยสูงสุดในกริด
ก่อนเข้าสู่ Pre Season Test มาอัพเดทค่าตัวนักแข่ง F1 2026 ทุกทีม สัญญาใหม่ในปี 2026 นี้ เงินเดือนนักแข่ง F1 ค่าตัวนักขับคนใดสูงสุดในปีนี้ อเล็กซ์ อัลบอน ได้รับค่าเหนื่อยเท่าไหร่ TrueID Sport จัดมาให้แล้วพร้อมแปลงเป็นค่าเงินไทย *ข้อมูลและการแปลงค่าเงินบาท ณ.วันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2569 *ค่าตัวพื้นฐานโดยประมาณการ ณ.ปัจจุบันยังไม่รวมโบนัสและรายได้อื่นๆ Shutterstock / Jay Hirano ส่องรายได้นักแข่ง Formula 1 ปี 2026 ใครรับค่าเหนื่อยสูงสุดในกริด ทีม McLaren Lando Norris: $20,000,000 628,000,000 บาท Oscar Piastri: $20,000,000 628,000,000 บาท ทีม Red Bull Racing Max Verstappen: $65,000,000 2,041,000,000 บาท Isack Hadjar: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Ferrari Lewis Hamilton: $60,000,000 1,884,000,000 บาท Charles Leclerc: $34,000,000 1,067,600,000 บาท ทีม Mercedes George Russell: $40,000,000 1,256,000,000 บาท Kimi Antonelli: $2,000,000 62,800,000 บาท ทีม Williams Carlos Sainz: $10,000,000 314,000,000 บาท Alex Albon: $8,000,000 251,200,000 บาท ทีม Aston Martin Fernando Alonso: $20,000,000 628,000,000 บาท Lance Stroll: $3,000,000 94,200,000 บาท ทีม Audi (Sauber) Nico Hlkenberg: $7,000,000 219,800,000 บาท Gabriel Bortoleto: $2,000,000 62,800,000 บาท ทีม Racing Bulls Liam Lawson: $1,000,000 31,400,000 บาท Arvid Lindblad: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Haas Esteban Ocon: $7,000,000 219,800,000 บาท Oliver Bearman: $1,000,000 31,400,000 บาท ทีม Alpine Pierre Gasly: $10,000,000 314,000,000 บาท Franco Colapinto: $1,500,000 47,100,000 บาท ทีม Cadillac Sergio Prez: $10,000,000 314,000,000 บาท Valtteri Bottas: $10,000,000 314,000,000 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร
กีฬาอื่นๆ TrueID • 13 ม.ค. 69
อ่าน
Tomorrowland Thailand ประกาศจัดอย่างเป็นทางการ ดันประเทศสู่ World-Class Event Destination ครั้งแรกในเอเชีย
ประเทศไทยก้าวสู่เวทีโลก เมื่อ Tomorrowland เทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลกจากประเทศเบลเยียม ประกาศจัดงาน Tomorrowland Thailand อย่างเป็นทางการ นับเป็นการจัดเทศกาลเต็มรูปแบบในเอเชียเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 1113 ธันวาคม 2569 Tomorrowland Thailand ผู้จัดงาน Tomorrowland ยืนยันความร่วมมือกับรัฐบาลไทย และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในการวางโครงสร้างการดำเนินงานสำหรับ Tomorrowland Thailand โดยในส่วนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้ได้รับสิทธิในการบริหารจัดการโครงการ รวมถึงการดูแลและประสานการสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้กรอบความร่วมมือที่กำหนดไว้ ขณะที่ประเทศไทยได้รับการคัดเลือกจากหลายประเทศในเอเชีย สะท้อนบทบาทที่เติบโตขึ้นของไทยบนเวทีโลกด้านดนตรี นวัตกรรม และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมช่วยยกระดับภาพลักษณ์ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม ที่พร้อมต้อนรับผู้ร่วมงานจากทั่วโลก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเป็นเจ้าภาพจัดงาน Tomorrowland ในประเทศไทย ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประเทศสู่จุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยว และประสบการณ์ระดับโลก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ต้อนรับผู้คนจากทั่วโลกให้ได้มาสัมผัสเสน่ห์ วัฒนธรรม และการต้อนรับอันอบอุ่นของประเทศไทย Tomorrowland ประกาศยืนยันสถานที่จัดงาน Tomorrowland Thailand อย่างเป็นทางการ โดยเลือก Wisdom Valley เมืองพัทยา (เขาไม้แก้ว อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี) เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของเทศกาลดนตรีระดับโลก บนพื้นที่จัดงานกว่า 600 ไร่ ซึ่งจะถูกเนรมิตให้เป็นอาณาจักร Tomorrowland เต็มรูปแบบ โดยตั้งเป้าต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลก มากกว่า 50,000 คนต่อวัน ตลอดระยะเวลาการจัดงาน 3 วัน อัพสเกลความยิ่งใหญ่ด้วยการแสดงจากหลากหลายเวที โดยเฉพาะเวทีหลักระดับตำนาน Mainstage และนับเป็นครั้งแรกในเอเชียที่เวทีไอคอนิกอย่าง CORE และ Freedom จะถูกนำมาจัดแสดงเป็นครั้งแรกในเอเชีย พร้อมการเปิดตัวเวทีใหม่สุดเอ็กซ์คลูซีฟ เฉพาะที่ Tomorrowland Thailand เท่านั้น ถึงแม้ในครั้งนี้ Tomorrowland Thailand จะไม่มีโซนแคมป์ปิ้ง DreamVille อย่างไรก็ตาม ผู้จัดได้เตรียม Hotel Package รวมที่พัก พร้อมบัตรเข้างาน Full Madness Pass (3 วัน) และบริการรถรับส่งระหว่างโรงแรม-พื้นที่จัดงาน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ร่วมงานจากทั่วโลก ซึ่งจะเปิดจำหน่ายในวัน ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 16.00 น. และบัตรเข้างาน WorldWide Ticket แบบ Day Pass (1 วัน), Comfort (VIP) Pass (1 วัน), Full Madness Pass (3 วัน) และ Full Madness Comfort (VIP) Pass ซึ่งจะเปิดจำหน่ายในวันที่ 7 มีนาคม 2569 เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป Mr. Bruno Vanwelsenaers ตำแหน่ง CEO ของ WEAREONE.world ระบุว่า การขยายการจัดงาน Tomorrowland สู่ภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นอีกก้าวที่พวกเราให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยคือคำตอบที่ใช่ ทุกองค์ประกอบลงตัว ไม่ได้มีเพียงความงดงามและเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่เป็นพันธมิตรที่มีศักยภาพในการร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์ระดับโลกไปด้วยกัน นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่จะสร้างแรงบันดาลใจไปทั่วโลกในระยะยาว ทีมผู้จัด Tomorrowland จากประเทศเบลเยียม กำลังทำงานร่วมกับทีมงานในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ การออกแบบเวที การเล่าเรื่อง และการผลิตงานขนาดใหญ่ เพื่อคงเอกลักษณ์ของเทศกาลที่ขึ้นชื่อด้านโปรดักชันระดับโลก หลังจากประสบความสำเร็จในการจัดงานในทวีปยุโรปและอเมริกาใต้ การเดินหน้าจัดงานในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นการเปิดบทใหม่ของ Tomorrowland ในทวีปเอเชียอย่างสมบูรณ์ Tomorrowland Thailand มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1113 ธันวาคม 2569 โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-Registration) ในวันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ได้ที่ https://my.tomorrowland.com ติดตาม Tomorrowland Thailand เตรียมประกาศธีมงานและรายชื่อศิลปินเร็วๆ นี้ ติดตามได้ที่ Website: https://thailand.tomorrowland.com Instagram: www.instagram.com/TomorrowlandThailand TikTok: www.tiktok.com/@tomorrowland_thailand Facebook: www.facebook.com/thailand.tomorrowland X (Twitter): www.x.com/tmlthailand_ เกี่ยวกับ WEAREONE.world Tomorrowland ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อนโดยสองพี่น้องชาวเบลเยียม มานู (Manu) และ มิคีล เบียร์ส (Michiel Beers) และยังคงเป็นธุรกิจที่ดำเนินงานโดยครอบครัว ขับเคลื่อนด้วยทีมงานที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์และความทุ่มเท ปัจจุบัน Tomorrowland เติบโตเป็นแบรนด์ความบันเทิงระดับโลก ภายใต้กลุ่ม WEAREONE.world ซึ่งครอบคลุมหลากหลายธุรกิจ ทั้งเทศกาลและอีเวนต์ ดนตรี ประสบการณ์ การท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์ และงานเขียนเชิงสร้างสรรค์ ปัจจุบันมีทีมงานกว่า 350 คน ร่วมสร้างสรรค์ความมหัศจรรย์จากสำนักงานใหญ่ในเมืองแอนต์เวิร์ป (Antwerp) ประเทศเบลเยียม รวมถึงสำนักงานในบราซิล, ฝรั่งเศส , อิบิซา และประเทศไทย
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 7 ม.ค. 69
อ่าน
Casio EDIFICE x Honda Special Edition เปิดตำนาน First Victory in F1 ของ Honda
ในปี 2026 Casio EDIFICE ได้ร่วมมือกับ Honda เพื่อเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ในฉลองชัยชนะ 60 ปี ของ Honda ในวงการ Formula1 จึงได้ออกมาเป็น Casio EDIFICE SOSPENSIONE ECB-2300HR-1A ที่ผสานความคลาสสิคและรายละเอียดสุดล้ำที่นักสะสมนาฬิกาไม่อาจปฎิเสธ แล้วรายละเอียดการออกแบบรวมถึงราคาอยู่ที่เท่าไหร่ TrueID Sport จะพาคุณไปดูกัน Casio EDIFICE x Honda Special Editionเปิดตำนาน First Victory in F1 ของ Honda จิตวิญญาณจากเจ้าความเร็ว RA272 ย้อนกลับไปวันที่ 24 ตุลาคม 1965 ณ รายการ Mexican Grand Prix โลกต้องจารึกชื่อ Honda RA272 ในฐานะรถแข่งคันแรกจากญี่ปุ่นที่คว้าชัยชนะใน Formula 1 ได้สำเร็จ นี่คือจุดเริ่มต้นตำนานของ Honda ในหอเกียรติยศ F1 และเป็นแรงบันดาลใจหลักที่ทีมออกแบบ EDIFICE นำมาถ่ายทอดลงบนนาฬิการุ่นพิเศษนี้ เพื่อฉลองครบรอบ 60 ปีแห่งชัยชนะในปี 2025 บันทึกประวัติศาสตร์บนข้อมือ นาฬิการุ่นนี้ไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่คือ "จดหมายเหตุ" เคลื่อนที่: รหัสผู้ชนะ: บนห่วงรัดสายนาฬิกาสีทอง สลักคำว่า "Veni, Vidi, Vici" (ในภาษาละตินแปลว่า ข้ามา, ข้าเห็น, ข้าชนะ) ซึ่งเป็นข้อความโทรเลขที่ Yoshio Nakamura ผู้จัดการทีมส่งกลับสำนักงานใหญ่หลังคว้าแชมป์ พร้อมเลข "11" ซึ่งเป็นหมายเลขรถของ Richie Ginther นักแข่งผู้สร้างประวัติศาสตร์ โลโก้ฉลอง 60 ปี: ฝาหลังสลักโลโก้พิเศษรูปรถ RA272 เพื่อยืนยันความเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น เทคนิคการออกแบบ: ดึงดีเทลรถแข่งมาสู่ดีไซน์นาฬิกา ทุกตารางมิลลิเมตรของ ECB-2300HR ถอดรหัสมาจากรถแข่ง RA272: Championship White: นี่คือครั้งแรกที่ Casio นำสีขาวงาช้างอันเป็นเอกลักษณ์ของรถแข่ง Honda มาทำเป็นขอบตัวเรือน (Bezel) โดยมีการเคลือบเงาให้ความรู้สึกเหมือนตัวถังรถจริงๆ Hinomaru Design: วงแหวนสีแดงรอบหน้าปัด ตัดกับตัวเรือนสีขาว เลียนแบบสัญลักษณ์ "ธงชาติญี่ปุ่น" ที่พ่นอยู่บนรถแข่ง หน้าปัดย่อยแบบมาตรวัดรอบ: บริเวณ 9 นาฬิกา ถูกออกแบบให้เหมือน Tachometer (เข็มวัดรอบเครื่องยนต์) ของ RA272 ทั้งฟอนต์ตัวเลขและเส้น Red Line ลายพิมพ์เขียวเครื่องยนต์: สายนาฬิกาด้านยาวถูกสลักลาย Technical Drawing ของเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร V12 อันเลื่องชื่อของ Honda เทคโนโลยีการผลิตและวัสดุ: แข็งแกร่งระดับซูเปอร์คาร์ โครงสร้างของรุ่นนี้ถูกสร้างขึ้นด้วยมาตรฐาน SOSPENSIONE ที่เน้นความล้ำสมัย: Carbon-Reinforced Resin Case: ตัวเรือนทำจากเรซินเสริมคาร์บอนไฟเบอร์ (เหมือนวัสดุที่ใช้ในรถแข่ง F1) ทำให้มีน้ำหนักเบาแต่ทนทานต่อแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม Premium Materials: สายด้านนอกทำจากหนัง Nappa (สัมผัสนุ่มแบบเบาะรถหรู) ด้านในซับด้วย Ultrasuede ที่ระบายอากาศได้ดี ส่วนกระจกใช้ Sapphire Crystal เคลือบสารตัดแสงสะท้อน แข็งแกร่งและใสชัดเจน คุณสมบัติทางเทคนิค: ฉลาดและแม่นยำ Tough Solar: ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ชาร์จไฟได้จากทุกแหล่งแสง ไม่ต้องเปลี่ยนถ่านบ่อย Smartphone Link: เชื่อมต่อ Bluetooth กับมือถือเพื่อตั้งเวลาอัตโนมัติ (แม่นยำระดับวินาที), ตั้งปลุก, และหาโทรศัพท์ (Phone Finder) Lap Timer: บันทึกเวลาต่อรอบและส่งข้อมูลเข้า App เพื่อวิเคราะห์ความเร็วเหมือนทีมงาน Pit Wall กันน้ำ 100 เมตร: พร้อมลุยทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะในสนามแข่งหรือชีวิตประจำวัน ราคาประมาณ 13,400 บาท บทความที่คุณอาจสนใจ G-SHOCK x Marvel Fantastic Four 4 เรือนสุดแกร่งจากทีมฮีโร่ระดับจักรวาล Casio G-SHOCK MTGB4000 นาฬิกาคาสิโอเรือนแรกจากการร่วมมือระหว่าง AI และ มนุษย์ ส่องนาฬิกา G-SHOCK G-STEEL 110 SERIES ทั้งสวยทั้งทน มีฟังค์ชั่นอะไรบ้างราคาเท่าไหร่
ไลฟ์สไตล์ • 28 ธ.ค. 68
อ่าน
BYD ผนึกกำลัง Huawei รุกหนักระบบนิเวศ HarmonyOS ปูพรมเชื่อมต่อ "คน-รถ-บ้าน" เต็มรูปแบบ รับเทรนด์ปี 2026
