รีเซต

ผลการค้นหา “#Intel” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
dentsu ชี้เทรนด์ปี 2026 ส่ง Intelligence Operating System ขับเคลื่อนมีเดียรับบริบทไทย หนุนแบรนด์ปลดล็อกศักยภาพ
อ่าน

dentsu ชี้เทรนด์ปี 2026 ส่ง Intelligence Operating System ขับเคลื่อนมีเดียรับบริบทไทย หนุนแบรนด์ปลดล็อกศักยภาพ

dentsu ชี้เทรนด์ปี 2026 ส่ง Intelligence Operating System ขับเคลื่อนมีเดียรับบริบทไทย หนุนแบรนด์ปลดล็อกศักยภาพสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดด ในงาน dentsu DECODE 2026 INTELLIGENCE IN MOTION | Smarter. Faster. Built for Growth. บริษัท เดนท์สุ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำศักยภาพการทำงานของมีเดียเอเจนซี่ยุคใหม่ ผ่านงาน dentsu DECODE 2026 | INTELLIGENCE IN MOTION | Smarter. Faster. Built for Growth. ชี้ว่าในยุคที่ผู้บริโภคถูกขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม ความได้เปรียบของแบรนด์ไม่ได้อยู่ที่ ทำมากกว่า แต่อยู่ที่ ตัดสินใจได้เร็วกว่า ด้วยเครื่องมือและข้อมูลที่แม่นยำ ระบบการทำงานที่พร้อมปรับ และ AI Ecosystem ที่เชื่อมคน ขับเคลื่อนประสิทธิภาพ กระบวนการ และเครื่องมือเข้าด้วยกัน ในงาน ทีม dentsu นำเสนอการประยุกต์นำ dentsu.Connect ระบบปฏิบัติการ AI ที่กลุ่มบริษัทเดนท์สุทั่วโลกใช้งาน และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน workflow ของการทำงานมีเดียแบบ end-to-end เช่น Audience Builder, COPO (Consumer in Your Pocket), Client IQ, Business Planner, Optisysta, KOLsphere, TeraVue เป็นต้น โดยทีม dentsu รวบรวมกรณีการใช้งานจริงจากการทำงานร่วมกับลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสาธิต ความล้ำ ผ่านทีมงานมืออาชีพ ที่จะช่วยให้นักการตลาดจับสัญญาณสำคัญของผู้บริโภคได้เร็วขึ้น เทคแอคชั่นได้แม่นขึ้น เร็วขึ้น และต่อยอดได้ต่อเนื่อง ส่งผลลัพธ์การเติบโตและความคุ้มค่าในการลงทุนที่จับต้องได้ สร้างการรับรู้ได้เพิ่มขึ้นและเพิ่มโอกาสในการสร้างความสนใจต่อแบรนด์เพิ่มขึ้น คุณวิสาส์น สิริจันทานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานธุรกิจมีเดีย กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย และบริษัท คาราท (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เดนท์สุเราอยากให้นักการตลาดในปัจจุบันสามารถรับรู้ได้ว่า ผู้บริโภคสนใจอะไร เมื่อไหร่ และเพราะอะไร รวมถึงต้องรู้ว่าจะเข้าถึงด้วยวิธีใด ช่องทางไหน และรูปแบบใด ในเวลาและบริบทที่เหมาะสม เพราะเมื่อผู้บริโภคจำนวนมากถูกนำทางด้วยอัลกอริทึม หากยังทำงานแบบเดิม ความล่าช้าจะกลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจ ปัจจุบันเราอยากให้มองความได้เปรียบเชิงความเร็ว (Economy of Speed) เพิ่มขึ้นจากความได้เปรียบเชิงขนาด (Economy of Scale) ความเร็วที่นักการตลาดต้องตามให้ทัน ไม่ใช่แค่การทำงานให้เร็วขึ้น แต่คือความสามารถในการจับสัญญาณ ตรวจสอบช่องทางการเข้าถึงลูกค้า แก้ไขความผิดพลาดด้วยข้อมูลที่แม่นยำ และขยายผลความสำเร็จได้ก่อนใคร อนาคตไม่ได้เป็นของคนที่วางแผนได้ดีที่สุด แต่เป็นของคนที่เห็นก่อน ตัดสินใจก่อน และลงมือก่อน Winning ไม่ใช่ด้วย Scale หรือ Size แต่ด้วย Decision Speed คุณวิสาส์นกล่าว เดนท์สุเสนอกรอบการทำงานใหม่ที่เปลี่ยนจากการตลาดแบบยึด แคมเปญเป็นหลัก ไปสู่ ระบบที่พร้อมปรับและพร้อมใช้ตลอดเวลา โดยใช้ AI เป็นแกนกลางเพื่อช่วยจัดการสัญญาณได้อย่างชาญฉลาด ตัดสินใจได้ด้วยความรวดเร็ว และสร้างการเติบโตทางธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ผ่าน 7 ขั้นตอนสำคัญ ตั้งแต่การค้นหาโอกาสการเติบโต ไปจนถึงการรายงานแบบอัจฉริยะ วัดผลการทำงาน และแปลงไปเป็นยอดขายได้ ประกอบด้วย Growth Audiences, Predictive Planning, Intelligent Activation, Optimization Intelligence, Content Intelligence, Commerce Intelligence และ Reporting Intelligence 7 ขั้นตอนขับเคลื่อนมีเดียด้วย dentsu.Connect Intelligence Operating System ให้แบรนด์ รู้ก่อน-โตก่อนใคร จากงาน DECODE 2026 | INTELLIGENCE IN MOTION | Smarter. Faster. Built for Growth. 1. Growth Audiences: จัดการกลุ่มเป้าหมายด้วย AI เพื่อเข้าถึง คนที่มีความต้องการจริง ลดการเดาและลดความเสี่ยงจากการเลือกกลุ่มแบบลุ้นผล ตัวอย่างเครื่องมือ: Audience Builder, COPO (Consumer in Your Pocket), Cultural Insights และ Client IQ ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: เครื่องมือช่วยหากลุ่มเป้าหมายคุณภาพเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ ได้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ตรงกับธุรกิจและบริการของลูกค้าที่สูงขึ้น และลดความสิ้นเปลืองจากการกำหนดลูกค้าเป้าหมายที่ผิดกลุ่มเพราะกว้างเกินไปเช่นในอดีต (demographic interest profiles) 2. Predictive Planning: เปลี่ยนจากเน้นการเข้าหาผู้บริโภคจำนวนมากแบบเน้นการเข้าถึง (Reach) ไปสู่การคาดหวังประสิทธิผลจากการรับชมสื่อที่ส่งถึงคนที่ มองจริง สนใจจริง และสามารถตรวจสอบคุณภาพการมองเห็นของสื่อที่นำเสนอออกไปได้ ตัวอย่างเครื่องมือ: Media Planner for attentive reach และ attentive frequency ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: viewable impressions ดีขึ้น คุณภาพการมองเห็นสูงขึ้น และ frequency เหมาะสมขึ้น 3. Intelligent Activation: ใช้ข้อมูลของผู้บริโภคจากหลากหลายมิติ เช่น ข้อมูลพฤติกรรม ตำแหน่งสถานที่ การทำกิจกรรมบนออนไลน์ การท่องเที่ยวเดินทาง การใช้จ่ายบนออนไลน์ เป็นต้น เพื่อหากลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะซื้อสินค้า-บริการ (High-Intent Audience) นำมาเข้าระบบทำงานต่อเพื่อให้ได้ผลลัพธ์เชิงธุรกิจชัดขึ้น ตัวอย่างเครื่องมือ: TURBOCHARGE - audience signal seeding ตัวอย่างผลลัพธ์ (ผลลัพธ์ที่ได้เป็นกรณีเฉพาะรายและอาจแตกต่างกันไป): เพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนโฆษณา 4 เท่า ได้ลีดเพิ่มขึ้น 67% (กลุ่มธุรกิจประกัน) ราคาลีดลดลง 56% (กลุ่มธุรกิจอสังหาฯ) และเพิ่มอัตราการซื้อจากการมองเห็นสื่อ 145% (กลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม) 4. Optimization Intelligence: รันแคมเปญบนทุกแพลตฟอร์มด้วยระบบอัจฉริยะที่คอยจัดการกับทุกสัญญาณข้อมูลจริงในขณะเดียวกัน เพื่อผลลัพธ์รวมที่เป็นเลิศ แทนการรอ จบแคมเปญแล้วค่อยแก้ ตัวอย่างเครื่องมือ: dentsu Optisysta ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: CPL และ CPA (ต้นทุนค่าโฆษณาต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้า 1 ราย) ลดลง, อัตราการตัดสินใจเป็นลูกค้าสูงขึ้น, คุณภาพทราฟฟิกดีขึ้น (เช่น time on site/engagement), ลดการสูญเปล่าจาก placement หรือกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตอบสนอง 5. Content Intelligence: บริหารคอนเทนต์ให้ สอดคล้องและน่าเชื่อถือ ข้ามหลายช่องทาง ทั้งของแบรนด์เองและช่องทางอื่นๆ (เช่น KOL/สื่อ/คอมมูนิตี้) ตัวอย่างเครื่องมือ: tag ACE ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: ประสิทธิภาพคอนเทนต์รายฟอร์แมต/ช่องทาง, engagement, video completion, คุณภาพทราฟฟิกจากคอนเทนต์ (time on site, scroll depth) ที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 6. Commerce Intelligence: เชื่อมสื่อ, Social Listening, คอนเทนต์, KOL และคอมเมิร์ซให้ได้วัดผลเชิงพาณิชย์ได้จริง ตัวอย่างเครื่องมือ: KOLsphere ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: ยอดขาย/คำสั่งซื้อที่เกิดจากแคมเปญ, conversion rate, อัตราผลตอบแทนจากค่าโฆษณา/อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (GMV/ROAS/ROI), ต้นทุนต่อคำสั่งซื้อที่ดีขึ้น 7. Reporting Intelligence: รายงานในรูปแบบ dashboard อัจฉริยะที่ช่วยตอบคำถาม สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ ช่วยลดงาน manual และเร่งความเร็วในการตัดสินใจ ตัวอย่างเครื่องมือ: TeraVue ตัวอย่างสิ่งที่วัดได้: ความเร็วในการรายงานผลแบบ real-time สามารถเชื่อมต่อ Data source ที่หลากหลายเพื่อให้เห็นรายงานที่ชัดเจน และครอบคลุมทุกมิติ พร้อม AI Analytics สรุปและตอบทุกคำถามสำคัญเพื่อสร้างการเติบโตให้ธุรกิจได้จริง ยิ่งไปกว่านั้น เดนท์สุยังได้นำเสนอเครื่องมือ dentsu Future Mandala ในฐานะกรอบความคิดที่ช่วยให้นักการตลาด มองเห็นก่อน เชื่อมโยงได้เร็วกว่า และเติบโตได้อย่างแม่นยำ ในโลกที่ทุกสัญญาณเชื่อมต่อกัน โดย Future Mandala ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการวิเคราะห์ แต่เป็นแผนที่ของโอกาส ที่รวมเอามิติของธุรกิจ วัฒนธรรม เทคโนโลยี และข้อมูลเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อเปลี่ยนความซับซ้อนให้กลายเป็นความได้เปรียบในการแข่งขัน dentsu DECODE 2026 | INTELLIGENCE IN MOTION | Smarter. Faster. Built for Growth. กลุ่มบริษัทเดนท์สุ ประเทศไทย พร้อมร่วมเป็นพันธมิตรเพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางธุรกิจ (Growth Partner) ตัวจริงเคียงข้างทุกแบรนด์และทุกอุตสาหกรรม ด้วยบุคลากรมืออาชีพและระบบปฏิบัติการอัจฉริยะ dentsu.Connect ที่เข้าใจลึกถึงบริบทไทย เราขอขอบพระคุณพันธมิตรผู้ร่วมสนับสนุนทุกแบรนด์และทุกแพลตฟอร์ม ที่มาร่วมขับเคลื่อนระบบนิเวศดิจิทัลในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น AnyMind Group ผู้นำเทคโนโลยี End-to-End Commerce ที่ร่วมสร้างความตื่นเต้นและประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค; DoubleVerify (DV) แพลตฟอร์มตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพสื่อระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อผลลัพธ์ทางธุรกิจที่แม่นยำ; IAS (Integral Ad Science) ที่ยกระดับคุณภาพสื่อด้วย AI ช่วยนักการตลาดลดงบสูญเปล่าและเร่งการเติบโตตั้งแต่แบรนดิ้งจนถึงยอดขาย; Affinity ผู้บุกเบิกพรมแดนใหม่ของ AdTech ด้วยเทคโนโลยีโฆษณาอัจฉริยะแบบ Programmatic; Silverpush ผู้นำ AI ขับเคลื่อน Contextual Advertising วิเคราะห์คอนเทนต์แวดล้อมได้อย่างแม่นยำ; รวมถึงสุดยอดแพลตฟอร์มความบันเทิงและคอนเทนต์ระดับท็อป ทั้ง Tencent (Thailand) ศูนย์รวมความบันเทิงคุณภาพและโซลูชันดิจิทัลชั้นนำแห่งเอเชีย, TrueID แพลตฟอร์มสมาร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ระดับเวิลด์คลาสยุคใหม่ และ Viu ผู้นำคอนเทนต์เอเชียนเอนเตอร์เทนเมนต์และซีรีส์พากย์ไทยที่ครบทุกฟีลลิ่ง

Intel เตือน! CPU อาจเป็นของถัดไปที่ราคาจะถีบตัว หลังความต้องการ AI พุ่งสูงขึ้น
อ่าน

Intel เตือน! CPU อาจเป็นของถัดไปที่ราคาจะถีบตัว หลังความต้องการ AI พุ่งสูงขึ้น

ระยะหลังมานี้ วงการเทคโนโลยีกำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า RAMmageddon ซึ่งมีที่มาจากชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำพวกหน่วยความจำ (RAM) เริ่มขาดแคลนมากขึ้นเรื่อย ๆ และมีราคาแพงแบบก้าวกระโดด เหตุเพราะบรรดาศูนย์ข้อมูล AI ต่าง ๆ ได้กว้านซื้อชิ้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ไปเป็นจำนวนมหาศาลด้วย ทำให้เหล่านักวิเคราะห์และบริษัทสายเทคโนโลยีต่างพากันคาดการณ์ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีทั้งหมด โดยเฉพาะองค์กรระดับโลกอย่าง Apple หรือ Tesla ก็ออกมาเตือนแล้วว่าการผลิตชิ้นส่วนดังกล่าวจะถูกจำกัดจำนวนลงเมื่อกำลังการผลิตลดลง สวนทางกับความต้องการตลาดที่มีแต่จะสูงขึ้น ล่าสุดทาง Intel หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ก็ระบุว่าราคา CPU เองก็มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงตามเช่นกัน ซึ่ง Intel อธิบายเหตุผลว่าศูนย์ข้อมูล AI กำลังเปลี่ยนโฟกัสจากการฝึกฝนไปสู่การประมวลคำสั่ง นั่นเลยทำให้ความต้องการใช้ CPU มีมากขึ้น โดยปกติแล้วเซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI จะใช้ CPU 1 ตัวต่อ GPU 4-8 ตัว แต่ด้วยการใช้ AI แบบใหม่คือ Agentic จะทำให้สัดส่วนเปลี่ยนเป็น CPU 1 ตัวต่อ GPU 1 ตัว จึงเป็นที่มาของการใช้ CPU มากขึ้นนั่นเองในส่วนของราคา CPU สำหรับเซิร์ฟเวอร์ได้ปรับขึ้นมา 20% แล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม ขณะที่ CPU สำหรับผู้บริโภคทั่วไปก็มีการปรับขึ้นมาแล้ว 5-10% ในช่วงไล่เลี่ยกัน ซึ่งนักวิเคราะห์คาดว่าอาจจะมีการปรับราคาขึ้นอีก 8-10% ในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ครับ และแน่นอนว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบกับราคาและวันวางจำหน่ายของเครื่องเกมคอนโซลเจนถัดไปด้วย โดยมีรายงานจากสำนักข่าว Bloomberg ที่ระบุไว้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า Sony อาจชะลอการเปิดตัว PS6 ไปเป็นปี 2028 หรือ 2029 หากปัญหาราคาชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ไม่ได้รับการแก้ไขในอนาคตแปลและเรียบเรียงจากhttps://www.tomshardware.com/pc-components/cpus/shifting-need-for-cpus-in-ai-workloads-drives-intensifying-shortages-price-hikeshttps://www.videogameschronicle.com/news/intel-warns-cpu-prices-could-be-the-next-to-rise-due-to-ai-demand/

S&P Global ทุ่ม $1.8 พันล้าน ซื้อ With Intelligence ขยายตลาดเอกชน
อ่าน

S&P Global ทุ่ม $1.8 พันล้าน ซื้อ With Intelligence ขยายตลาดเอกชน

#SP #ทันหุ้น - สำนักข่าว Financial Times ได้ระบุว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา SP Global ได้บรรลุ ข้อตกลงซื้อ With Intelligence ผู้ให้บริการข้อมูลตลาดเอกชนด้วยเงินสดทั้งหมด 1.8 พันล้านดอลลาร์ ในขณะที่กลุ่มบริษัทข้อมูลทางการเงินของสหรัฐฯ รายนี้พยายามขยายธุรกิจออกไปนอกตลาดสาธารณะ ท่ามกลางกระแสความเฟื่องฟูของสินทรัพย์ทางเลือก ข้อตกลงนี้จะทำให้ SP Global ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากดัชนีตลาดสาธารณะและสถาบันจัดอันดับเครดิต สามารถเข้าถึง ข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์จำนวนมหาศาลจากกลุ่มเงินทุนเอกชน ได้ ตามรายงานของ Boston Consulting Group สินทรัพย์ทางเลือกอาจมีมูลค่ารวมสูงถึง 40 ล้านล้านดอลลาร์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการทำข้อตกลงที่คล้ายกันหลายครั้งสำหรับผู้ให้บริการข้อมูลเฉพาะทาง ปีที่แล้ว SP พลาดความพยายามในการซื้อ Preqin กลุ่มบริษัทข้อมูลตลาดเอกชนของสหราชอาณาจักร ซึ่งต่อมา BlackRock ได้ซื้อไปในราคา 2.5 พันล้านปอนด์ ตามที่ Financial Times เคยรายงานไว้เจ้าของหุ้นส่วนตัวของ With Intelligence ได้รวบรวมผู้ให้บริการข้อมูลหลายรายจากการเข้าซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงปีที่ผ่านมาได้ซื้อ SPS ผู้ติดตามดีลไพรเวทอิควิตี้, Realfin แพลตฟอร์มข้อมูลที่เน้นดีลอสังหาริมทรัพย์ และ The Deal สื่อสิ่งพิมพ์ด้านการค้าWith Intelligence ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1998 ให้บริการลูกค้ากว่า 3,000 รายทั่วโลก และคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 130 ล้านดอลลาร์ ในปีนี้ การขายครั้งนี้ถือเป็นการออกจากการลงทุนที่ทำกำไรของ Motive Partners ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเป็นกลุ่มไพรเวทอิควิตี้ที่เน้นเทคโนโลยีทางการเงิน รวมถึง ICG ผู้ลงทุนส่วนน้อย และฝ่ายบริหารของบริษัทคาดว่าข้อตกลงจะ เสร็จสิ้นอย่างช้าที่สุดภายในต้นปีหน้าข้อตกลงนี้จะทำให้ SP Global สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เป็นกรรมสิทธิ์จาก กลุ่มไพรเวทอิควิตี้ 34,000 กลุ่ม, นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ 19,000 ราย และ กองทุนเฮดจ์ฟันด์ 17,000 แห่ง รวมถึงกลุ่มเงินทุนเอกชนอื่น ๆ อีกหลายพันกลุ่มSP Global ได้มีความคืบหน้าในการให้บริการข้อมูลแก่ลูกค้าเงินทุนเอกชน โดยเพิ่งประกาศแผนที่จะเปิดตัวดัชนีติดตามกองทุนไพรเวทอิควิตี้ 50 อันดับแรก ร่วมกับกลุ่มฟินเทค NewVest และกำลังพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ตลาดเอกชนด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา SP Global ได้บรรลุข้อตกลง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อซื้อ IHS Markit ในขณะที่ London Stock Exchange Group ได้ตกลงเข้าซื้อกิจการ Refinitiv มูลค่า 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นข้อตกลงครั้งสำคัญของผู้ให้บริการข้อมูลที่มา https://www.ft.com/content/53827239-849e-466f-a680-babf8fbefe7d

