TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#dolby” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
อ่าน
เปิดตัว Jabra Elite 10 หูฟัง Dolby Atmos พร้อม Elite 8 Active หูฟังทนทานที่สุด
RTB Technology ร่วมกับ Studio7 เปิดตัวหูฟังแบบ True Wireless ระดับเรือธง 2 รุ่นจาก Jabra คือ “Jabra Elite 10” ที่เน้นคุณภาพเสียง ซึ่งมาพร้อมระบบ Dolby Atmos และ “Jabra Elite 8 Active” ที่เน้นเรื่องความทนทาน ป้องกันฝุ่นกันน้ำระดับ IP68 เด็บบี้ บาซูในงานเปิดตัว Jabra Elite 10 สำหรับคนรักเสียง Jabra Elite 10 ถือเป็นหูฟังไร้สายแบบ TWS ตัวท็อปสุดของแบรนด์ โดยมาพร้อม Dolby Atmos ที่ให้เสียงได้รอบทิศทางรวมถึงเสียงจากเหนือศีรษะ พร้อมเทคโนโลยี Dolby Head Tracking เพื่อปรับตำแหน่งเสียงในหูฟังให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของศีรษะ แน่นอนว่ารองรับเสียงแบบ Spatial Sound เพื่อให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเพลงได้อย่างเต็มอิ่ม รวมถึง Jabra Advanced Active Noise Cancellation เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนภายนอกที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของ Jabra Jabra Elite 10 มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 10 มม. และไมโครโฟน 6 ตัว สำหรับรับเสียงพูดและตัดเสียงรบกวนทำให้เสียงสนทนาคมชัด สดใส ขณะที่ตัวหูฟังออกแบบมาให้พอดีกับสรีระ ผสานเทคโนโลยี Jabra ComfortFit ที่ช่วยลดแรงดันภายในหู จุกหูฟังเป็นรูปไข่ทำให้ใส่สบาย ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา จึงสวมใส่ได้สบายตลอดทั้งวัน Jabra Elite 10 ขณะเดียวกันยังรองรับ Bluetooth Multipoint Connection ช่วยให้คุณเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์ได้พร้อมกัน และสามารถสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสามารถปรับแต่ง EQ และรูปแบบการใช้งานได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชัน Jabra Sound+ พร้อมมาตรฐานป้องกันละอองน้ำและฝุ่น IP57 และยังมี Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ผ่านบลูทูธได้อย่างรวดเร็ว แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 6 ชม. และเพิ่มเป็น 27 ชม.เมื่อใช้ร่วมกับตลับชาร์จ (เปิด ANC) Jabra Elite 10 ราคา 9,500 บาท มีให้เลือก 3 สี คือ Cream, Titanium Black และ Cocoa ซื้อ Jabra Elite 10 ที่ Shopee ซื้อ Jabra Elite 10 ที่ Lazada Jabra Elite 8 Active สำหรับคนใช้งานโหดๆ Jabra Elite 8 Active Jabra Elite 8 Active จะลดสเปกด้านเสียงลงมานิดหน่อย แล้วเสริมสเปกด้านความทนทานเข้าไปแทน กลายเป็นหูฟังที่อึดที่สุดของจาบร้า เหมาะสำหรับผู้ชอบออกกำลังกายทุกประเภท เพราะทนต่อทุกสภาพอากาศ สามารถใช้งานได้ในที่ๆ มีอุณหภูมิตั้งแต่ -20 ถึง 45 องศาเซลเซียส ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางการทหารจากสหรัฐอเมริกา (MIL-STD-810h) ตัวหูฟังได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 1.5 เมตร รองรับแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 1 เมตร และเป็นครั้งแรกที่ตัวเคสได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 อีกด้วย ขณะเดียวกันมาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 6 มิลลิเมตร และระบบเสียง Spatial Sound Powered by Dolby ช่วยให้เสียงที่คุณได้ยินสมจริงและมีมิติมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Hybrid Active Noise Cancellation ที่ให้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนภายนอกดีขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของ Jabra ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินในที่ลมแรง หรือเป่าผมในห้องแต่งตัว เสียงจากภายนอกก็จะไม่เข้าไปรบกวนคุณ นอกจากนี้ยังมาพร้อมไมโครโฟนที่สามารถตัดเสียงรบกวนได้ 6 ตัว ช่วยให้เสียงสนทนาของคุณคมชัด สดใส ในทุกๆ สภาพแวดล้อม ในเรื่องการสวมใส่มีเทคโนโลยี Jabra ShakeGrip™ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะกับหูฟัง ใส่ออกกำลังกายก็ไม่หลุด และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทวอชผ่านเทคโนโลยี Bluetooth 5.3 และสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri และ Google Assistant ทำให้คุณไม่ต้องพกโทรศัพท์ระหว่างออกกำลังกายอีกต่อไป แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง เมื่อเปิด ANC และเพิ่มเป็น 32 ชั่วโมง เมื่อใช้ร่วมกับตลับชาร์จ Jabra Elite 8 Active ราคา 7,690 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Navy, Caramel และ Dark Grey ซื้อ Jabra Elite 8 Active ที่ Shopee ซื้อ Jabra Elite 8 Active ที่ Lazada ภาพรวมตลาดหูฟังในไทย ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ และคุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ความต้องการหูฟังมีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นอกจากจะชื่นชอบการดูหนังฟังเพลงแล้วยังต้องการใช้หูฟังในการทำงาน เพื่อการประชุมต่าง ๆ บ่อยครั้ง รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ยังใส่ใจสุขภาพ ทำให้การใช้หูฟังในการออกกำลังกายแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้หูฟังที่มีคุณภาพได้รับการตอบรับดีมากขึ้น สำหรับการทำตลาดหูฟังในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ดร.บรรพต กล่าวว่า “อาร์ทีบีฯ ได้วางกลยุทธ์เข้มข้นด้วยการนำเสนอหูฟังและลำโพงหลากหลายรุ่นเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้แก่กลุ่มธุรกิจหูฟัง พร้อมทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้าง” ทางด้าน Mr.Ashim Mathur รองประธานฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก Dolby Laboratories กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับจาบร้า เพื่อเปิดตัว Jabra Elite 8 Active ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Audio และ Jabra Elite 10 ที่มาพร้อมระบบติดตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ Dolby Head Tracking เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่น่าทึ่งให้กับลูกค้าในประเทศไทย” นางสาววิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า จาบร้าเป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่งและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอยู่เสมอ จนเป็นที่มาของการพัฒนาหูฟัง 2 รุ่นล่าสุด โดย Jabra Elite 10 เป็นสุดยอดหูฟัง True Wireless พรีเมียมระดับที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ โดยเป็นหูฟังตัวแรกของตระกูล Elite ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และเทคโนโลยี Dolby Head Tracking ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ยินเสียงที่คมชัดสมจริงเสมือนอยู่ในสถานที่จริง
แบไต๋ • 27 ก.ย. 66
อ่าน
OnePlus Pad Go ยืนยันมาพร้อมลำโพง Dolby Atmos 4 ตัว
หลังจากเปิดตัวแท็บเล็ตเครื่องแรกเมื่อต้นปี ล่าสุด OnePlus เตรียมเปิดตัว OnePlus Pad Go โดยได้รับการยืนยันว่าจะเปิดตัวในอินเดียในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ และบริษัทได้เริ่มเปิดเผยสเปกบางส่วน ทีเซอร์ล่าสุดยืนยันว่าแท็บเล็ตจะมาพร้อมจอแสดงผลความละเอียด 2.5K ตอนนี้ OnePlus ได้ระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะมาพร้อมลำโพง 4 ตัวพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ตามที่บริษัทระบุ อุปกรณ์ดังกล่าวจะมอบ “ประสบการณ์เสียงระดับโรงภาพยนตร์” จับคู่กับจอแสดงผลขนาด 11.35 นิ้วที่มีความละเอียด 2.5K และอัตราส่วนภาพ 7: 5 จนถึงขณะนี้รายละเอียดเกี่ยวกับแท็บเล็ตยังมีจำกัด OnePlus ยังเผยให้เห็นการออกแบบทูโทนในด้านหลัง ซึ่งยังคงดีไซน์แบบเดียวกับ OnePlus Pad ที่มีขอบโค้ง โมดูลกล้องวางอยู่ตรงกลาง แท็บเล็ตได้รับการยืนยันว่ามาในสี Twin Mint ที่มา : Gizmochina.com
แบไต๋ • 27 ก.ย. 66
อ่าน
‘อู่ Kidnappers’ จากคนรักเสียงสู่ Sound Engineer สู่ขอบเขตเทคโนโลยีแผ่นเสียงและ Dolby Atmos
คอฟังเพลงไทยทุกคนต้องรู้จัก Kidnappers วงอิเล็กทรอนิกส์ป็อปที่สร้างชื่อมายาวนาน ตั้งแต่อัลบั้มแรก ‘สแลง’ ในปี 1993 สู่อัลบั้มล่าสุด ‘SIGNAL’ ในปี 2017 มีเพลงฮิตอย่าง ปล่อย, ฝน หรือ เพื่อใคร ซึ่งหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงก็คือคุณอู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ที่นอกจากบทบาทของการเป็นศิลปินแล้ว คุณอู่ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ResurRec โรงงานผลิตแผ่นเสียงของไทย ที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่มาสเตอร์จนออกมาเป็นแผ่นเสียง แต่วันนี้แบไต๋จะโฟกัสในอีกบทบาทหนึ่งของคุณอู่คือวิศวกรเสียง ว่าหน้าที่ที่เราเคยได้ยินมานานมากอย่าง Sound Engineer นี้ แท้จริงแล้วทำอะไรบ้าง และคุยล่วงเลยไปถึงเรื่องระบบเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos ที่คุณอู่ก็เป็นแกนนำ ปลุกกระแสเพลงแบบรอบทิศทางในไทยเช่นกันครับ ปัจจุบันคุณอู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ เป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ที่บริษัท กันตนาซาวด์สตูดิโอ ดูแลเรื่องเสียงในภาพยนตร์ทั้งหมด ในขณะเดียวกันคุณอู่ก็มี A Lab By Kantana Sound Studio ก็ทำทางด้านเพลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น มิกซ์เสียงเพลง ทำ Mastering เพลง หรือว่ามิวสิกสกอร์สำหรับภาพยนตร์ รวมถึงโปรดิวส์เพลง แต่งานที่กำลังโฟกัสอยู่ตอนนี้คือการมิกซ์เสียงในระบบ Dolby Atmos Music รวมถึงทำ Mastering เพลงสำหรับสตรีมมิ่ง หรือทำมาสเตอร์สำหรับนำไปผลิตแผ่นเสียง เราคุยอะไรกันบ้างคำจำกัดความของ Sound EngineerSound Engineer กับกระบวนการทำเพลงส่งไม้ต่อให้ Mixing Engineerจบงานที่ Mastering Engineerสงครามความดังของเพลง หรือ Loudness Warเครื่องมือทำเพลงเปลี่ยน เพลงก็เปลี่ยนทำไมเพลงรอบทิศทางถูกพูดถึงมากขึ้นการทำเพลงในระบบ Atmos