รีเซต

ผลการค้นหา “#Gadget” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
เปิดบ้านหลังใหม่ "กอล์ฟ พิชญะ" ล้ำสมกับเป็นเจ้าพ่อ Gadget ตัวจริง!
อ่าน

เปิดบ้านหลังใหม่ "กอล์ฟ พิชญะ" ล้ำสมกับเป็นเจ้าพ่อ Gadget ตัวจริง!

เปิดบ้านหลังใหม่ของ "กอล์ฟ พิชญะ นิธิไพศาลกุล" ที่เค้าเรียกว่าบ้าน Playstaycation เป็นสมาร์ทโฮมที่มีทั้งความครีเอทีฟและไฮเทคสุด ๆ ซึ่งกอล์ฟเคยบอกว่าตั้งใจจะให้เป็นบ้านหลังสุดท้าย เลยอยากทำให้ดีที่สุด จึงใช้เวลาสร้างนานกว่าจะเสร็จประมาณ 2-3 ปี เปิดบ้านหลังใหม่ "กอล์ฟ พิชญะ" ล้ำสมกับเป็นเจ้าพ่อ Gadget ตัวจริง! สำหรับบ้านหลังนี้มูลค่ากว่า 20 ล้าน เริ่มจากซื้อที่ดินเปล่าในหมู่บ้าน ขนาดที่ 103 ตารางวา และสร้างบ้านเป็นแนวตัวเอง โดยคอนเซ็ปต์หลัก ๆ เริ่มจากที่ "กอล์ฟ พิชญะ" ไปอเมริกา เลยได้แพสชั่นอยากได้มู้ดเหมือนอยู่เพนส์เฮ้าส์แอลเอ มีพูลวิลล่า มีต้นปาล์ม ประกอบกับชอบความเป็นญี่ปุ่น เลยใส่ไม้เข้าไป มีความมูจิ โดยรวมสไตล์บ้านเน้นสีขาว เมื่อเข้ามาในตัวบ้านจะเจอห้องลีฟวิ่งรูม ไฮไลต์คือหลุมโซฟา ที่มีโต๊ะกลมตรงกลางเด้งขึ้นมาได้ เมื่อมองไปรอบ ๆ บ้าน มีกระจกบานโค้งเพิ่มความเก๋ ตรงกลางเป็นสระว่ายน้ำ มีพูลวิลล่า มีบันไดวน และมีอาร์ตทอยวางเรียงรายโชว์ตัวอยู่ และแน่นอนว่าลิฟท์ก็ไม่ทิ้งความล้ำ กอล์ฟตั้งใจให้เป็นแนวไซเบอร์ฟังก์ เมื่อขึ้นมาชั้นสอง จะมีชั้นวางกระเป๋าคอลเลกชั่นต่าง ๆ ของแฟนสาว "หยิน ฝันดาว" โชว์อย่างสวยงาม กอล์ฟให้มุมมองตรงนี้ว่าอยากมีมุมให้แฟนสาวด้วยนั่นเอง ต่อกันที่ห้องแต่งตัว เหมือนยกดิสเพลย์แบรนด์เนมขนาดย่อมมาไว้ในบ้านเลยทีเดียว ส่วนห้องนอนเรียบง่ายสไตล์มูจิ เมื่อออกมาตรงรูฟท็อปชั้นสอง นอกจากมีที่นั่งชิล ๆ แล้ว ยังมีสนามบาสอีกด้วย เรียกว่าเป็นบ้านคนบันเทิงอีกหลังที่ว้าวแล้วว้าวอีกจริง ๆ อ่านข่าวบันเทิงวันนี้ที่เกี่ยวข้อง : รักเธอสุดหัวใจ! กอล์ฟ พิชญะ เปิดโหมดหวานอวยพรวันเกิดหยินแฟนสาว กอล์ฟ พิชญะ ใจหายขายคอนโดได้แล้ว เล่าความผูกพันห้องนี้เป็นที่อยู่แรกจากน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง หลับสบายแล้ว กอล์ฟ พิชญะ โพสต์เศร้า สูญเสียคุณตา ขอบคุณภาพจากอินสตาแกรม golfpichaya

PM 2.5 Attack! รวมพล Gadget ไฮเทค สร้าง "เกราะกันฝุ่นพิษ" ให้ชีวิตรอด ทั้งในบ้าน และรถ
อ่าน

PM 2.5 Attack! รวมพล Gadget ไฮเทค สร้าง "เกราะกันฝุ่นพิษ" ให้ชีวิตรอด ทั้งในบ้าน และรถ

เมื่อลมหนาวพัดมา สิ่งที่มักจะแถมมาด้วยเสมอในยุคนี้คือ "ฝุ่นพิษ PM 2.5" แขกไม่ได้รับเชิญที่ทำร้ายปอดเราอย่างเงียบเชียบ การใส่หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจจะเป็นแค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่เพียงพออีกต่อไป ในปี 2025 นี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น นี่คือ "Survival Guide ฉบับ Tech Savvy" รวบรวมอุปกรณ์ที่คุณ "ต้องมี" เพื่อเปลี่ยนบ้าน รถ และตัวคุณ ให้กลายเป็นป้อมปราการกันฝุ่นที่แข็งแกร่งที่สุด! 1. The Fortress: เปลี่ยนบ้านให้เป็น "Safe Zone" บ้านควรจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่รู้ไหมครับว่าฝุ่น PM 2.5 สามารถเล็ดลอดเข้ามาตามขอบหน้าต่างและประตูได้ตลอดเวลา อุปกรณ์เหล่านี้คือการ์ดเฝ้าบ้านที่คุณขาดไม่ได้ เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูง (High-End Air Purifier) เลิกมองหาแค่เครื่องที่ "พ่นลมได้" แต่ต้องมองหาเครื่องที่มีเทคโนโลยีเหล่านี้: ไส้กรอง HEPA H13 หรือ H14: นี่คือมาตรฐานทองคำ ต้องระบุเกรดนี้เท่านั้น เพราะสามารถดักจับอนุภาคขนาดเล็ก 0.1 ไมครอนได้ถึง 99.97% (PM 2.5 คือเรื่องจิ๊บจ๊อยสำหรับเกรดนี้) ค่า CADR (Clean Air Delivery Rate) สูง: ยิ่งห้องใหญ่ ยิ่งต้องเลือกค่านี้ให้สูง เพื่อให้เครื่องฟอกอากาศหมุนเวียนอากาศสะอาดได้ทันใจ ไม่ใช่เปิดรอครึ่งวันกว่าฝุ่นจะหาย Smart Sensor Auto Mode: เครื่องควรมีเซนเซอร์วัดฝุ่นแบบเรียลไทม์ (Laser Particle Sensor) และเร่งแรงลมเองเมื่อฝุ่นเยอะ เพื่อให้คุณไม่ต้องคอยเดินไปกดปุ่ม เครื่องวัดคุณภาพอากาศแยก (Standalone Air Monitor) "ทำไมต้องซื้อแยก ในเมื่อเครื่องฟอกก็มี?" คำตอบคือ "ค่าที่เครื่องฟอกโชว์ คือค่าอากาศรอบๆ ตัวเครื่องเท่านั้น" แต่ที่มุมห้องหรือบนเตียงนอน อากาศอาจจะยังแย่อยู่ อุปกรณ์อย่าง AirVisual หรือ Qingping จะช่วยให้คุณเห็นค่าฝุ่นจริงๆ ในจุดที่คุณนั่งทำงานหรือนอนหลับ เพื่อประเมินว่าควรเร่งเครื่องฟอกอากาศเพิ่มหรือไม่ หุ่นยนต์ดูดฝุ่น (Robot Vacuum with HEPA Filter) ฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้ลอยตลอดเวลา พอมันตกลงพื้นและเราเดินเหยียบ มันจะฟุ้งกลับขึ้นมาใหม่ การใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีไส้กรอง HEPA ช่วยกำจัดฝุ่นที่พื้นได้สม่ำเสมอ ลดการสะสมของฝุ่นในระยะยาว โดยที่เราไม่ต้องออกแรงกวาดให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย 2. The Bunker: ห้องโดยสารรถยนต์ พื้นที่เสี่ยงที่ถูกมองข้าม หลายคนเข้าใจผิดว่าอยู่ในรถแล้วปลอดภัย แต่ความจริงคือบนถนนคือดงฝุ่นและควันพิษ การจราจรที่ติดขัดทำให้เราต้องสูดดมไอเสียสะสม เครื่องฟอกอากาศในรถยนต์ (Car Air Purifier) ระบบกรองอากาศเดิมของรถอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถรุ่นเก่า แบบวางคอนโซล/แก้วน้ำ: เลือกแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ (เช่น Sharp, Philips หรือ Xiaomi) ที่ใช้ไส้กรอง HEPA จริงๆ ไม่ใช่แค่ปล่อยประจุไอออน เพราะประจุไอออนช่วยให้ฝุ่นตกพื้น แต่ไม่ได้เก็บฝุ่นออกจากรถ การวางตำแหน่ง: ควรวางไว้ใกล้ๆ ตัวคนขับหรือผู้โดยสาร เพื่อสร้าง "Bubble" อากาศสะอาดรอบตัว ไส้กรองแอร์รถยนต์ HEPA (Cabin Air Filter Upgrade) นี่คือ Tech Hack ที่คุ้มค่าที่สุด! แทนที่จะใช้ไส้กรองแอร์กระดาษธรรมดาที่ศูนย์ใส่มาให้ ลองหาซื้อ "ไส้กรองแอร์เกรด HEPA" หรือเกรด PM 2.5 ตรงรุ่นรถของคุณมาเปลี่ยนเอง (หาได้ตามแอปช้อปปิ้งทั่วไป) ราคาหลักร้อย แต่ช่วยกรองอากาศที่เข้ามาในรถได้ดีขึ้นแบบคนละเรื่อง เป็นด่านแรกก่อนที่ฝุ่นจะเข้ามาถึงจมูกเรา 3. The Armor: เกราะป้องกันส่วนบุคคลเมื่อต้องลุยโลกภายนอก เมื่อต้องก้าวเท้าออกจากบ้าน หน้ากากอนามัยธรรมดาอาจอึดอัดและรั่วซึมได้ ลองดู Gadget เหล่านี้ครับ หน้ากากฟอกอากาศไฟฟ้า (Electric Mask / Wearable Purifier) สำหรับสาย Gadget ที่ต้องการความสุด! อุปกรณ์นี้คือหน้ากากที่มี "พัดลมระบายอากาศ" และ "ไส้กรอง HEPA" ในตัว ข้อดี: หายใจสะดวกกว่าหน้ากาก N95 มาก เพราะมีพัดลมช่วยดึงอากาศเข้า ไม่อึดอัด ไม่ร้อน และกรองฝุ่นได้ชัวร์ ข้อสังเกต: อาจมีน้ำหนักมากกว่าปกติและต้องคอยชาร์จแบตเตอรี่ แอปเช็กฝุ่นแม่นยำ (Air Quality Apps) อาวุธที่ทรงพลังที่สุดคือ "ข้อมูล" แอปอย่าง AirVisual (IQAir) หรือ Air4Thai ควรมีติดเครื่องไว้ และตั้งค่า Widget หน้าจอให้โชว์ค่าฝุ่นตลอดเวลา เพื่อให้เราวางแผนชีวิตได้ถูกว่า "วันนี้ควรวิ่งในสวน หรือวิ่งบนลู่วิ่งในยิม" เครื่องฟอกอากาศพกพาแบบสร้อยคอ (Wearable Ionizer) - ทางเลือกเสริม อุปกรณ์ปล่อยประจุลบเพื่อผลักฝุ่นออกจากใบหน้า แม้ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่าหน้ากากที่ปิดมิดชิด (ไม่แนะนำให้ใช้แทนหน้ากาก 100% ในวันที่ฝุ่นแดงเดือด) แต่เป็นตัวช่วยเสริมที่ดีสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้หนักๆ เมื่อต้องอยู่ในที่ร่มที่มีฝุ่นจางๆ บทสรุป: การลงทุนที่คุ้มค่ากว่า "ค่ารักษาพยาบาล" การซื้ออุปกรณ์เหล่านี้อาจดูเหมือนเป็นการใช้เงินก้อนโตในตอนแรก แต่หากเทียบกับสุขภาพปอดระยะยาวและความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งปอดหรือโรคหัวใจ การมี "เครื่องฟอกอากาศดีๆ สักเครื่อง" หรือ "ไส้กรองแอร์รถยนต์เกรดเทพ" ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในปี 2025 นี้ครับ เทคนิคสุดท้าย: อุปกรณ์เทพแค่ไหน ก็ไร้ค่าถ้าขาดการดูแล อย่าลืม "เปลี่ยนไส้กรองตามระยะ" อย่างเคร่งครัด เพราะไส้กรองที่ตันก็เหมือนเราหายใจผ่านก้อนฝุ่นสะสมนั่นเองครับ ขอให้เพื่อนๆ ปลอดภัยและรอดพ้นจากฤดูฝุ่นนี้ไปได้ด้วยสุขภาพที่แข็งแรงครับ! Photo Credit : AI Generated

แนะนำ 5 ของขวัญ Gadget ปี 2025 สำหรับ "คนทำงาน" (งบไม่เกิน 1,000 บาท)
อ่าน

แนะนำ 5 ของขวัญ Gadget ปี 2025 สำหรับ "คนทำงาน" (งบไม่เกิน 1,000 บาท)