ในยุคที่ยานยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่กำลังกลายเป็น "Device เคลื่อนที่" ขนาดใหญ่ ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD Automotive ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนและโลก เมื่อ BYD ตัดสินใจยื่นใบสมัครเข้าร่วม Global Intelligent Internet of Things Alliance (GIIC) เพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาบริหาร (Council Member) การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสมัครสมาชิกสมาคมทั่วไป แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ในการเชื่อมต่อโลกยานยนต์เข้ากับโลก IoT (Internet of Things) ผ่านระบบนิเวศที่ทรงพลังอย่าง HarmonyOS อย่างเป็นทางการ เจาะลึกความร่วมมือ: เมื่อเบอร์ 1 ยานยนต์ ผสาน เบอร์ 1 ระบบปฏิบัติการ จากรายงานของ IT-home ระบุว่า BYD ได้ยื่นใบสมัครเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายหลักคือการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร GIIC ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 องค์กรนี้คือศูนย์รวมของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมกว่า 350 ราย อาทิ Huawei, Haier, China Mobile และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจีน (CAICT) หัวใจสำคัญของ GIIC คือการสร้างรากฐานดิจิทัลมาตรฐานสำหรับการใช้งาน IoT และผลักดันให้ระบบนิเวศ HarmonyOS ขยายตัวในระดับอุตสาหกรรม การที่ BYD เข้ามาร่วมวงในฐานะสมาชิกสภาระดับสูง หมายถึงการนำความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์อัจฉริยะ มาผสานกับทรัพยากรด้านอุตสาหกรรมของพันธมิตร เพื่อสร้าง "มาตรฐานกลาง" ใหม่ให้กับโลกเทคโนโลยี ภารกิจหลัก: ทลายกำแพงกั้นระหว่างอุปกรณ์ ปัญหาเรื้อรังของโลก Smart Home และ Smart Car คือความกระจัดกระจาย (Fragmentation) อุปกรณ์ต่างค่ายคุยกันไม่รู้เรื่อง โปรโตคอลไม่ตรงกัน BYD และ GIIC จึงวางแผนที่จะ: สร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อ: พัฒนาโปรโตคอลการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ HarmonyOS เกรดรถยนต์ และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมให้เป็นภาษาเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วย AI: ใช้ AI Agent เป็นตัวกลางในการประสานงาน สร้างนวัตกรรมที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ภาพอนาคต: ชีวิตที่ไร้รอยต่อ ความร่วมมือนี้จะครอบคลุมรถยนต์ทุกไลน์อัพของ BYD รวมถึงอุปกรณ์สวมใส่และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่จะเกิดขึ้น: จากรถสู่บ้าน (Vehicle-to-Home): ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงจากในรถ เพื่อเปิดแอร์ เปิดไฟ หรือเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านให้พร้อมก่อนที่จะขับรถไปถึง จากบ้านสู่รถ (Home-to-Vehicle): แผงควบคุม Smart Home ในบ้าน สามารถสั่งอุ่นเครื่องรถยนต์ ตั้งค่าระบบนำทางล่วงหน้า หรือตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่รถยนต์ได้ทันที ความปลอดภัยแบบทูเวย์: ระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านและรถจะสื่อสารกัน หากเกิดเหตุผิดปกติที่บ้าน รถจะแจ้งเตือน หรือหากรถมีการบุกรุก ระบบที่บ้านก็จะรับรู้ได้เช่นกัน บทวิเคราะห์ตลาด : ทำไม BYD ต้องเดินเกมนี้? ในปี 2025 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ภาวะ Red Ocean อย่างสมบูรณ์ การแข่งขันด้วย "ฮาร์ดแวร์" เช่น ระยะทางขับขี่หรือความเร็ว ไม่ใช่จุดขายที่สร้างความแตกต่างได้มากพออีกต่อไป สงครามครั้งใหม่คือ "สงครามซอฟต์แวร์และระบบนิเวศ" (Ecosystem War) การรับมือคู่แข่งสาย Tech (Xiaomi Huawei): คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ BYD ในจีนตอนนี้ไม่ใช่ Tesla แต่เป็น Xiaomi (ที่มีระบบนิเวศ Human x Car x Home แข็งแกร่งมาก) และค่ายรถพันธมิตรของ Huawei (HIMA) ที่ใช้ HarmonyOS เต็มรูปแบบ การที่ BYD เข้าร่วม GIIC คือการ "อุดจุดอ่อน" เรื่อง Ecosystem ของตัวเอง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ทางลัดสู่ Super App: แทนที่ BYD จะสร้าง OS หรือมาตรฐาน IoT ของตัวเองใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและเสี่ยงต่อการล้มเหลว การกระโดดเข้าใส่มาตรฐานกลางที่มี Huawei และ Haier หนุนหลังอยู่แล้ว คือทางลัดที่ฉลาดที่สุดในการเข้าถึงฐานผู้ใช้งาน Smart Home จำนวนมหาศาลทันที การยกระดับแบรนด์: การขยับจากผู้ผลิตรถยนต์ สู่ผู้ให้บริการไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Provider) จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ BYD และสร้างความภักดี (Brand Loyalty) ให้ลูกค้าเปลี่ยนค่ายยากขึ้น เพราะรถยนต์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านไปแล้ว วิเคราะห์แรงกระเพื่อมสู่อุตสาหกรรม การขยับตัวของ BYD ครั้งนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้: ต่อผู้บริโภค: ผู้ใช้รถ BYD จะได้รับประสบการณ์ที่สะดวกสบายขึ้นอย่างก้าวกระโดด แอปพลิเคชันที่เคยแยกส่วนจะถูกยุบรวม การสั่งงานข้ามอุปกรณ์จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน (Standard Feature) ไม่ใช่ลูกเล่นราคาแพงอีกต่อไป นอกจากนี้ เราจะได้เห็นโชว์รูมรูปแบบใหม่ที่เป็น "Human-Vehicle-Home Experience Spaces" ที่ลูกค้าสามารถทดลองซื้อรถพร้อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกันได้ในที่เดียว ต่ออุตสาหกรรม Smart Home: การที่ค่ายรถเบอร์ 1 ของจีนรองรับมาตรฐานนี้ จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์อื่นๆ (นอกเหนือจาก Haier หรือ Midea) ต้องเร่งปรับตัวให้รองรับมาตรฐาน GIIC/HarmonyOS ตามไปด้วย เพื่อให้สินค้าของตนขายได้กับเจ้าของรถ BYD ที่มีจำนวนมหาศาล ต่อคู่แข่งและมาตรฐานโลก: นี่อาจเป็นการบีบให้ค่ายรถยนต์อื่นๆ ต้องเลือกข้าง ระหว่างการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรนี้ หรือพยายามดันมาตรฐาน Apple CarPlay / Android Auto ให้ลึกขึ้นในระดับ Hardware Control ซึ่งจะทำให้การแบ่งขั้วของเทคโนโลยี (Tech Decoupling) ชัดเจนยิ่งขึ้น บทสรุป การยื่นใบสมัครเข้าร่วม GIIC ของ BYD ในช่วงปลายปี 2025 นี้ ไม่ใช่เพียงข่าวธุรกิจธรรมดา แต่คือ "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่ BYD กำลังจะเติมเต็ม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า สู่ผู้นำด้านนวัตกรรม AIoT (AI + IoT) อย่างเต็มตัว การผนึกกำลังระหว่าง "ฮาร์ดแวร์ยานยนต์ที่มียอดขายสูงสุด" กับ "ระบบนิเวศ HarmonyOS ที่เติบโตเร็วที่สุด" จะสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง 'บ้าน' และ 'รถ' จางหายไป และนี่คือสัญญาณเตือนไปยังคู่แข่งทั่วโลกว่า สงครามยานยนต์ยุคต่อไป จะวัดกันที่ใครเชื่อมต่อชีวิตผู้คนได้แนบเนียนกว่ากัน Credit : carnewschina Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 28 ธ.ค. 68
อ่าน
AH เผยบ.ร่วมทุนทุ่ม 120 ล้านดอลลาร์สร้างโรงงานใหม่ในสหรัฐ
#AH #ทันหุ้น-บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH เผยบริษัทร่วมทุน SODECIA AAPICO ลงทุน 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ในรัฐเซาท์แคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตและจัดส่งโครงแชสซี (Ladder Frame) ให้กับ Scout Motors โรงงานขนาด 400,000 ตารางฟุตแห่งนี้จะเป็นหนึ่งในโรงงานที่ทันสมัยที่สุดในภูมิภาค และคาดว่าจะสร้างการจ้างงานเกือบ 400 ตำแหน่ง โดยพิธีวางศิลาฤกษ์จัดขึ้นวันที่ 8 ธันวาคม 2568SODECIA และ AAPICO ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ได้ประกาศจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเชิงกลยุทธ์โดยถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อผสานความเชี่ยวชาญและตอบสนองความต้องการด้านโครงแชสซีของ Scout Motors ซึ่งเป็นแบรนด์ภายใต้กลุ่ม Volkswagenการลงทุนนี้จะทำให้บริษัท SODECIA AAPICO JV เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญให้กับ Scout Motors ผู้ซึ่งกำลังฟื้นฟูแบรนด์รถยนต์อเมริกันระดับตำนาน และอยู่ระหว่างการก่อสร้างศูนย์การผลิตใหม่ในเมืองไบล์ธวูด รัฐเซาท์แคโรไลนา ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพื้นที่โครงการพิธีวางศิลาฤกษ์ของโรงงานจะจัดขึ้นในวันที่ 8 ธันวาคม 2568 โดยโรงงานถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัย ระบบอัตโนมัติขั้นสูง และระบบจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานระดับโลก ซึ่งคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายในปี 2570การลงทุนครั้งนี้จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมยานยนต์ในท้องถิ่น สร้างงานที่มีคุณภาพจำนวนมาก และดึงดูดผู้ผลิตชิ้นส่วนรายอื่นให้เข้ามาลงทุนเพิ่มเติม พร้อมสนับสนุนการพัฒนาแรงงานในเขตออเรนจ์เบิร์กและพื้นที่โดยรอบ**ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ด้วยศักยภาพระดับโลกSODECIA เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 1 ชั้นนำ มีสำนักงานใหญ่ในประเทศโปรตุเกส และดำเนินงานมากกว่า 40 แห่งทั่วยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และเอเชีย โดยเชี่ยวชาญด้านการออกแบบวิศวกรรม ชิ้นส่วนโครงสร้าง และระบบส่งกำลังAAPICO เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับ Tier 1 จากประเทศไทย จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีประสบการณ์กว่า 30 ปี เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์จับยึดสำหรับการประกอบรถยนต์ (Assembly Jigs) แม่พิมพ์ปั๊มโลหะ และผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ต่าง ๆ เช่น โครงช่วงล่างรถกระบะ ชิ้นส่วนตีอัดขึ้นรูป ชิ้นส่วนโลหะกลึงเจียผิว ชิ้นส่วนหล่อโลหะ และชิ้นส่วนพลาสติกทั้งสองบริษัทมีความมุ่งมั่นร่วมกันในด้านคุณภาพ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความเป็นเลิศในการดำเนินงาน การร่วมทุนครั้งนี้สะท้อนวิสัยทัศน์เดียวกันในการขยายธุรกิจระดับโลก และการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสูง คุ้มค่า และตรงเวลาให้กับตลาดอเมริกาเหนือนายเย็บ ซูชวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AAPICO กล่าวว่า: “เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ AAPICO ด้วยทรัพยากรและความร่วมมือของทั้งสองบริษัท รวมถึงความเชื่อมั่นจาก Scout Motors ความสำเร็จจึงเป็นเป้าหมายเดียวของเรา”ด้านนายรุย มอนเตโร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SODECIA กล่าวว่า: “โครงการนี้สะท้อนพลังของความร่วมมือ ด้วยการผสานจุดแข็งของทั้งสองบริษัท เรากำลังก่อสร้างโรงงานระดับโลกที่พร้อมส่งมอบคุณค่าแก่ลูกค้า และสร้างโอกาสระยะยาวให้กับชุมชนท้องถิ่น”
ทันหุ้น • 3 ธ.ค. 68
อ่าน
AHปีหน้าลุยขยายโรงงาน มั่นใจตลาดรถยนต์ฟื้น
#AH #ทันหุ้น – AH ลั่น ภาพรวมอุตสาหกรรมผ่านต่ำสุดแล้วปีนี้ เชื่อปีหน้าฟื้นตัว พร้อมลุยเดินหน้าขยายโรงงานงานทั้งในไทย -ต่างประเทศ เพื่อรองรับออเดอร์ใหม่ ดันเติบโต คาดรายได้ปี 2569 สูงกว่าปีนี้ โบรกมองทิศทางธุรกิจเริ่มฟื้นตัว จ่อจากบุ๊กคำสั่งซื้อสินค้าใหม่ 200 ล้านบาท Q2/2569นายเย็บ ซู ชวน ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาปิโก ไฮเทค จำกัด (มหาชน) หรือ AH ประกอบธุรกิจผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการหลังการขาย และธุรกิจให้บริการด้านเทคโนโลยี เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน ตลาดรับจ้างผลิต (OEM) จีนมาแรงมาก ขณะที่สถานการณ์อุตสาหกรรมยานยนต์ปีนี้ยังไม่ได้ฟื้นตัวดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว โดยยังคงหวังว่าสถานการณ์ปีหน้าจะดีขึ้นกว่าปีนี้ เนื่องจากมองว่าภาพรวมตลาดปัจจุบันคาดจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และจะเริ่มเห็นทิศทางเป็นขาขึ้นได้ในปีหน้า@เดินหน้าขยายโรงงานในส่วนภาพรวมธุรกิจของบริษัทในปี 2569 มองว่าถ้าหากตลาด OEM รถยนต์ดีขึ้นจะส่งผลบวกต่อบริษัท ซึ่งบริษัทมีโรงงานทั้งในประเทศจีน