ต่างจากเพลงปกติอย่างไรทำไมเพลงรอบทิศทางบางเพลง แล้วรู้สึกไม่ดีเท่าต้นฉบับสเตอริโอในเชิงเทคนิค Dolby Atmos กับ Sony 360 Reality Audio ต่างกันไหมทำเพลงแอทโมสต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ์ไหมประวัติศาสตร์ Dolby Atmos ในเมืองไทยอนาคตของเพลงเสียงรอบทิศทางเพราะเรามี Passion กับเสียง คำจำกัดความของ Sound Engineer คุณอู่สรุปอย่างง่ายที่สุดว่า Sound Engineer คือคนที่รู้เรื่องการใช้เครื่องมือ แล้วก็ใช้หูในการทำงาน และมีความเข้าใจในเสียง แล้วก็ปรับเครื่องมือเพื่อให้เสียงต่าง ๆ นั้นได้ตามที่ต้องการ หรือผสมเสียงให้กลมกล่อมตามที่สื่อนั้น ๆ ต้องการ จุดขายของอาชีพวิศวกรเสียงคือ หู นอกจากนี้วิศวกรเสียงก็ควรรู้เรื่องฟิสิกส์ของเสียงพื้นฐาน Sound Engineer ทุกคนก็น่าจะเริ่มจากการสนใจเรื่องพวกนี้แหละ ส่วนคณิตศาสตร์ ก็มีคำนวณนิดหน่อย คำนวณพวกค่าดีเลย์ แต่ถ้ารู้เรื่องทฤษฎีดนตรีด้วย ก็มีประโยชน์ เพราะเราทำเพลงอยู่แล้ว เพลงนี้มาในสัดส่วนเท่าไหร่ คีย์อะไร มันก็จะช่วยในการทำงานได้ โดย Sound Engineer แบ่งเป็นหลายประเภทมาก คร่าว ๆ คือ Recording Engineer คือคนบันทึกเสียง Mixing Engineer คือคนมิกซ์เสียง Mastering Engineer คือคนทำมาสเตอร์ นอกจากนี้ยังมี Sound Engineer ในระบบ Live Sound ซึ่งเป็นคนที่ทำเสียงในคอนเสิร์ต Front of House Engineer, Monitoring Engineer ในส่วนของ Audio Post Production ก็ยังมี Sound Engineer แยกย่อยไปอีกมากมาย Sound Engineer กับกระบวนการทำเพลง หลังจากที่ศิลปินแต่งเพลงเสร็จ ซ้อมมาเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นตอนเข้าห้องอัด หน้าที่ของวิศวกรเสียงจะเริ่มต้นที่ Recording Engineer คือจะอัดวิธีไหน จะใช้ไมโครโฟนอะไร จะตั้งไมโครโฟนใกล้ไกลแค่ไหน จากไมโครโฟนแล้วจะไปผ่าน Pre-amp ตัวไหน ผ่าน Mixer ตัวไหน ก็ต้องคิดหมด เช่น อัดเสียงกลอง ก็ต้องจำได้ว่าถ้าเสียงกลอง ใช้ไมค์รุ่นนี้ถึงจะอัดเสียงได้ดี ไมค์ Shure SM57 หรือ AGK 414 รับเสียงได้ต่างกันอย่างไร เราก็ต้องมีความรู้ว่าควรเลือกไมค์ตัวไหนมาใช้ หรือได้ยินเพลง The Beatles เสียงสแนร์แบบนี้ ได้ยินเพลง Oasis เสียงสแนร์แบบนี้ Sound Engineer ก็จะพอฟังออกว่าใช้ไมค์ตัวไหนอัดมา นักดนตรีเกิดอยากได้เสียงตามตัวอย่าง ก็ต้องเลือกให้ถูกว่าควรใช้ไมค์ตัวไหนมาจับเสียง ที่สำคัญ Recording Engineer มีหน้าที่ทำให้การบันทึกเสียงในครั้งนั้น ๆ ผ่านไปได้อย่างราบลื่น จึงต้องมี Human Skill หรือทริกการจัดการคนด้วย ไม่ใช่ว่าเรารู้เรื่องเครื่องมืออย่างเดียว แล้วก็เอาแต่จะอัด อัดไม่ดี อัดใหม่ ไปเรื่อย ๆ ก็ต้องมีเทคนิคเพื่อให้นักดนตรียังมีอารมณ์ในการเล่นที่ดีอยู่ บางทีเราต้องแบบว่า เมื่อกี้ดีแล้วครับ แต่ผมผิดเองขออีกเทคนึงได้ไหมครับ เพื่อรักษาอารมณ์โดยรวมไว้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องจำไว้คือ เพอร์ฟอร์แมนซ์ของศิลปินต้องมาก่อน แล้วเสียงที่ดีมันจะตามมา อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ด้วยอารมณ์ของศิลปิน บางวงเล่นเทคแรกดีสุดแล้ว แล้วเล่นอีกกี่เทคก็ไม่ดี บางวงก็แบบเป็นวอร์มอัป ค่อย ๆ เล่นดีขึ้นเรื่อย ๆ วิศวกรเสียงก็ต้องหาจุดพีคสุดว่าเล่นได้ดีสุดเทคไหน Editing Engineer มาเสริมแล้วสมัยนี้จะมี Editing Engineer อีก มาแก้ไขพวกที่ไม่เนี้ยบต่าง ๆ ตีผิด ร้องผิดร้องเพี้ยน ก็แก้ได้หมด มีการตัดต่อเอาเทคนู้นมาผสมเทคนี้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าสมบูรณ์แบบเกินไปก็ไม่ดี บางทีต้องให้มันเป็นธรรมชาติ จะร้องเพี้ยนนิดนึง แต่มันได้อารมณ์ กว่าร้องตรงหมดแล้ว มันไม่ธรรมชาติ มันไม่ได้อารมณ์ วิศวกรเสียงก็ต้องรู้ว่าจุดนี้ต้องปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น ไม่ใช่ว่าเอาตามหลักเกณฑ์ เอาตามกราฟอย่างเดียว ส่งไม้ต่อให้ Mixing Engineer มาถึงขั้นตอนการมิกซ์เสียง Mixing Engineer จะทำงานต่อจากอัดเสร็จ สมมุติอัดมามีกลองชุด 24 แทร็กจาก 24 ไมค์ เพราะว่ามีแทร็ก Hi-hat แล้วก็ Snare อีก 3 ไมค์ มี Tom อีก 4 ไมค์ Over head อีก 2 ไมค์ มีไมค์บูมอีก ถ้าอัดแยกหมด มันอาจจะมาทั้งหมด 24 แทร็ก แล้วก็มีแทร็กเบส แทร็กกีต้าร์ สมัยนี้น่าจะอัดกันเป็นร้อยแทร็ก ซึ่งหน้าที่ของ Mixing Engineer คือผสมทั้งร้อยแทร็กให้ออกมากลมกล่อมที่สุด เช่นปรับความดัง-เบาของเสียงจุดต่าง ๆ ปรับ EQ หรือใส่เอฟเฟกต่าง ๆ ให้ฟังในลำโพงสเตอริโอแล้วออกมาดีที่สุด ถ้าปรับความสมดุลไม่ดี อย่างเสียงกลองดังมากเลย แล้วเสียงร้องก็จม ๆ มันก็ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ใช่ไหม ซึ่งทุกเพลงที่เราฟังอยู่คือทุกอย่างปรับมาแบบน่าฟังแล้ว คุณอู่มองว่า Mixing Engineer เป็นตำแหน่งที่ทำงานหนักและใช้จินตนาการสูง สามารถทำให้เพลง ๆ หนึ่งกลายเป็นแบบใดก็ได้ เช่นจากต้นฉบับบันทึกเสียงมาชุดหนึ่ง จะมิกซ์ให้เป็นเพลง Heavy Metal ก็ได้ หรือจะมิกซ์ให้เป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์ก็ทำได้ ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้มิกซ์ จบงานที่ Mastering Engineer หลัง Mixing Engineer ปั้นแต่งเพลงจนสมบูรณ์ระดับหนึ่งแล้ว Mastering Engineer จะเข้ามารับช่วงต่อ เป็นคนสุดท้ายที่ได้ปรับเสียงของเพลงนั้นก่อนที่คนฟังจะได้ยินเพลง เพื่อให้เพลงสมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับการเล่นในแหล่งต่าง ๆ เช่น สตรีมมิ่ง, ไวนิล, เทป, ซีดี หรืออะไรก็ตาม ซึ่ง Mastering Engineer จะถูกฝึกมาพิเศษที่จะรู้ว่าทำแบบนี้ หรือปรับแบบนี้แล้ว เสียงจะดีที่สุดในทุกลำโพง ไม่ว่าคนฟังจะไปฟังในวิทยุ ฟังในรถ ฟังในโทรศัพท์ ฟังในเครื่องเสียงเป็นล้านรุ่น ก็ต้องรู้ว่าเพลงนี้ออกไปแล้วมันต้องดีที่สุดในทุกที่ ทำให้มันสมบูรณ์น่าฟังที่สุด แล้วสมัยก่อนที่คนฟังเพลงกันเป็นอัลบั้ม ฟังต่อเนื่อง 10 เพลงไปเรื่อย ๆ Mastering Engineer ก็มีหน้าที่ทำให้เพลงทั้งหมดในอัลบั้ม ที่อาจจะมาจาก Mixing Engineer คนละคนกัน ฟังต่อเนื่องกันได้ดี ปรับให้โทนเสียง มิติเสียงให้มันเท่า ๆ กัน ซึ่งยุคหนึ่งที่เขาแข่งเรื่องความดังของเพลงกันที่เรียกว่า Loudness War ก็คนนี้แหละที่ปรับ สงครามความดังของเพลง หรือ Loudness War เหตุผลที่ทำให้เกิดการแข่งขันความดังของเพลงกันเป็นจริงเป็นจัง แม้กระทั่ง Wikipedia ก็มีบทความเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะทุกค่ายเพลงหรือแม้แต่ตัวศิลปินเองก็ตาม เมื่อปล่อยเพลงออกมาก็อยากให้เพลงได้รับความนิยม แล้วสังเกตไหมว่าเราจะรู้สึกว่าอะไรที่เสียงดังกว่าจะรู้สึกว่าดีกว่า แม้จะดังกว่านิดเดียว เราก็รู้สึกว่ามันเพราะกว่า เรื่องนี้เป็นเหตุผลตามหลักจิตวิทยาเลย โดยเฉพาะเวลาไปเปิดต่อกันในหน้าปัดวิทยุ ทุกคนก็เลยพยายามจะทำให้เพลงตัวเองดังกว่าเพลงอื่น แต่คุณอู่ก็ขอแก้ตัวแทน Mastering Engineer ในยุคนั้นว่าเราไม่ได้อยากจะเปิดสงครามเสียงดังเองหรอก แต่ลูกค้าเราที่อยู่ข้างหลังนั้นแหละที่บอกว่าขอดังอีกได้ไหม ซึ่งพอแข่งกันไปกันมา เราดังกว่า เค้าก็เร่งให้ดังกว่าบ้าง สุดท้ายมันบี้จนไม่เหลืออะไร ไม่ได้สนใจสุนทรียภาพของตัวเพลงเองแล้ว นักดนตรีเองก็อยากจะแต่งให้มีหนักเบาเพื่อที่จะสื่ออารมณ์ พอแข่งกันดังมันก็สูญเสียไปหมด ซึ่งมันก็แข่งกันอยู่พักใหญ่ ๆ จนสตรีมมิ่งออกมาช่วยยุติศึกนี้ โดยการออกกฎว่าความดังของเพลงต้องไม่เกินระดับที่กำหนด ถ้าดื้อ ทำเพลงมาดังกว่ามาตรฐาน ระบบก็จะบังคับลดระดับเสียงลง กลายเป็นว่าถ้าทำระดับเสียงถูกต้องโดยไม่บี้ให้เสียงดังเกินไป สุดท้ายเสียงจะดังกว่าเพลงที่พยายามทำให้เสียงดัง แล้วถูกบังคับให้ลดระดับเสียงลง เป็นอันจบ Loudness War ด้วยประการนี้ สิ่งที่ Sound Engineer ช่วยศิลปินได้มีหลายอย่าง เช่น ถ้าต้องบันทึกเสียงในห้องที่อะคูสติกของห้องไม่เพอร์เฟค Recording Engineer อาจแก้ไขด้วยการเอาอะไรมากั้นนิดหน่อยเพื่อให้เสียงในห้องนั้นมันดีขึ้น หรือถ้าเจอเสียงอะไรมันกวนระหว่างกัน เช่นเสียงเบสไปกินกับเสียง Kick drum ทาง Mixing Engineer ก็ต้องแก้ไข เช่นปรับ EQ ให้มันไม่ซ้อนกัน คนฟัง เวลามิกซ์ส่งมาแล้วก็จะรู้สึกเคลียร์ว่า เออนี่เบส แล้วนี่คิก มันเกาะกันอยู่ แต่ไม่ขี่กัน หรือแก้ไขในเชิงการสร้างสรรค์ผลงาน เช่นนักร้องมีเสียงน้ำลายเยอะ ถ้าคนมีประสบการณ์จะรู้ว่าให้กินแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง แล้วเสียงน้ำลายจะหายไปเพราะแอปเปิ้ลดูดน้ำลายออกไป ก็จะมีทริกจากประสบการณ์ที่อยู่กับห้องอัด อยู่กับนักดนตรีมา เครื่องมือทำเพลงเปลี่ยน เพลงก็เปลี่ยน คุณอู่เล่าว่ากระบวนการทำเพลงในแต่ละยุคมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เครื่องมือก็เปลี่ยนผ่านมาเรื่อย ในปัจจุบันที่มีโปรแกรมสามารถเขียนเพลงขึ้นมาได้เลย มันก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราทำเพลงได้ดีขึ้น แต่ก็มียุคที่เราทำเพลงได้ไม่ดีเท่าเดิม เหมือนจะแย่ลงเพราะไปพึ่งเครื่องมือซะเยอะ มันมียุคที่ไม่อัดกลองจริงนะ ใช้โปรแกรมกลองกันหมด เพราะคิดว่าเสียงมันดีกว่า ก็กลายเป็นยุคที่เสียงทื่อ ๆ จากโปรแกรมกันไปหมด สุดท้ายเราก็กลับไปอัดกลองจริงกัน แต่มันก็เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในเพลง ตอนนี้ย้อนกลับไปฟังเพลงยุค 90s ที่ใช้โปรแกรมกลอง มันก็เป็นเอกลักษณ์ของเพลงในยุคนั้น ๆ อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ซึ่งยุคก่อนยังฟังออกว่าเป็นโปรแกรมหรือเป็นเสียงจริง แต่ยุคนี้เครื่องมือมันทำได้เหมือนมาก จนเขาใช้ซ้อนกัน คือใช้โปรแกรมด้วย ใช้อัดจริงด้วย ผสมกันไปเลย เพราะงั้นตอนนี้เมื่อเครื่องมือมันดีพอ แต่สิ่งที่มาเติมเต็มคือ ความเป็นคนที่เล่น ที่มันมีอารมณ์ มีความเพี้ยนนิดหน่อยที่ทำให้มันรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น แล้วการทำเพลงในระบบแอนะล็อกกับดิจิทัลก็มีลักษณะต่างกัน คาแรคเตอร์ของแอนะล็อกก็ยังมีเสน่ห์มาก ๆ บางอัลบั้มที่บันทึกด้วยเทป 2 นิ้วทั้งชุด อย่าง Daft Punk ชุดสุดท้าย (Random Access Memories) ใช้แอนะล็อกหมด พอฟังจะได้ยินเนื้อเสียงที่ไม่เหมือนระบบดิจิทัล แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดิจิทัลไม่ดี ตอนนี้ 99% ของศิลปินที่ปล่อยเพลงออกมาใช้ดิจิทัลหมดแล้ว ใช้แอนะล็อกน้อยมาก ๆ เพราะมันแพงกว่า มันหายากกว่า มันไม่สะดวกเท่า แต่ดิจิทัลจะมีปลั๊กอินต่าง ๆ ที่เลียนแบบแอนะล็อก เพราะฉะนั้นถ้า Sound Engineer รู้ว่าลักษณะเสียงแอนะล็อกเป็นยังไง เคยได้ยิน หรือจำมันได้ ก็จะมีเทคนิคทำให้เสียงดิจิทัลใกล้เคียงกับเสียงแอนะล็อก เสียงแอนะล็อกเป็นยังไงคุณอู่ให้นิยามเสียงของแอนะล็อกคืออุ่นกว่า นุ่มกว่าเสียงดิจิทัลที่แข็งกระด้าง ด้วยลักษณะของเสียงที่บันทึกแบบแอนะล็อก มันเป็นคลื่นเสียงที่ต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นเสียงดิจิทัล มันถูกบันทึกมาเป็นครั้ง ๆ เช่นเสียงจากแผ่น CD จะถูกบันทึก 44,100 ครั้งต่อวินาที เพราะฉะนั้นมันจะมีช่องว่างในอากาศเล็ก ๆ ที่ไม่ต่อเนื่อง แล้วสมองเราไวมาก ถ้าฟังดี ๆ จับอารมณ์ดี ๆ จะรับรู้ได้ว่ามันมีอะไรขาดไป ซึ่งแม้จะเป็น Hi-Res ที่ขึ้นไปเก็บข้อมูล 192,000 ครั้งต่อวินาที มันก็ใกล้เคียงแอนะล็อกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เหมือน เรื่องความ Warm ความมีชีวิต มันก็ยังเป็นอีกแบบหนึ่ง คนละคาแรกเตอร์กัน ซึ่งก็แล้วแต่รสนิยมผู้ฟัง ทำไมเพลงรอบทิศทางถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่อคุยถึงเรื่องเพลงแบบรอบทิศทางหรือ Spatial Audio ที่บริษัทเทคโนโลยีอย่างแอปเปิ้ลกำลังโปรโมทอยู่ตอนนี้ คุณอู่ให้ความเห็นว่า มันถึงยุคที่เราจะก้าวไปอีกขึ้นหนึ่งแล้ว อย่างตอนโมโนเป็นสเตอริโอ น่าจะราว ๆ ยุค 60s ถึงตอนนี้ก็ 60 กว่าปีแล้ว จากฟังโมโนลำโพงเดียวมาสู่สเตอริโอ 2 ลำโพงทุกคนก็ตื่นเต้นที่ได้ยินเสียงสเตอริโอ ยุคแรกที่เป็นสเตอริโอ นักดนตรีก็เห่อมาก The Beatles มิกซ์กลองอยู่ข้างหนึ่ง เบสอยู่ข้างหนึ่ง ร้องอีกด้านหนึ่ง เพื่อจะโชว์ว่าเป็นเป็นเสียงสเตอริโอนะ ก็จนพัฒนามาเรื่อย ๆ ให้กลมกล่อมขึ้น ทำให้เหมือนจริงมากขึ้น มีมิติ จนทุกวันนี้ Sound Engineer ก็ทำจนมีมิติของเสียงให้กว้างและลึกเกินกว่าตำแหน่งลำโพงที่มีแค่ 2 ตัวได้ มอนิเตอร์แสดงตำแหน่งเสียงต่าง ๆ ที่มิกซ์ในระบบ Dolby Atmos มาถึงระบบ Immersive ในทุกวันนี้ ก็ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา ทั้ง Dolby Atmos Music และ Sony 360 Reality Audio ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มมาจากโรงหนัง จากเดิมที่เป็น 5.1 เป็น 7.1 ก็สร้างเทคโนโลยีอย่าง Atmos ขึ้นมา แล้วก็มากับหนังสตรีมมิ่งพวก Netflix ก่อน ซึ่งคิดต่ออีกนิดเดียวจนมาเป็นเพลง และ Tidal กับ Apple Music เริ่มสตรีมได้ คุณอู่เล่าว่าเคยไปที่ห้องทดลองใต้ดินของ Dolby ที่อังกฤษด้วย ฟังเพลงของ deadmau5 ในระบบแอทโมส ซึ่งในช่วงแรกก็ติดตั้งในผับก่อน ให้ดีเจไปเปิดเล่น คนก็ฮือฮา ดอลบี้ก็เอาไปคิดต่ออยู่หลายปีให้แอทโมสอยู่กับเพลงได้ จริง ๆ ตอนนี้เราก็ยังอยู่ในยุคเพลงแบบ Immersive ที่เพิ่งเริ่มนะ เหมือนยุค The Beatles เห่อเพลงสเตอริโอ ซึ่งความรู้ความเข้าใจของ Sound Engineer ที่มิกซ์เพลงรอบทิศทางมันก็อาจจะยังไม่เข้าที่ ผมก็กลัวมากเลย กลัวว่าถ้าเพลงมิกซ์ออกมาไม่ดีเยอะ ๆ คนฟังก็ไม่ชอบ แล้วกลับไปฟังสเตอริโอ ฟอร์แมตเสียงรอบทิศทางก็จะเจ๊ง อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ผมก็เลยพยายามที่จะช่วยผลักดันให้คนมิกซ์แอทโมสทำได้ดีขึ้นทุกวัน ให้มีผลงานดี ๆ ออกมาให้คนฟังเยอะ ๆ เราไม่ได้เป็นคู่แข่งกันหรอก การทำเพลงในระบบ Atmos ต่างจากเพลงปกติอย่างไร หลักการคือวิศวกรเสียงต้องมิกซ์ให้ดีที่สุดในระบบสเตอริโอก่อน แต่ก่อนที่จะส่งไฟล์มามิกซ์ต่อเป็นระบบแอทโมส Mixing Engineer ก็ควรจะคิดเผื่อไว้ให้ คือเราต้องส่งเป็น Stem แยกเป็นสะเต็มกลอง สะเต็มคีย์บอร์ด, สตริง, ร้องประสาน การแยกอย่างนี้เพื่อให้คนที่มิกซ์แอทโมสสามารถเล่นกับมันได้ สามารถจัดตำแหน่ง หรือสามารถปรับอะไรเพิ่มเติมได้ สมมุติว่าเสียงซินธิไซเซอร์ อาจจะมีเสียง Arpeggio จึ้ด ๆ วิ่งอยู่ ถ้าคนที่ทำสะเต็มส่งมาเส้นเดียว ไม่แยกเสียงจึ้ด ๆ ออกมา คนที่ทำแอทโมสก็ไม่สามารถเอาเสียงนี้ไปวิ่งได้ เพราะมันจะติดอยู่กับเสียงอื่น แต่ถ้าคิดเผื่อมา แยกมา ก็จะสามารถเอาไปเล่นได้เยอะขึ้น อันนี้คือการส่งต่อแบบเตรียมการ เพื่อทำให้การมิกซ์ในระบบแอทโมสที่สนุกขึ้นสมบูรณ์ขึ้น Stem คือเสียงที่มิกซ์แทร็กลงมาแล้ว เช่นเสียงกลองมี 24 แทร็กแยกกันตามไมค์ที่บันทึกเสียงกลองชุด แต่ Mixing Engineer จะไม่ได้ส่งต่อทั้ง 24 แทร็ก แต่มิกซ์รวมกันเป็น 1 เส้น ก็เรียกว่าสะเต็มกลอง ทำไมเพลงรอบทิศทางบางเพลง แล้วรู้สึกไม่ดีเท่าต้นฉบับสเตอริโอ เราในฐานะที่รีวิวลำโพงในระบบ Dolby Atmos หรือหูฟังแบบ Spatial Audio มาตลอด ก็รู้สึกว่าบางเพลงที่มิกซ์เป็นเสียงรอบทิศทางมา เสียงมันฟุ้ง ไม่หนักแน่นเท่าแบบสเตอริโอเลย คุณอู่ตอบในประเด็นนี้ว่าอาจเกิดได้จาก 2 กรณี ทั้งคนมิกซ์ มิกซ์มาไม่สมบูรณ์เท่าระบบสเตอริโอเดิม หรือการเซ็ตอัปอุปกรณ์สำหรับฟังมีปัญหา แต่ก็อยากให้มองว่าเพลงแบบรอบทิศทางเป็นเพลงอีกเวอร์ชันหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นเพลงเดียวกันแล้วฟังคนละแบบ คุณอู่พูดถึงต่อในมุมมองคนมิกซ์ที่มองว่าเพลงต้นฉบับที่เป็นสเตอริโอ มันดีของมันอยู่แล้ว ให้อารมณ์เหมือนนั่งฟังวงดนตรีเล่นอยู่ด้านหน้า แต่เพลงรอบทิศทางจะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้เข้าไปอยู่ในวงดนตรีนั้น เข้าไปอยู่ในเพลงเลย เสียงมาโอบล้อม ซึ่งถ้าเป็นเพลงที่มิกซ์มาดี ๆ เราจะอินกับมันได้มากกว่า แต่บางวันเราอาจจะอยากฟังแบบเดิมก็ได้ ไม่อยากอินแบบนั้น ซึ่งถ้าไม่รู้ว่าจะหาเพลงที่มั่นใจว่ามิกซ์เป็น Dolby Atmos มาดีได้ที่ไหน คุณอู่ก็ตอบอย่างภูมิใจว่า ทุกเพลงของ Summer Will End ครับ Summer Will End เป็นมายังไงโปรเจคนี้เป็นของกลุ่มน้อง ๆ ที่สนิทสนมกัน อยากทำเพลงที่มีคุณภาพไม่ต้องเอาใจตลาดเต็มที่ แต่ก็ไม่ใช่เพลงอันเดอร์กราวด์หรืออินดี้ ที่ฟังยาก แล้วก็ จุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่ในประเทศแต่ว่าออกไปสู่สากล ตั้งเป้าไว้ในระดับเอเชีย แต่ที่ผ่านมาก็ไปถึงอเมริกาไปถึง ยุโรปได้เหมือนกันนะ Summer Will End ใส่ใจเรื่องคุณภาพเสียง คุณภาพของตัวเพลงเป็นหลัก ซึ่งทำให้มันก็ตรงจริต ตรงแนวกับผมที่อยากทำอะไรที่มันมีคุณภาพต่อไป โดยผมเป็น Sound Engineer ก็จะดูแลเรื่องคุณภาพของเสียงทั้งหมด ตั้งแต่ Mix, Master แล้วก็ทำ Atmos Music ซึ่ง Summer Will End น่าจะเป็นค่ายเดียวที่รู้จัก ที่ทำ Atmos Music ทุกแทร็ก เมื่อเราถามต่อว่า แล้วลำโพงและหูฟังแต่ละรุ่นก็เรนเดอร์เสียงรอบทิศทางออกมาไม่เหมือนกัน ผู้ฟังควรเชื่อเสียงจากอะไร คุณอู่ก็มองว่า ถ้าฟัง Spatial Audio ผ่าน Apple Music อยู่แล้ว ผมว่าผลิตภัณฑ์ที่แมทซ์ที่สุดก็คือผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเอง เพราะเขาคิดให้สอดคล้องกันมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์อื่น มันก็เป็นไปได้ แค่อย่าลืมเปิด Atmos always on ใน Apple Music เพื่อเรียกใช้เสียงรอบทิศทางของเพลง ส่วนการเปิดเพลงผ่านทีวีที่ต่อซาวด์บาร์ที่รองรับแอทโมสก็ทำได้ แต่ผู้ใช้ควร Calibrate ซาวด์บาร์ให้เรียบร้อยสำหรับตัวปรับจูนได้ ซึ่งคุณอู่ให้ความเห็นว่าการฟังเพลงแบบ Dolby Atmos ผ่านซาวด์บาร์ ความรู้สึกเพลงมันก็ไม่เหมือนสเตอริโอแหละ ให้ความรู้สึกเสียงอยู่รอบ ๆ ตัว แต่ก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกระดับกระโดดเข้าไปในเพลงแบบฟังผ่านหูฟัง ที่แม้ว่ามันจะมีแค่ลำโพง 2 ตัวมาปิดหู และช่องสัญญาณเสียงแค่ 2 แต่ก็ได้ความรู้สึกโอบล้อมมากกว่า เพราะฉะนั้นการฟังเพลงรอบทิศทางผ่านซาวด์บาร์ให้โอบล้อมขึ้น คุณก็จำเป็นต้องมีลำโพงด้านหลังด้วย ในเชิงเทคนิค Dolby Atmos กับ Sony 360 Reality Audio ต่างกันไหม ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ Sony 360 Reality Audio มีมิติมากกว่า เพราะให้เสียงได้ทั้งด้านบนและด้านล่าง มีเสียงทั้งเหนือศีรษะและใต้ตัวผู้ฟัง ซึ่งผู้ฟังจะรู้สึกชัดขึ้น (คนไทยสามารถฟังได้ผ่าน Tidal โดยใช้หูฟังโซนี่) และตอนนี้คุณอู่ก็สามารถมิกซ์ให้เป็น 360RA ได้เช่นกัน นอกจากมิกซ์เป็นแอทโมสแล้ว และคุณอู่สรุปว่าโดยรวม Dolby Atmos กับ Sony 360RA ก็เป็นรูปแบบเสียง Immersive เหมือนกัน สุดท้ายอยู่ที่รูปแบบไหนจะแพร่หลาย เข้าถึงคนฟังได้มากกว่ากัน อันนั้นแหละจะเป็นรูปแบบที่ดี ทำเพลงแอทโมสต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ์ไหม ถ้าคุ้นเคยกับวงการเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงมา เราจะคิดถึงเรื่อง Licensing หรือการจ่ายค่าใช้สิทธิ์ในการทำเนื้อหาในระบบนั้น แต่สำหรับ Dolby Atmos คุณอู่ตอบว่า ผู้สร้างเพลงไม่ต้องจ่ายอะไรให้ดอลบี้ ซึ่งก็มองว่าดอลบี้ตัดสินใจถูกแล้วที่ทำแบบนี้ ถ้าต้องจ่ายกันเป็นรายเพลง ก็จะไม่มีใครทำแน่ ๆ แล้ว Dolby ได้เงินจากไหน ก็ได้เงินจากตัวชิปในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เราซื้อแอมป์ที่มีป้าย Dolby Atmos แปะ ในนั้นมีชิปอยู่ตัวหนึ่ง เค้าขายชิปนี้เพื่อไปถอดรหัส พูดอีกแบบคือเขาให้ End User หรือคนฟังจ่าย แต่จะจ่ายด้วยวิธีไหนแล้วแต่ เช่น ฟังในแอปเปิ้ล แอปเปื้ลก็จ่ายต่างหาก ด้วยวิธีนี้ คนทำเพลงก็เข้ามาทำง่ายขึ้น คนฟังที่ซื้ออุปกรณ์มาแล้ว ก็ฟังได้ตลอด ส่วนถ้าไม่ได้จ่ายแพงกว่าเพื่อซื้ออุปกรณ์ที่ถอดรหัส Atmos ได้ ก็แค่ไม่ได้ฟังเพลงในระบบ Atmos กลับไปฟังเพลงสเตอริโอปกติได้ ประวัติศาสตร์ Dolby Atmos ในเมืองไทย คุณอู่ออกตัวในประเด็นนี้ก่อนเลย เพราะตัวคุณอู่มีสถานะเป็น Brand ambassador ของ Dolby ในเชิงของ Dolby Atmos Music ด้วย มีความคุ้นเคยกับระบบของดอลบี้เป็นสิบปี ตั้งแต่สมัยทำหนัง The Grandmaster ของหว่อง กา ไว ก็มิกซ์เสียงที่กันตนา เป็นหนังเรื่องแรกในเอเชียที่มิกซ์เป็นระบบ Dolby Atmos ตั้งแต่โรงหนังยังไม่ได้รองรับระบบ Atmos กันแพร่หลายเลย ชื่อคุณอู่ ไตรเทพในฐานะทีมงานด้านเสียง และได้รางวัล Best Sound Design จากหนัง The Grandmaster ช่วงปี 2013 นั้นเป็นสงครามของระบบเสียง Immersive มีผู้เล่นอยู่ 3 ค่ายคือ Dolby Atmos, DTS:X แล้วก็ Auro 3D ตอนนั้นคุณอู่เลยทำห้องมิกซ์ที่รองรับทั้ง 3 ระบบ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายระบบที่จะได้ครองความนิยมคืออะไร “ต่อมาผมได้ยินข่าวว่าเมืองนอกเริ่มทำ Atmos Music ก็คิดว่า เอ้ย เราน่าจะเป็นคนที่ทำได้ในเมืองไทย