สำหรับคนทำงานออฟฟิศในยุค 2025 ที่เน้นประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความสบายในการทำงาน (Ergonomics) ของขวัญเทคโนโลยีที่เลือกควรช่วยลดความยุ่งยากหรือเพิ่มความสบายในการทำงานต่อหน้าจอ ลองดู 5 ตัวเลือกที่น่าสนใจและคุ้มค่าดังนี้ครับ 1. เมาส์ไร้สาย Ergonomic / Silent Click คุณภาพดี จุดเด่น: คนทำงานต้องใช้เมาส์วันละหลายชั่วโมง เมาส์ที่ออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ (Ergonomic) หรือเมาส์ที่คลิกเสียงเงียบ (Silent Click) จะช่วยลดความเมื่อยล้าข้อมือและไม่รบกวนเพื่อนร่วมงาน เหมาะสำหรับใช้งานในออฟฟิศหรือ Home Office ราคาโดยประมาณ: สามารถหาซื้อเมาส์ดีไซน์ Ergonomic หรือรุ่น Silent Click จากแบรนด์ดังในราคา 500 - 990 บาท 2. หัวชาร์จ GaN (Gallium Nitride) กำลังไฟสูง (65W/100W) ขนาดเล็ก จุดเด่น: หัวชาร์จ GaN ขนาดเล็กแต่จ่ายไฟได้สูง (65W หรือ 100W) เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้สำหรับการพกพา เพราะสามารถชาร์จได้ทั้งโน้ตบุ๊ก แท็บเล็ต และมือถือ ด้วยอะแดปเตอร์เพียงตัวเดียว ช่วยลดน้ำหนักและขนาดในกระเป๋าทำงาน ราคาโดยประมาณ: แบรนด์คุณภาพมีรุ่น 65W ราคาเริ่มต้น 600 - 990 บาท 3. ขาตั้งโน้ตบุ๊กแบบพับได้ (Portable Laptop Stand) ปรับระดับได้ จุดเด่น: อุปกรณ์นี้ช่วยปรับระดับหน้าจอโน้ตบุ๊กให้อยู่ในระดับสายตาตามหลักสรีรศาสตร์ ช่วยลดอาการปวดคอและไหล่จากการก้มมองหน้าจอ เหมาะกับคนทำงานที่ต้องใช้โน้ตบุ๊กเป็นหลัก และพับเก็บได้ง่ายสำหรับพกพา ราคาโดยประมาณ: รุ่นอลูมิเนียมคุณภาพดีที่ปรับระดับได้ มักอยู่ในช่วง 400 - 850 บาท 4. ไฟ Ring Light / ไฟหนีบแบบ LED สำหรับ Video Conference จุดเด่น: การประชุมออนไลน์ผ่าน Zoom/Teams เป็นส่วนหนึ่งของงานออฟฟิศ ไฟเสริมขนาดเล็กที่สามารถหนีบกับหน้าจอและปรับความสว่าง/โทนสีได้ จะช่วยให้ภาพของผู้รับสว่าง คมชัด และดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นเมื่ออยู่หน้ากล้อง ราคาโดยประมาณ: ไฟขนาดเล็กที่เน้นคุณภาพแสงสำหรับประชุมออนไลน์ ราคาประมาณ 350 - 800 บาท 5. USB Hub Multi-Port (Type-C) พร้อมช่องเสียบการ์ด จุดเด่น: โน้ตบุ๊กสมัยใหม่มักมีพอร์ต Type-C เพียงอย่างเดียว ทำให้ขาดพอร์ตสำคัญอื่น ๆ เช่น USB-A, HDMI หรือช่องเสียบ SD/MicroSD Hub คุณภาพดีจะช่วยขยายพอร์ตเหล่านี้ ทำให้คนทำงานเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริมและถ่ายโอนข้อมูลได้อย่างสะดวกสบาย ราคาโดยประมาณ: USB Hub 4-in-1 หรือ 5-in-1 ที่มีพอร์ตพื้นฐานครบ มักมีราคา 500 - 950 บาท

5 Gadget สายช่างประจำบ้าน ที่เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย
อ่าน

5 Gadget สายช่างประจำบ้าน ที่เปลี่ยนงานยากให้เป็นงานง่าย

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวล้ำ การซ่อมแซมหรือดูแลบ้านด้วยตัวเองไม่ได้เป็นเรื่องยากอีกต่อไป เพราะมีอุปกรณ์อัจฉริยะมากมายที่เข้ามาช่วยให้งานช่างกลายเป็นเรื่องง่ายและแม่นยำขึ้นกว่าเดิมมาก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบ DIY หรือมองหาตัวช่วยในการดูแลบ้าน Gadget เหล่านี้คือสิ่งที่ตอบโจทย์อย่างแน่นอน 1. สว่านไฟฟ้าไร้สาย (Cordless Drill) สว่านไฟฟ้าไร้สาย เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ทุกบ้านควรมี ด้วยเทคโนโลยีไร้สายทำให้ใช้งานได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปลั๊กไฟหรือสายไฟที่พันกัน แถมวิธีใช้ก็ง่ายดาย สามารถใช้ได้ทั้งการเจาะรูบนวัสดุต่างๆ เช่น ไม้ พลาสติก หรือโลหะ และยังสามารถใช้เป็นไขควงไฟฟ้าเพื่อขันและคลายนอตได้อย่างรวดเร็วและทุ่นแรง และในรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมแบตเตอรี่แบบ Li-ion ที่ชาร์จเร็วและใช้งานได้นาน รวมถึงระบบปรับแรงบิดและปรับความเร็วรอบได้ตามความเหมาะสมของงาน Photo Credit : th.bosch-pt.com ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น BOSCH GSR 120-LI Professional เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมในไทยด้วยราคาที่เข้าถึงได้และคุณภาพที่เชื่อถือได้ ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,500 - 3,500 บาท 2. กล้องตรวจจับความร้อน (Thermal Camera) กล้องตรวจจับความร้อน เป็นกล้องอินฟราเรดขนาดเล็กที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ทำให้สามารถมองเห็นความร้อนในรูปแบบภาพสีต่างๆ ซึ่งช่วยให้เรามองเห็นปัญหาที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า Photo Credit : flir.asia การใช้งานจะใช้ในการตรวจสอบปัญหาต่างๆ ในบ้าน เช่น การรั่วไหลของน้ำที่มองไม่เห็นภายในผนัง, การรั่วไหลของอากาศร้อนหรือเย็นจากขอบหน้าต่าง, หรือการตรวจจับความผิดปกติของอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความร้อนสูงเกินไป ช่วยให้ระบุปัญหาได้แม่นยำและรวดเร็ว ไม่ต้องทุบผนังเพื่อหาจุดที่น้ำรั่วอีกต่อไป ถ้าสนใจผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ก็อย่างเช่น FLIR ONE Pro เป็นแบรนด์ที่รู้จักกันดีในวงการกล้องอินฟราเรด มีทั้งรุ่นสำหรับ Android และ iOS ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 15,000 บาท 3. เครื่องวัดระยะเลเซอร์ (Laser Distance Meter) เครื่องวัดระยะเลเซอร์ เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กกะทัดรัดที่ใช้แสงเลเซอร์ในการวัดระยะทางได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เพียงแค่เล็งเลเซอร์ไปที่จุดที่ต้องการวัด แล้วกดปุ่ม เครื่องก็จะแสดงผลระยะทางบนหน้าจอทันที ช่วยให้การวัดพื้นที่ห้อง วัดความยาวของผนัง หรือการคำนวณพื้นที่ต่างๆ เป็นเรื่องง่ายกว่าการใช้ตลับเมตรแบบเดิมๆ Photo Credit : th.bosch-pt.com จุดเด่นของอุปกรณ์นี้ คือ ใช้งานได้ง่ายและแม่นยำสูง เหมาะสำหรับงานออกแบบ งานเฟอร์นิเจอร์ หรือการคำนวณพื้นที่เพื่อทาสีบ้าน BOSCH GLM 400 Laser Measure เป็นตัวอย่างอุปกรณ์นี้ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใช้งานง่ายและมีฟีเจอร์ครบครัน ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 - 3,000 บาท 4. ชุดไขควงไฟฟ้าขนาดเล็ก (Electric Screwdriver Set) ชุดไขควงไฟฟ้าขนาดเล็ก เป็นไขควงขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ เหมาะสำหรับงานซ่อมแซมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือของใช้ในบ้านที่ต้องใช้แรงบิดที่ไม่สูงมาก Photo Credit: mi.com วิธีใช้ก็ง่ายๆ ใช้ได้ทั้งชายและหญิงครับ โดยใช้ขันและคลายนอตตัวเล็กๆ ที่อยู่ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ก ของเล่น หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมาพร้อมหัวไขควงหลากหลายรูปแบบในชุดเดียว ทำให้ไม่ต้องพกไขควงหลายอัน และช่วยให้ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ก็อย่างเช่น Xiaomi Mijia Wiha Precision Screwdriver Set เป็นชุดไขควงไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมอย่างมากในไทย ด้วยดีไซน์ที่สวยงามและใช้งานง่าย ราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 1,000 - 1,500 บาท 5. กล้องงูอุตสาหกรรม (Industrial Endoscope Camera) กล้องงูอุตสาหกรรม ชื่ออาจจะดูแปลกๆ หน่อย โดยเป็นกล้องขนาดเล็กที่มีสายยาวและสามารถกันน้ำได้ ใช้ส่องเข้าไปในพื้นที่แคบๆ หรือจุดที่เข้าถึงยาก ใช้ในการตรวจสอบปัญหาต่างๆ เช่น ท่อระบายน้ำอุดตันที่อยู่ภายใน, การตรวจสอบโพรงผนังเพื่อหาสาเหตุของปัญหา, หรือการตรวจสอบความเสียหายภายในเครื่องยนต์ Photo Credit: depstech.com กล้องตัวนี้จะช่วยให้มองเห็นปัญหาในจุดที่ตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ ทำให้สามารถวินิจฉัยปัญหาได้อย่างแม่นยำ ไม่ต้องรื้อโครงสร้างเพื่อตรวจสอบ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ก็เช่น และราคา: มีหลากหลายรุ่นให้เลือกซื้อในแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยมีราคาเริ่มต้นที่ประมาณ 500 - 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับความยาวของสายและฟังก์ชันเสริมอื่นๆ การเลือก Gadget เหล่านี้จะช่วยให้งานช่างในบ้านของคุณไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นกิจกรรมที่สนุกและท้าทาย ช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเองอย่างมืออาชีพครับ

6 Gadgets ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่น่าสนใจในปี 2025
อ่าน

6 Gadgets ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่น่าสนใจในปี 2025

เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ในปี 2025 ได้ถูกพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด ไม่เพียงแต่ใช้ในระดับอุตสาหกรรม แต่ยังถูกนำมาประยุกต์ใช้กับแกดเจ็ตและอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย ด้วยประสิทธิภาพที่สูงขึ้นและดีไซน์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และนี่คือ Solar Powered Gadgets ที่น่าสนใจและได้รับความนิยมในปี 2025 ที่ TrueID ยกมาแนะนำให้คนรักเทคโนโลยีได้อัปเดตกันครับ 1. Solar Backpacks (เป้สะพายหลังพลังงานแสงอาทิตย์) Solar Backpacks ไม่ใช่แค่กระเป๋า แต่เป็นสถานีชาร์จแบบพกพา เป้เหล่านี้มาพร้อมแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ภายนอก ช่วยให้สามารถชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือพาวเวอร์แบงก์ ได้ขณะเดินทางได้แบบไม่ต้องหาปลั๊กเสียบชาร์จขณะเดินทางให้เสียเวลา Photo Credit : voltaicsystems.com ตัวอย่างอุปกรณ์ก็ได้แก่ Voltaic Systems Array Solar Backpack หรือ Sun-powered backpack by Lunatec 2. Solar-Powered Water Purifiers (เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์) เครื่องกรองน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอุปกรณ์ขนาดกะทัดรัดที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการกรองน้ำจากแหล่งธรรมชาติ เช่น แม่น้ำหรือลำธาร ให้กลายเป็นน้ำสะอาดที่ปลอดภัยสำหรับการดื่ม โดยใช้เทคโนโลยีแสงอัลตราไวโอเลต (UV) เพื่อฆ่าเชื้อโรค Photo Credit : puralytics.com ตัวอย่างอุปกรณ์: SteriPen Adventurer Opti หรือ Solar Bag Water Disinfection ที่พัฒนาขึ้นสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน 3. Solar-Powered Outdoor Security Cameras (กล้องวงจรปิดพลังงานแสงอาทิตย์) กล้องวงจรปิดพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นกล้องวงจรปิดที่ใช้พลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก ทำให้ไม่ต้องเดินสายไฟและสามารถติดตั้งได้ทุกที่ที่มีแสงอาทิตย์ เช่น ในสวนสาธารณะ สนามหลังบ้าน หรือพื้นที่ห่างไกล ช่วยรักษาความปลอดภัยในบริเวณที่ไม่มีแหล่งพลังงานได้อย่างสะดวกสบาย Photo Credit : ring.com ตัวอย่างอุปกรณ์: Ring Spotlight Cam Solar หรือ Arlo Pro 4 Spotlight Camera with Solar Panel 4. Solar-Powered Smartwatches (สมาร์ทวอทช์พลังงานแสงอาทิตย์) สมาร์ทวอทช์พลังงานแสงอาทิตย์ คือ สมาร์ทวอทช์ที่มาพร้อมหน้าจอที่สามารถรับแสงอาทิตย์เพื่อแปลงเป็นพลังงานได้ ช่วยยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ให้นานขึ้นโดยไม่ต้องชาร์จบ่อยๆ เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือผู้ที่ไม่ต้องการกังวลเรื่องการชาร์จแบตเตอรี่ทุกวัน Photo Credit : garmin.com ตัวอย่างอุปกรณ์: Garmin Instinct Solar หรือ Casio G-Shock G-STEEL 5. Solar Ovens (เตาอบพลังงานแสงอาทิตย์) ทำอาหารอร่อยได้ทุกที่ทุกเวลา ด้วยเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์ ที่เป็นเตาอบที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ในการปรุงอาหาร โดยใช้แผ่นสะท้อนแสงเพื่อรวมความร้อนไปที่ภาชนะบรรจุอาหาร สามารถปรุงอาหารได้ตั้งแต่การอุ่นอาหารไปจนถึงการอบขนมปัง Photo Credit : startengine.com ตัวอย่างอุปกรณ์: GoSun Go ซึ่งเป็นเตาอบพลังงานแสงอาทิตย์แบบพกพาที่สามารถทำอาหารให้สุกได้ภายในเวลาไม่นาน 6. Solar-Powered Bluetooth Speakers (ลำโพงบลูทูธพลังงานแสงอาทิตย์) ลำโพงบลูทูธที่มาพร้อมแผงโซลาร์เซลล์ขนาดเล็ก ทำให้สามารถเล่นเพลงได้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด สายท่องเที่ยว น่าใช้มาก Photo Credit : Braven ตัวอย่างอุปกรณ์: Braven BRV-PRO หรือ EcoXGear EcoBoulder+ การเติบโตของเทคโนโลยีเซลล์แสงอาทิตย์แบบ Perovskite และ AI ที่ใช้ในการจัดการพลังงาน ทำให้แกดเจ็ตพลังงานแสงอาทิตย์ในยุคนี้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าที่เคยครับ

Ergonomic Gadgets อุปกรณ์ช่วยลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม
อ่าน

