รีเซต

ผลการค้นหา “#bmwmotorrad” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
MotoGP Germany Grand Prix Highlights
ดู

MotoGP Germany Grand Prix Highlights

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันลบ. ปั้นไทยฐาน Mazda MHEV
อ่าน

บีโอไอไฟเขียว “ออโต้อัลลายแอนซ์” ลงทุน 7 พันลบ. ปั้นไทยฐาน Mazda MHEV

#ทันหุ้น - บีโอไออนุมัติ “ออโต้อัลลายแอนซ์” บริษัทร่วมทุนของมาสด้า ลงทุนกว่า 7,400 ล้านบาท ปรับปรุงโรงงานรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV เพื่อจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังญี่ปุ่น รวมถึงอาเซียน ตอกย้ำศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะทำ งานพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนของมาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น เพื่อขยายการลงทุนมูลค่ากว่า 7,400 ล้านบาท ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตของโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด จังหวัดระยอง  เพื่อรองรับการผลิตรถยนต์มาสด้ารุ่นใหม่ แบบ Mild Hybrid Electric Vehicle (MHEV) ซึ่งเป็นรถยนต์แบบผสมที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงและไฟฟ้า โดยมาสด้าได้เลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV พร้อมเดินสายการผลิตในปี 2570 เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปญี่ปุ่น และประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งการลงทุนครั้งนี้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก และการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยียานยนต์ในอนาคต อีกทั้งเป็นการตอบรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ MHEV ที่ออกโดยคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) ซึ่งจะกำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราคงที่เป็นเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575)ปัจจุบัน กลุ่มมาสด้ามีบริษัทในประเทศไทย 4 บริษัท ครอบคลุมธุรกิจด้านการผลิตรถยนต์ เครื่องยนต์เกียร์อัตโนมัติ ชิ้นส่วนยานยนต์ การจำหน่าย และการตลาดระดับภูมิภาค โดยได้จัดตั้งบริษัท ออโต้อัลลายแอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับฟอร์ด เพื่อเป็นฐานการผลิตรถยนต์สำคัญของภูมิภาค ทั้งรถกระบะและรถยนต์นั่ง นอกจากนี้ ยังจัดตั้งบริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตหลักของเครื่องยนต์เทคโนโลยี SKYACTIV และเกียร์ในภูมิภาค  การลงทุนของมาสด้าในครั้งนี้ จะเป็นการปรับปรุงสายการผลิตด้วยการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวน การสำคัญ อาทิ การเชื่อมโครงรถ การประกอบตัวถัง การพ่นสี และการประกอบรถยนต์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำ รองรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษระดับยูโร 6 ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในโรงงาน โดยทั้งหมดนี้เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตรถยนต์อเนกประสงค์รุ่น B-SUV ด้วยเทคโนโลยี MHEV ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงส่งออกไปยังประเทศในกลุ่มอาเซียน และส่งกลับไปยังญี่ปุ่น เนื่องจากบริษัทฯ และลูกค้าเชื่อมั่นในคุณภาพของรถยนต์ที่ผลิตจากโรงงานในประเทศไทย โดยโครงการนี้นับเป็นก้าวแรกของบริษัทฯ ในการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าต่อไปสำหรับมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบMHEVบอร์ดอีวีได้กำหนดภาษีสรรพสามิตในอัตราพิเศษร้อยละ 10 (กรณีปล่อยCO2ไม่เกิน 100g/km) และร้อยละ 12 (กรณีปล่อยCO2ตั้งแต่ 101 – 120g/km)โดยจะเป็นอัตราคงที่ในเวลา 7 ปี (พ.ศ. 2569 – 2575) พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขต้องมีการลงทุนเพิ่มเติมไม่น้อยกว่า5,000 ล้านบาทอีกทั้งต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตหรือประกอบในประเทศ โดยต้องใช้แบตเตอรี่ที่ผลิตในประเทศตั้งแต่ปี 2569และต้องใช้ชิ้นส่วนสำคัญ ได้แก่Traction Motorหรือชิ้นส่วนที่มีลักษณะการทำงานเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2571และต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ (ADAS)อย่างน้อย 4 จาก 6 ระบบ “การที่มาสด้าเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิตหลัก MHEV ครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันความเชื่อมั่นของบริษัทระดับโลกที่มีต่อศักยภาพของไทย และเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ตอกย้ำว่าประเทศไทยเดินมาถูกทาง บอร์ด EV และบีโอไอมีเป้าหมายชัดเจนในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต จากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในทุกเซกเมนต์ และทุกเทคโนโลยี ทั้ง BEV, PHEV, HEV และ  MHEV เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้าทุกประเภท และเป็นศูนย์กลางห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

ไทยฮอนด้า และ เดนท์สุประเทศไทย สร้างสรรค์แคมเปญ “Honda Inner Cap” ขับขี่ปลอดภัยสวมหมวกกันน็อกอย่างสบายใจ
อ่าน

ไทยฮอนด้า และ เดนท์สุประเทศไทย สร้างสรรค์แคมเปญ “Honda Inner Cap” ขับขี่ปลอดภัยสวมหมวกกันน็อกอย่างสบายใจ

Honda Inner Cap แคมเปญรณรงค์ส่งเสริมความปลอดภัยสำหรับผู้ขับขี่จักรยานยนต์ ล่าสุดซึ่งทางไทยฮอนด้า และ เดนท์สุ ประเทศไทยร่วมกันจัดขึ้นจากข้อมูลเชิงลึกที่พบว่ายังมีผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์บางส่วนไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก ข้อมูลจากกรมขนส่งทางบกระบุจำนวนของรถจักรยานยนต์รับจ้างในประเทศไทยประมาณ 150,000 คัน (ข้อมูลจาก กรมการขนส่งทางบก) ที่ให้บริการผู้โดยสารเป็นล้านคน และถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นผู้โดยสารที่ไม่สวมหมวกกันน็อกนั้นจะมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ถึง 96.8% (ข้อมูลจาก สํานักความปลอดภัยในการขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบก) โดยปัจจัยที่ผู้โดยสารไม่ยอมสวมหมวกกันน็อก เช่น มองว่าเป็นการใช้บริการเดินทางในระยะสั้นๆ ต้องการเดินทางด้วยความเร่งรีบ และไม่ต้องการใช้หมวกกันน็อกร่วมกันกับผู้โดยสารคนอื่นๆ เดนท์สุมีการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นผู้โดยสารรถจักรยานยนต์รับจ้างพบว่าเหตุผลที่ผู้โดยสารไม่เต็มใจสวมหมวกกันน็อกที่รถจักรยานยนต์มีไว้ให้บริการนั้นเกิดจากความกังวลเรื่องสุขอนามัยในการต้องใช้หมวกกันน็อกร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนใช้ร่วมกันมาตลอดทั้งวัน มากกว่าความกังวลเรื่องความไม่สะดวก หรือความเร่งรีบ Honda Inner Cap หรือ หมวกรองกันน็อก จึงเป็นแคมเปญที่มาแก้ไขความกังวลนี้ให้กับผู้โดยสารได้โดยตรง ไทยฮอนด้า ได้เริ่มแคมเปญนี้ด้วยการแจกจ่าย Honda Inner Cap ตามจุดบริการวินมอร์เตอร์ไซต์ หรือ รถจักรยานยนต์รับจ้างตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2569 ตามจุดบริการฯ รอบๆ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้โดยสารรถจักรยานยนต์ในการตัดสินใจ เลือกสวมหมวกกันน็อกเพื่อความปลอดภัยโดยใช้ Honda Inner Cap ที่ให้ทั้งความสะดวก ความมั่นใจ ความสะอาดและปลอดภัย แคมเปญนี้ใช้การสื่อสารผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook ได้รับการความสนใจจากผู้โดยสารและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ด้วยการสื่อสาร ทั้งภาพและเนื้อหาที่สร้างความตระหนักให้สังคมรับรู้ เรื่องความปลอดภัยของผู้โดยสารนั้นเทียบเท่ากับความปลอดภัยบนท้องถนนเช่นกัน นอกจากนี้มีการสติกเกอร์ Honda Inner Cap ด้านหลังหมวกกันน็อกของผู้ขับขี่เพื่อเป็นช่องทางในการสร้างการรับรู้ผ่านสายตาของผู้ใช้งานท้องถนนและผู้โดยสารที่ใช้บริการจริงๆ ซึ่งวิธีนี้ยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็นว่า Honda Inner Cap คืออะไร คุณสุพจน์ พนธ์พงษ์ขจร ผู้จัดการทั่วไปสายงานส่งเสริมด้านความปลอดภัยทางถนน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด กล่าวว่า "ความปลอดภัยบนท้องถนนจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้โดยสารและผู้ขับขี่สวมหมวกกันน็อกระหว่างเดินทาง และสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากแคมเปญนี้คือ ผู้โดยสารตระหนักดีเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน แต่ยังมีความกังวลเกี่ยวกับสุขอนามัย ไทยฮอนด้าต้องการช่วยจัดการความกังวลนี้ จึงคิดหาวิธีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนน ด้วยการทำงานกับเดนท์สุ ซึ่งได้ลงพื้นที่พูดคุยกับผู้ใช้งานจริง รับฟังเสียงของผู้โดยสารที่ใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน เพื่อทำความเข้าใจข้อกังวลอย่างแท้จริง แคมเปญ Inner Cap จึงเกิดขึ้นจากการมองปัญหาในระดับของการตัดสินใจเพียงไม่กี่วินาทีที่ผู้คนต้องเผชิญทุกวัน และเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการทำให้ผู้คนสามารถเดินทางในเมืองได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากยิ่งขึ้น คุณสุบรรณ โค้ว, ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า แทบทุกครั้งที่มีการใช้บริการวินมอเตอร์ไซค์ในกรุงเทพฯ เรามักจะเห็นหมวกกันน็อกแขวนอยู่บนแฮนด์รถ แต่กลับไม่ได้ถูกหยิบมาใช้งานจริง สำหรับแคมเปญนี้ เราต้องการทำความเข้าใจ ทุกคนในเส้นทางการเดินทาง อย่างลึกซึ้ง จึงลงพื้นที่ไปพูดคุยกับผู้โดยสาร ไปสังเกตการณ์ตามจุดวินฯ และอยู่ท่ามกลางสภาพการจราจรจริง เพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมหลายคนถึงเลือกไม่สวมหมวกกันน็อกที่ใช้ร่วมกัน และเราก็พบว่าความกังวลของผู้โดยสารนั้นเป็นเหตุผลที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง แต่ที่ผ่านมาแทบไม่มีใครให้ความสำคัญกับมันมากพอที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ในฐานะแบรนด์ที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ถนนในประเทศไทย ฮอนด้ามีความน่าเชื่อถือและศักยภาพในการเข้าถึงผู้คนบนท้องถนนได้อย่างแท้จริง พร้อมความตั้งใจที่จะยกระดับความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับทุกคน เราภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับไทยฮอนด้าอีกครั้ง เพื่อร่วมสร้างถนนที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในประเทศไทย แคมเปญนี้เป็นการร่วมงานเป็นปีที่สองติดต่อกันที่ไทยฮอนด้าประเทศไทยและเดนท์สุ ประเทศไทยได้ให้ความสําคัญกับผู้โดยสาร โดยในปี พ.ศ. 2568 ได้ร่วมกันสร้างแคมเปญ "PROTECT The Power of Dreams" ซึ่งเป็นแคมเปญที่เปิดตัวในวันเด็กไทย ที่แสดงให้เห็นว่าอนาคตของเด็กควรค่าแก่การปกป้องจากเบาะหลัง ส่วนแคมเปญ Inner Cap ครั้งนี้ได้ขยายแนวความคิดนั้นไปยังผู้โดยสารที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีอุปสรรคที่แตกต่างแต่เป็นพฤติกรรมที่ทำกันมาจนเคยชินซึ่งถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงได้จะช่วยให้มีความปลอดภัยบนท้องถนนมากขึ้น การลงทุนด้านความปลอดภัยบนท้องถนนของไทยฮอนด้าประเทศไทย ไม่เพียงแต่การลงทุนไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัท แต่การริเริ่มแคมเปญต่างๆ เหล่านี้แสดงถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการทํางานของทีมไทยฮอนด้า ในการช่วยสร้างความตระหนัก และช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนนแบบยั่งยืน

MGC เผยกำไร Q1/69 ทำนิวไฮ มียอดจองค้าง 2 พันคัน หนุนงบ Q2 โตต่อเนื่อง
อ่าน

MGC เผยกำไร Q1/69 ทำนิวไฮ มียอดจองค้าง 2 พันคัน หนุนงบ Q2 โตต่อเนื่อง

#MGC #ทันหุ้น-MGC เดินหน้าสู่รอบการเติบโตครั้งใหม่ (New Growth Cycle) โชว์กำไรไตรมาส 1/69 สร้างสถิติสูงสุดใหม่โดยมีกำไรสุทธิ 323 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 488% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ขณะที่แนวโน้มคาดโตต่อเนื่อง โดยมียอดจองค้าง (Backorder) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 2,000 คัน พร้อมเตรียมเร่งสปีดการเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 และต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลังขณะที่รายได้รวมในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 6,080 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.6% (YoY) และ EBITDA เติบโต 88.1% (YoY) แตะระดับ 813 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากการรับรู้ผลประกอบการของ Neo Mobility Asia เต็ม 100% ที่เริ่มสะท้อนเข้ามาอย่างชัดเจน ประกอบกับกระแสการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ที่ได้รับแรงหนุนจากความผันผวนของราคาพลังงานและต้นทุนน้ำมันในระดับสูง ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนพฤติกรรมจากรถยนต์สันดาปภายใน สู่รถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะระดับพรีเมียมมากขึ้นขณะเดียวกัน กระแสตอบรับรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มแบรนด์ของบริษัทฯ ภายในงาน บางกอกอินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง หลังการเปิดตัว XPENG X9 และ BMW iX3 รุ่นใหม่ ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่ม Premium Intelligent EV อาทิ ZEEKR 009, BMW i5 และรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นต่างๆ ภายในกลุ่ม ได้รับการตอบรับที่โดดเด่นจากผู้บริโภค และสร้างยอดจองในระดับสูง สะท้อนความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ยอดจองค้าง (Backorder) ของบริษัทฯ อยู่ในระดับสูงกว่า 2,000 คัน พร้อมเตรียมเร่งสปีดการเติบโตตั้งแต่ไตรมาส 2 และต่อเนื่องตลอดครึ่งปีหลังปี 2569 เป็นอีกปีที่ MGC-ASIA เดินหน้าต่อยอดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง หลังการวางรากฐานธุรกิจมาอย่างยาวนาน จนปัจจุบันบริษัทฯ ก้าวสู่การเป็น Premium Mobility Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้ง รถยนต์กลุ่มพรีเมียม ยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ บริการทางการเงิน ประกันภัย รถเช่ารถมือสอง บริการหลังการขาย และ Loyalty Ecosystem ซึ่งทุกธุรกิจเริ่มเชื่อมโยงระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจที่มี high margin และ recurring income เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนผ่านการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ และการขยายตัวของ New Growth Engine ที่ชัดเจนมากขึ้นMGC-ASIA ยังถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการโมบิลิตี้ อีโคซิสเทม ระดับพรีเมียม (Premium Mobility Ecosystem) ชั้นนำของประเทศไทย ที่มีฐานลูกค้าคุณภาพและกำลังซื้อสูง ซึ่งถือเป็น strategic asset สำคัญในการต่อยอดธุรกิจในระยะยาว โดยหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือ ‘MOBILIFE’ แพลตฟอร์ม Loyalty Ecosystem ที่เชื่อมทุกบริการของลูกค้าไว้ในระบบนิเวศเดียว ผ่านการสะสมคะแนนเพื่อแลกรับสินค้าและบริการจากแบรนด์ชั้นนำ ที่บริษัทฯ คัดสรรมาโดยเฉพาะ รวมถึงแลกตั๋วเครื่องบินผ่าน MGC Aviation ได้โดยตรง ซึ่งช่วยสร้างความภักดีของลูกค้า และเพิ่มการใช้บริการภายในระบบนิเวศของกลุ่มอย่างต่อเนื่อง**โชว์ฟอร์มแกร่ง เติบโตทุกกลุ่มธุรกิจ-Neo Mobility Asia หนุน EV Ecosystem เติบโตต่อเนื่องการรับรู้ผลประกอบการของ Neo Mobility Asia เต็ม 100% เริ่มสะท้อนเข้ามาอย่างชัดเจน โดยปัจจุบัน Neo Mobility Asia มีแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมอย่าง XPENG และ ZEEKR อยู่ภายใต้พอร์ตโฟลิโอธุรกิจของบริษัทฯ พร้อมเดินหน้าทยอยส่งมอบรถตาม Backorder จำนวนกว่า 2,000 คัน อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม และสนับสนุนการเติบโตของรายได้และผลประกอบการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป-Alpha X–Howden Maxi เติบโตต่อเนื่องธุรกิจการเงินผ่าน Alpha X เติบโตจากกลุ่ม Wealth Lending ลูกค้าระดับพรีเมียม โดยมีส่วนแบ่งกำไร 11.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,765.3% (YoY) ขณะที่ธุรกิจประกันภัย Howden Maxi เติบโตจากการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง-MASTER CAR RENTAL และ SIXT รถเช่า ประเทศไทย รับอานิสงส์ท่องเที่ยวฟื้นตัวธุรกิจรถเช่ามีรายได้ 489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.7% (YoY) จากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและความต้องการใช้รถจากลูกค้าองค์กร พร้อมเสริมพอร์ตรถยนต์พรีเมียมและรถยนต์ไฟฟ้า 100% เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโตมากขึ้น-ธุรกิจรถมือสอง หนุน Margin เติบโตธุรกิจรถยนต์มือสองมีรายได้ 273.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.6% (YoY) โดยยังคงรักษา margin ได้ในระดับที่ดี จากการบริหารรถในสต็อกและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ-Aftersales–MMS สร้างรายได้ประจำแข็งแกร่งธุรกิจบริการหลังการขายมีรายได้ 931 ล้านบาท ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการในกลุ่ม BMW, MINI, Honda, XPENG, ZEEKR, Rolls-Royce, BMW Motorrad, Harley-Davidson และ MMS ตอกย้ำความแข็งแกร่งของ Premium Mobility Ecosystem ทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องทั้งการขยายโชว์รูมและศูนย์บริการ BMW Millennium Auto จังหวัดอุดรธานี เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของเครือข่ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพิ่มเติมจากจังหวัดอุบลราชธานี สะท้อนศักยภาพในการขยายฐานลูกค้าพรีเมียมในหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ หลังบริษัทฯ ประสบความสำเร็จในการสร้างเครือข่าย BMW Millennium Auto ที่แข็งแกร่งในโซนภาคใต้ ทั้งภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าขยายศักยภาพการบริการด้านศูนย์ซ่อมสี–ตัวถัง ผ่าน MMS เพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ premium และ EV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มองว่า ธุรกิจบริการหลังการขายของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ต้องอาศัยทั้งเทคโนโลยี มาตรฐานความปลอดภัย และทีมช่างที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในปัจจุบันขณะที่การทยอยเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการลงทุนขยายระบบนิเวศและเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จะเริ่มทยอยสะท้อนผ่านการเติบโตของรายได้และคุณภาพกำไรในช่วงครึ่งปีหลังมากขึ้นดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม MGC-ASIA กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยานยนต์ในอนาคตจะไม่ได้แข่งขันกันเพียงยอดขายรถยนต์อีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันของระบบนิเวศที่สามารถเชื่อมโยงลูกค้า สร้าง recurring relationship และต่อยอดมูลค่าได้ตลอดวัฏจักรของลูกค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ MGC-ASIA ได้วางรากฐานยาวนานเป็นเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา โดยมุ่งเน้นการเติบโต ด้วยคุณภาพของสินค้าและบริการ เพื่อหลีกเลี่ยงการแข่งขันในรูปแบบสงครามราคา และเริ่มสะท้อนผ่านผลประกอบการที่เติบโตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น”นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าสนับสนุนกิจกรรมด้านกีฬาและเยาวชน ผ่านการจัดการแข่งขัน ‘XPENG Cup International Ice Hockey’ เพื่อส่งเสริมศักยภาพเยาวชนไทย และสร้าง community engagement ภายใต้แบรนด์ premium lifestyle ecosystem ของกลุ่มบริษัทฯ

SCL ขายอะไหล่พรีเมียม ขึ้นแท่นฮับ BMW-MINI
อ่าน

SCL ขายอะไหล่พรีเมียม ขึ้นแท่นฮับ BMW-MINI

#SCL #ทันหุ้น – SCL ติดปีกธุรกิจอะไหล่พรีเมียม รับแต่งตั้งเป็นศูนย์กลางจัดจำหน่ายอะไหล่แท้ BMW และ MINI ตอกย้ำศักยภาพการบริหารจัดการระดับมาตรฐานโลก ชูความแข็งแกร่งพอร์ตสินค้ากว่า 190,000 รายการ พร้อมเดินหน้าต่อยอดพันธมิตรนายสกล  ตั้งก่อสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เอส.ซี.แอล. มอเตอร์ พาร์ท (SCL) เปิดเผยว่า การได้รับแต่งตั้งในครั้งนี้สะท้อนถึงศักยภาพของบริษัทในการดำเนินงานตามมาตรฐานของ BMW Group ทั้งในด้านประสิทธิภาพการดำเนินงาน ระบบบริหารจัดการสินค้า และเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศ โดย SCL มีความพร้อมในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางจัดจำหน่ายอะไหล่แท้ (Genuine Parts) สำหรับ BMW และ MINI เพื่อรองรับความต้องการของตลาดรถยนต์ระดับพรีเมียมที่ยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับตลาดอะไหล่รถยนต์ในประเทศไทยยังมีศักยภาพเติบโตจากฐานรถยนต์สะสมที่อยู่ในระบบจำนวนมากกว่า 20 ล้านคัน โดยกลุ่มรถยุโรประดับพรีเมียมที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานของอะไหล่แท้ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าในกลุ่ม Genuine Parts มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญของบริษัทในการขยายธุรกิจในระยะยาวทั้งนี้ SCL ดำเนินธุรกิจเป็นศูนย์รวมการจัดจำหน่ายอะไหล่รถยนต์แบบครบวงจร ครอบคลุมสินค้ามากกว่า 190,000 รายการ ทั้งอะไหล่แท้ (Genuine Parts) และอะไหล่ทดแทน (Replacement Parts) พร้อมระบบโลจิสติกส์และการบริหารคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ รองรับการให้บริการลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศ บริษัทพร้อมต่อยอดจุดแข็งผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก เพื่อขยายตลาดอะไหล่รถยนต์และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในระยะยาว พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอะไหล่ยานยนต์ของประเทศไทย

Motor Show 2026 รวมไฮไลต์รถรุ่นใหม่ ตารางงาน เดินทางไปอิมแพ็ค เมืองทองธานียังไง?
อ่าน

Motor Show 2026 รวมไฮไลต์รถรุ่นใหม่ ตารางงาน เดินทางไปอิมแพ็ค เมืองทองธานียังไง?

