TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#SmartHome” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Extreme Smart Home EP.5 เปลี่ยนแอร์ธรรมดาให้คุมผ่านมือถือได้ อ่านค่าได้ทุกอย่าง
วันนี้พามาดูโมดูลเทพ ไว้ใช้งานกับแอร์และบอกเลยว่า คนไทยเป็คนสร้าง ออกแบบ สามารถเชื่อมต่อระบบ TUYA
ExtremeIT • 1 วันที่แล้ว
อ่าน
ทรูออนไลน์ เปิดตัว TrueOnline Home Next พลิกบทบาทจากเน็ตบ้านสู่ AI Smart Home
เฮ้ เอมี่...ดูแลบ้านให้ด้วย! ทรูออนไลน์ พลิกบทบาทจากเน็ตบ้านสู่ AI Smart Home รายแรกในไทย เปิดตัว TrueOnline Home Next ผสานเน็ตบ้านคุณภาพ อุปกรณ์ IoT อัจฉริยะ AI ชู TrueX Home Hub ศูนย์กลางควบคุมบ้านอัจฉริยะ พร้อม เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ เพื่อนรู้ใจคนในบ้าน TrueOnline Home Next พลิกบทบาทจากเน็ตบ้านสู่ AI Smart Home ทรูออนไลน์ เดินหน้าย้ำภาพ First Mover อีกครั้งในฐานะผู้นำตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านอันดับหนึ่ง เปิดตัว TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต ครั้งแรกของไทยที่พลิกโฉมเน็ตบ้านไปอีกขั้น จากการเชื่อมต่อสู่ประสบการณ์บ้านอัจฉริยะสุดล้ำ ที่ช่วยดูแลคนในบ้านอย่างครบวงจร เปลี่ยนบ้านธรรมดาให้กลายเป็น AI Smart Homeยกระดับคุณภาพชีวิตทั้งด้านความปลอดภัยและความสะดวกสบายของสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้อย่างชาญฉลาด ผ่านการผสานเครือข่ายไฟเบอร์คุณภาพ อุปกรณ์ IoT อัจฉริยะ AI ผ่าน Smart Home Ecosystem จาก TrueX ร่วมสร้างระบบนิเวศอัจฉริยะที่เชื่อมโยงทุกเทคโนโลยีเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ ไฮไลท์สำคัญคือ TrueX Home Hub ศูนย์กลางการควบคุมอัจฉริยะประจำบ้าน มาพร้อม เอมี่ (Ami) ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมบ้านและตอบคำถามทั่วไปที่สั่งงานได้ด้วยเสียงภาษาไทยทั้งยังเติมเต็มประสบการณ์บ้านอัจฉริยะอย่างครบวงจร ตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย ความบันเทิง และการจัดการระบบพลังงานภายในบ้าน ด้วยหลากหลายอุปกรณ์อัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น AI CCTV ครั้งแรกในไทยของกล้องวงจรปิดที่มี AI อัจฉริยะ ที่นอกจากแยกแยะบุคคล เสียงเด็กร้อง และสัตว์เลี้ยงแล้ว ยังรองรับการแยกแยะพฤติกรรมการใช้ชีวิตหรือพฤติกรรมอันตรายของสัตว์เลี้ยง และสรุปออกมาเป็นสถิติและคำแนะนำในการเลี้ยงดูได้เป็นภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติ, กล่อง TrueID TV Gen3 กล่องทีวี AI อัจฉริยะความคมชัดระดับ 4K HDR ที่มาพร้อมกล้องในตัว ยกระดับความบันเทิงทุกรูปแบบ ทั้งการออกกำลังกาย เล่นเกมแบบไร้คอนโทรลเลอร์, อุปกรณ์อัจฉริยะ อาทิ สมาร์ทปลั๊กพร้อมฟีเจอร์ดูการใช้งานพลังงาน หรือหลอดไฟอัจฉริยะที่สามารถปรับไฟเป็นโหมด Biorhythm ปรับแสง-สีไฟตามนาฬิกาชีวภาพอัตโนมัติ รวมถึง Solar Smart Home Solution จาก Altervim ที่ช่วยให้ทุกวันของทุกคนในบ้านง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น ประหยัดพลังงานมากขึ้น และพร้อมสำหรับอนาคตมากขึ้น คุณฐานพล มานะวุฒิเวช หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านโฮมคอนเนคทิวิตี้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า วันนี้ตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านในประเทศไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนที่สำคัญ แม้ฐานผู้ใช้งานจะมีประมาณ 10.41 ล้านราย และอัตราการเติบโตเริ่มทรงตัวอยู่ที่ 1-2% แต่ความต้องการของผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ลูกค้าไม่ได้มองหาเพียงเน็ตบ้านที่เร็วแรงอีกต่อไป แต่ต้องการโซลูชันที่ช่วยให้ชีวิตในบ้านสะดวก ง่าย ปลอดภัย และดูแลกันได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน บ้านยุคใหม่เริ่มเต็มไปด้วยอุปกรณ์ IoT โดยจากรายงาน Digital 2025 : Thailand ของ We Are Social และ Meltwater เผยตัวเลขที่น่าสนใจของตลาด Smart Home ในประเทศไทยปี 2025 พบว่า มีครัวเรือนไทยที่เลือกใช้อุปกรณ์ Smart Home แล้วกว่า 12.3 ล้านชิ้น อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ควรทำให้ชีวิตง่ายขึ้น กลับกลายเป็นความ ยุ่งยากซับซ้อนของหลายครอบครัวที่ต้องจัดการมากขึ้น ต้องคอยสั่ง คอยตั้งค่า และคอยควบคุมทุกอย่างด้วยตัวเอง ทรูออนไลน์จึงมองเห็นโอกาสในการยกระดับเน็ตบ้านไปอีกขั้น สู่การเป็นผู้นำ AI Smart Home รายแรกในไทยที่เชื่อมเครือข่ายคุณภาพ อุปกรณ์ IoT อัจฉริยะ และเทคโนโลยี AI เข้าไว้ด้วยกันอย่างไร้รอยต่อด้วย TrueX Home Hub ที่มาพร้อม เอมี่ สั่งการได้ด้วยภาษาไทย 100% ล่าสุด ทรูออนไลน์ เปิดตัว TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต ผนวกเทคโนโลยี AI และ Smart Home จาก TrueX ที่จับมือกับ Tuya ผู้นำ AI IoT Cloud Platform ชั้นนำของโลกและ T3 Technology นำเทคโนโลยี Smart Home ระดับโลกมาสู่ครัวเรือนไทย เพื่อสร้างประสบการณ์บ้านอัจฉริยะที่ไม่ใช่แค่เชื่อมต่อ แต่สามารถดูแลชีวิตของทุกคนในบ้านได้อย่างแท้จริง ทั้งในมิติของความสะดวกสบาย ปลอดภัย และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนไทยยุคใหม่มากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เรายังมี TrueX Home Hub ศูนย์กลางควบคุมบ้านอัจฉริยะ พร้อม เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่เป็นเสมือนเพื่อนรู้ใจของทุกคนในบ้าน สั่งงานได้ด้วยเสียงภาษาไทย สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ TrueX ต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ Tuya กว่า 3,000,000 ชิ้นในไทยได้อย่างง่ายดาย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การเปิดตัว TrueOnline Home Next ในครั้งนี้ คือการประกาศจุดยืนของเน็ตบ้านอันดับหนึ่งที่ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงสัญญาณความเร็วสูงอีกต่อไป แต่กำลังพาเน็ตบ้านเข้าสู่ยุคใหม่ที่ทำให้ บ้าน ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่อาศัย พร้อมเป็นผู้ช่วยดูแลชีวิตของทุกคนในครอบครัว ด้วยพลังเทคโนโลยีและ AI ที่พร้อมดูแลทุกชีวิตในบ้านด้วยหัวใจ เพราะเราเชื่อว่า เทคโนโลยีที่ดีที่สุด ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่เข้าใจผู้คนจากหัวใจ ซึ่ง เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะคนใหม่นี้ ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า Ami ในภาษาฝรั่งเศส ที่แปลว่า เพื่อน และภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ความรัก สะท้อนบทบาทของ AI ที่ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่เป็นผู้ช่วยที่ใกล้ชิด เข้าใจ และพร้อมอยู่เคียงข้างผู้ใช้งานในทุกวัน สำหรับอัตลักษณ์ใหม่ของ TrueOnline Home Next ดีไซน์ภายใต้แนวคิด Ripple หรือ ระลอกคลื่นของการเชื่อมต่อที่เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของสัญญาณอินเทอร์เน็ตบ้านเพียงจุดเดียว แต่สามารถแผ่ขยายไปสู่ทุกประสบการณ์การใช้ชีวิตภายในบ้าน ตั้งแต่ WiFi ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ในบ้านสู่ระบบ บ้านอัจฉริยะ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ความบันเทิง และความปลอดภัย ซึ่งทุกองค์ประกอบจะถูกเชื่อมโยงถึงกัน เพื่อส่งต่อและเติมเต็มความสุขของทุกคนในบ้าน ให้สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น ฉลาดขึ้น และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้ ทรูออนไลน์ ยังส่งภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ https://youtu.be/oqgrQ9WohdI ถ่ายทอด Insight ของสังคมยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีมักถูกมองว่าทำให้คนในครอบครัวใช้เวลาร่วมกันน้อยลง แต่ TrueOnline Home Nextจะเชื่อมความสัมพันธ์ของทุกคนในบ้านให้ใกล้ชิดกันยิ่งขึ้นผ่านการใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมร่วมกัน นี่คือคำสัญญาของแบรนด์ (Brand Promise) ที่ทรูออนไลน์มุ่งมั่นจะเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะที่รู้ใจและพร้อมดูแลชีวิตสมาชิกทุกคนในบ้านอย่างดีที่สุด คุณโอลิเวอร์ กล่าวสรุป ยิ่งไปกว่านั้น ทรูออนไลน์ ยังจัดเอ็กซ์คลูซีฟโชว์เคส เนรมิตพื้นที่บริเวณลานลิฟต์แก้ว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ให้ทุกคนได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ TrueOnline Home Next ให้บ้านดูแลชีวิต ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ 3 รูปแบบผ่านบรรยากาศจำลองภายในบ้านที่ตกแต่งอย่างลงตัวด้วยเฟอร์นิเจอร์จาก SB Furniture สะท้อนความเชื่อมโยงเทคโนโลยี AI เข้ากับชีวิตประจำวันของสมาชิกทุกคนในบ้านได้อย่างไร้รอยต่อ สายเฮลตี้และไลฟ์สไตล์คนเมือง: บ้านยุคใหม่ ไม่ได้แค่มีอินเทอร์เน็ต แต่ต้องช่วยให้ชีวิตดีขึ้นในทุกวัน คุณเกรซ กาญจน์เกล้า ร่วมถ่ายทอดการใช้ชีวิตคนเมืองที่กำลังเตรียมตัวจะไปออกกำลังกายที่สวนลุมฯ แต่ฝนตก ทำให้ต้องเปลี่ยนแผนอยู่บ้านแทน คุณเกรซ จึงให้ TrueOnline Home Next กับ เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ช่วยดูแล เพียงสั่งงานด้วยเสียง ก็สามารถเปิด AI Fitness บน TrueID TV Gen 3 ปรับแอร์ เปิดไฟ และเปิดโหมดออกกำลังกายให้พร้อมเพิ่มความฟิตและเฟิร์มได้ทันที นิวเจเนอเรชันและคนรักสัตว์เลี้ยง (Pet Parent): ถ่ายทอดความสดใสของ คุณแป้น และน้องหมา จุ๊มเหม่ง เมื่อน้องจุ๊มเหม่งแอบหนีออกไปเที่ยวเล่น คุณแป้นก็ยังสามารถติดตามน้องเจอได้จาก Smart Pet Tracker แต่หากคุณแป้นต้องปล่อยให้น้องจุ๊มเหม่งอยู่บ้าน ก็มีกล้อง AI CCTV พร้อม ฟีเจอร์ AI Pet Care ช่วยให้คนเลี้ยงสัตว์ดูแลน้องได้แบบ 24 ชั่วโมงแม้ไม่อยู่บ้าน อีกทั้งยังสามารถ ตรวจจับพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาทิการกิน-หาว-เล่น-เลียขน และพฤติกรรมเสี่ยง ที่มีการแจ้งเตือนทันทีอาทิ ต่อสู้-แทะเฟอร์นิเจอร์-ไล่หาง-กัดสายไฟ และสรุปโมเมนต์สำคัญ และที่สำคัญที่สุดคือนำพฤติกรรมที่ถูกจำแนกไปสรุปสถิติและแนะนำแนวทางในการเลี้ยงดูทั้งกายและจิตใจในทุกๆ วัน เพื่อให้เจ้าของเข้าใจและปรับเปลี่ยนการดูแลน้องให้เหมาะสม และเมื่อกลับมาถึงบ้าน แต่อยากรู้ว่าน้องเล่นอะไร กินอะไรบ้าง หรือมีพฤติกรรมเสี่ยงอะไรหรือไม่ แค่เพียงสั่งงานด้วยเสียง ผ่าน เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ บน TrueX Home Hub จะช่วยตอบคำถามเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง และเรียกภาพน้องจากกล้อง AI CCTV ผ่าน TrueX Home Hub ให้ดูได้ด้วยกล่อง Trued บน TV ทันที เติมเต็มความห่วงใยและการดูแลผู้สูงอายุ: หม่าม้า ที่อยู่บ้านคนเดียว เมื่ออากาศเริ่มร้อน TrueOnline Home Next พร้อม เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ ทำงานร่วมกับสมาร์ทปลั๊กเพียงแค่พูด พัดลมก็เปิดได้ทันที ไม่ต้องก้ม ไม่ต้องเปิดแอปบนมือถือ ไม่ต้องเดินไปกดสวิตช์ นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งเปิดแอร์ และปรับไฟเป็นโหมดBiorhythm ปรับแสง-สีไฟตามนาฬิกาชีวภาพอัตโนมัติเพื่อให้เหมาะกับผู้สูงวัยมากขึ้น ลดความจ้า และช่วยให้สบายตา ด้วยสมาร์ทปลั๊กและยิ่งไปกว่านั้น ยังมี Smart SOS Button สำหรับผู้สูงวัยที่อยู่บ้านคนเดียว ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น หกล้ม เจ็บป่วย หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย สามารถกดเพียงปุ่มเดียว ระบบก็จะแจ้งเตือนไปยังลูกหลานได้ทันที รวมถึงมีกล้องวงจรปิดที่ช่วยให้ลูกหลานดูแลความปลอดภัยได้ตลอดเวลา แม้ไม่ได้อยู่บ้านด้วยกัน ร่วมสัมผัสประสบการณ์ AI Home Connectivity กับหลากหลายอุปกรณ์อัจฉริยะ อาทิ Hybrid Router, Smart Home Router, AI CCTV, Smart Plug, Smart Bulb, Door/Window Sensor, Presence Sensor, IR Remote, Mesh WiFi, Solar Smart Home Solution จาก Altervim และอุปกรณ์ AI IoT Smart Home อื่นๆ อีกมากมาย ที่มาพร้อมแพ็กเกจ TrueOnline Home Next สุดคุ้ม ตอบโจทย์ทุกเจเนอเรชันได้แล้ววันนี้ ที่ทรูช็อปทุกสาขา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.true.th/trueonline พิเศษ! ลูกค้าทรูออนไลน์สามารถรับ เอมี่ ผู้ช่วยอัจฉริยะ มาช่วยดูแลบ้านได้ในราคาสุดคุ้มเพียง 119 บาทต่อเดือน จากปกติ 179 บาทต่อเดือน พร้อมเพิ่มความสบายใจ ไร้กังวล ให้คนรักสัตว์ด้วยบริการ Pet AI Care ผู้ช่วย AI ดูแลสัตว์เลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง ในราคาเพียง 99 บาทต่อเดือน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ธันวาคม 2569
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 23 พ.ค. 69
อ่าน
Smart Home 2025 แนะนำ gadget ที่ทำให้บ้านเราอัจฉริยะขึ้น
โลกของ Smart Home ในปี 2025 ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานรวมเทคโนโลยี AI และ IoT (Internet of Things) ที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างแท้จริง และนี่คือ Gadget สมาร์ทโฮมที่น่าสนใจและจะทำให้บ้านของคุณอัจฉริยะขึ้นในปี 2025 ที่ TrueID นำมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกันครับ 1. ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Smart Assistants) ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในบ้าน ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ Alexa หรือ Google Assistant รุ่นเดิมๆ แล้วนะครับ แต่เป็นเวอร์ชันที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ได้ดีขึ้นมาก คาดการณ์ความต้องการของคุณได้ และสามารถซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น ทำไมถึงอัจฉริยะขึ้น? ด้วยพลังของ AI ทำให้ผู้ช่วยเหล่านี้สามารถเรียนรู้พฤติกรรมและความชอบของคุณได้อย่างละเอียด เช่น ปรับแสงไฟตามอารมณ์หรือเวลาที่เหมาะสม, สั่งการอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกันด้วยคำสั่งเดียวที่ซับซ้อนขึ้น โดยตัวอย่างอุปกรณ์กลุ่มนี้ก็เช่น Amazon Echo (Next-Gen Alexa Plus), Google Nest Hub (รุ่นใหม่), Apple HomePod (พร้อม Emotional Intelligence) ที่พัฒนาความสามารถในการรับรู้อารมณ์จากเสียงนั่นเอง 2. เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ (Smart Thermostats with Adaptive Learning) เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ คือเทคโนโลยีที่ไม่ได้แค่ใช้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์เท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ อุณหภูมิที่คุณชื่นชอบ และแม้กระทั่งสภาพอากาศภายนอก เพื่อปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้นั้นใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การมีคนอยู่ในห้อง การเปิด-ปิดหน้าต่าง และพยากรณ์อากาศ เพื่อปรับระบบ HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning) ให้ประหยัดพลังงานสูงสุดและรักษาระดับความสบายที่แม่นยำ โดยอุปกรณ์ที่มีฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Ecobee SmartThermostat with Occupancy Prediction, Google Nest Thermostat ที่มีการพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้น 3. ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า (Smart Security Systems with Facial Recognition) ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า คือ กล้องวงจรปิดและระบบล็อกประตูที่ไม่ได้แค่ตรวจจับความเคลื่อนไหว แต่สามารถจดจำใบหน้าของคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตได้ และแจ้งเตือนเมื่อพบคนแปลกหน้า หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยระบบนี้จะใช้ AI ช่วยให้ระบบสามารถแยกแยะระหว่างคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของได้ ลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (False Alarms) และสามารถวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เช่น หากมีคนวนเวียนอยู่หน้าบ้านนานผิดปกติ ก็จะส่งการแจ้งเตือนพร้อมวิดีโอคลิปไปยังสมาร์ทโฟนของคุณได้ทันที ตัวอย่างอุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Lockly Styla (Smart Lock with 2K camera, doorbell, facial recognition), Google Nest Cam (with Person Recognition), และ Arlo Security Camera (with AI-powered alerts) 4. ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ (Smart Lighting with Scene Recognition Circadian Systems) ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ เป็นระบบที่ไม่ใช่แค่การเปิด-ปิดไฟผ่านแอป แต่เป็นระบบที่ปรับความสว่าง สี และอุณหภูมิสีของแสงไฟโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ (เช่น ดูหนัง, ทำงาน, พักผ่อน) และยังสามารถปรับตามวงจรชีวิตประจำวัน (Circadian Rhythm) ของมนุษย์เพื่อปรับอารมณ์และสร้างบรรยากาศในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยีนี้เรียนรู้จากตารางเวลาของคุณ แสงธรรมชาติที่เข้ามาในห้อง และแม้กระทั่งข้อมูลการนอนหลับของคุณ เพื่อปรับแสงไฟให้ช่วยให้คุณตื่นตัวในตอนเช้า และผ่อนคลายในตอนกลางคืน ถ้าอยากลองเทคโนโลยีนี้ ก็ลองหาอุปกรณ์เช่น Philips Hue (พร้อมการตั้งค่า Scene Recognition และ Dynamic Scenes), หรือ Lutron Caseta (พร้อม Daylight Harvesting) ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย 5. หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ฉลาดขึ้นและเชื่อมโยงได้ (Robot Vacuums That Map, Mop, and Integrate) หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในปัจจุบันมีความสามารถพัฒนาขึ้นมากครับ โดยเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น/ถูพื้นที่สามารถสร้างแผนที่บ้านได้อย่างแม่นยำ หลบหลีกสิ่งกีดขวาง (รวมถึงสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างอุจจาระสัตว์เลี้ยง) และบางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮมอื่นๆ ได้ เช่น ดูดฝุ่นเสร็จแล้วสั่งให้หุ่นยนต์ถูพื้นทำงานต่อ เป็นต้น ความฉลาดนี้จะมี AI ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถระบุชนิดของพื้นผิว ทำความสะอาดในจุดที่สกปรกมากเป็นพิเศษ และกลับไปที่แท่นชาร์จเพื่อเทฝุ่นหรือเติมน้ำได้เองแบบสะดวกสุดๆ ตัวอย่างของอุปกรณ์ประเภทนี้ก็ได้แก่ iRobot Roomba Combo j9+ (พร้อมการหลบหลีกอัจฉริยะและการล้างถูพื้นอัตโนมัติ), หรือ SwitchBot K20+ Pro (สามารถเชื่อมต่อกับโมดูลอื่นๆ เช่น พัดลม, เครื่องฟอกอากาศ, กล้อง) 6. ตู้เย็นอัจฉริยะพร้อมจดจำอาหาร (Smart Refrigerators with Food Recognition Inventory Management) บอกลาตู้เย็นแบบเดิมๆ ที่ใช้แช่อาหาร แต่เพิ่มเติมด้วยความฉลาดเข้าไป โดยเป็นตู้เย็นที่มีกล้องภายในและ AI สามารถระบุชนิดของอาหารที่มีอยู่ วันหมดอายุ และแนะนำสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่คุณมี หรือแจ้งเตือนเมื่ออาหารกำลังจะหมด เทคโนโลยีมีประโยชน์มาก ซึ่งช่วยลด Food Waste และช่วยให้การจัดการครัวเรือนเป็นเรื่องง่ายขึ้น สามารถสร้างลิสต์รายการของที่ต้องซื้อได้โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากลองนวัตกรรมนี้ ลองดูเป็น Samsung Bespoke AI Home Line (กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า AI-powered) เลยครับ 7. ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน (Smart Plugs and Energy Monitors) ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน เป็นอุปกรณ์ราคาไม่แพงที่สามารถแปลงเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาให้กลายเป็น Smart Device ได้ ช่วยให้คุณควบคุมการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบการใช้พลังงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้นได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เราใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี 2025 ปลั๊กอัจฉริยะจะมาพร้อม AI-enhanced insights ที่จะให้คำแนะนำในการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นโดยอัตโนมัติมากมาย ยกตัวอย่างเช่น TP-Link Kasa Smart Plugs, หรือ Sense Energy Monitor (with Appliance Detection) ก็น่าสนใจครับ สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญของ Smart Home 2025 คือการผสานรวม (Integration) และการเรียนรู้ (Learning) ด้วย AI ทำให้บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่รวมของ Gadget แต่เป็น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น สามารถปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างชาญฉลาด และมุ่งเน้นไปที่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health Wellness) รวมถึง ความยั่งยืนและการประหยัดพลังงาน (Sustainability Energy Efficiency) มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 2 ส.ค. 68
อ่าน
ORN จับมือ BPS เสิร์ฟโซลูชั่น SMART HOME
#ทันหุ้น - ORN จับมือพันธมิตร BPS พัฒนาสู่การเป็นที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฮม (Smart Home) นำร่อง 3 โครงการคอนโดมิเนียม Arise (เจริญเมือง) ,The Next (เจ็ดยอด) และThe Next (รวมโชค) เพื่อการอยู่อาศัยครบวงจร อำนวยความสะดวกลูกบ้าน ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เพิ่มมูลค่าโครงการ เสริมจุดขาย สร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้น นายอรรคเดช อุดมศิริธำรง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรสิริน โฮลดิ้ง จํากัด (มหาชน) หรือ ORN กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท บีพีเอส เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ BPS เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2567 เพื่อให้สิทธิ BPS ในการพัฒนา จัดหา และติดตั้ง ระบบเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (FTTx) รวมทั้งอุปกรณ์ Smart Home หรือผลิตภัณฑ์ให้บริการสำหรับบ้านเบอร์ 5แก่โครงการต่าง ๆ ของ อรสิริน โดยเริ่มนำร่องที่โครงการแนวสูง ได้แก่ โครงการ Arise (เจริญเมือง) , The Next (เจ็ดยอด) และ The Next (รวมโชค) โดยบริษัท บีพีเอส เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ BPSเป็นผู้มีความเชี่ยวชาญเทคโนโลยีในการสื่อสารและพลังงาน พร้อมทั้งมีใบอนุญาตประกอบกิจการ โทรคมนาคมและเป็นบริษัทจัดการพลังงานไทย สามารถออกแบบระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง 5G ,จานดาวเทียม ,CCTV และ Solar Rooftop อีกทั้งมีบริการสินเชื่อบ้าน GO GREEN ร่วมกับสถาบันการเงินต่าง ๆ ไว้รองรับ สินเชื่อต้นทุนทางการเงินที่ต่ำสำหรับลูกบ้านอีกด้วย ORN มุ่งมั่นกลยุทธ์พัฒนาที่อยู่อาศัยตอบโจทย์ความต้องการกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน ด้วยการออกแบบฟังก์ชันและนวัตกรรมการอยู่อาศัยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ลูกบ้านทุกโครงการ โดยนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ในระบบต่าง ๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะระบบไฟฟ้า ระบบรักษาความปลอดภัย ระบบพลังงาน หรือระบบควบคุมต่าง ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ การอยู่อาศัยยุคใหม่ รวมทั้งเป็นการสร้างจุดเด่นที่เหนือกว่าโครงการอื่น ๆ ในตลาด ผลักดันยอดขาย สร้างรายได้ประจำเพิ่มขึ้น สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มั่นใจว่า จะเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงการของกลุ่มบริษัท อรสิริน ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน นายอรรคเดช กล่าว นายสุรพงษ์ สาเรชพันธุ์ ประธานบริษัท บีพีเอส เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ BPS กล่าวว่า BPS มีความเชี่ยวชาญและมีศักยภาพในการดูแลด้านการพัฒนา จัดหา และติดตั้ง ระบบไฟเบอร์ออพติกเพื่อการสื่อสาร FTTx รวมทั้งอุปกรณ์ Smart Home หรือผลิตภัณฑ์ให้บริการสำหรับบ้านเบอร์ 5 ทำให้ BPS มั่นใจว่าโครงการต่างๆ ที่เข้าร่วมใน MOU ครั้งนี้ จะเป็นโครงการที่ได้รับความสนใจและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยของลูกค้าได้ ความร่วมมือในครั้งนี้ จะถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทด้วยการหาพันธมิตร เพื่อมาต่อยอดทางธุรกิจให้มีความหลากหลาย และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BPS ที่ต้องการเป็นผู้นำในธุรกิจในนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์เทรนอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด One Stop Service ของการเป็น Green Home Solution นอกจากนี้จะเป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ BPS ภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ต่อไปในอนาคต
ทันหุ้น • 26 มี.ค. 67
อ่าน
เปิดตัว Smart Home Flagship Store แห่งแรกในไทย ที่ SB Design Square คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ !
Samsung ได้ร่วมกับ SB Design Square, Copperwired, Phillips Hue ได้ประกาศความร่วมมือกันเปิด Smart Home Flagship Store แห่งแรกในประเทศไทย ที่ใช้แพลตฟอร์ม SmartThings ที่เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ซึ่งสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันนี้เลย ซึ่ง Smart Home Flagship Store เปิดที่เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) โดยแบ่งออกเป็น 3 โซน คือ Zone 1: Pantry room หรือโซนห้องครัว ที่ได้มีการจัดวาง Use-Case ของการตั้งค่าระบบ Smart Home ในห้องครัว ตั้งแต่ขั้นตอนเตรียมวัตถุดิบที่สามารถจัดเตรียมได้ก่อนถึงบ้าน หรือจะสร้างบรรยากาศของการทำอาหารให้สนุกด้วยการตั้งค่าสีไฟใน Phillips Hue, การตั้งค่าเก้าอี้ให้ตรวจจับการเลื่อนออกอัตโนมัติ แล้วเปลี่ยนบรรยากาศและเครื่องซักผ้าที่สามาถควบคุมได้ผ่าน SmartThings เพียงแอปฯเดียวเท่านั้น Zone 2: Bedroom หรือโซนห้องนอน ที่เราสามารถใช้ SmartThings ตั้งค่าห้องนอนให้พร้อมใช้ตั้งแต่ก่อนเรากลับมาถึงบ้าน รวมไปถึงการตั้งค่าโหมดของห้องนอนให้เป็น พักผ่อนหรือทำกิจกรรมความบันเทิงต่างๆ สร้างบรรยากาศที่ดีด้วยไฟหลากหลายแบบ หรือจะ Sync แสงไฟไปกับหนัง เกม หรือเสียงเพลง ให้แสงไฟเปลี่ยนไปตามภาพบนโทรทัศน์ก็ได้เช่นกัน ไปจนถึงการเปลี่ยนเป็นโหมดพร้อมนอนในปุ่มเดียวก็ได้ Zone 3: Living room หรือโซนห้องนั่งเล่น ที่จะเพิ่มระบบต่าง ๆ ให้พร้อใช้งานแบบอัตโนมัติ หรือตั้งค่าอุปกดรณ์ iOT สำหรับสัตว์เลี้ยงจากปุ่มเดียว หรือจะใช้ระบบอัตโนมัติภายในห้อง ให้เปลี่ยนโหมดการใช้งานต่าง ๆ ได้ตามที่เราตั้งไว้ก็ได้ ให้พักผ่อนได้สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม หรือกระทั่ง Samsung Galaxy SmartTag 2 ที่ใช้ติดกับสัตว์เลี้ยงก็สามารถคุมผ่านแอปฯเดียวได้เช่นกัน นายพิเดช ชวาลดิฐ กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เอสบี เฟอร์นิเจอร์ กล่าวว่า ความร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ในครั้งนี้ ทำให้สามารถสร้างบริการ ‘สมาร์ทโฮม อีโคซิสเต็ม’ แบบครบจบในที่เดียว รวมถึงการสร้าง Smart Home Flagship Store แห่งแรกของไทยที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ก็จะทำให้ลูกค้าที่เข้าชมได้รับประสบการณ์ตรง ได้ลองใช้ระบบจริง ๆ สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตที่สมาร์ตขึ้น ซึ่งการออกแบบห้องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ห้องครัว ห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น ห้องทำงาน ห้องนอน ก็จะสามารถออกแบบไปพร้อมกับการติดตั้งอุปกรณ์ IoT จากแบรนด์พาร์ตเนอร์ ซึ่งทำให้ห้องได้วางระบบตั้งแต่ก่อนตกแต่งบ้านได้เลย นอกจากนั้น ระบบเหล่านี้ก็สามารถควบคุมการทำงานผ่าน แพลตฟอร์ม SmartThings อย่างเดียวได้อีกด้วย นางเจนนิเฟอร์ ซอง ประธาน บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า ภารกิจของซัมซุง คือ ‘Bring Calm to Our Connected World’ หรือการนำความสงบมาสู่โลกที่เชื่อมต่อผ่านศูนย์กลางการควบคุมอุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่าน SmartThings แพลตฟอร์มที่จะช่วยจัดการอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านให้ง่ายขึ้น สะดวกสบายขึ้น ทำบ้านให้สมาร์ตมากขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ เพื่อให้ SmartThings Ecosystem เกิดขึ้นได้อย่างแข็งแรงด้วยอุปกรณ์ที่รองรับที่ได้เพิ่มเข้ามา โดยระบบ SmartThings คือระบบ Smart Home ที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อ ตรวจสอบ และควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ่านแอปพลิเคชันในสมาร์ตโฟน ที่สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ IoT ได้สูงสุด 200 ชนิด ซึ่งปัจจุบัน SmartThings รองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้ากว่า 5,000 ชนิด จาก 300 แบรนด์ และควบคุมได้ผ่านแอปพลิเคชัน SmartThings บนสมาร์ทโฟน (ทั้ง Android และ iOS), แท็บเล็ต, สมาร์ตวอทช์, ทีวี และตู้เย็น ให้บ้านสามารถควบคุมได้สะดวกขึ้น และควบคุมการใช้พลังงานผ่าน AI Energy Mode ที่ช่วยประหยัดค่าไฟสูงสุด 70% ได้ด้วย โดย SmartThings มีผู้ใช้มากกว่า 2.4 ล้านคนทั่วประเทศไทยแล้ว นายปรเมศร์ เหรียญเจริญสุข ประธาน บมจ.คอปเปอร์ ไวร์ด กล่าวว่า ทางคอปเปอร์ไวร์ดมีสินค้าจากหลายหมวดหมู่มากกว่า 2,000 รายการ จาก 200 แบรนด์ ตั้งแต่เซนเซอร์อัจฉริยะไปจนถึงระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งการร่วมมือในครั้งนี้ทำให้เกิดไลฟ์สไตล์ที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยอุปกรณ์ IoT หลากหลายแบรนด์ เช่น Aqara, Switchbot ,Nanoleaf ใช้เสริม Smart Home ในบ้านให้หลากหลาย และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน จาร์กันนาธาน ศรีนิวาสาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิกนิฟาย คอมเมอร์เชียล ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า Philips Hue (ฟิลิปส์ ฮิว) เป็นระบบไฟที่ปรัะบเปลี่ยนได้ ที่ตอบทุกไลฟ์สไตล์ และประหยัดพลังงาน โดย ฟิลิปส์ ฮิว เป็นระบบไฟที่รองรับแพลตฟอร์ม SmartThings อยู่แล้ว ทำให้ดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนระบบ Smart Home ในประเทศไทย โดยฟิลิปส์ ฮิว ได้เติมเต็ม ‘อารมณ์’ และ ‘ความสนุกสนาน’ ภายในบ้าน ผ่านการตั้งค่าแสงแบบซีนต่าง ๆ ทั้งแบบสำเร็จรูปและตั้งค่าเอง โดยสามารถSync แสงไฟกับหนัง, เกม Console & PC และเสียงเพลง เช่น Spotify ได้ ซึ่งช่วยสร้างประสบการณ์แสงแบบ Dynamic ในการสร้างอารมณ์ที่ดี ในช่วงเวลาที่คนอยู่บ้านมากยิ่งขึ้นได้ ใครที่สนใจอยากลองเล่นระบบสมาร์ตโฮมที่เต็มรูปแบบนี้ สามารถมาลองกันได้ที่ เอสบี ดีไซน์สแควร์ สาขา คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
แบไต๋ • 9 พ.ย. 66
อ่าน
"จาร์ตัน" เปิดตัว "JARTON Home" แพลตฟอร์ม IoT ครบวงจรใหญ่สุดในอาเซียนมั่นใจดันตลาด Smart Home โต 3-5เท่าใน 2 ปี
ข่าววันนี้ นายธีธัช จึงกานต์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท จาร์ตัน กรุ๊ป จำกัด ผู้นำด้านการผลิต ติดตั้งและส่งออก ระบบบ้านและอาคารครบวงจร เปิดเผยว่า ตลาด Smart Home ประเทศไทยภาพรวมมีอัตราเติบโตค่อนข้างช้า เมื่อเทียบกับต่างประเทศ เนื่องจากมีผู้ผลิตและนำเข้าสินค้าอุปกรณ์ IoT ที่หลากหลายจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้มีการพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองเพื่อควบคุมอุปกรณ์ที่หลากหลายตามไปด้วย แต่ลูกค้าไม่สะดวกที่จะใช้งานมากกว่า 1 แอปพลิเคชันในการควบคุมอุปกรณ์ในบ้านทั้งหมด จาร์ตัน กรุ๊ป จึงได้จัดตั้ง บริษัท จาร์ตัน เทคโนโลยี จำกัด ขึ้นมาเพื่อพัฒนา JARTON Home ให้กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ที่สามารถควบคุม อุปกรณ์ Smart Home ทุกแบรนด์ได้บนแอปพลิเคชันเดียว เริ่มจากสินค้า Smart Home ของ JARTON และพัฒนาจนสามารถใช้งานกับสินค้า ทุกแบรนด์ทั้งในและต่างประเทศได้ทั้งหมด JARTON Home ถือเป็น Smart Home Super App ที่สามารถควบคุมอุปกรณ์ในบ้านและอาคารได้อย่างครบวงจร สามารถใช้งานได้ทั้ง Mobile Application และ Web Application (www.JARTONHome.com) รองรับการสั่งงานผ่านคำสั่งเสียงทั้ง Google Assistant, Apple Siri, Amazon Alexa และสั่งงานผ่าน Apple Watch, Apple Home Kit, Samsung SmartThings ได้อีกด้วย ทั้งนี้ มีสินค้าแบรนด์ชั้นนำจากไทยและทั่วโลกที่อยู่ระหว่างการพัฒนา หรือสามารถสั่งงานผ่าน Application JARTON Home ได้แล้ว จำนวนมากกว่า 100 แบรนด์ ส่งผลให้ JARTON Home กลายเป็นแอปพลิเคชันกลาง (IoT Platform) ขนาดใหญ่และครบวงจรที่สุดในอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้น JARTON Home เป็น IoT Platform เดียวที่ได้รับการสนับสนุนจาก Depa (ดีป้า) หรือ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ในสังกัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในการผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับพันธมิตรจากทุกวงการ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยสามารถเข้าถึงระบบ IoT หรือ Smart Home ได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำที่สุด เป็นการลดช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) และขยายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรม JARTON Home มีระบบการใช้งานที่สะดวกและไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีระบบบริหารผ่านทั้ง Mobile และ Web Application เพื่อให้สินค้าแต่ละแบรนด์ สามารถเชื่อมต่อระบบการใช้งาน, การใช้คำสั่งเสียงและการใช้อุปกรณ์เสริมได้อย่างอิสระโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ สำหรับการใช้งานพื้นฐานทุกอุปกรณ์ โดยมีการใช้งานเพียง 3 ขั้นตอนคือ ดาวน์โหลด Application JARTON Home ได้ทั้งระบบ iOS และ Android พร้อมลงทะเบียนโดยใช้เบอร์โทรศัพท์ หรือ อีเมล, เชื่อมต่ออุปกรณ์ เข้ากับระบบ Wi-Fi วงเดียวกับโทรศัพท์ (เฉพาะครั้งแรก) และ เริ่มสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ ได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนบนโลก สำหรับ ภาพรวมตลาด Smart Home ในประเทศไทย แม้เติบโตไม่เท่ากับประเทศแถบยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากการระบาด Covd-19 ทำให้คนใช้เวลาอยู่บ้าน จึงมีส่วนผลักดันให้ตลาดเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดย Smart Home ในประเทศ มีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี โดยมีอุปกรณ์ Smart Home ในบ้านรวมทั้งหมดประมาณ 2.5 ล้านชิ้น ทั้งนี้ คาดว่า หลังจากเปิดตัว JARTON Home ที่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรกว่า 100 แบรนด์ และพันธมิตรระดับโลกอย่าง Apple HomeKit และ Samsung SmartThings เข้ามาร่วมกันทำการตลาด มั่นใจว่าตลาด Smart Home จะขยายตัวเพิ่มมากขึ้น 3-5 เท่าภายใน 2 ปี อย่างแน่นอน ในด้านทิศทางการดำเนินธุรกิจ จาร์ตัน กรุ๊ป ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้ง JARTON Holdings เป็นบริษัทแม่ ถือหุ้นในบริษัทลูก และ เตรียมหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner ในแต่ละธุรกิจภายในเครือทั้งหมด 6 บริษัท ซึ่งจะแยกกันตามประเภทธุรกิจ ได้แก่ JARTON Industry ธุรกิจผลิตและวิจัยสินค้าระบบรักษาความปลอดภัยครบวงจร เช่น เครื่องตรวจจับวัตถุระเบิด กล้องวงจรปิด เครื่อง X-Ray,JARTON Group ธุรกิจ Trading สินค้าระบบบ้านและอาคารครบวงจร เช่น ระบบ Smart Home ,JARTON Technology ธุรกิจ Technology พัฒนาและบริหารระบบ Software และ Application ทั้งหมด เช่น JARTON Home / JARTON Lock / JARTON CCTV, Nexitt ธุรกิจรับติดตั้งงานระบบอาคารครบวงจร แบบ Turnkey ,JARTON Network ธุรกิจเครือข่ายด้านสินค้าเทคโนโลยีและสินค้าสุขภาพ,Life Elevated ธุรกิจเพื่อสังคมด้านการฝึกอบรมและพัฒนาตนเอง สำหรับ ผลการดำเนินงานของกลุ่ม จาร์ตัน โฮลดิงส์ ในช่วงที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจและการระบาด Covid-19 ทำให้ต้องปรับลดลง 30% จากที่ตั้งเป้ารายได้รวมไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยสินค้าหลักยังคงเป็น ระบบบ้านและอาคารอัจฉริยะ ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นระบบ Smart Home, ระบบตรวจจับความปลอดภัยแบบอุโมงค์เดินผ่าน, ระบบกล้องวงจรปิดอัจฉริยะ โดยมีสัดส่วน 25% -ของยอดขายทั้งกลุ่ม ทั้งนี้ ในส่วนของการปรับโครงสร้าง จาร์ตัน กรุ๊ป คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน ที่จะสรรหาผู้ร่วมทุนและ Strategic Partner จากทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมาเสริมความแข็งแกร่ง จากนั้น จะนำบริษัทแม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ภายใน ปี 2568 นายธีธัช กล่าว
มติชน • 8 ธ.ค. 64
เมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าฉลาดกว่าที่เคย AI ทุกจุด !!
บ้านสมัยนี้ ต้องบอกล้ำไปมากๆ ยิ่งมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชิ้นที่มี AI ชีวิตก็ยิ่งง่ายขึ้น
DANNERAMIT • 7 วันที่แล้ว
สิทธิพิเศษ
HomePro and MegaHome
โฮมโปร ศูนย์รวมสินค้าเกี่ยวกับบ้าน อันดับ 1 ในประเทศไทย เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า,เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน มากกว่า 40000 รายการ ครอบคลุมเรื่องบ้านครบในที่เดียว
ของใช้และของแต่งบ้าน • 5 วันที่แล้ว
อ่าน
PTTGC สุดล้ำ AI ดันกำไร อัพอีบิทดา 300 ล้านดอลล์
#PTTGC #ทันหุ้น - PTTGC โชว์แผนสุดไฮเทค นำเทคโนโลยีดิจิทัลยกประสิทธิภาพครบสูตรทั้งซัพพลายเชน มั่นใจอัพอีบิทดาเพิ่ม 300 ล้านดอลลาร์ โชว์เบื้องต้นใช้ AI โรงไฮโดรเจนเพิ่มอีบิทดาได้ถึง 2 หลัก เดินหน้าขยายสู่ผลิตภัณฑ์อื่น ปรับแผนใช้เอไอแบบไม่รู้จบ มองซัพพลายตะวันออกกลางลดลง ส่วนจีนเชื่อไม่เพิ่มไปกว่านี้ นายพรศักดิ์ มงคลตรีรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจเพื่อความเป็นเลิศ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC บริษัทที่มุ่งเน้นการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิเช่น AI, Robot , Cloud Computing, IoT เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การวางแผน การผลิต ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำตลาด รวมถึงปรับกระบวนการทำงาน เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันในระดับโลก ซึ่งเป็นการดำเนินแนวทาง Holistic Optimization ซึ่งเป็นการยกระดับประสิทธิภาพแบบองค์รวมของ GC เทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายการสร้างการเติบโตกำไร EBITDA (กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย) เพิ่มขึ้นสะสมให้ได้ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2568 โดยมีหลักการ 3 Smart ประกอบด้วย 1. Smart Operations การใช้ดิจิทัลเพิ่มขีดความสามารถโรงงานให้ทำงานได้แบบ Real-Time ตลอดเวลา 2. Smart Sales and Marketing การยกระดับการขายทั้งในมิติด้านราคาและปริมาณ และ 3. Smart Office การปรับปรุงกระบวนการทำงานหรือ Work Process ให้กระชับ ฉับไว และมีประสิทธิภาพสูงสุด@สุดล้ำนำเทคเพิ่มกำไรในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหาวัตถุดิบ โดยมีการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของตลาดและสภาพของโรงงาน เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบหรือน้ำมันดิบที่มีความเหมาะสมที่สุดจากที่มีอยู่หลายร้อยประเภททั่วโลก นอกจากนี้บริษัทยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สำหรับการซ่อมบำรุงอัจฉริยะ โดยใช้ข้อมูลการเดินเครื่องจักรที่สะสมมากว่า 30 ปี มาสอน AI ให้เรียนรู้สภาวะของเครื่องจักร ทำให้บริษัทช่วยวิเคราะห์การซ่อมบำรุงได้แม่นยำว่าควรซ่อมจุดไหนและเมื่อใด ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดเวลาการหยุดเดินเครื่องรวมถึงการใช้ AI Vision เป็น "ดวงตาอัจฉริยะ" ตรวจสอบความสะอาดของเครื่องแลกเปลี่ยนความร้อน ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดที่เกินความจำเป็น ตลอดจนการนำหุ่นยนต์และโดรนมาใช้ตรวจสภาพท่อในที่สูง เพื่อลดการตั้งนั่งร้าน ลดการใช้แรงงานคน และเพิ่มความปลอดภัยให้กับพนักงานไม่เพียงเท่านั้นยังนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ความต้องการของตลาด ว่าลูกค้าต้องการสินค้าประเภทใด และข้อมูลเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังระบบวิเคราะห์เพื่อคัดเลือกวัตถุดิบและวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกัน เพื่อสร้างสรรค์สินค้าชนิดใหม่ๆ ที่ตรงใจลูกค้าและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้"บริษัทประสบความสำเร็จในการนำระบบ Intelligent Hydrogen Network มาใช้บริหารจัดการโรงงานผลิตไฮโดรเจน โดยระบบจะสั่งการให้โรงงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุดผลิตไฮโดรเจนให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อลดการสูญเสียและไม่มีไฮโดรเจนเหลือทิ้ง และบริษัทมีแผนจะนำแนวคิด Plant Wide Optimization นี้ไปขยายผลต่อในกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ เช่น เอทิลีน และโพรพิลีน ในลำดับถัดไป"ทั้งนี้ในช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นการเริ่มต้นดำเนินโครงการบริษัทประสบความสำเร็จในการเพิ่มอิบิทด้าในรูปเงินดอลลาร์ได้เป็นตัวเลข 2 หลัก และจะมีการเติบโตเพิ่มมากขึ้นนายพรศักดิ์ ยอมรับว่า แผนในการลงทุนด้านเอไอนั้นจะเป็นการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และจะมีการปรับแผนเพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีตลอดเวลา@ดีมานด์และแผนร่วมทุนสำหรับสถานการณ์ดีมานด์และซัพพลายของตลาดสินค้าเคมีภัณฑ์ยอมรับว่ามีปริมาณสินค้า (Supply) ไหลเข้ามาในตลาด แต่เชื่อว่าปริมาณสินค้าจากจีนจะไม่เพิ่มสูงไปกว่านี้ ส่วนตะวันออกกลางกลับลดลง ขณะที่ปริมาณความต้องการก็เริ่มขยับตัวสูงขึ้นแล้วเช่นกัน ซึ่ง PTTGC วางแผนรับมือแล้ว ส่วนความคืบหน้าโครงการร่วมทุน (JV) กับ บริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งเมื่อปลายเดือนเมษายน 2569 มีการลงนามบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นระหว่างกันไปแล้ว ปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการศึกษา โดยมีความเป็นไปได้ที่จะนำเทคโนโลยี AI และแนวคิดการเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ไปปรับใช้ร่วมกัน โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
ทันหุ้น • 17 ก.ค. 69
อ่าน
MASTEC ผนึก Honeywell เสริมแกร่งธุรกิจวิศวกรรมครบวงจร
#ทันหุ้น - บมจ.แมสเทค ลิ้งค์ (MASTEC) เดินหน้าขยายศักยภาพธุรกิจวิศวกรรมครบวงจรผ่านการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระดับโลก ล่าสุดลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับ Honeywell ผู้นำเทคโนโลยีและโซลูชันอาคารอัจฉริยะจากสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมพัฒนาและนำเสนอโซลูชันด้าน Integrated Building Infrastructure Solutions ครอบคลุมระบบบริหารจัดการอาคารดิจิทัล ระบบควบคุมอัตโนมัติ ระบบบริหารพลังงาน และเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยอัจฉริยะ ตอกย้ำการเป็นผู้ให้บริการงานระบบวิศวกรรมแบบครบวงจร (One Stop Engineering Solutions) มุ่งสู่เป้ารายได้กำไรปี 2569 หวังรายได้ทะลุเป้า 1,338 ล้านบาท กำไรแตะ 100 ล้านบาท เชื่อครึ่งปีหลังผลประกอบการดีต่อเนื่องจากการทยอยรับรู้รายได้จากแบ็กล็อกประมาณ 500 ล้านบาทนายดุษฎี มีชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แมสเทค ลิ้งค์ (MASTEC) เปิดเผยว่า บริษัท แมสเทค ลิ้งค์ จำกัด (มหาชน) หรือ MASTEC ประกาศความร่วมมือกับ Honeywell ผู้นำเทคโนโลยีระดับโลกด้านระบบบริหารและควบคุมอาคารอัจฉริยะ (Building Management System : BMS) เพื่อร่วมผลักดันการพัฒนาอาคารยุคใหม่ที่มุ่งเน้นประสิทธิ ภาพการใช้พลังงาน ความปลอดภัย และความยั่งยืน โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการนำเสนอโซลูชันด้าน Smart Building และ Energy Management ที่ครอบคลุมแก่กลุ่มลูกค้าในประเทศไทย ทั้งอาคารสำนักงาน โรงงานอุตสาหกรรม โรงพยาบาล โรงแรม ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ ซึ่ง MASTEC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบวิศวกรรมอาคารและโซลูชันเพื่อการประหยัดพลังงาน พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก Honeywell มาสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อาคารอัจฉริยะ ตอบโจทย์แนวโน้มการพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมในอนาคตทั้งนี้ Honeywell เป็นหนึ่งในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการอาคาร ระบบควบคุมพลังงาน ระบบความปลอดภัย และระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งการผนึกกำลังครั้งนี้จะช่วยให้ MASTEC สามารถนำเสนอโซลูชันที่มีความครบวงจรและมีมาตรฐานระดับสากล รองรับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้าน นายษมิทธิ์ ศิลตระกูล BA Country Director, Thailand บริษัท ฮันนี่เวลล์ ซิสเต็มส์ (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า Honeywell มีความพร้อมในการสนับสนุน MASTEC ในฐานะพันธมิตร ผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก เพื่อร่วมสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดอาคารอัจฉริยะและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการนำเสนอโซลูชันด้าน Building Automation และ Energy Management ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยผสานเทคโนโลยีของ Honeywell เข้ากับความเชี่ยวชาญของ MASTEC เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคารและรองรับความต้องการของลูกค้าในยุคดิจิทัลสำหรับ Honeywell กลุ่มบริษัทข้ามชาติระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ดำเนินธุรกิจผลิต พัฒนา และจัดจำหน่ายโซลูชันทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรม โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ เทคโนโลยีอากาศยาน, เทคโนโลยีสำหรับอาคาร และเทคโนโลยีวัสดุประสิทธิภาพสูง โดย Honeywell มีความเชี่ยวชาญด้านระบบบริหารจัดการอาคารและระบบควบคุมพลังงาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโซลูชันด้าน Building Automation ในระดับสากลนายดุษฎี กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง 2569 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของธุรกิจ จะเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก จากการเร่งส่งมอบงานและการรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ โดยยังคงเป้าหมายรายได้รวมปี 2569 ที่ 1,338 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 93 ล้านบาท พร้อมเชื่อมั่นว่าการเสริมทัพด้วยพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลกจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว และผลักดัน MASTEC สู่การเป็นผู้นำด้านงานระบบวิศวกรรมครบวงจรของประเทศ โดยความร่วมมือกับ Honeywell จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยต่อยอดการเติบโตทางธุรกิจของ MASTEC เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างโอกาสรับงานโครงการมูลค่าสูงในอนาคต ขณะที่ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ประมาณ 500 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องสำหรับแนวโน้มธุรกิจในระยะต่อไป MASTEC มองว่าการลงทุนด้าน Data Center ภายในประเทศยังคงเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ จากการย้ายฐานการลงทุนของผู้ประกอบการเทคโนโลยีและผู้ให้บริการดิจิทัลระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ประกอบกับกระแสการลงทุนด้านการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานสะอาด ส่งผลให้ความต้องการงานระบบวิศวกรรม อาคารอัจฉริยะ ระบบปรับอากาศ และโซลูชันด้านพลังงานมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
ทันหุ้น • 14 ก.ค. 69
อ่าน
LPN ขยายแคมเปญ “พักหนี้ที่ LPN” รับแรงหนุนรัฐฯ- ลดภาระคนซื้อบ้าน ถึง 31 ก.ค.นี้
#ทันหุ้น - LPN พร้อมหนุนมติการต่อมาตรการภาครัฐ LTV, ลดค่าโอน - จดจำนอง ถึงกลางปี 2570 มุ่งช่วยลูกค้าลดแรงกดดันในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้านให้อยู่ก่อนผ่อนทีหลัง เพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินและกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ เดินหน้าขยายระยะเวลาแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2569 นางสาวดารณี ฉัตรพิริยะพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ LPN กล่าวว่า ภายหลังเปิดตัวแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN อยู่ก่อนผ่อนทีหลัง ไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา บริษัทได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากจำนวนผู้สนใจเข้าชมโครงการและการสอบถามข้อมูลที่เพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความพร้อมด้านรายได้ แต่ยังชะลอการตัดสินใจซื้อจากความกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่ได้พิจารณาเฉพาะราคาที่อยู่อาศัยในการตัดสินใจซื้อเท่านั้น แต่กลับให้ความสำคัญในการบริหารกระแสเงินสดและคำนึงถึงภาระผ่อนชำระในช่วงแรกมากขึ้น ดังนั้น จากมาตรการภาครัฐที่ขยายระยะเวลาผ่อนคลายเกณฑ์ LTV รวมถึงการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ไปจนถึงสิ้นเดือน มิ.ย 2570 ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยลดต้นทุนในการซื้อบ้าน และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อสู่การเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่ง LPN พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐ จึงขยายแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN ต่อไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค. นี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระทางการเงินของลูกค้าในช่วงเริ่มต้นของการมีบ้าน และสร้างแรงขับเคลื่อนให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปบนพื้นฐานของกำลังซื้อจริง นางสาวดารณี กล่าว สำหรับแคมเปญ พักหนี้ที่ LPN เป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถเข้าอยู่อาศัยได้ก่อน พร้อมรับการสนับสนุนภาระผ่อนชำระตามเงื่อนไขของบริษัทเป็นระยะเวลาสูงสุด 5 ปี นอกจากนี้ ยังได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม ได้แก่ ฟรีเฟอร์นิเจอร์ ฟรีเครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรีค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง ฟรีค่าส่วนกลาง และฟรีระบบโซลาร์เซลล์ (เฉพาะโครงการที่ร่วมรายการ) ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นอยู่อาศัยได้อย่างครบวงจร โดยแคมเปญดังกล่าวครอบคลุมโครงการพร้อมอยู่จำนวน 21 โครงการ ทั้งคอนโดมิเนียมใกล้ระบบขนส่งมวลชน ทาวน์โฮม บ้านแฝด และบ้านเดี่ยวในหลากหลายระดับราคา เพื่อรองรับความต้องการของผู้ซื้อทุกกลุ่ม ซึ่งสามารถเข้าชมโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญได้ที่ https://www.lpn.co.th/stop-installment/index.php
ทันหุ้น • 8 ก.ค. 69
สิทธิพิเศษ
เพาเวอร์บาย
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 1 เม.ย. 69
สิทธิพิเศษ
ดูโฮม
ดูโฮม หนึ่งในผู้นำธุรกิจค้าปลีก ค้าส่ง และให้บริการด้านวัสดุก่อสร้าง และอุปกรณ์ตกแต่งบ้านแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิดการดำเนินธุรกิจ “ครบ ถูก ดี...ที่ดูโฮม” พร้อมมอบบริการที่จริงใจดุจญาติมิตรแก่ลูกค้าทุกๆท่าน ปัจจุบัน มีสาขาที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งสิ้น 9 สาขา และศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) 1 แห่ง มีแผนที่จะขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่องไปยังจังหวัดที่มีศักยภาพในการเติบโต เพื่อรองรับกำลังซื้อของประชากรที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของสังคมเมือง นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นที่จะตอบแทน และรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการร่วมกิจกรรมในโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ของใช้และของแต่งบ้าน • 1 มิ.ย. 69
อ่าน
ทรูเปิดแลนด์มาร์กดิจิทัลไลฟ์สไตล์แห่งใหม่ “TrueSphere" และ "True Branding Shop” ที่ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส
จากเมืองศักยภาพแห่งอีสาน สู่จุดหมายใหม่ของประสบการณ์ First Class Co-working Space... ทรู คอร์ปอเรชั่น ปักหมุดประสบการณ์บริการระดับ First Class สู่จังหวัดขอนแก่น ผ่าน TrueSphere และ True Branding Shop ณ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ภายใต้คอนเซ็ปต์ When Lifestyle and First-Class Experience Become One ยกระดับมาตรฐาน Retail Experience ให้ชาวอีสานตอนกลางได้สัมผัสบริการเหนือระดับผสานเทคโนโลยี Generative AI, Smart Device Ecosystem และสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในพื้นที่เดียว ออกแบบภายใต้แนวคิด Modern Zen Experience ผสมผสานความล้ำสมัยของเทคโนโลยีเข้ากับบรรยากาศที่สงบ ผ่อนคลาย และอบอุ่น เพื่อให้ทุกการเข้ามาใช้บริการไม่ใช่แค่การติดต่อธุรกรรม แต่คือประสบการณ์ที่สะท้อนความใส่ใจในทุกรายละเอียด พร้อมประสบการณ์ True Online High-Speed Wi-Fi ที่เสถียรและครอบคลุม ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของลูกค้าในยุคปัจจุบัน คุณสุจิตรา อมิตรพ่าย หัวหน้าสายงานบริหารฝ่ายปฏิบัติการ ทรู รีเทลช็อป บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าการเปิดตัว TrueSphere และ True Branding Shop ขอนแก่น ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการขยายสาขาใหม่ของทรู แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ของ Retail Experience ในภูมิภาคอีสานตอนกลาง โดยทรูเล็งเห็นถึงศักยภาพของขอนแก่นในฐานะเมืองยุทธศาสตร์ที่พร้อมเติบโตในอีกทศวรรษข้างหน้า ทั้งในมิติของเศรษฐกิจดิจิทัล การสร้างสรรค์คอนเทนต์ การลงทุน การประชุมสัมมนา และการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ สำหรับทรู เราไม่ได้มองขอนแก่นในฐานะจังหวัดหนึ่งเท่านั้น แต่ขอนแก่นคือเมืองศักยภาพที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค การนำสุดยอดบริการของ True Branding Shop และ TrueSphere มาสู่จังหวัดขอนแก่น จึงไม่ใช่เพียงการเปิดสาขาใหม่ แต่คือโอกาสสำคัญในการสร้าง Superior Retail Experience ที่ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในภาคอีสานให้ใกล้เคียงมาตรฐานเมืองชั้นนำของประเทศไทย การก้าวเข้าสู่หัวใจของภาคอีสานครั้งนี้ เป็นการมองไปข้างหน้าในระยะ 10 ปี โดยนำ Sphere DNA ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดด้าน Retail Experience มาสู่ TrueSphere @ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อและมองหาประสบการณ์ Premium Lifestyle พร้อมสิทธิพิเศษเหนือระดับ ตอกย้ำว่าไลฟ์สไตล์ระดับ First Class ของทรูได้ขยายสู่ใจกลางภูมิภาคด้วยมาตรฐานเดียวกันแล้ววันนี้ คุณอิทธิ์ศักดิ์ ศรีสันติสุข หัวหน้าสายงานบริหารจัดการระดับภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า"การเปิด TrueSphere แห่งแรกของภาคอีสานตอนกลางในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของภูมิภาค ที่มุ่งเน้นการส่งมอบบริการที่มีคุณภาพแบบ 100% และเป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มพรีเมียมในพื้นที่ยุทธศาสตร์อย่างจังหวัดขอนแก่น ทั้งจากฐานผู้ใช้งานบริการทรูที่ครองอันดับ 1 ในจังหวัดขอนแก่น ประกอบกับศักยภาพของเมืองในฐานะศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การศึกษาการแพทย์ และหนึ่งใน MICE City ของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจ การประชุม และการลงทุนสำคัญของภูมิภาค""เราจึงตั้งใจให้ TrueSphere และ True Branding Shop ณ เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส แห่งนี้เป็นมากกว่าแค่เพียงศูนย์บริการ แต่เป็น Co-working Space และ Business Lifestyle Destination จุดนัดพบทางธุรกิจ สำหรับคนรุ่นใหม่ เชื่อมโยงผู้คน ไอเดีย และโอกาสใหม่ ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียง โดยมุ่งหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้เติบโตอย่างยั่งยืน" ไฮไลต์สำคัญภายในพื้นที่ ประกอบด้วย : TrueSphere First Class Co-Working Space Service Designed Around YouTrueSphere การบริการไม่ได้เริ่มต้นเมื่อคุณขอความช่วยเหลือแต่เริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณก้าวเข้ามา ลูกค้าจะได้รับการต้อนรับด้วยประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ด้วยทีมงาน TrueSphere ได้รับการฝึกอบรมเพื่อส่งมอบประสบการณ์แบบ First Class ทั้งด้านบริการ ไลฟ์สไตล์ และคำแนะนำด้านเทคโนโลยี พร้อมเสิร์ฟ Welcome Exclusive Set ผ่านเครื่องดื่มพรีเมียมจาก True Coffee และการดูแลแบบ Personalized Service ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับลูกค้าระดับ Premium เช่นคุณ เพื่อให้ทุกครั้งที่มาเยือน ไม่ใช่แค่ความสะดวกแต่คือความรู้สึกของการได้รับการดูแลอย่างแท้จริง Where Great Minds Meet เพราะบางครั้งคุณค่าที่แท้จริงของ First Class ไม่ได้อยู่ที่สิ่งอำนวยความสะดวก เพียงเท่านั้น แต่อยู่ที่ ผู้คน ที่คุณได้พบที่นี่จึงเป็นพื้นที่แห่งโอกาส ที่ได้รับการรังสรรค์ให้เป็นจุดนัดพบของนักธุรกิจ ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ Content Creator และคนรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนอนาคตของภาคอีสาน ในเมืองที่กำลังเติบโตอย่างขอนแก่น การได้อยู่ท่ามกลาง Community ที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน เชื่อมโยงจุดเริ่มต้นของไอเดียใหม่ เกิดความร่วมมือร่วมใจครั้งสำคัญ หรือโอกาสทางธุรกิจที่เปลี่ยนอนาคตที่คุณคาดไม่ถึง AI ExperienceTrueSphere ไม่ได้เพียงนำเทคโนโลยีมาแสดง แต่ทำให้เทคโนโลยีกลายเป็นประสบการณ์ที่จับต้องได้ ผ่าน AI Experience ที่มาพร้อมโซนทดลองใช้นวัตกรรมและ Smart Devices จากแบรนด์ชั้นนำ ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสอนาคตก่อนใคร กับ Retail Innovation Zone รวมสมาร์ทดีไวซ์ แก็ดเจ็ตไลฟ์สไตล์ IoT และเทคโนโลยีบ้านอัจฉริยะ ให้ลูกค้าได้ทดลองใช้งานจริง อาทิ Enabot AI Smart Companion ,Creative Digital Gadget Collection จาก Divoom,Smart Audio และ Lifestyle Devices และแบรนด์ดังชั้นนำมากมาย เพราะสำหรับทรูAI ไม่ใช่เรื่องของวันพรุ่งนี้ แต่คือประสบการณ์ของวันนี้ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการเปิดตัวครั้งนี้ ทรูจัดข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับลูกค้า ให้เป็นเจ้าของดีไวซ์รุ่นยอดนิยมพร้อมสิทธิประโยชน์สุดคุ้ม อาทิ HUAWEI MatePad Mini พร้อมรับฟรี Huawei M-Pencil 3 และ Huawei FreeBuds SE 2 มูลค่ารวม 5,989 บาท รวมถึง Samsung Galaxy Flip 7 ความจุ 256 GB ที่สามารถแลกรับสิทธิ์ได้ด้วยเพียง 5 TruePoint โดยรับสิทธิ์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 พฤษภาคม 2569 หรือจนกว่าสินค้าจะหมดสัมผัสประสบการณ์ระดับ First Class พร้อมข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่คัดสรรมาเพื่อยกระดับทุกไลฟ์สไตล์ได้แล้ววันนี้ที่ TrueSphere และ True Branding Shop เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส ข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account: @truespherekhonkaen
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 21 พ.ค. 69
อ่าน
SAM เปิดระบบแก้หนี้ด้วยตนเอง บน LINE OA ช่วยคนเป็นหนี้ต่ำแสน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้”
#ทันหุ้น #Thailand #ลงทุน #SET #SAM เปิดระบบแก้หนี้ด้วยตนเอง บน LINE OA ช่วยคนเป็นหนี้ต่ำแสน “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” แค่แอดไลน์ก็ปิดหนี้เองได้ครบจบทุกขั้นตอน พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ทันทีบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM ภายใต้บทบาท SAM Social AMC บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อสังคม เปิดตัวระบบ Smart Self Service บน LINE @samsocialamc ยกระดับการให้บริการลูกหนี้โครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ให้สามารถจัดการหนี้ได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ ครบทุกขั้นตอน เริ่มจากการตรวจสอบสิทธิ์ ลงทะเบียน ยืนยันตัวตน เลือกมาตรการและแผนการชำระหนี้ ไปจนถึงขั้นตอนการทำสัญญาและชำระเงินปิดบัญชีนางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ SAM กล่าวว่า การนำเทคโนโลยี Smart Self Service มาพัฒนาแพลตฟอร์ม LINE@samsocialamc ครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ แต่ยังช่วยเปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถเลือกแนวทางจัดการภาระหนี้ด้วยตนเองได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ง่ายดาย ปลอดภัย และกลับมาตั้งต้นชีวิตใหม่ได้อย่างมีศักดิ์ศรี“เป้าหมายของ SAM คือ การทำให้การแก้ไขหนี้สามารถเข้าถึงได้จริง ไม่ใช่เรื่องยากหรือไกลตัวอีกต่อไป และเป็นสิ่งที่ลูกหนี้ทุกคนสามารถเริ่มต้นใหม่ได้ด้วยตนเองได้ ทั้งนี้ SAM เชื่อว่าเมื่อคนหนึ่งคนหลุดพ้นจากภาระหนี้สิน นั่นหมายถึงอีกหลายชีวิตในครอบครัวจะกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงและเดินต่อไปได้อย่างแข็งแรง ส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน” นางสาว นารถนารี กล่าวเพิ่มเติมสำหรับขั้นตอนการจัดการหนี้ด้วยตนเองผ่านช่องทางไลน์ มีดังนี้ 1. เพิ่มเพื่อน LINE @samsocialamc เพื่อตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนการใช้งาน โดยกรอกเลขบัตรประชาชน 2. ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนบัตรประชาชนและสแกนใบหน้า 3. ตั้งรหัสเข้าใช้งานและยืนยัน OTP 4. การเลือกแผนชำระหนี้ที่เหมาะสมตามความสามารถของตนเอง โดยมีให้เลือก 2 มาตรการที่ผ่อนปรน คือ มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ลดเงินต้นสูงสุด 50% และปิดบัญชีในทันที และ มาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” ลดเงินต้น 30% ไม่มีดอกเบี้ย ผ่อนได้นานสูงสุด 3 ปี เงื่อนไขเป็นไปตามที่โครงการกำหนด 5. ตรวจสอบและลงนามสัญญา และ 6. ชำระเงินตามแผนชำระหนี้ที่ได้เลือกไว้โดยการสแกนผ่าน QR Code ทั้งนี้ ลูกค้าที่เลือกมาตรการ “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” การเข้าร่วมโครงการช้าอาจส่งผลให้ระยะเวลาผ่อนลดลงตามระยะเวลาที่เหลือของโครงการ เนื่องจากระยะเวลาการผ่อนชำระของลูกหนี้แต่ละรายจะขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ลูกหนี้เริ่มเข้าโครงการฯSAM ขอให้ความเชื่อมั่นว่าการทำธุรกรรมต่างๆ ผ่านช่องทาง LINE @samsocialamc มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย อยู่ภายใต้มาตรฐานและสอดคล้องกับประกาศสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรื่องแนวทางในการระบุตัวตนและพิสูจน์ทราบตัวตนของลูกค้าคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” ต้องเป็นลูกหนี้รายย่อยบุคคลธรรมดา ที่มีสถานะเป็นหนี้เสีย (NPL) ประเภทบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ของหนี้ที่เคยมีหลักประกัน เกินกว่า 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 รวมกันไม่เกิน 1 แสนบาทต่อราย ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือ บุคคลที่ถูกกำหนดอยู่ใน Sanction list ของ ปปง.โดบนับเฉพาะผู้ให้บริการทางการเงินที่รายงานข้อมูลใน บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (NCB) และใช้ภาระหนี้ตามการรายงาน NCBอย่างไรก็ตาม ลูกหนี้ยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์เข้าร่วมโครงการด้วยตนเองผ่านช่องทางอื่นๆ ได้แก่ เว็บไซต์ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) www.bot.or.th/cleardebt และเว็บไซต์ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด www.sam.or.th เพียงกรอกข้อมูลส่วนตัวให้ครบถ้วน และหากลูกหนี้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขที่กำหนด ระบบจะลงทะเบียนการเข้าร่วมโครงการให้โดยอัตโนมัติทันที จากนั้นลูกหนี้จะได้รับการติดต่อผ่านทาง SMS จาก ธปท. และ SAM เพื่อยืนยันว่ามีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขและสามารถเข้าร่วมโครงการได้ พร้อมระบุให้ลูกหนี้แอดไลน์ @samsocialamc หรือหากลูกหนี้ไม่สะดวกในการทำธุรกรรมผ่านระบบออนไลน์ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ SAM Contact Center 1443 กด 6 รวมทั้งติดตามข่าวสารได้ทาง FB บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท“ ปิดหนี้ไว ทำเองได้ ในไลน์ SAM ”เกี่ยวกับ SAM : บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐภายใต้กำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีบทบาทในการบริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อขับเคลื่อนระบบสถาบันการเงินให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืนวิสัยทัศน์ : เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งรัฐ ที่มีบทบาทสนับสนุนให้ประชาชนและภาคธุรกิจฟื้นตัวอย่างยั่งยืน
ทันหุ้น • 11 พ.ค. 69
อ่าน
Outbound เกม Cozy Open-world วางจำหน่ายแล้ว! ออกเดินทางสร้างบ้านในฝันบนรถสุดชิลล์กันได้เลย
สิ้นสุดการรอคอย! Outbound เกม Cozy Open-world จาก Square Glade Games ได้วางจำหน่ายบน Steam แล้ว พร้อมส่วนลด 10% จนถึงวันที่ 26 พฤษภาคมนี้! โดยตัวเกมจะให้เราออกไปสำรวจโลกกว้างที่เต็มไปด้วยสีสัน สร้างบ้านในฝันบนรถคู่ใจ หาพลังงานจากธรรมชาติ จะเล่นคนเดียวชิลล์ ๆ หรือ เล่นกับเพื่อนก็ได้หมดGUYS... YOU CAN NOW PLAY OUTBOUND ON PC XBOX 🥹💚It's been such an exciting journey getting here and we're extremely thankful for your overwhelming support!!To celebrate, enjoy a 10% launch discount for the first 2 weeks. Enjoy!! 🫶 pic.twitter.com/yE4OU6fFHk— Outbound 🚐 OUT NOW on PC Xbox! (@OutboundTheGame) May 11, 2026 Outbound คือเกม Cozy Open-world ที่เซ็ตฉากอยู่ในโลกอนาคตอันใกล์แสนสงบสุข เริ่มต้นจากรถแคมเปอร์เปล่า ๆ แล้วค่อย ๆ ปั้นให้กลายเป็นบ้านในฝัน จะลุยเดี่ยวหรือเล่นกับเพื่อนก็ได้ จะสร้างหรือจะออกไปสำรวจตอนไหนก็เลือกได้เองเลย สะสมวัตถุดิบมาคราฟต์ของ แล้วต่อเติมรถด้วยชิ้นส่วนต่าง ๆ อัปเกรดเทคโนโลยี และวางแผนใช้พลังงานให้เพียงพอสำหรับอุปกรณ์ต่าง ๆ ในบ้านคุณออกสำรวจออกไปสำรวจโลกกว้างที่เต็มไปด้วยสีสัน ไปกับรถแคมเปอร์ไฟฟ้าคู่ใจ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือน้ำออกเดินทางไปค้นพบแลนด์มาร์คสำคัญในสภาพแวดล้อมที่หลากหลายและสวยงามสร้างและคราฟต์สร้างฐานเคลื่อนที่ของคุณด้วยระบบการสร้างแบบแยกส่วนทาสี ตกแต่ง หรือจัดวางเฟอร์นิเจอร์ เพื่อสร้างบ้านที่แสนอบอุ่นและสมบูรณ์แบบในสไตล์คุณเองการเติบโตจัดสวนเพื่อปลูกพืชผักและเห็ดนานาชนิด จะเลือกกินแบบสด ๆ หรือจะนำไปปรุงเป็นเมนูแสนอร่อยเพื่อดูแลสุขภาพระหว่างการเดินทางก็ได้เพื่อนรักตลอดไปแวะไปรับเพื่อนซี้ตัวใหม่จาก Paws Whiskers Lodge มาเลี้ยงดูได้เลย ให้อาหาร ลูบหัว หรือฝึกฝนให้น้องเก่งขึ้นเพื่อมาเป็นผู้ช่วยคู่ใจของคุณก็ได้นะชวนเพื่อนมาจอยออกทริปผจญภัยผ่านสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย จะสร้างบ้านติดล้อลุยเดี่ยวหรือจะชวนเพื่อนมาจอยกัน 4 คน ก็ได้ดาวน์โหลดเกม Outbound ได้ที่
Online Station • 12 พ.ค. 69
สิทธิพิเศษ
เพาเวอร์บาย
Power Buy Power Up Your Life | อัปเดตเทรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีกับเพาเวอร์บาย เพื่อให้คุณใช้ชีวิตในแบบที่ใช่ ครบจบทุกไลฟ์สไตล์
อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า • 1 เม.ย. 69
อ่าน
LALIN คงเป้ายอดขาย 4.2 พันล. เดินหน้าเปิดตัวโครงการใหม่
#LALIN #ทันหุ้น – LALIN ท่ามกลางภาวะสงคราม บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขายปี 2569 ไว้ที่ 4,200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้ว 1,500 ล้านบาท และมีเป้ารับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท ซึ่งยังต้องรอประเมินสถานการณ์หลังจากนี้ ล่าสุดได้เปิดตัวโครงการใหม่ย่านบางนา-เทพารักษ์ มูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาทนายชูรัชฏ์ ชาครกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ LALIN ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง บริษัทยังคงเป้าหมายการเติบโตยอดขาย 4,200 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันทำได้แล้ว 1,500 ล้านบาท และมีเป้าหมายรับรู้รายได้ 3,350 ล้านบาท รวมถึงการเปิดโครงการใหม่ 4–6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500–4,500 ล้านบาทขณะที่ช่วงไตรมาส 1-2/2569 บรรยากาศการซื้อขายค่อนข้างทรงตัว เนื่องจากปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้คนระมัดระวังการใช้จ่าย แต่โครงการยังคงได้รับยอดขายจากผู้ที่เข้ามาที่ไซต์งานโดยตรงในส่วนการบริหารจัดการต้นทุน บริษัทได้ทำการ ล็อกราคาวัสดุก่อสร้างบางส่วนไว้ล่วงหน้าแล้ว เช่น กระเบื้องและสุขภัณฑ์ ก่อนที่ราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้น แต่บางรายการ เช่น ปูนซีเมนต์ ที่ไม่สามารถล็อกราคาได้*โครงการใหม่มูลค่า 1.2 พันล.ทั้งนี้ล่าสุดบริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่ “โครงการลลิล ทาวน์ เพรสทีจ บางนา-เทพารักษ์(2)” มูลค่าโครงการประมาณ 1,200 ล้านบาท พื้นที่รวมทั้งหมด 34 ไร่ จำนวน 305 ยูนิต แบ่งเป็น บ้านเดี่ยว 84 ยูนิต และ ทาวน์โฮม 221 ยูนิต ในส่วนของเฟสแรกมียอดจองแล้วประมาณ 80-90 ล้านบาท ซึ่งเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/2569โดยทำเลบางนา-เทพารักษ์ ในปัจจุบันได้รับการยกระดับให้เป็น Strategic Growth Hub จากการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคม ทั้งรถไฟฟ้าสายสีเขียว สายสีเหลือง และโครงการ LRT ในอนาคต รวมถึงถนนสายหลัก ทางด่วน และถนนวงแหวนที่เชื่อมโยงเข้าสู่ศูนย์กลางธุรกิจ (CBD) และพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญได้อย่างสะดวกขณะเดียวกันยังได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของสนามบินสุวรรณภูมิ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อาคารสำนักงาน และการเชื่อมโยงกับพื้นที่ EEC ส่งผลให้ความต้องการที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกลายเป็นทำเลที่มีศักยภาพทั้งในมิติของการอยู่อาศัยและการลงทุน*ใช้แนวคิด Smart Livingอย่างไรก็ดีหัวใจสำคัญของการออกแบบบ้านในโครงการ คือ การจัดสรรพื้นที่ให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย ทั้งการทำงาน การอยู่อาศัย และรูปแบบการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงวัยพร้อมกันนี้ยังมีการผสานแนวคิด Smart Living ผ่านการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและระบบต่างๆ อาทิ การรองรับ EV Charger ระบบรักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง ระบบระบายอากาศภายในบ้าน รวมถึงองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางของเมืองและพฤติกรรมผู้บริโภคในอนาคต “ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของย่านบางนา-เทพารักษ์ และสะท้อนแนวคิดของบริษัท ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้าในระยะยาว ทั้งในด้านการอยู่อาศัยและศักยภาพของทำเล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของผู้บริโภคในปัจจุบัน” นายชูรัชฏ์ กล่าวทิ้งท้าย
ทันหุ้น • 30 มี.ค. 69
อ่าน
PLUS ตั้งเป้าสูงเติบโตแรงแผนครึ่งแรกเปิดตัวสินค้า
#PLUS #ทันหุ้น - PLUS กางแผนปี 2569 มุ่งสู่ Year of Accelerated Growth ชูเป้าเติบโตเฉลี่ยต่อปี หรือ CAGR ในช่วง 5 ปี มากกว่า 25% ล่าสุดเข้า Walmart จีน เป็นแรงหนุนรายได้ปี 2569 พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ 3S และ 3 Engines รุกตลาดเต็มกำลัง ทยอยเปิดตัวสินค้าใหม่ภายในครึ่งปีแรกนายพลแสง แซ่เบ๊ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS เปิดเผยว่า บริษัท ประกาศความพร้อมก้าวสู่ปี 2569 ภายใต้ธีม “Year of Accelerated Growth” ตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) ในช่วง 5 ปี มากกว่า 25% พร้อมยกระดับศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ (Well-being) ครอบคลุม 116 ประเทศทั่วโลก โดยปีนี้บริษัทเตรียมเดินหน้าใช้กำลังการผลิตอย่างเต็มประสิทธิภาพ ควบคู่การบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย และยกระดับความสามารถในการทำกำไร เพื่อผลักดันการเติบโตแบบก้าวกระโดดบนพื้นฐานที่แข็งแกร่ง*เข้าสู่ Walmart จีนภายหลังจากปี 2568 ที่บริษัท มุ่งวางรากฐานเชิงโครงสร้าง ทั้งการขยายฐานลูกค้า ปรับระบบบริหารจัดการ และเพิ่มประสิทธิภาพองค์กร ล่าสุดสามารถขยายช่องทางจำหน่ายเข้าสู่ Walmart ประเทศจีนได้สำเร็จ นับเป็นก้าวสำคัญในการเจาะตลาดค้าปลีกขนาดใหญ่ และตอกย้ำมาตรฐานการผลิตระดับสากล ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อโครงสร้างรายได้ในปี 2569จากปัจจัยบวกดังกล่าว ส่งผลให้ไตรมาส 1/2569 ซึ่งโดยปกติเป็นช่วง Low Season ของธุรกิจ มีแนวโน้มเห็นสัญญาณยอดขายปรับตัวดีขึ้นทั้ง YoY และ QoQ จากผลของการขยายฐานลูกค้าใหม่ในปีที่ผ่านมา ปี 2569 จึงถือเป็นปีที่ PLUS สามารถ “เร่งเครื่อง” ได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมความชัดเจนด้านทิศทางรายได้และความสามารถในการเติบโตระยะยาว เพื่อสนับสนุนเป้าหมาย CAGR ในช่วง 5 ปีตามที่บริษัทฯ วางไว้นายพลแสง กล่าวต่าอไปว่า ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเร่งสปีดองค์กรผ่านยุทธศาสตร์ 3S ได้แก่ Scale Fast เร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) อย่างเต็มกำลัง เพื่อสร้าง Economy of Scale และความได้เปรียบด้านต้นทุน, Spend Smart นำ Data AI มาบริหารทรัพยากรอย่างแม่นยำเพื่อเพิ่ม Profitability และ Share Well-Being Worldwide ขยายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพให้ครอบคลุมตลาดโลกมากยิ่งขึ้น การขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะช่วยเสริม Earnings Visibility ให้มีความชัดเจนมากขึ้น สร้างโครงสร้างรายได้ที่สมดุล และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง พร้อมรองรับการเติบโตเชิงรุกในระยะยาว*เปิดตัวสินค้าใหม่หัวใจสำคัญของปีนี้อยู่ที่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ (NPD) ในกลุ่ม Functional Beverage ซึ่งถูกพัฒนาเป็น Flagship Functional Innovation Series ที่ผสานคุณค่าของมะพร้าวเข้ากับเทรนด์ Beauty, Healthy และ Energy อย่างลงตัว เพื่อตอบรับเมกะเทรนด์สุขภาพระดับโลก พร้อมยกระดับภาพลักษณ์แบรนด์สู่กลุ่มผู้บริโภคพรีเมียม และเพิ่มศักยภาพการทำกำไรในระยะยาว โดยบริษัทวางตำแหน่งสินค้าใหม่เป็น High-Value Portfolio ที่สามารถสร้างความแตกต่างในตลาดและขยายฐานลูกค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ บริษัทเตรียมทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดังกล่าวภายในครึ่งปีแรกของปี 2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็น Growth Catalyst สำคัญในช่วงครึ่งปีหลังด้านการขายและการตลาด บริษัทจะขับเคลื่อนผ่าน “3 Engines of Growth” ได้แก่ 1. OBM Synergy Engine มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างน้อย 3 คอนเซ็ปต์ต่อปี พร้อมต่อยอดโมเดล Co-branding กับพันธมิตรระดับโลก หลังเราประสบความสำเร็จในตลาดสหรัฐอเมริกา2.Channels Integration Engine จะเน้นขยายตลาดผ่านพันธมิตรหลัก ทั้งการรุกขยายกลุ่มลูกค้า Key Accounts รายใหญ่ในต่างประเทศ และใช้โมเดล Direct-to-Market เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง ควบคู่การรับจ้างผลิต ODM คุณภาพสูงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของฐานรายได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่เตรียมขยาย Modern Trade และ Convenience Store รายใหญ่ พร้อมรุก E-Commerce และ Social Commerce อย่างจริงจัง เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและเติบโตต่อเนื่อง3. Unreached Market Engine จะมุ่งเจาะตลาดใหม่ที่ยังมีศักยภาพสูง ผ่านการทำ Business Matching และใช้ความเชี่ยวชาญด้านกฎระเบียบและความเข้าใจรสนิยมท้องถิ่นเป็นจุดแข็ง เพื่อเปิดโอกาสสู่ตลาด Blue Ocean และสร้างแหล่งการเติบโตระยะยาว“ปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ PLUS จากช่วงการลงทุนโครงสร้างครั้งใหญ่ สู่การเติบโตแบบเร่งสปีด เรามีความพร้อมทั้งด้านกำลังการผลิต ระบบบริหารจัดการ และศักยภาพบุคลากรในการรองรับการขยายตัวในระดับสากล เราจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของรายได้และการบริหารกำไรอย่างมีวินัย เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุน และก้าวสู่การเป็นแบรนด์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพระดับโลกอย่างยั่งยืน” นายพลแสง กล่าวทิ้งท้าย
ทันหุ้น • 24 ก.พ. 69
อ่าน
Lotus’s Go Fresh เปิดสาขาใหม่ใจกลางถนนมหิดล จ.เชียงใหม่ ยกระดับประสบการณ์ชอปปิง
โลตัส (Lotuss)ผู้นำธุรกิจค้าปลีก ภายใต้บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)เปิดตัวLotuss Go Fresh Supermarketสาขาใหม่ล่าสุด ที่The Backyard Mahidolคอมมูนิตี้มอลล์ระดับพรีเมียมใจกลางถนนมหิดล จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมชูจุดเด่นการเป็น "Fresh Food Destination"ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่เร่งรีบ แต่ยังคงมองหาคุณภาพชีวิตที่ดีและคุ้มค่า ที่มาพร้อม4กลยุทธ์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การชอปปิงให้มากกว่าที่เคย ได้แก่ Freshness, Quality, and Enjoyment:สดจากแหล่งผลิตเน้นความเป็นผู้นำด้านอาหารสด (Fresh Food Destination)ที่คัดสรรวัตถุดิบส่งตรงจากแหล่งผลิต พร้อมโซนอาหารพร้อมทาน (Ready-to-Eat)และเบเกอรี่อบสดใหม่ทุกวัน ภายใต้มาตรฐานความโปร่งใส (Transparency Trust)ที่มีการติดฉลากระบุที่มาอย่างชัดเจน Value Everyday Essentials:ความคุ้มค่าที่จับต้องได้นำเสนอสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ (Value-for-money premium convenience)เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ชาญฉลาดสำหรับผู้บริโภค โดยมีการจัดหมวดหมู่สินค้าอย่างลงตัว ทั้งของใช้จำเป็นและสินค้านำเข้าคุณภาพสูง Focused Services:บริการที่ตรงจุดและประทับใจมอบบริการแบบเฉพาะตัว (Personalized services)โดยพนักงานที่ผ่านการฝึกอบรมมาอย่างดี พร้อมโครงการนำร่อง Airport-residentที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกลุ่มคนที่เดินทางประจำและผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านที่มีการจราจรหนาแน่นโดยเฉพาะ Specialized Urban Zones:โซนพิเศษเพื่อคนเมืองด้วยการออกแบบผังร้านแบบCompact but Impactfulที่เน้นความคล่องตัว (Flow)ในการเลือกซื้อสินค้า มีไฮไลท์สำคัญคือGlass Prep Kitchenหรือครัวกระจกใสที่โชว์กระบวนการทำเบเกอรี่และอาหารสด ช่วยสร้างบรรยากาศการชอปปิงให้สนุกและมั่นใจในความสะอาดมากยิ่งขึ้น Lotuss Go Fresh Supermarketพร้อมแล้วที่จะให้คุณมาสัมผัส การอัปเกรดชีวิตดี ๆ ด้วยความสดและบริการที่เหนือกว่า ฉลาดเลือกเพื่อความคุ้มค่า ที่ลงตัวกับทุกไลฟ์สไตล์ที่The Backyard Mahidol Chiangmai
ข่าวประชาสัมพันธ์ • 23 ก.พ. 69
อ่าน
SMART จับเมกะเทรนด์ ออกสินค้า Green Product
#SMART #ทันหุ้น – SMART ออเดอร์แน่น งานรัฐ–เอกชน EEC ดีมานด์มาแรง เดินเกมขยายฐานลูกค้าทั่วประเทศโฟกัส บ้านแนวราบ ตลาดรีโนเวต แตกไลน์สินค้าใหม่รับเทรนด์ Green Product คุมต้นทุนเข้มรักษาอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 30%นายรังสี ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด (มหาชน) หรือ SMART ผู้ผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบาด้วยระบบอบไอน้ำภายใต้ความดันสูงเพื่อใช้ในงานก่อสร้างและงานกั้นผนังอาคาร เปิดเผยว่า ทิศทางธุรกิจไตรมาส 1/2569 บริษัทยังคงเผชิญแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ และภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยังชะลอตัวต่อเนื่องจากปีก่อน อย่างไรก็ตามบริษัทยังคงมีคำสั่งซื้อจากโครงการภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะโครงการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความต้องการใช้อิฐมวลเบา สำหรับโครงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน รวมถึงโครงการที่พักอาศัยแนวราบ และแนวสูงวางกลยุทธ์SMART วางกลยุทธ์การตลาดขยายฐานลูกค้าในทุกภูมิภาคที่มีศักยภาพ โดยเน้นกลุ่มบ้านแนวราบและตลาดรีโนเวท ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนาสินค้าใหม่กลุ่มงานโครงสร้างและบล็อกตกแต่ง เพื่อตอบโจทย์เมกะเทรนด์ด้านความยั่งยืนและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Product) สร้างความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ เสริมความเชื่อมั่นของลูกค้านอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการบริหารให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม รักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 30% ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวส่งผลให้ SMART มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถขยายธุรกิจรองรับโอกาสการฟื้นตัวของตลาดในระยะถัดไปได้อย่างมั่นคงโดยปัจจุบันบริษัทมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ 82.72 ล้านบาท และมีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 7.31 เท่า อีกทั้งมีหนี้สินอยู่ในระดับต่ำที่ 92.84 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.14 เท่าผลงานฉลุยสำหรับผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 432.94 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 585.53 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 32.30 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 87.02 ล้านบาทขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2568 มีรายได้รวม 102.96 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน ที่มีรายได้รวม 123.90 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 9.22 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 11.13 ล้านบาท โดยผลประกอบการปรับตัวลดลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การแข่งขันด้านราคา ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันทางการเงิน
ทันหุ้น • 20 ก.พ. 69
อ่าน
เครื่องฟอกอากาศ เลือกยังไง ให้คุ้มค่า ลด PM2.5 ดูแลปอด ห่างไกลจากฝุ่น
เครื่องฟอกอากาศ เลือกยังไง คำถามยอดฮิต ช่วงต้นปีแบบนี้ ปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ยังคงเป็นประเด็นร้อนแรงที่ทำให้ เครื่องฟอกอากาศ กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าสามัญประจำบ้านที่ขาดไม่ได้ แต่ท่ามกลางตัวเลือกนับร้อยในตลาดตอนนี้ ตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารุ่นไหน คุ้มค่าที่สุด? ซึ่งความคุ้มค่าไม่ได้แปลว่าต้อง "ราคาถูกที่สุด" เสมอไปค่ะ แต่หมายถึงการได้ประสิทธิภาพการกรองที่เหมาะสมกับพื้นที่บ้านและมีค่าใช้จ่ายระยะยาวที่รับได้ วันนี้เราจะช่วยคุณสาวๆ เลือกซื้อเครื่องฟอกอากาศ แบบมือโปรค่ะ วิธีเลือก เครื่องฟอกอากาศ 1. เช็กค่า CADR ให้เป๊ะกับขนาดห้อง หัวใจสำคัญ คือค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) ซึ่งบอกปริมาณอากาศบริสุทธิ์ที่เครื่องผลิตได้ต่อชั่วโมง หากเลือกเครื่องที่ CADR ต่ำไปวางในห้องใหญ่ เครื่องจะทำงานหนักแต่ฝุ่นไม่ลดลง สูตรคำนวณความคุ้มค่าแบบง่าย เพื่อให้ได้อากาศสะอาดที่หมุนเวียนอย่างน้อย 3-5 รอบต่อชั่วโมง (Air Changes per Hour) สามารถใช้สูตรนี้ค่ะ 2. มาตรฐานแผ่นกรองต้อง HEPA H13 ในปี 2026 มาตรฐานขั้นต่ำที่ควรมี คือแผ่นกรอง HEPA ระดับ H13 ขึ้นไป เพราะสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาด 0.3ไมครอนได้ถึง 99.97ซึ่งรวมถึง PM 2.5, ละอองเกสร และเชื้อแบคทีเรียบางชนิด Carbon Filter : ควรมีเพื่อช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์และก๊าซพิษ (VOCs) เทคโนโลยีเสริม : เช่น Plasmacluster (Sharp) หรือ Streamer (Daikin) ช่วยยับยั้งเชื้อโรคในอากาศได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับบ้านที่มีผู้ป่วยหรือเด็ก 3. อย่าดูแค่ราคาเครื่อง ให้ดู ราคาไส้กรอง นี่คือกับดักความคุ้มค่าที่หลายคนพลาดค่ะ! เครื่องฟอกอากาศบางรุ่นราคาถูกมาก แต่ค่าไส้กรองที่ต้องเปลี่ยนทุก 6-12เดือนกลับแพงลิ่ว กลุ่มประหยัด : Xiaomi, Hatari, Smarthome (ไส้กรองหาซื้อง่าย ราคาประมาณ 400 - 800บาท) กลุ่มประสิทธิภาพสูง : Sharp, Philips, Levoit (ไส้กรองราคาประมาณ 1,200 - 2,500บาท แต่แลกมาด้วยเซนเซอร์ที่แม่นยำกว่า) 4. ฟีเจอร์อัจฉริยะ (Smart Features) ความคุ้มค่าในปี 2026 คือการควบคุมได้ผ่านสมาร์ทโฟน ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ง่าย Auto Mode : เครื่องควรปรับความแรงตามค่าฝุ่นจริงได้เอง เพื่อประหยัดไฟ Real time Sensor : ต้องมีหน้าจอแสดงค่า PM 2.5 ที่แม่นยำ App Control : สั่งเปิดเครื่องก่อนถึงบ้าน 15นาที เพื่อให้เข้าไปแล้วได้อากาศสะอาดทันที เคล็ดลับการวาง เครื่องฟอกอากาศ ห้ามวางชิดผนัง : ควรห่างจากผนังอย่างน้อย 20-30ซม. เพื่อให้ดูดอากาศได้รอบทิศทาง วางในจุดที่อากาศไหลเวียนเช่น ใกล้เครื่องปรับอากาศ เพื่อช่วยกระจายอากาศสะอาดได้ทั่วถึง ปิดประตูหน้าต่างขณะใช้งาน : เพื่อไม่ให้เครื่องทำงานหนักเกินไปและช่วยยืดอายุไส้กรอง บทความที่คุณอาจสนใจ 5 เคล็ดลับดูแลปอดและร่างกายในช่วงฝุ่น PM 2.5 สูง พร้อมเทคนิคป้องกันฝุ่น 9 เครื่องฟอกอากาศ ยี่ห้อไหนดี 2569 ลด PM2.5 ในบ้าน ลดป่วยภูมิแพ้ ราคาคุ้มค่า
เทรนด์สุขภาพ • 5 ก.พ. 69
อ่าน
BPP รุกระบบเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในสหรัฐ คาด COD ใน Q4/70
#BPP #ทันหุ้น-BPP รุกลงทุนโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) “เมกะเมาท์” ขนาด 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นโครงการ BESS แห่งแรกของบริษัทในสหรัฐฯ เสริมความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้าและขยายโอกาสสร้างรายได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี เตรียมก้าวสู่กลุ่มธุรกิจ ‘Power+’ อย่างแข็งแกร่ง เพื่อดำเนินธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ คาด COD ไตรมาส 4 ปี 2570การลงทุนครั้งนี้ช่วยเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บ ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าที่กำลังก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานยุคใหม่อย่างรวดเร็ว โมเดลสร้างรายได้ที่หลากหลาย เช่น ซื้อไฟช่วงราคาต่ำ–ขายช่วงราคาสูง (Energy Arbitrage) และบริการเสริมที่สนับสนุนเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า (Ancillary Services) รวมถึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้าน Energy Trading เพื่อความยืดหยุ่นในการสร้างรายได้ที่มั่นคง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจในอนาคต ทั้งการให้บริการแก่ธุรกิจศูนย์ข้อมูล (Data Center) และธุรกิจเชิงพาณิชย์บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ผู้ผลิตพลังงานระดับสากล เดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนในสหรัฐฯ ด้วยการเข้าลงทุนในโครงการระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่เมกะเมาท์ (Megamouth Battery Energy Storage System: BESS) ผ่านบริษัทลูก Banpu Power US Corporation (BPPUS) มูลค่าประมาณ 90 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (เทียบเท่า 2,799 ล้านบาท) ตั้งอยู่ที่เมืองฮิวสตัน รัฐเท็กซัส (Houston, Texas) ซึ่งเป็นตลาด BESS ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 และเติบโตเร็วที่สุดของสหรัฐฯ[1] โครงการนี้มีขนาดกำลังไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และความจุพลังงาน 200 เมกะวัตต์ชั่วโมง เชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าของ CenterPoint Energy ผู้ให้บริการระบบสายส่งหลักในเมืองฮิวสตัน ทั้งนี้ ระบบกักเก็บพลังงานดังกล่าวจะดำเนินการจำหน่ายและส่งไฟฟ้าในตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มอย่างต่อเนื่องจากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ในไตรมาส 4 ปี 2570 การลงทุนครั้งนี้เป็นการสนับสนุนการเติบโตของกลุ่มธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบภายใต้ ‘Power+’ (ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักภายหลังการควบบริษัทกับบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) พร้อมเติมเต็มห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าในสหรัฐฯ ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บ ไปจนถึงการซื้อขายไฟฟ้า เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าที่กำลังก้าวสู่ภูมิทัศน์พลังงานยุคใหม่อย่างรวดเร็วตลาดไฟฟ้าเสรี ERCOT เป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าที่มีการเติบโตของความต้องการไฟฟ้าสูงที่สุดในสหรัฐฯ[2] โดยคาดว่าความต้องการไฟฟ้าของสหรัฐฯ ในช่วงฤดูร้อน (เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม) อาจเพิ่มขึ้น 70% ภายในปี 2574 แตะระดับประมาณ 143 กิกะวัตต์ ท่ามกลางสภาพราคาพลังงานที่ผันผวนจากสภาพอากาศแปรปรวน และสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลให้การบริหารจัดการเสถียรภาพของระบบไฟฟ้ามีความซับซ้อนมากขึ้น ขณะเดียวกันระบบไฟฟ้าใน ERCOT ยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังผลิตไฟฟ้าสำรอง (Reserve Margin) ที่มีแนวโน้มลดลง ประกอบกับความต้องการใช้ไฟฟ้าปริมาณมหาศาลจากภาคอุตสาหกรรมและศูนย์ข้อมูล รวมถึงการที่ ERCOT ยังไม่มีกลไกตลาด Capacity Market ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้มีไฟฟ้าสำรองเพียงพอในช่วงที่มีความต้องการสูง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ ERCOT เป็นหนึ่งในตลาดไฟฟ้าที่เผชิญความท้าทาย ด้านการจัดการระบบไฟฟ้าสูงกว่าหลายตลาดในสหรัฐฯนายอิศรา นิโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP กล่าวว่า “ตลาด ERCOT กำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบพลังงานสหรัฐฯ ทำให้ BESS กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเสริมเสถียรภาพและความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายไฟฟ้า BPP เล็งเห็นโอกาสเชิงกลยุทธ์นี้จึงตัดสินใจเข้าลงทุนโครงการ BESS ในสหรัฐฯ เพื่อสร้างแหล่งรายได้ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) พร้อมเปิดโอกาสในการให้บริการธุรกิจที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง เช่น ธุรกิจศูนย์ข้อมูลและธุรกิจเชิงพาณิชย์ รวมถึงต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการซื้อขายไฟฟ้าในสหรัฐฯ ผ่าน BPPUS ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการบริหารโครงการเพื่อความยืดหยุ่นในการสร้างรายได้ที่มั่นคง ตลอดจนการดูแลรักษาระบบให้เสถียร เตรียมความพร้อมสำหรับการดำเนินธุรกิจในห่วงโซ่คุณค่าพลังงานอย่างครบวงจรในอนาคต ครอบคลุมโรงไฟฟ้าพลังงาน ความร้อน พลังงานหมุนเวียน ระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) และการซื้อขายไฟฟ้า (Energy Trading) ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดพลังงานโลกอย่างมั่นคง”โครงการ BESS นี้จะสร้างรายได้หลักจากโมเดลธุรกิจ Energy Arbitrage ซื้อไฟช่วงราคาต่ำ–ขายช่วงราคาสูง และ Ancillary Services บริการเสริมที่สนับสนุนเสถียรภาพโครงข่ายไฟฟ้า[3] รองรับสถานการณ์ความผันผวนของระบบไฟฟ้าใน ERCOT พร้อมทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์จาก Investment Tax Credit (ITC) ประมาณ 40% ของมูลค่าการลงทุน“การลงทุนในสินทรัพย์พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมครั้งนี้ไม่เพียงสอดรับกับทิศทางความต้องการของพลังงานในอนาคต แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการขยายพอร์ตธุรกิจ BESS ภายใต้ธุรกิจ ‘Power+’ ของกลุ่มบ้านปู ที่พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและตอบโจทย์เป้าหมาย Decarbonization ของบริษัท” นายอิศรา นิโรภาส กล่าว
ทันหุ้น • 2 ก.พ. 69
อ่าน
ธอส.ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่ 2.42 แสนล้าน โตสวนตลาด 0.5%
#ทันหุ้น ธอส.ตั้งเป้าสินเชื่อใหม่2.42แสนล้านโตสวนตลาด 0.5% ท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง-หนี้ครัวเรือนสูง เปิดยุทธศาสตร์ GHB Bank Next วางอนาคตธนาคารให้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนเร็ว จากผู้ให้กู้ สู่คู่คิดด้านที่อยู่อาศัยนายมหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)คนใหม่แถลงวิสัยทัศน์ในการดำเนินงานว่า ธนาคารจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้การกู้ยืมเงินเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังเป็นที่ปรึกษาที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยให้แก่คนไทยอย่างครบวงจร ซึ่งภารกิจต่อจากนี้คือการ ปฏิรูปองค์กรให้เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ภายใต้ยุทธศาสตร์ GHB Bank Next" สู่การเป็น Intelligent Sustainable Housing Companion เพื่อรักษาบทบาทการเป็นเสาหลักที่ช่วยพยุงภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา แม้สภาพเศรษฐกิจจะซบเซาแต่ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อใหม่ได้สูงถึง 2.47 แสนล้านบาท โต 4.52% ขณะที่ ในอุตสาหกรรมติดลบ 5.8% ครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับหนึ่งหรือราว 56% โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ซึ่งมีการปล่อยสินเชื่อบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาทได้ถึง 52.83% ขณะที่ หนี้เสียอยู่ที่ 4.98% ผลกำไรอยู่ที่ประมาณหมื่นล้านบาท“ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นว่าธอส.ไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการเงินเฉพาะกิจขนาดเล็กอีกต่อไปแต่เป็นสถาบันการเงินที่ยิ่งใหญ่และเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมที่อยู่อาศัยโดยในปีที่ผ่านมาธนาคารได้สานฝันให้คนไทยมีบ้านเพิ่มขึ้นมากกว่า1.2 แสนล้านราย”ส่วนเป้าหมายปีนี้ สินเชื่อปล่อยใหม่อยู่ที่ 2.42 แสนล้านบาท โต 0.5% ขณะที่ ตลาดสืนเชื่อคาดหดตัว 0.5% เน้นปล่อยผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ส่วนยอดสินเชื่อคงค้าง 1.96 ล้านล้านบาท หนี้เสียอยู่ที่ 5.11% ซึ่งยอมรับว่า เป็นเป้าหมายที่ท้าทายท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบางและหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ส่วนการระดมเงินฝากนั้น แม้ทิศทางดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ แต่ผู้ฝากยังมั่นใจในการฝากเงินกับธนาคาร จึงไม่มีปัญหาด้านการระดมเงินฝากเขายังกล่าวถึงความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจของธนาคารด้วยว่า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำและปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูงซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อและการอนุมัติสินเชื่อของประชาชนขณะเดียวกันธนาคารต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากทั้งธนาคารพาณิชย์และคู่แข่งรายใหม่อย่างVirtual Bankรวมถึงความเสี่ยงด้านไซเบอร์ที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดอย่างไรก็ตามองค์กรยังมองเห็นโอกาสในกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มวัยเริ่มทำงานซึ่งเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์สังคมสูงวัยและเทรนด์อสังหาริมทรัพย์สีเขียวเพื่อความยั่งยืนทั้งนี้ ธนาคารมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีAI และการวิเคราะห์ข้อมูลมาปรับใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและยกระดับความปลอดภัยโดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเป็นสถาบันการเงินที่สนับสนุนการมีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและทันสมัยในอนาคต
ทันหุ้น • 22 ม.ค. 69
อ่าน
ASW ต่อยอดความสำเร็จย่านรังสิตส่งแบรนด์ Kave ปลุกกระแส
AssetWise สานต่อความสำเร็จ ส่งแบรนด์ Kave เยือนย่าน ม.รังสิตครั้งแรก! เปิดตัว “Kave Carnival รังสิต” แคมปัสคอนโดแห่งใหม่สไตล์คาร์นิเวิล ใช้ชีวิตสนุกได้เต็มที่กับส่วนกลางที่ให้มากถึง 40 รายการ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ 2 สไตล์ พร้อมมอบความสะดวกปลอดภัยด้วย Smart IoT บนไพรม์โลเคชั่น ถึง ม.รังสิตใน 5 นาที ติดถนนใหญ่ สะดวกทุกการเดินทาง ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงสถานีรังสิต เพียง 1 สถานีถึงสนามบินดอนเมือง คุ้มทั้งอยู่เองและปล่อยเช่า Yield สูงกว่า 8%* เปิดชมห้องตัวอย่างครั้งแรก 14 ก.พ. นี้ พร้อมโปรโมชันห้องราคาพิเศษในงานเพียง 1.29 ล้านบาทนางสาวพชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน)หรือASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ เปิดตัวแคมปัสคอนโดมิเนียมแบรนด์เคฟ (Kave) แห่งใหม่บนทำเลใกล้ ม.รังสิต เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่อ “เคฟ คาร์นิเวิล รังสิต” (Kave Carnival Rangsit) มูลค่าโครงการ 1,453 ล้านบาท ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จจากโครงการแอทโมซ คาแนล รังสิต (Atmoz Kanaal Rangsit) คอนโดมิเนียมสไตล์รีสอร์ทที่ได้รับกระแสตอบรับดีจากผู้ปกครองและนักศึกษาไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยโครงการใหม่จะเปิดให้ชมห้องตัวอย่างในวันที่ 14 ก.พ. นี้Kave Carnival รังสิต เป็นแคมปัสคอนโดมิเนียมภายใต้แนวคิด “Where Life is Magical ให้ทุกวันมหัศจรรย์กว่าที่เคย” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเทศกาล “Carnival” เทศกาลแห่งสีสัน ความสนุก และความตื่นเต้น ถ่ายทอดประสบการณ์การใช้ชีวิตที่ปลุกพลังและตัวตนของคนรุ่นใหม่ ทุกพื้นที่ภายในโครงการถูกออกแบบเสมือนฉากการแสดง เมื่อม่านการแสดงถูกเปิดขึ้น ชีวิตธรรมดาจะถูกยกระดับสู่เวทีแห่งความมหัศจรรย์ ส่วนกลางทุกพื้นที่เปรียบเสมือน “โชว์” ที่รอให้ทุกคนได้ค้นพบตัวตน ความฝัน และสิ่งใหม่ๆ อย่างไร้ขีดจำกัด ที่นี่จึงไม่เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นเวทีของคนรุ่นใหม่ที่สามารถเรียน ทำงาน สร้างสรรค์ และสนุกกับชีวิตในแบบของตัวเอง ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา และความรู้สึกพิเศษในทุกวัน โครงการ Kave Carnival รังสิต เป็นโครงการแคมปัสคอนโดมิเนียมแบบ Low rise สูง 8 ชั้น จำนวน 4 อาคาร ใกล้ ม.รังสิต เพียง 5 นาที ติดถนนใหญ่ ถ.รังสิต-ปทุมธานี นำแรงบันดาลใจจากงาน Carnival ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และสีแดงที่สะท้อนความแอคทีฟ มาสร้างบรรยากาศให้รู้สึกเหมือนได้ก้าวเข้าสู่โลกที่เต็มไปด้วยสีสันและความพิเศษได้ทุกวัน ด้วยพื้นที่ส่วนกลางที่รองรับทั้งการพักผ่อนและกิจกรรมแอคทีฟตลอด 24 ชม. มากถึง 40 กิจกรรม เช่น สระว่ายน้ำ 2 สไตล์ Lap Pool ยาว 25 ม. และ Lazy Pool พร้อมสไลเดอร์, Mini Theater, KaveKitchen, Kave Café, Mystic Gym รวมถึงโซนอ่านหนังสือและปล่อยพลังครีเอทีฟในทุกอาคารทั้งใน Fairy Co-Working หรือ Cotton Candy Loungeภายในโครงการ Kave Carnival รังสิต ประกอบด้วยห้องพักอาศัย จำนวน 850 ยูนิต โดยมีห้องให้เลือก 4 รูปแบบ ได้แก่ 1 Bedroom 23-26 ตร.ม., 1 Bedroom Exclusive (B1,B2) 27-28 ตร.ม. และ 1 Bedroom Plus 36-38 ตร.ม. ที่มาพร้อมฟังก์ชันห้องที่แบ่งเป็นสัดส่วน ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง พร้อม Fully Furnished แต่งเฟอร์นิเจอร์ครบ ที่มาพร้อมนวัตกรรมที่ช่วยให้ชีวิตสะดวกและปลอดภัยกับ Smart Access ระบบจดจำการเข้า-ออกโครงการ Smart Booking สำหรับจองใช้ส่วนกลาง ระบบ Smart Secure ดูแลความปลอดภัย และแจ้งเตือนฉุกเฉินแบบเรียลไทม์ เหมาะทั้งอยู่เองและลงทุนปล่อยเช่า ในราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาทAssetWise ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตามแนวคิด GrowGreen ที่โครงการ Kave Carnival รังสิต จึงมีระบบบำบัดน้ำเสียในโครงการก่อนปล่อย, Green Space ม่านต้นไม้แนวตั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียวและลดแสงแดด, Clean Air ปลูกต้นไม้กรองฝุ่นและใช้เครื่องปรับอากาศกรอง PM2.5, Energy Efficiency ใช้สีรักษ์โลก ไฟ LED ประหยัดพลังงาน พร้อมจุดชาร์จ EV ภายในโครงการอีกด้วยปัจจุบันศักยภาพทำเลของโซนรังสิต เป็นย่านที่มีการคมนาคมครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นทางด่วน 3 สาย คือ ทางด่วนอุดรรัถยา (บางปะอิน–ปากเกร็ด) ที่เชื่อมกับเส้นแจ้งวัฒนะ กาญจนาภิเษก ดอนเมืองโทลล์เวย์ วิ่งเข้าวิภาวดี ดินแดง พระราม 9 ได้รวดเร็ว และทางหลวงหมายเลข 9 มุ่งหน้าสู่นครนายก รวมถึงรถไฟฟ้ารองรับการขยายตัวของเมือง โดยโครงการอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง (SRT) สถานีรังสิตเพียง 700 ม. สามารถเดินทางไปสนามบินดอนเมืองได้ใน 1 สถานี“รังสิตเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งงาน และแหล่งรวมสถาบันการศึกษาชื่อดัง ทั้ง รร.เซนต์โยเซฟ เมืองเอก, รร.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัย รังสิต (SBS) รวมถึง ม.รังสิต หนึ่งในมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีนักศึกษามากที่สุดในไทย จึงมีดีมานด์การซื้อและเช่าชัดเจน เห็นได้จากโครงการ Atmoz Kanaal รังสิต ที่เราพัฒนาก่อนหน้านี้ ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มนักศึกษา ม.รังสิต อย่างมาก โดยให้อัตราผลตอบแทน (Yield) สูงกว่า 8% ต่อปี* เราจึงนำ Insight มาต่อยอดสู่โครงการ Kave Carnival รังสิต ที่ยกระดับทั้งดีไซน์และฟังก์ชันให้สนุก เชื่อมต่อชีวิตการเรียน การทำงาน และการพักผ่อนได้อย่างลงตัว โดนใจคนรุ่นใหม่ยิ่งขึ้น เรามั่นใจว่านี่จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ครองใจผู้อยู่อาศัย และสร้างความคุ้มค่าให้นักลงทุนอย่างแน่นอน” นางสาวพชร กล่าว สำหรับผู้ที่สนใจเยี่ยมชมห้องตัวอย่างของโครงการ Kave Carnival รังสิต สามารถลงทะเบียนเพื่อรับส่วนลดสูงสุด 200,000 บาท ได้ที่ https://assetwise.co.th/l/ehMPnN ชมห้องตัวอย่างครั้งแรก 14 ก.พ. นี้ ทุกห้องที่จองภายในงานมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลมูลค่ารวมกว่า 100,000 บาท* พร้อมเปิดตัวห้องราคาพิเศษเพียงในราคา 1.29 ล้าน
ทันหุ้น • 14 ม.ค. 69
อ่าน
HMPRO เปิดบทบาทใหม่ปี 2026 สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน”ผ่าน TVC – ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล
#ทันหุ้น - HMPRO “โฮมโปร” ผู้นำธุรกิจ Total Home Solution Living Experience ก้าวไปอีกขั้น จากบทบาทค้าปลีกเรื่องบ้าน สู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ตั้งใจอยู่เคียงข้างผู้บริโภคในทุกช่วงเวลาของการใช้ชีวิตในบ้าน ภายใต้แนวคิด “Complete Home Solution, Better Living Experience” เพื่อดูแลบ้านให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ทั้งสินค้า บริการ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ บน 3 แกนหลัก Convenience / Safety / Healthyแนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดเรื่องราวผ่าน TVC ใหม่ “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” ที่ชวนคนไทยกลับมาใส่ใจกับเรื่องใกล้ตัวที่อาจดูธรรมดาแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในทุกๆ วันตั้งแต่โซลูชันทุกเรื่องบ้านและเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดูแลบ้านเป็นเรื่องง่ายขึ้นไปจนถึงบริการจากCHANG HomeProที่ทำให้ทุกการติดตั้งและซ่อมแซม “สะดวก รวดเร็ว ง่ายกว่า” ในชีวิตจริงBetter Living เริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัวที่สุดคุณวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า จากการสำรวจมุมมองผู้บริโภคในทุกวันนี้ การมี “ชีวิตที่ดีขึ้น” หรือ “Better Living” มักเริ่มจากสิ่งที่ใกล้ตัวที่สุด นั่นคือ “บ้าน” บ้านที่อยู่แล้วสบายใจ ใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น ประหยัดเวลา มีตัวช่วยที่ไว้ใจได้ และมีโซลูชันที่ทำให้เรื่องยุ่งยากในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องที่จัดการได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดูแลสุขภาพในบ้าน ความปลอดภัยของคนในครอบครัว หรือการมีเครื่องมือและบริการที่ช่วยลดภาระจุกจิกในแต่ละวันจาก “ที่ซื้อของ” สู่ “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ดูแลได้จริง“ในมุมของโฮมโปร ชีวิตที่ดีขึ้นมักเริ่มจากการแก้ “โจทย์เรื่องบ้าน” ซึ่งโจทย์การอยู่อาศัยของคนไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามไลฟ์สไตล์และโครงสร้างของแต่ละครอบครัว หลายคนเคยมีประสบการณ์ซื้อสินค้าบ้านแล้วต้องไปตามหาช่างติดตั้งเอง หรือบางคนมีปัญหาเล็กๆ ในบ้านที่สะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยในระยะยาว โฮมโปรจึงต้องการยกระดับบทบาทจากการเป็น ‘ที่ซื้อของเรื่องบ้าน’ ในสายตาผู้บริโภค ไปสู่การเป็น “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” ที่ช่วยดูแลได้ครบ ทั้งสินค้า บริการ และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเรื่องบ้านตัวจริง เพื่อให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการเรื่องบ้าน และเติมเต็มการใช้ชีวิตของทุกบ้านให้ดีขึ้นได้จริง”3 แกนหลัก เพื่อ Better Living ( Convenience / Safety / Healthy )แนวทางสำคัญของโฮมโปรในปี 2026 จึงเป็นการขับเคลื่อนบทบาท “พาร์ตเนอร์เรื่องบ้าน” หรือ การเป็นศูนย์รวมสินค้าและบริการเรื่องบ้านครบวงจร (Total Home Solution Living Experience) ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้ 3 แกนหลักที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริงของผู้บริโภคในทุกวันConvenience (สะดวก ครบ จบ): โซลูชันและบริการที่ช่วยให้ชีวิตในบ้าน ไม่กินพลังงานชีวิต ตั้งแต่เทคโนโลยีอัจฉริยะที่ควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน : โรบอตดูดฝุ่น ที่ช่วยดูแลความเรียบร้อยในบ้านและลดความเหนื่อยของคนที่เราห่วงใย และโซลูชันความบันเทิงที่เติมความสุขเล็กๆ ในทุกวัน รวมถึงบริการจากทีม CHANG HomePro ที่ทำให้การติดตั้ง/ซ่อม/ดูแลบ้าน เป็นเรื่องสะดวก รวดเร็ว และครบจบในที่เดี่ยวSafety (ปลอดภัย อุ่นใจ): โซลูชันด้านความปลอดภัยที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนหรือช่วงเวลาใด : กล้องวงจรปิด ที่ดูผ่านแอปฯ ได้แบบเรียลไทม์ ช่วยดูแลความเรียบร้อยของคนในครอบครัวได้ทุกที่ทุกเวลา และโซลูชันด้านความปลอดภัยสำหรับผู้สูงวัย ที่ออกแบบให้ทุกพื้นที่ในบ้าน-โดยเฉพาะห้องน้ำ-เป็นพื้นที่ที่ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจทุกวันHealthy (บ้านสุขภาพดี): นวัตกรรมที่ช่วยดูแลคุณภาพอากาศและน้ำในบ้าน ลดความกังวลเรื่องสุขอนามัย และสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว : เครื่องฟอกอากาศและเครื่องกรองน้ำ ไปจนถึงโซลูชันสุขภาพภายในบ้านที่ช่วยให้ทุกวันของการอยู่อาศัย สะอาด ปลอดภัย และสบายใจยิ่งขึ้นทั้ง 3 แกนหลักนี้ไม่ใช่เพียงหมวดหมู่ของสินค้าและบริการ แต่คือกรอบความคิดที่สร้างมาตรฐานใหม่ของการดูแลบ้าน เพื่อให้บ้านเป็นพลังที่สนับสนุนชีวิต ไม่ใช่ภาระในแต่ละวัน“ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” ไม่ใช่แค่แคมเปญ แต่คือทิศทางของแบรนด์โฮมโปรมุ่งทำให้การดูแลบ้าน เป็นเรื่องที่คนไทยรู้สึกว่ามีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้อยู่เคียงข้าง ตั้งแต่การเลือกโซลูชันให้เหมาะกับบ้านแต่ละแบบ การติดตั้ง บริการหลังการขาย ไปจนถึงการให้คำแนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ทั้งหมดนี้ขับเคลื่อนภายใต้ความตั้งใจเดียวคือ ทำให้ทุกคนมี Better Living “ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” ในแบบที่สัมผัสได้จริงในทุกๆ วันสำหรับช่วงปลายปี 2025 นี้ โฮมโปรจะเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาหรือ TVC ภายใต้ธีม “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” โดยชวนคนไทยเห็นภาพว่าความใส่ใจใน เรื่องเล็กๆ ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น สามารถเปลี่ยนคุณภาพได้มากกว่าที่คิด และในปี 2026 บทบาทการเป็นพาร์ตเนอร์ที่ดูแลทุกเรื่องบ้านของโฮมโปร จะยิ่งชัดเจนขึ้น ผ่านคอนเทนต์ให้ความรู้และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงการเล่าโซลูชันที่ช่วยแก้ Pain point เรื่องบ้านอย่างครอบคลุมในทุกมิติ“โฮมโปร เชื่อมั่นว่า เมื่อเรื่อง “บ้าน” ได้รับการดูแลให้ง่ายขึ้น ทุกคนก็จะมีเวลาและพลังไปใช้ชีวิตในด้านอื่นๆ รวมถึงใช้เวลากับคนในครอบครัวได้มากขึ้น และตลอดปี 2026 แนวคิด “ทุกเรื่องบ้าน ให้เราดูแล” จะถูกขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้โฮมโปรเป็นส่วนหนึ่งของบ้านที่น่าอยู่ขึ้นในแบบของทุกคน”
ทันหุ้น • 7 ม.ค. 69
อ่าน
BYD ผนึกกำลัง Huawei รุกหนักระบบนิเวศ HarmonyOS ปูพรมเชื่อมต่อ "คน-รถ-บ้าน" เต็มรูปแบบ รับเทรนด์ปี 2026
ในยุคที่ยานยนต์ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะ แต่กำลังกลายเป็น "Device เคลื่อนที่" ขนาดใหญ่ ความเคลื่อนไหวล่าสุดจากค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง BYD Automotive ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนและโลก เมื่อ BYD ตัดสินใจยื่นใบสมัครเข้าร่วม Global Intelligent Internet of Things Alliance (GIIC) เพื่อก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในสมาชิกสภาบริหาร (Council Member) การขยับตัวครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสมัครสมาชิกสมาคมทั่วไป แต่เป็นการประกาศวิสัยทัศน์ในการเชื่อมต่อโลกยานยนต์เข้ากับโลก IoT (Internet of Things) ผ่านระบบนิเวศที่ทรงพลังอย่าง HarmonyOS อย่างเป็นทางการ เจาะลึกความร่วมมือ: เมื่อเบอร์ 1 ยานยนต์ ผสาน เบอร์ 1 ระบบปฏิบัติการ จากรายงานของ IT-home ระบุว่า BYD ได้ยื่นใบสมัครเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายหลักคือการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตร GIIC ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2024 องค์กรนี้คือศูนย์รวมของยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมกว่า 350 ราย อาทิ Huawei, Haier, China Mobile และสถาบันวิจัยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของจีน (CAICT) หัวใจสำคัญของ GIIC คือการสร้างรากฐานดิจิทัลมาตรฐานสำหรับการใช้งาน IoT และผลักดันให้ระบบนิเวศ HarmonyOS ขยายตัวในระดับอุตสาหกรรม การที่ BYD เข้ามาร่วมวงในฐานะสมาชิกสภาระดับสูง หมายถึงการนำความเชี่ยวชาญด้านยานยนต์อัจฉริยะ มาผสานกับทรัพยากรด้านอุตสาหกรรมของพันธมิตร เพื่อสร้าง "มาตรฐานกลาง" ใหม่ให้กับโลกเทคโนโลยี ภารกิจหลัก: ทลายกำแพงกั้นระหว่างอุปกรณ์ ปัญหาเรื้อรังของโลก Smart Home และ Smart Car คือความกระจัดกระจาย (Fragmentation) อุปกรณ์ต่างค่ายคุยกันไม่รู้เรื่อง โปรโตคอลไม่ตรงกัน BYD และ GIIC จึงวางแผนที่จะ: สร้างมาตรฐานการเชื่อมต่อ: พัฒนาโปรโตคอลการรับส่งข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ HarmonyOS เกรดรถยนต์ และอุปกรณ์สมาร์ทโฮมให้เป็นภาษาเดียวกัน ขับเคลื่อนด้วย AI: ใช้ AI Agent เป็นตัวกลางในการประสานงาน สร้างนวัตกรรมที่ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ ภาพอนาคต: ชีวิตที่ไร้รอยต่อ ความร่วมมือนี้จะครอบคลุมรถยนต์ทุกไลน์อัพของ BYD รวมถึงอุปกรณ์สวมใส่และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตัวอย่างสถานการณ์จริงที่จะเกิดขึ้น: จากรถสู่บ้าน (Vehicle-to-Home): ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงจากในรถ เพื่อเปิดแอร์ เปิดไฟ หรือเปิดเครื่องทำน้ำอุ่นที่บ้านให้พร้อมก่อนที่จะขับรถไปถึง จากบ้านสู่รถ (Home-to-Vehicle): แผงควบคุม Smart Home ในบ้าน สามารถสั่งอุ่นเครื่องรถยนต์ ตั้งค่าระบบนำทางล่วงหน้า หรือตรวจสอบสถานะแบตเตอรี่รถยนต์ได้ทันที ความปลอดภัยแบบทูเวย์: ระบบรักษาความปลอดภัยของบ้านและรถจะสื่อสารกัน หากเกิดเหตุผิดปกติที่บ้าน รถจะแจ้งเตือน หรือหากรถมีการบุกรุก ระบบที่บ้านก็จะรับรู้ได้เช่นกัน บทวิเคราะห์ตลาด : ทำไม BYD ต้องเดินเกมนี้? ในปี 2025 ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าสู่ภาวะ Red Ocean อย่างสมบูรณ์ การแข่งขันด้วย "ฮาร์ดแวร์" เช่น ระยะทางขับขี่หรือความเร็ว ไม่ใช่จุดขายที่สร้างความแตกต่างได้มากพออีกต่อไป สงครามครั้งใหม่คือ "สงครามซอฟต์แวร์และระบบนิเวศ" (Ecosystem War) การรับมือคู่แข่งสาย Tech (Xiaomi Huawei): คู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของ BYD ในจีนตอนนี้ไม่ใช่ Tesla แต่เป็น Xiaomi (ที่มีระบบนิเวศ Human x Car x Home แข็งแกร่งมาก) และค่ายรถพันธมิตรของ Huawei (HIMA) ที่ใช้ HarmonyOS เต็มรูปแบบ การที่ BYD เข้าร่วม GIIC คือการ "อุดจุดอ่อน" เรื่อง Ecosystem ของตัวเอง เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการแข่งขัน ทางลัดสู่ Super App: แทนที่ BYD จะสร้าง OS หรือมาตรฐาน IoT ของตัวเองใหม่ทั้งหมด ซึ่งต้องใช้เวลาและเสี่ยงต่อการล้มเหลว การกระโดดเข้าใส่มาตรฐานกลางที่มี Huawei และ Haier หนุนหลังอยู่แล้ว คือทางลัดที่ฉลาดที่สุดในการเข้าถึงฐานผู้ใช้งาน Smart Home จำนวนมหาศาลทันที การยกระดับแบรนด์: การขยับจากผู้ผลิตรถยนต์ สู่ผู้ให้บริการไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Provider) จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับแบรนด์ BYD และสร้างความภักดี (Brand Loyalty) ให้ลูกค้าเปลี่ยนค่ายยากขึ้น เพราะรถยนต์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของบ้านไปแล้ว วิเคราะห์แรงกระเพื่อมสู่อุตสาหกรรม การขยับตัวของ BYD ครั้งนี้จะส่งผลกระทบในวงกว้าง ดังนี้: ต่อผู้บริโภค: ผู้ใช้รถ BYD จะได้รับประสบการณ์ที่สะดวกสบายขึ้นอย่างก้าวกระโดด แอปพลิเคชันที่เคยแยกส่วนจะถูกยุบรวม การสั่งงานข้ามอุปกรณ์จะกลายเป็นเรื่องพื้นฐาน (Standard Feature) ไม่ใช่ลูกเล่นราคาแพงอีกต่อไป นอกจากนี้ เราจะได้เห็นโชว์รูมรูปแบบใหม่ที่เป็น "Human-Vehicle-Home Experience Spaces" ที่ลูกค้าสามารถทดลองซื้อรถพร้อมกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ทำงานร่วมกันได้ในที่เดียว ต่ออุตสาหกรรม Smart Home: การที่ค่ายรถเบอร์ 1 ของจีนรองรับมาตรฐานนี้ จะเป็นตัวเร่งให้ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าแบรนด์อื่นๆ (นอกเหนือจาก Haier หรือ Midea) ต้องเร่งปรับตัวให้รองรับมาตรฐาน GIIC/HarmonyOS ตามไปด้วย เพื่อให้สินค้าของตนขายได้กับเจ้าของรถ BYD ที่มีจำนวนมหาศาล ต่อคู่แข่งและมาตรฐานโลก: นี่อาจเป็นการบีบให้ค่ายรถยนต์อื่นๆ ต้องเลือกข้าง ระหว่างการเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรนี้ หรือพยายามดันมาตรฐาน Apple CarPlay / Android Auto ให้ลึกขึ้นในระดับ Hardware Control ซึ่งจะทำให้การแบ่งขั้วของเทคโนโลยี (Tech Decoupling) ชัดเจนยิ่งขึ้น บทสรุป การยื่นใบสมัครเข้าร่วม GIIC ของ BYD ในช่วงปลายปี 2025 นี้ ไม่ใช่เพียงข่าวธุรกิจธรรมดา แต่คือ "จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย" ที่ BYD กำลังจะเติมเต็ม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้า สู่ผู้นำด้านนวัตกรรม AIoT (AI + IoT) อย่างเต็มตัว การผนึกกำลังระหว่าง "ฮาร์ดแวร์ยานยนต์ที่มียอดขายสูงสุด" กับ "ระบบนิเวศ HarmonyOS ที่เติบโตเร็วที่สุด" จะสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง 'บ้าน' และ 'รถ' จางหายไป และนี่คือสัญญาณเตือนไปยังคู่แข่งทั่วโลกว่า สงครามยานยนต์ยุคต่อไป จะวัดกันที่ใครเชื่อมต่อชีวิตผู้คนได้แนบเนียนกว่ากัน Credit : carnewschina Photo Credit : AI Generated
ข่าวยานยนต์ • 28 ธ.ค. 68
อ่าน
WHAปี69ขายที่ดินนิวไฮ ‘เซมิคอนดักเตอร์’จ่อเข้า
#WHA #ทันหุ้น - WHA มองทิศทางธุรกิจปี 2569 เติบโตต่อเนื่อง ตั้งเป้ายอดขายที่ดินนิวไฮ จากกระแสย้ายฐานลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ – คอนซูเมอร์โปรดักต์-อีวีซัพพลายเชน แถมส่งต่อความต้องการใช้น้ำ – พลังงานสะอาดไปยัง WHAUP มองอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็น Next Stop ใน 2–3 ปีข้างหน้านายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงินกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ในปี 2569 บริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้ายอดขายที่ดินจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) จากแรงหนุนของการย้ายฐานการผลิตและการลงทุนในประเทศไทย@ดาต้า-คลาวด์หนุนโดยยังคงประเมินว่าธุรกิจ Data Center และ Cloud Service ยังคงเป็นธุรกิจที่เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากประเทศไทยยังมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ความมั่นคงของระบบไฟฟ้า และความสามารถในการจัดหาพลังงานสะอาดผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของลูกค้ากลุ่มเทคโนโลยี Hyperscale ระดับโลกโดยเฉพาะจากสหรัฐฯ และจีน ขณะเดียวกันลูกค้าในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภค (Community) ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากไทยยังได้เปรียบด้านวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทาน ดึงดูดผู้ประกอบการจากต่างประเทศเข้ามาใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดเอเชียทั้งนี้ WHA จะยังคงชูจุดแข็งของไทยที่มีความได้เปรียบด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่แข็งแกร่งโดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในการดึงดูดผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ให้เข้ามาลงทุน หลังจากที่ประสบความสำเร็จในการดึงกลุ่ม PCB (Printed Circuit Board) เข้ามาจนไทยเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ทั้งนี้จะมุ่งเจาะกลุ่มอุตสาหกรรมชิปสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์ IoT ซึ่งมีความต้งอการสูง สามารถใช้ได้หลากหลายทั้งสุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน สมาร์ทโฟน ฯลฯ โดยจะมุ่งเน้นไปที่ผู้ผลิตจากไต้หวัน เกาหลี และจีน@โลจิสติกส์เด่น ขณะที่กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 150,000 - 200,000 ตารางเมตร โดยในปี 2568 คาดว่าจะทำได้ถึง 200,000 ตารางเมตร ตามเป้าหมาย พร้อมกันนี้ บริษัทได้เริ่มขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจง (High Value) ที่ต้องการคลังสินค้าที่มีสเปคสูงและมีสัญญาเช่าระยะยาวทั้งนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าสัญญา (Contract Value) ให้สูงกว่าปกติถึง 3-4 เท่า อาทิ 1.กลุ่มวัสดุก่อสร้าง: มีการเซ็นสัญญาเช่ายาวถึง 20 ปี เพื่อติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (Automate) กลุ่มอุปกรณ์การแพทย์ : มีคลังสินค้าสเปกสูง เพื่อความพร้อมในการนำเสนอ - จัดส่งเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับสอดคล้องกับความต้องการของแทต่ละโรงพยาบาล และ กลุ่มปิโตรเคมี : เป็นกลุ่มที่มีสัญญาเช่าระยะยาวประมาณ 10 ปีขึ้นไปนอกจากนี้ การเข้ามาของอุตสาหกรรมขั้นสูง โดยเฉพาะ Data Center และเทคโนโลยี ส่งผลให้ความต้องการใช้สาธารณูปโภคในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการใช้น้ำที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นถึง 4-5 เท่า ควบคู่ไปกับความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นในระดับสูง สะท้อนการเปลี่ยนโครงสร้างผู้เช่าไปสู่อุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและใช้ทรัพยากรเข้มข้นมากขึ้น เป็นโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในกลุ่มระหว่าง WHA และ WHAUP มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าในระดับกิกะวัตต์จากลูกค้ากลุ่ม Data Center และการจัดหาพลังงานหมุนเวียนผ่าน Direct PPA ซึ่งถือเป็นจุดแข็งที่ช่วยดึงดูดนักลงทุนรายใหญ่ ขณะเดียวกัน WHAUP ยังได้ประโยชน์จากการเป็นผู้ให้บริการหลักด้าน “น้ำ ไฟ และโครงข่าย” ภายในนิคมฯ ที่มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้างพื้นฐานเหนือคู่แข่ง
ทันหุ้น • 24 ธ.ค. 68
อ่าน
PM 2.5 Attack! รวมพล Gadget ไฮเทค สร้าง "เกราะกันฝุ่นพิษ" ให้ชีวิตรอด ทั้งในบ้าน และรถ
เมื่อลมหนาวพัดมา สิ่งที่มักจะแถมมาด้วยเสมอในยุคนี้คือ "ฝุ่นพิษ PM 2.5" แขกไม่ได้รับเชิญที่ทำร้ายปอดเราอย่างเงียบเชียบ การใส่หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจจะเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่เพียงพออีกต่อไป ในปี 2025 นี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น นี่คือ "Survival Guide ฉบับ Tech Savvy" รวบรวมอุปกรณ์ที่คุณ "ต้องมี" เพื่อเปลี่ยนบ้าน รถ และตัวคุณ ให้กลายเป็นป้อมปราการกันฝุ่นที่แข็งแกร่งที่สุด! 1. The Fortress: เปลี่ยนบ้านให้เป็น "Safe Zone" บ้านควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่รู้ไหมครับว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างและประตูได้ตลอดเวลา อุปกรณ์เหล่านี้คือการ์ดเฝ้าบ้านที่คุณขาดไม่ได้ เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง (High-End Air Purifier) เลิกมองหาแค่เครื่องที่ "พ่นลมได้" แต่ต้องมองหาเครื่องที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้: ไส้กรอง HEPA H13 หรือ H14: นี่คือมาตรฐานทองคำ ต้องระบุเกรดนี้เท่านั้น เพราะสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.97% (PM 2.5 คือเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับเกรดนี้) ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) สูง: ยิ่งห้องใหญ่ ยิ่งต้องเลือกค่านี้ให้สูง เพื่อให้เครื่องฟอกอากาศหมุนเวียนอากาศสะอาดได้ทันใจ ไม่ใช่เปิดรอครึ่งวันกว่าฝุ่นจะหาย Smart Sensor Auto Mode: เครื่องควรมีเซนเซอร์วัดฝุ่นแบบเรียลไทม์ (Laser Particle Sensor) และเร่งแรงลมเองเมื่อฝุ่นเยอะ เพื่อให้คุณไม่ต้องคอยเดินไปกดปุ่ม เครื่องวัดคุณภาพอากาศแยก (Standalone Air Monitor) "ทำไมต้องซื้อแยก ในเมื่อเครื่องฟอกก็มี?" คำตอบคือ "ค่าที่เครื่องฟอกโชว์ คือค่าอากาศรอบๆ ตัวเครื่องเท่านั้น" แต่ที่มุมห้องหรือบนเตียงนอน อากาศอาจจะยังแย่อยู่ อุปกรณ์อย่าง AirVisual หรือ Qingping จะช่วยให้คุณเห็นค่าฝุ่นจริงๆ ในจุดที่คุณนั่งทำงานหรือนอนหลับ เพื่อประเมินว่าควรเร่งเครื่องฟอกอากาศเพิ่มหรือไม่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น (Robot Vacuum with HEPA Filter) ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ลอยตลอดเวลา พอมันตกลงพื้นและเราเดินเหยียบ มันจะฟุ้งกลับขึ้นมาใหม่ การใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีไส้กรอง HEPA ช่วยกำจัดฝุ่นที่พื้นได้สม่ำเสมอ ลดการสะสมของฝุ่นในระยะยาว โดยที่เราไม่ต้องออกแรงกวาดให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย 2. The Bunker: ห้องโดยสารรถยนต์ พื้นที่เสี่ยงที่ถูกมองข้าม หลายคนเข้าใจผิดว่าอยู่ในรถแล้วปลอดภัย แต่ความจริงคือบนถนนคือดงฝุ่นและควันพิษ การจราจรที่ติดขัดทำให้เราต้องสูดดมไอเสียสะสม เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ (Car Air Purifier) ระบบกรองอากาศเดิมของรถอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถรุ่นเก่า แบบวางคอนโซล/แก้วน้ำ: เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Sharp, Philips หรือ Xiaomi) ที่ใช้ไส้กรอง HEPA จริงๆ ไม่ใช่แค่ปล่อยประจุไอออน เพราะประจุไอออนช่วยให้ฝุ่นตกพื้น แต่ไม่ได้เก็บฝุ่นออกจากรถ การวางตำแหน่ง: ควรวางไว้ใกล้ๆ ตัวคนขับหรือผู้โดยสาร เพื่อสร้าง "Bubble" อากาศสะอาดรอบตัว ไส้กรองแอร์รถยนต์ HEPA (Cabin Air Filter Upgrade) นี่คือ Tech Hack ที่คุ้มค่าที่สุด! แทนที่จะใช้ไส้กรองแอร์กระดาษธรรมดาที่ศูนย์ใส่มาให้ ลองหาซื้อ "ไส้กรองแอร์เกรด HEPA" หรือเกรด PM 2.5 ตรงรุ่นรถของคุณมาเปลี่ยนเอง (หาได้ตามแอปช้อปปิ้งทั่วไป) ราคาหลักร้อย แต่ช่วยกรองอากาศที่เข้ามาในรถได้ดีขึ้นแบบคนละเรื่อง เป็นด่านแรกก่อนที่ฝุ่นจะเข้ามาถึงจมูกเรา 3. The Armor: เกราะป้องกันส่วนบุคคลเมื่อต้องลุยโลกภายนอก เมื่อต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจอึดอัดและรั่วซึมได้ ลองดู Gadget เหล่านี้ครับ หน้ากากฟอกอากาศไฟฟ้า (Electric Mask / Wearable Purifier) สำหรับสาย Gadget ที่ต้องการความสุด! อุปกรณ์นี้คือหน้ากากที่มี "พัดลมระบายอากาศ" และ "ไส้กรอง HEPA" ในตัว ข้อดี: หายใจสะดวกกว่าหน้ากาก N95 มาก เพราะมีพัดลมช่วยดึงอากาศเข้า ไม่อึดอัด ไม่ร้อน และกรองฝุ่นได้ชัวร์ ข้อสังเกต: อาจมีน้ำหนักมากกว่าปกติและต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่ แอปเช็กฝุ่นแม่นยำ (Air Quality Apps) อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ "ข้อมูล" แอปอย่าง AirVisual (IQAir) หรือ Air4Thai ควรมีติดเครื่องไว้ และตั้งค่า Widget หน้าจอให้โชว์ค่าฝุ่นตลอดเวลา เพื่อให้เราวางแผนชีวิตได้ถูกว่า "วันนี้ควรวิ่งในสวน หรือวิ่งบนลู่วิ่งในยิม" เครื่องฟอกอากาศพกพาแบบสร้อยคอ (Wearable Ionizer) - ทางเลือกเสริม อุปกรณ์ปล่อยประจุลบเพื่อผลักฝุ่นออกจากใบหน้า แม้ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่าหน้ากากที่ปิดมิดชิด (ไม่แนะนำให้ใช้แทนหน้ากาก 100% ในวันที่ฝุ่นแดงเดือด) แต่เป็นตัวช่วยเสริมที่ดีสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้หนักๆ เมื่อต้องอยู่ในที่ร่มที่มีฝุ่นจางๆ บทสรุป: การลงทุนที่คุ้มค่ากว่า "ค่ารักษาพยาบาล" การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการใช้เงินก้อนโตในตอนแรก แต่หากเทียบกับสุขภาพปอดระยะยาวและความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอดหรือโรคหัวใจ การมี "เครื่องฟอกอากาศดีๆ สักเครื่อง" หรือ "ไส้กรองแอร์รถยนต์เกรดเทพ" ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2025 นี้ครับ เทคนิคสุดท้าย: อุปกรณ์เทพแค่ไหน ก็ไร้ค่าถ้าขาดการดูแล อย่าลืม "เปลี่ยนไส้กรองตามระยะ" อย่างเคร่งครัด เพราะไส้กรองที่ตันก็เหมือนเราหายใจผ่านก้อนฝุ่นสะสมนั่นเองครับ ขอให้เพื่อนๆ ปลอดภัยและรอดพ้นจากฤดูฝุ่นนี้ไปได้ด้วยสุขภาพที่แข็งแรงครับ! Photo Credit : AI Generated
ข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี • 21 ธ.ค. 68
อ่าน
บ้านปู เน็กซ์ ชี้เทรนด์โซลูชันอัจฉริยะ ขับเคลื่อน Net Zero หนุนธุรกิจโต
#ทันหุ้น - บ้านปู เน็กซ์ ผู้ให้บริการ Net Zero Solutions ชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เน้นเทรนด์สำคัญที่มีอิทธิพลต่อธุรกิจไทย โดยการผสานกลยุทธ์ Net Zero เข้ากับการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน* แนวทางนี้เริ่มจากการให้คำปรึกษาด้าน Net Zero ไปสู่การใช้โซลูชันพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และลดการปล่อยคาร์บอนในทุกขอบเขตอย่างเป็นรูปธรรม ตอกย้ำการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่ยุคใหม่ของการลดคาร์บอนอย่างชาญฉลาด** โดยโซลูชันอัจฉริยะแบบครบวงจรเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ธุรกิจที่มุ่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมการเติบโตอย่างยั่งยืนนายสมิทธิพร เศรษฐปราโมทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “ธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง*** ซึ่งเป็นสัดส่วนสำคัญของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้นด้านการลดคาร์บอนและการเปิดเผยข้อมูล ESG**** รวมถึงคู่ค้าในซัพพลายเชนที่คาดหวังแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน การสร้างความยั่งยืนให้ธุรกิจด้วยการใช้ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะจึงเป็นมาตรฐานใหม่ในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ควบคู่ไปกับการสร้างผลกำไรและโอกาสทางการตลาด ปัจจุบันมีหลายธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนนี้ด้วยการใช้โซลูชันอัจฉริยะแบบครบวงจร บ้านปู เน็กซ์พร้อมเป็นผู้ช่วยให้กับทุกธุรกิจ โดยนำเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญด้านพลังงานมาขับเคลื่อนแผนงานด้าน Net Zero ให้เกิดเป็นรูปธรรมและวัดผลได้”Net Zero อัจฉริยะ เริ่มจากการวางกลยุทธ์สู่การใช้งานจริงการให้คำปรึกษาด้าน Net Zero เป็นโมเดลการให้บริการแบบครบวงจรที่บ้านปู เน็กซ์ นำ AI และเทคโนโลยีอัจฉริยะต่างๆ มาใช้ตลอดทั้งกระบวนการสู่เป้าหมาย Net Zero สำหรับลูกค้าภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม (CI) ครอบคลุมทั้งการประเมิน การให้คำปรึกษา การวางแผน การดำเนินการ และการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้แพลตฟอร์มที่เพิ่มประสิทธิภาพด้วย AI เสริมการทำงานที่ช่วยคำนวณและติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังช่วยให้สามารถนำเสนอโซลูชันพลังงานเพื่อจัดการแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกโซลูชันเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (Smart Energy Efficiency) ที่ควบคุมด้วย AI ช่วยมอนิเตอร์การใช้พลังงานแบบเรียลไทม์และคาดการณ์ความต้องการพลังงาน เพื่อการจัดการพลังงานในอาคารอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2โซลูชันผลิตพลังงานสะอาด (Clean Energy Generation) เป็นระบบโซลาร์พร้อมดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 2โซลูชันการขนส่งอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Transportation) บริการฟลีทรถขนส่งไฟฟ้าครบวงจร (EV Fleet) ที่ใช้ AI ช่วยวางแผนเส้นทางเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3จากแนวทางการดำเนินงานด้าน Net Zero พร้อมการใช้โซลูชันครบวงจรเหล่านี้ เมื่อร่วมกับการจัดการคาร์บอนเครดิตและจัดทำรายงานความยั่งยืน จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ดังตัวอย่าง 4 ธุรกิจไทยที่ใช้โซลูชันพลังงานอัจฉริยะของบ้านปู เน็กซ์โลจิสติกส์สีเขียวและการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าผู้ให้บริการระบบซัพพลายเชนชั้นนำรายหนึ่งได้ใช้แพลตฟอร์ม AI ของบ้านปู เน็กซ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคำนวณเส้นทางขนส่ง ช่วยวางแผนการเดินทาง ลดระยะเวลาขนส่งจากหลายชั่วโมงเหลือเพียงไม่กี่นาที พร้อมวิเคราะห์ตารางการจัดส่ง ความจุของรถ ซึ่งลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ลงถึง 20% ควบคู่ไปกับการลดการปล่อย CO2ขณะเดียวกัน บริษัทโลจิสติกส์รายใหญ่อีกเจ้าหนึ่งได้นำรถขนส่งไฟฟ้า 70 คัน มาใช้บริการสถานีชาร์จของบ้านปู เน็กซ์ ที่อยู่ตามเส้นทางสายหลักทั่วประเทศ ช่วยลดการปล่อย CO2 ได้ประมาณ 1,300 ตันต่อปีโดยยังคงประสิทธิภาพการดำเนินงานได้อย่างดีอาคารอัจฉริยะและเทคโนโลยีพลังงานสะอาดโรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพฯ นำระบบทำความเย็นที่ควบคุมด้วย AI ของบ้านปู เน็กซ์ มาใช้ปรับกำลังการทำความเย็นแบบเรียลไทม์ ช่วยประหยัดพลังงานได้มากกว่า 5 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อย CO2 ได้ปีละมากกว่า 700 ตัน โดยไม่กระทบลูกค้าที่มาใช้บริการทางด้าน NSL Foods ใช้ระบบโซลาร์รูฟท็อปของบ้านปู เน็กซ์ ที่มาพร้อมดิจิทัลแพลตฟอร์มสำหรับมอนิเตอร์ในโรงงานทั้งสามเฟส ช่วยประหยัดพลังงานได้ถึง 8 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อย CO2 ได้ปีละ 2,400 ตัน สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการดำเนินการเชิงรุกด้านสภาพภูมิอากาศของ NSL Foodsทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่า ระบบที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและเทคโนโลยี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมให้กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย
ทันหุ้น • 17 ธ.ค. 68
ดูเพิ่มเติม