Ergonomic Gadgets อุปกรณ์ช่วยลดปัญหาออฟฟิศซินโดรม

อาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นปัญหาที่พบบ่อยในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะคนทำงานที่ต้องนั่งท่าเดิมๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน ดังนั้นการเลือกใช้อุปกรณ์ Ergonomic หรืออุปกรณ์ที่ถูกออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและบรรเทาอาการปวดเมื่อยจากการทำงานนานๆ และนี่คือ Ergonomic Gadgets ที่น่าสนใจและจะช่วยให้การทำงานของคุณสบายขึ้น ที่ TrueID ขอแนะนำให้เพื่อนๆ ลองหามาใช้กันครับ 1. เมาส์เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Mouse) Ergonomic Mouse ถูกออกแบบมาให้รองรับสรีระของมือและข้อมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยลดการบิดข้อมือและอาการปวดเมื่อยที่ข้อมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ ดังนี้ Vertical Mouse: เมาส์ทรงตั้งที่ช่วยให้ข้อมืออยู่ในตำแหน่งที่ผ่อนคลายที่สุด Trackball Mouse: เมาส์ที่ใช้หัวลูกบอลในการควบคุมเคอร์เซอร์ ทำให้ไม่ต้องขยับแขนหรือข้อมือไปมา Photo Credit : logitech.com ตัวอย่างของอุปกรณ์ประเภทนี้ ก็ได้แก่ Logitech Lift Vertical Ergonomic Mouse, Logitech MX Vertical, หรือ Kensington Orbit Trackball Mouse 2. คีย์บอร์ดเพื่อสุขภาพ (Ergonomic Keyboard) มีเมาส์ก็ต้องมีคีย์บอร์ดครับ โดย Ergonomic Keyboard มีจุดเด่นอยู่ที่การออกแบบ โดยมีรูปทรงที่ช่วยให้ข้อมือและแขนอยู่ในท่าทางที่เหมาะสม ลดการเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณไหล่และแขนนั่นเอง และถูกแบ่งออกเป็น 2 แบบหลักๆ เช่นกัน คือ Split Keyboard: คีย์บอร์ดที่แยกออกเป็นสองส่วน ช่วยให้วางแขนตรงกับไหล่ได้ง่ายขึ้น Curved Keyboard: คีย์บอร์ดที่มีรูปทรงโค้งตามธรรมชาติของมือและนิ้ว Photo Credit : microsoft.com ตัวอย่างก็เช่น Microsoft Sculpt Ergonomic Desktop และ Logitech ERGO K860 Wireless Ergonomic Keyboard 3. ที่รองข้อมือ (Wrist Rest) Photo Credit : hyperx.com ที่รองข้อมือ ก็เป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญครับ ซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมที่ช่วยรองรับข้อมือและแขนระหว่างการพิมพ์หรือใช้เมาส์ ช่วยให้ข้อมืออยู่ในระดับที่ไม่สูงเกินไป ลดแรงกดทับของเส้นประสาทในบริเวณข้อมือ และมีให้เลือกทั้งแบบสำหรับคีย์บอร์ดและเมาส์ ทำจากวัสดุที่นุ่มสบาย เช่น เมมโมรีโฟม หรือเจล ตัวอย่างก็เป็นที่รองข้อมือของ Glorious หรือ HyperX เป็นต้น 4. ขาตั้งจอคอมพิวเตอร์ (Monitor Arm) ขาตั้งจอคอมพิวเตอร์ ช่วยให้สามารถปรับระดับความสูงของจอภาพให้พอดีกับระดับสายตาได้อย่างอิสระ ทำให้ไม่ต้องก้มหรือเงยคอ ซึ่งช่วยลดอาการปวดคอและไหล่ โดยมีให้เลือกทั้งแบบแขนเดี่ยวและแขนคู่ สามารถปรับได้หลายทิศทาง Photo Credit : ergotron.com โดยตัวอย่างก็อาทิเช่น Ergotron LX Desk Monitor Arm, Humanscale M2.1 หรือ ขาตั้งจอคอมพิวเตอร์จากแบรนด์ดังอื่นๆ 5. โต๊ะทำงานปรับระดับ (Height-Adjustable Desk) การใช้ โต๊ะทำงานปรับระดับ ก็มีส่วนช่วยให้สามารถสลับท่าทางการทำงานระหว่างการนั่งและการยืนได้ในระหว่างวัน ลดความเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ และช่วยให้กล้ามเนื้อได้ขยับ โดยมีทั้งแบบปรับมือหมุนและแบบไฟฟ้าได้ Photo Credit : flexispot.com ตัวอย่างของโต๊ะแบบนี้ ก็เช่น FlexiSpot E7 หรือ Ergotron WorkFit-T 6. เก้าอี้เพื่อสุขภาพ (Ergonomic Chair) อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการนั่งทำงานในสำนักงานก็คือ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ หรือ Ergonomic Chair ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณนั่งทำงานได้อย่างถูกหลักสรีรศาสตร์ มีคุณสมบัติในการรองรับส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น หลังส่วนล่าง (Lumbar Support) แขน และคอ ซึ่งมีหลากหลายรุ่นและดีไซน์ ควรเลือกรุ่นที่สามารถปรับส่วนต่างๆ ได้ตามสรีระของผู้ใช้งาน Photo Credit : ergotrend.com ตัวอย่างของเก้าอี้เพื่อสุขภาพที่น่าสนใจ เช่น Herman Miller Aeron, Steelcase Gesture หรือ เก้าอี้เพื่อสุขภาพ ErgoTrend 7. แผ่นรองเม้าส์ขนาดใหญ่ (Desk Pad) Photo Credit : razer.com แผ่นรองเม้าส์ขนาดใหญ่ ที่ครอบคลุมพื้นที่โต๊ะทำงาน ทำให้วางคีย์บอร์ดและเมาส์ได้ในระดับเดียวกัน และยังสามารถใช้เป็นที่รองข้อมือในตัวได้อีกด้วย โดยตัวอย่างก็เช่น แผ่นรองเม้าส์จาก Logitech, SteelSeries, หรือ Razer การลงทุนใน Ergonomic Gadgets เหล่านี้เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพระยะยาวครับ ซึ่งจะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและห่างไกลจากปัญหาออฟฟิศซินโดรมนั่นเองจ้า

7 Gadgets ที่ทำให้ประชุมออนไลน์ดีขึ้นในปี 2025
อ่าน

7 Gadgets ที่ทำให้ประชุมออนไลน์ดีขึ้นในปี 2025

ในช่วงปี 2025 นี้ การประชุมออนไลน์ยังคงเป็นส่วนสำคัญของการทำงานครับ ดังนั้น Gadget และอุปกรณ์เสริมต่างๆ จึงถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพื่อยกระดับประสบการณ์การประชุมให้ดีกว่าเดิม โดยนี่คือ Gadget ที่น่าสนใจและจะช่วยให้การประชุมออนไลน์ของคุณดีขึ้นในปี 2025 1. Webcam ความละเอียดสูง (4K Webcams) Photo Credit : logitech.com กล้อง Webcam ความละเอียดสูงระดับ 4K ไม่ใช่แค่ความคมชัด แต่ในกล้องรุ่นใหม่ๆ ยังมาพร้อม AI ที่ช่วยปรับมุมกล้องให้ติดตามตัวคุณ (Auto-Framing) หรือปรับแสงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมโดยอัตโนมัติ ทำให้คุณดูเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ก็เช่น Logitech Brio 505 หรือ OBSBOT Tiny 2 ซึ่งมีระบบติดตามตัวและควบคุมด้วยท่าทาง (Gesture Control) ให้ใช้ด้วย 2. ไมโครโฟนตัดเสียงรบกวน (Noise-Cancelling Microphones) Photo Credit : jabra.com ไมโครโฟนยุคใหม่สามารถตัดเสียงรบกวนรอบข้าง เช่น เสียงพิมพ์คีย์บอร์ด เสียงสุนัขเห่า หรือเสียงจากภายนอกได้ดีขึ้นมาก ทำให้เสียงของคุณชัดเจนและฟังง่ายขึ้นสำหรับผู้ร่วมประชุม โดยตัวอย่างก็จะเป็น Blue Yeti หรือ Rode NT-USB+ ที่มีคุณภาพเสียงระดับสตูดิโอ หรือไมโครโฟนของ Jabra Speak Series ที่ออกแบบมาสำหรับการประชุมโดยเฉพาะ 3. ชุดหูฟังพร้อมไมโครโฟน (Headsets with Noise-Cancelling) Photo Credit : sony.co.th ชุดหูฟังที่มีระบบ Noise-Cancelling หูฟังเหล่านี้ไม่ได้แค่ตัดเสียงรบกวนภายนอกเท่านั้น แต่ยังตัดเสียงรบกวนที่เข้ามาทางไมโครโฟนด้วย ทำให้การสื่อสารชัดเจนทั้งสองทาง และยังสวมใส่สบาย เหมาะสำหรับการประชุมที่ยาวนาน ถ้าสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีฟีเจอร์นี้ ตัวอย่างเช่น Bose QuietComfort Ultra Headphones หรือ Sony WH-1000XM6 ที่มาพร้อมไมโครโฟนคุณภาพสูง สามารถเก็บเสียงสนทนาที่คมชัด และตัดเสียงภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. อุปกรณ์จัดแสง (Ring Lights / Video Light) Photo Credit : elgato.com ระบบเสียงดีแล้ว ระบบแสงที่เหมาะสมช่วยให้ภาพของคุณดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด Ring Light ขนาดเล็กที่ใช้กับจอคอมพิวเตอร์สามารถปรับความสว่างและอุณหภูมิสีได้ ทำให้ภาพของคุณสว่างคมชัดและเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ในห้องที่มีแสงน้อยแค่ไหน ตัวอย่างก็จะเป็นพวก Logitech Litra Beam หรือ Elgato Key Light Air ที่ควบคุมผ่านแอปพลิเคชันได้ 5. จอแสดงผลแบบ All-in-one (All-in-one Displays) Photo Credit : dell.com ถ้าชอบอุปกรณ์แบบจบๆ ในตัวเดียว ก็จะมีจอแสดงผลแบบ All-in-one ที่รวม Webcam, ลำโพง, และไมโครโฟนมาไว้ในตัวเดียว ช่วยลดความยุ่งเหยิงของสายเคเบิลบนโต๊ะทำงาน และมอบประสบการณ์การประชุมที่ครบวงจร จบแบบไม่ยุ่งยาก ตัวอย่างก็จะเป็น Dell Video Conferencing Monitors ที่มาพร้อมกับเว็บแคมแบบ Pop-up และลำโพงในตัว 6. คอนโทรลเลอร์อัจฉริยะ (Smart Controllers) Photo Credit : logitechg.com Smart Controllers เป็นอุปกรณ์ควบคุมขนาดเล็กที่ช่วยให้คุณสั่งงานฟังก์ชันต่างๆ ของแอปพลิเคชันประชุม (เช่น Mute/Unmute, เปิด/ปิดกล้อง, แชร์หน้าจอ) ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ด ตัวอย่างอุปกรณ์กลุ่มนี้ก็จะเป็น Elgato Stream Deck หรือ Logitech G PRO X Superlight (เมาส์ที่สามารถตั้งค่าปุ่มมาโครสำหรับประชุมได้) 7. อุปกรณ์จำลองภาพพื้นหลังเสมือน (Virtual Background Devices) Photo Credit : elgato.com แทนที่จะใช้ซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์เหล่านี้ช่วยให้คุณสร้างพื้นหลังเสมือนจริงได้อย่างราบรื่นและมีคุณภาพสูงกว่า ทำให้ภาพของคุณดูเป็นมืออาชีพยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องใช้ Green Screen ตัวอย่างก็จะเป็น Elgato Cam Link 4K ที่ช่วยแปลงกล้อง DSLR หรือ Mirrorless ให้เป็น Webcam คุณภาพสูง และใช้ซอฟต์แวร์ที่มาพร้อมกับโปรแกรมประชุมในการเบลอพื้นหลังหรือเปลี่ยนภาพพื้นหลัง โดยสรุปแล้ว การเลือก Gadget ที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มคุณภาพการประชุมของคุณได้อย่างมากครับ ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มความคมชัดของภาพ เสียงที่ชัดเจน หรือการจัดการอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างสะดวกสบาย ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในโลกการทำงานแบบดิจิทัลครับ