Meta เดินหน้า "ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง" เปิดตัวกลุ่ม "Superintelligence Labs" พร้อมดึงตัวท็อปวงการร่วมทัพ
อ่าน

Meta เดินหน้า "ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง" เปิดตัวกลุ่ม "Superintelligence Labs" พร้อมดึงตัวท็อปวงการร่วมทัพ

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของ Meta Platforms Inc. ประกาศการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในฝ่ายวิจัยปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยได้จัดตั้งกลุ่มใหม่ในชื่อ "Meta Superintelligence Labs" (MSL) โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนา "ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง" (Artificial Superintelligence) หรือ AI ที่มีความสามารถเทียบเท่าหรือเหนือกว่ามนุษย์มาร์ก ซักเคอร์เบิร์กได้เปิดเผยผ่านบันทึกภายในถึงพนักงานว่า กลุ่ม MSL นี้จะเป็นการรวมทีม AI ที่สำคัญของบริษัทเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งทีมโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM), ทีมผลิตภัณฑ์ AI และทีมวิจัยพื้นฐานอย่าง FAIR เพื่อเร่งการพัฒนาให้เร็วขึ้น ผู้นำทัพคนใหม่และการลงทุนมหาศาลตำแหน่งหัวหน้าฝ่าย AI ของกลุ่ม MSL นี้ จะนำโดย Alexandr Wang อดีตซีอีโอของ Scale AI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านข้อมูลที่ Meta เพิ่งเข้าลงทุนด้วยมูลค่า 14,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 464,300 บาท โดยซักเคอร์เบิร์กยกย่อง Wang ว่าเป็น "หนึ่งในผู้ก่อตั้งที่น่าประทับใจที่สุดในยุคของเขา"นอกจากนี้ ยังได้ Nat Friedman อดีตซีอีโอของ Github เข้ามาร่วมนำทีมในส่วนของผลิตภัณฑ์และการวิจัยประยุกต์อีกด้วยซักเคอร์เบิร์กแสดงความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ โดยระบุว่า Meta พร้อมจะทุ่มงบประมาณ "หลายแสนล้านดอลลาร์" สำหรับโครงการและการวิจัยด้าน AI ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะเชื่อว่านี่คือ "การเริ่มต้นยุคใหม่ของมนุษยชาติ" และเป็นเทคโนโลยีที่สำคัญที่สุดในทศวรรษหน้า สงครามแย่งชิงบุคลากร AIการเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรม AI กับคู่แข่งอย่าง OpenAI และ Google โดย Meta ได้ทุ่มสรรพกำลังในการดึงดูดบุคลากรระดับหัวกะทิอย่างเต็มที่1. ซักเคอร์เบิร์กคัดเลือกบุคลากรด้วยตนเอง โดยมีรายงานว่าเขาเชิญผู้สมัครที่มีศักยภาพมาพบปะที่บ้านพักส่วนตัว และเป็นผู้นำในการเจรจาเบื้องต้นด้วยตัวเอง2. ค่าตอบแทนมหาศาล บริษัท Meta เสนอแพ็กเกจค่าตอบแทนแก่นักวิจัยบางราย ซึ่งรวมถึงหุ้นมูลค่าหลายสิบล้านดอลลาร์3. ดึงตัวจากคู่แข่งโดยตรงมีการประกาศจ้างพนักงานใหม่ 11 คน ซึ่งหลายคนมาจากบริษัทคู่แข่งโดยตรง เช่น:พนักงานจาก OpenAI ประกอบด้วย เจียฮุย ยู (Jiahui Yu), ชูเชา ปี้ (Shuchao Bi), เฉิงเจีย จ้าว (Shengjia Zhao), และ หงหยู เริน (Hongyu Ren)พนักงานจาก DeepMind ประกอบด้วย แจ็ค เร (Jack Rae) และ เป่ย ซุน (Pei Sun)พนักงานจาก Anthropic ประกอบด้วย โจเอล โพบาร์ (Joel Pobar) (อดีตวิศวกรที่เคยทำงานกับ Meta มาก่อน)การปรับโครงสร้างและการทุ่มทุนครั้งใหญ่นี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า Meta กำลังเดิมพันครั้งสำคัญกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนโลกนี้ให้ได้

พนักงาน "Intel" เตรียมรับผล ปรับโครงสร้าง เลิกจ้าง 20% l การตลาดเงินล้าน
อ่าน

พนักงาน "Intel" เตรียมรับผล ปรับโครงสร้าง เลิกจ้าง 20% l การตลาดเงินล้าน

นากา จันทรเสการัน รองประธานฝ่ายการผลิตของอินเทล เขียนจดหมายถึงพนักงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่า นี่เป็นมาตรการที่ยากลำบาก แต่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือกับความท้าทายด้านความสามารถในการซื้อของผู้บริโภค และสถานะทางการเงินของบริษัทในปัจจุบัน ซึ่งสร้างความเจ็บปวดให้กับทุกคน เขากล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายที่จะลดจำนวนพนักงาน ระหว่างร้อยละ 15 - 20 จะเกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมสื่อ ดิ โอเรกอนเนี่ยน และโอเรกอนไลฟ์ รายงานหลังดูสำเนาอีเมลซึ่งได้รับการยืนยันความถูกต้องโดยพนักงาน 4 คน อินเทล ปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นในบันทึกเมื่อวันเสาร์ แต่ย้ำว่าบริษัทจะปฏิบัติต่อพนักงานด้วยความเอาใจใส่และเคารพในขณะที่ทำงานสำคัญนี้ให้เสร็จสิ้น บริษัทกล่าวว่า การขจัดความซับซ้อนขององค์กรและเสริมความแข่งแกร่งให้กับวิศวกร จะทำให้บริษัทสามารถให้บริการตามความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้นและเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยบริษัทตัดสินใจโดยพิจารณาอย่างรอบคอบถึงสิ่งที่จำเป็น เพื่อวางตำแหน่งธุรกิจสำหรับอนาคตอินเทล ประกาศว่าจะมีการเลิกจ้างมาตั้งแต่เดือนเมษายนและเพิ่งแจ้งให้คนงานในโรงงานทราบเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าการเลิกจ้างจะเริ่มในเดือนหน้า ก่อนหน้านี้บริษัทไม่ได้แจ้งว่าการเลิกจ้างจะหนักหนาสาหัสเพียงใดบริษัทมีพนักงาน 109,000 คนเมื่อสิ้นปี 2024 แต่ไม่ชัดเจนว่ามีพนักงานกี่คนที่ทำงานในแผนกโรงงานของบริษัทซึ่งเรียกว่า อินเทล ฟาวดรีย์ธุรกิจโรงหล่อโลหะมีงานหลากหลายประเภท ตั้งแต่ช่างเทคนิคในโรงงานไปจนถึงนักวิจัยเฉพาะทาง ที่ต้องทำงานล่วงหน้าหลายปีเพื่อพัฒนาไมโครโปรเซสเซอร์รุ่นอนาคตอินเทล กำลังวางแผนลดจำนวนพนักงานในส่วนอื่น ๆ ของธุรกิจเช่นกัน แต่พนักงานบอกว่าบริษัทไม่ได้ระบุว่าจะลดพนักงานกี่คนในแต่ละหน่วยธุรกิจ พนักงานบอกว่าพวกเขาเชื่อว่าผลกระทบจะแตกต่างกันไปในแต่ละแผนกโดยรวมแล้ว การเลิกจ้างดังกล่าวจะทำให้พนักงานหลายพันคนต้องถูกเลิกจ้างอย่างแน่นอน และอาจจะมากกว่า 10,000 คนด้วยซ้ำการเลิกจ้างในเดือนหน้าจะเกิดขึ้นที่โรงงานของอินเทลทั่วโลก แต่จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อรัฐโอเรกอน ซึ่งเป็นหัวใจของการผลิตของบริษัท ผู้ผลิตชิปรายนี้มีพนักงาน 20,000 คนในรัฐนี้ ซึ่งมากกว่าธุรกิจอื่น ๆก่อนหน้านี้ อินเทล เลิกจ้างพนักงาน 15,000 คน ทั่วทั้งบริษัทในปี 2024 รวมถึง 3,000 คนในรัฐโอเรกอน บริษัทกำลังตอบสนองต่อยอดขายที่ลดลงอย่างยาวนานและแนวโน้มที่ยังมืดมนในระยะใกล้นี้ ซึ่งเกิดจากการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดพีซีและศูนย์ข้อมูล และความล้มเหลวของอินเทล ในการพัฒนาชิปขั้นสูงสำหรับตลาดปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเฟื่องฟูการลดต้นทุนในปีที่แล้วเกิดขึ้นผ่านทางการเลิกจ้าง การซื้อคืนหุ้น การเสนอให้เกษียณอายุก่อนกำหนด และการลดขนาดแผนก ส่วนในครั้งนี้ อินเทล ได้ระบุว่าไม่มีแผนที่จะเสนอการซื้อหุ้นคืนโดยสมัครใจใด ๆ แต่จะเป็นการจิ้มออกสำหรับพนักงานที่ไม่ต้องการโดยพิจารณาจากลำดับความสำคัญของการลงทุนและผลงานของแต่ละบุคคลรองประธานฝ่ายการผลิตของอินเทล กล่าวว่า การลดจำนวนพนักงานเหล่านี้จะขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงพอร์ตโฟลิโอของบริษัท การตัดบางตำแหน่งออก การประเมินทักษะสำหรับตำแหน่งงานที่เหลือ และการลงทุนในโครงการต่าง ๆ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อการดำเนินงานของโรงงานด้วย

หัวเว่ย เปิดตัวโซลูชัน Xinghe Intelligent Fabric พลิกโฉมสู่อัจฉริยะดิจิทัล
อ่าน

หัวเว่ย เปิดตัวโซลูชัน Xinghe Intelligent Fabric พลิกโฉมสู่อัจฉริยะดิจิทัล

หวัง อี้ตง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขายโซลูชัน ICT ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของหัวเว่ย กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า "หัวเว่ยได้วางโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายศูนย์ข้อมูลที่ล้ำสมัยให้องค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โซลูชันเครือข่ายของเราเปี่ยมด้วยประสิทธิภาพ ความเสถียรและความปลอดภัยขั้นสูง ช่วยเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมทางธุรกิจ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานได้อย่างเต็มศักยภาพ"อาเธอร์ หวัง ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์เครือข่ายศูนย์ข้อมูล ฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารข้อมูลของหัวเว่ย กล่าวเพิ่มเติมว่า "ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมระบบคลาวด์ ทำให้เครือข่ายศูนย์ข้อมูลกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยโซลูชัน Xinghe Intelligent Fabric เวอร์ชันอัปเกรด ได้รับการออกแบบภายใต้สถาปัตยกรรมเครือข่ายแบบ 3 ชั้น ได้แก่ AI Brain, AI Connection และ AI Network Element ซึ่งทำงานร่วมกันเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายศูนย์ข้อมูลที่มีความเสถียร แข็งแกร่ง และสามารถรองรับการเชื่อมต่อกับพลังประมวลผลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการให้บริการที่ต่อเนื่อง" • AI Brain: ใช้ประโยชน์จากแผนที่เครือข่ายดิจิทัลของหัวเว่ย ร่วมกับ NetMaster (ระบบตัวแทนเครือข่าย) เลเยอร์นี้มีบทบาทสำคัญในการปรับใช้กระบวนการต่าง ๆ โดยอัตโนมัติ รวมถึงการผสานการจำลองด้านเครือข่ายและความปลอดภัย นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ถึง 80% โดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยยกระดับประสิทธิภาพด้านการปฏิบัติงานและการบำรุงรักษา (OM) ได้อย่างมีนัยสำคัญ• AI Connection: ใช้ประโยชน์จากอัลกอริทึม Network-Scale Load Balancing (NSLB) ที่เป็นเอกลักษณ์ของหัวเว่ย เลเยอร์นี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนเส้นทาง ลดข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพของเครือข่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการฝึกฝน AI ได้มากกว่า 10% นอกจากนี้ ระบบ iReliable ที่มาพร้อมเทคโนโลยีความน่าเชื่อถือระดับสามชั้น รวมถึงความสามารถในการต้านการสูญเสียสัญญาณในโมดูลออปติคัล และการตรวจจับสิ่งสกปรกหรือการหลวมของช่องสัญญาณ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าบริการจะดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการสะดุด• AI Network Element: ถูกพัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของสวิตช์ศูนย์ข้อมูลตระกูล CloudEngine และโมดูลออปติคัล StarryLink เลเยอร์นี้มีความสามารถในการตรวจจับปริมาณข้อมูลแบบละเอียด พร้อมแสดงภาพรวมการสูญเสียแพ็กเก็ตและค่าความหน่วงของเครือข่ายแบบเรียลไทม์อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมคุณสมบัติด้านความปลอดภัยเชิงโครงสร้าง (Intrinsic Security) และการแยกกลุ่มการสื่อสาร (Group Isolation) ซึ่งช่วยยกระดับมาตรการความปลอดภัยของเครือข่ายโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงบรรยายดังกล่าว ยังได้รับเกียรติจาก เวลคัม ชาน ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครือข่าย ธนาคาร Chong Hing และ อดัม ลัม สถาปนิกโซลูชัน บริษัท Hong Kong Broadband Network ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์จากความร่วมมือกับหัวเว่ย พร้อมนำเสนอกรณีศึกษาการประยุกต์ใช้โซลูชันด้านเครือข่ายในภาคธุรกิจจริง นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก ดร. ดาริโอ รอสซี (Dario Rossi) ผู้อำนวยการห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีอัลกอริทึมและการวัดเครือข่าย สายงานผลิตภัณฑ์เครือข่ายข้อมูล ศูนย์วิจัยหัวเว่ย กรุงปารีส มาร่วมบรรยายพิเศษเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการพัฒนาเครือข่ายดาต้าเซ็นเตอร์ในยุค AIในอนาคต หัวเว่ยจะเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับพันธมิตรและลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งด้านการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในเทคโนโลยีเครือข่ายศูนย์ข้อมูล โดยมีเป้าหมายในการยกระดับเครือข่ายอัจฉริยะและสนับสนุนการพัฒนาไปสู่ยุคใหม่ของเครือข่ายดิจิทัล พร้อมผลักดันองค์กรในทุกอุตสาหกรรมที่รองรับอนาคตด้วยโซลูชันล้ำสมัย

watchOS 26 ดีไซน์ Liquid Glass ผสาน Apple Intelligence
อ่าน

watchOS 26 ดีไซน์ Liquid Glass ผสาน Apple Intelligence

ในงาน WWDC2025 Apple เปิดตัว watchOS 26 ดีไซน์ Liquid Glass ผสาน Apple Intelligence ยกระดับประสบการณ์ออกกำลังกาย ไซน์ Liquid Glass: ความลื่นไหลที่น่าตื่นตาwatchOS 26 มาพร้อมดีไซน์ใหม่ "Liquid Glass" ที่ให้ความรู้สึกโปร่งใส ลื่นไหล และกลมกลืนกับตัวเรือนของ Apple Watch สร้างสรรค์ประสบการณ์การใช้งานที่น่าตื่นตาและใช้งานง่ายยิ่งขึ้น ไอคอนและองค์ประกอบต่างๆ บนหน้าจอได้รับการปรับปรุงให้ดูทันสมัยและเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วกว่าเดิมApple Intelligence: คู่หูออกกำลังกายส่วนตัวอัจฉริยะหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของ watchOS 26 คือการนำ Apple Intelligence มาใช้ในการแนะนำการออกกำลังกาย โดยอาศัยการเรียนรู้จากพฤติกรรม ข้อมูลสุขภาพ และข้อมูลจาก iPhone ของผู้ใช้ ทำให้ Apple Watch สามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์และแม่นยำยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำประเภทการออกกำลังกายที่เหมาะสม, ความเข้มข้นที่ควรจะเป็น หรือแม้กระทั่งเวลาที่ควรพักผ่อนไฮไลท์เด่นของ watchOS 26:Workout Buddy ฟีเจอร์คู่หู: นี่คือฟีเจอร์ใหม่ที่จะทำหน้าที่เป็น "คู่หู" ส่วนตัวที่คอยกระตุ้นและแนะนำผู้ใช้ตลอดการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งเตือนให้เริ่มต้น, การแนะนำท่าทางที่ถูกต้อง หรือการให้กำลังใจเพื่อให้ผู้ใช้บรรลุเป้าหมาย Workout Buddy จะช่วยผลักดันให้ผู้ใช้ไปออกกำลังกายได้อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้นปรับแต่งการออกกำลังกายได้มากขึ้น: watchOS 26 มอบอิสระให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งการออกกำลังกายได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการตั้งเป้าหมายเฉพาะ, การกำหนดช่วงเวลา หรือการเลือกโหมดการออกกำลังกายที่หลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ทุกระดับ ผสมผสาน Apple Music และ Workout Buddy: เพื่อให้การออกกำลังกายไม่น่าเบื่อ watchOS 26 ได้ผสานรวม Apple Music เข้ากับ Workout Buddy อย่างลงตัว ผู้ใช้สามารถเพลิดเพลินกับเพลงโปรดที่เข้ากับจังหวะการออกกำลังกาย พร้อมรับคำแนะนำจาก Workout Buddy ได้อย่างราบรื่น ช่วยเพิ่มความสนุกสนานและแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายการปรับปรุงและฟีเจอร์ใหม่:การแจ้งเตือนอัจฉริยะ: watchOS 26 ได้ปรับปรุงระบบการแจ้งเตือนใหม่ โดยเรียนรู้ชีวิตประจำวันของผู้ใช้ เช่น เมื่ออยู่ในห้องประชุม เสียงเตือนก็จะเงียบลงโดยอัตโนมัติ ทำให้การแจ้งเตือนมีความชาญฉลาดและไม่รบกวนในเวลาที่ไม่เหมาะสม

Apple Intelligence ระบบ AI ส่วนบุคคล เน้นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
อ่าน

Apple Intelligence ระบบ AI ส่วนบุคคล เน้นความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

WWDC25 เปิดตัว Apple Intelligence ระบบ AI ส่วนบุคคลที่เน้น ความเป็นส่วนตัว ของผู้ใช้งานเป็นหลัก ระบบนี้จะผสานรวมเข้ากับ iOS 18, iPadOS 18 และ macOS Sequoia เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งาน ฟีเจอร์เด่นของ Apple IntelligenceWriting Tools (เครื่องมือการเขียน): ช่วยเขียน, ปรับแก้, และตรวจสอบข้อความGenmoji Image Playground: สร้างอิโมจิและภาพจากข้อความหรือภาพร่างClean Up in Photos Visual Intelligence: ลบสิ่งรบกวนในภาพและทำความเข้าใจองค์ประกอบในภาพได้ลึกซึ้งImage Wand: เปลี่ยนภาพร่างให้เป็นภาพสวยงามNatural Language search in Photos: ค้นหารูปภาพด้วยคำพูดCreate a memory movie: สร้างวิดีโอความทรงจำอัตโนมัติMail summaries Priority Messages in Mail: สรุปและจัดลำดับความสำคัญของอีเมลNotification summaries Priority Notifications: สรุปและจัดลำดับความสำคัญของการแจ้งเตือนNotes transcription summaries Call recording summaries: สรุปบันทึกเสียงและการโทรSmart Reply: ตอบกลับข้อความอัตโนมัติPreviews in Mail and Messages: ดูตัวอย่างเนื้อหาอีเมลและข้อความSiri ที่ฉลาดขึ้น: เข้าใจบริบทและภาษาธรรมชาติได้ดีกว่าเดิม Private Cloud Compute: เทคโนโลยีคลาวด์ส่วนตัวที่รับประกันว่า ไม่มีใครเข้าถึงข้อมูลได้ แม้แต่ Apple เอง เป็นมาตรฐานใหม่ด้านความเป็นส่วนตัวใน AIนอกจากนี้ Apple ยังเปิดให้นักพัฒนาเข้าถึง Foundation Models เปิดให้นักพัฒนาเข้าถึงโมเดลภาษาขนาดใหญ่บนอุปกรณ์เพื่อสร้างแอป AI ที่มีประสิทธิภาพและเป็นส่วนตัว เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน AI ที่เน้นความเป็นส่วนตัว และ ChatGPT integration ที่ Apple ประกาศความร่วมมือกับ OpenAI ในการนำ ChatGPT มาผสานรวมกับ Apple Intelligence เพื่อประสบการณ์ที่ราบรื่นและปลอดภัย