มาเลเซีย และกำลังจะเปิดโรงงานที่สหรัฐฯ รวมถึงกำลังพิจารณาตั้งโรงงานที่อินเดีย ขณะที่ประเทศไทยยังเดินหน้าขยายโรงงานต่อเนื่องสำหรับการลงทุนบริษัทยังคงเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บริษัทขยายใหญ่ขึ้น โดยเริ่มต้นจากประเทศไทยและตามด้วยการขยายไปต่างประเทศทำให้มีกำลังการผลิตที่ใหญ่มากขึ้น ซึ่งลูกค้าในประเทศไทยกับต่างประเทศเป็นลูกค้าเดียวกัน ทำให้มีโอกาสที่ขยายฐานลูกค้าต่างประเทศได้มากขึ้น อีกทั้งถ้าหากบริษัทจากประเทศจีนเข้ามายังประเทศไทย จะทำให้บริษัทมีโอกาสได้รับออเดอร์มากขึ้น ซึ่งรายได้ส่วนใหญ่มาจากรถยนต์เป็นหลัก@ลุ้นรับออเดอร์ใหม่ทั้งนี้การเติบโตของรายได้ในปี 2569 คาดว่าจะยังคงเติบโตมากกว่าหรือใกล้เคียงกับปี 2568 ซึ่งอาจเห็นออเดอร์จากค่ายรถยนต์ใหม่ๆ ที่เข้ามายังประเทศไทยมากขึ้นด้านตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ไม่ได้เข้ามา Disrupt ธุรกิจของบริษัท เนื่องจากสินค้าอะไหล่รถยนต์ของบริษัทประมาณ 95% สามารถใช้ร่วมกับรถยนต์ EV ได้ ยกตัวอย่างเช่น บอดี้รถยนต์ เก้าอี้ เป็นต้น“อาปิโก ยังคงเดินหน้าทำงานให้ดีที่สุด ให้ปันผลทุกปี ทำให้บริษัทมีระเบียบวินัย รวมถึงความซื่อสัตย์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ” นายเย็บ ซู ชวน กล่าว@อัพกำไรปีนี้ขึ้นบริษัทหลักทรัพย์ ลิเบอเรเตอร์ จำกัด ระบุว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดการดำเนินงานจะอ่อนลง QoQ แต่ได้รับผลจากปัจจัยฤดูกาล โดยคาดแนวโน้มต่อจากนี้จะเห็นการฟื้นตัวขึ้นจากผ่านช่วงต่ำสุดแล้วในปีที่ผ่านมา อีกทั้งปีหน้าจะมีการผลิตชิ้นส่วนใหม่มาเติม ซึ่งมองว่าราคาหุ้นปัจจุบันน่าสนใจมากขึ้น ซื้อขายบน P/E2569E เพียง 5.3 เท่า ผลตอบแทนเงินปันผลราว 6% ต่อปี และคาดจะกลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง เราจึงเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 16.10 บาททั้งนี้ฝ่ายวิจัยปรับประมาณการกำไรปี 2568 ขึ้นเป็น 10% จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่เข้มงวดและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตทำให้ต้นทุน แต่มีปรับลดยอดขายลงจากยอดขายที่น้อยกว่าคาดเหลือ 25,259 ล้านบาท หดตัว 5%ส่วนปีแนวโน้มปี 2569 คาดจะกลับมาเติบโต YoY ได้ส่วนหนึ่งจากฐานที่ต่ำ อีกทั้งในปีหน้า AH จะได้ยอดขายจากสินค้าใหม่เข้ามาในช่วงไตรมาส 2/2569 ราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นส่วนสนับสนุนการดำเนินงานอีกทาง ในส่วนยอดขายคาดเติบโตเพียง 3% YoY แนวโน้มอัตรากำไรขั้นต้นคาดปรับขึ้นเป็น 9% เนื่องจากปีก่อนได้รับผลกระทบจากปัญหาการผลิตในโปรตุเกส และคาดกำไรปกติจะอยู่ที่ 818 ล้านบาท เติบโต 8% YoY
ทันหุ้น • 1 ธ.ค. 68
อ่าน
มอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจใน Motor Expo 2025
ที่งาน The 42nd Thailand International Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 นอกจากจะมีรถยนต์ กระบะ หรือรถไฟฟ้า EV เป็นไฮไลท์ในงานแล้ว อีกมุมนึงยังมีรถมอเตอร์ไซค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาเปิดตัวกันที่งานด้วยครับ โดยในวันนี้เราจะมาดูกันว่ามีรุ่นไหนที่น่าสนใจกันบ้าง BMW R 1250 RT BMW R 1250 RT คือรถมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางที่ต้องการทั้งพลังและความผ่อนคลาย ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บอกเซอร์ BMW ShiftCam ในตำนาน ที่มอบแรงฉุดอันทรงพลังในทุกช่วงความเร็วรอบ ไม่ว่าจะบนทางหลวงหรือเส้นทางภูเขาคดเคี้ยว รูปลักษณ์ด้านหน้าใหม่มีความไดนามิกและเพรียวบางยิ่งขึ้น พร้อมไฟหน้า LED แต่ยังคงคุณสมบัติที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างเหนือระดับ ด้วยการติดตั้งจอภาพ TFT ขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว ซึ่งรวมทั้งแผงหน้าปัด ระบบนำทางด้วยแผนที่ และระบบสาระบันเทิงไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่สำคัญ เช่น ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแอ็คทีฟ (ACC), ช่องเก็บสมาร์ทโฟนพร้อมระบบชาร์จแบบไร้สาย (Induction) และช่อง USB รวมถึงปุ่มกดรายการโปรด 4 ปุ่ม ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยยังคงมีสมาธิอยู่บนเส้นทาง Ducati Multistrada V2 Ducati Multistrada V2 ใหม่ คือรถจักรยานยนต์ที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด "Unlock Everyday Adventure" เพื่อมอบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ, ความสามารถในการทัวริ่ง, และความง่ายในการใช้งาน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V2 Twin-Cylinder ที่เบาที่สุดเท่าที่ Ducati เคยผลิต (น้ำหนักเพียง 54.4 kg) ให้กำลัง 115 hp และมีระบบวาล์วแปรผัน (Variable Timing) ที่มอบทั้งพละกำลังในช่วงรอบสูงและความนุ่มนวลในช่วงรอบต่ำ โครงสร้างตัวถังใช้เฟรม Aluminum Monocoque ใหม่ทั้งหมด ทำให้น้ำหนักรถลดลง 18 kg เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เสริมด้วยหลักสรีรศาสตร์ที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เช่น เบาะนั่งที่สามารถปรับความสูงได้ และล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว เพื่อเพิ่มการควบคุมและความคล่องตัว Honda CBR500R Honda CBR500R มาพร้อมกับคอนเซปต์ "Ignite The Race" และการปรับโฉมใหม่ทั้งคัน เพื่อยกระดับความสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ด้วยชุดแฟริ่งและไฟหน้า-ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว รวมถึงการเพิ่มออพชันระดับท็อป ช่วงล่างและระบบความปลอดภัย ได้รับการอัปเกรดด้วยโช้กหน้าแบบหัวกลับ Showa SFF-BP และระบบเบรกหน้าแบบ ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิปเปอร์แบบ Radial Mount 2 ลูกสูบ และระบบ ABS หน้า-หลัง ทำให้เป็นรถบิ๊กไบค์สปอร์ตยอดนิยมที่มอบความคุ้มค่าและสมรรถนะที่น่าประทับใจ Harley-Davidson Low Rider S Harley-Davidson Low Rider ST (MY2025) คือรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Cruiser