รีเซต

ผลการค้นหา “#asus” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ปลดล็อกความเร็ว!! Nike เปิดตัว Pegasus Plus 2 รองเท้าเทรนนิ่งเทมโป
อ่าน

ปลดล็อกความเร็ว!! Nike เปิดตัว Pegasus Plus 2 รองเท้าเทรนนิ่งเทมโป

กรุงเทพฯ, ประเทศไทย Nike Pegasus Plus 2 รองเท้าเทรนนิ่งสำหรับการวิ่งเทมโปที่ผสานความเร็วและประสิทธิภาพไว้อย่างลงตัว พร้อมดีไซน์ที่โชว์ให้เห็นนวัตกรรม Air Zoom ผสานโฟม ZoomX ที่ช่วยเพิ่มแรงส่ง ให้ทุกย่างก้าวรู้สึกเบา เร็ว และเปี่ยมด้วยพลังยิ่งขึ้น Pegasus Plus 2 เป็นรองเท้ารุ่นล่าสุดในซีรีส์ Pegasus ของ Nike ที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อนักวิ่งที่ต้องการทั้งความเร็ว รองรับการใช้งานได้อย่างยาวนาน และมอบประสิทธิภาพที่สม่ำเสมอในทุกครั้งที่ออกวิ่ง พร้อมมอบประสบการณ์การวิ่งที่ทั้งรวดเร็ว มีแรงส่ง และต่อเนื่อง ให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในวันแข่งจริง พร้อมช่วยให้ใช้แรงน้อยลง แต่ได้ผลลัพธ์ที่มากกว่า ตัวรองเท้าได้รับการออกแบบมาเพื่อเน้นประสิทธิภาพด้านความเร็ว ด้วยน้ำหนักที่เบาและสัมผัสที่นุ่มนวล พร้อม Air Zoom รูปทรงโค้งที่ช่วยให้แต่ละย่างก้าวต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ พื้นรองเท้าชั้นกลางใช้โฟม ZoomX ที่ให้แรงส่งได้ดี พร้อมเพิ่มพื้นที่บริเวณหน้าเท้าและปลายเท้าให้กว้างขึ้น เพื่อการสวมใส่ที่กระชับและสบายยิ่งขึ้น Pegasus Plus 2 ได้รับการปรับโฉมให้โดดเด่นด้วยองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านความเร็ว ซึ่งนักวิ่งสามารถสัมผัสและมองเห็นได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งสะสมระยะในแต่ละวัน การฝึกวิ่งระยะไกล หรือการเร่งเพซให้เร็วขึ้น ไฮไลท์สำคัญของรองเท้ารุ่นนี้คือ Air Zoom รูปทรงโค้งบริเวณหน้าเท้าที่เผยให้เห็นจากภายนอก ซึ่งช่วยยกระดับทั้งความรู้สึกขณะสวมใส่และประสิทธิภาพของ Pegasus ให้เหนือไปอีกขั้น ผสานกับพื้นรองเท้าชั้นกลางที่ใช้โฟม ZoomX น้ำหนักเบาและให้แรงส่งได้ดี ช่วยให้ทุกย่างก้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่องและส่งแรงไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยให้แรงส่งเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 18% เมื่อเทียบกับ Pegasus Plus รุ่นแรก Pegasus Plus 2 ได้รับแรงบันดาลใจจากรองเท้าวิ่งแข่งบนถนนของ Nike ถ่ายทอดความเร็วและประสิทธิภาพในแบบรองเท้าซูเปอร์ชู ด้วยการวิ่งที่ราบรื่นและมีแรงส่ง โดยไม่ต้องใช้แผ่นเพลท ช่วยให้นักวิ่งทำความเร็วและรักษาจังหวะการวิ่งได้อย่างมั่นใจตั้งแต่ก้าวแรก คุณ Deepa Ramprasad ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายรองเท้าวิ่ง Nike Running กล่าวว่า เป้าหมายของเรานั้นเรียบง่าย นั่นคือการมอบความเร็วโดยไม่ลดทอนประสิทธิภาพด้านอื่น ๆ เราทุ่มเทเวลาหลายปีในการพัฒนาและใส่ใจทุกรายละเอียดของรองเท้ารุ่นนี้ เพื่อมอบทุกสิ่งที่นักวิ่งต้องการอย่างลงตัว ทั้งความเร็ว ความสบาย และความมั่นใจในการเร่งเพซให้เร็วขึ้น Pegasus Plus 2 ถือเป็นก้าวสำคัญของซีรีส์ Pegasus ที่นำแรงบันดาลใจจากประสบการณ์การวิ่งในวันแข่งมาสู่รองเท้าเทรนนิ่งสำหรับการวิ่งในทุกวัน Pegasus Plus 2 ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์การวิ่งที่ราบรื่น สบาย และตอบโจทย์การวิ่งที่หลากหลาย จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับนักวิ่งที่มองหารองเท้าคู่เดียวที่รองรับการวิ่งได้หลายรูปแบบ โดย Air Zoom รูปทรงโค้งช่วยให้การเปลี่ยนผ่านจากแต่ละก้าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง สร้างจังหวะการวิ่งที่เป็นธรรมชาติและไม่สะดุด ขณะที่เส้นใยยืดหยุ่นภายในทำหน้าที่คล้ายสปริง ช่วยส่งแรงจากแต่ละย่างก้าวกลับสู่นักวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น Pegasus Plus 2 มาพร้อมโครงสร้าง MR10 2.0 ที่เปิดตัวครั้งแรกใน Pegasus 42 และได้รับการปรับแต่งให้รองรับพื้นที่บริเวณหน้าเท้าและปลายเท้าได้กว้างขึ้น เพื่อเพิ่มความสบายขณะสวมใส่ ส่วนบริเวณกลางเท้าได้รับการออกแบบให้โอบกระชับและมั่นคง โดยยังคงความคล่องตัวขณะวิ่ง นอกจากนี้ ยังเพิ่มความสบายบริเวณข้อเท้าด้วยวัสดุคุณภาพสูง พร้อมดีเทลสะท้อนแสง และพื้นรองเท้าชั้นนอกลายวาฟเฟิลดีไซน์ใหม่ที่ออกแบบให้ยืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหว ช่วยให้การเคลื่อนไหวเป็นธรรมชาติและสัมผัสพื้นถนนได้ดียิ่งขึ้น Cameron Myers นักกีฬา Nike และเจ้าของสถิติโลกในการวิ่ง 1,500 เมตร กล่าวว่า ผมชอบการวิ่งที่ได้โฟกัสกับจังหวะของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังสนุกไปกับทุกย่างก้าว และนั่นคือความรู้สึกที่ผมได้รับจากรองเท้าคู่นี้ ทั้งวิ่งสบาย ทำความเร็วได้ดี และช่วยให้ทุกย่างก้าวต่อเนื่องอย่างเป็นธรรมชาติ Pegasus Plus 2 ได้รับการพัฒนาและทดสอบร่วมกับนักกีฬา Nike ระดับแนวหน้ามากกว่า 30 คน ครอบคลุมตั้งแต่นักวิ่งมาราธอนชั้นนำไปจนถึงนักกรีฑาระดับโลก พร้อมนำข้อมูลจาก Nike Sport Research Lab ที่ศึกษาทั้งรูปแบบการเคลื่อนไหวและประสบการณ์ของนักวิ่งมาใช้ในการออกแบบ เพื่อให้รองเท้าตอบโจทย์การวิ่งและสวมใส่ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด สำหรับ Air Zoom ได้มีการปรับระดับแรงดันอย่างละเอียดและแม่นยำ รวมถึงปรับโครงสร้างให้เหมาะกับรองเท้าในแต่ละไซซ์ เพื่อเพิ่มแรงส่งและมอบประสบการณ์การวิ่งที่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะสวมใส่รองเท้าไซซ์ใดก็ตาม Pegasus Plus 2 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนาซีรีส์ Pegasus รองเท้าวิ่งที่อยู่คู่กับ Nike มาอย่างยาวนานและเป็นหนึ่งในซีรีส์รองเท้าวิ่งที่ขายดีที่สุดตลอดกาล โดย Pegasus เป็นหนึ่งในสามกลุ่มรองเท้าหลักสำหรับการวิ่งบนถนน ซึ่งแต่ละกลุ่มได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักวิ่งที่แตกต่างกัน Pegasus โดดเด่นด้วยระบบลดแรงกระแทกที่ตอบสนองได้ดีและช่วยเสริมแรงส่งตลอดการวิ่ง ขณะที่ Vomero เน้นการรองรับแรงกระแทกในระดับสูงสุดเพื่อมอบความสบายอย่างเต็มที่ ส่วน Structure มาพร้อมระบบลดแรงกระแทกที่ช่วยเสริมการรองรับและความมั่นคงในทุกย่างก้าว การเปิดตัว Pegasus Plus 2 ตอกย้ำแนวทางการพัฒนานวัตกรรมรองเท้าวิ่งบนถนนของ Nike ซึ่งสะท้อนถึงรากฐานของแบรนด์ที่มีจุดเริ่มต้นจากนักวิ่ง และยึดมั่นในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อนักวิ่งมาโดยตลอด พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นในการนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยให้นักกีฬาทุกระดับ ตั้งแต่นักกีฬาระดับแนวหน้าไปจนถึงนักวิ่งทั่วไป ก้าวข้ามขีดจำกัดและปลดล็อกศักยภาพด้านความเร็วของตัวเองได้อย่างเต็มที่ รองเท้า Nike Pegasus Plus 2 เตรียมวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ณ ร้านค้าพันธมิตรบางสาขา และทาง Nike.com สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ Nike Newsroom ======================================

AUDITION PC จับมือ ASUS ประกาศพันธมิตรอย่างเป็นทางการในงาน ASUS BRAND DAY x JIB แท็กทีมแดนซ์กระจาย พร้อมแจกไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ!
อ่าน

AUDITION PC จับมือ ASUS ประกาศพันธมิตรอย่างเป็นทางการในงาน ASUS BRAND DAY x JIB แท็กทีมแดนซ์กระจาย พร้อมแจกไอเทมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ!

เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 Audition PC เกมแดนซ์สุดฮิตระดับตำนานจาก PlayPark ได้ยกทัพไปจัดกิจกรรมสร้างสีสันมอบความสนุกและสร้างความประทับใจให้แก่แฟน ๆ เกมออดิชั่น กับงาน "ASUS BRAND DAY x JIB" จัดขึ้นที่ ศูนย์การค้าเมกา บางนา (MEGA BANGNA) โดยมีผู้เข้าร่วมงานอย่างคึกคักกว่ากว่า 100 คนสำหรับไฮไลท์เด็ดของงานเริ่มต้นด้วยกิจกรรม "Mini Match Duo Dynamic" ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ร่วมท้าสเต็ปแดนซ์ แบทเทิลกันอย่างใกล้ชิดไปกับแขกรับเชิญสุดพิเศษอย่าง Patiizz และ ปะป๊า รีซิส ตามมาด้วยความตื่นเต้นท้าทายในกิจกรรม "Perfect Challenge X5" ที่งานนี้ทาง ROG และ AMD ใจป้ำ จัดเต็มแจกของรางวัลใหญ่ให้กับขาแดนซ์ที่สามารถทำ Perfect Combo ได้ตั้งแต่ x8 ขึ้นไปนอกจากกิจกรรมสุดมันส์แล้ว ภายในงานยังมีการประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง ROG และ AUDITION PC ในฐานะ Official Partner อย่างเป็นทางการในปีนี้ พร้อมทั้งมีการแอบสปอยล์เปิดตัว ITEM ROG SET และ ROG ICON สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมีมาให้ผู้เล่นได้ครอบครองเร็ว ๆ นี้ ทำเอาแฟนเกมและสาวก ROG ตื่นเต้นกันถ้วนหน้าสำหรับใครที่พลาดงานนี้ไม่ต้องเสียใจไป ยังสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ Audition PC เพิ่มเติมได้ที่:ดาวน์โหลดเกม: https://audition.playpark.com/th-th/PRAU19Facebook Page: https://www.facebook.com/PlayPark.Audition.THYoutube: https://www.youtube.com/PlayParkAuditionTHเว็บไซต์หลัก: https://audition.playpark.comนอกจากนี้ ยังสามารถติดตามอัปเดตข่าวสารเกมในเครือ PlayParkพร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมรับไอเทมฟรีได้ง่ายๆ ทาง LINE Official คลิกเลย https://maac.io/2rToZ[ข่าวประชาสัมพันธ์]

