TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#Xiaomi” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
เครื่องซักผ้า Xiaomi แค่ 4,666 บาทฝาบน 13kg ต่อ WiFi ได้ ถูกเกิ๊นนนน
Xiaomi Mijia Top Load Washer 13Kg
ExtremeIT • 4 วันที่แล้ว
อ่าน
เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มอ่อนแรง Xiaomi กำลังเดิมพันอนาคตกับ EV และ AI
#ทันหุ้น-เมื่อธุรกิจมือถือเริ่มชะลอ Xiaomi กำลังเร่งเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ จาก “แบรนด์มือถือคุ้มค่า” สู่บริษัทเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนหลักในอนาคต งบ 4Q25 จึงไม่ใช่แค่ผลประกอบการรายไตรมาส แต่สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจอย่างชัดเจน จากฮาร์ดแวร์ที่แข่งขันด้านราคา ไปสู่แพลตฟอร์มเทคโนโลยีระยะยาวข้อมูลจากทีม Global Investing หลักทรัพย์บัวหลวง ระบุว่าตัวเลข headline ของงบครั้งนี้ดูเหมือนจะ “ไม่ได้แย่” รายได้อยู่ที่ 116.9 พันล้านหยวน เติบโต 7.3%YoY แม้จะเป็นอัตราการเติบโตที่ช้าที่สุดตั้งแต่ปี 2023 แต่ก็ยังทำได้ตามที่ตลาดคาดไว้ ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 24%YoY ซึ่งฟังดูแรง แต่ในเชิงความคาดหวังถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ประมาณ 10% ภาพรวมจึงออกมาในลักษณะที่เรียกว่า mixed คือไม่ได้ดีชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แย่จนผิดหวัง อย่างไรก็ตาม หากเรามองลึกลงไปใน “โครงสร้างของกำไร” จะเห็นสัญญาณที่สำคัญมากกว่าตัวเลข headline หลายเท่าธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งเคยเป็นหัวใจของ Xiaomi กำลังเผชิญแรงกดดันทั้ง ต้นทุนที่สูงขึ้นและยอดขายที่ชะลอ แม้บริษัทพยายามขยับสู่ตลาดพรีเมียมจนราคาขายเฉลี่ย (ASP) เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยต้นทุนชิปหน่วยความจำ (DRAM และ NAND) ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น ผลกระทบทำให้ gross margin ลดลงเหลือ 8.3% จาก 12% ในปีก่อน ขณะที่ยอดส่งมอบสมาร์ทโฟนหดตัว 11.5% เมื่อเทียบปีก่อนหน้า สะท้อนการแข่งขันที่ยังรุนแรงและอุปสงค์ที่ไม่แข็งแกร่งเหมือนเดิมสิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ “กำไรลดเพราะต้นทุนสูง” แต่สะท้อนว่า ธุรกิจหลักเดิมของ Xiaomi กำลังถูกบีบ margin อย่างมีนัยสำคัญ และอาจไม่ใช่เครื่องจักรทำกำไรเหมือนในอดีต นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักลงทุนเริ่มโฟกัส “ธุรกิจใหม่” มากขึ้น โดยเฉพาะ EV ซึ่งกลายเป็นจุดสนใจหลักในงบไตรมาสนี้สิ่งที่น่าสนใจคือธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi ไม่ได้แค่เติบโต แต่เริ่ม “พิสูจน์ตัวเอง” ในเชิง unit economics ได้แล้ว ใน 4Q25 บริษัทส่งมอบรถได้ถึง 145,115 คัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมกับ gross margin ที่สูงถึง 24.3% ซึ่งสูงกว่าธุรกิจมือถืออย่างมีนัยสำคัญ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือธุรกิจ EV สามารถสร้างกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 1.1 พันล้านหยวน ในไตรมาสเดียว ส่งผลให้ทั้งปี 2568 พลิกมามีกำไรได้ที่ 900 ล้านหยวน จุดนี้ถือเป็น turning point ที่สำคัญ ที่ narrative ของ Xiaomi เปลี่ยนจาก “เผาเงินสร้างธุรกิจใหม่” เป็น “เริ่มสร้างกำไรจากธุรกิจใหม่แล้ว” โดยเป้าส่งมอบรถ 550,000 คันในปี 2569 และแผนบุกยุโรปปี 2570 สะท้อนการเดิมพันจริงจังกับ S-Curve ใหม่อย่าง EVในขณะเดียวกัน การลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะในรูปแบบของ Agentic AI ก็เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดย Capex ที่เพิ่มเป็น 18.2 พันล้านหยวน ไม่ได้แค่ขยายการผลิต แต่เป็นการสร้าง ecosystem เชื่อมสมาร์ทโฟน รถยนต์ และ IoT เข้าด้วยกัน เพื่อ transform สู่ AI-driven platform ตามทิศทางบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกอย่างไรก็ตาม ช่วงรอยต่อนี้เองทำให้หุ้น Xiaomi ยังไม่กลับเป็นขาขึ้น แม้ธุรกิจ EV จะมีอนาคต แต่ธุรกิจสมาร์ทโฟนซึ่งยังเป็นรายได้หลักถูกกดดันจากต้นทุน ขณะที่ EV ก็เผชิญสงครามราคาในจีน ทำให้ตลาดยังไม่มั่นใจว่าธุรกิจใหม่จะชดเชยการชะลอตัวของธุรกิจเดิมได้เร็วพอ ส่งผลให้หุ้นปรับฐานลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเชิงโครงสร้าง Xiaomi จึงเหมือนมี “สองโลกในบริษัทเดียว” คือธุรกิจเดิมที่ถูกกดดันตามวัฏจักร กับธุรกิจใหม่ที่เติบโตสูงแต่ยังต้องพิสูจน์ตัวเอง โดยนักลงทุนควรโฟกัสความสามารถในการ scale ธุรกิจ EV พร้อมรักษา margin ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง มากกว่าดูแค่กำไรระยะสั้นสำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเข้าถึงธีมการเติบโตนี้ ปัจจุบันสามารถลงทุนใน Xiaomi ได้ผ่าน DR อย่าง XIAOMI01 ซึ่งช่วยให้สามารถซื้อขายผ่านตลาดหุ้นไทยด้วยเงินบาทโดยไม่ต้องเปิดบัญชีต่างประเทศ ทำให้เข้าถึงหุ้นเทคโนโลยีจีนที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้นท้ายที่สุด Xiaomi ในวันนี้อาจไม่ใช่หุ้นที่มี story ชัดเจนในระยะสั้น แต่เป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงเดิมพันอนาคตว่าบริษัทจะสามารถเปลี่ยนตัวเองจากผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ไปเป็นแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่มี EV และ AI เป็นแกนกลางได้หรือไม่ หากทำได้ upside ในระยะยาวอาจมีนัยสำคัญ
ทันหุ้น • 26 มี.ค. 69
อ่าน
เมื่อ Xiaomi ประกาศกร้าว “อีก 5 ปี หุ่นยนต์จะเดินเพ่นพ่านเต็มโรงงาน” เกมใหม่ที่ใหญ่กว่าแค่ขายมือถือ!
มีข่าวล่าสุดที่น่าสนใจของ Xiaomi มาเล่าให้ฟังครับ! บอกเลยว่ารอบนี้ เหลย จุน (Lei Jun) CEO คนเก่งของ Xiaomi เขาออกมาปล่อยของชุดใหญ่ ไม่ใช่แค่มือถือหรือรถ EV แล้วนะ แต่เขากำลังพูดถึง หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid Robots) หรือหุ่นยนต์รูปร่างมนุษย์ ที่เขามั่นใจมากว่าจะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมโลกภายใน 5 ปีนี้! อ่านแล้วขนลุกเลย มันเหมือนเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคหนัง Sci-Fi เข้าไปทุกที วันนี้เราเลยสรุปสิ่งที่เหลย จุน พูด บวกกับวิเคราะห์สถานการณ์โลกหุ่นยนต์ตอนนี้มาเล่าให้ฟัง ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงโคตรสำคัญ และทำไมมันถึงน่าจับตามองกว่า Gadget ทั่วไป AI ไม่ใช่แค่ ของเล่น แต่มันคือ หัวใจ ใหม่ของโรงงาน เหลย จุน ให้สัมภาษณ์กับ Beijing Daily แบบตรงไปตรงมาเลยว่า AI ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริมหล่อๆ ในมือถือแล้ว แต่มันคือ Core Driver หรือตัวขับเคลื่อนหลักที่จะมารื้อระบบอุตสาหกรรมใหม่ทั้งหมด เขาได้ยกตัวอย่างที่โรงงานผลิตรถ EV ของ Xiaomi เอง (Xiaomi SU7 ที่กำลังฮอตนั่นแหละ) ปกติการตรวจสอบชิ้นส่วนหล่อขึ้นรูปขนาดใหญ่ (Die-cast components) ถ้าใช้คนตรวจ มันช้าและมีโอกาสพลาดสูงมาก ตามประสา Human Error อะเนอะ แต่พอ Xiaomi เอา AI Vision มาจับคู่กับเครื่อง X-ray รู้ไหมเกิดอะไรขึ้น? ความเร็ว: จากที่เคยใช้เวลานาน เหลือแค่ 2 วินาที! ความแม่นยำ: มากกว่าคนตรวจถึง 5 เท่า! ประสิทธิภาพรวม: เร็วกว่าเดิม 10 เท่า! นี่แค่ตัวอย่างเล็กๆ นะ เหลย จุน บอกว่าถ้าเราฝัง AI ลงไปในทุกกระบวนการผลิต มันจะปลดล็อกมูลค่าตลาดอุตสาหกรรมระดับ ล้านล้านหยวน (ประมาณ 1.4 แสนล้านดอลลาร์) ได้เลย กองทัพหุ่นยนต์: จาก "ตัวโชว์" สู่ "แรงงานจริง" จำเจ้า CyberOne หุ่นยนต์เดินได้ที่ Xiaomi เอามาโชว์เมื่อปี 2022 ได้มั้ย? ตอนนั้นหลายคนอาจจะมองว่า "โหย ทำมาโชว์เท่ๆ เดินกะเผลกๆ จะไหวเหรอ" แต่หารู้ไม่ นั่นคือการโยนหินถามทาง เหลย จุน ประกาศชัดเจนว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ของ Xiaomi เข้าไปทำงานแทนคนในโรงงานผลิตแบบสเกลใหญ่ (Large Scale) งานไหนที่ซ้ำซาก งานไหนที่เสี่ยง งานสายพานการผลิต หุ่นยนต์จะเหมาหมด แกยังเตือนสติวงการอุตสาหกรรมจีนด้วยว่า "เลิกคิดจะพึ่งพาแรงงานราคาถูกได้แล้ว" ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว จีนต้องก้าวไปสู่การเป็น Smart Manufacturing หรือการผลิตอัจฉริยะเท่านั้นถึงจะรอดและเป็นผู้นำโลกได้ Next Station: บุกบ้านพวกเรา! สิ่งที่พีคกว่าโรงงานคือ "บ้าน" ครับเลยครับ โดย เหลย จุน บอกว่าโรงงานนี่แค่น้ำจิ้ม เป้าหมายที่แท้จริงและตลาดยักษ์ใหญ่กว่าคือ "หุ่นยนต์สำหรับใช้งานในบ้าน" แต่แกก็ยอมรับนะว่า โจทย์ของบ้านมันยากกว่าโรงงานเยอะ โรงงานมันมีระเบียบ เดินตามเส้นได้ หยิบของจุดเดิมได้ แต่บ้านคนน่ะ... ไหนจะของรก ไหนจะแมววิ่งตัดหน้า ไหนจะพื้นต่างระดับ ความซับซ้อนมันคนละเรื่อง แต่ถ้าทำได้เมื่อไหร่ นี่คือขุมทองมหาศาลที่ใครก็อยากเป็นเจ้าของ เจาะลึกแวดวงหุ่นยนต์: ใครกำลังทำอะไร แล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? ทีนี้มาดูกันว่า ในสนามรบนี้ Xiaomi ไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียวนะเพื่อน คู่แข่งระดับพระกาฬเพียบ! Tesla (Optimus): รายนี้คือคู่ปรับโดยตรง Elon Musk ก็ประกาศเหมือนกันว่าจะเอา Optimus มาใช้ในโรงงานผลิตรถ Tesla และขายให้คนทั่วไป ล่าสุดหุ่น Optimus Gen 2 เดินพริ้วขึ้นเยอะ พับผ้าได้แล้วด้วย แนวคิดเดียวกับ Xiaomi เป๊ะ คือ "ผลิตรถได้ ก็ผลิตหุ่นยนต์ได้" เพราะเทคโนโลยีแบตเตอรี่ มอเตอร์ และ AI ขับเคลื่อนอัตโนมัติ มันคือรากฐานเดียวกัน Figure AI: เจ้านี้มาแรงมาก เพิ่งจับมือกับ BMW เพื่อส่งหุ่นยนต์เข้าไปทำงานในโรงงานผลิตรถยนต์ที่อเมริกา นี่คือคู่แข่งที่เริ่มใช้งานจริงแล้ว แถมได้เงินทุนจาก OpenAI และ Microsoft ด้วย สมองฉลาดแน่นอน Boston Dynamics (Atlas): ตำนานสายยิมนาสติก รายนี้เพิ่งเปลี่ยนจากระบบไฮดรอลิกมาเป็นไฟฟ้าล้วน (All Electric) เพื่อให้เหมาะกับการใช้งานเชิงพาณิชย์มากขึ้น Agility Robotics (Digit): เจ้านี้หน้าตาไม่ค่อยเหมือนคนเท่าไหร่ แต่ Amazon เอาไปทดลองใช้แบกของในโกดังเรียบร้อยแล้ว Xiaomi อยู่ตรงไหน? Xiaomi มาในสไตล์ "Tech Ecosystem" คือมีครบทั้ง Software (AI), Hardware (การผลิตหุ่นยนต์), และ Application (โรงงาน EV ของตัวเอง) จุดแข็งของ Xiaomi คือ "การทำของดีในราคาที่จับต้องได้" และ "สเกลการผลิตที่บ้าคลั่ง" ถ้า Xiaomi เอาจริง เผลอๆ เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์ราคาหลักแสนต้นๆ ก่อนค่ายอื่นก็ได้ บทวิเคราะห์: ตลาดหุ่นยนต์ ปัจจุบัน และ อนาคต สถานการณ์ปัจจุบัน (The Current State) ตอนนี้เราอยู่ในช่วง "Proof of Concept to Early Adoption" หรือช่วงพิสูจน์ว่าทำได้จริงและเริ่มทดลองใช้ จุดเจ็บปวด (Pain Point): โลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แรงงานขาดแคลน ค่าแรงสูงขึ้นเรื่อยๆ มนุษย์ไม่อยากทำงานเสี่ยงตายหรืองานซ้ำซาก เทคโนโลยี: AI ประเภท LLM (Large Language Models) ทำให้หุ่นยนต์ "เข้าใจภาษาคน" และ "เรียนรู้หน้างาน" ได้เอง ไม่ต้องเขียนโปรแกรมสั่งทีละท่าเหมือนเมื่อก่อน นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ อนาคตในอีก 5-10 ปี (The Future Outlook) ราคาจะถูกลงแบบฮวบฮาบ: เหมือนรถ EV แรกๆ แพงระยับ ตอนนี้เริ่มจับต้องได้ หุ่นยนต์ก็เช่นกัน เมื่อมีการผลิตจำนวนมาก ต้นทุนจะลดลง จนโรงงาน SMEs อาจจะซื้อหุ่นยนต์มาช่วยยกของได้ RaaS (Robots as a Service): ในอนาคตเราอาจไม่ต้องซื้อหุ่นยนต์ แต่เช่าหุ่นยนต์รายเดือนมาทำงานบ้าน หรือทำงานในโรงงาน จ่ายค่าแรงให้บริษัทหุ่นยนต์แทน สงครามชิงข้อมูล: หุ่นยนต์จะเก่งได้ต้องมีข้อมูลมหาศาล ใครส่งหุ่นยนต์ลงตลาดได้ก่อน ก็จะเก็บ Data การเคลื่อนไหวและการแก้ปัญหาได้ก่อน (เหมือนที่ Tesla เก็บข้อมูลการขับขี่) Xiaomi จึงต้องรีบส่งหุ่นลงโรงงานตัวเองเพื่อเทรนให้เก่งก่อนส่งขาย ภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี: จีนพยายามผลักดันเรื่องนี้สุดตัว เพราะต้องการหนีจากกับดัก "โรงงานโลกค่าแรงถูก" ไปเป็น "ผู้ส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูง" การที่ Xiaomi กระโดดลงมาเล่นเต็มตัว เป็นจิ๊กซอว์สำคัญของแผนระดับชาติจีนเลยทีเดียว โดยสรุปแล้ว คำพูดของเหลย จุน ไม่ใช่แค่คำโม้ขายของ แต่มันคือ "สัญญาณเตือน" ว่าโลกการทำงานกำลังจะเปลี่ยนไป การที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Xiaomi, Tesla, BMW ขยับตัวไปทิศทางเดียวกัน แปลว่า "มันมาแน่" อีก 5 ปีข้างหน้า เราอาจจะเดินเข้าโรงงานแล้วเจอหุ่นยนต์ยืนประกอบรถ หรือกลับบ้านมาเจอหุ่นยนต์ Xiaomi พับผ้ากองโตให้เราอยู่ก็ได้ เตรียมตัวรับมือกับยุค AI + Robotics ไว้ให้ดี โลกมันหมุนเร็วกว่าที่เราคิดเยอะ! Photo Credit : AI Generated
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 19 ธ.ค. 68
อ่าน
เซอร์ไพรส์วงการ! Toyota หักมุมสู่ตลาด EV จีน เปิดตัว bZ7 จับมือ Huawei และ Xiaomi ร่วมพัฒนา