ที่ผสมผสานดีไซน์แบบ FXRT ยุคคลาสสิกของ West Coast เข้ากับสมรรถนะที่ทันสมัยอย่างลงตัว หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 High Output V-Twin ใหม่ ที่ให้กำลัง 114 แรงม้า และแรงบิด 128 ft-lb พร้อมท่อไอเสีย Two-Into-One และชุดดูดอากาศ Heavy Breather Intake ที่ให้พลังที่ดุดันยิ่งขึ้น ตัวรถมาพร้อมกับแฟริ่งติดเฟรมที่ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ CFD ช่วยลดความล้าจากลม และมีระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock ที่ปรับจูนใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง นอกจากนี้ ยังติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ไฟส่องสว่าง All-LED ทั้งคัน, หน้าจอแสดงผลขนาด 4 นิ้ว ที่แสดงผลมาตรวัดอนาล็อกรวมกับจอแสดงผลดิจิทัลแบบมัลติฟังก์ชัน และ Selectable Ride Modes 3 โหมด (Road, Rain, Sport) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับขี่ได้อย่างละเอียด Lambretta J200 Lambretta J200 2025 รุ่น Starwave คือสกู๊ตเตอร์สไตล์อิตาลีคลาสสิกที่ถูกเปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของ J-series ในอดีต ซึ่งยังคงรักษา DNA ความเป็น LowLong และรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่สง่างามของ Lambretta ไว้ ตัวรถมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยไฟ LED แบบเต็มระบบรอบคัน รวมถึงไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ขุมพลังคือเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยของเหลว ความจุ 174.5 ซีซี ให้กำลัง 17 แรงม้า พร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่ที่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ และยกระดับความล้ำสมัยด้วยหน้าจอแสดงผล TFT ทำให้ J200 เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างจิตวิญญาณคลาสสิกในยุค 60s กับเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ตอบโจทย์การขับขี่ในยุคปัจจุบัน Royal Enfield Classic 650 Royal Enfield Classic 650 Twin คือที่สุดแห่งรถคลาสสิกที่ผสานเอกลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับขุมพลังสมัยใหม่ โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 648 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง (Parallel Twin) ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีบุคลิกที่นุ่มนวลและสง่างาม แต่ยังคงพร้อมตอบสนองด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม (กำลัง 46.4 Hp, แรงบิด 52.3 Nm) พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาด้วย Teardrop Tank (ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ), ท่อไอเสียคู่แบบปลายแตร peashooter ที่เป็นโครเมียมเงางาม และไฟหน้าทรงปีกหมวก (Nacelle Headlamp) ที่ผสานไฟ LED เข้ากับไฟคู่ Tiger Eyes อันเป็นสัญลักษณ์ เพื่อความมั่นคงและความสบายในการขับขี่ ตัวรถติดตั้งระบบกันสะเทือนจาก Showa ทั้งด้านหน้าและโช้คอัพหลังคู่ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาพร้อมแผงหน้าปัด Retro-Analogue ที่มีหน้าจอ LCD ดิจิทัลแสดงข้อมูลครบครัน และชุดควบคุมพร้อมสวิตช์แบบเรโทรและพอร์ตชาร์จ USB Suzuki DR-Z4S Suzuki DR-Z4S คือที่สุดของรถจักรยานยนต์สไตล์ Dual-Sport ที่ผสานความแข็งแกร่งของรถ Enduro เข้ากับความสามารถในการใช้งานบนถนนได้อย่างลงตัว โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ DOHC 398 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มอบพละกำลังและความทนทานสูง พร้อมระบบ Suzuki Clutch Assist System (SCAS) (Slipper Clutch) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลและควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพพื้นผิว หัวใจของการลุยคือระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ KYB ที่ปรับได้ทั้ง Compression และ Rebound พร้อมระยะยุบที่ยาวพิเศษ (หน้า 280 มม. / หลัง 296 มม.) เสริมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่พร้อมลุย เช่น ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมขนาด (21/18 นิ้ว) และ การ์ดเครื่องยนต์อะลูมิเนียม รวมถึงแผงหน้าปัด Full LCD Meter และไฟหน้า LED ที่ทันสมัย ทำให้ DR-Z4S เป็นรถที่ครบเครื่องสำหรับการผจญภัยในทุกเส้นทาง Tromox M05 Tromox M05 คือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นนิยามใหม่ของ Caf Racer สำหรับการเดินทางในเมือง ด้วยดีไซน์สไตล์ Retro-Caf Racer ที่โฉบเฉี่ยวผสานความทันสมัย ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 88 กก. ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ 3 kW Brushless Motor ที่ติดตั้งที่ล้อหลัง ให้ความเร็วสูงสุด 70 กม./ชม. และมีแบตเตอรี่แบบ LFP 2.3 kWh ที่สามารถถอดออกมาชาร์จได้สะดวก ให้ระยะทางวิ่งประมาณ 80-85 กม. ต่อการชาร์จเต็ม โครงสร้างตัวถังมีความแข็งแกร่งด้วยเฟรมน้ำหนักเบาและ Dual Swingarm พร้อมโช้คหน้าแบบหัวกลับ และระบบเบรกดิสก์ไฮดรอลิก นอกจากนี้ รุ่น Pro ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ABS และ Blind Spot Detection BSD ทำให้ Tromox M05 เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่รวมเอาสไตล์ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยไว้ในแพ็คเกจเดียว Triumph Trident 800 Triumph Trident 800 คือรถมอเตอร์ไซค์ Naked Roadster พิกัดกลางที่ผสมผสานประสิทธิภาพอันทรงพลังเข้ากับความคล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมืองได้อย่างลงตัว โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง (Triple Engine) ขนาด 798 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 84 Nm พร้อมระบบ Triumph Shift Assist (Quickshifter Up/Down) และคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ (Rain, Road, Sport) ตัวรถมีน้ำหนักเปียกเพียง 198 กก. ติดตั้งช่วงล่างปรับได้จาก