รีเซต

ผลการค้นหา “#atmos” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Atmos on Top Silom
สิทธิพิเศษ

Atmos on Top Silom

ร้านอาหาร

"SHINee" ปล่อยมินิอัลบั้มชุดที่ 6 'Atmos' เผยโลกดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของ SHINee ที่สุด!
อ่าน

"SHINee" ปล่อยมินิอัลบั้มชุดที่ 6 'Atmos' เผยโลกดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ของ SHINee ที่สุด!

SHINee (ชายนี่) เผยผลงานคัมแบ็กกับมินิอัลบั้มชุดที่ 6 ภายใต้ชื่อ Atmos (แอตโมส) รวบรวมผลงาน 6 บทเพลงที่เผยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ทั้งทันสมัยและเปี่ยมด้วยรสนิยม พร้อมนำเสนอโลกดนตรีที่ เป็น SHINee (ชายนี่) มากที่สุด ซึ่งทุกคนสามารถรับฟังเพลงทั้งหมดได้ผ่านทางแพลตฟอร์มสตรีมมิงเพลงต่าง ๆ ทั่วโลก สำหรับเพลงไตเติลของมินิอัลบั้ม Atmos (แอตโมส) เป็นเพลงแดนซ์แนวอิเล็กทรอนิกเฮาส์ที่บรรยายถึงช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกับคนรัก ราวกับเป็นพื้นที่และบรรยากาศที่ลอยล่องไปในอากาศอย่างแผ่วเบา เผยให้เห็นประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นภายในพื้นที่นั้น และ รูปแบบของความรักที่สมบูรณ์ ด้วยเนื้อเพลงโดย KENZIE ผู้ซึ่งทำงานร่วมกับ SHINee (ชายนี่) มาอย่างยาวนาน และการเรียบเรียงดนตรีโดย Andrew Choi ทำให้ผู้ฟังจะได้สัมผัสกับสีสันอันเป็นเอกลักษณ์ของวงที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้ มิวสิกวิดีโอเพลงไตเติล Atmos ยังถ่ายทอดกระบวนการทำงานของ SHINee (ชายนี่) ที่แต่ละคนมีเรื่องราวเฉพาะตัวที่ส่งอิทธิพลต่อกันและกัน จนท้ายที่สุดก็ไปถึงจุดหมายเดียวกัน ยิ่งไปกว่านั้นฉากต่าง ๆ เช่น ฉากที่สมาชิกวิ่งและเต้นรำอย่างอิสระภายใต้แสงพลุที่ส่องสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน ยังดึงดูดความสนใจของผู้ชมได้อย่างดีด้วยการเน้นย้ำถึงพัฒนาการที่หลากหลายของเพลง และการนำเสนอบรรยากาศที่ชวนฝันแต่สดชื่นไปพร้อมกัน มินิอัลบั้มชุดที่ 6 Atmos ยังประกอบด้วยเพลงอีก 5 เพลงในหลากหลายแนวที่ถ่ายทอดทั้งอารมณ์ความรัก ไม่ว่าจะเป็น เพลง 'HOURS' (อาวเวอส์) และ '소나기 (Still Raining)' (สติล เรนนิง) ไปจนถึงเพลงที่เปี่ยมด้วยข้อความจากตัวตนภายในที่ทำให้มินิอัลบั้มสมบูรณ์ยิ่งขึ้นอย่าง 'Possibility' (พอสซิบิลลิที), 'Anti Believer' (อันตี บีลีเวอร์) และ 'Thousand Miles Away' (เธาซันด์ มายส์ อะเวย์) ซึ่งล้วนแต่สามารถสะท้อนเสน่ห์อันซับซ้อนและเย้ายวนอันเป็นสัญลักษณ์ของพวกเขาได้อย่างแท้จริง โดยหลังจากปล่อยผลงานให้ได้รับชมในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา มินิอัลบั้มชุดที่ 6 Atmos ทะยานขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ตอัลบั้มยอดนิยมของ iTunes ใน 16 ภูมิภาค ได้แก่ โปแลนด์ เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย เปรู ญี่ปุ่น รัสเซีย ไต้หวัน ฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มองโกเลีย ศรีลังกา เอสโตเนีย เอลซัลวาดอร์ และฮอนดูรัส รวมถึงติดอันดับ Top 10 ในอีก 34 ภูมิภาค ตลอดจนติดอันดับบนชาร์ตเพลงของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงความสนใจจากทั่วโลก ทั้งนี้ SHINee (ชายนี่) ประสบความสำเร็จในการจัดคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบครั้งที่ 8 อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดฉากซีรีส์คอนเสิร์ตไตรภาคอย่างเต็มรูปแบบด้วย - The Trilogy I - 2026 SHINee WORLD VIII : [THE INVERT] ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ KSPO DOME กรุงโซล โดยบัตรเข้าชมขายหมดเกลี้ยงทุกรอบการแสดง แม้แต่ที่นั่งจำกัดการมองเห็น ดึงดูดผู้ชมรวมกว่า 30,000 คน นอกจากนี้ ยังแสดงเพลงจากอัลบั้มใหม่ที่เต็มไปด้วยการแสดงคุณภาพสูงให้ได้ชมเป็นครั้งแรกในคอนเสิร์ตนี้เช่นกัน

เปิดตัว Jabra Elite 10 หูฟัง Dolby Atmos พร้อม Elite 8 Active หูฟังทนทานที่สุด
อ่าน

เปิดตัว Jabra Elite 10 หูฟัง Dolby Atmos พร้อม Elite 8 Active หูฟังทนทานที่สุด

RTB Technology ร่วมกับ Studio7 เปิดตัวหูฟังแบบ True Wireless ระดับเรือธง 2 รุ่นจาก Jabra คือ “Jabra Elite 10” ที่เน้นคุณภาพเสียง ซึ่งมาพร้อมระบบ Dolby Atmos และ “Jabra Elite 8 Active” ที่เน้นเรื่องความทนทาน ป้องกันฝุ่นกันน้ำระดับ IP68 เด็บบี้ บาซูในงานเปิดตัว Jabra Elite 10 สำหรับคนรักเสียง Jabra Elite 10 ถือเป็นหูฟังไร้สายแบบ TWS ตัวท็อปสุดของแบรนด์ โดยมาพร้อม Dolby Atmos ที่ให้เสียงได้รอบทิศทางรวมถึงเสียงจากเหนือศีรษะ พร้อมเทคโนโลยี Dolby Head Tracking เพื่อปรับตำแหน่งเสียงในหูฟังให้สอดคล้องกับการเคลื่อนที่ของศีรษะ แน่นอนว่ารองรับเสียงแบบ Spatial Sound เพื่อให้คุณดื่มด่ำกับเสียงเพลงได้อย่างเต็มอิ่ม รวมถึง Jabra Advanced Active Noise Cancellation เทคโนโลยีตัดเสียงรบกวนภายนอกที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุด ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของ Jabra Jabra Elite 10 มาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 10 มม. และไมโครโฟน 6 ตัว สำหรับรับเสียงพูดและตัดเสียงรบกวนทำให้เสียงสนทนาคมชัด สดใส ขณะที่ตัวหูฟังออกแบบมาให้พอดีกับสรีระ ผสานเทคโนโลยี Jabra ComfortFit ที่ช่วยลดแรงดันภายในหู จุกหูฟังเป็นรูปไข่ทำให้ใส่สบาย ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา จึงสวมใส่ได้สบายตลอดทั้งวัน Jabra Elite 10 ขณะเดียวกันยังรองรับ Bluetooth Multipoint Connection ช่วยให้คุณเชื่อมต่อ 2 อุปกรณ์ได้พร้อมกัน และสามารถสลับการใช้งานระหว่างอุปกรณ์ได้อย่างง่ายดาย รวมถึงสามารถปรับแต่ง EQ และรูปแบบการใช้งานได้อย่างอิสระผ่านแอปพลิเคชัน Jabra Sound+ พร้อมมาตรฐานป้องกันละอองน้ำและฝุ่น IP57 และยังมี Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair ช่วยให้คุณเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ผ่านบลูทูธได้อย่างรวดเร็ว แบตเตอรี่ใช้งานได้นานถึง 6 ชม. และเพิ่มเป็น 27 ชม.เมื่อใช้ร่วมกับตลับชาร์จ (เปิด ANC) Jabra Elite 10 ราคา 9,500 บาท มีให้เลือก 3 สี คือ Cream, Titanium Black และ Cocoa ซื้อ Jabra Elite 10 ที่ Shopee ซื้อ Jabra Elite 10 ที่ Lazada Jabra Elite 8 Active สำหรับคนใช้งานโหดๆ Jabra Elite 8 Active Jabra Elite 8 Active จะลดสเปกด้านเสียงลงมานิดหน่อย แล้วเสริมสเปกด้านความทนทานเข้าไปแทน กลายเป็นหูฟังที่อึดที่สุดของจาบร้า เหมาะสำหรับผู้ชอบออกกำลังกายทุกประเภท เพราะทนต่อทุกสภาพอากาศ สามารถใช้งานได้ในที่ๆ มีอุณหภูมิตั้งแต่ -20 ถึง 45 องศาเซลเซียส ผ่านการทดสอบมาตรฐานทางการทหารจากสหรัฐอเมริกา (MIL-STD-810h) ตัวหูฟังได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 1.5 เมตร รองรับแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงได้ถึง 1 เมตร และเป็นครั้งแรกที่ตัวเคสได้รับมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP54 อีกด้วย ขณะเดียวกันมาพร้อมไดร์เวอร์ขนาด 6 มิลลิเมตร และระบบเสียง Spatial Sound Powered by Dolby ช่วยให้เสียงที่คุณได้ยินสมจริงและมีมิติมากยิ่งขึ้น พร้อมเทคโนโลยี Adaptive Hybrid Active Noise Cancellation ที่ให้ประสิทธิภาพการตัดเสียงรบกวนภายนอกดีขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของ Jabra ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินในที่ลมแรง หรือเป่าผมในห้องแต่งตัว เสียงจากภายนอกก็จะไม่เข้าไปรบกวนคุณ นอกจากนี้ยังมาพร้อมไมโครโฟนที่สามารถตัดเสียงรบกวนได้ 6 ตัว ช่วยให้เสียงสนทนาของคุณคมชัด สดใส ในทุกๆ สภาพแวดล้อม ในเรื่องการสวมใส่มีเทคโนโลยี Jabra ShakeGrip™ ซึ่งจะช่วยเพิ่มการยึดเกาะกับหูฟัง ใส่ออกกำลังกายก็ไม่หลุด และรองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทวอชผ่านเทคโนโลยี Bluetooth 5.3 และสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri และ Google Assistant ทำให้คุณไม่ต้องพกโทรศัพท์ระหว่างออกกำลังกายอีกต่อไป แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานต่อเนื่อง 8 ชั่วโมง เมื่อเปิด ANC และเพิ่มเป็น 32 ชั่วโมง เมื่อใช้ร่วมกับตลับชาร์จ Jabra Elite 8 Active ราคา 7,690 บาท มีให้เลือกทั้งหมด 3 สี ได้แก่ Navy, Caramel และ Dark Grey ซื้อ Jabra Elite 8 Active ที่ Shopee ซื้อ Jabra Elite 8 Active ที่ Lazada ภาพรวมตลาดหูฟังในไทย ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ และคุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยว่า แม้ภาพรวมเศษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ความต้องการหูฟังมีอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่นอกจากจะชื่นชอบการดูหนังฟังเพลงแล้วยังต้องการใช้หูฟังในการทำงาน เพื่อการประชุมต่าง ๆ บ่อยครั้ง รวมถึงผู้บริโภคยุคใหม่ยังใส่ใจสุขภาพ ทำให้การใช้หูฟังในการออกกำลังกายแพร่หลายมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้หูฟังที่มีคุณภาพได้รับการตอบรับดีมากขึ้น สำหรับการทำตลาดหูฟังในช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ดร.บรรพต กล่าวว่า “อาร์ทีบีฯ ได้วางกลยุทธ์เข้มข้นด้วยการนำเสนอหูฟังและลำโพงหลากหลายรุ่นเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้แก่กลุ่มธุรกิจหูฟัง พร้อมทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ให้ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์มทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงลูกค้าได้ในวงกว้าง” ทางด้าน Mr.Ashim Mathur รองประธานฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก Dolby Laboratories กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับจาบร้า เพื่อเปิดตัว Jabra Elite 8 Active ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Audio และ Jabra Elite 10 ที่มาพร้อมระบบติดตามการเคลื่อนไหวของศีรษะ Dolby Head Tracking เพื่อมอบประสบการณ์เสียงที่น่าทึ่งให้กับลูกค้าในประเทศไทย” นางสาววิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า จาบร้าเป็นแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่งและมุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบรับกับความต้องการและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคอยู่เสมอ จนเป็นที่มาของการพัฒนาหูฟัง 2 รุ่นล่าสุด โดย Jabra Elite 10 เป็นสุดยอดหูฟัง True Wireless พรีเมียมระดับที่ออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตทุกรูปแบบ โดยเป็นหูฟังตัวแรกของตระกูล Elite ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และเทคโนโลยี Dolby Head Tracking ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ยินเสียงที่คมชัดสมจริงเสมือนอยู่ในสถานที่จริง

OnePlus Pad Go ยืนยันมาพร้อมลำโพง Dolby Atmos 4 ตัว
อ่าน

OnePlus Pad Go ยืนยันมาพร้อมลำโพง Dolby Atmos 4 ตัว

หลังจากเปิดตัวแท็บเล็ตเครื่องแรกเมื่อต้นปี ล่าสุด OnePlus เตรียมเปิดตัว OnePlus Pad Go โดยได้รับการยืนยันว่าจะเปิดตัวในอินเดียในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ และบริษัทได้เริ่มเปิดเผยสเปกบางส่วน ทีเซอร์ล่าสุดยืนยันว่าแท็บเล็ตจะมาพร้อมจอแสดงผลความละเอียด 2.5K  ตอนนี้ OnePlus ได้ระบุว่าอุปกรณ์ดังกล่าวจะมาพร้อมลำโพง 4 ตัวพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ตามที่บริษัทระบุ อุปกรณ์ดังกล่าวจะมอบ “ประสบการณ์เสียงระดับโรงภาพยนตร์” จับคู่กับจอแสดงผลขนาด 11.35 นิ้วที่มีความละเอียด 2.5K และอัตราส่วนภาพ 7: 5 จนถึงขณะนี้รายละเอียดเกี่ยวกับแท็บเล็ตยังมีจำกัด OnePlus ยังเผยให้เห็นการออกแบบทูโทนในด้านหลัง ซึ่งยังคงดีไซน์แบบเดียวกับ OnePlus Pad ที่มีขอบโค้ง โมดูลกล้องวางอยู่ตรงกลาง แท็บเล็ตได้รับการยืนยันว่ามาในสี Twin Mint ที่มา : Gizmochina.com

‘อู่ Kidnappers’ จากคนรักเสียงสู่ Sound Engineer สู่ขอบเขตเทคโนโลยีแผ่นเสียงและ Dolby Atmos
อ่าน

‘อู่ Kidnappers’ จากคนรักเสียงสู่ Sound Engineer สู่ขอบเขตเทคโนโลยีแผ่นเสียงและ Dolby Atmos