TSMC เสนอข้อตกลงร่วมทุนกับ Nvidia, Broadcom และ AMD เพื่อบริหารโรงงานของ Intel
อ่าน

TSMC เสนอข้อตกลงร่วมทุนกับ Nvidia, Broadcom และ AMD เพื่อบริหารโรงงานของ Intel

#intel #ทันหุ้น TSMC ได้เสนอข้อตกลงให้กับผู้ผลิตชิป Nvidia (NASDAQ:NVDA), AMD (NASDAQ:AMD) และ Broadcom (NASDAQ:AVGO) เพื่อจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (JV) เพื่อบริหารธุรกิจโรงงานผลิตชิป (foundry) ของ Intel ในสหรัฐฯ ตามรายงานของ Reuters เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดย Qualcomm (NASDAQ:QCOM) ก็ได้รับการติดต่อเกี่ยวกับข้อตกลงนี้เช่นกัน ตามข้อเสนอดังกล่าว TSMC (NYSE:TSM) จะเป็นผู้ดำเนินงานโรงงานของ Intel แต่จะถือหุ้นไม่เกิน 50% ในบริษัทร่วมทุนนี้ ตามรายงานของ Reuters ที่อ้างอิงข้อมูลจากแหล่งข่าวสี่รายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ การเจรจายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลังจากมีรายงานก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ติดต่อ TSMC เพื่อช่วยกอบกู้ Intel ซึ่งกำลังเผชิญกับยอดขายที่ซบเซาและธุรกิจ foundry ที่ขาดทุน นอกจากนี้ Intel ยังเคยพิจารณาแยกธุรกิจ foundry ออกมาเป็นบริษัทอิสระอีกด้วย ข้อตกลงใดๆ ที่เกิดขึ้นยังต้องได้รับการอนุมัติจากทรัมป์ซึ่งเคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการที่โรงงานของ Intel ในสหรัฐฯ อาจตกเป็นของบริษัทต่างชาติ ข้อเสนอดังกล่าวจึงให้ TSMC ถือหุ้นเพียง 50%ขณะที่หุ้นส่วนรายอื่นในบริษัทร่วมทุนจะเป็นบริษัทสัญชาติอเมริกันทั้งหมด การร่วมทุนครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้านศูนย์ข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยคาดว่าการนำเทคโนโลยี AI มาใช้งานจะขยายตัวมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ข้อตกลงนี้ยังสอดคล้องกับแผนของ TSMC ในการลงทุนเพิ่มเติมในโรงงานผลิตชิปในสหรัฐฯโดยเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา TSMC ได้ประกาศแผนลงทุนใหม่มูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ นอกเหนือจากโครงการพัฒนาโรงงานที่กำลังดำเนินอยู่ในรัฐแอริโซนา ก่อนหน้านี้ Broadcom และ TSMC เคยแสดงความสนใจในบางส่วนของธุรกิจของ Intel แม้ว่าจะยังไม่มีการดำเนินการอย่างเป็นทางการ Intel และ TSMC เป็นคู่แข่งกันมายาวนานในธุรกิจโรงงานผลิตชิป แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทไต้หวันรายนี้สามารถแซงหน้า Intel ได้ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตชิปที่มีประสิทธิภาพและก้าวหน้ากว่า นอกจากนี้ Intel ยังล้าหลัง TSMC ในการใช้ประโยชน์จากความต้องการชิปที่ขับเคลื่อนโดย AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว Reuters รายงานว่า Nvidia และ Broadcom กำลังทดสอบเทคนิคการผลิตที่ล้ำหน้าที่สุดของ Intel ขณะที่ AMD ก็กำลังประเมินความเป็นไปได้ในการนำเทคนิคดังกล่าวมาใช้เช่นกัน ที่มา - https://www.investing.com/news/stock-market-news/tsmc-pitched-intel-foundry-jv-to-nvidia-broadcom-and-amd-reuters-3922610

สรุปฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 18.2, iPadOS 18.2 และ macOS Sequoia 15.2 พร้อมฟีเจอร์ Apple Intelligence
อ่าน

สรุปฟีเจอร์ใหม่ใน iOS 18.2, iPadOS 18.2 และ macOS Sequoia 15.2 พร้อมฟีเจอร์ Apple Intelligence

Apple เปิดตัว iOS 18.2, iPadOS 18.2 และ macOS Sequoia 15.2 พร้อมฟีเจอร์ Apple Intelligence ใหม่ ยกระดับประสบการณ์ iPhone, iPad และ Mac ด้วย AI ส่วนบุคคลที่ใช้งานง่ายและเน้นความเป็นส่วนตัว ผู้ใช้สามารถสร้างสรรค์ภาพด้วย Image Playground สร้าง Genmoji และพัฒนา Writing Tools ใหม่สำหรับการเขียน iPhone 16 และ iPhone 16 Pro ยังเพิ่มฟีเจอร์ Camera Control เพื่อวิเคราะห์สิ่งรอบตัวได้ทันที พร้อมทั้งผสาน ChatGPT เข้ากับ Siri และ Writing Tools ช่วยให้ใช้งานง่ายและเร็วขึ้นออกแบบภาพสนุก ๆ ที่เป็นต้นฉบับด้วย Image PlaygroundImage Playground ช่วยผู้ใช้สร้างรูปภาพที่สนุกและไม่ซ้ำใครด้วยธีม เครื่องแต่งกาย และสถานที่ พร้อมเพิ่มคำอธิบายหรือใช้รูปจากคลังภาพ รูปภาพสามารถสร้างในสไตล์ต่างๆ เช่น แอนิเมชัน 3 มิติ หรือภาพประกอบแบบเรียบง่าย พร้อมผสานใช้งานใน Messages และแอปอย่าง Freeform และ Keynote รวมถึงยังเป็นแอปแยกใหม่ให้ใช้งานง่ายยิ่งขึ้นสร้าง Genmoji ให้เหมาะกับทุกช่วงเวลาApple Intelligence, Genmoji ยกระดับการสื่อสารให้น่าสนุกและสร้างสรรค์ ผู้ใช้เพียงพิมพ์คำอธิบาย ก็จะได้รับตัวเลือก Genmoji หลากหลาย พร้อมปรับแต่งด้วยรูปจากคลังภาพ อุปกรณ์เสริม และธีมต่างๆ Genmoji สามารถใช้ในข้อความ แชร์เป็นสติกเกอร์ หรือเป็นรีแอ็คชั่นใน Tapback ได้อย่างง่ายดายจดบันทึกสู่ระดับถัดไปด้วย Image Wandแอป Notes เพิ่มเครื่องมือ Image Wand ที่ช่วยสร้างภาพในบันทึกได้ง่ายขึ้น โดยใช้ข้อความหรือภาพในบันทึกที่มีอยู่ ผู้ใช้เพียงวงกลมพื้นที่ในโน้ต Image Wand จะวิเคราะห์บริบทและสร้างภาพที่เกี่ยวข้อง พร้อมตัวเลือกแอนิเมชัน ภาพประกอบ หรือสไตล์สเก็ตช์เพื่อเสริมบันทึกให้ชัดเจนและมีชีวิตชีวามากขึ้นอัปเดตเครื่องมือช่วยการเขียน Writing ToolsWriting Tools เพิ่มความสามารถใหม่ Describe Your Change ช่วยให้ผู้ใช้ปรับการเขียนได้ตามต้องการ เช่น ทำให้ข้อความดูมีอารมณ์มากขึ้น เพิ่มคำกริยาที่น่าสนใจในประวัติย่อ หรือเปลี่ยนคำเชิญงานเลี้ยงให้เป็นบทกวี ฟีเจอร์นี้ใช้งานได้ทั้งในระบบ Apple และแอปของบุคคลที่สาม ทำให้การเขียนยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นเปิดใช้งานการเข้าถึง ChatGPT ใน SiriApple ผสาน ChatGPT เข้ากับ Siri และ Writing Tools บน iOS, iPadOS, และ macOS ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งาน ChatGPT ได้โดยไม่ต้องสลับแอป Siri สามารถแนะนำหรือใช้ ChatGPT เพื่อตอบคำถามและช่วยเขียนเนื้อหาโดยตรงผ่าน Writing Tools นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถสร้างภาพและเพิ่มในเนื้อหาของตนได้ผ่านความสามารถของ ChatGPTการผสานนี้เป็นตัวเลือกที่ผู้ใช้สามารถเปิดหรือปิดได้ และมีการควบคุมข้อมูลที่แชร์กับ ChatGPT โดยไม่ต้องมีบัญชี ChatGPT ข้อมูลที่ใช้จะไม่ถูกจัดเก็บหรือใช้ในการฝึกโมเดล และ IP ผู้ใช้จะถูกปิดบัง หากเชื่อมต่อบัญชี ChatGPT นโยบายข้อมูลของ OpenAI จะมีผลบังคับใช้แอปพลิเคชันอีเมลได้รับการออกแบบอินเทอร์เฟซใหม่รองรับงานง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยเพิ่มฟีเจอร์ Digest View ที่รวมอีเมลจากผู้ส่งรายเดียวกันเข้าด้วยกัน ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของเนื้อหาได้ชัดเจน และจัดระเบียบอีเมลโดยอัตโนมัติตาม 4 หมวดหมู่หลักPrimary: รวมอีเมลส่วนตัวและอีเมลสำคัญ เช่น การสื่อสารจากครอบครัว เพื่อน หรือผู้ติดต่อสำคัญTransactions: รวมอีเมลเกี่ยวกับการทำธุรกรรม เช่น ใบเสร็จ การแจ้งชำระเงิน และการยืนยันการสั่งซื้อUpdates: รวมอีเมลข่าวสาร การแจ้งเตือนต่างๆ จากบริการที่ใช้งาน และกิจกรรมโซเชียลPromotions: รวมอีเมลการตลาด คูปอง ส่วนลด และข้อเสนอพิเศษการจัดหมวดหมู่นี้ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงอีเมลที่ต้องการได้เร็วขึ้น ลดความยุ่งยากในการค้นหา และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการอีเมลในแต่ละวันที่มาของข้อมูลhttps://www.apple.com/newsroom/2024/12/apple-intelligence-now-features-image-playground-genmoji-and-more/

Intel อิสราเอลตัดงบอาหาร ไลน์บุฟเฟต์ กาแฟ ชาพนักงานหายเกลี้ยง
อ่าน

Intel อิสราเอลตัดงบอาหาร ไลน์บุฟเฟต์ กาแฟ ชาพนักงานหายเกลี้ยง

สำนักข่าวแคลคาลิสต์ (Calcalist ภาษาฮิบรูที่แปลว่าเศรษฐศาสตร์) ของอิสราเอล รายงานว่า อินเทล (Intel) ในอิสราเอลมีการตัดงบค่าใช้จ่าย โดยตัดบริการชา กาแฟ ผลไม้ และอาหารจัดเลี้ยงที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสวัสดิการพนักงานออกไป ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมาIntel ตัดไลน์อัปบุฟเฟต์พนักงานในอิสราเอลเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้าซึ่งเป็นวันแรกของการทำงานในสัปดาห์ โดยพนักงานได้พบเห็นป้ายที่ขึ้นข้อความว่า อัปเดตบริการเครื่องดื่มและผลไม้ บริการกาแฟ ชา ผลไม้ฟรีจะสิ้นสุดในวันที่ 27 ตุลาคม 2024 โดยที่พื้นที่ส่วนครัวกลางซึ่งเคยมีบริการกาแฟ ชา และอาหารอื่น ๆ ที่เคยมีเต็มพื้นที่กลับว่างเปล่าหนึ่งในพนักงานของอินเทลในอิสราเอลให้ความเห็นกับ Calcalist ว่า เรื่องนี้อาจนำไปสู่การลาออกของพนักงานมากขึ้น เพราะไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่ยังมีการยกเลิกรถยนต์ของบริษัท การดำเนินการตัดงบเรื่องเล็ก ๆ อย่างกาแฟส่งผลต่อจิตใจของพนักงาน และทำให้รู้สึกอับอายสถานการณ์บริษัท Intel ในปัจจุบันอินเทลกำลังประสบภาวะวิกฤตครั้งใหญ่ หลังจากในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา อินเทลประกาศแผนปลดพนักงาน 15,000 ตำแหน่งทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ 15 ของพนักงานทั้งหมด โดยกระจายตำแหน่งที่จะปลดไปทั่วโลก รวมถึงในอิสราเอลเช่นกัน แต่ยังไม่มีการประกาศช่วงเวลาในการทยอยปลด หรือลำดับขั้นตอนในการปลดพนักงานอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน อินเทลมีมูลค่าตลาด (Market cap) อยู่ที่ 92,720 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท แต่ในอดีตเมื่อปี 2000 อินเทลเคยมีมูลค่าตลาดสูงถึง 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 17 ล้านล้านบาท (ตามค่าเงินปัจจุบัน) ซึ่งสื่อคาดว่าการสูญเสียมูลค่าตลาดส่วนหนึ่งมาจากการตกกระแสการพัฒนาชิปสำหรับการประมวลผล AI โดยเห็นได้จากมูลค่าตลาดของเอ็นวิเดีย (NVIDIA) ที่ปัจจุบันสูงเกิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่ต่ำกว่า 100 ล้านล้านบาทข้อมูล CTech by Calcalist, The Straitstimesภาพ Wikicommons

Apple Intelligence มาแล้ว! อัปเดต iOS 18.1 บน iPhoneiPad และ Mac พร้อมกันทั่วโลก
อ่าน

Apple Intelligence มาแล้ว! อัปเดต iOS 18.1 บน iPhoneiPad และ Mac พร้อมกันทั่วโลก

โดยเป็นการอัปเดตซอฟต์แวร์เวอร์ชัน iOS 18.1, iPadOS 18.1 และ macOS Sequoia 15.1 พร้อมความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ที่ฉลาดและทำงานได้รวดเร็วมากขึ้น แม้จะยังมีอีกหลายความสามารถเด็ดที่รอเปิดตัวในเดือนธันวาคมตัวอย่างฟีเจอร์เด็ด ๆ ของ Apple Intelligence เช่นWriting Tools หรือเครื่องมือการเขียนผสานรวมเข้ากับทุกส่วนใน iOS, iPadOS และ macOS เพื่อให้ผู้ใช้สามารถขัดเกลาภาษาให้สวยงามโดยการปรับการเขียน พิสูจน์อักษร และสรุปข้อความการพูดคุยกับ Siri ที่เป็นธรรมชาติและลื่นไหลขึ้น มีความเป็นธรรมชาติ ยืดหยุ่น และผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ทั้งระบบมากขึ้น และมาในดีไซน์ใหม่ที่จะส่องแสงเรืองๆ อย่างสวยงามบริเวณโดยรอบของขอบหน้าจอ iPhone, iPad หรือ CarPlayแอปรูปภาพที่ฉลาดมากขึ้นด้วยความสามารถใหม่ ๆ ผู้ใช้สามารถค้นหาได้แทบทุกอย่างด้วยภาษาธรรมชาติ เพียงแค่พิมพ์คำอธิบายของสิ่งที่ต้องการค้นหา เช่น Maya skateboarding in a tie-dye shirtการจัดลำดับความสำคัญในอีเมล ด้วยคุณสมบัติการคัดข้อความที่สำคัญ ซึ่งเป็นฟีเจอร์ใหม่ด้านบนของอินบอกซ์ที่จะแสดงอีเมลที่ด่วนที่สุด ตัวอย่างเช่น อีเมลเชิญไปทานข้าวเที่ยงในวันเดียวกัน หรืออีเมลแสดงข้อมูล Boarding Pass และผู้ใช้ยังสามารถดูสรุปทั่วทั้งอินบอกซ์ได้โดยไม่ต้องเปิดอ่านอีเมลนอกจากนี้ยังมีอีกหลายคุณสมบัติที่จะค่อย ๆ เปิดตัวในเดือนธันวาคม เช่น ความสามารถในการสร้าง Genmoji ในแบบที่ไม่ซ้ำใคร เพียงแค่พิมพ์คำอธิบาย และสามารถปรับแต่งโดยใช้รูปภาพของเพื่อนหรือสมาชิกครอบครัวในคลังได้ หรืออย่าง Image Wand ที่จะทำให้การจดโน้ตดูน่าสนใจยิ่งขึ้นโดยการเปลี่ยนภาพสเก็ตช์คร่าว ๆ เป็นภาพที่สวยงามที่มาของข้อมูลApple