Showa และระบบเบรกดิสก์คู่หน้า 310 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 4 ลูกสูบ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ เช่น Cornering ABS และ Traction Control หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LCD Multifunction ผสานจอ TFT สี ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนพร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth ทำให้ Trident 800 เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ต้องการรถที่มีสไตล์ Naked สุดดุดัน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า All New Yamaha Aerox 2025 All New Yamaha Aerox 2025 คือสุดยอด SuperSport Automatic ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมดรอบคัน โดยได้ DNA รถ R-Series มาอย่างเข้มข้น ทั้งในเรื่องของดีไซน์ Full Fairing ที่สปอร์ตดุดัน และการอัปเกรดโครงสร้างด้วย New Frame แบบ Center Tunnel ที่เสริมความแข็งแกร่งและลดการบิดตัว เพื่อการควบคุมที่มั่นคงและนิ่งขึ้นแม้ในความเร็วสูง หัวใจคือเครื่องยนต์ Blue Core 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA และลูกสูบ Forged ที่ให้แรงบิดและกำลังต่อเนื่องในทุกย่านความเร็ว นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม เช่น ไฟหน้า Dual Projector LED, เรือนไมล์ Negative LCD ที่รองรับ Y-Connect และแสดงผลได้ 3 โหมด, โช้คหน้าขนาดแกน 30 มม. ที่ปรับเซ็ตอัพใหม่, ดิสก์เบรกหลัง (ในรุ่นท็อป), และระบบความปลอดภัย ABS (เฉพาะด้านหน้า) ทำให้ Aerox 2025 เป็น Automatic ที่เร็ว แรง และควบคุมง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน ZONTES 368D ZONTES 368D คือรถบิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด "Folding The City" เน้นความคล่องตัวและประสิทธิภาพระดับสูง ด้วยเครื่องยนต์ High-Compression Engine ขนาด 368 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 38.7 แรงม้า และแรงบิด 40 Nm ซึ่งถือว่าแรงที่สุดในคลาส Scooter ไม่เกิน 400 ซีซี พร้อมด้วยการลดน้ำหนักรถลงกว่า 20 กก. ทำให้มีน้ำหนักรวมของเหลวเพียง 175 กก. ส่งผลให้การควบคุมคล่องแคล่วใกล้เคียงรถเล็ก จุดเด่นด้านเทคโนโลยีคือระบบเบรก J.Juan พร้อม Cornering ABS และ Traction Control รวมถึงโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down ที่ปรับจูนใหม่เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นคง นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์สมัยใหม่ เช่น หน้าจอ TFT Full Color LCD ขนาด 6.75 นิ้ว ที่สามารถ Mirror Screen เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้, ระบบ Keyless Control 3.0, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัจฉริยะ TPMS และโหมดขับขี่ 2 โหมด (Sport / Eco) ทำให้ ZONTES 368D เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหา Big Scooter ที่มีทั้งความแรง เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่า นี้ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์บางส่วนที่น่าสนใจซึ่งจะไปจัดแสดงกันที่งานนะครับ ยังมีรถที่น่าสนใจอีกมากมายกันที่งาน สำหรับใครที่อยากไปงาน Motor Expo 2025 ซึ่งงานนี้จะจัดที่ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 ใครสนใจก็แวะไปติดตามกันได้ครับ Credit : motorexpo
ข่าวยานยนต์ • 25 พ.ย. 68
อ่าน
AI ไม่ชะลอ! ผลประกอบการ Nvidia แรง ดันชิปยักษ์เอเชียทะยานรับกระแสลงทุน
#Nvidia #ทันหุ้น - สำนักช่าว CNBC ได้ระบุว่า หุ้นชิปในเอเชียปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งในการซื้อขายช่วงเช้าวันพฤหัสบดี หลังจากที่ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายสำคัญของอเมริกา รายงานผลประกอบการไตรมาสสามที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ไม่ได้ทำให้การเติบโตของอุตสาหกรรม AI ชะลอตัวลงSK Hynix ของเกาหลีใต้ลดกำไรที่ทำได้ลงเล็กน้อย แต่ยังคงเพิ่มขึ้นเกือบ 2% ผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายนี้เป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ในการจัดหาหน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูง (High-Bandwidth Memory) ที่ใช้ในแอปพลิเคชัน AISamsung Electronics ซึ่งเป็นผู้จัดหาหน่วยความจำให้กับ Nvidia เช่นกัน เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% บริษัทกำลังเร่งตาม SK Hynix ในด้านหน่วยความจำแบนด์วิดธ์สูงเพื่อรับสัญญากับ Nvidia เพิ่มขึ้นTaiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิปตามสัญญารายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นผู้ผลิตการออกแบบชิปส่วนใหญ่ของ Nvidia เพิ่มขึ้นกว่า 4% ในไทเปHon Hai Precision Industry หรือที่รู้จักกันในชื่อ Foxconn และเป็นผู้ผลิตเซิร์ฟเวอร์แร็คที่ออกแบบมาสำหรับงาน AI ปรับขึ้น 3.28%การปรับขึ้นของบริษัทชิปยักษ์ใหญ่ในเอเชียเกิดขึ้นหลังจากที่ผลประกอบการของ Nvidia ทำได้ดีกว่าที่ Wall Street คาดการณ์ไว้เมื่อวันพุธ พร้อมทั้งให้แนวโน้มยอดขายสำหรับไตรมาสที่สี่ที่แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้ยอดขายและแนวโน้มของ Nvidia ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดโดยอุตสาหกรรมเทคโนโลยีในฐานะสัญญาณของสุขภาพการเติบโตของ AI และผลประกอบการของบริษัทเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของตลาดเมื่อเร็ว ๆ นี้เกี่ยวกับฟองสบู่ AIอย่างไรก็ตาม Rolf Bulk นักวิเคราะห์วิจัยตราสารทุนจาก New Street Research บอกกับ CNBC ว่า ผลลัพธ์และการคาดการณ์ที่แข็งแกร่งของบริษัทควรจะช่วยบรรเทาความกังวลเรื่องฟองสบู่ AI ได้ในทันทีBulk กล่าวว่า "ความต้องการมีความหลากหลาย โดยมีบริษัท AI-native ติดตั้งโซลูชัน AI แบบ agentic และองค์กรต่าง ๆ ก็เริ่มนำ AI มาใช้กับผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ของตนมากขึ้น""เราคาดว่าผลประกอบการของ Nvidia จะขับเคลื่อนการประเมินกำไรที่สูงขึ้นทั่วทั้งภาคส่วน