คอฟังเพลงไทยทุกคนต้องรู้จัก Kidnappers วงอิเล็กทรอนิกส์ป็อปที่สร้างชื่อมายาวนาน ตั้งแต่อัลบั้มแรก ‘สแลง’ ในปี 1993 สู่อัลบั้มล่าสุด ‘SIGNAL’ ในปี 2017 มีเพลงฮิตอย่าง ปล่อย, ฝน หรือ เพื่อใคร ซึ่งหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงก็คือคุณอู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ที่นอกจากบทบาทของการเป็นศิลปินแล้ว คุณอู่ยังเป็นผู้ก่อตั้ง ResurRec โรงงานผลิตแผ่นเสียงของไทย ที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่มาสเตอร์จนออกมาเป็นแผ่นเสียง แต่วันนี้แบไต๋จะโฟกัสในอีกบทบาทหนึ่งของคุณอู่คือวิศวกรเสียง ว่าหน้าที่ที่เราเคยได้ยินมานานมากอย่าง Sound Engineer นี้ แท้จริงแล้วทำอะไรบ้าง และคุยล่วงเลยไปถึงเรื่องระบบเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Atmos ที่คุณอู่ก็เป็นแกนนำ ปลุกกระแสเพลงแบบรอบทิศทางในไทยเช่นกันครับ ปัจจุบันคุณอู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ เป็นกรรมการผู้จัดการอยู่ที่บริษัท กันตนาซาวด์สตูดิโอ ดูแลเรื่องเสียงในภาพยนตร์ทั้งหมด ในขณะเดียวกันคุณอู่ก็มี A Lab By Kantana Sound Studio ก็ทำทางด้านเพลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น มิกซ์เสียงเพลง ทำ Mastering เพลง หรือว่ามิวสิกสกอร์สำหรับภาพยนตร์ รวมถึงโปรดิวส์เพลง แต่งานที่กำลังโฟกัสอยู่ตอนนี้คือการมิกซ์เสียงในระบบ Dolby Atmos Music รวมถึงทำ Mastering เพลงสำหรับสตรีมมิ่ง หรือทำมาสเตอร์สำหรับนำไปผลิตแผ่นเสียง เราคุยอะไรกันบ้างคำจำกัดความของ Sound EngineerSound Engineer กับกระบวนการทำเพลงส่งไม้ต่อให้ Mixing Engineerจบงานที่ Mastering Engineerสงครามความดังของเพลง หรือ Loudness Warเครื่องมือทำเพลงเปลี่ยน เพลงก็เปลี่ยนทำไมเพลงรอบทิศทางถูกพูดถึงมากขึ้นการทำเพลงในระบบ Atmos ต่างจากเพลงปกติอย่างไรทำไมเพลงรอบทิศทางบางเพลง แล้วรู้สึกไม่ดีเท่าต้นฉบับสเตอริโอในเชิงเทคนิค Dolby Atmos กับ Sony 360 Reality Audio ต่างกันไหมทำเพลงแอทโมสต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ์ไหมประวัติศาสตร์ Dolby Atmos ในเมืองไทยอนาคตของเพลงเสียงรอบทิศทางเพราะเรามี Passion กับเสียง คำจำกัดความของ Sound Engineer คุณอู่สรุปอย่างง่ายที่สุดว่า Sound Engineer คือคนที่รู้เรื่องการใช้เครื่องมือ แล้วก็ใช้หูในการทำงาน และมีความเข้าใจในเสียง แล้วก็ปรับเครื่องมือเพื่อให้เสียงต่าง ๆ นั้นได้ตามที่ต้องการ หรือผสมเสียงให้กลมกล่อมตามที่สื่อนั้น ๆ ต้องการ จุดขายของอาชีพวิศวกรเสียงคือ หู นอกจากนี้วิศวกรเสียงก็ควรรู้เรื่องฟิสิกส์ของเสียงพื้นฐาน Sound Engineer ทุกคนก็น่าจะเริ่มจากการสนใจเรื่องพวกนี้แหละ ส่วนคณิตศาสตร์ ก็มีคำนวณนิดหน่อย คำนวณพวกค่าดีเลย์ แต่ถ้ารู้เรื่องทฤษฎีดนตรีด้วย ก็มีประโยชน์ เพราะเราทำเพลงอยู่แล้ว เพลงนี้มาในสัดส่วนเท่าไหร่ คีย์อะไร มันก็จะช่วยในการทำงานได้ โดย Sound Engineer แบ่งเป็นหลายประเภทมาก คร่าว ๆ คือ Recording Engineer คือคนบันทึกเสียง Mixing Engineer คือคนมิกซ์เสียง Mastering Engineer คือคนทำมาสเตอร์ นอกจากนี้ยังมี Sound Engineer ในระบบ Live Sound ซึ่งเป็นคนที่ทำเสียงในคอนเสิร์ต Front of House Engineer, Monitoring Engineer ในส่วนของ Audio Post Production ก็ยังมี Sound Engineer แยกย่อยไปอีกมากมาย Sound Engineer กับกระบวนการทำเพลง หลังจากที่ศิลปินแต่งเพลงเสร็จ ซ้อมมาเรียบร้อยแล้ว ถึงขั้นตอนเข้าห้องอัด หน้าที่ของวิศวกรเสียงจะเริ่มต้นที่ Recording Engineer คือจะอัดวิธีไหน จะใช้ไมโครโฟนอะไร จะตั้งไมโครโฟนใกล้ไกลแค่ไหน จากไมโครโฟนแล้วจะไปผ่าน Pre-amp ตัวไหน ผ่าน Mixer ตัวไหน ก็ต้องคิดหมด เช่น อัดเสียงกลอง ก็ต้องจำได้ว่าถ้าเสียงกลอง ใช้ไมค์รุ่นนี้ถึงจะอัดเสียงได้ดี ไมค์ Shure SM57 หรือ AGK 414 รับเสียงได้ต่างกันอย่างไร เราก็ต้องมีความรู้ว่าควรเลือกไมค์ตัวไหนมาใช้ หรือได้ยินเพลง The Beatles เสียงสแนร์แบบนี้ ได้ยินเพลง Oasis เสียงสแนร์แบบนี้ Sound Engineer ก็จะพอฟังออกว่าใช้ไมค์ตัวไหนอัดมา นักดนตรีเกิดอยากได้เสียงตามตัวอย่าง ก็ต้องเลือกให้ถูกว่าควรใช้ไมค์ตัวไหนมาจับเสียง ที่สำคัญ Recording Engineer มีหน้าที่ทำให้การบันทึกเสียงในครั้งนั้น ๆ ผ่านไปได้อย่างราบลื่น จึงต้องมี Human Skill หรือทริกการจัดการคนด้วย ไม่ใช่ว่าเรารู้เรื่องเครื่องมืออย่างเดียว แล้วก็เอาแต่จะอัด อัดไม่ดี อัดใหม่ ไปเรื่อย ๆ ก็ต้องมีเทคนิคเพื่อให้นักดนตรียังมีอารมณ์ในการเล่นที่ดีอยู่ บางทีเราต้องแบบว่า เมื่อกี้ดีแล้วครับ แต่ผมผิดเองขออีกเทคนึงได้ไหมครับ เพื่อรักษาอารมณ์โดยรวมไว้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องจำไว้คือ เพอร์ฟอร์แมนซ์ของศิลปินต้องมาก่อน แล้วเสียงที่ดีมันจะตามมา อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ด้วยอารมณ์ของศิลปิน บางวงเล่นเทคแรกดีสุดแล้ว แล้วเล่นอีกกี่เทคก็ไม่ดี บางวงก็แบบเป็นวอร์มอัป ค่อย ๆ เล่นดีขึ้นเรื่อย ๆ วิศวกรเสียงก็ต้องหาจุดพีคสุดว่าเล่นได้ดีสุดเทคไหน Editing Engineer มาเสริมแล้วสมัยนี้จะมี Editing Engineer อีก มาแก้ไขพวกที่ไม่เนี้ยบต่าง ๆ ตีผิด ร้องผิดร้องเพี้ยน ก็แก้ได้หมด มีการตัดต่อเอาเทคนู้นมาผสมเทคนี้ แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าสมบูรณ์แบบเกินไปก็ไม่ดี บางทีต้องให้มันเป็นธรรมชาติ จะร้องเพี้ยนนิดนึง แต่มันได้อารมณ์ กว่าร้องตรงหมดแล้ว มันไม่ธรรมชาติ มันไม่ได้อารมณ์ วิศวกรเสียงก็ต้องรู้ว่าจุดนี้ต้องปล่อยให้มันเป็นแบบนั้น ไม่ใช่ว่าเอาตามหลักเกณฑ์ เอาตามกราฟอย่างเดียว ส่งไม้ต่อให้ Mixing Engineer มาถึงขั้นตอนการมิกซ์เสียง Mixing Engineer จะทำงานต่อจากอัดเสร็จ สมมุติอัดมามีกลองชุด 24 แทร็กจาก 24 ไมค์ เพราะว่ามีแทร็ก Hi-hat แล้วก็ Snare อีก 3 ไมค์ มี Tom อีก 4 ไมค์ Over head อีก 2 ไมค์ มีไมค์บูมอีก ถ้าอัดแยกหมด มันอาจจะมาทั้งหมด 24 แทร็ก แล้วก็มีแทร็กเบส แทร็กกีต้าร์ สมัยนี้น่าจะอัดกันเป็นร้อยแทร็ก ซึ่งหน้าที่ของ Mixing Engineer คือผสมทั้งร้อยแทร็กให้ออกมากลมกล่อมที่สุด เช่นปรับความดัง-เบาของเสียงจุดต่าง ๆ ปรับ EQ หรือใส่เอฟเฟกต่าง ๆ ให้ฟังในลำโพงสเตอริโอแล้วออกมาดีที่สุด ถ้าปรับความสมดุลไม่ดี อย่างเสียงกลองดังมากเลย แล้วเสียงร้องก็จม ๆ มันก็ยังไม่ใช่เพลงที่สมบูรณ์ใช่ไหม ซึ่งทุกเพลงที่เราฟังอยู่คือทุกอย่างปรับมาแบบน่าฟังแล้ว คุณอู่มองว่า Mixing Engineer เป็นตำแหน่งที่ทำงานหนักและใช้จินตนาการสูง สามารถทำให้เพลง ๆ หนึ่งกลายเป็นแบบใดก็ได้ เช่นจากต้นฉบับบันทึกเสียงมาชุดหนึ่ง จะมิกซ์ให้เป็นเพลง Heavy Metal ก็ได้ หรือจะมิกซ์ให้เป็นเพลงอิเล็กทรอนิกส์ก็ทำได้ ขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้มิกซ์ จบงานที่ Mastering Engineer หลัง Mixing Engineer ปั้นแต่งเพลงจนสมบูรณ์ระดับหนึ่งแล้ว Mastering Engineer จะเข้ามารับช่วงต่อ เป็นคนสุดท้ายที่ได้ปรับเสียงของเพลงนั้นก่อนที่คนฟังจะได้ยินเพลง เพื่อให้เพลงสมบูรณ์แบบที่สุด สำหรับการเล่นในแหล่งต่าง ๆ เช่น สตรีมมิ่ง, ไวนิล, เทป, ซีดี หรืออะไรก็ตาม ซึ่ง Mastering Engineer จะถูกฝึกมาพิเศษที่จะรู้ว่าทำแบบนี้ หรือปรับแบบนี้แล้ว เสียงจะดีที่สุดในทุกลำโพง ไม่ว่าคนฟังจะไปฟังในวิทยุ ฟังในรถ ฟังในโทรศัพท์ ฟังในเครื่องเสียงเป็นล้านรุ่น ก็ต้องรู้ว่าเพลงนี้ออกไปแล้วมันต้องดีที่สุดในทุกที่ ทำให้มันสมบูรณ์น่าฟังที่สุด แล้วสมัยก่อนที่คนฟังเพลงกันเป็นอัลบั้ม ฟังต่อเนื่อง 10 เพลงไปเรื่อย ๆ Mastering Engineer ก็มีหน้าที่ทำให้เพลงทั้งหมดในอัลบั้ม ที่อาจจะมาจาก Mixing Engineer คนละคนกัน ฟังต่อเนื่องกันได้ดี ปรับให้โทนเสียง มิติเสียงให้มันเท่า ๆ กัน ซึ่งยุคหนึ่งที่เขาแข่งเรื่องความดังของเพลงกันที่เรียกว่า Loudness War ก็คนนี้แหละที่ปรับ สงครามความดังของเพลง หรือ Loudness War เหตุผลที่ทำให้เกิดการแข่งขันความดังของเพลงกันเป็นจริงเป็นจัง แม้กระทั่ง Wikipedia ก็มีบทความเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะทุกค่ายเพลงหรือแม้แต่ตัวศิลปินเองก็ตาม เมื่อปล่อยเพลงออกมาก็อยากให้เพลงได้รับความนิยม แล้วสังเกตไหมว่าเราจะรู้สึกว่าอะไรที่เสียงดังกว่าจะรู้สึกว่าดีกว่า แม้จะดังกว่านิดเดียว เราก็รู้สึกว่ามันเพราะกว่า เรื่องนี้เป็นเหตุผลตามหลักจิตวิทยาเลย โดยเฉพาะเวลาไปเปิดต่อกันในหน้าปัดวิทยุ ทุกคนก็เลยพยายามจะทำให้เพลงตัวเองดังกว่าเพลงอื่น แต่คุณอู่ก็ขอแก้ตัวแทน Mastering Engineer ในยุคนั้นว่าเราไม่ได้อยากจะเปิดสงครามเสียงดังเองหรอก แต่ลูกค้าเราที่อยู่ข้างหลังนั้นแหละที่บอกว่าขอดังอีกได้ไหม ซึ่งพอแข่งกันไปกันมา เราดังกว่า เค้าก็เร่งให้ดังกว่าบ้าง สุดท้ายมันบี้จนไม่เหลืออะไร ไม่ได้สนใจสุนทรียภาพของตัวเพลงเองแล้ว นักดนตรีเองก็อยากจะแต่งให้มีหนักเบาเพื่อที่จะสื่ออารมณ์ พอแข่งกันดังมันก็สูญเสียไปหมด ซึ่งมันก็แข่งกันอยู่พักใหญ่ ๆ จนสตรีมมิ่งออกมาช่วยยุติศึกนี้ โดยการออกกฎว่าความดังของเพลงต้องไม่เกินระดับที่กำหนด ถ้าดื้อ ทำเพลงมาดังกว่ามาตรฐาน ระบบก็จะบังคับลดระดับเสียงลง กลายเป็นว่าถ้าทำระดับเสียงถูกต้องโดยไม่บี้ให้เสียงดังเกินไป สุดท้ายเสียงจะดังกว่าเพลงที่พยายามทำให้เสียงดัง แล้วถูกบังคับให้ลดระดับเสียงลง เป็นอันจบ Loudness War ด้วยประการนี้ สิ่งที่ Sound Engineer ช่วยศิลปินได้มีหลายอย่าง เช่น ถ้าต้องบันทึกเสียงในห้องที่อะคูสติกของห้องไม่เพอร์เฟค Recording Engineer อาจแก้ไขด้วยการเอาอะไรมากั้นนิดหน่อยเพื่อให้เสียงในห้องนั้นมันดีขึ้น หรือถ้าเจอเสียงอะไรมันกวนระหว่างกัน เช่นเสียงเบสไปกินกับเสียง Kick drum ทาง Mixing Engineer ก็ต้องแก้ไข เช่นปรับ EQ ให้มันไม่ซ้อนกัน คนฟัง เวลามิกซ์ส่งมาแล้วก็จะรู้สึกเคลียร์ว่า เออนี่เบส แล้วนี่คิก มันเกาะกันอยู่ แต่ไม่ขี่กัน หรือแก้ไขในเชิงการสร้างสรรค์ผลงาน เช่นนักร้องมีเสียงน้ำลายเยอะ ถ้าคนมีประสบการณ์จะรู้ว่าให้กินแอปเปิ้ลลูกหนึ่ง แล้วเสียงน้ำลายจะหายไปเพราะแอปเปิ้ลดูดน้ำลายออกไป ก็จะมีทริกจากประสบการณ์ที่อยู่กับห้องอัด อยู่กับนักดนตรีมา เครื่องมือทำเพลงเปลี่ยน เพลงก็เปลี่ยน คุณอู่เล่าว่ากระบวนการทำเพลงในแต่ละยุคมันก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เครื่องมือก็เปลี่ยนผ่านมาเรื่อย ในปัจจุบันที่มีโปรแกรมสามารถเขียนเพลงขึ้นมาได้เลย มันก็เป็นเครื่องมือที่ช่วยเราทำเพลงได้ดีขึ้น แต่ก็มียุคที่เราทำเพลงได้ไม่ดีเท่าเดิม เหมือนจะแย่ลงเพราะไปพึ่งเครื่องมือซะเยอะ มันมียุคที่ไม่อัดกลองจริงนะ ใช้โปรแกรมกลองกันหมด เพราะคิดว่าเสียงมันดีกว่า ก็กลายเป็นยุคที่เสียงทื่อ ๆ จากโปรแกรมกันไปหมด สุดท้ายเราก็กลับไปอัดกลองจริงกัน แต่มันก็เป็นประวัติศาสตร์ที่บันทึกอยู่ในเพลง ตอนนี้ย้อนกลับไปฟังเพลงยุค 90s ที่ใช้โปรแกรมกลอง มันก็เป็นเอกลักษณ์ของเพลงในยุคนั้น ๆ อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ซึ่งยุคก่อนยังฟังออกว่าเป็นโปรแกรมหรือเป็นเสียงจริง แต่ยุคนี้เครื่องมือมันทำได้เหมือนมาก จนเขาใช้ซ้อนกัน คือใช้โปรแกรมด้วย ใช้อัดจริงด้วย ผสมกันไปเลย เพราะงั้นตอนนี้เมื่อเครื่องมือมันดีพอ แต่สิ่งที่มาเติมเต็มคือ ความเป็นคนที่เล่น ที่มันมีอารมณ์ มีความเพี้ยนนิดหน่อยที่ทำให้มันรู้สึกเป็นธรรมชาติมากขึ้น แล้วการทำเพลงในระบบแอนะล็อกกับดิจิทัลก็มีลักษณะต่างกัน คาแรคเตอร์ของแอนะล็อกก็ยังมีเสน่ห์มาก ๆ บางอัลบั้มที่บันทึกด้วยเทป 2 นิ้วทั้งชุด อย่าง Daft Punk ชุดสุดท้าย (Random Access Memories) ใช้แอนะล็อกหมด พอฟังจะได้ยินเนื้อเสียงที่ไม่เหมือนระบบดิจิทัล แต่ก็ไม่ได้บอกว่าดิจิทัลไม่ดี ตอนนี้ 99% ของศิลปินที่ปล่อยเพลงออกมาใช้ดิจิทัลหมดแล้ว ใช้แอนะล็อกน้อยมาก ๆ เพราะมันแพงกว่า มันหายากกว่า มันไม่สะดวกเท่า แต่ดิจิทัลจะมีปลั๊กอินต่าง ๆ ที่เลียนแบบแอนะล็อก เพราะฉะนั้นถ้า Sound Engineer รู้ว่าลักษณะเสียงแอนะล็อกเป็นยังไง เคยได้ยิน หรือจำมันได้ ก็จะมีเทคนิคทำให้เสียงดิจิทัลใกล้เคียงกับเสียงแอนะล็อก เสียงแอนะล็อกเป็นยังไงคุณอู่ให้นิยามเสียงของแอนะล็อกคืออุ่นกว่า นุ่มกว่าเสียงดิจิทัลที่แข็งกระด้าง ด้วยลักษณะของเสียงที่บันทึกแบบแอนะล็อก มันเป็นคลื่นเสียงที่ต่อเนื่อง แต่ถ้าเป็นเสียงดิจิทัล มันถูกบันทึกมาเป็นครั้ง ๆ เช่นเสียงจากแผ่น CD จะถูกบันทึก 44,100 ครั้งต่อวินาที เพราะฉะนั้นมันจะมีช่องว่างในอากาศเล็ก ๆ ที่ไม่ต่อเนื่อง แล้วสมองเราไวมาก ถ้าฟังดี ๆ จับอารมณ์ดี ๆ จะรับรู้ได้ว่ามันมีอะไรขาดไป ซึ่งแม้จะเป็น Hi-Res ที่ขึ้นไปเก็บข้อมูล 192,000 ครั้งต่อวินาที มันก็ใกล้เคียงแอนะล็อกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เหมือน เรื่องความ Warm ความมีชีวิต มันก็ยังเป็นอีกแบบหนึ่ง คนละคาแรกเตอร์กัน ซึ่งก็แล้วแต่รสนิยมผู้ฟัง ทำไมเพลงรอบทิศทางถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่อคุยถึงเรื่องเพลงแบบรอบทิศทางหรือ Spatial Audio ที่บริษัทเทคโนโลยีอย่างแอปเปิ้ลกำลังโปรโมทอยู่ตอนนี้ คุณอู่ให้ความเห็นว่า มันถึงยุคที่เราจะก้าวไปอีกขึ้นหนึ่งแล้ว อย่างตอนโมโนเป็นสเตอริโอ น่าจะราว ๆ ยุค 60s ถึงตอนนี้ก็ 60 กว่าปีแล้ว จากฟังโมโนลำโพงเดียวมาสู่สเตอริโอ 2 ลำโพงทุกคนก็ตื่นเต้นที่ได้ยินเสียงสเตอริโอ ยุคแรกที่เป็นสเตอริโอ นักดนตรีก็เห่อมาก The Beatles มิกซ์กลองอยู่ข้างหนึ่ง เบสอยู่ข้างหนึ่ง ร้องอีกด้านหนึ่ง เพื่อจะโชว์ว่าเป็นเป็นเสียงสเตอริโอนะ ก็จนพัฒนามาเรื่อย ๆ ให้กลมกล่อมขึ้น ทำให้เหมือนจริงมากขึ้น มีมิติ จนทุกวันนี้ Sound Engineer ก็ทำจนมีมิติของเสียงให้กว้างและลึกเกินกว่าตำแหน่งลำโพงที่มีแค่ 2 ตัวได้ มอนิเตอร์แสดงตำแหน่งเสียงต่าง ๆ ที่มิกซ์ในระบบ Dolby Atmos มาถึงระบบ Immersive ในทุกวันนี้ ก็ต้องขอบคุณนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างรูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมา ทั้ง Dolby Atmos Music และ Sony 360 Reality Audio ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้ก็เริ่มมาจากโรงหนัง จากเดิมที่เป็น 5.1 เป็น 7.1 ก็สร้างเทคโนโลยีอย่าง Atmos ขึ้นมา แล้วก็มากับหนังสตรีมมิ่งพวก Netflix ก่อน ซึ่งคิดต่ออีกนิดเดียวจนมาเป็นเพลง และ Tidal กับ Apple Music เริ่มสตรีมได้ คุณอู่เล่าว่าเคยไปที่ห้องทดลองใต้ดินของ Dolby ที่อังกฤษด้วย ฟังเพลงของ deadmau5 ในระบบแอทโมส ซึ่งในช่วงแรกก็ติดตั้งในผับก่อน ให้ดีเจไปเปิดเล่น คนก็ฮือฮา ดอลบี้ก็เอาไปคิดต่ออยู่หลายปีให้แอทโมสอยู่กับเพลงได้ จริง ๆ ตอนนี้เราก็ยังอยู่ในยุคเพลงแบบ Immersive ที่เพิ่งเริ่มนะ เหมือนยุค The Beatles เห่อเพลงสเตอริโอ ซึ่งความรู้ความเข้าใจของ Sound Engineer ที่มิกซ์เพลงรอบทิศทางมันก็อาจจะยังไม่เข้าที่ ผมก็กลัวมากเลย กลัวว่าถ้าเพลงมิกซ์ออกมาไม่ดีเยอะ ๆ คนฟังก็ไม่ชอบ แล้วกลับไปฟังสเตอริโอ ฟอร์แมตเสียงรอบทิศทางก็จะเจ๊ง อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ ผมก็เลยพยายามที่จะช่วยผลักดันให้คนมิกซ์แอทโมสทำได้ดีขึ้นทุกวัน ให้มีผลงานดี ๆ ออกมาให้คนฟังเยอะ ๆ เราไม่ได้เป็นคู่แข่งกันหรอก การทำเพลงในระบบ Atmos ต่างจากเพลงปกติอย่างไร หลักการคือวิศวกรเสียงต้องมิกซ์ให้ดีที่สุดในระบบสเตอริโอก่อน แต่ก่อนที่จะส่งไฟล์มามิกซ์ต่อเป็นระบบแอทโมส Mixing Engineer ก็ควรจะคิดเผื่อไว้ให้ คือเราต้องส่งเป็น Stem แยกเป็นสะเต็มกลอง สะเต็มคีย์บอร์ด, สตริง, ร้องประสาน การแยกอย่างนี้เพื่อให้คนที่มิกซ์แอทโมสสามารถเล่นกับมันได้ สามารถจัดตำแหน่ง หรือสามารถปรับอะไรเพิ่มเติมได้ สมมุติว่าเสียงซินธิไซเซอร์ อาจจะมีเสียง Arpeggio จึ้ด ๆ วิ่งอยู่ ถ้าคนที่ทำสะเต็มส่งมาเส้นเดียว ไม่แยกเสียงจึ้ด ๆ ออกมา คนที่ทำแอทโมสก็ไม่สามารถเอาเสียงนี้ไปวิ่งได้ เพราะมันจะติดอยู่กับเสียงอื่น แต่ถ้าคิดเผื่อมา แยกมา ก็จะสามารถเอาไปเล่นได้เยอะขึ้น อันนี้คือการส่งต่อแบบเตรียมการ เพื่อทำให้การมิกซ์ในระบบแอทโมสที่สนุกขึ้นสมบูรณ์ขึ้น Stem คือเสียงที่มิกซ์แทร็กลงมาแล้ว เช่นเสียงกลองมี 24 แทร็กแยกกันตามไมค์ที่บันทึกเสียงกลองชุด แต่ Mixing Engineer จะไม่ได้ส่งต่อทั้ง 24 แทร็ก แต่มิกซ์รวมกันเป็น 1 เส้น ก็เรียกว่าสะเต็มกลอง ทำไมเพลงรอบทิศทางบางเพลง แล้วรู้สึกไม่ดีเท่าต้นฉบับสเตอริโอ เราในฐานะที่รีวิวลำโพงในระบบ Dolby Atmos หรือหูฟังแบบ Spatial Audio มาตลอด ก็รู้สึกว่าบางเพลงที่มิกซ์เป็นเสียงรอบทิศทางมา เสียงมันฟุ้ง ไม่หนักแน่นเท่าแบบสเตอริโอเลย คุณอู่ตอบในประเด็นนี้ว่าอาจเกิดได้จาก 2 กรณี ทั้งคนมิกซ์ มิกซ์มาไม่สมบูรณ์เท่าระบบสเตอริโอเดิม หรือการเซ็ตอัปอุปกรณ์สำหรับฟังมีปัญหา แต่ก็อยากให้มองว่าเพลงแบบรอบทิศทางเป็นเพลงอีกเวอร์ชันหนึ่ง ไม่ได้มองว่าเป็นเพลงเดียวกันแล้วฟังคนละแบบ คุณอู่พูดถึงต่อในมุมมองคนมิกซ์ที่มองว่าเพลงต้นฉบับที่เป็นสเตอริโอ มันดีของมันอยู่แล้ว ให้อารมณ์เหมือนนั่งฟังวงดนตรีเล่นอยู่ด้านหน้า แต่เพลงรอบทิศทางจะเปิดประสบการณ์ใหม่ให้เข้าไปอยู่ในวงดนตรีนั้น เข้าไปอยู่ในเพลงเลย เสียงมาโอบล้อม ซึ่งถ้าเป็นเพลงที่มิกซ์มาดี ๆ เราจะอินกับมันได้มากกว่า แต่บางวันเราอาจจะอยากฟังแบบเดิมก็ได้ ไม่อยากอินแบบนั้น ซึ่งถ้าไม่รู้ว่าจะหาเพลงที่มั่นใจว่ามิกซ์เป็น Dolby Atmos มาดีได้ที่ไหน คุณอู่ก็ตอบอย่างภูมิใจว่า ทุกเพลงของ Summer Will End ครับ Summer Will End เป็นมายังไงโปรเจคนี้เป็นของกลุ่มน้อง ๆ ที่สนิทสนมกัน อยากทำเพลงที่มีคุณภาพไม่ต้องเอาใจตลาดเต็มที่ แต่ก็ไม่ใช่เพลงอันเดอร์กราวด์หรืออินดี้ ที่ฟังยาก แล้วก็ จุดมุ่งหมายไม่ใช่แค่ในประเทศแต่ว่าออกไปสู่สากล ตั้งเป้าไว้ในระดับเอเชีย แต่ที่ผ่านมาก็ไปถึงอเมริกาไปถึง ยุโรปได้เหมือนกันนะ Summer Will End ใส่ใจเรื่องคุณภาพเสียง คุณภาพของตัวเพลงเป็นหลัก ซึ่งทำให้มันก็ตรงจริต ตรงแนวกับผมที่อยากทำอะไรที่มันมีคุณภาพต่อไป โดยผมเป็น Sound Engineer ก็จะดูแลเรื่องคุณภาพของเสียงทั้งหมด ตั้งแต่ Mix, Master แล้วก็ทำ Atmos Music ซึ่ง Summer Will End น่าจะเป็นค่ายเดียวที่รู้จัก ที่ทำ Atmos Music ทุกแทร็ก เมื่อเราถามต่อว่า แล้วลำโพงและหูฟังแต่ละรุ่นก็เรนเดอร์เสียงรอบทิศทางออกมาไม่เหมือนกัน ผู้ฟังควรเชื่อเสียงจากอะไร คุณอู่ก็มองว่า ถ้าฟัง Spatial Audio ผ่าน Apple Music อยู่แล้ว ผมว่าผลิตภัณฑ์ที่แมทซ์ที่สุดก็คือผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลเอง เพราะเขาคิดให้สอดคล้องกันมาแล้ว แต่ถ้าเป็นผลิตภัณฑ์อื่น มันก็เป็นไปได้ แค่อย่าลืมเปิด Atmos always on ใน Apple Music เพื่อเรียกใช้เสียงรอบทิศทางของเพลง ส่วนการเปิดเพลงผ่านทีวีที่ต่อซาวด์บาร์ที่รองรับแอทโมสก็ทำได้ แต่ผู้ใช้ควร Calibrate ซาวด์บาร์ให้เรียบร้อยสำหรับตัวปรับจูนได้ ซึ่งคุณอู่ให้ความเห็นว่าการฟังเพลงแบบ Dolby Atmos ผ่านซาวด์บาร์ ความรู้สึกเพลงมันก็ไม่เหมือนสเตอริโอแหละ ให้ความรู้สึกเสียงอยู่รอบ ๆ ตัว แต่ก็ยังไม่ได้ให้ความรู้สึกระดับกระโดดเข้าไปในเพลงแบบฟังผ่านหูฟัง ที่แม้ว่ามันจะมีแค่ลำโพง 2 ตัวมาปิดหู และช่องสัญญาณเสียงแค่ 2 แต่ก็ได้ความรู้สึกโอบล้อมมากกว่า เพราะฉะนั้นการฟังเพลงรอบทิศทางผ่านซาวด์บาร์ให้โอบล้อมขึ้น คุณก็จำเป็นต้องมีลำโพงด้านหลังด้วย ในเชิงเทคนิค Dolby Atmos กับ Sony 360 Reality Audio ต่างกันไหม ต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ Sony 360 Reality Audio มีมิติมากกว่า เพราะให้เสียงได้ทั้งด้านบนและด้านล่าง มีเสียงทั้งเหนือศีรษะและใต้ตัวผู้ฟัง ซึ่งผู้ฟังจะรู้สึกชัดขึ้น (คนไทยสามารถฟังได้ผ่าน Tidal โดยใช้หูฟังโซนี่) และตอนนี้คุณอู่ก็สามารถมิกซ์ให้เป็น 360RA ได้เช่นกัน นอกจากมิกซ์เป็นแอทโมสแล้ว และคุณอู่สรุปว่าโดยรวม Dolby Atmos กับ Sony 360RA ก็เป็นรูปแบบเสียง Immersive เหมือนกัน สุดท้ายอยู่ที่รูปแบบไหนจะแพร่หลาย เข้าถึงคนฟังได้มากกว่ากัน อันนั้นแหละจะเป็นรูปแบบที่ดี ทำเพลงแอทโมสต้องจ่ายค่าใช้สิทธิ์ไหม ถ้าคุ้นเคยกับวงการเทคโนโลยีด้านภาพและเสียงมา เราจะคิดถึงเรื่อง Licensing หรือการจ่ายค่าใช้สิทธิ์ในการทำเนื้อหาในระบบนั้น แต่สำหรับ Dolby Atmos คุณอู่ตอบว่า ผู้สร้างเพลงไม่ต้องจ่ายอะไรให้ดอลบี้ ซึ่งก็มองว่าดอลบี้ตัดสินใจถูกแล้วที่ทำแบบนี้ ถ้าต้องจ่ายกันเป็นรายเพลง ก็จะไม่มีใครทำแน่ ๆ แล้ว Dolby ได้เงินจากไหน ก็ได้เงินจากตัวชิปในอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เราซื้อแอมป์ที่มีป้าย Dolby Atmos แปะ ในนั้นมีชิปอยู่ตัวหนึ่ง เค้าขายชิปนี้เพื่อไปถอดรหัส พูดอีกแบบคือเขาให้ End User หรือคนฟังจ่าย แต่จะจ่ายด้วยวิธีไหนแล้วแต่ เช่น ฟังในแอปเปิ้ล แอปเปื้ลก็จ่ายต่างหาก ด้วยวิธีนี้ คนทำเพลงก็เข้ามาทำง่ายขึ้น คนฟังที่ซื้ออุปกรณ์มาแล้ว ก็ฟังได้ตลอด ส่วนถ้าไม่ได้จ่ายแพงกว่าเพื่อซื้ออุปกรณ์ที่ถอดรหัส Atmos ได้ ก็แค่ไม่ได้ฟังเพลงในระบบ Atmos กลับไปฟังเพลงสเตอริโอปกติได้ ประวัติศาสตร์ Dolby Atmos ในเมืองไทย คุณอู่ออกตัวในประเด็นนี้ก่อนเลย เพราะตัวคุณอู่มีสถานะเป็น Brand ambassador ของ Dolby ในเชิงของ Dolby Atmos Music ด้วย มีความคุ้นเคยกับระบบของดอลบี้เป็นสิบปี ตั้งแต่สมัยทำหนัง The Grandmaster ของหว่อง กา ไว ก็มิกซ์เสียงที่กันตนา เป็นหนังเรื่องแรกในเอเชียที่มิกซ์เป็นระบบ Dolby Atmos ตั้งแต่โรงหนังยังไม่ได้รองรับระบบ Atmos กันแพร่หลายเลย ชื่อคุณอู่ ไตรเทพในฐานะทีมงานด้านเสียง และได้รางวัล Best Sound Design จากหนัง The Grandmaster ช่วงปี 2013 นั้นเป็นสงครามของระบบเสียง Immersive มีผู้เล่นอยู่ 3 ค่ายคือ Dolby Atmos, DTS:X แล้วก็ Auro 3D ตอนนั้นคุณอู่เลยทำห้องมิกซ์ที่รองรับทั้ง 3 ระบบ เพราะตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าสุดท้ายระบบที่จะได้ครองความนิยมคืออะไร “ต่อมาผมได้ยินข่าวว่าเมืองนอกเริ่มทำ Atmos Music ก็คิดว่า เอ้ย เราน่าจะเป็นคนที่ทำได้ในเมืองไทย ถ้าเราไม่ทำคงต้องรอนาน เพราะใครจะมาเริ่ม ซึ่งเรารู้จัก Atmos อยู่แล้ว เราทำเพลงอยู่แล้ว เพราะงั้นเราน่าจะเริ่ม ผมเลยติดต่อ Dolby ไปว่าทำไมเราไม่ทำ Atmos Music ที่เมืองไทยล่ะ แล้วเค้าก็บินมาคุยกับผมหลายรอบว่าเป็นความคิดที่ดี แต่ตอนนั้นมันติดอยู่ที่ว่าทำเสร็จแล้วเราก็ไปไปปล่อยเพลงที่ไหน ช่วงนั้นคือเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แอปเปิลมิวสิคก็ยังไม่ได้รองรับ Dolby Atmos” ซึ่งหลังจากคุณอู่ติดปัญหาว่าทำเสร็จ แต่ไม่มีช่องทางส่งไปถึงคนฟังได้อยู่นาน ล่วงเลยมาถึงปี 2021 แอปเปิลเปิดตัว Spatial Audio ที่เป็น Atmos Music ดอลบี้ก็ติดต่อกลับมาว่าเป็นโอกาสของเราแล้ว วันแรกที่รู้ ผมเริ่มทำเดโมเลย เอาเพลงของ Kidnappers มิกซ์เป็น Atmos แล้วก็เชิญค่ายเพลง ชวนศิลปินมาฟังว่าเราทำแบบนี้ได้นะ อู่ ไตรเทพ วงศ์ไพบูลย์ จากนั้นคุณอู่จึงได้คุยกับแอปเปิ้ล และเริ่มส่งผลงานเข้าระบบ Apple Music เรื่อย ๆ ซึ่งพอแอปเปิ้ลเริ่มทำ ก็ทำแบบสนับสนุนวงการจริง ๆ เพราะต้องการพลักดันให้เสียงเพลงรอบทิศทางนี้เกิดขึ้นจริง ๆ เหมือนเป็นสิ่งพิเศษของแอปเปิ้ลที่ทุกคนต้องฟัง และเพราะว่าคุณอู่เป็นเหมือนตัวแทนของดอลบี้ด้วย ก็เลยจัด Workshop เพื่อสอนและสร้างวิศวกรเสียงที่ทำแอทโมสได้เยอะขึ้นในประเทศ เราก็คิดว่าถ้ามีเพลงในระบบเยอะขึ้น ก็ทำให้วงการเพลงคึกคัก ทำให้ระบบนี้มันแข็งแรงขึ้น คนฟังเองก็จะมีอะไรใหม่ ๆ ให้ฟัง Kidnappers อัลบั้มล่าสุด ‘Signal’ เมื่อถามถึงอนาคตของวง Kidnappers คุณอู่ก็ตอบว่าน่าจะกลับมาเร็ว ๆ นี้ เพิ่งอัดร้องไปเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วเอง ตัวห้องมิกซ์ก็ได้รับการรับรองเป็นระดับ Commercial เรียกว่า Dolby Atmos HE (Home Entertainment) ณ ตอนนี้ในไทยมีอยู่ที่เดียวคือที่ A Lab By Kantana Sound Studio แต่คุณอู่อธิบายเพิ่มเติมว่า แต่สำหรับ Apple Music ไม่ได้บอกว่าที่อื่นทำไม่ได้ คือถ้าเซ็ตอัพห้องเป็นแอทโมสแล้วทำได้ถูกต้อง แต่ไม่ได้ Certified แต่ทำได้ดีก็ไม่มีปัญหาอะไร ถึงแม้จะมิกซ์ด้วยหูฟังก็ทำได้ เพราะฝั่งผู้เผยแพร่อย่างแอปเปิ้ล ไม่ได้ตรวจว่าเพลงที่ส่งขึ้นไปมาจากห้องมิกซ์ที่ได้ Certified แต่เขาตรวจตัวมิกซ์ว่ามีเสียงครบทุกช่องเสียงตามที่ควรจะเป็น แล้วก็ตรวจความดังของเสียงว่าได้ตามสเปกเขาไหม ตรวจแค่นั้น Dolby Atmos Home Entertainment Certified Studio ที่ A Lab By Kantana Sound Studio คุณอู่ยังเล่าต่อถึงกระบวนการตรวจคุณภาพที่ต่างประเทศ คือถ้าเป็นค่ายเพลงฝรั่งบางค่าย จะมีคนตรวจแยกอีกในวงการเรียกว่า Audio Cop หรือตำรวจเสียง ที่คุณอู่เคยเจอ เป็นสุภาพสตรีคนหนึ่งที่ฟังละเอียดมาก เธอจะตรวจมิกซ์ของเราว่ามันเหมือนกับสเตอริโอไหม แล้วสั่งแก้ตลอด ช่างเสียงทั่วโลกจะรู้กัน ว่าถ้าไปผ่านเธอคนนี้ ก็ซวยล่ะ “การมิกซ์ในระบบแอทโมส ผมพยายามสอนทุกคนว่าเราควรให้เกียรติผู้มิกซ์ในระบบสเตอริโอเสมอ เพราะเขาปั้นเพลงนั้นกับศิลปินมานานกว่าเราแน่ ๆ การที่เราได้แทร็กเขามา แล้วมิกซ์ใหม่เป็นแอทโมสมันไปได้ไกลมาก แต่เราไม่ได้ต้องการตีความเพลงใหม่ เพราะฉะนั้น เราจะมิกซ์ยังไงก็ได้ให้ได้ความรู้สึกใกล้เคียงกับต้นฉบับสเตริโออยู่ เพียงแต่ มิติ ลูกเล่นต่าง ๆ มันอาจจะเยอะขึ้น แต่ไม่ใช่ให้เพลงเปลี่ยนอารมณ์ไป” อนาคตของเพลงเสียงรอบทิศทาง คุณอู่ให้ภาพในเรื่องนี้ว่า ค่ายเพลงตอบรับดีขึ้น คนฟังก็รู้จักเกือบหมดแล้ว เด็กวัยรุ่นก็รู้จักหมด ค่ายเพลงก็ตื่นตัวว่าต้องทำ มีค่ายที่แบบทำทั้งอัลบั้มเลย ไม่ใช่เลือกเพลงดังแล้วค่อยมาทำ ก็พอมีให้ฟังเยอะขึ้น เด็กฟังเยอะขึ้น คราวนี้ผมรอเวลาที่เด็ก ๆ เรียกร้องว่าทำไมเพลงนี้ไม่มีแอทโมส เรียกร้องให้ค่ายทำ ก็น่าจะถึงวันนั้นเร็ว ๆ นี้ ที่ชอบฟังทั้งแบบสเตอริโอและแอทโมส และเริ่มถวินหาว่าทำไมไม่มีแบบแอทโมสให้ฟัง ทำไมออกมาไม่ครบ ถ้าพูดถึงอนาคต มันจะมีสเต็ปต่อไปที่คนทำเพลงเริ่มทำเพลงโดยแต่งเพลงในระบบแอทโมส เวลาคิดเพลง ก็คิดมาตั้งแต่แรกเลยว่ามันต้องมีเสียงข้างหลัง มีเสียงข้างบน ซึ่งมันก็เหมือนกระดานของเรามันใหญ่ขึ้น เติมเสียงต่าง ๆ ได้เยอะขึ้น เรามีพื้นที่ในการสร้างสรรค์ได้เยอะขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่เพลงที่คิดแบบแอทโมสต้องยุบกลับเป็นสเตอริโอนี่เจ๊งเลยนะ มันยัดกลับไม่ลงนะ เพราะเรามี Passion กับเสียง เราจบการสัมภาษณ์ในครั้งนี้ด้วยคำถามว่า คุณอู่อยู่หลายยุคมาก ปัจจุบันทำทั้งมาสเตอร์แผ่นเสียง และทำเพลงรอบทิศทางแบบแอทโมสด้วย รู้สึกยังไงกับความหลากหลายนี้ คุณอู่กับเครื่องจักรผลิตแผ่นเสียงแบบเขียนทีละแผ่น สำหรับการสั่งทำจำนวนน้อย ๆ คุณอู่ก็ตอบอย่างติดตลกว่า ฟังดูเป็นคนหลายใจนะ แต่เพราะผมมีความหลงไหลกับเสียงมาตลอด ไม่ว่าเสียงจะอยู่ในรูปแบบไหน เราก็ยังชอบอยู่ดี ทำให้อยากอยู่ใกล้ชิดกับนวัตกรรมเสียงตลอดเวลา สิ่งที่เป็นอนาคตอย่างเสียงรอบทิศทาง เราก็ต้องติดตาม เราก็ต้องรู้เรื่อง เราก็ต้องทำได้ แต่ความหลงไหลในแอนะล็อก ในแผ่นเสียง ก็ไม่อยากให้มันตายไป อยากให้ยังอยู่ เพราะเราชอบ เราก็ต้องหาวิธีให้เค้าอยู่รอดไปเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นที่พิสูจน์แล้วว่ามีคนกลุ่มใหญ่ที่ชอบแผ่นเสียง ชอบแอนาล็อก ก็ยังฟังอยู่ ยังสนับสนุนอยู่ ก็ดีใจที่เราเป็นส่วนหนึ่งที่สนับสนุนวงการนี้ เรียกว่าเป็นผู้สนับสนุนทุกยุค ตั้งแต่แอนะล็อกจนถึงดิจิทัลมัลติแชลแนล ช่างภาพ: รัชชานนท์ ไชยขวัญกราฟิกดีไซเนอร์: พัฒนพล หวังพิทักษ์วงศ์สถานที่: A Lab By Kantana Sound Studio