KWM ปั้นสินค้าใหม่ดันโต แบรนด์ Pegasus แรง
อ่าน

KWM ปั้นสินค้าใหม่ดันโต แบรนด์ Pegasus แรง

#KWM #ทันหุ้น – KWM พลิกเกมฝ่าวิกฤติกำลังซื้อเกษตรทรุด 40% เร่งปรับหมากสู้ศึกราคาพืชผลผันผวน แถมน้ำมันแพง พร้อมเร่งออกไลน์ใหม่เสริมพอร์ต ปักหมุดขยายฐานลูกค้าไทยเต็มสูบ ฟากแบรนด์ Pegasus โตแรง หนุนสัดส่วนรายได้ทะลุ 20%นายอุกฤษณ์ วนโกสุม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับการเกษตร เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ภาพรวมกำลังซื้อในตลาดอุปกรณ์การเกษตรปัจจุบันปรับตัวลดลงกว่า 30-40% จากแรงกดดันของราคาพืชผลทางการเกษตรที่ผันผวน อาทิ อ้อย รวมถึงวิกฤตราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทต้องเร่งสำรวจปัญหาที่แท้จริงของลูกค้า และปรับกลยุทธ์ให้สอดรับกับสถานการณ์อย่างใกล้ชิดนำเข้าสินค้าทั้งนี้ บริษัทได้นำเข้าสินค้าหรือใช้วัตถุดิบเหล็กจากล็อตเก่ามาผลิตสินค้าในเกรดราคาประหยัดมากขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่หันมาเลือกสินค้าราคาย่อมเยาชั่วคราว พร้อมทั้งปรับปรุงไลน์สินค้าอย่างต่อเนื่อง อาทิ ใบจักรสำหรับเตรียมดินโดยไม่ต้องเผา ซึ่งเคยได้รับความนิยมสูง และสปริงโอ่งสำหรับคัดท้ายรุ่นใหม่ ที่ได้รับการตอบรับดีและมียอดขายเติบโตดังนั้น บริษัทจึงปรับแผนจากเดิมที่มุ่งรักษาฐานลูกค้าเดิม มาเป็นการเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์และไลน์สินค้าใหม่เพื่อขยายตลาดเพิ่มเติม โดยเฉพาะตลาดในประเทศซึ่งยังเป็นตลาดหลัก พร้อมมองว่าธุรกิจการเกษตรที่เชื่อมโยงกับภาคอาหารจะมีโอกาสฟื้นตัวแรงหลังผ่านพ้นวิกฤต ส่วนตลาดต่างประเทศ เวียดนามเริ่มมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาแล้ว ขณะที่เมียนมายังมีฐานลูกค้าเหนียวแน่น ส่วนตลาดลาวยังค่อนข้างซบเซาในทิศทางเดียวกับไทยปัจจุบัน โครงสร้างรายได้หลักของ KWM ยังคงมาจากการรับจ้างผลิต (OEM) ให้กับแบรนด์คูโบต้า คิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของรายได้รวม ขณะที่แบรนด์ Pegasus ของบริษัทมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง จนมีสัดส่วนเกิน 20% ของรายได้ โดยเน้นเจาะกลุ่มเกษตรกรมืออาชีพ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพสูงและมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนออกสินค้าใหม่เพิ่มเติม อาทิ ใบมีดตัดหญ้าและอุปกรณ์เกี่ยวข้าว เพื่อจำหน่ายควบคู่ไปกับใบโรตารี่ที่เป็นสินค้าหลักของลูกค้าเดิมปรับแผนธุรกิจนอกจากนี้ KWM ยังปรับทิศทางธุรกิจมาให้ความสำคัญกับตลาด B2C มากขึ้น หลังมองว่ามีศักยภาพเติบโตได้เร็วกว่าตลาด B2B จึงได้ขยายทีมงานเพื่อพัฒนาสินค้าใหม่สำหรับลูกค้ากลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ โดยช่องทาง B2B ยังคงจำหน่ายผ่านร้านค้าอะไหล่และเครื่องมือช่างทั่วประเทศในลักษณะขายขาดเพื่อให้ร้านค้าสต๊อกสินค้า ขณะที่ B2C บริษัทจะเพิ่มช่องทางการขายตรงผ่านระบบออนไลน์และแพลตฟอร์มต่างๆ

"Pegasus 3" โฉบซิ่งยึดแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศจีน ตรุษจีน 2026 สวนทางหนัง "เฉินหลง" จอดสนิท
อ่าน

"Pegasus 3" โฉบซิ่งยึดแชมป์บ็อกซ์ออฟฟิศจีน ตรุษจีน 2026 สวนทางหนัง "เฉินหลง" จอดสนิท

ผลลัพธ์รายได้หนังจากแผ่นดินใหญ่ในช่วงเทศกาลวันตรุษจีนได้เปิดเผยออกมาแล้ว ในปีนี้ปรากฏว่า "Pegasus 3" ภาคต่อหนังตลกกีฬาแข่งซิ่ง กลายเป็นผู้นำโกยรายได้และเป็นหนังขวัญใจผู้ชมประจำสัปดาห์หยุดยาววันตรุษจีน ปี 2026 แม้ว่าสถานการณ์ภาพรวมจะสู้ช่วงตรุษจีนปีก่อนยังไม่ได้ เพราะ "Ne Zha 2" เคยทำรายได้เอาไว้ได้อย่างมหัศจรรย์ Variety รายงานว่า Pegasus 3 กลายเป็นแชมป์หนังช่วงสัปดาห์วันตรุษจีนบนแผ่นดินใหญ่ ด้วยการโกยรายได้จากการฉาย 6 วันแรก ไปได้ราว ๆ 4.47 พันล้านหยวน หรือราว ๆ 647.4 ล้านเหรียญ โดยหนังเริ่มออกฉายตั้งแต่วันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่เป็นวันแรกของเทศกาลวันตรุษจีน ทำให้บัดนี้หนังได้กลายเป็นอันดับที่ 1 บนชาร์ตรายได้หนังทั่วโลกสูงที่สุดในปี 2026 ไปโดยปริยาย เนื่องจากในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แทบจะยังไม่มีหนังฮอลลีวูดเรื่องไหนทำเงินได้หวือหวาเลย Pegasus 3 เป็นผลงานล่าสุดของผู้กำกับ "หานหาน" ที่นำแสดงโดย "เฉินเติ้ง" เป็นเฟรนไชส์หนังภาคต่อที่เริ่มต้นภาคแรก เมื่อปี 2019 และตามมาด้วยภาคที่ 2 เมื่อปี 2024 ที่เป็นเรื่องราวของนักแข่งรถที่ถูกมองว่าเป็นม้านอกสายตา ได้สานฝันสุดทะเยอทะยานในการแข่งร่วมโปรแกรมแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับสากล ยอ่าง Muchen 100 Rally ขณะที่ตำแหน่งรองแชมป์หนังวันตรุษจีนปีนี้ เป็นของ "Scare Out" หนังระทึกขวัญสายลับ ผลงานใหม่ของผู้กำกับ "จางอี้โหมว" ที่โกยรายได้ไป 6 วันแรกตามมาห่าง ๆ ที่ 110.7 ล้านเหรียญ ส่วนในอันดับที่ 3 เป็นผลงานหนังแอคชันต่อสู้ย้อนยุคเรื่องล่าสุดของ "อู่จิ่ง" กับ "เจ็ต ลี" อย่าง "Blades of the Guardians" ที่ถือว่าเปิดตัวได้ค่อนข้างผิดหวังไปหน่อย เพราะทำเงินเปิดตัวไปได้น้อยกว่าที่คิด กับตัวเลขฉาย 6 วันแรกที่ 690 ล้านหยวน หรือราว ๆ 97 ล้านเหรียญ แต่ที่น่าเจ็บปวดยิ่งกว่าก็น่าจะเป็น "Panda Plan: The Magical Trible" ภาคต่อหนังแอคชันผจญภัยของ "เฉินหลง" ที่คัมแบ็กกลับมาในแบบที่ไม่ติดตลาดอีกแล้ว เพราะหนังทำเงินไปได้อย่างน่าผิดหวังแค่ 175ล้านหยวน จากการเข้าฉาย 6 วันแรก เป็นการตอกย้ำว่ากระแสความนิยมของเฉินหลงในเมืองจีนนั้น แทบจะไม่จุติใด ๆ อีกแล้ว สถานการณ์บ็อกซ์ออฟฟิศเมืองจีนก็ไม่ได้ต่างไปจากฝั่งอเมริกาสักเท่าไหร่นัก เพราะหลังจากเริ่มต้นปีมาได้เกือบจะ 2 เดือน ภาพรวมของที่นั่นก็เพิ่งจะทำรายได้รวมถึงหลักพันล้านเหรียญในสุดสัปดาห์นี้ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ยังลดต่ำลงกว่าช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีที่แล้วถึง -64% แต่อย่างไรก็ตาม ช่วงเทศกาลวันตรุษจีนที่ผ่านมานั้น ก็ช่วยกระตุ้นในการลดช่องว่างทางด้านรายได้ขึ้นมาได้บ้างแล้วเช่นกัน ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

HAMA SUSHI ซูชิสายพานจากญี่ปุ่น สาขาแรกในไทย เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ราคาหลักสิบ
อ่าน

HAMA SUSHI ซูชิสายพานจากญี่ปุ่น สาขาแรกในไทย เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ราคาหลักสิบ

กินอะไรดีที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ตามเรามาเช็กอิน ร้านอาหารใกล้ฉัน ย่าน ฝั่งธนฯ ร้านเปิดใหม่ล่าสุด รีวิว HAMA-SUSHI ซูชิสายพาน ร้านดังจากญี่ปุ่น สาขาแรกในไทย ที่ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า อิ่ม อร่อย กับซูชิหลากหลายสไตล์ มากกว่า 80 ชนิด และเมนูอาหารอื่นๆ ทั้งของกินเล่น และญี่ปุ่นหลากหลายเมนู ในราคาเริ่มต้นเพียง 40 บาท เท่านั้น (เปิดบริการวันแรก 21 พฤศจิกายน 2568) Hama Sushi ซูชิสายพาน เซ็นทรัลปิ่นเกล้า HAMA - SUSHI อีกหนึ่งร้านซูชิสายพานชื่อดังจากญี่ปุ่น ที่มีสาขามากกว่า 700 สาขาทั่วโลก สำหรับร้านนี้จะปักหมุดเปิดร้านสาขาแรกประเทศไทย กันในโซนฝั่งธนฯ ที่ ชั้น 5 เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ไฮไลท์ของ HAMA-SUSHI คือ สายพานของที่นี่จะไม่ได้หมุนเวียนโชว์อยู่ตลอดเวลา ทุกออเดอร์จะทำจานต่อจาน และถูกส่งตรงผ่านทางสายพานมาถึงโต๊ะ เพื่อให้เราได้ลิ้มรสความสดใหม่ได้ในทันที รีวิว HAMA-SUSHI ฮามะซูชิ เมนู ราคา อย่างที่บอกว่านี่คือ ร้านซูชิสายพานแบบ Straight Lane โดยที่ร้านมีเมนูให้เลือกมากกว่า 80 เมนู ในราคาเริ่มต้นเพียง 40 บาท เท่านั้น เมนูซิซูชิจานละ 40 บาท ของ HAMA-SUSHI ที่ไม่ควรพลาด แซลมอนคัดพิเศษ มากุโระ (ปลาทูน่า) แซลมอนโทโระย่างไฟ กุ้งหวาน แฮมโปรชูโตโรยหัวหอม ปลาหมึกกล้วยทั้งตัวกับขิง กุ้งเทมปุระนิกิริ แฮมเบิร์กราดมายองเนส เมนูซิซูชิจานละ 60 บาท ของ HAMA-SUSHI ที่ไม่ควรพลาด แซลมอน 3 ชนิด ชูโทโระจัมโบ้ ไข่ปลาแซลมอน หอยแครงญี่ปุ่น แคลิฟอร์เนียโรล เนื้อโรสต์บีฟราดซอสกระเทียม หมูคารูบิย่างเกลือ กุ้งย่างชีสกับมายองเนส เมนูซิซูชิจานละ 80 บาท ของ HAMA-SUSHI ที่ไม่ควรพลาด ชูโทโระจัมโบ้ 2 ชนิด กุ้งแดงโรยไข่ปลาแซลมอน กุงกันซูชิอูนิ กุ้งชุบแป้งทอดนิกิริ (ซอสทาร์ทาร์) กุงกันซูชิหน้าแซลมอนภูเขาไฟฟูจิ HAMA-SUSHI ฉลองเปิดสาขาแรกในประเทศไทย มอบให้ความพิเศษแรก คือ เมนูแซลมอนคัดพิเศษ และ กุ้งแดงธรรมชาติ ในราคาจานละ 30 บาทเท่านั้น (จากปกติ 40 บาท) ** ระยะเวลาโปรโมชั่น : 21 พฤศจิกายน 2568 - 4 กุมภาพันธ์ 2569 HAMA SUSHI เมนูของทอด อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่ห้ามพลาด เมื่อมาที่ HAMA - SUSHI คือ เมนูของทอด ซึ่งเป็นเมนูยอดนิยมของทางร้านไม่ว่าจะเป็นเฟรนช์ฟรายส์, กุ้งเทมปุระนิกิริ (ซูชิกุ้งเทมปุระ), ไก่คาราเกะ ฯลฯ HAMA SUSHI เมนูอาหารอื่นๆ นอกจากเมนูซูชิ ที่ร้าน HAMA-SUSHI ยังมีเมนูแนะนำอื่นๆ ที่ใครไม่ใช่สายซูชิก็ยังเข้ามาอิ่มอร่อยได้ ทั้งราเมน ซุปมิโซะ รวมไปถึงเมนูของหวานแบบจัดเต็ม ซึ่งทางร้านได้มีการคัดสรรวัตถุดิบมาอย่างพิถีพิถัน รับรองว่าอิ่มท้องได้อย่างแน่นอน บอกเลยว่านี่เป็นการเพิ่มตัวเลือกให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง และสำหรับใครที่เป็นแฟนร้านซูชิสายพาน เราขอให้ลองเปิดใจกับร้าน HAMA-SUSHI เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ร้านซูชิสายพาน ที่เดินทางมาจากประเทศญี่ปุ่น อีกหนึ่งตัวเลือกที่จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ข้อมูลร้าน Hama Sushi เซ็นทรัลปิ่นเกล้า พิกัด : https://maps.app.goo.gl/NWSoY8ak5rn56bkFA ที่อยู่ : เซ็นทรัลปิ่นเกล้า ชั้น 5 ร้านเปิดบริการ : 10.00 - 22.00 น. ที่จอดรถ : มี เว็บไซต์ : https://www.facebook.com/Hamasushi Thailand บทความที่คุณอาจสนใจ 12 ร้านอาหาร เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เอาใจสายกิน ฟินได้ทุกวัน รีวิว Katsu Midori Sushi ซูชิสายพาน สาขาแรกในไทย ที่เซ็นทรัลเวิลด์ รีวิว SUSHIRO ซูชิสายพาน จากญี่ปุ่น สาขาแรกในไทย เซ็นทรัลเวิลด์

KWM ชู “PEGASUS” โตแรงสวนตลาด 40%
อ่าน

KWM ชู “PEGASUS” โตแรงสวนตลาด 40%

#KWM #ทันหุ้น - KWM ชู “PEGASUS” แรงสวนตลาด โต 30–40% พร้อมตอกย้ำสิทธิ์เทคโนโลยีเฉพาะรายเดียวในตลาด ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ลดการเผา เพิ่มประสิทธิภาพแบบเห็นผลจริง ชี้ปลายปี 2568 ภาคเกษตรไทยเผชิญมรสุม ดีมานด์หด กำลังซื้อเกษตรกรชะลอ แถมราคาพืชผลผันผวนกดดัน นายอุกฤษณ์ วนโกสุม รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค.ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับการเกษตร เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า สถานการณ์ภาคการเกษตรช่วงปลายปี 2568 ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง เนื่องจากดีมานด์โดยรวมในตลาดลดลงจากปีก่อน ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากยังเลือกชะลอการลงทุนระยะยาว เพราะไม่มั่นใจในทิศทางราคาพืชผล และกังวลต่อการแข่งขันที่สูงขึ้นในหลายตลาด โดยเฉพาะ “ข้าว” ซึ่งเป็นพืชหลักของเกษตรกรไทยกว่า 40% ยังคงอยู่ในสภาวะไม่แน่นอนจากการแข่งขันในตลาดโลก โดยประเทศคู่แข่งอย่างอินเดียและเวียดนามสามารถตั้งราคาขายข้าวได้ต่ำกว่า ส่งผลต่อราคาภายในประเทศ ขณะที่พืชไร่อย่างข้าวโพดเริ่มทรงตัว ส่วนอ้อยอยู่ระหว่างช่วงโรงงานเคาะราคาในเดือนธันวาคม และมันสำปะหลังเผชิญภาวะราคาดิ่งแรงจากกว่า 4 บาท เหลือเพียงราว 1 บาทกว่า แม้ตลาดรวมจะซบเซา แต่ KWM ยังสามารถรักษายอดขายโดยรวมให้ใกล้เคียงเดิมได้ โดยมี “ใบจักร PEGASUS” เป็นหัวหอกหลักของการเติบโต สำหรับยอดขายของผลิตภัณฑ์นี้เติบโตแรงกว่า 30-40% เนื่องจากตอบโจทย์นโยบายภาครัฐเรื่อง “การไม่เผา” ในภาคเกษตร โดยเทคโนโลยีของใบจักรสามารถช่วยเกษตรกรสับเศษวัสดุแทนการเผา ลดมลภาวะ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้จริง ทั้งนี้ใบจักร PEGASUS เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของ KWM รายเดียวในตลาด ทำให้มีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีและคุณภาพ โดยเกษตรกรนิยมเปลี่ยนเฉพาะใบมีดแทนการซื้อเครื่องจักรใหม่ ซึ่งช่วยประหยัดต้นทุนได้มาก สำหรับในไตรมาส 3/2568 บริษัทและบริษัทย่อยมี รายได้จากการขายและการให้บริการ 57.11 ล้านบาท ลดลง 46 ล้านบาท หรือร้อยละ 44.61 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 3.68 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ ร้อยละ 6.44 ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7.78 ล้านบาท หรือลดลงคิดเป็น ร้อยละ 67.89 สำหรับงวด 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและการให้บริการรวม 304.5 ล้านบาท ลดลง 93.95 ล้านบาท หรือร้อยละ 23.58 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุจากปัจจัยเดียวกันกับไตรมาส 3 อย่างไรก็ตาม กลุ่มสินค้าใบเกลียวและใบมีดตีดิน (Rotary) ยังคงเติบโตจากปีก่อนได้เล็กน้อย ขณะที่กำไรสุทธิ 32.63 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ ร้อยละ 10.72 ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 10.42 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 24.20

KWM ลุยทำตลาด“Pegasus” ดันยอดโต 40%-รับไฮซีซัน
อ่าน

KWM ลุยทำตลาด“Pegasus” ดันยอดโต 40%-รับไฮซีซัน

#KWM #ทันหุ้น – KWM เดินเกมรุกทำตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ ‘Pegasus’ เต็มพิกัด หวังดันยอดขายปีนี้ พุ่ง 40-50% หนุนมาร์จิ้นสดใส แย้มครึ่งปีหลังฟอร์มแจ่ม รับอานิสงส์เข้าช่วงฤดูกาลขาย ลุ้นรัฐบาลใหม่ ส่งเสริมนโยบายไม่เผาต่อเนื่อง หนุนดีมานด์ใบจักรสดใส                นายอุกฤษณ์  วนโกสุม  รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เค. ดับบลิว. เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ KWM เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า แนวทางการดำเนินงานของบริษัทในช่วงที่เหลือปีนี้ ยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดสินค้าภายใต้เครื่องหมายการค้าของบริษัท (เฮาส์แบรนด์) โดยเฉพาะในส่วนของใบจักรที่เป็นนวัตกรรมและลิขสิทธิ์ของบริษัทแต่เพียงผู้เดียวภายใต้แบรนด์ “Pegasus” ให้มากขึ้น เนื่องจากสินค้าสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่ต้องการปรับปรุงพื้นที่การเกษตรในรูปแบบของการเผาได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีกำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) อยู่ในระดับที่ดีกว่าสินค้าทั่วไป โดยบริษัทคาดยอดขายกลุ่มดังกล่าวปี 2568 จะสามารถเติบโตได้ประมาณ 40-50% จากปีก่อน (เดิมทาง KWM เคยระบุว่า ยอดขายแบรนด์ดังกล่าวในปี 2567 อยู่ที่ราว 4,000-5,000 ใบ)** แย้มครึ่งหลังสวย             ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัทนั้นมาจากการจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ “Pegasus”  อาทิ ใบจักร ฯลฯ ประมาณ 20% และที่เหลือมาจากในส่วนอื่นๆ รวมทั้งบริษัทยังมีแนวทางทำตลาดลูกค้าใหม่ต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคตให้ดียิ่งขึ้น สำหรับแนวโน้มธุรกิจครึ่งหลังปี 2568 บริษัทประเมินว่ามีโอกาสดีขึ้นกว่าครึ่งแรกปีนี้ เพราะเป็นช่วงปลายปีนั้นจะมีการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร ถือเป็นฤดูกาลขายของบริษัท ซึ่งจะช่วยทำให้ความต้องการ (ดีมานด์) และยอดขายอุปกรณ์ทางเกษตรต่างๆ ของบริษัทขยายตัว อย่างไรก็ดี ภายหลังจากการที่มีรัฐบาลใหม่การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ทางบริษัทเชื่อรัฐบาลใหม่จะมุ่งนโยบายรัฐบาลผลักดันการเก็บเกี่ยวผลผลิตการเกษตรด้วยวิธี “การไม่เผา” ให้มากขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะกลายเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนสินค้ากลุ่มใบจักรให้เพิ่มขึ้นในอนาคตต่อไป             นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัท เค. ดับบลิว เม็ททัล เวิร์ค จำกัด (มหาชน) ได้มีมติอนุมัติให้บริษัทจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท เคดับบลิวเอชบี จำกัด (KWHB) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัท ถือหุ้นในสัดส่วนประมาณ 51% ของทุนจดทะเบียนบริษัทดังกล่าว** ขายหุ้น บ.ย่อย 51% โดยบริษัทจะมีการจำหน่ายหุ้นที่ถืออยู่ทั้งหมด 102,000 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 51% ของทุนจดทะเบียนในบริษัท เคดับบลิวเอชบี จำกัด ให้แก่ นางปิยะพร ทองเจือ ซึ่งเป็นบุคคลที่ไม่เข้าข่ายเป็นบุคคลเกี่ยวโยงกัน รวมเป็นมูลค่า 4,102,440 บาท (หุ้นละ 40.22 บาท) ซึ่งธุรกรรมดังกล่าวน่าจะดำเนินการเสร็จภายในปี 2568 ทั้งนี้ หากทุกอย่างสำเร็จจะส่งผลให้บริษัทดังกล่าวสิ้นสภาพการเป็นบริษัทย่อยของ KWM อีกทั้งเงินที่ได้จากการจำหน่ายเงินดังกล่าว บริษัทจะนำไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนในอนาคตต่อไป       ด้านตัวเลขเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ณ ครึ่งแรกปี 2568 อยู่ที่จำนวน 89.66 ล้านบาท ลดลงจากสิ้นปี 2567 ที่ราว 140 ล้านบาท โดยเป็นผลมาจากบริษัทมีกระแสเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงานเท่ากับ 33.97 ล้านบาท มีกระแสเงินสดใช้ไปใน กิจกรรมลงทุนเท่ากับ 19.40 ล้านบาท จากการลงทุนในเครื่องจักร และการจ่ายเงินมัดจำสำหรับเครื่องจักร และบริษัทมีกระแสเงินสดใช้ไปในกิจกรรมจัดหาเงิน ซึ่งโดยหลักแล้วเป็นการใช้ไปในการจ่ายเงินปันผลเมื่อเดือนพฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมารวม 34.20 ล้านบาท และการจ่ายชำระเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินจำนวน 27.96 ล้านบาท

เปิดตัว ASUS Vivobook S14/ S16 โน้ตบุ๊คดีไซน์มินิมอลบางเบา ประสิทธิภาพน่าใช้
อ่าน