เริ่มแล้วกับงานที่คนรักรถทุกคนรอคอย The 47th Bangkok International Motor Show 2026 หรือ บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 ที่ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ปีนี้มาในธีมที่ล้ำกว่าเดิม เน้นด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และดีไซน์แห่งอนาคตที่จับต้องได้จริง ใครกำลังวางแผนจะไปดูความพรีเมียมของ รถรุ่นล่าสุด รถไฟฟ้า รถ EV หรือกำลังมองหาข้อเสนอสุดพิเศษเพื่อเป็นเจ้าของรถคันใหม่ ห้ามพลาดครับ Motor Show 2026 รวมไฮไลต์รถรุ่นใหม่ตารางงาน เดินทางไปอิมแพ็ค เมืองทองธานียังไง? มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 47 จัดที่ไหน เมื่อไหร่? งานมอเตอร์โชว์ ประจำปี 2569 จัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้าและนิทรรศการที่ใหญ่ที่สุดในไทย ที่ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยกินพื้นที่ครอบคลุมกว่า 60,000 ตารางเมตร เพื่อจัดแสดงนวัตกรรมจากค่ายรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก 📍สถานที่จัดงาน : อิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ Hall 1-3, ถนนป๊อปปูล่า 3 ตำบลบ้านใหม่ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 📍พิกัด : https://maps.app.goo.gl/kvcmjqp1gJWCzGW97 📆 ช่วงเวลาจัดงาน : ตั้งแต่วันพุธที่ 25 มีนาคม - วันอาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2569 ไฮไลต์ Motor Show ที่ห้ามพลาดปีนี้ ในปี 2026 นี้ เทรนด์ยานยนต์โลกขยับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลและพลังงานทางเลือกอย่างเต็มตัว โดยมีจุดเช็กอินที่สายคอนเทนต์และคนรักรถต้องแวะไปสัมผัส มีรถรุ่นไฮไลท์ ทั้งที่เปิดตัวในงานเป็นครั้งแรก เปิดตัวราคาเร้าใจ รวมถึงพาคันจริงมาโชว์ตัวให้สัมผัสกันแบบใกล้ชิด ดังต่อไปนี้ครับ Mazda6e Chery Q OMODA C5 EV ใหม่ MG IM6 Changan NEVO Q05 Toyota Land Cruiser FJ ZEEKR X 2026 Porsche Cayenne EV BMW iX3 Nueu Klasses ORA 05 Mercedes-Benz CLA EV BYD ATTO 1 BYD ATTO 2 Firefly Tesla Model Y L ZEEKR 009 Grand ZEEKR 9X เวลางาน และแผนผังงาน Bangkok International Motor Show วันจันทร์ - ศุกร์: เปิดเข้าชมงานเวลา 12.00 - 22.00 น. วันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์: เปิดเปิดเข้าชมงานเวลา 11.00 - 22.00 น. Tip : ใครอยากปรึกษาเซลล์หรือลองนั่งแบบเจาะลึก แนะนำให้ไปในช่วงบ่ายของวันธรรมดา เพราะจำนวนผู้เข้าชมจะน้อยกว่าช่วงวันหยุด ทำให้ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและมีมุมถ่ายรูปที่สวยกว่ามากครับ การเดินทางไป มอเตอร์โชว์ 2569 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เนื่องจากงาน Motor Show เป็นอีเวนต์ระดับแม่เหล็กที่มีผู้เข้าชมจำนวนมหาศาล การเตรียมตัวเรื่องการเดินทางจึงสำคัญมาก เพื่อเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด รถส่วนตัว ใช้ทางด่วนอุดรรัถยาลงด่านเมืองทองธานีได้โดยตรง ภายในพื้นที่มีที่จอดรถทั้งในร่ม (อาคาร P1-P3) ที่เชื่อมต่อกับฮอลล์ และลานจอดรถกลางแจ้งที่จุรถได้อีกหลายพันคัน (แนะนำให้ถึงงานก่อนเที่ยงเพื่อจองที่จอดในร่มที่ใกล้ที่สุดครับ) ที่จอดรถ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ค่าที่จอดรถอิมแพ็ค เช็กที่นี่ รถไฟฟ้า สายสีชมพู : สามารถลงที่ สถานีอิมแพ็ค เมืองทองธานี (MT01) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหน้าอาคารชาเลนเจอร์เลย หรือจะลงที่ สถานีทะเลสาบเมืองทองธานี (MT02) เพื่อเดินชมบรรยากาศรอบๆ ก่อนเข้างานก็ได้ สายสีแดง : สำหรับผู้ที่เดินทางมาจากโซนรังสิตหรือดอนเมือง สามารถลงที่สถานีหลักสี่ แล้วต่อรถสาธารณะหรือวินมอเตอร์ไซค์เข้ามาที่อิมแพ็คได้ในเวลาไม่เกิน 15-20 นาที รถสาธารณะและ Shuttle Bus รถตู้สาธารณะ : มีจุดบริการหลักอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, จตุจักร, ปากเกร็ด และฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ซึ่งจะวิ่งส่งถึงหน้าฮอลล์โดยตรง Impact Link : บริการ Shuttle Bus รับ-ส่งจากสถานีรถไฟฟ้า BTS หมอชิต (ทางออก 4) และ MRT สวนจตุจักร ไม่ว่าจะสายเทคโนโลยีที่ชื่นชอบรถ EV หรือสายสปอร์ตที่หลงรักเสียงเครื่องยนต์ งาน Motor Show 2026 คือจุดนัดพบที่ตอบโจทย์ที่สุด เตรียมกล้องให้พร้อมแล้วไปเจอกันที่เมืองทองธานีนะครับ ====================

BOI ไฟเขียวไทรอัมพ์ 4 พันล้าน ดันไทยฐานผลิตบิ๊กไบค์ระดับโลก
อ่าน

BOI ไฟเขียวไทรอัมพ์ 4 พันล้าน ดันไทยฐานผลิตบิ๊กไบค์ระดับโลก

#ทันหุ้น - บีโอไอ อนุมัติ “ไทรอัมพ์” ลงทุนเพิ่มกว่า 4,000 ล้านบาท รับแนวโน้มตลาดบิ๊กไบค์ฟื้นตัว ผลักดันไทยผู้นำฐานผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่สมรรถนะสูง เผยยอดลงทุนรวมอุตสาหกรรมบิ๊กไบค์ มูลค่ากว่า2 หมื่นล้านบาท สร้างไทยเป็นฐานส่งออกไปทั่วโลกนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาโครงการ ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากบอร์ดบีโอไอ ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อขยายกำลังการผลิตรถจักรยานยนต์ Big Bike ขนาดตั้งแต่ 500 ซีซีขึ้นไป รวมถึงการผลิตเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนแบบครบวงจร เพื่อส่งออกไปยังบริษัทแม่ในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย ร้อยละ 95 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 5 จำหน่ายในประเทศไทย ตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี เงินลงทุนของส่วนขยายครั้งนี้กว่า 4,000 ล้านบาท บริษัท ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ (Triumph Motorcycles) ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติยาวนานกว่า 120 ปี มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบทางวิศวกรรม และการผลิตรถจักรยานยนต์ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ (Big Bike) ซึ่งถือเป็นตลาดยานยนต์ระดับพรีเมียม ที่กำลังขยายตัวอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง รวมถึงการใช้งานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ และกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ต บริษัท ไทรอัมพ์ ได้เข้ามาจัดตั้งฐานการผลิตและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ ตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา รวมทั้งสิ้น 4 โครงการ เงินลงทุนสะสมกว่า 13,000 ล้านบาท ปัจจุบันจ้างงานบุคลากรไทยกว่า 2,000 คน และจะเพิ่มการจ้างงานตามโครงการใหม่นี้อีกกว่า 1,000 คน และมียอดส่งออกจากประเทศไทยกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศไทยถือเป็นฐานการผลิตหลักของไทรอัมพ์ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลกการลงทุนของ ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ มีบทบาทสำคัญในการยกระดับซัพพลายเชนในประเทศไทย โดยมีการจัดหาชิ้นส่วนและชุดประกอบหลักของรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงจากผู้ประกอบการไทย ครอบคลุมทั้งระบบส่งกำลัง ระบบควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ ระบบระบายความร้อน ระบบโครงสร้างและความปลอดภัย อาทิ ชุดเกียร์ กล่องควบคุมเครื่องยนต์อิเล็กทรอนิกส์ ชุดหม้อน้ำพร้อมพัดลมระบายความร้อน และชุดจานเบรก ซึ่งช่วยเพิ่มบทบาทของผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงระดับโลก“การขยายการลงทุนครั้งใหญ่ของไทรอัมพ์ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ผลิตระดับโลกต่อศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงของภูมิภาค บีโอไอพร้อมสนับสนุนการลงทุนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่กลุ่มผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ การพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และการถ่ายทอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานไทย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์คุณภาพสูงระดับโลก” นายนฤตม์ กล่าวทั้งนี้ บีโอไอได้ให้การส่งเสริมกิจการผลิตรถจักรยานยนต์ที่มีความจุกระบอกสูบตั้งแต่ 250 ซีซีขึ้นไปแก่ผู้ประกอบการรวม 5 บริษัท ครอบคลุมผู้ผลิตระดับโลกทั้งจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ได้แก่ Triumph, Ducati, Harley-Davidson, Kawasaki และ Yamaha มูลค่าเงินลงทุนรวมกว่า 20,000 ล้านบาท โดยปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถจักรยานยนต์สมรรถนะสูงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอย่างต่อเนื่อง

[เกมเก่า เล่าใหม่] MotoGP 25 ความสมจริงที่ตีคู่มากับความแรง
อ่าน

[เกมเก่า เล่าใหม่] MotoGP 25 ความสมจริงที่ตีคู่มากับความแรง

MotoGP 25 เป็นหนึ่งในเกมที่ขึ้นชื่อเรื่องความสมจริงในโลกของมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะระบบที่จำลองมาแบบไม่มีประนีประนอมผู้เล่น รวมไปถึงลิขสิทธิ์ต่างๆ ที่ถูกใช้อย่างถูกต้อง ทำให้มันมีทั้งความเป็นเกมและความเป็นทางการผสานอยู่ในตัวเองอย่างอย่างเข้าเนื้อ นี่ไม่ใช่แค่ภาคที่อัปเดตข้อมูลประจำฤดูกาล แต่ยังมาพร้อมฟีเจอร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ของซีรีส์ครับ และสำหรับ “เกมเก่า เล่าใหม่” รอบนี้ในช่วงที่บ้านเรากระแสของมอเตอร์สปอร์ตก็มีมาให้เห็นอยู่เนืองๆ จึงอยากหยิบมาแนะนำTrueกันและที่สำคัญคือเกมนี้มีให้เล่นกันบน TrueID Game Hub ครับซีรีส์ที่อัปเดตในทุกซีซั่นพวกเกมกีฬามักจะมีจุดที่คล้ายๆ กันอยู่ในคือการเป็นเกมรายปีหรือซีซั่นครับ เพื่อความสะดวกในการอัปเดตข้อมูลครั้งใหญ่แบบปีต่อปี ที่เห็นกันชัดๆ หน่อยก็พวกเกมฟุตบอลอย่าง FC นั่นเอง แต่จุดเด่นที่ทำให้ MotoGP 25 อาจจะมีความพิเศษกว่าทุกภาคที่ผ่านมาอยู่สักหน่อยในแง่ของการอัปเดตข้อมูล เพราะนอกจากตัวเกมจะรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นทางการของฤดูกาล 2025 ไว้อย่างครบถ้วนกระบวนความแล้ว มันยังเป็นขวบปีที่มีการย้ายทีมครั้งครั้งสำคัญในโลกความจริง เช่น Marc Marquez ย้ายเข้า Ducati อีกด้วยทั้งนี้ตัวเกมยังมาพร้อมกับรายชื่อนักแข่งและทีมแข่งครบทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ MotoGP, Moto2 และ Moto3 รวมถึงรายการของดาวรุ่ง Red Bull MotoGP Rookies Cup เป็นอาทิ ที่สำคัญคือสนามแข่งทุกแห่งถูกถอดแบบออกมาอย่างสมจริง ทำให้ในทุกโค้งและทุกเนิน ผู้เล่นจะสัมผัสได้ถึงความเป็น MotoGP อย่างไร้ที่ติเลยทีเดียวMotoGP 25ระบบฟิสิกส์สมจริงใน MotoGP 25 ทีมพัฒนามีการปรับปรุงระบบฟิสิกส์ "Neural Physics 2.0" ซึ่งเป็นการคำนวณการยึดเกาะของยาง และการถ่ายเทน้ำหนักของตัวรถละเอียดและลงลึกกว่าเดิม ทำให้ในภาคนี้ผู้เล่นจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างได้อย่างชัดเจนเมื่อลองเปรียบเทียบระหว่างการซิ่งรถในสนามบนทางที่แห้งสนิทกับตอนที่ต้องพุ่งทะยานทะลวงห่าฝนโปรยบนพื้นที่พร้อมส่งคุณให้หมุนเป็นลูกข่างได้ตลอดเวลาการควบคุมเบรกในภาคนี้ถูกปรับให้มีความละเอียดมากขึ้น ผู้เล่นไม่สามารถกดเบรกเต็มแรงในขณะที่รถยังเอียงมากเกินไปได้ เพราะระบบเกมจำลองอาการ Lowside ออกมาอย่างสมจริง รวมถึงระบบการจัดการความร้อนของเบรกและยางที่จะส่งผลต่อสมรรถนะของรถในช่วงท้ายเกม หากผู้เล่นบิดมิดไมล์ตั้งแต่ในช่วงต้นไม่มีผ่อนเบาในบางช่วง ยางจะเทพประทานขนาดไหนก็อาจจะหมดสภาพได้ง่ายๆ และไม่สามารถพาคุณเข้าเส้นชัยได้ครับMotoGP 25โหมดเนื้อเรื่องชวนติดพันCareer Mode หรือโหมดเนื้อเรื่อง (โหมดอาชีพ) ใน MotoGP 25 ได้รับการยกเครื่องใหม่ให้มีความเป็น RPG บางๆ และมีการบริหารจัดการที่เข้มข้นขึ้น ผู้เล่นจะไม่ใช่แค่ลงแข่งไปวันๆ แต่ยังต้องสร้างตัวตนผ่านระบบของเกมที่สามารถก่อเกิดทั้งพันธมิตรหรือสร้างศัตรูได้ในเวลาเดียงกันผ่านการสนทนา ซึ่งระบบนี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมของ AI นักแข่งอื่นๆ ในเสนาม เมื่อคุณอยู่ใกล้พวกเขายามที่ต้องลงแข่ง จะแสนเข็นหรือไร้อุปสรรคก็ขึ้นอยู่กับตัวตรของคุณด้วยส่วนหนึ่งระบบ Rider Market เองก็ได้รับการพัฒนาให้มีความซับซ้อนขึ้น เหล่านักแข่งจะมีการโยกย้ายทีมโดยอัตโนมัติเมื่อจบฤดูกาลตามผลงานจริง ทำให้โลกทัศน์ในเกมมีความไดนามิคไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้ยังมีระบบ Development Tests ในช่วง Pre-season ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ทดลองชิ้นส่วนใหม่ๆ เพื่อกำหนดทิศทางของตัวรถที่จะใช้ในการแข่งขันจริงตลอดทั้งปีอีกด้วย ทำให้ในภาพรวมถ้าผู้เล่นอินในโลกของมอเตอร์สปอร์ตอยู่แล้วก็มีโอกาสเล่นเกมนี้แล้ววาร์ปได้สูงมากครับMotoGP 25AI สุดตึงแต่พร้อมโอบรับมือใหม่ความยากของ MotoGP นั้นจัดเป็นของขึ้นชื่อมาช้านานและมักเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เมื่อผู้เล่นใหม่มาแตะๆ แล้วจะอยากถอดใจเพราะเลิร์นนิ่งเคิร์ฟมันสูงเหลือเกิน อย่างไรก็ตามใน MotoGP 25 ทีมพัฒนาก็ได้ใส่ระบบ Adaptive Difficulty ที่จะคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เล่น หากล้มบ่อยเกินไปหรือไม่ตีนผีเท่าคนอื่น เกมจะค่อยๆ ปรับลดระดับความยากลงมาให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้เล่นได้มีเวลาเรียนรู้สิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และไม่เครียดจนเกิดความทดท้ออยากเลิกเล่นไปเสียก่อนในขณะเดียวกัน AI ของนักแข่งคนอื่นๆ ก็มีความเป็นมนุษย์มากขึ้นเช่นกัน พวกเขาจะไม่วิ่งตามตูดเรียงกันเป็นขบวนรถไฟอีกต่อไป แต่จะมีการลองแซง การป้องกันไลน์ และความผิดพลาดส่วนตัวที่ทำให้การแข่งขันในแต่ละรอบคาดเดาได้ยากขึ้นและสร้างความระทึกตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาMotoGP 25กราฟิกและเสียงสุดสมจริงกราฟิกของ MotoGP 25 ยังสามารถบอกได้ว่าน่าประทับใจ เพราะแม้จะเป็นเกมเก่าแต่ก็ไม่ถึงกับนานนัก ถึงอย่างไรก็เป็นเกมที่รันบนเครื่องคอนโซลยุคปัจจุบันอย่าง PS5, Xbox Series X และ PC อยู่แล้ว แสงและการตกสะท้อนรวมถึงเอฟเฟกต์ต่างๆ อย่างเช่นพวกละอองน้ำ หรือฝุ่นควันก็ทำได้ยอดเยี่ยม พวกเสียงเครื่องยนต์ของแต่ละค่ายก็ล้วนถูกบันทึกมาจากรถจริง ดังนั้นมั่นใจได้เลยว่าไม่ไก่กาแน่นอนยังคงเป็นเกมระดับท็อปของชาวมอเตอร์สปอร์ตแม้จะไม่ใช่เกมใหม่เอี่ยมอ่องแล้ว แต่คุณค่าของ MotoGP 25 ยังคงมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยม นี่ไม่ใช่แค่เกมที่แค่เน้นกราฟิกสวยงาม แต่ยังมีระบบที่ดุดันสมจริงไม่ประนีประนอม สะใจทั้งฮาร์ดคอแต่ก็ไม่ปฏิเสธมือใหม่ แม้อาจต้องฝ่าฟันกับเลิร์นนิ่งเคิร์ฟที่สูงราวกับเบิร์จคาลิฟาแต่เมื่อคุณผ่านมันไปได้ ก็จะเหลือเพียงโลกแห่งการแข่งขันที่เข้มข้นท้าทายรอให้ได้ไปพิชิตครับMotoGP 25ใครที่สนใจ MotoGP 25 หรืออยากลองความท้าทายใหม่ๆ ก็สามารถเล่นได้ทาง TrueID Game Hub บริการเกมผ่าน Cloud Streaming ได้เปิดให้เล่นเกมนี้และเกมอื่น ๆ กว่า 1,000 เกม เล่นง่ายไม่ต้องโหลด มันส์ได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงแค่เดือนละ 199 บาทเท่านั้น สมัครได้ที่ https://bit.ly/4aePWh3

MGC กำไรปี 68 ที่ 1,284 ลบ. โต 782% ปันผลอีก 0.11 บาท, ทั้งปี 0.25 บาท
อ่าน

MGC กำไรปี 68 ที่ 1,284 ลบ. โต 782% ปันผลอีก 0.11 บาท, ทั้งปี 0.25 บาท

#MGC #ทันหุ้น-บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ในปี 2568 มีกำไร 1,283.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782% เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่มีกำไร 145.70 ล้านบาท ขณะที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 22,477 ล้านบาท มียอดขายรถยนต์ 11,814 คันและมียอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ขณะที่กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อนบริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA ระบุในเอกสารเผยแพร่ว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตโดดเด่น ทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่ครอบคลุมยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า บริการหลังการขายครบวงจร ธุรกิจการเงิน และประกันภัยปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 22,477 ล้านบาท ยอดขายรถยนต์ 11,814 คัน และยอดจองคงค้าง (Backorder) 1,065 คัน ซึ่งเป็นฐานรองรับการรับรู้รายได้ในช่วงถัดไป ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,284 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 782.2% จากปีก่อน ตอกย้ำการเข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ ในระยะกลางถึงระยะยาวพร้อมกันนี้ บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลเพิ่มอีก 0.11 บาทต่อหุ้น หลังจากจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว 0.14 บาทต่อหุ้น รวมทั้งปีเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield 5.7% สะท้อนความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และการเติบโตที่ควบคู่ไปกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง**Core Profit เติบโตแข็งแกร่ง สะท้อนคุณภาพกำไรผลประกอบการปี 2568 สะท้อนการเติบโตจากธุรกิจหลักอย่างชัดเจน โดยกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 683 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 369.1% จากปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 2,424 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.7% ROE 15.3% เพิ่มขึ้น 11.4%การเติบโตดังกล่าวมาจากการขยายตัวของกลุ่มยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการหลังการขาย ธุรกิจการเงิน และประกันภัย ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพกำไรอย่างมีนัยสำคัญทั้งนี้ บริษัทรับรู้กำไรจากการตีมูลค่ายุติธรรม (Fair Value) ของเงินลงทุนจำนวน 601.3 ล้านบาท ซึ่งเป็นรายการพิเศษ (One-time Item) ช่วยสนับสนุนให้กำไรสุทธิรวม ทำระดับสูงสุดใหม่ดร.สัณหวุฒิ ธรรมชวนวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC-ASIA กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เราวางรากฐานมาอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของกำไรจากธุรกิจหลัก ควบคู่กับรายได้ประจำจากบริการ การเงิน และประกันภัย ช่วยเสริมเสถียรภาพและคุณภาพกำไรในระยะยาว เราเชื่อมั่นว่าบริษัทได้เข้าสู่รอบการเติบโตใหม่ที่มีความยั่งยืน และพร้อมสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง”หลายธุรกิจหลักเติบโตพร้อมกัน หนุนเสถียรภาพทั้งระบบการเติบโตของผลประกอบการ ได้รับแรงสนับสนุนจากหลายธุรกิจหลัก ทั้งยอดขายยานยนต์พรีเมียม การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้ประจำจากบริการ การฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ส่งผลให้อัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ“การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จากแบรนด์พรีเมียมระดับโลก เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตในระยะถัดไป เราพร้อมต่อยอดศักยภาพของทุกธุรกิจในเครือ เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุล ทั้งรายได้ กำไร และกระแสเงินสด” ดร.สัณหวุฒิ กล่าวเสริม**พอร์ตแบรนด์ระดับโลก หนุนศักยภาพการเติบโตระยะยาวบริษัทเป็นผู้จำหน่ายแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำระดับโลก อาทิ BMW ซึ่งกำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ ผ่านแพลตฟอร์ม ‘Neue Klasse’ที่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BMW ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชั่น 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดความยั่งยืน ขณะเดียวกัน MINI กำลังก้าวเข้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบความสำเร็จในการทำตลาดรถยนต์พรีเมียมของกลุ่มบริษัท โดยเฉพาะ BMW i7 ที่ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากตลาด สะท้อนความเชี่ยวชาญในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ และช่วยเสริมความสามารถในการรักษาความเป็นผู้นำในกลุ่มรถยนต์พรีเมียมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว**EV Strategy เน้น Technology-led Differentiation ยกระดับ Marginกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้าของบริษัท มุ่งเน้นการจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าจีนระดับพรีเมียม โดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation เน้นคุณค่าจากคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์และสมาร์ทเทคโนโลยีแทนการแข่งขันด้านราคาโดย MGC-ASIA ได้รับสิทธิ์ในการนำเข้าและจัดจำหน่ายแบรนด์ XPENG และเป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของแบรนด์ ZEEKR ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทยตลอดปี 2568 สะท้อนศักยภาพการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียม-ไฮเทคของบริษัทและมีบทบาทสำคัญในการยกระดับ Product mix สู่กลุ่ม High-margin สนับสนุนการเติบโตของกำไรอย่างมีคุณภาพในระยะยาว**ธุรกิจบริการสร้างรายได้ประจำ เสริมความมั่นคงกำไร (Recurring income)กลุ่มธุรกิจบริการหลังการขาย ยังคงสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง เครือข่ายศูนย์บริการ BMW, MINI และ Honda รวมถึง MMS ศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจรมาตรฐานสากล 19 สาขาทั่วประเทศช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาวปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 120 สาขาในประเทศไทย และอยู่ระหว่างขยายเพิ่มที่เชียงใหม่และอุดรธานี ส่วนระดับภูมิภาค บริษัทมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขาและมาเลเซีย 8 สาขา รวมเครือข่ายทั้งหมด 130 สาขา โดยดำเนินงานผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Alliance) กับพันธมิตรธุรกิจ ซึ่งช่วยขยายการดำเนินงาน โดยไม่เพิ่มภาระเงินลงทุนโดยตรง**การเงิน–ประกัน ฟื้นตัวชัด กลายเป็นกำไรเชิงโครงสร้างธุรกิจการเงินและประกันภัยกลับเข้าสู่รอบเติบโต หลังผ่านจุดต่ำสุดของวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X ที่เน้นกลุ่ม High Net Worth ผ่าน Wealth Lending และธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยนิติบุคคลครบทั้ง 3 ประเภท ได้แก่ ประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต สร้างฐานกำไรระยะยาวให้กลุ่ม**SIXT Thailand ขยาย EV Rental สร้าง Synergy Ecosystemธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand เติบโตต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และปี 2568 บริษัทเพิ่มรถ XPENG และ ZEEKR ทั้งรูปแบบเช่าระยะยาวและระยะสั้น เปิดโอกาสให้ลูกค้าทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ สร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายอย่างชัดเจน พร้อมบริหารอายุสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรักษาผลตอบแทนระยะยาวโครงสร้างธุรกิจ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การจำหน่ายยานยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียรภาพสูงแม้ปี 2568 จะเป็นปีที่สร้างผลประกอบการสูงสุดใหม่ แต่สาระสำคัญอยู่ที่การยกระดับ ‘คุณภาพของกำไร’ และความแข็งแรงเชิงโครงสร้างมากกว่าตัวเลขเพียงปีเดียวด้วยพอร์ตแบรนด์ระดับโลก การเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย บริษัทเชื่อมั่นว่าการเติบโตของกำไรในระยะกลางถึงระยะยาวจะมีความต่อเนื่อง และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างยั่งยืน“เรามุ่งเน้นการเติบโตบนพื้นฐานของความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และการบริหารจัดการอย่างมีวินัย เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน” ดร.สัณหวุฒิกล่าว

ประวัติทีม McLaren จากอดีตสู่ปัจจุบันพร้อมทำเนียบนักขับและสถิติสุดเดือด
อ่าน

ประวัติทีม McLaren จากอดีตสู่ปัจจุบันพร้อมทำเนียบนักขับและสถิติสุดเดือด

การแข่งขัน Formula 1 ในปี 2025 ทีม McLaren ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งหัวแถวตั้งแต่สนามแรกๆ จนถึงตอนนี้ ฟอร์มที่ร้อนแรง และศักยภาพของรถ McLaren MCL39 นั้นโดดเด่นจนสามารถบอกได้ล่วงหน้าเลยว่า 1 ในสองนักขับของทีมนั้นได้เป็นว่าที่แชมป์โลก Formula 1 คนใหม่แล้วเกินครึ่งตัว แล้วกว่าจะเป็นทีม McLaren ในปัจจุบันนี้ มีประวัติความเป็นมาอย่างไร ทีม McLaren มีนักขับคนไหนบ้าง และสถิติคะแนนของทีม McLaren ทั้งในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้นเดือดขนาดไหน TrueID Sport จามาเผยให้คุณได้ทราบไปด้วยกัน shutterstock/Michael Potts F1 ประวัติทีม McLaren จากอดีตสู่ปัจจุบันพร้อมทำเนียบนักขับและสถิติสุดเดือด ผู้ก่อตั้ง จุดเริ่มต้นของทีม McLaren จุดเริ่มต้นของทีม McLaren เกิดจากนักแข่ง และวิศวกรชาวนิวซีแลนด์ที่ชื่อ บรูซ แม็คลาเรน (Bruce McLaren) ที่มีความต้องการจะสร้างทีมแข่งรถของตัวเอง จนได้เริ่มนำทีมเข้าสู่วงการ Formula 1 เมื่อปี 1966 ถึงแม้ช่วงเวลาของ บรูซ แม็คลาเรน กับวงการ Formula 1 จะมีอยู่ไม่กีปีจากการเสียชีวิตของบรูซ แม็คลาเรน ในปี 1970 ขณะมีอายุเพียง 32 ปี จากอุบัติเหตุในการทดสอบรถ แต่เขายังคงเป็นแรงบันดาลใจให้กับทีมแม็คลาเรน และชุมชนมอเตอร์สปอร์ตในวงกว้างจนเติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในทีมที่เก่าแก่และประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการถึงทุกวันนี้ ผลงานในฐานะอาชีพนักขับของ Bruce McLaren บรูซ แม็คลาเรน สร้างสถิตินักแข่งฟอร์มูล่าวันอายุน้อยที่สุดที่คว้าชัยชนะได้ โดยเขาทำได้ตอนอายุ 22 ปี 104 วัน ที่สนามซีบริง สหรัฐอเมริกา (United States Grand Prix) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 1959 ซึ่งเป็นสถิติที่คงอยู่เกือบ 50 ปี ชัยชนะที่ซีบริงในปี 1959 ยังสร้างชื่อเสียงให้กับบรูซในบ้านเกิด เมื่อเขากลายเป็นชาวนิวซีแลนด์คนแรกที่ชนะการแข่งขันรถยนต์สูตรหนึ่ง ในตลอดชีวิตการแข่งรถ บรูซคว้าชัยชนะในรายการกรังด์ปรีซ์ไป 4 ครั้ง ได้แก่ รายการ US GP ปี 1959 ที่ซีบริง, Argentina GP ปี 1960, Monaco GP ปี 1962 และ Belgian GP ปี 1968 ที่สปา-ฟรังก์คอร์ชองส์ ในปี 1964 บรูซคว้าชัยชนะในรายการโฮมกรังด์ปรีซ์ที่สนามปูเคโคเฮ (New Zealand Grand Prix) เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ทีมแม็คลาเรนคว้าแชมป์โดยรวมในรายการ Tasman Series ครั้งแรก ในรายการ Tasman Series ปี 1964 บรูซต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมชาติอย่าง เดนนี่ ฮัลม์ (Denny Hulme) ก่อนจะคว้าชัยชนะและแชมป์ในที่สุด ในปี 1968 บรูซเดินตามรอย แจ็ค แบร์บแฮม (Jack Brabham) อดีตเพื่อนร่วมทีมของคูเปอร์ กลายเป็นนักแข่งคนที่สองที่สามารถชนะการแข่งขันฟอร์มูล่าวันด้วยรถที่สร้างขึ้นในชื่อของตัวเอง ที่รายการ Belgian GP ที่สนามสปา-ฟรังก์คอร์ชองส์ (Spa-Francorchamps) ต่อมาทีมแม็คลาเรนประสบความสำเร็จอย่างสูงในรายการ Can-Am Series (The Canadian-American Challenge Cup) โดยบรูซคว้าแชมป์ได้ทั้งในปี 1967 และ 1969 ในขณะที่เพื่อนร่วมทีมอย่างเดนนี่ ฮัลม์คว้าแชมป์ได้ในปี 1968 และ 1970 เกียรติประวัติของ Bruce McLaren ในปี 1968 บรูซได้รับรางวัล Ferodo Trophy จากความทุ่มเทในการสร้างสรรค์และพัฒนารถแข่งของเขา และในปี 1969 เขาได้รับรางวัล Royal Automobile Club Segrave Trophy (ซึ่งมอบให้ภายหลังการเสียชีวิต) เพื่อยกย่องผลงานด้านการออกแบบ พัฒนา และขับรถจนสามารถคว้าชัยชนะในการแข่งขัน Can-Am Championship ได้ทุกสนามในปีนั้น บรูซยังได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศหลายแห่ง ได้แก่ New Zealand Sports Hall of Fame, New Zealand Business Hall of Fame, International Sports Hall of Fame และ Indianapolis Hall of Fame ผลงานในยุคแรกบนสนามแข่ง (ยุค 1960s - 1970s) แม็คลาเรนลงสนามแข่งกรังด์ปรีซ์ครั้งแรกที่โมนาโกในปี 1966 และสามารถคว้าชัยชนะครั้งแรกได้ในรายการ Belgian Grand Prix ปี 1968 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทีมลงแข่งไปแล้วถึง 933 เรซ โดยใช้เครื่องยนต์จากผู้ผลิตหลายราย ทั้ง Ford, Serenissima, BRM, Alfa Romeo, TAG, Honda, Peugeot, Mercedes และ Renault ยุคทองแห่งชัยชนะ (ยุค 1980s - 1990s) หลังจากที่บรูซ แม็คลาเรนเสียชีวิตไป เท็ดดี้ เมเยอร์ (Teddy Mayer) จึงเข้ามารับช่วงต่อ และเป็นหัวเรือใหญ่ของทีม McLaren รวมถึงผู้สนับสนุนหลักอย่าง Marlboro ได้ผลักดันให้ McLaren ผนึกกำลังกับทีม Project 4 Racing ของรอน เดนนิส (Ron Dennis) ซึ่ง Project 4 Racing เป็นทีมมอเตอร์สปอร์ตของอังกฤษที่ประสบความสำเร็จ ก่อตั้งโดย Ron Dennis ในปี 1976 โดยเริ่มต้นแข่งขันใน Formula Two และ Formula Three อีกทั้ง รอน เดนนิส ยังเป็นผู้ซึ่งคร่ำหวอดในการแข่งรถและความเชี่ยวชาญทางธุรกิจ จึงได้เข้ามาช่วยฟื้นฟูทีม McLaren ให้กลับเข้าสู่ยุครุ่งเรือง ทั้งในรายการ Can-Am, CART และ Formula 1 โดยสามารถคว้าแชมป์โลกกับ อีเมอร์สัน ฟิตติปาลดี (Emerson Fittipaldi) ในปี 1974 และ เจมส์ ฮันท์ (James Hunt) ในปี 1976 เท็ดดี้ เมเยอร์ยังคงเป็นกรรมการผู้จัดการร่วมจนถึงปี 1982 ก่อนจะขายหุ้นทั้งหมดและออกจากทีมไปนักขับระดับตำนานในยุคนี้ประกอบไปด้วย อแลง พรอสต์ (Alain Prost) นักแข่งชาวฝรั่งเศสที่ทำให้ทีมคว้าแชมป์โลกประเภทนักขับกับ McLaren ได้ 3 สมัย (1985, 1986, 1989) และเป็นคู่ปรับที่ดุเดือดกับ ไอร์ตัน เซนน่า ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมในภายหลัง นิกิ เลาดา (Niki Lauda) นักแข่งชาวออสเตรียที่กลับมาลงแข่งอีกครั้งและคว้าแชมป์โลกได้กับ McLaren ในปี 1984 ซึ่งเป็นการต่อสู้กับ อแลง พรอสต์ ไอร์ตัน เซนน่า (Ayrton Senna) นักแข่งชาวบราซิล เข้าร่วมทีมในปี 1988 และคว้าแชมป์โลกกับ McLaren ได้ 3 สมัย (1988, 1990, 1991) การขับเคี่ยวกับ อแลง พรอสต์ กลายเป็นตำนานที่ถูกกล่าวขานถึงทุกวันนี้ มิก้า ฮักกิเน่น (Mika Hkkinen): นักแข่งชาวฟินแลนด์ที่สามารถนำทีมกลับสู่ความยิ่งใหญ่ได้อีกครั้งด้วยการคว้าแชมป์โลกประเภทนักขับ 2 สมัยติดต่อกันในปี 1998 และ 1999 เดวิด คูลทาร์ด (David Coulthard) นักแข่งชาวสก็อตแลนด์ที่เข้ามาร่วมทีมในปี 1996 และเป็นคู่หูที่แข็งแกร่งของ ฮักกิเน่น ทั้งคู่ช่วยกันคว้าแชมป์ประเภททีมผู้สร้างในปี 1998 ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง (ยุค 2000s) แม้ว่าตลอดทศวรรษนี้ทีม McLaren จะไม่สามารถคว้าแชมป์ประเภททีมผู้สร้างได้แต่ยังคงเป็นหนึ่งในทีมหัวแถว และเป็นยุคที่สร้างนักขับระดับตำนานมากมายรวมถึงการแจ้งเกิดแชมป์โลกระดับตำนานอีกด้วย ในปี 2000 และ 2001 แม็คลาเรนยังคงเป็นคู่แข่งสำคัญของทีมเฟอร์รารี่ โดยมีนักแข่งอย่าง มิคา แฮกคิเนน (Mika Hkkinen) และ เดวิด คูลธ์ฮาร์ด (David Coulthard) เป็นกำลังหลัก แม้จะจบในอันดับ 2 ของตารางผู้สร้างในปี 2000 และ 2001 แต่หลังจากนั้น ทีมก็ต้องเจอกับความท้าทายมากขึ้นจากคู่แข่งอย่างเฟอร์รารี่และวิลเลียมส์ แม้จะมีการเปลี่ยนตัวนักแข่งเป็น คิมิ ไรค์โคเนน แต่ผลงานของทีมก็ยังคงขึ้นๆ ลงๆ ปี 2005 ถือเป็นปีที่ทีมกลับมาแกร่งอีกครั้ง รถแข่ง MP4-20 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ยอดเยี่ยม ทำให้ คิมิ ไรค์โคเนน คว้าชัยชนะได้ถึง 7 สนามและเป็นผู้ท้าชิงแชมป์โลกอย่างเต็มตัว แต่ในปี 2007 ทีมต้องเจอกับมรสุมครั้งใหญ่ จากการนำ เฟอร์นันโด อลอนโซ (Fernando Alonso) แชมป์โลก 2 สมัยมาเป็นคู่กับ ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) นักแข่งหน้าใหม่ดาวรุ่งในขณะนั้น แม้ทั้งคู่จะทำผลงานได้ดีเยี่ยม แต่ความขัดแย้งภายในและเหตุการณ์ "Spygate" ก็ทำให้ทีมถูกตัดคะแนนผู้สร้างจนหมด ซึ่งรางวัลประเภททีมผู้สร้างนั้นมีมูลค่ามหาศาลมากคาดการว่าทีม McLaren ถูกปรับเป็นเงินประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากผ่านพ้นวิกฤต ทีมแม็คลาเรนก็กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2008 และในที่สุด ลูอิส แฮมิลตัน ก็สามารถคว้าแชมป์โลกนักขับมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ในการแข่งขันสนามสุดท้ายที่บราซิล ซึ่งเป็นแชมป์โลกครั้งแรกของเขาและเป็นชัยชนะที่น่าจดจำของทีมแม้ในปี 2009 ทีมจะประสบปัญหาในช่วงต้นฤดูกาล แต่ก็สามารถพัฒนาให้รถกลับมาดีขึ้นได้ในครึ่งหลัง โดย ลูอิส แฮมิลตัน สามารถคว้าชัยชนะได้ 2 สนาม และจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 ของตารางคะแนนผู้สร้าง ยุคแห่งความท้าทาย (ยุค 2010s - ปัจจุบัน) ยุค 2010 เป็นช่วงเวลาที่ทีม McLaren ต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก แม้จะเริ่มต้นได้อย่างแข็งแกร่ง แต่ปัญหาภายใน การตัดสินใจที่ผิดพลาด และการสูญเสียนักขับคนสำคัญ ทำให้ผลงานของทีมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปี 2010-2012 ทีม McLaren คือหนึ่งในทีมแถวหน้าที่น่าจับตามอง มีนักขับแนวหน้าอย่าง ลูอิส แฮมิลตัน และ เจนสัน บัตตัน (Jenson Button) ที่ร่วมกันท้าชิงแชมป์โลก และในปี 2012 ทีมยังคว้าชัยชนะได้ถึง 7 สนาม ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษ ปี 2013-2014 หลังจากการย้ายทีมของแฮมิลตัน ผลงานของ McLaren ก็เริ่มถดถอยลงอย่างเห็นได้ชัด รถแข่งไม่มีความสามารถในการแข่งขัน และในปี 2013 ทีมไม่สามารถขึ้นโพเดียมได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1980 ยุคมืดกับ Honda ปี 2015-2017 ช่วงเวลานี้ถูกมองว่าเป็นยุคที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม การกลับมาร่วมงานกับ Honda ที่เคยเป็นพันธมิตรผู้ยิ่งใหญ่กลับกลายเป็นหายนะ เครื่องยนต์ใหม่มีกำลังน้อยและไม่น่าเชื่อถือ ทำให้รถเสียกลางคันบ่อยครั้ง และทีมมักจะอยู่ท้ายตารางการแข่งขัน ในปี 2017 Zak Brown (แซค บราวน์) ได้เข้ามาเป็น CEO ของทีม McLaren Racing และได้เข้ามาพลิกฟื้นทีมครั้งใหญ่ ทั้งในด้านการบริหารจัดการและภาพลักษณ์แบรนด์ รวมถึงปรับโครงสร้างทีมใหม่หมด ดึงตัวบุคลากรฝีมือดีเข้ามา และวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อนำทีม F1 กลับสู่แนวหน้าอีกครั้ง อีกทั้งแซค บราวน์ยังใช้ความเชี่ยวชาญด้านการตลาดเพื่อดึงดูดผู้สนับสนุนรายใหม่ๆ และสร้างภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ทำให้มูลค่าทางการตลาดของ McLaren สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ปี 2018-2019 เมื่อยุติความร่วมมือกับ Honda และหันมาใช้เครื่องยนต์ของ Renault ผลงานของทีมก็เริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังห่างไกลจากทีมแถวหน้า อย่างไรก็ตาม การมาของนักขับรุ่นใหม่อย่าง แลนโด นอร์ริส (Lando norris) และคาร์ลอส ไซน์ จูเนียร์ (Carlos Sainz Jr.) ช่วยให้ทีมกลับมามีประกายความหวังอีกครั้ง ช่วงต้นทศวรรษ 2020 ทีม McLaren ได้กลับมาผงาดอีกครั้ง แฟน ๆ ต่างเรียกช่วงเวลานี้ว่า "การกลับมาของสีส้ม" ทีมจบฤดูกาล 2020 ด้วยอันดับสามในประเภททีมผู้สร้าง ซึ่งเป็นผลงานที่ดีที่สุดในรอบ 8 ปี และในปี 2021 ถือเป็นปีที่โดดเด่นอย่างมาก แดเนียล ริคคิอาร์โด (Daniel Ricciardo​) คว้าชัยชนะที่อิตาลี โดยมีแลนโด นอร์ริสตามมาในอันดับสอง ถือเป็นชัยชนะครั้งแรกของทีมตั้งแต่ปี 2012 และเป็นการเข้าเส้นชัยแบบ 1-2 ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งชัยชนะที่ แดเนียล ริคคิอาร์โด คว้ามาได้ในครั้งนี้เป็นที่มาของรอยสักสนาม Monza circuit ที่ไหล่ซ้ายของ แซค บราวน์ พัฒนาสู่แถวหน้า 2022-ปัจจุบัน McLaren ยังคงรักษาตำแหน่งทีมอันดับกลางที่แข็งแกร่ง โดยแลนโด นอร์ริสสามารถขึ้นโพเดียมได้อย่างต่อเนื่อง และในปี 2023 การอัปเกรดรถครั้งใหญ่ในช่วงกลางฤดูกาลได้ช่วยยกระดับผลงานของทีมอย่างมหาศาล ทำให้นอร์ริสและนักขับหน้าใหม่อย่าง ออสการ์ ปิอาสตรี สามารถขึ้นโพเดียมได้เป็นประจำ และพาทีมกลับสู่เส้นทางของการเป็นทีมแถวหน้าอีกครั้ง จนทำให้ในปี 2024 ทีม McLaren สามารถคว้าแชมป์ทีมผู้สร้างได้ ทำเนียบนักขับทีม McLaren ยุคบุกเบิก (1960s) บรูซ แม็คลาเรน (Bruce McLaren) ปี 19661970 เดนนี ฮูล์ม (Denny Hulme) ปี 19671974 เดเร็ก เบลล์ (Derek Bell) ปี 1969 แดน เกอร์นีย์ (Dan Gurney) ปี 1970 ปีเตอร์ เกธิน (Peter Gethin) ปี 1970 อันเดรีย เด อาดามิช (Andrea de Adamich) ปี 1970 ยุคแชมป์โลกยุคแรก (1970s) เอเมอร์สัน ฟิตติพัลดี (Emerson Fittipaldi) ปี 19741975 เจมส์ ฮันท์ (James Hunt) ปี 19761978 โจเชน มาส (Jochen Mass) ปี 19741977 ปีเตอร์ เรฟสัน (Peter Revson) ปี 19721973 โจดี เชคเตอร์ (Jody Scheckter) ปี 1972 แจ็กกี้ อิ๊กซ์ (Jacky Ickx) ปี 1973 ฌอง-ปีแอร์ จาร์ริเยร์ (Jean-Pierre Jarier) ปี 1977 แพทริก ตองเบย์ (Patrick Tambay) ปี 19781979 ยุคทอง (1980s - 1990s) อแลง พรอสต์ (Alain Prost) ปี 19841989 ไอร์ตัน เซนน่า (Ayrton Senna) ปี 19881993 นิกิ เลาดา (Niki Lauda) ปี 19821985 จอห์น วัตสัน (John Watson) ปี 19811983 เคเก รอสเบิร์ก (Keke Rosberg) ปี 1986 สเตฟาน โยฮันส์สัน (Stefan Johansson) ปี 1987 เกอร์ฮาร์ด เบอร์เกอร์ (Gerhard Berger) ปี 19901992 มิก้า ฮักกิเน่น (Mika Hkkinen) ปี 19932001 ไมเคิล แอนเดร็ตติ (Michael Andretti) ปี 1993 มาร์ติน บรันเดิล (Martin Brundle) ปี 1994 ไนเจล แมนเซลล์ (Nigel Mansell) ปี 1995 ยุคเปลี่ยนผ่าน (2000s) เดวิด คูลทาร์ด (David Coulthard) ปี 19962004 คิมิ ไรค์โคเน่น (Kimi Rikknen) ปี 20022006 ฮวน ปาโบล มอนโตย่า (Juan Pablo Montoya) ปี 20052006 ลูอิส แฮมิลตัน (Lewis Hamilton) ปี 20072012 เฮิกกี้ โควาไลเน่น (Heikki Kovalainen) ปี 20082009 ยุคปัจจุบัน (2010s - 2020s) เจนสัน บัตตัน (Jenson Button) ปี 20102016 แซร์คิโอ เปเรซ (Sergio Prez) ปี 2013 เควิน แม็กนุสเซน (Kevin Magnussen) ปี 2014 เฟอร์นันโด อลอนโซ่ (Fernando Alonso) ปี 20152018 สตอฟเฟล แวนดอร์น (Stoffel Vandoorne) ปี 20172018 คาร์ลอส ซายน์ จูเนียร์ (Carlos Sainz Jr.) ปี 20192020 แดเนียล ริคคิอาร์โด (Daniel Ricciardo) ปี 20212022 แลนโด นอร์ริส (Lando Norris) ปี 2019ปัจจุบัน ออสการ์ ปิอัสตรี (Oscar Piastri) ปี 2023ปัจจุบัน สถิติทั้งหมดของทีม McLaren (ณ.วันที่ 26 ส.ค.2025) Wins and podiums 200 Grand Prix Wins 548 Podiums 172 Pole Positions แชมป์โลกประเภทนักขับ ปี 1974 Emerson Fittipaldi รถรุ่น M23 ปี 1976 James Hunt รถรุ่น M23 ปี 1984 Niki Lauda รถรุ่น MP4/2 ปี 1985 Alain Prost รถรุ่น MP4/2B ปี 1986 Alain Prost รถรุ่น MP4/2C ปี 1988 Ayrton Senna รถรุ่น MP4/4 ปี 1989 Alain Prost รถรุ่น MP4/5 ปี 1990 Ayrton Senna รถรุ่น MP4/5B ปี 1991 Ayrton Senna รถรุ่น MP4/6 ปี 1998 Mika Hkkinen รถรุ่น MP4-13 ปี 1999 Mika Hkkinen รถรุ่น MP4-14 ปี 2008 Lewis Hamilton รถรุ่น MP4-23 แชมป์โลกประเภททีมผู้สร้าง ปี 1974 รถรุ่น M23 ปี 1984 รถรุ่น MP4/2 ปี 1985 รถรุ่น MP4/2B ปี 1988 รถรุ่น MP4/4 ปี 1989 รถรุ่น MP4/5 ปี 1990 รถรุ่น MP4/5B ปี 1991 รถรุ่น MP4/6 ปี 1998 รถรุ่น MP4-13 ปี 2024 รถรุ่น MCL38 สถิติในฤดูกาล 2025 (ณ.วันที่ 26 ส.ค.2025) Season Points 559 Grand Prix Races 14 Grand Prix Points 523 Grand Prix Wins 11 Grand Prix Podiums 24 Grand Prix Poles 8 Grand Prix Top 10s 27 DHL Fastest Laps 9 DNFs 1 Sprint Races 3 Sprint Points 36 Sprint Wins 1 Sprint Podiums 5 Sprint Poles 1 Sprint Top 10s 6 บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร โปรแกรมฟอร์มูล่าวัน 2025 ลิ้งก์ดูสด เอฟวัน 2025 ถ่ายทอดสด F1 ผลเอฟวัน ไขปริศนาผ้าห่มวอร์มยาง Formula 1 ทำไมต้องห่มผ้า มีผลกับการแข่งอย่างไร รู้จัก Circuit Zandvoort สนาม Formula 1 ริมทะเล ประวัติศาสตร์ที่ห้ามพลาดก่อนชม ยางรถ Formula1 มีกี่แบบ ยาง f1 ใช้งานต่างกันอย่างไร ขนาดต่างกับรถอื่นขนาดไหน ประวัติทีม Scuderia Ferrari ม้าลำพองแห่ง Formula1 เคยได้แชมป์กี่สมัยนักขับระดับตำนานมีใครบ้าง ประวัติทีม Williams ทีมเก่าแก่ใน Formula1 จากยุครุ่งเรืองจนถึงยุคนักขับสายเลือดไทย ประวัติ Monaco Grand Prix ทำไมสนามแข่ง Circuit de Monaco แฟน Formula 1 ถึงตั้งตารอ เปิดค่าตัวนักแข่ง Formula1 ฤดูกาล 2025 แรงขนาดไหนใครยืนหนึ่ง

Moto GP
ดู

Moto GP

Cadillac F1 Team เปิดตัวรถแข่งคันแรก กับการกลับมาของ "Perez-Bottas" พร้อมลุย Formula 1
อ่าน

Cadillac F1 Team เปิดตัวรถแข่งคันแรก กับการกลับมาของ "Perez-Bottas" พร้อมลุย Formula 1

Cadillac F1 Team เปิดตัวรถแข่งและชุดสี (Livery) อย่างเป็นทางการสำหรับฤดูกาล 2026 กลางศึก Super Bowl สุดยิ่งใหญ่ ไฮไลท์สำคัญคือการดึงตัวยอดนักแข่งประสบการณ์สูงอย่าง Sergio Perez และ Valtteri Bottas มาร่วมผนึกกำลังนำทัพอเมริกันสายเลือดใหม่ลงชิงชัยในฐานะทีมที่ 11 บนตาราง Formula 1 พร้อมดีไซน์รถขาว-ดำสุดล้ำภายใต้ขุมพลังเครื่องยนต์ Ferrari ที่แฟนความเร็วทั่วโลกต้องจับตามอง Cadillac F1 Team เปิดตัวรถแข่งคันแรกกับการกลับมาของ "Perez-Bottas" พร้อมลุย Formula 1 รูปแบบการดีไซน์ (Design Livery) แนวคิด Asymmetry (ความไม่สมมาตร): ตัวรถถูกออกแบบให้มีสองสีแยกฝั่งกันอย่างชัดเจน (Dual Color) โดยด้านหนึ่งเป็น สีขาว และอีกด้านหนึ่งเป็น สีดำ ปรัชญา Yin-and-Yang: การใช้สีขาวดำสื่อถึงความสมดุลระหว่างความมุ่งมั่น ดุดัน กับความทะเยอทะยานและความคิดบวก ลวดลายกราฟิก: มีการใช้ลายกราฟิกแบบไล่เฉดสีที่สร้างจากสัญลักษณ์ Cadillac Chevron วางซ้ำๆ กัน ซึ่งนอกจากจะสื่อถึงความเร็วแม้รถจะจอดนิ่งแล้ว ยังเป็นการให้เกียรติแก่ General Motors และแบรนด์ Cadillac สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้น ทีมที่ 11 ของตาราง: Cadillac เข้ามาเป็นทีมใหม่ล่าสุดในรอบ 10 ปี ของวงการ Formula 1 การเปิดตัวระดับประวัติศาสตร์: เป็นครั้งแรกที่ทีม F1 เลือกเปิดตัวชุดสีรถ (Livery) ผ่านโฆษณาในช่วง Super Bowl LX ซึ่งมีผู้ชมกว่า 130 ล้านคน และเปิดตัวรถจำลองใน Times Square นิวยอร์ก ขุมพลัง Ferrari : ในช่วงแรกปี 2026-2028 ทีมจะใช้เครื่องยนต์จาก Ferrari ก่อนที่ General Motors (GM) จะผลิตเครื่องยนต์ของตัวเองเสร็จสมบูรณ์เพื่อใช้ในปี 2029 ไลน์อัปนักแข่ง: การจับคู่ของสองนักแข่งมากประสบการณ์อย่าง Sergio Perez และ Valtteri Bottas โดยมี Zhou Guanyu เป็นนักแข่งสำรอง และ Colton Herta (ดาวรุ่งอเมริกัน) เป็นนักแข่งทดสอบ จุดเด่นของ Cadillac F1 Team ประสบการณ์ล้นเหลือ: นักแข่งตัวจริงทั้งสองคนมีสถิติรวมกันกว่า 526 เรซ 106 โพเดียม และ 16 ชัยชนะ ซึ่งจะช่วยประคองทีมใหม่ได้เป็นอย่างดี บุคลากรระดับหัวกะทิ: ทีมดึงตัวผู้เชี่ยวชาญจากทีมใหญ่มาเพียบ เช่น Nick Chester (อดีต Renault), Pat Symonds และทีมงานจาก Marussia/Alpine ความพร้อมในการทดสอบ: แม้เป็นทีมใหม่ แต่ Cadillac สามารถนำรถลงวิ่งทดสอบ Shakedown ที่ Barcelona ได้ครบตามกำหนด (164 รอบ) ในขณะที่บางทีมที่มีอยู่เดิมยังไม่พร้อม ฐานปฏิบัติการ 3 แห่ง: มีศูนย์การทำงานทั้งในอินเดียแนโพลิส (สหรัฐฯ), ชาร์ลอตต์ (สหรัฐฯ) และซิลเวอร์สโตน (สหราชอาณาจักร) เป้าหมายทีม Cadillac F1 Team สร้างตัวตนในระดับโลก: ใช้จุดตัดของกีฬา วัฒนธรรม และความบันเทิง เพื่อแนะนำแบรนด์ Cadillac ให้เข้าถึงแฟนคลับยุคใหม่ที่อยู่ไกลกว่าแค่ในสนามแข่ง นวัตกรรมอเมริกัน: มุ่งเน้นการโชว์ศักยภาพด้านวิศวกรรมและจิตวิญญาณความมุ่งมั่นของอเมริกาบนเวทีโลก การสร้างรากฐานที่มั่นคง: เป้าหมายในปีแรกคือการสร้าง "Platform" ที่เสถียรก่อนจะขยับไปโฟกัสที่ความเร็ว ในการทดสอบที่บาห์เรนและการแข่งขันจริง ผลักดันนักแข่งอเมริกัน: แม้ปีแรกจะใช้ทีมต่างชาติ แต่เป้าหมายระยะยาวคือการสร้างเส้นทางให้กับนักแข่งชาวอเมริกันเข้าสู่ Formula 1 อย่างเต็มตัว บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร

ส่องนาฬิกา Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team
อ่าน

ส่องนาฬิกา Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team

Breitling x Aston Martin Aramco Formula One Team เปิดตัว Navitimer B01 Chronograph 43 เรือนแรกของพาร์ตเนอร์ชิพใหม่ การเปิดฤดูกาลใหม่ของศึก Formula One มักมาพร้อมความตื่นเต้นจากการเผยโฉมลายรถแข่งของแต่ละทีม แต่ในปี 2026 นี้ วงการนาฬิกาก็มีข่าวใหญ่ไม่แพ้กัน เมื่อ Breitling ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับ Aston Martin ในฐานะ Official Watch Partner อย่างเป็นทางการ ทั้งในระดับแบรนด์รถยนต์และทีมแข่ง Aston Martin Aramco Formula One Team หลังจากพันธมิตรเดิมอย่าง Girard-Perregaux รับบทบาทดังกล่าวมานานราว 5 ปี เพื่อเฉลิมฉลองจุดเริ่มต้นของบทใหม่ Breitling จึงเปิดตัวนาฬิการุ่นพิเศษ Breitling Navitimer B01 Chronograph 43 Aston Martin Aramco Formula One Team ซึ่งหยิบเอา DNA ของ Navitimer ที่เป็นไอคอนของแบรนด์มาผสานกับวัสดุและโทนสีแบบมอเตอร์สปอร์ตอย่างเต็มตัว เหตุผลที่ Breitling และ Aston Martin จับมือกันแล้ว ลงล็อก ความร่วมมือครั้งนี้มีความหมายมากกว่าแค่การติดโลโก้บนรถแข่ง เพราะทั้งสองแบรนด์มีสายสัมพันธ์เชิงวัฒนธรรมที่น่าสนใจ ย้อนกลับไปในภาพยนตร์ Thunderball ปี 1965 James Bond ที่รับบทโดย Sean Connery สวม Breitling Top Time ขณะขับ Aston Martin DB5 กลายเป็นภาพจำระดับตำนานของคนรักนาฬิกาและรถสปอร์ต ในมุมมอเตอร์สปอร์ต Breitling ก็มีบทบาทในสนามแข่งมาตั้งแต่ยุค 1960s เมื่อ Graham Hill และ Jim Clark สวม Navitimer ระหว่างอยู่ในแทร็ก โดยนำฟังก์ชันคำนวณแบบเครื่องมือการบินมาประยุกต์ใช้กับการแข่งขันรถยนต์ ขณะที่ Aston Martin เริ่มต้นเส้นทางใน Formula One ตั้งแต่ปี 1959 ความเชื่อมโยงเหล่านี้ทำให้การเริ่มต้นด้วย Navitimer ดูเป็นตัวเลือกที่ ถูกต้อง ทั้งทางประวัติศาสตร์และภาพลักษณ์เลยทีเดียว Navitimer B01 Chronograph 43 รุ่นพิเศษ ที่ยกระดับด้วยวัสดุใหม่ รุ่นนี้มาในขนาด 43 มิลลิเมตร ซึ่งเหมาะกับคาแรกเตอร์ของ Navitimer ที่มีข้อมูลบนหน้าปัดค่อนข้างแน่น แต่ความพิเศษอยู่ที่นี่คือ Navitimer รุ่นแรกที่ใช้ตัวเรือนไทเทเนียม ช่วยลดน้ำหนักและทำให้สวมใส่ได้คล่องตัวขึ้น แม้ขนาดจะดูใหญ่ในสายตาบางคนก็ตาม ตัวเรือนไทเทเนียมจับคู่กับขอบหน้าปัดไทเทเนียมขัดเงา และฝาหลังแซฟไฟร์แบบโปร่งใสที่เปิดให้เห็นกลไกด้านใน พร้อมรายละเอียดเฉพาะของทีม Aston Martin Aramco Formula One Team หน้าปัดคาร์บอนไฟเบอร์ และโทนสี Racing Green ที่สื่อถึงทีม หัวใจของงานออกแบบอยู่ที่หน้าปัดคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งเป็นวัสดุที่คุ้นตาในโลกของรถแข่ง F1 ด้วยคุณสมบัติเบาและแข็งแรง โดยถูกปรับแต่งให้มีประกายสีเขียวแทรกอยู่บางมุมเพื่อสื่อถึง Aston Martin Racing Green สีซิกเนเจอร์ของแบรนด์ เข็มโครโนกราฟวินาทีถูกทำเป็นสีเหลืองเพื่อเชื่อมโยงกับสีประจำทีม เมื่อมองภาพรวมจากระยะไกล หน้าปัดให้ฟีลแบบ reverse panda ด้วยซับไดอัลสีขาวตัดกับพื้นดำ ช่วยให้การอ่านคมชัดและดูสปอร์ตแบบร่วมสมัย หลักชั่วโมงและเข็มเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova เพื่อการอ่านค่าในที่แสงน้อย แม้รุ่นนี้จะกันน้ำเพียง 30 เมตร แต่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นโครโนกราฟสายสนามแข่งที่เน้นความเบา ความเท่ และความแม่นยำเป็นหลัก กลไก Breitling Manufacture Caliber B01 ความแม่นยำระดับ COSC ภายในขับเคลื่อนด้วย Breitling Manufacture Caliber B01 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่ผ่านการรับรอง COSC Chronometer เดินที่ความถี่ 4Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) และมีพลังงานสำรอง 70 ชั่วโมง เหมาะสำหรับการใช้งานต่อเนื่องหลายวันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการขึ้นลาน ฝาหลังแบบโปร่งใสเผยโรเตอร์ที่มีแบรนดิ้ง Aston Martin Formula One Team และมีการสลัก One of 1959 รอบขอบฝาหลัง เพื่อยกย่องปี 1959 ซึ่งเป็นปีที่ Aston Martin เริ่มต้นลงแข่งขัน Formula One อย่างเป็นทางการ สายหนังลาย Racing Harness เติมอารมณ์สนามแข่ง นาฬิกามาพร้อมสายหนังที่ปั๊มลายคล้ายสายรัดนิรภัยแบบ racing harness ด้านบนให้คาแรกเตอร์ดุดันตามธีมสนามแข่ง ขณะที่ซับในใช้โทนสีที่อ้างอิงกับเอกลักษณ์ของ Aston Martin เพิ่มรายละเอียดเล็กๆ ที่ช่วยให้เรือนเวลานี้ดู ตั้งใจทำ มากกว่าการเป็นแค่รุ่นลิมิเต็ดตามกระแส Price and Specs รหัสรุ่น: EB01381A1B1X1 ตัวเรือน: ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 43 มม. หนา 13.69 มม. ผลิตจากไทเทเนียม พร้อมขอบตัวเรือนไทเทเนียมขัดเงา และฝาหลังแซฟไฟร์แบบเปลือยโชว์กลไก หน้าปัด: หน้าปัดคาร์บอนไฟเบอร์ ตกแต่งด้วยรายละเอียดสีเขียว Racing Green เอกลักษณ์ของ Aston Martin เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสารเรืองแสง Super-LumiNova การกันน้ำ: กันน้ำลึก 30 เมตร (3 บาร์) กลไก: กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติ Breitling Manufacture Calibre B01 ผ่านการรับรองความเที่ยงตรงระดับ COSC ความถี่: 28,800 ครั้งต่อชั่วโมง (4 เฮิรตซ์) พลังงานสำรอง: ประมาณ 70 ชั่วโมง ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที จับเวลาโครโนกราฟ และแสดงวันที่ สาย: สายหนังลายปั๊มแรงบันดาลใจจากสายรัดนิรภัยรถแข่ง (Racing Harness Style) ราคา: 8,900 ปอนด์สเตอร์ลิง (ประมาณ 382,638 บาท)

รอเชียร์!! ไทยฮอนด้า ส่ง ก้อง และ นีโม่ สู้ศึก มอเตอร์สปอร์ต ระดับโลก
อ่าน

รอเชียร์!! ไทยฮอนด้า ส่ง ก้อง และ นีโม่ สู้ศึก มอเตอร์สปอร์ต ระดับโลก

ไทยฮอนด้า ผู้นำวงการมอเตอร์สปอร์ตไทย แถลงนโยบายมอเตอร์สปอร์ตประจำปี 2026 ภายใต้คอนเซปต์ Dare To Dreams ยกระดับวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอีกครั้ง ด้วยการส่งนักแข่งไทยเข้าสู่สังกัดทีมโรงงานระดับโลก ฮอนด้า เอชอาร์ซี (Honda HRC) ได้พร้อมกันถึง 2 คน ทั้งทางเรียบและทางฝุ่น นำโดย ก้อง-สมเกียรติ ในศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 และ นีโม่-จิรัฎฐ์ ในศึก ออลเจแปน โมโตครอส แชมเปี้ยนชิพ 2026 พร้อมส่งช่างไทยเรียนรู้เทคนิคจากทีมระดับโลกปูทางสู่อนาคต ขณะที่ ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ เดินเครื่องเต็มสูบสร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรกที่ส่งทีมลุยศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 พร้อมกัน 3 รุ่น โดยมี ชิพ-นครินทร์ นำทีมล่าแชมป์เอเชีย หลังโชว์ผลงานสุดร้อนแรงในฤดูกาลที่ผ่านมา เมื่อวันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2026, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด จัดงานแถลงข่าวนโยบายด้านมอเตอร์สปอร์ตประจำปี 2026 ที่ ศูนย์ฝึกขับขี่ปลอดภัยฮอนด้า กรุงเทพฯ โดยนับเป็นอีกหน้าความท้าทายของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยภายใต้ความร่วมมือกับทีมระดับโลก นำโดย ก้อง สมเกียรติ จันทรา หมายเลข 35 นักบิดโมโตจีพีชาวไทยคนแรกในประวัติศาสต์ ที่ถูกดึงเข้าร่วมสังกัด ฮอนด้า เอชอาร์ซี ลุยศึก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ภายใต้โปรเจกต์คัมแบ็กสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้ง กับรถแข่ง Honda CBR1000RR-R จับคู่กับ เจค ดิ๊กสัน หมายเลข 96 ทีมเมทชาวอังกฤษ และกลายเป็นนักแข่งรถชาวไทยคนแรกในประวัติศาสตร์ ที่ลงแข่งภายใต้สังกัดทีมโรงงานฮอนด้า ในการแข่งขันระดับชิงแชมป์โลก ขณะเดียวกัน นีโม่ จิรัฎฐ์ วรรณลักษณ์ หมายเลข 23 นักบิดดาวรุ่งดีกรีแชมป์ประเทศไทยในศึก เอฟเอ็มเอสซีที ไทยแลนด์ โมโตครอส 2025 ก็โชว์ฟอร์มโดดเด่น จนได้รับการคัดเลือกเข้าสู่ทีม ฮอนด้า เอชอาร์ซี (ทีมโรงงาน) เพื่อลุยศึก ออลล์ เจแปน โมโตครอส แชมเปี้ยนชิพ 2026 (JMX 2026) ซึ่งเป็นนักแข่งคนแรกที่ลงแข่งขันแบบเต็มฤดูกาล ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของไทยเลยก็ว่าได้ ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ยังจับมือกับ ฮอนด้า เอชอาร์ซี ภายใต้ความร่วมมือด้านเทคนิค ในการส่งช่างชาวไทยเข้าร่วมทีม เพื่อศึกษาเทคนิคด้านต่างๆ กับการทำงานในระดับโลก ทั้งในการแข่งขันทางเรียบและทางฝุ่น เพื่อปูทางในการยกระดับทีมสู่ระดับเวิลด์คลาสในอนาคต สำหรับโครงการ ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม ยังคงเป็นหนึ่งในโร้ดแม็ปสำคัญของ ไทยฮอนด้า เพื่อปั้นนักแข่งไทยสู่ เวิลด์ กรังด์ปรีซ์ ไม่ว่าจะเป็น โมโตจีพี, โมโตทู หรือ โมโตทรี ซึ่งในปีนี้ ไม้คิว เกียรติศักดิ์ สิงหพงศ์ หมายเลข 85 นักบิดดาวรุ่งชาวไทยจาก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ จะลงแข่งขันในศึกดาวรุ่งชิงแชมป์โลกปูทางสู่ โมโตจีพี (Road To MotoGP) ทั้ง 2 รายการอย่าง เอฟไอเอ็ม โมโตจูเนียร์ เวิลด์ แชมเปี้ยนชิพ 2026 และ เรดบูล โมโตจีพี รุกกีส์ คัพ 2026 โดย ฮอนด้า เรซ ทู เดอะ ดรีม ยังคงไว้ซึ่งโครงสร้างที่ชัดเจนในแต่ระดับ ซึ่งในปีนี้ อุ้ม นพรุธพงษ์ บุญประเวศ หมายเลข 20 ดาวรุ่งเลือดใหม่ของทีมจะได้รับโอกาสลงแข่งขันในศึก อิเดมิตสึ โมโตโฟร์ เอเชีย คัพ 2026 (Idemitsu Moto4 Asia Cup 2026) และ โมโตโฟร์ ยูโรเปียน คัพ 2026 (IMoto4 European Cup 2026) ควบคู่ทั้ง 2 รายการ ขณะเดียวกันยังส่ง 2 ดาวรุ่งอย่าง ไบรส์ เตชินท์ อินทร์อภัย และ มะมาย ปองคุณ เอี่ยมน้อย สั่งสมประสบการณ์เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในศึก เอ็มเอฟเจ ออลล์ เจแปน โร้ด เรซ แชมเปี้ยนชิพ 2026 ส่วนในระดับภูมิภาคเอเชีย ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดด จากผลงานสุดร้อนแรงของ ชิพ นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ ดาวบิดไทยเจ้าของรถแข่ง Honda CBR1000RR-R หมายเลข 41 ซึ่งมีลุ้นแชมป์ เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2025 ในรุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) จนถึงสนามสุดท้าย ก่อนจะคว้าตำแหน่งรองแชมป์ประจำปีด้วยคะแนนตามหลังเพียง 3 แต้มเท่านั้น จากการคว้าชัยชนะมาครองได้ถึง 3 ครั้ง และขึ้นโพเดียมไปทั้งหมด 6 ครั้ง จากมาตรฐานการทำงานของทีมและนักบิดที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ในฤดูกาล 2026 ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ มีความมั่นใจอย่างมากและวางเป้าหมายชัดเจนเพื่อไล่ล่าความสำเร็จ ด้วยการพาทีมก้าวสู่ระดับท็อปของเอเชีย นำทัพโดย ชิพ นครินทร์ กับภารกิจพารถแข่ง Honda CBR1000RR-R ล่าแชมป์ในศึก เอเชีย โร้ด เรซซิ่ง แชมเปี้ยนชิพ 2026 รุ่น เอเชีย ซูเปอร์ไบค์ 1,000 ซีซี (ASB1000) ด้าน 2 ดาวรุ่งอย่าง มิกซ์ ธนัช ละอองปลิว หมายเลข 31 และ ไฮเปค กฤษฎา ธนโชติ หมายเลข 18 จะจับคู่กันลงแข่งขันในรุ่น ซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี (SS600) ด้วยรถแข่ง Honda CBR600RR ส่วนรุ่นเล็กอย่าง เอเชีย โปรดักชั่น 250 ซีซี (AP250) ส่งดาวรุ่งเลือดใหม่อย่าง "เฟอร์ ปัญจรุจน์ จิตวิรุฬห์ฉัตร หมายเลข 12 เพียงคนเดียว และวางแผนมอบสิทธิ์ไวล์ดการ์ดให้ดาวรุ่งคนอื่นๆ ที่สร้างผลงานโดดเด่นจากโครงการ ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ ควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ ไทยฮอนด้า ยังคงสานต่อโครงการสำคัญอย่าง ฮอนด้า อะคาเดมี และ ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับนักบิดรับยุวชน พร้อมกันนี้ยังเป็นการสร้างโอกาสให้นักบิดเหล่านี้ ก้าวสู่เวทีระดับเอเชียและระดับโลก สำหรับ ศึก ไทยแลนด์ ทาเลนต์ คัพ 2026 ได้พัฒนาขึ้นอีกระดับ ด้วยการเพิ่มสนามระดับโลกอย่าง เซปัง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต ประเทศมาเลเซีย ซึ่งใช้รองรับเกมเวิลด์คลาสอย่าง โมโตจีพี เข้ามาเป็นหนึ่งในสังเวียนของฤดูกาลนี้ เพื่อให้นักแข่งจากโครงการนี้ได้สัมผัสคาแร็กเตอร์ของสนามที่หลากหลาย เป็นการเตรียมความพร้อมที่มีนัยยะสำคัญสู่อนาคต แฟนมอเตอร์สปอร์ตส่งกำลังใจเชียร์นักบิดฮอนด้า ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ FB : HondaRacingTeamTH

เปิดตัว Alpine A526 ยุคใหม่ ทิ้งเครื่อง Renault ซบ Mercedes-AMG พร้อมรบ F1 2026
อ่าน

เปิดตัว Alpine A526 ยุคใหม่ ทิ้งเครื่อง Renault ซบ Mercedes-AMG พร้อมรบ F1 2026

สิ้นสุดการรอคอย BWT Alpine Formula One Team ประกาศศักดาเปิดตัว A526 รถแข่งกราวด์เอฟเฟกต์ยุคใหม่ที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วพิท เมื่อทีมตัดสินใจทิ้งเครื่องยนต์ Renault แล้วหันมาใช้ขุมพลัง Mercedes-AMG M17 E PERFORMANCE เป็นครั้งแรก เพื่อเป้าหมายคว้าชัยในฤดูกาล F1 2026 แล้วจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Alpine A526 ที่ต้องจับตานั้นจะส่งให้ Alpine ทะยานสู่แถวหน้าได้หรือไม่ TrueID Sport จะพาคุณไปเจาะรายละเอียดพร้อมกัน เปิดตัว Alpine A526 ยุคใหม่ ทิ้งเครื่อง Renault ซบ Mercedes-AMG พร้อมรบ F1 2026 1. การดีไซน์และโครงสร้างอัจฉริยะ ไม่ใช่แค่สวย แต่ทุกตารางนิ้วถูกออกแบบมาเพื่อ "จัดการอากาศ": โครงสร้าง Carbon Monocoque: ผลิตโดย BWT Alpine โดยใช้เทคนิค Aluminium Honeycomb Composite ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบรังผึ้งแซนวิชอยู่ระหว่างชั้นคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ตัวถังมีความแข็งแกร่งในการรับแรงบิด (Torsional Stiffness) สูงมากแต่มีน้ำหนักเบาหวิว ระบบช่วงล่างแบบ Hybrid Geometry: ด้านหน้า (Pullrod): เน้นจุดศูนย์ถ่วงที่ต่ำและการไหลของอากาศจากปีกหน้าสู่ช่องดักอากาศด้านข้าง (Sidepods) ด้านหลัง (Pushrod): ออกแบบมาเพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับดิฟฟิวเซอร์ (Diffuser) ขนาดใหญ่ ช่วยรีดอากาศใต้ท้องรถได้ดีขึ้น Internal Dampers: ตัวโช้คอัพถูกซ่อนไว้ใน Monocoque และชุดเกียร์เพื่อลดแรงต้านอากาศ (Drag) Active Aerodynamics: ระบบไฮดรอลิกจะควบคุมปีกหน้าและหลังแบบ Real-time คล้ายกับปีกเครื่องบิน เพื่อปรับสมดุลระหว่างแรงกดในโค้ง และความพริ้วในทางตรง 2. วิวัฒนาการขุมพลัง 2026 เครื่องยนต์ตัวนี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญของประวัติศาสตร์ F1 ที่เน้นพลังงานสะอาดและความแรงควบคู่กัน: Internal Combustion Engine (ICE): เครื่องยนต์ V6 1.6 ลิตร แต่ต้องรับภาระหนักขึ้นจากการจำกัดอัตราไหลของเชื้อเพลิงที่วัดเป็นพลังงาน (3,000 MJ/hr) แทนการวัดเป็นมวลน้ำหนักแบบเดิม ระบบฉีดน้ำมันแรงดันสูง 350 bar ช่วยให้การเผาไหม้สมบูรณ์ที่สุดในเสี้ยววินาที Energy Recovery System (ERS) "The Electric Beast": MGU-K: พละกำลังเพิ่มขึ้นจากเดิมเกือบ 3 เท่า (จาก 120 kW เป็น 350 kW หรือประมาณ 470 แรงม้าจากระบบไฟฟ้าเพียวๆ) Energy Store: แบตเตอรี่ลิเธียมไอออนถูกออกแบบมาให้คายประจุและชาร์จกลับด้วยความเร็วสูงมาก โดยสามารถดึงพลังงานจากการเบรกกลับมาใช้ได้ถึง 9.0 MJ ต่อรอบ Brake-by-Wire: แป้นเบรกไม่ได้กดไปที่ปั๊มเบรกโดยตรง แต่ส่งสัญญาณไฟฟ้าไปคำนวณว่าต้องใช้แรงเบรกจากจานคาร์บอนเท่าไหร่ และแรงต้านจากการปั่นไฟ (MGU-K) เท่าไหร่ เพื่อความเสถียรสูงสุด 3. ระบบส่งกำลังและการควบคุม Mercedes-AMG Transmission: เกียร์ 8 สปีดแบบ Cassette คือการออกแบบให้ชุดเกียร์สามารถถอดเปลี่ยนออกมาจากตัวเคสได้รวดเร็วเมื่อเกิดความเสียหาย Quickshift Technology: ระบบเปลี่ยนเกียร์ที่ไร้รอยต่อ (Seamless) โดยใช้ไฮดรอลิกความดันสูงควบคุม ทำให้ไม่มีช่วงขาดตอนของพละกำลังแม้แต่นิดเดียว Fuel System: ถังน้ำมันทำจากยางเสริม Kevlar เพื่อความปลอดภัยสูงสุดหากเกิดการกระแทก พร้อมระบบ Scavenge to Primer Pump เพื่อป้องกันเครื่องยนต์สำลักน้ำมันในขณะที่รถเข้าโค้งด้วยแรง G สูงๆ จนน้ำมันในถังเหวี่ยงไปมา 4. เป้าหมายและมิติตัวรถ ความท้าทายในปีนี้คือการรักษาสมดุลของรถที่มีขนาดใหญ่แต่ต้องมีความคล่องตัว: น้ำหนัก 772 กก.: เป็นน้ำหนักรวมที่รวมนักแข่งที่นั่งบนเบาะคาร์บอนเฉพาะตัว (Removable Carbon Seat) และรวมกล้องถ่ายทอดสดรอบคัน ขนาด: ตัวรถกว้าง 1.9 เมตร และยาวกว่า 5.6 เมตร ทำให้มันเป็นรถแข่งที่ยาวที่สุดประเภทหนึ่งในโลก แต่ด้วยฐานล้อ (Wheelbase) 3,400 มม. และยางหน้ากว้างถึง 280 มม. / หลัง 375 มม. ทำให้ยังคงยึดเกาะถนนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร

เปิดสเปก TGR Haas VF-26 รถแข่ง F1 2026 ยุคไฮบริด 50/50 มีอะไรใหม่ภายใต้บอดี้ Toyota
อ่าน

เปิดสเปก TGR Haas VF-26 รถแข่ง F1 2026 ยุคไฮบริด 50/50 มีอะไรใหม่ภายใต้บอดี้ Toyota

ทีม HAAS F1 ได้เปิดตัวรถใหม่ในชื่อรุ่น VF-26 ในฤดูกาล 2026 พร้อมชื่อทีม TGR Haas F1 Team TGR รถแข่ง F1 ปี 2026 ที่สร้างเสียงฮือฮาด้วยการผนึกกำลังระหว่าง Haas F1 Team และ TOYOTA GAZOO Racing ภายใต้กฎกติกาใหม่ที่พลิกโฉมวงการสำหรับสเปก TGR Haas VF-26 ว่ามีเทคโนโลยีอะไรซ่อนอยู่ภายใต้บอดี้ที่ได้รับ DNA จาก Toyota วันนี้ TrueID Sport นำมาฝากคุณแล้ว เปิดสเปก TGR Haas VF-26 รถแข่ง F1 2026 ยุคไฮบริด 50/50 มีอะไรใหม่ภายใต้บอดี้ Toyota การออกแบบตัวรถ และ ขุมพลังเครื่องยนต์ ของรถ VF-26 ภายใต้กฎระเบียบใหม่ปี 2026 มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ 1.การออกแบบตัวรถ กฎปี 2026 มุ่งเน้นไปที่คอนเซปต์ Nimble Car หรือรถที่เน้นความคล่องตัว ซึ่ง Haas VF-26 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ ขนาดรถที่เล็กลง : ฐานล้อถูกปรับให้สั้นลงจากเดิม 3,600 มม. เหลือ 3,400 มม. ความกว้างของตัวรถลดลงจาก 2,000 มม. เหลือ 1,900 มม. น้ำหนักเบาขึ้น: กฎใหม่ตั้งเป้าลดน้ำหนักรถลง 30 กิโลกรัม เพื่อให้รถตอบสนองได้ไวขึ้น ระบบแอโรไดนามิกแบบ Active (Active Aerodynamics) มีปีกหน้า และปีกหลังที่สามารถปรับองศาได้ในขณะวิ่ง (คล้าย DRS ที่ใช้ได้กว้างขวางขึ้น) เพื่อลดแรงต้าน (Drag) ในทางตรง และเพิ่มแรงกด (Downforce) ในทางโค้ง ดีไซน์พื้นที่ใต้ท้องรถ: มีการปรับปรุงพื้นรถให้แบนขึ้นและลดการพึ่งพาเอฟเฟกต์แรงดูดใต้ท้องรถ (Venturi tunnels) แบบสุดโต่ง เพื่อลดอาการรถกระเด้ง (Porpoising) ยางและล้อ: แม้จะยังใช้ล้อขอบ 18 นิ้วเหมือนเดิม แต่ความกว้างของยางหน้าลดลง 25 มม. และยางหลังลดลง 30 มม. เพื่อลดแรงเสียดทานและน้ำหนัก 2.ขุมพลังเครื่องยนต์ (Power Unit Fuel) เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในรอบทศวรรษของ F1 โดยเครื่องยนต์ของ Haas (ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Ferrari) มีคุณสมบัติดังนี้ สัดส่วนกำลัง 50/50: เครื่องยนต์สันดาปภายใน (V6 Turbo) จะถูกลดกำลังขับลงจากเดิมที่เคยทำได้สูงถึง 550-560 kW เหลือประมาณ 400 kW (ประมาณ 535 แรงม้า) ในขณะที่ระบบไฟฟ้า (Battery/MGU-K) จะถูกอัปเกรดให้ผลิตกำลังได้เพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 350 kW (ประมาณ 470 แรงม้า) จากเดิมที่ทำได้เพียง 120 kW การตัดระบบ MGU-H ออก: จะไม่มีระบบดึงพลังงานความร้อนจากไอเสีย (MGU-H) อีกต่อไป เพื่อลดความซับซ้อนและลดต้นทุนในการผลิตเครื่องยนต์ น้ำมันเชื้อเพลิงยั่งยืน 100% : เครื่องยนต์รุ่นนี้จะใช้เชื้อเพลิงที่ไม่ได้มาจากฟอสซิล แต่สังเคราะห์มาจากขยะชีวภาพหรือการดักจับคาร์บอนในอากาศ ซึ่งต้องให้ประสิทธิภาพเทียบเท่ากับน้ำมันเบนซินความเร็วสูงเดิม Manual Override Mode: มีการเพิ่มโหมดการใช้พลังงานไฟฟ้าเสริม เพื่อช่วยในการแซง โดยนักแข่งสามารถกดใช้พลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมได้ในจุดที่กำหนดเพื่อสร้างความได้เปรียบ บทบาทของ Toyota (TGR) ในการออกแบบ แม้ Haas จะยังใช้เครื่องยนต์จาก Ferrari แต่การเข้ามาของ TOYOTA GAZOO Racing มีผลอย่างมากในด้านเทคนิค การใช้ Wind Tunnel: Haas จะเข้าถึงการใช้งานอุโมงค์ลมและเทคโนโลยีจำลองของ Toyota ที่โคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี ซึ่งทันสมัยมาก การผลิตชิ้นส่วน : Toyota จะเข้ามาช่วยในส่วนของการออกแบบและผลิตชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์ รวมถึงงานวิศวกรรมที่ซับซ้อน ทำให้ Haas สามารถผลิตรถได้มาตรฐานสูงขึ้นกว่าสมัยที่จ้าง Outsource เพียงอย่างเดียว ไลน์อัปนักแข่ง: ในปีนี้ยังคงเดิมนำโดยพี่ใหญ่ Esteban ocon หมายเลข 31 และ Oliver Bearman เบอร์ 87 บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร

เปิด Line up นักขับ formula 1 ปี 2026 รายชื่อนักแข่ง ครบทั้ง 11 ทีม
อ่าน

เปิด Line up นักขับ formula 1 ปี 2026 รายชื่อนักแข่ง ครบทั้ง 11 ทีม

ก่อนเข้าสู่ Formula1 ฤดูกาล 2026 ปีที่มีการเปลี่ยนกฎในการสร้างรถครั้งใหญ่ ถึงบรรดานัดขับที่มีรุกกี้ในปีนี้เพิ่มมาเพียงแค่ 1คน แต่การมาใหม่ของทีมที่ 11 การเปลี่ยนผู้ผลิตเครื่องยนต์ จึงเป็นอีกปีที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก แล้วนักขับหลักใน F1 ปี 2026 ใครอยู่ทีมไหน Team Principal เป็นใครเป้าหมายในปี 2026 ของแต่ละทีมเป็นอย่างไร TrueID Sport ได้สรุปมาไว้ให้คุณแล้ว Shutterstock / Michael Potts F1 เปิด Line up นักขับ formula 1 ปี 2026 รายชื่อนักแข่ง ครบทั้ง 11 ทีม Shutterstock / Jay Hirano ทีม McLaren นักขับ:Lando Norris: สัญลักษณ์ของทีมที่อยู่มานานจนทำลายสถิติลงแข่งมากที่สุดของทีม (แซงหน้า David Coulthard) มีความเร็วและความเป็นผู้นำสูงOscar Piastri: นักขับรุ่นใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิ่งราวกับหุ่นยนต์ มีสภาวะจิตใจที่แข็งแกร่งและฝีมือสูสีกับ Norris จนไม่มีใครยอมเป็นมือรอง Team Principal: Andrea Stella อดีตวิศวกรผู้สุขุมที่ผันตัวมาเป็นนักบริหาร เขาเปลี่ยนวัฒนธรรมทีมให้เน้นประสิทธิภาพและความโปร่งใส จนพาทีมจากท้ายตารางขึ้นสู่แชมป์ เป้าหมายปี 2026: ป้องกันแชมป์โลกประเภททีม และบริหารความสัมพันธ์ของสองนักขับภายใต้กฎ "Papaya Rules" ไม่ให้แตกคอกันเอง Shutterstock / Jay Hirano ทีม Red Bull Racing นักขับ:Max Verstappen: ยอดนักขับผู้เป็นหัวใจหลักของทีม พิสูจน์แล้วว่าเขาสามารถรีดสมรรถนะรถออกมาได้เกินขีดจำกัดไม่ว่ารถจะประสบปัญหาใดIsack Hadjar: ดาวรุ่งพุ่งแรงสายเลือดใหม่ที่ Helmut Marko ปลุกปั้นมากับมือเพื่อมาแทนที่รุ่นพี่ มีสไตล์การขับดุดันและได้รับความคาดหวังสูง แน่นอนเหล่าแฟนคลับนั้นคาดหวังให้ Hadjar มีผลงานที่ดีเพื่ออนาคตที่สดใสในปีต่อไป Team Principal: Laurent Mekies อดีตมือขวาจาก Ferrari ที่ย้ายมาคุมทัพแทน Christian Horner เขาต้องรับภาระหนักในการรักษาความต่อเนื่องของทีมในยุคผลัดใบ เป้าหมายปี 2026: พิสูจน์ว่า "Red Bull" สามารถชนะได้ด้วยเครื่องยนต์ของตัวเอง (Ford) โดยไม่ต้องพึ่งพาพาร์ทเนอร์รายอื่น Shutterstock / QIAN JUN ทีม Ferrari นักขับ:Lewis Hamilton: แชมป์โลก 7 สมัยที่ต้องการพิสูจน์ตัวเองในสีเสื้อแดงก่อนเลิกแข่ง หวังใช้ประสบการณ์การลุ้นแชมป์มาเติมเต็มสิ่งที่ Ferrari ขาดไปCharles Leclerc: "เจ้าชายแห่งมาราเนลโล" ที่มีความเร็วในรอบควอลิฟายเหนือใคร แต่ต้องการรถที่เสถียรเพื่อคว้าแชมป์โลกครั้งแรก Team Principal: Fred Vasseur ผู้จัดการที่เน้นผลลัพธ์และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ Hamilton เขาเป็นคนกล้าตัดสินใจเพื่อกำจัดจุดอ่อนด้านกลยุทธ์ของ Ferrari เป้าหมายปี 2026: แก้ไขปัญหาความไม่เสถียรของรถ และพาดรีมทีมคู่นี้กลับไปคว้าชัยชนะให้สมศักดิ์ศรี Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Mercedes นักขับ:George Russell: นักขับที่รอคอยโอกาสมานาน จนตอนนี้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของทีมอย่างเต็มตัว มีความมุ่งมั่นและละเอียดในการพัฒนาเชิงเทคนิคKimi Antonelli: "Wonderkid" ชาวอิตาลีที่ถูกข้ามขั้นมาเพราะอัจฉริยภาพ มีความเร็วธรรมชาติที่หาตัวจับยากและเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของ Mercedes Team Principal: Toto Wolff ผู้ถือหุ้นและผู้นำที่พาทีมกวาดความสำเร็จในอดีต เขากำลังกดดันอย่างหนักในการพา "Silver Arrows " กลับมาทวงบัลลังก์คืน เป้าหมายปี 2026: กลับมาเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีเครื่องยนต์เหมือนในปี 2014 เพื่อสร้างความได้เปรียบให้นักขับทั้งคู่ Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Williams นักขับ:Alex Albon: นักขับเชื้อสายไทยที่เป็นศูนย์กลางการพัฒนาทีมมาตลอด มีความสามารถในการรีดแต้มจากรถที่เสียเปรียบได้อย่างน่าทึ่งCarlos Sainz: นักขับที่ทำงานหนักและฉลาดในการวางแผนการแข่ง การดึงเขามาได้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในเชิงการตลาดและเทคนิคของทีม Team Principal: James Vowles อดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Mercedes ที่กำลังสร้าง Williams ใหม่ตั้งแต่รากฐาน เขาทำงานด้วยระบบ Data-driven อย่างเข้มงวด เป้าหมายปี 2026: เปลี่ยนสถานะจากทีมม้ามืดให้กลายเป็นทีมระดับท็อป 4 ของตาราง Shutterstock / Jay Hirano ทีม Aston Martin นักขับ:Fernando Alonso: ยอดนักขับวัยเก๋าที่มีสัญชาตญาณการแข่งสูงสุดในกริด และยังคงความฟิตแม้จะอยู่ในวงการมานานกว่า 20 ปีLance Stroll: นักขับที่มีฝีมือดีในวันที่ฝนตกหรือสนามที่ใช้ทักษะสูง แม้จะถูกวิจารณ์เรื่องฐานะลูกเจ้าของทีมแต่เขายังคงรักษามาตรฐานได้ Team Principal: Adrian Newey สุดยอดนักออกแบบรถที่กวาดแชมป์โลกมานับไม่ถ้วน ครั้งนี้เขามารับบทหัวหน้าทีมเต็มตัวเพื่อสร้าง "ซูเปอร์คาร์" จากศูนย์ เป้าหมายปี 2026: ใช้เครื่องยนต์ Honda และอุโมงค์ลมใหม่ เพื่อก้าวขึ้นเป็นทีมแชมป์โลกตามความฝันของ Lawrence Stroll Shutterstock / Jay Hirano ทีม Audi (อดีต Sauber) นักขับ:Nico Hulkenberg: นักขับประสบการณ์สูงที่ขึ้นชื่อเรื่องความเสถียรและทักษะการทำควอลิฟาย เป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์แบบในการสร้างทีมใหม่Gabriel Bortoleto: แชมป์ F3 และดาวรุ่ง F2 ที่ Audi มั่นใจว่าจะปั้นให้เป็นสตาร์คนใหม่ของวงการในระยะยาว Team Principal: Jonathan Wheatley (Operation) Mattia Binotto (Technical) การจับคู่ระหว่างอดีตมือบริหารจาก Red Bull และอดีตหัวหน้าทีม Ferrari เพื่อสร้างโครงสร้างทีมที่สมบูรณ์แบบ เป้าหมายปี 2026: เริ่มต้นศักราชใหม่ในฐานะทีมโรงงานเยอรมันอย่างสง่างามและเก็บคะแนนให้ได้ทุกสนาม Shutterstock / Michael Potts F1 Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Racing Bulls (RB) นักขับ: Liam Lawson: ขยับขึ้นมารับบทพี่ใหญ่ อย่างเต็มตัวเพื่อเป็นเสาหลักและประคองทีมArvid Lindblad: ดาวรุ่งชาวอังกฤษวัย 18 ปี รุกกี้คนเดียวในปี 2026 เลื่อนชั้นมาจาก F2 แม้อายุยังน้อยแต่ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจนเคยได้รับโอกาสลงซ้อม FP1 กับทีม Red Bull ชุดใหญ่มาแล้ว Team Principal: Alan Permane ผู้คร่ำหวอดในวงการมานาน มีบทบาทสำคัญในการเจียระไนนักขับดาวรุ่งให้พร้อมสำหรับทีมใหญ่ เป้าหมายปี 2026: รักษาตำแหน่งผู้นำในกลุ่มกลางและขัดเกลา Lindblad ให้เป็นเพชรเม็ดถัดไปของ Red Bull Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Haas นักขับ Esteban Ocon: นักขับประสบการณ์สูงที่กำลังเข้าสู่ปีที่ 10 ใน F1 รับหน้าที่เป็นรุ่นพี่คอยประคองทีมและขับเคี่ยวเคียงข้างดาวรุ่งได้อย่างสูสี Ollie Bearman: เพชรเม็ดงามของทีมที่แจ้งเกิดเต็มตัวในปีแรกด้วยการเก็บแต้มเป็นกอบเป็นกำในช่วงท้ายปี 2025 จนเป็นที่ยอมรับในกริด Team Principal: Ayao Komatsu วิศวกรชาวญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่ายแต่ทรงพลัง เขาทำให้ Haas กลายเป็นทีมที่ทำงานผิดพลาดน้อยที่สุดทีมหนึ่ง เป้าหมายปี 2026: ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ และขึ้นไปท้าชิงอันดับ 5-6 ของตารางคะแนนอย่างสม่ำเสมอ Shutterstock / Michael Potts F1 ทีม Alpine นักขับ: Pierre Gasly: เสาหลักผู้มีประสบการณ์ที่ยังคงฝากความหวังในการเก็บแต้มให้ทีมได้อย่างสม่ำเสมอFranco Colapinto: นักขับดาวรุ่งชาวอาร์เจนตินาที่ได้รับสัญญาถาวรอย่างเป็นทางการ ถึงแม้จะยังไม่สามารถเก็บแต้มในปี 2025 ได้เลยก็ตาม แต่ยังเป็นความหวังพลังใหม่ของทีมที่ต้องการปลุกปั้นให้จรัสแสง Team Principal: Flavio Briatore (ที่ปรึกษาอาวุโส) ตำนานผู้ทรงอิทธิพลที่กลับมาเพื่อผ่าตัดทีมครั้งใหญ่ด้วยวิธีที่เด็ดขาด เป้าหมายปี 2026: ปรับตัวกับเครื่องยนต์ Mercedes และลดความวุ่นวายภายในเพื่อให้ทีมกลับมาโฟกัสที่ความเร็วอีกครั้ง Shutterstock / Michael Potts F1 Shutterstock / Jay Hirano ทีม Cadillac นักขับ:Valtteri Bottas: ผู้มีประสบการณ์ในการช่วย Mercedes คว้าแชมป์โลกหลายสมัย เหมาะกับการวางรากฐานรถใหม่Sergio Perez: นักขับที่เก่งเรื่องการถนอมยางและการแข่งในวันอาทิตย์ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับทีมใหม่ที่ต้องการจบการแข่งขันให้ได้ Team Principal: Graeme Lowdon นักบริหารผู้เชี่ยวชาญการสร้างทีมแข่งขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพ มีความเก๋าเกมในการรับมือกับความกดดันใน F1 เป้าหมายปี 2026: เก็บข้อมูลให้มากที่สุดและพิสูจน์ว่าทีมจากอเมริกาสามารถต่อกรกับทีมยุโรปได้อย่างสมศักดิ์ศรี บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร

เอ็มแอลบี
สิทธิพิเศษ

เอ็มแอลบี

-

ครม.ไฟเขียวสร้างทางด่วน M9 บางบัวทอง-บางปะอิน มูลค่า 15,862 ล้านบาท
อ่าน

ครม.ไฟเขียวสร้างทางด่วน M9 บางบัวทอง-บางปะอิน มูลค่า 15,862 ล้านบาท

#ทันหุ้น #SET #2026 ครม.ไฟเขียวสร้างทางด่วน M9 บางบัวทอง-บางปะอิน มูลค่า 15,862 ล้านบาทนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติในหลักการให้กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคม ดำเนินงานก่อสร้างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (M9) สายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก ช่วงบางบัวทอง-บางปะอิน ในส่วนของงานโยธาโดยใช้เงินทุนจากค่าธรรมเนียมผ่านทางและงบประมาณสมทบของกรมทางหลวง วงเงิน 15,862 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยานายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า โครงการดังกล่าว ได้ผ่านการพิจารณาและศึกษาอย่างรอบด้านมาเรียบร้อยแล้ว และถูกบรรจุอยู่ในแผนปีงบประมาณ 2569 แล้ว ซึ่งขณะนี้ดำเนินการมาสู่ไตรมาสที่ 2 แล้ว และการขออนุมัติโครงการนี้ได้มีการสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า สามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อพิจารณาได้ส่วนจะถูกมองว่าเป็นการขออนุมัติงบประมาณดำเนินโครงการในช่วงใกล้การเลือกตั้งหรือไม่ โครงการนี้ได้มีการผ่านอยู่ในงบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพิ่งมาขอหรือเป็นโครงการใหม่ แต่เผอิญว่าเป็นช่วงเพิ่งผ่านการยุบสภาฯ ไป จึงอาจทำให้เป็นที่กังวล ส่วนฝ่ายการเมืองจะนำเรื่องดังกล่าวไปร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทีหลังหรือไม่ นายพิพัฒน์ ยืนยัน ว่า ไม่ได้กังวล เพราะไม่ใช่โครงการใหม่ แต่สิ่งที่ห้ามคือห้ามดำเนินโครงการใหม่ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบงบประมาณ และหากไปขอก็จะเป็นปัญหา ฉะนั้นตนมองว่า บางสิ่งบางอย่างรอได้ แต่บางสิ่งก็ไม่ควรจะรอ โดยเฉพาะโครงการที่มีแผนเรียบร้อยแล้ว

ประวัติ โทปราก ราซกลาติโอกลู จากเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สู่ โมโตจีพี 2026
อ่าน

ประวัติ โทปราก ราซกลาติโอกลู จากเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ สู่ โมโตจีพี 2026

การแข่งขันรถจักรยานยนต์ทางเรียบโมโตจีพี (MotoGP) คือการนำเอาเทคโนโลยีที่ล้ำที่สุดมาสร้างรถต้นแบบเพื่อใช้สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ ในขณะที่ เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ (WSBK) คือการเอารถที่มีขายในตลาดทั่วไปมาโมดิฟายปรับแต่งและพัฒนาต่อยอดให้ถึงขีดสุด นี่คือความแตกต่างที่เข้าใจง่ายๆใน 2 บรรทัด แต่รายละเอียดปลีกย่อยยังมีอีกมากมายหลายอย่าง เอาเป็นว่าการแข่งขันทั้ง 2 รายการต่างมีจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้ได้รับความสนใจจากแฟนๆมอเตอร์สปอร์ตทั่วโลก เราจะเห็นได้ว่านักขับทั้งสองรายการนี้ต่างก็มีการสลับขั้วรายการแข่งขันกันอยู่เรื่อยๆ บางคนขับในโมโตจีพี อยู่ในระดับกลางๆ แต่พอโยกไปขับใน เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ กลายเป็นว่าสามารถทำผลงานได้ดีแบบก้าวกระโดด ในปี 2026 การแข่งขันทั้งสองรายการก็มีนักขับที่สลับขั้วเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก้อง สมเกียรติ จันทรา นักบิดขวัญใจชาวไทยที่ปิดฉากใน โมโตจีพี กับทีมอิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย ก่อนจะย้ายไปลุยศึกเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ กับทีมโรงงานอย่าง ฮอนด้า เอชอาร์ซี (Honda HRC) ขณะเดียวกันก็มีนักขับที่ขยับขึ้นไปวาดลวดลายในเวทีโมโตจีพี อย่างในรายของ โทปราก ราซกลาติโอกลู เจ้าของแชมป์โลกเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ กับการร่วมสังกัดทีม Pramac Yamaha ในฤดูกาล 2026 เราจึงขอใช้โอกาสนี้พาทุกท่านไปทำความรู้จักกับรุกกี้หน้าใหม่ของวงการโมโตจีพี ที่เชื่อว่าจะมีแฟนๆมอเตอร์สปอร์ตหลายคนตามไปให้กำลังใจเขากันอย่างล้นหลาม... ประวัติ โทปราก ราซกลาติโอกลู โทปราก ราซกลาติโอกลู เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1996 ณ เมืองอลันยา ประเทศตุรกี เป็นลูกชายคนที่สองของ อาริฟ ราซกลาติโอกลู นักขับมอเตอร์ไซค์ผาดโผดที่ได้รับฉายาว่า "Tek Teker Arif" (อาริฟ ยกล้อ) ซึ่งคุณพ่อของเขาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถจักรยานยนต์ที่เมืองอันตัลยาเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2017 ด้วยความที่เกิดมามีคุณพ่อเป็นสตันท์แมน ทำให้เขาได้รับการปลูกฝังและถ่ายทอดวิชาจากรุ่นสู่รุ่น โดยเริ่มบิดคันเร่งเป็นตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 5 ขวบ ทำให้เขามีพื้นฐานการขับขี่รถ 2 ล้อเป็นอย่างดีทั้งในเรื่องสตันท์และคอนโทรลรถในระดับสูง เขาเริ่มต้นเข้าร่วมการแข่งขันรถจักรยานยนต์ในระดับเยาวชนหลากหลายรายการและเริ่มสร้างชื่อในการแข่งขัน Red Bull MotoGP Rookies Cup กับการคว้าชัยชนะในสนามที่7 ของฤดูกาล 2014 ที่ประเทศเยอรมนี จุดเด่นของนักขับรายนี้คือเรื่องของการเบรกหนักและการควบคุมรถขณะที่เสียการทรงตัว จากนั้นในปีเดียวกันเขาชนะการแข่งขันในการเปิดตัวรายการ European Superstock 600 Championship ก่อนจะคว้าแชมป์รายการนี้ในปี 2015 ภายใต้การขับรถ Kawasaki ZX-6R โทปราก ราซกลาติโอกลู ลุยเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ผลงานของเขาเริ่มโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์ European Superstock 1000 ในปี 2017 และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เขาได้โอกาสขยับขึ้นไปแข่งขันในระดับเวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ในฐานะนักแข่งดาวรุ่งของทีมPuccetti Kawasaki ในปี 2018 และก็ไม่ทำให้ผิดหวังกับการประเดิมฤดูกาลแรกด้วยการขึ้นโพเดียมไป 2 ครั้ง และติดอันดับท็อป10 เป็นประจำในการแข่งขัน ทำให้เขาได้รับรางวัล รุกกี้แห่งปีไปครอง เข้าสู่ปี 2019 เขาประเดิมชัยชนะครั้งแรกในเวทีซูเปอร์ไบค์ และเริ่มสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในฐานะนักขับที่เบรกหนักและโหดที่สุดของการแข่งขัน ปีที่สองของเขาในซูเปอร์ไบค์ได้ขึ้นโพเดียมไปถึง 13 ครั้ง และเป็นการคว้าชัยชนะไปได้ถึง 2 ครั้ง จากนั้นในปี 2020 เขาถูกทีม Pata Yamaha WorldSBK Team เซ็นสัญญาคว้าตัวไปร่วมทีม การเซ็นสัญญาเข้าสู่สังกัด Yamaha กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญไปตลอดกาล เขาผงาดคว้าแชมป์โลก เวิลด์ ซูเปอร์ไบค์ ในปี 2021 กลายเป็นนักขับตุรกีคนแรกที่ประสบความสำเร็จในรายการนี้ ด้วยผลงานชนะ 13 สนาม ขึ้นโพเดียมรวมกันไปถึง 28 ครั้ง โค่นคู่แข่งสำคัญอย่าง โจนาธาน เรีย เจ้าของแชมป์โลก 6 สมัย ของทีมKawasaki โทปราก ราซกลาติโอกลู ย้ายร่วมทีม BMW ในฤดูกาล 2022-2023 ทีมYamaha ของเขาประสบปัญหาเรื่องเครื่องยนต์ ทำให้ไม่สามารถเค้นศักยภาพที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้ โดยจบเพียงแค่รองแชมป์โลกเท่านั้น ก่อนที่ในปี 2023 ต้นสังกัดจะเปิดกว้าง ไม่ปิดโอกาสเขาในการไปร่วมทดสอบกับทีมBMW ก่อนที่เขาจะย้ายไปขับให้ค่ายดังจากเยอรมนี โทปราก ราซกลาติโอกลู ลุยศึก MotoGP โทปราก ราซกลาติโอกลู ประสบความสำเร็จกับการคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 2 กับทีม BMW ในปี 2024 และเริ่มมีข่าวเชื่อมโยงกับการแข่งขันในโมโตจีพี ทั้งการได้รับความสนใจจากทีมHRC Honda ที่มีข่าวว่าต้องการตัวเข้าไปแทนที่ ลูก้า มารินี่ ที่สัญญาจะหมดลงหลับจบฤดูกาล 2025 แต่ทว่าสุดท้ายกลายเป็น Yamaha ที่ปาดหน้าคว้าตัวไปร่วมทีม ภายใต้ทีมรองทีมใหม่ของพวกเขาอย่าง Prima Pramac Yamaha MotoGP แม้ว่าจะเป็นการย้ายมาขับในฐานะทีมรอง แต่ก็มีข่าวว่าบอร์ดบริหารทีมพร้อมจะซัพพอร์ตเขาอย่างเต็มที่ในรูปแบบเดียวที่ทำกับ ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ และ อเล็กซ์ รินส์ 2 นักขับของทีมโรงงาน ในวัย 29 ปีเต็ม เขามีพร้อมทั้งประสบการณ์ในสนามและความสามารถ แม้อาจจะต้องใช้เวลาในการปรับตัวเข้ากับรถคันใหม่ที่มีความแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แต่ด้วยพรสวรรค์และการปลูกฝังที่ได้รับมาตั้งแต่เด็ก ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะประสบความสำเร็จ ในฤดูกาล 2026 ของการแข่งขันโมโตจีพี จึงเป็นอะไรที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขับของ โทปราก ราซกลาติโอกลู ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร เขาจะได้พูดประโยคติดตัวที่ว่า "ทุกชัยชนะคือการแข่งเพื่อพ่อ" ในระดับโมโตจีพีหรือไม่ แฟนๆมอเตอร์สปอร์ตสามารถติดตามรับชมถ่ายทอดสดศึกโมโต จีพี 2026 ทุกสนามได้เหมือนเดิม ทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว Photo by : PANJI ANGGORO / AFP

มอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจใน Motor Expo 2025
อ่าน

มอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจใน Motor Expo 2025

ที่งาน The 42nd Thailand International Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 นอกจากจะมีรถยนต์ กระบะ หรือรถไฟฟ้า EV เป็นไฮไลท์ในงานแล้ว อีกมุมนึงยังมีรถมอเตอร์ไซค์เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาเปิดตัวกันที่งานด้วยครับ โดยในวันนี้เราจะมาดูกันว่ามีรุ่นไหนที่น่าสนใจกันบ้าง BMW R 1250 RT BMW R 1250 RT คือรถมอเตอร์ไซค์ทัวริ่งที่สมบูรณ์แบบสำหรับการเดินทางที่ต้องการทั้งพลังและความผ่อนคลาย ด้วยขุมพลังเครื่องยนต์บอกเซอร์ BMW ShiftCam ในตำนาน ที่มอบแรงฉุดอันทรงพลังในทุกช่วงความเร็วรอบ ไม่ว่าจะบนทางหลวงหรือเส้นทางภูเขาคดเคี้ยว รูปลักษณ์ด้านหน้าใหม่มีความไดนามิกและเพรียวบางยิ่งขึ้น พร้อมไฟหน้า LED แต่ยังคงคุณสมบัติที่เพิ่มความสะดวกสบายในการเดินทางอย่างเหนือระดับ ด้วยการติดตั้งจอภาพ TFT ขนาดใหญ่ 10.25 นิ้ว ซึ่งรวมทั้งแผงหน้าปัด ระบบนำทางด้วยแผนที่ และระบบสาระบันเทิงไว้ในที่เดียว นอกจากนี้ยังมาพร้อมเทคโนโลยีช่วยขับขี่ที่สำคัญ เช่น ระบบควบคุมความเร็วคงที่แบบแอ็คทีฟ (ACC), ช่องเก็บสมาร์ทโฟนพร้อมระบบชาร์จแบบไร้สาย (Induction) และช่อง USB รวมถึงปุ่มกดรายการโปรด 4 ปุ่ม ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเข้าถึงฟังก์ชันต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยยังคงมีสมาธิอยู่บนเส้นทาง Ducati Multistrada V2 Ducati Multistrada V2 ใหม่ คือรถจักรยานยนต์ที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดภายใต้แนวคิด "Unlock Everyday Adventure" เพื่อมอบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างสมรรถนะ, ความสามารถในการทัวริ่ง, และความง่ายในการใช้งาน โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ V2 Twin-Cylinder ที่เบาที่สุดเท่าที่ Ducati เคยผลิต (น้ำหนักเพียง 54.4 kg) ให้กำลัง 115 hp และมีระบบวาล์วแปรผัน (Variable Timing) ที่มอบทั้งพละกำลังในช่วงรอบสูงและความนุ่มนวลในช่วงรอบต่ำ โครงสร้างตัวถังใช้เฟรม Aluminum Monocoque ใหม่ทั้งหมด ทำให้น้ำหนักรถลดลง 18 kg เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน เสริมด้วยหลักสรีรศาสตร์ที่ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด เช่น เบาะนั่งที่สามารถปรับความสูงได้ และล้อหน้าขนาด 19 นิ้ว เพื่อเพิ่มการควบคุมและความคล่องตัว Honda CBR500R Honda CBR500R มาพร้อมกับคอนเซปต์ "Ignite The Race" และการปรับโฉมใหม่ทั้งคัน เพื่อยกระดับความสปอร์ตยิ่งกว่าเดิม ด้วยชุดแฟริ่งและไฟหน้า-ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ที่โฉบเฉี่ยว รวมถึงการเพิ่มออพชันระดับท็อป ช่วงล่างและระบบความปลอดภัย ได้รับการอัปเกรดด้วยโช้กหน้าแบบหัวกลับ Showa SFF-BP และระบบเบรกหน้าแบบ ดิสก์เบรกคู่ พร้อมคาลิปเปอร์แบบ Radial Mount 2 ลูกสูบ และระบบ ABS หน้า-หลัง ทำให้เป็นรถบิ๊กไบค์สปอร์ตยอดนิยมที่มอบความคุ้มค่าและสมรรถนะที่น่าประทับใจ Harley-Davidson Low Rider S Harley-Davidson Low Rider ST (MY2025) คือรถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Cruiser ที่ผสมผสานดีไซน์แบบ FXRT ยุคคลาสสิกของ West Coast เข้ากับสมรรถนะที่ทันสมัยอย่างลงตัว หัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 117 High Output V-Twin ใหม่ ที่ให้กำลัง 114 แรงม้า และแรงบิด 128 ft-lb พร้อมท่อไอเสีย Two-Into-One และชุดดูดอากาศ Heavy Breather Intake ที่ให้พลังที่ดุดันยิ่งขึ้น ตัวรถมาพร้อมกับแฟริ่งติดเฟรมที่ออกแบบตามหลักพลศาสตร์ CFD ช่วยลดความล้าจากลม และมีระบบกันสะเทือนหลังแบบ Monoshock ที่ปรับจูนใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าโค้ง นอกจากนี้ ยังติดตั้งเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เช่น ไฟส่องสว่าง All-LED ทั้งคัน, หน้าจอแสดงผลขนาด 4 นิ้ว ที่แสดงผลมาตรวัดอนาล็อกรวมกับจอแสดงผลดิจิทัลแบบมัลติฟังก์ชัน และ Selectable Ride Modes 3 โหมด (Road, Rain, Sport) ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับแต่งการขับขี่ได้อย่างละเอียด Lambretta J200 Lambretta J200 2025 รุ่น Starwave คือสกู๊ตเตอร์สไตล์อิตาลีคลาสสิกที่ถูกเปิดตัวเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของ J-series ในอดีต ซึ่งยังคงรักษา DNA ความเป็น LowLong และรูปลักษณ์ที่เรียบง่ายแต่สง่างามของ Lambretta ไว้ ตัวรถมาพร้อมดีไซน์ใหม่ที่ทันสมัย โดดเด่นด้วยไฟ LED แบบเต็มระบบรอบคัน รวมถึงไฟหน้าทรงหกเหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ ขุมพลังคือเครื่องยนต์ 1 สูบ 4 จังหวะ 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยของเหลว ความจุ 174.5 ซีซี ให้กำลัง 17 แรงม้า พร้อมระบบกันสะเทือนหลังแบบคู่ที่ปรับพรีโหลดได้ 5 ระดับ และยกระดับความล้ำสมัยด้วยหน้าจอแสดงผล TFT ทำให้ J200 เป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างจิตวิญญาณคลาสสิกในยุค 60s กับเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ตอบโจทย์การขับขี่ในยุคปัจจุบัน Royal Enfield Classic 650 Royal Enfield Classic 650 Twin คือที่สุดแห่งรถคลาสสิกที่ผสานเอกลักษณ์ดั้งเดิมเข้ากับขุมพลังสมัยใหม่ โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 648 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง (Parallel Twin) ที่ได้รับการปรับแต่งให้มีบุคลิกที่นุ่มนวลและสง่างาม แต่ยังคงพร้อมตอบสนองด้วยสมรรถนะที่ยอดเยี่ยม (กำลัง 46.4 Hp, แรงบิด 52.3 Nm) พร้อมระบบเกียร์ 6 สปีด ดีไซน์ยังคงเอกลักษณ์เหนือกาลเวลาด้วย Teardrop Tank (ถังน้ำมันทรงหยดน้ำ), ท่อไอเสียคู่แบบปลายแตร peashooter ที่เป็นโครเมียมเงางาม และไฟหน้าทรงปีกหมวก (Nacelle Headlamp) ที่ผสานไฟ LED เข้ากับไฟคู่ Tiger Eyes อันเป็นสัญลักษณ์ เพื่อความมั่นคงและความสบายในการขับขี่ ตัวรถติดตั้งระบบกันสะเทือนจาก Showa ทั้งด้านหน้าและโช้คอัพหลังคู่ ส่วนอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาพร้อมแผงหน้าปัด Retro-Analogue ที่มีหน้าจอ LCD ดิจิทัลแสดงข้อมูลครบครัน และชุดควบคุมพร้อมสวิตช์แบบเรโทรและพอร์ตชาร์จ USB Suzuki DR-Z4S Suzuki DR-Z4S คือที่สุดของรถจักรยานยนต์สไตล์ Dual-Sport ที่ผสานความแข็งแกร่งของรถ Enduro เข้ากับความสามารถในการใช้งานบนถนนได้อย่างลงตัว โดยขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ 1 สูบ DOHC 398 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ที่มอบพละกำลังและความทนทานสูง พร้อมระบบ Suzuki Clutch Assist System (SCAS) (Slipper Clutch) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลและควบคุมรถได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพพื้นผิว หัวใจของการลุยคือระบบกันสะเทือนหน้าแบบหัวกลับ KYB ที่ปรับได้ทั้ง Compression และ Rebound พร้อมระยะยุบที่ยาวพิเศษ (หน้า 280 มม. / หลัง 296 มม.) เสริมด้วยอุปกรณ์มาตรฐานที่พร้อมลุย เช่น ล้อซี่ลวดอลูมิเนียมขนาด (21/18 นิ้ว) และ การ์ดเครื่องยนต์อะลูมิเนียม รวมถึงแผงหน้าปัด Full LCD Meter และไฟหน้า LED ที่ทันสมัย ทำให้ DR-Z4S เป็นรถที่ครบเครื่องสำหรับการผจญภัยในทุกเส้นทาง Tromox M05 Tromox M05 คือมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นนิยามใหม่ของ Caf Racer สำหรับการเดินทางในเมือง ด้วยดีไซน์สไตล์ Retro-Caf Racer ที่โฉบเฉี่ยวผสานความทันสมัย ตัวรถมีน้ำหนักเบาเพียง 88 กก. ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ 3 kW Brushless Motor ที่ติดตั้งที่ล้อหลัง ให้ความเร็วสูงสุด 70 กม./ชม. และมีแบตเตอรี่แบบ LFP 2.3 kWh ที่สามารถถอดออกมาชาร์จได้สะดวก ให้ระยะทางวิ่งประมาณ 80-85 กม. ต่อการชาร์จเต็ม โครงสร้างตัวถังมีความแข็งแกร่งด้วยเฟรมน้ำหนักเบาและ Dual Swingarm พร้อมโช้คหน้าแบบหัวกลับ และระบบเบรกดิสก์ไฮดรอลิก นอกจากนี้ รุ่น Pro ยังมาพร้อมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูง เช่น ABS และ Blind Spot Detection BSD ทำให้ Tromox M05 เป็นมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่รวมเอาสไตล์ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยไว้ในแพ็คเกจเดียว Triumph Trident 800 Triumph Trident 800 คือรถมอเตอร์ไซค์ Naked Roadster พิกัดกลางที่ผสมผสานประสิทธิภาพอันทรงพลังเข้ากับความคล่องตัวสำหรับการขับขี่ในเมืองได้อย่างลงตัว โดยมีหัวใจสำคัญคือเครื่องยนต์ 3 สูบเรียง (Triple Engine) ขนาด 798 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุด 113 แรงม้า และแรงบิด 84 Nm พร้อมระบบ Triumph Shift Assist (Quickshifter Up/Down) และคันเร่งไฟฟ้าที่มาพร้อม 3 โหมดการขับขี่ (Rain, Road, Sport) ตัวรถมีน้ำหนักเปียกเพียง 198 กก. ติดตั้งช่วงล่างปรับได้จาก Showa และระบบเบรกดิสก์คู่หน้า 310 มม. พร้อมคาลิปเปอร์ 4 ลูกสูบ และระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ เช่น Cornering ABS และ Traction Control หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ LCD Multifunction ผสานจอ TFT สี ที่ให้ข้อมูลครบถ้วนพร้อมการเชื่อมต่อ Bluetooth ทำให้ Trident 800 เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับผู้ที่ต้องการรถที่มีสไตล์ Naked สุดดุดัน พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือกว่า All New Yamaha Aerox 2025 All New Yamaha Aerox 2025 คือสุดยอด SuperSport Automatic ที่ได้รับการออกแบบใหม่หมดรอบคัน โดยได้ DNA รถ R-Series มาอย่างเข้มข้น ทั้งในเรื่องของดีไซน์ Full Fairing ที่สปอร์ตดุดัน และการอัปเกรดโครงสร้างด้วย New Frame แบบ Center Tunnel ที่เสริมความแข็งแกร่งและลดการบิดตัว เพื่อการควบคุมที่มั่นคงและนิ่งขึ้นแม้ในความเร็วสูง หัวใจคือเครื่องยนต์ Blue Core 155 ซีซี พร้อมระบบวาล์วแปรผัน VVA และลูกสูบ Forged ที่ให้แรงบิดและกำลังต่อเนื่องในทุกย่านความเร็ว นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่จัดเต็ม เช่น ไฟหน้า Dual Projector LED, เรือนไมล์ Negative LCD ที่รองรับ Y-Connect และแสดงผลได้ 3 โหมด, โช้คหน้าขนาดแกน 30 มม. ที่ปรับเซ็ตอัพใหม่, ดิสก์เบรกหลัง (ในรุ่นท็อป), และระบบความปลอดภัย ABS (เฉพาะด้านหน้า) ทำให้ Aerox 2025 เป็น Automatic ที่เร็ว แรง และควบคุมง่ายกว่าเดิมอย่างชัดเจน ZONTES 368D ZONTES 368D คือรถบิ๊กสกู๊ตเตอร์ที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด "Folding The City" เน้นความคล่องตัวและประสิทธิภาพระดับสูง ด้วยเครื่องยนต์ High-Compression Engine ขนาด 368 ซีซี ที่ให้กำลังสูงสุดถึง 38.7 แรงม้า และแรงบิด 40 Nm ซึ่งถือว่าแรงที่สุดในคลาส Scooter ไม่เกิน 400 ซีซี พร้อมด้วยการลดน้ำหนักรถลงกว่า 20 กก. ทำให้มีน้ำหนักรวมของเหลวเพียง 175 กก. ส่งผลให้การควบคุมคล่องแคล่วใกล้เคียงรถเล็ก จุดเด่นด้านเทคโนโลยีคือระบบเบรก J.Juan พร้อม Cornering ABS และ Traction Control รวมถึงโช้คอัพหน้าแบบ Upside-Down ที่ปรับจูนใหม่เพื่อสมรรถนะการขับขี่ที่มั่นคง นอกจากนี้ยังอัดแน่นด้วยฟีเจอร์สมัยใหม่ เช่น หน้าจอ TFT Full Color LCD ขนาด 6.75 นิ้ว ที่สามารถ Mirror Screen เชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้, ระบบ Keyless Control 3.0, ระบบตรวจสอบแรงดันลมยางอัจฉริยะ TPMS และโหมดขับขี่ 2 โหมด (Sport / Eco) ทำให้ ZONTES 368D เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหา Big Scooter ที่มีทั้งความแรง เทคโนโลยีล้ำสมัย และความคุ้มค่า นี้ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์บางส่วนที่น่าสนใจซึ่งจะไปจัดแสดงกันที่งานนะครับ ยังมีรถที่น่าสนใจอีกมากมายกันที่งาน สำหรับใครที่อยากไปงาน Motor Expo 2025 ซึ่งงานนี้จะจัดที่ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 ใครสนใจก็แวะไปติดตามกันได้ครับ Credit : motorexpo

ส่องรถใหม่ Thailand International Motor Expo 2025
อ่าน

ส่องรถใหม่ Thailand International Motor Expo 2025

อีกไม่กี่วันก็จะถึงงาน The 42nd Thailand International Motor Expo 2025 หรือ มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 42 ซึ่งจะเตรียมจัดงานใหญ่ปิดท้ายปลายปีอีกครั้งที่ IMPACT เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 29 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม 2568 งานนี้แน่นอนว่าจะมีรถยนต์มากมาายหลายประเภทเปิดตัวกันในงานนี้ วันนี้เราจะมาส่องรถใหม่ที่น่าสนใจซึ่งจะมาเปิดตัวกันที่งานนี้กันครับ Avatr 07 Avatr 07 เป็นรถยนต์ Urban Luxury SUV ที่โดดเด่นด้วยการผสมผสานดีไซน์แห่งอนาคตและความหรูหราล้ำสมัย เน้นเทคโนโลยีและสมรรถนะขั้นสูง โดยมาพร้อมกับทางเลือกของระบบขับเคลื่อน Kunlun REEV Powertrain (Extended-Range Electric Vehicle) และแพลตฟอร์ม 800V SiC EV ที่รองรับการชาร์จเร็ว 4.5C (ชาร์จ 10 นาทีวิ่งได้ 350 กม.) ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้เป็น "Urban Luxury First-Class Cabin" ด้วยเบาะหนัง NAPPA และการตกแต่งที่นุ่มนวล พร้อมระบบความบันเทิงล้ำสมัยแบบ Five-Screen Integration รวมถึงหน้าจอพาโนรามา 35.4 นิ้ว และระบบเสียงระดับพรีเมียม Meridian High-end Sound System 25 ลำโพง (7.1.4 แชนเนล) นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ HUAWEI ADS 4 ที่ใช้เซนเซอร์ 27 ตัว (รวม 1 Lidar) ทำให้ Avatr 07 เป็น SUV ที่เน้นทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และเทคโนโลยีอัจฉริยะสำหรับการขับขี่ในเมือง Chery Tiggo 8 CSH PHEV Chery Tiggo 8 CSH PHEV เป็นรถยนต์ Plug-in Hybrid SUV ขนาด 7 ที่นั่ง ที่เน้นสมรรถนะที่ทรงพลังควบคู่ไปกับประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน ด้วยขุมพลังที่ผสานระหว่างเครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ กับมอเตอร์ไฟฟ้า (มีทั้งรุ่น 2WD และ 4WD) ทำให้มีกำลังสูงสุดรวมถึง 501 แรงม้า และแรงบิด 735 นิวตันเมตร ในรุ่นท็อป สามารถทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้ใน 6.8 วินาที พร้อมแบตเตอรี่ 18.3kWh ที่วิ่งด้วยไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 95 กม. และมีระยะทางวิ่งรวมน้ำมันกับไฟฟ้าสูงสุด 1,200 กม. ขณะที่ภายในห้องโดยสารเน้นความหรูหราด้วยเบาะ 3 แถว และติดตั้งเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ ชิป Snapdragon 8155, หน้าจอสัมผัสขนาดใหญ่, ลำโพง 12 ตำแหน่ง, และระบบความปลอดภัย ADAS ครบครัน พร้อมถุงลมนิรภัย 10 ตำแหน่ง Geely EX2 Geely EX2 คือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในกลุ่ม City Car ที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานในเมืองโดยเฉพาะ ด้วยมิติตัวถังที่คล่องตัว แต่มีระยะฐานล้อที่ยาวถึง 2,650 มม. ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 116 แรงม้า และแรงบิด 150 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง (Rear-Wheel Drive) มาพร้อมแบตเตอรี่ Lithium-ion (LFP) ความจุ 39.4kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 395 กม. (มาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จเร็ว DC 30-80% ภายใน 25 นาที ขณะที่ภายในมาพร้อมมาตรวัด Full Digital LCD 8 นิ้ว, เบาะนั่งหุ้มหนัง, และมีรุ่นย่อย MAX ที่เสริมด้วยระบบช่วยเหลือการขับขี่ ADAS เช่น Adaptive Cruise Control (ACC) และกล้องมองภาพรอบคัน 540องศา ทำให้เป็นรถ EV ที่เน้นความประหยัด คล่องตัว และเทคโนโลยีที่คุ้มค่าในระดับราคาที่เข้าถึงง่าย GWM WEY G9 GWM WEY G9 คือรถยนต์ MPV (Multi-Purpose Vehicle) พลังงานใหม่ระดับลักชัวรีรุ่นแรกของแบรนด์ GWM Wey ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์ที่ Great Wall Motor (GWM) สร้างขึ้นเพื่อท้าทายตลาดรถยนต์ SUV หรูหรา โดย G9 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้ในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทางธุรกิจหรือการใช้ชีวิตครอบครัว ตัวรถขับเคลื่อนด้วยระบบ Hi4 Technology ซึ่งเป็นเทคโนโลยีไฮบริดที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ ทำให้มั่นใจได้ถึงสมรรถนะที่มั่นคง นุ่มนวล และประหยัดพลังงานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการชาร์จไฟระหว่างทาง ภายในห้องโดยสารเน้นความสะดวกสบายระดับสูงด้วยเก้าอี้แบบ Zero Gravity และระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ Coffee OS 3.3 ซึ่งผสานเทคโนโลยี ความหรูหรา และความปลอดภัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์ เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมียมที่เข้าถึงได้ Honda Step WGN e:HEV Honda Step WGN e:HEV ใหม่ เป็นรถยนต์อเนกประสงค์สำหรับครอบครัว (MUV) ขนาด 7 ที่นั่ง ที่ฮอนด้าตัดสินใจนำเข้าและจำหน่ายจากประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยชูจุดเด่นด้าน 'Japanese Quality' และการรับประกันบริการหลังการขายจากเครือข่ายฮอนด้าทั่วประเทศ ตัวรถยังคงเอกลักษณ์ดีไซน์แบบ Life Expander BOX ที่ให้ห้องโดยสารโปร่งโล่งและพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ ขับเคลื่อนด้วยขุมพลังฟูลไฮบริด e:HEV ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร ซึ่งมอบทั้งความสนุกในการขับขี่ สมรรถนะที่ทรงพลัง และประหยัดน้ำมัน โดยในรุ่น e:HEV SPADA ยังมาพร้อมความสะดวกสบายสูงสุด เช่น ประตูข้างสไลด์ไฟฟ้า, เบาะแถว 2 แบบปรับแยกอิสระพร้อมที่รองน่อง Ottoman, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบ Tri-Zone, และเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ Honda SENSING ครบชุด Hyundai Santa fe XRT Concept Hyundai Santa Fe XRT Concept คือรถยนต์แนวคิด (Concept Car) สไตล์ออฟโรดที่ถูกพัฒนาบนพื้นฐานของ Hyundai Santa Fe รุ่นมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบสนองผู้ที่ชื่นชอบการผจญภัยและกิจกรรมกลางแจ้งที่ท้าทาย ตัวรถได้รับการตกแต่งให้มีความสมบุกสมบันและแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์สายลุยครบชุด เช่น การเพิ่มความสูงของตัวรถให้มากขึ้น, การใช้ยาง All-Terrain BF-Goodrich, การเพิ่มมุมไต่และมุมจากเพื่อรองรับเส้นทางทุรกันดาร, การติดตั้งกล่องเก็บของด้านข้าง, รูฟแร็กบนหลังคาพร้อมยางอะไหล่, บันไดด้านท้าย, และกล้อง Action Cam ที่ซุ้มล้อหน้าเพื่อบันทึกการเดินทาง ถึงแม้ว่า XRT Concept จะยังไม่มีแผนการผลิตจริงอย่างเป็นทางการ แต่การออกแบบดังกล่าวได้จุดประกายจิตวิญญาณการผจญภัย และมีความเป็นไปได้ที่แรงบันดาลใจจากรถแนวคิดนี้จะถูกนำไปใช้ในรถรุ่นผลิตจริงในอนาคต New Isuzu D-Max Isuzu ได้เปิดตัวรถปิกอัพ Isuzu D-Max "THE ONE ONLY" ใหม่ล่าสุดสำหรับปี 2568 โดยมีไฮไลต์ที่ Isuzu V-Cross 4x4 "THE ONE ONLY" ซึ่งเป็นรถปิกอัพสปอร์ตออฟโรดที่มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายใน พร้อมสีใหม่ อินนิชมอร์ เกรย์ โอเพค เสริมฟังก์ชันการขับขี่ที่เหนือกว่าด้วย EPS พวงมาลัยไฟฟ้า ใหม่ และเพิ่มความปลอดภัยด้วย กล้องรอบคัน 360องศา Surround View Camera ที่มีมุมมองใต้ท้องรถ รวมถึงระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ ADAS เวอร์ชันล่าสุด ที่มาพร้อมกล้องหน้าคู่และเซนเซอร์รอบคัน นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัว Isuzu X-Series "2 HOT2 HANDLE" ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ 2.2 Ddi MAXFORCE เป็นครั้งแรก พร้อมชุดแต่ง The X Package และเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดใหม่ เพื่อมอบสมรรถนะที่ร้อนแรงในสไตล์สปอร์ต Leapmotor B10 Leapmotor B10 ถูกวางตำแหน่งให้เป็นรถ SUV รุ่นใหม่ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความหรูหราแบบเรียบง่าย (Minimalist) และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า 100% (BEV) และรุ่นขยายระยะทางวิ่ง (EREV) ภายในรถถูกออกแบบให้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวางเป็นพิเศษ เพื่อตอบโจทย์ความสะดวกสบายสำหรับครอบครัวยุคใหม่ ตัวรถได้รับการพัฒนาบนแพลตฟอร์มที่ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีจาก Leapmotor และ Stellantis ซึ่งเน้นทั้งความประหยัดพลังงานและความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) และฟีเจอร์ดิจิทัลภายในห้องโดยสารที่ครบครัน เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้และยกระดับการเดินทางในชีวิตประจำวัน. Lexus LX Lexus LX คือรถยนต์ SUV ระดับเรือธง (Flagship Luxury SUV) ที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นด้วยมาตรฐานที่เหนือกว่า เน้นการผสมผสานความหรูหราเข้ากับความสามารถในการลุยแบบออฟโรดอย่างแท้จริง โดยมีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์เบนซิน Twin-turbo V6 กำลัง 409 แรงม้า และรุ่น Performance Hybrid (LX 700h) ที่มาพร้อมกำลังรวม 457 แรงม้า พร้อมแรงบิด 583 lb-ft ตัวรถติดตั้งระบบขับเคลื่อน Full-Time 4WD และเทคโนโลยีออฟโรดเต็มรูปแบบ เช่น Multi-Terrain Select และ Crawl Control ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบอย่างประณีตด้วยวัสดุคุณภาพสูง เช่น หนัง Semi-aniline และงานตกแต่งด้วยไม้ Open-Pore พร้อมตัวเลือกเบาะ 7 ที่นั่ง หรือรุ่น Ultra Luxury แบบ 4 ที่นั่งที่มีเบาะหลังแบบ Captain's Chair พร้อมฟังก์ชันนวด รวมถึงเทคโนโลยีความปลอดภัย Lexus Safety System+ 3.0 ที่เป็นมาตรฐานในทุกรุ่น ทำให้ LX เป็นยานยนต์ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หรูหราและมั่นใจในทุกสภาพถนน. Mazda 6e Mazda 6e คือรถยนต์ไฟฟ้า 100% ในรูปแบบ Sedan/Fastback 5 ประตู ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Mazda และ ChangAn โดยใช้แพลตฟอร์มของ Deepal L07 มาพัฒนาและปรับจูนใหม่ให้มีเอกลักษณ์ตามสไตล์ Mazda โดยเฉพาะเรื่องช่วงล่าง การกระจายน้ำหนักแบบ 50:50 และยาง เพื่อให้ผู้ขับขี่สัมผัสถึง DNA ของ Mazda อย่างแท้จริง ตัวรถมีมิติกว้างขวาง (ยาว 4,921 มม.) และมาพร้อมรุ่น Long Range ที่ใช้แบตเตอรี่ความจุ 80kWh ให้กำลัง 244 แรงม้า สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 600 กม. (NEDC) และรองรับการชาร์จเร็ว DC 200kW รวมถึงภายในติดตั้งอุปกรณ์ระดับพรีเมียม เช่น หลังคากระจก Panoramic Roof, ประตูไร้ขอบ, หน้าจอสัมผัส 14.6 นิ้ว, และระบบเสียง SONY 14 ตำแหน่ง Mercedes-Benz CLA EV Mercedes-Benz CLA EV รุ่นใหม่ (Third Generation) ที่มาในรูปแบบไฟฟ้า 100% โดยเฉพาะรุ่น CLA 250+ with EQ Technology มีกำหนดเปิดตัวและประกอบในประเทศไทยภายในปลายปี 2025 นี้ โดดเด่นด้วยการใช้สถาปัตยกรรม 800V Architecture Technology และแบตเตอรี่ 85kWh ที่ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดถึง 792 กม. (WLTP) พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC 320kW ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 272 แรงม้า 335 นิวตันเมตร ขับเคลื่อนล้อหลัง (RWD) และมีอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใน 6.7 วินาที ขณะที่การออกแบบภายในล้ำสมัยด้วยหน้าจอ MBUX Superscreen 3 จอ พร้อมระบบปฏิบัติการ MBUX 4th Generation, ระบบเสียง Burmester 3D Surround, และฟีเจอร์ความปลอดภัยขั้นสูง รวมถึงถุงลมนิรภัยกลางระหว่างเบาะคู่หน้า MG IM5 MG IM5 คือรถยนต์ซีดานไฟฟ้า 4 ประตู (ในจีนคือ IM L6) ที่เตรียมเผยโฉมรุ่นพวงมาลัยขวาเป็นครั้งแรกในเอเชียที่งาน Motor Expo 2025 โดยถือเป็นรุ่นที่สองของแบรนด์ IM Motor ที่เข้ามาทำตลาดในไทย จุดเด่นของรถคือการใช้สถาปัตยกรรมเทคโนโลยี 800V และรุ่น Long Range RWD สามารถวิ่งได้ไกลสูงสุด 755 กม. (NEDC) ด้วยแบตเตอรี่ 100kWh มอเตอร์ 402 แรงม้า ภายในออกแบบล้ำสมัยคล้ายรถสไตล์คูเป้ Fastback ติดตั้งหน้าจอ Super Screen 26.3 นิ้ว พร้อมระบบปฏิบัติการ IM OS2.0 ที่ขับเคลื่อนด้วยชิป Qualcomm Snapdragon 8295P และมีชุดเครื่องเสียง 20 ตำแหน่ง รวมถึงช่วงล่างด้านหน้าแบบ Double Wishbone และด้านหลัง Multi-Link พร้อมระบบบังคับเลี้ยว 4 ล้อ และช่วงล่างถุงลมปรับอัตโนมัติ (Intelligent Air Suspension) ในบางรุ่น เพื่อมอบความหรูหรา สมรรถนะ และเทคโนโลยีที่ครบครัน Nissan X-Trail e-POWER e-4ORCE 4WD (T33) Nissan X-Trail e-POWER e-4ORCE 4WD (T33) คือรถยนต์ SUV 7 ที่นั่ง ที่ Nissan ประเทศไทย เตรียมนำเข้าทั้งคันจากญี่ปุ่นเพื่อเปิดตัวในงาน Motor Expo 2025 นี้ โดยโดดเด่นด้วยเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฟฟ้าขั้นสูง e-POWER ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 3 สูบ 1.5 ลิตร VC Turbo กำลัง 142 แรงม้า ทำหน้าที่ปั่นไฟเท่านั้น และขับเคลื่อนล้อด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ทั้งหน้าและหลัง (Front Motor 203 hp และ Rear Motor 135 hp) ภายใต้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ e-4ORCE นอกจากนี้ ภายในยังมาพร้อมความหรูหราและเทคโนโลยีครบครัน เช่น เบาะ 3 แถว 7 ที่นั่ง, หน้าจอมาตรวัด Full Digital 12.3 นิ้ว, หน้าจอ Head-up Display 10.8 นิ้ว, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ Tri-Zone, และชุดความปลอดภัย Nissan Safety Shield 360 พร้อมระบบขับขี่กึ่งอัตโนมัติ ProPILOT Assist เพื่อมอบประสบการณ์การขับขี่ที่ทรงพลังและปลอดภัย Omoda 4 Omoda 4 เป็นรถยนต์ครอสโอเวอร์ที่เปิดตัวพรีวิวในประเทศจีน โดยใช้แนวคิดการออกแบบ "ยานอวกาศ" ที่เน้นเส้นสายที่คมชัดและล้ำยุค ให้ความรู้สึกสปอร์ตคล้าย Lamborghini ตัวรถมีขนาดใกล้เคียงกับ MG4 และเตี้ยกว่า Omoda C5 เล็กน้อย ภายในมาพร้อมคอนเซ็ปต์ห้องนักบินที่ทันสมัย โดยมีปุ่มสตาร์ทสีแดงเหมือนเครื่องบิน และมีหลังคากระจก Fix Glass ขนาดใหญ่ที่ไม่มีม่านบังแดดในสเปคจีน ส่วนด้านหลังมีพื้นที่ Head Room กว้างกว่า C5 และมีช่องชาร์จ USB Type-C ให้กับผู้โดยสารตอนหลัง อย่างไรก็ตาม สเปคอย่างละเอียดของมอเตอร์, แบตเตอรี่, และระยะทางวิ่ง ยังไม่ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ Jaecoo 6T EV Jaecoo 6T EV คือรถยนต์ SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ที่เน้นการถ่ายทอดจิตวิญญาณของสายลุยยุคใหม่ ด้วยดีไซน์แบบ One Box Style-Wide Body ที่สะท้อนความแกร่งและหรูหราอย่างลงตัว ตัวรถมีมิติกว้าง 4,433 x 1,916 x 1,741 มม. พร้อมระยะความสูงใต้ท้องรถ $225$ มม. และใช้ระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะ iWD ที่มาพร้อมโหมดการขับขี่ 9 รูปแบบ เพื่อรองรับทุกสภาพถนน รวมถึงความสามารถในการลุยน้ำลึกได้ถึง 625 มม. และปีนทางชันได้มากกว่า 55% สำหรับห้องโดยสารภายในเน้นความสะดวกสบายสำหรับการผจญภัย ด้วยจอแสดงผลแบบสัมผัสขนาด 15.6 นิ้ว, เครื่องเสียง INFINITY 12 ตำแหน่ง, เบาะระบายอากาศ 4 ตำแหน่ง, และฟังก์ชันนวดผ่อนคลายสำหรับผู้โดยสารคู่หน้า เสริมความมั่นใจด้วยโครงสร้างตัวถังอะลูมิเนียมที่แข็งแกร่ง และระบบช่วยเหลือการขับขี่อัจฉริยะ ADAS ที่ครอบคลุม เช่น ระบบเตือนการชนด้านหน้า (FCW) และระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (ACC). Porsche Macan GTS Porsche Macan GTS รุ่นพลังงานไฟฟ้าเต็มรูปแบบปี 2025 เป็นรถยนต์ SUV สมรรถนะสูงที่มาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ที่ให้กำลังสูงสุด 420 kW (571 PS) และแรงบิด 955 Nm เมื่อใช้โหมด Launch Control ทำให้เร่งจาก 0-100 km/h ได้ภายใน 3.8 วินาที ตัวรถติดตั้งแบตเตอรี่แรงดันสูง 100 kWh ให้ระยะทางวิ่งสูงสุด 586 กม. ตามมาตรฐาน WLTP และรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 270 kW ภายใน 21 นาที ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ePTM และระบบ PTV Plus ทำงานร่วมกับช่วงล่างถุงลมแบบสปอร์ตที่ลดความสูงลง 10 mm และมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ เพื่อการยึดเกาะและการเข้าโค้งที่แม่นยำ พร้อมติดตั้งแพ็คเกจ Sport Chrono ที่มาพร้อมโหมด Track และดีไซน์ภายนอกแบบ GTS ที่เน้นการตกแต่งด้วยโทนสีดำเป็นเอกลักษณ์ Toyota Hilux TRAVO-e Toyota Hilux TRAVO (Generation 9) คือรถกระบะรุ่นปรับโฉมใหม่ (Minor Change) ที่มีการเปิดตัวครั้งแรกในโลก พร้อมกับการนำเสนอรถกระบะไฟฟ้า 100% รุ่น HILUX TRAVO-e ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ โดยในรุ่นเครื่องยนต์ดีเซลจะมาเฉพาะรุ่นยกสูงและใช้เครื่องยนต์ GD SUPER POWER 2.8 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 204 แรงม้า (เกียร์ AT แรงบิด 500 Nm) ที่ปรับปรุงให้ประหยัดน้ำมันยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีหัวฉีด i-Art และระบบ Stop Start ตัวรถยังมาพร้อมการยกระดับในด้านเทคโนโลยีและความสะดวกสบาย เช่น พวงมาลัยไฟฟ้า EPS, เบรกมือไฟฟ้า EPB พร้อม Auto Brake Hold, ระบบเลือกโหมดขับขี่ Multi-Terrain Select (MTS), จอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ดิจิทัลขนาด 12.3 นิ้ว, เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัส, และระบบความปลอดภัย Toyota Safety Sense เวอร์ชั่นใหม่ โดยแบ่งเป็น 4 Segments หลัก คือ Overland, Prerunner, 4TREX, และ Standard Cab 4TREX ที่มาพร้อมการปรับปรุงบอดี้และช่วงล่างด้วยเทคโนโลยี Dynamic Cloud เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทรงตัวและความนุ่มนวลในการขับขี่ Volvo ES90 Volvo ES90 คือรถซีดานไฟฟ้าเต็มรูปแบบขนาดใหญ่ระดับพรีเมียม ที่มีราคาเริ่มต้น 2,990,000 บาท ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางที่สมดุลและหรูหรา ตัวรถมาพร้อมระบบส่งกำลังแบบไฟฟ้าขั้นสูงพร้อมเทคโนโลยี 800 โวลต์ เป็นมาตรฐาน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดและรองรับการชาร์จที่รวดเร็ว ในรุ่นเริ่มต้น Single Motor Extended Range ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ประหยัดพลังงานที่สุด มีระยะการเดินทางด้วยไฟฟ้าสูงสุดประมาณ 755 กม. (ตามมาตรฐาน WLTP) และสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ได้ในเวลาเพียงประมาณ 22 นาที ที่สถานีชาร์จเร็วแบบ DC 350 kW โดยมีฟังก์ชันอำนวยความสะดวกอย่างระบบ One Pedal Drive เพื่อให้การขับขี่ราบรื่นยิ่งขึ้น และมีระบบ ผู้ช่วยเรื่องระยะทาง คอยแนะนำเพื่อเพิ่มระยะทางในการขับขี่ Wuling Starlight Wuling Starlight คือรถยนต์ MPV-Van ไฟฟ้า 100% ขนาด 7 ที่นั่ง ที่มาพร้อมประตูสไลด์ ซึ่งถูกนำมาเผยโฉมเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยบริษัท อีวี ไพรมัส ในงาน Motor Expo 2025 เพื่อตอบโจทย์ตลาดรถตู้ไฟฟ้าระดับหรู รถรุ่นนี้โดดเด่นด้วยระยะทางวิ่งที่ยาวไกลถึง 540 กม. ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง (ตามมาตรฐานที่ระบุ) ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้มีความกว้างขวางและสะดวกสบายยิ่งขึ้น โดยมีที่นั่งแถวกลางแบบ Captain Seat เพื่อรองรับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการรถสำหรับครอบครัวขนาดกลางที่มีเด็กและผู้สูงวัย รวมถึงตลาดรถลีมูซีน, VIP Taxi และบริการ Ride Hailing ที่ต้องการภาพลักษณ์ที่หรูหราและใช้งานได้หลากหลาย Zeekr 009 Grand Zeekr 009 Grand คือรถยนต์ MPV ไฟฟ้า 100% ระดับอัลตรา-ลักซ์ชัวรี 4 ที่นั่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปฏิวัติประสบการณ์การเดินทางที่หรูหรา โดยใช้ระบบส่งกำลังไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง 800V พร้อมแบตเตอรี่ 108 kWh ให้กำลังสูงสุด 580 kW และสามารถเร่งจาก 0-100 km/h ได้ใน 3.9 วินาที พร้อมพิสัยการวิ่งสูงสุด 702 km (CTLC) ภายในห้องโดยสารเน้นความส่วนตัวสูงสุดด้วย Private Intelligent Curtain Wall ซึ่งรวมหน้าจอสมาร์ทคลาวด์ขนาด 43 นิ้ว, ตู้เย็นอัจฉริยะ, ระบบปรับอากาศ และฟังก์ชันอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน เบาะนั่งแบบอิสระ (Independent seats) ผสานวัสดุพรีเมียมอย่างหินหิมาลายันและพรมขนสัตว์นุ่มพิเศษ เสริมด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง YAMAHA 31 ลำโพง กำลัง 3,000W รองรับ Dolby Atmos และแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ Dual 8295 ด้านความปลอดภัยใช้โครงสร้าง One-piece Die-casting (C-ring seats) และฮาร์ดแวร์ตรวจจับขั้นสูง เช่น Lidar เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่อัจฉริยะ ก็ประมาณนี้นะครับสำหรับรถยนต์ที่จะเปิดตัวใหม่ที่งาน Motor Expo 2025 อย่างไรก็ตาม แจ้งไว้ก่อนว่ารถหลายคันยังไม่เปิดสเปกไทยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นข้อมูลจะมีพื้นฐานมาจากรถสเปกนอกก่อนนะครับ ดังนั้นที่เปิดตัวในไทยอาจมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้พื้นฐานเดียวกันครับ ขอให้เที่ยวงานให้สนุก Credit : motorexpo.co.th

ภาพติดตา! 'เบซเซคคี่' ยังหลอน รู้สึกผิดซิ่งชนท้ายทำ 'มาร์ค' ล้มบาดเจ็บ
อ่าน

ภาพติดตา! 'เบซเซคคี่' ยังหลอน รู้สึกผิดซิ่งชนท้ายทำ 'มาร์ค' ล้มบาดเจ็บ

เบซเซคคี่ยอมรับว่าภาพยังติดตา ชนท้าย มาร์ค มาร์เกซ จนบาดเจ็บหนัก และโดนโทษต่อเนื่องติดมาที่ กรังด์ปรีซ์ ออฟ ออสเตรเลีย มาร์โก เบซเซคคี่ นักบิดทีม เอพริเลีย เรซิ่ง ยอมรับว่ายังรู้สึกผิดกับการชนท้าย มาร์ค มาร์เกซ ที่ กรังด์ปรีซ์ ออฟ อินโดนีเซีย เมื่อ5 ต.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้แชมป์โลกสมัยล่าสุดยังต้องพักรักษาตัว และไม่ได้มาร่วม กรังด์ปรีซ์ ออฟ ออสเตรเลีย ในวันที่17-19 ต.ค. นี้ หลังจบการแข่งขันที่มันดาลิกา นักบิดชาวอิตาเลี่ยนเข้าไปขอโทษด้วยตัวเอง แต่อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น นอกจากอาการบาดเจ็บของ มาร์เกซ แล้ว เบซเซคคี่ ยังโดนโทษปรับ2 รอบ Long Lap Penalty ในการแข่งขันรอบกรังด์ปรีซ์ที่ ฟิลลิป ไอส์แลนด์ เบซเซคคี่ กล่าวว่า ผมไม่ได้พยายามจะแซงเลย ผมเร่งเพราะมันแทบไม่มีพื้นที่ในมุมนั้นแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่าเขา (ฒาร์ค) จะเบรกหนัก มันเป็นความผิดพลาดของผมเอง ผมอยู่ข้างหลังเขา ไม่ต้องมีใครมาบอก ผมพลาด ผมพยายามเบรก และพยายามเบรกให้หนักอีก ก็เลยไปชท้ายเขา และไถลไป ปัญหามันอยู่ที่นอกพื้นแทร็ค กรวด มันก็อย่างที่เห็น ไม่อย่างนั้นผลของมันอาจร้ายแรงกว่านี้อีก ทั้งกับเขาและกับผมด้วย เพราะกรวดฉีกร่างผม เบซเซคคี่ กล่าว ซึ่งทำให้เป็นไปได้ที่จะมีการพิจารณาเปลี่ยนแปลงวัสดุที่เหล่านักบิดพูดถึงมาเป็นเวลานาน ว่าจะมีอะไรรองรับแรงกระแทกและลดอุบัติเหตุได้ดีกว่าถนนกรวด โมโตจีพี กรังด์ปรีซ์ ออฟ ออสเตรเลีย วันที่17-19 ต.ค. นี้ ถ่ายทอดสดทางแอพพลิเคชั่น ทรูวิชั่นส์ นาว ช่องMOTOGP1 (618) 📲สมัครและดูได้แล้ววันนี้NOW Sports 699 บาท/เดือน(2 จอ ดูได้ทุกอุปกรณ์) 📌สมัครเลยคลิก: https://truevisions-now.onelink.me/RQwi/i2fn7ii6

MGCลุ้นโกย250คัน เร่งส่งมอบรถEVดันงบ
อ่าน

MGCลุ้นโกย250คัน เร่งส่งมอบรถEVดันงบ

#MGC #ทันหุ้น - MGC ประกาศจัด MGC-ASIA MOBILITY EXPO 2025 ระหว่าง 9-13 ตุลาคม 2568 หวังโกยยอดขาย 250 คัน ชี้ภาพครึ่งปีหลังปัจจัยลบในประเทศ-ต่างประเทศคลายตัว ขณะที่ยอดขายรถไฟฟ้าจีนพรีเมียมพุ่ง 5 เท่าตัว ยอดรอส่งมอบนับพันคันดันงบทั้ง Q3 - Q4 กระฉูด หนุนทั้งปี 2568 รายได้โตอย่างต่ำ 10% หรือกว่า 2.5 หมื่นล้านบาทดร.สัณหวุฒิ  ธรรมชวนวิริยะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท มิลเลนเนียม กรุ๊ป คอร์ปอเรชั่น (เอเชีย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGC เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทและพันธมิตรต่างๆ ร่วมมือจัดแสดงยนตรกรรมครั้งใหญ่ประจำปีในชื่อ MGC-ASIA MOBILITY EXPO 2025  ยกทัพยนตรกรรมในเครือ ครบทุกแบรนด์ พร้อมข้อเสนอพิเศษ ระหว่างวันที่ 9-13 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การค้าสยามพารากอน อีกทั้งในงานจะเปิดตัว New BMW The i7 eDrive50 M Sport’ ครั้งแรกในไทย@มั่นยอดขายพุ่งทั้งนี้จากสถิติปีที่ผ่านมาการจัดงานประจำปียอดขายอยู่ที่ราว 250 คัน และสำหรับปีนี้ ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีหลังประเทศไทยได้รัฐบาลใหม่แล้ว และคาดหวังมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ตามออกมา ด้วยมาตรการและเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคชาวไทย ผนวกกับบริษัทเองมีโปรโมชันเสริมด้วย จึงคาดหวังตลอด 5 วันจะมียอดขายมากกว่า 250 คัน หรือเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 240 ล้านบาท"เป็นจังหวะดีเพิ่งรัฐบาลใหม่เข้ามา เชื่อว่าจะเข้ามาสร้างสรรค์นโยบายกระตุ้นกำลังซื้อส่งผลให้ปีนี้ยอดขายเราน่าจะเยอะขึ้น และเราก็มีจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายขนานใหญ่ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งค่ายยานยนต์และกลุ่มสถาบันการเงิน อีกทั้งปีนี้รถยนต์ไฟฟ้าจีนในกลุ่มที่บริษัททำตลาดก็มียอดขายมาแรง"@ครึ่งปีหลังโตเด่นสำหรับแนวโน้มทิศทางผลประกอบการครึ่งหลัง 2568 มั่นใจจะดีขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก แม้ว่าในประเทศไทยหลายค่ายยานยนต์ไฟฟ้าจีนในตลาดมียอดขายย่อหย่อนลง ทว่ายานยนต์ไฟฟ้าจีนระดับที่พรีเมียมกว่า ซึ่งกลุ่มบริษัทเน้นทำตลาดได้รับกระแสตอบรับที่ดีและเติบโตขึ้นกว่าประมาณ 5 เท่า จากปี 2567 ที่ผ่านมา และขณะนี้สัญญาณความนิยมยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า อาทิ Xpeng และ Zeekrอีกทั้งปัจจัยมหภาคเชิงลบช่วงต้นปีหลายประการคลี่คลายลงแล้ว และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับลดลงมาก่อนหน้า รวมถึงแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงอีก เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ ด้านประเด็นการแข็งค่าเงินสกุลบาทนั้น บริษัทไม่ได้คาดหวังผลดีที่จะเกิดขึ้นกับการนำเข้ายานยนต์มาขาย  รวมถึงไม่ได้มีการเก็งกำไร หรือคาดหวังรายรับจากอัตราแลกเปลี่ยน นโยบายบริษัทจะพยายามทำราคาขายให้เสถียรคงที่ และมีการทำประกันความเสี่ยงอัตราค่าเงินไว้ก่อนหน้าแล้ว@แบ็กล็อกพันคันปัจจุบันคำสั่งซื้อคงค้างเพื่อรอการส่งมอบ หรือ Backlog รถค่ายจีนอยู่ประมาณเกือบ 1,000 คัน ซึ่งบริษัทจะเร่งทยอยส่งมอบให้ได้ตามแผนที่วางไว้ และคาดการณ์ ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 ยอดจะมากกว่า 1,000 คันอย่างชัดเจน นอกเหนือจากรถค่ายจีนแล้ว รถยนต์รุ่นใหม่ที่เปิดตัว เช่น BMW i7 eDrive50 M Sport ก็ได้รับคำสั่งซื้อน่าพอใจ หลังจากบริษัทเพิ่งจัดงานฉลองครบอายุบริษัทครบ 25 ปี เมื่อต้นไตรมาสนี้โดย MGC-Asia มีจุดแข็งจากการมีพอร์ตโฟลิโอที่หลากหลายครอบคลุมรถยนต์ทุกเซ็กเมนต์ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์จากค่ายยุโรป ค่ายญี่ปุ่น ค่ายอเมริกา หรือค่ายจีน รวมไปถึงมีระบบนิเวศทางธุรกิจและการสนับสนุนภายในจากบริษัทในเครือ เช่น ธุรกิจการเงิน (ไฟแนนซ์) ประกันภัย และรถเช่า เดินหน้าด้วยแผนพัฒนากลยุทธ์และเทคโนโลยี และแพลตฟอร์มธุรกิจใหม่ๆ จึงทำให้มั่นใจผลประกอบการรวมปี 2568 จะมีรายได้ เติบโตได้มากกว่า 10% หรือมากกว่า 25,000 ล้านบาท

เปิดตัว All New Yamaha Aerox 2025: ราชันย์คนใหม่แห่งวงการสปอร์ตออโตเมติก
อ่าน

เปิดตัว All New Yamaha Aerox 2025: ราชันย์คนใหม่แห่งวงการสปอร์ตออโตเมติก

ชาวสองล้อทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม! เพราะวินาทีที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงแล้ว! กับการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของ All New Yamaha Aerox 2025 ที่พร้อมจะสร้างนิยามใหม่ของรถซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติกให้สะท้านวงการ! ถ้าคุณเคยประทับใจกับความดุดันและสมรรถนะของ Aerox รุ่นก่อนหน้า บอกเลยว่ารุ่นนี้จะทำให้คุณลืมภาพเก่าๆ ไปเลย เพราะยามาฮ่าได้ยกเครื่องใหม่หมดทั้งคัน ทั้งดีไซน์ที่เฉียบคมขึ้น, สมรรถนะที่เร้าใจกว่าเดิม, และเทคโนโลยีที่อัดแน่นแบบไม่มีกั๊ก งานนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มาพร้อมกับคำประกาศก้องว่านี่คือ ที่สุดแห่งซูเปอร์สปอร์ตออโตเมติก สปอร์ตสุดขีด สปีดสุดมันส์ อย่างแท้จริง! หัวใจใหม่ แรงกว่าเดิม! Blue Core Engine 155 ซีซี ที่ถูกปรับจูนมาแบบจัดเต็ม ขุมพลังที่ทำให้ Aerox 2025 โดดเด่นเหนือใคร ยังคงเป็นเครื่องยนต์ Blue Core 155 ซีซี ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ล่าสุด! ยามาฮ่าได้พัฒนาเครื่องยนต์ลูกนี้ให้ทำงานเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยการลดแรงเสียดทานในห้องเผาไหม้ และเปลี่ยนมาใช้ตัวดันโซ่ราวลิ้นแบบไฮดรอลิก ทำให้การทำงานของเครื่องยนต์ราบรื่นและทนทานกว่าเดิม แต่ทีเด็ดที่ทำให้ Aerox พุ่งทะยานได้สะใจคือ ระบบวาล์วแปรผัน VVA ที่ยังคงทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ช่วยให้คุณมีแรงบิดและพละกำลังที่ต่อเนื่องในทุกย่านความเร็ว ไม่ว่าจะออกตัวหรือเร่งแซงก็ทำได้แบบทันใจไม่มีอืด นอกจากนี้ยังใช้ลูกสูบแบบ Forged ที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งและทนทานสุดๆ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าหัวใจของ Aerox 2025 จะพร้อมลุยไปกับคุณได้อีกยาวๆ หล่อจัดจ้านทุกมุมมอง! ดีไซน์ใหม่ที่ผสานความสปอร์ตและความแข็งแกร่งเข้าไว้ด้วยกัน สิ่งแรกที่สะดุดตาเมื่อได้เห็น Aerox 2025 คือดีไซน์ที่ถูกปรับใหม่ทั้งหมด! ยามาฮ่าออกแบบให้รถรุ่นนี้มีรูปลักษณ์ที่ดูดุดันและล้ำยุคยิ่งกว่าเดิม ด้วย Frame ใหม่แบบ Center Tunnel ที่ถูกเสริมโครงแกนกลางให้แข็งแกร่งขึ้น ช่วยลดการบิดตัวของตัวถังรถเมื่อใช้ความเร็วสูง ทำให้การควบคุมรถมั่นใจและแม่นยำยิ่งขึ้น บอดี้ทรงสปอร์ตสุดแอโรไดนามิก: ชุดแฟริ่งถูกออกแบบมาให้โอบล้อมตัวรถอย่างลงตัวตามหลักอากาศพลศาสตร์ ช่วยลดแรงต้านของอากาศ ทำให้รถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ตัวถังบริเวณที่วางขาของผู้ขับขี่ก็ถูกออกแบบใหม่ ให้สามารถยึดตำแหน่งขาได้กระชับขึ้น เพื่อให้คนกับรถเป็นหนึ่งเดียวในทุกการเข้าโค้งสไตล์สปอร์ต ไฟหน้า Dual Projector LED: ดุดันไม่เกรงใจใครด้วยไฟหน้าแบบโปรเจกเตอร์คู่ LED ที่ให้ความสว่างคมชัด ไม่ฟุ้งกระจายรบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง พร้อมไฟ DRL (Daytime Running Light) ที่ออกแบบมาอย่างลงตัว และไฟท้าย LED ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก DNA ของรถตระกูล R-Series ตอกย้ำความสปอร์ตตั้งแต่หัวจรดท้าย แกนโช้คหน้าใหม่ 30 มม.: เพื่อรองรับสมรรถนะการขับขี่ที่ดุดันยิ่งขึ้น Aerox 2025 จึงมาพร้อมแกนโช้คหน้าขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 30 มม. ช่วยเพิ่มความเสถียรในการเข้าโค้งและรองรับแรงกระแทกได้ดียิ่งขึ้น อัปเกรดความปลอดภัยและฟีเจอร์ใหม่! ไม่ใช่แค่ความหล่อและความแรงเท่านั้นที่ถูกอัปเกรด แต่เรื่องความปลอดภัยและฟีเจอร์ต่างๆ ก็จัดเต็มไม่แพ้กัน! ดิสก์เบรกหน้าพร้อม ABS System: เพื่อความมั่นใจในทุกสถานการณ์ Aerox 2025 มาพร้อมดิสก์เบรกหน้าที่มีระบบ ABS ช่วยป้องกันล้อหน้าล็อกเมื่อต้องเบรกกะทันหัน ทำให้คุณสามารถควบคุมรถได้อย่างปลอดภัย ดิสก์เบรกหลังขนาดใหญ่ 230 มม.: และที่เซอร์ไพรส์กว่านั้นคือการเพิ่มดิสก์เบรกหลังขนาด 230 มม. เข้ามา ช่วยให้ระยะเบรกสั้นลงและเพิ่มสมรรถนะในการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น ระบบกันสะเทือนหลังแบบซับแทงค์: เพื่ออารมณ์สปอร์ตแบบจัดเต็ม! ระบบกันสะเทือนหลังแบบมีซับแทงค์ (Rear Suspensions Sub-Tank) จะช่วยซับแรงกระแทกได้ดีกว่าเดิม ทำให้การขับขี่นุ่มนวลและมั่นคงยิ่งขึ้น เรือนไมล์ดิจิทัล Negative LCD: นอกจากจะสวยงามและอ่านง่ายแล้ว ยังสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน Y-Connect ได้ ทำให้คุณสามารถรับรู้ข้อมูลต่างๆ ของรถได้บนมือถือ และยังแจ้งเตือนเมื่อมีสายเรียกเข้าหรือข้อความอีกด้วย Smart Key System: หมดห่วงเรื่องกุญแจหาย! ระบบกุญแจรีโมทอัจฉริยะที่ช่วยให้คุณสตาร์ทรถ, เปิด-ปิดเครื่องยนต์, ล็อกแฮนด์, เปิดเบาะ หรือเปิดฝาถังน้ำมันได้อย่างง่ายดายด้วยปุ่มเดียว ช่องเก็บของใต้เบาะ 25 ลิตร: แม้จะเป็นรถสปอร์ตแต่ก็ไม่ลืมเรื่องการใช้งาน! ช่องเก็บของใต้เบาะขนาดใหญ่ถึง 25 ลิตร สามารถเก็บหมวกกันน็อกแบบเต็มใบได้สบายๆ และยังมาพร้อมช่องชาร์จสมาร์ทโฟนแบบ USB Type-C ที่ด้านหน้าอีกด้วย ราคาและบทสรุป: คุ้มค่าแค่ไหน? All New Yamaha Aerox 2025 มาพร้อมกับสีสันสุดเร้าใจ 3 เฉดสี คือ สีเทา-น้ำเงิน SILVER STAR, สีดำ-เทา VIVID BLACK และสีน้ำเงิน RACING BLUE โดยมีราคาแนะนำเริ่มต้นที่ 85,900 บาท และเพื่อความมั่นใจสูงสุด ยามาฮ่ายังมอบการรับประกันที่ยาวนานถึง 5 ปี หรือ 50,000 กม. อีกด้วย All New Yamaha Aerox 2025 ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของยามาฮ่าในการยกระดับมาตรฐานรถสปอร์ตออโตเมติกให้ก้าวไปอีกขั้น ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา, ขุมพลังที่เร้าใจ, และฟีเจอร์ที่อัดแน่นมาให้แบบครบครัน ทำให้ Aerox 2025 ไม่ได้เป็นแค่ยานพาหนะ แต่คือเพื่อนร่วมทางที่พร้อมจะพาคุณไปสัมผัสประสบการณ์การขับขี่ที่สนุกสนานและปลอดภัยในทุกเส้นทาง หากคุณกำลังมองหารถคู่ใจที่ตอบโจทย์ทั้งด้านสไตล์และสมรรถนะ นี่คือราชันย์ที่คุณไม่ควรมองข้ามอย่างแน่นอนครับ! Credit : yamaha-motor.co.th

ขับด้วยแพชชั่น!! แม็กซ์ พร้อมซิ่ง Ferrari 296 GT3 ลุยศึก GT3
อ่าน

ขับด้วยแพชชั่น!! แม็กซ์ พร้อมซิ่ง Ferrari 296 GT3 ลุยศึก GT3

GT3 คือประเภทการแข่งขันรถสปอร์ต (Grand Touring) ที่ได้รับความนิยมและมีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก รถที่ใช้ในการแข่งขัน GT3 จะเป็นรถที่ผลิตจากโรงงาน (Production-based cars) ของผู้ผลิตชั้นนำทั่วโลก เช่น Ferrari, Porsche, Mercedes-AMG, BMW, Audi, และ Lamborghini โดยรถเหล่านี้จะถูกปรับแต่งให้เป็นไปตามกฎระเบียบของ FIA (Federation Internationale de l'Automobile) เพื่อให้มีสมรรถนะใกล้เคียงกัน (Balance of Performance - BoP) ทำให้การแข่งขันมีความสูสีและตื่นเต้น เวอร์สเตปเปน จะขับ Ferrari 296 GT3 ทีม อีมิล เฟรย์ ผลัดกันขับกับ คริส ลัลแฮม คนละ 4 ชม. โดยก่อนหน้านี้ แชมป์โลก F1 ชาวดัตช์เคยร่วมรายการ Porsche Cayman GT4 มาก่อน เพื่อทำใบอนุญาตมาแข่งขัน GT3 เวอร์สเตปเปน กล่าวว่า "ผมหลงใหลในการแข่งรถ รวมถึงการแข่งนอกเหนือจาก Formula 1 ทุกรอบที่สนามนอร์ดชไลเฟอ คือประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป บรรยากาศที่นั่นดีมากจริง ๆ และมีแฟน ๆ กีฬา Endurance เข้าชมจำนวนมาก การแข่งในประเภทอื่นนอกเหนือจาก Formula 1 คืองานอดิเรกของผม ความฝันของผมคือการได้เข้าร่วมการแข่งขัน เนิร์เบิร์กริง นอร์ดชไลเฟอ 24 ชั่วโมง ในที่สุด" สมัครและดูได้แล้ววันนี้ NOW Sports 699 บาท/เดือน (2 จอ ดูได้ทุกอุปกรณ์) สมัครเลยคลิก : https://truevisions-now.onelink.me/RQwi/e8d0blcf ข่าวที่เกี่ยวข้อง โปรแกรมฟอร์มูล่าวัน 2025 ลิ้งก์ดูสด เอฟวัน 2025 ถ่ายทอดสด F1 ผลเอฟวัน โปรแกรม โมโตจีพี 2025 ลิ้งก์ดูสด MotoGP 2025 ผลโมโต จีพี