รวมถึง TSMC ซัพพลายเออร์ GPU หลัก, SK Hynix และ Samsung ผู้จำหน่ายหน่วยความจำ, และห่วงโซ่คุณค่าของส่วนประกอบและประกอบย่อยในเอเชียในวงกว้าง" เขากล่าวเสริมในโตเกียว Renesas Electronics ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์หลักของ Nvidia ลดกำไรที่ทำได้ลงเล็กน้อย แต่ยังเพิ่มขึ้น 1.51% Tokyo Electron ซึ่งเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์สำคัญในการผลิตชิปให้กับโรงหล่อที่ผลิตชิปของ Nvidia เพิ่มขึ้น 5.67% Lasertec ผู้ผลิตอุปกรณ์ชิปสัญชาติญี่ปุ่นอีกราย เพิ่มขึ้นมากกว่า 6%SoftBank กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีของญี่ปุ่น พุ่งขึ้นเกือบ 7% เมื่อเปิดตลาด และล่าสุดซื้อขายเพิ่มขึ้น 2.66% แม้ว่าบริษัทจะเพิ่งขายหุ้น Nvidia ออกไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ Softbank ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ Arm บริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของอังกฤษ ซึ่งเป็นผู้จัดหาสถาปัตยกรรมและการออกแบบชิปให้กับ NvidiaSoftBank ยังมีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ AI จำนวนหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีของ Nvidia รวมถึงโครงการ Stargate มูลค่า 5 แสนล้านดอลลาร์สำหรับศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ“มีการพูดถึงฟองสบู่ AI มากมาย” Jensen Huang ซีอีโอของ Nvidia กล่าวกับนักลงทุนในการประชุมรายงานผลประกอบการ “จากมุมมองของเรา เราเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปมาก”ที่มา https://www.cnbc.com/2025/11/20/asian-chipmakers-rally-after-nvidia-beats-forecasts-and-paints-a-hotter-sales-outlook.html
ทันหุ้น • 20 พ.ย. 68
อ่าน
EASTสินเชื่อใหม่โต30% เน้นขยายฐานเมืองกทม.
#EAST #ทันหุ้น – EAST แนวโน้มผลงานไตรมาส 4/2568 คาดเติบโตต่อเนื่อง QoQ ซึ่งได้รับอานิสงส์จากการเข้ามาถือหุ้นของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ทำให้มีต้นทุนเงินที่ต่ำและมีฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น โดยคาดหวังว่าสินเชื่อใหม่ปีนี้ เพิ่มขึ้น 30% ปัจจุบันมีพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมดประมาณ 7,000 ล้านบาท และคุม NPL ไว้ที่ระดับ 5% พร้อมวางกลยุทธ์การเติบโตผ่านช่องทางออนไลน์ ย้ำเน้นขยายตลาดตัวเมืองกรุงเทพฯนายดนุชา วีระพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตะวันออกพาณิชย์ลีสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ EAST ประกอบธุรกิจให้บริการสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง และสินเชื่อให้เงินกู้แก่ผู้ประกอบการซื้อรถยนต์ เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดจะสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2568 ที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 24.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 233.98% YoY มีรายได้รวม 202.13 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.42% YoY โดยมีสาเหตุการเติบโตมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างฐานของทุนที่ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 2568 และมีภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้นจากการมีผู้ถือหุ้นใหญ่เข้ามาถือหุ้น อย่าง Itochu Corporation กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นทั้งนี้การเติบโตของกำไรส่วนหนึ่งมาจากการเพิ่มทุนของผู้ถือหุ้นใหม่ ส่งผลให้บริษัทมีต้นทุนการเงินที่ต่ำและมีฐานเงินที่ใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถปล่อยสินเชื่อได้โดยไม่มีปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งการขยายสินเชื่อในไตรมาส 4/2568 และปีหน้าขึ้นอยู่กับภาวะการปล่อยสินเชื่อและยอดขายรถยนต์@หวังสินเชื่อใหม่โต 30%โดยบริษัทมองว่าโอกาสที่จะกระทบจากปัจจัยภายนอกจะน้อยกว่ารายอื่น เพราะจะปล่อยสินเชื่อเฉพาะลูกค้ารถญี่ปุ่นที่อยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นคนที่มีเงินเดือนประจำเป็นส่วนใหญ่ โดยสินเชื่อของบริษัทประกอบด้วยสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง 50% ตัวอย่างเช่น Toyota, Honda, Nissan นอกจากนี้บริษัทไม่โฟกัสปล่อยรถจีนหรือรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เนื่องจากรถยนต์มือสองยังตีมูลค่าไม่ได้ในตลาด ส่วนที่เหลืออีก 50% จะเป็นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ (Big Bike) ซึ่งบริษัทตั้งเป้าหมายว่า สินเชื่อใหม่ (New Loan) ในปี 2568 จะเติบโตขึ้น 30% จากปัจจุบันบริษัทมีพอร์ตสินเชื่อรวมทั้งหมดประมาณ 7,000 ล้านบาท@คุม NPL ที่ 5%อีกทั้งบริษัทมีความระมัดระวังเรื่องหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ซึ่งปัจจุบันมี NPL อยู่ที่ระดับ 5% อยู่ในจุดที่ควบคุมได้ ไม่ได้มากหรือน้อยจนเกินไป เพราะถ้าน้อยเกินไปจะถือว่า conservative เกินไป เนื่องจากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ปัจจุบันทำให้การเปิดสินเชื่อไม่ใช่เรื่องง่าย โดยภาพรวมของตลาดรถมือสองเริ่มฟื้นตัว ตลาดได้ผ่านปัจจัยเรื่องราคาที่ปรับตัวลงมาแล้ว ส่วนยอดขายรถใหม่ราคาค่อนข้างนิ่ง อย่างไรก็ดีกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทในอนาคตคือการโฟกัสลูกค้ากลุ่มกลางถึงระดับบน โดยเน้นปล่อยสินเชื่อผ่านทางออนไลน์ ซึ่งบริษัทเริ่มขยายช่องทางออนไลน์มากขึ้นกว่าหน้าร้าน ปัจจุบันสัดส่วนออนไลน์อยู่ที่ประมาณ 20% และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าทุกวันนี้มีการซื้อขายรถยนต์ออนไลน์ค่อนข้างเยอะ ขณะที่คนไปเดินดูรถในหน้าร้านน้อยลง แต่ทั้งนี้บริษัทยังคงยืนยันที่จะทำสินเชื่อในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นหลัก โดยจะควบคุมสินเชื่อได้ง่ายกว่าการทำสินเชื่อต่างจังหวัดที่มีปัจจัยเสี่ยงรวมถึงเรื่องภัยพิบัติ โดยเฉพาะอุทกภัย
ทันหุ้น • 19 พ.ย. 68
ดูเพิ่มเติม