Smart Home 2025 แนะนำ gadget ที่ทำให้บ้านเราอัจฉริยะขึ้น
อ่าน

Smart Home 2025 แนะนำ gadget ที่ทำให้บ้านเราอัจฉริยะขึ้น

โลกของ Smart Home ในปี 2025 ได้ก้าวไปอีกขั้นด้วยการผสานรวมเทคโนโลยี AI และ IoT (Internet of Things) ที่ชาญฉลาดและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทำให้บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวที่เข้าใจและตอบสนองความต้องการของเราได้อย่างแท้จริง และนี่คือ Gadget สมาร์ทโฮมที่น่าสนใจและจะทำให้บ้านของคุณอัจฉริยะขึ้นในปี 2025 ที่ TrueID นำมาแนะนำให้เพื่อนๆ ได้ทำความรู้จักกันครับ 1. ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI (AI-Driven Smart Assistants) ผู้ช่วยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในบ้าน ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ Alexa หรือ Google Assistant รุ่นเดิมๆ แล้วนะครับ แต่เป็นเวอร์ชันที่ฉลาดขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถเข้าใจภาษาธรรมชาติ (Natural Language) ได้ดีขึ้นมาก คาดการณ์ความต้องการของคุณได้ และสามารถซิงค์ข้อมูลกับอุปกรณ์อัจฉริยะอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น ทำไมถึงอัจฉริยะขึ้น? ด้วยพลังของ AI ทำให้ผู้ช่วยเหล่านี้สามารถเรียนรู้พฤติกรรมและความชอบของคุณได้อย่างละเอียด เช่น ปรับแสงไฟตามอารมณ์หรือเวลาที่เหมาะสม, สั่งการอุปกรณ์หลายชิ้นพร้อมกันด้วยคำสั่งเดียวที่ซับซ้อนขึ้น โดยตัวอย่างอุปกรณ์กลุ่มนี้ก็เช่น Amazon Echo (Next-Gen Alexa Plus), Google Nest Hub (รุ่นใหม่), Apple HomePod (พร้อม Emotional Intelligence) ที่พัฒนาความสามารถในการรับรู้อารมณ์จากเสียงนั่นเอง 2. เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ (Smart Thermostats with Adaptive Learning) เครื่องควบคุมอุณหภูมิอัจฉริยะที่เรียนรู้ได้ คือเทคโนโลยีที่ไม่ได้แค่ใช้ตั้งเวลาเปิด-ปิดแอร์เท่านั้น แต่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณ อุณหภูมิที่คุณชื่นชอบ และแม้กระทั่งสภาพอากาศภายนอก เพื่อปรับอุณหภูมิภายในบ้านให้เหมาะสมที่สุดโดยอัตโนมัติ เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้นั้นใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การมีคนอยู่ในห้อง การเปิด-ปิดหน้าต่าง และพยากรณ์อากาศ เพื่อปรับระบบ HVAC (Heating, Ventilation, and Air Conditioning) ให้ประหยัดพลังงานสูงสุดและรักษาระดับความสบายที่แม่นยำ โดยอุปกรณ์ที่มีฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Ecobee SmartThermostat with Occupancy Prediction, Google Nest Thermostat ที่มีการพัฒนา AI ให้ฉลาดขึ้น 3. ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า (Smart Security Systems with Facial Recognition) ระบบรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะพร้อมการจดจำใบหน้า คือ กล้องวงจรปิดและระบบล็อกประตูที่ไม่ได้แค่ตรวจจับความเคลื่อนไหว แต่สามารถจดจำใบหน้าของคนในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตได้ และแจ้งเตือนเมื่อพบคนแปลกหน้า หรือพฤติกรรมที่ผิดปกติ โดยระบบนี้จะใช้ AI ช่วยให้ระบบสามารถแยกแยะระหว่างคน สัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของได้ ลดการแจ้งเตือนที่ผิดพลาด (False Alarms) และสามารถวิเคราะห์รูปแบบพฤติกรรม เช่น หากมีคนวนเวียนอยู่หน้าบ้านนานผิดปกติ ก็จะส่งการแจ้งเตือนพร้อมวิดีโอคลิปไปยังสมาร์ทโฟนของคุณได้ทันที ตัวอย่างอุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์นี้ก็ยกตัวอย่างเช่น Lockly Styla (Smart Lock with 2K camera, doorbell, facial recognition), Google Nest Cam (with Person Recognition), และ Arlo Security Camera (with AI-powered alerts) 4. ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ (Smart Lighting with Scene Recognition Circadian Systems) ระบบไฟอัจฉริยะที่ปรับตามสภาพแวดล้อมและนาฬิกาชีวภาพ เป็นระบบที่ไม่ใช่แค่การเปิด-ปิดไฟผ่านแอป แต่เป็นระบบที่ปรับความสว่าง สี และอุณหภูมิสีของแสงไฟโดยอัตโนมัติ เพื่อสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับกิจกรรมต่างๆ (เช่น ดูหนัง, ทำงาน, พักผ่อน) และยังสามารถปรับตามวงจรชีวิตประจำวัน (Circadian Rhythm) ของมนุษย์เพื่อปรับอารมณ์และสร้างบรรยากาศในรูปแบบต่างๆ เทคโนโลยีนี้เรียนรู้จากตารางเวลาของคุณ แสงธรรมชาติที่เข้ามาในห้อง และแม้กระทั่งข้อมูลการนอนหลับของคุณ เพื่อปรับแสงไฟให้ช่วยให้คุณตื่นตัวในตอนเช้า และผ่อนคลายในตอนกลางคืน ถ้าอยากลองเทคโนโลยีนี้ ก็ลองหาอุปกรณ์เช่น Philips Hue (พร้อมการตั้งค่า Scene Recognition และ Dynamic Scenes), หรือ Lutron Caseta (พร้อม Daylight Harvesting) ก็ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย 5. หุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่ฉลาดขึ้นและเชื่อมโยงได้ (Robot Vacuums That Map, Mop, and Integrate) หุ่นยนต์ดูดฝุ่นในปัจจุบันมีความสามารถพัฒนาขึ้นมากครับ โดยเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่น/ถูพื้นที่สามารถสร้างแผนที่บ้านได้อย่างแม่นยำ หลบหลีกสิ่งกีดขวาง (รวมถึงสิ่งที่ไม่พึงประสงค์อย่างอุจจาระสัตว์เลี้ยง) และบางรุ่นสามารถเชื่อมต่อกับระบบสมาร์ทโฮมอื่นๆ ได้ เช่น ดูดฝุ่นเสร็จแล้วสั่งให้หุ่นยนต์ถูพื้นทำงานต่อ เป็นต้น ความฉลาดนี้จะมี AI ช่วยให้หุ่นยนต์สามารถระบุชนิดของพื้นผิว ทำความสะอาดในจุดที่สกปรกมากเป็นพิเศษ และกลับไปที่แท่นชาร์จเพื่อเทฝุ่นหรือเติมน้ำได้เองแบบสะดวกสุดๆ ตัวอย่างของอุปกรณ์ประเภทนี้ก็ได้แก่ iRobot Roomba Combo j9+ (พร้อมการหลบหลีกอัจฉริยะและการล้างถูพื้นอัตโนมัติ), หรือ SwitchBot K20+ Pro (สามารถเชื่อมต่อกับโมดูลอื่นๆ เช่น พัดลม, เครื่องฟอกอากาศ, กล้อง) 6. ตู้เย็นอัจฉริยะพร้อมจดจำอาหาร (Smart Refrigerators with Food Recognition Inventory Management) บอกลาตู้เย็นแบบเดิมๆ ที่ใช้แช่อาหาร แต่เพิ่มเติมด้วยความฉลาดเข้าไป โดยเป็นตู้เย็นที่มีกล้องภายในและ AI สามารถระบุชนิดของอาหารที่มีอยู่ วันหมดอายุ และแนะนำสูตรอาหารจากวัตถุดิบที่คุณมี หรือแจ้งเตือนเมื่ออาหารกำลังจะหมด เทคโนโลยีมีประโยชน์มาก ซึ่งช่วยลด Food Waste และช่วยให้การจัดการครัวเรือนเป็นเรื่องง่ายขึ้น สามารถสร้างลิสต์รายการของที่ต้องซื้อได้โดยอัตโนมัติ ถ้าอยากลองนวัตกรรมนี้ ลองดูเป็น Samsung Bespoke AI Home Line (กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า AI-powered) เลยครับ 7. ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน (Smart Plugs and Energy Monitors) ปลั๊กอัจฉริยะและตัววัดการใช้พลังงาน เป็นอุปกรณ์ราคาไม่แพงที่สามารถแปลงเครื่องใช้ไฟฟ้าธรรมดาให้กลายเป็น Smart Device ได้ ช่วยให้คุณควบคุมการเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าผ่านแอปบนสมาร์ทโฟน และที่สำคัญคือสามารถตรวจสอบการใช้พลังงานของอุปกรณ์แต่ละชิ้นได้แบบเรียลไทม์ เพื่อให้เราใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในปี 2025 ปลั๊กอัจฉริยะจะมาพร้อม AI-enhanced insights ที่จะให้คำแนะนำในการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นโดยอัตโนมัติมากมาย ยกตัวอย่างเช่น TP-Link Kasa Smart Plugs, หรือ Sense Energy Monitor (with Appliance Detection) ก็น่าสนใจครับ สุดท้ายนี้ หัวใจสำคัญของ Smart Home 2025 คือการผสานรวม (Integration) และการเรียนรู้ (Learning) ด้วย AI ทำให้บ้านไม่ได้เป็นแค่ที่รวมของ Gadget แต่เป็น ระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น สามารถปรับตัวเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคุณได้อย่างชาญฉลาด และมุ่งเน้นไปที่ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Health Wellness) รวมถึง ความยั่งยืนและการประหยัดพลังงาน (Sustainability Energy Efficiency) มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

Gadget ที่จำเป็น สำหรับแม่ค้าออนไลน์ หรือไลฟ์สดขายของ
อ่าน

Gadget ที่จำเป็น สำหรับแม่ค้าออนไลน์ หรือไลฟ์สดขายของ

สำหรับแม่ค้าออนไลน์ หรือผู้ที่ไลฟ์สดขายของ อุปกรณ์เทคโนโลยี (Gadget) ที่จำเป็นไม่ได้มีแค่สมาร์ทโฟนดีๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์เสริมที่จะช่วยยกระดับคุณภาพของภาพ เสียง และการนำเสนอสินค้าให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เพื่อดึงดูดลูกค้าและปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่คือ Gadget ที่จำเป็นและน่าลงทุนสำหรับแม่ค้าออนไลน์/ไลฟ์สดที่พวกเราทีมงาน TrueID รวบรวมมาเป็นแนวทางให้ครับ 1. สมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง สมาร์ทโฟน ถือเป็นหัวใจหลักของการไลฟ์สดขายของและถ่ายรูปสินค้า ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรเป็นรุ่นที่มีกล้องคุณภาพดี (โดยเฉพาะกล้องหลังที่ถ่ายได้คมชัด สีสวย), ชิปเซ็ตประมวลผลเร็ว (ป้องกันการกระตุกขณะไลฟ์), RAM เยอะ (รันแอปพลิเคชันได้หลายตัวพร้อมกัน), และแบตเตอรี่อึด (เพื่อการไลฟ์ที่ยาวนาน) 2. ขาตั้งกล้อง (Tripod / Gimbal Stabilizer) ขาตั้งกล้อง เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญเพื่อให้ภาพนิ่ง ไม่สั่นไหว ดูเป็นมืออาชีพ ช่วยให้แม่ค้าสามารถนำเสนอสินค้าได้สะดวกขึ้นโดยไม่ต้องถือโทรศัพท์เอง ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ดังนี้ Tripod (ขาตั้งกล้องปกติ): เหมาะสำหรับตั้งกล้องนิ่งๆ บนโต๊ะหรือบนพื้น เพื่อถ่ายสินค้าหรือไลฟ์ในสตูดิโอ Gimbal Stabilizer (ไม้กันสั่น): เหมาะสำหรับไลฟ์สดที่ต้องเคลื่อนไหวไปมา เช่น เดินแนะนำสินค้าในร้าน/โกดัง หรือถ่ายวิดีโอรีวิวสินค้าที่ต้องเคลื่อนไหว เดินในร้านอาหารหรือคาเฟ่ต่างๆ เป็นต้น 3. ไฟส่องสว่าง แสงสว่างที่ดี คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการทำให้สินค้าดูน่าสนใจ สีตรงปก และทำให้แม่ค้าดูดีขึ้นขณะไลฟ์สด ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงานที่เราใช้ โดยไฟจะแบ่งออกเป็นดังนี้ Ring Light (ไฟวงแหวน): ให้แสงสว่างที่นุ่มนวล ลดเงาบนใบหน้า ทำให้ผิวดูเนียน และให้แสงสว่างรอบดวงตาที่สวยงาม Softbox Light (ไฟซอฟต์บ็อกซ์): ให้แสงกระจายตัวกว้างและนุ่มนวล เหมาะสำหรับการจัดแสงสินค้าหรือสร้างสตูดิโอขนาดเล็ก LED Panel Light: ไฟ LED แบบแผงที่ปรับความสว่างและอุณหภูมิสีได้ เหมาะสำหรับเติมแสงเฉพาะจุดหรือใช้เป็นไฟหลัก 4. ไมโครโฟนภายนอก เสียงที่คมชัดและไม่มีเสียงรบกวน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการไลฟ์สด เพราะลูกค้าจะได้ยินและเข้าใจการนำเสนอสินค้าได้ดีขึ้น ดังนั้นหากเราใช้ไมค์ที่ดี มีระบบตัดเสียงรบกวน และโฟกัสเสียงของผู้พูดได้ชัดเจน จะช่วยให้งานของเรามีความชัดเจน และน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยไมค์ที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมดังนี้ ไมค์หนีบปกเสื้อ: ขนาดเล็ก พกพาง่าย ให้เสียงที่คมชัด โดยเฉพาะรุ่นไร้สายจะให้ความคล่องตัวสูง Shotgun Microphone: ไมค์แบบทิศทาง เหมาะสำหรับการบันทึกเสียงจากระยะไกล หรือเมื่อต้องการตัดเสียงรบกวนจากด้านข้าง USB/Condenser Microphone: สำหรับการตั้งโต๊ะไลฟ์สดในสตูดิโอ ให้คุณภาพเสียงระดับสตูดิโอ 5. แบตเตอรี่สำรอง / Power Bank การไลฟ์สดใช้พลังงานแบตเตอรี่สูงมาก เพื่อให้การไลฟ์ไม่สะดุดหรือหยุดกลางคัน ควรมี Power Bank ที่มีความจุสูงและรองรับ Fast Charging เพื่อชาร์จไฟไปพร้อมกับการใช้งาน โดยเฉพาะการทำงานนอกสถานที่ที่ไม่สามารถหาปลั๊กไฟเพื่อทำงานได้ 6. อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ นอกจากอุปกรณ์หลักๆ ที่แนะนำไปด้านบนแล้ว อุปกรณ์เสริมอื่นๆ ก็สามารถช่วยให้งานของเราโดดเด่นขึ้นได้ โดยมีดังนี้เลย ฉากหลัง (Backdrop): ช่วยให้ไลฟ์สดดูเป็นมืออาชีพ มีความสม่ำเสมอ และดึงดูดสายตา เลือกสีหรือลวดลายที่เข้ากับสินค้า อุปกรณ์แสดงสินค้า (Display Props): เช่น หุ่นโชว์, แท่นวางสินค้า, หรืออุปกรณ์ตกแต่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อทำให้สินค้าดูน่าสนใจและเป็นจุดเด่น รีโมทชัตเตอร์ (Bluetooth Remote Shutter): สำหรับการถ่ายภาพนิ่ง หรือวิดีโอโดยไม่ต้องสัมผัสโทรศัพท์ ป้องกันภาพสั่นไหว อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Stable Internet Connection): สำคัญที่สุดสำหรับการไลฟ์สด ควรเป็น Wi-Fi ที่เสถียร หรือใช้ 5G ที่มีสัญญาณแรง คอมพิวเตอร์/แท็บเล็ต: หากมีการจัดการสต็อก หรือตอบคอมเมนต์เยอะๆ การมีคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ตอีกเครื่องจะช่วยให้ทำงานได้สะดวกขึ้น การลงทุนใน Gadget เหล่านี้จะช่วยให้แม่ค้าออนไลน์และผู้ที่ไลฟ์สดขายของสามารถนำเสนอสินค้าได้อย่างมีคุณภาพ สร้างความน่าเชื่อถือ และดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มยอดขายในที่สุดครับ Photo Credit : AI Generated

"ZONE" Gadget สำหรับคนทำงานที่ต้องการสมาธิ หมดปัญหาการหลุดโฟกัส
อ่าน

"ZONE" Gadget สำหรับคนทำงานที่ต้องการสมาธิ หมดปัญหาการหลุดโฟกัส

นิคเคิล ไซต์สมา (Nyckle Sijtsma) นักออกแบบชาวดัตช์ (Dutch) ได้เปิดตัวนวัตกรรมที่น่าสนใจที่ชื่อว่าโซน (ZONE) ตัวช่วยโฟกัสขนาดกะทัดรัดที่ออกแบบมาเพื่อดึงความสนใจของผู้ใช้กลับคืนมาด้วยวิธีที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยให้ผู้ใช้กลับมาจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง หน้าตาของ ZONEจากแนวคิด "วัตถุแห่งการใช้ชีวิต"ผู้สร้างต้องการให้อุปกรณ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ทั่ว ๆ ไป โซน (ZONE) จึงถูกออกแบบมาให้เป็น อุปกรณ์ช่วยโฟกัส ให้เราจัดการกับสิ่งรบกวนในยุคดิจิทัล และกลับมาจดจ่อกับงานที่ทำได้ดียิ่งขึ้นสำหรับหน้าตาของอุปกรณ์ เป็นเหมือนนาฬิกาจับเวลาถอยหลัง ที่มีรูปทรงเป็นลูกบาศก์ขนาดเล็ก หุ้มด้วยซิลิโคนขึ้นรูปเนื้อนุ่ม มีขอบโค้งมนสี่ด้าน แต่ละด้านแทนช่วงเวลาที่ปรับแต่งได้ 4 ช่วง คือ 5, 10, 25 และ 60 นาที และใช้งานง่ายเพียงแค่หมุนลูกบาศก์ไปที่ด้านที่ต้องการ ก็จะเป็นการเริ่มจับเวลา ซึ่งเป็นการบอกเป็นนัยให้เราเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งการโฟกัส หรือพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูร่างกาย">คุณสมบัติเด่นของ ZONEสำหรับการเปิดใช้งานทำได้เพียงหมุนลูกบาศก์ ซึ่งการหมุนแต่ละด้านจะเปิดใช้งานช่วงเวลาที่ตั้งไว้ โดยไม่ต้องใช้หน้าจอหรือปุ่มกด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณที่สัมผัสได้เพื่อเริ่มต้นช่วงเวลาที่จดจ่อหรือพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังงาน และมีการแจ้งเตือนที่นุ่มนวล ผ่านการใช้แสง LED และเสียงระฆังไวดาโฟนที่นุ่มนวล เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด อีกทั้งมี ระบบเสริม Focus Bundle หรือกระดานไวท์บอร์ดกระจก 4 แผ่นที่วางบนฐานไม้ไผ่ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถวางแผนงานหรือบันทึกความคิดระหว่างช่วงพัก ทั้งนี้ โซน (ZONE)มีแบตเตอรี่ขนาด 1000 mAh ที่รองรับการใช้งานประจำวัน ปัจจุบันโซน (ZONE) มี 3 สีให้เลือกคือ สีเข้ม (Midnight Focus) สีอ่อน (Daylight Clarity) และ สีฟ้า (Blue Flow) เพื่อให้เหมาะกับอารมณ์การทำงานที่แตกต่างกัน และพร้อมให้เป็นเจ้าของแล้วบนแพลตฟอร์มคิกสตาร์ทเตอร์ (Kickstarter) ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาวิธีใหม่ ๆ ในการจัดการเวลาและรักษาโฟกัสท่ามกลางความวุ่นวายของโลกดิจิทัล โดย ZONE หนึ่งชิ้นมีราคาขายในรูปแบบ EarlyBird ราคา 49 ยูโร หรือ 1,792 บาท และแบบเซทที่จะมาพร้อมกับกระดาน Funnel focus ราคา 79 ยูโร หรือ 2,891 บาท