วงการรถยนต์ไฟฟ้า (EV) กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันดุเดือดกว่าที่เคย และหนึ่งในข่าวที่สร้างความฮือฮาที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้นการที่ Toyota ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นซึ่งก่อนหน้านี้ดูจะเล่นตัวกับรถ EV มาตลอด ได้ประกาศเดินหน้าลุยตลาดจีนอย่างจริงจังด้วยรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง "Toyota bZ7" ที่ไม่ได้แค่มาพร้อมดีไซน์ล้ำสมัย แต่ยังมาพร้อมกลยุทธ์ที่เหนือความคาดหมายด้วยการ "จับมือ" กับยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนอย่าง Huawei และ Xiaomi เพื่อยกระดับประสบการณ์การขับขี่ไปสู่มิติใหม่ที่ Toyota ไม่เคยทำได้มาก่อน! bZ7 คืออะไร? สเปกและราคาที่น่าจับตา Toyota bZ7 คือรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดในตระกูล "bZ" (Beyond Zero) ที่ Toyota พัฒนาขึ้นมาเพื่อบุกตลาดจีนโดยเฉพาะ ตัวรถมาในรูปทรงของซีดานขนาดกลางที่ดูโฉบเฉี่ยวและทันสมัย ซึ่งไม่ใช่แค่หน้าตาดี แต่ยังได้รับการออกแบบบนแพลตฟอร์มที่ Toyota ร่วมพัฒนากับ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเบอร์หนึ่งของจีน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่า Toyota กำลังจริงจังกับการเรียนรู้จากคู่แข่งในตลาดท้องถิ่นอย่างมาก หนึ่งในจุดขายที่น่าสนใจที่สุดของ bZ7 คือราคาที่เปิดตัวมาอย่างน่าตกใจ โดยคาดว่าจะมีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 200,000 หยวน หรือประมาณ 1-1.2 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สามารถสู้กับรถยนต์ไฟฟ้าจากแบรนด์จีนคู่แข่งได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ และเป็นราคาที่ทำให้ผู้บริโภคชาวจีนเข้าถึงรถยนต์ไฟฟ้าคุณภาพจากค่าย Toyota ได้ง่ายขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จับมือยักษ์ใหญ่ไฮเทคจีน: ทำไมต้อง Huawei และ Xiaomi? นี่คือประเด็นที่ทำให้ข่าวนี้ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง! ในขณะที่ค่ายรถยนต์ดั้งเดิมหลายเจ้ามักจะพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบ Infotainment ของตัวเอง แต่ Toyota กลับเลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ต่างออกไปโดยการผนึกกำลังกับผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง กับ Huawei: Toyota bZ7 ได้รับการติดตั้งระบบปฏิบัติการ "HarmonyOS" ของ Huawei เพื่อใช้ควบคุมระบบภายในรถทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหน้าจอแสดงผล, ระบบนำทาง, หรือความบันเทิงภายในรถ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นว่า Toyota ยอมรับในข้อจำกัดของตัวเอง และมองเห็นแล้วว่าการจะเอาชนะในตลาดจีนที่ให้ความสำคัญกับ "ความฉลาด" และ "ประสบการณ์การใช้งานดิจิทัล" ของตัวรถยนต์นั้นจำเป็นต้องพึ่งพาบริษัทเทคที่แข็งแกร่งอย่าง Huawei กับ Xiaomi: นอกจาก Huawei แล้ว Toyota ยังได้เปิดเผยถึงแผนการร่วมมือกับ Xiaomi ในการนำระบบ "Xiaomi HyperOS" มาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นอื่นที่วางแผนจะเปิดตัวในอนาคต ซึ่งตอกย้ำกลยุทธ์ของ Toyota ที่ต้องการสร้างระบบนิเวศน์ดิจิทัลที่เข้าถึงและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของชาวจีนยุคใหม่ได้จริงๆ การที่ Toyota ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ยอม "ลดอีโก้" ลงมาเพื่อร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีท้องถิ่นอย่าง Huawei และ Xiaomi สะท้อนให้เห็นว่าเกมในตลาด EV ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องความแข็งแกร่งของเครื่องยนต์หรือชื่อเสียงของแบรนด์อีกต่อไป แต่เป็นการแข่งกันที่ "ซอฟต์แวร์" และ "ความเข้าใจผู้บริโภค" ในเชิงลึก ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีของจีนทำได้ดีกว่าค่ายรถดั้งเดิมอย่างชัดเจน เมื่อยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นยอมถอย: การเปลี่ยนเกมที่เหนือความคาดหมาย ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Toyota พวกเขาเป็นที่รู้จักจากความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยตัวเอง แต่ในตลาด EV ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดในจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก Toyota กลับต้องเผชิญกับคู่แข่งในประเทศที่พัฒนาเทคโนโลยีและซอฟต์แวร์ได้รวดเร็วอย่างน่าทึ่ง การตัดสินใจร่วมมือกับ Huawei และ Xiaomi จึงไม่ใช่แค่การร่วมมือทางธุรกิจ แต่เป็นการส่งสัญญาณเชิงกลยุทธ์ว่า Toyota พร้อมจะปรับตัวและยอมรับในสิ่งที่ตนเองยังไม่เชี่ยวชาญเพื่อที่จะอยู่รอดและแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงนี้ วิเคราะห์อนาคตของวงการรถยนต์ไฟฟ้า EV การเคลื่อนไหวของ Toyota ในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ในตลาดจีนเท่านั้น แต่ยังส่งอาจผลสะเทือนไปทั่วโลกและอาจกำหนดทิศทางของวงการรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตเลยทีเดียวครับ จาก "ฮาร์ดแวร์" สู่ "ซอฟต์แวร์": บทเรียนที่ชัดเจนคือการแข่งขันในตลาด EV ไม่ได้มีแค่เรื่องของสมรรถนะ, แบตเตอรี่, หรือระยะทางอีกต่อไป แต่คือเรื่องของประสบการณ์การใช้งานในรถยนต์ (In-Car Experience) ที่ลื่นไหล, ระบบ AI ที่ฉลาด, และการเชื่อมต่อที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งาน การร่วมมือของ Toyota กับ Huawei เป็นการพิสูจน์แล้วว่า "ซอฟต์แวร์คืออนาคต" และหากค่ายรถดั้งเดิมยังคงยึดติดกับแนวทางเดิมๆ ก็อาจตกขบวนไปได้ง่ายๆ โมเดลธุรกิจใหม่: โมเดล "ฮาร์ดแวร์จากค่ายรถยนต์ + ซอฟต์แวร์จากค่ายเทค" อาจกลายเป็นพิมพ์เขียวใหม่สำหรับบริษัทรถยนต์อื่นๆ ที่กำลังประสบปัญหาในการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ที่ซับซ้อนด้วยตัวเอง การร่วมมือกันเช่นนี้ทำให้แต่ละฝ่ายสามารถโฟกัสในสิ่งที่ตัวเองถนัด และนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบแก่ผู้บริโภคได้รวดเร็วกว่า การยอมรับในความจริง: การที่ Toyota ยอมรับว่าตัวเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ที่เหนือกว่าบริษัทจีน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความฉลาดในการปรับตัว ซึ่งในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ บริษัทที่ปรับตัวได้ย่อมมีโอกาสอยู่รอดมากกว่าเสมอ อนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างรถได้ดีที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสามารถสร้างระบบนิเวศน์และประสบการณ์ดิจิทัลที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างลงตัวที่สุดต่างหากครับ Photo credit: GAC Toyota
ข่าวยานยนต์ • 28 ก.ย. 68
อ่าน
"Xiaomi" เตรียมลุยตลาดรถโลก หลังยอดขายในจีนแซง "Tesla" l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ของจีนซึ่งหันมารุกตลาดยานยนต์ไฟฟ้า เปิดเผยว่า บริษัทจะเริ่มพิจารณาการจำหน่ายรถยนต์นอกประเทศจีนตั้งแต่ปี 2027 เป็นต้นไป โดยในระหว่างนี้จะยังคงให้ความสำคัญกับการตอบสนองความต้องการในตลาดภายในประเทศเป็นหลักLei Jun ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เปิดเผยในระหว่างการถ่ายทอดสดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ความต้องการที่แข็งแกร่งของรถรุ่น SU7 และ YU7 ทำให้บริษัทจำเป็นต้องทุ่มทรัพยากรทั้งหมดเพื่อรักษาเสถียรภาพของสายการผลิตในประเทศทั้งนี้ Xiaomi เคยระบุไว้ก่อนหน้านี้ว่า ปี 2027 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นไปได้สำหรับการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศสำหรับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่น SU7 ซึ่งเป็นซีดานรุ่นแรกของบริษัท มียอดขายรายเดือนที่เหนือกว่า Tesla Model 3 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ขณะที่ YU7 ซึ่งเป็นรถอเนกประสงค์ SUV เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ก่อน และสามารถกวาดยอดสั่งจองได้อย่างล้นหลามถึงระดับหนึ่งในช่วงเวลาเพียง 18 ชั่วโมงแรก กระแสตอบรับที่ร้อนแรงของ YU7 ทำให้ลูกค้าหลายรายได้รับแจ้งว่าจะต้องรอการส่งมอบรถนานกว่าหนึ่งปี ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และความไม่พอใจในโลกออนไลน์เป็นวงกว้าง โดยมีรายงานจากสำนักข่าว Reuters เมื่อวันอังคารว่า ความล่าช้าในการส่งมอบรถกลายเป็นประเด็นร้องเรียนหลักล่าสุดเกิดกระแสข่าวลือว่ามีลูกค้าบางรายสามารถ "จ่ายเงินเพิ่ม" เพื่อแซงคิวและได้รับรถก่อนคนอื่น ซึ่งสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้ที่สั่งจองตามระบบปกติอย่างไรก็ตาม Xiaomi ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าวชัดเจน โดยระบุว่าไม่มีนโยบายให้ลูกค้าจ่ายเงินนอกระบบเพื่อเร่งคิวส่งมอบ พร้อมเตือนให้ผู้บริโภคระวังการหลอกลวงจากบุคคลที่อ้างตัวเป็นพนักงานหรือมีสิทธิพิเศษในการจัดคิวขณะเดียวกัน บริษัทได้ชี้แจงว่า ระบบการส่งมอบที่เร็วขึ้นมีอยู่จริงภายใต้เงื่อนไขการสั่งซื้ออย่างเป็นทางการ โดยลูกค้าสามารถเลือกชำระมัดจำในอัตราสูง 40,000 หยวน หรือประมาณ 180,612 บาท ซึ่งเป็นเงินมัดจำแบบไม่สามารถขอคืนได้ เพื่อแลกรับสิทธิ์การส่งมอบรถเร็วกว่าผู้ที่เลือกชำระมัดจำ 20,000 หยวน หรือประมาณ 90,306 บาท แต่สามารถขอคืนเงินได้ภายใน 7 วันเงื่อนไขนี้ถือเป็นทางเลือกที่บริษัทประกาศอย่างชัดเจนตั้งแต่เปิดรับจอง SU7 และเป็นแนวทางเดียวที่ส่งผลต่อลำดับคิวการส่งมอบโดยตรง ไม่เกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินพิเศษในรูปแบบอื่นใด ทั้งนี้ สื่อจีนรายงานว่า ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มียอดจอง SU7 และ YU7 สะสมรวมกันเกิน 5 แสนคัน ทำให้โรงงานของ Xiaomi ต้องเร่งเพิ่มกำลังการผลิตต่อเนื่อง และยังไม่สามารถระบุกรอบเวลาการส่งมอบที่เร็วขึ้นสำหรับผู้จองใหม่จากแนวโน้มที่เกิดขึ้น Xiaomi ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าจีนในเวลาอันสั้น และความสำเร็จนี้อาจเป็นก้าวแรกสู่การขยายสู่ตลาดโลกในอนาคตอันใกล้
TNN ช่อง16 • 4 ก.ค. 68
อ่าน
ยอดจองถล่ม! "Xiaomi YU7" ผลิตไม่ทัน ลูกค้ารอนานข้ามปี l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi ผู้ผลิตเทคโนโลยีรายใหญ่ของจีน กำลังประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามในการบุกตลาดรถยนต์ไฟฟ้า หลังจากเปิดตัว Xiaomi YU7 รถ SUV ไฟฟ้ารุ่นแรกของบริษัทไปเมื่อไม่นานนี้ โดยได้รับกระแสตอบรับอย่างท่วมท้นตั้งแต่วินาทีแรกที่เปิดให้จอง โดยเพียง 3 นาทีแรกหลังเปิดระบบสั่งจองออนไลน์ Xiaomi ได้รับคำสั่งจองล่วงหน้ามากกว่า 200,000 คัน โดยในจำนวนนี้มีกว่า 120,000 รายที่ชำระเงินมัดจำแบบไม่สามารถขอคืนได้ ซึ่งสะท้อนถึงความสนใจของผู้บริโภคอย่างจริงจังภายในเวลาเพียง 1 ชั่วโมง ยอดจองพุ่งทะลุ 289,000 คัน และหลังผ่านไป 18 ชั่วโมง Xiaomi รายงานว่ามีคำสั่งซื้อแบบยืนยันแล้วถึง 240,000 คัน ซึ่งเกินขีดความสามารถในการผลิตต่อปีของบริษัทในปัจจุบันอย่างชัดเจน ผลจากความต้องการที่สูงเกินคาด ทำให้ผู้ซื้อจำนวนมากต้องเผชิญกับระยะเวลารอรับรถที่ยาวนาน โดยเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Xiaomi ระบุว่า:YU7 รุ่นเริ่มต้น ต้องรอประมาณ 56–59 สัปดาห์YU7 Pro รุ่นกลาง ต้องรอ 50–53 สัปดาห์YU7 Max รุ่นท็อป รอประมาณ 37–40 สัปดาห์โดยเฉพาะ YU7 รุ่นพื้นฐาน ซึ่งมีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 253,800 หยวน ประมาณ 1.28 ล้านบาท เป็นรุ่นที่มีความต้องการสูงที่สุด จึงกลายเป็นรุ่นที่มีระยะเวลารอคอยนานที่สุด ขณะที่รุ่น Pro และ Max ซึ่งมีราคาสูงกว่าเล็กน้อย ก็ยังต้องใช้เวลารอไม่น้อยเช่นกันเพื่อช่วยลดภาระทางการเงินของลูกค้า Xiaomi เปิดทางเลือกการผ่อนชำระแบบยืดหยุ่น ตั้งแต่ 12 ถึง 60 เดือน โดยสามารถวางเงินดาวน์ได้ในช่วงระหว่างร้อยละ 15 ถึงร้อยละ 85 ของราคารถแม้ Xiaomi จะมีแผนขยายกำลังการผลิตให้สามารถรองรับการผลิตรถยนต์ได้ถึง 350,000 คันภายในปี 2025 แต่ในระยะสั้น บริษัทยังคงต้องเร่งจัดการกับอุปสรรคด้านโลจิสติกส์และความคาดหวังของลูกค้าอย่างเร่งด่วนทั้งนี้ ระยะเวลารอรับรถที่ระบุไว้เป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น และอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์จริงในกระบวนการผลิตและจัดส่ง
TNN ช่อง16 • 1 ก.ค. 68
อ่าน
ยอด Xiaomi YU7 ทะลุ 3 แสนคันชั่วโมงแรก ท้าชน Tesla อาจต้องลดราคา l การตลาดเงินล้าน
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีน Xiaomi สร้างแรงสั่นสะเทือนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอีกครั้ง หลังจากเปิดตัวรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นที่ 2 ของบริษัทในชื่อ YU7 ซึ่งสามารถทำยอดจองได้ถึง 289,000 คันในช่วงเวลาเพียง 1 ชั่วโมงแรกของการเปิดรับจอง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ประมาณ 100,000 คัน และมากกว่ายอดจองของรุ่นซีดาน SU7 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมปีก่อนถึง 3 เท่าYU7 เป็นรถ SUV ไฟฟ้ารุ่นที่ 2 ของ Xiaomi ถัดจาก SU7 ที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ตัวรถเปิดราคาที่ 253,500 หยวน หรือราว 1,153,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าราคาเริ่มต้นของ Tesla Model Y ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดในจีนในปัจจุบัน อยู่ราว ร้อยละ 4นักวิเคราะห์จาก Jefferies ระบุว่า แม้จะมีราคาถูกกว่าเล็กน้อย แต่ YU7 กลับให้สมรรถนะและสเปกที่ดีกว่าอย่างชัดเจน กระแสความร้อนแรงนี้ส่งผลให้หุ้นของ Xiaomi พุ่งขึ้นทันทีร้อยละ 8 ในช่วงเปิดตลาด แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะย่อตัวเล็กน้อยเหลือบวกร้อยละ 3 ณ ช่วงบ่ายเมื่อวานทั้งนี้ มูลค่าหุ้นของ Xiaomi ในปี 2025 เพิ่มขึ้นแล้วกว่าร้อยละ 70 นับตั้งแต่ต้นปี ทำให้บริษัทมีมูลค่าตลาดแตะเกือบ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และกลายเป็นหุ้นบริษัทรายใหญ่ (large-cap) ที่ทำผลงานดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตามข้อมูลจาก LSEGกระแสตอบรับอันร้อนแรงนี้สร้างแรงกดดันเพิ่มเติมให้กับ Tesla โดยเฉพาะในตลาดจีนที่บริษัทสัญชาติอเมริกันกำลังเผชิญการแข่งขันอย่างดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยและราคาจับต้องได้ ตัวอย่างเช่น SU7 ของ Xiaomi เอง ก็สามารถทำยอดขายรายเดือนแซงหน้า Tesla Model 3 ในจีนได้ตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมาส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ในจีนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 15 ในปี 2020 เหลือร้อยละ 10 ในปี 2024 และลดลงอีกเหลือเพียงร้อยละ 7.6 ในช่วงต้นปี 2025 ทำให้นักวิเคราะห์จาก Citi คาดการณ์ว่า Tesla อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการเชิงรุกมากขึ้น เช่น การลดราคาอีก เสนอระบบช่วยขับ Full Self-Driving ฟรี และเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางการเงิน เพื่อรับมือกับการแข่งขันจาก Xiaomi และผู้ผลิตรายอื่น อย่างไรก็ตาม Tesla ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์แต่อย่างใด แม้ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการยานยนต์ แต่ Xiaomi กำลังพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยีและฐานผู้บริโภคที่แข็งแกร่งมาขยายธุรกิจใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ต่อผู้เล่นรายเดิมในตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Tesla ที่เริ่มเสียเปรียบในสนามที่เคยครองความได้เปรียบมาก่อน
TNN ช่อง16 • 30 มิ.ย. 68
อ่าน
มาแน่! Xiaomi เปิดตัว "YU7 SUV" ชิงตลาด Tesla 26 มิ.ย.นี้ l การตลาดเงินล้าน
บริษัท Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ของจีน เตรียมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นที่สอง และเป็น SUV รุ่นแรกของบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ภายใต้ชื่อรุ่นว่า Xiaomi YU7 โดยจะมีการจัดงานเปิดตัวในเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งจะถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์ม Weibo และช่องทางออนไลน์ของ Xiaomi EVYU7 SUV เป็นรถรุ่นที่ 2 ภายใต้แผนขยายธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi หลังจากที่รุ่นแรก SU7 ซึ่งเปิดตัวไปเมื่อเดือนมีนาคม ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม จนมียอดจองจำนวนมากถึงขั้นต้องรอรับรถนานสูงสุดถึง 51 สัปดาห์ โดย SU7 มียอดส่งมอบมากกว่า 28,000 คันในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเดือนที่ 8 ติดต่อกันที่ยอดส่งมอบทะลุเกิน 20,000 คันต่อเดือน สำหรับ YU7 ที่กำลังจะเปิดตัวนี้ มีเป้าหมายชัดเจนในการแข่งขันกับ Tesla Model Y โดย Xiaomi เริ่มเผยโฉมครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมระบุว่าการเปิดตัวจริงจะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคม แต่ล่าสุดผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท Lei Jun ยืนยันว่าจะเลื่อนวันเปิดตัวขึ้นเป็นช่วงปลายเดือนมิถุนายนแทนราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ YU7 จะประกาศเพียง 1-2 วันก่อนวันเปิดตัวเท่านั้น โดย Lei Jun เคยระบุว่า ราคาของ YU7 จะไม่สูงกว่า SU7 รุ่นซีดานเดิมมากนัก ซึ่ง SU7 เริ่มต้นที่ 215,900 หยวน หรือ ประมาณ 1.1 ล้านบาท โดยชี้แจงว่าข่าวลือที่ระบุว่า YU7 จะเริ่มต้นที่ 235,900 หยวนนั้นไม่เป็นความจริงนอกจากการเปิดตัวรถยนต์ YU7 แล้ว ภายในงานในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ Xiaomi ยังเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เรือธงอื่น ๆ เช่น สมาร์ตโฟนพับได้ และ แท็บเล็ต ที่มาพร้อมชิปประมวลผล Xring O1 ซึ่งพัฒนาโดยทีมของ Xiaomi เอง และยังมีการเปิดตัวอุปกรณ์อัจฉริยะรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งระบุว่าเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะส่วนบุคคลแห่งยุคใหม่โดยจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมในวันงานแม้ Xiaomi จะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ในวงการยานยนต์ไฟฟ้าของจีน แต่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนได้อย่างรวดเร็วจากชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีและฐานลูกค้าเดิมจำนวนมาก การมาถึงของ YU7 จึงน่าจับตามองในฐานะคู่แข่งตัวจริงของแบรนด์ใหญ่อย่าง Tesla และ BYD ในตลาด EV SUV
TNN ช่อง16 • 24 มิ.ย. 68
อ่าน
เผยยอดขายสมาร์ทวอทช์ทั่วโลก ไตรมาส 1 ปี 2025 Xiaomi นำที่ 1 Apple อันดับ 2
จากการวิจัยล่าสุดของ Canalys บริษัทวิเคราะห์ตลาดเทคโนโลยีระดับโลก (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Omdia) ตลาดสายรัดข้อมือแบบสวมใส่ทั่วโลกเติบโตขึ้น 13% เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในไตรมาสที่ 1 ปี 2025 โดยมียอดขายสูงถึง 46.6 ล้านยูนิต ด้วยความต้องการที่ฟื้นตัวและฐานที่ค่อนข้างต่ำในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วทำให้ตลาดเติบโตเร็วดังกล่าว และหากแบ่งประเภทออกเป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย สายรัดข้อมือแบบพื้นฐาน นาฬิกาแบบพื้นฐาน และสมาร์ทวอทช์ โดยอุปกรณ์สวมใส่แบบพื้นฐาน (สายรัดข้อมือแบบพื้นฐานและนาฬิกาแบบพื้นฐาน) ถือว่าเป็นผู้นำในการเติบโต Jack Leathem นักวิเคราะห์จาก Canalys กล่าวว่า Xiaomi มียอดขายสายรัดแบบสวมใส่ (smartband) ได้มากที่สุดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ปี 2021 โดยได้รับแรงหนุนจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและการบูรณาการที่ได้รับการปรับปรุงผ่าน HyperOS โดย Xiaomi ได้อัปเกรดซีรีส์ Mi Band และ Redmi Watch ด้วยการออกแบบใหม่และความสามารถด้านข้อมูลขั้นสูง โดยนำเสนอคุณสมบัติที่ครอบคลุมในระดับราคาที่ต่ำลง ช่วยเพิ่มความคุ้มค่าให้กับผลิตภัณฑ์ได้มากยิ่งขึ้น การเติบโตของ Xiaomi ยังได้รับการสนับสนุนจากการการมีผลิตภัณฑ์สำหรับหลายกลุ่มและการกำหนดราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงยอดขายที่ยอดเยี่ยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งสำหรับผู้จำหน่ายหลายราย ตลาดเกิดใหม่ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ นอกจากนี้ Samsung ยังเน้นที่สายรัดพื้นฐานมากขึ้นเพื่อเพิ่มการเติบโตในเศรษฐกิจเกิดใหม่อีกด้วย ในไตรมาสที่ 1 ปี 2568 ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่สุด โดยแบ่งตามแบรนด์ดังนี้: Xiaomi กลับมาครองตำแหน่งผู้จำหน่ายอันดับหนึ่งอีกครั้งด้วยการเติบโตของยอดขายที่โต 44% นับเป็น 8.7 ล้านยูนิต ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่เป็นไฮไลท์คือ Redmi Band 5 รวมถึงชิปสมาร์ทโฟนใหม่ที่พัฒนาขึ้นเองภายในยังเน้นย้ำถึงการผลักดันเชิงกลยุทธ์สำหรับการวิจัยและพัฒนาภายในองค์กรและการบูรณาการระบบนิเวศที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นภายใต้กลยุทธ์ "Human Car Home" Apple ขึ้นแท่นเป็นอันดับสองในไตรมาสที่ 1 นี้ ด้วยยอดขาย Apple Watch ที่เพิ่มขึ้น 5% หรือจำนวน 7.6 ล้านยูนิต โดยคาดว่าปี 2025 จะเป็นปีครบรอบ 10 ปีของ Apple Watch และ Apple จะกลับมามีแรงหนุนอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ด้วยการอัปเกรดผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ โดยอาศัยระบบนิเวศที่เน้นด้านสุขภาพที่เติบโตเต็มที่และบูรณาการอย่างแข็งแกร่งของแบรนด์ Huawei สามารถรักษาตำแหน่งที่สามเอาไว้ได้ด้วยผลงานที่มั่นคงจากซีรีส์ GT และ Fit ควบคู่ไปกับการเปิดตัวแอป Huawei Health ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ซึ่งช่วยขยายกลยุทธ์ระบบนิเวศของบริษัทให้กว้างไกลออกไปนอกประเทศจีน โดยยอดจัดส่งของบริษัทเติบโตขึ้น 36% นับเป็น 7.1 ล้านยูนิต Samsung มีการเติบโตอย่างแข็งแกร่งที่ 74% หรือ 4.9 ล้านยูนิต นั้นเป็นผลมาจากกลยุทธ์แบบสองทาง โดยส่วนหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานผู้ใช้ในตลาดเกิดใหม่ด้วยผลิตภัณฑ์ตลาดมวลชน และอีกส่วนหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การรักษาตำแหน่งผู้นำในสมาร์ทวอทช์ระดับพรีเมียมในประเทศพัฒนาแล้ว Garmin อยู่อันดับที่ 5 ในไตรมาสที่ 1 โดยมียอดจัดส่งเพิ่มขึ้น 10% เป็น 1.8 ล้านยูนิต โดยอาศัยผลิตภัณฑ์ที่แตกต่างและการเปิดตัว Connect+ จับกลุ่มลูกค้าซึ่งมี Brand Loyalty ที่ดี ระบบนิเวศ กลายเป็นสนามรบ ในขณะที่ผลกำไรจากฮาร์ดแวร์ที่แคบลง Cynthia Chen ผู้จัดการฝ่ายวิจัยของ Canalys กล่าวว่า เมื่อผลกำไรจากฮาร์ดแวร์ลดลง ตลาดอุปกรณ์สวมใส่ก็เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนด้วยฮาร์ดแวร์ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยระบบนิเวศ ผู้จำหน่ายกำลังเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มและบริการเพื่อเพิ่มรายได้ประจำและรักษาฐานผู้ใช้ ในประเทศจีน Xiaomi กำลังใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและ HyperOS เพื่อเจาะลึกการใช้งานอุปกรณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ในขณะที่ Huawei กำลังสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพแบบวงจรปิดผ่านแอป Huawei Health โดยผสมผสานฮาร์ดแวร์ การวิเคราะห์ข้อมูล และบริการสมัครสมาชิก นอกจากนี้ ทั่วโลกยังตอบรับเทรนด์อุปกรณ์น้ำหนักเบา และเน้นสุขภาพอย่างแหวนอัจฉริยะ จาก Oura และ Whoop พร้อมกับเพิ่มความสำคัญในการบริการ โดยใช้การสมัครสมาชิกเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับผู้ใช้ รวมถึง Garmin ยังตั้งเป้าที่จะขยายไปสู่รูปแบบที่เน้นบริการด้วยการเปิดตัว Garmin Connect+ ความสมดุลที่สำคัญระหว่างความใหม่และฟังก์ชันหลัก ทางนักวิเคราะห์ยังมองว่า ผู้ขายต้องรักษาสมดุลระหว่างคุณสมบัติใหม่และด้านเปรียบเทียบที่สำคัญเพื่อดึงดูดความต้องการของผู้บริโภค ในการศึกษาผู้บริโภคล่าสุดที่ดำเนินการโดย Canalys ในยุโรป ผู้ตอบแบบสอบถามเน้นย้ำว่าราคา อายุแบตเตอรี่ และการติดตามสุขภาพเป็น 3 คุณสมบัติที่สำคัญที่สุดเมื่อพิจารณาซื้ออุปกรณ์สวมใส่ โดยผู้บริโภคประเมินคุณสมบัติใหม่หลายอย่างได้ยาก เพราะไม่เข้าใจ และทำให้หลายคนเลือกอุปกรณ์ตามราคาและฟังก์ชันหลัก แต่เมื่อการศึกษาตลาดดีขึ้นและการเจาะตลาดฮาร์ดแวร์ถึงระดับหนึ่ง การผสานรวมซอฟต์แวร์และระบบนิเวศจะมอบมูลค่าเพิ่มที่มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้ ผู้ขายสามารถแสดงข้อได้เปรียบของตนได้ การแข่งขันในตลาดสายรัดข้อมือแบบสวมใส่ต่อไปจะเน้นที่ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศและความลึกของบริการมากขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว ทำให้การพัฒนาของฮาร์ดแวร์อุปกรณ์และโมเดลการสมัครสมาชิก จะเป็นส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของผู้ใช้และสร้างรายได้ของแบรนด์ที่ยั่งยืน ขอบคุณข้อมูลจาก : Canalys
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 3 มิ.ย. 68
อ่าน
เปิดตัว Xiaomi YU7 รถยนต์ไฟฟ้า SUV 100% EV ชาร์จ 15 นาที วิ่งได้ไกล 600+ กม.
Xiaomi สร้างความฮือฮาในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าด้วยการเปิดตัว Xiaomi YU7 ซึ่งเป็นรถ SUV ไฟฟ้าเต็มรูปแบบรุ่นแรกของบริษัท ในงานเปิดตัวเชิงกลยุทธ์ก่อนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2568 โดย YU7 ถูกออกแบบมาเพื่อผสานรวมสมรรถนะ ความหรูหรา และเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ซึ่งตัวรถจะเข้ามาแข่งขันในกลุ่มรถ SUV ขนาดกลางถึงใหญ่ ด้วยแพลตฟอร์มไฟฟ้าแรงสูง 800V และระยะทางขับขี่ที่น่าประทับใจสูงสุดถึง 835 กม. ตามมาตรฐาน CLTC อย่างไรก็ตาม แม้จะยังไม่มีการยืนยันราคาอย่างเป็นทางการ แต่ Lei Jun ซีอีโอของ Xiaomi ได้ปฏิเสธข่าวลือเรื่องราคาเริ่มต้นที่ 199,000 หยวน (ประมาณ 900,000 บาท) โดยกล่าวว่าเป็นไปไม่ได้ ซึ่งบ่งชี้ว่า YU7 จะอยู่ในตำแหน่งพรีเมียมเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง Tesla Model Y และ NIO ES6 โดย YU7 นี้จะสานต่อความสำเร็จจากรถยนต์ไฟฟ้าคันแรกของ Xiaomi อย่าง Xiaomi SU7 และยังคงผสานรวมกับระบบนิเวศการเชื่อมต่อของ Xiaomi ผ่าน HyperConnect อย่างลึกซึ้ง ด้านการออกแบบ Xiaomi YU7 โดดเด่นด้วยดีไซน์พรีเมียมและมีให้เลือกถึง 9 สีที่สะดุดตา ด้วยขนาดตัวถัง 4999 มม. 1996 มม. 1608 มม. และระยะฐานล้อที่กว้างถึง 3000 มม. ทำให้ YU7 มอบความสะดวกสบายภายในห้องโดยสารที่กว้างขวางในรูปทรงที่เพรียวบาง ส่วนสีสันที่น่าสนใจและเป็นไฮไลท์ ได้แก่ "สีเขียวมรกต" ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมรกตโคลอมเบียเพื่อความหรูหรา "สีไทเทเนียม" แบบด้านที่ให้ความรู้สึกพรีเมียม และ "สีส้มลาวา" ที่สดใสและบ่งบอกถึงความเยาว์วัย คุณสมบัติภายนอกที่ล้ำสมัยประกอบด้วยมือจับประตูพับเก็บด้วยระบบไฟฟ้าพร้อมไฟส่องสว่างโดยรอบ และระบบเข้า-ออกโดยไม่ต้องใช้กุญแจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโลโนยี UWB ซึ่งช่วยให้รถปลดล็อกและเปิดฝากระโปรงท้ายได้โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจจับการเข้าใกล้ ภายในห้องโดยสารของ YU7 ได้รับการออกแบบมาเพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์ที่ดื่มด่ำ ด้วยเบาะหนัง Nappa แบบไร้แรงโน้มถ่วงที่มาพร้อมฟังก์ชันนวด 10 จุดและสามารถปรับเอนได้เต็มที่ถึง 123 องศา ในขณะที่เบาะหลังสามารถปรับเอนได้ถึง 135 องศา พร้อมพื้นที่วางเข่า 73 มม. และพื้นที่เหนือศีรษะ 77 มม. นอกจากนี้ยังมีหน้าจอควบคุมด้านหลังขนาด 6.68 นิ้ว และโครงสร้างเบาะนั่ง 12 ชั้นที่รองรับสรีระได้เป็นอย่างดี จุดเด่นด้านการแสดงผลคือ "Skyline Screen" ที่ล้ำสมัย ซึ่งประกอบด้วยแผง Mini LED สามแผงที่แสดงสถานะรถยนต์ จุดบอด และสื่อต่างๆ ด้วยความละเอียดสูง ประสบการณ์การขับขี่ที่ดียิ่งขึ้นยังได้รับการสนับสนุนโดยระบบขับขี่อัตโนมัติแบบ Full-stack ของ Xiaomi ที่ทำงานบนชิป NVIDIA Thor (700 TOPS) ในด้านสมรรถนะและแบตเตอรี่ Xiaomi YU7 มาพร้อมความสามารถในการเดินทางระยะไกลและการเร่งความเร็วที่น่าทึ่ง โดยมีสามรุ่นย่อยให้เลือก คือ YU7 RWD ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เดี่ยว 235kW ทำอัตราเร่ง 0100 กม./ชม. ใน 5.88 วินาที และมีระยะทางขับขี่ 835 กม. ด้วยแบตเตอรี่ LFP ขนาด 96.3kWh YU7 Pro AWD มาพร้อมมอเตอร์คู่ 365kW เร่งความเร็ว 0100 กม./ชม. ใน 4.27 วินาที และมีระยะทางขับขี่ 770 กม. YU7 Max AWD มีมอเตอร์คู่ 508kW ทำอัตราเร่ง 0100 กม./ชม. เพียง 3.23 วินาที และมีระยะทางขับขี่ 760 กม. ด้วยแบตเตอรี่ Ternary Lithium ขนาด 101.7kWh ซึ่งทุกรุ่นรองรับการชาร์จเร็วแบบ Silicon Carbide 800V ซึ่งช่วยให้สามารถชาร์จได้ระยะทาง 620 กม. ในเวลาเพียง 15 นาทีเท่านั้น ด้านความปลอดภัยและนวัตกรรมโครงสร้าง Xiaomi YU7 สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม Modena โดยเน้นความแข็งแกร่งและความปลอดภัยเป็นสำคัญ ตัวรถใช้โครงเหล็กม้วนเหล็กกล้าความแข็งแรงสูงพิเศษ 2200MPa ซึ่งพัฒนาด้วยความช่วยเหลือจาก AI นอกจากนี้ยังมีการใช้พื้นห้องโดยสารด้านหลังแบบ Die-cast 20-in-1 และโล่แบตเตอรี่ที่กันกระสุน ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งและปกป้องแบตเตอรี่ได้อย่างดีเยี่ยม นอกจากนี้ YU7 ยังผ่านการทดสอบความปลอดภัยมากกว่า 50 รายการ โดยใช้โครงสร้างไฮบริดระหว่างเหล็กและอะลูมิเนียม เพื่อให้มั่นใจในความทนทานและการปกป้องสูงสุด ปัจจุบัน Xiaomi YU7 ได้รับการประกาศวางจำหน่ายเฉพาะในตลาดจีนเท่านั้น และยังไม่มีการยืนยันการเปิดตัวทั่วโลก แม้ว่าราคาอย่างเป็นทางการจะยังไม่ระบุ แต่คุณสมบัติและงานประกอบระดับพรีเมียมบ่งชี้ว่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่ารุ่นเริ่มต้นอย่างแน่นอน Photo Credit : Xiaomi Time