รีวิว Sonos Era 100 และ Era 300 ลำโพงบ้านอัจฉริยะ พร้อมรองรับ Dolby Atmos
อ่าน

รีวิว Sonos Era 100 และ Era 300 ลำโพงบ้านอัจฉริยะ พร้อมรองรับ Dolby Atmos

Sonos เป็นบริษัทลำโพงจากอเมริกาที่สร้างชื่อเสียงมายาวนาน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มลำโพงอัจฉริยะสำหรับใช้ในบ้าน ล่าสุดก็ออกลำโพงซีรีส์ใหม่คือรุ่นเล็ก Era 100 ลำโพงทรงกระบอกขนาดย่อม ๆ แต่เสียงแน่น และรุ่นใหญ่ Era 300 ที่มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos ให้เสียงกระจายไปทั่วห้อง แน่นอนวันนี้เราจัดเต็มรีวิวให้อ่านกันทั้ง 2 ตัวเลย น้องเล็ก Sonos Era 100 เริ่มต้นด้วย Sonos Era 100 เป็นลำโพงบ้านตัวเล็กที่มาแทนลำโพงตระกูล Sonos One ซึ่งขายมายาวนาน โดยรูปร่างเป็นทรงกระบอกขนาด 182.5 x 120 x 130.5 mm หนัก 2 กิโล ซึ่งแม้จะเป็นลำโพงทรงกระบอกขนาดย่อม ๆ แต่ก็ให้เสียงแบบสเตอริโอเรียบร้อยในรุ่นนี้ครับ ไม่เหมือน Sonos One ที่เป็นลำโพงโมโน ภายในของ Era 100 ประกอบด้วยลำโพง 3 ตัว โดยเป็น Tweeter 2 ตัวให้เสียงสเตอริโอ และลำโพง Midwoofer อีกตัวเพื่อให้เสียงกลาง-ต่ำ ก็ถือว่าให้เสียงได้ใหญ่เกินตัวครับ ด้านบนของลำโพงตัวนี้ เป็นแผงควบคุมแบบสัมผัส ทั้งเล่นเพลง-หยุดเพลง เปลี่ยนเพลง ย้อนเพลง และแถบเพิ่ม-ลดเสียง ที่แตะเพื่อเร่งเสียง-ลดเสียงทีละขั้น หรือแตะลากเพื่อปรับระดับเสียงอย่างรวดเร็วก็ได้ นอกจากนี้ยังมีปุ่มเปิด-ปิดการสั่งงานด้วยเสียงอยู่ด้านบน ซึ่งถ้าเปิดใช้งานอยู่จะมีไฟเล็ก ๆ ติดอยู่ตรงนี้ ส่วนด้านหลังลำโพงจะมีปุ่มเพื่อเชื่อมต่อ Bluetooth (ซึ่งปกติเราไม่ค่อยได้ใช้หรอก เราเชื่อม Wi-Fi ในบ้านอยู่แล้ว) แล้วก็สวิทซ์ปิดไมโครโฟนทั้งหมดของลำโพง สำหรับคนที่ต้องการความเป็นส่วนตัวจริงๆ และพอร์ต USB-C สำหรับเสียบอะแดปเตอร์แปลงสาย 3.5 mm หรือเสียบสาย LAN ที่ต้องซื้อเพิ่มสำหรับคนที่ต้องการใช้ พี่ใหญ่ Sonos Era 300 ถ้าเทียบกับ Era 100 แล้ว Era 300 ตัวใหญ่กว่ากันเยอะครับ ด้วยขนาด 160 x 260 x 185 mm แล้วหนัก 4.47 กิโล คือหนักเป็นเท่าตัวของรุ่นน้องเลย ซึ่งตัวนี้เป็นลำโพงไลน์ใหม่ที่ไม่ได้มาแทนรุ่นไหนครับ ด้วยขนาดที่ใหญ่ทำให้ภายในมีลำโพงจัดเต็มถึง 6 ตัวครับ ประกอบด้วย Woofer 2 ตัว ที่วางซ้าย-ขวา แบบสเตอริโอ แล้วก็มี Tweeter อีก 4 ตัว ให้เสียงกลาง-สูง โดยมี 2 ตัวอยู่ด้านข้างซ้าย-ขวา ให้เสียงสเตอริโอ อีกตัวอยู่ด้านหน้าเพื่อขับเสียงร้องให้เด่นขึ้น แล้วตัวสุดท้ายอยู่ด้านบน เพื่อยิงเสียงขึ้นเพดานให้สะท้อนตกลงมาสำหรับเพลงในระบบ Dolby Atmos ส่วนการควบคุมของ Era 300 นั้นไม่ต่างจาก Era 100 ครับ คือมีปุ่มแบบสัมผัสเพื่อเพิ่ม-ลดเสียง และควบคุมต่าง ๆ เหมือนกัน ต้องใช้อะแดปเตอร์ USB-C ถ้าต้องการต่อเสียง Line-in หรือพอร์ต LAN เหมือนกัน แล้วก็มีสวิทซ์ปิดไมค์เหมือนกันครับ โดยทั้ง Sonos Era 100 และ 300 มี 2 สีให้เลือกคือ ดำกับขาว ผู้ซื้อสามารถเลือกให้เหมาะกับการแต่งห้องได้ มีโลโก้ SONOS วางแนวดิ่งอยู่หน้าลำโพงให้เห็นว่าโลโก้นี้สามารถอ่านด้านไหนก็เป็นคำว่า SONOS เหมือนกัน นอกจากนี้ใครที่ไม่อยากวางลำโพงบนโต๊ะ ทั้งคู่ก็มีอุปกรณ์เสริมเป็นขาตั้งสำหรับวางพื้น หรือตัวยึดสำหรับติดตั้งกับผนัง นอกจากนี้ทั้งคู่ยังรองรับ Wi-Fi 6 ในตัว ใช้ได้ทั้งคลื่น 2.4 และ 5 GHz ซึ่งเท่าที่เราใช้มาถือว่าจับสัญญาณได้ดีเลย ไม่มีปัญหาในการใช้งานแม้จะไม่ได้ต่อสายแลนครับ แอป Sonos ของสำคัญขาดไม่ได้ เราไม่สามารถใช้ลำโพง Sonos Era ทั้ง 2 รุ่นโดยปราศจากแอป Sonos ได้ แอปตัวนี้เลยถือเป็นหัวใจสำคัญในการใช้งาน ซึ่งมันก็มีความสามารถรอบด้านมาก ๆ จนผู้ใช้ลำโพง Sonos ไม่ต้องเปิดแอปสตรีมมิ่งอื่น ๆ มาส่งเพลงขึ้นลำโพงเลยก็ได้ ทุกอย่างจบในแอปนี้แอปเดียวครับ การตั้งค่า Trueplay ของ Sonos เราเริ่มต้นใช้แอป Sonos ตั้งแต่วางลำโพงในบ้านเสร็จเรียบร้อยเลย เพราะการเซ็ตอัปให้ลำโพงจับกับไวไฟในบ้าน ก็ต้องทำผ่านแอปนี้ และหลังจากที่ลำโพงใช้งานได้แล้ว สิ่งแรกที่เราแนะนำให้ทำคือจูนเสียงให้เหมาะกับห้องที่วางลำโพงด้วยฟีเจอร์ Trueplay ถ้าไม่มีเวลาจูนมากนัก หรือไม่มีอุปกรณ์ iOS ก็กดเป็น Quick tuning เพื่อให้ลำโพงปล่อยเสียงออกมาแล้วใช้ไมโครโฟนในลำโพงจับเสียงที่สะท้อนกลับมาเพื่อจูนก็ได้ แต่ถ้าต้องการคุณภาพสูงสุดก็ต้องกดเป็น Advanced Tuning แล้วผู้ใช้จะถือ iPhone หรือ iPad เดินไปรอบห้อง เพื่อใช้ไมโครโฟนของอุปกรณ์ในการจับลักษณะเสียงในจุดต่าง ๆ ของห้อง เหตุที่ Android ทำไม่ได้เพราะมีหลายรุ่นมากเกินไปจน Sonos จูนระบบให้เหมาะกับไมค์แต่ละตัวไม่ไหว หลังจากทำ Trueplay เรียบร้อย ลองกดเปิด-ปิดดูเพื่อเสียบเสียงได้ครับ จะรู้สึกว่าถ้าเปิด Trueplay เสียงที่ได้ยินจะชัดใสเคลียร์กว่า นอกจากนี้เรายังสามารถใช้แอป Sonos เพื่อเซ็ตรูปแบบการใช้งานลำโพงได้หลายรูปแบบ เช่นใช้รุ่นเดียวกัน 2 ตัวในห้องเพื่อทำงานแบบ Stereo Pair ให้มิติเสียงซ้าย-ขวาได้กว้างขึ้น ลึกขึ้น หรือจะใช้เซ็ตอัป Sonor Era ร่วมกับซาวด์บาร์ของ Sonos เอง เพื่อให้ Era เป็นลำโพงเซอร์ราวด้านหลังก็ได้ รวมถึงการใช้งานแบบ Multi Room ที่เอาลำโพง Sonos รุ่นไหนก็ได้ วางต่างห้องกัน แล้วเล่นเพลงเดียวพร้อมกันทั้งบ้านก็ได้ สารพัดบริการเสียงเพลงผ่านแอป Sonos จุดเด่นของแอป Sonos คือรวมแหล่งเพลงแทบจะครอบจักรวาลให้เปิดจบในแอปเดียวได้ คือเราสามารถล็อกอิน Spotify, Apple Music, Tidal, Youtube Music และอื่น ๆ อีกเพียบให้อยู่ในแอป Sonos ได้ ทำให้เราสามารถค้นหาเพลงจากหลาย ๆ แหล่งได้พร้อมกัน แล้วเลือกว่าจะเปิดเพลงจากบริการไหนไปขึ้นลำโพง รวมถึงสามารถเรียกเพลย์ลิสพิเศษอย่าง Daily Mix เพื่อเล่นได้ด้วย และสำหรับ Era 300 ก็สามารถเปิด Apple Music ผ่านแอป Sonos เอง เพื่อให้ได้เสียงเป็น Dolby Atmos ได้เลย นอกจากนี้สำหรับใครที่มี Music Library อยู่แล้ว เช่นเป็นโฟลเดอร์ Music เก็บอยู่ใน NAS เรายังสามารถส่งให้แอป Sonos เข้าไปสแกน เพื่อแสดงเพลงทั้งหมดที่เราเก็บไว้ และเปิดขึ้นลำโพงได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้แอปอื่น ๆ อีก แถมไม่ว่าจะเปิดเพลงจากแหล่งไหน ก็สามารถตั้งเวลาหยุดเพลงได้ด้วย ใครเปิดเพลงกล่อมนอนต้องรักฟีเจอร์นี้ เพียงแต่ว่าเวลาเล่นเพลงผ่านแอป Sonos เราจะไม่เห็นว่ากำลังเล่นเพลงที่คุณภาพไฟล์ระดับไหนอยู่ และการใช้งานฟีเจอร์เฉพาะแพลตฟอร์มบางอย่าง เช่นการเซฟเพลงเข้าคลังเพลงที่ชอบ อาจจะใช้ยากและสับสนกว่าการกดในแอปของแพลตฟอร์มนั้นจริง ๆ และการเล่นเพลงผ่านแอป Sonos จะไม่แสดงชื่อเพลงและหน้าปกในหน้าจอล็อกของ iPhone เหมือนแอปฟังเพลงทั่วไปครับ เห็นว่ามันเคยมีฟีเจอร์นี้ แต่ถูกถอดออกไปก่อนเพื่อแก้ไขไม่ให้ขัดกับไกด์ไลน์ของแอปเปิ้ล การสั่งงานผ่านเสียง ปัจจุบันลำโพง Sonos รองรับการสั่งงานผ่าน Amazon Alexa, Apple Siri และ Sonos Voice Control ของตัวเองนะครับ ส่วน Google Assistant ตอนนี้ยังไม่รองรับ ซึ่งน่าจะเกี่ยวกับปัญหาคดีทรัพย์สินทางปัญญาของ Google กับ Sonos เราจึงแนะนำให้ใช้เป็น Sonos Voice Control เพราะสามารถสั่งเล่นเพลง หยุดเพลง เปลี่ยนเพลงได้ง่าย สำเนียงภาษาอังกฤษแบบไทย ๆ ก็สั่งได้ ง่าย ๆ แค่พูดว่า “Hey Sonos” แล้วตามด้วยคำสั่ง เช่น “Play Music” เพื่อเล่นเพลง “Set Volume to 20%” เพื่อปรับระดับเสียงไปที่ 20% “Next” สำหรับเปลี่ยนเพลง “What’s playing” เพื่อขานชื่อเพลง “Add Bedroom” เพื่อเพิ่มลำโพง Bedroom เข้ากรุ๊ปที่กำลังเล่นอยู่ ” Pause Kitchen” อยู่เพลงที่เล่นอยู่ที่ลำโพงห้องครัว “Play Jazz everywhere” เล่นเพลงแจซ ทุกลำโพงในบ้าน “Set a Timer for 10 minutes” ตั้งเวลาแจ้งเตือน แล้วสั่ง “Stop the timer” เพื่อหยุดการเตือน “Play this for 30 minutes” ตั้งเวลาหยุดเพลง สำหรับเปิดเพลงนอน ส่วนการสั่งงานด้วย Siri จะใช้วิธีที่ต่างไป โดยเราจะต้องเพิ่มลำโพง Sonos เข้าไปในแอป Home ก่อนครับ แล้วค่อยสั่งด้วย Siri ว่าให้เพลงไปเล่นที่ลำโพง หรือเปลี่ยนเพลง เสียงของ Sonos Era 100 เราพอใจกับเสียงของ Era 100 นะครับ มันเป็นเสียงจากลำโพงตัวย่อม ๆ แต่เสียงแน่นเกินคาด เห็นมันตัวแค่นี้ ถ้าเพลงเปิดในห้องนอน ระดับเสียงไม่เกิน 20 ก็ดังพอสำหรับตอนกลางคืนแล้ว ส่วนถ้าห้องใหญ่ขึ้นมาอีกหน่อยก็เปิดไม่เกิน 50 ก็ให้เสียงฟูเต็มห้องได้ไม่ยาก เราเลยไม่เคยเปิดถึง 100 เลย แล้วด้วยความที่เป็นลำโพงสเตอริโอในตัวก็ทำให้เสียงมีมิติโอบล้อมได้ดีเลย รู้สึกว่ามีเสียงซ้าย-ขวา แม้จะตั้งแค่ตัวเดียว ในห้อง แต่ถ้าซื้อ 2 ตัวตั้งในห้องแล้วเซ็ตเป็นลำโพงสเตอริโอคู่ก็จะได้มิติเสียงดีกว่านี้อีก เสียงกลาง-แหลมของลำโพงตัวนี้ทำออกมาได้ดี แม้ไม่ได้โปร่งกว้างเท่ารุ่นพี่ Era 300 แต่ก็เป็นลำโพงที่ให้เสียงได้คมชัด ให้เสียงร้องได้เคลียร์ ส่วนเสียงแหลมสดใสดีให้รายละเอียดเสียงได้พอสมควร ส่วนเสียงเบสให้ความรู้สึกหนักแน่นได้เกินขนาดลำโพง เสียงเบสไม่กวนเสียงกลาง ไม่กวนเสียงร้อง เป็นเบสที่กระชับ ฟังสนุก แต่ถ้าเทียบกับลำโพงอย่าง Devialet Mania เบสจะยังไม่ได้นุ่มนวลเท่าครับ เสียงของ Sonos Era 300 เสียงของ Sonos Era 300 จะออกมาในโทนกว้างขวาง กระจายไปทั่วห้องกว่าเสียงของ Era 100 นะครับ แต่ก็จะมีความฟุ้งของเสียงอยู่นิด ๆ ให้ความรู้สึกว่าเป็นเสียงที่ถูกปรุงแต่งมามากกว่า ด้วยความที่มีดอกลำโพงภายในมากกว่าจึงต้องคิดเยอะกว่า Era 100 ที่ให้เสียงแบบตรงไปตรงมาครับ เสียงกลางแหลมของ Era 300 เปิดกว้าง ล่องลอย ให้ความรู้สึกถึงสเตอริโอแม้ว่าจะใช้ลำโพงแค่ตัวเดียว ให้เสียงร้องได้หวาน ลอยเด่นออกมา ส่วนเสียงเบสออกมาในระดับน่าพอใจ ไม่ไปกวนเสียงกลาง-แหลม แต่เสียงเบสไม่ได้หนาจนเพิ่มความหนักแน่นให้เพลงที่เน้นความล่องลอยได้เต็มที่นักครับ ซึ่งก็สามารถซื้อ Sub ของ Sonos มาเสริมได้ ด้านหลังของ Sonos Era 300 ส่วนเสียง Dolby Atmos ที่เป็นจุดเด่นของลำโพงรุ่นนี้ ที่ถ้าไม่นับลำโพงกลุ่ม Soundbar และ Home Theater เจ้า Era 300 เป็นตัวเลือกเดียวสำหรับลำโพงที่เล่นเพลง Dolby Atmos ได้เลย (เท่าที่เรารู้จักนะ) เราทดสอบผ่าน Apple Music ซึ่งเป็นบริการเดียวที่รองรับ Dolby Atmos บนลำโพงตัวนี้ (แม้ Tidal ก็มี Dolby Atmos แต่ยังไม่รองรับกับ Sonos ในตอนนี้) ก็ให้เสียงที่โปร่งกว้าง ล่องลอยยิ่งขึ้นไปอีกครับ ให้ความรู้สึกว่าเสียงมาโอบรอบตัว มีเสียงจากบนเพดานด้วย แม้จะใช้ลำโพงแค่ตัวเดียวนี้แหละ ตัวเบสเองก็มีความเด่นชัดออกมามากขึ้น เพราะเสียงในระบบ Atmos มีการแยกช่องเสียงสำหรับเบสออกมาเฉพาะด้วย ก็เป็นอีกประสบการณ์ในการฟังเพลงที่ควรหาโอกาสลอง เป็นอีกทางเลือกนอกจากเสียงสเตอริโอปกติ แต่ไม่ใช่ทุกเพลงที่เล่นในระบบ Dolby Atmos แล้วจะออกมาเสียงดีนะครับ เรื่องนี้อยู่ที่คนมิกซ์ด้วย บางเพลงก็เล่นแล้วเสียงฟุ้งเละเทะจนขอกลับไปฟังเวอร์ชันสเตอริโอปกติก็มี ซึ่งเพลงที่เราใช้เป็น Reference ว่าเป็นเพลง Dolby Atmos ที่ดี คือทุกเพลงของ Summer Will End ครับ เป็นศิลปินไทยที่จริงจังเรื่องการมิกซ์เพลงเป็นเสียงรอบทิศทางทุกแทร็ก ก็ลองหาฟังได้ครับ อีกเรื่องที่ควรรู้คือ Dolby Atmos จะไม่ทำงานถ้าเราเล่น Era 300 ร่วมกับลำโพงที่ไม่รองรับ Atmos เช่น Era 100 นะครับ สมมุติเราเปิด Era 100 กับ Era 300 พร้อมกันใน 2 ห้อง แล้วอยากฟังเป็น Dolby Atmos ก็ต้องปลด Era 100 ออกจากวงก่อนถึงจะฟัง Dolby Atmos ที่ Era 300 ได้นะครับ และ Era 300 ไม่สามารถอัปสเกลเพลงธรรมดาที่เป็นสเตอริโอให้เป็นเพลงแบบรอบทิศทางได้เหมือนที่ Sony SRS-RA3000 สามารถทำได้ ต้องใช้เพลงแบบ Dolby Atmos เท่านั้นถึงจะได้เสียงรอบทิศทางครับ สรุป Sonos Era 100 และ Era 300 น่าซื้อไหม ราคาของ Sonos Era 100 อยู่ที่ 12,900 บาทนั้นเป็นราคาที่โอเคสำหรับเรานะครับ ที่ราคาหมื่นนิด ๆ ได้ลำโพง Wifi ที่มีความสามารถเต็มขนาดนี้ ทั้งเสียบปลั้กทิ้งไว้ให้พร้อมใช้งานได้ตลอด ตื่นเช้ามา หรือกลับถึงบ้านก็สามารถสั่งเปิดเพลงได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินไปเปิดลำโพงก่อน กดจากแอปหรือพูดสั่งมันก็ได้ รองรับสตรีมมิ่งแทบจะทุกค่ายที่คนไทยใช้งานกัน มีแอป Sonos ที่ควบคุมได้ยืดหยุ่น พร้อมได้ความสามารถใหม่เรื่อย ๆ จากการอัปเดตแอปและเฟิร์มแวร์ในลำโพงอีก ซึ่งเสียงของ Era 100 ก็ดีพอสำหรับการใช้งานในบ้านทั่วไปแล้วครับ ส่วน Sonos Era 300 ตั้งราคาอยู่ที่ 22,900 บาท ก็เพิ่มขึ้นมาอีกหมื่นจาก Era 100 ก็ได้ความสามารถทุกอย่างจากรุ่นน้องไปครบ ๆ ทั้งการเป็นลำโพง Wi-Fi หรือการเชื่อมต่อคลังเพลงได้หลากหลาย เพิ่มเติมด้วยกำลังเสียงที่เพิ่มขึ้น ให้เสียงเบสได้ลึกขึ้น ให้เสียงโดยรวมได้กว้างขึ้น แถมรองรับ Dolby Atmos ด้วย ใครที่ชอบเสียงเอฟเฟกเสียงรอบทิศทางก็คงมี Era 300 เป็นตัวเลือกหลักของลำโพงในตลาดเลย แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นมาพอสมควร ทำให้ต้องคิดเรื่องที่วางนิดหนึ่งครับ

เปิดประสบการณ์สุดอลัง! แอนิเมชั่นไอ้แมงมุม ฉบับพากย์ไทยระบบ Dolby Atmos
อ่าน

เปิดประสบการณ์สุดอลัง! แอนิเมชั่นไอ้แมงมุม ฉบับพากย์ไทยระบบ Dolby Atmos

เปิดประสบการณ์สุดอลังการกับครั้งแรกของภาพยนตร์แอนิเมชั่นฟอร์มยักษ์ระดับโลก เสียงไทยในระบบ DOLBY ATMOS "Spider-Man: Across the Spider-Verse สไปเดอร์-แมน: ผงาดข้ามจักรวาลแมงมุม" ฉายวันพุธที่ 31 พฤษภาคม ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น หลังจากได้กลับมาเจอกับ เกว็น สเตซี่ สไปเดอร์-แมนเพื่อนบ้านที่แสนดี ได้ถูกโยนเข้าไปสู่มัลติเวิร์สใหม่ของเหล่าแมงมุม ที่ซึ่งทำให้ไมล์สได้พบกับสไปเดอร์คนอื่นๆ แต่แล้วความขัดแย้งก็เกิดขึ้นเพราะความเห็นต่างของเหล่าสไปเดอร์ ไมลส์จึงถูกกดดันให้ต้องต่อสู้กับสไปเดอร์คนอื่นๆ เพื่อเจตนารมณ์ของการเป็นซูเปอร์ฮีโร่ที่แท้จริงและปกป้องคนที่เขารักและนี่คือศึก สไปเดอร์-วอร์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาลที่ไร้การคาดเดาของสไปเดอร์-แมน Spider-Man: Across the Spider-Verse สไปเดอร์-แมน: ผงาดข้ามจักรวาลแมงมุม31 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทุกรูปแบบการฉาย ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

รีวิว Devialet Dione ซาวด์บาร์ราคาเหยียบแสน กับเสียงหนักแน่นพร้อม Dolby Atmos ในชิ้นเดียว
อ่าน

รีวิว Devialet Dione ซาวด์บาร์ราคาเหยียบแสน กับเสียงหนักแน่นพร้อม Dolby Atmos ในชิ้นเดียว