เปิดตัว “OPPO Pad Neo” 10,990 บาท ได้จอ 2.4K พร้อม gadget หูฟังไร้สาย TWS อีก 2 รุ่น
อ่าน

เปิดตัว “OPPO Pad Neo” 10,990 บาท ได้จอ 2.4K พร้อม gadget หูฟังไร้สาย TWS อีก 2 รุ่น

ออปโป้ ไทยแลนด์ เปิดตัว OPPO Pad Neo แท็บเล็ตรุ่นใหม่ หน้าจอขนาดใหญ่ 11.4 นิ้ว และลำโพง 4 ตัว ในราคา 10,990 บาท เสริมทัพด้วย OPPO Enco Air3s หูฟังไร้สายดึงดูดทุกสายตาด้วยเคสชาร์จสีทอง Champagne Gold ในราคา 1,999 บาท และ OPPO Enco Buds2 หูฟังไร้สายตัวเล็กเบสทรงพลัง ในสีใหม่สีฟ้า Lilac Blue ราคา 999 บาทOPPO Pad Neo แท็บเล็ตทรงพลังในราคา 10,990 บาทOPPO Pad Neo มาพร้อมหน้าจอแสดงผลถนอมสายตา 2.4K ขนาดใหญ่ถึง 11.4 นิ้ว ในอัตราส่วนภาพ 7:5 และระบบลำโพงคุณภาพสูง ตัวเครื่องใช้สีเทา (Space Grey) มีความบาง 6.89 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 538 กรัม ให้ลำโพงสเตอริโอ 4 ตัว มาพร้อมระบบเสียง Dolby Atmos มอบประสบการณ์เสียงหลายมิติสมจริงรอบด้านและรองรับเสียง Hi-Res โดยติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ 8,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh) รองรับการชาร์จไวแบบ 33W SUPERVOOCOPPO Pad Neo รองรับระบบ Auto Connect โดยเมื่อวาง OPPO Pad Neoไว้ใกล้กับโทรศัพท์ที่รองรับและลงชื่อเข้าใช้บัญชี OPPO เดียวกัน อุปกรณ์ที่ใช้Bluetooth ทั้งสองเครื่องจะสามารถเชื่อมต่อได้โดยอัตโนมัติ รองรับซิมการ์ดและไวไฟ และยังสามารถแชร์ไวไฟฮอตสปอตให้เครื่องอื่นได้ ในขณะที่กินพลังงานน้อยลงผ่าน Communication Sharing โดย OPPO Pad Neo มาในสีเทา (Space Grey) วางจำหน่ายในราคา 10,990 บาทOPPO Enco Air3s ดึงดูดสายตาด้วยเคสชาร์จสีทอง Champagne GoldOPPO Enco Air3s หูฟังไร้สายรุ่นใหม่ล่าสุดบรรจุอยู่ในเคสสีทอง Champagne Gold ที่หรูหราและมีการสะท้อนที่แตกต่างตามมุมแสงตกกระทบ มีฝาเคสที่เปิดได้ 110 น้ำหนักเบาเพียง 3.7 กรัมต่อหูฟังแต่ละข้างOPPO Enco Air3s ให้ระบบสถาปัตยกรรมเสียงมาตรฐาน HiFi 5 DSP ซึ่งยกระดับมาตรฐานหูฟังไร้สายในกลุ่มราคาใกล้เคียงกัน ใช้ไดรเวอร์คอมโพสิตขนาดใหญ่ 13.4 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับระบบ OPPO Alive Audio มอบเสียงเซอร์ราวด์ 360 นำประสบการณ์ภาพและเสียงรอบทิศทางสู่ผู้ใช้ นอกจากนี้ยังมีอัลกอริธึมตัดเสียงรบกวน DDN แยกเสียงออกจากเสียงพื้นหลังแบบเรียลไทม์ โดย OPPO Enco Air3s เชื่อมต่อผ่านสัญญาณ Bluetooth 5.3 และ Google Fast Pair ใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 25 ชั่วโมงเมื่ออยู่ในเคสชาร์จ วางจำหน่ายในราคา 1,999 บาทOPPO Enco Buds2 สีใหม่ Lilac Blue ในราคาเข้าถึงได้OPPO Enco Buds2 หูฟังไร้สายตัวเล็กมาพร้อมเบสทรงพลังด้วย Titanized Driver ขนาดใหญ่ 10 มิลลิเมตร แบตเตอรี่ทนทานฟังเพลงต่อเนื่องได้สูงสุด 28 ชั่วโมง มีโหมด AI deep noise cancellation ที่ช่วยให้ได้ยินเสียงได้อย่างชัดเจนแม้อยู่ในสถานที่ที่เต็มไปด้วยเสียงรบกวนทั้งนี้ OPPO Enco Buds2 ได้รับการออกแบบหูฟังไร้สายตามหลักสรีรศาสตร์ช่วยให้เข้ารับกับหูได้อย่างพอดี และยังมีน้ำหนักเบาเพียง 4 กรัม สวมใส่สบายตลอดทั้งวัน มาในสีใหม่แกะกล่องสีฟ้า (Lilac Blue) ในราคา 999 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถทดลองสัมผัสได้แล้ววันนี้ ณ OPPO Brand Shop ทุกสาขาและตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศภาพและข้อมูลจากOPPO Thailand

8 ไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสและวันปีใหม่ ที่คนรัก IT และ Gadget จะต้องชอบ ฉบับปี 2023
อ่าน

8 ไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสและวันปีใหม่ ที่คนรัก IT และ Gadget จะต้องชอบ ฉบับปี 2023

เทศกาลคริสต์มาสและวันปีใหม่ เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่มักมีการให้ของขวัญกันเป็นประจำทุกปี และในปี 2023 นี้ เทรนด์อุปกรณ์หรือแกดเจ็ต (Gadget) ด้านเทคโนโลยีที่กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันก็จัดเป็นประเภทของขวัญวันคริสต์มาสที่น่าสนใจ TNN Tech จึงรวบรวม 8 ไอเดียของขวัญวันคริสต์มาส ที่สายเทคโนโลยีและ Gadget จะต้องชอบ8 ไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสและวันปีใหม่สาย Gadget และเทคโนโลยี1. Powerbankในช่วงเทศกาลคริสต์มาสหรือปีใหม่ หลังจากเฉลิมฉลองแล้วหลายคนก็มักออกเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว รวมถึงเดินทางไปฉลองเทศกาลในต่างประเทศ และสมาร์ตโฟนที่เปรียบเสมือนปัจจัยที่ 5 ของชีวิตทีติดตัวทุกคนจึงต้องมีแหล่งพลังงานระหว่างเดินทางไกลด้วย ดังนั้น พาวเวอร์แบงค์ (Powerbank) ที่ดีและสวยจะกลายเป็นของขวัญแทนใจที่ผู้รับดีใจได้ไม่ยากนัก ซึ่งมีทั้งพาวเวอร์แบงค์ทั่วไป รวมไปถึงพาวเวอร์แบงค์แบบไร้สายสำหรับการชาร์จสมาร์ตโฟนรุ่นสเปกสูงที่รองรับอีกด้วย2. เครื่องติดตาม GPSหนึ่งในปัญหาที่กวนใจใครหลายคนมากที่สุดคือการทำของชิ้นเล็กชิ้นน้อยหาย ดังนั้น การให้อุปกรณ์ที่จะช่วยตามหาของเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นในเทศกาลคริสต์มาสแก่คนใกล้ชิดหรือคนที่อยากมอบของขวัญให้นั้นถือเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งเครื่องติดตาม GPS ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันก็หนีไม่พ้นแอร์แท็ก (AirTag) จากแอปเปิล (Apple) เนื่องจากออกแบบมาสำหรับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุปกรณ์ในกลุ่ม Apple มาเป็นอย่างดี และสะดวกสำหรับผู้ใช้งานด้วยเช่นกัน3. แท่นชาร์จไร้สายในปัจจุบัน นอกจากสมาร์ตโฟนแล้ว หลายคนยังมี Gadget อื่น ๆ อย่างเช่น หูฟังไร้สาย สมาร์ตวอตช์ ตลอดจนแท็บเล็ตหรือพาวเวอร์แบงค์ ไว้ใช้งานในชีวิตประจำวัน ซึ่งการชาร์จอุปกรณ์เหล่านี้จะตามมาด้วยสายชาร์จที่รกและไม่เป็นระเบียบ ดังนั้น หากนำแท่นชาร์จไร้สายเป็นของขวัญในวันคริสต์มาสก็ถือเป็นอีกหนึ่งไอเดียที่ช่วยแก้ปัญหาความไม่เป็นระเบียบเวลาชาร์จอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้4. เครื่องเล่นแผ่นเสียงแต่ในขณะเดียวกัน หลายคนที่มีอุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ อยู่ในบ้านและใช้งานในชีวิตประจำวันกลับมีความต้องการฟังเพลงในรูปแบบคลาสสิกอย่างการฟังเพลงผ่านแผ่นเสียงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเครื่องเล่นแผ่นเสียงในตอนนี้มีความสามารถทั้งการต่อเสียงออกลำโพงผ่านบลูทูธ (Bluetooth) หรือระบบเสียงแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการเล่นเพลงแบบคลาสสิกกับเทคโนโลยีปัจจุบัน นับเป็นของขวัญวันคริสต์มาสที่น่าสนใจไม่น้อยเช่นกัน5. เครื่องเล่นเกมช่วงเทศกาลคริสต์มาสสำหรับบางคนอาจะเป็นเพียงช่วงเวลาพักผ่อนจากการทำงานส่งท้ายปี แค่มีเวลาอยู่กับตัวเองและได้เล่นเกมก็เพียงพอ ดังนั้น การซื้อเครื่องเล่นเกมอย่างเพลย์ สเตชัน (PlayStation) หรือเอกซ์บ็อกซ์ (Xbox) รวมไปถึงเครื่องเล่นเกมพกพาอย่างนินเทนโด (Nintendo) ที่สามารถเล่นเกมได้หลากหลายประเภทก็ถือเป็นไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสที่น่าสนใจเช่นกัน6. ขาตั้งมือถือปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันผู้คนหันมาเป็นคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ (Content Creator) หรือผู้ผลิตเนื้อหาต่าง ๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์กันมากขึ้น ซึ่งการผลิตคอนเทนต์อาจจะเป็นงานระดับใหญ่ที่มีอุปกรณ์ถ่ายทำครบครัน ไปจนถึงการทำคอนเทนต์แบบตัวคนเดียว ด้วยเหตุนี้ ขาตั้งมือถือ จึงเป็นไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสที่น่าสนใจไม่แพ้ Gadget ราคาแพงหรือ Gadget ชิ้นใหญ่แต่อย่างใด7. กล้องฟิล์มกล้องฟิล์มเป็นอีกหนึ่งแฟชันด้าน Gadget ที่ได้รับความนิยมในช่วงไม่กีปีที่ผ่านมา และเชื่อได้ว่าจะได้รับความนิยมต่อไปไปจนถึงคริสต์มาสในปี 2024 เป็นอย่างน้อย เพราะว่ากล้องฟิล์มได้ส่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ย้อนยุคในยุคที่เทคโนโลยีทั้งหมดรวดเร็ว กล้องฟิล์มให้คุณค่ากับภาพถ่ายและอัตลักษณ์ในการถ่ายภาพที่แตกต่าง ดังนั้น กล้องฟิล์มจึงเป็นอีกหนึ่งไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสที่ไม่ควรมองข้าม8. หูฟังไร้สายปิดท้ายไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสกับหูฟังไร้สาย หนึ่งในอุปกรณ์สำคัญแห่งปี 2023 ที่ไม่ว่าจะดูหนัง ฟังเพลง หรือประชุมงาน ต่างก็ต้องการอุปกรณ์ในการฟังที่สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพแต่พกพาง่าย ดังนั้น การซื้อหูฟังไร้สายให้กับคนที่เรารักในช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นโอกาสในการอัปเกรดอุปกรณ์หูฟังของอีกฝ่าย และยังหนึ่งใน 8 ไอเดียของขวัญวันคริสต์มาสที่ TNN Tech เชื่อว่าจะทำให้ผู้รับรู้สึกยินดีได้โดยไม่ยากนักอีกด้วย

Tesla โผล่งาน Motor Expo 2023 ครั้งแรก ตอนนี้ถือว่าเป็นรถ EV เต็มตัว ไม่ใช่ Gadget แล้วนะ
อ่าน

Tesla โผล่งาน Motor Expo 2023 ครั้งแรก ตอนนี้ถือว่าเป็นรถ EV เต็มตัว ไม่ใช่ Gadget แล้วนะ