ข่าวยานยนต์ • 3 มิ.ย. 68
อ่าน
โตแรง! "Xiaomi" รายได้พุ่งทุบสถิติ ทำรายได้ตลาดรวม แซง BYD แล้ว l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนรายใหญ่ รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2025 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งด้านรายได้และกำไร ส่งผลให้ราคาหุ้นพุ่งขึ้นสูงสุดถึง ร้อยละ 3.4 ในช่วงเปิดตลาด ก่อนจะปรับลดลงเล็กน้อยในช่วงต่อมา โดยยังคงเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อปิดตลาดราคาหุ้นปรับขึ้นแตะระดับ 53.3 ดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเป็นการตอบรับในเชิงบวกต่อกลยุทธ์ของบริษัทในการ ปรับภาพลักษณ์สู่แบรนด์สินค้าระดับพรีเมียม โดยขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์จากสมาร์ตโฟนไปสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน และล่าสุดเข้าสู่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้า จากข้อมูลของ LSEG (London Stock Exchange Group) บริษัท Xiaomi มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 171,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสูงกว่า BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของจีน ที่มีมูลค่าราว 160,000 ล้านดอลลาร์ นักวิเคราะห์หลายรายชี้ว่า กลยุทธ์การกระจายธุรกิจของ Xiaomi ช่วยให้บริษัทรับมือกับสภาพการแข่งขันที่รุนแรงในภาคยานยนต์ไฟฟ้าได้ดี โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต้องปรับลดราคาหนักเพื่อดึงดูดผู้บริโภคWill Wong นักวิเคราะห์อาวุโสด้านสมาร์ตโฟนจาก IDC ระบุว่า สิ่งที่ทำให้ Xiaomi แตกต่างจากบริษัทอื่นคือ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตสมาร์ตโฟนหรือรถยนต์ OEM แต่สามารถมองได้ว่าเป็นบริษัทด้านไลฟ์สไตล์ ที่มีสินค้าเชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคแม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากผลประกอบการ แต่นักวิเคราะห์ยังคงเตือนว่าความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจาก ความตึงเครียดทางการค้าโลก ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวด้านนโยบายภาษีในสหรัฐฯ และยุโรป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคตอย่างไรก็ตาม จากแนวโน้มล่าสุด Xiaomi ยังคงเดินหน้าขยายธุรกิจในลักษณะที่หลากหลายและมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความแข็งแกร่งได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน
TNN ช่อง16 • 30 พ.ค. 68
อ่าน
Xiaomi เปิดตัวรถ SUV YU7-ชิปพัฒนาเอง
“เหลย จุน” ผู้ก่อตั้งและ CEO “เสียวหมี่” (Xiaomi) ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รายใหญ่ของจีน เปิดตัว “วายยูเซเวน” (YU7) รถอเนกประสงค์ (SUV) EV รุ่นแรก และ “เอ็กซ์ริง โอวัน” (Xring O1) ชิปสำหรับสมาร์ตโฟน ขนาด 3 นาโนเมตร ที่พัฒนาขึ้นเองงานแถลงข่าวดังกล่าวยังมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ของ “เสียวหมี่” อาทิ แท็บเล็ต โดยจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง เนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 15 ปีของบริษัท และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ทางธุรกิจที่นอกเหนือจากการผลิตอุปกรณ์ราคาประหยัดการรุกคืบเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์และชิปยังเป็นสัญลักษณ์ของเป้าหมายที่จะยุติการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยรถรุ่น YU7 มีกำหนดจะเริ่มจำหน่ายในเดือนกรกฎาคม มาพร้อมความสามารถในการวิ่งได้ไกลถึง 835 กิโลเมตรต่อการชาร์จ 1 ครั้ง โดยรุ่นราคาสูงสุดสามารถเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงได้ภายในเวลาเพียง 3 วินาที ซึ่งเหนือกว่า “โมเดล Y” ของ “เทสลา” และบางรุ่นที่เทียบเคียงได้ของ “ปอร์เช่” นอกจากนี้ รุ่นมาตรฐานของ YU7 จะติดตั้งซอฟต์แวร์ช่วยการขับขี่ขั้นสูงส่วน Xring O1 เป็นชิปสมาร์ตโฟนที่ที่ออกแบบมาเพื่อแข่งขันกับชิปขั้นสูงของค่าย “แอปเปิล” และ “ควอลคอมม์” (Qualcomm)“เหลย” ระบุว่า ให้ความสำคัญกับเซมิคอนดักเตอร์มากขึ้น โดยบริษัทได้ลงทุน 1.35 หมื่นล้านหยวน หรือราว 1.87 พันล้านดอลลาร์ ในการพัฒนา Xring O1 ซึ่งเหนือกว่าชิป A18 โปร ในไอโฟนรุ่นล่าสุด และชิปรุ่นใหม่นี้เริ่มใช้กับสมาร์ตโฟน “หัวเว่ย 15S โปร”
TNN ช่อง16 • 23 พ.ค. 68
อ่าน
"Xiaomi" เตรียมลงทุน"ชิป" 6.93 พันล้านดอลล์
“เหลย จุน” ผู้ก่อตั้ง “เสียวหมี่” บริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ของจีน ระบุผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย “เวยป๋อ” (Weibo) ว่า บริษัทมีแผนจะลงทุนอย่างน้อย 5 หมื่นล้านหยวน หรือประมาณ 6.93 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาการออกแบบชิปในช่วง 10 ปีข้างหน้า“รอยเตอร์ส” ระบุโดยอ้างผู้แทนของบริษัทว่า แผนการลงทุนดังกล่าวจะเริ่มต้นในปี 2568“เหลย” ระบุด้วยว่า “เสียวหมี่” ลงทุนไปแล้ว 1.35 หมื่นล้านหยวน หรือ 1.9 พันล้านดอลลาร์ ในการพัฒนาชิปสำหรับโทรศัพท์มือถือที่มีความทันสมัยอย่าง “เอ็กซ์ริง โอวัน” (XringO1) หรือ “สวนเจี้ย โอวัน” (Xuanjie O1) ขึ้นเอง ด้าน “ไชน่า เดลี” ระบุว่า “เสียวหมี่” เตรียมเปิดตัวชิปดังกล่าวที่มีขนาด 3 นาโนเมตรในวันที่ 22 พฤษภาคมนี้ หลังจากใช้เวลาวิจัยและพัฒนามานานกว่า 4 ปีความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จะทำให้ “เสียวหมี่” ขยับขึ้นมาอยู่ในสถานะคู่แข่งโดยตรงกับผู้ผลิตชิปชั้นนำระดับโลก โดยชิปใหม่นี้จะเข้ามาขับเคลื่อนสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ ๆ ของ “เสียวหมี่” สำหรับแผนกออกแบบชิปของ “เสียวหมี่” ปัจจุบันมีพนักงานมากกว่า 2,500 คน เพื่อขับเคลื่อนการสร้างสรรค์นวัตกรรม ส่งผลให้บริษัทติดอันดับบริษัทออกแบบเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ 3 อันดับแรกในแง่การใช้จ่ายด้านวิจัยและพัฒนา รวมถึงจำนวนพนักงาน“เหลย” ระบุด้วยว่า ชิป “เอ็กซ์ริง โอวัน” ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเดินทางของบริษัทที่จะกำหนดความสามารถด้านเซมิคอนดักเตอร์ระดับไฮเอนด์ในตลาดโลก
TNN ช่อง16 • 20 พ.ค. 68
อ่าน
"Apple" ยอดขายในจีนร่วง 9% แต่ "Xiaomi" พุ่ง 40% l การตลาดเงินล้าน
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาด IDC รายงานยอดจัดส่งสมาร์ตโฟนของ Apple ในประเทศจีนลดลงถึงร้อยละ 9 ในไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดย Apple กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่เพียงรายเดียวที่มียอดขายลดลงปัจจุบัน Apple อยู่ในอันดับที่ 5 ของตลาดสมาร์ตโฟนจีน มียอดจัดส่งลดลงเหลือ 9.8 ล้านเครื่อง ครองส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 13.7 ลดลงจากร้อยละ 17.4 ในไตรมาสก่อนหน้าในขณะที่ Xiaomi ผู้นำตลาด มียอดจัดส่งเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 เป็น 13.3 ล้านเครื่อง ส่งผลให้ยอดรวมของอุตสาหกรรมเติบโตขึ้นร้อยละ 3.3 Will Wong นักวิเคราะห์จาก IDC ให้ความเห็นว่า ราคาสินค้าระดับพรีเมียมของ Apple เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้บริษัทสหรัฐฯ รายนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการอุดหนุนของรัฐบาลจีน ที่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาสที่ผ่านมาโดยมาตรการอุดหนุนดังกล่าวจะคืนเงินให้ผู้บริโภคร้อยละ 15 สำหรับสมาร์ตโฟนและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์บางประเภทที่มีราคาต่ำกว่า 6,000 หยวน หรือประมาณ 820 ดอลลาร์สหรัฐ
TNN ช่อง16 • 21 เม.ย. 68
อ่าน
แนะนำ Xiaomi YU7 รถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นล่าสุด คู่แข่งสำคัญของ Tesla Model Y
Xiaomi YU7 : หลังจากรถยนต์ไฟฟ้า EV คันบุกเบิกอย่าง SU7 และ SU7 Ultra สร้างเสียงฮือฮาได้อย่างมากในฐานะรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มาพร้อมฟังค์ชันการทำงานที่ชาญฉลาด และมาพร้อมสมรรถนะระดับแถวหน้าของตลาด ล่าสุดบริษัทก็ได้เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าคันล่าสุดอย่าง Xiaomi YU7 ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นคู่แข่งสำคัญของ Tesla Model Y เลยทีเดียว Xiaomi YU7 รถยนต์ไฟฟ้า EV รุ่นล่าสุด Xiaomi YU7 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสไตล์ SUV ที่มาพร้อมสมรรถนะที่ทรงพลัง ระบบขับเคลื่อนใช้เป็นมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ โดยแบ่งเป็นด้านหน้าแบบ 220 kW และด้านหลัง 288 kW รวมแล้วเป็น 508 kW ให้กำลังแรงม้ามหาศาลที่ 681 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 253 กม/ชม. และใช้แบตเตอรี่ความจุ 96.3 kWh และมีระยะทางการวิ่งสูงสุด 770 กิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีรุ่นมอเตอร์เดี่ยวที่วิ่งได้ไกลกว่าสูงสุดถึง 820 กิโลเมตรอีกด้วย และในส่วนของตัวรถ EV ทรงสปอร์ต SUV รุ่นนี้มีขนาด 4,999 x 1,996 x 1,600 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง) ระยะฐานล้อ 3,000 มม. และมีน้ำหนัก 2,405 กิโลกรัม ทำให้มีขนาดที่กว้างขวางใกล้เคียงกับ Tesla Model Y แต่รองรับการวิ่งได้ระยะทางที่มากกว่า อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเร็วๆ นี้ในประเทศจีนจะมีงานแสดงรถยนต์ครั้งใหญ่ แต่ทางผู้บริหารของ Xiaomi ยืนยันว่าในงานจะมีรถยนต์ไฟฟ้า EV จัดแสดงเพียงสองรุ่นเท่านั้น คือ SU7 และ SU7 Ultra แม้ว่าจะมีผู้ที่สนใจจำนวนมากรอติดตามรถยนต์คันใหม่อย่าง YU7 ก็ตาม เพราะก่อนหน้านี้ Lei Jun ผู้บริหารใหญ่ของ Xiaomi เคยประกาศไว้บนแพลตฟอร์มโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างเป็นทางการของบริษัทว่าจะเปิดตัว YU7 อย่างเป็นทางการในช่วงกลางปี หรือในเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคม และในด้านความคุ้มค่า ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Xiaomi YU7 จะมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 250,000 หยวน หรือประมาณ 1,142,000 บาท เทียบกับ Model Y ที่มีราคา 263,500 หยวนในประเทศจีน หรือประมาณ 1,200,000 บาท ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า EV ของ Xiaomi ดูจะมีภาษีที่ดีกว่าในด้านความคุ้มค่าด้านราคาในตลาดประเทศจีน ต้องรอติดตามกันครับว่าเมื่อเปิดตัวแล้ว Tesla จะรับมืออย่างไร Photo Credit: Xiaomi EV
ข่าวยานยนต์ • 18 เม.ย. 68
อ่าน
"Xiaomi SU7" เกิดอุบัติเหตุมีผู้เสียชีวิต เปิดโหมดขับขี่อัจฉริยะ l การตลาดเงินล้าน
Xiaomi บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีน เปิดเผยเมื่อวันอังคารว่า บริษัทกำลังให้ความร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่ หลังเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์ไฟฟ้า SU7 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม และได้ส่งมอบข้อมูลการขับขี่และระบบให้เจ้าหน้าที่แล้วเหตุการณ์นี้ถือเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ครั้งแรกที่เกี่ยวข้องกับรถยนต์รุ่น SU7 ซึ่ง Xiaomi เปิดตัวเมื่อเดือนมีนาคมปีที่แล้ว และตั้งแต่เดือนธันวาคมเป็นต้นมา มียอดขายต่อเดือนแซงหน้า Tesla Model 3ราคาหุ้นของ Xiaomi ซึ่งก่อนหน้านี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.8 ตั้งแต่ต้นปี แต่ลดลงมากถึงร้อยละ 5.5 ในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันที่ 1 เม.ย. ที่ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงทั้งนี้ Xiaomi ไม่ได้เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิต แต่ระบุว่าข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่ารถอยู่ในโหมดช่วยขับขี่อัจฉริยะ Navigate on Autopilot (NOA) ก่อนเกิดอุบัติเหตุ และกำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 116 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (72 ไมล์ต่อชั่วโมง) มีรายงานว่าผู้ขับขี่พยายามเข้าควบคุมรถและลดความเร็ว แต่ท้ายที่สุดชนเข้ากับเสาคอนกรีตด้วยความเร็ว 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง)เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่เมืองถงหลิง มณฑลอันฮุย ทางตะวันออกของจีน ส่งผลให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร 2 คนเสียชีวิต ตามรายงานของสำนักข่าวการเงินจีน Caixin ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเพื่อนของเหยื่อในรายงานข้อมูลที่ Xiaomi ส่งให้ตำรวจและโพสต์บนบัญชี Weibo ของบริษัท ระบุว่า ระบบ NOA ได้แจ้งเตือนถึงสิ่งกีดขวางข้างหน้า และมีการเข้าควบคุมรถแบบฉุกเฉินเพียงไม่กี่วินาทีก่อนการชนสื่อท้องถิ่นรายงานว่ารถเกิดไฟไหม้หลังจากชน แต่ Xiaomi ไม่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในแถลงการณ์Xiaomi เริ่มผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดตัวรุ่น SU7 หลังก่อนหน้านี้ทำธุรกิจด้านสมาร์ตโฟน เครื่องใช้ในบ้าน และอุปกรณ์อัจฉริยะมาตลอด 15 ปีบริษัทมีระบบขับขี่อัจฉริยะอยู่สองเวอร์ชันบนรถยนต์ SU7 โดยรุ่นที่ติดตั้ง LiDAR จะสามารถนำทางในเมือง พร้อมฟีเจอร์หลีกเลี่ยงการชนและจดจำยานพาหนะพิเศษได้ ในขณะที่รุ่นมาตรฐาน ซึ่งเป็นรุ่นที่เกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุครั้งนี้ ไม่มีเทคโนโลยี LiDAR และมีความสามารถด้านการขับขี่อัจฉริยะที่จำกัดมากกว่า
TNN ช่อง16 • 2 เม.ย. 68
อ่าน
แบตเตอรี่รถ EV Xiaomi (เสียวหมี่) โชว์เทพ ปล่อยจากตึก 6 ชั้น รอด !
เหลย จุน (Lei Jun) ซีอีโอ (CEO) ของเสียวหมี่ (Xiaomi) สาธิตมาตรฐานความปลอดภัยของรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomi ด้วยการนำแตงโมเคลือบสารเดียวกับที่ทำกล่องครอบแบตเตอรี่รถ EV และปล่อยจากอาคารสูง 6 ชั้น เพื่อพิสูจน์ความทนทานและแข็งแกร่งของตัววัสดุป้องกันโมดูลแบตเตอรี่ ก่อนที่เผยแพร่บนแพลตฟอร์มโต๋หยิ่น (Douyin) หรือติ๊กตอก (TikTok) สำหรับจีน มาตรฐานแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า XiaomiXiaomi มีรถยนต์ไฟฟ้าที่วางตัวเองในตลาดรถหรูรุ่น SU7 และ SU7 Ultra ซึ่งใช้แบตเตอรี่ ของ ซีเอทีแอล (CATL) รุ่น ชี่หลิน 2.0 (Qilin 2.0) ซึ่งเคลมว่าออกแบบโมดูลให้สามารถทนแรงอัดกระแทก แรงเฉือน และการถลอกได้ดีเพื่อเสริมมาตรฐานความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนด้วยเหตุนี้ เหลย จุน CEO ของ Xiaomi ในฐานะ Content Creator ชื่อดัง ซึ่งมีผู้ติดตามบนแพลตฟอร์ม Douyin มากกว่า 44 ล้านคน พร้อมการถูกใจ (Likes) รวม 210 ล้านครั้ง จากวิดีโอทั้งหมดกว่า 490 วิดีโอ จึงออกมาทำการโฆษณาเทคโนโลยีความปลอดภัยของแบตเตอรี่ที่ใช้ในรถ Xiaomi ด้วยการนำแตงโมเคลือบสารเดียวกับที่ทำกล่องครอบแบตเตอรี่รถ EV และปล่อยจากอาคารสูง 6 ชั้นและพบว่าแตงโมที่เคลือบสารเดียวกับกล่องแบตเตอรี่ในรถยังคงอยู่ตามปกติ แม้ว่าจะโดนปล่อยตกจากทางหนีไฟที่ความสูงระดับชั้น 6 ของอาคารก็ตาม การตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า Xiaomiการโฆษณาบน Douyin เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Xiaomi เนื่องจากข้อมูลภายในของบริษัทพบว่าผู้ซื้อเป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 30 - 35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่นิยมรับข่าวสารและข้อมูลสินค้าบน Douyin หรือ TikTok เวอร์ชันสำหรับพลเมืองจีนเป็นหลักในขณะที่รถยนต์ Xiaomi SU7 Ultra เริ่มวางจำหน่ายเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยจะได้มอเตอร์ 3 ตัว กำลังรวม 1,548 แรงม้า ทำความเร็วจาก 0 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อยู่ที่ 1.98 วินาที ความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลมเป็นรถ 4 ประตูที่เร็วที่สุดในโลกการผลิตยานยนต์แบบต่อเนื่อง (Mass production) โดยให้ความจุแบตเตอรี่ 93.7 kWh พร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ขั้นสูง ในราคา 814,900 หยวน หรือประมาณ 3.85 ล้านบาท">
TNN ช่อง16 • 26 มี.ค. 68
อ่าน
ราคารถ Xiaomi SU7 Ultra รถยนต์ไฟฟ้า EV ระดับพรีเมียม ล่าสุด
รถยนต์ EV พรีเมียมรุ่นล่าสุด Xiaomi SU7 Ultra : นอกจาก Xiaomi จะเป็นแบรนด์ซึ่งเป็นที่รู้จักในด้านของการผลิตสมาร์ทโฟน อุปกรณ์ AIoT หรือ Gadget ต่างๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเริ่มขยายตลาดไปยังกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า EV อีกด้วย และล่าสุดได้ เปิดตัวรถยนต์ EV พรีเมียมรุ่นล่าสุด Xiaomi SU7 Ultra มีจุดเด่นอยู่ที่สมรรถนะระดับสูง ฟีเจอร์ความสะดวกสบายที่ทันสมัยภายใน และเปิดตัวที่ราคาเริ่มต้น 529,900 หยวน หรือคิดเป็นเงินไทยจะอยู่ที่ประมาณ 2.5 ล้านบาทนิดๆ เท่านั้น เมื่อเทียบกับรถหรูบ้านเราถือว่าน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว Xiaomi SU7 Ultra รถยนต์ไฟฟ้า ไปดูด้านสมรรถนะ Xiaomi SU7 Ultra กันก่อน ระบบขับเคลื่อนของรุ่นนี้จะเป็นแบบ tri-motor configuration ที่ใช้การส่งกำลังแบบมอเตอร์สามตัว (V8 x2 , V6 x1) มีแรงม้าเยอะถึง 1,548 แรงม้า สามารถทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 1.98 วินาที และสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 350 กิโลเมตร/ชั่วโมง นอกจากนี้ SU7 Ultra ยังไปสร้างสถิติใหม่ที่สนาม Nurburgring Nordschleife ได้ในเวลาเพียง 6:46.874 นาที และด้วยระบบระบายความร้อนที่ปรับให้เหมาะสมกับสนามแข่งขัน ทำให้รถ EV คันนี้สามารถวิ่งในสนาม 2 รอบติดต่อกันที่ความเร็วสูงโดยไม่โอเวอร์ฮีตอีกด้วย และด้วยสมรรถนะระดับสูงขนาดนี้ ทำให้ต้องมีระบบช่วงล่างที่ทรงพลังเช่นกัน โดยมาพร้อมระบบเบรคเซรามิคคาร์บอน ดิสก์เบรคขนาดใหญ่ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง (430 มม. x 40 มม. และ 410 มม. x 32 มม. ตามลำดับ) ซึ่งสามารถทนความร้อนได้สูงถึง 1,300 องศาเซลเซียส และมีระยะเบรคที่ความเร็ว 100 กม./ชม. ที่ระยะ 30.8 เมตรเท่านั้น ในส่วนของแบตเตอรี่จะใช้ CATL Qilin 2.0 สามารถวิ่งได้ระยะสูงสุด 630 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง ตามมาตรฐาน CLTC และยังรองรับการชาร์จเร็ว ซึ่งตามรายงานบอกว่าสามารถชาร์จ 10-80% ได้ในเวลาเพียง 11 นาทีเท่านั้น ด้านวัสดุการออกแบบภายในก็ยังมีความหรูหราสวยงาม เพราะใช้ไมโครไฟเบอร์ Alcantara จากอิตาลีระดับพรีเมียม มีระบบระบายอากาศ ระบบนวดผ่อนคลาย และระบบทำความร้อน มีหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7.1 นิ้ว และหน้าจอสำหรับแสดงความบันเทิงในรถขนาดใหญ่ 16.1 นิ้วบนคอนโซล โดยใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 8295 ของ Qualcomm และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Hyper OS ของ Xiaomi นั่นเอง Xiaomi SU7 Ultra ปัจจุบันพร้อมวางจำหน่ายแล้วในประเทศจีนผ่านทาง Xiaomi EV App หรือ Xiaomi EV WeChat Mini Program พร้อมกับตัวเลือกที่หลากหลาย ที่มา mi.com(https://www.mi.com/global/discover/article?id=4328)
ข่าวยานยนต์ • 13 มี.ค. 68
อ่าน
หุ้นฮ่องกงร่วง กังวลภาษีสหรัฐฯ Xiaomi ขายรถแซง TSLA ในจีน
#หุ้นต่างประเทศ #ทันหุ้น บทวิเคราะห์ โดย บล.เอเซียพลัส วันที่ 22 ม.ค. ดัชนี Hang Seng Index (HSI) -1.63%, Hang Seng China Enterprises (HSCEI) -1.96% และ Hang Seng TECH (HSTECH) -2.40% หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ Donald Trump ได้กล่าวว่ารัฐบาลของเขากำลังหารือเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มเติมในอัตรา 10% โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1กุมภาพันธ์ ทั้งนี้ ทรัมป์ให้เหตุผลว่า สารเฟนทานิล (Fentanyl) ถูกลักลอบส่งเข้าสหรัฐฯ จากจีนผ่านทางเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลในด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ - ในส่วนของความกังวลจากตลาดเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในระดับที่สูงกับจีน บริษัท China Galaxy Securities ได้เผยแพร่รายงานวิจัยเมื่อวันที่ 10 มกราคม โดยระบุว่ามาตรการภาษีที่เป็นไปได้ในขณะนี้อาจรวมถึงการอ้างอิงพระราชบัญญัติ International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเพิ่มภาษีโดยตรงผ่านการประกาศภาวะฉุกเฉินแห่งชาติของประธานาธิบดี การดำเนินมาตรการตามรอบแรกของการสอบสวนมาตรา 301และการยกเลิกสถานะ "ความสัมพันธ์ทางการค้าปกติถาวร" (PNTR) ของจีน - โดย China Galaxy Securities มองว่า เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆ รวมถึงความต้องการควบคุมเงินเฟ้อของ Trump ท่าทีที่ค่อนข้างมีเหตุผล และไม่รุนแรงของว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Scott Bessent ในการเพิ่มภาษีเพิ่มเติมต่อจีน และเป้าหมายสำคัญของมาตรการภาษี เช่น การลดการขาดดุลการค้าและการดึงอุตสาหกรรมการผลิตกลับคืนสู่สหรัฐฯ บริษัทวิจัยคาดการณ์ว่าความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเพิ่มภาษีอย่างมากต่อจีนยังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่การปรับเพิ่มภาษีแบบเฉพาะเจาะจงในบางส่วนยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยง New Oriental Education (9901 HK) -24.20% หลังบริษัทเผยกำไรในไตรมาส 2 ปีบัญชี 2568 (สิ้นสุด พฤศจิกายน 2567) ออกมาต่ำกว่านักวิเคราะห์คาด พร้อมกับให้คาดการณ์รายได้ในไตรมาส 3 น้อยกว่าคาด โดยบริษัทเผยรายได้ในไตรมาสอยู่ที่ $1.04 พันล้าน เพิ่มขึ้น 19% YoY (ดีกว่าคาด 1.90%) แต่กำไรสุทธิปกติต่อ ADRs ออกมาอยู่ที่ 22 เซนต์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 29เซนต์ (น้อยกว่าคาด 13.85%) สำหรับไตรมาส 3 บริษัทมองรายได้อยู่ในช่วง $1.01-$1.03 พันล้าน ต่ำกว่าคาดที่ $1.32 พันล้าน - CLSA เผยความกดดันเพิ่มเติมในธุรกิจต่างประเทศของ New Oriental รวมถึงแนวโน้มที่อ่อนแอลง ได้ส่งผลให้กำไรในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ 2568 ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้มาก โดยปรับลดการคาดการณ์กำไรสุทธิแบบ Non-GAAP ของบริษัทสำหรับปีงบประมาณ 2569 ลง 14% พร้อมปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นจาก $94.1เหลือ $66.28 อย่างไรก็ตาม CLSA ยังคงแนะนำ Outperform เนื่องจากยังมองเห็นศักยภาพการเติบโตในระยะยาว - Macquarie ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิแบบ Non-GAAP ของ New Oriental สำหรับปีงบประมาณ 2568-70 ลง 9.1%, 17.8% และ 25.8%ตามลำดับ เนื่องจากมุมมองที่ลดลงต่ออัตรากำไรจากการดำเนินงานแบบ Non-GAAP นอกจากนี้ Macquarie ยังลดราคาเป้าหมายของหุ้น H-shares ของบริษัทจาก HKD 61.6 เหลือ HKD 34.3 และปรับลดคำแนะนำการลงทุนจาก Outperform เป็น Underperform Xiaomi (1810 HK) -1.67% ขณะที่ Lei Jun ผู้ก่อตั้งและประธานของ Xiaomi ได้แชร์โพสต์ข้อความบน Weibo จาก Li Xiaoshuang รองประธาน Xiaomi Auto ซึ่งเปิดเผยว่ายอดส่งมอบรถยนต์รุ่น Xiaomi SU7 ในเดือนธันวาคม 2567 สามารถแซงหน้า Tesla Model 3 ได้สำเร็จ โดยข้อมูลระบุว่าในเดือนดังกล่าว Xiaomi SU7 มียอดขาย 25,815 คัน ติดอันดับที่ 4 ในกลุ่มรถยนต์ Pure Electric Sedan ที่ขายในจีน ขณะที่ Tesla Model 3 ตามมาเป็นอันดับที่ 5 ด้วยยอดขาย 21,046 คัน ด้วยความสำเร็จนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของ Xiaomi Auto ในการสร้างชื่อในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และแสดงถึงศักยภาพของแบรนด์ในการแข่งขันในตลาดจีน หุ้นในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า Xpeng (9868 HK) -3.10%, Li Auto (2015 HK) -3.61% และ Nio (9866 HK) -5.87% ขณะที่ Goldman Sachs มีการออกบทวิเคราะห์ทั้ง 3 บริษัท โดย - Goldman Sachs มองการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ล่าสุด MONA M03 และ P7+ ของ Xpeng คาดว่าจะช่วยให้ยอดส่งมอบรถยนต์ของบริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับแผนเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่อีก 4 รุ่นตลอดปี คาดว่าจะทำให้ยอดส่งมอบรถยนต์ในปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 81% YoY อย่างไรก็ตาม Goldman Sachs ยังคงให้คำแนะนำ Neutral เนื่องจากมองว่าอัตราส่วนความเสี่ยงและผลตอบแทนในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ขณะที่ได้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรสุทธิแบบ Non-GAAP สำหรับปี 2567-69อันเนื่องมาจากแรงหนุนด้านยอดขายที่แข็งแกร่งในเดือนมกราคม 2568 แม้จะมีแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงในตลาด พร้อมปรับเพิ่มราคาเป้าหมายของหุ้นจาก HKD 49 เป็น HKD 50 - Goldman Sachs มองว่า Nio กำลังเผชิญกับความท้าทายในตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (NEV) โดยส่วนแบ่งตลาดของบริษัทลดลงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ 3.9% ในปี 2563 เหลือเพียง 2.3%ในปี 2567 พร้อมเผยว่า Nio มีข้อจำกัดในด้านการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ในปีนี้ และการขยายกำลังการผลิตของ Onvo ที่เป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้ตกอยู่ในตำแหน่งที่เสียเปรียบ ขณะที่การแข่งขันในตลาดมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2568 ทาง Goldman Sachs จึงได้ปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้น Hshares ของ Nio จาก HKD 30 เหลือ HKD 27 พร้อมลดระดับคำแนะนำเป็น Sell - Goldman Sachs ยังคงคำแนะนำ "Buy" สำหรับหุ้น Li Auto โดยเผยว่าบริษัทครองส่วนแบ่งตลาดรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) ในจีนอยู่ที่ 5%เมื่อปีที่ผ่านมา และมีความพร้อมอย่างดีในปีนี้ ด้วยการปรับปรุงเทคโนโลยี Navigate on Autopilot (NOA) สำหรับการนำทางในเมือง และการพัฒนา AI ที่แข็งแกร่งขึ้น โดย Goldman Sachs ระบุว่าการพัฒนาในด้านการขับขี่อัจฉริยะเหล่านี้จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายและเพิ่มอัตรากำไรให้แก่บริษัทในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ได้ปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิแบบ Non-GAAP สำหรับปี 2567-69 ลง 3-7%สาเหตุหลักมาจากการปรับลดสมมติฐานด้านราคา เนื่องจากบริษัทเสนอโครงการซื้อรถยนต์แบบผ่อนดอกเบี้ย 0% ให้แก่ผู้บริโภค ตั้งแต่ปลายเดือนพฤศจิกายน 2567 โดยได้มีการปรับลดราคาเป้าหมายของหุ้นในตลาดฮ่องกงจาก HKD 140 เหลือ HKD 131
ทันหุ้น • 23 ม.ค. 68
อ่าน
เวียดนามตั้งเป้า GDP ปี68 โต 8% ยอดขายรถจีนหนุน BYD-XIAOMI
#หุ้นเวียดนาม #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์ โดย บล.บัวหลวง นายกฯเวียดนามลั่น! เป้า GDP ปีหน้าโต 8% ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เมื่อคืนวานนี้(2 ธ.ค.) ดัชนี DJIA ย่อตัว 0.3% หลังจากที่ปรับขึ้น 7.5% ในเดือน พ.ย. 67 ส่วนดัชนี SP 500 และ NASDAQ ปรับขึ้น 0.2-1.1% ได้แรงหนุนจากหุ้น Tesla (TSLA) ที่บวก 3.4% หลังตลาดมองการกลับมาของทรัมป์จะส่งผลดีต่อบริษัท ขณะที่ตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของสหรัฐฯ เดือน พ.ย. 67 มีทิศทางดีขึ้น โดยปรับตัวขึ้นสู่ 48.4 จุด เพิ่มขึ้นจาก 46.5 จุด ในเดือน ต.ค. และมากว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 47.5 จุด (แต่ยังอยู่ในโซนหดตัว ต่ำกว่า 50 จุด) คาดตลาดหุ้นสหรัฐฯ คงโมเมนตัมบวกต่อคืนนี้ ขานรับ Sentiment บวกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ เดือน พ.ย. ที่มีทิศทางดีขึ้น เพียงแต่ Upside อาจเริ่มจำกัดมากขึ้น หลังปัจจุบันดัชนี SP 500 พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ และทะลุราคาเป้าหมายปี 2567 ของ Consensus ที่ 5,734 ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยอาจเน้นหุ้นกลุ่มที่กำไรมีแนวโน้มโตแกร่ง และมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาของทรัมป์ ได้แก่ หุ้นประกันสุขภาพ UnitedHealthcare Group (UNH.US) Buy : UNH.US เรามองบวกต่อหุ้น หลัง Consensus ปรับราคาเป้าหมาย และคาดการณ์กำไรหุ้นขึ้นต่อเนื่อง รับแนวโน้มการได้อานิสงส์จากนโยบายสนับสนุนการใช้ประกันสุขภาพ (MedicareAdvantage) ของทรัมป์ . ตลาดหุ้นฮ่องกง วานนี้( 2 ธ.ค.) ดัชนี Hang Seng ปรับตัวขึ้น 0.7% นำโดย BYD (1211.HK) บวก 2.4% หลังบริษัทเผยยอดส่งมอบรถเดือน พ.ย. 67 อยู่ที่ 506,804 คัน ส่งผลให้ยอดส่งมอบรวมทั้งปีอยู่ที่ 3.76 ล้านคัน (เพิ่มขึ้น 40%YoY) ด้านหุ้น Baidu (9888.HK) บวก 2% ขานรับการเริ่มทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติ "Apollo Go" ในฮ่องกง มองตลาดหุ้นฮ่องกงคงโมเมนตัมบวกในวันนี้(3 ธ.ค.) หนุนจากการรายงานดัชนี Caixin PMI ภาคการผลิตของจีนเดือน พ.ย. 67 เมื่อวานนี้ ที่ขยายตัว 51.5 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือน ต.ค. 67 ที่ 50.3 จุด และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 50.7 จด ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมิ.ย. 67 อย่างไรดี ในช่วงนี้ตลาดหุ้นยังคงเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ดังนั้น กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะถือหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว อย่าง Xiaomi (1810.HK) และ Meituan (3690.HK) หรือหุ้น Defensive อย่าง China Mobile (941.HK) เพื่อจำกัด Downside risk ของพอร์ต Hold : 1810.HK แนะถือ Xiaomi (1810.HK) หลังบริษัทเผยยอดส่งมอบรถ EV "SU7" เดือน พ.ย. 67 อยู่ที่ 20,000 คัน ซึ่งทำให้ยอดรวมตั้งแต่ต้นปีถึงตอนนี้อยู่ที่ 120,000 คัน เราจึงมองเป็นปัจจัยหนุนความมั่นใจว่ายอดส่งมอบรถจะถึงเป้าหมายที่ 130,000 คันในสิ้นปีนี้ . ตลาดหุ้นเวียดนาม ตลาดหุ้นเวียดนามปิดทรงตัวในแดนบวก (+0.01%) โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาขายสุทธิ $12mn ขณะที่หุ้นธนาคาร Vietcombank (VCB.VN) บวก 1% หลังนายกฯเวียดนามประกาศตั้งเป้า GDP ปี 68 โต 8%YoY ดีกว่าตลาดคาดที่ 6.5%YoY ส่วนหุ้น Deoca Infrastructure (HHV.VN) บวก 3.7% ขานรับ sentiment บวกจากที่เวียดนามตั้งเป้าเบิกจ่ายงบประมาณโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 17%YoY ในปี 68 มองตลาดหุ้นเวียดนามคงโมเมนตัมบวกต่อในวันนี้ หนุนจากการตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แสดงถึงความเชื่อมั่นของนายกเวียดนาม ซึ่งคาดเป็น Sentiment บวก ต่อตลาดหุ้น โดยกลยุทธ์ลงทุน แนะเล่นหุ้นที่กำไรมีแนวโน้มเติบโตได้ดีตามทิศทางเศรษฐกิจเวียดนาม ได้แก่ หุ้นธนาคาร Vietcombank (VCB.VN) Hold : VCB.VN Consensus ปรับคาดการณ์กำไรหุ้นขึ้นต่อเนื่อง หนุนจากเศรษฐกิจเวียดนามที่มีแนวโน้มโตแกร่ง ขณะที่คุณภาพหนี้ของ VCB ยังคงแกร่ง NPL อยู่ต่ำกว่า 1.5% จึงแนะถือหุ้นต่อ
ทันหุ้น • 3 ธ.ค. 67
อ่าน
จอพับก็มา Xiaomi MIX Flip สมาร์ตโฟนตัวใหม่จากเสียวหมี่
นอกจาก Xiaomi 14T Series สมาร์ตโฟนเรือธงแล้ว เสียวหมี่ (ประเทศไทย) ยังได้เปิดตัว สมาร์ตโฟนจอพับ Xiaomi MIX Flip ในสโลแกน FliptasticXiaomi MIX Flip โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผลแบบ All Around Liquid outer display ขนาด 4.01 นิ้ว หน้าจอโค้งทั้ง 4 ด้าน มีความละเอียด 1.5K อัตราการรีเฟรช 120Hz และความสว่างสูงสุด 3,000nits โดยตัวอุปกรณ์นั้นมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Xiaomi HyperOS ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญ เช่น การดูเวลา สภาพอากาศ และการแจ้งเตือนแอปต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นXiaomi MIX Flip มาพร้อมกับเลนส์ออปติคอล Summilux จาก Leica และเซ็นเซอร์ Light Fusion 800 ไดนามิกสูงช่วยให้ถ่ายภาพได้สวยงาม มีกล้องเทเลโฟโต้ลอยตัว Leica 47 มม. ทำให้โฟกัสได้ในระยะที่ใกล้ 9 ซม. นอกจากนี้แพลตฟอร์มการถ่ายภาพ Xiaomi AISP พลังประมวลผล 60TOPS ช่วยให้จัดการสถานการณ์การถ่ายภาพที่ซับซ้อนได้ ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8 Gen 3 Mobile Platform มีความทรงพลังและระบบระบายความร้อน 3D กระจายความร้อนได้อย่างดี แบตเตอรี่ข 4,780 mAhโครงสร้างด้านหลังทำจากกระจกพรีเมียมและกรอบอะลูมิเนียมอัลลอยด์ 6M42 ที่มีความแข็งแรงสูง ทำให้ปกป้องอันเป็นเลิศและในขณะเดียวกันก็ยังคงรักษารูปลักษณ์อันเพรียวบางเอาไว้ได้ นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองจาก SGS ว่าสามารถรองรับการพับได้มากถึง 500,000 ครั้ง และยังถูกเสริมความแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีกด้วยกระจก Xiaomi Shield Glass ที่ช่วยเพิ่มความทนทานได้มากขึ้นถึง 10 เท่ามีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Black และ Purple ในรุ่นความจุ 12GB+512GB ราคา 39,990 บาท
TNN ช่อง16 • 29 ก.ย. 67
อ่าน
Xiaomi 14T Series สมาร์ตโฟนเรือธงตัวใหม่ จากค่ายจีน เริ่มต้น 15,990 บาท
เปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 27 กันยายนที่ผ่านมา กับ Xiaomi 14T Series สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ มีความโดดเด่นด้านการถ่ายภาพทั้งกลางวันและกลางคืน เพราะมีเทคโนโลยี Advanced AI ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการใช้งานได้ดียิ่งขึ้นXiaomi 14T Pro กล้อง 3 ตัว ครอบคลุมความยาวโฟกัส 5 ระยะ ตั้งแต่ 15 - 120 มม. โดยกล้องหลักมาพร้อมความละเอียด 50MP รูรับแสงขนาดใหญ่ /1.6 และเลนส์ออปติคอล Summilux รุ่นใหม่ล่าสุดจาก Leica ที่ถูกจับคู่กับเซ็นเซอร์รับภาพ Light Fusion 900 มีเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่ 1/1.31 นิ้ว, Dual Native ISO Fusion Max และช่วงไดนามิกสูง 13.57EV จึงทำให้สามารถรับแสงได้มากขึ้นถึง 32% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า 2Xiaomi 14T มีเซ็นเซอร์ IMX906 ขั้นสูงจาก Sony และกล้อง 3 ตัว ครอบคลุมความยาวโฟกัส 4 ระยะ ตั้งแต่ 15 - 100 มม. โดยกล้องหลักมาพร้อมความละเอียด 50MP รูรับแสงขนาดใหญ่ /1.7 และเลนส์ออปติคอล Summilux รุ่นล่าใหม่สุด จาก Leica ที่มอบสีสันสดใสและรายละเอียดที่ยอดเยี่ยมแม้ในสภาวะแสงน้อย พร้อมด้วยกล้องอัลตร้าไวด์ความละเอียด 12MP ที่มีระยะโฟกัสเทียบเท่า 15 มม. ที่จะช่วยให้การถ่ายภาพวิวทิวทัศน์นั้นคมชัดมากยิ่งขึ้นXiaomi 14T Series ได้ร่วมมือกับ Google และยกระดับประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์ด้วยการใช้ Advanced AI ทั้งการค้นหา เสียง ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอ มีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Circle to Search with Google5 ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งที่เห็นบนโทรศัพท์มือถือได้ทันทีโดยไม่ต้องสลับแอป รวมไปถึง Google Gemini6 ที่ช่วยเขียน เรียนรู้และวางแผนตัวอุปกรณ์มาพร้อมกับ AI Interpreter ที่ช่วยทำลายกำแพงภาษา แปลได้หลายภาษาแบบเรียลไทม์ มีการปรับปรุงการสื่อสารระหว่างการประชุมหรือการโทรสนทนา มี AI Notes และ AI Recorder ที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้วยการถอดเสียงพูดเป็นข้อความ การจดจำผู้พูดได้อย่างแม่นยำ และการสรุปอย่างรวดเร็วมี AI Image Editing ช่วยยกระดับในการเล่าเรื่องด้วยภาพขึ้นไปอีกขั้น ในขณะที่ AI Eraser Pro จะช่วยลบองค์ประกอบที่คุณไม่ต้องการออกไปเพื่อให้คุณได้ภาพที่สมบูรณ์แบบมากที่สุด และ AI Film ช่วยสร้างวิดีโอสั้นง่ายขึ้น รวมไปถึง AI Portrait ที่จะสร้างอวตารเฉพาะตัวที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถแสดงตัวตนในแบบฉบับของตัวเองได้อย่างง่ายดายมากกว่าเดิมหน้าจอแสดงผล AMOLED CrystalRes ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 1.5K (2712 x 1220) ด้วยความหนาแน่นของพิกเซลที่ 446 ppi ความลึกของสี 12 บิต ครอบคลุม DCI-P3 และความสว่างสูงสุด 4,000 nits อัตรารีเฟรช 144Hz10Xiaomi 14T Series แบตเตอรี่ 5000mAh โดยที่ Xiaomi 14T Pro มาพร้อมการชาร์จไร้สาย 50W และ HyperCharge 120W13 โดยสามารถชาร์จเต็มได้ในเวลาเพียง 19 นาทีเท่านั้น ในขณะที่ Xiaomi 14T มาพร้อมกับการชาร์จเร็วด้วย HyperCharge 67W14ด้านดีไซน์เป็นโลหะสุดล้ำสมัย ขอบจอบางเป็นพิเศษเพียง 1.7 มม. ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมได้มากยิ่งขึ้น รองรับมาตรฐาน IP6815 ในการกันน้ำและกันฝุ่น ทั้งนี้ Xiaomi 14T Pro ยังมาพร้อมกับกรอบโลหะอันประณีตและหรูหรา มีความยืดหยุ่นทนทานต่อการงอและเสียหายมากกว่ารุ่นก่อนหน้าถึง 116%Xiaomi 14T Pro มี 3 สี ได้แก่ Titan Gray, Titan Blue, Titan Black ราคาเริ่มต้น 21,290 บาทXiaomi 14T มี 4 สี ได้แก่ Titan Gray, Titan Blue, Titan Black, Lemon Green ราคาเริ่มต้น 15,990 บาทที่มาของข้อมูล Xiaomi
TNN ช่อง16 • 29 ก.ย. 67
อ่าน
Xiaomi กำไรดีกว่าคาด SNOW รายได้โต-ลงทุน AI เพิ่ม
#Xiaomi #ทันหุ้น - Xiaomi (1810) ประกาศงบ Q2 ทะลัก รายได้ดีเกินคาด กำไรสุทธิ 5.1 พันล้านหยวน ได้แรงหนุนขายรถ EV โต บล.อินโนเวสท์เอกซ์มองบริษัทแข็งแรงทุกด้าน ครึ่งปีหลังแนวโน้มดูดี แนะนำซื้อ ขณะที่ Snowflake (SNOW) เผยรายได้โตกว่าคาด 30% แต่ยังขาดทุนต่อเนื่อง หลังลงทุนใน AI เพิ่มขึ้น Xiaomi Corporation บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ได้รายงานงบไตรมาส 2 รายได้เพิ่มขึ้น 32% เป็น 88.9 พันล้านหยวน กำไรสุทธิอยู่ที่ 5.1 พันล้านหยวน อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 20.7% สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ทั้งหมด ธุรกิจสมาร์ทโฟน: 1) รายได้จากสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 27% เป็น 46.52 พันล้านหยวน 2) ยอดจัดส่งสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น 28% 3) ในขณะที่ตลาดโดยรวมเติบโต 6.5% ราคาขายเฉลี่ยของสมาร์ทโฟนอยู่ที่ 1,104 หยวน ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า: 1) บริษัทได้เพิ่มเป้าหมายการส่งมอบเป็น 120,000 คันในปี 2024 จากเดิม 100,000 คัน 2) อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ที่ 15.4% ในไตรมาส 2 ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ 3) มีแผนพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ เช่น SUV ที่คล้ายกับ Tesla Model Y ธุรกิจ IoT และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์: รายได้เพิ่มขึ้น 20% เป็น 26.76 พันล้านหยวน บริการอินเทอร์เน็ต: รายได้เพิ่มขึ้น 11% ผู้ใช้งานรายเดือนเพิ่มขึ้น 11.5% เป็น 675.8 ล้านคน แนวโน้ม: คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้น 25.8% ในไตรมาส 3 พร้อมกับอัตรากำไรที่แข็งแกร่ง จาก 1) ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าคาดว่าจะเติบโต 40%QoQ ในไตรมาส 3 2) สมาร์ทโฟนคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากความต้องการของผู้บริโภคที่ดีขึ้นและการเปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้ระดับไฮเอนด์ ด้วยภาพที่แข็งแรงในทุกๆด้านรวมถึงในครึ่งปีหลังที่จะดูดีขึ้นอีกจาก 1) การเติบโตยอดรถยนต์ไฟฟ้า 2) การฟื้นตัวของสมาร์ทโฟน บล.อินโนเวสท์เอกซ์แนะนำซื้อสำหรับหุ้น Xiaomi . บล.อินโนเวสท์เอกซ์ระบุว่า SNOW รายได้โตดีกว่าคาด แต่ขาดทุนต่อเนื่องหลังค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ระยะสั้นมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่กดดันมาร์จิ้นและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น คาดหุ้น turn around ได้ในช่วงปี 25 จากการลงทุน AI ที่คาดว่าจะเห็นผล มองหุ้นเหมาะกับการลงทุนระยะยาวมากกว่าเก็งทำไรในระยะสั้น - Snowflake เผยรายได้ F2Q25 โตดีกว่าคาด 30% หนุนจากการขายสินค้าที่โต 30%YoY และบริการที่เติบโต 17%YoY อย่างไรก็ดีขาดทุนเพิ่มแตะ $317.7Mn หลังมีการลงทุน AI เพิ่มขึ้น ซึ่งภาพนี้ส่งผลให้ราคาหุ้นตอบสนองเชิงลบ -8%ในช่วงก่อนตลาดเปิดทำการ มุมมองของ InnovestX - เรามองว่า SNOW ยังคงมี Bright Spot จาก 1) รายได้จากการขายสินค้าที่ยังคงเติบโตหลังอุปสงค์การใช้คลาวด์ AI เพิ่ม 2) ลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่ใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3) แนวโน้มที่ดีสะท้อนจาก RPO ที่โต 48%YoY และปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ผลิตภัณฑ์ทั้งปี 25ขึ้น โดยมองอยู่ที่ 3.3-$3.4bn - แต่อย่างไรก็ดี ในระยะสั้น เราประเมินว่า SNOW ยังคงมีแรงกดดันจาก 1) การรับรู้รายได้จากAI ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควรกว่าจะเห็นผล 2) การลงทุน AI ที่เพิ่มขึ้นกดดันการขยายตัวของมาร์จิ้นในระยะสั้น 3) เศรษฐกิจที่ชะลอตัวกดดันค่าใช้จ่ายลูกค้าองค์การ 4) การแข่งขันในอุตฯคลาวด์เพิ่มขึ้นจาก Databricks และ Microsoft - ขณะที่ระยะยาว เรามองว่า SNOW เป็นอีกหนึ่งบริษัทคลาวด์ที่มีความโดดเด่นจาก 1) ) ความได้เปรียบทางเทคฯ ที่รองรับการใช้งาน AI และรองรับงานที่หลากหลาย เช่น การประมวลผลข้อมูล 2) เน้น RD และนำผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว 3) กลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ในตลาดขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง - ภาพรวมนี้ ทำให้เรามองว่า SNOW เหมาะกับการลงทุนระยะยาวเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่มาจากธุรกิจที่พลิกกลับมามีกำไรได้ มากกว่าการเก็งกำไรในระยะสั้นที่ยังคงมีแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายลงทุน AI เพิ่มและการลงทุนที่ยังคงไม่เห็นผลชัดเจน โดยเราประเมินได้ว่า 1) ราคาหุ้นยังคง Sideway ต่อเนื่องใน 2H24 2) คาดหวังการ turn around ของกำไรที่คาดว่าเห็นได้ในช่วงปีหน้า 2025 เป็นต้นไป ท่านสามารถอ่านและดาวน์โหลดเอกสารได้จาก SNOW_Offshore Stock 240822_T
ทันหุ้น • 22 ส.ค. 67
อ่าน
NVDA โบรกแนะซื้อ เก็งงบไตรมาส 2 ออกมาดี Xiaomi จ่อส่งรถ EV บุกตลาดยุโรป
#หุ้นต่างประเทศ #ทันหุ้น บทวิเคราะห์ โดย บล.บัวหลวง ตลาดหุ้นสหรัฐฯ 3 ดัชนีหลักสหรัฐฯ ปรับขึ้นต่อราว 0.6-1.4% เมื่อคืนนี้ หลังตลาดคาดหวังต่อการเกิด soft landing จากตัวเลขเศรษฐกิจในสัปดาห์ก่อนที่ยังสะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในทิศทางที่ดี ด้าน NVIDIA (NVDA.US) บวก 4.4% หลังตลาดคาดหวังต่องบไตรมาส 2 ที่มีโอกาสโตแกร่งต่อ จากความต้องการชิปที่ยังแข็งแกร่ง ส่วน McDonald's (MCD.US) บวก 3.3% หลังconsensus ทยอยปรับราคาเป้าหมายขึ้น โดยมองว่าบริษัทจะขยายส่วนแบ่งการตลาดได้ต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี คาดตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะยังคงโมเมนตัมบวกต่อได้ จากความกังวลต่อเศรษฐกิจถดถอยที่คลายลงต่อเนื่อง โดยเห็นสัญญาณจาก consensus ที่มีการปรับลดโอกาสที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยลง อีกทั้งในการประชุมของ Fed ที่ Jackson Hole วันที่ 22-24 ส.ค.67 เรามองว่าพาวเวลจะยั้งยั้งมุมมองว่าเงินเพื่อได้ชะลอตัวลง และเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังอยู่ในทิศทางที่ดี คาดเป็นการส่งสัญญาณว่า Fed เริ่มมีความพร้อมที่จะลดดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. 67 มากขึ้น BUY : NVDA.US แนะซื้อเก็งงบไตรมาส 2 ที่จะเผย 29 ส.ค. 67 ที่คาดว่าจะแกร่งต่อ หลังมีสัญญาณบวกจาก TSMC ที่เผยยอดขายชิปคุณภาพสูง(HPC)โต 28%YoY ในเดือน ก.ค. 67 และ AMD ปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขาย GPU ขึ้น สะท้อนว่าความต้องการชิปยังแกร่ง ตลาดหุ้นฮ่องกง วานนี้ดัชนี Hang Seng ปิดบวก 0.8% ตามที่เราประเมินไว้ นำโดยหุ้นรถ EV BYD (1211.HK) +0.5% และ Nio (9866.HK) +2.8% หลังจีนเผยยอดขายรถ EV และไฮบริดเดือน ก.ค. 67 เพิ่มขึ้น 37%YoY แตะ 878,000 คัน แซงหน้าเครื่องยนต์สันดาปเป็นครั้งแรก และหุ้น Xiaomi (1810.HK) +1.7% หลังบริษัทเตรียมพิจารณาขยายธุรกิจรถ EV สู่ยุโรป มองตลาดหุ้นฮ่องกงได้แรงหนุนจากหุ้นอิงการบริโภคและท่องเที่ยวเช่น MTR (66.HK) และ Haidilao (6862.HK) หลังจีนเผยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าจีนพุ่งสูงขึ้น 129.9%YoY แตะที่ 17.25 ล้านคนในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ หนุนจากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวฟรีวีซ่า ขณะที่เราแนะติดตามการเผยงบของ Xiaomi (1810.HK) ในวันพรุ่งนี้ โดยรายได้มีแนวโน้มโต 29%YoY หนุนจากยอดขายสมาร์ทโฟน (สัดส่วน 58%) ที่อาจโต 26.5%YoY และการเริ่มบันทึกรายได้ในธุรกิจรถ EV เราจึงแนะซื้อหุ้นก่อนเผยงบ BUY : 9992.HK แนะเก็งงบ Pop Mart (9992.HK) 2H67 ที่จะออกในวันนี้ โดย Bloomberg cons. เผยรายได้และกำไรอาจโต 49.8%YoY และ 60.4%YoY ตามลำดับ หนุนจากการขยายไปตลาดต่างประเทศมากขึ้น
ทันหุ้น • 20 ส.ค. 67
อ่าน
S&P500 นิวโลว์ AAPL-BRK กอดคอร่วง Xiaomi โบรกคาดผลงาน Q2 แกร่ง
#หุ้นต่างประเทศ #ทันหุ้น - Daily Global Market วันที่ 6 สิงหาคม 2024 โดย บล.ซีจีเอสอินเตอร์เนชั่นแนล In News: ตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนี Dow Jones ปิดลบ 1,033.99 จุด ขณะที่ SP500 ปิดที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ จากความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ ส่งผลให้ทั่วโลกเทขายหุ้น การร่วงลงอย่างหนักของตลาดหุ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย หลังจากตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ออกมาต่ำกว่าคาดการณ์อย่างมากในวันศุกร์ทำให้ความกังวลเกี่ยวกับการที่ FED คงอัตราดอกเบี้ยไว้สูงเกินไปจะมีเวลานานเพิ่มขึ้น และโอกาส soft landing ของเศรษฐกิจจะลดลง ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจเมื่อคืนนี้ บ่งชี้ว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยจะยังไม่เกิดขึ้นในระยะใกล้ โดยดัชนี PMI ภาคบริการจาก ISM ในเดือนกรกฎาคมออกมาดีกว่าคาด ดัชนีภาคบริการของสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 51.4 โดยฟื้นตัวขึ้นจากระดับ 48.8 ในเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี และสูงกว่าระดับ 50 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ จากการดีดตัวขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่และการจ้างงาน การเติบโตของกิจกรรมทางธุรกิจในยูโรโซนหยุดชะงักเมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากการขยายตัวที่สะดุดในอุตสาหกรรมบริการที่โดดเด่น ประกอบกับการชะลอตัวของภาคการผลิตที่มากขึ้น ดัชนี PMI จาก HCOB สำหรับสหภาพสกุลเงิน ซึ่งรวบรวมโดย SP Global ลดลงสู่ระดับ 50.2 ในเดือนกรกฎาคมจาก 50.9 ในเดือนมิถุนายน การเติบโตของกิจกรรมภาคบริการเยอรมนีชะลอตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกันในเดือนกรกฎาคมส่งสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ดัชนี PMI ภาคบริการจาก HCOB ชะลอตัวสู่ระดับ 52.5 เดือนที่ผ่านมา จากระดับ 53.1 ของเดือนมิถุนายนน กิจกรรมภาคการบริการของญี่ปุ่นกลับสู่ภาวการณ์เติบโตในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากความต้องการที่แข็งแกร่งภายในประเทศ แต่คำสั่งซื้อที่อ่อนแอจากต่างประเทศและความกดดันด้านต้นทุนที่ไม่ลดลงยังคงกดดันธุรกิจต่างๆ ดัชนี PMI ภาคบริการ au Jibun Bank ประจำเดือนกรกฎาคมปรับตัวขึ้นสู่ 53.7 จากระดับ 49.4 ของเดือนมิถุนายน กิจกรรมภาคบริการของจีนโตขึ้นเล็กน้อยมากกว่าคาดในเดือนกรกฎาคม บ่งชี้ว่า เศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งแม้ว่าภาคการผลิตจะชะลอตัว ดัชนี PMI ภาคบริการจาก Caixin ประจำเดือนกรกฎาคมโตขึ้นสู่ระดับ 52.1 จากระดับ 51.2 ของเดือนมิถุนายน ซึ่งดีกว่าระดับคาดการณ์ว่า จะปรับขึ้นราว 51.4 ทั้งนี้ การเติบโตเป็นการโตขึ้นเป็นเวลา 19 เดือนติดต่อกัน ดัชนี PMI ของฮ่องกงประจำเดือนกรกฎาคมจาก SP Global ขยับตัวสู่ระดับ 49.5 จากเดือนก่อนหน้าที่ 48.2 แต่ยังคงอยู่ภาวะหดตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน สะท้อนให้เห็นว่า สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังคงอ่อนแอ ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) เริ่มการประชุม 2 วันเมื่อวานนี้ ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ของ Reuters คาดว่า ธนาคารกลางจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 4.35% แต่ตลาดจะติดตามแถลงการณ์นโยบายการเงินเพื่อความชัดเจนว่า RBA ยังคงพิจารณาการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอยู่หรือไม่ ภาคการผลิตออสเตรเลียยังคงขยายตัวในเดือนกรกฎาคมแต่ในระดับชะลอตัว Judo Bank เผยว่า ดัชนี PMI ภาคบริการอยู่ที่ 50.4 ซึ่งขยับตัวลงจาก 51.2 ในเดือนมิถุนายน Stock Movement: หุ้น Apple Inc. (AAPL ND) ร่วงลง 4.82% หลังจาก Berkshire Hathaway Inc. (BRK.B NYSE, -3.42%) ขายหุ้น Apple เกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขายหุ้นจำนวนมาก หุ้น Nvidia Corp. (NVDA ND) ดิ่งลง 6.36% หลังจากมีรายงานว่า บริษัทเลื่อนการเปิดตัวชิป AI รุ่นใหม่เนื่องจากข้อบกพร่องในการออกแบบ หุ้น Intel Corp. (INTC ND) ปิดลบ 6.38% ซึ่งต่อเนื่องจากการถูกเทขายหุ้นเมื่อวันศุกร์ หลังจากบริษัทผู้ผลิตชิปเผยผลประกอบการ 2Q ที่น่าผิดหวังและประกาศเลิกจ้างพนักงานมากกว่า 15% หุ้น Tesla Inc. (TSLA ND) ขยับลด 4.23% บริษัทได้ผลกระทบจากการเทขายหุ้นในภาคเทคโนโลยี แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทในจีนจะเพิ่มขึ้น 15.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน หุ้น Coinbase Global Inc. (COIN ND) ร่วงลงรุนแรง 7.32% บริษัทได้รับผลกระทบจากการขายหุ้นในภาคสกุลเงินดิจิทัล เนื่องจากราคา Bitcoin ดิ่งลง หุ้น CrowdStrike Holdings Inc. (CRWD ND) ไต่ขึ้น 1.91% บริษัทปฏิเสธข้อกล่าวหาของ Delta Air Lines, Inc. (DAL NYSE, -4.76%) ที่กล่าวโทษบริษัทว่า เป็นสาเหตุของการหยุดชะงักของเที่ยวบินเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งเกิดจากการอัปเดตที่ผิดพลาด หุ้น Infineon Technologies AG (IFX ETR) ขยับบวก 1.34% ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์สัญชาติเยอรมันปรับลดแนวโน้มรายได้ในปีงบประมาณ 2024 และคงมุมมองอัตรากำไร หลังรายงานผลกำไรและรายได้ที่ลดลงในช่วง 3Q ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่อ่อนแอ บริษัทยังออกรายได้และแนวโน้มอัตรากำไรที่สูงขึ้นตามลำดับสำหรับ 4Q หุ้น Hugo Boss AG (BOSS ETR) ปรับบวก 1.32% บริษัทขายธุรกิจในรัสเซียให้กับ Stockmann หุ้นส่วนค้าส่งด้วยค่าธรรมเนียมที่ไม่เปิดเผย บริษัทแฟชั่นสัญชาติเยอรมันระงับธุรกิจค้าปลีกในรัสเซียไม่นานหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 นอกจากนี้ บริษัทยังหยุดกิจกรรมอีคอมเมิร์ซในตลาดรัสเซียและโฆษณาอีกด้วย หุ้น Xiaomi Corp. (1810 HK) ปิดลง 1.37% CMB ให้ราคาเป้าหมายที่ HKD 24.29 และคงเรตติ้ง Buy ผลประกอบการ 2Q2024 คาดจะเผยออกมาอย่างแข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ, AIoT และอินเทอร์เน็ต การจัดส่งโทรศัพท์มือถือคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 27% YoY ผลกำไรได้รับแรงหนุนจากยอดขายที่มีประสิทธิภาพทเพิ่มขึ้นทั้งโทรศัพท์มือถือและผลิตภัณฑ์ AIoT เช่น เครื่องปรับอากาศและแท็บเล็ต ส่วนธุรกิจ EV ของ Xiaomi คาดว่า จะเปิดตัวในเชิงบวก และจะมีการจัดส่งรายไตรมาสที่ 26,000 คัน ขับเคลื่อนด้วยรถยนต์ระดับไฮเอนด์ หุ้น China Reinsurance Group Corp. (1508 HK) พุ่งขึ้น 13.46% บริษัทคาดว่า กำไรสุทธิที่เป็นของผู้ถือหุ้นในช่วง 1H2024 จะอยู่ที่ระดับระหว่าง 150% ถึง 200% ซึ่งสูงกว่า Rmb 2.012 bn. ที่รายงานในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2023 การปรับปรุงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มประสิทธิภาพการรับประกันภัยและการลงทุนที่เพิ่มขึ้น หุ้น Lenovo Group Ltd. (0992 HK) ร่วงลง 1.24% Lyon กล่าวว่า Lenovo จะประกาศผลประกอบการ 1QFY2025 สิ้นสุดเดือนมิถุนายนในวันที่ 15 สิงหาคม โดยคาดว่า กำไรสุทธิจะแตะที่ USD 230 m. สูงกว่าที่ธนาคารคาดไว้ที่ USD 220 m. สาเหตุหลักมาจากการฟื้นตัวที่ดีขึ้นของธุรกิจเซิร์ฟเวอร์และธุรกิจพีซีที่แข็งแกร่งซึ่งมีกำไรขั้นต้นที่ดี ธนาคารคงเรตติ้งที่ Outperform และราคาเป้าหมายไว้ที่ Rmb 13
ทันหุ้น • 6 ส.ค. 67
อ่าน
Xiaomi พัฒนารถแข่ง SU7 Ultra TSLA รุกหุ่นยนต์ ฮิวแมนนอยด์
#หุ้นต่างประเทศ #ทันหุ้น - บทวิเคราะห์กลยุทธ์การลงทุนหุ้นต่างประเทศรายวัน โดย บล.เอเซีย พลัส ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวขึ้นทั้ง 3 ดัชนีหลัก โดยมีแรงซื้อกลับเข้ามาอีกครั้งหลัง เผชิญการปรับฐานเมื่อสัปดาห์ก่อน นำโดย Nasdaq +1.58% และ SP500 +1.08% ได้ปัจจัยบวกจากหุ้น Big Tech และกลุ่ม Semiconductor ขณะที่สัปดาห์นี้นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนโดยเฉพาะ Big Tech รวมถึงเงินเฟ้อ PCE ในวันศุกร์นี้ ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวเพิ่มขึ้น ดัชนี STOXX600 +0.93% พลิกกลับมาปิดในแดนบวกเป็นครั้งแรกในรอบ 5 วัน นำโดยกลุ่ม Technology รวมถึงหุ้นกลุ่มที่มีสัดส่วนรายได้จากประเทศจีน อาทิ กลุ่ม Luxury Stock หลังจีนมีมติลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งเหนือความคาดหมายว่าจะคงดอกเบี้ย ขณะที่สัปดาห์นี้ตลาดจับตาการประกาศงบธนาคารขนาดใหญ่ วานนี้ดัชนี HSI Index +1.25% ตอบรับการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย หลัง PBOB มีมติลดดอกเบี้ย LPR เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังอ่อนแอ สวนทางที่ตลาดคาดว่าจะคงดอกเบี้ย ขณะเดียวกันยังได้แรงหนุนจากปัจจัยเฉพาะตัวของบริษัทจดทะเบียน หุ้นอัพเดท American Express, Pop Mart, CrowdStrike, Xpeng, Xiaomi, Bank of America, Verizon, Nvidia, Microchip, NXP Semi, Texas Instrument, Analog Device, AMD, Broadcom, Alphabet, Tesla American Express (AXP US) ปรับตัวลง 2.74% ในวันศุกร์ หลังบริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาผสมผสาน ขณะที่ผู้บริหารมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิต่อหุ้นสำหรับทั้งปีขึ้น - โดยรายได้รวมออกมาอยู่ที่ $1.63 หมื่นล้าน เติบโต 8.50% YoY แต่ออกมาต่ำกว่าคาดที่ $1.66 หมื่นล้าน รายได้จากค่าธรรมเนียม (net charge fees) ออกมาอยู่ที่ $2.06 พันล้าน เติบโต 15.15% YoY ออกมาตรงกับที่นักวิเคราะห์คาด - ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานอยู่ที่ $1.15 หมื่นล้าน เติบโต 3.22% YoY ออกมาดีกว่าคาดที่ $1.21 หมื่นล้าน ขณะที่ค่าใช้จ่ายจากการตั้งสำรองออกมาอยู่ที่ $1.27 พันล้าน เติบโต 5.84% YoY แต่ออกมาดีกว่าคาดที่ $1.45 พันล้าน ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นออกมาอยู่ที่ $4.15 เติบโต 43.6% YoY ดีกว่าคาดที่ $3.25 - สำหรับทั้งปีผู้บริหารคาดว่ารายได้จะมีการเติบโต 9 - 11% และยังได้ปรับคาดการณ์กำไรสุทธิต่อหุ้นขึ้นจากกรอบ $12.65 - 13.15 มาอยู่ที่ $13.30 -13.80 Pop Mart (9992 HK) ปรับตัวขึ้น 10.94% ในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังบริษัทให้คาดการณ์งบครึ่งปีแรก (1H24) รายได้เติบโต 55%YoY ดีกว่าตลาดคาดที่48%YoY และให้คาดการณ์กำไรไม่ต่ำกว่า 90%YoY ซึ่งดีกว่าตลาดคาดที่ 41%YoY โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการรับรู้แบรนด์ที่ดีขึ้นทั่วโลกโดยเฉพาะฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า และการขยายประเภทผลิตภัณฑ์ รวมถึงอัตรากำไรที่ดีขึ้นจากการประหยัดขนาด CrowdStrike (CRWD US) ปรับลง 13.46% ต่อเนื่องจากวันศุกร์ที่ลดลง 11.10% หลังบริษัทหลายแห่งมีรายงานระบบล่มตั้งแต่วันศุกร์ที่ผ่านมา - การหยุดทำงานครั้งนี้เกิดจากปัญหาในอัปเดตล่าสุด ซอฟแวร์ Falcon ซึ่งตอนนี้ทาง Crowdstrike กำลังดำเนินการย้อนกลับอัปเดตนั้นทั่วโลก - ด้าน McDonald, Air France และ London Stock Exchange รายงานการขัดข้องในระบบ - ด้าน United Air, American Air และ Delta Airline ได้รับคำแนะนำจาก FAA ให้หยุดการบินชั่วคราวจากปัญหาด้านระบบการสื่อสาร - ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Rosenblatt มองว่าการปรับตัวลงของราคาหุ้นในครั้งนี้เป็นโอกาสในการเข้าสะสมที่ดี แม้บริษัทจะเผชิญกับปัญหาหลังการอัปเดตซอฟต์แวร์ที่ผิดพลาด นักวิเคราะห์ย้ำว่าปัญหาขัดข้องเกิดจากข้อผิดพลาดจากซอฟต์แวร์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว ไม่ใช่ปัญหาเชิงระบบบนแพลตฟอร์มของ CrowdStrike มากไปกว่านั้นผู้บริหารได้จัดการปัญหาอย่างรวดเร็วและยืนยันว่าไม่ใช่การรั่วไหลของข้อมูล โดยนักวิเคราะห์รู้สึกว่าการตอบสนองนี้แสดงถึงความโปร่งใสและความรวดเร็วของบริษัทในการจัดการกับปัญหาในครั้งนี้และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตที่แข็งแกร่งของบริษัทในอนาคต Xpeng (XPEV US, 9869 HK) ปรับตัวขึ้น 3.86% ในตลาดฮ่องกงเมื่อวานนี้ หลังบริษัทได้ทำข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญกับทาง Volkswagen ในการพัฒนาโครงสร้างไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ สำหรับยานพาหนะที่ผลิตในประเทศจีนทั้งหมด บนแพลตฟอร์มหลักของ Volkswagen ในจีน รวมไปถึงแพลตฟอร์ม Modular Electric Drive Matrix (MEB) - โดยทั้ง 2บริษัทได้จัดตั้งโครงการในเมืองกว่างโจวและเหอเฟย ซึ่งโครงการเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางสำหรับการพัฒนาและการรวมโครงสร้าง E/E ใหม่ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่ไร้รอยต่อระหว่างสองยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ - คาดว่ายานพาหนะรุ่นแรกที่ใช้โครงสร้าง E/E ที่พัฒนาร่วมกัมกันนี้จะเริ่มการผลิตภายในประมาณ 24 เดือนต่อจากนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองบริษัทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการตอบสนองต่อความต้องการของตลาดอย่างรวดเร็ว Xiaomi (1810 HK) ปรับตัวขึ้น 4.24% เมื่อวานนี้ หลังจากที่บริษัทมีการเปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดและความมุ่งมั่นในการพัฒนารถแข่ง SU7 Ultra ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ - นักวิเคราะห์จาก Citigroup คาดว่า Xiaomi จะเปิดตัวรถ SU7 Ultra สำหรับการผลิตในปี 2025เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดรถสปอร์ตระดับไฮเอนด์จากการเปิดตัวต้นแบบของรถแข่ง SU7 UItra ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการตลาดสำหรับธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าของ Xiaomi - นอกจากนี้ Xiaomi ยังได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนพับได้รุ่นใหม่ Mi MIX Fold 4 รวมถึงมือถือรุ่นพับแนวตั้งครั้งแรก Mi Mix Flip และ Redmi K70 Ultra Bank of America (BAC US) ปรับตัวลง 1.40% หลังจาก Berkshire Hathaway ขายหุ้นประมาณ 33.9 ล้านหุ้นของ Bank of America มูลค่าการขายหุ้นนี้ประมาณ $1.48 พันล้าน จากการทำธุรกรรมหลายครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามรายงานจากการยื่นเอกสารกับหน่วยงานกำกับดูแล Verizon Communications (VZ US) ปรับตัวลง 6.08% ขณะที่บริษัทเผยผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาผสมผสานและผู้บริหารยังให้ประมาณการทั้งปืดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด - โดยรายได้รวมออกมาอยู่ที่ $3.28 หมื่นล้าน เติบโต 0.61% YoY ติดต่อกัน 2 ไตรมาสติด ออกมาต่ำกว่าคาดเพียงเล็กน้อยที่ $3.31หมื่นล้าน โดยรายได้มากถึง $2.64 หมื่นล้าน มาจากธุรกิจ Wireless เติบโต 1.9% YoY ซึ่งออกมาตรงกับที่นักวิเคราะห์คาด จำนวนสมาชิกใช้บริการอินเทอร์เน็ตมีการเติบโต 2.80 หมื่นรายต่ำกว่าคาดที่ 3.81 หมื่นราย - ขณะที่ Adjusted Ebitda $1.23 หมื่นล้าน เติบโต 2.76% YoY ตรงกับที่นักวิเคราะห์คาด ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อหุ้นออกมาอยู่ที่ $1.15 หดตัวลง 4.96% YoY ตรงกับที่นักวิเคราะห์เช่นกัน - สำหรับทั้งปีผู้บริหารคาดว่ารายได้จะมีการเติบโต 2 - 3.5% YoY ขณะที่มองกำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ในกรอบ $4.50 - 4.70 โดยค่าเฉลี่ยอยู่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดที่ $4.57 หุ้นในกลุ่ม semiconductor ปรับตัวขึ้น นำมาด้วย Nvidia (NVDA US) +4.76% ตามมาด้วย Microchip (MCHP US) +4.90% NXP Semiconductors (NXPI US) +5.39% Texas Instrument (TXN US) +3.41% Analog Device (ADI US) +3.81%, AMD(AMD US) +2.83% IIa: Broadcom (AVGO US)+2.36% - หลังนักวิเคราะห์จาก Citi มองว่า Nvidia ยังคงเป็นผู้นำในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ขณะที่ Broadcom กำลังได้รับความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นโดย Broadcomกำลังได้รับความสนใจมากขึ้นจากฐานลูกค้า AI ที่ขยายตัว เช่น OpenAI และ ByteDance - สำหรับในกลุ่มชิป analog นักวิเคราะห์มองว่า NXPI และ Analog Device ยังคงเป็นสองบริษัทที่โดเด่นที่สุดในกลุ่ม อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังคงคำแนะนำไว้ที่ Sell เนื่องจากสินค้าคงคลังที่ยังอยู่ในระดับสูงและยังได้รับผลกระทบจาก EV - สำหรับ Texas Instrument นักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีขึ้นเนื่องจากคาดว่ารายได้ที่เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวและการลงทุน CAPEX ระยะยาวที่ลดลง - อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเชิงลบต่อ AMD และ Microchip เนื่องจากคาดว่ายอดส่งมอบของชิป MI300 ของ AMD มีโอกาสจะหดตัวลงและออกมาต่ำกว่าคาด ขณะที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ของ Microchip อาจออกมาต่ำกว่าคาดเช่นกัน Google (GOOGL US) ปรับตัวขึ้น 2.26% หลังนักวิเคราะห์จาก Wedbush ยังคงคำแนะนำไว้ที่ Outperform ด้วยราคาเป้าหมายที่ $205 ต่อหุ้น - เนื่องจากนักวิเคราะห์มีมุมมองที่ดีต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ของบริษัทที่จะประกาศในวันอังคารที่ 23 กรกฎาคม - โดยนักวิเคราะห์มองว่าผลประกอบการจะได้แรงหนุนจากรายได้โฆษณาและรายได้จาก Google Search ที่แข็งแกร่ง - ทั้งนี้นักวิเคราะห์ได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตรายได้ของ Google Searchสำหรับไตรมาสที่สองจาก 12.0% เป็น 12.8% โดยคาดการณ์รายได้จาก Google Search ที่ $4.81พันล้านเพิ่มขึ้นจากประมาณการก่อนหน้านี้ที่ $4.77 พันล้าน - มากไปกว่านั้นคาดว่ารายได้รวมของบริษัทจะเติบโต 13.1% สูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 12.8%รวมทั้งคาดกาณ์ว่าอัตรากำไรจะขยายตัวมาอยู่ที่ 31.7%ซึ่งสูงกว่าที่ตลาดคาดที่ 31.1% - อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์กล่าวว่านักลงทุนควรจับตาดูการเติบโตของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและ CapEx ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนใน AI การเติบโตของรายได้โฆษณาในช่วงครึ่งหลังของปี และการสร้างรายได้จากการให้บริการ Google Cloud Tesla (TSLA US) ปรับตัวขึ้น 5.15% หลัง Elon Musk กล่าวว่ามีแผนที่จะเปิดตัวหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ สำหรับใช้งานภายในบริษัทในปี 2025 Musk ยังได้กล่าวบนแพลตฟอล์ม X ว่าหุ่นยนต์ Optimus จะเข้าสู่การผลิตสำหรับลูกค้าภายในปี 2026 - ทั้งนี้หลายบริษัทได้ให้ความสนใจในการพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนนอยด์ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเหมาะสำหรับการทำงานที่มีความเสี่ยงแทน Amazon (AMZN US) ปรับตัวลง 0.32% ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Wells Fargo มีมุมมองเชิงบวกต่อผลประกอบการไตรมาส 2 ที่กำลังจะประกาศ - โดยนักวิเคราะหาดการณ์ว่ารายได้จาก Amazon Web Services จะเพิ่มขึ้น 18%ในไตรมาสที่สอง และมีการคาดการณ์กำไรจากการดำเนินงาน สำหรับไตรมาสที่สามอยู่ที่ $1.60 หมื่นล้าน - อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์แนะนำให้จับตาดูมุมมองของผู้บริหารเกี่ยวกับการขนส่งทางอากาศ โดยประมาณการว่าจะมีผลกระทบต่อกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาสสามประมาณ $200-$400 ล้าน Estee Lauder (EL US) ปรับตัวขึ้น 1.88% ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Raymond James ปรับลดคำแนะนำของบริษัทลงสองระดับจาก Strong Buy มาอยู่ที่ Market Perform - โดยนักวิเคราะห์ปรับลดคำแนะนำลงเนื่องจากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่ล่าช้า สะท้อนถึงวามต้องการที่ลดลงในตลาดจีน และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่อาจส่งผลกระทบต่อความสนใจของผู้บริโภคจีนในสินค้าจากสหรัฐ - นอกจากนั้นยังได้รับผลกระทบจากการแข่งขันทั้งในและนอกประเทศที่กำลังเพิ่มขึ้นซึ่งอาจส่งผลต่อส่วนแบ่งทางการตลาดของ Estee Lauder - ทั้งนี้นักวิเคราะห์มองว่าการสูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดจะส่งผลให้บริษัทจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายทางด้านโฆษณาเพิ่มขึ้นซึ่งจะกดดันอัตรากำไรของบริษัท
ทันหุ้น • 23 ก.ค. 67
อ่าน
Xiaomi เปิดบ้านโชว์สมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และเครื่องใช้ไฟฟ้า AIoT ในงาน ‘Xiaomi Open House 2024’
เสียวหมี่ ประเทศไทย จัดงาน Xiaomi Open House 2024 เพื่อจัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเสียวหมี่ทั้งผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนและผลิตภัณฑ์ AIoT ให้ผู้ที่สนใจเข้ามาเยี่ยมชม พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมพิเศษและรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์จากแขกรับเชิญพิเศษ ในระหว่างวันที่ 22 - 23 มิถุนายน 2567 ที่ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น 3 บริเวณหน้า MCC HALLกลยุทธ์แบบระบบนิเวศสินค้าของ Xiaomiปัจจุบัน Xiaomi ดำเนินงานการตลาดและสินค้าภายใต้กลยุทธ์ คน รถยนต์ บ้าน (Human Car Home) โดยนำเสนอความเป็นมิตรกับผู้ใช้งานและทันสมัยที่สุดในใจผู้บริโภค พร้อมความพยายามอย่างต่อเนื่องในการพัฒนานวัตกรรมที่จะสร้างประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ดีในราคาที่เข้าถึงได้ให้แก่ผู้บริโภคทุกคน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งานให้ดีขึ้น ผ่านระบบปฏิบัติการที่ชื่อว่า Xiaomi HyperOS ซึ่งจะรวบรวมทุกความต้องการของผู้บริโภคไว้ในระบบ (Ecosystem) แห่งเดียว ตั้งแต่อุปกรณ์ส่วนบุคคล ผลิตภัณฑ์บ้านอัจฉริยะ ไปจนถึงอุปกรณ์เคลื่อนที่อัจฉริยะXiaomi Open House 2024 จะเป็นการฉายภาพกลยุทธ์ดังกล่าว โดยการแนะนำและจัดแสดงตัวอย่างผลิตภัณฑ์ของเสียวหมี่อาทิกลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต ได้แก่ สมาร์ตโฟน Redmi Note 13 Series และ Redmi 13 พร้อมด้วยแท็บเล็ต Xiaomi Pad 6S Pro และ Redmi Pad Proกลุ่มผลิตภัณฑ์ AIoT ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มอุปกรณ์เสริมสำหรับสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต เช่น นาฬิกาและสายรัดข้อมืออัจฉริยะ Smart Watch และ Smart Band, หูฟังไร้สายในงานยังมีการนำเสนอผลิตภัณฑ์ AIoT กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ สมาร์ตทีวี (Smart TV) จอมอนิเตอร์ อุปกรณ์ทำความสะอาด Xiaomi Robot Vacuum และ Xiaomi Vacuum Cleaner, เครื่องฟอกอากาศ Xiaomi Air Purifier รวมไปถึงกล้องวงจรปิดประเภทต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ไลฟ์ไตล์อื่น ๆ ด้วยเช่นกันโดยผู้ที่สนใจสามารถเยี่ยมชมและทดลองผลิตภัณฑ์ได้ภายในงาน Xiaomi Open House 2024 ในระหว่างวันที่ 22 - 23 มิถุนายน 2567 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ ชั้น 3 บริเวณหน้า MCC HALL โดยในงานยังมีกิจกรรมพิเศษเพื่อแจกรางวัลให้แก่ผู้ร่วมงาน ทั้งเชิญแขกรับเชิญพิเศษมาร่วมแชร์ข้อมูลประสบการณ์การใช้งานอีกด้วยข้อมูลและภาพจาก Xiaomi (ประเทศไทย)
TNN ช่อง16 • 21 มิ.ย. 67
อ่าน
Xiaomi เปิดตัวปืนฉีดน้ำ Mijia Pulse เติมน้ำอัตโนมัติ โหมดยิงสองแบบสุดไฮเทค
บริษัท เสียวหมี่ (Xiaomi) ประเทศอินเดีย เปิดตัวปืนฉีดน้ำ Mijia Pulse ในช่วงเทศกาลโฮลี (Holi) หรือสงกรานต์ในประเทศอินเดีย เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังจากประสบความสำเร็จในการวางจำหน่ายที่ประเทศจีน โดยมีนายสันดีป ซาร์มา (Sandeep Sarma) รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของเสี่ยวหมี่อินเดียได้โพสต์รูปภาพตัวเองเล่นปืนฉีดน้ำมิเจียปั๊ลส์ (Mijia Pulse)ผ่านโปรไฟล์บนแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) ของตัวเองคุณสมบัติเด่นของปืนฉีดน้ำมิเจียปั๊ลส์ (Mijia Pulse) อยู่ตรงที่การปรับรูปของการยิงเป็นโหมดต่าง ๆ เช่น การยิงต่อเนื่อง และการยิงเป็นชุด ๆ คล้ายกระสุนน้ำสูงสุด 25 นัด ระยะการยิงหวังผลอยู่ที่ 7-9 เมตร ซึ่งความแรงของน้ำมีความเหมาะสมและไม่สร้างความบาดเจ็บกับผู้โดนยิง หน้าจอแสดงผลดิจิทัล (High-Definition Display) ผสมผสานกับเอฟเฟกต์แสงสีบนตัวปืนเพิ่มความสนุกให้กับการเล่นปืนฉีดน้ำรุ่นดังกล่าว ระบบเติมอัตโนมัติน้ำที่รวดเร็วกลายเป็นอีกคุณสมบัติหนึ่งของปืนฉีดน้ำรุ่นนี้ โดยมันใช้เวลาเติมน้ำใส่กระบอกปืนเพียง 10-15 วินาที" style="height: 370px;">ทีมงานผู้พัฒนาปืนฉีดน้ำมิเจียปั๊ลส์ (Mijia Pulse) มองไปไกลมากกว่าปืนฉีดน้ำ โดยพัฒนาปืนฉีดน้ำรุ่นนี้ให้กลายเป็นอุปกรณ์ฉีดน้ำสำหรับทำความสะอาดสถานที่ต่าง ๆ ในกรณีที่ผ่านช่วงเทศกาลโฮลีไปแล้วนั่นเอง เพื่อความคุ้มค่าในการใช้งานมากที่สุดแม้ว่าจะไม่พบข้อมูลราคาของปืนฉีดน้ำ Mijia Pulse ที่จำหน่ายในประเทศอินเดีย แต่ปืนฉีดน้ำรุ่นดังกล่าวเริ่มมีวางจำหน่ายบนเว็บไซต์ออนไลน์ในประเทศไทยแล้ว โดยราคาจำหน่ายอยู่ที่ 5,900 บาทสำหรับเทศกาลโฮลี (Holi Festival) เป็นเทศกาลแห่งสีสันตามความเชื่อของชาวฮินดู เทศกาลนี้จัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม ตรงกับแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ตรงกับวัน 25 มีนาคม 2567 เชื่อกันว่าเทศกาลโฮลีนี้เองที่เป็นต้นกำเนิดของการสาดน้ำในเทศกาลสงกรานต์ตามภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตอนใต้ของจีน โดยสำหรับชาวอินเดียเทศกาลนี้ถือเป็นเทศกาลรื่นเริงประจำชาติมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศ รวมไปถึงชาวอินเดียที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศจะรวมตัวกันจัดกิจกรรมในเทศกาลนี้ที่มาของข้อมูล @XiaomiIndia, Timesofindia.indiatimes.com
TNN ช่อง16 • 11 เม.ย. 67
อ่าน
สัมผัสแรก Xiaomi 14 Series สวยทั้งเครื่อง สวยทั้งรูป เตรียมเปิดราคาไทย 13 มีนาคมนี้
ใกล้เปิดตัวกันแล้ว กับสมาร์ตโฟนเรือธงจากแดนมังกรอย่าง เสียวหมี่ 14 ซีรีส์ (Xiaomi 14 Series) ที่หลาย ๆ คนจับตาและเฝ้ารอ เพราะชูความโดดเด่นเรื่องกล้อง จึงถ่ายได้สวย ได้ชัด และอาจมีศักยภาพเทียบเคียงได้กับเรือธงของค่ายคู่แข่งอื่น ๆ สำหรับเวอร์ชันนานาชาติ (Global Version) หรือก็คือรุ่นที่จะวางขายทั่วโลก มีด้วยกัน 2 รุ่น คือรุ่นเริ่มต้น Xiaomi 14, และ Xiaomi 14 UltraXiaomi 14Xiaomi 14 มาพร้อมกล้อง 3 ตัว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว กล้องหลักไลกา ซัมมิลักซ์ (Leica Summilux) เป็นเลนส์ที่เสียวหมี่พัฒนาร่วมกับแบรนด์กล้องดังจากเยอรมันอย่างไลกา (Leica) ที่เป็นพาร์ตเนอร์กันมาตั้งแต่ปี 2022 กล้องหลักใช้เซ็นเซอร์ Light Fusion 900 สามารถเก็บ Dynamic Range หรือค่าความต่างแสง 13.5 EV ทำให้สามารถถ่ายภาพที่มีความโดดเด่นเรื่องแสงได้ดี รูรับแสง f/1.6 ใช้ชุดเลนส์ 7 ชิ้น พร้อมเคลือบสาร ALD ช่วยให้แสงสะท้อนต่ำ พร้อมเซนเซอร์กันสั่น OIS ส่วนกล้องอัลตราไวด์ ค่ารูรับแสง 𝑓/2.2 มุมกว้าง 115 องศา กล้องเทเลโฟโต ค่ารูรับแสง 𝑓/2.0 ระยะซูม 75 มม. ถ่ายแบบใกล้ได้ถึง 10 ซม. ส่วนกล้องหน้าความละเอียดอยู่ที่ 32 ล้านพิกเซลด้านการแสดงผล Xiaomi 14 มีหน้าจอ CrystalRes AMOLED 1.5K ขนาด 6.36 นิ้ว ค่า Refresh Rate สูงถึง 120Hz ทำให้มีความลื่นไหล ค่าความสว่าง 3,000 นิตส์ จึงยังมองเห็นได้ชัดแม้อยู่กลางแดดในด้านระบบปฏิบัติการโดดเด่นด้วยการเป็นรุ่นแรกของโลกที่ใช้ชิป Snapdragon 8 Gen 3 และที่โดดเด่นอีกอย่างก็คือใช้ระบบปฏิบัติการเสียวหมี่ ไฮเปอร์ โอเอส (Xiaomi HyperOS) ซึ่งก็คือแอนดรอยด์ 14 ที่เสียวหมี่มีการพัฒนาเพิ่มเติมให้สามารถใช้ร่วมกันได้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ของเสียวหมี่ได้ ไม่ว่าจะสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต สมาร์ตโฮม และรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตในด้านแบตเตอรี่ มีขนาด 4,610mAh รองรับการชาร์จไว 90W รองรับชาร์จไร้สาย 50W สามารถชาร์จจาก 0 - 100% ได้ภายใน 31 นาทีXiaomi 14 Ultraสำหรับรุ่นพี่ใหญ่ Xiaomi 14 Ultra หน้าจอใหญ่กว่ารุ่นน้อง อยู่ที่ 6.73 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1440 x 3200 พิกเซล รองรับสีมากถึง 68,000 ล้านสี ส่วนเรื่องกล้องรุ่นนี้จะมีกล้อง 4 ตัว ที่ทุกตัวมีความละเอียด 50 ล้านพิกเซล กล้องหลัก Leica Summilux ใช้เซ็นเซอร์ Sony LYT-900 และจุดเด่นอีกอย่างคือสามารถปรับรูรับแสงได้ผ่านฮาร์ดแวร์ไม่เหมือนสมาร์ตโฟนส่วนใหญ่ที่ปรับผ่านซอฟต์แวร์ส่วนกล้องรองทั้ง 3 ตัวใช้เซ็นเซอร์แบบเดียวกันคือ IMX858 โดยจะมี กล้อง Telephoto ระยะซูม 75 มม. f/1.8 ซูมแบบออปติคัลได้ 3.2 เท่า ถ่ายภาพ close-up macro และถ่ายโหมด Portraits ได้สวยกว่าเดิม กล้อง Periscope Telephoto ระยะซูม 120 มม. ค่ารูรับแสง f/2.5 ซูมแบบออปติคัลได้ 5 เท่า และกล้อง Ultrawide ระยะซูม 12 มม. f/1.8 ที่สามารถถ่ายได้กว้างถึง 122 องศา ด้านแบตเตอรี่ จะมีความจุอยู่ที่ 5,300 mAh มีระบบชาร์จไว 90W และรองรับชาร์จไวไร้สาย 80Wทั้งนี้เสียวหมี่ 14 Series เปิดตัวในจีนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 แต่เพิ่งจะเปิดตัว Global Version เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ในงาน Mobile World Congress 2024 หรือ MWC 2024 ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน ใน Global Version นี้จะมีแค่ 2 รุ่น คือ Xiaomi 14 และเสียวหมี่ 14 Ultra ส่วนรุ่นกลางอย่าง Xiaomi 14 Pro จะมีขายแค่ในประเทศจีนส่วนราคาในไทย รอเสียวหมี่ประกาศอย่างเป็นทางการอีกทีวันที่ 13 มีนาคม 2024 ที่จะถึงนี้
TNN ช่อง16 • 8 มี.ค. 67
อ่าน
กริปเสริมถ่ายรูปของ Xiaomi 14 Ultra สามารถใช้กับสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่นได้แม้กระทั่ง iPhone
Xiaomi เปิดตัวสมาร์ตโฟนระดับท็อป Xiaomi 14 Ultra ที่มาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมอย่างกริปที่จะช่วยให้การใช้งานถ่ายภาพคล่องขึ้นกว่าเดิม ที่น่าสนใจคือกริปตัวนี้รองรับการใช้งานกับสมาร์ตโฟนรุ่นอื่น ๆ ด้วย ไม่จำกัดแค่ Xiaomi 14 Ultra เท่านั้น นักรีวิวบน Weibo ชื่อ Xiaobai Tech Review พบว่ากริปเสริมสำหรับถ่ายภาพของ Xiaomi 14 Ultra สามารถใช้งานร่วมกับสมาร์ตโฟนแบรนด์อื่น ๆ ในตลาดอย่าง OPPO, vivo, Honor หรือแม้แต่ iPhone ก็สามารถใช้งานได้ด้วยเช่นเดียวกัน นี่คือรายชื่อสมาร์ตโฟนเรือธงที่รองรับการใช้งานร่วมกับกริปเสริมสำหรับถ่ายภาพของ Xiaomi ซึ่งถือว่ารองรับเยอะมาก ไม่จำกัดเฉพาะแค่แบรนด์ตัวเองเท่านั้น (แหล่งที่มาแปลมาจากภาษาจีนอีกที) น่าเสียดายที่กริปดังกล่าวไม่สามารถใช้งานร่วมกับ Samsung Galaxy S24 Ultra, Huawei Mate 60 Pro และ Nubia Z60 Ultra น่าจะเป็นเพราะเรื่องขนาดและการออกแบบทำให้ไม่สามารถใส่กับสมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าวได้ครับ ที่มา Android Authority
แบไต๋ • 28 ก.พ. 67
ดูเพิ่มเติม