Devialet (เดอเวียเลต์) นั้นมีผลิตภัณฑ์สร้างชื่อคือ Devialet Phantom ลำโพงทรงไข่ที่ให้เบสได้ลึกดิ่งถึงใจสุด ๆ แถมให้กำลังเสียงดังเกินขนาดลำโพงไปเยอะ (ซึ่งป๋าเต็ดรีวิวไว้แล้ว) ซึ่งเมื่อแบรนด์เครื่องเสียงจากฝรั่งเศสนี้ออกซาวด์บาร์รุ่นแรกของบริษัทอย่าง Devialet Dione (เดอเวียเลต์ ดียอง) จึงเป็นที่จับตาว่าจะให้เสียงได้จัดเต็มเหมือนกับลำโพง Phantom แค่ไหน รีวิวนี้เราใช้งาน Devialet Dione มานานกว่า 6 เดือน จะเล่าให้ฟัง เนื้อหาของรีวิวDevialet Dione ซาวด์บาร์ชิ้นเดียว ให้เสียงสมบูรณ์ดีไซน์ของ Devialet Dioneเสียงของ Devialet Dioneการใช้ Devialet Dione ฟังเพลงเทียบเสียง Dione กับ Devialet Phantom II 2 ตัวการเชื่อมต่อด้วยสายของ Devialet Dioneการเชื่อมต่อไร้สายของ Devialet Dioneการควบคุมซาวด์บาร์สรุป Devialet Dione คุ้มไหมสำหรับการลงทุน Devialet Dione ซาวด์บาร์ชิ้นเดียว ให้เสียงสมบูรณ์ การใช้ Devialet Dione แบบติดผนัง ให้หมุนลูกกลม ๆ ORB เป็นแบบนี้ จุดเด่นของ Devialet Dione คือการออกแบบให้เป็นซาวด์บาร์ที่มีแค่ชิ้นเดียวหรือ All in One Soundbar ที่ไม่ต้องมีก้อนซับวูฟเวอร์เพื่อสร้างเสียงเบสแยกออกมา และไม่มีลำโพงหลังเพื่อสร้างเสียงรอบทิศทาง แต่สามารถให้เสียงรอบทิศทางแบบ 5.1.2 Channel ได้ (หมายความมีแหล่งกำเนิดเสียงรอบทิศทาง 5 ช่องสัญญาณ, มีช่องสัญญาณเสียงเบส 1 ช่อง และให้เสียงจากเพดานในระบบ Dolby Atmos ได้ 2 ช่องสัญญาณ ซึ่งดูคำอธิบายเรื่อง Channel ของซาวด์บาร์อย่างละเอียดในคลิปป๋าเต็ดด้านล่างนี้ได้เลย) Devialet Dione เหมาะมากสำหรับคนที่อยากได้ซาวด์บาร์ชิ้นเดียวจบ ไม่อยากตั้งลำโพงด้านหลังเพิ่ม หรือไม่อยากมีก้อนซัฟวูฟเวอร์ใหญ่ ๆ ให้ดูรกห้อง การที่มีช่องสัญญาณเสียงมากขนาดนี้ในลำโพงแค่แท่งเดียวได้ ภายในของ Devialet Dione นั้นประกอบไปด้วยไดรเวอร์หรือดอกลำโพงถึง 17 ตัว ประกอบไปด้วยไดรเวอร์แบบ Full Range 9 ตัวสำหรับเสียงรอบทิศทางและเสียงที่ยิงขึ้นเพดาน และซับวูฟเฟอร์แบบ Long-Throw ที่จับเป็น 4 คู่ รวม 8 ตัวเพื่อให้เสียงต่ำระดับบ้านสั่น แต่ตัวลำโพงไม่สั่น เพราะการจับลำโพงซับวูฟเฟอร์เป็นคู่ ทำให้แรงสั่นสะเทือนจากเสียงต่ำในลำโพงถูกหักล้างกันไป โดยสเปกของ Devialet Dione นั้นให้เสียงได้ในช่วง 24 – 21,000 Hz ซึ่งเสียงต่ำระดับ 24 Hz คือเกือบถึงขีดสุดที่มนุษย์จะได้ยิน และให้ความดังสุดที่ 101 dB ที่ระยะ 1 เมตร หมายความว่าลำโพงตัวนี้ดังมากพอที่จะทำให้ห้องดูหนังในบ้านทั่วไปกระหึ่มได้เหมือนโรงภาพยนตร์เลย ดีไซน์ของ Devialet Dione ORB ตรงกลางลำโพง งานออกแบบของ Dione นั้นแปลกตากว่าซาวด์บาร์ทั่วไปเพราะมี ORB หรือลูกกลม ๆ ที่อยู่ตรงกลางลำโพงครับ ซึ่งไม่ใช่แค่ทำให้ดูมีเอกลักษณ์ แต่ ORB ทำหน้าที่เป็นลำโพงกลาง (Center) ส่งเสียงสนทนาเวลาชมภาพยนตร์ด้วย ซึ่งถ้าดูดี ๆ ตัว ORB นี้มี Passive Radiator ประกบคู่ที่ 2 ข้าง เพื่อให้ขับเสียงต่ำจากลำโพงกลางตัวนี้ออกมาดีขึ้น นอกจากนี้ ORB ยังสามารถบิดได้ 2 ตำแหน่ง สำหรับการวางลำโพงบนโต๊ะ หรือการแขวนผนัง โดยดูง่าย ๆ คือให้โลโก้ Devialet หันออกมายังทิศทางที่คนนั่งดูทีวี ก็จะเป็นตำแหน่งของ ORB ที่ถูกต้องครับ วัสดุหลักของซาวด์บาร์รุ่นนี้เป็น Anodized Aluminum ให้สัมผัสที่แข็งแรง แต่มีผิวสัมผัสที่ให้ความนุ่มนวล ส่วนด้านปลายที่เป็นที่อยู่ลำโพงนั้นนั้นจะเป็นผ้าเพื่อให้เสียงผ่านออกมาได้ Dione มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เพราะภายในของซาวด์บาร์ตัวนี้ประกอบไปด้วยลำโพง 17 ตัว ทำให้มีความยาว 120 cm x กว้าง 16.5 cm x สูง 8.8 cm ซึ่งความยาวระดับ 1.2 เมตรนี้จะดูเหมาะสมสำหรับทีวีขนาด 55 นิ้วขึ้นไป และทีวีหลายรุ่นก็ไม่มีพื้นที่บริเวณขาตั้งที่กว้างพอสำหรับการวาง Dione ไว้ใต้ทีวี ซึ่งถ้าโต๊ะวางทีวีเดิมมีพื้นที่ไม่พอ ก็ต้องซื้อโต๊ะเพิ่มเพื่อวางซาวด์บาร์รุ่นนี้โดยเฉพาะ โดยซาวด์บาร์รุ่นนี้มีน้ำหนัก 12 กิโลกรัมครับ เสียงของ Devialet Dione Devialet Dione เป็นซาวด์บาร์แบบชิ้นเดียวที่ให้เสียงต่ำได้ลึกสุดใจตามสเปกเสียงต่ำสุด 24 Hz ของมันครับ ให้เสียงเบสได้หนักแน่น สั่นสะเทือนแบบที่เราจะต้องการจากการชมภาพยนตร์โดยไม่ต้องมีซับวูฟเฟอร์แยกชิ้นจริง ๆ ต่างจากแบรนด์ทั่วไปที่ต้องอาศัยซับวูฟเฟอร์แยก ถึงจะให้เสียงได้ระดับเดียวกับ Dione แถม Dione ยังให้เสียงดังมาก เราใช้ในห้องนั่งเล่นขนาดราว 20 ตารางเมตร ใช้ความดังไม่เกิน 50% สำหรับเสียงแบบ Dolby Atmos ก็ดังทั่วห้องแล้ว ส่วนเสียงสเตอริโอหรือเสียง 5.1 ทั่วไป ใช้ราว ๆ 40% ก็ดังมากแล้ว ตรงนี้ก็มาจากเทคโนโลยีเฉพาะของ Devialet อย่างแอมป์ Analogue Digital Hybrid (ADH) ที่ให้เสียงนุ่มนวลแบบแอมป์อนาล็อกแต่ตัวเล็กแบบแอมป์ดิจิทัล และ Speaker Active Matching (SAM) เทคโนโลยีที่รับรู้โปรไฟล์ของไดรเวอร์ และปรับจูนสัญญาณให้เหมาะสำหรับดอกลำโพงแต่ละตัว ทำให้เสียงเหมือนต้นฉบับ และรีดประสิทธิภาพออกมาได้โดยที่ลำโพงไม่แตก และจุดเด่นอีกอย่างของ Dione คือเป็นลำโพงที่ให้เสียงช่องสัญญาณกลางดีมาก เสียงพูดคมชัดเคลียร์กว่าซาวด์บาร์อื่น ๆ ที่เราเคยเทสต์มา ซึ่งก็เป็นผลจากเจ้าลูกกลม ๆ ORB ที่ให้เสียงได้ชัดเจน และเทคโนโลยี Adaptive Volume Level (AVL) ที่คอยจูนระดับเสียงต่าง ๆ ให้เหมาะสม ทำให้เสียงพูดเบา ๆ ก็ดังชัดเจนขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องมิติเสียง Dione จะมีเทคโนโลยี SPACE ช่วยอัปสเกลเสียงให้เต็ม 5.1.2 ทำให้เสียงสเตอริโอปกติก็ฟังดูมีทิศทางมากขึ้น ซึ่งเราได้ทดลองเล่นเกม Final Fantasy VII Remake บน PlayStation 5 ก็รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าวิ่งรอบตัวชัดเจน รับรู้ได้ว่าเป็นเสียงฝีเท้าที่มาจากด้านหน้าหรือด้านหลัง ก็ทึ่งกับความสามารถในการสร้างเสียงจำลองด้านหลังแบบนี้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องเสียงรอบทิศทาง ก็ยังสู้ซาวด์บาร์แบบที่มีลำโพงด้านหลังจริง ๆ ไม่ได้นะครับ ส่วนระบบเสียง Dolby Atmos ที่มีลำโพงยิงขึ้น 2 ช่องสัญญาณเสียง เพื่อสะท้อนเพดานและตกลงมาเพื่อจำลองเสียงจากด้านบน ก็ทำได้ดีระดับหนึ่งครับ รับรู้ได้ว่ามีเสียงด้านบน แต่ไม่ได้มากมายนัก ซึ่งเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสูงของเพดานห้องด้วยนะครับ การใช้ Devialet Dione ฟังเพลง ที่เล่ามาด้านบนทั้งหมดคือการใช้ Dione เพื่อชมภาพยนตร์นะครับ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นลำโพงเดอเวียเลย์ ก็เอาไปฟังเพลงได้ดีเกินซาวด์บาร์ทั่วไป โดยโหมดการฟังเพลงจะมี 3 โหมดที่ปรับได้จากแอป Devialet ในมือถือ คือ Music ให้เสียงสเตอริโอปกติ Voice เน้นเสียงพูด สำหรับฟัง Podcast Spatial อัปสเกลเสียงดนตรีให้กลายเป็นเสียงรอบทิศทาง ใช้ประโยชน์จากไดรเวอร์ทั้ง 17 ตัวเต็มที่ แม้ว่าโหมด Spatial จะฟังดูดี มีการใช้เทคโนโลยี SPACE ในการสร้างเพลงที่มีเสียงรอบทิศทาง แต่เวลาใช้จริงเรากลับชอบเสียงที่เรียบง่ายจากโหมด Music มากกว่าครับ เพราะให้เสียงที่หนักแน่นเป็นธรรมชาติกว่า ในขณะที่โหมด Spatial อาจทำให้เพลงส่วนใหญ่มีเสียงที่ว้าวขึ้น รู้สึกอบอวลเวลาฟังมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ทำงานได้ดีกับทุกเพลงครับ บางเพลงอาจให้เสียงแปร่ง ๆ รู้สึกแปลกหูจนต้องมาเปลี่ยนกลับเป็นโหมด Music สุดท้ายเวลาฟังเพลงยาว ๆ แล้วขี้เกียจเปลี่ยนโหมดระหว่างฟัง เราเลยตั้งไว้ที่ Music ไปเลย ซึ่งเสียงเพลงจาก Dione ก็ให้เสียงในสไตล์ Devialet ที่คุ้นเคยจากลำโพง Phantom เสียงกลางแหลมสดใส ชัดเคลียร์ แถมแยกมิติได้เป็นอย่างดี เพียงแต่ว่าจะให้เบสที่หนากว่า หนักกว่า ทำให้บางทีรู้สึกว่ามีเบสบวม ๆ อยู่นิดหน่อยเวลาฟังเพลงครับ เทียบเสียง Dione กับ Devialet Phantom II 2 ตัว Devialet Dione และ Devialet Phantom II 95 dB 2 ลูก ถ้าเราเทียบเสียง Devialet Dione กับ Devialet Phantom II 95 dB รุ่นเล็กที่เชื่อม 2 ตัวแบบสเตอริโอ ซึ่งมีค่าตัวแทบจะเท่ากัน (Dione ราคา 95,990 บาท ส่วน Phantom II 95 dB ราคา 47,990 บาท ใช้ 2 ลูกคือ 95,980 บาท) เสียงมีความแตกต่างกันดังนี้ครับ ในแง่การชมภาพยนตร์ Dione ชนะขาดลอย ด้วยความที่เป็นซาวด์บาร์ที่ออกแบบมาเพื่อการชมภาพยนตร์โดยเฉพาะ จึงให้เสียงแบบภาพยนตร์ที่มีมิติโอบล้อม ให้เสียงด้านบนได้ แถมให้เสียงพูดได้ชัดเจน ส่วน Phantom II 2 ตัวแล้วต่อกับทีวี ก็ให้เสียงได้แค่สเตอริโอซ้าย-ขวาครับ ไม่มีช่องสัญญาณเสียงกลาง เวลาดูหนังก็จะรู้สึกว่าเสียงตรงกลางมันโบ๋ เสียงพูดก็ไม่ชัดเท่า ส่วนเสียงรอบทิศทางไม่ต้องพูดถึงครับ ได้แค่ซ้าย-ขวา ในแง่การฟังเพลง อันนี้ Phantom II ในฐานะลำโพงฟังเพลงโดยเฉพาะก็ไม่ทิ้งลาย ชนะในเรื่องนี้ไปได้ โดยให้เบสได้หนักแน่นลงลึกยิ่งกว่า ด้วยเสียงต่ำระดับ 18 Hz จากเทคโนโลยี Heart Bass Implosion (HBI) แล้วพอต่อ 2 ลูกแบบสเตอริโอก็ให้เสียงที่ล่องลอย เจื้อยแจ้วไปทั่วบ้าน ฟังข้าง ๆ ไม่ได้ฟังตรงหน้าลำโพงก็ยังเพราะ ไม่เหมือน Dione ที่เสียงจะดีที่สุดก็ต้องฟังตรงหน้าซาวด์บาร์ และเสียงเพลงจาก Phantom จะอยู่ตรงกลางระหว่างโหมด Music กับโหมด Spatial ในการฟังเพลงของ Dione คือเสียงของ Phantom จะโปร่งกว้างกว่าโหมด Music แต่ก็ไม่ได้ล่องลอยจนแปลกหูเหมือนโหมด Spatial แถมเบสยังกระชับกว่า ไม่ออกบวมนิด ๆ เหมือนเสียงจาก Dione ด้วย สรุป ถ้าต้องการเลือกลำโพงชิ้นเดียว เป็นลำโพงอเนกประสงค์สำหรับใช้งานร่วมกับทีวี และยังเปิดเพลงได้เพราะด้วย Devialet Dione คือคำตอบครับ ซื้อตัวเดียวจบ แต่ถ้าต้องการเสียงเพลงที่ดีที่สุดจากเดอเวียเลต์ด้วย ก็ต้องซื้อ Devialet Phantom เพิ่มแล้วแหละครับ การเชื่อมต่อด้วยสายของ Devialet Dione พอร์ตของ Devialet Dione Devialet Dione มีช่องอยู่ด้านหลังของบอดี้เพื่อซ่อนพอร์ตเชื่อมต่อทั้งหมด โดยมีการเชื่อมต่อ 3 พอร์ตคือ ช่อง HDMI แบบ eARC สำหรับเชื่อมต่อเสียงกับทีวีรุ่นใหม่ ๆ ที่รองรับ ARC หรือ eARC ช่อง Optical TOSLINK หรือสายใยแก้วนำแสง สำหรับการเชื่อมต่อกับทีวีหรืออุปกรณ์รุ่นเก่า Gigabit LAN สำหรับเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (หรือจะไม่ต่อก็ได้ เพราะซาวด์บาร์รุ่นนี้ต่อ Wi-Fi ได้) เมื่อรวมกับสายไฟก็จะเสียบสายเข้าเครื่องได้สูงสุด 4 เส้นครับ ซึ่งถ้าใช้กับทีวีรุ่นใหม่ ๆ ที่มีพอร์ต HDMI แบบ eARC ก็จะใช้งานซาวด์บาร์รุ่นนี้ได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะพอร์ต eARC จะมีความเร็วสูงสุดราว 37 Mbps มากที่จะส่งสัญญาณเสียงทุกประเภทที่ Devialet Dione จะรองรับได้ ต่อสายเส้นเดียว จบทุกอย่าง แต่ถ้าทีวีรองรับแค่ HDMI แบบ ARC อันนี้ต้องเล่ากันยาวเลยครับ ด้วยข้อจำกัดของ HDMI ARC ที่มีความเร็วสูงสุดราว 1 Mbps ทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณเสียงที่ไม่บีบอัดเลยแบบ LPCM 5.1 Channel (ที่มาจากเครื่อง PlayStation) หรือ Dolby Atmos ในรูปแบบ Dolby TrueHD (มักพบในแผ่น Blu-Ray) ระบบจึงต้องส่งสัญญาณแบบ Dolby Digital Plus ที่บีบอัดแทน ซึ่งทำให้คุณภาพเสียงลดลงไปบ้าง แม้ทีวีรองรับแค่ ARC ก็ยังใช้งาน Dolby Atmos ในรูปแบบ Dolby Digital Plus ผ่านซาวด์บาร์ได้ สำหรับคนที่ไม่มีทีวีที่รองรับ HDMI eARC ก็น่าเสียดายที่ Devialet Dione นั้นไม่มีพอร์ต HDMI In แยกออกมาจากพอร์ต HDMI หลัก ทำให้ไม่สามารถต่อเครื่องเล่น (อย่าง PlayStation, เครื่องเล่น Blu-Ray หรือ Apple TV) เข้าไปที่ซาวด์บาร์โดยตรง เพื่อแยกเสียงคุณภาพสูงแบบ LPCM หรือ Dolby TrueHD ออกมาให้ซาวด์บาร์เล่น ก่อนที่จะส่งสัญญาณภาพผ่าน HDMI อีกพอร์ตไปออกทีวีได้ ส่วนการเชื่อมต่อด้วยเคเบิ้ลใยแก้ว TOSLINK นี่ยิ่งข้อจำกัดเยอะเลยครับ รองรับเสียง Dolby 5.1 ในรูปแบบบีบอัดเท่านั้น และไม่สามารถควบคุมเร่งเสียง ลดเสียงของซาวด์บาร์ผ่านรีโมททีวีได้ด้วย สำหรับผู้ใช้ทั่วไปเราจึงไม่แนะนำให้ใช้เท่าไหร่ ความร้อนระหว่างใช้ Dione อยู่ราว 40 องศา จับแล้วอุ่นไม่ต้องตกใจ เพราะภายในมีชิป ARM Cortex-A53 4 แกน พร้อมแรมอีก 1 GB เพื่อประมวลผลเสียง และส่วนประกอบของแอมป์อีก และข้อจำกัดอีกเรื่องของลำโพงรุ่นนี้คือไม่รองรับระบบเสียง DTS ครับ รองรับแค่ระบบ Dolby เท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าคุณมีแผ่น Blu-Ray หรือ DVD ที่เป็นเสียงในระบบ DTS มันจะถูกแปลงเป็นเสียง PCM ธรรมดาก่อน ทำให้สูญเสียความพิเศษไป ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าในอนาคตเดอเวียเลย์จะอัปเดตเฟิร์มแวร์ให้ Dione รองรับเสียง DTS บ้างครับ แต่สำหรับคนที่ไม่ได้ดูหนังแผ่นเลย ดูแต่สตรีมมิ่งพวก Netflix, Disney+ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะเสียงในสตรีมมิ่งแทบจะทั้งหมด เป็นระบบ Dolby แถมเป็น Dolby แบบที่บีบอัดด้วย ทำให้แม้เราต่อซาวด์บาร์ได้แค่ ARC ก็ยังฟัง Dolby Atmos ใน Netflix ได้ครับ ซึ่งเรื่องการเชื่อมต่อทั้งหมดนี้นี้ป๋าเต็ดอธิบายไว้แล้วในวิดีโอวิธีเลือกซาวด์บาร์ที่แปะอยู่ด้านบนครับ ถ้าอ่านแล้วงง ลองฟังป๋าเต็ดเล่าอีกที การเชื่อมต่อไร้สายของ Devialet Dione กล่องของ Devialet Dione มาเป็นกระดาษไม่เคลือบ ไม่ทำสี เพื่อให้รีไซเคิลได้ง่าย ภายในประกอบไปด้วยสาย HDMI, สาย TOSLINK, สายไฟ, กระดาษแนะนำการเจาะผนัง ซาวด์บาร์รุ่นนี้รองรับ Wi-Fi และ Bluetooth ในตัวนะครับ ทำให้รองรับหลายเทคโนโลยีคือ Spotify Connect หรือการเปิดเพลงจาก Spotify ไปออกที่ลำโพงโดยตรงได้ โดยหลังจากเปิดเสร็จสมาร์ตโฟนเครื่องที่เปิดเพลงไม่ต้องอยู่ในบริเวณก็ได้ เพลงก็จะเล่นต่อไปเรื่อย ๆ เพราะซาวด์บาร์จะดึงเพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของ Spotify โดยตรงเลย AirPlay 2 เพื่อส่งเสียงคุณภาพสูงจากอุปกรณ์ของแอปเปิ้ลได้ ซึ่งพอรองรับ AirPlay 2 ก็ใช้งานแบบ Multi Room กับลำโพงอื่น ๆ ที่รองรับ AirPlay 2 ได้นะครับ ทำให้ลำโพงทั้งบ้าน (ที่รองรับ AirPlay 2) เล่นเพลงเดียวกันได้ UPnP สำหรับส่งสัญญาณเสียงต้นฉบับผ่านเครือข่ายไปเล่นที่ซาวด์บาร์ เช่นเก็บไฟล์เพลงบน NAS แล้วต้องการเปิดเล่นที่ซาวด์บาร์โดยตรงก็ทำได้ แต่จุดที่ขาดไปคือ Dione ไม่รองรับ roon ready เหมือนลำโพงตระกูล Phantom ทำให้ใช้งานกับ roon โปรแกรมเล่นเพลงระดับ Audiophile ไม่เต็มประสิทธิภาพ และไม่รองรับ Tidal Connect ด้วย แต่ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีลำโพง Devialet รุ่นไหนรองรับ Tidal นะ ส่วนการรองรับ Bluetooth บอกตรง ๆ ว่าเรายังไม่เคยเทสต์ครับ เพราะการใช้ลำโพงบ้านที่ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน เปิดเพลงผ่าน Wi-Fi ได้ประสบการณ์ที่ดี และคุณภาพเสียงดีกว่าเปิดผ่าน Bluetooth เยอะครับ การควบคุมซาวด์บาร์ ซาวด์บาร์รุ่นนี้ออกแบบให้เราสั่งงานผ่านรีโมททีวีเป็นหลัก (อาศัยมาตรฐาน HDMI-CEC ทำให้ถ้าเราเชื่อมต่อซาวด์บาร์ด้วยสายใยแก้ว TOSLINK จะไม่สามารถควบคุมผ่านรีโมททีวีได้) จึงไม่มีรีโมทแถมมาให้ในกล่อง ซึ่งเราทดสอบกับทีวีของ Sony ก็ทำงานได้ดี เวลากดเพิ่ม-ลดเสียง ก็จะมีระดับเสียงขึ้นบอกที่ทีวี แต่ทีวีบางแบรนด์ก็จะไม่มีตัวเลขระดับเสียงขึ้นนะครับ นอกจากนี้ยังสามารถควบคุมซาวด์บาร์ได้ละเอียดขึ้นผ่านแอป Devialet ในสมาร์ตโฟนครับ โหลดฟรีทั้ง iOS และ Android ซึ่งนอกจากควบคุมระดับเสียงได้แล้ว ยังสามารถสั่ง Room calibration ให้ซาวด์บาร์ส่งเสียงทดสอบสภาพแวดล้อมแล้วใช้ไมโครโฟน 4 ตัวจับเสียงที่สะท้อนกลับมา เพื่อจูนเสียงให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมของห้องที่สุดก็ได้ นอกจากนี้ตัวแอปยังให้เราเลือกโหมดเสียงที่ถูกใจ หรือจะเปิดใช้โหมดลดเสียงเบสก็ได้ สำหรับคนที่คิดว่าเบสมันเยอะไป แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถปรับ EQ เพื่อลดหรือเพิ่มเสียงเบส-แหลมได้ตามต้องการนะครับ มีแค่เปิดกับปิดการลดเสียงเบสอย่างเดียว ส่วนถ้าคุณอยากได้รีโมทจริง ๆ ก็สามารถซื้อ Devialet Remote ที่ใช้กับลำโพงของเดอเวียเลย์ได้ทุกรุ่นมาใช้ได้ในราคา 8,790 บาทครับ ส่วนการควบคุมบนตัวลำโพง เจ้า Dione ก็มีปุ่มแบบสัมผัส 6 ปุ่ม คือปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง, ลดเสียง, เล่นเพลง/หยุดเพลง, เพิ่มเสียง, เชื่อมต่อ Bluetooth, เปิด/ปิดไมค์ ซึ่งเราสามารถเดินมากดที่ซาวด์บาร์โดยตรงได้เลย สรุป Devialet Dione คุ้มไหมสำหรับการลงทุน ปุ่มควบคุมทั้ง 6 ของ Devialet Dione Devialet Dione ไม่ใช่ซาวด์บาร์ที่ถูก แม้จะมีชิ้นเดียวแต่ก็วางค่าตัวไว้ 95,990 บาท สูงกว่าซาวด์บาร์แยกชิ้นเต็มระบบตัวท็อปของหลาย ๆ แบรนด์เสียอีก แต่ถ้าคุณต้องการซาวด์บาร์ที่สวย วางชิ้นเดียวจบโดยไม่ต้องมีลำโพงลูกอื่น ๆ แถมให้เสียงดีงามทั้งสำหรับการชมภาพยนตร์และฟังเพลง Dione ก็เป็นตัวเลือกที่น่าคิดครับ รับประกัน 2 ปีด้วย และ Devialet นั้นออกผลิตภัณฑ์ไม่บ่อย ลำโพงรุ่นหนึ่งจะขายในตลาดไปหลายปี ผลิตภัณฑ์จากเดอเวียเลต์จึงใส่ฮาร์ดแวร์แบบจัดเต็ม แล้วค่อย ๆ ออกซอฟต์แวร์อัปเดตตามมาทีหลัง (ซึ่งซอฟต์แวร์นี่ก็ไม่ได้อัปบ่อย ปีละ 1-2 ครั้งเอง) เราจึงเชื่อว่า Devialet Dione จะยังอยู่ในตลาดไปอีกหลายปี ก็ไม่แน่ใจว่าในอนาคตมันอาจจะรองรับ DTS หรือมีวิธีเสริมลำโพงด้านหลังสำหรับคนที่ต้องการเสียงรอบทิศทางที่แท้จริง มันก็มีความเป็นไปได้นะครับ

HARNN (หาญ) คอลเลคชั่นล่าสุด “HARNN JUNIPER ATMOS” รวมที่สุดการฟื้นฟูและดูแลผิวและผม
อ่าน

HARNN (หาญ) คอลเลคชั่นล่าสุด “HARNN JUNIPER ATMOS” รวมที่สุดการฟื้นฟูและดูแลผิวและผม