เปิดตัว ASUS Vivobook S14/ S16 โน้ตบุ๊คดีไซน์มินิมอลบางเบา ประสิทธิภาพน่าใช้

ASUS Vivobook S14/ S16 : เปิดตัวในประเทศเทศไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับโน้ตบุ๊ครุ่นใหม่ล่าสุดจาก ASUS คือ ASUS Vivobook S14 (S3407 / D3407) และ Vivobook S16 (S3607 / D3607) ซึ่งเป็นโน้ตบุ๊คที่มาพร้อมดีไซน์แบบมินิมอล เบาบาง พกพาง่าย และมีน้ำหนักเริ่มต้นที่เพียง 1.4 กิโลกรัมเท่านั้น แต่มีความคงทน ใช้วัสดุทำจากอะลูมิเนียม ดูสวยพรีเมียม มาพร้อมแบตเตอรี่ 70 WHrs รองรับการทำงานต่อเนื่อง 20 ชั่วโมง แถมยังไม่ตกเทรนด์ด้วยปุ่มลัดเรียกใช้งาน AI ผู้ช่วยส่วนตัว Copilot อีกด้วย ASUS Vivobook S14/ S16 ASUS Vivobook S14/ S16 มาพร้อมชิปประมวลผล Intel Core Ultra 7 (สำหรับรุ่น S3407 และ S3607) และ AMD Ryzen 7 260 (สำหรับรุ่น D3407 และ D3607) ซึ่งรองรับการประมวลผล AI ทำให้รองรับฟีเจอร์ AI ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ASUS AI noise-cancelation สำหรับตัดเสียงรบกวนระหว่างประชุมระยะไกล, 3D Noise Reduction (3DNR) เพิ่มความคมชัดของภาพจากเว็บแคม และยังประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วย นอกจากจะมาพร้อมชิปประมวลผลตัวแรงแล้ว Vivobook S14/ S16 ทุกรุ่นจะมาพร้อม RAM ขนาด 16GB พร้อมตัวเลือกหน่วยความจำภายในสูงสุด 1TB มีแบตฯ 70 WHrs รองรับการใช้งาน 20 ชั่วโมง และรองรับการชาร์จไว โดยชาร์จเพียง 49 นาทีจะได้แบตเตอรี่ 0-60% หน้าจอของซีรีย์นี้จะมาพร้อมหน้าจอ IPS ขนาด 14 และ 16 นิ้ว (ตามชื่อรุ่น) มีความละเอียด Full HD (1920 x 1200 พิกเซล) อัตราส่วน 16:10 รีเฟรชเรท 60Hz สำหรับ Vivobook S14 และ 144Hz สำหรับ Vivobook S16 ทำให้สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้อย่างราบรื่น พร้อมยกระดับประสบการณ์ด้านเสียงด้วยเทคโนโลยี Dolby Atmos ช่วยระบบจำลองเสียงรอบทิศทาง ด้านการเชื่อมต่อ S14 /S16 มาพร้อมพอร์ตหลักๆ ค่อนข้างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น USB 3.2 Gen 1 Type-C สองพอร์ต, USB 3.2 Gen 1 Type-A สองพอร์ต พร้อมพอร์ต HDMI และ 3.5mm audio combo และรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Wi-Fi 6 สำหรับความปลอดภัย Vivobook S14/ S16 มาพร้อมกล้อง IR ความละเอียดสูงระดับ Full HD ทำให้รองรับฟังค์ชั่นการตรวจสอบสิทธิ์อย่าง Windows Hello พร้อม Windows Passkeys นอกจากนี้ ในส่วนของกล้องยังรองรับฟีเจอร์ดีๆ อย่าง ASUS Adaptive Dimming ที่ใช้ AI ปรับความสว่างหน้าจอตามสภาพแวดล้อมของคุณ รวมไปถึง ASUS Adaptive Lock ที่ช่วยล็อคหน้าจอขณะไม่อยู่หน้าจอ ช่วยให้ปลอดภัยและประหยัดพลังงานไปในตัว ASUS Vivobook S14/ S16 สี Matt Gray ใหม่ มีราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 23,990 บาท โดยทุกรุ่นจะได้รับ Windows 11 Home และ Microsoft Office Home 2024 พร้อมด้วย Microsoft 365 Basic ฟรี 12 เดือน พร้อมการรับประกันซ่อมถึงที่นาน 3 ปี (On-Site Service), รับบริการครอบคลุมกว่า 80 ประเทศทั่วโลก 3 ปี, และประกันอุบัติเหตุ 1 ปีแรก (Perfect Warranty) โดยรวมถือว่าเป็นโน้ตบุ๊คอีกหนึ่งรุ่นที่มาพร้อมประสิทธิภาพระดับสูง และมีดีไซน์ที่บางเบาน่าใช้ Photo Credit: ASUS Thailand

Ginza Sushi Ichi BKK ฉลองครบ10 ปี อิมพอร์ตเชฟระดับมิชลินบินตรงรังสรรค์คอร์สเมนูสุดพิเศษ
อ่าน

Ginza Sushi Ichi BKK ฉลองครบ10 ปี อิมพอร์ตเชฟระดับมิชลินบินตรงรังสรรค์คอร์สเมนูสุดพิเศษ

Ginza Sushi Ichi Bangkok ร้านซูชิโอมากาเสะชื่อดังจากโตเกียว ฉลองครบรอบ ทศวรรษ แห่งความอร่อย โดยในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากแขกคนพิเศษอย่าง Chef Takeshi Kawakami (เชฟทาเคชิ คาวาคามิ) เชฟมิชลินสตาร์ที่บินลัดฟ้าจากสาขาสิงคโปร์มารังสรรค์สเปเชียลเมนูให้เหล่าโอมากาเสะเลิฟเวอร์ชาวไทยได้ลิ้มรสและสัมผัสประสบการณ์เหนือระดับกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่วันที่ 24 - 28 กรกฎาคม 2567 ที่ Ginza Sushi Ichi สาขากรุงเทพฯ ชั้น 3 เกษรเซ็นเตอร์, เกษรวิลเลจ โดย Ginza Sushi Ichi (กินซ่า ซูชิ อิชิ) เป็นร้านอาหารชั้นนำระดับมิชลินสตาร์ ที่มีต้นกำเนิดมาจากย่านกินซ่า กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ต่อมาได้ขยายสาขาไปยังสิงคโปร์, ไทย, และ จาการ์ตา อินโดนีเซีย ตามลำดับ โดยมีความมุ่งมั่นที่จะรักษาคุณภาพและมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกเสมือนได้ไปนั่งรับประทานที่ญี่ปุ่น โดยสาขากรุงเทพฯ เปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2014 ที่เอราวัณ แบงค็อก ซึ่งสามารถคว้ารางวัลมิชลินสตาร์ 1 ดาวมาครองได้สำเร็จในปี 2018 - 2022 โดยนับเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นแห่งแรกและแห่งเดียวที่ได้รับมิชลิน 1 ดาวในประเทศไทยติดต่อกันเป็นเวลานานถึง 5 ปี ปัจจุบัน Ginza Sushi Ichi BKK ตั้งอยู่ที่ชั้น 3 เกษรเซ็นเตอร์, เกษรวิลเลจ ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปี ยังคงสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ที่ชื่นชอบซูชิในสไตล์ Edomae (เอโดะมาเอะ) แบบดั้งเดิมขนานแท้ อันเปี่ยมไปด้วยคุณภาพและความสดใหม่ของวัตถุดิบ Ginza Sushi Ichi สาขากรุงเทพฯ ยังคงยึดมั่นรากฐานตามแบบฉบับออริจินัล โดยใช้วัตถุดิบที่เรียบง่าย สดใหม่ เพื่อให้เข้าถึงแก่นแท้ของแต่ละรสชาติอย่างแท้จริง ซูชิทุกคำได้รับการปรุงอย่างพิถีพิถันโดยเชฟชาวญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญ เสิร์ฟให้รับประทานแบบคำต่อคำ โดยเรียงลำดับจากรสอ่อนไปจนถึงรสเข้มข้นของวัตถุดิบตามฤดูกาลที่จัดเตรียมไว้ โดยมีทีมที่ช่วยคัดสรรวัตถุดิบชั้นยอดส่งตรงจากตลาดโทโยสุ ประเทศญี่ปุ่น และเพื่อรักษาคุณภาพอันยอดเยี่ยม ทางร้านจึงเปิดและปิดทำการตามตารางวันหยุดของตลาดปลา ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าวัตถุดิบจะยังคงความสดใหม่ที่สุดสำหรับอาหารทุกจาน นอกจากนี้อีกหนึ่งเสน่ห์ของทางร้านต้องยกให้ ข้าวซูชิ หรือในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ชาริ ที่มีสองสีคือสีขาวและสีแดง ซึ่งใช้ส่วนผสมที่เป็นสูตรเฉพาะของ Ginza Sushi Ichi โดยเชฟจะเลือกปั้นข้าวแต่ละสีตามรสชาติของวัตถุดิบ โดยคำนึงถึงการชูรสวัตถุดิบนั้นๆ ให้อร่อยขึ้นอีกด้วย ภายในร้านตกแต่งด้วยไม้สีอ่อนตัดกับหินอ่อนสีเข้มนำส่งบรรยากาศเรียบหรูสบายตา ขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเอง ประกอบไปด้วย 2 ห้องในขนาดกำลังดีที่สามารถรองรับผู้มาเยือนได้รวมถึง 18 ที่นั่ง โดยระหว่างมื้อนอกจากจะได้ดื่มด่ำไปกับรสชาติความอร่อยสุดพรีเมียมแล้ว ยังจะได้ชื่นชมเทคนิคและการเตรียมซูชิของเชฟชาวญี่ปุ่นมากฝีมือกันอย่างใกล้ชิดตรงบริเวณเคาน์เตอร์ไม้ ซึ่งทางร้านตั้งใจออกแบบมาให้เป็นครัวแบบเปิด โดยเลือกใช้วัสดุที่ทำจากไม้ฮิโนกิ ที่มาพร้อมความพิเศษของกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึ่งเข้ามาช่วยเติมเต็มอรรถรสในการรับประทานอาหารให้น่าจดจำและประทับใจยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการออกสตาร์ทฉลองครบรอบ 10 ปี อย่างเป็นทางการ Ginza Sushi Ichi สาขากรุงเทพฯ จึงได้ดึงตัว เชฟทาเคชิ คาวาคามิ เชฟจากสาขาสิงคโปร์ พ่วงตำแหน่งเชฟมิชลินสตาร์มาปรากฏตัวเพื่อรังสรรค์คอร์สเมนูสุดพิเศษ ตั้งแต่วันที่ 24 - 28 กรกฎาคม 2567 (จำกัดจำนวน 80 ที่นั่ง) โดยครั้งนี้ถือเป็นเพียงการเรียกน้ำย่อยเท่านั้น ซึ่งทางร้านยังมีอีกหลากหลายความพิเศษให้ได้ติดตามกันตลอดทั้งปี โดยเชฟทาเคชิได้ชื่อว่าเป็นอัจฉริยะด้านการทำอาหารที่เกิดในเมืองชิซูโอกะ ประเทศญี่ปุ่น เขาได้ เริ่มต้นเส้นทางที่ตัวเองเลือกตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยเป็นผู้ช่วยในร้านอาหารของครอบครัว ซึ่งภายหลังจากการสั่งสมประสบการณ์กว่า 17 ปีที่ทุ่มเทให้กับการทำอาหารญี่ปุ่นและสวมบทบาทเชฟซูชิในกรุงโตเกียวอีกร่วม 10 ปี จึงทำให้เขาก้าวสู่การเป็นปรมาจารย์เชฟแบบเต็มตัว ที่มีทั้งความเชี่ยวชาญ ตรงไปตรงมา อีกทั้งผสานกับเทคนิคการทำซูชิอันยอดเยี่ยมไร้ที่ติ จึงทำให้เชฟทาเคชิสามารถดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้มาที่ร้านครั้งแล้วครั้งเล่าและได้รับเสียงชื่นชมมากมายทั่วเอเชีย Ginza Sushi Ichi BKK Course Lunch Course Lunch Omakase: 4,500 บาท Lunch 10 Year Anniversary: 6,500 บาท Dinner Course Omakase Nigiri: 5,500 บาท Omakase: 7,500 บาท 10 Year Anniversary: 10,000 บาท ร่วมฉลองครบรอบ ทศวรรษ แห่งศิลปะการทำอาหารอันโดดเด่นและสัมผัสสุดยอดประสบการณ์แห่งการรับประทานซูชิโอมากาเสะ สไตล์เอโดะมาเอะ ได้ที่ Ginza Sushi Ichi Bangkok เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันจันทร์และวันหยุดพิเศษของร้าน) กลางวัน เวลา 11.00 - 14.30 น. และดินเนอร์ เวลา 17.30 - 22.00 น. สำรองที่นั่ง : 02-250-0014 จองออนไลน์ : https://cho.pe/ginzasushiichi Line ID : @sushiichibkk Instagram : @ginzasushiichibkk Facebook : @ginzasushiichibkk

ASUS เปิดตัว ZenBook Duo โน้ตบุ๊กสองจอตัวจบ กับราคาตลาดแตก เริ่มต้น 59,990 บาท!
อ่าน

ASUS เปิดตัว ZenBook Duo โน้ตบุ๊กสองจอตัวจบ กับราคาตลาดแตก เริ่มต้น 59,990 บาท!

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วกับ ASUS ZenBook Duo โน้ตบุ๊กสองหน้าจอรุ่นใหม่ล่าสุด เผยโฉมครั้งแรกในงาน CES 2024 เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สำหรับราคาไทยในครั้งนี้ต้องบอกเลยว่าน่าสนใจมาก ๆ เพราะเปิดตัวมาในราคาเริ่มต้น 59,990 บาท ASUS เปิดตัวโปรเจกต์คอนเซปต์ Precog โน้ตบุ๊กสองหน้าจอครั้งแรกในปี 2018 หลังจากนั้นก็มี Zenbook Pro 15 โน้ตบุ๊กที่มีหน้าจอ ScreenPad บน Touchpad ตามออกมาในปีเดียวกัน และก็ต่อด้วยในปี 2019 Zenbook Duo ที่มากับ ScreenPad Plus รุ่นอัปเกรดที่ทำให้จอที่สองให้ใหญ่ขึ้น แล้วย้ายไปอยู่เหนือคีย์บอร์ด จนเมื่อปี 2022 ก็มีการเปิดตัวโน้ตบุ๊กหน้าจอพับได้ Zenbook 17 Fold OLED ออกมา และได้ต่อยอดมาเป็นรุ่นล่าสุด ZenBook Duo (2024) โน้ตบุ๊กสองหน้าจอที่สมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ ASUS เคยทำมา ZenBook Duo ที่เปิดตัวในปี 2024 นี้มาพร้อมกับรหัส UX8406 กับหน้าจอ Dual OLED 14 นิ้ว ที่มีให้เลือก 2 ความละเอียดคือ Full HD (1920×1080) 60Hz และ 3K (2880×1800) 120Hz ที่คมชัดและมีความสมูธมากกว่า และยังมี Build-in Kickstand ขาพับในตัว สำหรับตั้งใช้งานหลาย ๆ รูปแบบ ซึ่งปรับได้ 5 แบบหลัก ๆ คือ Sharing Mode กางจอออกเป็น 180 องศาแล้วดูเนื้อหาที่เหมือนกันทั้งสองหน้าจอ Desktop mode + Keyboard กางจอออกแล้ววางแนวตั้ง ทำให้ได้จอกว้างมากขนาด 19.8 นิ้ว Dual screen mode + Keyboard กางจอแล้ววางเป็นแนวนอน ใช้งานจอบนและจอล่างได้พร้อมกัน โดยคีย์บอร์ดก็เป็น Bluetooth ทำให้ถอดออกมาวางใช้งานด้านนอกได้ Laptop mode + Virtual Keyboard ใช้งานในรูปแบบปกติ แต่คีย์บอร์ดจำลองบนหน้าจอซึ่งปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ (ไม่พกคีย์บอร์ด Bluetooth) Laptop mode ใช้งานคู่กับ Keyboard เหมือนกับโน้ตบุ๊กทั่วไป นอกจากนี้ยังสามารถใช้คำสั่งนิ้ว Gesture Control เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่อง เหมือนกับที่ใช้ในมือถือหรือแท็บเล็ตได้เลย ด้านขนาดความบางก็อยู่ที่ 14.6 มม. และน้ำหนักเบาสุดที่ 1.35 กก. (ไม่รวมคีย์บอร์ด) และ 1.65 กก. (รวมคีย์บอร์ด) และมีพอร์ต Thunderbolt 4, USB-A 3.2 Gen 1 และ HDMI 2.1 ด้วย ส่วนสเปกก็ใช้ซีพียู AI จากค่าย Intel อย่างรุ่น Core Ultra 7 155H และ Core Ultra 9 185H ที่นอกจากจะมี NPU (Neural Processing Unit) สำหรับประมวลผลงาน AI บางอย่างบนเครื่องแล้ว แล้วยังมีชิปกราฟิก Intel Arc ในตัวที่สามารถเล่นเกมได้ในระดับหนึ่ง สำหรับแรมก็มีให้เลือกสูงสุดที่ 32GB กับพื้นที่ SSD ขนาด 1TB โดยทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Windows 11 Home และมี Microsoft Home & Student 2021 ติดตั้งมาให้ตั้งแต่โรงงาน สำหรับราคาของ ZenBook Duo (2024) ที่ประกาศขายในไทย จะมีอยู่ 3 ราคา UX8406MA-QL736WS:  Intel Core Ultra 7 Processor 155H / Intel Arc Graphics / RAM 16GB SSD 1TB / Dual 14” FHD OLED 60Hz ราคา 59,990 บาท (วางขายวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567)  UX8406MA-PZ731WS: Intel Core Ultra 7 Processor 155H / Intel Arc Graphics / RAM 16GB SSD 1TB / Dual 14” 3K (2880 x 1800) OLED 120 Hz ราคา 65,990 บาท (เริ่มวางขายกลางเดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป)  UX8406MA-PZ937WS:  Intel Core Ultra 9 Processor 185H / Intel Arc Graphics / RAM 16GB SSD 1TB / Dual 14” 3K (2880 x 1800) OLED 120 Hz ราคา 69,990 บาท (เริ่มวางขายกลางเดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป) ทั้งหมดจะมีของที่แถมมาให้ในกล่องคือซองกันรอย (Sleeve) ที่ใช้เสริมความสูงได้ / ปากกา ASUS Pen 2.0 / กระเป๋า ASUS Backpack นอกจากนี้การรับประกัน ก็มีการยกระดับเป็น ‘4A Guarantee’ ที่ประกอบด้วย Assured Quality โน้ตบุ๊กทุกรุ่นที่วางขายจะผ่านมาตรฐานการทดสอบทางการทหาร (MIL-STD) Always-On Support มีบริการ Call Center คอยแก้ปัญหาตลอด 7 วัน ตั้งแต่เวลา 8:30-24:00 น. All-around Coverage โน้ตบุ๊กทุกรุ่นจะได้รับการรับประกันครอบคลุมกว่า 80 ประเทศทั่วโลก Added-Value Experience โน้ตบุ๊กทุกรุ่นจะได้รับการรับบริการซ่อมถึงที่สูงสุด 3 ปี (On-Site Service) และประกันอุบัติเหตุ 1 ปีแรก (Perfect Warranty)

สายคลีนถูกใจสิ่งนี้ เปิดตัว ASUS “BTF” ชุดประกอบคอมมินิมอล ซ่อนสายสบายตา
อ่าน

สายคลีนถูกใจสิ่งนี้ เปิดตัว ASUS “BTF” ชุดประกอบคอมมินิมอล ซ่อนสายสบายตา

สายมินิมอล คลีน ๆ ต้องถูกใจ ASUS เปิดตัวชุดประกอบคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป BTF ที่ย่อมาจากคำว่า Back To (The) Future เซ็ตอุปกรณ์ส่วนประกอบที่พยายามซ่อนสายให้ดูคลีน ดูสบายตามากที่สุด ให้ไม่มีสายเข้ามารกหูรกตา โดยอุปกรณ์ในกลุ่ม BTF จะต้องใช้ร่วมกันเพื่อได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด และซ่อนสายได้ไปเป็นในแนวเดียวกันที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ์ดจอ, เมนบอร์ด และตัวเคสพีซี โดยตัวส่วนประกอบก็ยังสามารถ DIY ได้อยู่ แต่เมื่อใช้ร่วมกันทั้งเซ็ตจะกลายเป็นเดสก์ท็อปที่แทบจะไม่มีสายให้เราเห็นเลย โดยเรามาดูแต่ละส่วนกันว่าเป็นอย่างไร ซ่อนสายยังไง เมนบอร์ด BTF นั้นพยายามจะทำอะไรที่ตรงข้ามกับเมนบอร์ดทั้งตลาดทำกัน นั่นก็คือกลับด้านเอาส่วนของพอร์ต และ connector ทั้งหมดไปไว้ด้านหลังแทน ซึ่งหากเราใช้คู่กับเซ็ต Advanced BTF อย่างการ์ดจอ BTF จะมีพอร์ต Pin Power ที่ต่อไปไว้ด้านหลังด้วย ทำให้เราไม่ต้องเห็นสาย Power ที่ต้องกับการ์ดจอด้านหน้าแล้ว โดยตัวเมนบอร์ดสามารถรองรับกำลังไฟเชื่อมไปยังการ์ดจอได้มากสูงสุดถึง 600W ตัวเครื่องก็ดูคลีนมากขึ้นไปอีก ซึ่ง ASUS นั้นจับมือกับค่ายผู้ผลิตเคสมากมาย นอกจาก TUF และ ROG แล้ว เพื่อนำเทคนิคดีไซน์ BTF ไปใส่ให้เป็นวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Corsair, CoolerMaster, Inwin, SilverStone, AeroCool, Be Quite, Lian Li, และ ThermalTake ใครที่สนใจก็รอติดตามกันว่ากลุ่มอุปกรณ์ ASUS BTF จะวางจำหน่ายในไทยเมื่อไหร่ อ้างอิง

ASUS เปิดตัว Zenbook Duo (2024) แล็ปท็อปอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม 2 หน้าจอ ที่มาพร้อมคีย์บอร์ดถอดออกได้!
อ่าน

ASUS เปิดตัว Zenbook Duo (2024) แล็ปท็อปอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม 2 หน้าจอ ที่มาพร้อมคีย์บอร์ดถอดออกได้!

ในงาน CES 2024 ASUS ได้เปิดตัว Zenbook Duo (2024) UX8406 แล็ปท็อปใหม่ล่าสุดรุ่นแรกที่มาพร้อมหน้าจอทัชสกรีน 3K ASUS Lumina OLED 120 Hz ขนาด 14 นิ้ว จำนวน 2 หน้าจอ กางได้ 180 องศา, มีคีย์บอร์ดพร้อมทัชแพดที่ถอดออกได้ และขาตั้งแบบ built-in ทั้งหมดเพื่อตอบสนองการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ความสะดวกในการพกพาตามเทรนด์การทำงานในยุคสมัยปัจจุบัน Zenbook Duo มาพร้อมโปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra 9 กับชิป NPU ที่จะมาประมวลผลด้าน AI การ์ดจอออนบอร์ด Intel Arc (UX3405), AMD Ryzen 8040 พร้อมการ์ดจอ AMD Radeon (UM3406) และมีแรม LPDDR5x 32 GB พร้อมหน่วยเก็บข้อมูลสูงสุด 2 TB PCIe® 4.0 SSD, แบตเตอรี่ 75 Wh, WiFi 6E และซอฟต์แวร์อัจฉริยะที่รองรับการควบคุมแบบ gesture control อีกทั้งยังมีลำโพงของ Harman Kardon ที่ปรับจูนโดย Dolby ATMOS ด้วย การที่ Zenbook Duo มีดีไซน์แบบ 2 หน้าจอ และมีคีย์บอร์ดที่ถอดออกได้ทำให้แล็ปท็อปรุ่นนี้รองรับการใช้งานหลากหลายโหมด ไม่ว่าจะเป็น โหมดแล็ปท็อปทั่วไป, โหมด 2 หน้าจอ, โหมดเดสก์ท็อป และโหมดการแชร์ ซึ่งสามารถใช้งานได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นรูปแบบแนวตั้งหรือแนวนอน แม้ Zenbook Duo จะมี 2 หน้าจอและ 1 คีย์บอร์ด แต่รุ่นนี้กลับมีดีไซน์บาง 14.6 มม. และมีน้ำหนักเบา 1.35 กิโลกรัม ทำให้การพกพาไปใช้งานในที่ต่าง ๆ สามารถทำได้อย่างสบายหายห่วง สำหรับระบบระบายความร้อนนั้น Zenbook Duo ออกแบบมาให้มีแผ่นกระจายความร้อนอยู่ระหว่างเมนบอร์ดและแผงหน้าจอ OLED, มีแผ่นกราฟีน และพัดลมคู่ ทำให้ CPU และ GPU สามารถทำงานด้วยค่า TDP สูงสุด 35W แบบไม่เกิดอาการหน่วง (Throttling) ในแง่ของความทนทานก็ไม่น้อยหน้าเรื่องอื่น ๆ เช่นกัน เพราะรุ่นนี้ได้รับมาตรฐานความทนทาน MIL-STD 810H ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความทนทานทางการทหารของสหรัฐฯ ผ่านการทดสอบทั้งสภาวะในอุณหภูมิสูง อุณหภูมิต่ำ การทดสอบการกระแทก การสั่น และการใช้งานในพื้นที่สูง นอกจากนี้ยังได้รับการออกแบบตามเป้าหมายด้านความยั่งยื่น เพื่อความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย สำหรับภาพรวมจะเห็นว่า Asus Zenbook Duo (2024) UX8406 เป็นแล็ปท็อปอเนกประสงค์ระดับพรีเมียม มีน้ำหนักเบา และมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งทุกอย่างถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่ม Productivity และความสะดวกให้กับผู้ใช้งานในโลกปัจจุบันนั่นเอง

ASUS เปิดตัวเรือธงเกมมิง ROG Phone 8: ชิป Snapdragon 8 Gen 3, กล้อง Telephoto, มาตรฐานกันน้ำ IP68
อ่าน

ASUS เปิดตัวเรือธงเกมมิง ROG Phone 8: ชิป Snapdragon 8 Gen 3, กล้อง Telephoto, มาตรฐานกันน้ำ IP68

ASUS ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนเกมมิงรุ่นล่าสุดที่มีสเปกเหนือกว่าสมาร์ตโฟนระดับเรือธงในตลาดปัจจุบัน นั่นคือซีรีส์ ASUS ROG Phone 8 ที่ได้รับการปรับดีไซน์ใหม่เพื่อให้กับการใช้งานในชีวิตประจำวันด้วย ROG Phone 8 มาพร้อมบอดีหนาเพียง 8.9 มม. และหนัก 225 กรัม ซึ่งบางเบากว่า ROG Phone 7 ที่มีความหนา 10.3 มม. และหนัก 239 กรัม โดยปรับลดความจุแบตเตอรี่ลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5,500 mAh (ลดลงไป 500 mAh) แต่ได้รับการปรับปรุงศักยภาพให้ใช้งานได้ยาวนานเท่ากับ ROG Phone 7 และยังรองรับเทคโนโลยี HyperCharge ระดับ 65 W ที่ช่วยให้ชาร์จจาก 0 100% ได้ใน 39 นาที หน้าจอนั้นเลือกใช้แผงหน้าจอแบบ LTPO ขนาด 6.78 นิ้ว ที่สามารถปรับอัตรารีเฟรชเรตจาก 1 120 Hz ได้ โดยมีรีเฟรชเรตสูงสุดถึง 165 Hz และมีความสว่างสูงสุด 2,500 Nit พร้อมขอบจอที่บางลง และขนาดตัวเครื่อง 163.8 x 76.8 มม. ซึ่งเล็กลงกว่ารุ่นก่อนที่มีขนาด 173.0 x 77.0 มม. ASUS ได้อ้างว่า ROG Phone 8 เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกันน้ำและฝุ่นระดับ IP68 (รุ่นก่อนมีมาตรฐาน IP54) ที่ช่วยกันน้ำลึก 1.5 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที อีกทั้งยังให้ความสำคัญกับการระบายความร้อนด้วยการใช้อุปกรณ์ AeroActive Cooler X ใหม่ ติดด้านหลังตัวเครื่องเพื่อระบายความร้อน โดยอุปกรณ์ดังกล่าวมีขนาดเล็กลง 29% และเบาลง 10% แต่มีพัดลมเร็วขึ้น 1.1x และมีประสิทธิภาพจัดการคงวามร้อนได้ดีขึ้น 1.2x ในส่วนของการประมวลผลนั้นใช้ชิปเซต Qualcomm Snapdragon 8 Gen 3 ซึ่งทำงานร่วมกับแรม LPDDR5X สูงสุด 24 GB และสตอเรจ UFS 4.0 สูงสุด 1 TB สำหรับการถ่ายภาาพนั้น ใช้เซนเซอร์ Sony IMX890 ขนาด 1/1.56 นิ้ว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล สำหรับกล้องหลัก พร้อมฟีเจอร์แกน Hybrid Gimbal Stabilizer 3.0 Combined ช่วยให้การถ่ายภาพมีความเสถียร และซอฟต์แวร์ใหม่ที่มาพร้อโหมด Super HyperSteady Video ในขณะที่กล้อง Ultrawide มีความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และมุมกว้าง 120 องศา ROG Phone 8 ยังใช้กล้อง Telephoto ซูม 3X ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ OIS และเทคโนโลยีรวม 4 เม็ดพิกเซล เป็น 1 เม็ดพิกเซลที่มีคุณภาพสูงสุด โดญสามารถซูมไกลขึ้นถึง 10x ด้วยฟีเจอร์ AI ที่เรียกว่า Hyper Clarity, ซูมดิจิทัลได้สูงสุด 30x และโหมด Super Night ที่ช่วยถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อยได้อย่างยอดเยี่ยม (ROG Phone 8 ที่จำหน่ายในบางประเทศอาจได้รับการติดตั้งกล้อง Macro แทน Telephoto แต่รุ่น ROG Phone 8 Pro และ 8 Pro Edition จะได้รับการติดตั้งกล้อง Telephoto ในทุกประเทศที่วางจำหน่าย) ส่วนกล้องหน้านั้นมีใช้เซนเซอร์ความละเอียด 32 ล้านพิกเซล แต่ใช้การรวมเม็ดพิเซลเหลือ 8 ล้านพิกเซล พร้อมมุมกว้าง 90 องศา ASUS ยังได้นำ AI มาช่วยอำนวยความสะดวกในการเล่นเกมด้วย ยกตัวอย่างเช่น Genshin Impact และ Star Rail ที่ผู้เล่นสามารถเปิดใช้ Auto Pick Up, Fast Forward และ Running Lock ได้ รวมถึงใช้ AI ช่วยแก้ปริศนาภายในเกมได้อีกด้วย นอกจากนี้จะรองรับ Microsoft Phone Link ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงหรือปรับแต่งแอปและคัดลอกข้อมูลต่าง ๆ ผ่านเครื่องพีซีได้อย่างรวดเร็ว ROG Phone 8 มีให้เลือก 2 สี คือ Phantom Black และ Rebel Grey ในขณะที่ ROG Phone 8 Pro และ 8 Pro Edition จะมีแค่สี Phantom Black เท่านั้น โดยทั้ง 3 รุ่น ยังคงมีจอแสดงผล OLED เล็ก ๆ ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ที่มา : GSMArena

หลุดภาพเรนเดอร์ใหม่ของ Asus ROG Phone 8 Pro ในทุกองศา
อ่าน

หลุดภาพเรนเดอร์ใหม่ของ Asus ROG Phone 8 Pro ในทุกองศา

Asus ยืนยันแล้วว่าจะเปิดตัว ROG Phone 8 Series ในประเทศจีนวันที่ 16 มกราคมนี้ และในวันนี้ก็มีภาพเรนเดอร์ของ Asus ROG Phone 8 Pro หลุดออกมาเพิ่มเติมให้เห็นกันทุกองศาเลย รายงานระบุว่า ROG Phone 8 และ ROG Phone 8 Pro จะมีดีไซน์ที่เกือบเหมือนกันทั้งหมด จะมีเพียงไฟที่ด้านหลังที่ไม่เหมือนกัน ROG Phone 8 Pro มีหน้าจอแบบแบน กล้องเซลฟีเป็นรูกลมที่บริเวณตรงกลางของมุมบนขอบจอ โดยคาดว่าจะเป็นกล้องความละเอียด 32 ล้านพิกเซล ในขณะที่ด้านขวามาพร้อมปุ่ม Power และปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง ที่ด้านขวามีพอร์ต USB-C พอร์ตแรก และอีกพอร์ต USB-C อีกพอร์ตจะอยู่ด้านล่าง พร้อมพอร์ตหูฟัง 3.5 มม. ข่าวลือเกี่ยวกับสเปกเผยว่า หน้าจอของ Phone 8 Pro จะเป็นจอ AMOLED 6.78 นิ้ว FHD+ และมีรีเฟรชเรตถึง 165 Hz, รองรับ HDR 10, เทคโนโลยี LTPO, มี RAM 24GB และแน่นอนว่าต้องใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 3 ส่วนรายละเอียดกล้องหลังยังคงเป็นปริศนา โดยในตอนนี้มีรายงานเพียงว่า Phone 8 pro จะมีแบตเตอรี่ 5,500 mAh และรองรับการชาร์จ 65W ที่มา: GSMArena

ASUS ปัดข่าวลือ ยังไม่ยุบแผนก Zenfone
อ่าน

ASUS ปัดข่าวลือ ยังไม่ยุบแผนก Zenfone

เร็ว ๆ นี้เองมีข่าวว่า ASUS ได้ปิดแผนก Zenfone โดยไปรวมกับแผนกสมาร์ตโฟนเกมมิงอย่าง ROG Phone แต่ล่าสุด ASUS ก็ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือนี้ว่าไม่เป็นจริงแต่อย่างใด ASUS บอกกับสื่อต่างประเทศว่า ASUS Zenfone 10 จะไม่ใช่สมาร์ตโฟนรุ่นสุดท้ายของซีรีส์ Zenfone บริษัทจะยังคงดำเนินธุรกิจสมาร์ตโฟน 2 ซีรีส์ไปเหมือนเดิมได้แก่ ROG Phone และ Zenfone โดย ASUS ย้ำว่าบริษัทมีความมุ่งมั่นอย่างมากต่อธุรกิจสมาร์ตโฟนและลูกค้าของบริษัท ตามรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัท พบว่าธุรกิจสมาร์ตโฟนของบริษัทคิดเป็น 2% ของรายได้รวมในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1% ในไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว แม้ว่าธุรกิจสมาร์ตโฟนจะมีส่วนแบ่งต่ำที่สุดในกลุ่มผลิตภัณฑ์โดยรวมแต่ ASUS ก็ยังไม่ยอมทิ้งธุรกิจนี้ โดยธุรกิจ PC และส่วนประกอบต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มีส่วนแบ่งมากที่สุด ช่วงที่ผ่านมาตลาดสมาร์ตโฟนมีการแข่งขันที่สูง แบรนด์ใดที่ไม่สามารถสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าหันมาใช้สินค้าของตนได้ก็อยู่ในอุตสาหกรรมค่อนข้างลำบาก อย่าง HTC หรือ LG ที่มีบทบาทในตลาดน้อยลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ LG ที่ถอนตัวจากตลาดนี้ไปแล้วเป็นต้น ที่มา Android Authority

Asus อาจบอกลา ZenFone Series หลังจากวางขายมาตั้งแต่ปี 2014
อ่าน

Asus อาจบอกลา ZenFone Series หลังจากวางขายมาตั้งแต่ปี 2014

Asus เปิดตัวและวางขายสมาร์ตโฟน Zenfone Series มาตั้งแต่ปี 2014 และตามมาด้วยการเปิดตัวรุ่นอื่น ๆ นับเป็นอุปกรณ์กลุ่มผลิตภัณฑ์ Zenfone Series ทั้งหมด 80 รุ่น แต่ล่าสุดนั้นมีรายงานจากสื่อไต้หวัน TechNews ระบุว่า Asus อาจปิดตัว Zenfone Series โดยอ้างว่า Asus กำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กร รายงานระบุว่า Asus จะทำการยุติแผนกสมาร์ตโฟน Zenfone Series และย้ายพนักงานเหล่านั้นไปที่แผนก ROG Phone แทน กระบวนการการปรับโครงสร้างใหม่นี้ยังส่งผลให้มีการลดจำนวนพนักงานในแผนกพีซีทั่วไต้หวันและจีน อย่างไรก็ตาม ในด้านของ Asus ยังไม่ได้ออกความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ในปัจจุบันนั้น Asus ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่และวางขาย Asus Zenfone 10 โดยรุ่นดังกล่าวนั้นมีจุดเด่นตรงที่มีขนาดกะทัดรัด แต่มีสเปกเทียบเท่าเรือธงรุ่นอื่น ๆ ถือเป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่แอนดรอยด์ค่ายอื่น ๆ ไม่ได้ทำกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดในด้านของยอดขายแล้ว Zenfone Series อาจมียอดขายไม่ดีเท่าที่ควรเมื่อเทียบกับแอนดรอยด์ค่ายอื่น ๆ ที่มา : Gsmarena.com

เปิดราคาไทย ASUS ROG Ally มาเพียงรุ่นเดียว Z1 Extreme 24,990 บาท !
อ่าน

เปิดราคาไทย ASUS ROG Ally มาเพียงรุ่นเดียว Z1 Extreme 24,990 บาท !

เปิดราคาเครื่องศูนย์ไทยอย่างเป็นทางการ ASUS ROG Ally ที่มาเพียงรุ่นเดียวรุ่นท็อปสุด Z1 Extreme เปิดราคามาที่ 24,990 บาท หลังจากทาง ASUS ได้เปิดตัวราคา ASUS ROG Ally ในต่างประเทศเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาเปิดราคาเริ่มต้นที่ 599.99 เหรียญในรุ่นเริ่มต้นซีพียู AMD Z1 และรุ่นท็อปสุดซีพียู AMD Z1 Extreme ที่ 699.99 เหรียญ ซึ่งวันนี้วันที่ 21 กรกฎาคม 2566 ASUS ประเทศไทยก็ได้ฤกษ์เปิดราคา ASUS ROG Ally อย่างเป็นทางการ และนำเข้ามาเพียงรุ่นเดียวคือรุ่นท็อปสุด Z1 Extreme ราคา 24,990 บาทที่ถือว่าทำราคามาได้ดีเลยทีเดียว สเปกของเครื่อง ASUS ROG Ally มาพร้อมกับ ขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว พาเนลแบบ IPS ความละเอียด FHD (1920 x 1080 พิกเซล) 120Hz ความสว่าง 500nits ความจุ SSD 512GB (สามารถอัปเกรดได้ในภายหลัง) แรม LPDDR5 16GB Bluetooth 5.2, WiFi 6E ระบบปฏิบัติการ Windows 11 เสริมด้วยซอฟต์แวร์ Asus Armoury Crate ASUS ROG Ally รุ่น Z1 Extreme พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่วันนี้ 21 กรกฎาคม 2566 สามารถสั่งซื้อได้ผ่านช่องทางออนไลน์ ASUS online store, Shopee, Lazada และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เมื่อสั่งซื้อผ่านช่องทาง ASUS online store ตั้งแต่วันที่ 21 กรกฎาคม – 13 สิงหาคม 2566 รับส่วนลด 2,000 บาท รับสิทธิ์แลกซื้อ ASUS ROG Cetra True Wireless Moonlight (White) ในราคา 1,990 บาทจากปกติ 3,990 บาท นอกจากนี้สั่งซื้อผ่านช่องทาง ASUS online store ลูกค้าที่อยู่ภายในกรุงเทพฯ มีบริการจัดส่งด่วนพิเศษรับของภายใน 3 ชั่วโมง ต้องสั่งซื้อในระหว่าง จันทร์-ศุกร์ 9.00-16.00 น. และ เสาร์ 9.00-14.00 น. ที่มา : ASUS Thailand

Intel ทำข้อตกลงระหว่าง ASUS ให้เป็นผู้ผลิต และขายคอมพิวเตอร์ NUC ในอนาคต
อ่าน

Intel ทำข้อตกลงระหว่าง ASUS ให้เป็นผู้ผลิต และขายคอมพิวเตอร์ NUC ในอนาคต

หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Intel ได้ถอนตัวจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก NUC แต่จะมีการส่งต่อให้พาร์ทเนอร์รายอื่น ๆ ทำต่อ ล่าสุดพาร์ทเนอร์ดังกล่าวก็คือ ASUS ที่จะเป็นผู้ผลิต และขาย NUC ในอนาคต ภายใต้ความตกลงร่วมมือครั้งใหม่ระหว่าง Intel และ ASUS ก็คือ ทาง ASUS จะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ได้รับใบอนุญาตงานออกแบบผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ NUC จาก Intel ไปใช้พัฒนา เป็นผู้ผลิต และจัดจำหน่าย โดย ASUS จะจัดตั้งหน่วยธุรกิจใหม่ในชื่อ “ASUS NUC BU” ซึ่งเหตุผลสั้น ๆ ของทาง Intel ที่ถอนตัวจากธุรกิจคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก NUC คือ ต้องการมุ่งเน้นในหน่วยธุรกิจหลัก และหลังจากนี้ต้องรอดูต่อไปว่า NUC จากพาร์ทเนอร์ ASUS จะมีความน่าสนใจเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด ที่มา : Intel

ASUS ยืนยัน ROG Ally มีปัญหาช่อง microSD จริง
อ่าน

ASUS ยืนยัน ROG Ally มีปัญหาช่อง microSD จริง

ASUS ROG Ally เกิดขึ้นมาเพื่อท้าชน Steam Deck เครื่องเล่นเกม PC แบบพกพาโดยเฉพาะ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่ยังไม่สวยนักหลังมีรายงานช่องอ่าน microSD มีปัญหา และทาง ASUS ก็คอนเฟิร์มแล้วว่ามีปัญหาจริง ตัวแทนของ ASUS ยืนยันบน Discord แล้วว่าปัญหาเรื่อง microSD นั้นเป็นความจริง “หลังจากได้รับการยืนยันจากการทดสอบภายในบริษัทภายใต้ภาวะการใช้งานที่ทำให้เกิดความร้อน พบว่าตัวอ่านการ์ด microSD อาจทำงานผิดปกติได้” ในเมื่อมีปัญหาจริงแล้ว ASUS จะทำยังไงต่อ? ทาง ASUS ระบุว่าจะมีการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ปรับแต่งความเร็วของพัดลมแต่ผลที่ตามมาคืออาจมีเสียงของพัดลมที่สร้างความรำคาญได้เหมือนกัน ที่มา Android Authority

เผยภาพเรนเดอร์เพิ่มเติม Asus Zenfone 10  ยืนยันยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. !
อ่าน

เผยภาพเรนเดอร์เพิ่มเติม Asus Zenfone 10 ยืนยันยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. !

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีภาพเรนเดอร์ของ Asus Zenfone 10 หลุดออกมา ทำให้เราได้เห็นการออกแบบของตัวเครื่องและสี ล่าสุดมีการรายงานว่าพบภาพเรนเดอร์ชุดใหม่ของ Zenfone 10 ในภาพนั้นถือเป็นการยืนยันว่าในรุ่นนี้จะยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ซึ่งถือว่าพบได้ยากมากในปัจจุบัน Asus ยังไม่ได้ให้รายละเอียดสเปกของ Zenfone 10 แต่มีการยืนยันแล้วว่าสมาร์ตโฟนจะมาพร้อมกับ Snapdragon 8 Gen 2 , หน้าจอ 5.9 นิ้ว, รองรับการชาร์จแบบไร้สาย และมีระบบกันสั่น gimbal หกแกนรุ่นที่สอง ตามข่าวลือก่อนหน้ารายงานว่า Asus Zenfone 10 จะมาพร้อมจอ AMOLED ขนาด 5.9 นิ้ว ความละเอียด FullHD+ พร้อมอัตราการรีเฟรช 120Hz โดยจะมี RAM 8GB/16GB และพื้นที่เก็บข้อมูล 256GB/512GB และแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh ในด้านกล้องหน้า Zenfone 10 อาจจะมีความละเอียด 32MP ในขณะที่กล้องหลังคาดว่าจะมาพร้อมกล้องหลัก 200MP และกล้องอัลตราไวด์ 8MP พร้อมรองรับการกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP68 และมีกรอบโลหะพร้อมพลาสติกด้านหลัง โดย Asus Zenfone 10 จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ที่มา gsmarena.com

Asus Zenfone 10 ผ่านรับการรับรอง Wi-Fi Alliance แล้ว
อ่าน

Asus Zenfone 10 ผ่านรับการรับรอง Wi-Fi Alliance แล้ว

ล่าสุดมีรายงานว่า Asus Zenfone 10 ผ่านการตรวจสอบ Wi-Fi Alliance ซึ่งเป็นการตรวจสอบก่อนที่จะถูกวางจำหน่าย การรับรองได้ระบุว่า Zenfone 10 ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 13 และรองรับ Wifi ย่านความถี่ 2.4 GHz, 5 GHz และ 6 GHz ก่อนหน้านี้ทาง Asus ได้ออกมาคอนเฟิร์มแล้วว่า Asus Zenfone 10 จะเปิดตัวในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ ในด้านสเปกคาดว่าจะมาพร้อมชิป Snapdragon 8 Gen 2 และ RAM สูงสุด 16GB และรองรับการชาร์จแบบไร้สาย โดยภาพรวมนั้น Zenfone 10 แอบมีความคล้ายกับรุ่นก่อนอยู่ไม่เบาเลย แต่มีสีแดงและสีเขียวเพิ่มเข้ามา พร้อมหน้าจอขนาด 5.9 นิ้วเหมือนเดิม แต่อาจมีประสิทธิภาพและความสว่างที่ดีกว่า และคาดว่าจะมีระบบกันสั่น 6 แกนในกล้องหลัก ที่มา gsmarena.com

เผยภาพเรนเดอร์เรือธงไซส์มินิ ASUS Zenfone 10 ก่อนเปิดตัว 29 มิถุนายนนี้ !
อ่าน

เผยภาพเรนเดอร์เรือธงไซส์มินิ ASUS Zenfone 10 ก่อนเปิดตัว 29 มิถุนายนนี้ !

Asus เตรียมเปิดตัว Zenfone 10 ระดับ Global ในวันที่ 29 มิถุนายน ก่อนหน้านี้ทางแบรนด์ก็ได้เผยด้านหน้าของตัวเครื่องให้เรารับชมแล้ว ล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ Zenfone 10 ที่เผยแพร่โดย Evan Blass ออกมาให้เราได้รับชมกันด้วย ภาพเรนเดอร์นี้เผยให้เห็นว่า Zenfone 10 จะยังคงใช้ดีไซน์แบบเดียวกับรุ่นก่อน โดยจะมีขนาดกะทัดรัดพกพาง่ายเหมือนเดิม มีปุ่มปรับระดับเสียงและปุ่มเปิดปิดที่ด้านขวา ดีไซน์กล้องยังเป็นวงแหวนแบบเดิมสองวง จากภาพเรนเดอร์เผยให้เห็นว่า Zenfone 10 จะมีสีดำ น้ำเงิน แดง ขาว และสีใหม่ในครั้งนี้ คือสีเขียวนั่นเอง Asus Zenfone 10 มีการยืนยันแล้วว่าจะใช้ชิป Qualcomm snapdragon 8 Gen 2 และยังใช้หน้าจอขนาด 5.9 นิ้ว พร้อมกล้องหน้าแบบเจาะรูที่มุมซ้ายบน และมีแกนกันสั่นหกแกน พร้อมรองรับการชาร์จแบบไร้สาย และคาดว่าจะใช้จอ AMOLED พร้อมอัตรารีเฟรชเรตที่ 120Hz , RAM 16GB ,แบตเตอรี่ขนาด 5,000mAh รองรับชาร์จเร็ว 67W ตามรายงานก่อนหน้านี้คาดว่า Zenfone 10 จะมีราคา 749 ดอลลาร์(ประมาณ 26,000 บาท) สำหรับรุ่น 16 + 256GB ที่มา gizmochina.com

ASUS ROG Ally จะได้รับการปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ก่อนวางขายจริงทั่วโลก
อ่าน

ASUS ROG Ally จะได้รับการปรับปรุงเรื่องแบตเตอรี่ก่อนวางขายจริงทั่วโลก

ASUS ออกมายอมรับว่าเครื่อง ASUS ROG Ally ยังมีปัญหาในเรื่องของอายุแบตเตอรี่ และเครื่องจะได้รับการปรับปรุงก่อนวางขายจริงทั่วโลก จากคำวิจารณ์แรกโดยนักรีวิวทั่วโลกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาให้เสียงเดียวกันว่า ให้ในทางแง่ลบกับเครื่องเล่นเกมพกพา ASUS ROG Ally และปัญหาหลัก ๆ คือเรื่องอายุแบตเตอรี่การใช้งานที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับคู่แข่ง Steam Deck โดยทาง กาลิบ ฟู (Galip FU) ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดทั่วโลก ASUS ได้ยอมรับว่า หลังจากผลรีวิวทั่วโลกออกมามีการยกเลิกออเดอร์สั่งซื้อ ASUS ROG Ally ประมาณ 10% ปัญหาหลัก ๆ เรื่องแบตเตอรี่ก็มาจากชิปประมวลผล AMD Z1 Extream ที่กินไฟในช่วง 30W – 50W ซึ่งถือว่ามากเกินไป และเครื่อง Steam Deck ก็จัดการเรื่องพลังงานได้ดีกว่าในจุด ๆ นี้ ทางฟูก็ยังบอกว่าทุกคนภายในทีมยังเป็นแฟนตัวยงของเครื่อง Steam Deck และจะนำคำติชม พร้อมกับข้อผิดพลาดต่าง ๆ ของเครื่อง ASUS ROG Ally ไปปรับปรุงก่อนวางขายจริง สำหรับประเทศไทยก็ต้องรอดูว่าจะประกาศวันวางจำหน่าย และมาราคาเท่าไหร่ ที่มา : The Verge

เปิดตัว ASUS ROG Phone 7 Series มือถือเกมมิงที่ใส่สุดแบบรอบด้าน แถมพัดลมยังเป็นซับวูฟเฟอร์ในตัวได้อีก !
อ่าน

เปิดตัว ASUS ROG Phone 7 Series มือถือเกมมิงที่ใส่สุดแบบรอบด้าน แถมพัดลมยังเป็นซับวูฟเฟอร์ในตัวได้อีก !

เดินทางมาถึงรุ่นที่ 7 แล้ว สำหรับสมาร์ตโฟนเกมมิงจากไต้หวันอย่าง ASUS ROG Phone 7 Series ที่รอบนี้ออกมา 2 รุ่น คือ ROG Phone 7 และ ROG Phone 7 Ultimate ที่ได้อัดเต็มมารอบด้านทั้งภาพ เสียง ไปจนถึงสเปกข้างใน ! แถมยังได้เปิดตัวพัดลม AeroActive Cooler 7 ที่นอกจากจะทำเครื่องให้เย็นลงแล้ว ยังเป็นลำโพง Subwoofer ในตัวได้อีกต่างหาก ! ROG Phone 7 (ซ้าย) และ ROG Phone 7 Ultimate (ขวา) อย่างแรกที่ใส่สุดใน ROG Phone 7 Series​ (ทั้ง 2 รุ่น) ก็คือเรื่องของสเปกภายในเครื่อง โดยได้ให้ชิปเซตมาเป็น Qualcomm Snapdragon 8 Gen 2, RAM ขนาดสูงสุด 16GB LPDDR5X, ROM ขนาดสูงสุด 512GB UFS 4.0 รวมถึงได้มี X-Mode ซึ่งเป็นโหมด Overclock ของ ROG Phone มาสักพักแล้ว แต่ครั้งนี้มาพร้อมกับการปรับแต่ง X-Mode ใหม่ ที่จะเพิ่มความสมดุลระหว่างความประหยัดพลังงาน และประสิทธิภาพ, การจัดการเทรดของ CPU ให้พร้อมกับเวลาที่เราเปิด X-Mode และการ Optimize หรือการปรับค่าตัวเครื่องให้รับกับแต่ละเกมที่อยู่บนสมาร์ตโฟนอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งทาง ASUS ได้เคลมไว้เองในงาน Media Briefing ว่าจะทำให้เครื่องเร่งประสิทธิภาพได้ดีกว่าสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ ที่ใช้ชิปเซต Snapdragon 8 Gen 2 เหมือนกัน (ผ่านการทดสอบ CPU ใน Antutu และ Geekbench) แถมยังได้บอกว่าตัวเครื่องจะรองรับการ Ray Tracing ในเกมที่รองรับ ผ่าน Snapdragon Elite Gaming อีกด้วย เรื่องความร้อน ทาง ASUS ก็บอกว่าได้ปรับระบบระบายความร้อนภายในเครื่องมาใหม่ด้วยการวางแผ่นกราไฟต์ทั้งหน้าและหลังเครื่อง, แผ่น Vapor Chamber ที่จัดเรียงด้านในใหม่ออกมาเป็น ‘Rapid-Cycle Vapor Chamber’ ที่จะวนเวียนสลับกันระหว่างน้ำที่ระเหย และควบแน่นกลับมาเป็นน้ำภายในแผ่นทองแดงนั้นให้เร็วมากขึ้น ทำให้จัดการอุณหภูมิได้ดีขึ้น แต่ถ้ายังร้อนอยู่ ก็สามารถติดพัดลม AeroActive Cooler 7 รุ่นใหม่ที่เปิดตัวพร้อมกันได้ เรื่องเสียงเองก็จัดเต็มไม่แพ้กัน ด้วยลำโพงคู่ที่ส่งเสียงด้านหน้า, ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม., การรองรับ High-Res Audio, High-Res Audio Wireless, Codec Bluetooth ทั้ง aptX, aptX Adaptive และ Snapdragon Sound ส่วนหน้าจอของ ROG Phone 7 Series นั้นได้ใช้เป็นพาแนล AMOLED ของ Samsung รีเฟรชเรต 165Hz, Touch Sampling 720Hz, สว่างสูงสุด 1,500 nits, ความแม่นยำของสีที่ 111% DCI-P3, Delta-E กล้องของ ROG Phone 7 Series นั้นประกอบไปด้วยเลนส์หลักขนาด 50 ล้านพิกเซล (IMX766), เลนส์มุมกว้างขนาด 13 ล้านพิกเซล และเลนส์มาโครขนาด 5 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าขนาด 32 ล้านพิกเซล และมีแบตเตอรี่แบบเซลล์คู่ ขนาดรวม 6,000 mAh พร้อมมาตรฐานชาร์จไว Quick Charge 5.0 และ PD สูงสุด 65W อีกด้วย ฟีเจอร์อื่น ๆ ก็ถือว่ายังจัดเต็มเหมือนเดิม ทั้ง Air Trigger ด้านบนตัวเครื่อง และฟีเจอร์ใหม่ใน Game Genie ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ HUD ที่ครอบทับเกมของ ROG Phone ที่ประกอบไปด้วย X Sense : ตรวจจับเกมที่เรากำลังเล่นอยู่ แล้วส่งแจ้งเตือนเหตุการณ์สำคัญภายในเกม เช่นถ้ามีรูนดรอปอยู่ตรงไหน ตัวเครื่องก็จะแจ้งเตือนบอกเราได้ (จากการสอบถามของผู้เขียน ทาง ASUS แจ้งว่า ถ้ามีการแข่งเราสามารถบังคับผ่าน Esport Mode ที่จะปิดทุกอย่างที่จะส่อไปทางโกงได้) X Capture : ระบบตรวจจับเหตุการณ์สำคัญภายในเกม และอัดวิดีโอหน้าจอของเราขณะที่เราอยู่ในช่วงสำคัญภายในเกมให้แบบอัตโนมัติ (เช่นเก็บคิลได้, เกมชนะ, จังหวะสำคัญในเกม เป็นต้น) Background Mode : ที่จะเปิดเกมที่เราต้องการเอาไว้ในพื้นหลัง และยังใช้กับเกมที่เปิด Auto ได้ โดยทั้ง 2 รุ่นนั้นไม่ได้มีสเปกทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ ที่แตกต่างกันมากนัก จะต่างก็ตรงที่ใน ROG Phone 7 Ultimate จะมีฟีเจอร์ที่ใกล้เคียงกับ ROG Phone 6D Ultimate ที่แบไต๋เราเคยได้รีวิวไป ที่จะมีช่องรับลมจากพัดลม AeroActive Cooler ที่ชื่อ ‘AeroActive Portal’ ซึ่งเมื่อต่อพัดลม AeroActive Cooler เข้าไปแล้ว ช่องนี้จะเปิดออกผ่านมอเตอร์ ส่งลมจากพัดลม ผ่านฟินทองแดง เข้าไปเป่าตัวบอร์ดโดยตรง ให้อุณหภูมิตัวเครื่องเย็นลงกว่าเดิม และหน้าจอ ROG Vision ด้านหลังตัวเครื่องที่จะให้เราเปลี่ยนภาพด้านหลังเครื่องได้ตามที่แอปฯกำหนดไว้ รวมถึงให้เปลี่ยนภาพตามสถานการณ์ก็ได้เช่นกัน ซึ่งทำให้ดีไซน์ฝาหลังของทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกัน พัดลม AeroActive Cooler 7 ที่เปิดตัวมาพร้อมกันนั้น นอกจากจะทำหน้าที่ให้ความเย็นให้กับตัวเครื่อง (โดยเฉพาะใน ROG Phone 7 Ultimate) แล้ว ยังทำหน้าที่เป็น Subwoofer ทำให้ตัวเครื่องเป็นระบบสเตอริโอแบบ 2.1 Channel ไปในตัวด้วย ซึ่งตัวมันเองยังมีพอร์ต USB-C และช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ให้สามารถต่อโดยตรงผ่านพัดลมได้ โดยไม่ต้องต่อด้านข้างเลย โดย ASUS ROG Phone 7 เปิดตัวที่ราคา 999 ยูโร (ประมาณ 37,600 บาท) ที่ความจุเริ่มต้น (12/256GB) โดยไม่รวม AeroActive Cooler 7 มาให้ในกล่อง ในขณะที่ ASUS ROG Phone 7 Ultimate มีเฉพาะรุ่นความจุ 16/512GB เปิดตัวที่ราคา 1,399 ยูโร (ประมาณ 52,600 บาท) ซึ่งแถมพัดลม AeroActive Cooler 7 มาให้ในกล่องเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถ้าใครที่สนใจอาจจะต้องรอหน่อย เพราะตอนนี้ยังไม่ได้มีการประกาศวันจำหน่ายในประเทศไทยที่ชัดเจนออกมา

Asus เปิดตัวเครื่องเกมพกพา ROG Ally ที่ใช้ Windows และ AMD Ryzen (แต่คนคิดว่าเล่นมุก เพราะดันเปิดตัวในวันโกหก)
อ่าน

Asus เปิดตัวเครื่องเกมพกพา ROG Ally ที่ใช้ Windows และ AMD Ryzen (แต่คนคิดว่าเล่นมุก เพราะดันเปิดตัวในวันโกหก)

เมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาเป็นวันเมษาหน้าโง่ (April Fool’s Day) แบรนด์ดังหลาย ๆ แบรนด์ได้ออกมาร่วมโกหกกันในวันนี้ แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับ Asus ที่ดันเปิดตัวเครื่องเกมพกพาตัวใหม่อย่าง Asus ROG Ally การเปิดตัวในครั้งนี้ทำเอาหลายคนเข้าใจผิด คิดว่า Asus แค่ร่วมสนุกในวันโกหกเท่านั้น แต่นี่คือการเปิดตัวจริง ๆ เพราะทาง Asus ได้ปล่อยทีเซอร์ ROG ALLY ออกมาให้เราชมด้วย ตามข้อมูลเบื้องต้นกล่าวว่า ROG Ally จะใช้ระบบปฏิบัติการ Windows 11 และใช้ชิป AMD Ryzen Zen 4 แบบ Custom พร้อม RDNA 3 GPU และสามารถเสียบ GPU ภายนอกเพื่อเล่นเกมที่ใช้ทรัพยากรสูง ๆ โดยจะมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 7 นิ้ว ความละเอียด Full HD อัตราส่วน 16:9 และรองรับอัตรารีเฟรชเรต 120Hz ASUS ROG Ally เพิ่มเติมคือมีการอ้างว่า ROG Ally นั้นมีความบางและน้ำหนักที่เบากว่า Steamdeck ของ Valve อยู่เล็กน้อย โดยมีน้ำหนักอยู่ที่ 608 กรัม นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มีตัวอ่านลายนิ้วมือบนตัวเครื่องซึ่งคาดว่าจะเอาไว้ใช้สำหรับสลับระหว่างบัญชีต่าง ๆ ภาพจากช่อง Youtube Dave2D ปัจจุบัน ASUS ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลและราคา แต่คาดว่าอาจจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คงต้องมาลุ้นกันอีกทีว่าจะเข้าไทยหรือไม่ ทางเราจะมาอัปเดตให้อีกรอบครับ ที่มา theverge.co , gizmochina.com