ปลากับสมองอันน่าทึ่ง
ดู

ปลากับสมองอันน่าทึ่ง

iOS18 เปิดให้อัปเดตแล้ว ส่วน Apple Intelligence เริ่มเดือนหน้าในภาษาอังกฤษ
อ่าน

iOS18 เปิดให้อัปเดตแล้ว ส่วน Apple Intelligence เริ่มเดือนหน้าในภาษาอังกฤษ

iOS 18 พร้อมให้ใช้งานแล้ววันนี้ ทำให้ผู้ใช้ iPhone มีวิธีใหม่ ๆ ในการปรับแต่ง iPhone ให้ถูกใจ ทั้งการปรับแต่งหน้าจอโฮมและศูนย์ควบคุมได้ละเอียดยิ่งขึ้น แอปรูปภาพที่มีการปรับดีไซน์ครั้งใหญ่ เพื่อช่วยให้ค้นหาและย้อนดูช่วงเวลาพิเศษได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปรับปรุงครั้งสำคัญของแอปข้อความและเมล ยิ่งไปกว่านั้น เริ่มตั้งแต่เดือนหน้า iOS 18 จะเปิดให้ใช้งาน Apple Intelligence ซึ่งเป็นระบบอัจฉริยะส่วนบุคคลสำหรับ iPhone, iPad และ Mac ที่รวมเอาขุมพลังของโมเดลเจเนอเรทีฟ เข้ากับบริบทเฉพาะตัว เพื่อนำเสนอสิ่งที่ชาญฉลาด มีประโยชน์ และตรงใจผู้ใช้มากที่สุดApple Intelligence จะพร้อมให้ใช้งานในรูปแบบของการอัปเดตซอฟต์แวร์ฟรี คุณสมบัติชุดแรกของ Apple Intelligence จะพร้อมให้ใช้งานรุ่นเบต้าในเดือนหน้า โดยเป็นส่วนหนึ่งของ iOS 18.1, iPadOS 18.1 และ macOS Sequoia 15.1 ขณะที่อีกหลายคุณสมบัติจะพร้อมให้ใช้งานในเดือนต่อ ๆ ไป และจะสามารถใช้งานได้บน iPhone 16, iPhone 16 Plus, iPhone 16 Pro, iPhone 16 Pro Max, iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max รวมถึง iPad และ Mac พร้อมชิป M1 หรือใหม่กว่าที่ตั้งค่าภาษาของอุปกรณ์และ Siri เป็นภาษาอังกฤษแบบสหรัฐอเมริกา ภายในปีนี้ Apple Intelligence จะเพิ่มการรองรับภาษาอังกฤษในแบบออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ และสหราชอาณาจักร ส่วนภาษาและแพลตฟอร์มอื่น ๆ จะทยอยเปิดให้ใช้งานในปีหน้า รวมถึงภาษาจีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และสเปนApple Intelligence อาศัยขุมพลังของ Apple Silicon ดึงบริบทเฉพาะตัวของผู้ใช้ออกมาเพื่อทำให้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันกลายเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เริ่มจากเครื่องมือการเขียนหรือ Writing Tools ที่ให้ผู้ใช้เขียนข้อความได้อย่างสละสลวยโดยการปรับการเขียน พิสูจน์อักษร และสรุปข้อความได้เกือบทุกที่ที่เขียน ทั้งในแอปเมล, โน้ต, Pages และแอปของบริษัทอื่นในแอปรูปภาพสามารถสร้างภาพยนตร์จากรูป เพียงแค่พิมพ์คำอธิบาย ในด้านวิดีโอมีฟีเชอร์ค้นหาช่วงเวลาที่ต้องการในคลิป นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือ ลบออก หรือ Clean Up ที่สามารถตรวจหาและลบวัตถุรบกวนสายตาในฉากหลังของภาพโดยไม่ส่งผลใด ๆ ต่อตัวแบบ และในแอปโน้ตและโทรศัพท์ ผู้ใช้สามารถบันทึก ถอดข้อความ และสรุปเนื้อหาจากเสียงได้ โดยเมื่อมีการเริ่มบันทึกเสียงในแอปโทรศัพท์ในขณะที่ผู้ใช้คุยโทรศัพท์ ผู้ที่อยู่ในสายจะได้รับการแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ และเมื่อวางสาย Apple Intelligence ก็จะสร้างสรุปเพื่อช่วยทบทวนประเด็นสำคัญSiri มีความเป็นธรรมชาติ ยืดหยุ่น และผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ทั้งระบบมากขึ้น ด้วยความสามารถในการเข้าใจภาษาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น Siri จึงตามทันถึงแม้ผู้ใช้จะพูดตะกุกตะกัก และสามารถรักษาบริบทของคำขอก่อนหน้าแล้วนำไปปรับใช้คำขอถัดไปได้ นอกจากนี้ Siri ยังมีความรอบรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มากขึ้น จึงสามารถตอบคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติและการตั้งค่าของอุปกรณ์ Apple ได้โดยทั้งหมดนี้ยังคงรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้อย่างเข้มงวดสำหรับคุณสมบัติต่าง ๆ ของ iOS18 ที่โดดเด่นมีดังนี้การปรับแต่งหน้าจอ : สามารถวางไอคอนแอปและวิดเจ็ตเป็นกรอบล้อมรอบภาพพื้นหลัง หรือเพื่อสร้างเลย์เอาท์ที่เหมาะกับแต่ละหน้า สามารถเลือกได้ว่าอยากเห็นไอคอนแอปและวิดเจ็ตในแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นโทนสว่าง โทนมืด หรือย้อมสี ในขณะที่ศูนย์ควบคุมก็ได้รับการออกแบบใหม่ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยสามารถจัดระเบียบตัวควบคุมแยกเป็นกลุ่มในแบบที่มีประโยชน์เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายแอปรูปภาพที่ปรับดีไซน์: เลย์เอาท์ใหม่ช่วยให้ผู้ใช้ค้นหาและจัดการคลังรูปภาพได้ง่ายขึ้น มีคอลเลกชั่นใหม่อย่างวันต่าง ๆ ผู้คน สัตว์เลี้ยง และทริป ซึ่งจะช่วยจัดระเบียบคลังโดยอัตโนมัติด้วยระบบอัจฉริยะบนอุปกรณ์ รวมถึงสามารถปักหมุดคอลเลกชันที่ชื่นชอบแอปข้อความและโทรศัพท์ : รองรับการจัดรูปแบบข้อความขั้นสูงและเอฟเฟ็กต์ข้อความใหม่ ถ้าไม่มีสัญญาณหรือการเชื่อมต่อ Wi-Fi ก็ยังมีข้อความผ่านดาวเทียมที่จะเชื่อมต่อผู้ใช้กับดาวเทียมในอวกาศจากในแอปข้อความเพื่อรับส่งข้อความ อิโมจิ และ Tapback ผ่าน iMessage และ SMS2 เมื่อรับส่งข้อความกับผู้ติดต่อที่ไม่มีอุปกรณ์ Apple วันนี้แอปข้อความรองรับ RCS ที่รับส่งสื่อได้หลายประเภทมากขึ้นและพูดคุยแบบกลุ่มได้เสถียรขึ้นเมื่อเทียบกับ SMS และ MMS ในขณะที่แอปโทรศัพท์สามารถบันทึกเสียงและถอดข้อความจากการสนทนาในโทรศัพท์ได้ โดยจะมีการแจ้งเตือนผู้ที่อยู่ในสายก่อนเริ่มอัดเสียง และข้อความที่ถอดเสียงก็จะได้รับการบันทึกลงในแอปโน้ตการจัดหมวดหมู่ในแอปเมล : การจัดหมวดหมู่ในแอปเมล ซึ่งจะพร้อมให้ใช้งานภายในปีนี้ จะช่วยจัดระเบียบอีเมลเพื่อให้ผู้ใช้ไม่พลาดข้อความสำคัญในอินบอกซ์ อย่างหมวดหมู่ หลัก ที่ให้ผู้ใช้โฟกัสกับอีเมลที่สำคัญที่สุดหรือมีข้อมูลที่สำคัญต่อเวลา และยังมีหมวดหมู่รายการธุรกรรม รายการอัปเดต และโปรโมชั่น ซึ่งจะจัดกลุ่มแยกตามผู้ส่งในมุมมองใหม่ที่มีการย่อยข้อมูลและนำเอาอีเมลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจากธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมารวมไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ใช้กวาดตาอ่านเรื่องสำคัญได้อย่างรวดเร็วSafari และการท่องเว็บ :มาพร้อมฟีเชอร์ ไฮไลท์ และดีไซน์ใหม่ที่ช่วยลดสิ่งกวนใจที่จะดึงข้อมูลสำคัญขึ้นมาแสดงอย่างชาญฉลาดหลังจากโหลดเว็บเพจนั้นเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ของสถานที่ ข้อมูลสรุป หรือข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือเพลง มีตัวอ่านดีไซน์ใหม่ รวมไปถึงความสามารถสรุป และทำสารบัญสำหรับบทความยาว ๆ ส่วนการควบคุมการรบกวน ทำให้ผู้ใช้สามารถซ่อนสิ่งกวนใจในขณะท่องเว็บ เช่น ป้ายแบนเนอร์ หรือคอนเทนต์ที่วางซ้อนทับในเว็บไซต์แอปรหัสผ่าน :แอปรหัสผ่านเป็นแอปใหม่ที่สร้างขึ้นบนพื้นฐานของ Keychain ที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงรหัสผ่านและดูข้อมูลประจำตัวทั้งหมดได้ง่ายยิ่งขึ้นในที่เดียว อย่างรหัสผ่าน รหัสของอุปกรณ์ และรหัสยืนยัน ยิ่งกว่านั้นแอปรหัสผ่านยังได้รับการปกป้องด้วยการเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางที่มีความปลอดภัย และมีการซิงค์ข้อมูลระหว่างอุปกรณ์ รวมทั้งเตือนผู้ใช้เมื่อพบรหัสผ่านที่เดาง่าย มีการใช้ซ้ำหลายครั้ง หรือปรากฏอยู่ในเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ทราบคุณสมบัติด้านความเป็นส่วนตัว :iOS 18 มาพร้อมกับฟีเชอร์ความเป็นส่วนตัวที่ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตนได้มากขึ้น ผู้ใช้สามารถล็อคและซ่อนแอปเพื่อปกป้องข้อมูลส่วนตัว เช่น การแจ้งเตือนและคอนเทนต์ภายในแอปจากการมองเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจ แอปที่ถูกล็อคและซ่อนไว้จะไม่แสดงข้อมูลในผลการค้นหา การแจ้งเตือน และที่อื่น ๆ ทั่วทั้งระบบ นอกจากนี้ iOS 18 ยังให้ผู้ใช้สามารถแชร์รายชื่อผู้ติดต่อเฉพาะคนที่ต้องการ และนักพัฒนาสามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ปลอดภัยเมื่อเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมอีกหลายคุณสมบัติที่น่าสนใจ- ใน Apple Maps ผู้ใช้สามารถเลือกดูเส้นทางเดินเขาหลายพันเส้นทางในอุทยานแห่งชาติหลายแห่ง และสามารถสร้างเส้นทางเดินของตัวเองได้ง่าย ๆ ซึ่งสามารถเปิดดูขณะออฟไลน์ได้ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถบันทึกเส้นทางเดินเขาในอุทยานแห่งชาติที่ชื่นชอบ เส้นทางเดินที่สร้างขึ้นเอง รวมถึงสถานที่ต่างๆ ลงในคลังสถานที่แบบใหม่หมด พร้อมใส่โน้ตส่วนตัวเกี่ยวกับแต่ละจุดได้- โหมดเกมยกระดับประสบการณ์การเล่นเกมด้วยอัตราเฟรมที่สม่ำเสมอยิ่งขึ้น โดยเฉพาะขณะเล่นเป็นเวลานาน ๆ- ผู้ใช้จะมีวิธีใหม่ ๆ ในการชำระเงินด้วย Apple Pay ออนไลน์และในแอปบน iPhone และ iPad เริ่มตั้งแต่วันนี้- สูตรและสมการคณิตศาสตร์ที่คุณพิมพ์ในแอปโน้ตจะได้รับการแก้โจทย์ในทันที นอกจากนี้ยังมีส่วนใหม่แบบยุบได้และการไฮไลท์ที่ช่วยให้เน้นสิ่งสำคัญได้ง่ายขึ้น- แอปปฏิทินเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้โดยการแสดงทั้งกิจกรรมในปฏิทินและสิ่งที่ต้องทำจากแอปเตือนความจำ โดยที่ผู้ใช้สามารถสร้าง แก้ไข และระบุว่าทำเสร็จแล้วได้เลยจากในปฏิทิน- มุมมองข้อมูลเชิงลึกแบบใหม่หมดในแอปบันทึกจะช่วยผู้ใช้ติดตามเป้าหมายในการเขียนบันทึกของตัวเอง รวมถึงสามารถค้นหาและจัดเรียงบันทึกที่เขียนไว้เพื่อให้ย้อนกลับมาอ่านช่วงเวลาในอดีตได้ง่าย- แอปบ้านเพิ่มการให้สิทธิ์เข้าถึงสำหรับแขก ช่วยให้ผู้ใช้มีวิธีง่ายๆ ในการอนุญาตให้แขกควบคุมตัวล็อค ประตูโรงรถ และระบบกันขโมย- วิดีโอสดสำหรับ SOS ฉุกเฉินช่วยให้ผู้ใช้สามารถแชร์สิ่งที่อยู่รอบตัวผ่านการสตรีมวิดีโอและสื่อที่บันทึกไว้ได้ โดยในระหว่างที่โทรขอความช่วยเหลือในกรณีฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินที่เข้าร่วมสามารถส่งคำขอให้ผู้ใช้แชร์ภาพวิดีโอสด ๆ หรือสื่อที่ผู้ใช้ถ่ายไว้ผ่านการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย- เตรียมพบกับอัปเดตสำหรับ AirPods ที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้ใช้รับสาย, โต้ตอบกับ Siri และสนุกเต็มที่กับเกมด้วย AirPods 4, AirPods 4 พร้อมการตัดเสียงรบกวนแบบแอ็คทีฟ และ AirPods Pro 2 โดยมีคุณสมบัติการแยกเสียงหรือ Voice Isolation ที่ช่วยให้มั่นใจได้ว่าเสียงของผู้โทรจะดังฟังชัดแม้จะอยู่ในที่ที่เสียงดังหรือลมแรง ในขณะที่คุณสมบัติการโต้ตอบกับ Siri ให้ผู้ใช้พยักหน้าหรือส่ายหน้าเพื่อโต้ตอบกับการแจ้งเตือนจาก Siri และการอัปเดต AirPods ในครั้งนี้ยังทำให้เสียงแบบไร้สายมีความหน่วงต่ำที่สุดเท่าที่ Apple เคยมีมา- ในแอปสุขภาพ ข้อมูลทางการแพทย์ได้รับการออกแบบใหม่เพื่อช่วยให้ผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินเบื้องต้นสามารถดูข้อมูลสำคัญในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินได้ง่ายขึ้น และแอปสุขภาพยังสามารถช่วยให้ผู้ใช้ทำความเข้าใจกับข้อมูลขณะตั้งครรภ์ของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นโดยปรับเปลี่ยนการตั้งค่าและคำแนะนำให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต- แอปฟิตเนสบน iPhone ผู้ใช้สามารถปรับแต่งแถบสรุป- คุณสมบัติใหม่ด้านการช่วยการเข้าถึง ได้แก่ การติดตามดวงตา ซึ่งเป็นตัวเลือกที่มาพร้อมเครื่องสำหรับการควบคุม iPhone โดยใช้เพียงสายตาสำหรับประเทศไทย สามารถอัปเดต iOS18 ได้แล้ว ส่วน Apple Intelligence ที่รองรับภาษาไทยยังไม่ได้มีประกาศกำหนดการออกมาอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะทยอยอัปเดตในปีหน้าที่มาข้อมูลและรูปภาพ Apple Thailand

อนาคตของ Apple ! ทิม คุกเผย Apple Intelligence เป็นเพียงจุดเริ่มต้น
อ่าน

อนาคตของ Apple ! ทิม คุกเผย Apple Intelligence เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

แอปเปิล (Apple) เพิ่งเปิดตัว iPhone 16 ไปเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2024 และได้มีการอัปเกรดฮาร์ดแวร์หลายอย่าง เช่น หน้าจอที่ใหญ่ขึ้น หรือการมีปุ่มควบคุมกล้อง แต่สิ่งที่น่าสนใจและ Apple เชื่อมั่น กลับเป็นแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ Apple Intellegence ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ที่ Apple พัฒนาขึ้นมาทั้งนี้ Apple Intelligence ไม่ได้ติดตั้งพร้อมใช้มาให้ใน iPhone 16 แต่จะปล่อยซอฟต์แวร์มาให้อัปเดตโดยเริ่มเดือนตุลาคม 2024 แต่อย่างไรก็ตาม แดเนียล ฮาวลีย์ (Daniel Howley) บรรณาธิการเทคโนโลยีของเว็บไซต์ Aol. สื่อด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเผยว่าเห็นได้ชัดที่ Apple กำลังทุ่มเทให้กับเทคโนโลยีนี้ ก็เพื่อเป็นตัวเร่งให้ยอดขาย iPhone เพิ่มขึ้นมาอีกครั้งทิม คุก (Tim Cook) ซีอีโอของ Apple เผยว่า iPhone 16 จะถือเป็นรุ่นแรกที่สร้างรากฐานให้กับ Apple Intelligence ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์หลายคน เช่น เอริค วูดริง (Erik Woodring) จากบริษัทด้านการเงินอย่างมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) และแดน อิเวส (Dan Ives) จากบริษัทด้านการเงินเวดบุช (Wedbush) ที่กล่าวว่า Apple Intelligence จะเป็นกุญแจสำคัญต่อการเติบโตของ iPhone ในอนาคต โดยพิจารณาถึงความสามารถที่จะเพิ่มขึ้นด้วย AI และถือเป็นการขับเคลื่อนกลยุทธ์ในระยะยาวของ Apple ด้วยดังนั้นฮาวลีย์ จึงคาดว่า Apple กำลังวางให้ Apple Intelligence เป็นซอฟต์แวร์แห่งอนาคตอย่างชัดเจน และบริษัทจะพัฒนาต่อยอดในอนาคต หนึ่งในฟีเชอร์ที่จะมีการพัฒนาขึ้นก็คือผู้ช่วยเสียงอัจฉริยะอย่างสิริ (Siri) ที่นอกจากจะเข้าใจสิ่งที่ปรากฏในหน้าจอแล้ว ยังอาจสามารถพิมพ์เพื่อขอความต้องการเพิ่มเติมได้อีกด้วยโทมัส ฮัสสัน (Thomas Husson) รองประธานและนักวิเคราะห์ของบริษัทวิจัยและให้คำปรึกษาอย่างฟอร์เรสเตอร์ (Forrester) กล่าวว่า ผมไม่คิดว่าสิริจะเป็นอินเทอร์เฟซใหม่ที่จะเปลี่ยนวิธีที่เราโต้ตอบกับโลกภายนอก แต่มีสัญญาณชัดเจนว่าสิริกำลังก้าวไปสู่การเป็นเอเจนต์ดิจิทัลมากขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลบนอุปกรณ์และการใช้งานส่วนบุคคลเพื่อมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ และดำเนินการต่าง ๆ แทนผู้ใช้นาบีลา โปปอล (Nabila Popal) ผู้อำนวยการงานวิจัยอาวุโสของบริษัทข่าวกรองไอดีซี (IDC) กล่าวว่า แม้ว่าเราอาจไม่เห็นผลกระทบยิ่งใหญ่ในทันที แต่ Apple Intelligence จะเปลี่ยนประสบการณ์การใช้งานสมาร์ตโฟนไปโดยสิ้นเชิงในที่สุด เช่นเดียวกับ iPhone รุ่นแรกสำหรับความสามารถของ Apple Intelligence ซึ่งถูกเปิดเผยระหว่างงาน Apple Event เมื่อวันที่ 10 กันยายน รวมถึงที่เปิดเผยเมื่องาน WWDC ในเดือนมิถุนายน มีหลากหลายฟีเชอร์ เช่น การใช้ AI สรุปข้อความ เครื่องมือด้านการเขียนเพื่อช่วยตรวจทาน แก้ไข และสรุปเอกสาร การแก้ไขรูปภาพ ฟีเชอร์บันทึกและถอดเสียงบันทึกคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราเห็นมาในบริษัทเทคอื่น ๆ ที่เปิดตัวมาก่อนหน้า เช่น กูเกิล (Google) หรือ ซัมซุง (Samsung) แต่ทว่าตามที่ Apple เผยออกมา ระบุว่าความสามารถของ AI ดังกล่าวเป็นเพียงฟีเชอร์ชุดแรกเท่านั้น หลังจากนี้จะมีความสามารถอื่น ๆ ตามมาอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งฮาวลีย์แสดงความคิดเห็นว่ามันอาจจะเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้สมาร์ตโฟนของเราไปได้แต่อย่างไรก็ตามฮาวลีย์ยอมรับว่านี่เป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้าเท่านั้น สิ่งที่จะกำหนดอนาคตของ Apple Intelligence คือประสบการณ์ผู้ใช้ต่างหาก หากผู้ใช้ไม่ประทับใจ แผน AI ของ Apple ก็อาจจะแย่ลงได้ที่มาข้อมูล Aol.ที่มารูปภาพ Apple

ข่าวลือเปิดตัว iPhone 16 เดือนกันยายน และอัปเดต Apple Intelligence เดือนตุลาคม
อ่าน

ข่าวลือเปิดตัว iPhone 16 เดือนกันยายน และอัปเดต Apple Intelligence เดือนตุลาคม

มาร์ก เกอร์แมน (Mark Gurman) นักข่าวจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) เปิดเผยข้อมูลว่า iPhone 16 อาจเปิดตัวในเดือนกันยายนนี้ ถึงแม้ว่าระบบปฏิบัติการ iOS 18.1 ที่ติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ Apple Intelligence กำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาและอาจต้องรอการอัปเดตในเดือนตุลาคมหากระบบปฏิบัติการ iOS 18.1 เปิดอัปเดตความสามารถปัญญาประดิษฐ์ Apple Intelligence ในเดือนตุลาคมจริง คงต้องติดตามกันต่อไปจะมีความสามารถใหม่ ๆ มามัดใจผู้ใช้งานได้หรือไม่ ตัวอย่างเช่น การเปิดตัวระบบปฏิบัติการพร้อมปัญญาประดิษฐ์ในครั้งที่ผ่านมา Apple ได้ติดตั้งความสามารถในการสรุปอีเมลช่วยประหยัดเวลาให้ผู้ใช้งานจำนวนมาก รวมไปถึงความสามารถในการสรุปข้อมูลจากเว็บไซต์บนเว็บเบราว์เซอร์ซาฟารี ซึ่งเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการค้นหาข้อมูลสำหรับ iPhone 16 ก่อนหน้านี้มีข่าวลือเกี่ยวกับสเปกและความสามารถใหม่ ๆ ออกมาเป็นระยะ เช่น iPhone 16 และ 16 Pro มีหน้าจอใหญ่ขึ้นจาก 6.1 นิ้ว เป็น 6.3 นิ้ว ส่วน iPhone 16 Plus และ 16 Pro Max คาดว่าจะมีหน้าจอใหญ่ขึ้นจาก 6.7 นิ้ว เป็น 6.9 นิ้ว การอัปเดตความสามารถกล้องความละเอียด 48 ล้านเมกะพิกเซล ระบบการเชื่อมต่อสื่อสารรองรับ Wi-Fi 7 เร็วกว่าการเชื่อมต่อสื่อสารแบบเดิม Wi-Fi 6 มากถึง 5 เท่า และการอัปเดตแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานมากขึ้นอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแถลงอย่างเป็นทางการจากบริษัท Apple และก่อนหน้านี้ในปี 2011 บริษัท Apple เคยเลื่อนการเปิดตัว iPhone ออกไปเนื่องจากความล่าช้าในการพัฒนาฟีเจอร์หลัก โดยเป็นการเลื่อนเปิดตัว iPhone 4S จากเดือนมิถุนายน 2011 ไปเป็นเดือนตุลาคมปีเดียวกัน เพื่อให้ทันกับการเปิดตัวฟีเจอร์หลัก 2 ฟีเจอร์ของ iPhone คือ Siri และ iCloud ซึ่งกลายเป็นฟีเจอร์เด่นที่ยังคงใช้งานมาจนถึงปัจจุบันที่มาของข้อมูล Phonearena