HARNN (หาญ) แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก ผู้บุกเบิกบอดี้แคร์ สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีแบบออร์แกนิครายแรกของไทย ส่งที่สุดของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม ที่รวบรวมพลังแห่งสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูและบำรุง ล้ำลึกอย่างตรงจุด กับคอลเลคชั่น JUNIPER ATMOS รวมกว่า 10 ผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด Natural Made You Perfect นายธนพงษ์ จิราพาณิชกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้บริหารแบรนด์หาญ กล่าวว่า แบรนด์ HARNN (หาญ) ในปีที่ 20 เรามุ่งมั่นศึกษา และทำความเข้าใจแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อก้าวไปสู่การเป็นผู้นำที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้ใช้ทั้งชาวไทยและต่างชาติในระดับภูมิภาคเอเชีย ด้วยการมอบประสบการณ์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัยผ่านผลิตภัณฑ์ความงามธรรมชาติ 100% ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณที่มีจิตวิญญาณแห่งวัฒนธรรมอันล้ำค่าของไทย ภูมิปัญญาไทย ผสานเข้ากับความหรูหรา สะท้อนภาพลักษณ์ความเป็นไทยร่วมสมัยและตัวตนของแบรนด์ ผ่านผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อให้ลูกค้าได้รับความพึงพอใจสูงสุด คุณขจรศักดิ์ เกษมสารโสภณ Product Development Supply Chain Director บริษัท หาญ โกลบอล จำกัด กล่าวถึงการคิดค้นนวัตกรรม และเทคโนโลยีใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ Juniper Atmos เพิ่มเติมว่า เราได้คิดค้น พัฒนาและวิจัยผลิตภัณฑ์ ด้วยการนำนวัตกรรม ผสานความเป็นไทยจากสารสกัดของ 3 ส่วนผสมหลัก ได้แก่ Thai Jasmin Rice ที่ช่วยฟื้นฟูสู่เซลล์ชั้นในได้อย่างล้ำลึก อุดมด้วยสาร Antioxidant ที่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ช่วยชะลอริ้วรอย ผสานกับ Thai Silk Protein เพื่อช่วยเสริมสร้างการกระตุ้นคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูกระชับแน่น และ Encapsulated Marine Complex ช่วยซ่อมแซมและลดการอักเสบจากการทำร้ายเซลล์ผิวหนังจากมลภาวะและสารอนุมูลอิสระ เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวเรียบเนียน โดยหาญได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยี Niosome Technology ที่เป็นกระบวนการในการนำพาสารสกัดจากธรรมชาติให้เข้าสู่ผิวชั้นในได้อย่างล้ำลึกมากยิ่งขึ้น สำหรับคอลเลคชั่นนี้ ยังโดดเด่นด้วย Anti Pollution-Antioxidation-Revive ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยพิทักษ์ผิวให้คงความอ่อนเยาว์ แม้ต้องเผชิญภาวะบั่นทอนหลากรูปแบบในชีวิตประจำวัน ทั้งฝุ่น ควัน มลพิษ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นหอมของสารสกัดจาก Juniper Berry ผลเบอร์รี่สีน้ำเงิน เจือด้วยกลิ่นไม้สนและผลไม้ ที่ให้ความสดชื่น หอมติดทนนาน โดยผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้มีทั้งหมด 10 ผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็นผลิตภัณฑ์ Body Care และ Hair Care ที่นำอาณุภาพของการฟื้นฟูและดูแลผิวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ภายใต้นิยามว่า Natural Made You Perfect นอกจากนี้ HARNN Heritage Spa Krungthep (หาญ เฮอริเทจ สปา กรุงเทพ) สปาร่วมสมัย ที่รังสรรค์โดย HARNN (หาญ) แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก ตั้งอยู่ที่ เซน ทาวเวอร์ ชั้น 12M ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ยังได้นำผลิตภัณฑ์จากคอลเลคชั่น Juniper Atmos มารังสรรค์ใหม่ให้กลายเป็นทรีทเมนท์ซิกเนเจอร์ เพื่อการผ่อนคลายเหนือระดับอย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นการต่อยอดและแนะนำผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าได้สัมผัสจริง ปัจจุบันHARNN Heritage Spa มีสาขาทั่วโลกทั้งในเอเชีย และยุโรป คุณสุภาพรรณ อิศรางกูร ณ อยุธยา Senior Spa Manager บริษัท หาญ โกลบอล จำกัด กล่าวเสริม พบที่สุดแห่งผลลัพท์ของการฟื้นบำรุงผิวและเส้นผมอย่างล้ำลึกของ HARNN JUNIPER ATMOS ได้แล้ววันนี้ที่ร้าน HARNN ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือ Shop Online ได้ทาง www.harnn.com Line Official @HARNN และ Facebook: HARNN

HARNN (หาญ) รวมที่สุดแห่งการฟื้นฟูและดูแลผิว ในคอลเลคชั่นล่าสุด “HARNN JUNIPER ATMOS”
อ่าน

HARNN (หาญ) รวมที่สุดแห่งการฟื้นฟูและดูแลผิว ในคอลเลคชั่นล่าสุด “HARNN JUNIPER ATMOS”

HARNN (หาญ) แบรนด์ไทยชั้นนำระดับโลก ผู้บุกเบิกบอดี้แคร์ สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สปาและอโรมาเธอราพีแบบออร์แกนิครายแรกของไทย ส่งที่สุดของผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและเส้นผม ที่รวบรวมพลังแห่งสารสกัดจากธรรมชาติเพื่อฟื้นฟูและบำรุง ล้ำลึกอย่างตรงจุด กับคอลเลคชั่น JUNIPER ATMOS ที่นำนวัตกรรมผสานความเป็นไทยจากสารสกัดของ 3 ส่วนผสมหลัก ได้แก่ Thai Jasmin Rice ที่ช่วยฟื้นฟูสู่เซลล์ชั้นในได้อย่างล้ำลึก อุดมด้วยสาร Antioxidant ที่ช่วยยับยั้งการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว ช่วยชะลอริ้วรอย ผสานกับ Thai Silk Protein เพื่อช่วยเสริมสร้างการกระตุ้นคอลลาเจน เพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิวดูกระชับแน่น และ Encapsulated Marine Complex ช่วยซ่อมแซมและลดการอักเสบจากการทำร้ายเซลล์ผิวหนังจากมลภาวะและสารอนุมูลอิสระ เพิ่มความชุ่มชื้น ให้ผิวเรียบเนียน โดยหาญได้นำนวัตกรรมและเทคโนโลยี Niosome Technology ที่เป็นกระบวนการในการนำพาสารสกัดจากธรรมชาติให้เข้าสู่ผิวชั้นในได้อย่างล้ำลึกมากยิ่งขึ้น สำหรับคอลเลคชั่นนี้ ยังโดดเด่นด้วย Anti Pollution-Antioxidation-Revive ที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยพิทักษ์ผิวให้คงความอ่อนเยาว์ แม้ต้องเผชิญภาวะบั่นทอนหลากรูปแบบในชีวิตประจำวัน ทั้งฝุ่น ควัน มลพิษ และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน ซึ่งมาพร้อมกับกลิ่นของสารสกัดจาก Juniper Berry ผลเบอร์รี่สีน้ำเงิน เจือด้วยกลิ่นไม้สนและผลไม้ ที่ให้ความสดชื่น หอมติดทนนาน ภายใต้นิยามว่า Natural Made You Perfect HARNN JUNIPER ATMOS มาพร้อมกันทั้ง 2 ซีรี่ย์ ในรูปแบบผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์ และแฮร์แคร์ ผลิตภัณฑ์บอดี้แคร์ ผสานอาณุภาพจากส่วนผสมทรงประสิทธิภาพที่มอบคุณประโยชน์เพื่อผลลัพธ์สู่ผิวเรียบเนียน ปลอดภัยจากมลภาวะและอนุมูลอิสระด้วยPlankton Extract, Astaxantin, Sea Buckthorn Berry OilและBakuchiolส่วนผสมที่ช่วยบูสคอลลาเจนกู้ผิวจากริ้วรอยแห่งวัย อ่อนโยน สำหรับผิวแพ้ง่าย ประกอบด้วย HARNN Juniper Atmos Skin Regeneration Micellar Shower Gel(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส สกิน รีเจเนอเรชัน ไมเซล่า ชาวเวอร์ เจล) ผลิตภัณฑ์เจลอาบน้ำทำความสะอาดผิว ขจัดสิ่งสกปรกได้อย่างล้ำลึกแม้อณูเล็กที่ตกค้างด้วยพลังไมเซล่าเทคโนโลยี มีคุณสมบัติคล้ายกับแม่เหล็กที่ดึงดูดน้ำมันและสิ่งสกปรกต่างๆ ให้เกาะกลุ่มเป็นโมเลกุลเดียวกัน โดยที่ไม่ไปยุ่งกับความชุ่มชื้นในผิว คงความชุ่มชื้น อ่อนโยน ล้างออกง่าย ขนาด 250 ML. ราคา 950.- HARNN Juniper Atmos Skin Regeneration Body Lotion(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส สกิน รีเจเนอเรชัน บอดี้ โลชั่น ) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวให้สัมผัสบางเบาดั่งน้ำ เติมเต็มและล็อคความชุ่มชื้นให้ชั้นผิวได้อย่างยาวนานด้วย Sodium Hyarulonate และปลอบประโลมผิวจากความเหนื่อยล้าด้วย Rose Water ขนาด 250 ML. ราคา 1490.- HARNN Juniper Atmos Skin Regeneration Body Oil Spray(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส สกิน รีเจเนอเรชัน บอดี้ ออยล์ สเปรย์) ผลิตภัณฑ์ออยล์สเปรย์บำรุงผิว ให้แข็งแรง ช่วยปลอบประโลมผิวและปรับสมดุล ให้ผิวชุ่มชื้น ไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ ลดเลือนริ้วรอย ส่งเสริมการสร้างเนื้อเยื่อและเพิ่มการผลิตคอลลาเจน ด้วยส่วนผสมของ Avocado Oil และ Rosehip Oil ขนาด 260 ML. ราคา 2490.- HARNN Juniper Atmos Skin Regeneration Body Butter(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส สกิน รีเจเนอเรชัน บอดี้ บัทเทอร์) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวล้ำลึก ผสานพลังแห่งความชุ่มชื้นของ เชีย บัทเทอร์ และน้ำมันธรรมชาติของ Avocado Oil และ Rosehip Oil ลดการอักเสบระคายเคือง ฟื้นบำรุงผิวให้แข็งแรงจากฝุ่นและมลพิษ ขนาด 150 G. ราคา 1790-. HARNN Juniper Atmos Skin Regeneration Hand Nail Cream(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส สกิน รีเจเนอเรชัน แฮนด์ แอนด์ เนล ครีม) ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมือและเล็บ เติมความชุ่มชื้น จากมลภาวะ เหมาะสำหรับวิถีชีวิตในยุคนี้ที่ต้องป้องกันสิ่งสปกปรกและเชื้อโรคจากการสัมผัส ด้วยการฆ่าเชื้อจากแอลกอฮอล์ที่ทำให้ผิวมือและเล็บเสียความชุ่มชื้น และแห้งสาก ให้ผิวมือและเล็บแข็งแรงจากมลพิษ เนียนนุ่ม น่าสัมผัส ขนาด 50 G. ราคา 790-. ผลิตภัณฑ์แฮร์แคร์ ทำความสะอาดและดูแลลึกถึงรากผมและหนังศีรษะ ช่วยลดการหลุดร่วง เสริมการสร้างใหม่ ให้เส้นผมแข็งแรงเงางามจากต้นกำเนิด เสริมด้วยสารสกัดสูตรเข้มข้นจากธรรมชาติคัดสรรพิเศษ 4 ชนิด อาทิ ถั่วลันเตา วอเทอร์เครส เห็ดหลินจือ และ มะขามป้อม ประกอบด้วย HARNN Juniper Atmos Revival Hair Micellar Shampoo(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส รีไววัล แฮร์ ไมเซล่า แชมพู) แชมพูทำความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะอย่างล้ำลึกทุกอณูด้วยพลังไมเซล่าเทคโนโลยีผสานสารสกัดจากธรรมชาติของไทยที่ช่วยบำรุงและปกป้องเส้นผมจากมลภาวะ ขนาด 250 ML. ราคา 790-. HARNN Juniper Atmos Revival Hair Control Conditioner(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส รีไววัล แฮร์ คอนโทรล คอนดิชันเนอร์) คอนดิชันเนอร์บำรุงเส้นผม มีความอ่อนโยน จากสารสกัดธรรมชาติ 100% ด้วยคอนเซ็ปท์ eco-friendly ช่วยสมดุล Surfactant-Oil System หรือสารลดความตึงผิว ให้เส้นผมนุ่มลื่นเงางาม ปราศจาก Silicone และ EO ขนาด 160 G. ราคา 790-. HARNN Juniper Atmos Revival Hair Serum(หาญ จูนิเปอร์ แอทมอส รีไววัล แฮร์ เซรั่ม) เซรั่มทรงพลังจากสารสกัดธรรมชาติที่บำรุงเส้นผมล้ำลึกจากรากผมให้แข็งแรง พร้อมป้องกันและฟื้นฟูผมแห้งเสียจากมลพิษ ขนาด 120 ML. ราคา 1390-. พบที่สุดแห่งผลลัพท์ของการฟื้นบำรุงผิวและเส้นผมอย่างล้ำลึกของ HARNN JUNIPER ATMOS ได้ที่ HARNN ทุกสาขาทั่วประเทศ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแบรนด์ทั้งหมดภายใต้ HARNN สามารถชมได้ที่ www.harnn.com

30 ปีแห่งความทรงจำถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง! “Detective Conan” เปิดฉากนิทรรศการยิ่งใหญ่ที่ไอคอนสยาม
อ่าน

30 ปีแห่งความทรงจำถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง! “Detective Conan” เปิดฉากนิทรรศการยิ่งใหญ่ที่ไอคอนสยาม

เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ท่ามกลางกระแสตอบรับอันคึกคัก สำหรับนิทรรศการฉลองครบรอบ 30 ปีทีวีอนิเมะระดับตำนาน Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ Attraction Hallชั้น 6 ไอคอนสยาม นิทรรศการครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง บริษัท เดกซ์ ดรีม เอกซ์เพรส (DEX), ShoPro และ ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อนำนิทรรศการครบรอบ 30 ปี ทีวีซีรีส์ของอนิเมะยอดนักสืบจิ๋วโคนันมาจัดแสดงในประเทศไทย หลังจากได้รับการตอบรับจากแฟนๆ มาแล้วในประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดยเปิดโอกาสให้แฟนโคนันชาวไทยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้ร่วมย้อนรอยเรื่องราวการเดินทางของซีรีส์ที่ครองใจผู้ชมมายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณกฤษณ์ สกุลพานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดกซ์ (ดรีม เอกซ์เพรส) จำกัด (DEX) พร้อมด้วยผู้แทนจาก ShoPro และ ไอคอนสยาม พร้อมด้วยศิลปินดาราและเซเลบริตี้ชื่อดัง นำโดย เฌอปราง อารีย์กุล นักแสดงสาวมากความสามารถ และ หมอตังค์-นพ.มรรคพร ขัติยะทองคำ คุณหมอนักเล่าเรื่องและยูทูบเบอร์ชื่อดัง ร่วมเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นและเสียงตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟน ๆ ที่มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี ทีวีซีรีส์ ของอนิเมะระดับตำนานในครั้งนี้ นายอรรถพร นะมาตร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจ บริษัท เดกซ์ (ดรีมเอกซ์เพรส) จำกัด (DEX) กล่าวว่า ยอดนักสืบจิ๋วโคนันเป็นอนิเมะที่ครองใจแฟนชาวไทยมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี ด้วยเสน่ห์ของเรื่องราวการสืบสวนที่เข้าถึงผู้ชมทุกเพศทุกวัย DEX จึงมุ่งมั่นนำคอนเทนต์โคนันมาสู่แฟนๆ ชาวไทยอย่างต่อเนื่อง การนำนิทรรศการ Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition มาจัดแสดงในประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการตอบแทนแฟน ๆ ที่สนับสนุนโคนันมาโดยตลอด พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้สัมผัสเบื้องหลังการสร้างสรรค์อนิเมะระดับตำนานอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยและความแข็งแกร่งของตลาดอนิเมะไทยในฐานะเจ้าภาพจัดนิทรรศการครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้าน เฌอปราง อารีย์กุล กล่าวว่า รู้สึกดีใจและเป็นเกียรติมากที่ได้มาร่วมเปิดนิทรรศการครั้งนี้ เพราะโคนันเป็นอนิเมะที่ติดตามมาตั้งแต่เด็กและเป็นหนึ่งในเรื่องที่อยู่ในความทรงจำเสมอ พอได้มาเห็นรายละเอียดต่างๆ ภายในนิทรรศการ ไม่ว่าจะเป็นเบื้องหลังการสร้างสรรค์งาน สตอรี่บอร์ด หรือฉากสำคัญจากเรื่อง ก็ยิ่งทำให้รู้สึกประทับใจมากขึ้น อยากชวนแฟน ๆ ทุกคนมาสัมผัสบรรยากาศด้วยตัวเอง เพราะมีหลายมุมที่ทั้งน่าประทับใจและเต็มไปด้วยความทรงจำที่แฟนโคนันไม่ควรพลาดค่ะDetective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition ถือเป็นนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ที่รวบรวมเรื่องราวตลอด 30ปีของอนิเมะยอดนักสืบจิ๋วโคนัน ตั้งแต่แนวคิดการสร้างสรรค์ การออกแบบฉากสตอรี่บอร์ด งานแอนิเมชัน การพากย์เสียง ตลอดจนบทเพลงประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ โดยมีไฮไลต์สำคัญที่แฟน ๆ ห้ามพลาด ดังนี้ Storyboard Wall:เจาะลึกเบื้องหลังความจำกับคลังสตอรี่บอร์ดสำคัญจากอนิเมะตลอด 30 ปี ซนการพากย์เสียง:สัมผัสเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ผ่านเสียงพากย์ของตัวละครที่คิดถึง SP Gratitude Theater:โรงภาพยนตร์พิเศษจัดฉายวิดีโอเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะในงานนี้ โซนโมเดลจำลอง:ตื่นตาตื่นใจกับสถานที่สำคัญจากในภาพยนตร์อนิเมะที่ถูกเนรมิตขึ้นมาเสมือนจริง โซนสินค้าลิขสิทธิ์แท้ (2 รูปแบบ):o Free Area Pop-up Shop: เปิดให้แฟนๆและบุคคลทั่วไปเลือกซื้อสินค้าได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้บัตรเข้าo Exclusive Limited Zone:สินค้าสุดพิเศษที่สงวนสิทธิ์เฉพาะผู้ถือบัตรเข้าชมนิทรรศการเท่านั้น ไฮไลต์ห้ามพลาด! ยกระดับความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยบัตรเข้าชมสุดพิเศษ ที่แฟนยอดนักสืบฯต้องร้องว้าว! ด้วยบัตรเข้าชมงานในครั้งนี้จะมาในรูปแบบ Collectible Ticket (Random) บัตรสะสมพิมพ์ลายคาแรคเตอร์สุดพรีเมียมที่มีให้เลือกสุ่มเก็บสะสมมากถึง 31 ลาย ออกแบบอย่างประณีตตามลิขสิทธิ์แท้ให้แฟน ๆ ได้ร่วมลุ้นคาแรคเตอร์สุดโปรดและเก็บสะสมเป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตในวาระครบรอบ 30 ปี นิทรรศการ Detective Conan 30th Anniversary TV Series Exhibition เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม 8 พฤศจิกายน 2569 ณ Attraction Hall ชั้น 6 ICONSIAM ตั้งแต่เวลา 10.00 21.00 น. (เข้าชมรอบสุดท้ายเวลา20.30 น.) ในราคาพิเศษเริ่มต้น 250 บาท พร้อมรับของที่ระลึกสุดเอ็กซ์คลูซีฟตามประเภทบัตร บัตรเข้าชมแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บัตรทั่วไป (Regular Ticket) ราคา 250 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม(Collectible Ticket - Random) และแว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร VIP ราคา 500 บาท รับบัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket- Random), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge) และแว่นขยาย 1 ชิ้น บัตร Fan Fan ราคา 900 บาท (จำนวนจำกัด)ที่สุดของความพรีเมียมสำหรับแฟนพันธุ์แท้ จัดเต็มด้วยของสะสมฉลองครบรอบ 30 ปี ประกอบด้วย บัตรเข้าชมลายพิเศษแบบสุ่ม (Collectible Ticket - Random), Standee Acrylic ฉลองครบรอบ 30 ปี และไฮไลต์สุดพิเศษ "กุหลาบพรีเมียม 1 ดอก" (ซึ่งจัดทำขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 1,000 ชุดทั่วโลกเท่านั้น), โปสเตอร์ลายพิเศษจาก Detective Conan, เข็มกลัด (Limited Edition Badge)และแว่นขยาย 1 ชิ้นข้อมูลเพิ่มเติม- ซื้อบัตรเข้าชมออนไลน์ได้ที่ Ticketmelonhttps://www.ticketmelon.com/th- ติดตามข่าวสารและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: DEXclubhttps://www.facebook.com/DEXclub

ททท.ทรูชวนชิม
สิทธิพิเศษ

ททท.ทรูชวนชิม

-

บลจ.ทิสโก้โฟกัสกลุ่มเทค เล็งหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
อ่าน

บลจ.ทิสโก้โฟกัสกลุ่มเทค เล็งหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

#บลจ.ทิสโก้ #ทันหุ้น บลจ.ทิสโก้ เปิดเสนอขาย กองทุนเปิด ทิสโก้ Semiconductor (TSEMICON) ลงทุนในกองทุน VanEck Semiconductor ETF เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ โอกาสใหม่กับการลงทุนในธุรกิจที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกยุคใหม่ เติบโตไปพร้อมกับความต้องการใช้งาน AI ทั่วโลก นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด เปิดเผยว่า ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจโลก หนึ่งในธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) หรือชิปประมวลผล กลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญที่สุด เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานเบื้องหลังเทคโนโลยีสมัยใหม่ ตั้งแต่ Data Center, Cloud Computing, สมาร์ตโฟน, รถยนต์ไฟฟ้า, ระบบอัตโนมัติ ไปจนถึง AI ขั้นสูงที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาลโดยธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชิป สามารถแยกออกได้หลายประเภท ได้แก่ บริษัทผู้ผลิต เช่น TSMC บริษัทผู้ออกแบบและผลิต เช่น Intel บริษัทที่เน้นเฉพาะการออกแบบ เช่น NVIDIA และบริษัทผู้ผลิตเครื่องจักรสำหรับผลิตชิป เช่น ASML ซึ่งภาคธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ล้วนแต่เป็นบริษัทที่มีรายได้และอัตรากำไรจากการดำเนินงานเติบโตในระดับสูงตามความต้องการใช้งาน AI ที่เกิดขึ้นทั่วโลก โดย CLSA คาดการณ์ว่ารายได้ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จะทำได้ถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สะท้อนการขยายตัวของความต้องการชิปจากหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ใช่เพียง AI เท่านั้น แต่รวมถึง Cloud, 5G, รถยนต์ไฟฟ้า, อุปกรณ์ IoT และระบบประมวลผลขั้นสูงดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างกำไรไปกับธุรกิจที่เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก บลจ.ทิสโก้จึงเปิดเสนอขาย กองทุนเปิด ทิสโก้ Semiconductor (TSEMICON) ความเสี่ยงระดับ 7 (เสี่ยงสูง) ลงทุนในกองทุน VanEck Semiconductor ETF ซึ่งจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แนสแดค สหรัฐฯ เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) วันที่ 6-13 กรกฎาคม 2569 “เซมิคอนดักเตอร์ ไม่ได้เป็นเพียงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป แต่เป็นสมอง ของอุปกรณ์ดิจิทัลเกือบทุกประเภท ยิ่งโลกต้องการประมวลผลข้อมูลมากขึ้น ความต้องการชิปก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะในยุค AI ที่ต้องใช้ชิปประสิทธิภาพสูง เช่น GPU, Memory Chip, CPU และชิปสำหรับ Data Center ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือ Hyperscalers เช่น Amazon, Microsoft, Alphabet และ Meta ยังคงเพิ่มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะ Data Center และระบบประมวลผล AI ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการชิปขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง” นายสาห์รัชกล่าว

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน
อ่าน

3 โบรกคาดแนวโน้มหุ้นบ่าย แนะกลยุทธ์การลงทุน

#ทันหุ้น-บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า SET Index บ่ายนี้คาดยืนแนวรับไม่หลุด 1,582-1,585 จุด และทรง Sideways จำกัดแนวต้าน 1,592-1,597 จุด แต่ภาพรายวันระวังต่อเนื่อง เพราะรอบสั้นดัชนีควรพักตัว-BOJ มีมติขึ้นดอกเบี้ยสู่ระดับ 1% สูงสุดในรอบ 31 ปีเพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อและพยุงค่าเงินเยน โดยจะชะลอการปรับลดปริมาณการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นตั้งแต่ เม.ย. 2570 และให้มุมมองทิศทางดอกเบี้ยมีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ระยะถัดไปค่าเงินเยนมีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่ดัชนีค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่า ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าใกล้ 32.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ จากส่วนต่างดอกเบี้ยที่แคบลงแต่ล่าสุดตลาด priced-inไปแล้ว และประเมินว่าเฟด จะคงดอกเบี้ยสูงนาน หนุนเงินไหลเข้าดอลลาร์ในช่วง Risk-on ทำให้ดัชนีค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าและกดค่าเงินเยนอ่อนค่า-จับตาถ้อยแถลงทิศทางดอกเบี้ย FOMC หลังวอร์ช (Kevin Warsh) เข้ามาเป็นประธานเฟดแม้รอบนี้จะคงดอกเบี้ย 3.75%บล.เอเอสแอล ระบุว่าดัชนีช่วงเช้าพยายามทดสอบแนวต้าน 1,600 จุด แต่ยังไม่ผ่าน แม้จะมีปัจจัยหนุนจากสหรัฐและอิหร่านทำ MOU เพื่อยุติสงคราม อย่างไรก็ตามตลาดในภูมิภาคแกว่งตัวผันผวน เนื่องขากข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่ออกมาอ่อนแอ (ยอดค้าปลีกลดลงคร้้งแรกในรอบกว่า 3 ปี และการลงทุนหดตัวกว่าคาด) ขณะที่ปัจจัยภายในเร่ิ่มเห็นsector rotation เงินไหลออกจากกลุ่มพลังงานต้นน้ำ-ปิโตรฯ และกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ ไปยังกลุ่ม Domestic play ที่ราคายัง laggardทั้งนี้ตลาดเข้าสู่ช่วง Central Bank Super Week โดยนักลงทุนจับตาการประชุมเฟด วันที่ 16-17 มิ.ย., BOJ วันที่ 15-16 มิ.ย. และ BoE วันที่ 18 มิ.ย.แม้ตลาดยังให้น้ำหนักกว่า 98% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ 3.50-3.75% แต่ความสำคัญอยู่ที่ Dot Plot และมุมมองของ Kevin Warsh ประธาน Fed คนใหม่ ว่าจะส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่กลยุทธ์การลงทุน ดัชนีแกว่งตัว Sideway ในกรอบแคบ เน้นยืนแนวรับ 1,583-1,580 จุด ไม่ควรต่ำกว่า เพื่อลดความเสี่ยงกลับตัวลง ทั้งนี้วอลุ่มที่เริ่มชะลอตัวทำให้แนวโน้มที่จะปรับตัวทดสอบผ่านยืน 1,600 จุดลดลงบล.โกลเบล็ก ระบุว่า ดัชนียังอยู่ในกรอบขาขึ้น โดย Slow Sto. เพิ่งพลิกตัวส่งสัญญาณซื้อ แรงอยู่อยู่ในหุ้นกลุ่ม BANK, COMM และ CONMAT คาดดัชนีในภาคบ่ายแกว่งตัวในกรอบ 1,585 - 1,600 จุดขณะที่ภาวะตลาดหุ้นภาคเช้าดัชนีเคลื่อนไหว Sideway มีแรงซื้อมากในหุ้นกลุ่มธนาคาร และค้าปลีก ขณะที่แรงขายหลักมาจากหุ้น DELTA ซึ่งกดดันดัชนีราว -6.9 จุด ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการประชุมเฟดที่จะเริ่มในวันนี้ และเปิดเผยผลประชุมในช่วงเช้าวันที่ 18 มิ.ย.นี้ ส่งผลให้ดัชนีพักเที่ยงปิดตลาดที่ 1,589.03 จุด ลบ 2.69 จุด หรือ 0.17% มูลค่าการซื้อขาย 39,901.99 ล้านบาท