หลังจาก Tesla เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยในช่วงต้นปี 2023 ผ่านมาเป็นเวลา 10 เดือนถือว่าทำได้ดีทีเดียว ด้วยยอดจดทะเบียน Tesla Model 3 จำนวน 3,839 คัน ครองอันดับ 3 ในตลาดรถ EV และ Tesla Model 3 (รุ่นเดิม) จำนวน 1,527 คัน อันดับ 7 ของตลาด แม้ในทีแรก Tesla จะไม่ได้วางตัวเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (มองว่าเป็น Gadget เสียด้วยซ้ำ) แต่ภายหลังจากความร้อนแรงของตลาดรถ EV ในไทย ทำให้ Tesla ต้องลงมาเล่นตลาดนี้จริงจังมากขึ้น พร้อมโชว์ตัวในงาน Motor Expo 2023 เป็นครั้งแรก Tesla พารุ่น Model 3 Refeshed มาอวดโชว์คันจริงในงานนี้ด้วย ซึ่งมีการปรับดีไซน์ของไฟหน้าและไฟท้ายรูปตัว C ที่เฉียบคมมากขึ้น มาพร้อมล้อ Photon ขนาด 18 นิ้วและล้อ Nova ขนาด 19 นิ้ว โครงสร้างประตูที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เสริมด้วยถุงลมนิรภัยด้านข้าง พร้อมที่นั่งแบบใหม่ที่ช่วยลดการบาดเจ็บของทั้งคนขับและผู้โดยสารหากมีการชน ภายในมีการปรับพวงมาลัยให้สามารถเปิดปิดไฟเลี้ยวได้จากพวงมาลัยทันที รวมถึงการย้ายคันเกียร์ไปไว้ในหน้าจอดิจิทัลเลย เพื่อความสะดวกในการขับขี่ แต่ยังมีปุ่มแบบแมนนวลให้บริเวณด้านใต้หลังคาอยู่ มาพร้อมระบบเสียงระดับโรงภาพยนตร์ด้วยลำโพงสูงสุด 17 ตัว และจอควบคุมด้านหลังเบาะที่นั่ง สำหรับผู้โดยสารแถวหลัง การปรับเปลี่ยนโครงสร้าวตัวถังหลายส่วนรวมถึงการซีลวัสดุ ส่งผลให้สามารถลดเสียงรบกวนลงได้มากถึง 31% ในช่วง 50-1000 Hz ระหว่างขับขี่ด้วยความเร็วสูง ทำงานควบคู่กับช่วงล่างและโช้คอัประบบ Frequency Selective Damping การปรับเปลี่ยนยังทำให้ Tesla Model 3 ใหม่ขับขี่ได้ไกลยิ่งขึ้น โดยในรุ่น RWD มีระยะขับขี่สูงสุด 513 กม. (จากเดิม 510 กม.) และรุ่น Long Range AWD ขับขี่สูงสุด 629 กม. (จากเดิม 602 กม.) ตามมาตรฐาน WLTP ในขณะที่ Tesla Model Y เองก็มาอวดโฉมด้วยเหมือนกัน โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 1,699,000 บาท ก่อนที่จะปรับราคาขึ้น 50,000 บาท ในลอตต่อ ๆ ไป ซึ่งภายในงานมาพร้อมโปรอัตราดอกเบี้ยเริ่มต้นเพียง 1.89% เมื่อจองตั้งแต่วันนี้ถึง 11 ธันวาคม 2023 อีกทั้ง Tesla ยังเปิดตัวหุ่นยนต์ Optimus ซึ่งเป็นนวัตกรรมเดียวกับที่ใช้ผลิตรถ EV ของ Tesla ออกแบบมาเพื่อการทำงานที่เสี่ยงอันตรายของมนุษย์ รวมถึงงานจำเจที่พอจะทำแทนมนุษย์ได้ เพื่อให้มั่นใจถึงการปฏิบัติงานที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ Tesla Model 3 Refreshed มีให้เลือก 2 สีใหม่ ได้แก่สี Stealth Grey และสี Ultra Red ควบคู่ไปกับสีดำ สีขาว และสีน้ำเงินแบบคลาสสิก Tesla Model 3 Refreshed รุ่น RWD ราคาเริ่มต้นที่ 1,599,000 บาท และรุ่น Long Range AWD ราคา 1,899,000 บาท พร้อมส่งในช่วงไตรมาสแรกของปี 2024

ส่อง “Humane AI Pin” อุปกรณ์สวมใส่ ที่จะเป็น Gadget แห่งโลกอนาคต
อ่าน

ส่อง “Humane AI Pin” อุปกรณ์สวมใส่ ที่จะเป็น Gadget แห่งโลกอนาคต

หลังจากปล่อยภาพเรียกน้ำย่อยมาหลายเดือน ในที่สุด ฮิวเมน (Humane) สตาร์ตอัปด้านอุปกรณ์เอไอ ที่มีผู้ก่อตั้งและทีมพัฒนาเป็นอดีตพนักงานจากบริษัทใหญ่อย่าง แอปเปิล (Apple) ก็ได้ฤกษ์เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก ฮิวเมน เอไอ พิน (Humane AI Pin) อย่างเป็นทางการ โดยเป็นอุปกรณ์สวมใส่แบบไร้จอ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเอไอ โดยเชื่อว่าอาจมาแทนที่การใช้งานสมาร์ตโฟนได้ในอนาคตภาพจาก Humaneอุปกรณ์ตัวนี้มีหน้าตาคล้ายกับเข็มกลัดล้ำ ๆ ทรงสี่เหลี่ยม ประกอบด้วยชิ้นส่วน 2 ส่วนหลักด้วยกัน คือส่วนตัวเครื่อง หรือ เอไอ พิน (Ai Pin) ขนาดกว้าง 44.50 มิลลิเมตร ยาว 47.50 มิลลิเมตร หนัก 34.2 กรัม และส่วนแบตเตอรี่น้ำหนัก 20 กรัม ซึ่งสองส่วนนี้สามารถเอามาประกบกันเพื่อหนีบติดกับเสื้อได้ส่วนภายในตัวเครื่องใช้ชิปประมวลผล Snapdragon Octa-core Qualcomm มาพร้อมกล้องความละเอียดขนาด 13 ล้านพิกเซล ไมค์ สปีกเกอร์ และใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์และระบบปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นเองในชื่อ คอสมอส (Cosmos) ในการประมวลผลและควบคุมการทำงานภาพจาก Humaneส่วนจุดเด่นของอุปกรณ์ตัวนี้ คือ ไม่มีหน้าจอเหมือนกับสมาร์ตโฟนทั่วไป แต่จะใช้เทคโนโลยี เลเซอร์ อิงค์ ดิสเพลย์ (Laser Ink Display) หรือการฉายภาพไปบนฝ่ามือของเราเพื่อใช้แทนจอภาพ โดยเราสามารถขยับนิ้ว หรือฝ่ามือ หรือแตะตัวเครื่องบริเวณทัชแพด (Touchpad) ร่วมกับการใช้คำสั่งเสียง เพื่อควบคุมการใช้งานต่าง ๆ ได้เราสามารถใช้อุปกรณ์ตัวนี้ ในลักษณะที่คล้ายกับการใช้งานสมาร์ตโฟนในปัจจุบัน คือสามารถใช้โทรศัพท์ ส่งข้อความ ถ่ายภาพ ฟังเพลง หรือจะแตะตัวเครื่องเพื่อใช้คำสั่งเสียง พูดคุยกับเอไอ ให้ช่วยแปลภาษา ถามสิ่งที่สงสัยเพื่อให้ช่วยหาคำตอบ และทำงานตามคำสั่งอื่น ๆ เช่น สรุปข้อความ หาข้อมูลสารอาหารจากสิ่งที่เราถือให้กล้องดู เป็นต้นภาพจาก Humaneโดย อิมราน เชาดรี (Imran Chaudhri) และ เบธานี บองจิออร์โน (Bethany Bongiorno) สองอดีตวิศวกรจากแอปเปิลและผู้ก่อตั้งบริษัทนี้ ได้เผยราคาจำหน่ายอุปกรณ์ออกมาแล้ว อยู่ที่ 699 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 25,000 บาท และสามารถสมัครสมาชิกรายเดือนอีก 24 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 870 บาท เพื่อใช้งานเครือข่ายมือถือของ T-Mobile โดยจะเริ่มเปิดให้สั่งซื้อล่วงหน้าในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ และเริ่มจัดส่งในต้นปี 2024 เป็นต้นไปข้อมูลจากbusinessinsider, theverge, hu.ma.ne

เทสต์ 3 Gadget ท่องเที่ยวจาก Mazer : หัวชาร์จ Universal, ตัวปล่อย Bluetooth บนเครื่องบินและสายชาร์จสุดอึด
อ่าน

เทสต์ 3 Gadget ท่องเที่ยวจาก Mazer : หัวชาร์จ Universal, ตัวปล่อย Bluetooth บนเครื่องบินและสายชาร์จสุดอึด

Mazer เป็นแบรนด์อุปกรณ์เสริมจากสิงคโปร์นะครับ ก็ทำผลิตภัณฑ์หลายอย่างเช่น Power Bank, หัวชาร์จ, สายชาร์จ, ที่ชาร์จไร้สาย แต่ที่เราจะรีวิวในวันนี้เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มสำหรับการท่องเที่ยวอย่างหัวชาร์จ Universal ที่เสียบประเทศไหนก็ได้ สามารถชาร์จ USB-C ได้ 2 หัว, USB-A อีก 1 หัว แถมเสียบปลั้กต่อได้อีก นอกจากนี้ยังมี Fly-Mate Duo อุปกรณ์เสียบกับช่อง AUX 3.5 mm บนเครื่องบินเพื่อส่งสัญญาณ Bluetooth ออกมา ทำให้เราดูหนังบนเครื่องได้ดีกว่าหูฟังที่สายการบินให้บริการ และสุดท้ายคือสายชาร์จ USB-C to USB-C ครับ Mazer Travel165PD World GaN Travel Charger สเปกของ Mazer Travel165PD World GaN ที่สามารถยืดขาปลั้กได้ 3 ชุดคือ EU / UK / USA, AUS เริ่มต้นตัวแรกกับหัวปลั้กครอบจักรวาลที่มีสเปกดังนี้ ใช้งานได้กับระบบไฟ 110 โวลต์ สูงสุด 880 W ใช้งานได้กับระบบไฟ 220 โวลต์ สูงสุด 1,840 W ขาปรับปลั๊กไฟ 3 แบบ ใช้งานง่าย พอร์ต USB-C จำนวน 2 ช่อง เสียบช่องใดช่องหนึ่งจ่ายไฟสูงสุด 65W เสียบพร้อมกันจ่ายไฟ USB-C1 45 W และ USB-C2 18 W รวมเป็น 63W พอร์ต USB-A จำนวน 1 ช่องจ่ายไฟสูงสุด 30 W เมื่อเสียบช่องเดียว ช่อง USB-C2 กับ USB-A แชร์ไฟกัน 15 W ชาร์จพร้อมกันทั้ง 3 พอร์ต (2x USB-C + 1x USB-A) จ่ายไฟรวม 60 W (USB-C1 45W และ USB-C2 + USB-A อีก 15W) ใช้งานได้กว่า 150 ประเทศทั่วโลก รับประกัน 2 ปี เสียเปลี่ยนตัวใหม่ให้ทันที ซึ่งเมื่อเรานำอุปกรณ์ตรวจสอบมาตรฐานการชาร์จมาตรวจสอบก็พบว่า Mazer Travel165PD World GaN ตัวนี้รองรับมาตรฐานการชาร์จเร็วหลายตัวเลยครับคือ FCP Huawei Fast Charge : ชาร์จเร็วของหัวเว่ย SCP Huawei Super Charge : ชาร์จเร็วขั้นกว่าของหัวเว่ย ตัวนี้รองรับ 20W AFC Samsung Adaptive Fast Charge : มาตรฐานชาร์จเร็วของซัมซุง ปัจจุบันใช้ PD แทนแล้ว QC Quick Charge 3.0 ที่ทำงานร่วมกับ USB-PD : มาตรฐานชาร์จเร็วของ Qualcomm ที่นิยมในสมัยชาร์จด้วย USB-A USB-PD 3.0ที่ให้กำลังไฟสูงสุด 65 W พร้อมรองรับ PPS และ Quick Charge 4+ ด้วย DCP Dedicated charging port : มาตรฐานชาร์จ (ไม่เร็ว) ในยุคแรก ที่ USB จ่ายไฟเพื่อชาร์จ Apple 2.4A: มาตรฐานชาร์จเร็วยุคแรกของแอปเปิ้ล ชาร์จเร็ว 12W จากสเปกทั้งหมดก็พกตัวเดียวจบจริง ๆ ครับ ขนาดก็ไม่ใหญ่มาก น้ำหนักก็ไม่เยอะ ใส่กระเป๋าเดินทางสบาย ๆ Mazer Fly-Mate Duo in-flight Wireless Adapter อุปกรณ์ภายในกล่อง Mazer Fly-Mate Duo จะมีสายชาร์จ USB-A to USB-C มาด้วย แล้วก็สาย 3.5 เส้นเล็ก ๆ สำหรับยืดระยะการเสียบ ในกรณีที่มีอะไรบังช่องจนเสียบตัว Fly-Mate ตรง ๆ ไม่ได้ อุปกรณ์ตัวต่อมาสำหรับคนที่รักความบันเทิงบนเครื่องบิน แต่หูฟังที่สายการบินแจกส่วนใหญ่มันจะง่อยเกินไป ตัดเสียงรบกวนได้ไม่เก่งเท่าหูฟังบลูทูธไร้สายของเรา เราจึงต้องใช้อุปกรณ์อย่าง Mazer Fly-Mate Duo มาช่วยครับ เราทดสอบการใช้งานโดยเสียบเข้ากับ Sony Walkman เพื่อเสียบ Fly-Mate Duo เข้ากับช่อง 3.5 mm ให้เสียงออกมานะครับ โดยเราลองเชื่อมต่อกับหูฟัง 2 ตัวคือ Apple AirPods Pro 2 ก็ให้เสียงออกมาได้ในระดับ SBC (ไม่ใช่อุปกรณ์แบบนี้ทุกตัวจะสามารถเชื่อมต่อกับ AirPods ได้ แต่ของ Mazer นี่ทำได้) ส่วนการเชื่อมต่อกับ Devialet Gemini 2 ได้การเชื่อมต่อที่ดีกว่าคือเป็น aptX ซึ่งให้เสียงดีกว่า SBC ครับ ซึ่ง Fly-Mate Duo รองรับการเชื่อมต่อแบบ aptX Low Latency และ aptX HD ด้วย ก็ขึ้นอยู่กับฝั่งหูฟังว่าจะรองรับตัวไหนบ้าง แต่ไม่รองรับ AAC ครับ การใช้งาน Fly-Mate Duo ค่อนข้างง่าย เพราะมีปุ่มกดถึง 3 ปุ่ม คือปุ่มสำหรับเชื่อมอุปกรณ์ A และ B ส่วนปุ่มกลม ๆ ตรงกลางเป็นปุ่ม Power และเปิดหน้าจอ ซึ่งการที่มันมีจอเล็ก ๆ ทำให้เข้าใจได้ง่ายมากว่าเรากำลังเชื่อมหูฟังตัวไหนอยู่ ซึ่ง Gadget แบบนี้ที่ไม่มีจอ มันจะใช้ยากกว่านี้มาก นอกจากนี้มันยังสามารถเชื่อมต่อหูฟังได้พร้อมกัน 2 ตัวอีกด้วย เผื่อไปเป็นคู่ ก็ดูหนังจอเดียวกันพร้อมกันได้ (ถ้าจอใหญ่พอ) ด้านหลังของ Fly-Mate Duo เป็นหัว 3.5 mm แบบ 2 ขาเผื่อเครื่องบินบางรุ่นยังต้องเสียบ 2 ขาครับ แต่ก็สามารถเก็บไปขาหนึ่งเพื่อเสียบกับช่อง 3.5 mm แบบสเตอริโอได้ด้วย ตามสเปกแล้ว Fly-Mate Duo มีอายุแบตเตอรี่ราว 10 ชั่วโมง ก็น่าจะยาวนานพอสำหรับเที่ยวบินส่วนใหญ่ ส่วนการชาร์จไฟกลับจะใช้ USB-C ด้านข้างเครื่อง แต่ไม่ใช่หัวชาร์จทุกตัวจะชาร์จ Fly-Mate Duo เข้านะครับ ถ้าเป็นสาย USB-C to USB-C ที่จ่ายไฟกำลังสูง ๆ อาจจะชาร์จไม่เข้า ตัวที่ชาร์จเข้าแน่ ๆ คือเอาชาร์จผ่านสาย USB-A to USB-C ครับ เพราะจะจ่ายกระแสน้อยกว่า สรุป ถ้าบินบ่อย ๆ แล้วชอบดูหนังบนเครื่อง ต้องจัดครับ ถือว่าความสามารถครบถ้วนเลย Mazer Infinite.LINK Pro 3 สุดท้ายคือสายชาร์จแบบ USB-C to USB-C ยาว 1.2 เมตร ครับ เป็นสายที่รองรับไฟได้ 100W ในขนาดสายไม่หนาเกินไปนัก ส่วนความเร็วของสาย ผู้ผลิตส่งข้อมูลให้เราว่าเป็น USB 2.0 ความเร็ว 480 Mbps ครับ แต่เราสายที่เราได้รับมา เราเทสต์ด้วยเครื่องออกมาเป็นสาย USB 3.2 และ USB 4 Gen 2 ที่ได้ความเร็วสูงสุด 20 Gbps ยังไงก็ลองเช็คกับหน้าร้านอีกทีนะครับ สายเส้นนี้ให้สัมผัสที่นุ่มนวลด้วยสายถักไนล่อนแบบพิเศษที่ห่อหุ้มสายไว้ที่ชั้นนอก ซึ่ง Mazer ก็เคลมว่าผ่านการทดสอบพับงอสาย 65,000 ครั้งมาแล้ว ยังไม่พัง โดยในแพ็กเกจมีสายซิลิโคนสำหรับพันสายให้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาด้วย ราคาและช่องทางขาย สำหรับผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 ตัวของ Mazer มีราคาและช่องทางจำหน่ายดังนี้ Mazer Travel165PD World GaN Travel Charger ราคา 2,590 บาท ซื้อผ่าน Lazada, Shopee Mazer Fly-Mate Duo in-flight Wireless Adapter ราคา 1,990 บาท ซื้อผ่าน Lazada, Shopee Mazer Infinite.LINK Pro 3 สายชาร์จ USB-C ยาว 1.2 เมตร ราคา 690 บาท ซื้อผ่าน Lazada, Shopee