ASML ร่วงหนัก - Intel บวกแรง ยาลดความอ้วนหนุน Roche - HSBC ลดเป้า QCOM
อ่าน

ASML ร่วงหนัก - Intel บวกแรง ยาลดความอ้วนหนุน Roche - HSBC ลดเป้า QCOM

#หุ้นต่างประเทศ #ทันหุ้น - บล.เอเซียพลัสรายงานภาวะตลาดหุ้นต่างประเทศ หุ้นสหรัฐปรับตัวลดลง ดัชนี SP500 -1.39% และ NASDAQ -2.76% ทำระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ โดยถูกกดดันจากกลุ่ม Technology โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Semiconductor หลังสหรัฐกำลังพิจารณาควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปไปยังจีนเพิ่มเติมสวนทาง Dow Jones +0.59% ที่ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้ต่อเนื่อง 3 วันติดต่อกัน ขณะที่นักวิเคราะห์จาก Goldman Sach มองตลาดอาจเผชิญการปรับฐานในระยะสั้น และไม่แนะนำให้ใช้กลยุทธ์ Buy On Dip ตลาดหุ้นยุโรปปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน โดยดัชนี STOXX600 -0.70% ถูกกดดันจากกลุ่ม Semiconductor หลังสหรัฐกำลังพิจารณาควบคุมการส่งออกอุปกรณ์ผลิตชิปไปยังจีนเพิ่มเติม ด้านกลุ่ม Healthcare ปรับตัวลดลง นำโดย Novo Nordisk หลังผลการทดลองยารักษาโรคอ้วนเบื้องต้นของ Roche เป็นไปได้ด้วยดี วานนี้ดัชนี HSI Index +0.06% หลังไร้ปัจจัยใหม่สนับสนุนขณะที่นักลงทุนติดตามการประกาศนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจากการประชุม Third Plenum ที่คาดว่าจะสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีนี้ ด้านกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวขึ้นนำตลาด ส่วนกลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ปรับตัวลง หุ้นอัพเดท ASML, Roche, Novo Nordisk, Eli Lilly, Viking Therapeutics, Intel, Qualcomm STOCK HIGHLIGHT ASML (ASML NA) ปรับตัวลง 4.95% หลังบริษัทเผยผลประกอบการโตรมาส 2 ออกมาดีกว่าคาดแต่ได้รับผลกระทบจากการประมาณการรายได้สำหรับไตรมาส 3 ของผู้บริหารที่ออกมาต่ำกว่าคาด โดยรายได้รวมออกมาอยู่ที่ 6.24 พันล้านยูโรหดตัวลง 9.55% YoY แต่เติบโต 18% QoQ ดีกว่าคาดที่ 6.0 พันล้านยูโร - รายได้หลักยังมาจากการขายเครื่อง lithography ที่หดตัวลง 14.21% YoY แต่เติบโต 20% QoQ มาอยู่ที่ 4.76 พันล้านยูโร และออกมาดีกว่าคาดที่ 4.68 พันล้านยูโร โดยรายได้จากการขายเครื่อง ArFi มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 50% ขยายตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่มีสัดส่วนรายได้อยู่เพียงแค่ 39% และรายได้ยังมีการเติบโต 53.9% QoQ โดยเครื่องในส่วนนี้เป็นเครื่องสำหรับการผลิตชิปใน node 10nm 7nm ขณะที่รายได้จากการขายเครื่อง EUV ซึ่งเป็นเครื่องสำหรับการผลิตชิปในnode ที่ต่ำกว่า 7nm มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 31% ลดลงมาจาก 46% ในไตรมาสก่อนหน้า - สำหรับไตรมาสนี้รายได้ในส่วนของลูกค้า Logic มีสัดส่วนที่หดตัวลงจาก 63% ในไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 54% ขณะที่รายได้จาก Memory มีการขยายตัวขึ้นจาก 37% มาอยู่ที่ 46% - เมื่อดูรายได้แบ่งตามภูมิภาค รายได้ส่วนใหญ่ยังมาจากจีนที่มีสัดส่วยรายได้อยู่ที่ 49% ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจาก ไตรมาสก่อนหน้า - สำหรับยอด Bookings ในไตรมาสนี้มีการเติบโต 23.71%YoY และ 54% QoQ อยู่ที่ 5.57พันล้านยูโร สูงกว่าคาดที่ 4.41 พันล้านยูโร ซึ่งเป็นยอด Bookings เครื่อง EUV 2.25 พันล้านยูโร มากกว่าคาดที่ 2.2พันล้านยูโร ได้แรงหนุนจากลูกค้าในกลุ่ม Logic ที่มีสัดส่วนต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก 41% ในไตรมาสก่อนหน้ามาอยู่ที่ 73% - ในส่วนของอัตรากำไรขั้นต้นออกมาอยู่ที่ 51.5%ขยายตัวจาก 51% ในไตรมาสก่อนหน้าและยังออกมาดีกว่าคาดที่ 50.6%ขณะที่อัตรากำไรจากการดำเนินงานออกมาอยู่ที่ 29.4%ขยายตัวจาก 26.3% ในไตรมาสก่อนหน้าและออกมาดีกว่าคาดที่ 27.7%ส่งผลให้กำไรสุทธิต่อห้นออกมาอยู่ที่ 4.01 ยูโร หดตัวลง 18.66% YoY เติบโต 28.9% QoQ และยังออกมาดีกว่าคาดที่ 3.74ยูโร - สำหรับไตรมาส 3ผู้บริหารมองรายได้อยู่ระหว่าง 6.7 - 7.3 พันล้านยูโร ต่ำกว่าคาดที่ 7.46พันล้านยูโร ขณะที่คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นต้นอยู่ระหว่าง 50 - 51%ซึ่งค่าเฉลี่ยสูงกว่าคาดที่ 51.1% Roche (ROG SW) ปรับตัวขึ้น 5.83%สวนทางกลับ Novo Nordisk (NVO US, NOVOB DC) -3.87%, Eli Lily (LLY US) -3.82% และ Viking Therapeutics (VKTX US) -12.56% หลังทางด้านบริษัทผู้ผลิตยาจากสวิตเซอร์แลนด์เผยผลการทดลองยาลดน้ำหนักแบบกินที่สามารถช่วยลดน้ำหนักให้กับผู้ป่วยโรคอ้วนได้จากการศึกษาในระยะแรก - โดยตัวยาทดลอง CT-996แบบรับประทานวันละครั้งของทาง Roche นั้น ที่มีการเลียนแบบการทำงานของฮอร์โมน GLP-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ถูกปล่อยออกมาจากลำไส้หลังจากการรับประทานอาหาร แสดงให้เห็นถึงการลดน้ำหนักอย่างมีนัยสำคัญ หลังจากผู้ทดลองรับประทานไปสี่สัปดาห์ ซึ่งช่วยลดน้ำหนักได้ 7.3% เทียบกับยาหลอกที่ลดลง 1.2% Intel (INTC US) ปรับตัวขึ้น 4.81%หลังมีรายงานว่าฝ่ายบริหารของ Joe Biden กำลังพิจารณามาตรการควบคุมการค้ากับจีนอย่างเข้มงวดขึ้น ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ ASML และ Tokyo Electron - มากไปกว่านั้นราคาหุ้นของ Intel ยังได้แรงหนุนจากคำพูดของอดีตประธานาธิบดี Donald Trump เนื่องจากมองว่าไต้หวันควรจ่ายเงินให้สหรัฐ สำหรับการคุ้มกันโดยชี้ว่าไต้หวันไม่ได้ให้อะไรกับสหรัฐ Trump ยังกล่าวถึงอุตสาหกรรมชิปของไต้หวันที่เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก โดยระบุว่าไต้หวันครอบครองธุรกิจชิปของสหรัฐเกือบทั้งหมด - ด้วยเหตุนี้แม้หุ้นในกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะลดลงหลังได้รับแรงกดดันจากเซนทิเมนต์ดังกล่าว แต่ Intel เป็นหนึ่งกลับปรับตัวขึ้น โดยนักวิเคราะห์จาก Mizuho มองว่า Intel (INTC US) และ Texas Instrument (TXN US) จะเป็นผู้ชนะหากรัฐบาลจำกัดการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ของจีนมากขึ้น Qualcomm (QCOM US) ปรับตัวลง 6.52%หลังนักวิเคราะห์จาก HBSC ปรับลดคำแนะนำลงจาก Buy มาเป็น Hold และยังปรับราคาเป้าหมายลงจาก $200มาอยู่ที่ $190 ต่อหุ้น เนื่องจากมองว่าบริษัทขาดปัจจัยเชิงบวกเพื่อสนับสนุนการเติบโตของราคาหุ้นในระยะสั้น - มากไปกว่านั้นมองว่ารายได้ในไตรมาส 3จะออกมาตรงคาดแต่ไตรมาส 4 มีโอกาสออกมาต่ำคาด นักวิเคราะห์ยังชี้ให้เห็นว่าความอ่อนแอของตลาดสมาร์ทโฟนยังคงมีอยู่และอาจต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่สี่ของปี 2024 -โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ายอดขายของสมาร์ทโฟน Android ในจีนมีโอกาสหดตัวลง 15% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมไปถึงการเปิดตัวชิป Snapdragon X Elte/ X Plus ซึ่งรับเสียงตอบรับที่ผสมผสาน

สรุป Apple Intelligence ใช้ฟรี ได้ ChatGPT-4o ฟรีแบบไม่ต้องสมัคร ! ปีนี้เป็นเบต้า ปีหน้ามาแน่ แล้วอุปกรณ์ไหนใช้ได้บ้าง ?
อ่าน

สรุป Apple Intelligence ใช้ฟรี ได้ ChatGPT-4o ฟรีแบบไม่ต้องสมัคร ! ปีนี้เป็นเบต้า ปีหน้ามาแน่ แล้วอุปกรณ์ไหนใช้ได้บ้าง ?

หลังจากที่ แอปเปิล (Apple) สร้างเสียงฮือฮากับการเปิดตัวเครื่องคิดเลขที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ iPadOS 18 รุ่นใหม่ ภายในงานแถลงข่าว WWDC 2024 สำหรับนักพัฒนา (Developers) ก็ตามมาด้วยการเปิดตัวแอปเปิล อินเทลลิเจนซ์ (Apple Intelligence) ระบบปัญญาประดิษฐ์ของ Apple ที่มีข่าวลือว่าจะเปิดตัวในงาน WWDC ก่อนหน้านี้Apple Intelligence ทำอะไรได้บ้างภายในงานเปิดตัวได้ระบุความสามารถต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้ใช้งานอุปกรณ์ Apple ทั้ง iPhone, iPad และ MacBook จะสามารถใช้งานหลากหลายฟีเชอร์ร่วมกันได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ดังนี้1. ChatGPT-4o ฟรีในการเปิดตัวครั้งนี้ Apple ได้จับมือกับ OpenAI เพื่อผนวกความสามารถในการใช้งาน ChatGPT-4o ได้ฟรี โดยไม่ต้องสมัครบัญชีผู้ใช้เพิ่มเติม และสำหรับผู้ที่สมัครบริการเพิ่มเติมแบบรายเดือน (subscription) อยู่แล้ว Apple เปิดให้ผู้ใช้งานสามารถผูกบัญชีของ OpenAI เพื่อนำความสามารถที่ไม่มีมาใช้เสริมได้2. Siri สั่งงานด้วยเสียงฉลาดขึ้นApple ได้ยกเครื่องความสามารถของ Siri ผู้ช่วยส่วนตัวที่สั่งงานด้วยเสียงทั้งหมด โดยผู้ใช้งานสามารถสั่งงานด้วยเสียงในรูปแบบภาษาที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น และซับซ้อนมากขึ้นได้ รองรับการค้นหาข้อมูลภายในโทรศัพท์ เช่น การอ่านป้ายทะเบียน ค้นหารูปภาพจากข้อความที่บรรยาย รวมถึงสรุปขั้นตอนการทำงานฟีเชอร์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ไม่ทราบให้เป็นหน้าต่างแสดงผล ตลอดจนทำงานตามที่สั่งการได้3. Photos ลบพื้นหลังที่ไม่ต้องการ (คน/สิ่งของ) ได้ความสามารถดังกล่าวเรียกว่า Clean Up โดยผู้ใช้งานสามารถเลือกส่วนที่ไม่ต้องการบนรูปภาพเพื่อลบ และสร้างภาพพื้นหลังใหม่ไ้ด4. Image Playground สร้างภาพจากแบบร่างผู้ใช้งานสามารถร่างภาพบนแอป Notes ด้วยฟีเชอร์ที่เรียกว่า Image Wand ซึ่งเป็นการรองรับการอ่านลายมือเพื่อร่างภาพ จากนั้นระบบจะแปลงร่างแบบภาพเป็นภาพใหม่ในลักษณะแบบการ์ตูน เพื่อการแสดงผลที่สวยงามขึ้นได้5. Messages สรุปส่วนสำคัญจากข้อความที่ได้รับได้Apple Intelligence จะใช้ทักษะการสรุปกับการสรุปข้อความ SMS ต่าง ๆ ที่ได้รับในประเด็นสำคัญ คัดกรองข้อมูลที่ไม่พึงประสงค์ (Spam) และร่างแบบตอบกลับให้ผู้ใช้ได้6. Writing Tools จะมาเป็นผู้ช่วยเขียนข้อความ อีเมล เอกสารต่าง ๆผู้ใช้งานสามารถใช้ความสามารถ Writing Tools ผ่านแอปพลิเคชันของ Apple เอง เช่น Mail, Messages, Keynote หรือ Pages ในการเขียนข้อความตั้งแต่ร่างเอกสารทั่วไป หนังสือแนะนำตัว (Cover Letter) ไปจนถึงเอกสารนำเสนอโครงการต่าง ๆ ได้7. Genmoji สร้าง emoji ได้เองความสามารถใหม่ของ Apple ที่ต้องการเสริมความคิดสร้างสรรค์ระหว่างสนทนา โดยผู้ใช้สามารถสร้างอิโมจิ (emoji) ใหม่ ๆ ที่ต้องการเป็นของตัวเองได้ เพียงแค่พิมพ์บรรยายลักษณะ emoji ที่ต้องการ8. บันทึกเสียงการโทรโดยเมื่อปลายสายอีกฝ่ายอนุญาตให้มีการบันทึกเสียงแล้ว ผู้ใช้สามารถบันทึกเสียง และนำบันทึกที่ได้สรุปการคุยโดยแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Notes ได้9. ค้นหาวิดีโอที่ต้องการด้วยการพิมพ์บรรยายได้แล้วจากความสามารถของ Apple Intelligence ที่เข้าถึงไฟล์ส่วนตัวได้ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถค้นหาวิดีโอที่ต้องการโดยการบรรยายลักษณะเหตุการณ์ในวิดีโอได้Apple Intelligence ระบบ AI ที่เคารพ Privacy ผู้ใช้งานการเปิดตัว Apple Intelligence ได้เน้นย้ำถึงเรื่องความเป็นส่วนตัว (Privacy) จากกระแสการพัฒนา AI ที่ดึงข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้กับโมเดล AI จนเข้าข่ายละเมิดความเป็นส่วนตัว โดย Apple ระบุว่า Apple Intelligence มีความสามารถในการประมวลผลผ่านชิปบนอุปกรณ์ของ Apple เอง เพื่อหลีกเลี่ยงการประมวลผลผ่านระบบคลาวด์ โดยชิปที่รองรับคือ Apple Bionic A17 Pro และชิป Apple Silicon ตระกูล M ทั้ง M1 - M4อย่างไรก็ตาม คำสั่งที่ไม่สามารถประมวลผ่านชิปบนอุปกรณ์ได้ ก็สามารถใช้งาน Private Cloud Compute หรือระบบคลาวด์ประมวลผลส่วนตัวได้ โดย Private Cloud Compute จะเป็นระบบคลาวด์ที่ถูกแยกส่วนพื้นที่ประมวลผลและเข้ารหัส (Cryptography) เอาไว้ โดยรหัสที่ว่านี้จะมีเพียงอุปกรณ์ Apple ของผู้ใช้งานเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงได้ ต่างจากระบบคลาวด์สำหรับ AI โมเดลอื่น ๆ ที่ใช้ระบบคลาวด์ร่วมกันเพื่อเก็บข้อมูลเป็นส่วนเดียวกันApple Intelligence ใช้งานได้เมื่อไหร่Apple ระบุว่า สำหรับสมาชิกโปรแกรมนักพัฒนา Apple สามารถใช้งาน macOS Sequoia รุ่นเบต้าสำหรับนักพัฒนาได้ที่ developer.apple.com ตั้งแต่ 11 มิถุนายนเป็นต้นไปสำหรับบุคคลทั่วไป สามารถใช้งานรุ่นเบต้าผ่าน Apple Beta Software Program ได้ในเดือนหน้าที่ beta.apple.com บน iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max และ iPad และ Mac ที่มีชิป M1 และใหม่กว่าส่วนรุ่นที่พร้อมใช้งานจริง จะเริ่มใช้งานได้ภายในปีนี้ ในรูปแบบของการอัปเดตซอฟต์แวร์ฟรีต่อไปอุปกรณ์ที่รองรับ Apple IntelligenceApple Intelligence จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการบนอุปกรณ์ของ Apple ได้แก่ iOS 18 สำหรับ iPhone, iPadOS 18 สำหรับ iPad และ macOS Sequoia (ซีควอยอา) สำหรับ MacBook ที่ใช้ชิป A17 Pro, Apple Silicon ซึ่งมีรายชื่ออุปกรณ์ที่ตรงตามเงื่อนไข ดังนี้iPhone1. iPhone 15 Pro2. iPhone 15 Pro MaxiPad1. iPad Air M1 (2018)2. iPad Air M2 (2024)3. iPad Pro M1 (2018)4. iPad Pro M2 (2022)5. iPad Pro M4 (2024)Mac1. MacBook Air M1 (2020)2. MacBook Air M2 (2022)3. MacBook Pro M1 13 (2020)4. MacBook Pro M1 Pro 14/16 (2021)5. MacBook Pro M2 13 (2022)6. MacBook Pro M2 Pro 14/16 (2023)7. MacBook Pro M2 Max 14/16 (2023)8. MacBook Pro M2 Ultra 14/16 (2023)9. MacBook Pro M3 14/16 (2023)10. MacBook Pro M3 Pro 14/16 (2023)11. MacBook Pro M3 Max 14/16 (2023)12. Mac mini M1 (2020)13. Mac mini M2 Pro (2023)14. Mac Studio M1 Max (2021)15. Mac Studio M1 Ultra (2022)16. Mac Studio M2 Max (2023)17. Mac Studio M2 Ultra (2023)18. Mac Pro M2 Ultra (2023)ข้อมูลและภาพจากApple Newsroom

สรุปไฮไลต์ Apple "WWDC 2024" พร้อมเปิดตัว “Apple Intelligence”
อ่าน

สรุปไฮไลต์ Apple "WWDC 2024" พร้อมเปิดตัว “Apple Intelligence”

ยังคงทำให้แฟน ๆ ตื่นเต้นได้เหมือนเคยสำหรับงาน WWDC 2024 หรืองานประชุมประจำปีที่จัดขึ้นโดย Apple และนี่คือสรุปรวมไฮไลต์เด็ดของการเปิดตัวระบบปฏิบัติการใหม่ ที่คุณห้ามพลาดในปีนี้ !!ภาพจาก AppleเปิดตัวApple Intelligenceเริ่มจากไฮไลต์ที่เรียกเสียงฮือฮาสุด ๆ ของงาน คือการเปิดตัวApple Intelligence หรือ AI ที่พัฒนาโดย Apple ที่โดยรวมแล้วจะเป็นเหมือนผู้ช่วยอัปเดตให้การทำงานของแอปพลิเคชันและฟีเชอร์ต่าง ๆ ฉลาดมากยิ่งขึ้น เช่น เรียนรู้สไตล์ของผู้ใช้แต่ละคน ทำให้ Siri ทำตามคำสั่งซับซ้อนได้ดีกว่าเดิม เอามาใช้ช่วยปรับภาษาการเขียนข้อความบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ มีฟีเชอร์ช่วยสร้างภาพประกอบ หรือ อีโมจิ จากข้อความคำสั่งแบบทันที และช่วยเราค้นหาข้อมูลได้ไวและฉลาดขึ้น โดยจะพร้อมใช้งานในรุ่นเบต้าบนอุปกรณ์ iPhone 15 Pro, iPhone 15 Pro Max รวมถึง iPad และ Mac ที่ใช้ชิป M1 หรือใหม่กว่า รวมถึงบนระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุดที่เปิดตัวในงานนี้ โดยเริ่มให้บริการจากภาษาอังกฤษแบบสหรัฐอเมริกาภาพจาก AppleVisionOS 2ส่วนการอัปเดตระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เริ่มจาก VisionOS 2สำหรับใช้งานกับอุปกรณ์แว่นตาเสมือนจริง Apple Vision Pro มีฟีเชอร์น่าสนใจ เช่น การแปลงรูปภาพให้เป็น 3D การใช้คำสั่งมือที่เข้าใจง่ายขึ้น การปรับจอภาพในโลกเสมือนได้ใหญ่ขึ้น โหมดเดินทางใหม่ และตบท้ายด้วยการประกาศวางจำหน่ายในหลายประเทศเพิ่มเติม โดยลูกค้าในจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ สามารถสั่งซื้อ Apple Vision Pro ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน ส่วนลูกค้าในออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร จะสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายนภาพจาก AppleiOS 18ถัดมาเป็นการอัปเดต iOS18 หรือระบบปฏิบัติการสำหรับ iPhone ที่มาพร้อมฟีเชอร์น่าสนใจ เช่น การจัดเรียงหน้าจอแบบใหม่ ปรับโหมดมืดได้ จัดรูปแบบไอคอนในหน้า Control Center สั่งล็อกรหัสก่อนเข้าแอปพลิเคชัน หรือซ่อนแอปพลิเคชัน แอปพลิเคชันข้อความ iMessage ที่มีลูกเล่นใหม่ ๆ เช่น เปลี่ยนรูปแบบอักษร ตั้งค่าเวลาส่งข้อความ และแอปพลิเคชันรูปภาพ ที่ปรับรูปแบบการแสดงผลครั้งใหญ่ เลือกดูและจัดหมวดหมู่รูปภาพได้ง่ายขึ้นAudio Homeต่อกันที่ฝั่ง Audio Home เสียงและความบันเทิง มีรายการอัปเดตที่น่าสนใจ เช่น เพิ่มการควบคุมด้วยการพยักหน้าหรือส่ายหน้า สำหรับการทำงานร่วมกับ Siri ใน AirPod และฟีเชอร์การแสดงผลของ Apple tv+ ที่ให้ข้อมูลชื่อนักแสดง เพลงประกอบ ขณะดูภาพยนตร์ที่ชอบได้ทันที เป็นต้นภาพจาก AppleWatchOS 11ถัดมาคือ WatchOS 11 ของอุปกรณ์นาฬิกาอัจฉริยะ Apple Watch มาพร้อมความสามารถใหม่ ๆ ของแอปพลิเคชันสายสุขภาพ และการปรับแต่งการใช้งาน เช่น การเพิ่มหน้าวิดเจ็ตที่จำเป็นบนหน้าจอได้อัจฉริยะขึ้น และความสามารถในการปรับแต่งหน้าจอได้หลากหลายขึ้นภาพจาก AppleiPadOS 18 ไปต่อที่ ส่วน iPadOS 18 มีอัปเดตการปรับแต่งหน้าจอได้เหมือนบน iPhone การอัปเดตแอปพลิเคชันการทำงานร่วมกันอย่าง SharePlay ที่ควบคุมการทำงานหน้าจอ iPad ของเพื่อนได้ และในที่สุดหลังจากรอคอยกันมานาน 14 ปี Apple ก็ใส่แอปพลิเคชันเครื่องคิดเลขใน iPad ให้แล้ว !แถมมาทั้งที ยังมีฟีเชอร์แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ใน Mathnote ที่แค่เขียนโจทย์ที่ต้องการในแอปพลิเคชัน note พร้อมเขียนเครื่องหมายเท่ากับ = เท่านี้ระบบก็จะคิดเลขให้ทันที หรือเลือกให้สร้างกราฟจากโจทย์ที่ต้องการได้ด้วย !ภาพจาก AppleMacOS Sequoiaความตื่นเต้นยังไม่หมดเท่านี้ ปิดท้ายด้วยการเปิดตัว MacOS Sequoiaที่มีฟีเชอร์น่าสนใจ เช่นเชื่อมต่อหน้าจอ iPhone พร้อมควบคุมผ่าน Mac ได้ ฟีเชอร์การปรับขนาดหน้าต่างใช้งานให้เข้ากับขอบหน้าจออัตโนมัติ รวมถึงการยกระดับเว็บบราวเซอร์ Safari และโหมดเกม ที่ฉลาดยิ่งขึ้นและทั้งหมดนี้ ก็คือสรุปรวมไฮไลต์เด็ดในงาน WWDC ประจำปี 2024 ที่จัดขึ้นไปเมื่อเช้ามืดของวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมาข้อมูลจาก Apple live event

อินเทล (Intel) จัดงาน Intel AI Summit ชี้ AI ในไทยเติบโตพันล้าน แต่ขาดทักษะและกฎหมายไม่ชัดเจน
อ่าน

อินเทล (Intel) จัดงาน Intel AI Summit ชี้ AI ในไทยเติบโตพันล้าน แต่ขาดทักษะและกฎหมายไม่ชัดเจน

อินเทล (Intel) หนึ่งผู้นำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) จัดงาน Intel AI Summit งานสัมมนาด้าน AI ครั้งแรกของอินเทลในประเทศไทย พร้อมผู้เชี่ยวชาญจากอุตสาหกรรมต่าง ๆ มาร่วมแบ่งปันมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของอุตสาหกรรรม AI ในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรม AI ในปัจจุบันและศักยภาพการเติบโตในอนาคต เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมการเติบโตของ AI ในประเทศไทยข้อมูลจาก IDC ผู้ให้บริการด้านการวิจัยและให้คำปรึกษาด้านไอที ที่เป็นหนึ่งในวิทยากรงาน Intel AI Summit คาดการณ์ว่า ตลาดซอฟต์แวร์แพลตฟอร์ม AI ของประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตต่อปี (CAGR) อยู่ที่ร้อยละ 43.1 ในปี 2023 - 2027 โดยในปี 2027 คาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 141.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากความเติบโตในแง่การการปรับกลยุทธ์ AI ให้สอดคล้องกับเป้าหมายธุรกิจขององค์กร และบริการใหม่ ๆ ในประเทศโดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดของ AI ในไทยเติบโตมีหลากหลายปัจจัย อาทิ การนำยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการ AI แห่งชาติ (พ.ศ. 2565-2570) มาใช้ การฝึกอบรมด้าน AI แก่บุคลากรกว่า 80,000 คน และการจัดสรรงบประมาณ 1,290 ล้านบาท เพื่อการวิจัยและพัฒนา AI รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทย ทั้งการเปิดตัวระบบเครือข่าย 5G และระบบบรอดแบนด์ความเร็วสูงแต่ในขณะเดียวกัน ข้อจำกัดที่อาจท้าทายการพัฒนานั้นเป็นเรื่องของกฎหมายและหน่วยงานที่เข้ามาทำหน้าที่ในการกำกับการพัฒนา AI นั้นยังไม่ชัดเจน รวมถึงการขาดทักษะแรงงานในการเข้ามาพัฒนา และยังมีเรื่องของคุณภาพข้อมูลที่จำนำมาพัฒนา AI ในแง่การการเทรน (Training) หรือการฝึกสอน ตลอดจนความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) ที่ยังน่ากังวลAI สำหรับทุก ๆ ที่ เพื่อทุก ๆ คนIntel AI Summit เน้นย้ำถึงการแทรกซึมของ AI ในทุก ๆ ที่ ในโลกที่ทุกประเทศและทุกอุตสาหกรรมต่างแข่งขันกันเพื่อมุ่งสู่การใช้ AI Intel จึงประกาศตัวเป็นบริษัทที่มีแพลตฟอร์มฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เต็มรูปแบบ ในการนำเสนอโซลูชันสำหรับองค์กรต่าง ๆ ในรูปแบบเปิดและแบบโมดูลาร์ เพื่อปรับปรุงต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) ที่คุ้มค่าทั้งนี้ Intel กำลังสร้างแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่จะผสานรวม AI เข้ากับความปลอดภัยสำหรับนำเสนอลูกค้า เพื่อให้ข้อมูลและโมเดล AI ทั่วทั้งศูนย์ข้อมูล คลาวด์ พีซี และ Edge มีความปลอดภัยสูงสุด เข้าถึงได้ โดยการมีส่วนร่วมกับระบบนิเวศของนักพัฒนา (Developers) เพื่อขับเคลื่อนปัญญาประดิษฐ์ที่มีจริยธรรม มีความรับผิดชอบ และเข้าถึงได้อย่างแท้จริงเจน เบล รองประธาน ฝ่ายการขายและการตลาด ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และนิวซีแลนด์ กล่าวว่า AI คาดว่าจะมีมูลค่าถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2030 Intel ได้นำเสนอ AI สำหรับธุรกิจในทุกภาคส่วนและสำหรับผู้ใช้ในหลากหลายอุตสาหกรรม และด้วยจุดยืนของอินเทล เราจึงสามารถดึงศักยภาพของ AI ออกมาได้อย่างเต็มรูปแบบการสร้างอนาคตที่ขับเคลื่อนด้วย AIงานสัมมนาได้ดำเนินไปตลอดวันเต็ม มีการนำเสนอและสาธิตจากผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์อิสระ (ISVs) และพันธมิตรกว่า 26 ราย รวมไปถึง True IDC ผู้ใหบริการ Data Center และเทคโนโลยีชั้นนำของไทย ซึ่งทั้งหมดใช้เทคโนโลยี AI ของ Intel ทั้งในส่วนซอฟต์แวร์ หรือรวมไปถึงฮาร์ดแวร์อย่างหน่วยประมวลผล ทั้งหมดนี้ทำให้ Intel มีบริการที่หลากหลายในด้าน AI ครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรม ซึ่ง Intel เรียกว่าพอร์ตโฟลิโอ AI ของ Intelในงานยังได้นำเสนอโปรเซสเซอร์ที่เกี่ยวกับการประมวลผล AI ได้แก่ Intel Core Ultra มีความสามารถในการเร่งการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ เข้ากับหน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit: CPU) หน่วยประมวลผลกราฟิก (Graphics Processing Unit: GPU) และหน่วยประมวลผลข่ายประสาท (Neural Processing Unit: NPU) โมบายล์โปรเซสเซอร์ Intel Core Ultra จึงเป็นโปรเซสเซอร์ที่รองรับความสามารถในการประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์และช่วยประหยัดพลังงานมากที่สุดของอินเทลส่วนตัวเร่งความเร็ว AI Intel Gaudi 3 มีความสามารถในการคำนวณ AI มากถึง 4 เท่า สำหรับข้อมูลประเภท BF16 พร้อมแบนด์วิธ (Bandwidth) หน่วยความจำเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า และมีความกว้างของเครือข่ายเพิ่มขึ้น 2 เท่า ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญสำหรับเทคโนโลยีการฝึกปัญญาประดิษฐ์ และได้รับการพิสูจน์สมรรถนะและผ่านมาตรฐาน MLPerf สำหรับปัญญาประดิษฐ์ที่ใช้ระบบการวิเคราะห์โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Model: LLM) ตลอดจนใช้งานกับการประมวลผลโมเดลแบบผสมผสาน (Multimodal Model) ด้วยเช่นกันข้อมูลจาก Intel

จีนสั่งแบนโปรเซสเซอร์ Intel และ AMD ในคอมพิวเตอร์ของรัฐบาล
อ่าน

จีนสั่งแบนโปรเซสเซอร์ Intel และ AMD ในคอมพิวเตอร์ของรัฐบาล

เว็บไซต์เดอะไฟแนนเชียลไทมส์ (The Financial Times) รายงานรัฐบาลจีนสั่งแบนโปรเซสเซอร์หรือหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ที่ผลิตจากบริษัทเอกชนในสหรัฐอเมริกา เช่น เอเอ็มดี (AMD) และอินเทล (Intel) ในคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ พร้อมคำแนะนำในการใช้โปรเซสเซอร์ที่ปลอดภัย รวมไปถึงการใช้งานระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ (Microsoft Windows) และผลิตภัณฑ์ฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องในรายละเอียดคำแนะนำของรัฐบาลจีน ประกอบด้วยแนวทางการใช้งานโปรเซสเซอร์จากผู้ผลิตรายอื่น ๆ ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ 18 บริษัท โดยในจำนวนนั้นมีโปรเซสเซอร์ที่ผลิตจากบริษัท Huawei และ Phytium ซึ่งถูกรัฐบาลสหรัฐอเมริกาสั่งห้ามใช้งานในหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐอเมริกานับเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ หลังจากกฎระเบียบดังกล่าวถูกพูดถึงเมื่อเดือนธันวาคมปี 2023 ที่ผ่าน และถูกบังคับใช้อย่างเงียบ ๆ ตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกโปรเซสเซอร์ของบริษัท เอเอ็มดี (AMD) และอินเทล (Intel) ที่มีตลาดประเทศจีนที่เป็นลูกค้าสำคัญสำหรับบริษัท เอเอ็มดี (AMD) ปัจจุบันมีมูลค่าการส่งไปประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วน 15% ของการส่งออกทั้งหมดมีมูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 83,400 ล้านบาท และบริษัท อินเทล (Intel) มูลค่าการส่งไปประเทศจีนคิดเป็นสัดส่วน 27% มูลค่า 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 195,900 ล้านบาทสำหรับสาเหตุที่ประเทศจีนและสหรัฐอเมริกา สั่งห้ามการใช้งานโปรเซสเซอร์ระหว่างกันมาจากการแข่งขันทางด้านการค้าระหว่าง 2 ประเทศ ประกอบกับข้อกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการจารกรรมข้อมูล โดยก่อนหน้านี้ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ ได้ประกาศจับมือพัฒนาโปรเซสเซอร์ที่ทันสมัยรุ่นใหม่ ส่วนทางด้านบริษัทในประเทศจีน เช่น ไป่ตู้ (Baidu), หัวเว่ย (Huawei), เสียวหมี่ (Xiaomi) และออปโป้ (Oppo) ก็ได้เริ่มพัฒนาโปรเซสเซอร์หน่วยประมวลของคอมพิวเตอร์ของตัวเองเพื่อลดการพี่งพาโปรเซสเซอร์ หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์อื่น ๆ จากสหรัฐอเมริกาที่มาของข้อมูลengadget.com

Acer เปิดตัว Swift Go Series โน้ตบุ๊ก AI ใช้ชิป Intel Core Ultra กับราคาเริ่มต้น 29,990 บาท
อ่าน

Acer เปิดตัว Swift Go Series โน้ตบุ๊ก AI ใช้ชิป Intel Core Ultra กับราคาเริ่มต้น 29,990 บาท

เปิดตัวเป็นกันไปแล้ว กับโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ “Acer Swift Go Series” ที่ในครั้งนี้ชูจุดเด่นด้านฟีเจอร์ AI ที่ได้ไปร่วมพัฒนากับทาง Intel และ Microsoft เพื่อให้การใช้งานสะดวกขึ้นไปอีกขั้น ต้อนรับยุค AI PC ที่กำลังจะมาถึง โดย Acer Swift Go Series ในปีนี้ จะมีอยู่ 2 โมเดลคือ Swift Go 14 (จอ 14 นิ้ว) และ Swift Go 16 (จอ 16 นิ้ว) โดยทั้งสองรุ่นจะมากับจุดเด่นพิเศษ Corning Gorilla Glass Multi-Control แผงควบคุมการเล่นเพลงและวิดีโอ ที่ซ่อนอยู่ในทัชแพด ซึ่งสามารถควบคุมการปรับระดับเสียง คลิกย่อ-ขยายหน้าจอ ถอยหลัง, เดินหน้า หรือหยุดวิดีโอหรือเพลงที่กำลังเล่นหรือเปิดใช้งานได้ โดยไม่ต้องพึ่งปุ่ม Function F1-12 Acer Swift Go 14 ใช้หน้าจอทัชสกรีนขนาด 14 นิ้ว โดยเลือกได้ 2 แบบคือ จอธรรมดา IPS 2.2K 60Hz (SFG14-72) และจอ OLED 2.8K 90Hz ที่จะคมชัด แสดงสีสันและความสว่างได้ดีกว่าจอธรรมดา (100% DCI-P3, 500 nits) ส่วน Acer Swift Go 16 จะเป็นจอทัชสกรีน OLED 3.2K 120Hz ขนาด 16 นิ้ว ขอบเขตการแสดงสี DCI-P3 100% ความสว่างสูงสุด 500 nits นอกจากนี้บานพับของทั้งสองรุ่นก็ยังสามารถกางราบไปกับพื้นแบบ 180 องศาได้ ส่วนบอดี้เครื่องจะทำจากอะลูมิเนียมทำให้น้ำหนักอยู่ที่ 1.3 กก. (Swift Go 14) และ 1.6 กก. (Swift Go 16) โดยทั้งสองรุ่นจะใช้โปรเซสเซอร์เหมือนกันคือ Intel Core Ultra 5-125H และ Intel Core Ultra 7-155H ที่มีแกนประมวลผล NPU ที่รองรับ Intel AI Boost และยังมีชิปกราฟิก Intel Arc ในตัวทำให้ใช้งานหนัก ๆ หรือเล่นเกมบางเกมได้โดยไม่จำเป็นต้องมีการ์ดจอแยก สำหรับแรมมีสูงสุดที่ 32GB และหน่วยความจำภายในสูงสุด 1TB ด้านสเปกอื่น ๆ ก็จะรองรับการเชื่อมต่อไร้สาย Bluetooth LE Audio และ WiFi7 รวมถึงมีพอร์ตเชื่อมต่อ USB-C, Thunderbolt 4, USB Type-A HDMI 2.1 และ ช่องอ่าน microSD และจุดเด่นที่ทาง Acer ชูมาเลยคือ สองรุ่นคือความสามารถด้าน AI ที่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ประกอบด้วย AcerSense : ช่วยควบคุมและรักษาระบบของโน้ตบุ๊ก เช่น เปลี่ยนโหมดการใช้งานตรวจสอบประสิทธิภาพและสถานะแบตเตอรี่, ตรวจสอบสถานะปัจจุบันของระบบ, ปรับปรุงการใช้งานแบตเตอรี่และพื้นที่หน่วยความจำ Acer PurifiedVoice 2.0 : เทคโนโลยี beamforming และ AI noise reduction ช่วยตัดเสียงรบกวนรอบข้างทั้งของผู้ใช้และคู่สนทนาเพื่อการสนทนาที่ชัดเจน Acer PurifiedView : Intel AI Boost ช่วยจัดการแอปพลิเคชันด้วย AI ช่วยปรับการใช้พลังงานโดยไม่ลดประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิและจัดการภาพวิดีโอทั้งพื้นหลังกันเบลอ การจัดเฟรมอัตโนมัติ สำหรับการประชุมออนไลน์ สตรีมสด Acer LiveArt : ช่วยลบพื้นหลังของภาพ สามารถแก้ไขและวางไว้ได้ทุกที่ โดยเมื่อถ่ายภาพด้วย Windows Photo Viewer หน้าต่างป็อปอัปของ Acer LiveArt จะแสดงบนหน้าจอโดยอัตโนมัติ โดย Acer Swift Go 14 จะมีสเปกแยกให้เลือกหลายแบบตามข้อมูลด้านล่าง Acer Swift Go 14 (SFG14-72) ราคา 29,990 บาท จอธรรมดา IPS 2.2K 14 นิ้ว ชิป Intel Core Ultra 5-125H หน่วยความจำ SSD PCIe Gen4 1TB รับประกัน 2 ปี ฟรีค่าแรงและอะไหล่ Acer Swift Go 14 (SFG14-73) จอ OLED 2.8K 14 นิ้ว ราคา 31,990 บาท Intel Core Ultra 5-125H SSD PCIe Gen4 512 GB ราคา 31,990 บาท รับประกัน 2 ปี ฟรีค่าแรงและอะไหล่ ราคา 35,990 บาท Intel Core Ultra 7-155H SSD PCIe Gen4 512 GB รับประกัน 3 ปี ฟรีค่าแรงและอะไหล่ + บริการรับเครื่องซ่อมถึงที่ฟรี 1 ปี ส่วน Acer Swift Go 16 (SFG16-72) จอ OLED 3.2 K 120Hz ขนาด 16 นิ้ว จะมีให้เลือกสองแบบคือ Intel Core Ultra 5-125H และ Intel Core Ultra 7-155H ทั้งนี้ราคายังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่คาดว่าจะเริ่มวางจำหน่ายช่วงปลายเดือนมีนาคม 2567 เป็นต้นไป สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Acer Thailand

Intel บอกเอง เทคโนโลยีการผลิตชิปของจีน ยังตามหลังอีกเป็น 10 ปี
อ่าน

Intel บอกเอง เทคโนโลยีการผลิตชิปของจีน ยังตามหลังอีกเป็น 10 ปี

CEO ของ Intel แพต เกลสลิงเกอร์ (Pat Gelsinger) เชื่อว่าการที่สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรทางเทคโนโลยี โดยได้ความร่วมมือจากญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์นั้น จะทำให้จีนไม่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชิปที่ดีกว่า 7nm ได้ เกลสลิงเกอร์บอกชัดเจนว่าแม้จีนจะพยายามพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงออกแบบเครื่องมือการผลิตชิปขั้นสูงในประเทศ แต่เมื่อเทียบระดับโลกแล้วก็ยังห่างไกลราว 10 ปีเลยทีเดียว “นโยบายการส่งออกไปยังประเทศจีนที่เพิ่งถูกนำมาใช้เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งนโยบายของสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ จะจำกัดเทคโนโลยีการผลิตชิปของจีนไว้ที่ระดับ 7 ถึง 10nm เท่านั้น ในขณะที่ทั่วโลกกำลังแข่งขันกันที่ระดับ 1.5 ถึง 2nm กันแล้วด้วยซ้ำ” – เกลสลิงเกอร์กล่าว เทคโนโลยีการผลิตชิประดับ 7nm ของ SMIC จากประเทศจีนนั้น ล้าหลังกว่าการผลิตชิประดับเดียวกันของ TSMC และ Samsung ราว 5 ปีครึ่ง นอกจาก SMIC แล้ว สื่อรายงานว่าบริษัท Shanghai Huali Microelectronics Corp. (HLMC) ได้เริ่มทดลองการผลิตชิประดับ 14nm ในปี 2020 ซึ่งด้านเทคโนโลยีนั้นช้ากว่า TSMC ถึง 10 ปี ทั้ง SMIC และ HLMC ใช้เครื่องมือที่ผลิตในเนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา หากถูกจำกัดการเข้าถึงเครื่องมือการผลิตเนื่องจากนโยบายส่งออกแล้วก็จะทำให้จีนต้องหาทางพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ เอง รวมถึงวิธีการในการกรองก๊าซ สารต้านทาน และสารเคมีอื่น ๆ ด้วย ที่มา Tomshardware พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เปิดตัว MSI Claw A1M เครื่องเล่นเกมพกพา ชิป Intel Core Ultra แบตอึดอยู่ได้ 2 ชั่วโมง (ถ้าเปิดสุด)
อ่าน

เปิดตัว MSI Claw A1M เครื่องเล่นเกมพกพา ชิป Intel Core Ultra แบตอึดอยู่ได้ 2 ชั่วโมง (ถ้าเปิดสุด)

หลังจากที่แบรนด์ผู้ผลิตโน้ตบุ๊กอย่าง ASUS ROG, Lenovo Legion กระโดดสู่สมรภูมิเครื่องเล่นเกมพกพา แบรนด์ MSI ก็ตัดสินใจตามมาติด ๆ กับการเปิดตัว MSI Claw A1M ในงาน CES 2024 ปกติเครื่องเล่นเกมที่เคยเปิดตัวมาอย่าง Steam Deck, ROG Ally, Lenovo Legion Go จะใช้ชิปประมวลผลตระกูลจาก AMD ที่ออกแบบมาเพื่ออุปกรณ์เล่นเกมโดยเฉพาะ แต่ครั้งนี้ MSI มาฉีกเพราะไปหยิบเอาชิปของ Intel ที่ใช้กับโน้ตบุ๊ก และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อสิ้นปีที่ผ่านมา อย่าง Intel Core Ultra 7 155H ที่มีชิปกราฟิก Intel ARC ในตัว มาใช้เป็นหัวใจหลักในการประมวลผล Intel Core Ultra มีจุดเด่นเรื่องประสิทธิภาพ กับแกนประมวลผล Neural Engine ที่ทำให้ใช้ความสามารถด้าน AI ได้อย่างเช่น Intel Xexx ที่อัปสเกลภาพในเกมด้วย AI แน่นอนว่าเรื่องประสิทธิภาพชิป Intel น่าจะดีกว่า AMD แต่เรื่องการใช้พลังงาน ค่อนข้างต่างกันมากเนื่องจาก Intel Core Ultra 7 155H ถ้าทำงานแบบเต็มที่จะใช้พลังงานสูงสุดที่ 115 วัตต์ แต่ถ้าเป็น AMD Z1 Extreme จะใช้ไฟสูงสุดที่ประมาณ 57 วัตต์ ซึ่งห่างกันพอสมควร ไม่มั่นใจว่าแบตเตอรีของ MSI Claw ขนาด 53 WHr จะเพียงพอกับการใช้งานหรือไม่ แต่ทาง MSI เคลมว่าสามารถอยู่ได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ซึ่งจะเป็นอย่างที่เคลมหรือไม่ ต้องรอดูผลทดสอบกันอีกที ส่วนสเปกอื่น ๆ ที่น่าสนใจก็จะมี แรมแบบ LPDDR5 ที่มีข่าวลือว่าจะมีรุ่น 16GB และ 32GB ให้เลือก ส่วนหน้าจอก็เป็นแบบ IPS 7 นิ้ว ความละเอียด FHD 120Hz ที่แสดงค่าสีได้ 100% sRGB นอกจากนี้ยังมีระบบระบายความร้อน Cooler Boost HyperFlow คู่กับพัดลม 2 ตัว และมีพอร์ต Thunderbolt 4 ให้เชื่อมต่อ ส่วนน้ำหนักตัวของ MSI Claw A1M อยู่ที่ 675 กรัม ซึ่งหนักกว่า Steam Deck (640 กรัม) และ ROG Ally (608 กรัม)​ แต่จะเบากว่า Lenovo Legion Go (854 กรัม)​ ทั้งนี้ราคาและวันวางจำหน่ายของ MSI Claw A1M ยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการ แต่มีการคาดเดาว่าน่าจะอยู่ในระดับเดียวกับเครื่องเล่นเกมอื่น ๆ คือ 699 เหรียญสหรัฐ​ หรือประมาณ 25,000 บาท

วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ : The Evolution of Artificial Intelligence
อ่าน

วิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์ : The Evolution of Artificial Intelligence

เดือนพฤศจิกายน 2021 บริษัทโอเพ่นเอไอ (OpenAI) เปิดตัวแชตจีพีที (ChatGPT) ซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทรงประสิทธิภาพมาก ๆ ตั้งแต่การเขียนสูตรอาหาร ไปจนช่วยเขียนโค้ด จนมันกลายเป็นกระแสไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และมียอดผู้ใช้ครบ 100 ล้านคนภายใน 2 เดือน จนกระทั่งตอนนี้ กระแส AI ก็ยังคงได้รับความนิยมมาก ล่าสุดคือบริษัทเทคยักษ์ใหญ่ของโลกอย่างอัลฟาเบต (Alphabet) เจ้าของกูเกิล (Google) ที่ได้เปิดตัวโมเดลภาษาชื่อเจมิไน (Gemini) ที่บริษัทอ้างว่าเก่งกว่าโมเดลจีพีที-4 (GPT-4) เสียอีกอนาคตของ AI มองดูรุ่งโรจน์มาก แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ รู้หรือไม่ว่ามันมีวิวัฒนาการเป็นอย่างไร TNN Tech จะพาย้อนเวลา พิจารณาประวัติศาสตร์ของ AI กันจุดแรกสุดอาจต้องย้อนไปตั้งแต่ 400 - 300 ปีก่อนคริศตศักราชกันเลยทีเดียว : ซึ่งนักปราชญ์ชาวกรีกชื่ออริสโตเติล ได้นำเสนอตรรกะเชิงเหตุผล สิ่งนี้วางรากฐานสำหรับการคิดเชิงตรรกะและการใช้เหตุผล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของปัญญาประดิษฐ์ศตวรรษที่ 12 : มีการรายงานว่าโรเจอร์ เบคอน (Roger Bacon) และอัลเบิร์ต เดอะ กรี (Albert the Grea) นักออกแบบและนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า หัวพูดได้ (Talking Head) ซึ่งน่าจะเป็นการทดลองการเลียนแบบคำพูดและการโต้ตอบของมนุษย์ศตวรรษที่ 15: ช่างทำนาฬิกาได้สร้างสัตว์จักรกล (mechanical animals) ขึ้นมา รวมถึงได้สร้างตำนานมนุษย์จากดินเหนียว เรียกว่า โกเลม แม้จะไม่ถือเป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลของมนุษย์ในยุคแรกที่จะสร้างสิ่งที่เหมือนกับมนุษย์ขึ้นมาจริง ๆศตวรรษที่ 16: ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 นักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อ เรอเน่ เดการ์ต (Ren Descartes) เสนอแนวคิดที่ว่าร่างกายของสัตว์เป็นเพียงเครื่องจักรที่ซับซ้อน มุมมองทางปรัชญานี้มีส่วนทำให้เกิดแนวคิดเรื่องการสร้างเครื่องจักรให้มีชีวิตศตวรรษที่ 17- นักคณิตศาสตร์ นักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศสชื่อเบลส ปาสคาล (Blaise Pascal) ได้สร้างเครื่องคำนวณดิจิทัลเครื่องแรก ซึ่งเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการคำนวณ- โธมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) นักปรัชญาการเมือวชาวอังกฤษตีพิมพ์หนังสือเรื่อง เดอะ เลวีอาธาน (The Leviathan) ในปี 1651 ซึ่งมีทฤษฎีการคิดเชิงกลและเชิงผสมผสาน นี่เป็นการวางรากฐานสำหรับการพิจารณาแง่มุมเชิงกลไกของกระบวนการคิด- เซอร์ ซามูเอล มอร์แลนด์ (Sir Samuel Morland) นักประดิษฐ์ และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ พัฒนาเครื่องคำนวณ ทำให้เทคโนโลยีการคำนวณก้าวหน้ายิ่งขึ้น- ก็อทท์ฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ (Gottfried Wilhelm Leibniz) นักคณิตศาสตร์ นักปรัชญา ชาวเยอรมัน ปรับปรุงเครื่องคำนวณของปาสคาล โดยเฉพาะการคูณและการหารศตวรรษที่ 18- โจเซฟ-มารี แจ็คการ์ด (Joseph-Marie Jacquard) เป็นนักทอผ้าและนักประดิษฐ์ชาวฝรั่งเศส ได้คิดค้นอุปกรณ์ที่สามารถตั้งโปรแกรมได้ตัวแรกที่เรียกว่าเครื่องทอผ้าแจ็คการ์ด (Jacquard) แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI แต่ถือเป็นความก้าวหน้าที่โดดเด่นมาก ในด้านระบบและการควบคุมอัตโนมัติ- แมรี่ เชลลีย์ (Mary Shelley) นักเขียนชาวอังกฤษ ตีพิมพ์ แฟรงเกนสไตน์ (Frankenstein) ในปี 1818 ซึ่งเป็นนวนิยายที่เล่าถึงชีวิตประดิษฐ์และผลที่ตามมาของการสร้างสิ่งมีชีวิตที่มีความรู้สึก1921 : บทละครของนักเขียวชาวเช็ก คาเรล ชาเปก (Karel apek) เรื่อง RUR (Rossums Universal Robots : หุ่นยนต์สากลของรอสซัม) เผยแพร่ ทำให้เกิดคำว่าโรบ็อต (Robot) หรือ หุ่นยนต์ขึ้น แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ AI แต่ก็มีส่วนทำให้แนวคิดเรื่องสิ่งมีชีวิตประดิษฐ์เป็นที่นิยม1943 : วอร์เรน แมคคัลลอช (Warren McCulloch นักประสาทสรีรวิทยาและนักไซเบอร์เนติกส์ชาวอเมริกัน) และ วอลเตอร์ พิตต์ (Walter Pitts นักตรรกวิทยาและนักประสาทวิทยา) ตีพิมพ์ แคลคูลัสเชิงตรรกะของความคิดที่มีอยู่ในระบบประสาท ซึ่งวางรากฐานสำหรับโครงข่ายประสาทเทียม ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของ AI สมัยใหม่1950- แอลัน ทัวริง (Alan Turing) นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ตีพิมพ์บทความเรื่อง เครื่องจักรคอมพิวเตอร์และความฉลาด อธิบายถึงการทดสอบที่เรียกว่า ทัวริง เทส (Turing Test) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับการวัดความฉลาดของเครื่องจักรกล- ไอแซค อาซิมอฟ (Isaac Asimov) นักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน ตีพิมพ์ กฎ 3 ข้อของวิทยาการหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นชุดแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมเรื่องพฤติกรรมของหุ่นยนต์และสิ่งมีชีวิตเทียม ซึ่งในปัจจุบันก็ยังคงมีอิทธิพลในจริยธรรมของ AI- คล็อด แชนนอน (Claude Shannon) นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน บุกเบิกการใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมและ AI โดยได้ตีพิมพ์บทความวิเคราะห์วิธีการที่คอมพิวเตอร์เล่นหมากรุกในหนังสือเรื่อง การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเล่นหมากรุก1954 : จัดตั้งโครงการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ภาคฤดูร้อนของดาร์ทเมาท์ (The Dartmouth Summer Research Project) ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นต้นกำเนิดการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของ AI1956 : ในโครงการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ภาคฤดูร้อนของดาร์ทเมาท์นี้ นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันชื่อจอห์น แม็กคาร์ธี (John McCarthy) บัญญัติคำว่า ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ขึ้นมาเป็นครั้งแรก1966 : โปรเจ็กต์เครื่องกลแปลภาษาไม่ประสบผลสำเร็จ ทำให้ถูกยกเลิก และส่งผลให้งานวิจัยด้าน AI ลดลง และในช่วงนี้ถูกเรียกว่า ฤดูหนาวของ AI1969: นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกันมาร์วิน มินสกี้ (Marvin Minsky ) และซีมัวร์ เปเปอร์ต (Seymour Papert) ตีพิมพ์หนังสือ เพอร์เซปตรอน (Perceptrons) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์แบบจำลองเพอร์เซปตรอนของเซลล์ประสาทเทียม ทำให้งานวิจัยเกี่ยวกับโครงข่ายประสาทเทียมลดลง1975 : พอล เวอร์บอส (Paul Werbos) นักคณิตศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอเมริกัน นำเสนออัลกอริธึมชื่อ แบคพรอพาเกชั่น (Backpropagation) สำหรับการฝึกอบรมโครงข่ายประสาทเทียม อัลกอริธึมนี้เป็นสิ่งสำคัญในการฝึกโครงข่ายประสาทเชิงลึก ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning Models) ที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบันทศวรรษ 1980s : ระบบผู้เชี่ยวชาญ (Expert Systems : ES) ซึ่งเป็นระบบ AI บนฐานความรู้ (knowledge-based AI systems) ได้รับความนิยม ในขณะที่การเขียนโปรแกรมลิสป์ (Lisp) ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในการวิจัย AI1981 : ญี่ปุ่นเปิดตัวโปรเจ็กต์คอมพิวเตอร์รุ่นที่ 5 เป้าหมายคือเพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่สามารถเข้าใจและใช้ภาษามนุษย์ได้1986 : เดวิด รูเมลฮาร์ต (David Rumelhart) เจฟฟรีย์ ฮินตัน (Geoffrey Hinton) และ โรนัลด์ วิลเลียมส์ (Ronald Williams) ได้ตีพิมพ์หนังสือเรื่อง Parallel Distributed Processing: Explorations in the Microstructure of Cognition ซึ่งถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการวิจัยการคำนวณทางประสาททศวรรษ 1990s : Expert Systems ไม่ตอบสนองความคาดหวัง ทำให้คำว่า AI ไม่ค่อยได้รับความนิยมช่วงปลายทศวรรษ 1990s : โครงข่ายประสาทเทียมเริ่มล้าสมัย และอัลกอริธึม Support Vector Machines (SVM) ก็ได้รับความนิยมช่วงทศวรรษ 2000s : วิทยาศาสตร์ข้อมูล (Data Science) เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของวิทยาศาสตร์ และอัลกอริธึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning Algorithms) เริ่มถูกนำไปใช้แก้ปัญหาต่าง ๆช่วงทศวรรษ 2010s : โครงข่ายประสาทเทียมระดับลึก (Deep Neural Networks) ทำให้งานต่าง ๆ ประสบความสำเร็จในหลากหลายสาขา รวมถึงการจดจำรูปภาพ การประมวลภาษาธรรมชาติ และการแปลภาษาด้วยเครื่องจักรช่วงปลายทศวรรษ 2010s และต้นทศวรรษ 2020s : โมเดลภาษาอย่าง GPT สร้างแรงกระเพื่อมในอุตสาหกรรม AIที่มาข้อมูล Alltechmagazineที่มารูปภาพ Gettyimage, Engineering.stanford

3 สิ่งที่น่าสนใจใน Intel Core Ultra
อ่าน

3 สิ่งที่น่าสนใจใน Intel Core Ultra

Intel ประกาศเปิดตัวซีพียูสำหรับอุปกรณ์พกพา (mobile processors) ในชื่อ Intel Core Ultra ไปเมื่อช่วงกลางเดือนธันวาคม 2023 ที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะนอกจากจะมีการเปลี่ยนชื่อแล้ว ยังมีการใส่เทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเพื่อช่วยทั้งเรื่องประสิทธิภาพ การใช้พลังงาน รวมถึงการเล่นเกม ครั้งแรกกับการใส่ชิป AI ในตัว Intel Core Ultra นับเป็นซีพียูรุ่นแรกของ Intel ที่มีการใส Neural Processing Unit (NPU) หรือที่หลายคนเรียกติดปากว่า ชิป AI เข้าไป เพื่อประมวลผลงานด้าน AI โดยเฉพาะ ข้อดีของการที่มีชิปในตัวก็คือความสามารถของ AI บางอย่าง จะประมวลผลบนเครื่องได้เลย ไม่ต้องส่งไปทำบน Cloud นอกจากนี้ยังมี AI acceleration ที่ช่วยให้การประมวลผลด้าน AI บน CPU (Central Processing Unit), และ GPU (Graphics Processing Unit) สูงขึ้น สถาปัตยกรรม Intel 4 และคอร์ประหยัดไฟ นับเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในรอบ 40 ปีของ Intel เมื่อ Intel Core Ultra เปลี่ยนมาใช้สถาปัตยกรรม Intel 4 ที่ใช้การผลิตแบบ 7 นาโนเมตร (nm) ร่วมกับเทคโนโลยีการผลิต Foveros แบบ 3 มิติ ที่จะทำให้มีพื้นที่การใส่ทรานซิสเตอร์ได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลถึงประสิทธิภาพการประมวลผลโดยตรง ในด้านแกนประมวลผลจะมีสูงสุด 16 คอร์ 22 เธรด ประกอบด้วย P-core จำนวน 6 คอร์ ที่ปรับปรุง IPC (Instructions Per Clock Cycle) หรือจำนวนงานที่ต้องประมวลผลในหนึ่งรอบนาฬิกาให้ทำงานได้เร็วขึ้น ส่วน E-Core จะมีจำนวน 8 คอร์เหมือนเดิม แต่จะมีการเพิ่ม Low-power Efficient-core (LP E-core) หรือคอร์ใช้พลังงานต่ำ จำนวน 2 คอร์ เพื่อรองรับการทำงานแบบมัลติเธรด และช่วยให้ประหยัดพลังงานขึ้น 11% หากเทียบกับคู่แข่ง นอกจากนี้ยังรองรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แรม LP5/x และ DDR5 ความเร็วสูง, พอร์ตเชื่อมต่อ Thunderbolt 4 หรือการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Wi-Fi 7 และ Wi-Fi 6E iGPU แรงกว่าเดิม เล่นเกมได้ดีขึ้น 2 เท่า ปกติ iGPU (Integrated graphics processing unit) หรือที่เรียกกันติดปากว่า การ์ดจอออนบอร์ด / การ์ดจอในซีพียู มักจะมีประสิทธิภาพธรรมดา ๆ แต่ใน Intel Core Ultra มาพร้อมกับ Intel โดยปัจจุบันมีเครื่องโน้ตบุ๊คกว่า 230 รุ่นจากแบรนด์ต่างๆ Arc ที่มี Xe-core สูงสุดถึง 8 คอร์ พร้อมกับมีฟีเจอร์ XeSS (Xe Super Sampling) ที่ใช้ AI ในการขยายภาพให้มีความคมชัดขึ้น ในขณะที่ยังไม่เสียรายละเอียด รวมถึงมี DX12 Ultimate ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าจากรุ่นก่อนหน้า นอกจากนี้ยังรองรับ Ray tracing, การเข้าและถอดรหัสวิดีโอแบบ AV1 สำหรับดูภาพยนตร์แบบ 4K, HDMI 2.1 และ DisplayPort 2.1 อีกด้วย

Intel เผยแล็ปท็อปรุ่นใหม่ของแบรนด์ดังจะนำ CPU Meteor Lake ที่รองรับ AI ไปใช้แล้ว
อ่าน

Intel เผยแล็ปท็อปรุ่นใหม่ของแบรนด์ดังจะนำ CPU Meteor Lake ที่รองรับ AI ไปใช้แล้ว

Intel เผยว่าผู้ผลิต PC หลายสิบรายนำชิป AI ตัวใหม่ล่าสุดของบริษัทไปใช้ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง โดย Intel เผยกับงานพบปะสื่อมวลชนที่นครนิวยอร์กว่าชิปตัวใหม่นี้จะอยู่ในแล็ปท็อปของ Dell, Microsoft, Lenovo และแบรนด์อื่น ๆ ที่ขายบนแพลตฟอร์มทั้งในสหรัฐอเมริกา จีน และออสเตรเลีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ ชิป CPU ตัวใหม่นี้คือ Meteor Lake ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่มีหน่วยประมวลแบบระบบประสาท (NPU) ที่ออกแบบไว้เพื่อรองรับการทำงานของ AI ได้ แพต เกลซิงเกอร์ (Pat Gelsinger) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Intel เชื่อว่าชิปของบริษัทจะทำให้บริการ AI มีราคาถูกลง มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และมีความเป็นส่วนตัวกว่าการใช้บริการบนฐานข้อมูลคลาวด์ เกลซิงเกอร์เชื่อว่าชิป AI ของ Intel จะเป็นดาวเด่นของ การแสดง ในปีที่จะถึงนี้ ในการทดสอบประสิทธิภาพของชิป Meteor Lake เมื่อเดือนกันยายน Intel แสดงให้เห็นว่าชิปตัวนี้จะสามารถถอดคลิปเสียงเป็นข้อความโดยไม่ต้องส่งข้อมูลไปให้ผู้บริการคลาวด์จากภายนอก และยังสามารถสร้างเพลงในรูปแบบศิลปินที่มีอยู่จริงได้ด้วย นอกจากนี้ Intel ยังเผยด้วยว่ากำลังพัฒนา Chip ตัวใหม่ที่ชื่อ Gaudi 3 ที่น่าจะท้าชนกับ NVIDIA ในคลาดศูนย์ข้อมูล AI ที่มา Reuters

Samsung เปิดตัว Galaxy Book4 ขุมพลัง Intel Core Ultra และ AI สุดฉลาด
อ่าน

Samsung เปิดตัว Galaxy Book4 ขุมพลัง Intel Core Ultra และ AI สุดฉลาด

หลังจากที่ได้ประกาศว่าสมาร์ตโฟนซีรีส์ Galaxy S24 ที่จะเปิดตัวในเดือนมกราคม 2024 นี้ จะเป็นสมาร์ตโฟนที่มี AI ฉลาดที่สุดเท่าที่เคยมีมาแล้วนั้น ล่าสุด Samsung ได้ประกาศเปิดตัวแล็ปท็อปซีรีส์ Galaxy Book4 ซึ่งมีด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่ Galaxy Book4 Ultra, Galaxy Book4 Pro และ Galaxy Book4 Pro 360 โดยเน้นใช้ศักยภาพจาก AI ด้วยเช่นกัน อีกทั้งยังมีหน้าจอดีขึ้น, ขาร์จไฟได้เร็วขึ้น และชิปประมวลผลศักยภาพสูง เริ่มกันด้วย Samsung Galaxy Book4 Ultra ซึ่งเป็นรุ่นพรีเมียมที่สุดในซีรีส์นี้ มาพร้อมหน้าจอขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด 2,880 x 1,800 พิกเซล, สัดส่วน 16:10, ปรับค่ารีเฟรชเรตจาก 48 – 120 Hz และมาตรฐานสี DCI-P3 (มาตรฐานสีของการผลิตภาพยนตร์ดิจิทัล) ที่มีขอบเขตสีกว้างถึง 120% Galaxy Book4 Ultra ได้รับการติดตตั้งชิปประมวลผล Intel Core Ultra 9 ที่มีความเร็วสูงสุด 5.0 GHz ซึ่งช่วยยกระดับการทำงานของ CPU (หน่วยประมวลผลกลาง), GPU (หน่วประมวลผลกราฟิก) และ NPU (หน่วยประมวลผลโครงข่ายประสาท) พร้อมการ์ดจอ Nvidia RTX 4070 (8 นาโนเมตร) หรือชิป Intel Core Ultra 7 ที่มีความเร็วสูงสุด 4.8 GHz ที่มาพร้อมการ์ดจอ RTX 4050 (6 นาโนเมต) Samsung Galaxy Book4 Ultra Galaxy Book4 Ultra ยังรองรับแรม LPDDR5X ที่มีรองรับความจุตั้งแต่ 16 – 64 GB, สตอเรจ (SSD) ซึ่งมีความจุตั้งแต่ 512 GB – 2 TB และได้ปรับปรุงระบบระบายอากาศ โดยมีช่องระบายอากาศกว้างขึ้น 11% และใช้แบตเตอรี่ 76 Wh และอะแดปเตอร์ 140 W ที่สามารถชาร์จไฟได้ 55% ใน 30 นาท ซึ่งเร็วกว่ารุ่นก่อนถึง 40% ตามมาด้วย Samsung Galaxy Book4 Pro ซึ่งเป็นรุ่นรองลงมา มาพร้อมกับจอขนาด 14 นิ้ว และ 16 นิ้ว ความละเอียด 2,880 x 1,800 พิกเซล ปรับค่ารีเฟรชเรตจาก 48 – 120 Hz และมาตรฐานสี DCI-P3 ที่มีขอบเขตสีกว้างถึง 120% เช่นเดียวกับ Galaxy Book4 Ultra รุ่น Pro นี้ ยังเลือกใช้ชิป Intel Core Ultra 7 หรือ Ultra 5 ที่มาพร้อมชิปกราฟิก Intel Arc, แรม 16 – 32 GB, สตอเรจ 256 GB -1 GB และแบตเตอรี่ความจุ 76 Wh ที่รองรับการชาร์จไวผ่านพอร์ต USB-C ที่ 65 W สุดท้ายคือ Samsung Galaxy Book4 Pro 360 มีเพียงหน้าจอขนาด 16 นิ้วเท่านั้น โดยมีบานพับที่สามารถพับจอได้ถึง 360 องศา, ชิปประมวลผล Intel Core Ultra 7 และ Ultra 5, แรม 16 – 32 GB. สตอเรจขนาด 512 GB – 1 TB, แบตเตอรี่ความจุ 76 Wh รองรับการชาร์จไวผ่านพอร์ต USB-C ที่ 65 W แล็ปท็อปทั้ง 3 รุ่น ยังเสปกอื่น ๆ ที่น่าสนใจ ดังนี้ ติดตั้งลำโพง AKG ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ใช้ AI ช่ยนการตัดเสียงรบกวนรอบข้างจากไมโครโฟนคู่ ฟีเจอร์ Photo Remaster ใช้ AI ช่วยในการปรับแต่งภาพ โดยสามารถลบเงาหรือความบิดเบี้ยวของภาพ แ แอป Samsung Studios ที่ช่วยซิงค์ภาพจากแล็ปท็อปไปยังอุปกรณ์ Galaxy อื่น ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รองรับมาตรฐาน Bluetooth LE Audio มอบเสียงคุณภาพสูงระดับสตูดิโอ ซึ่งทำงานร่วมกับหูฟังไร้สาย Galaxy Buds2 Pro รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6E และ Bluetooth 5.3 พอร์ต HDMI 2.1 (รองรับวิดีโอ 8K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที, 5K ที่ 120 เฟรมต่อวินาที) พอร์ต Thunderbolt 4 และ USB Type A ใช้วัสดุรีไซเคิลที่มีความหลากหลายมากขึ้นกว่ารุ่นก่อน ซึ่งรวมถึงอลูมิเนีย, กระจก และพลาสติกด้วย Samsung Galaxy Book4 ทั้ง 3 รุ่น จะได้รับการวางจำหน่ายที่ประเทศเกาหลีใต้ ในเดือนมกราคม 2024 และยังมิได้เปิดเผยราคาให้ทราบแต่อย่างใด ที่มา : GSMArena

Huawei เปิดตัว MatePad Pro 11 (2024) ชิป Kirin 9000s และ MateBook D16 (2024) ชิป Intel Core i9
อ่าน

Huawei เปิดตัว MatePad Pro 11 (2024) ชิป Kirin 9000s และ MateBook D16 (2024) ชิป Intel Core i9

Huawei ได้จัดอีเวนต์เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็น แท็บเล็ตระบบ HarmonyOS และแล็ปท็อประบบ Windows รุ่นใหม่อย่าง MatePad Pro 11 (2024) ที่ได้รับการติดตั้งชิปเซต Kirin 9000s และ MateBook D16 (2024) ที่ได้รับการติดตั้งซีพียู Intel Core i9 เจนเนอเรชั่นที่ 13 MatePad Pro 11 (2024) MatePad Pro 11 (2024) เป็นแท็บเล็ตรุ่นล่าสุดของ Huawei ที่มาพร้อมจอ OLED ขนาด 11 นิ้ว ความละเอียด 1,600 x 2,560 พิกเซล สัดส่วน 16:10 และความสว่างสูงสุด 600 Nit โดยบอดีผลิตจากวัสดุอลูมิเนียม หนา 5.9 มม. และติดตั้งลำโพง 6 ตัว MatePad Pro 11 ได้รับการติดตั้งชิปเซต Kirin 9000s ที่ได้รับการพัฒนาโดย Huawei ซึ่งได้รับการจัดเรียงซีพียูแบบ 1+3+4 โดยแกนซีพียูประสิทธิภาพสูงสุด มีความเร็ว 2.49 GHz เสริมด้วยซีพียูความเร็ว 2.15 GHz จำนวน 3 แกน และซีพียูประหยัดพลังงานความเร็ว 1.53 GHz จำนวน 4 แกน จากการทดสอบบน Geekbench ล่าสุดระบุว่า ชิปเซต Kirin 9000s มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับชิปเซตระดับกลางอย่าง Qualcomm Snapdragon 865 โดยงอรับแรม 12 GB และสตอเรจ 256/512 GB อีกทั้งยังเป็นแท็บเล็ต MatePad รุ่นแรก ที่รองรับการส่งข้อความแบบ 2 ทาง ผ่านระบบดาวเทียม Beidou ด้านหลังตัวเครื่องได้รับการติดตั้งกล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล เสริมด้วยกล้อง Ultrawide ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้าความละเอียด 16 ล้านพิกเซล พร้อมใช้งานซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการ HarmonyOS 4, แบตเตอรี่ 8,300 mAh รองรับการชาร์จไฟ 66 W, เชื่อมต่อ Bluetooth 5.2 และรองรับปากกา M-Pencil ของ Huawei MatePad Pro 11 (2024) มีราคาเริ่มต้นที่ 4,199 หยวน (ประมาณ 20,600 บาท) สำหรับความจุ 12/256 GB ไปจนถึง 4,699 หยวน (ประมาณ 23,100 บาท) สำหรับความจุ 12/512 GB MateBook D16 (2024) MateBook Pro D16 (2024) มาพร้อมจอ LCD แบบ IPS ขนาด 16 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1200 พิกเซล สัดส่วน 16:10 และความสว่างสูงสุด 300 Nit โดยติดตั้งกล้อง Webcam ความละเอียด 1080p ที่ขอบด้านบนหน้าจอ และติดตั้งเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power, แป้มพิมพ์เต็มรูปแบบพร้อม Numpad, Touchpad แบบ 5 จุด, ลำโพงคู่ และไมโครโฟน 2 ตัว MateBook Pro D16 ได้รับการติดตั้งชิปประมวลผล Intel Core i5 เจนเนอเรชั่นที่ 13 และชิปกราฟิก Intel UHD ในขณะที่รุ่นที่ได้รับการติดตั้งชิป Intel Core i7 และ i9 นั้น จะได้รับการติดตั้งชิปกราฟิก Iris Xe โดยทุกรุ่นรองรับแรม LPDDR4X ขนาด 16 GB และสตอเรจขนาด 1 TB แล็ปท็อปดังกล่าวมาพร้อมพอร์ต USB 3.2 Gen 1 (1 พอร์ต), USB 2.0 Type-A (1 พอร์ต), USB 3.2 Gen 1 Type-C พร้อม DisplayPort 1.2 (1 พอร์ต) และ HDMI (1 พอร์ต) โดยรองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 6e และ Bluetooth 5.1 ในส่วนของซอฟต์แวร์นั้นเป็น Windows 11 Home Edition พร้อมแบตเตอรี่ 70 Wh ที่รองรับการชาร์จไฟผ่านพอร์ต USB-C ที่ 65 W MateBook D16 (2024) มีราคาเริ่มต้นที่ 4,999 หยวน (ประมาณ 24,600 บาท) สำหรับเวอร์ชันซีพียู Core i5, 5,999 หยวน (ประมาณ 29,500 บาท) สำหรับเวอร์ชันซีพียู Core i7 และ 6,499 หยวน (ประมาณ 31,900 บาท) สำหรับเวอร์ชัน Core i9 ที่มา : GSMArena

"ศุภชัย เจียรวนนท์" ซีอีโอเครือซีพี เสนอโมเดล SI - Sustainable Intelligence พลิกโฉมการศึกษาไทยจาก 2.0 เป็น 5.0
อ่าน

"ศุภชัย เจียรวนนท์" ซีอีโอเครือซีพี เสนอโมเดล SI - Sustainable Intelligence พลิกโฉมการศึกษาไทยจาก 2.0 เป็น 5.0

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) แสดงวิสัยทัศน์ในเรื่อง The Future of Education พลิกโฉมการศึกษาไทยเท่าทันอนาคต ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 FUTURE READY THAILAND รวมผู้นำระดับโลกและไทยจากทุกภาคส่วน จัดโดยสำนักข่าว THE STANDARD ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯนายศุภชัย ได้ฉายภาพรวมความท้าทายของโลกและเมกะเทรนด์ปี 2023 - 2030 พร้อมกล่าวว่า เด็กรุ่นใหม่ในยุคนี้ต้องเผชิญกับความท้าทายของโลกในหลายด้าน เราต้องปรับตัวให้ทันและต้องให้ความสำคัญกับการผลักดันนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลมากขึ้น เพราะเราหยุดความก้าวหน้าของโลกไม่ได้ แม้ว่าในตอนนี้โลกอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งเป็นยุคของการเข้าถึงข้อมูลเป็นดั่งน้ำมันในอากาศ แต่ตอนนี้เรากำลังจะก้าวเข้าสู่ยุค 5.0 ซึ่งเป็นยุคของการผสมผสานเทคโนโลยีเอไอและกรอบความคิดของคน รวมถึงหลักความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งเดียวกัน และเป็นยุคที่ให้ความสำคัญในการเพิ่มทักษะด้านดิจิทัลขั้นสูงให้กับคนในประเทศ แต่ทั้งนี้เมื่อมาดูผลสำรวจความสามารถทางทักษะดิจิทัล พบว่า เด็กไทยยังขาดทักษะดิจิทัลและภาษาอังกฤษที่ยังตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน และหากดูการจัดอันดับการแข่งขันในเวทีโลก GDP ไทยอยู่อันดับที่ 26 แต่ GDP/CAPITA อยู่อันดับที่ 84 ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ของไทยในการลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ รวมไปถึงการลงทุนด้านเทคโนโลยี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการศึกษาทำให้เด็กเข้าถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ เพราะประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์ คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศซีอีโอเครือซีพี ได้เสนอแนะสิ่งที่จะพลิกโฉมการศึกษาไทยให้เท่าทันความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ระบบการศึกษาไทยควรต้องปรับการเรียนรู้จาก 2.0 เป็น 5.0 เข็มทิศสำคัญคือการให้ความรัก ให้ความมั่นใจกับเด็ก เน้นให้เด็กเป็นศูนย์กลาง โดยบทบาทของครูจะต้องปรับเปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็น โค้ช หรือผู้นำกระบวนการเรียนรู้ (Facilitator) ต้องสอนให้เด็กเป็น นักค้นคว้า มีกรอบความคิดใหม่และเกิดการปรับตัวให้อยู่รอดในโลกที่ท้าทายตอนนี้ เพราะฉะนั้นการเรียนรู้จึงต้องปรับให้เด็กเกิดการตั้งคำถาม ค้นหาคำตอบ ลงมือทำร่วมกัน อภิปรายด้วยเหตุผล เพื่อให้เกิดการปรับปรุงและพัฒนา โดยทุกโรงเรียนต้องปรับเป็น Learning Centerพร้อมเสนอโมเดล Sustainable Intelligence Transformation (SI Transformation Model) ผ่าน 5 ฐานสำคัญในการเปลี่ยนระบบการศึกษและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประกอบด้วย 1.Transparency โรงเรียนต้องมีตัวชี้วัด School Grading พร้อมตัวชี้วัดใหม่ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง และต้องมีสมุดพกดิจิทัล วิเคราะห์และพัฒนาศักยภาพรายบุคคล 2. Market Mechanism สร้างกลไกตลาดและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมไปถึงการส่งเสริมสื่อคุณธรรม 3. Leadership Talents ไม่จำกัดวิทยฐานะผู้อำนวยการ สร้างผู้นำและบุคลากรที่มีทักษะ 5.0 4. Empowerment เน้นการเรียนผ่านการลงมือทำในแบบ Action Based Learning บนสามขาความยั่งยืนคือเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และควรต้องมี Computer Science เป็นวิชาหลักครอบคลุมดิจิทัลเทคกับเอไอ และ 5. Technology เสนอให้นักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต พร้อมส่งเสริมการสร้างสตาร์ทอัพ และดันให้ประเทศไทยเป็นฮับด้านนวัตกรรม โดยเน้นย้ำว่า เด็กทุกคนต้องมีคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต เพราะนั่นคือห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุด และต้องมีการส่งเสริมศักยภาพของคนรุ่นใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกการศึกษาเป็นเรื่องของทุกคน เป็นเรื่องใหญ่ หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงอนาคต เราต้องเปลี่ยนเจเนอเรชันถัดไป เพราะพวกเขาคือผู้ที่จะรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ และต้องสร้างทักษะดิจิทัลให้พวกเขามีศักยภาพในการปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงโลกได้อย่างเท่าทัน ซีอีโอเครือซีพี กล่าวปิดท้ายนอกจากนี้ภายในงาน เครือซีพีได้ร่วมออกบูธ CP SEEDING SOCIAL IMPACT นำเสนอความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของซีอีโอเครือซีพีศุภชัย เจียรวนนท์ ในการมีนโยบายให้กลุ่มธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของเครือซีพีอย่าง เซเว่น อีเลฟเว่น แม็คโคร และโลตัส ในการผลักดันส่งเสริม SME และเกษตรกรไทยผ่านโครงการ แพลตฟอร์มแห่งโอกาส เสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการไทยเสมือนเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจของเครือฯ ปัจจุบันเครือฯ ได้สนับสนุนเกษตรกรมากว่า 1 ล้านราย และผู้ประกอบการรายย่อยมากกว่า 8.9 แสนคน ด้วยการส่งเสริมความรู้ความสามารถและการสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลกได้