รีเซต

ผลการค้นหา “#Nothing” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
ลูกซองวัดใจ นัดต่อไปได้สองเท่า "คุณล่ะจะกล้าไหม?" | Buckshot Roulette [Double Or Nothing Update]

ลูกซองวัดใจ นัดต่อไปได้สองเท่า "คุณล่ะจะกล้าไหม?" | Buckshot Roulette [Double Or Nothing Update]

อัพเดทใหม่จาก Buckshot Roullete เกมลูกซองวัดใจสุดรักของทุกๆคน ( ͡° ͜ʖ ͡°) สำหรับใครที่สนใจ Honkai: Star Rail จิ้มลิงก์ตรงนี้ได้เลยนะครับ | https://hoyo.link/2GJgFtAL อย่าลืมใส่โค้ดรับ Dr.Ratio ด้วยนะ หล่อๆเข้มๆ | 2AQA294J5R37 สมัครเป็น "แฟนตัวกลม" | https://www.youtube.com/channel/UC705OZcYT8ysriJ93eiQVeg/join โดเนทให้นายน็อตตัวกลม | https://tipme.in.th/notto-nbk สนับสนุนค่าโกโก้ป๋าน็อต | Super Thanks , Super Chat , Super Stickers ช่องทางการติดต่อ ติ๊กต็อก | https://www.tiktok.com/@nottonbk แฟนเพจ | https://www.facebook.com/NottoNBK/ กลุ่ม ดินแดนของป๋าน็อต | https://www.facebook.com/groups/2059358350800958 อีเมล | nanobreakch@gmail.com ::: สนใจติดต่อโฆษณาหรือสปอนเซอร์ ::: ⭐ ติดต่อทีมงาน Online Station ⭐ Email | os.influencer@truedigital.com ใครที่ทำช่อง Youtube และสนใจเข้าสังกัด Online Station สมัครได้ที่นี่ : https://caster.online-station.net/​​​ Online Station ช่วยให้ช่องคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว OS Caster กันนะครับ 🖥️ Notty's Machine Specification Mainboard | ROG Strix Z790-F Gaming WIFI CPU | Intel i9 13900K GPU | Nvidia RTX 4090 RAM | Corsair Vengeance DDR5 Bus 5600 Mhz SSD | Samsung 980 Pro 1TB PSU | Thermaltake Toughpower GF3 1350W Gold AIO | NZXT Kraken X73 RGB CASE | NZXT H7 Flow Black

"MITSKI" ปลุกอัลบั้มใหม่ "Nothing's About to Happen to Me" ให้มีชีวิต
อ่าน

"MITSKI" ปลุกอัลบั้มใหม่ "Nothing's About to Happen to Me" ให้มีชีวิต

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเพลงใหม่ของ "Mitski" อย่าง "Ill Change for You" จากอัลบั้ม "Nothings About to Happen to Me" ที่กำลังจะปล่อยออกมา ร้านมือสองที่ได้รับเลือกจากทั่วโลกได้เข้าร่วมกิจกรรม Second-Hand Shop ซึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้วจนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ นี้ ตามที่ประกาศผ่านทาง @TheMitskiVerse แฟน ๆ สามารถแวะไปที่ร้านที่ร่วมรายการและสร้างสรรค์ลุคที่ได้แรงบันดาลใจจากสไตล์ภาพในอัลบั้มชุดนี้ พร้อมถ่ายภาพกับสติกเกอร์บนกระจกเงาและรับเข็มกลัดรุ่นลิมิเต็ด (จนกว่าของจะหมด) แฟน ๆ ยังได้รับเชิญให้แชร์คลิปวิดีโอสไตล์การเลือกชุดพร้อมแท็กไปที่ @TheMitskiVerse และ #IllChangeForYou เพื่อลุ้นที่จะได้มีโอกาสปรากฏอยู่บนอินสตาแกรมอย่างเป็นทางการของโปรเจกต์นี้ "Ill Change for You" เป็นเพลงจังหวะกลาง ๆ ที่ชวนให้คิดถึงอดีต ซึ่งขับให้เสียงร้องอันไพเราะของ "Mitski" โดดเด่นท่ามกลางการเรียบเรียงดนตรีอันประณีต ส่วนมิวสิกวิดีโอที่กำกับโดย "Lexie Alley" และลำดับภาพโดย "Rena Johnson" พาผู้ชมดำดิ่งไปยังจักรวาลอันวุ่นวายของ Tansy House ที่ถ่ายทอดออกมาด้วยความงามที่สัมผัสได้แต่ชวนให้รู้สึกไม่มั่นคงด้วยเทคนิคการพิมพ์ภาพบนฟิล์มทีละเฟรม ผสานกับการวาดลวดลายด้วยมือและความบิดเบี้ยวอันแนบเนียน ให้ความรู้สึกราวม้วนฟิล์มที่ถูกค้นพบท่ามกลางข้าวของรกรุงรังและทรุดโทรมภายในบ้าน และเป็นไปได้ที่จะถูกฝังอยู่ใต้กองหนังสือ "Nothings About to Happen to Me" เตรียมปล่อยออกมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ภายใต้สังกัด Dead Oceans โดยบอกเล่าเรื่องราวที่ลงรายละเอียดอันเข้มข้นเกี่ยวกับหญิงสาวผู้รักสันโดษที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม เธอเป็นคนแปลกแยกเมื่ออยู่โลกภายนอกแต่รู้สึกอิสระเต็มเปี่ยมเมื่ออยู่ภายในกำแพงบ้านของตัวเอง เพื่อจำลองโลกดังกล่าวให้มีชีวิตขึ้นมา กิจกรรม Tansy House Listening ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ จึงเชิญชวนแฟน ๆ มาที่ "บ้าน" เพื่อรับฟังเพลงในอัลบั้มนี้ก่อนใคร ควบคู่ไปกับกิจกรรมทำสมุดภาพ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ณ ร้านแผ่นเสียงที่ร่วมรายการ จะได้รับกระดาษหัวจดหมาย Tansy House ไว้ขีดเขียน วาดเล่น หรือทำสมุดภาพระหว่างฟังเพลง ภาพที่ตกแต่งเสร็จแล้วจะถูกรวบรวมไว้บนโปสเตอร์ "โต๊ะของ Mitski" เพื่อจัดแสดงที่ร้าน โดยร้านค้าสามารถส่งรูปถ่ายโปสเตอร์ที่ตกแต่งแล้ว และหน้าโปรดเพื่อลุ้นรับโอกาสที่จะได้ลงในอินสตาแกรม ผ่านทาง @TheMitskiVerse อีกด้วย อัลบั้มนี้ยังเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าและมารับสินค้าในวันวางจำหน่ายผ่านร้านค้าที่ร่วมรายการ กิจกรรม Tansy House Listening (21 กุมภาพันธ์, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) บาหลี อินโดนิเซีย - Millers Records กรุงเทพฯ ไทย - Have You Heard Records x Entertainment Project เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ - Filla Killa Shop x Solar Pop กรุงจาร์การ์ตา อินโดนิเซีย - Millers Records กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย - Tandang Store เมืองมาคาติ ฟิลิปปินส์ - Acetate Music เมืองเกซอนซิตี ฟิลิปปินส์ - Good Vibrations Records x Rosano Records สิงคโปร์ - Bizarro Market "Mitski" เพิ่งประกาศทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก ซึ่งรวมถึงการเยือนในหลายเมือง ทั้ง กรุงมะนิลา, กรุงเทพ, กรุงจาการ์ตา, กัวลาลัมเปอร์ และสิงคโปร์ ในเดือนกรกฎาคม นี้ ติดตามรายละเอียดการจองบัตรได้ที่ "Mitski.com" Mitski Presents Nothings About to Happen to Me : อังคาร 14 กรกฎาคม กรุงมะนิลา ฟิลิปปินส์ @ Mall of Asia Arena พฤหัสบดี 16 กรกฎาคม กรุงเทพฯ ไทย @ UOB Live เสาร์ 18 กรกฎาคม กรุงจาร์การ์ตา อินโดนิเซีย @ Tennis Indoor Senayan จันทร์ 20 กรกฎาคม - กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย @ Zepp KL อังคาร 21 กรกฎาคม สิงคโปร์ @ The Star Theatre Pre-Order/Pre-Save Nothings About to Happen to MeNothings About to Happen to Me Cover Artwork | Painting by Marc Burkhardt Follow Mitski : Website | Facebook | X | Instagram | YouTube | TikTok

Mitski ส่งอัลบั้มใหม่  Nothing’s About to Happen to Me พร้อมปล่อยซิงเกิลหลัก และ มิวสิกวิดีโอ  Where’s My Phone?
อ่าน

Mitski ส่งอัลบั้มใหม่ Nothing’s About to Happen to Me พร้อมปล่อยซิงเกิลหลัก และ มิวสิกวิดีโอ Where’s My Phone?

Mitski (มิตสกี) ประกาศส่งอัลบั้มเต็มชุดที่ 8 Nothing's About to Happen to Me ออกมาในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ภายใต้สังกัด Dead Oceans และปล่อยซิงเกิลหลัก/มิวสิกวิดีโอ Wheres My Phone? ด้วยการบรรเลงร่วมกับวงดนตรีสดและวงออร์เคสตราเพลง Nothings About to Happen to Me แสดงให้เห็น Mitski กำลังดำดิ่งลงไปในเรื่องราวอันเข้มข้น ซึ่งตัวละครหลัก คือ หญิงสาวผู้รักสันโดษที่อาศัยในบ้านอันยุ่งเหยิง เมื่ออยู่นอกบ้านเธออาจดูแปลกแยกแต่เมื่ออยู่ในบ้านของตัวเองเธอกลับเป็นอิสระ เพลงร็อกเสียงแตกพร่าของวันนี้อย่าง Wheres My Phone? บอกใบ้ถึงความหลากหลายของเสียงและพลังงานตลอดทั้งอัลบั้ม : โดยเธอร้องว่า Where did it go (มันหายไปไหน) // Wheres my phone (โทรศัพท์ของฉันอยู่ที่ไหน) // Wheres my phone (โทรศัพท์ของฉันอยู่ที่ไหน) // Where did I leave (ฉันทิ้งมันไว้ที่ไหน) // Whered I go (ฉันไปไหนมา) // Whered I go (ฉันไปไหนมา) นักวาดการ์ตูนจาก New Yorker อย่าง Emily Flake (เอมิลี่ เฟลค) ได้ถ่ายทอดการตีความของเธอผ่านภาพการ์ตูนด้านล่างนี้ Wheres My Phone? by Emily Flake Wheres My Phone? เปิดตัวพร้อมมิวสิกวิดีโอหลุดโลกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ภายใต้การกำกับของ Noel Paul (โนเอล พอล) ผลงานนี้ได้แรงบันดาลใจจากงานเขียนเรื่อง We Have Always Lived in the Castle ของ Shirley Jackson (เชอร์ลี แจ็กสัน) และใช้สไตล์การสร้างภาพยนตร์ที่ดูสนุกสนานแต่เรียบง่ายแบบดั้งเดิม โดยนำเสนอภาพของ Mitski ในบทบาทของสาวผู้หวาดระแวงที่พยายามปกป้องน้องสาวของเธอภายในคฤหาสถ์สไตล์โกธิค ขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับอุปสรรคจากเหล่ามนุษย์ที่ดูไร้เหตุผลขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการสร้างเฉดอารมณ์ทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน บรรดาผู้บุกรุกที่ไม่ว่าจะเป็นพวกที่ดูคุกคามหรือมาแบบเป็นมิตร ต่างดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อนจนกลายเป็นความโกลาหลในที่สุด รับชม Video Wheres My Phone? Wheres My Phone? Video Still Mitski เขียนเพลงทั้งหมดและขับร้องเพลงทั้งหมดในอัลบั้ม Nothings About to Happen to Me อัลบั้มนี้โปรดิวซ์และควบคุมโดย Patrick Hyland (แพทริก ไฮแลนด์) และทำมาสเตอร์โดย Bob Weston (บ็อบ เวสตัน) โดยสานต่อแนวดนตรีที่สร้างไว้จากอัลบั้ม The Land Is Inhospitable and So Are We เมื่อปี 2023 โดดเด่นด้วยการใช้เครื่องดนตรีแสดงสดโดยวงดนตรีที่ร่วมทัวร์ใน The Land และการเรียบเรียงดนตรีแบบวงอองซอมเบิล ในส่วนของวงออร์เคสตรานั้นทำการบันทึกเสียงที่ Sunset Sound และ TTG Studios เรียบเรียงและอำนวยเพลงโดย Drew Erickson (ดรูว์ อิริกสัน) และควบคุมโดย Michael Harris (ไมเคิล แฮร์ริส) Pre-Order/Pre-Save Nothings About to Happen to Me Nothings About to Happen to Me Tracklist1. In a Lake2. Where's My Phone?3. Cats4. If I Leave5. Dead Women6. Instead of Here7. I'll Change for You8. Rules9. That White Cat10. Charon's Obol11. Lightning Mitski คือ นักดนตรีที่มีเสน่ห์และลึกลับที่สุดในวงการร็อกอินดี้ (Rolling Stone) ผู้ที่ พัฒนาตัวเองไปในรูปแบบที่ยอดเยี่ยมและน่าทึ่งอยู่เสมอ (NPR Music) ตลอดเส้นทางการเป็นศิลปิน เธอส่งอัลบั้มมาแล้ว 7 อัลบั้ม ซึ่งมีถึง 4 ชุดที่ได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำ เพลง My Love Mine All Mine ของเธอสร้างกระแสไปทั่วโลก ทั้งยังได้รับรางวัลแพลตินัมถึงสี่เท่า Mitski ยังร่วมงานกับศิลปินหลากหลาย ซึ่งรวมถึงการร่วมเขียนเพลง 2 เพลงในอัลบั้มล่าสุด Florence and the Machine อย่าง Everybody Scream และการร่วมงานกับ David Byrne (เดวิด เบิร์น) และ Son Lux (ซัน ลักซ์) กับเพลงที่เข้าชิงรางวัลออสการ์อย่าง This Is A Life ตอนนี้เธอกำลังแต่งเนื้อร้องและทำนองให้กับละครเวทีที่ดัดแปลงมาจากเรื่อง The Queens Gambit อีกด้วย การศึกษาการเคลื่อนไหวที่น่าหลงใหล (Variety) การแสดงสดของ Mitski ได้รับการยกย่องว่า มีสไตล์เฉพาะตัวสูง , สร้างสรรค์ได้อย่างยอดเยี่ยม และเท่มาก (Philadelphia Inquirer) และ ไม่ธรรมดา , ลึกลับ และน่าหลงใหลอย่างยิ่ง (The Guardian) ภาพยนตร์คอนเสิร์ตเรื่องแรกของเธอ Mitski: The Land เข้าฉายในโรงภาพยนตร์กว่า 600 แห่งใน 30 ประเทศเมื่อเดือนตุลาคม 2025 ตอกย้ำให้เธอขึ้นแท่น ศิลปินอินดี้หาตัวจับยากที่มีผลงานระดับจอยักษ์ (Uproxx) โดยหนังยังเข้าฉายควบคู่ไปกับอัลบั้มบันทึกการแสดงสด The Land: The Live Album ด้วย ขอบคุณภาพจาก Photo Credit - Lexie Alley Nothings About to Happen to Me Cover Artwork | Painting by Marc Burkhardt Website | Facebook | X | Instagram | YouTube | TikTok

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จับมือ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และ จีเอ็มเอ็ม โชว์ แคมเปญ Waste Nothing - มันส์ แล้ว ทิ้ง ในบิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 15
อ่าน

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย จับมือ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และ จีเอ็มเอ็ม โชว์ แคมเปญ Waste Nothing - มันส์ แล้ว ทิ้ง ในบิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 15

บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จํากัด บริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเชีย จำกัด (เป๊ปซี่โค ประเทศไทย) และ ทีมผู้จัดงาน GAYRAY (เกเร) หน่วยงานภายใต้ จีเอ็มเอ็ม โชว์ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) ยกขบวนปลุกพลังความซ่าพร้อมสานต่อภารกิจรักษ์โลกในแคมเปญ Waste Nothing มันส์ แล้ว ทิ้ง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในงาน เป๊ปซี่ พรีเซนต์ บิ๊กเมาน์เท่นมิวสิคเฟสติวัล ครั้งที่ 15 เทศกาลดนตรีสุดยิ่งใหญ่ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 67 ธันวาคม 2568 ณ ดิโอเชี่ยน เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ชวนผู้เข้าร่วมงาน สนุกอย่างรับผิดชอบ ทิ้งให้ถูกที่ แยกให้ถูกถัง ปลูกฝังพฤติกรรมคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง พร้อมจัดจุดถ่ายภาพ Mirror Selfie ให้เหล่า Gen Z ได้สร้างคอนเทนต์รักษ์โลกแชร์บนโซเชียลมีเดีย นอกจากนี้ยังยกระดับการบริหารจัดการขยะเต็มรูปแบบ (Entire Waste Management) ทั่วพื้นที่จัดงาน โดยเตรียมจุดคัดแยกและทิ้งขยะทั้งสิ้น 55 จุด พร้อม Green Guide 160 คน คอยแนะนำการคัดแยกขยะอย่างเหมาะสมแก่ผู้ร่วมงาน รวมถึงกิจกรรม Mobile Bins เก็บกลับบรรจุภัณฑ์ที่รีไซเคิลได้ เช่น ขวดพลาสติก PET และกระป๋องอะลูมิเนียม ใส่ถุง มันส์ แล้ว ทิ้ง โดยเยาวชนอาสาสมัครจากโรงเรียนปากช่องและพนักงานในพื้นที่ รวมกว่า 100 คน เพื่อนำขยะเหล่านี้กลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ซึ่งทั้งหมดนี้ตอกย้ำนโยบายการจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างยั่งยืน (Sustainable Packaging Management) ของซันโทรี่ เป๊ปซี่โค ประเทศไทย และกลยุทธ์ pep+ (PepsiCo Positive) ของเป๊ปซี่โค ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ครบวงจรอย่างยั่งยืน บุคคลในภาพข่าว (จากซ้าย) นายยศยุต สหวัชรินทร์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายทรัพยากรมนุษย์และบรรษัทสัมพันธ์ บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด นายยุทธนา จิตจรุงพร รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด นายทานุจ ชาดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด นางสาวป่านแก้ว สัตยาวุฒิพงศ์ รองกรรมการผู้อำนวยการ หน่วยงานโชว์บิซ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) นายยุทธนา บุญอ้อม รองกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส หน่วยงานโชว์บิซ บริษัท จีเอ็มเอ็ม มิวสิค จำกัด (มหาชน) นางสุริวัสสา สัตตะรุจาวงษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์และรัฐกิจ ประจำประเทศไทยและอินโดไชน่าบริษัท เป๊ปซี่โค เซอร์วิสเซส เอเชีย จำกัด

พิซซ่า ฮัท เอาใจคนชอบกินขอบ ท้าให้ลองเมนู ‘Nothing but Stuffed Crust’ เสิร์ฟคู่ดิปปิ้งซอสฉ่ำๆ
อ่าน

พิซซ่า ฮัท เอาใจคนชอบกินขอบ ท้าให้ลองเมนู ‘Nothing but Stuffed Crust’ เสิร์ฟคู่ดิปปิ้งซอสฉ่ำๆ

กระแสแรงไม่ไหว! พิซซ่า ฮัท 1150 แบรนด์พิซซ่าระดับโลกภายใต้การบริหารของบริษัท พีเอช แคปปิตอล จำกัด ขอเปิดตัวเมนูไม่ง้อหน้า เพราะความอร่อยมาเต็มขอบกับ Nothing but Stuffed Crust คราวนี้ พิซซ่า ฮัท จัดแต่ขอบให้รับประทานกันแบบฟินๆ เอาใจสายชอบกินขอบโดยเฉพาะ โดยมีให้เลือกถึง 5 ขอบด้วยกัน ทั้งขอบชีส ขอบไส้กรอกชีส ขอบเบคอนฟันไบท์ ขอบกุ้ง และขอบจัมโบ้ไส้กรอกชีสพันเบคอนกรอบ เมนูนี้เริ่มต้นเพียง 159 บาท ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 6 สิงหาคม 2568 พิซซ่า ฮัท อร่อยตั้งแต่หน้ายันขอบ พบกับ 5 ขอบที่เสิร์ฟคู่ดิปปิ้งซอส ขอบจัมโบ้ไส้กรอกชีสพันเบคอนกรอบ (Jumbo Cheesy Sausage with Crispy Bacon) ไส้กรอกชีสลูกยักษ์พันด้วยเบคอนกรอบ ๆ ทานคู่น้ำจิ้มลูกชิ้นหน้าโรงเรียนและดิปปิ้งศรีราชา อร่อยเต็มคำ ชีสยืดเต็มคำ ฟินจนต้องซ้ำ! ขอบกุ้ง (Shrimp Crust) กุ้งตัวโต ๆ เสิร์ฟพร้อมดิปปิ้งเทาซันไอส์แลนด์ ถูกใจสายกุ้งเลิฟเวอร์ ขอบเบคอนฟันไบท์ (Bacon Fun Bites) เต็มคำกับเบคอนชีสล้น พร้อมดิปซอสมะเขือเทศ แน่นทุกคำที่กัด ขอบชีส (Cheese Crust) ชีสเยิ้มเต็มคำ ดิปคู่ซอสมะเขือเทศเพิ่มความนัว ฟินจุใจในทุกคำ ขอบไส้กรอกชีส (Cheesy Sausage Crust) ไส้กรอกชีสชิ้นเบิ้ม ชีสยืดละลายเต็มปาก จิ้มดิปซอสมะเขือเทศเข้มข้น ฟินเกินห้ามใจ ใครชิมก็รู้.. พิซซ่า ฮัท อร่อยตั้งแต่หน้ายันขอบ ความจึ้ง ความฟินมีที่นี่เท่านั้น! กดสั่งเลย ทุกช่องทางที่ Pizza Hut ทุกสาขาทั่วประเทศ โทร. 1150, เว็บไซต์ www.pizzahut.co.th, Pizza Hut Application, และเดลิเวอรีทุกช่องทาง Grab Food / LINE MAN / Shopee Food / Robinhood

เปิดตัว Nothing Phone (3) ดีไซน์ล้ำ พร้อมฟีเจอร์ AI และกล้อง 50MP
อ่าน

เปิดตัว Nothing Phone (3) ดีไซน์ล้ำ พร้อมฟีเจอร์ AI และกล้อง 50MP

น็อตติง (Nothing) บริษัทเทคโนโลยีที่เน้นการออกแบบสุดแหวกแนว ได้กลับมาสร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการเปิดตัว Phone (3) สมาร์ตโฟนเรือธงรุ่นใหม่ล่าสุด หลังจากเว้นช่วงไปถึงสองปี โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐหรือราว 29,000 บาท ซึ่งมุ่งเป้าที่จะแข่งขันโดยตรงกับผู้นำตลาดอย่าง Samsung และ Apple ด้วยจุดเด่นด้านดีไซน์ ปัญญาประดิษฐ์ AI และฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์คนรักเทคโนโลยี Nothing Phone (3)Nothing Phone (3) มาพร้อมหน้าจอAMOLED ขนาด 6.67 นิ้ว ความละเอียด 1.5K พร้อมการป้องกัน Gorilla Glass 7i ใช้ชิปประมวลผล Snapdragon 8 Gen 4 (สถาปัตยกรรม 4 นาโนเมตร) แบตเตอรี่ 5,150 มิลลิแอมป์ รองรับชาร์จไวแบบมีสาย 65W และแบบไร้สาย 15W และใช้ระบบปฏิบัติการNothing OS 3.5 บน Android 15 และจะได้รับการอัปเดตเป็น Nothing OS 4.0 บน Android 16 ในปลายปีนี้ โดย Nothing ให้คำมั่นว่าจะอัปเดตซอฟต์แวร์ 5 ปี และอัปเดตความปลอดภัย 7 ปีทั้งนี้ Nothing Phone (3) มีกล้องหลัง 3 ตัว ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทั้งหมด โดยกล้องหลักมีเซ็นเซอร์ขนาด 1.3 นิ้ว ซึ่งใหญ่กว่า Phone (2) ถึง 20% รูรับแสง f/1.68 เลนส์ Periscope Telephoto ซูมออปติคัล 3 เท่า และดิจิทัล 60 เท่าพร้อม AI Super Res Zoom และเลนส์ Ultra-wide ให้มุมมอง 114 องศา นอกจากนี้กล้องเซลฟี่ยังได้รับการอัปเกรดเป็น 50 ล้านพิกเซลดีไซน์ ของNothing Phone (3)Phone (3)ยังคงยึดมั่นในแนวคิดการใช้ดีไซน์โปร่งใสที่ทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่ง แต่มีการปรับปรุงการจัดเรียงกล้องด้านหลังที่แปลกตา ต่างจากกรอบสี่เหลี่ยมหรือวงกลมทั่วไปซึ่งเอกลักษณ์ของ Nothing Phone (3) คือฟีเจอร์ Glyph ซึ่งเป็นไฟ LED ที่จัดเรียงอยู่ด้านหลังเครื่อง เพื่อแสดงการแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่ได้อัปเกรดไปอีกขั้นด้วย Glyph Matrix ซึ่งเป็นหน้าจอ mini LED รูปวงกลมขนาดเล็กที่มุมขวาบนของตัวเครื่อง สามารถแสดงผลลวดลายสไตล์ 16 บิตได้หลากหลายรูปแบบ และให้ข้อมูลได้มากกว่า Glyph แบบเดิมนอกจากนี้ Nothing ยังเตรียมปล่อยมินิแอปพลิเคชันสำหรับอินเทอร์เฟซนี้ด้วย เช่น เกมหมุนขวด หรือเป่ายิงฉุบ เพื่อเพิ่มลูกเล่นให้กับผู้ใช้งานฟีเจอร์ AINothingPhone (3) มาพร้อมฟีเจอร์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ได้แก่ Essential Space ที่ได้รับการอัปเกรดให้สามารถบันทึกการประชุมและสร้างการถอดเสียงพร้อมสรุปโดย AI ได้ เพียงแค่กดปุ่ม Essential และวางโทรศัพท์คว่ำหน้าลง อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ Nothing ยังไม่มีเว็บอินเทอร์เฟซให้เข้าถึงการถอดเสียงและสรุปเหล่านี้ และ Essential Searchที่คล้ายกับ Spotlight search ของ iPhone แต่เพิ่มความสามารถด้าน AI เข้ามา ให้ผู้ใช้สามารถค้นหาการตั้งค่า ไฟล์ หรือรูปภาพในโทรศัพท์ได้ด้วยการพิมพ์คำสำคัญ และยังสามารถพิมพ์คำถามด้วยภาษาธรรมชาติเพื่อรับผลการค้นหาจากเว็บได้อีกด้วย ซึ่งคล้ายกับอินเทอร์เฟซ Siri ที่อัปเกรดใหม่ของ iPhone ที่ผสานรวมกับ ChatGPT Nothing Phone (3) วางจำหน่าย รุ่น 256GB ในราคา 799 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 29,000 บาทและ รุ่น 512GB ราคา 899 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,000 บาท เริ่มการสั่งจองล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม และจะวางจำหน่ายทั่วไปในวันที่ 15 กรกฎาคม

เปิดตัว Nothing Headphone (1) หูฟังครอบหูรุ่นแรกที่มาพร้อมดีไซน์โปร่งใสและฟีเจอร์ AI
อ่าน

เปิดตัว Nothing Headphone (1) หูฟังครอบหูรุ่นแรกที่มาพร้อมดีไซน์โปร่งใสและฟีเจอร์ AI

Nothing ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนและเทคโนโลยีชื่อดังจากลอนดอน ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดในหมวดอุปกรณ์เครื่องเสียง Headphone (1) หูฟังแบบครอบหูรุ่นแรกของบริษัท ที่มาพร้อมดีไซน์โปร่งใสอันเป็นเอกลักษณ์ Headphone (1)Nothing Headphone (1)ได้รับการออกแบบโดยความร่วมมือกับ KEF แบรนด์เครื่องเสียงสัญชาติอังกฤษ ซึ่งคงเอกลักษณ์ดีไซน์แบบโปร่งใสที่โดดเด่นและเป็นที่รู้จักของ Nothing ไว้ แม้ตัวเครื่องจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ตามแบบฉบับหูฟังครอบหู แต่ก็มาพร้อมประสิทธิภาพด้วยระบบตัดเสียงรบกวนแบบปรับได้ (Adaptive Noise Cancelling) และโหมดโปร่งใส (Transparent Mode) หรือโหมดที่ช่วยให้ผู้ใช้ยังคงได้ยินเสียงภายนอกขณะใช้งานอุปกรณ์นอกจากนี้ Nothing Headphone (1) ยังมีฟีเจอร์เสริมเสียงเบสแบบปรับได้ (Adaptive Bass Enhancement) ซึ่งให้มิติเสียงที่หนักแน่นและลงตัวเมื่อทดลองฟังเพลงหลากหลายแนวการใช้งานสิ่งที่ทำให้ Nothing Headphone (1) แตกต่างคือระบบควบคุมการใช้งาน ที่จะไม่ใช้เซ็นเซอร์สัมผัส แต่ใช้ ปุ่ม, แป้นควบคุม และลูกกลิ้ง (Tactile Buttons) โดยเฉพาะลูกกลิ้งที่ให้การปรับระดับเสียง พร้อมฟังก์ชันการกดเพื่อเล่น/หยุดเพลง และกดค้างเพื่อสลับโหมด ANC/Transparency แป้นควบคุมทำหน้าที่เป็นตัวข้ามเพลง และยังมีความสามารถในการ กรอเพลงไปข้างหน้าและข้างหลังได้เหมือนเครื่องเล่นเพลงยุคเก่า นอกจากนี้ยังมีปุ่มสำหรับเรียกใช้งานผู้ช่วยเสียงและฟีเจอร์ Essential Space ซึ่งเป็นจุดเด่นด้านซอฟต์แวร์ของ Nothingประสบการณ์เสียงหนึ่งในจุดเด่นของ Nothing Headphone (1)คือความสามารถในการมอบประสบการณ์เสียงรอบทิศทางที่สมจริง (Immersive Spatial Audio) ซึ่งสร้างมิติเสียงแบบ 3 มิติ เมื่อทำงานร่วมกับระบบติดตามการเคลื่อนไหวศีรษะแบบไดนามิก (Dynamic Head Tracking) ผู้ใช้จะได้รับประสบการณ์เสียงที่เสมือนจริงและมีชีวิตชีวายิ่งขึ้น โดยมาพร้อมไดรเวอร์ไดนามิกขนาด 40 มม. ที่ออกแบบเอง รองรับ Hi-Res Audio และ Spatial Audio พร้อม Head Tracking รวมถึงระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟ (ANC) ที่ใช้ไมโครโฟนตอบรับสี่ตัว นอกจากนี้ยังรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถสลับใช้งานระหว่าง Nothing Phone 3 และแล็ปท็อปแบตเตอรี่สำหรับแบตเตอรี่ของ Nothing Headphone (1) อ้างอิงจากสำนักข่าว TechCrunch อ้างว่าแบตเตอรี่ของหูฟังรุ่นนี้ทำให้หูฟังมีน้ำหนักค่อนข้างมากและมีแนวโน้มที่จะเลื่อนหลุดได้เล็กน้อยเมื่อผู้ใช้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำงานบ้าน แต่บริษัทอ้างว่าแบตเตอรี่นี้สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 80 ชั่วโมงสำหรับการฟังเพลง และ 35 ชั่วโมงหากเปิดใช้งานระบบตัดเสียงรบกวน รวมถึงรองรับการชาร์จเร็ว Nothing Headphone (1) จะเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคมนี้ และจะเริ่มวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 15 กรกฎาคม โดยมีให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว ในราคา 299 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 10,990 บาท

มือถือสัญชาติอังกฤษ Nothing รุ่น Phone (3a) และ Phone (3a) Pro เปิดตัวในไทยแล้ว
อ่าน

มือถือสัญชาติอังกฤษ Nothing รุ่น Phone (3a) และ Phone (3a) Pro เปิดตัวในไทยแล้ว

Phone (3a) Series มอบประสบการณ์ที่เหนือชั้นรอบด้าน ด้วยระบบกล้องที่อัปเกรดครั้งใหญ่พร้อมซูมแบบออปติคอล ประสิทธิภาพที่ทรงพลังยิ่งขึ้น ดีไซน์ที่ได้รับการปรับแต่ง และฟีเจอร์ใหม่จาก Nothing OS รวมถึง Essential Space ทาง Nothing แบรนด์มือถือยอดนิยมจากอังกฤษ ได้จัดงานเปิดตัวมือถือ Phone (3a) Series ขึ้นที่ ลิโด้ Connect สยามสแควร์ ภายใต้คอนเซป Power in Perspective หรือ พลังที่ขับเคลื่อนมุมมองใหม่ โดยที่งานได้เปิดตัวมือถือถึง 2 รุ่นพร้อมกัน นั่นก็คือ Nothing Phone (3a) และ Phone (3a) Pro ที่พร้อมยกระดับไลน์อัปสมาร์ทโฟนระดับกลางในหลักหมื่นต้นๆ ด้วยฟีเจอร์สุดล้ำ โดยต่อยอดจากความสำเร็จของ Phone (2a) ด้วยระบบกล้องสามตัวที่ล้ำหน้าขึ้นพร้อมซูมแบบออปติคอล โปรเซสเซอร์ Snapdragon ที่ทรงพลัง หน้าจอที่สว่างขึ้นและตอบสนองได้ดีขึ้น รวมถึง นวัตกรรมจาก Nothing OS อย่าง Essential Space ทั้งหมดนี้มาในดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ปรับแต่งขึ้นใหม่ ทั้งหมดนี้ถูกนำเสนอโดยคุณHedda Fehrmมือขวาของซีอีโอ Nothing จากอังกฤษ และดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคณะทำงาน และจะเป็นผู้นำการเติบโตเชิงกลยุทธ์ของตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้บินมาจากอังกฤษเพื่อนำเสนอในคีย์โน้ต นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังได้ร่วมทำโปรเจคโชว์ผลงานถ่ายภาพสุดพิเศษ Nothing x Chubby Chain ภายใต้คอนเซป Tech with Soul โดยนำเสนอรูปแฟชั่นที่ถูกถ่ายทำผ่านมือถือ Nothing Phone (3a) Series ทำให้เห็นถึงความสามารถเกินราคาของเลนส์ Telephoto และ เลนส์ Periscope ที่อัดแน่นอยู่ในมือถือ Nothing ทั้งสองเครื่อง เปลี่ยนเจ้าของให้ตากล้องระดับโปรได้ทันที ดีไซน์ ทั้ง Phone (3a) และ Phone (3a) Pro มาพร้อมกับ ดีไซน์ที่หรูหราขึ้น ด้วยแผงกระจกด้านหลังที่อัปเกรดใหม่ โครงสร้างภายในที่สมมาตรมากขึ้น และรายละเอียดการออกแบบที่ปรับแต่งอย่างพิถีพิถัน การออกแบบยังคงสะท้อนถึง เอกลักษณ์โปร่งใสของ Nothing พร้อมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับฮาร์ดแวร์ระดับสูงได้อย่างลงตัวนอกจากนี้ Phone (3a) Series ยังเพิ่มความทนทานด้วยมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่นระดับ IP64 และเป็นสมาร์ทโฟนที่มี ค่าคาร์บอนฟุตพริ้นต์ต่ำที่สุดของ Nothing จนถึงปัจจุบันที่ 51.3 กิโลกรัม CO₂e กล้อง Nothing Phone (3a) Series มาพร้อมกับระบบกล้องที่ล้ำหน้าที่สุดของ Nothing โดยอัปเกรดเป็น เซ็นเซอร์หลัก 50MP เสริมด้วยเซ็นเซอร์ Ultra-Wide จาก Sony และ รองรับซูมแบบออปติคอลเป็นครั้งแรก ขับเคลื่อนโดย TrueLens Engine 3.0 ที่รวม อัลกอริธึมคอมพิวเตอร์ขั้นสูง การประมวลผล AI และเทคโนโลยี Multi-frame เพื่อมอบประสบการณ์การถ่ายภาพระดับมืออาชีพที่คมชัดสมจริง ซึ่งที่งาน มีการแสดงภาพถ่ายคอลเลคชั่นสุดพิเศษจากช่างถ่ายภาพมืออาชีพอย่างคุณ Chubby Chain ที่ใช้มือถือ Phone (3a) และ Phone (3a) Pro ในการถ่ายทำ ด้วยเลนส์ Periscope ความคดชัด 50 ล้านพิกเซล จึงทำให้เก็บดีเทลของภาพได้ชัดยิ่งขึ้นแม้ซูมอินก็ภาพไม่แตก แล้วยังเหมาะกับการถ่ายแฟชั่นเป็นอย่างมาก กล้องเทเลโฟโต้ของ Phone (3a) พร้อมดึงคุณเข้าใกล้วัตถุได้มากขึ้น Phone (3a) มาพร้อมกล้องเทเลโฟโต้ความละเอียด 50MP ค่ารูรับแสง f/2.0 สำหรับการถ่ายภาพที่คมชัดด้วยระยะโฟกัสเทียบเท่า 50 มม. มีซูมออปติคอล 2x เป็นพื้นฐานสำหรับการซูมคุณภาพสูง เซ็นเซอร์ความละเอียดสูงรองรับการซูมแบบ In-Sensor ได้สูงสุด 4x โดยไม่สูญเสียรายละเอียด สำหรับการซูมระยะไกล Phone (3a) ใช้อัลกอริธึม AI เพื่อเพิ่มความคมชัด รองรับซูมสูงสุด 30x กล้องเพอริสโคปของ Phone (3a) Pro สุดยอดเทเลโฟโต้ซูมระดับแฟลกชิป พร้อมความอเนกประสงค์ขั้นสุด ด้วยระบบซูมเพอริสโคปสุดล้ำของ Phone (3a) Pro ซึ่งเป็นการอัปเกรดฮาร์ดแวร์ครั้งใหญ่ โดยผสาน เซ็นเซอร์ Sony LYTIA 600 ขนาด 1/1.95 นิ้ว เข้ากับระยะโฟกัสเทียบเท่า 70 มม. และค่ารูรับแสง f/2.55 ทั้งหมดนี้ช่วยให้ Phone (3a) Pro มี ระบบซูมออปติคอลที่ยอดเยี่ยมและประสิทธิภาพที่เหนือชั้นยิ่งกว่าเดิมด้วยระบบ ป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล (OIS) กล้องเพอริสโคปของ Phone (3a) Pro สามารถ ถ่ายภาพคุณภาพสูงได้ทุกสภาพแสง ไม่ว่าจะเป็น ในร่มหรือเวลากลางคืน พร้อมรองรับ ซูมออปติคอล 3x ซึ่งเป็นระยะโฟกัสที่ช่างภาพมืออาชีพนิยมใช้สำหรับการถ่าย ภาพ Portrait ที่สมบูรณ์แบบ มีเซ็นเซอร์ความละเอียดสูง 50MP รองรับการซูมแบบ In-Sensor ได้สูงสุด 6x โดยไม่สูญเสียรายละเอียด เมื่อผสานกับ อัลกอริธึม AI สำหรับเพิ่มความคมชัด (AI Clarity-Enhancing Algorithm) จะสามารถ ซูมได้สูงสุด 60x จุดเด่นที่ทำให้ Phone (3a) Pro ก้าวล้ำกว่าแม้แต่สมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิป ก็คือ ความสามารถในการถ่ายภาพชนิด เทเลมาโคร หรือการขยายภาพ โดยสามารถโฟกัสได้ใกล้ถึง 15 ซม. จากวัตถุ ซึ่งช่วยทะลวงข้อจำกัดที่กล้องเพอริสโคปหลายๆ รุ่นที่ราคาสูงกว่ายังทำไม่ได้ กล้องหลัก Phone (3a) มาพร้อม เซ็นเซอร์หลัก 50MP พัฒนาร่วมกับ Samsung โดยผสานซอฟต์แวร์อัลกอริธึม On-Sensor Deep Learning Processing ที่ผ่านการฝึกบนฐานข้อมูลภาพถ่ายนับล้าน เพื่อ เพิ่มความคมชัด ลดสัญญาณรบกวน และให้ความแม่นยำของสีที่สมจริงPhone (3a) Pro ยกระดับประสบการณ์ขึ้นไปอีกขั้น ด้วย เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ที่ล้ำหน้ากว่าเดิม โดยให้ ออโต้โฟกัสเร็วขึ้น 43% และมี Pixel Full Well Capacity มากขึ้น 2 เท่า ทำให้สามารถ เก็บรายละเอียดของภาพได้ดียิ่งขึ้น แม้ในสภาพแสงจ้าเมื่อซูมออก กล้อง Ultra-Wide ของ Phone (3a) Series มาพร้อม มุมมองกว้าง 120 ช่วยให้คุณ เก็บภาพได้กว้างขึ้นในทุกเฟรม ขณะที่เซ็นเซอร์ Sony รุ่นใหม่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ การถ่ายภาพในที่แสงน้อย กล้องหน้า Phone (3a) มาพร้อมกล้องหน้า 32MPPhone (3a) Pro อัปเกรดเป็นกล้องหน้า 50MP รองรับ วิดีโอ 4K พร้อม AI Stabilization แบบปรับอัตโนมัติ และโหมด Night Video Enhancement เพิ่มความสว่างขึ้น +74.4% และลดสัญญาณรบกวนลง 33.7% เมื่อเทียบกับ Phone (2a) ประสิทธิภาพการทำงาน ขุมพลัง Snapdragon 7s Gen 3 Mobile Platform พร้อมประสิทธิภาพสุดล้ำ รองรับ Snapdragon Elite Gaming ฟีเจอร์ที่เคยมีเฉพาะในแฟลกชิปเท่านั้น Phone (3a) Series เร็วขึ้น แรงขึ้น และเล่นเกมได้ลื่นไหลขึ้นมี CPU ที่เร็วขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับ Phone (2a), GPU Qualcomm Adreno ทำให้กราฟิกดีขึ้น 11%, และ AI Processing ดีขึ้นถึง 92% ทำให้รองรับเทคโนโลยี AI ในอนาคตได้ดียิ่งขึ้นPhone (3a) Series ยังใช้ประโยชน์จาก Nothing OS และ Essential Space อย่างเต็มที่ ช่วยให้คุณ ทำงานได้เร็วขึ้น เช่น แปลงเสียงเป็นข้อความบนอุปกรณ์โดยตรงRAM Booster ผสาน RAM กายภาพและเสมือนจริง ช่วยให้เข้าถึงได้สูงสุด 20GB ระบบระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber ขนาด 4,500 มม ลดอุณหภูมิมือถือลง 23% เมื่อเทียบกับ Phone (2a) แบตเตอรี่และการชาร์จ Phone (3a) Series ใช้งานได้นานขึ้น ด้วยแพลตฟอร์ม Snapdragon 7s Gen 3 ที่ ใช้พลังงานน้อยลง 8% ในการทำงานทั่วไป ทำให้ เพิ่มเวลาใช้งานได้อีก 30 นาทีต่อวันทั้ง Phone (3a) และ Phone (3a) Pro มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 5000mAh ใช้งานได้นานสูงสุด 2 วันต่อการชาร์จเต็ม รองรับ การชาร์จไว 50W สามารถชาร์จได้ 50% ในเวลาต่ำกว่า 20 นาที เพียงพอสำหรับการใช้งานตลอดวัน จอแสดงผล ขนาดใหญ่และคุณภาพเยี่ยม Phone (3a) และ Phone (3a) Pro ใช้หน้าจอขนาด 6.77 นิ้ว ให้ประสบการณ์รับชมที่เต็มตา ตัวเครื่องยาวขึ้น และมุมจอโค้งน้อยลง เพิ่มความเป็นผู้ใหญ่ และจับได้เหมาะมือมากขึ้น ความคมชัดระดับ Full HD+ มีความละเอียดสูง 387 PPI, รีเฟรชเรต 120Hz Adaptive ปรับตามการใช้งาน, และอัตราการตอบสนองสัมผัส 480Hz เพิ่มขึ้น 100% จาก Phone (2a) ในโหมดเกม สามารถเพิ่มอัตราการตอบสนองสัมผัสเป็น 1000Hz เพื่อการควบคุมที่ลื่นไหลสว่างขึ้นกว่าเดิม ปรับความสว่างอัตโนมัติสูงสุด 1300 nits อ่านง่ายกลางแดด ความสว่างสูงสุดได้ถึง 3000 nits เพิ่มขึ้น 131% จาก Phone (2a) Nothing OS 3.1 ระบบปฏิบัติการที่ เร็ว ลื่นไหล และเสถียร พัฒนาบนพื้นฐาน Android 15 อัปเดตแอป Nothing Gallery, Camera (กล้อง) และ Weather (เช็คอากาศ) ปรับแต่งการใช้งานได้ลึกขึ้น เช่น ธีมขาวดำเพื่อลดสิ่งรบกวน, ซ่อนชื่อแอปบนหน้าจอหลัก, ปรับแต่งหน้าจอล็อกและการตั้งค่าด่วน, และปรับเปลี่ยนตำแหน่งแอปได้อิสระ เครื่อง Phone (3a) Pro รองรับ eSIM (ยกเว้นในอินเดีย)อัปเดตซอฟต์แวร์ 6 ปี โดยจะอัปเดต Android 3 ปี และอัปเดตความปลอดภัย 6 ปี รวมถึง การแก้ไขข้อบกพร่องและอัปเดตฟีเจอร์ใหม่ Essential Space (เวอร์ชั่น Early Access) Essential Space คือฮับ AI สำหรับบันทึกไอเดียและแรงบันดาลใจ จดบันทึกและค้นหาข้อมูลได้ง่าย ใช้งานร่วมกับ Essential Key (ปุ่มกดพิเศษด้านขวาของตัวเครื่อง) กดหนึ่งครั้งเดียว เพื่อบันทึกข้อมูลหน้าจอ กดค้าง เพื่อบันทึกเสียง กดสองครั้ง เพื่อเข้าถึงเนื้อหาที่บันทึกไว้ทั้งหมด ลูกค้า Phone (3a) และ Phone (3a) Pro ทุกคนสามารถเข้าร่วม Early Access เพื่อสัมผัสประสบการณ์ Essential Space ก่อนใคร พร้อมฟีเจอร์ใหม่ที่กำลังจะมา เช่น Camera Capture Smart Collections Focused Search Flip to Record การวางจำหน่ายและราคา Phone (3a) มีให้เลือก 3 สี: ดำ, ขาว และน้ำเงิน รุ่น 8+128GB ราคา 12,499 บาท รุ่น 12+256GB ราคา 14,499 บาท Phone (3a) Pro มีให้เลือก 2 สี: เทา และดำ รุ่น 12+256GB ราคา 17,499 บาท โอกาสเป็นเจ้าของก่อนใครในไทย โอกาสเป็นกลุ่มแรกในโลกที่สามารถซื้อ Phone (3a) Pro พร้อม สิทธิพิเศษและข้อเสนอสุดพิเศษ สำหรับผู้ที่มาก่อนได้รับสิทธิก่อน รายละเอียดมีดังนี้: สถานที่: เว็บไซต์ carnivalbkk.com หรือ CARNIVAL Central World ชั้น 3 เวลาเริ่มต้น: 10:00 น. วันที่: วันพุธที่ 15 มีนาคม การพรีออเดอร์และวันวางจำหน่าย Phone (3a) Pro เปิดให้พรีออเดอร์ วันที่ 11 มีนาคม (วันอังคาร) พร้อมของแถมสุดพิเศษ สินค้ามีจำนวนจำกัด และจะเริ่มจัดส่งตั้งแต่ 22 มีนาคม เป็นต้นไป Phone (3a) จะวางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ วันที่ 22 มีนาคม (วันเสาร์) Phone (3a) Pro จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ วันที่ 1 เมษายน (วันอังคาร) ช่องทางออนไลน์ Nothing.tech Lazada Nothing Flagship Store Shopee Nothing Official Store Powerbuy Online ร้านค้าที่วางจำหน่าย JayMart dotLife ดูรายละเอียดสเปกและฟีเจอร์ทั้งหมดได้ที่ nothing.tech และติดตามข่าวสารล่าสุดของ Nothing ได้ทาง Instagram, TikTok, and X.

Nothing Phone (2a) Plus กล้องใหม่ 50 MP ชิป Dimensity 7350 ดีไซน์ล้ำขึ้น ราคา 15,490 บาท เปิดจอง 6 กันยายนนี้
อ่าน

Nothing Phone (2a) Plus กล้องใหม่ 50 MP ชิป Dimensity 7350 ดีไซน์ล้ำขึ้น ราคา 15,490 บาท เปิดจอง 6 กันยายนนี้

น็อตติง โฟน (Nothing Phone) เปิดตัวน็อตติง โฟน ทูเอ พลัส - Nothing Phone (2a) Plus สมาร์ตโฟนระดับกลางที่เน้นการออกแบบเปิดเผยภายใน โดยเผยโฉมรุ่นใหม่ล่าสุด ที่ยกระดับกล้องหลักความละเอียด 50 ล้านพิกเซล (MP) และชิปใหม่เป็น MediaTek Dimensity 7350 Pro 5G 3.0 GHz พร้อมดิไซน์ที่ได้สีใหม่คือ สีเทาเมทัลลิก และสีดำ ที่เสริมการมองเห็นชิ้นส่วนและการเดินระบบภายในโทรศัพท์ได้ชัดยิ่งขึ้น พร้อมวางจำหน่ายในประเทศไทยด้วยราคา 15,490 บาท เริ่มจองได้วันที่ 6 กันยายนนี้ประสิทธิภาพและการออกแบบบนNothing Phone (2a) PlusNothing Phone (2a) Plus ใช้หน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด FHD+ ความสว่างสูงสุด 1,300 nits อัตรารีเฟรชภาพแบบยืดหยุ่น (Adaptive Refresh Rate) 120 Hz มาพร้อมแบตเตอรีลิเทียมไอออนขนาด 5,000 mAh ติดตั้งระบบชาร์จเร็ว 50 วัตต์ (W) ประกอบขึ้นจากวัสดุรีไซเคิล ทั้งในส่วนตรงกลางด้านใน วงจร พลาสติกรอบตัวเครื่อง พร้อมการออกแบบที่เผยภายในอุปกรณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Nothing Phoneโดยแกนกลางของ Nothing Phone (2a) Plus ใช้ชิป MediaTek Dimensity 7350 Pro 5G ความเร็ว 3.0 กิกะเฮิร์ตซ์ (GHz) สถาปัตยกรรม 4 นาโนเมตร แบบ 8 คอร์ (Core) พร้อมหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) ARM Mail-G610 MC4 ความเร็ว 1.3 GHz ซึ่งทำให้การเล่นเกมเร็วขึ้นร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับ Phone (2a)กล้องและซอฟต์แวร์ของNothing Phone (2a) PlusNothing Phone (2a) Plus มาพร้อมกล้องหลักที่ใช้เซ็นเซอร์ Samsung GN9 ขนาด 1/1.57ความละเอียด 50 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์ภาพแบบอัลตราไวด์ (Ultra-wide) ความละเอียด 50 MP เช่นกัน รองรับการถ่ายภาพแบบ HDR และบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K ในขณะที่ปรับปรุงกล้องหน้าให้มีความละเอียด 32 MP รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 4K แบบ 30 FPSทั้งนี้ Nothing Phone (2a) Plus ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการ Nothing OS 2.6 บนพื้นฐานระบบแอนดรอยด์ (Android 14) ที่ทำงานร่วมกับแชตจีพีที (ChatGPT) เพื่อเสริมความสะดวกในการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น News Reporter Widget ที่เป็นข่าวสรุปจาก AI ที่ได้จากแหล่งข่าวภาษาอังกฤษใน 8 หมวดหมู่ ได้แก่ ธุรกิจ บันเทิง ข่าวทั่วไป สุขภาพ วิทยาศาสตร์ กีฬา และเทคโนโลยีเอกลักษณ์และการตลาดของNothing Phone (2a) Plusโดยใน Nothing Phone (2a) Plus ยังคงเอกลักษณ์ไฟแบบ กลิพพ์ (Glyph) ที่ด้านหลังเครื่อง ซึ่งนอกจากจะเป็นเรื่องของความสวยงามแล้ว ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีการโต้ตอบระหว่างสมาร์ตโฟนกับผู้ใช้ ที่ปรับแต่งรูปแบบไฟเพื่อสื่อสารโดยไม่ต้องมองหน้าจอได้ด้วยทั้งนี้ Nothing Phone (2a) Plus จะวางจำหน่ายในไทยโดยมี 2 สี ได้แก่ สีเทาเมทัลลิก และสีดำ โดยมีหน่วยความจำ RAM ขนาด 12 กิกะไบต์ (GB) พร้อมพื้นที่จัดเก็บขนาด 256 GB ซึ่งจะเปิดจองผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงหน้าแพลตฟอร์มจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Nothing Phone ในวันที่ 6 กันยายนนี้ ในราคา 15,490 บาท และเริ่มจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของพันธมิตรในวันที่ 13 กันยายนต่อไปข้อมูลและภาพจาก Nothing (ประเทศไทย)

เผยภาพเรนเดอร์ของ Nothing Phone (2a) ที่ยังคงมีไฟ Glyph อยู่!
อ่าน

เผยภาพเรนเดอร์ของ Nothing Phone (2a) ที่ยังคงมีไฟ Glyph อยู่!

ยิ่งใกล้เปิดตัวมากเท่าไร ก็ยิ่งมีข้อมูลของ Nothing Phone (2a) หลุดออกมามากเท่านั้น โดยล่าสุดมีภาพเรนเดอร์ที่คาดว่าจะเป็นภาพจริงของ Nothing Phone (2a) หลุดออกมาแล้ว ภาพเรนเดอร์แสดงให้เห็น Nothing Phone (2a) 2 เวอร์ชัน ได้แก่ เวอร์ชันสีขาว และเวอร์ชันสีดำ/เทา เช่นเดียวกับสมาร์ตโฟนรุ่นก่อนหน้าของ Nothing นอกจากนี้เรายังพบว่า กล้องหลังคู่ของ Phone (2a) จะติดตั้งบริเวณกึ่งกลางส่วนบนของด้านหลังสมาร์ตโฟนรุ่นนี้ โดยวางตัวเป็นแนวนอนคล้ายลูกตา รอบ ๆ ประกอบด้วยไฟ Glyph LED 3 ส่วน และเนื่องจากที่ด้านหลังไม่พบคอยล์ชาร์จ ทำให้รุ่นนี้จะไม่มีฟีเจอร์การชาร์จไร้สาย ซึ่งแตกต่างจาก Phone (1) และ Phone (2) Phone (2a) ยังคงคอปเซปต์ความเนี้ยบตามสไตล์ Nothing ที่พยายามทำให้ขอบหน้าจอทั้งบน ล่าง ซ้าย และขวามีความหนาเท่ากัน โดยจากภาพจะเห็นว่าขอบจอของ Phone (2a) ค่อนข้างบางเลยทีเดียว อีกหนึ่งจุดเด่นจะสังเกตได้เฉพาะ Phone (2a) เวอร์ชันสีขาวเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่า แม้ทั้งเครื่องจะมีสีขาว แต่ปุ่ม Power และปุ่ม Volume จะเป็นสีดำ ซึ่งดูแล้วก็โดดเด่นและให้ความรู้สึกเก๋ไม่น้อย ที่มา: GSMArena

Nothing ประกาศจะเปิดตัว Nothing Phone (2a) วันที่ 5 มีนาคมนี้!
อ่าน

Nothing ประกาศจะเปิดตัว Nothing Phone (2a) วันที่ 5 มีนาคมนี้!

ล่าสุด Nothing ปล่อยทีเซอร์ประกาศวันเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ Nothing Phone (2a) ในวันอังคารที่ 5 มีนาคม 2024 พร้อมสโลแกน ‘Fresh Eyes’ ที่อาจแปลได้ว่า ‘ดวงตาอันสดใหม่’ จากคำโปรยและดีไซน์ ‘ลูกตา’ ในพื้นหลังจะตรงกับภาพหลุดดีไซน์ Nothing Phone (2a) ที่ออกมาก่อนหน้าว่า Phone (2a) จะมีการเปลี่ยนดีไซน์กล้องหลังจากเดิมที่เรียงตัวในแนวตั้งมาเป็นแนวนอนอยู่บริเวณตรงกลางส่วนบนแทน ในเบื้องต้นมีการคาดการณ์ว่า Phone (2a) จะเป็นสมาร์ตโฟนราคาประหยัดกว่า Phone (2) โดย Nothing เผยว่า Phone (2a) หยิบยืมองค์ประกอบบางอย่างมาจาก Phone (2) และมีการอัปเกรดขึ้นจาก Phone (1) อย่างชัดเจน ที่มา: GSMArena

Nothing ปล่อย Glyph Developer Kit ให้นักพัฒนาปรับแต่งไฟ Glyph เข้ากับแอปของตนเองได้แล้ว!
อ่าน

Nothing ปล่อย Glyph Developer Kit ให้นักพัฒนาปรับแต่งไฟ Glyph เข้ากับแอปของตนเองได้แล้ว!

ล่าสุด Nothing Tech ได้ปล่อย Glyph Developer Kit ออกมาเพื่อให้นักพัฒนาสามารถปรับแต่งไฟ LED ที่ด้านหลัง Nothing Phone ทำให้นักพัฒนาสามารถใช้ฟังก์ชัน Glyph ร่วมกับแอปของตนเองได้แล้ว ตัวซอฟต์แวร์ดังกล่าวถูกปล่อยออกมาบน GitHub รองรับการพัฒนาสำหรับ Nothing Phone (1) และ Phone (2) โดยไฟ LED ของ Phone (1) สามารถปรับแต่งได้ 12 โซน ในขณะที่ Phone (2) สามารถปรับแต่งได้ทั้งหมด 33 ตำแหน่ง เพจ Glyph Developer Kit บน GitHub ประกอบด้วย repository เอกสารสนับสนุน และรายละเอียดเกี่ยวกับ interface ไฟ Glyph ของสมาร์ตโฟนทั้ง 2 รุ่น นักพัฒนาที่สนใจสามารถทดลองใช้ Glyph Developer Kit ได้ตั้งแต่วันนี้ และสามารถลงทะเบียนเพื่อรับแจ้งเตือนเมื่อมีการเปิดให้ลงทะเบียนรับ API key ที่มา: GSMArena

ชมภาพเรนดอร์อย่างเป็นทางการของ Nothing Phone (2a) ที่ไม่มีไฟ Glyph อีกต่อไป
อ่าน

ชมภาพเรนดอร์อย่างเป็นทางการของ Nothing Phone (2a) ที่ไม่มีไฟ Glyph อีกต่อไป

Nothing เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนดีไซน์โปร่งแสงรุ่นใหม่อย่าง Phone (2a) ในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งได้รับการพัฒนาจาก Phone (2) ให้ปรับลดสเปกลง และมีราคาถูกลง ล่าสุดเว็บไซต์ SmartPix ได้เปิดเผยภาพเรนเดอร์อย่างเป็นทางการของ Nothing Phone (2a) ที่มีดีไซน์ใกล้เคียงกับตัวเครื่องที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ แต่เปลี่ยนตำแหน่งของกล้องหลังไปจากเดิม ภาพเรนเดอร์ดังกล่าวได้เผยให้เห็นดีไซน์ด้านหลังตัวเครื่องที่ไม่มีฟีเจอร์ไฟ LED ที่เรียกว่า Glyph ซึ่ง Nothing ใช้มาตั้งแต่ Nothing Phone (1) และคอยน์ความร้อนให้เห็นอีกต่อไป ในขณะที่ดีไซน์ส่วนใหญ่จะใกล้เคียงกับ Nothing Phone (1) Nothing Phone (2a) Nothing Phone (2) Nothing Phone (1) ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่า Nothing Phone (2a) จะมาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด Full HD+, รีเฟรชเรต 120 Hz, ชิปเซต MediaTek Dimensity 7200, แรม 8/12 GB, สตอเรจ 128/256 GB, กล้องหลัง 50 ล้านพิกเซล (หลัก) + 50 ล้านพิกเซล (Ultrawide) และอาจมีราคาประมาณ 400 ยูโร หรือประมาณ 15,300 บาท ที่มา : GSMArena

Nothing ประกาศจะปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0 ให้ Phone (1) ในสัปดาห์หน้า!
อ่าน

Nothing ประกาศจะปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0 ให้ Phone (1) ในสัปดาห์หน้า!

หนึ่งในข้อสงสัยที่พบได้บ่อยจากกลุ่มผู้ใช้ Phone (1) คือ ‘เมื่อไหร่ Nothing จะปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0 ให้กับ Phone (1) เสียที?’ ล่าสุดทาง Nothing ได้ออกมาโพสต์ตอบคำถามนี้แล้วว่า “การรอคอยใกล้จะสิ้นสุดแล้ว เราได้พัฒนา Nothing OS 2.0 สำหรับ Phone (1) และตามสัญญาจะมีการปล่อยอัปเดตในสัปดาห์หน้า” ซึ่งจะอยู่ในช่วงวันที่ 28 สิงหาคม – 3 กันยายน นั่นเอง The wait is almost over.Weve been cooking up Nothing OS 2.0 for Phone (1), and as promised itll be out next week. https://t.co/7UOnkTaYMP— Nothing (@nothing) August 22, 2023 Nothing OS 2.0 เป็นระบบปฏิบัติการที่มีพื้นฐานมาจาก Android 13 แต่จะมาพร้อมดีไซน์และฟีเจอร์ใหม่ ๆ ที่ Nothing เป็นผู้พัฒนา เช่น ดีไซน์หน้า lock screen แบบใหม่, วิดเจ็ตในหน้าโฮมแบบใหม่ และการ toggle เปิด-ปิดการตั้งค่าแบบรวดเร็ว อีกทั้งผู้ใช้ยังสามารถปรับแต่งขนาดโฟลเดอร์ที่หน้าโฮมให้มีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงการปรับดีไซน์ไอคอนแอปพลิเคชันให้เป็นแบบมินิมอลหรือแบบขาว-ดำ (monochrome) เพื่อลดแรงดึงดูดจากแอปต่าง ๆ ให้น้อยลง

Nothing ปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0.2a ให้ Phone (2) เน้นการอัปเกรดความสามารถกล้อง!
อ่าน

Nothing ปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0.2a ให้ Phone (2) เน้นการอัปเกรดความสามารถกล้อง!

Nothing ชูจุดเด่นว่าตนเองเป็นแบรนด์ที่มีการรับฟังความเห็นของผู้ใช้งาน และต้องการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ยอดเยี่ยมให้กับลูกค้า และจากการดำเนินงานที่ผ่านมาเราก็เห็นถึงความพยายามของ Nothing ที่จะทำตามสิ่งที่ตนเองพูดเอาไว้ โดยล่าสุดทางแบรนด์ก็ปล่อยอัปเดต Nothing OS 2.0.2a ให้กับ Phone (2) ซึ่งการพัฒนารอบนี้จะเน้นอัปเกรดความสามารถกล้องเช่นเดิม หลังจากที่ Phone (2) เปิดตัวในเดือนกรกฎาคม Nothing ก็ปล่อยซอฟต์แวร์อัปเดตมาให้ถึง 2 รอบ โดยก่อนหน้านี้เป็นเวอร์ชัน Nothing OS 2.0.2 ที่เน้นการพัฒนากล้องรวมถึงฟังก์ชันอื่น ๆ และความเสถียรของระบบ ในขณะที่ซอฟต์แวร์อัปเดตเวอร์ชันล่าสุดจะเป็น Nothing OS 2.0.2a We’re continually working to keep Phone (2) at the top of its game. So we’ve listened to your latest feedback and have responded with our next update, Nothing OS 2.0.2a.The roll-out has begun. This time round, we’ve focused on key camera enhancements. pic.twitter.com/8mWd8ufQBk— Nothing (@nothing) August 22, 2023 Nothing ระบุว่า การอัปเดตครั้งนี้เป็นการแก้ปัญหาจาก feedback ของผู้ใช้งาน โดยเน้นพัฒนาความสามารถกล้อง ดังนี้ การพัฒนาความชัดเจนของใบหน้าเมื่อถ่ายในอาคาร (indoor) การปรับปรุง HDR การปรับระดับไฮไลต์ให้เหมาะสมในสภาพแวดล้อมที่มีแสงน้อย (low-light environments)

รีวิว Nothing Phone(2) : แม้จะว่างเปล่าก็ยังมีตัวตน (แต่ยังดีกว่านี้ได้)
อ่าน

รีวิว Nothing Phone(2) : แม้จะว่างเปล่าก็ยังมีตัวตน (แต่ยังดีกว่านี้ได้)

ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่มองเห็นความแปลกใหม่ในวงการสมาร์ตโฟนมาตลอดครับ คือตั้งแต่ที่เริ่มสนใจในวงการนี้ ก็ได้พบกับสมาร์ตโฟนมากมายที่พยามใส่ลูกเล่นใหม่เข้าไป แบบ Samsung ที่เคยทำสมาร์ตโฟนที่เคยฉายภาพออกมาได้แบบโปรเจกเตอร์ หรือ LG ที่แม้จะทำสมาร์ตโฟนน้อยลงแล้ว ก็ยังเคยทำสมาร์ตโฟนที่หมุนจอแยกออกมาเป็นแนวนอนอีกจอก็ยังมีมาแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าเทรนด์ส่วนใหญ่ของสมาร์ตโฟน ก็เข้าสู่ยุคของการทำสมาร์ตโฟนหน้าตาคล้ายกัน คือเป็นกล่องสี่เหลี่ยมมุมมนบ้าง ขอบมนบ้าง ขอบเหลี่ยมบ้าง แต่ก็ยังอยู่ในหน้าตาที่อาจจะใช้คำว่า ‘พิมพ์นิยม’ ก็ได้ ทำให้ความสนุกของการได้เห็นสมาร์ตโฟนเปิดตัวใหม่ได้หายไปเสียอย่างนั้น คาร์ล เพ่ย (Carl Pei) แกก็คงคิดแบบนั้นเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ที่เขาตัดสินใจแยกตัวออกมาจาก OnePlus ที่อุตส่าห์ปลุกปั้นมากับมือพร้อมกับพีท เหลา (Pete Lau) เพื่อที่จะเดินในทางของตัวเอง ก็ได้เปิดตัวแบรนด์ ‘Nothing’ แบรนด์ว่างเปล่า ที่อยากจะให้ เทคโนโลยี ‘ควรจางหายไปในพื้นหลังและรู้สึกเหมือนไม่มีอะไร’ แต่เราไม่ได้มาพูดถึงความเป็นแบรนด์ Nothing ครับ เรื่องนั้นไว้เรามาพูดถึงกันต่อไป แต่เราจะมาพูดถึงสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของเขาอย่าง Nothing Phone(2) สมาร์ตโฟนรุ่นที่ 2 ของค่ายที่ได้ต่อยอดจากรุ่นที่แล้วมาอย่างดี แต่ที่จริงแล้ว ก็ยังดีกว่านี้ได้นะ (?) Disclaimer : รีวิวนี้ เริ่มเขียนหลังจากที่ Nothing Phone(2) อัปเดตเวอร์ชันเป็น Nothing OS 2.0.1 Build Number : Pong-T2.0-230719-1458 ดังนั้นฟีเจอร์ต่าง ๆ อาจจะแตกต่างกับในตัวเครื่องที่ใช้ซอฟต์แวร์เวอร์ชันอื่น ๆ อยู่ ดีไซน์ เรื่องของดีไซน์ เราอาจจะเห็นความว้าวนี้มาจาก Nothing Phone(1) มาแล้วแน่นอน ทั้งเรื่องของไฟ Glyph Interface ที่เป็นสิ่งที่โดดเด่นที่สุดในรุ่น รวมไปถึงการทำดีไซน์ฝาหลังแบบโปร่งใส ให้เห็นการดีไซน์วงจร​ (ที่ทั้งเป็นนามธรรม และประดิษฐ์ขึ้น) แต่ก็มีความสวยงามในแบบของตัวเอง เอาจริง ๆ ถ้ามองผ่าน ๆ แวบแรกคือกว่าครึ่งที่เห็นรุ่นแรกและรุ่นที่ 2 เทียบกันคงบอกกันแน่นอนว่า ‘มันไม่เห็นจะเปลี่ยนไปเลย’ แต่ที่จริงแล้วมันเปลี่ยนมากกว่าที่คิดนะ เริ่มจากตัวฝาหลังก่อนเลย ที่ได้เปลี่ยนจากกระจกแบนราบ เป็นกระจกลงโค้ง เพื่อให้สัมผัสจับแล้วถนัดมือขึ้น (และไม่รู้สึกบาดมือแบบรุ่นแรก) และแม้จะไม่ได้มีการบอกว่าใช้กระจกประเภทใดทั้งในหน้าจอ และฝาหลังของจอ (นอกจาก Corning Gorilla Glass) แต่ค่อนข้างมั่นใจว่ากระจกหลังก็แข็งแรงพอตัวเลย ส่วนดีไซน์รอบตัวเครื่องก็ค่อนข้างไปในทางดีไซน์สมัยนิยมของสมาร์ตโฟนยุคนี้ที่ใช้ขอบเหลี่ยมรอบตัวเครื่อง แต่บางลง 1 มิลลิเมตร รวมไปถึงการใช่วัสดุธรรมชาติจำนวนมาก ทั้งตัวเครื่องที่ใช้อะลูมิเนียมรีไซเคิล 100%, แผงวงจร 9 แผง ใช้ดีบุกรีไซเคิล 100%, แผงวงจรหลักใช้ฟอยล์ทองแดงรีไซเคิล 100%, ชิ้นส่วนปั๊มเหล็กทั้งหมด 28 ชิ้น ใช้เหล็กรีไซเคิลมากกว่า 90% หรือพลาสติกในตัวเครื่องที่ใช้พลาสติกยั่งยืน และกล่องตัวเครื่องที่ไม่มีพลาสติกในกล่องเลยอีกด้วย แถมยังได้มาตรฐานกันน้ำ IP54 อีกด้วย แม้จะยังเป็นปริมาณที่ยังค่อนข้างน้อยก็ตาม ปุ่มเปิด-ปิด ตัวเครื่องจะอยู่ด้านขวา และปุ่มเพิ่มลดเสียงจะอยู่ด้านซ้าย โดยจะมีพอร์ต USB-C 2.0 อยู่ด้านล่าง พร้อมช่องใส่ซิม (ใส่ได้ 2 ซิม) และไมค์โครโฟนด้านบน-ล่าง ที่ถือว่าก็ตามสมัยนิยมของสมาร์ตโฟนยุคปัจจุบันอยู่เหมือนกัน (น่าจะใส่พอร์ตหูฟัง 3.5 มิลลิเมตรมาหน่อยนะ) Glyph Interface เดิม เพิ่มเติมคือจำนวน และลูกเล่น ไฟด้านหลังตัวเครื่องอย่าง Glyph Interface ก็ยังมาเหมือนเดิม จะเพิ่มเติมตรงที่ ตัวไฟมีส่วนแสดงผล LED ทั้งหมด 33 โซน ทำให้มีลูกเล่นที่ใช้กับ Glyph Interface ได้มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเอาจริง ๆ 33 โซนนี้ก็ยังดูไม่ออกมากนัก แต่ถ้าลองมองดี ๆ คือโซนของไฟที่อาจจะดูเหมือนเดิม แต่มีการแยกระหว่างเส้นออกจากกัน ทำให้ตอนนี้ไฟตอนนี้แบ่งออกเป็น 11 เส้นย่อย (ไม่นับไฟสีแดงที่จะกะพริบเวลาถ่ายวิดีโอที่ยังอยู่ที่เดิมนะ) พูดถึงไฟ Glyph Interface แล้ว ตัวไฟที่เพิ่มโซนมานี้ ก็มีประโยชน์มากขึ้นเหมือนกันนะ ! เริ่มจากฟีเจอร์ที่น่าสนใจมากอย่างการจับเวลา ที่เราสามารถตั้งให้จับเวลาถอยหลัง และคว่ำเครื่องเพื่อดูว่าเหลืออีกกี่นาที อันนี้สะดวกมาก และใช้เพื่อลดเวลาหน้าจอได้อย่างดีเลย เพราะพอเราคว่ำจอเพื่อดูเวลา ก็ไม่ต้องพลิกมาดูจอด้านในอีก หรืออย่างการปรับเสียงเพิ่ม-ลดความดัง ที่สามารถกดปุ่มและดูระดับเสียงผ่านไฟ Glyph Interface ด้านหลังได้เลย ส่วนฟีเจอร์ไฟเดิม เช่นการแจ้งเตือนแล้วมีไฟขึ้นต่างกันตามแอปฯ, เขย่าเครื่องขณะชาร์จแบตเตอรี่เพื่อดูว่าชาร์จแบตฯไปกี่ % แล้ว หรืออย่างเสียงเรียกเข้าที่จะเข้าจังหวะระหว่างการสั่น เสียง และไฟ Glyph ก็ยังอยู่เหมือนเดิมหมดทุกอย่างเลย แต่จะแตกต่างที่ ‘Glyph Interface SDK และ API สำหรับนักพัฒนา’ ซึ่งจะทำให้แอปฯอื่น ๆ เอาไฟมาใช้ได้มากขึ้น อย่างเช่น Uber ที่เอามาใช้แสดงระยะทางระหว่างคนขับ มาหาเราได้แล้ว เป็นต้น แม้หลาย ๆ คนจะบอกว่าไฟหลังจอนี้จะมีประโยชน์อะไร ถ้าเรายังดูหน้าจออยู่ (เพราะแค่คว่ำก็มองไม่เห็นแล้ว) แต่จริง ๆ ไฟ Glyph Interface นี้เหมาะกับการใช้ในช่วงที่เราอยาก ‘ลดเวลาหน้าจอ’ ลงบ้าง คือเราอยากจับหน้าจอให้ลดลง แต่ก็ยังต้องติดต่อสื่อสาร ไฟ Glyph Interface ที่จำกัดเกือบทุกอย่างไว้ใช้แค่เรื่องจำเป็น เช่นแจ้งเตือน, จับเวลา, เพิ่ม-ลดเสียงเพลงที่ฟังอยู่ ก็เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว ฟีเจอร์เขย่าเครื่องเพื่อดูแบตเตอรี่ที่กำลังชาร์จอยู่ โดยรวมแล้ว เรื่องของ Glyph Interface นอกจากจะมีประโยชน์มากแล้ว สิ่งหนึ่งที่เถียงไม่ได้เลยก็คือ ไฟ Glyph Interface นี้เหมือนเป็นส่วนหนึ่งในความเป็น ‘Nothing Phone’ ไปแล้ว คือถ้าเห็นสมาร์ตโฟนมีไฟที่ไหนพยายามเลียนแบบ ก็จะนึกออกทันทีว่ากำลังพยายามเลียนแบบ Nothing Phone อยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นสิ่งหนึ่งที่หาได้ยากในยุคที่สมาร์ตโฟนมีความคล้ายคลึงกันมาก ๆ แบบนี้ หน้าจอ หน้าจอของ Nothing Phone(2) ถือว่าเป็นการต่อยอดมาจากรุ่นที่แล้วเหมือนกัน ด้วยหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว LTPO OLED แบบแบน ความละเอียด Full HD+ (2412×1080) รีเฟรชเรต 1-120Hz รองรับ HDR10+ และสว่างสูงสุด 1,600 Nits (เฉพาะตอนดูคอนเทนต์ HDR) ซึ่งเป็นการอัปเกรดที่ค่อนข้างใหญ่อยู่ นับตั้งแต่ขนาดที่เพิ่มขึ้นจาก 6.55 นิ้ว, ชนิดของจอที่ใช้ LTPO เสียที, และความสว่างที่เพิ่มขึ้นมาครับ แต่ที่เหมือนเดิมก็คือความสมมาตรของตัวจอ ที่ยังคงวางจอให้มีขอบเท่ากันหมดทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม ซึ่งแม้จะไม่ได้เห็นชัดจากการมองโดยทั่วไป แต่จากการใช้งานมา หน้าจอที่เท่ากันทุกด้านก็ให้ประสบการณ์ที่ดีจากจอที่สมมาตรทุกด้านนี้เหมือนกัน ส่วนการสัมผัสหน้าจอก็ลื่นไหล ไม่สะดุดใด ๆ รวมไปถึงในหน้าจอก็มีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือใต้หน้าจอแบบแสงที่แสกนได้รวดเร็ว ที่ตำแหน่งอาจจะดูต่ำไปเล็กน้อย แต่ปรับตัวไม่ยากนักครับ โดยรวมแล้วอาจจะรู้สึกว่าคล้ายกับในรุ่นที่แล้ว แต่ถ้าว่ากันตรง ๆ แค่เรื่องของรีเฟรชเรตที่เพิ่มความเป็น LTPO ที่ประหยัดแบตเตอรี่มากขึ้น ก็ทำให้การใช้งานดีขึ้นแล้วจากแบตเตอรี่ที่ประหยัดขึ้น และขนาดจอที่ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย ก็ใหญ่เต็มตาดีด้วย กล้องถ่ายภาพ เรื่องของกล้องถ่ายภาพ เป็นส่วนที่อัปเกรดที่สุดของ Nothing Phone(2) แล้วก็ว่าได้ ด้วยเซนเซอร์กล้องถ่ายภาพหลักที่เปลี่ยนจากเซนเซอร์ระดับเรือกลาง (ปีที่แล้ว) อย่าง Sony IMX766 มาเป็นเซนเซอร์เรือธง (ปีนี้) อย่าง Sony IMX890 แทน ซึ่งจะทำให้ภาพถ่ายได้คุณภาพที่ดีขึ้นไปด้วย (แม้จะความละเอียด 50 ล้านพิกเซล f/1.9 เท่าเดิมก็ตาม) รวมถึงกล้องหน้าที่อัปเกรดจาก Sony IMX471 (16 ล้านพิกเซล f/2.45) มาเป็น Sony IMX615 (32 ล้านพิกเซล f/2.45) อีกด้วย ! ด้วยเซนเซอร์ที่ใหม่กว่า และความละเอียดที่มากกว่า ก็จะทำให้สามารถรับแสงได้มากกว่าด้วยนั่นเอง จะติดนิดหน่อยก็ตรงที่ ตัวกล้องมุมกว้างมาก ยังคงใช้เซนเซอร์เดิมคือ Samsung JN1 (50 ล้านพิกเซล f/2.2) ที่เอาจริง ๆ ก็โผล่มาในสมาร์ตโฟนรุ่นราคาประหยัดบ้างแล้วเช่นเดียวกัน แต่ต้องอย่าลืมว่าการถ่ายภาพที่ดีจะต้องใช้พลังการ Process ภาพจากชิปเซตในตัวเครื่องอย่าง Qualcomm Snapdragon 8+ Gen 1 ด้วย ดังนั้นเราไปลองดูภาพกันดีกว่า (อย่าลืมกดดูภาพใหญ่ด้วยนะ) ในการถ่ายภาพทั่วไป คือจุดที่เซนเซอร์กล้องหลักแบบเรือธงเฉิดฉายเลยครับ ด้วยกล้องถ่ายภาพที่สามารถเก็บรายละเอียดของภาพได้ดี ผนวกเข้ากับความสามารถในการประมวลผลภาพ ภาพที่ออกมาถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก ๆ ในเรตราคานี้ ทั้งด้านรายละเอียด และสี ซึ่งโปรไฟล์สีของภาพนั้น ว่าตรง ๆ ก็แอบคล้ายคลึงกับใน Google Pixel 7a ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ กล่าวคือ จะมีการเร่งสี และความละเอียดในจุดที่ควรจะเร่ง แต่จะพยายามแต่งภาพให้มีความสดเล็กน้อย พอดูแล้วสวยงาม ไม่เอียงไปเหลืองหรือฟ้ากว่าปกติใด ๆ รวมถึงในสถานการณ์ยาก ๆ เช่นภาพต้นไม้ ดอกไม้ หรืออาหาร ก็จัดการสีได้ไม่ผิดเพี้ยนจากของจริงมากนักนะ ! แต่จากการที่พา Nothing Phone(2) ไปเที่ยวสิงคโปร์มาด้วยนั้น ทำให้พบว่า การชัตเตอร์ของกล้องยังแอบทำได้ช้าในบางสถานการณ์ โดยเฉพาะตอนที่เราล็อกเครื่องอยู่ และกดเข้าแอปฯกล้องถ่ายภาพใหม่เพื่อจะถ่าย กว่าจะสามารถกดถ่ายภาพได้ถือว่าค่อนข้างนานอยู่ ตรงนี้เป็นการบ้านที่ Nothing ต้องแก้กันต่อไปครับ เพราะการถ่ายภาพที่ดี บางครั้งอาจจะต้องอาศัยจังหวะและโอกาสด้วย เพราะบางครั้ง กว่าจะยกกล้องมาถ่ายได้ ก็เสียโอกาสไปแล้ว ไหน ๆ พูดถึงแอปฯกล้องแล้ว แอปฯกล้องถ่ายภาพที่ Nothing ทำเองก็ค่อนข้างมีตัวตนของตัวเองเหมือนกันนะ ทั้งเรื่องของลายน้ำที่ไม่บอกชื่อรุ่น (ตั้งแต่ Nothing OS 2.0.1 ออกมา) แต่จะบอกเป็นข้อมูลภาพถ่าย บวกกับฟอนต์จุดของ Nothing เอง, เสียงชัตเตอร์ที่โดดเด่นในแบบของตัวเอง (คือล้อไปกับเสียงเรียกเข้าหรือเสียงแจ้งเตือน), UI กล้องถ่ายภาพสีดำตัดกับสีแดง ก็เป็นตัวตนที่ไม่เหมือนใครดีเหมือนกันนะ ภาพถ่ายมุมกว้างมาก พอมาถึงการถ่ายภาพมุมกว้างมาก ถ้าเริ่มดูตั้งแต่แอปฯกล้องถ่ายภาพก็จะเห็นเลยว่า ภาพ Preview ของกล้องมุมกว้าง และกว้างมากมีความแตกต่างกัน ตั้งแต่ความละเอียด สี และมุมภาพ (เพราะตำแหน่งกล้องต่างกัน) ซึ่งผู้เขียนคาดว่าน่าจะมาจากเซนเซอร์กล้องที่แตกต่างกัน ทำให้ภาพถ่ายที่ทำได้ก็ได้สีที่แตกต่างกันไปด้วย ภาพถ่ายระยะ 1x ภาพถ่ายระยะ 0.6x ปกติเราก็จะชอบใช้กล้องถ่ายภาพมุมกว้างมากเพื่อไปถ่ายภาพวิว หรือภาพสถานที่ขนาดใหญ่ ๆ กัน ดังนั้นภาพท้องฟ้าก็สำคัญ ซึ่งภาพมุมกว้างมากของ Nothing Phone(2) ที่ผ่านการประมวลผลมาเรียบร้อยแล้ว ก็ยังเห็นความแตกต่างของสีอยู่ (ลองดูเทียบภาพกันได้) โดยภาพถ่ายมุมกว้างมาก บริเวณขอบ ๆ จะเกิดอาการหลุด ๆ เล็กน้อย แต่คุณภาพถือว่ายังโอเคพอที่จะนำไปใช้ได้แน่นอน ภาพถ่ายระยะ 1x ภาพถ่ายระยะ 0.6x ภาพถ่ายซูม ทีนี้พอมาเรื่องภาพถ่ายซูม ซึ่งว่ากันตรง ๆ ก็คือ ‘เสียดาย’ เพราะสมาร์ตโฟนรุ่นไหนที่จะขึ้นมาอยู่ในเรตราคาระดับ Lite Flagship หรือเรือธงรุ่นประหยัด อย่างน้อยก็จะต้องมีเลนส์กล้อง ‘เทเลโฟโต้’ บ้างแล้ว แต่ใน Nothing Phone(2) แม้ราคาจะขึ้นมา ขยับสเปกขึ้นมาเป็นเรือธง แต่ก็ยังขาดกล้องเทเลโฟโต้อยู่ ซึ่งคาร์ล เพ่ย เคยให้สัมภาษณ์ ว่าเขาไม่ยอมที่จะใส่กล้องเซนเซอร์ใหญ่ ๆ (แม้ในกล้องหลัก) เพื่อให้การดีไซน์ยังดูแตกต่างอยู่ได้ เพราะถ้าใช้กล้องเซนเซอร์ใหญ่ไปหมด อาจจะทำให้โมดูลกล้องหลังดูใหญ่ เทอะทะ และเริ่มดีไซน์เหมือนกันไปจนหมด ดังนั้นกล้องของ Nothing Phone(2) จะมีข้อสังเกตก็ตรงการซูมนี่แหละครับ เพราะเดี๋ยวนี้เราใช้งานกล้องเพื่อการซูมมากขึ้นเแล้ว ตั้งแต่การไปดูคอนเสิร์ท ร่วมงานกิจกรรมต่าง ๆ ไปจนถึงแค่อยากซูมดูรายละเอียดของสิ่งของ หรือจัดเฟรมของภาพให้สวยงาม ก็อาจจะทำให้เราต้องใช้การซูมแล้ว ดังนั้น Nothing Phone(2) ที่ไม่มีเลนส์ซูมเลยจะถ่ายภาพซูมได้แค่ 10 เท่าเท่านั้น (แต่หวังผลจากการซูมดี ๆ ได้ไม่เกิน 5 เท่าเท่านั้น เพราะภาพใช้การครอปภาพจากกล้องถ่ายภาพหลักแทน) ภาพถ่ายระยะ 0.6xภาพถ่ายระยะ 1xภาพถ่ายระยะ 2xภาพถ่ายระยะ 5xภาพถ่ายระยะ 10x โดยส่วนตัวแล้วมองว่ากล้องเทเลโฟโต้ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นค่อนข้างมาก ดังนั้นการตัดกล้องเทเลโฟโต้ออกโดยเฉพาะในเรตราคาประมาณนี้ก็น่าจะมีกล้องเทเลโฟโต้หน่อยน่าจะดีกว่า บางครั้งการใช้งานอาจจะจำเป็นกว่าการดีไซน์ก็ได้ ภาพบุคคล ทีนี้เรามาลองดูภาพถ่ายบุคคลกันบ้างครับ ด้วยความที่ตัวกล้องไม่มีเซนเซอร์กล้องถ่ายภาพซูมโดยเฉพาะ ทำให้ภาพบุคคลสามารถถ่ายที่ระยะ 1 เท่า และ 2 เท่าเท่านั้น ตามภาพเลย ภาพบุคคลที่ระยะ 1x ภาพบุคคลที่ระยะ 2x ซึ่งคุณภาพของภาพบุคคลนั้นถือว่าซอฟต์แวร์ของกล้อง ทำสกินโทนและเก็บรายละเอียดของภาพบุคคลได้ดี รวมถึงการตัดขอบด้วยซอฟต์แวร์ที่ทำได้อย่างเป็นธรรมชาติค่อนข้างมาก กล่าวคือพอจะสามารถถ่ายแล้วนำไปใช้ได้เลย แต่ภาพจะเน้นเรื่องของการ ‘เห็นอย่างไร ภาพแบบนั้น’ มากกว่า ยกเว้นในเรื่องของการตัดขอบ ที่การตัดขอบบนหน้าจอแอปฯ กล้องยังไม่ดีนัก ยังเห็นการตัดขอบที่ไม่ได้ดีนัก แถมยังชัตเตอร์ได้ไม่เร็วนักในการถ่าย ซึ่งจะทำให้ภาพของแบบที่ถ่าย ได้ภาพออกมาไม่ตรงกับที่เราต้องการได้ ลองดูตัวอย่างภาพที่เราได้ลองถ่ายนางแบบมาดูนะครับ เราได้ลองถ่ายภาพผสมกันระหว่างการใช้ระยะ 1x และ 2x และตั้งค่าการเบลอฉากหลังที่ f/5.6 (ตามที่แอปฯ แนะนำ) ตลอดทุกภาพ ในสภาพแสงที่ต่างกัน ถือว่ายังสามารถจัดการเรื่องของสีและรายละเอียดของภาพได้อย่างดี ไม่มีการหลุด หรือผิดเพี้ยนใด ๆ มากนัก อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือ เราสามารถเปิดไฟ Glyph ด้านหลังเพื่อใช้แทนไฟสำหรับซอฟต์ผิวหน้า หรือที่เรียกกันว่า ‘Ring Light’ ส่องเข้าหน้าของผู้ถูกถ่ายได้ด้วย แต่ว่า ด้วยความแรงของไฟที่ไม่แรงมากนัก ทำให้ระยะที่ไฟจะสามารถส่องและเห็นผลได้ จะต้องถ่ายค่อนข้างใกล้เล็กน้อย ปิดไฟ Glyph เปิดไฟ Glyph จุดนี้เองที่อยากจะให้ลองดูความหมายของคำว่า ‘เห็นอย่างไร ภาพแบบนั้น’ กล่าวคือ ถ้าแบบลักษณะใบหน้าเป็นอย่างไร ก็จะไม่มีการบิวตี้ให้กับภาพใด ๆ ไปด้วยนั่นเอง ดังนั้นก่อนถ่ายอย่าลืมเช็ดหน้านางแบบให้ดีก่อน (อย่าทำแบบผู้เขียน) ภาพถ่ายกลางคืน ในการถ่ายภาพกลางคืน ก็เป็นอีกอย่างที่เหมือนจะว่าดีก็ดี จะว่าแปลก ๆ ก็ยังแอบแปลก ๆ อยู่บ้างเหมือนกัน คือใช้เวลาถ่ายที่ไม่นานนัก ในแต่ละช็อต แต่จะต้องแลกมาด้วยอาการ Bleed ของแสงที่เข้ามาในภาพ ทำให้ถ้าถ่ายภาพกลางคืนที่มีดวงไฟในภาพ หรือถ่ายตึกเวลากลางคืน อาจจะเจอเข้ากับแสงที่ลอดเข้ามาในตัวภาพได้ แต่เรื่องความสว่าง รายละเอียด และอื่น ๆ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนการถ่ายภาพกลางคืนเทียบกันระหว่างกล้องมุมกว้างมากและกล้องถ่ายภาพหลัก ถือว่ายังไม่ได้มีความแตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญนัก แต่ยังคงเจอปัญหาเดียวกันด้านแสงที่ลอดเข้ามาในภาพอยู่ ภาพกลางคืนที่ระยะ 1x ภาพกลางคืนที่ระยะ 0.6x เซลฟี่ ส่วนการถ่ายเซลฟี่ด้วยกล้องหน้าที่เพิ่มความละเอียดเข้ามา ถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กล้องหลังนะ อย่างแรกคือ ในที่สุด Nothing ก็ตัดสินใจเอากล้องหน้ามาไว้ตรงกลางบนของหน้าจอจนได้ ตรงนี้มีผลค่อนข้างมากเมื่อถ่ายเซลฟี่ ซึ่งกล้องที่อยู่ตรงกลางจะทำให้ตาของแบบไม่หลุดเวลาถ่ายเซลฟี่เพราะไม่ต้องมองต่ำลงไปหากล้องหน้านั่นเอง ส่วนคุณภาพของภาพ ก็ให้สีสัน รายละเอียดที่ค่อนข้างโอเค แต่จะมีหลุด ๆ โฟกัสบ้าง ถ้าถ่ายในที่แสงน้อยหน่อย แล้วมือเราไม่นิ่งพอครับ แต่เอาไปถ่ายแล้วใช้งานได้เลย โหมด Portrait ก็ตัดขอบได้ค่อนข้างโอเคด้วย วิดีโอ ด้านการถ่ายวิดีโอ Nothing Phone(2) สามารถถ่ายวิดีโอได้ความละเอียดสูงสุดที่ 4K 60FPS ครับ ซึ่งถือว่าทำภาพ สี เก็บรายละเอียด คอนทราสต์ต่าง ๆ ได้ดี ภาพไม่มีสะดุดแม้จะถ่ายเป็นเวลานานหน่อยก็ตามครับ ส่วนการถ่ายวิดีโอเวลากลางคืนก็ทำได้ดีไม่แพ้ภาพถ่ายกลางคืนครับ แต่ที่น่าสนใจคือ แสงมันไม่ Bleed มากเท่าการถ่ายภาพกลางคืนเสียอย่างนั้น ไม่แน่ว่า Nothing อาจจะนำเรื่องการถ่ายภาพกลางคืนไปแก้ และทำให้ถ่ายภาพกลางคืนได้ดีกว่านี้ก็ได้นะ สเปก ประสิทธิภาพ และการเล่นเกม สเปกภายในของ Nothing Phone(2) เองก็จัดมาเป็นชิปเซตเรือธงเหมือนกัน (แต่เป็นเรือธงปลายปีที่แล้วนะ) อย่าง Qualcomm Snapdragon 8+ Gen 1 ซึ่งเป็นรุ่นที่ประหยัดพลังงานกว่า ร้อนน้อยกว่าเวอร์ชัน 8 Gen 1 ธรรมดาค่อนข้างเยอะ ซึ่งเอาจริง ๆ ในเรตราคานี้ ก็มักจะเห็นชิปเซต Snapdragon 8+ Gen 1 แบบนี้แหละ ถ้าเป็นปีที่แล้วล่ะก็นะ ในปีนี้ ชิปเซตระดับ Snapdragon 8+ Gen 1 ที่เห็นวางขายในตลาดไทยก็มีอยู่อีกแค่ 1-2 รุ่นเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่า Snapdragon 8+ Gen 1 เป็นชิปเซตที่ไม่ดีนะ แต่ Snapdragon 8 Gen 2 ที่เย็นกว่า และแรงกว่า มีวางจำหน่ายในตลาดไทย ในราคาที่สูสีกันอยู่ค่อนข้างมากแล้วในตอนนี้ ส่วนสเปกด้านอื่น ๆ จัดว่าให้มาดีมาก ๆ เลยทีเดียว กับ RAM ขนาด 12GB (จริง ๆ มี 8GB ด้วยแต่ในไทยขายแค่ขนาด 12GB นะ) ซึ่งโดยภาพรวมแล้ว สเปกก็ถือว่าให้มาค่อนข้างคุ้ม และเยอะเลยดีเทียว เพราะ 256GB สำหรับความจุเริ่มต้น ถือว่าเพียงพอแน่นอนสำหรับหลาย ๆ คนในปี 2023 นี้ (โดยไม่ต้องเพิ่ม Micro SD Card เพราะไม่รองรับให้เพิ่มนะ) ทีนี้เรามาลองดูผลคะแนนกันบ้าง การทดสอบ Geekbench 6.1.0 ได้ให้คะแนน Single Core อยู่ที่ 1737 คะแนน และ Multi Core อยู่ที่ 4573 คะแนน ส่วนการทดสอบบน 3D Mark ชุด Wild Life Stress Test ที่ปกติแบไต๋เราชอบเอามาทดสอบประสิทธิภาพกัน จะได้คะแนนสูงสุดอยู่ที่ 10,253 คะแนน และนิ่งที่ 60.9 % เท่านั้น ถามว่าเป็นคะแนนที่เยอะไหม จัดว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว แม้จะไม่ตรงตามมาตรฐานสมาร์ตโฟนเรือธงในปีนี้เท่าไหร่นัก แต่ผู้เขียนมั่นใจได้เลยว่า การใช้งานทั่วไป ไปจนถึงเล่นเกมสามารถให้ประสบการณ์ที่ดีได้แน่นอน (เพราะก็เล่นมาหลายเกมอยู่ ฮา) พูดถึงเล่นเกม การทดสอบเกมที่หนักหน่วงที่สุดอย่าง Genshin Impact ที่เราตั้งค่าเอาไว้สูงสุด และตั้งเฟรมเรตไว้ 60FPS ตัวเครื่องตอนเล่นจะค่อย ๆ อุ่นขึ้นเร็วเล็กน้อย ซึ่ง Game Dashboard แบบที่เราเห็นใน Gogle Pixel ก็แสดงให้เห็นเฟรมเรตของเกมอยู่ที่ไม่เกิน 50FPS ตอนเดินทางเฉย ๆ และจะดรอปไปเหลือประมาณ 35-45 FPS เมื่อเจอไฟต์ในเกมครับ ส่วนเกมมหาชนอย่าง RoV ก็สามารถตั้งค่าสูงสุด, HD สูงมาก และเฟรมเรตสูง และเล่นที่เฟรมเรต 60FPS นิ่ง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเจอไฟต์หนักแค่ไหนก็หายห่วงได้เลยครับ ตอบสนองไวแน่นอน โดยระหว่างเล่นเกม ก็มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือตัวเครื่องมี ‘Game Mode’ ที่ไม่ได้มีเพื่อเร่งประสิทธิภาพเครื่อง แต่ปิดกั้นการแจ้งเตือนให้อยู่ในระดับที่พอดี (คือไม่ใหญ่บังจอ) รวมถึงการปิดการสัมผัสหน้าจอแบบไม่ตั้งใจ (ไม่ให้ลั่นแตะหน้าจอ) และยังมี Game colour plus เพื่อให้แสดงสีในเกมให้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในบริเวณที่มืดอีกด้วย แม้ส่วนตัวจะยังไม่เห็นผลมาก แต่เป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ไม่น้อยเลยครับ ประสบการณ์การใช้งาน แต่อีกเรื่องที่ Nothing สามารถทำได้ดีมาก ๆ โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่ไม่มีสมาร์ตโฟน ‘Pixel’ วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยแล้ว คือเรื่องของซอฟต์แวร์ หรือ ‘รอม’ อย่างที่สาย Geek ชอบเรียกกัน คือต้องบอกก่อนว่า Nothing OS นั้น เป็น Android ที่มีพื้นฐานมาจาก AOSP หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือ Pure Android ที่เราเคยได้ยินกันนั่นแหละครับ แต่ได้มีการเพิ่มเติมดีไซน์ ฟีเจอร์ต่าง ๆ อีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พอสีสวย ผู้เขียนก็อยากแต่งหน้าจอหลักมากขึ้นไปด้วยเลย ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่เราเห็นไม่บ่อยนักในแบรนด์สมาร์ตโฟน เนื่องจากการออกแบบสกิน หรือ UI/UX ในแบบของตัวเอง จะสร้างความโดดเด่นของแบรนด์ได้มากกว่า แต่ก็ต้องแลกกับทรัพยากรที่ใช้เพิ่มขึ้น การที่ใช้ Android ที่มีการปรับแต่งน้อย รวมไปถึงการใส่ ‘แอปฯติดเครื่อง’ ที่น้อยมาก ๆ ทำให้ซอฟต์แวร์ของ Nothing เข้าใกล้ความเป็น Pure Android ค่อนข้างมากเลยทีเดียว ทำให้ซอฟต์แวร์ของ Nothing เรียกสั้น ๆ ว่า ‘ลื่นไหล แต่ไม่หวือหวา’ แต่พูดถึงความโดดเด่น เป็นตัวของตัวเอง นี่แหละคือสิ่งที่ Nothing OS 2.0 เฉิดฉาย เนื่องจากหน้าจอหลักของ Nothing OS นั้นโดดเด่นขึ้นมาทันตาเลย ด้วยฟีเจอร์หน้าโฮมแบบใหม่ ที่เกิดจากการรวม ‘Widget ในแบบของ Nothing’ เข้ากับ ‘การแต่งสีไอคอน’ ซึ่งจะทำให้หน้าจอหลักของเราลดความสดใสลง เหลือเพียงแค่สีขาว-ดำเท่านั้น แถมยังลบป้ายกำกับชื่อแอปฯออกอีกด้วย นอกจากนั้น ยังสามารถตกแต่งโฟลเดอร์ให้เป็นขนาดใหญ่-เล็ก และเปลี่ยนไอคอนของโฟลเดอร์เป็นไอคอน หรืออิโมจิที่เราอยากได้ก็ได้ด้วย แล้วเขาทำแบบนี้ไปทำไม ? คาร์ล เพ่ยบอกในตอนเปิดตัวว่า การทำแบบนี้ ทำให้เราสามารถลดเวลาหน้าจอลงได้พอสมควร โดยเฉพาะ เมื่อเราทำให้ทุก ๆ ไอคอนอยู่ในสีเดียวกันไปหมด (คือขาวและดำ) ก็ทำให้เราอยากกดเข้าแอปฯน้อยลง แล้วยังมีวิดเจ็ตอื่น ๆ ที่สามารถกดเข้าไปเพื่อใช้งานโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเข้าแอปฯ เข้ามา ที่จะลดความจำเป็นในการปลดล็อคโทรศัพท์ได้อีก ! ถามว่าไอเดียดีไหม ดีมาก, สวยไหม สวยมาก ๆ, แล้วได้ผลไหม คำตอบคือค่อนข้างได้ผลครับ กล่าวคือ มันทำให้เราลดเวลาหน้าจอได้จริง ๆ เพราะเราหาไอคอนแอปฯ ไม่เจอแทน ! โดยเฉพาะที่เราลบชื่อแอปฯออก จะยิ่งทำให้หายากขึ้นมาเลย (ฮา) แต่ความเคยชินของเรา จะทำให้หาแอปฯได้ง่ายขึ้นแน่นอน แต่ในมุมของผู้เขียน UI และ UX แบบนี้ทำให้ผู้เขียนชอบมากกว่า UI ของสมาร์ตโฟนเครื่องหลัก หรือสี Accent และ ‘Themed Icons’ ในสมาร์ตโฟน Pixel ทำให้อยากตกแต่งหน้าจอมากกว่าเดิมเสียอย่างนั้น แถม Nothing ยังแก้ปัญหาเรื่อง ‘ไอคอนบางแอปฯไม่เปลี่ยนสี’ แบบที่เจอในสมาร์ตโฟน Pixel ด้วย ‘Icon Pack’ ของ Nothing เอง ที่จะเปลี่ยนไอคอนของทุก ๆ แอปฯ ในเครื่องให้เป็นสีขาวดำ แม้กระทั่งหน้าจอล็อกเอง ก็สามารถใส่ Widget หน้าจอล็อกเหมือนกับกับในหน้าจอหลักก็ได้นะ (แม้ผู้เขียนจะชอบแบบไม่มีมากกว่าก็ตาม) โดยภาพรวมแล้ว ซอฟต์แวร์ของ Nothing ที่แม้จะปรับแต่งจาก AOSP เพียงเล็กน้อย แต่ถือว่าทำออกมาได้น่าพอใจเลย นอกจากจะรอมเสถียร สวยงาม มีตัวตนแล้ว ยังถูกจริต ‘Aesthetic’ ของผู้เขียนด้วย (ฮา) แบตเตอรี่ พาร์ตสุดท้ายคือเรื่องของแบตเตอรี่ครับ คือ Nothing Phone(2) เป็นสมาร์ตโฟนที่ให้แบตเตอรี่มาเหมือนจะน้อย เพราะให้มาที่ 4,700 mAh เท่านั้น (น่าจะให้ 5,000 mAh เลยน้า) แต่กลับกลายเป็นว่า เป็น 1 ในสมาร์ตโฟนที่แบตเตอรี่อึดมากเลยนะครับ เพราะด้วยความที่ตัวเครื่องไม่มีแอปฯ อะไรรันอยู่ในพื้นหลังมาก ประกอบกับซอฟต์แวร์ที่ไม่ได้กินพลังงานมากนัก ทำให้ตัวเครื่องอยู่ในระดับที่แบตอึดโอเคเลย จะไม่โอเคตรงที่ ตอนตัวเครื่องเจอแสงแดด แบตเตอรี่จะลดเร็วหน่อย เพราะเครื่องร้อนจากอากาศประเทศไทยนี่แหละครับ เราลองนำไปใช้จริงจนแบตเกือบหมดเกลี้ยง (9%) ก็สามารถใช้งานทั่วไปแบบไม่เล่นเกม, เน้นเข้าโซเชียล ถ่ายภาพ และเปิด 5G ล้วน ๆ (มีหลุดไป 4G, 3G บ้างตามพื้นที่) ก็จะได้ Screen On Time อยู่ที่ 5 ชั่วโมง 4 นาที ! เอาจริง ๆ ถือว่าค่อนข้างเยอะมาก สำหรับสมาร์ตโฟนระดับเรือธงระดับนี้ (เพราะรวมปิดหน้าจอด้วยก็คือประมาณ 14 ชั่วโมง หมดวันเลยนะ !) ดังนั้นเรื่องการใช้แบตเตอรี่ถือว่าหายห่วงได้เลยครับ แถมถ้าจะชาร์จกลับ ก็สามารถชาร์จได้เร็วสุดถึง 45W ผ่าน PD ได้ครับ (แต่ไม่แถมหัวชาร์จมาให้นะ ต้องซื้อแยกเอา) ส่วนถ้าอยากจะชาร์จแบบไร้สายก็ได้เช่นกัน และชาร์จไร้สายได้ 15W ครับ แถมปล่อยไฟกลับได้ 5W สำหรับชาร์จหูฟังไร้สายอย่าง Nothing Ear Series ก็ได้ด้วยนะ (แถมมีไฟโชว์เท่ ๆ ตอนชาร์จกลับด้วย) สรุปส่งท้าย ท้ายที่สุดแล้ว Nothing Phone(2) คือสมาร์ตโฟนที่ดีอีกรุ่นหนึ่ง เป็นสมาร์ตโฟนที่นอกจากจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการความแตกต่างในวงการสมาร์ตโฟน หรืออยากมีตัวตนที่เป็นของตัวเอง ในขณะที่ยังให้ประสบการณ์การใช้งานที่ดีมาก ๆ อีกด้วย ด้วยสเปกที่ดีขึ้นจากรุ่นก่อน ความสามารถในการใช้งานไฟ Glyph Interface ที่มากขึ้น ดังนั้น Nothing Phone (2) จึงเป็นสมาร์ตโฟนอีกรุ่นที่ใคร ๆ ก็ตกหลุมรักได้แน่นอน จะติดเล็กน้อยก็ตรงที่ตัวเครื่องยังสามารถไปต่อได้มากกว่านี้ สเปกใส่สุดได้มากกว่านี้ และยังดีมากกว่านี้ได้ เช่นชิปเซตที่น่าจะเป็นเรือธงปีนี้ หรืออย่างกล้องที่น่าจะเพิ่มกล้องถ่ายภาพซูมอีกเลนส์เพื่อให้ถ่ายภาพซูมได้ดีขึ้น ในอีกมุมหนึ่ง เราก็น่าเอาใจช่วยคาร์ล เพ่ย อยู่เหมือนกัน กับสมาร์ตโฟนที่เพิ่งจะเป็นรุ่นที่ 2 ของค่าย แต่สามารถมัดใจใครหลาย ๆ คน ทั้งผู้เขียนเอง และคนอื่น ๆ ในชุมชนคนใช้ Nothing ขณะที่กำลังเขียนรีวิวนี้ เอาไว้ได้ ไม่แน่นะ สมาร์ตโฟนรุ่นต่อไปอย่าง Nothing Phone(3) หรือรุ่นอื่น ๆ ในอนาคต อาจจะเป็นสมาร์ตโฟนที่เพอร์เฟคสำหรับหลาย ๆ คนก็ได้ เพราะตอนนี้ก็เพอร์เฟคสำหรับใครบางคนแล้วเหมือนกัน

Nothing Phone (2) รับอัปเดตแรกที่จะพัฒนาความสามารถและความเสถียรของกล้อง
อ่าน

Nothing Phone (2) รับอัปเดตแรกที่จะพัฒนาความสามารถและความเสถียรของกล้อง

การเปิดตัวของ Nothing Phone (2) ได้นำความตื่นเต้นมาให้กับผู้ที่สนใจในเทคโนโลยีสมาร์ตโฟนจำนวนมาก โดยในวันจันทร์ที่ 14 กรกฎาคม 2023 ที่ผ่านมาก็เริ่มวางขายเป็นครั้งแรก และล่าสุด Phone (2) ก็ได้รับซอฟแวร์อัปเดตเป็นครั้งแรกแล้ว อัปเดตครั้งนี้เป็นการพัฒนาระบบและฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ Phone (2) ซึ่งรวมถึงการพัฒนาความสามารถที่เกี่ยวกับกล้องด้วย เช่น โหมด Portrait รองรับการซูม 2x, รองรับ Motion capure สำหรับการถ่าย 50 ล้านพิกเซล, ปรับปรุง HDR, เพิ่มความคมชัดจากการซูมระหว่าง 4x และ 10x, พัฒนาคุณภาพกล้องในแอปบุคคลที่สาม, ลดการล่าช้า (lag) ขณะถ่ายวิดีโอ และเพิ่มความเสถียรให้อัลกอริทึมโดยรวม นอกเหนือจากด้านกล้องแล้ว อัปเดตนี้จะช่วยพัฒนาประสิทธิภาพของแบตเตอรี่และการชาร์จ, การชาร์จไร้สายและฟีเจอร์ Battery Share รวมถึงพัฒนาฟีเจอร์ปลดล็อกด้วยใบหน้า และเซนเซอร์สแกนนิ้วมือ ที่มา: GSMArena

Infinix จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนแบบ Nothing Phone (2) ทำให้ Carl Pei ต้องเตรียมทนายไว้แล้ว
อ่าน

Infinix จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนแบบ Nothing Phone (2) ทำให้ Carl Pei ต้องเตรียมทนายไว้แล้ว

Nothing Phone (2) ถือว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ฉีกมาก ๆ ในแง่ของการดีไซน์แม้ว่าสเปกภายในและการใช้งานทั่ว ๆ ไปจะไม่ได้แตกต่างจากสมาร์ตโฟน Android ทั่วไปมากนัก แต่ด้วยความแตกต่างก็ทำให้มีคนอื่นอยากนำไปใช้เหมือนกัน มุกุล ชาร์มา (Mukul Sharma) เผยว่า Infinix จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ภายใต้รุ่น GT โดยรุ่นนี้จะได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Nothing Phone (2) แบบเต็ม ๆ ด้วยดีไซน์ฝาหลังแบบมีแสงไฟ ตัวอย่างที่ชาร์มาแชร์มาคือรูปด้านขวาสุดที่น่าจะเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของ Infinix แต่หลังจากมีข่าวนี้ไม่นานก็ดูเหมือนว่าคาร์ล เพ่ย (Carl Pei) CEO ของ Nothing ก็ได้แสดงความเคลื่อนไหวโดยการตอบกลับทวีตของชาร์มาว่าตอนนี้ตนได้เตรียมทนายไว้แล้วด้วย แต่เพ่ยทิ้งท้ายด้วยอีโมจิรูปหัวเราะซึ่งอาจหมายถึงการหยอกล้อก็เป็นได้ หรือ หากมีการลอกเกิดขึ้นจริง ๆ ก็อาจไม่ใช่เรื่องหยอกล้อได้เหมือนกัน ที่มา Gizmochina

หลุดภาพตัวเครื่อง Infinix GT 10 Pro+ เผยดีไซน์คล้าย Nothing Phone (2) ?!
อ่าน

หลุดภาพตัวเครื่อง Infinix GT 10 Pro+ เผยดีไซน์คล้าย Nothing Phone (2) ?!

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Infinix เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่มีการออกแบบคล้ายคลึงกับ Nothing Phone (2) แหล่งข่าวยังได้มีการแชร์ภาพแผนผังของสมาร์ตโฟนดังกล่าว เผยให้เห็นการออกแบบด้านหลังของตัวเครื่องที่คล้ายกับ Nothing Phone (2) จนทำให้ CEO ของ Nothing Phone ถึงกับต้องตอบกลับทวีตว่า “ได้เตรียมทนายเอาไว้แล้ว” หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นแค่ข่าวลือ แต่ล่าสุดมีรายงานว่า Infinix เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนเกมมิ่งรุ่นใหม่ Infinix GT 10 Pro และ Infinix GT 10 Pro+ ในประเทศอินเดีย ตามภาพนั้นเผยให้เห็นการออกแบบของ Infinix GT 10 Pro+ ที่มีเครื่องหมายตัว C และคาดว่าคือไฟ LED ที่ด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งการออกแบบดังกล่าวถือว่ามีความคล้ายคลึงกับ Nothing Phone (2) ในบางจุด และยังแอบคล้าย Nubia Red Magic 8S Pro ที่เพิ่งเปิดตัวไปอีกด้วย ที่มา : Gizmochina.com

ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) พกสเปกสุดล้ำ เช็คเลย!
อ่าน

ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) พกสเปกสุดล้ำ เช็คเลย!

ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) พกสเปกสุดล้ำ เช็คเลย! เปิดตัวกันแล้ว สำหรับ Nothing OS 2.0 ที่ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะ มาพร้อมกับ Glyph Interface แบบใหม่ กล้องหลังคู่ 50 MP + กล้องหน้า 32 MP จอแสดงผล OLED แบบยืดหยุ่นขนาด 6.7 นิ้ว (LTPO) RAM 12 GB + Snapdragon 8+ Gen 1 และฝาหลังที่ออกแบบให้มีความโค้งขึ้นมาเล็กน้อย ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) Nothing ประกาศเปิดตัว Phone (2) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นที่ 2 ที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งออกแบบมาสำหรับการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างชาญฉลาดมากขึ้นโดย Phone (2) นำเสนอ Glyph Interface ใหม่ที่ด้านหลัง ช่วยให้ผู้ใช้สามารถลดการโต้ตอบบนหน้าจอโดยการลดเวลาเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Nothing OS 2.0 ที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งมาจากยูทิลิตี้และออกแบบมาเพื่อลดสิ่งรบกวน และยังมอบประสบการณ์ที่รวดเร็วและราบรื่นในเวลาเดียวกัน และยังคงรวบรวมความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ของ Nothing Phone (2) ขับเคลื่อนด้วย Snapdragon 8+ Gen 1 ระดับแนวหน้า และยังมอบประสบการณ์สมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่ไม่เคยมีมาก่อนด้วยกล้องคู่ 50MP อันทรงพลังพร้อมอัลกอริทึมขั้นสูงสำหรับการถ่ายภาพที่สมจริงและจอแสดงผล LTPO OLED ขนาด 6.7 นิ้วที่สวยงามน่าทึ่ง Nothing Phone (2) Carl Pei ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Nothing กล่าวว่า "เรานำเสนอฟีเจอร์ชั้นยอดในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมการใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างตั้งใจมากขึ้น ผ่านนวัตกรรมการออกแบบฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์" และยังกล่าวอีกว่า "สมาร์ทโฟนเป็นเครื่องมือสำคัญในชีวิตของเรา แต่มันกลายเป็นสิ่งรบกวนสมาธิมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เราอยู่กับปัจจุบันน้อยลงและมีความคิดสร้างสรรค์น้อยลง" สเปก Nothing Phone (2) การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ Nothing Phone (2) Nothing ออกแบบ Phone (2) อย่างพิถีพิถันด้วยความใส่ใจในรายละเอียด พร้อมส่งมอบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นแรก Phone (1) เวอร์ชันปรับปรุงใหม่ Phone (2) ขอนำเสนอความงดงามที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำโดยวิธีการออกแบบที่สอดคล้องและสมมาตร และคำนึงถึงรูปทรง สี ตำแหน่ง และพื้นผิวของแต่ละส่วนประกอบอย่างรอบคอบ นอกจากนี้ยังมอบประสบการณ์การใช้งานจริงตามหลักสรีรศาสตร์ด้วยเฟรมกลางที่บางลง 1 มม. และกระจกด้านหลังที่นูนขึ้น Glyph Interface ใหม่ หลักสำคัญของการออกแบบสมาร์ทโฟน Nothing คือ Glyph Interface ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ผู้ใช้มีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยลดการโต้ตอบบนหน้าจอให้น้อยลง ผู้ใช้สามารถกำหนดลำดับแสงและเสียงส่วนบุคคลให้กับผู้ติดต่อแต่ละคนและแต่ละแอปได้ เพื่อรับรู้การแจ้งเตือนที่สำคัญ Nothing ปรับปรุง Glyph Interface อันเป็นเอกลักษณ์บน Phone (2) ด้วยการเพิ่มจำนวนส่วน LED เพื่อให้สามารถปรับแต่งและใช้งานได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันเพิ่มเติม เช่น ตรวจสอบระดับเสียง และจับเวลา ขณะที่การแจ้งเตือน Essential Glyph ช่วยให้ผู้ใช้ไม่พลาดสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขา เมื่อได้รับการแจ้งเตือนจากผู้ติดต่อหรือแอปที่เลือกไว้ ไฟ LED ในส่วนด้านขวาบนจะสว่างอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะได้รับการรับรู้ Glyph Composer ใหม่ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งประสบการณ์ของตนเองได้มากขึ้นด้วยการสร้าง Glyph Ringtones ที่ไม่ซ้ำใคร Nothing OS 2.0 Nothing Phone (2) Nothing OS ที่ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาที่จะลดสิ่งรบกวนและส่งเสริมการใช้สมาร์ทโฟนด้วยความตั้งใจ พร้อมมอบประสบการณ์ที่รวดเร็วและราบรื่นให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งมีรากฐานมาจากยูทิลิตี้ ในขณะที่ยังคงความสวยงามด้านการออกแบบของ Nothing ไว้ด้วยกัน Nothing OS 2.0 ช่วยให้ผู้ใช้มีความตั้งใจมากขึ้นโดยการลบสัญลักษณ์และปรับให้มีความดึงดูดมากขึ้น ด้วยเลย์เอาต์ขาวดำใหม่และการลบป้ายกำกับแอป Nothing ออกแบบหน้าจอหลักและหน้าจอล็อกใหม่ด้วยวิดเจ็ต ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถเข้าถึงฟังก์ชันหลักได้โดยไม่ต้องเปิดแอป Nothing OS 2.0 ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการออกแบบกริด ขนาดวิดเจ็ต และธีมสีได้ พร้อมมีเลย์เอาต์โฟลเดอร์และภาพปกใหม่ให้เลือกอีกมากมาย Nothing มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การใช้งานที่รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้น โดยได้ทำการปรับซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมมากขึ้น ซึ่งทำให้ความเร็วในการเปิดแอปบน Phone (2) เร็วขึ้นถึงสองเท่าจาก Phone (1) สามารถปรับแต่งการเปลี่ยนภาพและภาพเคลื่อนไหวได้กว่า 500 รายการ การอัปเกรดกล้องที่ทรงพลัง Nothing Phone (2) Phone (2) มอบประสบการณ์กล้องสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่สุด ณ ตอนนี้ ด้วยกล้องหน้า 32MP และระบบกล้องหลังคู่ที่มีเซ็นเซอร์ 50MP ขั้นสูงสองตัว พร้อมเซ็นเซอร์หลักที่ได้รับการอัปเกรดเป็น Sony IMX890 Phone (2) มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลกล้องมากกว่า Phone (1) รุ่นก่อนถึง 4,000 เท่า เพราะมาพร้อมกับตัวประมวลผลสัญญาณภาพ (ISP) 18 บิตขั้นสูง สิ่งนี้ช่วยให้ Phone (2) ใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึมได้ล้ำสมัยมากขึ้น ส่งผลให้ทั้งภาพถ่ายและวิดีโอมีความแม่นยำในระดับที่เหลือเชื่อ และด้วยการบันทึกข้อมูลที่เพิ่มขึ้นสามเท่า ฟังก์ชัน HDR ขั้นสูงจะใช้เฟรมแปดเฟรมโดยมีระดับแสงที่แตกต่างกันภายในโดเมน RAW ของเซ็นเซอร์ ซึ่งช่วยให้สามารถรักษารายละเอียดที่ซับซ้อนไว้ได้มากมายในแต่ละเฟรม ท้ายที่สุดจะรวมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างภาพที่ให้ผลลัพธ์ที่เหมือนจริงที่สุด และ Motion Capture 2.0 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI ขั้นสูง จะช่วยอำนวยความสะดวกในการระบุวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบเรียลไทม์ และรับประกันการโฟกัสที่แม่นยำในรายละเอียดที่สำคัญทั้งหมด เพื่อประสบการณ์การใช้งานกล้องที่ดียิ่งขึ้น Phone (2) ยกระดับความสามารถในการบันทึกวิดีโอด้วยความละเอียด 4K อันน่าทึ่งที่ 60fps ในกล้องหลังหลัก ประสบการณ์นี้ได้รับการปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นด้วยโหมดแอ็คชั่น เพื่อให้มั่นใจถึงการถ่ายทำที่ราบรื่นแม้ในขณะเดินทาง ผู้ใช้สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่ราบรื่นไร้ที่ติ เพราะมี EIS (ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบอิเล็กทรอนิกส์) และ OIS (ระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล) ในตัว นอกจากนี้กล้องด้านหน้ายังช่วยให้สามารถบันทึกภาพตัวเองได้อย่างน่าหลงใหลด้วยความละเอียด 1080P ที่ 60fps ประสิทธิภาพระดับพรีเมียม ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) Phone (2) มอบประสบการณ์เหนือระดับ อัดแน่นด้วย Snapdragon 8+ Gen 1 และแบตเตอรี่ 4700 mAH Phone (2) พร้อมมอบประสิทธิภาพที่รวดเร็วและอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานแก่ผู้ใช้ในชีวิตประจำวันของพวกเขา ผู้ใช้สามารถชาร์จได้อย่างรวดเร็วและสามารถชาร์จไร้สายได้ โดยให้พลังงานถึง 50% ภายในเวลาไม่ถึง 20 นาทีสำหรับการชาร์จแบบใช้สาย Phone (2) นำเสนอจอแสดงผลสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียมที่สุดที่ไม่มีอะไรเทียบได้ในปัจจุบัน นำเสนอจอแสดงผล LTPO OLED แบบไร้ขอบขนาด 6.7 นิ้ว พร้อมอัตราการรีเฟรชที่ปรับได้ตั้งแต่ 120hz ถึง 1z เพื่อให้แน่ใจว่ามีการใช้พลังงานที่เหมาะสมและประสิทธิภาพสูงสุด โดยไม่กระทบกับอายุการใช้งานแบตเตอรี่ ความยั่งยืน Phone (2) นับเป็นการสะสมและรวบรวมความคิดริเริ่มด้านความยั่งยืนของ Nothing ที่กำลังดำเนินอยู่ แม้จะมีคุณสมบัติและส่วนประกอบขั้นสูงกว่ารุ่นก่อน แต่ Phone (2) ก็สามารถลด CO2 ลงได้ 5 กก. ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของ Nothing ที่มีต่อความยั่งยืนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความคิดริเริ่มที่สำคัญดังต่อไปนี้มีส่วนทำให้เกิดความสำเร็จในครั้งนี้ กรอบตรงกลาง ปุ่ม และปลายถาดซิมทำจากอะลูมิเนียมรีไซเคิล 100% 80% ของชิ้นส่วนพลาสติกทำจากวัสดุรีไซเคิลและวัสดุชีวภาพ ดีบุกรีไซเคิล 100% ใช้กับแผงวงจร 9 แผ่น ฟอยล์ทองแดงรีไซเคิล 100% ใช้สำหรับแผงวงจรหลัก เหล็กรีไซเคิลกว่า 90% ใช้สำหรับชิ้นส่วนปั๊มเหล็กทั้งหมด 28 ชิ้น ไม่มีของเสียจากกระบวนการประกอบ พลังงานหมุนเวียน 100% ในโรงงานประกอบและโรงงานผลิตอะลูมิเนียมรีไซเคิล ได้รับการรับรอง FSC MIX (The Forest Stewardship Council) บรรจุภัณฑ์ปลอดพลาสติกที่มีเส้นใยรีไซเคิลมากกว่า 60% ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) Phone (2) มีให้เลือกทั้งสีขาวและสีเทาเข้ม โดยมีสองรุ่นให้เลือก Nothing Phone (2) Nothing Phone (2) ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) ความจุ 12GB/256GB ราคา 24,990 บาท ราคามือถือใหม่ Nothing Phone (2) ความจุ 12GB/512GB ราคา 27,990 บาท ผู้ใช้งานในประเทศไทยจะมีโอกาสเป็นกลุ่มคนแรกในโลกที่จะได้ซื้อ Phone (2) รวมทั้งได้รับสิทธิพิเศษและข้อเสนอพิเศษก่อนใครที่ Carnival Siam Square เวลา 11:00 น. ในวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม ซื้อ Phone (2) ได้ที่ไหน? สามารถสั่งซื้อ Phone (2) ล่วงหน้า (พรีออเดอร์) ได้ตั้งแต่วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคมที่ dotlife Website และ Shopee Nothing Official Store. Phone (2) วางขายเมื่อไหร่? Phone (2) จะวางขายทั่วประเทศตั้งแต่วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคมที่ร้าน dotlife Nothing Phone (2) รายการข้อกำหนดและคุณลักษณะทั้งหมดสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ที่ Nothing.tech และหากต้องการติดตามข้อมูลล่าสุดทั้งหมด โปรดติดตาม Nothing บน Instagram, TikTok และ Twitter -------------------- เกาะติดสถานการณ์โควิด-19 ทันความเคลื่อนไหว ได้ความรู้ที่ถูกต้อง ส่งตรงถึงมือคุณคลิกเลย!! รู้ทันกันโควิด หรือกด*301*35# โทรออก

Nothing ยังไม่มีแผนเปิดตัวสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้เร็ว ๆ นี้
อ่าน

Nothing ยังไม่มีแผนเปิดตัวสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้เร็ว ๆ นี้

Nothing เพิ่งเปิดตัวสมาร์ตโฟน Nothing Phone (2) สมาร์ตโฟนดีไซน์สุดเก๋รุ่นใหม่ต่อจาก Nothing Phone (1) นับเป็นสมาร์ตโฟนรุ่นที่ 2 จากทางบริษัท แต่คำถามที่น่าสนใจและเป็นเทรนด์อยู่ตอนนี้คือ Nothing จะทำสมาร์ตโฟนแบบพับหน้าจอได้ออกมาหรือไม่ คาร์ล เพ่ย (Carl Pei) CEO ของ Nothing ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง India Today ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเรื่องของสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ โดยเพ่ยบอกตรง ๆ ว่ายังไม่มีแผนที่จะทำสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ออกมา เพ่ยเชื่อว่าสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้นั้นยังเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มและเจาะกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มเท่านั้น และตัวเองก็ไม่ได้อินกับสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้มากนัก เพ่ยกล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ในตลาดจะมีรูปร่างหน้าตาที่เหมือน ๆ กัน ถ้าลบโลโก้ออกไปก็ไม่รู้แล้วว่าเครื่องไหนมาจากแบรนด์ไหน ปัจจุบันมีผู้ผลิตสมาร์ตโฟน Android หลายแบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในสมาร์ตโฟนพับหน้าจอได้ ได้แก่ Samsung, Huawei, Xiaomi, Motorola ในขณะที่ยักษ์ใหญ่อย่าง Apple ยังไม่มีวี่แวว ที่มา Gizmochina

Nothing รุกหนักตลาดอินเดีย เปิดตัวศูนย์บริการลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟแห่งแรก
อ่าน

Nothing รุกหนักตลาดอินเดีย เปิดตัวศูนย์บริการลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟแห่งแรก

Nothing ได้ประกาศเปิดศูนย์บริการลูกค้าระดับเอ็กซ์คลูซีฟแห่งแรกที่เมืองบังคาลอร์ รัฐคาร์นาตากา ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นศูนย์บริการสุดพิเศษแห่งแรกในจำนวนทั้ง 5 แห่งในอินเดีย ที่ Nothing วางแผนเปิดให้บริการภายในปี 2023 นี้ การที่ Nothing ซึ่งเป็นแบรนด์เทคโนโลยีที่กำลังได้รับความสนใจในตลาดโลก ให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียนั้น เนื่องจากเป็นหนึ่งในตลาดสมาร์ตโฟนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กอปรกับรัฐบาลอินเดียมีนโยบายสนับสนุนบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกให้มาลงทุนในประเทศ ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่ได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิต iPhone ในอินเดียแล้ว และ Tesla ก็กำลังพิจารณาร่วมลงทุนในอินเดียด้วยเช่นกัน เป็นต้น ศูนย์บริการดังกล่าวจะให้บริการสำรหับลูกค้าของ Nothing เพื่อให้ใช้อุปกรณ์ได้อย่างราบรื่นตามรอบระยะการอัปเดตของอุปกรณ์ รวมถึงซื้ออุปกรณ์เสริม, แพ็กเกจประกันความเสียหายอันเนื่องมาจากอุบัติเหตุจากของน้ำหรือของเหลว และชุดรับประกันการอัปเกรดอุปกรณ์ นอกจากนี้ Nothing ยังมีแผนจะขยายศูนน์รวมบริการของตนในอินเดียจาก 230 แห่ง เป็นจำนวนกว่า 300 แห่ง ภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม 2023 นี้ และจะเพิ่มจำนวนทีมให้บริการลูกค้าในประเทศขึ้นอีก 50% Nothing ยังมีแผนจะเปิดศูนย์บริการระดับเอ็กซ์คลูซีฟอีก 20 แห่ง ภายในสิ้นปี 2024 ที่มา : GSMArena

Nothing เผยเครื่องจริงของ Nothing Phone (2) แบบไม่ต้องรอเปิดตัว!
อ่าน

Nothing เผยเครื่องจริงของ Nothing Phone (2) แบบไม่ต้องรอเปิดตัว!

Nothing ประกาศเตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟน Nothing Phone (2) รุ่นใหม่ในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีภาพเรนเดอร์ออกมาค่อนข้างเยอะพอสมควร แต่ตอนนี้ไม่ต้องลุ้นกันแล้วเพราะ Nothing เผยภาพออกมาด้วยตัวเองเลยครับ บัญชี Twitter ของ Nothing ได้เผยภาพตัวเครื่องจริงของ Nothing Phone (2) พร้อมเปรบว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่มีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์พร้อมประสิทธิภาพระดับพรีเมียม คอนเฟิร์มการอัปเกรดชิปจาก Snapdragon 7 ซีรีส์​ไปเป็นซีรีส์เรือธง Snapdragon 8+ Gen 1 แทน A new era. Where iconic design meets premium performance. A product of meticulous engineering and obsessive attention to detail. Our proudest design story so far. Come to the bright side. Meet Phone (2) on 11 July, 16:00 BST. pic.twitter.com/ckgmAXCawi— Nothing (@nothing) July 4, 2023 นอกจากนี้เอง ทาง MKBHD ก็ได้สัมผัสเครื่องจริงของ Nothing Phone (2) แล้วด้วย จากคลิปการใช้งานใน YouTube จะเห็นว่าตัวเครื่องนั้นจะมีหน้าตาโดยรวมที่ใกล้เคียงของเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปหลัก ๆ มีดังนี้ ย้ายกล้องหน้าจากด้านซ้าย มาอยู่ตรงกลางหน้าจอแทน ออกแบบช่องว่างระหว่างไฟด้านหลังใหม่เล็กน้อย และมีลูกเล่นการแสดงผลไฟใหม่ ขอบเครื่องด้านหลังมีลักษณะโค้งมนขึ้นเล็กน้อย จากที่เป็นแบบแบนราบในรุ่นก่อนหน้า หน้าจอใหญ่ขึ้นเล็กน้อย ขอบจอดูบางลง NEW VIDEO – Dope Tech! Featuring:A 50-foot 8K Video WallA Watercooled BedNothing Phone 2 (Exclusive)Buckle up: https://t.co/AspZVShPvE pic.twitter.com/dFboM10ihM— Marques Brownlee (@MKBHD) July 3, 2023 รายละเอียดทั้งหมดรอติดตามในงานเปิดตัววันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ในส่วนของราคานั้นก็คาดการณ์ได้ว่าสูงขึ้นแน่นอนเพราะอัปเกรดตัวเองเป็นสมาร์ตโฟนระดับพรีเมียมไปแล้ว นี่ก็มาแนว Google เลย หลุดบ่อยนักเผยให้ดูเอง ที่มา Nothing

Nothing Phone (2) ยังไม่ทันจะเปิดตัว แต่ล่าสุดที่อินเดียกลับเปิดรับ ‘พรีออเดอร์’ แล้ว!
อ่าน

Nothing Phone (2) ยังไม่ทันจะเปิดตัว แต่ล่าสุดที่อินเดียกลับเปิดรับ ‘พรีออเดอร์’ แล้ว!

Nothing Phone (2) จะเปิดตัวในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ซึ่งก็เป็นเวลาอีกเกือบ 2 สัปดาห์ แต่ล่าสุด Flipkart ในอินเดียกลับมีการเปิดให้พรีออเดอร์ล่วงหน้าแล้ว พรีออเดอร์ในที่นี้จะไม่ใช่การพรีออเดอร์ Phone (2) อย่างเป็นทางการ แต่คล้ายกับระบบแจ้งการจองล่วงหน้ามากกว่า โดยผู้ที่ต้องการสั่งซื้อ Phone (2) จะต้องจ่ายเงินจำนวน 2,000 รูปี (ประมาณ 860 บาท) เพื่อลงชื่อจองสินค้า จากนั้นในวันที่ 11 กรกฎาคม ถึง 20 กรกฎาคม ผู้จองจะสามารถเข้าไปเลือก Phone (2) เวอร์ชันที่ต้องการ แล้วจ่ายเงินส่วนต่างที่เหลือเพื่อเป็นการพรีออเดอร์สินค้าจริง ๆ นอกจาก Phone (2) แล้วในนั้นยังมีข้อเสนอสำหรับการซื้อสินค้าอื่น ๆ ควบคู่ในราคาพิเศษเหลือเพียงราว ๆ 50% เช่น หูฟัง TWS Nothing Ear (stick) ในราคา 4,250 รูปี (1,825 บาท), เคสกันกระแทก 499 รูปี (215 บาท), ฟิลม์ป้องกันหน้าจอ 399 รูปี (170 บาท) หรืออแดปเตอร์ 45W 1,499 รูปี (645 บาท) ที่มา: GSMArena

กว่าจะได้ ‘สายเคเบิลโปร่งแสง’ Nothing ต้องพัฒนานานถึง 2 ปี!
อ่าน

กว่าจะได้ ‘สายเคเบิลโปร่งแสง’ Nothing ต้องพัฒนานานถึง 2 ปี!

Nothing ถือเป็นแบรนด์มือถือน้องใหม่ที่มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งหนึ่งในผลิตภัณฑ์ล่าสุดที่จะมาพร้อม Nothing Phone (2) อย่าง สายเคเบิล USB-C to USB-C ก็ได้สร้างกระแสไวรัลให้กับ Nothing อีกครั้งด้วยดีไซน์แบบโปร่งแสงที่ Nothing ระบุว่าใช้เวลาพัฒนาอย่างยากลำบากถึง 2 ปีกันเลยทีเดียว! ล่าสุด Nothing ได้ทวีตเผยสาเหตุที่สาย USB-C ต้องพัฒนานานถึง 2 ปี ดังนี้ กว่าจะได้ดีไซน์ดังที่เราเห็นกัน ทีมออกแบบของ Nothing ต้องสร้างดีไซน์คอนเซปต์ออกมากว่า 20 ตัวอย่าง และตัวอย่างจำนวนมากก็ถูกปฏิเสธจากพาร์ตเนอร์ เพราะพวกเขาบอกว่ามันผลิตยากเกินไป การทำให้เปลือกเคเบิล Type-C เป็นแบบใสจะต้องทิ้งกระบวนการผลิตแบบเดิมไปทั้งหมด และใช้กระบวนการขึ้นรูปเพื่อให้เปลือกใสไร้รอยต่อเป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรม อีกทั้งยังต้องยืดวัสดุถึง 4 ครั้งและหลอมด้วยอุณหภูมิมากกว่า 1,000 องศาอีก 3 ครั้ง ด้วยความที่วัสดุเป็นแบบใส Nothing จึงต้องคิดค้นวิธีการที่จะทำให้อุปกรณ์ปราศจากรอยขีดข่วน และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว Nothing ได้ใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น การพ่นทราย (sandblasting), pre-plating และการชุบโลหะแบบไม่ใช้ไฟฟ้า (Electroless plating) Nothing Cable C-C ต้องผ่านกระบวนการทดสอบจำนวน 25 การทดสอบ ซึ่งรวมถึง ทดสอบการเสียบ/การถอด, การสเปรย์เกลือ และทดสอบการต้านทานกระแส โดย Nothing เผยว่า สายเคเบิลรุ่นนี้มีผลลัพธ์ที่ดียิ่งกว่ามาตรฐานอุตสาหกรรมไปอีก 60% ในการทดสอบการบิด (bending) โดยผ่านการทดสอบการบิดได้มากกว่า 16,000 ครั้ง

รวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ Nothing Phone (2) ที่หลุดออกมาก่อนจะเปิดตัว 11 กรกฎาคมนี้!
อ่าน

รวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ Nothing Phone (2) ที่หลุดออกมาก่อนจะเปิดตัว 11 กรกฎาคมนี้!

Nothing เปิดตัวในช่วงสิ้นเดือนมกราคม 2021 และหลังจากนั้นก็ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟน 1 รุ่น และหูฟัง TWS อีก 3 รุ่น ซึ่งในวันที่ 11 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ก็จะมีการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นที่ 2 ของแบรนด์อย่าง Nothing Phone (2) ออกมาแล้ว ทั้งนี้ก่อนที่ Phone (2) จะเปิดตัวก็มีข้อมูลออกมามากมายทั้งจากบัญชีทางการของ Nothing และจาก คาร์ล เป๋ย (Carl Pei) ซีอีโอของ Nothing ซึ่งเราได้รวบรวมข้อมูลที่ออกมาไว้ ดังนี้ อัปเกรดชิปประมวลผลจาก Snapdragon 778G เป็น Snapdragon 8+ Gen 1 ที่แม้เป็นชิปรองท็อปในเวลานี้ แต่ก็คุ้มค่าอย่างมากในด้านราคาเมื่อเทียบกับประสิทธิภาพ Nothing กำลังพัฒนา Nothing OS 2 ที่จะมี custom UI มากขึ้นกว่าเดิม เน้นความมินิมอล และ Phone (2) จะได้รับอัปเดต OS นาน 3 ปี, อัปเดตแพตช์ความปลอดภัย 4 ปี ใกล้เคียงกับ 3/5 ปีของ Google แต่น้อยกว่า 4/5 ปี จาก Samsung และ OnePlus Phone (2) จะมีหน้าจอใหญ่ขึ้นเป็น 6.7 นิ้ว (เดิม 6.55 นิ้ว) มีแบตเตอรี่จุมากขึ้นอีก 200 mAh เป็น 4,700 mAh จะไม่มีการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กที่มีราคาถูกลง เพราะต้นทุนการผลิตสมาร์ตโฟนรุ่นเล็กแทบไม่ต่างจากรุ่นใหญ่ที่ผลิตอยู่ และความต้องการก็น้อยด้วย Nothing จะมีสายชาร์จ Type-C ดีไซน์โปร่งใสแถมมาพร้อมกับ Phone (2) Phone (2) ถูกผลิตด้วยกระบวนการที่รักษ์โลกมากขึ้น @OnLeaks ปล่อยภาพเรนเดอร์ของ Phone (2) เผยดีไซน์โปร่งใสที่ด้านหลังคล้ายเดิม แต่ขอบเครื่องที่ด้านข้างจะเป็นแบบโค้ง จากเดิมที่เป็นแบบเรียบ และยังมีกล้องหลัง 2 ตัวเช่นเดิม ลือว่าจะมีตัวเลือกแรม LPDDR5 8/12GB, หน่วยความจำ UFS3.1 128/256GB ลือใช้หน้าจอความละเอียด FHD+ อัตรารีเฟรช 120Hz โดยรวม Nothing Phone (2) จะเป็นสมาร์ตโฟนที่ถือว่ามีขนาดใหญ่ แต่จะมีดีไซน์ที่ถือแล้วสบายมือมากขึ้น ได้อัปเกรดชิปที่ดีกว่าเดิมอีกระดับ และมาพร้อมซอฟต์แวร์ที่เน้นความเรียบง่าย ไม่ล้นไปด้วยฟีเจอร์ที่เกินจำเป็น สำหรับราคาของ Phone (2) แม้จะลือกันว่า จะวางขายเริ่มต้นที่ 726 ยูโร (ประมาณ 27,800 บาท) แพงขึ้นจากรุ่นแรกที่มีราคาเพียง 469 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) กว่า 50% แต่ Nothing ก็ยังไม่ได้ออกมายืนยันข่าวลือนี้ และการที่คาร์ลพยายามเน้นให้อุปกรณ์มีความเข้าถึงได้ ก็ยังมีโอกาสที่ราคาวางขายจริง ๆ จะถูกกว่าข่าวลือที่ออกมา

หลุดสเปก Nothing Phone (2) ในยุโรป ก่อนเปิดตัวเดือนกรกฎาคมนี้
อ่าน

หลุดสเปก Nothing Phone (2) ในยุโรป ก่อนเปิดตัวเดือนกรกฎาคมนี้

Nothing เตรียมเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดของตน นั่นคือ Nothing Phone (2) ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2023 นี้ โดยมีข้อมูลสเปกหลุดออกมาก่อนหน้านี้ว่าจะมาพร้อมชิปเซตระดับพรีเมียมอย่าง Qualcomm Snapdragon 8+ Gen 1 จากเดิมที่ Nothing Phone (1) ที่เปิดตัวเมื่อปี 2022 นั้น มาพร้อมชิปเซตระดับกลางอย่าง Snapdragon 778G+ ล่าสุด เว็บไซต์ DeLabs จากประเทศฝรั่งเศส ได้เปิดเผยราคาและความจุของสมาร์ตโฟนดีไซน์โปร่งแสงสุดล้ำดังกล่าว ดังนี้ แรม 8 GB/ สตอเรจ 256 GB : 726 ยูโร (ประมาณ 27,800 บาท) แรม 12 GB/ สตอเรจ 512 GB : 849 ยูโร (ประมาณ 32,600 บาท) ราคาดังกล่าวสูงขึ้นกว่ารุ่นแรกเกือบ 2 เท่า โดยคาดว่ามาจากการอัปเกรดมาใช้ชิปเซตระดับพรีเมียม และสตอเรจที่เพิ่มสูงขึ้น โดย Nothing Phone (1) นั้น มีราคาเริ่มต้นที่ 469 ยูโร (ประมาณ 18,000 บาท) สำหรับหน่วยความจำ 8 GB/ 128 GB นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ว่า Nothing Phone (2) อาจมีราคาใกล้เคียงกันนี้ในตลาดประเทศอื่น ๆ ของยุโรปด้วย ที่มา : GSMArena

รอเลย ! Nothing Phone (2) ผ่านการรับรองจาก กสทช. พร้อมเปิดตัว 11 กรกฎาคมนี้ !
อ่าน

รอเลย ! Nothing Phone (2) ผ่านการรับรองจาก กสทช. พร้อมเปิดตัว 11 กรกฎาคมนี้ !

Nothing Phone (2) จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กรกฎาคมนี้ ในช่วงก่อนเปิดตัวสมาร์ตโฟนได้ผ่านการรับรองจากภูมิภาคต่าง ๆ และล่าสุดนั้นคือผ่านการรับรองจาก กสทช. ของประเทศไทย ซึ่งหมายถึง Nothing Phone (2) กำลังจะเข้ามาวางขายในบ้านเรานั่นเอง การรับรองของ กสทช. ได้เปิดการมีอยู่ของ Nothing Phone (2) โดยใช้หมายเลขรุ่น A065 แม้ว่าการรับรองจะไม่ได้มีการเปิดเผยสเปก แต่ก็เป็นการยืนยันว่าในสมาร์ตโฟนรุ่นนี้จะวางจำหน่ายในประเทศไทยตามที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ สเปกคร่าว ๆ ของ Nothing Phone (2) หน้าจอ : AMOLED ขนาด 6.7 รองรับอัตรารีเฟรชเรต 120Hz ชิปเซ็ต : Snapdragon 8 Plus Gen 1 RAM : 12 GB แบตเตอรี่ : 4,700mAh ระบบปฏิบัติการ: Android 13 ที่มา gizmochina.com