ASW เอเชี่ยนสไตล์ ผ่านโครงการใหม่ “Atmoz De Sol ทิพวัล สเตชั่น”
อ่าน

ASW เอเชี่ยนสไตล์ ผ่านโครงการใหม่ “Atmoz De Sol ทิพวัล สเตชั่น”

#ทันหุ้น-นอกจากความโดดเด่นของทำเลที่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีเหลือง สถานีทิพวัล 0 เมตร และติดถนนเทพารักษ์แล้ว โครงการ “แอทโมซ เดอ โซล ทิพวัล สเตชั่น” (Atmoz De Sol Thipphawan Station) คอนโดมิเนียมแห่งใหม่ล่าสุดบนทำเลบางนา-เทพารักษ์ ที่พัฒนาโดยบริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) ยังมีสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการออกแบบตั้งแต่หน้าประตูโครงการจนถึงห้องพักในสไตล์ Asian Oriental Design มอบบรรยากาศการอยู่อาศัยที่ผ่อนคลายและเต็มเปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตจากแนวคิด“Sense The Living Soul”ที่มุ่งถ่ายทอดสุนทรียะแห่งความสมดุล ผ่านงานดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก‘ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์’อันเป็นตัวแทนของความสมบูรณ์ การใช้ชีวิตที่สมดุลกับธรรมชาติ โดยเลือกใช้รูปทรงวงกลม ผสานโทนสีอุ่นของแสงอาทิตย์ยามขึ้นและตกดิน ความสงบของท้องฟ้ายามค่ำคืน มารวมกับมิติของพื้นผิววัสดุ ลายผ้า และเส้นสายอันประณีตสไตล์ญี่ปุ่น สู่การเนรมิตห้องพักอาศัยแบบFully Furnishedที่ตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ครบพร้อมเข้าอยู่ถึง3สไตล์·สไตล์‘Wabi-Sabi’ขับเสน่ห์ที่เรียบง่ายของธรรมชาติ ผ่านวัสดุลายไม้ในห้อง1Bedroom Suiteที่ถ่ายทอดความงามตามแนวคิด‘Terra’ด้วยการตกแต่งห้องขนาด23ตร.ม. เฉดสีเอิร์ธโทนสะท้อนผืนดิน และสีโทนอบอุ่นคล้ายแสงของดวงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า(Sunset) มาช่วยสร้างบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย และเรียบง่าย จัดสรรพื้นที่อย่างลงตัว โดยจัดวางโซนห้องนอนให้เปิดรับวิวริมหน้าต่าง คั่นด้วยมุมแต่งตัวที่เชื่อมต่อกับLiving Areaพร้อมครัวปิดตรงระเบียงเพื่อป้องกันกลิ่นรบกวนภายในห้อง·สไตล์‘Sol’กับห้อง1Bedroom Sol Closetสะท้อนสุนทรียะผ่านเฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแสงแรกของดวงอาทิตย์ในยามเช้า (Sunrise)ผสานสีแดงและเส้นสายสไตล์ญี่ปุ่นที่ตัดกับโทนสีเข้มได้อย่างมีระดับ จัดสรรพื้นที่27ตร.ม. ด้วยSol Walk-in Closetพื้นที่แต่งตัวขนาดใหญ่ริมระเบียงและเชื่อมกับห้องน้ำให้ใช้งานได้สะดวกสบาย พร้อมแยกสัดส่วนโซนพักผ่อนLiving Areaและห้องนอน รวมถึงเลือกใช้ประตูกระจกบานเลื่อนช่วยกั้นโซนห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารได้อย่างลงตัว·สไตล์‘Lunar’หยิบยกเสน่ห์ของแสงจันทร์นวลตา (Moonlight)กับห้อง1Bedroom Double Accessตกแต่งห้อง27ตร.ม. เน้นโทนสีน้ำเงินเข้มของท้องฟ้าอันมืดมิดมาช่วยสร้างความรู้สึกสงบ ให้ความสำคัญกับพื้นที่พักผ่อน ทั้งห้องนอนติดหน้าต่าง ห้องนั่งเล่นและโซนรับประทานอาหารขนาดใหญ่ ที่กั้นออกจากห้องครัวด้วยประตูกระจกบานเลื่อนเพื่อลดกลิ่นรบกวน และเพิ่มความสะดวกสบายกับห้องน้ำแบบDouble Accessเปิดประตูเข้า-ออกได้สองฝั่ง พร้อมแยกโซนเปียกแห้งสำหรับโครงการAtmoz De Solทิพวัล สเตชั่นเป็นคอนโดมิเนียมสูง11ชั้น จำนวน1อาคาร และอาคารสูง8ชั้น จำนวน2อาคารรวมห้องพัก690ยูนิต มีห้องพักให้เลือกทั้งแบบ1Bedroomขนาด23-27ตร.ม. และ1 Bedroom Plusขนาด37ตร.ม.ปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้างมีความคืบหน้าไปแล้วกว่า30%โดยคาดว่าจะสร้างแล้วเสร็จ พร้อมส่งมอบห้องชุดพักอาศัยคุณภาพได้ในช่วงไตรมาส1ปี2570ภายในโครงการเน้นบรรยากาศสไตล์รีสอร์ท และส่วนกลางครบครันถึง30รายการ เช่นFlowing Retreat Gardenสำหรับนั่งพักผ่อนพร้อมสนามเด็กเล่นRooftop Gardenที่มีทางเดินลอยฟ้าเชื่อมระหว่างอาคาร มุมทำงานทั้งLive Studio, Meeting Room, Co-working Spaceสระว่ายน้ำขนาดใหญ่3สระPrivate Onsenแยกบ่อน้ำร้อน-น้ำเย็นแห่งเดียวในย่านบางนา และระบบรักษาความปลอดภัยถึง5ชั้น ในราคาเริ่มต้น1.79ล้านบาททั้งยังตั้งอยู่บนทำเลที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้ชีวิต อยู่ตรงข้าม รร.อัสสัมชัญสมุทรปราการ และ รร.เซนต์โยเซฟทิพวัล ติดกับคอมมูนิตี้มอลล์Palm Islandและติดถนนใหญ่เทพารักษ์ ใกล้ทางด่วนบางนาและวงแหวนอุตสาหกรรม สามารถไปยังนิคมอุตสาหกรรมบางบ่อ บางพลี และบางปูได้ง่ายดาย จึงเหมาะกับการซื้ออยู่อาศัยเอง และลงทุนปล่อยเช่าเตรียมพบกับอีเวนต์พิเศษจากโครงการAtmoz De Solทิพวัล สเตชั่นพร้อมโปรโมชันแรงแห่งปี“Mid Year Deal”มอบสิทธิพิเศษต่างๆ เช่น ส่วนลดสูงสุด400,000บาท, ฟรี เครื่องใช้ไฟฟ้าและGift Voucherพร้อมลิ้มรสความอร่อยกับPrivate Afternoon Teaและเบเกอรี่ตลอดทั้งวัน พบกับกิจกรรมIkebana Workshopศิลปะการจัดดอกไม้สไตล์ญี่ปุ่นอิเคบานะเฉพาะวันที่20-21มิ.ย.2569นี้เท่านั้นผู้สนใจสามารถเข้าชมห้องตัวอย่างได้ที่Sales Galleryหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมAdd LINE: @atmozdesolหรือโทร.02-168-0000

T&B Media Global ส่ง Animicoo และ VibeMax บุกงาน Anime Festival Asia Thailand 2026
อ่าน

T&B Media Global ส่ง Animicoo และ VibeMax บุกงาน Anime Festival Asia Thailand 2026

บริษัท ที แอนด์ บี มีเดีย โกลบอล (ประเทศไทย) จำกัด โดย ดร.แตน - ณัฐวัฒน์ อริยวรารมย์ ผู้นำด้านการพัฒนา IP และแอนิเมชันของไทย ส่ง VibeMax Thailand ร่วมออกบูธในฐานะสปอนเซอร์ พาร์ทเนอร์ และ Animicoo แอปอนิเมะสั้น(Short Amime) น้องใหม่มาแรง ในงาน Anime Festival Asia Thailand 2026 (AFATH26) งานมหกรรมอนิเมะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี ที่กลับมาจัดงานอีกครั้งในรอบ 9 ปี ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เมื่อวันที่ 30 - 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดย Animicoo แอปอนิเมะสั้น (Short Amime) แอปแรกในประเทศไทย ได้ออกบูธ ชวนสายอนิเมะทั้งหลายร่วมกิจกรรมจัดเต็ม Cosplayer ระดับตัวท็อปและของรางวัลสุด Exclusive เซอร์ไพรส์มาเพียบ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม Meet Greet กระทบไหล่ Cosplayer สาวสวยในลุค "Viviana" สุดคิ้วท์ มาให้แฟนๆ ที่รอคอยได้ร่วมถ่ายรูปอย่างใกล้ชิดกับเหล่า Cosplayer ชื่อดังระดับนานาชาติ ทั้ง CHAEEUN คอสเพลเยอร์สาวสุดปัง และ MIKKO NN คอสเพลเยอร์สุดน่ารัก ที่เนรมิตลุคเป็นตัวละครสุดน่ารักอย่าง Viviana นอกจากนี้ ภายในบูธยังมีสาว ๆ ทีมงานสุดน่ารักอย่าง Risa Saliz และ Tennis TenTen ที่มาร่วมสร้างสีสัน แจกความสดใส และมอบความสนุกให้กับทุกคนตลอดทั้งงานอีกด้วย ทุกคนที่เดินทางมาเจอกันที่บูธสามารถดาวน์โหลดแอป Animicoo พร้อมรับฟรี Merchandise สุด Exclusiveที่ออกแบบมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ สำหรับใครที่พลาดโอกาส ไม่ได้ไปร่วมงาน AFATH26 ในครั้งนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะตอนนี้ทุกคนสามารถเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้อนิเมะสั้นสุดมันส์ได้ง่าย ๆ เพราะแอป Animicoo เปิดให้ดาวน์โหลดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ทั้งระบบ iOS และ Android แถมภายในแอปยังมีกิจกรรมสุดคุ้มให้สายดูฟรีได้ร่วมสนุกกันแบบจัดเต็ม โดยกิจกรรมเช็คอินรายวัน (Daily Check-in) แค่เข้าแอปทุกวัน ก็กดรับ Coin ไปสะสมได้ง่าย ๆ หรือชวนเพื่อนมาดู อนิเมะ ยิ่งชวนเยอะ ยิ่งได้เยอะ ชวนแก๊งเพื่อนมาร่วมตบเท้าเข้าสู่โลกอนิเมะสั้น รับ Coin สำหรับใช้ดูอนิเมะเรื่องโปรดฟรีๆ ไปเลย ดาวน์โหลด Animicoo ได้แล้ววันนี้ที่ https://animicoo.com/h5/download.html สำหรับ VibeMax Thailand แบรนด์จำหน่ายสินค้าลิขสิทธิ์แท้ ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Trendlink Corporation เป็นศูนย์กลางสินค้า Official Merchandise สำหรับแฟนเกมและอนิเมะ โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง TB Media Global (ประเทศไทย) และ Shanghai Trendlink Culture Innovation จากประเทศจีนนั้น ก็ได้ขนทัพสินค้าพิเศษมากมายไปร่วมออกบูธ โดยมีกิจกรรม และของรางวัลแบบจัดเต็ม พร้อมเสิร์ฟโปรโมชั่นจุกๆ ทั้ง Showcase Genshin สินค้าคอลเล็คชั่นใหม่ล่าสุดก่อนใคร Genshin Impact Resplendent Feast Series Merch First Launch in Thailand ที่ VibeMax ที่แรกในไทย นำมาเพื่อชาว Maruya โดยเฉพาะ บรรยากาศในงานทั้งสนุกอบอุ่นและมีความสุขกับแบบสุดๆ ส่วนใครที่พลาดงานนี้ ก็ไม่ต้องเสียใจไป ทุกคนสามารถตามหาสินค้า Official ลิขสิทธิ์แท้ได้ที่ร้าน VibeMax ทั้ง 2 สาขา VibeMax Store, 2nd Floor, Union Mall, Bangkok และ VibeMax Store, 3rd Floor (West Zone), Zpell @ Future Park Rangsit แฟนๆ สามารถติดตามอัปเดตความเคลื่อนไหวของ VibeMax ได้ทุกแพลตฟอร์มทั้ง Facebook, X, YouTube และ TikTok

AOT ตามนัดขึ้นค่า PSC กระทบค่าตั๋วเพียง 0.2%
อ่าน

AOT ตามนัดขึ้นค่า PSC กระทบค่าตั๋วเพียง 0.2%

#AOT #ทันหุ้น - AOT ย้ำชัดขึ้นค่า PSC ตามแผน 20 มิถุนายนนี้เพื่อรักษารายได้องค์กร ชี้รวมกับค่าธรรมลงจอด สายการบินกระทบค่าตั๋วเพียง 30-34 บาท หรือราว 0.2% แต่ช่วยพันธมิตรชะลอเก็บเงิน 60 วัน ติดตามสถานการณ์วางแผนลดต้นทุน-ชะลอหรือเร่งลงทุน ด้านนักวิเคราะห์คงแนะนำ “ซื้อ” เป้า 64.75 บาทนางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า AOT ติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกา กับอิหร่านซึ่งส่งผลโดยตรงต่อราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ประกอบการสายการบินมากกว่า 120 สายการบินสำคัญทั่วโลก เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการปรับกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งนี้ ยืนยันว่า ราคาตั๋วโดยสารเครื่องบินที่ปรับตัวขึ้น เป็นผลมาจากต้นทุนราคาน้ำมันอากาศยาน (JET A1) ปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมากกว่าค่าธรรมเนียมที่ AOT เรียกเก็บโดย AOT มีการจัดทำประมาณการอัตราค่าธรรมเนียมสนามบินต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อค่าตั๋วโดยสารอย่างมีนัยสำคัญ พบว่า ค่าธรรมเนียมสนามบิน อาทิการจัดเก็บค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก หรือ ค่า PSC,  ค่าธรรมเนียมการลงจอดและที่จอด (Landing and Parking Fee)  ฯลฯ ส่งผลต่อค่าตั๋วโดยสารราว  0.2% หรือประมาณ 30 - 34 บาท เท่านั้นพร้อมชี้แจงขั้นตอนการเรียกเก็บค่า PSC ว่า ผู้ประกอบการสายการบินจะบวกเข้าไปในราคาตั๋วโดยสาร และจะรวบรวมมาชำระให้กับ AOT แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเมื่อผู้ประกอบการ ยกเลิกเที่ยวบิน ผู้ประกอบการฯ ก็ไม่ได้ส่งคืนค่า PSC ให้กับผู้ที่ซื้อตั๋วโดยสาร และไม่ได้นำส่งให้กับทาง AOT เนื่องจากไม่ได้ทำการบินไฟลต์นั้นๆดังนั้น AOT เลือกใช้วิธีขยายระยะเวลาชำระเงินออกไปเป็น 60 วัน เพื่อช่วยบริหารจัดการสภาพคล่องให้กับสายการบินที่เป็นพันธมิตร 120 สายการบิน ควบคู่การให้มาตรการจูงใจต่างๆ (Incentive Scheme) ที่ได้ประกาศและกำหนดไว้แทนการเลื่อน หรือชะลอการปรับค่า PSC ออกไปจากวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่จะถึงนี้“ได้เจรจากับผู้ประกอบการสายการบินที่บินเข้าประเทศไทย กว่า 120 สายการบินทั่วโลกอย่างใกล้ชิด พบว่าการขึ้น PSC และค่าธรรมเนียมการลงจอดและที่จอด ไม่มีนัยยะต่อการบินมากนัก ต้นทุนตั๋วเพิ่มขึ้นเพียง 30-34 บาท ซึ่งถ้า AOT ลด ทางสายการบินก็ไม่ได้ลดราคาตั๋วให้ผู้โดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น AOT จึงเลือกที่จะไม่ลดค่าธรรมเนียมส่วนนี้เพื่อรักษาผลประโยชน์ขององค์กรและผลประโยชน์ของประเทศเพราะการปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ เพียง 5% จะส่งผลต่อรายได้ AOT ถึงกว่า 10%”@เน้นบริหารจัดการต้นทุน นางสาวปวีณา กล่าวว่า AOT ได้ปรับกลยุทธ์อย่างรวดเร็ว มุ่งเน้นการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมที่จะพิจารณาเร่งรัด หรือชะลอโครงการพัฒนาท่าอากาศยานด้านต่างๆ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรให้กับผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียทุกฝ่าย ควบคู่กับการพัฒนาท่าอากาศยานไทยให้ทัดเทียมท่าอากาศยานสำคัญทั่วโลก“เนื่องจาก AOT ไม่สามารถควบคุมปัจจัยภายนอกอย่างราคาตั๋วเครื่องบินที่สูงขึ้นจากค่าน้ำมันหรือภาวะสงครามได้ องค์กรจึงหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการและลดต้นทุนของตัวเองแทนการมุ่งเน้นไปที่การลดค่าธรรมเนียมให้สายการบินเพียงอย่างเดียว”@แนะ “ซื้อ” เป้า 64.75 บาทบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์ มีมุมมองบวกเล็กน้อย แม้ AOT จะพิจารณาปรับลดเป้าหมายปริมาณผู้โดยสารปี 2568/2569 (ต.ค.68 - ก.ย.69) ลงเป็นทรงตัว YoY  และกรณี Worst Case อาจลดลง YoY (ช่วง 1H/68-69 เติบโต +4% YoY) แต่ยังสูงกว่าเป้าหมายผู้โดยสารปี 2568/2569 ที่ฝ่ายวิเคราะห์ปรับลงเป็น -7% YoY  ก่อนหน้านี้นอกจากนี้ AOT ได้ปรับขึ้นค่าสัมปทานขั้นต่ำ Duty Free 5% ตามสัญญาใหม่เร็วกว่า ที่ผ่านวิเคราะห์ประมาณการว่าจะขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 และ AOT ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่าย -15% ในช่วงวิกฤติสงคราม ทำให้ประมาณการกำไรปกติปี 2568/2569 ที่ทำไว้ราว 1.6 หมื่นล้านบาท มีโอกาสเกิด Upside จึงยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 64.75 บาท และยังเลือก AOT เป็นหุ้น Top Pick ของกลุ่มการบิน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ สงกรานต์ 2569 สาดความสุขแบบครบจบที่ แม็คโคร–โลตัส
อ่าน

ซีพี แอ็กซ์ตร้า เปิดแคมเปญ สงกรานต์ 2569 สาดความสุขแบบครบจบที่ แม็คโคร–โลตัส

แม็คโครโลตัส ภายใต้ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)ต้อนรับความสดชื่นแห่งปีใหม่ไทย สงกรานต์2569ด้วยประสบการณ์ไลฟ์สไตล์ที่ครบครันและน่าจดจำยิ่งกว่าเคย แม็คโครโลตัส ชวนทุกคนออกมาฉลองเทศกาลแห่งความสุขผ่านแคมเปญการตลาดสุดยิ่งใหญ่ ที่ผสานทั้งการช้อป กิน เที่ยว และความบันเทิงไว้ในที่เดียวอย่างลงตัวพร้อมถ่ายภาพเช็คอิน ได้ที่แม็คโครโลตัสทั่วประเทศ Lotussสงกรานต์ม่วนจอย2569ชวนลูกค้ามาสาดความสุขสุดมันกับแคมเปญม่วนฉ่ำในเทศกาลมหาสงกรานต์แบบจัดเต็มครบจบในที่เดียว ทั้งโซนเล่นน้ำ อาหาร และจุดถ่ายภาพ ในบรรยากาศสุดมัน พบกับโซนไฮไลท์สวนน้ำ ม่วนชื่นชวนน้อง ๆ หนู ๆ (อายุ 715 ปี) มาสนุกกับสวนน้ำบ้านลมขนาดใหญ่ พร้อมสไลเดอร์และโซนเล่นน้ำเพียงกินช้อปในโลตัสครบ 300 บาท (สามารถรวมใบเสร็จภายในวันเดียวกันได้) รับสิทธิ์เข้าเล่น ฟรี 1 ชั่วโมง กับโซนอุโมงค์น้ำ ม่วนฉ่ำดับร้อนด้วยละอองน้ำเย็น ๆ ให้ทุกคนได้วิ่งเล่น คลายร้อนแบบเต็มที่ ฟรี!แวะเติมพลังความอร่อยกับโซนฟู้ดทรัก ม่วนแซ่บคาราวานฟู้ดทรักจากหลากหลายร้านดัง รวมเมนูคาว หวาน และเครื่องดื่ม ครบจบในที่เดียว พร้อมแลนด์มาร์คคาแรคเตอร์ Cocoon สำหรับถ่ายภาพความประทับใจภายในงาน มาสนุกกับกิจกรรมคลายร้อนได้ตลอดสงกรานต์นี้ที่โลตัส (สาขาที่ร่วมรายการ) ตั้งแต่วันที่ 4-19 เมษายน 2569 (สามารถตรวจสอบสาขาที่ร่วมรายการได้ผ่าน https://my.lotuss.com/promotions/26lotusssmskmall/th?utm_source=facebook ) แม็คโครSummer of Happinessซัมเมอร์นี้ สุขคุ้มครบทุกดีลต้อนรับซัมเมอร์และเทศกาลสงกรานต์ เปิดแคมเปญ ชวนลูกค้าช้อปสุดคุ้ม พร้อมลุ้นกับกิจกรรมแม็คโคร แจกโชคใหญ่ชิงรางวัลใหญ่ รถยนต์ไฟฟ้าBYDรุ่นSEALION7PREMIUMและของรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 2.1 ล้านบาท สำหรับสมาชิกแม็คโคร เพียงซื้อสินค้าที่ร่วมรายการ ครบทุก 1,500 บาทต่อใบเสร็จ รับคูปองชิงโชค 1 สิทธิ์ ระหว่างวันที่ 4 มีนาคม 28 เมษายน 2569 ที่ แม็คโคร ทุกสาขาทั่วประเทศ และผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงแอปพลิเคชันMakro PROตลอดช่วงแคมเปญ (ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด) พบทัพสินค้าคลายร้อนต้อนรับซัมเมอร์และสงกรานต์ในราคาพิเศษ อาทิ พัดลมคุณภาพ,เครื่องปรับอากาศจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำ,ปืนฉีดน้ำนำเข้าจากแบรนด์ชั้นนำ เช่น เนิร์ฟ (NERF) ,สระว่ายน้ำเป่าลม (Intex)และอุปกรณ์เล่นน้ำอีกหลากหลายรูปแบบ รวมถึง สินค้าลิขสิทธิ์คาแรคเตอร์หมีพูห์ ที่ช่วยเพิ่มสีสันและสร้างบรรยากาศแห่งความสุขให้กับทุกครอบครัวในช่วงเทศกาล พร้อมตอกย้ำบทบาทองค์กรที่เคียงข้างสังคมไทยในทุกช่วงเวลา ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้าภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) อย่างต่อเนื่อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย สงกรานต์ 2569 ด้วยความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชนที่ต้องเดินทางในช่วงวันหยุดยาว โดยผนึกความร่วมมือกับ กรมทางหลวง และ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย เปิด จุดบริการประชาชน ครอบคลุมทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 715 เมษายน 2569 เพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างใกล้ชิด ภายในจุดบริการ ได้จัดเตรียมน้ำดื่มและผ้าเย็น เพื่อให้ประชาชนได้แวะพักคลายร้อน เติมความสดชื่น ลดความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทางไกล แคมเปญสงกรานต์นี้ จึงเป็นกลยุทธ์การตลาดที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างความผูกพันกับแบรนด์ และส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าอย่างรอบด้านในทุกเทศกาลสำคัญ ดูรายละเอียดเกี่ยวกับกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/makroHQ และ https://www.facebook.com/lotussth

BAลั่นเม.ย.ขึ้นค่าตั๋ว-ลดโปร เซ่นค่าใช้จ่ายน้ำมันปีนี้พุ่ง
อ่าน

BAลั่นเม.ย.ขึ้นค่าตั๋ว-ลดโปร เซ่นค่าใช้จ่ายน้ำมันปีนี้พุ่ง

#BA #ทันหุ้น - BA รับต้นทุนน้ำมันพุ่ง ดันสัดส่วนค่าใช้จ่ายแตะ 30% จากเดิม 16% แม้ทำ Hedging 30% ช่วยล็อกราคาบางส่วน “สมาคมสายการบิน” ขอรัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจาก 4.726 บาทต่อลิตร เตรียมทยอยปรับราคาตั๋วบางเส้นทางขึ้น เริ่ม 1 เมษายน 2569 พร้อมลดโปรโมชัน เผย ยอดจองล่วงหน้า เมษายนถึงกันยายน 2569 เพิ่มขึ้น 1% YoY พร้อมเดินหน้าโครงการ EEC แบบทยอยลงทุนตามปริมาณผู้โดยสารจริงนายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BA เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น โดยใช้กลยุทธ์การประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Hedging) ประมาณ 30% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งปี 2569 เนื่องจาก ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet A1) ในตลาดโลกขยับตัวสูงขึ้นมาก บางช่วงเร่งตัวถึงราว 180-250 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล@ขอลดภาษีน้ำมันดังนั้นทำให้คาดการณ์ว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายน้ำมันจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 30% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด จากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณ 16% ในปีก่อนหน้า โดยสมาคมสายการบินประเทศไทยได้ประสานงานกับภาครัฐ เพื่อขอให้พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จากปัจจุบันเก็บที่ประมาณ 4.726 บาทต่อลิตร และค่าบริการต่างๆ ของหน่วยงานรัฐ เพื่อบรรเทาไม่ให้ต้นทุนส่วนนี้ถูกส่งต่อไปยังผู้โดยสารทั้งหมด“เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้น บริษัทมีการทำ Hedging 30% ของปริมาณน้ำมันที่ใช้ทั้งปี 2569 โดยยังได้รับราคาเดิมที่ประมาณ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนภาษีสรรพสามิตน้ำมัน แม้ว่าจะไม่ได้อัตราเท่าช่วงโควิด-19 ที่ 0.20 บาทต่อลิตร แต่ให้ลดลงบ้างก็ยังดี”นายพุฒิพงศ์ กล่าวว่า บริษัทได้พิจารณาปรับราคาค่าตั๋วโดยสารขึ้นในบางเส้นทาง และปรับลดโปรโมชันในบางช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้สะท้อนต้นทุนน้ำมัน ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป แต่จะยังไม่ให้เกินเพดานราคา (Ceiling) ที่ได้รับอนุมัติ ขณะเดียวกันได้เร่งรัดมาตรการประหยัดพลังงานในระดับปฏิบัติการ เช่น การใช้เทคนิคการบินเพื่อประหยัดน้ำมัน และการประสานงานเพื่อขอเส้นทางบินที่สั้นลง@ยอดจองโตสำหรับยอดการสำรองที่นั่งล่วงหน้าของบริษัท ณ วันที่ 16 มีนาคม 2569 สำหรับการเดินทางตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกันยายน 2569 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1% (YoY) โดยอัตราการจองบัตรโดยสารล่วงหน้าไตรมาสที่ 2/2569 ลดลง 3% YoY ขณะที่ไตรมาสที่ 3/2569 เติบโต 9% YoYทั้งนี้บริษัทยังคงแผนการยกระดับศักยภาพโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างโครงการปรับปรุงสนามบินสมุยในไตรมาส 2/2569 เพื่อรองรับผู้โดยสาร 6 ล้านคนต่อปี พร้อมเพิ่ม Boarding Gates จาก 7 เป็น 11  ขยายพื้นที่เชิงพาณิชย์เป็น 4,000 ตารางเมตร และเพิ่มเคาน์เตอร์เช็กอิน พร้อมเครื่องเช็กอินด้วยตนเองอัตโนมัติรวม 40 จุด โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2573  ส่วนสนามบินตราดได้ขยายทางวิ่ง (Runway) เป็นความยาว 2,000 เมตรเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างการก่อสร้างทางขับเคลื่อนอากาศยาน (Taxiway) และลานจอดอากาศยานจำนวน 3 จุด เพื่อรองรับอากาศยานแบบไอพ่น อาทิ แอร์บัส A320 โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปีโดยในปีนี้สายการบินบางกอกแอร์เวย์สคาดว่าจะมีเครื่องบินจำนวน 22 - 26 ลำ โดยมีแผนสั่งซื้อเครื่องบินแบบ ATR 72-600 ใหม่จำนวน 12 ลำ ซึ่งจะรับมอบ 2 ลำแรกในไตรมาส 4 ปีนี้ และทยอยรับมอบไปจนถึงปี 2571@เดินหน้าลงทุน EECอย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีความพร้อมในการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ ทั้งโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ซี่งปัจจุบัน UTA บรรลุข้อตกลงร่วมกับคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (คณะกรรมการ EEC) แล้ว โดยจะไม่รอโครงการรถไฟความเร็วสูง และขอให้พิจารณาโมเดลการลงทุนและตัวเลขผู้โดยสารใหม่ตามสภาวะที่ไม่มีรถไฟ เพื่อให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อไปได้สำหรับโครงการศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) บริษัทอยู่ระหว่างหารือกับการบินไทยเกี่ยวกับพื้นที่ MRO โดยบริษัทได้เสนอให้ขยับมาใช้พื้นที่ที่ ใกล้กับรันเวย์ที่เปิดใช้งานได้ทันที แทนพื้นที่เดิมที่ต้องรอการก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 (ซึ่งอาจใช้เวลาอีกประมาณ 4 ปี) เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