Gadget of the year 2022 | TNN Tech Reports
อ่าน

Gadget of the year 2022 | TNN Tech Reports

ในแต่ละปีบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ ทั่วโลก มักจะมีการพัฒนาและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอที รวมถึง Gadget ใหม่ ๆ ออกมาเป็นระยะ เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที และตลอดทั้งปี 2022 นี้ก็เช่นเดียวกัน มีการเปิดตัวอุปกรณ์ IT ต่าง ๆ ที่มีความโดดเด่น จากหลากหลายบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกDJI AvataDJI Avata คือโดรนบินขนาดเล็กประสิทธิภาพสูง จาก DJI รองรับผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวและชอบบันทึกภาพวิดีโอในมุมมองใหม่ ๆ สัมผัสธรรมชาติในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม มาพร้อมกับความสามารถในการถ่ายภาพมุมกว้าง 155 องศา บันทึกภาพวิดีโอความคมชัด 4K อัตรา 60 เฟรมต่อวินาที ระบบป้องกันการสั่นสะเทือน ร็อกสเตดี้ (RockSteady) และ โฮไรซันสเตดี้ (Horizon Steady) ช่วยลดการสั่นไหวของภาพ สามารถถ่ายภาพนิ่งความคมชัด 48 ล้านพิกเซล หน่วยความจำภายใน 20 กิกะไบต์ รองรับ microSD สูงสุด 256 กิกะไบต์มีระบบพลังงานไฟฟ้า ใช้แบตเตอรี่ 2,420 mAh บินนานสูงสุด 18 นาที ตัวเครื่องของโดรนน้ำหนัก 410 กรัม และจุดเด่นของโดรนบิน อยู่ที่สามารถควบคุมได้ด้วยรีโมทคอนโทรลและมองผ่านแว่นตา VR การควบคุมและส่งข้อมูลระยะไกล ส่งสัญญาณไกลสูงสุด 10 กิโลเมตร ความละเอียดของภาพวิดีโอ 1080p 100fps อัตราการดีเลย์สัญญาณเพียง 30 มิลลิวินาที โดย DJI Avata มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 38,600 บาทMeta Quest VR Headsetsในปี 2022 บริษัท เมตา (Meta) พยายามผลักดันโลกเสมือนจริง Metaverse อย่างเต็มตัว ทั้งในด้านของการผลิตซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่างการเปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะ Meta Quest Pro เพื่อเชื่อมต่อโลกเสมือนจริงแว่นตาอัจฉริยะ Meta Quest Pro มาพร้อมกับการแสดงผลหน้าจอ LCD เทคโนโลยีควอนตัมดอท (Quantum dots)รองรับการแสดงแสงและสีอย่างถูกต้องระดับสูง คมชัดและมีความแน่นของจำนวนพิกเซลมากกว่าแว่นตารุ่น Oculus Quest 2 กว่า 37% เพิ่มความละเอียดของกล้องด้านหน้า 4 เท่า ทำให้จับสภาพแวดล้อมด้านหน้าผู้สวมใส่ได้อย่างคมชัดสมจริงการใช้งานและการควบคุมแว่นตาอัจฉริยะนี้ สามารถทำได้ผ่านทางอุปกรณ์ Meta Quest Touch Pro แบบไร้สายที่แยกอิสระออกมาจากแว่นตา ทำให้ผู้สวมใส่มีความคล่องตัวมากขึ้น การออกคำสั่งหรือเคลื่อนที่ในโลกเสมือนจริงใช้การเคลื่อนที่ของมือและปุ่มคำสั่งต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สวมใส่เชื่อมต่อโลกเสมือนจริงอย่างไร้รอยต่อให้มากที่สุด โดยสนนราคาที่ 57,000 บาทNothing Phoneสมัยนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าการออกแบบสมาร์ตโฟนที่มีความแปลกแตกต่างจะเรียกความสนใจจากผู้ใช้งานได้ไม่น้อย หนึ่งในนั้นคือ Nothing Phone สมาร์ตโฟนแนวคิดใหม่ที่มาพร้อมดีไซน์แปลกใหม่ เปิดฝาหลังโปร่งใส ที่ตั้งใจให้เห็นวงจรด้านใน และมีไฟ LED เกือบ 1 พันหลอดจัดเรียงอย่างสวยงาม ซึ่งสีของเครื่องมีให้เลือก 2 สี คือ ขาวและดำสมาร์ตโฟน Nothing Phone ติดตั้งชิปประมวลผล Snapdragon 778G+ รุ่นพิเศษจาก Qualcomm พร้อมกล้องหลัง 2 ตัว กล้องหลัก 50 ล้านพิกเซล และกล้องอัลตราไวด์ 50 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 16 ล้านพิกเซลในส่วนของหน้าจอมีขนาด 6.55 อัตรารีเฟรช 60-120 เฮิร์ท (Hz) ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 12 และได้มีการพัฒนาระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาด้วย ที่ชื่อว่า Nothing OS เพื่อที่จะทำงานเชื่อมกับหลอด LED ซึ่งทาง Nothing Phone เรียกชุดไฟ LED ดังกล่าวว่า Glyph Interface และด้วยราคาเปิดตัวอยู่ที่ 18,900 บาท ทำให้ Nothing Phone จัดอยู่ในสมาร์ตโฟนระดับกลาง แต่ด้วยดิไซน์ที่แปลกตา จึงทำให้หลายคน อยากเป็นเจ้าของนั่นเองครับiPhone 14 Pro Maxเป็นประจำในทุกปี ที่บริษัท Apple จะเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ และปีนี้ แอปเปิลก็ได้เปิดตัวสมาร์ตโฟน iPhone 14 โดยมีผลิตภัณฑ์ตัวท๊อปสุด คือ iPhone 14 Pro Max ที่มาพร้อมหน้าจอแสดงผลเคลือบด้วยเซรามิกหรือ Ceramic Shield ทนต่อการเกิดรอยขีดข่วน มีสีให้เลือก 4 สี ดำสเปซแบล็ค เงิน ทองและม่วงเข้มจุดเด่นไฮไลต์ของ iPhone รุ่นนี้ คือ Notch ที่อยู่กลางหน้าจอหายไป กลายเป็นลูกเล่นใหม่ ที่สามารถแสดงผลแจ้งเตือน หรือแสดงสถานะต่าง ๆ ของ iPhone เช่น แบตเตอรี่ ฟังเพลง สายโทรเข้า หรือ FaceTime ซึ่ง Notch ดังกล่าวมีชื่อว่า Dynamics Island หน้าจอของ iPhone 14 Pro Max เป็นแบบซูเปอร์เรตินา ขนาด 6.7 นิ้ว ความสว่างของหน้าจอ 1,000 นิต และปรับค่าความสว่างสูงสุด 2,000 นิต เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ อัตตรารีเฟรซสูงสุด 120 เฮิร์ท กันน้ำลึกสุดไม่เกิน 6 เมตร เป็นเวลา 30 นาทีขณะที่ความสามารถของกล้องถ่ายภาพ ก็สมชื่อระดับโปรด้วยกล้องหลักความละเอียด 48 ล้านพิกเซล กล้องอัลตราไวด์ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล กล้องเทเลโฟโต ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (MP) ด้านหน้าของเลนซ์ผลึกด้วยแซฟไฟร์ป้องกันหน้าเลนส์ รองรับการบันทึกวิดีโอความคมชัดระดับ 4K สูงสุด 60 เฟรมเรต และมาพร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหว ราคาเริ่มต้น 44,900 บาทSamsung Galaxy S22 Ultraสมาร์ตโฟนจากค่าย Samsung ถือเป็นอีกแบรนด์ที่ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยมีสมาร์ตโฟนรุ่น Samsung Galaxy S22 Ultra ถือได้ว่าเป็นเรือธงของแบรนด์นี้ การออกแบบสวยงามมีให้เลือก 4 สี คือ Phantom Black, ขาว Phantom White, เขียว Green และแดง Burgundyสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ Samsungได้แถมปากกา S Pen พร้อมกับตัวเครื่อง ซึ่งปกติแล้วต้องซื้อปากกาแยก ทำงานอยู่บนระบบปฏิบัติการ Android 12 พร้อม One UI 4.1 ขนาดหน้าจอ 6.8 นิ้ว จุดเด่นอยู่ที่กล้องหลังจัดเต็ม 4 ตัว กล้องหลักมีความละเอียดมากถึง 108 ล้านพิกเซล กล้องเทเลโฟโต 2 ตัว ความละเอียด 10 ล้านพิกเซล (MP) พร้อมกับกล้องออปติคัล 1 ตัว ซูมภาพได้มากถึง 100x นอกจากนี้ยังมีกล้องหน้าความละเอียด 40 ล้านพิกเซล ทั้งหมดนี้ต้องการตอบโจทย์คนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ โดยเฉพาะในที่ที่มีแสงน้อยหรือในเวลากลางคืนนอกจากนี้ยังใส่แนวคิดรักษ์โลก ด้วยการใช้วัสดุรีไซเคิล พลาสติกจากอวนจับปลาในทะเล มาเป็นส่วนประกอบบางชิ้นของสมาร์ตโฟน และได้ปรับกระบวนการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดการใช้งานพลาสติกลงประมาณ 20% นอกจากนี้บริษัทยังใช้พลังงานไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% ในประเทศสหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรปและประเทศจีนด้วย โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 39,900 บาท

6 ไอเทมสงกรานต์ ที่ควรมีขายในไทย ! ตั้งแต่ปืนฉีดน้ำไปจนถึง Gadget สุดเจ๋ง
อ่าน

6 ไอเทมสงกรานต์ ที่ควรมีขายในไทย ! ตั้งแต่ปืนฉีดน้ำไปจนถึง Gadget สุดเจ๋ง

ปืนฉีดน้ำเกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1989 โดยลอนนี่ จอห์นสัน (Lonnie Johnson) อดีตวิศวกรประจำองค์การบริหารการบินและอวกาศ (NASA) ขณะที่กำลังทำงานให้กับกองทัพอากาศของสหรัฐอเมริกาในช่วงนั้น และได้กลายเป็นปืนฉีดน้ำยี่ห้อซูเปอร์ โซคเกอร์ (Super Soaker) ของเล่นที่แพร่หลายไปทั่วโลก ในไทย ปืนฉีดน้ำยังกลายเป็นหนึ่งในอุปกรณ์การเล่นน้ำในเทศกาลสงกรานต์ แต่นอกจากปื้นฉีดน้ำแล้ว ยังมีไอเทมสงกรานต์อื่น ๆ ที่น่าสนใจจากต่างประเทศถึง 6 ไอเทม มาฝากกันด้วย1. ไอเทมสงกรานต์ - สไปราทู (SpyraTwo)สไปราทู (SpyraTwo) เป็นปืนฉีดน้ำที่ได้รับการออกแบบให้มีระยะยิงไกลถึง 9 เมตร พร้อมลักษณะการยิงคล้ายปืนพกที่สามารถยิงทีละนัดได้มากสุด 22 นัด ใช้แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเป็นแหล่งพลังงานในการสูบน้ำมาเก็บและสร้างแรงยิงภายใน 12 วินาที และใช้เวลา 3 วินาที ในการยิงแต่ละครั้ง วางจำหน่ายผ่านหน้าเว็บไซต์สำหรับบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย และจีน ในราคาประมาณ 5,800 บาท2. ไอเทมสงกรานต์ - ลิควิดบอม (Liquid Bomb)ลิควิดบอม (Liquid Bomb) ไอเดียสุดสร้างสรรค์จากสหรัฐอเมริกา ที่สร้างยางพิเศษรูปทรงคล้ายระเบิดมือ แต่ทำหน้าที่เป็นระเบิดน้ำด้วยการเติมน้ำเข้าไปข้างใน และเมื่อปาลควิดบอมไปกระทบคนหรือพื้นผิวใด ๆ ก็จะแยกตัวและปล่อยน้ำภายในออกมา โดยตัวลิควิดบอมนี้สามารถนำมาเติมน้ำใช้ซ้ำได้เรื่อย ๆ ไม่สิ้นเปลืองแต่อย่างใด วางจำหน่ายในรูปแบบชุดละ 6 ชิ้น ผ่านทางเว็บไซต์ในราคาชุดละ 600 บาท หรือตกชิ้นละประมาณ 100 บาท3. ไอเทมสงกรานต์ - ซีแอร์ (SeeAir)สำหรับผู้ที่ต้องการดำน้ำตื้นดูปะการังในช่วงสงกรานต์นี้ก็อาจจะนึกถึงอุปรณ์ดำน้ำตื้นอย่างสนอกเกิ้ล (Snoggle) ซึ่งก็มีข้อจำกัดในด้านระยะการดำน้ำ แต่ถ้าจะไปใช้ถังดำน้ำก็จะมีค่าใช้จ่ายสูงและเทอะทะ ทั้งหมดนี้จะเปลี่ยนไปด้วยซีแอร์ (SeeAir) อุปกรณ์สร้างออกซิเจนสำหรับดำน้ำตื้นแบบไม่ใช้ถังได้ลึกสุด 12 เมตร รองรับการใช้งานต่อเนื่องสูงสุด 5 ชั่วโมง จากแบตเตอรี่ขนาด 50,000 มิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh) วางจำหน่ายล่วงหน้า (Pre-order) ผ่านทางคิกสตาร์ตเตอร์ (Kickstarter)ในราคาเริ่มต้น 16,000 บาท แต่มีส่วนลดสำหรับผู้ที่ช่วยออกทุนอีกด้วย4. ไอเทมสงกรานต์ - โพลาร์ ซีล เจมม์ (Polar Seal Gemm)ในช่วงสงกรานต์หรือฤดูร้อนนี้หลายคนก็อยากได้ลมจากเครื่องปรับอากาศมาดับร้อนตลอดเวลา แต่แค่คิดก็แทบเป็นไปไม่ได้ จึงมีผู้ผลิตโพลาร์ ซีล เจมม์ (Polar Seal Gemm) เครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่ชนิดแขวนคอผ่านทาง เว็บไซต์ระดมทุนชื่อดัง ในราคาประมาณ 14,000 บาท ซึ่งอ้างว่าช่วยสร้างความเย็นสุดถึง 10 องศาเซลเซียส ได้ต่อเนื่องถึง 7.5 ชั่วโมง ผ่านแบตเตอรี่ขนาด 1,700 มิลลิแอมป์ชั่วโมง (mAh)5. ไอเทมสงกรานต์ - นินจา ครีมมี่ ดีลุกซ์ (Ninja CREAMi Deluxe)สงกรานต์ของใครหลายคนอาจจะเลือกพักผ่อนอยู่บ้าน แต่การพักผ่อนโดยปราศจากไอศกรีมก็อาจจะไม่ได้เป็นการพักผ่อนที่แท้จริง และการซื้อมากินบ่อย ๆ ก็สิ้นเปลือง จึงมีผู้ผลิตนินจา ครีมมี่ ดีลุกซ์ (Ninja CREAMi Deluxe) เครื่องทำไอศกรีมอเนกประสงค์ 11 รูปแบบ (11 in 1) เพียงแค่แช่แข็งส่วนผสมที่ต้องการ 24 ชั่วโมง และปั่นด้วยเครื่องทำไอศกรีม ในราคาประมาณ 8,600 บาท6. ไอเทมสงกรานต์ - เออาร์ค (Aarke)เออาร์ค (Aarke) เครื่องผลิตโซดาแบบใช้งานที่บ้าน (Home-Used) เป็นเครื่องที่สามารถผลิตโซดา ลิตร ได้ภายใน มีน้ำหนัก 3.6 กิโลกรัม เหมาะสำหรับสายปาร์ตี้อยู่บ้านในช่วงสงกรานต์ที่ต้องการใช้โซดาในปริมาณมาก โดยเครื่องผลิตโซดาจะผลิตโซดาได้ครั้งละ 60 ลิตร ต่อถังบรรจุก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ถัง วางจำหน่ายในราคาประมาณ 11,200 บาท พร้อมกับขวดบรรจุน้ำโซดาที่ออกแบบพิเศษในราคาขวดละ 900 บาททั้ง 6 ไอเทมสงกรานต์ เป็นสิ่งที่ TNN Tech เห็นว่าน่าสนใจและอยากให้วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย แต่หลายไอเทมสงกรานต์จากต่างประเทศก็สามารถสั่งซื้อผ่านช่องทางออนไลน์ได้เช่นกัน ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าขนส่งและค่าภาษีศุลกากรที่ผู้ซื้อต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนสั่งซื้อที่มาข้อมูล The Gadget Flowที่มารูปภาพ Spyra, Polar Seal, Ninja Kitchen, Aarke, Kickstarter,Cykapu

ว้าวไปเลย! เครื่องผสมสีลิปให้สวยไม่ซ้ำใครจาก YSL’s lipstick pod gadget!
อ่าน

ว้าวไปเลย! เครื่องผสมสีลิปให้สวยไม่ซ้ำใครจาก YSL’s lipstick pod gadget!

เชื่อว่าใครที่ชื่นชอบการเลือกซื้อลิปสติกหลากสีสันอาจจะถูกใจนวัตกรรมใหม่จากทาง YSL กันอย่างแน่นอน เพราะล่าสุดได้ออกเครื่องผสมสีลิปที่มีชื่่อเรียกยาวแต่เก๋ไก๋อย่าง ‘The Yves Saint Laurent Beauté Rouge Sur Mesure Powered by Perso’ ที่สามารถผสมสีลิปสติกแบบไม่ซ้ำใครได้ ด้วยการสร้างสรรค์จากตัวคุณเอง!The Yves Saint Laurent Beauté Rouge Sur Mesure Powered by Perso ชื่ออาจจะยาวแต่ก็ต้องบอกว่าความสามารถก็ไม่น้อยไปกว่าความยาวของชื่อ เพราะนวัตกรรมใหม่ล่าสุดนี้เป็นการสร้างเครื่องผสมสีลิปสติกแบบใช้งานง่าย ดีไซน์หรู ด้วยการดึงเนื้อสีจาก 3 สีหลักของลิปสติกขึ้นมาไว้บนแป้นผสมด้านบน และเมื่อเนื้อลิปสติกแบบลิขวิดนี้ผสมกันก็จะได้เป็นสีที่ผู้ใช้งานต้องการตัวเครื่องชาร์จพลังงงานแบบ USB-C และมีแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานกว่าหนึ่งสัปดาห์แถมเครื่องนี้ยังรองรับการใช้งานบลูทูธอีกด้วยสำหรับฟังก์ชันการใช้งานจะสามารถเลือกได้ผ่านแอปพลิเคชันบน Android หรือ iOS ซึ่งสามารถเลือกสีได้จาก Shade wheel ซึ่งทำให้สามารถเลือกสีจากวงล้อได้ง่ายขึ้น, Shade match เลือกสีให้เข้ากับชุดของเราหรือจากรูปภาพ และ Shade stylist ที่ใช้ smart algorithm ในการเลือกเฉดสีที่เข้ากับชุดหรือภาพที่เลือกไว้ที่สุด เรียกได้ว่าอาจจจะออกมาเพื่อช่วยให้คิดสีที่เข้ากับชุดได้ดียิ่งขึ้นส่วนใครที่สนใจในตอนนี้ก็กำลังเปิดวางจำหน่ายแบบพรีออเดอร์แล้ววันนี้ในราคา 299 ดอลลาร์ หรือประมาณ 9,000 บาท ในแต่ละชุดประกอบด้วยสีลิปสติกสองเซ็ต สีแดง, นู้ด, ส้ม ตัวลิปสติกจะขายแยกในราคา 100 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,014 บาท และจัดเริ่มจัดส่งในต้นฤดูใบไม้ผลิก่อนที่จะวางจำหน่ายเพิ่มในช่วงเดือนสิงหาคม โดยมีแผนการจะวางจำหน่ายเครื่องผสม Skincare และรองพื้นตามมาภายในปีนี้เช่นกันขอบคุณข้อมูลจากThe Vergeเกาะติดข่าวที่นี่website: www.TNNThailand.comfacebook : TNNThailandfacebook live : TNN Livetwitter : @TNNThailandLine : @TNNONLINEYoutube Official : TNNThailandInstagram : @tnn_onlineTIKTOK : @tnnonline

ของมันต้องมี! Gadget ติดตัวที่จะทำให้การวิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น
อ่าน

ของมันต้องมี! Gadget ติดตัวที่จะทำให้การวิ่งสนุกมากยิ่งขึ้น

มีการกล่าวไว้ว่า วิ่ง คือการออกกำลังกายที่ง่ายที่สุด เพราะเป็นการยืดเส้นยืดสายที่ทุกคนทำได้ ไม่มีอะไรซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อะไรมากมาย อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าการวิ่งจะน่าเบื่อไร้สีสัน เพราะมีอุปกรณ์หรือ Gadget ที่จะเข้ามาเป็นแรงจูงใจช่วยให้คุณอยากหยิบรองเท้าออกไปวิ่งอย่างสนุกเพลิดเพลิน และวิ่งได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ นักวิ่งสายอุปกรณ์ ที่มีนิยามประจำตัวว่า ของต้องครบ วิ่งจบหรือเปล่าอีกเรื่องนึง อิอิ หูฟังบลูทูธ หลายคนเป็น นักวิ่งสายชิล วิ่งตามสวนสาธารณะ ชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ หรืออาจจะวิ่งบนลู่ พร้อมกับฟังเพลงคลอๆ ในหูไปด้วย ช่างสบายใจเสี่ยนี่กระไร นั่นทำให้ หูฟัง เป็นแก็ดเจ็ตหลักที่นักวิ่งหลายคนต้องมี โดยเฉพาะ หูฟังบลูทูธซึ่งน่าจะสะดวกและใช้ง่ายกว่าหูฟังที่มีสาย ซึ่งอาจเกะกะรบกวนขณะวิ่งได้ สำหรับ หูฟังมีให้เลือกสารพัดยี่ห้อ-สารพัดแบบ แต่หูฟังที่จะใช้ในขณะวิ่งหรือออกกำลังกาย ควรเข้ากับลักษณะของหู เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่หลุดในขณะที่เราเคลื่อนไหว รวมถึงควรมีประสิทธิภาพกันน้ำและทนทานกับการกัดกร่อนของเหงื่อได้ด้วย หากสนใจหูฟังบลูทูธคุณภาพดี ราคาไม่แพง และสามารถใส่เวลาออกกำลังกายได้ ก็ต้องรุ่น Anker Soundcore Spirit X Wireless Earphone นี้เลยครับ ใครที่สนใจหูฟังรุ่นนี้สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่นี่เลยครับWemall คลิกเลยไม่ผิดหวัง!! นาฬิกาวิ่ง นาฬิกาวิ่ง เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับวัดผลและประสิทธิภาพการวิ่ง ซึ่งจะเป็นตัวช่วยที่ดีในการไปให้ถึงเป้าหมายหรือพัฒนาศักยภาพการวิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการจับสถิติ การวัดความเร็ว การบันทึกเส้นทางการวิ่ง ตลอดจนวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ซึ่งข้อมูลต่างๆเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนโปรแกรมฝึกซ้อมต่อไป สำหรับนาฬิกาวิ่งมีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกใช้ มีตั้งแต่หลักร้อย ไปจนถึงหลายหมื่นบาท ขึ้นอยู่กับแบรนด์ วัสดุที่ผลิต ความทนทาน ไปจนถึงสารพัดฟังค์ชั่นในนาฬิกาแต่ละรุ่นที่แตกต่างกันออกไป สายรัดแขนเก็บของ ในการออกไปวิ่งแต่ละครั้ง เราคงไม่สามารถพกของใช้จำเป็นติดตัวไปได้มากมายนัก คงเอาติดตัวไปได้แค่ของเล็กๆน้อยๆไม่กี่อย่าง เช่นโทรศัพท์มือถือ กุญแจรถ หรือเงินติดตัวนิดๆหน่อยๆ แค่นั้น และสิ่งที่จะเก็บอุปกรณ์เหล่านี้ได้ดีที่สุดก็คือ สายรัดแขน ซึ่งสามารถรัดติดแขนวิ่งไปได้โดยไม่เกะกะ และที่สำคัญคือราคาไม่แพง หาซื้อได้ง่าย จ่ายตังค์ก็จบ ข่าวที่เกี่ยวข้อง กลับมาซ้อมแล้ว!! รู้จัก "เอลิก้า ชมิดท์" นักกรีฑาสาวสุดสวย (ภาพ+คลิป) ไม่มีงบไม่ใช่ปัญหา! สร้างกล้ามแบบงบน้อยด้วยยางยืดออกกำลังกาย ดูฟรี! พรีเมียร์ลีก มากกว่า 100 คู่ คลิกID Station ดู พรีเมียร์ลีก onlineคลิกที่นี่ สมัครชม พรีเมียร์ลีกทั้งฤดูกาลคลิกที่นี่

รวมลิงค์ดู Fight League: Gear Gadget Generators ครบทุกตอนที่ TrueID
อ่าน

รวมลิงค์ดู Fight League: Gear Gadget Generators ครบทุกตอนที่ TrueID

ดูหนังออนไลน์ Fight League: Gear Gadget Generators Fight League: Gear Gadget Generators จากเกมมือถือสุดฮิตจากค่ายเกม XFLAG Studio ผู้สร้างเดียวกับ Monster Strike เกมมือถือแนวดีดสุดฮิตในประเทศญี่ปุ่น สู่อนิเมชั่นงานภาพดี แอ็คชั่นโดนๆ กับเรื่องราวของการต่อสู้ Fight League ศึกการต่อสู้ระหว่างแบรนด์เพื่อค้นหาเจ้าสุดยอดแบรนด์ ต่อมาแบรนด์ Gear Gadget Generators ได้จัดการต่อสู้เพื่อค้นหาตัวแทนเพื่อเข้าร่วม Fight League ทีมโบลเท็คทีมน้องใหม่ที่น่าจับตามองที่นำโดยแอดจัสท์ เรนจ์ แต่จู่ๆ เด็กสาวปริศนาก็ปรากฏตัวขึ้นในระหว่างการแข่งขัน และเปลี่ยนชะตากรรมของเรนจ์และทีมโบลเท็คไปตลอดกาล มาร่วมลุ้นว่าใครจะได่ขึ้นเป็นเจ้าแห่ง Fight League: Gear Gadget Generators ดูออนไลน์ครบทุกตอนได้ที่นี่เลย ดูออนไลน์ Fight League: Gear Gadget Generators Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 1 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 2 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 3 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 4 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 5 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 6 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 7 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 8 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 9 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 10 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 11 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 12 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 13 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 14 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 15 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 16 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 17 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 18 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 19 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 20 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 21 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 22 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 23 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 24 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 25 Fight League: Gear Gadget Generators ตอนที่ 26 ---------------------------------------------------- ดูหนังดูซีรีส์ออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID

🤨👉🌈 ?

🤨👉🌈 ?

OPZTV

แกว๊

แกว๊

opztv