ถ้าเราไม่ทำคงต้องรอนาน เพราะใครจะมาเริ่ม ซึ่งเรารู้จัก Atmos อยู่แล้ว เราทำเพลงอยู่แล้ว เพราะงั้นเราน่าจะเริ่ม ผมเลยติดต่อ Dolby ไปว่าทำไมเราไม่ทำ Atmos Music ที่เมืองไทยล่ะ แล้วเค้าก็บินมาคุยกับผมหลายรอบว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ตอนนั้นมันติดอยู่ที่ว่าทำเสร็จแล้วเราก็ไปไปปล่อยเพลงที่ไหน ช่วงนั้นคือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แอปเปิลมิวสิคก็ยังไม่ได้รองรับ Dolby Atmos” ซึ่งหลังจากคุณอู่ติดปัญหาว่าทำเสร็จ แต่ไม่มีช่องทางส่งไปถึงคนฟังได้อยู่นาน ล่วงเลยมาถึงปี 2021 แอปเปิลเปิดตัว Spatial Audio ที่เป็น Atmos Music ดอลบี้ก็ติดต่อกลับมาว่าเป็นโอกาสของเราแล้ว วันแรกที่รู้ ผมเริ่มทำเดโมเลย เอาเพลงของ Kidnappers มิกซ์เป็น Atmos แล้วก็เชิญค่ายเพลง ชวนศิลปินมาฟังว่าเราทำแบบนี้ได้นะ อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ จากนั้นคุณอู่จึงได้คุยกับแอปเปิ้ล และเริ่มส่งผลงานเข้าระบบ Apple Music เรื่อย ๆ ซึ่งพอแอปเปิ้ลเริ่มทำ ก็ทำแบบสนับสนุนวงการจริง ๆ เพราะต้องการพลักดันให้เสียงเพลงรอบทิศทางนี้เกิดขึ้นจริง ๆ เหมือนเป็นสิ่งพิเศษของแอปเปิ้ลที่ทุกคนต้องฟัง และเพราะว่าคุณอู่เป็นเหมือนตัวแทนของดอลบี้ด้วย ก็เลยจัด Workshop เพื่อสอนและสร้างวิศวกรเสียงที่ทำแอทโมสได้เยอะขึ้นในประเทศ เราก็คิดว่าถ้ามีเพลงในระบบเยอะขึ้น ก็ทำให้วงการเพลงคึกคัก ทำให้ระบบนี้มันแข็งแรงขึ้น คนฟังเองก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ฟัง Kidnappers อัลบั้มล่าสุด ‘Signal’ เมื่อถามถึงอนาคตของวง Kidnappers คุณอู่ก็ตอบว่าน่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ เพิ่งอัดร้องไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วเอง ตัวห้องมิกซ์ก็ได้รับการรับรองเป็นระดับ Commercial เรียกว่า Dolby Atmos HE (Home Entertainment) ณ ตอนนี้ในไทยมีอยู่ที่เดียวคือที่ A Lab By Kantana Sound Studio แต่คุณอู่อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่สำหรับ Apple Music ไม่ได้บอกว่าที่อื่นทำไม่ได้ คือถ้าเซ็ตอัพห้องเป็นแอทโมสแล้วทำได้ถูกต้อง แต่ไม่ได้ Certified แต่ทำได้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงแม้จะมิกซ์ด้วยหูฟังก็ทำได้ เพราะฝั่งผู้เผยแพร่อย่างแอปเปิ้ล ไม่ได้ตรวจว่าเพลงที่ส่งขึ้นไปมาจากห้องมิกซ์ที่ได้ Certified แต่เขาตรวจตัวมิกซ์ว่ามีเสียงครบทุกช่องเสียงตามที่ควรจะเป็น แล้วก็ตรวจความดังของเสียงว่าได้ตามสเปกเขาไหม ตรวจแค่นั้น Dolby Atmos Home Entertainment Certified Studio ที่ A Lab By Kantana Sound Studio คุณอู่ยังเล่าต่อถึงกระบวนการตรวจคุณภาพที่ต่างประเทศ คือถ้าเป็นค่ายเพลงฝรั่งบางค่าย จะมีคนตรวจแยกอีกในวงการเรียกว่า Audio Cop หรือตำรวจเสียง ที่คุณอู่เคยเจอ เป็นสุภาพสตรีคนหนึ่งที่ฟังละเอียดมาก เธอจะตรวจมิกซ์ของเราว่ามันเหมือนกับสเตอริโอไหม แล้วสั่งแก้ตลอด ช่างเสียงทั่วโลกจะรู้กัน ว่าถ้าไปผ่านเธอคนนี้ ก็ซวยล่ะ “การมิกซ์ในระบบแอทโมส ผมพยายามสอนทุกคนว่าเราควรให้เกียรติผู้มิกซ์ในระบบสเตอริโอเสมอ เพราะเขาปั้นเพลงนั้นกับศิลปินมานานกว่าเราแน่ ๆ การที่เราได้แทร็กเขามา แล้วมิกซ์ใหม่เป็นแอทโมสมันไปได้ไกลมาก แต่เราไม่ได้ต้องการตีความเพลงใหม่ เพราะฉะนั้น เราจะมิกซ์ยังไงก็ได้ให้ได้ความรู้สึกใกล้เคียงกับต้นฉบับสเตริโออยู่ เพียงแต่ มิติ ลูกเล่นต่าง ๆ มันอาจจะเยอะขึ้น แต่ไม่ใช่ให้เพลงเปลี่ยนอารมณ์ไป” อนาคตของเพลงเสียงรอบทิศทาง คุณอู่ให้ภาพในเรื่องนี้ว่า ค่ายเพลงตอบรับดีขึ้น คนฟังก็รู้จักเกือบหมดแล้ว เด็กวัยรุ่นก็รู้จักหมด ค่ายเพลงก็ตื่นตัวว่าต้องทำ มีค่ายที่แบบทำทั้งอัลบั้มเลย ไม่ใช่เลือกเพลงดังแล้วค่อยมาทำ ก็พอมีให้ฟังเยอะขึ้น เด็กฟังเยอะขึ้น คราวนี้ผมรอเวลาที่เด็ก ๆ เรียกร้องว่าทำไมเพลงนี้ไม่มีแอทโมส เรียกร้องให้ค่ายทำ ก็น่าจะถึงวันนั้นเร็ว ๆ นี้ ที่ชอบฟังทั้งแบบสเตอริโอและแอทโมส และเริ่มถวินหาว่าทำไมไม่มีแบบแอทโมสให้ฟัง ทำไมออกมาไม่ครบ ถ้าพูดถึงอนาคต มันจะมีสเต็ปต่อไปที่คนทำเพลงเริ่มทำเพลงโดยแต่งเพลงในระบบแอทโมส เวลาคิดเพลง ก็คิดมาตั้งแต่แรกเลยว่ามันต้องมีเสียงข้างหลัง มีเสียงข้างบน ซึ่งมันก็เหมือนกระดานของเรามันใหญ่ขึ้น เติมเสียงต่าง ๆ ได้เยอะขึ้น เรามีพื้นที่ในการสร้างสรรค์ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่เพลงที่คิดแบบแอทโมสต้องยุบกลับเป็นสเตอริโอนี่เจ๊งเลยนะ มันยัดกลับไม่ลงนะ เพราะเรามี Passion กับเสียง เราจบการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ด้วยคำถามว่า คุณอู่อยู่หลายยุคมาก ปัจจุบันทำทั้งมาสเตอร์แผ่นเสียง และทำเพลงรอบทิศทางแบบแอทโมสด้วย รู้สึกยังไงกับความหลากหลายนี้ คุณอู่กับเครื่องจักรผลิตแผ่นเสียงแบบเขียนทีละแผ่น สำหรับการสั่งทำจำนวนน้อย ๆ คุณอู่ก็ตอบอย่างติดตลกว่า ฟังดูเป็นคนหลายใจนะ แต่เพราะผมมีความหลงไหลกับเสียงมาตลอด ไม่ว่าเสียงจะอยู่ในรูปแบบไหน เราก็ยังชอบอยู่ดี ทำให้อยากอยู่ใกล้ชิดกับนวัตกรรมเสียงตลอดเวลา สิ่งที่เป็นอนาคตอย่างเสียงรอบทิศทาง เราก็ต้องติดตาม เราก็ต้องรู้เรื่อง เราก็ต้องทำได้ แต่ความหลงไหลในแอนะล็อก ในแผ่นเสียง ก็ไม่อยากให้มันตายไป อยากให้ยังอยู่ เพราะเราชอบ เราก็ต้องหาวิธีให้เค้าอยู่รอดไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นที่พิสูจน์แล้วว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่ชอบแผ่นเสียง ชอบแอนาล็อก ก็ยังฟังอยู่ ยังสนับสนุนอยู่ ก็ดีใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนวงการนี้ เรียกว่าเป็นผู้สนับสนุนทุกยุค ตั้งแต่แอนะล็อกจนถึงดิจิทัลมัลติแชลแนล ช่างภาพ: รัชชานนท์ ไชยขวัญกราฟิกดีไซเนอร์: พัฒนพล หวังพิทักษ์วงศ์สถานที่: A Lab By Kantana Sound Studio
แบไต๋ • 17 ก.ย. 66
อ่าน
รีวิว Sonos Era 100 และ Era 300 ลำโพงบ้านอัจฉริยะ พร้อมรองรับ Dolby Atmos
Sonos เป็นบริษัทลำโพงจากอเมริกาที่สร้างชื่อเสียงมายาวนาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มลำโพงอัจฉริยะสำหรับใช้ในบ้าน ล่าสุดก็ออกลำโพงซีรีส์ใหม่คือรุ่นเล็ก Era 100 ลำโพงทรงกระบอกขนาดย่อม ๆ แต่เสียงแน่น และรุ่นใหญ่ Era 300 ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ให้เสียงกระจายไปทั่วห้อง แน่นอนวันนี้เราจัดเต็มรีวิวให้อ่านกันทั้ง 2 ตัวเลย น้องเล็ก Sonos Era 100 เริ่มต้นด้วย Sonos Era 100 เป็นลำโพงบ้านตัวเล็กที่มาแทนลำโพงตระกูล Sonos One ซึ่งขายมายาวนาน โดยรูปร่างเป็นทรงกระบอกขนาด 182.5 x 120 x 130.5 mm หนัก 2 กิโล ซึ่งแม้จะเป็นลำโพงทรงกระบอกขนาดย่อม ๆ แต่ก็ให้เสียงแบบสเตอริโอเรียบร้อยในรุ่นนี้ครับ ไม่เหมือน Sonos One ที่เป็นลำโพงโมโน ภายในของ Era 100 ประกอบด้วยลำโพง 3 ตัว โดยเป็น Tweeter 2 ตัวให้เสียงสเตอริโอ และลำโพง Midwoofer อีกตัวเพื่อให้เสียงกลาง-ต่ำ ก็ถือว่าให้เสียงได้ใหญ่เกินตัวครับ ด้านบนของลำโพงตัวนี้ เป็นแผงควบคุมแบบสัมผัส ทั้งเล่นเพลง-หยุดเพลง เปลี่ยนเพลง ย้อนเพลง และแถบเพิ่ม-ลดเสียง ที่แตะเพื่อเร่งเสียง-ลดเสียงทีละขั้น หรือแตะลากเพื่อปรับระดับเสียงอย่างรวดเร็วก็ได้ นอกจากนี้ยังมีปุ่มเปิด-ปิดการสั่งงานด้วยเสียงอยู่ด้านบน ซึ่งถ้าเปิดใช้งานอยู่จะมีไฟเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงนี้ ส่วนด้านหลังลำโพงจะมีปุ่มเพื่อเชื่อมต่อ Bluetooth (ซึ่งปกติเราไม่ค่อยได้ใช้หรอก เราเชื่อม Wi-Fi ในบ้านอยู่แล้ว) แล้วก็สวิทซ์ปิดไมโครโฟนทั้งหมดของลำโพง สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวจริงๆ และพอร์ต USB-C สำหรับเสียบอะแดปเตอร์แปลงสาย 3.5 mm หรือเสียบสาย LAN ที่ต้องซื้อเพิ่มสำหรับคนที่ต้องการใช้ พี่ใหญ่ Sonos Era 300 ถ้าเทียบกับ Era 100 แล้ว Era 300 ตัวใหญ่กว่ากันเยอะครับ ด้วยขนาด 160 x 260 x 185 mm แล้วหนัก 4.47 กิโล คือหนักเป็นเท่าตัวของรุ่นน้องเลย ซึ่งตัวนี้เป็นลำโพงไลน์ใหม่ที่ไม่ได้มาแทนรุ่นไหนครับ ด้วยขนาดที่ใหญ่ทำให้ภายในมีลำโพงจัดเต็มถึง 6 ตัวครับ ประกอบด้วย Woofer 2 ตัว ที่วางซ้าย-ขวา แบบสเตอริโอ แล้วก็มี Tweeter อีก 4 ตัว ให้เสียงกลาง-สูง โดยมี 2 ตัวอยู่ด้านข้างซ้าย-ขวา ให้เสียงสเตอริโอ อีกตัวอยู่ด้านหน้าเพื่อขับเสียงร้องให้เด่นขึ้น แล้วตัวสุดท้ายอยู่ด้านบน เพื่อยิงเสียงขึ้นเพดานให้สะท้อนตกลงมาสำหรับเพลงในระบบ Dolby Atmos ส่วนการควบคุมของ Era 300 นั้นไม่ต่างจาก Era 100 ครับ คือมีปุ่มแบบสัมผัสเพื่อเพิ่ม-ลดเสียง และควบคุมต่าง ๆ เหมือนกัน ต้องใช้อะแดปเตอร์ USB-C ถ้าต้องการต่อเสียง Line-in หรือพอร์ต LAN เหมือนกัน แล้วก็มีสวิทซ์ปิดไมค์เหมือนกันครับ โดยทั้ง Sonos Era 100 และ 300 มี 2 สีให้เลือกคือ ดำกับขาว ผู้ซื้อสามารถเลือกให้เหมาะกับการแต่งห้องได้ มีโลโก้ SONOS วางแนวดิ่งอยู่หน้าลำโพงให้เห็นว่าโลโก้นี้สามารถอ่านด้านไหนก็เป็นคำว่า SONOS เหมือนกัน นอกจากนี้ใครที่ไม่อยากวางลำโพงบนโต๊ะ ทั้งคู่ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นขาตั้งสำหรับวางพื้น หรือตัวยึดสำหรับติดตั้งกับผนัง นอกจากนี้ทั้งคู่ยังรองรับ Wi-Fi 6 ในตัว ใช้ได้ทั้งคลื่น 2.4 และ 5 GHz ซึ่งเท่าที่เราใช้มาถือว่าจับสัญญาณได้ดีเลย ไม่มีปัญหาในการใช้งานแม้จะไม่ได้ต่อสายแลนครับ แอป Sonos ของสำคัญขาดไม่ได้ เราไม่สามารถใช้ลำโพง Sonos Era ทั้ง 2 รุ่นโดยปราศจากแอป Sonos ได้ แอปตัวนี้เลยถือเป็นหัวใจสำคัญในการใช้งาน ซึ่งมันก็มีความสามารถรอบด้านมาก ๆ จนผู้ใช้ลำโพง Sonos ไม่ต้องเปิดแอปสตรีมมิ่งอื่น ๆ มาส่งเพลงขึ้นลำโพงเลยก็ได้ ทุกอย่างจบในแอปนี้แอปเดียวครับ การตั้งค่า Trueplay ของ Sonos เราเริ่มต้นใช้แอป Sonos ตั้งแต่วางลำโพงในบ้านเสร็จเรียบร้อยเลย เพราะการเซ็ตอัปให้ลำโพงจับกับไวไฟในบ้าน ก็ต้องทำผ่านแอปนี้ และหลังจากที่ลำโพงใช้งานได้แล้ว สิ่งแรกที่เราแนะนำให้ทำคือจูนเสียงให้เหมาะกับห้องที่วางลำโพงด้วยฟีเจอร์ Trueplay ถ้าไม่มีเวลาจูนมากนัก หรือไม่มีอุปกรณ์ iOS ก็กดเป็น Quick tuning เพื่อให้ลำโพงปล่อยเสียงออกมาแล้วใช้ไมโครโฟนในลำโพงจับเสียงที่สะท้อนกลับมาเพื่อจูนก็ได้ แต่ถ้าต้องการคุณภาพสูงสุดก็ต้องกดเป็น Advanced Tuning แล้วผู้ใช้จะถือ iPhone หรือ iPad เดินไปรอบห้อง เพื่อใช้ไมโครโฟนของอุปกรณ์ในการจับลักษณะเสียงในจุดต่าง ๆ ของห้อง เหตุที่ Android ทำไม่ได้เพราะมีหลายรุ่นมากเกินไปจน Sonos จูนระบบให้เหมาะกับไมค์แต่ละตัวไม่ไหว หลังจากทำ Trueplay เรียบร้อย ลองกดเปิด-ปิดดูเพื่อเสียบเสียงได้ครับ จะรู้สึกว่าถ้าเปิด Trueplay เสียงที่ได้ยินจะชัดใสเคลียร์กว่า นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แอป Sonos เพื่อเซ็ตรูปแบบการใช้งานลำโพงได้หลายรูปแบบ เช่นใช้รุ่นเดียวกัน 2 ตัวในห้องเพื่อทำงานแบบ Stereo Pair ให้มิติเสียงซ้าย-ขวาได้กว้างขึ้น ลึกขึ้น หรือจะใช้เซ็ตอัป Sonor Era ร่วมกับซาวด์บาร์ของ Sonos เอง เพื่อให้ Era เป็นลำโพงเซอร์ราวด้านหลังก็ได้ รวมถึงการใช้งานแบบ Multi Room ที่เอาลำโพง Sonos รุ่นไหนก็ได้ วางต่างห้องกัน แล้วเล่นเพลงเดียวพร้อมกันทั้งบ้านก็ได้ สารพัดบริการเสียงเพลงผ่านแอป Sonos จุดเด่นของแอป Sonos คือรวมแหล่งเพลงแทบจะครอบจักรวาลให้เปิดจบในแอปเดียวได้ คือเราสามารถล็อกอิน Spotify, Apple Music, Tidal, Youtube Music และอื่น ๆ อีกเพียบให้อยู่ในแอป Sonos ได้ ทำให้เราสามารถค้นหาเพลงจากหลาย ๆ แหล่งได้พร้อมกัน แล้วเลือกว่าจะเปิดเพลงจากบริการไหนไปขึ้นลำโพง รวมถึงสามารถเรียกเพลย์ลิสพิเศษอย่าง Daily Mix เพื่อเล่นได้ด้วย และสำหรับ Era 300 ก็สามารถเปิด Apple Music ผ่านแอป Sonos เอง เพื่อให้ได้เสียงเป็น Dolby Atmos ได้เลย นอกจากนี้สำหรับใครที่มี Music Library อยู่แล้ว เช่นเป็นโฟลเดอร์ Music เก็บอยู่ใน NAS เรายังสามารถส่งให้แอป Sonos เข้าไปสแกน เพื่อแสดงเพลงทั้งหมดที่เราเก็บไว้ และเปิดขึ้นลำโพงได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้แอปอื่น ๆ อีก แถมไม่ว่าจะเปิดเพลงจากแหล่งไหน ก็สามารถตั้งเวลาหยุดเพลงได้ด้วย ใครเปิดเพลงกล่อมนอนต้องรักฟีเจอร์นี้ เพียงแต่ว่าเวลาเล่นเพลงผ่านแอป Sonos เราจะไม่เห็นว่ากำลังเล่นเพลงที่คุณภาพไฟล์ระดับไหนอยู่ และการใช้งานฟีเจอร์เฉพาะแพลตฟอร์มบางอย่าง เช่นการเซฟเพลงเข้าคลังเพลงที่ชอบ อาจจะใช้ยากและสับสนกว่าการกดในแอปของแพลตฟอร์มนั้นจริง ๆ และการเล่นเพลงผ่านแอป Sonos จะไม่แสดงชื่อเพลงและหน้าปกในหน้าจอล็อกของ iPhone เหมือนแอปฟังเพลงทั่วไปครับ เห็นว่ามันเคยมีฟีเจอร์นี้ แต่ถูกถอดออกไปก่อนเพื่อแก้ไขไม่ให้ขัดกับไกด์ไลน์ของแอปเปิ้ล การสั่งงานผ่านเสียง ปัจจุบันลำโพง Sonos รองรับการสั่งงานผ่าน Amazon Alexa, Apple Siri และ Sonos Voice Control ของตัวเองนะครับ ส่วน Google Assistant ตอนนี้ยังไม่รองรับ ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับปัญหาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของ Google กับ Sonos เราจึงแนะนำให้ใช้เป็น Sonos Voice Control เพราะสามารถสั่งเล่นเพลง หยุดเพลง เปลี่ยนเพลงได้ง่าย สำเนียงภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ ก็สั่งได้ ง่าย ๆ แค่พูดว่า “Hey Sonos” แล้วตามด้วยคำสั่ง เช่น “Play Music” เพื่อเล่นเพลง “Set Volume to 20%” เพื่อปรับระดับเสียงไปที่ 20% “Next” สำหรับเปลี่ยนเพลง “What’s playing” เพื่อขานชื่อเพลง “Add Bedroom” เพื่อเพิ่มลำโพง Bedroom เข้ากรุ๊ปที่กำลังเล่นอยู่ ” Pause Kitchen” อยู่เพลงที่เล่นอยู่ที่ลำโพงห้องครัว “Play Jazz everywhere” เล่นเพลงแจซ ทุกลำโพงในบ้าน “Set a Timer for 10 minutes” ตั้งเวลาแจ้งเตือน แล้วสั่ง “Stop the timer” เพื่อหยุดการเตือน “Play this for 30 minutes” ตั้งเวลาหยุดเพลง สำหรับเปิดเพลงนอน ส่วนการสั่งงานด้วย Siri จะใช้วิธีที่ต่างไป โดยเราจะต้องเพิ่มลำโพง Sonos เข้าไปในแอป Home ก่อนครับ แล้วค่อยสั่งด้วย Siri ว่าให้เพลงไปเล่นที่ลำโพง หรือเปลี่ยนเพลง เสียงของ Sonos Era 100 เราพอใจกับเสียงของ Era 100 นะครับ มันเป็นเสียงจากลำโพงตัวย่อม ๆ แต่เสียงแน่นเกินคาด เห็นมันตัวแค่นี้ ถ้าเพลงเปิดในห้องนอน ระดับเสียงไม่เกิน 20 ก็ดังพอสำหรับตอนกลางคืนแล้ว ส่วนถ้าห้องใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยก็เปิดไม่เกิน 50 ก็ให้เสียงฟูเต็มห้องได้ไม่ยาก เราเลยไม่เคยเปิดถึง 100 เลย แล้วด้วยความที่เป็นลำโพงสเตอริโอในตัวก็ทำให้เสียงมีมิติโอบล้อมได้ดีเลย รู้สึกว่ามีเสียงซ้าย-ขวา แม้จะตั้งแค่ตัวเดียว ในห้อง แต่ถ้าซื้อ 2 ตัวตั้งในห้องแล้วเซ็ตเป็นลำโพงสเตอริโอคู่ก็จะได้มิติเสียงดีกว่านี้อีก เสียงกลาง-แหลมของลำโพงตัวนี้ทำออกมาได้ดี แม้ไม่ได้โปร่งกว้างเท่ารุ่นพี่ Era 300 แต่ก็เป็นลำโพงที่ให้เสียงได้คมชัด ให้เสียงร้องได้เคลียร์ ส่วนเสียงแหลมสดใสดีให้รายละเอียดเสียงได้พอสมควร ส่วนเสียงเบสให้ความรู้สึกหนักแน่นได้เกินขนาดลำโพง เสียงเบสไม่กวนเสียงกลาง ไม่กวนเสียงร้อง เป็นเบสที่กระชับ ฟังสนุก แต่ถ้าเทียบกับลำโพงอย่าง Devialet Mania เบสจะยังไม่ได้นุ่มนวลเท่าครับ เสียงของ Sonos Era 300 เสียงของ Sonos Era 300 จะออกมาในโทนกว้างขวาง กระจายไปทั่วห้องกว่าเสียงของ Era 100 นะครับ แต่ก็จะมีความฟุ้งของเสียงอยู่นิด ๆ ให้ความรู้สึกว่าเป็นเสียงที่ถูกปรุงแต่งมามากกว่า ด้วยความที่มีดอกลำโพงภายในมากกว่าจึงต้องคิดเยอะกว่า Era 100 ที่ให้เสียงแบบตรงไปตรงมาครับ เสียงกลางแหลมของ Era 300 เปิดกว้าง ล่องลอย ให้ความรู้สึกถึงสเตอริโอแม้ว่าจะใช้ลำโพงแค่ตัวเดียว ให้เสียงร้องได้หวาน ลอยเด่นออกมา ส่วนเสียงเบสออกมาในระดับน่าพอใจ ไม่ไปกวนเสียงกลาง-แหลม แต่เสียงเบสไม่ได้หนาจนเพิ่มความหนักแน่นให้เพลงที่เน้นความล่องลอยได้เต็มที่นักครับ ซึ่งก็สามารถซื้อ Sub ของ Sonos มาเสริมได้ ด้านหลังของ Sonos Era 300 ส่วนเสียง Dolby Atmos ที่เป็นจุดเด่นของลำโพงรุ่นนี้ ที่ถ้าไม่นับลำโพงกลุ่ม Soundbar และ Home Theater เจ้า Era 300 เป็นตัวเลือกเดียวสำหรับลำโพงที่เล่นเพลง Dolby Atmos ได้เลย (เท่าที่เรารู้จักนะ) เราทดสอบผ่าน Apple Music ซึ่งเป็นบริการเดียวที่รองรับ Dolby Atmos บนลำโพงตัวนี้ (แม้ Tidal ก็มี Dolby Atmos แต่ยังไม่รองรับกับ Sonos ในตอนนี้) ก็ให้เสียงที่โปร่งกว้าง ล่องลอยยิ่งขึ้นไปอีกครับ ให้ความรู้สึกว่าเสียงมาโอบรอบตัว มีเสียงจากบนเพดานด้วย แม้จะใช้ลำโพงแค่ตัวเดียวนี้แหละ ตัวเบสเองก็มีความเด่นชัดออกมามากขึ้น เพราะเสียงในระบบ Atmos มีการแยกช่องเสียงสำหรับเบสออกมาเฉพาะด้วย ก็เป็นอีกประสบการณ์ในการฟังเพลงที่ควรหาโอกาสลอง เป็นอีกทางเลือกนอกจากเสียงสเตอริโอปกติ แต่ไม่ใช่ทุกเพลงที่เล่นในระบบ Dolby Atmos แล้วจะออกมาเสียงดีนะครับ เรื่องนี้อยู่ที่คนมิกซ์ด้วย บางเพลงก็เล่นแล้วเสียงฟุ้งเละเทะจนขอกลับไปฟังเวอร์ชันสเตอริโอปกติก็มี ซึ่งเพลงที่เราใช้เป็น Reference ว่าเป็นเพลง Dolby Atmos ที่ดี คือทุกเพลงของ Summer Will End ครับ เป็นศิลปินไทยที่จริงจังเรื่องการมิกซ์เพลงเป็นเสียงรอบทิศทางทุกแทร็ก ก็ลองหาฟังได้ครับ อีกเรื่องที่ควรรู้คือ Dolby Atmos จะไม่ทำงานถ้าเราเล่น Era 300 ร่วมกับลำโพงที่ไม่รองรับ Atmos เช่น Era 100 นะครับ สมมุติเราเปิด Era 100 กับ Era 300 พร้อมกันใน 2 ห้อง แล้วอยากฟังเป็น Dolby Atmos ก็ต้องปลด Era 100 ออกจากวงก่อนถึงจะฟัง Dolby Atmos ที่ Era 300 ได้นะครับ และ Era 300 ไม่สามารถอัปสเกลเพลงธรรมดาที่เป็นสเตอริโอให้เป็นเพลงแบบรอบทิศทางได้เหมือนที่ Sony SRS-RA3000 สามารถทำได้ ต้องใช้เพลงแบบ Dolby Atmos เท่านั้นถึงจะได้เสียงรอบทิศทางครับ สรุป Sonos Era 100 และ Era 300 น่าซื้อไหม ราคาของ Sonos Era 100 อยู่ที่ 12,900 บาทนั้นเป็นราคาที่โอเคสำหรับเรานะครับ ที่ราคาหมื่นนิด ๆ ได้ลำโพง Wifi ที่มีความสามารถเต็มขนาดนี้ ทั้งเสียบปลั้กทิ้งไว้ให้พร้อมใช้งานได้ตลอด ตื่นเช้ามา หรือกลับถึงบ้านก็สามารถสั่งเปิดเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินไปเปิดลำโพงก่อน กดจากแอปหรือพูดสั่งมันก็ได้ รองรับสตรีมมิ่งแทบจะทุกค่ายที่คนไทยใช้งานกัน มีแอป Sonos ที่ควบคุมได้ยืดหยุ่น พร้อมได้ความสามารถใหม่เรื่อย ๆ จากการอัปเดตแอปและเฟิร์มแวร์ในลำโพงอีก ซึ่งเสียงของ Era 100 ก็ดีพอสำหรับการใช้งานในบ้านทั่วไปแล้วครับ ส่วน Sonos Era 300 ตั้งราคาอยู่ที่ 22,900 บาท ก็เพิ่มขึ้นมาอีกหมื่นจาก Era 100 ก็ได้ความสามารถทุกอย่างจากรุ่นน้องไปครบ ๆ ทั้งการเป็นลำโพง Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อคลังเพลงได้หลากหลาย เพิ่มเติมด้วยกำลังเสียงที่เพิ่มขึ้น ให้เสียงเบสได้ลึกขึ้น ให้เสียงโดยรวมได้กว้างขึ้น แถมรองรับ Dolby Atmos ด้วย ใครที่ชอบเสียงเอฟเฟกเสียงรอบทิศทางก็คงมี Era 300 เป็นตัวเลือกหลักของลำโพงในตลาดเลย แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมาพอสมควร ทำให้ต้องคิดเรื่องที่วางนิดหนึ่งครับ
แบไต๋ • 30 ส.ค. 66
อ่าน
เปิดประสบการณ์สุดอลัง! แอนิเมชั่นไอ้แมงมุม ฉบับพากย์ไทยระบบ Dolby Atmos
เปิดประสบการณ์สุดอลังการกับครั้งแรกของภาพยนตร์แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ระดับโลก เสียงไทยในระบบ DOLBY ATMOS "Spider-Man: Across the Spider-Verse สไปเดอร์-แมน: ผงาดข้ามจักรวาลแมงมุม" ฉายวันพุธที่ 31 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น หลังจากได้กลับมาเจอกับ เกว็น สเตซี่ สไปเดอร์-แมนเพื่อนบ้านที่แสนดี ได้ถูกโยนเข้าไปสู่มัลติเวิร์สใหม่ของเหล่าแมงมุม ที่ซึ่งทำให้ไมล์สได้พบกับสไปเดอร์คนอื่นๆ แต่แล้วความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเพราะความเห็นต่างของเหล่าสไปเดอร์ ไมลส์จึงถูกกดดันให้ต้องต่อสู้กับสไปเดอร์คนอื่นๆ เพื่อเจตนารมณ์ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่แท้จริงและปกป้องคนที่เขารักและนี่คือศึก สไปเดอร์-วอร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลที่ไร้การคาดเดาของสไปเดอร์-แมน Spider-Man: Across the Spider-Verse สไปเดอร์-แมน: ผงาดข้ามจักรวาลแมงมุม31 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทุกรูปแบบการฉาย ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 21 พ.ค. 66
อ่าน
รีวิว Devialet Dione ซาวด์บาร์ราคาเหยียบแสน กับเสียงหนักแน่นพร้อม Dolby Atmos ในชิ้นเดียว
Devialet (เดอเวียเลต์) นั้นมีผลิตภัณฑ์สร้างชื่อคือ Devialet Phantom ลำโพงทรงไข่ที่ให้เบสได้ลึกดิ่งถึงใจสุด ๆ แถมให้กำลังเสียงดังเกินขนาดลำโพงไปเยอะ (ซึ่งป๋าเต็ดรีวิวไว้แล้ว) ซึ่งเมื่อแบรนด์เครื่องเสียงจากฝรั่งเศสนี้ออกซาวด์บาร์รุ่นแรกของบริษัทอย่าง Devialet Dione (เดอเวียเลต์ ดียอง) จึงเป็นที่จับตาว่าจะให้เสียงได้จัดเต็มเหมือนกับลำโพง Phantom แค่ไหน รีวิวนี้เราใช้งาน Devialet Dione มานานกว่า 6 เดือน จะเล่าให้ฟัง เนื้อหาของรีวิวDevialet Dione ซาวด์บาร์ชิ้นเดียว ให้เสียงสมบูรณ์ดีไซน์ของ Devialet Dioneเสียงของ Devialet Dioneการใช้ Devialet Dione ฟังเพลงเทียบเสียง Dione กับ Devialet Phantom II 2 ตัวการเชื่อมต่อด้วยสายของ Devialet Dioneการเชื่อมต่อไร้สายของ Devialet Dioneการควบคุมซาวด์บาร์สรุป Devialet Dione คุ้มไหมสำหรับการลงทุน Devialet Dione ซาวด์บาร์ชิ้นเดียว ให้เสียงสมบูรณ์ การใช้ Devialet Dione แบบติดผนัง ให้หมุนลูกกลม ๆ ORB เป็นแบบนี้ จุดเด่นของ Devialet Dione คือการออกแบบให้เป็นซาวด์บาร์ที่มีแค่ชิ้นเดียวหรือ All in One Soundbar ที่ไม่ต้องมีก้อนซับวูฟเวอร์เพื่อสร้างเสียงเบสแยกออกมา และไม่มีลำโพงหลังเพื่อสร้างเสียงรอบทิศทาง แต่สามารถให้เสียงรอบทิศทางแบบ 5.1.2 Channel ได้ (หมายความมีแหล่งกำเนิดเสียงรอบทิศทาง 5 ช่องสัญญาณ, มีช่องสัญญาณเสียงเบส 1 ช่อง และให้เสียงจากเพดานในระบบ Dolby Atmos ได้ 2 ช่องสัญญาณ ซึ่งดูคำอธิบายเรื่อง Channel ของซาวด์บาร์อย่างละเอียดในคลิปป๋าเต็ดด้านล่างนี้ได้เลย) Devialet Dione เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ซาวด์บาร์ชิ้นเดียวจบ ไม่อยากตั้งลำโพงด้านหลังเพิ่ม หรือไม่อยากมีก้อนซัฟวูฟเวอร์ใหญ่ ๆ ให้ดูรกห้อง การที่มีช่องสัญญาณเสียงมากขนาดนี้ในลำโพงแค่แท่งเดียวได้ ภายในของ Devialet Dione นั้นประกอบไปด้วยไดรเวอร์หรือดอกลำโพงถึง 17 ตัว ประกอบไปด้วยไดรเวอร์แบบ Full Range 9 ตัวสำหรับเสียงรอบทิศทางและเสียงที่ยิงขึ้นเพดาน และซับวูฟเฟอร์แบบ Long-Throw ที่จับเป็น 4 คู่ รวม 8 ตัวเพื่อให้เสียงต่ำระดับบ้านสั่น แต่ตัวลำโพงไม่สั่น เพราะการจับลำโพงซับวูฟเฟอร์เป็นคู่ ทำให้แรงสั่นสะเทือนจากเสียงต่ำในลำโพงถูกหักล้างกันไป โดยสเปกของ Devialet Dione นั้นให้เสียงได้ในช่วง 24 – 21,000 Hz ซึ่งเสียงต่ำระดับ 24 Hz คือเกือบถึงขีดสุดที่มนุษย์จะได้ยิน และให้ความดังสุดที่ 101 dB ที่ระยะ 1 เมตร หมายความว่าลำโพงตัวนี้ดังมากพอที่จะทำให้ห้องดูหนังในบ้านทั่วไปกระหึ่มได้เหมือนโรงภาพยนตร์เลย ดีไซน์ของ Devialet Dione ORB ตรงกลางลำโพง งานออกแบบของ Dione นั้นแปลกตากว่าซาวด์บาร์ทั่วไปเพราะมี ORB หรือลูกกลม ๆ ที่อยู่ตรงกลางลำโพงครับ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ดูมีเอกลักษณ์ แต่ ORB ทำหน้าที่เป็นลำโพงกลาง (Center) ส่งเสียงสนทนาเวลาชมภาพยนตร์ด้วย ซึ่งถ้าดูดี ๆ ตัว ORB นี้มี Passive Radiator ประกบคู่ที่ 2 ข้าง เพื่อให้ขับเสียงต่ำจากลำโพงกลางตัวนี้ออกมาดีขึ้น นอกจากนี้ ORB ยังสามารถบิดได้ 2 ตำแหน่ง สำหรับการวางลำโพงบนโต๊ะ หรือการแขวนผนัง โดยดูง่าย ๆ คือให้โลโก้ Devialet หันออกมายังทิศทางที่คนนั่งดูทีวี ก็จะเป็นตำแหน่งของ ORB ที่ถูกต้องครับ วัสดุหลักของซาวด์บาร์รุ่นนี้เป็น Anodized Aluminum ให้สัมผัสที่แข็งแรง แต่มีผิวสัมผัสที่ให้ความนุ่มนวล ส่วนด้านปลายที่เป็นที่อยู่ลำโพงนั้นนั้นจะเป็นผ้าเพื่อให้เสียงผ่านออกมาได้ Dione มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพราะภายในของซาวด์บาร์ตัวนี้ประกอบไปด้วยลำโพง 17 ตัว ทำให้มีความยาว 120 cm x กว้าง 16.5 cm x สูง 8.8 cm ซึ่งความยาวระดับ 1.2 เมตรนี้จะดูเหมาะสมสำหรับทีวีขนาด 55 นิ้วขึ้นไป และทีวีหลายรุ่นก็ไม่มีพื้นที่บริเวณขาตั้งที่กว้างพอสำหรับการวาง Dione ไว้ใต้ทีวี ซึ่งถ้าโต๊ะวางทีวีเดิมมีพื้นที่ไม่พอ ก็ต้องซื้อโต๊ะเพิ่มเพื่อวางซาวด์บาร์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยซาวด์บาร์รุ่นนี้มีน้ำหนัก 12 กิโลกรัมครับ เสียงของ Devialet Dione Devialet Dione เป็นซาวด์บาร์แบบชิ้นเดียวที่ให้เสียงต่ำได้ลึกสุดใจตามสเปกเสียงต่ำสุด 24 Hz ของมันครับ ให้เสียงเบสได้หนักแน่น สั่นสะเทือนแบบที่เราจะต้องการจากการชมภาพยนตร์โดยไม่ต้องมีซับวูฟเฟอร์แยกชิ้นจริง ๆ ต่างจากแบรนด์ทั่วไปที่ต้องอาศัยซับวูฟเฟอร์แยก ถึงจะให้เสียงได้ระดับเดียวกับ Dione แถม Dione ยังให้เสียงดังมาก เราใช้ในห้องนั่งเล่นขนาดราว 20 ตารางเมตร ใช้ความดังไม่เกิน 50% สำหรับเสียงแบบ Dolby Atmos ก็ดังทั่วห้องแล้ว ส่วนเสียงสเตอริโอหรือเสียง 5.1 ทั่วไป ใช้ราว ๆ 40% ก็ดังมากแล้ว ตรงนี้ก็มาจากเทคโนโลยีเฉพาะของ Devialet อย่างแอมป์ Analogue Digital Hybrid (ADH) ที่ให้เสียงนุ่มนวลแบบแอมป์อนาล็อกแต่ตัวเล็กแบบแอมป์ดิจิทัล และ Speaker Active Matching (SAM) เทคโนโลยีที่รับรู้โปรไฟล์ของไดรเวอร์ และปรับจูนสัญญาณให้เหมาะสำหรับดอกลำโพงแต่ละตัว ทำให้เสียงเหมือนต้นฉบับ และรีดประสิทธิภาพออกมาได้โดยที่ลำโพงไม่แตก และจุดเด่นอีกอย่างของ Dione คือเป็นลำโพงที่ให้เสียงช่องสัญญาณกลางดีมาก เสียงพูดคมชัดเคลียร์กว่าซาวด์บาร์อื่น ๆ ที่เราเคยเทสต์มา ซึ่งก็เป็นผลจากเจ้าลูกกลม ๆ ORB ที่ให้เสียงได้ชัดเจน และเทคโนโลยี Adaptive Volume Level (AVL) ที่คอยจูนระดับเสียงต่าง ๆ ให้เหมาะสม ทำให้เสียงพูดเบา ๆ ก็ดังชัดเจนขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องมิติเสียง Dione จะมีเทคโนโลยี SPACE ช่วยอัปสเกลเสียงให้เต็ม 5.1.2 ทำให้เสียงสเตอริโอปกติก็ฟังดูมีทิศทางมากขึ้น ซึ่งเราได้ทดลองเล่นเกม Final Fantasy VII Remake บน PlayStation 5 ก็รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าวิ่งรอบตัวชัดเจน รับรู้ได้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าที่มาจากด้านหน้าหรือด้านหลัง ก็ทึ่งกับความสามารถในการสร้างเสียงจำลองด้านหลังแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องเสียงรอบทิศทาง ก็ยังสู้ซาวด์บาร์แบบที่มีลำโพงด้านหลังจริง ๆ ไม่ได้นะครับ ส่วนระบบเสียง Dolby Atmos ที่มีลำโพงยิงขึ้น 2 ช่องสัญญาณเสียง เพื่อสะท้อนเพดานและตกลงมาเพื่อจำลองเสียงจากด้านบน ก็ทำได้ดีระดับหนึ่งครับ รับรู้ได้ว่ามีเสียงด้านบน แต่ไม่ได้มากมายนัก ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสูงของเพดานห้องด้วยนะครับ การใช้ Devialet Dione ฟังเพลง ที่เล่ามาด้านบนทั้งหมดคือการใช้ Dione เพื่อชมภาพยนตร์นะครับ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นลำโพงเดอเวียเลย์ ก็เอาไปฟังเพลงได้ดีเกินซาวด์บาร์ทั่วไป โดยโหมดการฟังเพลงจะมี 3 โหมดที่ปรับได้จากแอป Devialet ในมือถือ คือ Music ให้เสียงสเตอริโอปกติ Voice เน้นเสียงพูด สำหรับฟัง Podcast Spatial อัปสเกลเสียงดนตรีให้กลายเป็นเสียงรอบทิศทาง ใช้ประโยชน์จากไดรเวอร์ทั้ง 17 ตัวเต็มที่ แม้ว่าโหมด Spatial จะฟังดูดี มีการใช้เทคโนโลยี SPACE ในการสร้างเพลงที่มีเสียงรอบทิศทาง แต่เวลาใช้จริงเรากลับชอบเสียงที่เรียบง่ายจากโหมด Music มากกว่าครับ เพราะให้เสียงที่หนักแน่นเป็นธรรมชาติกว่า ในขณะที่โหมด Spatial อาจทำให้เพลงส่วนใหญ่มีเสียงที่ว้าวขึ้น รู้สึกอบอวลเวลาฟังมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำงานได้ดีกับทุกเพลงครับ บางเพลงอาจให้เสียงแปร่ง ๆ รู้สึกแปลกหูจนต้องมาเปลี่ยนกลับเป็นโหมด Music สุดท้ายเวลาฟังเพลงยาว ๆ แล้วขี้เกียจเปลี่ยนโหมดระหว่างฟัง เราเลยตั้งไว้ที่ Music ไปเลย ซึ่งเสียงเพลงจาก Dione ก็ให้เสียงในสไตล์ Devialet ที่คุ้นเคยจากลำโพง Phantom เสียงกลางแหลมสดใส ชัดเคลียร์ แถมแยกมิติได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่าจะให้เบสที่หนากว่า หนักกว่า ทำให้บางทีรู้สึกว่ามีเบสบวม ๆ อยู่นิดหน่อยเวลาฟังเพลงครับ เทียบเสียง Dione กับ Devialet Phantom II 2 ตัว Devialet Dione และ Devialet Phantom II 95 dB 2 ลูก ถ้าเราเทียบเสียง Devialet Dione กับ Devialet Phantom II 95 dB รุ่นเล็กที่เชื่อม 2 ตัวแบบสเตอริโอ ซึ่งมีค่าตัวแทบจะเท่ากัน (Dione ราคา 95,990 บาท ส่วน Phantom II 95 dB ราคา 47,990 บาท ใช้ 2 ลูกคือ 95,980 บาท) เสียงมีความแตกต่างกันดังนี้ครับ ในแง่การชมภาพยนตร์ Dione ชนะขาดลอย ด้วยความที่เป็นซาวด์บาร์ที่ออกแบบมาเพื่อการชมภาพยนตร์โดยเฉพาะ จึงให้เสียงแบบภาพยนตร์ที่มีมิติโอบล้อม ให้เสียงด้านบนได้ แถมให้เสียงพูดได้ชัดเจน ส่วน Phantom II 2 ตัวแล้วต่อกับทีวี ก็ให้เสียงได้แค่สเตอริโอซ้าย-ขวาครับ ไม่มีช่องสัญญาณเสียงกลาง เวลาดูหนังก็จะรู้สึกว่าเสียงตรงกลางมันโบ๋ เสียงพูดก็ไม่ชัดเท่า ส่วนเสียงรอบทิศทางไม่ต้องพูดถึงครับ ได้แค่ซ้าย-ขวา ในแง่การฟังเพลง อันนี้ Phantom II ในฐานะลำโพงฟังเพลงโดยเฉพาะก็ไม่ทิ้งลาย ชนะในเรื่องนี้ไปได้ โดยให้เบสได้หนักแน่นลงลึกยิ่งกว่า ด้วยเสียงต่ำระดับ 18 Hz จากเทคโนโลยี Heart Bass Implosion (HBI) แล้วพอต่อ 2 ลูกแบบสเตอริโอก็ให้เสียงที่ล่องลอย เจื้อยแจ้วไปทั่วบ้าน ฟังข้าง ๆ ไม่ได้ฟังตรงหน้าลำโพงก็ยังเพราะ ไม่เหมือน Dione ที่เสียงจะดีที่สุดก็ต้องฟังตรงหน้าซาวด์บาร์ และเสียงเพลงจาก Phantom จะอยู่ตรงกลางระหว่างโหมด Music กับโหมด Spatial ในการฟังเพลงของ Dione คือเสียงของ Phantom จะโปร่งกว้างกว่าโหมด Music แต่ก็ไม่ได้ล่องลอยจนแปลกหูเหมือนโหมด Spatial แถมเบสยังกระชับกว่า ไม่ออกบวมนิด ๆ เหมือนเสียงจาก Dione ด้วย สรุป ถ้าต้องการเลือกลำโพงชิ้นเดียว เป็นลำโพงอเนกประสงค์สำหรับใช้งานร่วมกับทีวี และยังเปิดเพลงได้เพราะด้วย Devialet Dione คือคำตอบครับ ซื้อตัวเดียวจบ แต่ถ้าต้องการเสียงเพลงที่ดีที่สุดจากเดอเวียเลต์ด้วย ก็ต้องซื้อ Devialet Phantom เพิ่มแล้วแหละครับ การเชื่อมต่อด้วยสายของ Devialet Dione พอร์ตของ Devialet Dione Devialet Dione มีช่องอยู่ด้านหลังของบอดี้เพื่อซ่อนพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมด โดยมีการเชื่อมต่อ 3 พอร์ตคือ ช่อง HDMI แบบ eARC สำหรับเชื่อมต่อเสียงกับทีวีรุ่นใหม่ ๆ ที่รองรับ ARC หรือ eARC ช่อง Optical TOSLINK หรือสายใยแก้วนำแสง สำหรับการเชื่อมต่อกับทีวีหรืออุปกรณ์รุ่นเก่า Gigabit LAN สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (หรือจะไม่ต่อก็ได้ เพราะซาวด์บาร์รุ่นนี้ต่อ Wi-Fi ได้) เมื่อรวมกับสายไฟก็จะเสียบสายเข้าเครื่องได้สูงสุด 4 เส้นครับ ซึ่งถ้าใช้กับทีวีรุ่นใหม่ ๆ ที่มีพอร์ต HDMI แบบ eARC ก็จะใช้งานซาวด์บาร์รุ่นนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะพอร์ต eARC จะมีความเร็วสูงสุดราว 37 Mbps มากที่จะส่งสัญญาณเสียงทุกประเภทที่ Devialet Dione จะรองรับได้ ต่อสายเส้นเดียว จบทุกอย่าง แต่ถ้าทีวีรองรับแค่ HDMI แบบ ARC อันนี้ต้องเล่ากันยาวเลยครับ ด้วยข้อจำกัดของ HDMI ARC ที่มีความเร็วสูงสุดราว 1 Mbps ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณเสียงที่ไม่บีบอัดเลยแบบ LPCM 5.1 Channel (ที่มาจากเครื่อง PlayStation) หรือ Dolby Atmos ในรูปแบบ Dolby TrueHD (มักพบในแผ่น Blu-Ray) ระบบจึงต้องส่งสัญญาณแบบ Dolby Digital Plus ที่บีบอัดแทน ซึ่งทำให้คุณภาพเสียงลดลงไปบ้าง แม้ทีวีรองรับแค่ ARC ก็ยังใช้งาน Dolby Atmos ในรูปแบบ Dolby Digital Plus ผ่านซาวด์บาร์ได้ สำหรับคนที่ไม่มีทีวีที่รองรับ HDMI eARC ก็น่าเสียดายที่ Devialet Dione นั้นไม่มีพอร์ต HDMI In แยกออกมาจากพอร์ต HDMI หลัก ทำให้ไม่สามารถต่อเครื่องเล่น (อย่าง PlayStation, เครื่องเล่น Blu-Ray หรือ Apple TV) เข้าไปที่ซาวด์บาร์โดยตรง เพื่อแยกเสียงคุณภาพสูงแบบ LPCM หรือ Dolby TrueHD ออกมาให้ซาวด์บาร์เล่น ก่อนที่จะส่งสัญญาณภาพผ่าน HDMI อีกพอร์ตไปออกทีวีได้ ส่วนการเชื่อมต่อด้วยเคเบิ้ลใยแก้ว TOSLINK นี่ยิ่งข้อจำกัดเยอะเลยครับ รองรับเสียง Dolby 5.1 ในรูปแบบบีบอัดเท่านั้น และไม่สามารถควบคุมเร่งเสียง ลดเสียงของซาวด์บาร์ผ่านรีโมททีวีได้ด้วย สำหรับผู้ใช้ทั่วไปเราจึงไม่แนะนำให้ใช้เท่าไหร่ ความร้อนระหว่างใช้ Dione อยู่ราว 40 องศา จับแล้วอุ่นไม่ต้องตกใจ เพราะภายในมีชิป ARM Cortex-A53 4 แกน พร้อมแรมอีก 1 GB เพื่อประมวลผลเสียง และส่วนประกอบของแอมป์อีก และข้อจำกัดอีกเรื่องของลำโพงรุ่นนี้คือไม่รองรับระบบเสียง DTS ครับ รองรับแค่ระบบ Dolby เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีแผ่น Blu-Ray หรือ DVD ที่เป็นเสียงในระบบ DTS มันจะถูกแปลงเป็นเสียง PCM ธรรมดาก่อน ทำให้สูญเสียความพิเศษไป ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตเดอเวียเลย์จะอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ Dione รองรับเสียง DTS บ้างครับ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ดูหนังแผ่นเลย ดูแต่สตรีมมิ่งพวก Netflix, Disney+ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะเสียงในสตรีมมิ่งแทบจะทั้งหมด เป็นระบบ Dolby แถมเป็น Dolby แบบที่บีบอัดด้วย ทำให้แม้เราต่อซาวด์บาร์ได้แค่ ARC ก็ยังฟัง Dolby Atmos ใน Netflix ได้ครับ ซึ่งเรื่องการเชื่อมต่อทั้งหมดนี้นี้ป๋าเต็ดอธิบายไว้แล้วในวิดีโอวิธีเลือกซาวด์บาร์ที่แปะอยู่ด้านบนครับ ถ้าอ่านแล้วงง ลองฟังป๋าเต็ดเล่าอีกที การเชื่อมต่อไร้สายของ Devialet Dione กล่องของ Devialet Dione มาเป็นกระดาษไม่เคลือบ ไม่ทำสี เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่าย ภายในประกอบไปด้วยสาย HDMI, สาย TOSLINK, สายไฟ, กระดาษแนะนำการเจาะผนัง ซาวด์บาร์รุ่นนี้รองรับ Wi-Fi และ Bluetooth ในตัวนะครับ ทำให้รองรับหลายเทคโนโลยีคือ Spotify Connect หรือการเปิดเพลงจาก Spotify ไปออกที่ลำโพงโดยตรงได้ โดยหลังจากเปิดเสร็จสมาร์ตโฟนเครื่องที่เปิดเพลงไม่ต้องอยู่ในบริเวณก็ได้ เพลงก็จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะซาวด์บาร์จะดึงเพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของ Spotify โดยตรงเลย AirPlay 2 เพื่อส่งเสียงคุณภาพสูงจากอุปกรณ์ของแอปเปิ้ลได้ ซึ่งพอรองรับ AirPlay 2 ก็ใช้งานแบบ Multi Room กับลำโพงอื่น ๆ ที่รองรับ AirPlay 2 ได้นะครับ ทำให้ลำโพงทั้งบ้าน (ที่รองรับ AirPlay 2) เล่นเพลงเดียวกันได้ UPnP สำหรับส่งสัญญาณเสียงต้นฉบับผ่านเครือข่ายไปเล่นที่ซาวด์บาร์ เช่นเก็บไฟล์เพลงบน NAS แล้วต้องการเปิดเล่นที่ซาวด์บาร์โดยตรงก็ทำได้ แต่จุดที่ขาดไปคือ Dione ไม่รองรับ roon ready เหมือนลำโพงตระกูล Phantom ทำให้ใช้งานกับ roon โปรแกรมเล่นเพลงระดับ Audiophile ไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่รองรับ Tidal Connect ด้วย แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีลำโพง Devialet รุ่นไหนรองรับ Tidal นะ ส่วนการรองรับ Bluetooth บอกตรง ๆ ว่าเรายังไม่เคยเทสต์ครับ เพราะการใช้ลำโพงบ้านที่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน เปิดเพลงผ่าน Wi-Fi ได้ประสบการณ์ที่ดี และคุณภาพเสียงดีกว่าเปิดผ่าน Bluetooth เยอะครับ การควบคุมซาวด์บาร์ ซาวด์บาร์รุ่นนี้ออกแบบให้เราสั่งงานผ่านรีโมททีวีเป็นหลัก (อาศัยมาตรฐาน HDMI-CEC ทำให้ถ้าเราเชื่อมต่อซาวด์บาร์ด้วยสายใยแก้ว TOSLINK จะไม่สามารถควบคุมผ่านรีโมททีวีได้) จึงไม่มีรีโมทแถมมาให้ในกล่อง ซึ่งเราทดสอบกับทีวีของ Sony ก็ทำงานได้ดี เวลากดเพิ่ม-ลดเสียง ก็จะมีระดับเสียงขึ้นบอกที่ทีวี แต่ทีวีบางแบรนด์ก็จะไม่มีตัวเลขระดับเสียงขึ้นนะครับ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมซาวด์บาร์ได้ละเอียดขึ้นผ่านแอป Devialet ในสมาร์ตโฟนครับ โหลดฟรีทั้ง iOS และ Android ซึ่งนอกจากควบคุมระดับเสียงได้แล้ว ยังสามารถสั่ง Room calibration ให้ซาวด์บาร์ส่งเสียงทดสอบสภาพแวดล้อมแล้วใช้ไมโครโฟน 4 ตัวจับเสียงที่สะท้อนกลับมา เพื่อจูนเสียงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของห้องที่สุดก็ได้ นอกจากนี้ตัวแอปยังให้เราเลือกโหมดเสียงที่ถูกใจ หรือจะเปิดใช้โหมดลดเสียงเบสก็ได้ สำหรับคนที่คิดว่าเบสมันเยอะไป แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถปรับ EQ เพื่อลดหรือเพิ่มเสียงเบส-แหลมได้ตามต้องการนะครับ มีแค่เปิดกับปิดการลดเสียงเบสอย่างเดียว ส่วนถ้าคุณอยากได้รีโมทจริง ๆ ก็สามารถซื้อ Devialet Remote ที่ใช้กับลำโพงของเดอเวียเลย์ได้ทุกรุ่นมาใช้ได้ในราคา 8,790 บาทครับ ส่วนการควบคุมบนตัวลำโพง เจ้า Dione ก็มีปุ่มแบบสัมผัส 6 ปุ่ม คือปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, ลดเสียง, เล่นเพลง/หยุดเพลง, เพิ่มเสียง, เชื่อมต่อ Bluetooth, เปิด/ปิดไมค์ ซึ่งเราสามารถเดินมากดที่ซาวด์บาร์โดยตรงได้เลย สรุป Devialet Dione คุ้มไหมสำหรับการลงทุน ปุ่มควบคุมทั้ง 6 ของ Devialet Dione Devialet Dione ไม่ใช่ซาวด์บาร์ที่ถูก แม้จะมีชิ้นเดียวแต่ก็วางค่าตัวไว้ 95,990 บาท สูงกว่าซาวด์บาร์แยกชิ้นเต็มระบบตัวท็อปของหลาย ๆ แบรนด์เสียอีก แต่ถ้าคุณต้องการซาวด์บาร์ที่สวย วางชิ้นเดียวจบโดยไม่ต้องมีลำโพงลูกอื่น ๆ แถมให้เสียงดีงามทั้งสำหรับการชมภาพยนตร์และฟังเพลง Dione ก็เป็นตัวเลือกที่น่าคิดครับ รับประกัน 2 ปีด้วย และ Devialet นั้นออกผลิตภัณฑ์ไม่บ่อย ลำโพงรุ่นหนึ่งจะขายในตลาดไปหลายปี ผลิตภัณฑ์จากเดอเวียเลต์จึงใส่ฮาร์ดแวร์แบบจัดเต็ม แล้วค่อย ๆ ออกซอฟต์แวร์อัปเดตตามมาทีหลัง (ซึ่งซอฟต์แวร์นี่ก็ไม่ได้อัปบ่อย ปีละ 1-2 ครั้งเอง) เราจึงเชื่อว่า Devialet Dione จะยังอยู่ในตลาดไปอีกหลายปี ก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตมันอาจจะรองรับ DTS หรือมีวิธีเสริมลำโพงด้านหลังสำหรับคนที่ต้องการเสียงรอบทิศทางที่แท้จริง มันก็มีความเป็นไปได้นะครับ
แบไต๋ • 12 พ.ย. 65
อ่าน
อีกหนึ่งเซอร์ไพรส์จาก X-Men Day กับการเผยโฉม 3 โปสเตอร์ เวอร์ชั่น IMAX, Real D และ Dolby
ตัวอย่างหนัง X-Men: Dark Phoenix ช่วงเฉลิมฉลองในวัน X-Men Day ยังไม่จบ! เพราะ "X-Men: Dark Phoenix" ยังคงมีเซอร์ไพรส์ออกมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็ถึงเวลาเผยโฉมโปสเตอร์ออกมาอีก 3 เวอร์ชั่น ทั้งเวอร์ชั่น IMAX, Real D และ Dolby ให้แฟน ๆ ได้ชมกัน ก่อนไปสัมผัสประสบการณ์ความยิ่งใหญ่และความอลังการในโรงภาพยนตร์ "X-Men: Dark Phoenix - x-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์" เรื่องราวเมื่อเหล่าทีม X-Men ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่าหวั่นเกรงและแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยเจอมา นั่นก็คือ จีน เกรย์ หนึ่งในสมาชิกของทีม ผู้ถูกโจมตีด้วยพลังลึกลับระดับคอสมิคขณะปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือ ซึ่งแม้พลังลึกลับนี้จะมอบความแข็งแกร่งแบบไม่จำกัดให้ก็จริง แต่กลับเป็นพลังอันมหาศาลที่แม้แต่ตัวของจีนเองก็ไม่สามารถควบคุมได้ ด้วยพละกำลังและอารมณ์ที่แปรปรวนเข้าขั้นวิกฤติ ทำให้จีนแบกรับต่อไปไม่ไหวแล้วระเบิดทุกสิ่งอย่างออกมา และเลวร้ายขนาดกล้าทำร้ายคนที่เธอรักมากที่สุด รวมถึงทำลายหัวใจสำคัญที่รวมทีม X-Men เข้าไว้ด้วยกัน.. เมื่อครอบครัวมิวแทนท์เริ่มแตกหักเป็นเสี่ยง ๆ ทุกคนจึงต้องหาทางกลับมาปรองดองกันอีกครั้ง ไม่ใช่แค่เพราะต้องการดึงจิตวิญญานของจีนกลับมา แต่ต้องปกป้องมวลมนุษยชาติจากกองทัพเอเลี่ยน ที่หวังโจมตีและยึดครองทั้งกาแล็กซี่ไปด้วย เมื่อ จีน เกรย์ เริ่มที่จะพัฒนาศักยภาพอันเหลือเชื่อของเธอ ซึ่งนั่นมันได้นำไปสู่หนทางอันเลวร้าย แล้วมันก็ทำให้เธอกลายเป็นดาร์กฟีนิกซ์ ตอนนี้เหล่า X-Men จึงจำเป็นต้องตัดสินใจว่าชีวิตของสมาชิกในทีมมันจะมีค่ามากกว่าชีวิตของคนทั้งโลกหรือไม่ "X-Men: Dark Phoenix - x-เม็น ดาร์ก ฟีนิกซ์" 6 มิถุนายน พบกันในโรงภาพยนตร์และคุณสามารถชมภาพยนตร์หลากหลายเรื่องในจักรวาล X-Men ได้ที่นี่เลย คลิกเพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง X-Men: First Class เอ็กซ์เม็น รุ่น 1 คลิกเพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง X-Men: Days of Future Past เอ็กซ์เม็น ตอน สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต คลิกเพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง The Wolverine เดอะ วูล์ฟเวอรีน คลิกเพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง Logan โลแกน เดอะ วูล์ฟเวอรีน
หนังต่างประเทศ • 15 พ.ค. 62
อ่าน
รินะ นำทีมปั้นแมวให้เป็นไอดอล โครงการ CAT IDOL by CGM48 ให้ 25 สมาชิกเป็น Promoter (มีคลิป)
ข่าวบันเทิงวันนี้ iAM ต่อยอดการสร้าง INFLUENCER ปั้นไอดอลสัตว์เลี้ยง ภายใต้ โครงการ CAT IDOL by CGM48 แกะกล่องโมเดลการตลาดรูปแบบใหม่ ปลุกกระแสคอนเทนต์ออนไลน์ หวังขยายฐานกลุ่มเป้าหมาย แฟนคลับทาสแมวพุ่ง บริษัท อินดิเพนเด้นท์ อาร์ทิสท์ เมเนจเม้นท์ จำกัด หรือ iAM (ไอแอม) ผู้บริหารกลุ่มศิลปินไอดอล วง BNK48 และ วง CGM48 เปิดเผยว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาสที่ 3 นี้ ทางบริษัทได้มีการเปิดตัว โครงการ CAT IDOL by CGM48 ซึ่งถือว่าเป็นโครงการนำร่องในการสร้างสรรค์และพัฒนา INFLUENCER สัตว์เลี้ยง เพื่อขยายฐานแฟนคลับให้เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น ทั้งนี้แผนธุรกิจและการตลาดแบบใหม่ จะมุ่งเน้นการใช้กลยุทธ์ Collaboration และ Cross Promotion ระหว่างกลุ่ม ศิลปินไอดอลวง CGM48 และ น้องแมว 6 ตัว 6 สายพันธุ์ ให้กลายเป็นอีกหนึ่ง CAT IDOL INFLUENCER เพื่อสร้างกระแสให้กระหึ่มผ่านช่องทาง Social Media และสื่อออนไลน์ โดยการ Collaboration นั้นจะอยู่ในรูปแบบของการนำ สมาชิกวง CGM48 ทั้ง 25 เมมเบอร์ นำทีมโดย ชีไฮนิน - รินะ อิซึตะ และสมาชิกทั้งหมด มาแบ่งเป็นกลุ่ม Promoter สำหรับดูแลและผลักดันน้องแมวแต่ละตัว ซึ่งประกอบไปด้วย 1. ทีม PRINCESS (ปริ๊นเซส) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย ออม / พั้นซ์ / ปะริมะ และ มีน 2. ทีม Kaname ( คานาเมะ ) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย ปิ๊ง / คนิ้ง / เหมย และ มิ้ลค์ 3. ทีม Hero (ฮีโร่) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย ฟอร์จูน / พิม / เคียล่า และ ณิชา 4. ทีม Homnuan (หอมนวล) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย มามิ้งค์ / แชมพู / เจเจ และ เจย์ดา 5. ทีม Kira Kira (คิระ คิระ) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย แองเจิ้ล / สิตา / ลาติน และฟ้าใส 6. ทีม Bluecifer (บลูซิเฟอร์) ซึ่งมี Promoter นำทีมโดย นีน่า / นีนี่ / ไข่หวาน และ ปีโป้ โดยเมมเบอร์ CGM48 ในแต่ละทีม จะมีบทบาทใน ฐานะของ Promoter ที่จะมีส่วนร่วมตั้งแต่กระบวนการการคัดเลือกแมว การสร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัว จนไปถึงการเป็น Creator ในการสร้างสรรค์ Content ผ่านทาง Social Media อย่าง Instagram และสื่อออนไลน์อื่น ๆ เพื่อที่จะให้เหล่าแฟนคลับ และ ทาสแมว ได้ชมความน่ารักและสนุกสนานไปกับ Content รูปแบบใหม่ ๆ ของ เหล่า CAT IDOL และ สมาชิกวง CGM48 อย่างต่อเนื่องและเต็มอิ่ม นอกจากนี้ โครงการ CAT IDOL by CGM48 จะมีการประเมิน Promoter ทีมใดจะสามารถสร้างความสำเร็จให้น้องแมวทั้ง 6 ตัว ใน ฐานะ CAT IDOL Influencer ได้มากที่สุดอีกด้วย ซึ่งล่าสุดหลังจากที่เหล่า CAT IDOL ได้เผยโฉมภาพแรกออกมาทาง Instagram ก็สามารถสร้างยอดจำนวน Followers รวมกันได้มากกว่า 50,000 Followers ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตามการเปิดตัว โครงการ CAT IDOL by CGM48 นับว่าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจสร้างสีสันทางการตลาดผ่านทางทาง Social Media และสื่อออนไลน์ รวมไปถึงสร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการไอดอลและสัตว์เลี้ยงอย่างแท้จริง โดยเป็นอีกก้าวสำคัญของทางบริษัทฯ และวงการไอดอลประเทศไทย ที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการสร้างสรรค์กลุ่มศิลปินไอดอลวง BNK48 ให้เป็นที่รู้จักและมีฐานแฟนคลับครอบคลุมทั่วประเทศ รวมไปถึงกลุ่มศิลปินไอดอลวง CGM48 ที่มุ่งเน้นการสร้างฐานแฟนคลับในจังหวัดเชียงใหม่ โดยในปีที่ผ่านมาทั้งวง BNK48 และวง CGM48 มีจำนวนยอด Follower ทาง Social Media ทุกช่องทางรวมกันมากกว่า 35 ล้าน Followers และสามารถสร้างยอดวิวผ่านทาง YouTube ในปี 2020 รวมกันทั้ง 2 ช่องทางมากกว่า 330 ล้านวิว ทั้งนี้สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหว และเส้นทางสู่การเป็น CAT IDOL INFLUENCER ได้ทางช่องทางดังต่อไปนี้ 1. Cat iDol Story By CGM48 ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงานและภารกิจต่าง ๆ ในทุกวันอังคาร เวลา 18.00 น. Ep. 1 ในวันอังคารที่ 13 กค 2564 Ep. 2 ในวันอังคารที่ 20 กค 2564 Ep.3 ในวันอังคารที่ 27 กค 2564 Ep. 4 ในวันอังคารที่ 3 สค 2564 Ep.5 ในวันอังคารที่ 10 สค 2564 ทุกคอนเทนต์ความน่ารักชมผ่านทาง CGM48 Official Facebook และดูย้อนหลังผ่านทาง CGM48 Official YouTube 2. ช่องทาง Instagram สำหรับ 6 ไอดอลแมว https://www.instagram.com/kaname.cgm48officat/ https://www.instagram.com/kirakira.cgm48officat/ https://www.instagram.com/princess.cgm48officat/ https://www.instagram.com/bluecifer.cgm48officat/ https://www.instagram.com/hero.cgm48officat/ https://www.instagram.com/homnuan.cgm48officat/ มาร่วมให้กำลังใจแก่ สมาชิกวง CGM48 และ ชมความน่ารักของน้องแมว รับรองโครงการนี้จะมีอะไรออกมาเซอร์ไพรส์แฟนแฟนอีกมากมาย ฟังเพลงออนไลน์ เพลงใหม่ ได้แล้ววันนี้บน TrueID ทั้ง เว็บไซต์ และ แอปพลิเคชัน กดเลย community แห่งความบันเทิง 📸เมาท์ข่าวดารา กับเจ๊รุงรังขังรวมทั้งข่าว หนัง ซีรีส์ 🍿ละคร ดนตรี และศิลปินไอดอล 😍ที่คุณชื่นชอบ บนแอปทรูไอดี อ่านข่าวเพิ่มเติม : ขอบคุณทุกแรงสนับสนุน! 3 MV ของ CGM48 ยอดวิวรวมทะลุ 9 ล้านวิวแล้ว (มีคลิป) ดีทุกเพลง! Final Demo 6 เพลงใหม่ ของ 6 ไอดอล BNK48 CGM48 โปรเจกต์ INDY CAMP อบอุ่นประทับใจ! AKB48 Group Asia Festival 2021 คอนเสิร์ตออนไลน์ กับ Setlist สุดปัง! CGM48 ประกาศพักงานและงดใช้โซเชียล มีน พิชญธิดา 2 เดือน หลังละเมิดกฏของบริษัทฯ
ข่าวบันเทิง • 22 ก.ค. 64
ลงทุน 60 ล้าน เนรมิตบ้านให้เป็นโรงหนัง!!
Home Theater มูลค่า 64 ล้านบาท ที่แพงที่สุดในประเทศ! เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังทำบ้าน
DANNERAMIT • 2 วันที่แล้ว
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ตะลุยอาหรับราตรี
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ฝ่าแดนเขาวงกต
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน เดอะมูฟวี่ 11: ปริศนามหาขุมทรัพย์โจรสลัด
หนังแอนิเมชัน • 20 ส.ค. 68
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ สงครามเงือกใต้สมุทร
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนไดโนเสาร์ของโนบิตะ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะผู้กล้าแห่งอวกาศ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ตอน โลกแห่งซิมโฟนี่ของโนบิตะ
ทรูวิชั่นส์ • 1 มี.ค. 68
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ตะลุยปราสาทใต้สมุทร
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะล่าโจรปริศนาในพิพิธภัณฑ์ของวิเศษ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ไดโนเสาร์ของโนบิตะ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ตำนานสุริยะกษัตริย์
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ เผชิญอัศวินไดโนเสาร์
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
อ่าน
มาร์เวล เปิดตัวภาพคอนเซ็ปต์อาร์ต "Avengers: Doomsday" กับโฉมหน้าทั้ง 26 ตัวละครหลัก
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแฟน ๆ หนังทั่วโลกก็กำลังนับวันรอยคอยการกลับมากอบกู้สถานการณ์วงการหนังซูเปอร์ฮีโร่ของ "Avengers: Doomsday" ในช่วงปลายปีนี้อยู่ เพราะนี่คือการกลับมาด้วยความหวังที่ยิ่งใหญ่ เป็นการกลับมารวมตัวของเหล่าตัวละครฮีโรอีกครั้ง นับตั้งแต่ Avengers: Endgame ในปี 2019 พร้อมกับทีมนักแสดงซุปตาร์ชั้นนำมากมาย และการคัมแบ็กของผู้กำกับ โจ รุสโซ และ แอนโทนี รุสโซ หนังเรื่องนี้น่าจะสร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ให้กับวงการหนังระดับโลกอีกครั้ง และล่าสุด มาร์เวล เพิ่งทำการปล่อยภาพคอนเซ็ปต์อาร์ตใหม่จากหนัง Avengers: Doomsday ซึ่งได้เปิดเผยภายในงาน Bilibili World 2026 ในนครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ที่ทำให้เห็นโฉมหน้าของเหล่าตัวละครหลัก ๆ ทั้ง 26 คาแรกเตอร์ที่จะร่วมแสดงในหนังภาคนี้ โดยที่มี ด็อกเตอร์ ดูม ที่รับบทโดย "โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์" โดดเด่นอยู่ตรงกลาง ก่อนจะเรียงรายไปด้วยตัวละคร แฟนแทสติก โฟร์, ชางชี, กัปตันอเมริกา, ฟาลคอน, สตีฟ โรเจอร์ส รวมทั้ง ธอร์, แอนท์-แมน, และเหล่า นิว อเวนเจอร์ส ร่วมด้วยสมาชิก X-Men รุ่นดั้งเดิม ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ในภาพดังกล่าวด้วย แน่นอนว่าโครงการหนังของมาร์เวล ได้ถูกเก็บงำเป็นความลับเอาไว้สุดยอด ทำให้ไม่มีอะไรหลุดออกมาเลยสักนิดเดียว โดยที่แฟน ๆ ยังเฝ้ารอคอยการมาของทีเซอร์ตัวอย่างเต็มตัวแรกของหนังเรื่องนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่าอาจจะปล่อยออกมาแปะหน้าหนัง Spider-Man: Brand New Day ในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ แต่บางส่วนก็เชื่อว่าตัวอย่างหนัง Avengers: Doomsday อย่างเป็นทางการ น่าจะปล่อยออกมาในช่วงเดือนกันยายนที่จะถึงนี้มากกว่า Avengers: Doomsday วางคิวฉายกระหึ่มทั่วโลกในวันที่ 17 ธันวาคม 2026 ซึ่งจะเป็นการสร้างปรากฏการณ์ระดับมหึมาให้กับวงการหนัง เพราะจะฉายชนจัง ๆ กับอีกหนึ่งหนังมหากาพย์ไซไฟ Dune: Part 3 ที่ไม่ยอมหลบเลี่ยงขยับวันฉายไปไหน ทำให้เป็นกำไรของผู้ชม ที่จะได้พบกับการแบลเทิลของ 2 หนังบล็อกบัสเตอร์แห่งปีคู่นี้ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa
หนังต่างประเทศ • 13 ก.ค. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะท่องอาณาจักรโฮ่งเหมียว
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะตะลุยอาณาจักรหุ่นยนต์
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ 3อัศวินในจินตนาการ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะผจญกองทัพมนุษย์เหล็ก
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ โนบิตะบุกอาณาจักรเมฆ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ มหัศจรรย์ดินแดนแห่งสายลม
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนโนบิตะนักบุกเบิกอวกาศ
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดู
โดราเอมอนเดอะมูฟวี่ ผจญภัยไซอิ๋ว
ทรูวิชั่นส์ • 24 เม.ย. 69
ดูเพิ่มเติม