ATLAS เปิดเกมรุก  “PT LPG Auto & Taxi Transform”
อ่าน

ATLAS เปิดเกมรุก  “PT LPG Auto & Taxi Transform”

#ATLAS #ทันหุ้น - บมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS) รับมือความผันผวนของราคาพลังงาน ดันโครงการ PT Auto Transform ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงจากน้ำมันมาใช้ก๊าซ LPG เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้บริโภค ฟากบิ๊กบอส “สุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ ” ระบุ เร่ง PT Auto Transform อย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายสถานีบริการ PT LPG ทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ “PT LPG Auto Taxi Transform ” ชูทางเลือกพลังงานประหยัดสำหรับผู้ใช้รถยนต์ สนับสนุนการติดตั้งระบบ LPG หวังขยายฐานลูกค้า และเพิ่มรายได้นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (ATLAS) เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ภายใต้ กระทรวงพลังงาน ประเมินความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง ตามความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงานนายสุวัชชัย กล่าวว่า “จากวิกฤติพลังงาน ราคาของพลังงานทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมามองแหล่งพลังงานอย่างก๊าซ LPG ซึ่งมีต้นทุนต่ำ หรือมีแนวคิดให้ผู้ใช้รถยนต์ปรับเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงจากน้ำมันมาใช้ Liquefied Petroleum Gas (LPG) ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย”ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว สอดคล้องกับแผนธุรกิจบริษัทฯ ในการผลักดัน PT Auto Transform คือการเปลี่ยนรถใช้น้ำมัน ปรับเปลี่ยนมาใช้ทั้งน้ำมันและ LPG ภายในคันเดียวกัน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้กับผู้ใช้รถ โดยเฉพาะในกลุ่มรถแท็กซี่ รถรับจ้าง และรถเชิงพาณิชย์ที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับสูง ซึ่งจะสนับสนุนต่อยอดขาย LPG จำนวนรถยนต์ที่ใช้ LPG ในภาคยานยนต์เพิ่มขึ้นและขยาย Ecosystem ของกลุ่ม PTG เชื่อมธุรกิจของ สถานีบริการ PT ระบบสมาชิก รวมถึง ธุรกิจสื่อโฆษณา ฯลฯโดย ATLAS เดินหน้าแคมเปญเชิงรุกภายใต้โครงการ PT Auto Transform เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถนำรถมาติดตั้งระบบ LPG และเลือกเข้าร่วมโครงการได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. LPG Auto Transform – ติดแก๊ส LPG แสน SAVE ราคา 9,990 บาท รับส่วนลด LPG เพิ่ม 0.50 บาท/ลิตร, 2. เปลี่ยนมาติด LPG กับ PT LPG คุ้มจึ้ง! ราคา 5,990 บาท และ 3. PT LPG Transform Smart Save ราคาเริ่มต้น 1,999 บาท พร้อมสิทธิ์ติดตั้งอุปกรณ์ LPG และบัตร PT Max Card Plus รวมถึงส่วนลดค่า LPG สูงสุด 0.70 บาท/ลิตร ระยะสัญญา 3 ปีผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้สิทธิ์ได้เมื่อเติม LPG ที่สถานีบริการในเครือ PT LPG ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook เพจ PT LPG หรือโทร. 061-418-6917 และ 080-076-0258กลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ก๊าซ LPG ในระบบเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านรายได้ของบริษัทในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงบริการและฐานลูกค้าภายใน Ecosystem ของกลุ่ม PT ให้เกิดการใช้บริการซ้ำ (Repeat Usage) อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มรายได้ และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดก๊าซ LPG อันดับ 1 ของประเทศ ด้วยสัดส่วนมากกว่า 30% ในปัจจุบันอีกด้วย

ATLASพลิกวิกฤติน้ำมันพุ่ง ชวนผู้ใช้รถเปลี่ยนใช้ LPG
อ่าน

ATLASพลิกวิกฤติน้ำมันพุ่ง ชวนผู้ใช้รถเปลี่ยนใช้ LPG

#ATLAS #ทันหุ้น - ATLAS รับมือความผันผวนของราคาพลังงาน ดันโครงการ PT Auto Transform ผู้ใช้รถยนต์เปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงจากน้ำมันมาใช้ก๊าซ LPG เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของผู้บริโภค ผ่านเครือข่ายสถานีบริการ PT  LPG ทั่วประเทศ เปิดตัวแคมเปญ PT LPG Auto Taxi Transform  สนับสนุนการติดตั้งระบบ LPG หวังขยายฐานลูกค้า และเพิ่มรายได้นายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ ATLAS เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ภายใต้ กระทรวงพลังงาน ประเมินความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงานโลก ส่งผลให้ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มผันผวนในระดับสูง ตามความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน* PT Auto Transform“จากวิกฤติพลังงาน ราคาของพลังงานทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคหันมามองแหล่งพลังงานอย่างก๊าซ LPG ซึ่งมีต้นทุนต่ำ หรือมีแนวคิดให้ผู้ใช้รถยนต์ปรับเปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงจากน้ำมันมาใช้ Liquefied Petroleum Gas (LPG) ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย”ทั้งนี้ จากปัจจัยดังกล่าว สอดคล้องกับแผนธุรกิจบริษัท ในการผลักดัน PT Auto Transform คือการเปลี่ยนรถใช้น้ำมัน ปรับเปลี่ยนมาใช้ทั้งน้ำมันและ LPG ภายในคันเดียวกัน ช่วยลดต้นทุนเชื้อเพลิงให้กับผู้ใช้รถ โดยเฉพาะในกลุ่มรถแท็กซี่ รถรับจ้าง และรถเชิงพาณิชย์ที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระดับสูง ซึ่งจะสนับสนุนต่อยอดขาย LPG จำนวนรถยนต์ที่ใช้ LPG ในภาคยานยนต์เพิ่มขึ้นและขยาย Ecosystem ของกลุ่ม PTG เชื่อมธุรกิจของ สถานีบริการ PT ระบบสมาชิก รวมถึง ธุรกิจสื่อโฆษณา* PT Auto Transformโดย ATLAS เดินหน้าแคมเปญเชิงรุกภายใต้โครงการ PT Auto Transform เปิดโอกาสให้ผู้ใช้รถนำรถมาติดตั้งระบบ LPG และเลือกเข้าร่วมโครงการได้ 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. LPG Auto Transform – ติดแก๊ส LPG แสน SAVE ราคา 9,990 บาท รับส่วนลด LPG เพิ่ม 0.50 บาทต่อลิตร 2. เปลี่ยนมาติด LPG กับ PT LPG คุ้มจึ้ง! ราคา 5,990 บาท และ 3. PT LPG Transform Smart Save ราคาเริ่มต้น 1,999 บาท พร้อมสิทธิ์ติดตั้งอุปกรณ์ LPG และบัตร PT Max Card Plus รวมถึงส่วนลดค่า LPG สูงสุด 0.70 บาทต่อลิตร ระยะสัญญา 3 ปีผู้เข้าร่วมโครงการสามารถใช้สิทธิ์ได้เมื่อเติม LPG ที่สถานีบริการในเครือ PT LPG ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook เพจ PT LPG ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวไม่เพียงช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ก๊าซ LPG ในระบบเท่านั้น แต่ยังช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านรายได้ของบริษัทในระยะยาว ผ่านการเชื่อมโยงบริการและฐานลูกค้าภายใน Ecosystem ของกลุ่ม PT ให้เกิดการใช้บริการซ้ำ (Repeat Usage) อย่างต่อเนื่อง การเพิ่มรายได้ และตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดก๊าซ LPG อันดับ 1 ของประเทศ ด้วยสัดส่วนมากกว่า 30% ในปัจจุบันอีกด้วย

"Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์" พาบุกโลกของสัตว์กับความท้าทายเบื้องหลังการสร้างภาพธรรมชาติ
อ่าน

"Hoppers เด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์" พาบุกโลกของสัตว์กับความท้าทายเบื้องหลังการสร้างภาพธรรมชาติ

ใครรอดูDisney Pixars Hoppersเด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์อยู่ รีบซื้อตั๋วล่วงหน้าจับจองที่นั่งกันได้แล้ววันนี้ เพราะนอกจากความสนุกสุดฮาที่รับประกันเสียงหัวเราะลั่นโรง ภาพยนตร์แอนิเมชั่นเรื่องนี้ยังมีความน่าสนใจในอีกหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะด้านงานภาพ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของทีมผู้สร้าง เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นในโลกของสัตว์ ท่ามกลางผืนป่าและธรรมชาติ ซึ่งการใช้CGรังสรรค์ภาพธรรมชาติให้สมจริงนั้น ไม่ง่ายเลย ยิ่งเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันโทนคอเมดี้ สายลับ ไซไฟ อย่างHoppersการทำให้ฉากธรรมชาติมีความสมจริงโดยไม่แย่งซีนตัวละครและเรื่องราว ยิ่งท้าทาย จนเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดด้านงานภาพขึ้นมา เพื่อถ่ายทอดความสมจริงผ่านจอภาพยนตร์ให้มากที่สุด ชนิดที่สายรักธรรมชาติจะต้องประทับใจ Daniel Chong ผู้กำกับเผยว่าเขาถูกเตือนตั้งแต่ต้นว่า ธรรมชาติคือสิ่งที่สร้างด้วยCGได้ยากมาก เพราะโลกกลางแจ้งเต็มไปด้วยรายละเอียดมหาศาล ทั้งพื้นผิว แสงเงา และสิ่งรบกวนสายตา (visual noise)ที่ในความเป็นจริงอาจดูงดงาม แต่เมื่อถ่ายทอดผ่านจอภาพยนตร์แล้วอาจทำให้สายตาผู้ชมไขว้เขวไปจากตัวละคร โจทย์สำคัญจึงเป็นจะทำอย่างไรให้ธรรมชาติดูสงบ สวยงาม เป็นที่จดจำ และยังคงความรู้สึกสมจริง โดยไม่รบกวนการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างตัวละครกับฉากหลัง ฝ่ายวิชวลเอฟเฟ็กต์ที่นำโดยBeth Albrightได้พัฒนาเวิร์กโฟลว์แปรงวาดแบบพิเศษ หรือเครื่องมือแปรงเฉพาะทาง ที่ช่วยให้สามารถใส่ลักษณะของฝีแปรงลงบนโมเดล และลดทอนรายละเอียดของฉากหลัง โดยไม่สูญเสียพื้นผิวและความเข้มข้นของสภาพแวดล้อม เขาอธิบายว่าเราไม่ต้องการให้สไตล์ภาพของฉากแวดล้อมแตกต่างจากตัวละคร และเราก็ต้องตั้งคำถามว่าจะเลือกเน้นสไตล์ในทิศทางใด เพราะโทนของภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างนอกกรอบ เป็นคอเมดี้แนวหลุดโลกที่คาดเดาไม่ได้ ผสมผสานความเป็นหนังสายลับและมีอารมณ์ไซไฟแฝงอยู่ และท้ายที่สุดเราต้องการพาผู้ชมดำดิ่งเข้าไปในความงดงามของธรรมชาติด้วย แต่โลกธรรมชาติเต็มไปด้วยรายละเอียดมากมาย ซึ่งมีความซับซ้อนในเชิงภาพและยากต่อการนำสายตา ดังนั้นแทนที่จะปล่อยให้ใบไม้ทุกใบเต็มไปด้วยรายละเอียดแบบภาพถ่าย ทีมงานเลือกลดรูปองค์ประกอบธรรมชาติลงให้เรียบง่ายขึ้น แล้วแทนที่ด้วยลวดลายฝีแปรงที่ดัดแปลงมาจากคลังแปรงของHye Sung Parkผู้อำนวยการฝ่ายแสงและเงา ซึ่งสร้างต้นแบบไว้ในPhotoshopโดยฝ่ายวิชวลเอฟเฟ็กต์บอกว่าเราเปลี่ยนมันให้กลายเป็นเหมือนตราประทับเล็ก ๆ โดยใช้สีจากจุดตัวอย่างแต่ละจุด วิธีนี้ช่วยให้เราลดทอนรายละเอียดทางภาพได้ โดยไม่ต้องเบลอภาพ หรือใส่หมอกและบรรยากาศบดบังฉาก ทำให้ยังคงรูปทรงเงาของตัวละครที่นุ่มนวล มีสัมผัส และชัดเจนในการแสดงอารมณ์จนได้ผลลัพธ์เป็นภาพธรรมชาติที่ดูนุ่มนวล กึ่งImpressionisticแต่ยังคงพื้นผิว น้ำหนักแสง และมิติที่สมจริงNicole Paradis Grindleโปรดิวเซอร์ กล่าวว่าเทคโนโลยีฝีแปรงนี้คือพัฒนาการครั้งใหญ่ ช่วยให้ทีมงานสามารถทำให้ฉากหลังของธรรมชาติดูนุ่มลง เพื่อให้ตัวละครโดดเด่นขึ้น แต่ผู้ชมยังคงรู้สึกเหมือนได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และทีมแสงของเราก็สามารถปรับจูนมันให้เหมาะกับแต่ละช็อตได้อย่างละเอียด นอกจากนี้ อีกหนึ่งโจทย์สำคัญคือการถ่ายทอดถิ่นที่อยู่อาศัยของบีเวอร์ให้ถูกต้อง โดยทีมงานได้นำแรงบันดาลใจจากการเดินทางวิจัยที่โคโลราโด ซึ่งพวกเขาได้เห็นบีเวอร์ในสภาพแวดล้อมจริง ร่วมกับDr. Emily Fairfaxผู้เชี่ยวชาญด้านEcohydrology (การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างน้ำกับระบบสิ่งมีชีวิต) ในพื้นที่ใกล้แม่น้ำ มาสร้างสรรค์ โดยนำโทนเหลืองส้มของป่าแอสเพนและป่าสนเข้ามาเติมชีวิตชีวาให้พาเล็ตสีของเรื่อง ซึ่งป่าแอสเพนที่เชื่อมต่อด้วยระบบรากเดียวกันยังสื่อความหมาย สะท้อนธีมสำคัญของภาพยนตร์ นั่นคือ ความเชื่อมโยงระหว่างทุกชีวิต เรียกได้ว่าภายใต้ความสวยของงานภาพ ยังมีสารสำคัญซ่อนอยู่ด้วย เตรียมไปผจญภัยหลุดโลกกับสายลับบีเวอร์ และดื่มด่ำกับความงามของผืนป่าที่สวยสมจริงในมุมมองที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในDisney Pixars Hoppersเด้งโดด เปลี่ยนโหมดเป็นบีเวอร์ซื้อตั๋วล่วงหน้าวันนี้ แล้วรอขำจนปอดโยกได้เลย เข้าฉายจริง5มีนาคม ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบปกติ และระบบIMAX, 4DX, Dolby Vision+Atmos, Zigma CinestadiumและMX4Dแต่ถ้าอยากฮาก่อนHoppersมีข่าวดี เปิดรอบพิเศษให้ดูก่อนใครในวันที่3มีนาคมนี้ เช็กสาขาและรอบฉายได้ที่เว็บไซต์โรงภาพยนตร์ ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Sam Altman ลั่น ChatGPT คัมแบ็ก! ส่งโมเดลใหม่สู้ศึก Anthropic สัปดาห์นี้
อ่าน

Sam Altman ลั่น ChatGPT คัมแบ็ก! ส่งโมเดลใหม่สู้ศึก Anthropic สัปดาห์นี้

#OpenAI #ทันหุ้น - ท่ามกลางแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากคู่แข่งอย่าง Anthropic ที่ได้พัฒนาเครื่องมือเขียนโค้ดให้ดีขึ้น Sam Altman ซีอีโอของ OpenAI ได้บอกกับพนักงานและนักลงทุนว่า บริษัทของเขากำลังกลับมามีแรงส่งที่แข็งแกร่งอีกครั้ง Altman แจ้งพนักงาน OpenAI เมื่อวันศุกร์ว่า ChatGPT แชทบอทปัญญาประดิษฐ์ยอดนิยมของบริษัท กลับมามีอัตราการเติบโตรายเดือนเกิน 10% อีกครั้ง ตามข้อความภายในแอป Slack ที่ CNBC ได้รับชม นอกจากนี้ Altman ยังเผยว่า OpenAI กำลังเตรียมเปิดตัว "โมเดล Chat รุ่นอัปเดต" ภายในสัปดาห์นี้ ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน ChatGPT มากกว่า 800 ล้านคนในแต่ละสัปดาห์ แต่ Google และ Anthropic เริ่มชิงส่วนแบ่งตลาดไปได้มากขึ้น ทำให้ OpenAI ต้องประกาศภาวะ "Code Red" เมื่อเดือนธันวาคมเพื่อปรับปรุง ChatGPT และสั่งระงับโปรเจกต์อื่นๆ ชั่วคราวเพื่อมุ่งเน้นในภารกิจนี้ ในข้อความเมื่อวันศุกร์ Altman ระบุว่า Codex ผลิตภัณฑ์ด้านการเขียนโค้ดของ OpenAI เติบโตขึ้นประมาณ 50% จากสัปดาห์ก่อน ซึ่ง Codex เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Claude Code ของ Anthropic ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในปีที่ผ่านมา โดย OpenAI เพิ่งเปิดตัวโมเดลใหม่ GPT-5.3-Codex และแอปพลิเคชันแยกสำหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ Apple เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Altman นิยามการเติบโตของ Codex ว่า "บ้าคลั่งมาก" และเขียนทิ้งท้ายว่า "นี่คือสัปดาห์ที่ยอดเยี่ยม" อย่างไรก็ตาม สัปดาห์ที่ผ่านมาก็มีความขัดแย้งเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อ Altman และผู้บริหารระดับสูงรายอื่นๆ ได้ตอบโต้การจิกกัดจาก Anthropic บนโซเชียลมีเดีย หลังจาก Anthropic ปล่อยโฆษณาในช่วง Super Bowl ที่ล้อเลียนการตัดสินใจของ OpenAI ที่จะรันโฆษณาภายใน ChatGPT โดย Altman โพสต์บน X ว่าโฆษณาดังกล่าว "หลอกลวง" และ OpenAI จะไม่มีวันรันโฆษณาในรูปแบบที่ Anthropic นำเสนออย่างแน่นอน ทั้งนี้ OpenAI จะเริ่มทดสอบการลงโฆษณาภายใน ChatGPT อย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่ไม่ประสงค์ออกนาม โดยเมื่อเดือนที่แล้วบริษัทระบุว่าโฆษณาจะถูกติดป้ายกำกับชัดเจน ปรากฏอยู่ที่ด้านล่างของคำตอบจากแชทบอท และจะไม่มีอิทธิพลต่อเนื้อหาการตอบของ ChatGPT ซึ่ง OpenAI คาดหวังว่าโฆษณาจะมีสัดส่วนรายได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้รวมในระยะยาว Altman และ Sarah Friar ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) กำลังนำเสนอเรื่องราวการเติบโตของ OpenAI แก่นักลงทุน ในขณะที่บริษัทกำลังพยายามปิดดีลการระดมทุนที่อาจสูงถึง 1 แสนล้านดอลลาร์ แหล่งข่าวเผยกับ CNBC ว่าในการประชุมลับ ผู้บริหารเน้นย้ำถึงความแข็งแกร่งของ OpenAI ในกลุ่มผู้บริโภค ธุรกิจองค์กรที่เติบโต และการเข้าถึงขุมพลังการประมวลผล (Compute) OpenAI ยังได้นำกราฟข้อมูลมาประกอบการหารือ โดยกราฟหนึ่งแสดงให้เห็นว่า Codex กำลังรุกคืบกินส่วนแบ่งตลาดของ Claude Code ตามภาพหน้าจอที่ CNBC เห็น ทั้งนี้ OpenAI คาดว่าการเจรจาระดมทุนจะเข้มข้นขึ้นในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า หลังจากเพิ่งปิดรอบระดมทุน 4.1 หมื่นล้านดอลลาร์ไปเมื่อเดือนมีนาคม ซึ่งรวมถึงเงินจาก SoftBank 3 หมื่นล้านดอลลาร์ การระดมทุนรอบปัจจุบันอาจแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกประกอบด้วยทุนจาก Microsoft, Nvidia และ Amazon (ซึ่งกำลังเจรจาลงทุนสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์) ส่วนที่สองจะตามมาด้วยเงินสมทบจากผู้ร่วมทุนรายอื่นๆ เช่น SoftBank ที่หารือเกี่ยวกับการลงเงินเพิ่มอีก 3 หมื่นล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดการระดมทุนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ที่มา https://www.cnbc.com/2026/02/09/sam-altman-touts-chatgpt-growth-as-openai-nears-100-billion-funding.html

แอลม่อน-โปรเกรส ชวนฟินในงาน ไฮเออร์ เปิดตัวป็อปอัพสโตร์ธีมสปอร์ตครั้งแรกในไทย
อ่าน

แอลม่อน-โปรเกรส ชวนฟินในงาน ไฮเออร์ เปิดตัวป็อปอัพสโตร์ธีมสปอร์ตครั้งแรกในไทย

สองนักแสดงดาวรุ่งมาแรง แอลม่อน ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์ และ โปรเกรส ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ มาร่วมถ่ายทอดมุมมองแอคทีฟไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ภายในงานที่ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงแบรนด์เข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยอย่างใกล้ชิด ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ Square B ตั้งแต่วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2569 แอลม่อน-โปรเกรส ไฮเออร์ (ประเทศไทย) ผู้นำด้านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าระดับโลกและแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลกติดต่อกัน 17 ปีซ้อน จัดงาน Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต พร้อมเปิดตัว Haiers Global Champion Tour ป็อปอัพสโตร์ระดับโลกครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อนำเสนอประสบการณ์ที่ผสานโลกของกีฬา เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว สะท้อนแนวคิดการขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านพลังของแอคทีฟไลฟ์สไตล์และแรงบันดาลใจจากความเป็น แชมป์ระดับโลก ภายในงานอบอวลไปด้วยบรรยากาศความคึกคักผสานความแอคทีฟและความชิคเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ผ่านโซนกิจกรรมธีมกีฬาที่ออกแบบมาให้ร่วมสนุกได้จริง ไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอลขนาดย่อม เกมอินเทอร์แอคทีฟ ไปจนถึงมุมถ่ายภาพดีไซน์เก๋ที่กลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของงาน ควบคู่กับการจัดแสดงนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นใหม่จากไฮเออร์เพื่อให้สัมผัสประสบการณ์การใช้งานจริงจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Space Fit Series ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น Space Fit เครื่องซักผ้าแบบถังสามระบบ (Triple Drum) เครื่องปรับอากาศ Dual Comfort เครื่องปรับอากาศ UV Cool Voice ไปจนถึงเครื่องซักอบผ้า L+ ที่สะท้อนไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ซึ่งให้ความสำคัญกับทั้งฟังก์ชัน เทคโนโลยี และดีไซน์ โดยอีกหนึ่งโมเมนต์สำคัญของงานที่พลาดไม่ได้เลยคือการปรากฏตัวของสองนักแสดงดาวรุ่ง แอลม่อน ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์ และ โปรเกรส ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ ที่มาร่วมถ่ายทอดมุมมองไลฟ์สไตล์ในแบบ Champion Life และโชว์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่เต็มไปด้วยพลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัว สร้างบรรยากาศให้ทั้งงานเต็มไปด้วยความสนุกและประทับใจ สะท้อนตัวตนของแอคทีฟไลฟ์สไตล์ที่ไฮเออร์ตั้งใจนำเสนอได้อย่างชัดเจน โดยสองหนุ่ม แอลม่อน ภูมิสุวรรณ และ โปรเกรส ภาสวิชญ์ ได้เผยความประทับใจในงานครั้งนี้ว่า พวกเราชอบคอนเซ็ปต์งานของไฮเออร์ Champion Your Haier Life ไฮเออร์ เปิดโหมดแชมป์ให้กับชีวิต มากครับ เพราะสะท้อนแนวคิดที่ว่าทุกคนสามารถเป็นแชมป์ในแบบของตัวเองได้ แถมในงานมีความแปลกใหม่และครบมาก ทั้งโซนกีฬา โซนเทคโนโลยี และกิจกรรมอินเทอร์แอคทีฟ ทำให้บรรยากาศสนุกและมีพลังตลอดงาน โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่อย่างเราเทคโนโลยีคือส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การได้มาสัมผัสนวัตกรรมของไฮเออร์ใกล้ ๆ ทำให้เห็นชัดว่าการใช้ชีวิตแบบสมาร์ทช่วยเพิ่มทั้งความสะดวกและความสุขได้จริงๆครับ นอกจากคู่หูเคมีลงตัวอย่าง แอลม่อน ภูมิสุวรรณ สุวรรณสถิตย์ และ โปรเกรส ภาสวิชญ์ ธรรมสังคีติ แล้ว ไฮเออร์ยังจัดเต็มไลน์อัปซุปเปอร์สตาร์ชื่อดังที่สลับสับเปลี่ยนมาร่วมสร้างบรรยากาศตลอดการจัดงาน โดยวันที่ 29 มกราคม 2569 พบกับนักแสดงดาวรุ่ง เอส ศุภ สง่าวรวงศ์ ต่อด้วยวันที่ 30 มกราคม 2569 กับซุปตาร์หนุ่มตัวท็อป ภูวิน ภูวินทร์ ตั้งศักดิ์ยืน วันที่ 31 มกราคม 2569 พบกับนักแสดงสุดฮอต เพิร์ธ ธนพนธ์ สุขุมพันธนาสาร ปิดท้ายวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยสองหนุ่มขวัญใจมหาชน ฟอส จิรัชพงศ์ ศรีแสง และ บุ๊ค กษิดิ์เดช ปลูกผล ที่จะมาร่วมสร้างโมเมนต์สุดพิเศษให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดแบบเต็มอิ่ม สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรี ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ Square B ตั้งแต่วันนี้ 1 กุมภาพันธ์ 2569

SCCชูโมเดลทรานส์ฟอร์มSMEs เสริมแกร่งศก.-หนุนจีดีพีพุ่ง5%
อ่าน

SCCชูโมเดลทรานส์ฟอร์มSMEs เสริมแกร่งศก.-หนุนจีดีพีพุ่ง5%

#SCC #ทันหุ้น - SCC ชูโมเดลยกระดับ SMEs ทรานส์ฟอร์มธุรกิจ สู่ “SMART Industry พ่วงเสริม “โปรดักต์ทิวิตี้” อีก 200% หวังเพิ่มน้ำหนักในจีดีไทยเป็น 50% ปูทางหนุนเศรษฐกิจไทยอนาคตพลิกทะยาน 5% จากปีนี้คาดโตเพียงกว่า 1% ส่วนเป้าหมายการลดคาร์บอนด์ “เอสซีจี” วางหมากสู่ Net Zero ในปี 2593นายชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC หรือ SCG และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทาง SCC ได้มีการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ เพื่อจัดงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน ผ่านความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน รองรับการสร้างกระบวนการทำงานใหม่ หวังร่วมกันช่วยสร้างอนาคตให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน*เล็งโมเดลทรานส์ฟอร์ม SMEsปัจจุบัน SMEs มีมูลค่าทางเศราฐกิจไทยหลายล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 35% ของ GDP ประเทศไทย และเป็นกลไกสำคัญที่สร้างการจ้างงานอย่างไรก็ตาม SCC มองว่าสัดส่วนดังกล่าวอยู่ในระดับต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง และกลายเป็นปัจจัยที่กดดันให้จีดีพีไทยเติบโตอยู่ในระดับต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียนดังนั้น เพื่อให้ “จีดีพีไทย” ในอนาคตสามารถกลับมาเติบโตได้อย่างโดดเด่น จึงจำเป็นต้องผลักดัน SMEs ในไทยให้มีการทรานส์ฟอร์มสู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันผ่านทั้ง ปัญญาประดิษฐ์ (AI), เทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ, การพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่สำหรับหัวใจการพลิกโฉม SMEs เน้นกลยุทธ์ต่างๆ โดยในส่วนแรกจะเป็นการปกป้องตลาดในประเทศ คือ ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศพร้อมกันนี้ยังจะหันมาขยายการส่งออก อาทิ การเร่งผลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐานเพื่อการเข้าถึงคู่ค้า ประกอบกับการปรับลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง เช่น การผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้”ขณะเดียวกันยังรวมถึงการลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น ลดเวลา และค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น รวมทั้งความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ประชาชน (PPPP) ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ RD เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน*ลุ้นจีดีพีไทยหวนโต 5%อย่างไรก็ดี หากโมเดล Public Private People Partnership (PPPP Model) ดังผลสำเร็จของสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก ผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชนกว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่า ชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปีทั้งนี้ หากโมเดลดังกล่าวสำเร็จลุล่วงคาดจะช่วยเพิ่มสัดส่วนน้ำหนักของ SMEs ให้สูงขึ้นเป็นมากกว่า 50% ของGDP จากเดิมที่ 35% อีกทั้งยังสามารถเพิ่ม GDP และสร้างรายได้มากกว่า 300,000-400,000 ล้านบาท ตลอดจนช่วยสนับสนุนให้จีดีพีของไทยในอนาคตนั้นสามารถกลับมาเติบโตได้สูงถึงราว 4-5% จากปีนี้ที่หลายฝ่ายคาดจีดีพีปี 2569 จะเติบโตเพียงกว่า 1%*เดินหน้าสู่ Net Zero ปี 93ด้านแนวทางการลดการปล่อยคาร์บอนนั้นทาง SCC ยังมีการเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การทำโปรดักต์ที่มีการปล่อยก๊าซฯ ต่ำ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ทั้งในปัจจุบันและอนาคต รวมถึงการลงทุน โดยมีการกำหนดราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) โดยยังคงเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 ครอบคลุมทั้งตัวบริษัทและบริการต่างๆ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
อ่าน

เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้

#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะแกว่งตัว Sideways ในกรอบ 1,270-1,287 จุด ชะลอความร้อนแรงระยะสั้นหลังจากปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งวานนี้ ภาพรวมตลาดตอบรับเชิงบวกจากบรรยากาศกาลงทุน Risk-On ช่วงต้นไปไปพอสมควร ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีอาจเผชิญแรงขายทำกำไรระยะสั้นบ้างหลังพุ่งขึ้นวานนี้ ภาพรวมตลาดยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่ชัดเจน ประเด็นตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯและประเทศต่างๆยังคงต้องติดตามทั้งประเด็นที่ทรัมป์พูดถึงโคลัมเบียและกรีนแลนด์ คาดยังคงหนุนหุ้นในกลุ่มความมั่นคงทั่วโลกส่วนตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ISM ภาคการผลิตสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ออกมาต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อนหน้าที่ 47.9 อย่างไรก็ตามโฟกัสหลักสัปดาห์นี้อยู่ที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯเดือน ธ.ค. ในคืนวันศุกร์ ซึ่งจะมีผลต่อการประเมินแนวโน้มการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในระยะถัดไป สำหรับ “January Effect” ปีนี้เรายังคงมุมมองว่ามีโอกาสเกิดขึ้นจากความคาดหวังเชิงบวกจาก Pre-Election Rally ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วง 2-4 สัปดาห์ก่อนการเลือกตั้ง จากเม็ดเงินหาเสียงที่จะสะพัดหนุนเศรษฐกิจและการบริโภคให้คึกคักมากขึ้นในระยะสั้นโดยหุ้นในกลุ่ม Domestic และ Consumption Play อย่าง ค้าปลีก อาหาร ไฟแนนซ์ การแพทย์ อสังหาฯ เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยัง Laggard ตลาดและมีระดับ Valuation ที่ค่อนข้างถูก ยังมีโอกาสพลิกมาปรับตัวดีกว่าคาดโดยเฉพาะในช่วงครึ่งเดือนหลัง ขณะที่หุ้นปันผลสูงคาดยังแข็งแรงต่อเนื่องจากธีม Dividend Playกลยุทธ์ : เน้นหุ้นที่โมเมนตัมกำไร 4Q25-1H26 แข็งแกร่ง และให้ปันผลในเกณฑ์ดีหุ้นเด่นเดือน ม.ค. : BTG CPALL MTC NEO PRMFSSIA Portfolio : BA, BDMS, BTG, CBG, CENTEL, CPALL, KTB, MTC, WHAUPหุ้นเด่นวันนี้ : BA• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายเฉลี่ยจาก IAA Consensus 19.13 บาท• ระยะสั้นมี Catalyst บวกจากสมุยที่เข้าสู่ High Season ของการท่องเที่ยวอีกครั้งใน 1Q26 คาดหนุนผลการดำเนินงานของ BA เร่งตัว q-q• แนวโน้มกำไร BA ปี 2026 คาดว่าจะกลับมาเติบโตได้เล็กน้อยราว 3% y-y หลังจากชะลอตัวในปี 2025 อีกหนึ่งจุดเด่นยังคงอยู่ที่ Dividend Yield ที่สูงราว 6% ต่อปี• แนวรับ 15.10 บาท แนวต้าน 15.70//16.30 บาทด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ (SET Index) มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ โดยมีแรงหนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลกลับเข้ามาซื้อสุทธิเมื่อวานนี้กว่า 2.3 พันล้านบาท ประกอบกับ Sentiment เชิงบวกจากตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ดัชนีอาจเผชิญแรงกดดันในหุ้นกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะ PTTEP เนื่องจากราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 60 เหรียญฯ แม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดในเวเนซุเอลา (สหรัฐฯ จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) แต่ตลาดให้ความสำคัญกับภาวะอุปทานล้นตลาดมากกว่า วันนี้ประเมินว่าหุ้นกลุ่มธนาคารและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA) จะยังคงเป็นตัวหลักในการชี้นำตลาดปัจจัยในประเทศความขัดแย้งไทย-กัมพูชา: ความตึงเครียดบรรเทาหลังจากการตกลงหยุดยิงเมื่อปลายเดือนธ.ค.68 แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิค ติดตามทั้งสองฝ่ายจะตกลงจัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) นัดพิเศษที่กัมพูชาร้องขอหรือไม่ สถานการณ์ดูสงบลง ความกดดันต่อการเลือกตั้งไทยน้อยลง เป็นบวกกับภาพตลาดโดยรวมการเมืองไทย: การหาเสียงเลือกตั้งมีความเข้มข้นมากขึ้น นักการเมืองเริ่มลงพื้นที่ นโยบายหาเสียงเริ่มทยอยประกาศ ผลโพลคะแนนเสียงจะเริ่มมีให้เห็นในช่วงนี้ ติดตามฐานเสียงพรรคการเมืองหลัก ซึ่งจะเป็นตัวชี้ชะตาการเมืองไทยปีนี้การปฏิรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT): กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ปรับขึ้นภาษี VAT จาก 7% เป็น 8.5% เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง โดยมีแผนนำรายได้บางส่วนไปสนับสนุนกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อลดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนFund Flow: ปิดวานนี้ (5 ม.ค.) นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิ ในตลาดหุ้นไทย 2,369 ล้านบาท (SET+MAI) ส่วนตลาดตราสารหนี้ ซื้อสุทธิ 929 ล้านบาทค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 31.33 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งเป็นการปรับตัวแข็งค่าจากช่วงเช้าที่เปิดตลาดระดับ 31.46 บาท/ดอลลาร์ โดยเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก ท่ามกลางความกังวลต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาปัจจัยต่างประเทศความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์: สถานการณ์สหรัฐฯ เข้าแทรกแซงเวเนซุเอลา (จับกุมประธานาธิบดีมาดูโร) ส่งผลให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเหนือ $4,420 (Safe Haven) ขณะที่จีนแสดงท่าทีคัดค้านการกระทำของสหรัฐฯ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความต้องการครอบครองกรีนแลนด์ ซึ่งสร้างความกังวลในระดับนานาชาติราคาน้ำมันดิบ: ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับตัวลดลงแตะระดับต่ำกว่า $60 และ $57 ตามลำดับ แม้จะมีเหตุการณ์ในเวเนซุเอลา แต่ตลาดกังวลเรื่องอุปทานส่วนเกิน (Supply Glut) มากกว่าการขาดแคลน ส่งผลลบต่อหุ้น PTTEPนโยบายการเงินสหรัฐฯ: Neel Kashkari ประธาน Fed สาขา Minneapolis ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ อาจอยู่ใกล้ระดับที่เป็นกลาง (Neutral) แล้ว ซึ่งลดแรงกดดันเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยเศรษฐกิจเวียดนาม: GDP ไตรมาส 4/68 ของเวียดนามเติบโต 8.46% สูงกว่าคาดการณ์ แสดงถึงความแข็งแกร่งของภาคการผลิตและการท่องเที่ยวในภูมิภาคตัวเลขเศรษฐกิจและ Eventการประชุม ครม.ความร้อนแรงของตลาดในวันแรกของสัปดาห์มักจะตามมาด้วยแรงขายทำกำไรในวันถัดไป หากดัชนียังยืนบวกได้แสดงว่าแรงซื้อยังแข็งแกร่ง ดาโอ แนะนำให้ Follow buy โดยเน้นจับจังหวะเก็งกำไรระยะสั้น (Trading)หลีกเลี่ยงหรือระมัดระวังการลงทุนในหุ้นกลุ่มน้ำมัน (PTTEP) ในช่วงสั้นจากราคาน้ำมันที่อ่อนตัว•ติดตามหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จาก Fund Flow และหุ้น Tech/Electronics ที่มี Sentiment บวกจากต่างประเทศหุ้นในพอร์ตแนะนำ: เรานำ PTTEP ออก และนำ AOT เข้ามา หุ้นในพอร์ตประกอบด้วย AOT(10%), BCH(10%), KBANK(10%), CRC(10%), CPALL(10%), TTB(10%), ADVANC(10%)Technical : BAM, SPRCขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,270 แนวต้าน 1,290 ซึ่งคาดดัชนียังได้แรงหนุนจากแรงซื้อหุ้น Big Cap.กลุ่มอิเล็ก, ไอซีที, ขนส่ง และธนาคาร ซึ่งคาดมีโอกาสปรับขึ้นในช่วง Election Rally แนะนำทยอยซื้อกลุ่มปลอดภัย ปันผลสูง เช่น ADVANC, SCB, TTB, AP / ท่องเที่ยว AOT, CENTEL, MINT, SHR ได้ปัจจัยหนุนในช่วง High SeasonBAM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 7.95 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 4Q68 เติบโต QoQ, YoY มีปัจจัยหนุนจากยอดจัดเก็บหนี้ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล บวกกับการขาย NPA ที่ดีขึ้นตามการออกโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขาย เน้นปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้าเองมากขึ้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการสำรองหนี้จะลดลงสอดคล้องกับการชำระหนี้ของลูกค้า สำหรับปี 68 ตลาดคาดกำไร 2.2 พันล้านบาท โตราว +40%YoY มีความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีราว 7% และมี upside จากการซื้อหนี้ของ JVAMC และ Ari- AMC ที่ร่วมทุนกับออมสิน ตามมาตรการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนของรัฐบาลในโครงการ "ปิดหนี้ไว ไปต่อได้"AP* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 10.10 บาท) คาดกำไร 4Q68 จะเติบโตโดดเด่นทั้ง YoY และ QoQ จากยอดโอน Aspire วิภา-วิคตอรี่ 2.3 พันลบ. และ gross margin ที่คาดว่าจะดีขึ้นจากยอดขายคอนโดใหม่นอกจากนี้ใน 4Q68 จะมีการเปิดตัว 22 โครงการกว่า 2.4 หมื่นลบ.consensus คาดกำไรปี 68 ที่ 4,458ลบ. -14%YoYและคาดว่าปี 69 จะกลับมาฟื้นตัวที่4,999ลบ.ขยายตัว +12%YoY หลังผลกระทบแผ่นดินไหวผ่อนคลายลง กลับมาเติบโตจากฐานที่ต่ำในปี 68

AETHER Rooftop Bar บนชั้นสูงสุดของ Central Park วิวพาโนรามาใจกลางเมือง
อ่าน

AETHER Rooftop Bar บนชั้นสูงสุดของ Central Park วิวพาโนรามาใจกลางเมือง

เปิดตัวแบบสวยงาม สำหรับพิกัดร้านนั่งชิล Vibes ดี ฟีล Rooftop Bar แห่งใหม่ใจกลางกรุงเทพ กับร้าน THER (อีเธอร์) ค็อกเทลเลานจ์ที่จะเปลี่ยนภาพจำของรูฟท็อปแบบเดิมๆ ด้วยดีไซน์แบบ Futuristic ที่ไม่ซ้ำใคร ตัวร้านตั้งอยู่บนชั้น 44 ของ Central Park (เซ็นทรัลพาร์ค) พร้อมวิวพาโนรามาใจกลางกรุงเทพฯ ชวนทุกคนมาดื่มด่ำกับเครื่องดื่มดีๆ และวิวสวยๆ ของกรุงเทพยามค่ำคืน ใน Vibes ที่ไม่ซ้ำใคร AETHER Rooftop Bar แห่งใหม่ Central Park THER (อีเธอร์) ค็อกเทลเลานจ์ที่จะเปลี่ยนภาพจำของ Rooftop Bar แบบเดิมๆ ด้วยดีไซน์แบบ Futuristic ที่ไม่ซ้ำใคร ล้อมรอบด้วยเส้นขอบฟ้าและวิวสูงจากชั้น 44 ของอาคาร Central Park Offices โดย THER จะเปิดมุมมองใหม่ และส่งต่อพลังงานที่จะชวนให้ทุกคนได้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน และสนุกกับการเป็นตัวเองอีกครั้ง ผ่านบรรยากาศแห่งแสง สี เสียง และ เครื่องดื่มค็อกเทลชั้นยอด THER ถูกออกแบบมาเพื่อเติมมิติใหม่ให้กับเส้นขอบฟ้าของย่านสีลม ด้วยลำโพงสีเงินขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านล้อรับกับแสงดวงอาทิตย์ องค์ประกอบของเฟอร์นิเจอร์สไตล์เรียบหรูนั่งสบาย และแสงสีที่ออกแบบมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้ท้องฟ้ายามค่ำคืนมีลูกเล่นและสีสันที่แปลกตา สะท้อนให้เห็นถึงดีเอ็นเอของ THER ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเทพเจ้าแห่งแสงและชั้นบรรยากาศในตำนานกรีก นำเสนอนิยามความเท่ความผสานกับศาสตร์การทดลอง และความประณีตในทุกรายละเอียด THER คือคอนเซ็ปต์ใหม่ล่าสุดจาก Watermelon Group กลุ่มธุรกิจไลฟ์สไตล์และไนท์ไลฟ์ที่มีทั้งร้านอาหารและบาร์อยู่ทั่วกรุงเทพฯ โดยแต่ละแห่งต่างสะท้อนบุคลิกและไลฟ์สไตล์เฉพาะตัวของพื้นที่นั้นๆ ตั้งแต่ย่านทองหล่อที่เต็มไปด้วยแสงสีและชีวิตชีวา ย่านหลังสวนที่หรูหราทันสมัย ล่าสุด THER ได้ขยายแผนที่ของ Watermelon Group มาถึงย่านสีลมซึ่งเป็นหัวใจของกรุงเทพฯในด้านวัฒนธรรมและความมีชีวิตชีวา ด้วยรูฟท็อปที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์และดนตรี นำเสนอประสบการณ์ร่วมสมัย และตอบโจทย์การเข้าถึงอารมณ์ของผู้คนมากขึ้น THER ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ที่ผู้คนได้กลับมามีความสุขกับโมเมนต์ปัจจุบัน กล่าวโดย คุณบิ๊ง ภัทริสร์ จิตรถเวช ผู้ร่วมก่อตั้ง Watermelon Group ผมและทีมภาคภูมิใจมากที่ได้แบ่งปันสถานที่แห่งนี้ ที่พวกเราช่วยกันสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้กับผู้ที่ชอบนั่งดื่มให้ได้สนุกสนานกับบรรยากาศใหม่ๆ และแนวดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยความตั้งใจ การออกแบบโปรแกรมเครื่องดื่มค็อกเทลของ THER นำโดย เดปป์-นพป์เศรษฐ์ หิรัญวาทิต Head Bartender จาก Rabbit Hole ซึ่งมีความสามารถโดดเด่นด้านการผสมผสานเทคนิคสมัยใหม่แบบ Progressive ไม่ว่าจะเป็นการกลั่น การควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ และการสกัดรสชาติออกมาจากวัตถุดิบ เพื่อสร้างสรรค์ค็อกเทลที่เหมาะกับแต่ละช่วงเวลา ตั้งแต่กลิ่นและรสชาติเบาๆสำหรับช่วงหัวค่ำ ไปจนถึงเมนูที่มีความเข้มข้นและซับซ้อนมากขึ้นสำหรับยามค่ำคืน เมนูของ THER ออกแบบมาให้ทุกคนได้เคลื่อนผ่านชั้นบรรยากาศและอารมณ์ซึ่งแบ่งได้ทั้งหมดเป็น 3 ช่วง เริ่มตั้งแต่ GROUND STATE อย่าง AWAKEN.ING ที่ใช้เทคนิคการหมัก (fermentation) และการรมควัน (smoke) เป็นหลัก เปิดต่อมรับรสในช่วงหัวค่ำของวันด้วยกลิ่นและรสของสมุนไพร หรือเปรียบเสมือนช่วงแห่งการตื่นรู้ ต่อด้วยเมนูในช่วง TRANCEND หรือช่วงยกระดับความสนุกและลูกเล่นของเครื่องดื่ม เช่น เมนู CITY FLORA ที่ใช้กลิ่นหอมและรสชาติจากดอกไม้และผลไม้ตระกูลซิตรัส ดังช่วงแห่งความกระจ่างชัด และปิดท้ายด้วยเครื่องดื่มในเซคชั่น EXOSPHERE . BEYOND ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการหยุดนิ่งซึ่งจะเหลือแค่แสงเท่านั้น ที่ยังคงอยู่ ในสถานะที่ไร้เสียงและแรงโน้มถ่วง เช่นเมนู AETHERIA เสิร์ฟกลิ่นและรสชาติเบาๆของดอกไม้นับเป็นการจบค่ำคืนอย่างสง่างาม ดนตรีคืออีกหนึ่งหัวใจหลักของประสบการณ์ที่ THER ตั้งใจนำเสนอ โดยเป็นแนวเพลงสไตล์ Deep House ให้เข้ากับบรรยากาศ นำโดย Britta Arnold ดีเจผู้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ที่เป็นไฮไลท์ให้กับงานเปิดตัวในวันที่ 19 ธันวาคม ด้วยซาวด์แบบเบอร์ลินอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยสไตล์เพลงแบบ Underground Electronic ที่ปลุกเร้าอารมณ์ให้รู้สึกมีชีวิตชีวาอีกครั้ง แขกจะได้พบกับ ไลน์อัป DJ ทั้งไทยและต่างประเทศที่สลับกันมาโชว์เคสดนตรีในสไตล์ของตัวเองกันอย่างต่อเนื่อง ถ่ายทอดความรู้สึกโดนใจคนเมืองผ่านเสียงดนตรี ตั้งแต่ท่วงทำนองละมุนหูในช่วงที่พระอาทิตย์กำลังตก ไปจนถึงพลังงานที่หนักแน่นของจังหวะเทคโนยามดึก Rooftop Bar วิวพาโนรามาเหนือกรุงเทพฯ และสวนลุมพินี เมื่อขึ้นมาถึง THER แล้ว จะได้พบกับวิวเมืองแบบพาโนรามา ใจกลางเมืองกรุงเทพฯ พร้อมทิวทัศน์ของสวนลุมพินีจากมุมสูงที่น่าประทับใจ พื้นที่เลานจ์ที่ให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวในระนาบเดียวกับเส้นขอบฟ้าให้ได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ และฟลอร์เต้นรำใต้แสงดาวด้านหน้าบาร์ที่ให้ทุกคนได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ ข้อมูลร้าน THER พิกัด : https://maps.app.goo.gl/PstfrSEjrx2Ymw9ZA ที่อยู่ : ถนนพระรามที่ 4 แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ ร้านเปิดบริการ : 17.00 - 02.00 น. ที่จอดรถ : มี เว็บไซต์ : https://www.instagram.com/aether_bkk/ บทความที่คุณอาจสนใจ 15 บาร์ ร้านนั่งชิล ติดรถไฟฟ้าน่าไปแฮงค์เอาท์ ลงปุ๊ป ดื่มได้เลย 40 ร้านนั่งชิล ฟีลดนตรีสด กรุงเทพ คลายเครียดหลังเลิกงาน 15 Rooftop Bar ในกรุงเทพ วิวสวย ฟีลโรแมนติก สายแฮงค์เอาท์ห้ามพลาด

ATLAS เดินหน้าเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามนัด
อ่าน

ATLAS เดินหน้าเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามนัด

#ทันหุ้น #SET #ATLAS เดินหน้าเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามนัดATLAS ใส่เกียร์เดินหน้าเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ ดันยอดขายโตแกร่ง รองรับดีมานด์ลูกค้ามั่นใจโค้งสุดท้ายสดใส หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามนัดบมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS) เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจพร้อมเปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ที่จังหวัดเพชรบุรี ดันยอดขายโตแกร่ง รับดีมานด์ตลาดเติบโต ฟากผู้บริหาร “สุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์” ระบุมั่นใจผลงานไตรมาส 4/68 สดใส หนุนรายได้ปี 68 เติบโต 2 Digit ตามแผน ชูโมเดล “Creative Energy Retail” จุดแข็งเหนือคู่แข่งนายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (ATLAS) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รุกขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดโรงบรรจุก๊าซ LPG แห่งใหม่ในจังหวัดเพชรบุรี อย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 มีกำลังการอัดบรรจุประมาณ 1,200 ตันต่อเดือน นับเป็นโรงบรรจุก๊าซแห่งที่ 9 เพื่อรองรับฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และความต้องการใช้ LPG ที่เติบโตต่อเนื่อง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการต้นทุนด้านโลจิสติกส์ให้ดียิ่งขึ้นสำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/2568 มีทิศทางสดใส สอดคล้องกับความต้องการใช้ก๊าซ LPG ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงการเดินทางที่คึกคักในช่วงปลายปี โดยเฉพาะกลุ่มครัวเรือนและภาคขนส่ง ซึ่งมีการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นช่วง High season ของธุรกิจ ผลักดันรายได้ในปี 2568 เติบโต Double Digit ตามแผนงานที่วางไว้“ช่วงโค้งสุดท้ายของปีเป็นช่วงที่ปริมาณการใช้ก๊าซเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันบริษัทฯ ได้ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายและเพิ่มเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้แนวโน้มรายได้ในไตรมาส 4/2568 เติบโตต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ จึงเชื่อมั่นว่าผลประกอบการปี 2568 จะสามารถเติบโตตามแผน” นายสุวัชชัย กล่าวขณะที่โมเดลธุรกิจ “Creative Energy Retail” ถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ ATLAS สามารถแข่งขันได้เหนือคู่แข่ง ทั้งในด้านคุณภาพการให้บริการ ความครบวงจรของผลิตภัณฑ์และช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ การได้รับการสนับสนุนจาก Ecosystem ของกลุ่ม PTG ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ยังช่วยสร้างเครือข่ายทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง และต่อยอดโอกาสการเติบโตได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพนอกจากนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าขยายธุรกิจก๊าซ LPG ครบวงจรทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคครัวเรือน ผ่านการขยายโรงบรรจุก๊าซ ร้านจำหน่ายก๊าซหุงต้ม และการเพิ่มจำนวนถังก๊าซ LPG รวมถึงภาคขนส่ง ผ่านโครงการ “PT Auto Transform” เพื่อส่งเสริมการใช้ก๊าซ LPG ในยานยนต์ ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการจำหน่าย LPG ซึ่งมีศักยภาพเติบโตในอนาคต ผลักดันผลการดำเนินงานเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น

ATLAS–PTGสนับสนุนทหาร ประชาชนพื้นที่ชายแดน
อ่าน

ATLAS–PTGสนับสนุนทหาร ประชาชนพื้นที่ชายแดน

ATLAS–PTGสนับสนุนทหาร ประชาชนพื้นที่ชายแดน#ทันหุ้น #SET #ATLAS #PTGนายสุวัชชัย พิทักษ์วงศาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (ATLAS) ผู้จัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้แบรนด์ “ก๊าซหุงต้มพีที” ร่วมกับ กลุ่มบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) (PTG) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านพลังงาน พร้อมส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจแก่ทหารไทย เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ และพี่น้องประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทยโดย ATLAS Energy และ PTG ได้สนับสนุนก๊าซหุงต้มพีทีรวมทั้งสิ้น 2,880 กิโลกรัม แก๊สกระป๋องพีที จำนวน 6,000 กระป๋อง พร้อมเตาแก๊สพีทีแบบพกพา 200 ชิ้น เพื่อใช้ในการประกอบอาหารสำหรับประชาชนและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ช่วยเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐและกองทัพในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างต่อเนื่องสำหรับการสนับสนุนในครั้งนี้ ได้จัดสรรให้แก่หน่วยงานทางทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้• สนับสนุนก๊าซหุงต้มพีทีให้กับ โรงครัวศูนย์อพยพ จังหวัดบุรีรัมย์ และมูลนิธิเพชรเกษม จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อประกอบอาหารแจกจ่ายให้กับประชาชน• สนับสนุนแก๊สกระป๋องพีทีและเตาแก๊สพีทีแบบพกพา ให้แก่กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 2 จังหวัดนครราชสีมา, กองบัญชาการกองทัพภาคที่ 1 และกองบัญชาการกองทัพบก จังหวัดกรุงเทพมหานคร เพื่อช่วยเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทั้งนี้ ATLAS Energy และ PTG ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพไทย เพื่อเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทหารและเจ้าหน้าที่ทุกนาย พร้อมส่งความปรารถนาดีให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความปลอดภัย และประสบความสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายพร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมยืนเคียงข้างทหารไทยและประชาชน เพื่อร่วมเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน