รีเซต

ผลการค้นหา “#EngineeredforDistance” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
เกมสร้างเมืองที่ชาวเมืองทุกคนคือ "หุ่นยนต์" | SteamWorld Build

เกมสร้างเมืองที่ชาวเมืองทุกคนคือ "หุ่นยนต์" | SteamWorld Build

#NottoNBK #SteamWorldBuild #สร้างเมืองหุ่นยนต์ SteamWorld Build | https://store.steampowered.com/app/2134770/SteamWorld_Build/ สมัครเป็น "แฟนตัวกลม" | https://www.youtube.com/channel/UC705OZcYT8ysriJ93eiQVeg/join โดเนทให้นายน็อตตัวกลม | https://tipme.in.th/notto-nbk สนับสนุนค่าโกโก้ป๋าน็อต | Super Thanks , Super Chat , Super Stickers ช่องทางการติดต่อ ติ๊กต็อก | https://www.tiktok.com/@nottonbk แฟนเพจ | https://www.facebook.com/NottoNBK/ กลุ่ม ดินแดนของป๋าน็อต | https://www.facebook.com/groups/2059358350800958 อีเมล | nanobreakch@gmail.com ::: สนใจติดต่อโฆษณาหรือสปอนเซอร์ ::: ⭐ ติดต่อทีมงาน Online Station ⭐ Email | os.influencer@truedigital.com ใครที่ทำช่อง Youtube และสนใจเข้าสังกัด Online Station สมัครได้ที่นี่ : https://caster.online-station.net/​​​ Online Station ช่วยให้ช่องคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว OS Caster กันนะครับ 🖥️ Notty's Machine Specification Mainboard | ROG Strix Z790-F Gaming WIFI CPU | Intel i9 13900K GPU | Nvidia RTX 4090 RAM | Corsair Vengeance DDR5 Bus 5600 Mhz SSD | Samsung 980 Pro 1TB PSU | Thermaltake Toughpower GF3 1350W Gold AIO | NZXT Kraken X73 RGB CASE | NZXT H7 Flow Black

TPCH เกาะติดน้ำท่วม หยุดโรงไฟฟ้าชั่วคราว
อ่าน

TPCH เกาะติดน้ำท่วม หยุดโรงไฟฟ้าชั่วคราว

#TPCH #ทันหุ้น – TPCH เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมให้ความร่วมมือ EGAT หยุดเดินเครื่องชั่วคราวของโรงไฟฟ้าปัตตานี กรีน เพื่อความปลอดภัย พร้อมจัดทีมติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ลุยปรับแผนบริหารเชื้อเพลิงสำรอง ซัพพอร์ตการเดินเครื่องได้ต่อ นางกนกทิพย์  จันทร์พลังศรี ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่า ตามที่หลายจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ทีมปฏิบัติการของบริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความเสี่ยงอาจได้รับผลกระทบจากภาวะอุทกภัยในครั้งนี้หยุดชั่วคราว สำหรับโครงการ ปัตตานี กรีน ขณะนี้อยู่ในสถานะ หยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากบริษัทได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ว่า ขอให้โรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องเพื่อความปลอดภัย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงรุนแรง โดยระดับน้ำในบางจุดของจังหวัดปัตตานียังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ EGAT ยังได้แจ้งว่า จะขอดำเนินการ ตัดวงจรไฟฟ้าบางส่วน (Switching ปลดอุปกรณ์) เพื่อรองรับสถานการณ์และรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน บริษัทฯ จึงได้จัดทีมติดตามระดับน้ำและประเมินความพร้อมของระบบโรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเดินเครื่องทันที ที่สถานการณ์เอื้ออำนวยและได้รับอนุญาตบริหารจัดการ สำหรับโครงการอื่นๆ ของบริษัทในพื้นที่ภาคใต้ ขณะนี้ ยังสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เส้นทางการขนส่งในหลายพื้นที่ ยังมีระดับน้ำที่สูงขึ้นเป็นระยะ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงชีวมวลเกิดความล่าช้าหรือไม่สม่ำเสมอ บริษัทจึงได้เพิ่มการบริหารจัดการสต๊อกเชื้อเพลิง การตรวจสอบเส้นทาง และเตรียมแผนสำรองด้านการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงปีกไม้แทนการใช้ตอไม้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีน้ำท่วมบางพื้นที่ ทำให้ผู้จำหน่ายไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงตอไม้ได้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการเดินเครื่องในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม บริษัทขอเรียนให้ผู้ถือหุ้นทุกท่านมั่นใจว่า TPCH ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากร ชุมชน และโรงไฟฟ้าทุกแห่ง พร้อมดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด  บริษัทจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้นทราบอย่างโปร่งใสและทันท่วงที หากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพิ่มเติม

ZOOPUNK เกม Action Adventure ศึกแห่งสัตว์ร้ายและจักรกล เตรียมวางจำหน่ายให้ข้ามผ่านดินแดนรกร้าง บน PC และคอนโซล
อ่าน

ZOOPUNK เกม Action Adventure ศึกแห่งสัตว์ร้ายและจักรกล เตรียมวางจำหน่ายให้ข้ามผ่านดินแดนรกร้าง บน PC และคอนโซล

หลังจากที่ ZOOPUNK เกม Action Adventure ที่เซ็ตติ้งอยู่ในโลกที่การต่อสู้ระหว่างสัตว์ร้ายกับเครื่องจักรไม่มีวันจบสิ้น ได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดทาง TiGames ได้ประกาศว่าจะวางจำหน่ายเกมนี้บนแพล็ตฟอร์ม PS5, Xbox Series, และ PC (ผ่าน Steam, Epic Games Store, และ Microsoft Store) พร้อมปล่อยคลิปตัวอย่างมันส์ ๆ ออกมาให้รับชมด้วย แต่ยังไม่มีประกาศวันวางจำหน่าย ใครที่สนใจปักหมุดรอกันได้เลย!ZOOPUNK Trailerเกม ZOOPUNK มีเนื้อหาเกิดขึ้นหลายทศวรรษก่อนเหตุการณ์ในเกม F.I.S.T.: Forged in Shadow Torch โดยจะขยายจักรวาล Animal Punk และเล่าถึงจุดกำเนิดอันวุ่นวายของ Torch City ซึ่งเป็นมหานครสัตว์ที่กำลังจะเกิดการปฏิวัติ ผู้ที่เคยเล่น F.I.S.T. มาก่อน จะได้เห็นรายละเอียดที่คุ้นเคยแต่ก็เป็นของใหม่ ทำให้รู้สึกคิดถึงและได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ขณะสำรวจเรื่องราวที่มีชีวิตชีวานี้บทใหม่แห่งตำนาน Torch Cityในเกม ZOOPUNK ผู้เล่นจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของ สงคราม Torch War ครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดจากการค้นพบพลังงาน Fire Seed Energy ที่นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและการต่อสู้ที่หายนะ เมื่อพลังงานนี้เริ่มควบคุมไม่ได้ มันก็ได้ปลุกเศษซากเครื่องจักรให้ตื่นขึ้นมากลายเป็น เครื่องจักรสงคราม ที่มีสติสัมปชัญญะและยากจะหยุดยั้งเครื่องจักรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมพลังงาน แต่ไม่นานก็เริ่มเลียนแบบความรุนแรงจากผู้สร้าง หันกลับมาต่อต้านเหล่าสัตว์ และสถาปนาอาณาจักรจักรกลที่มุ่งแต่จะยึดครองโลก เมื่อเมืองเข้าสู่ความโกลาหล เหล่าสัตว์จึงต้องรวมพลังกันเพื่อต้านทานอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ประเด็นหลักของเรื่องคือ Soul ความขัดแย้งทั้งหมดระหว่างเหล่าสัตว์กับกองทัพจักรกลนั้นอยู่ที่มุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ฝ่ายสัตว์มองว่าจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดและแยกออกจากชีวิตไม่ได้ ขณะที่กองทัพจักรกลเชื่อว่า จิตวิญญาณสามารถเลียนแบบและเรียนรู้ได้โลกของ ZOOPUNKอะตอมทั้งหมดบนโลกถูกควบคุมโดยเครือข่ายศูนย์กลางขนาดใหญ่ โดย Fire Seed ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งสัญญาณของเครือข่ายดาวเคราะห์นี้ สสารใด ๆ ที่สัมผัสกับ Fire Seed จะถูกเปลี่ยนแปลงและปรับรูปร่างตามเจตจำนงของผู้สร้าง เพราะมีพลังงานที่ไม่เสถียรขนาดนี้เป็นแกนกลาง โลกของ ZOOPUNK เลยแตกแยกออกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่โดดเดี่ยว โดยแต่ละพื้นที่ก็ถูกหล่อหลอมให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามภูมิประเทศ ทรัพยากร และแนวคิดของตัวเองผู้เล่นจะได้เดินทางสำรวจไปตามสมรภูมิที่สมจริงหลายแห่ง รวมถึงชุมชนช่างกลและนักเดินทางที่ร่อนเร่, ป้อมปราการอุตสาหกรรมในเขตภูเขาไฟ, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ท่ามกลางความโกลาหล และป้อมปราการที่พังทลาย ซึ่งกฎระเบียบของทหารได้เสื่อมสลายลงจนกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วการต่อสู้ที่เร้าใจและความหลากหลายของตัวละครหัวใจหลักของเกม ZOOPUNK ยังคงอยู่ที่ ระบบการต่อสู้ที่ออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากสไตล์การต่อสู้ของสัตว์แต่ละชนิด ตัวละครแต่ละตัวที่คุณเลือกเล่นจะมีแนวทางการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างประสบการณ์การต่อสู้ในแบบฉบับของตัวเองได้Braton the Rhino เป็นนักสู้พลังเยอะที่ใช้กำลังเข้าชน และถือดาบเพลิงขนาดมหึมาเป็นอาวุธRayton the Rabbit คล่องแคล่วว่องไวและรวดเร็ว เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิดTrixie the Chipmunk ตัวเล็กแต่แม่นยำ อาศัยทักษะกายกรรมและกลยุทธ์แบบ Hit-and-runแปลและเรียบเรียงจาก : gematsu.comสามารถติดตามข่าวสารเกม ZOOPUNK ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ : https://playzoopunk.com/en/X(Twitter) : https://x.com/PlayZOOPUNK

TAG Heuer เปิดตัวเรือนเวลาสองรุ่นพิเศษ นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกแห่งนาฬิกาไปอีกขั้น
อ่าน

TAG Heuer เปิดตัวเรือนเวลาสองรุ่นพิเศษ นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกแห่งนาฬิกาไปอีกขั้น

ในงาน Geneva Watch Days ปีนี้ วงการนาฬิกาหรูได้ตื่นตาตื่นใจกับการเปิดตัวครั้งสำคัญจาก TAG Heuer กับสองรุ่นพิเศษ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring สัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัดทางวิศวกรรม ด้วยการนำวัสดุคาร์บอนมาใช้ทั้งตัวเรือนและหัวใจกลไก ผลิตเพียง 50 เรือนต่อรุ่นทั่วโลกเท่านั้น เสน่ห์ของ Monaco Flyback Chronograph ตำนานที่ถูกตีความใหม่ นับตั้งแต่ปี 1969 Monaco คือตัวแทนแห่งดีไซน์สี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ และครั้งนี้ TAG Heuer ได้มอบชีวิตใหม่ให้นาฬิกาไอคอน ด้วยวัสดุ forged carbon ที่ห่อหุ้มทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวเรือน เม็ดมะยม จนถึงปุ่มกด ด้านหน้าปัดประดับลวดลาย spiral ที่อ้างอิงจากสปริงคาร์บอน เสมือนบอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหวของเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หัวใจของเรือนนี้คือกลไก Calibre TH20-60 ที่ผ่านการรับรอง COSC พร้อมฟังก์ชัน Flyback Chronograph ซึ่งช่วยให้ผู้สวมสามารถจับเวลาใหม่ได้ทันทีเพียงการกดครั้งเดียว เหมาะอย่างยิ่งกับกิจกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูงและรวดเร็ว นอกจากนี้ สปริงคาร์บอนที่พัฒนาโดยห้องวิจัยของ TAG Heuer ยังช่วยเพิ่มความเสถียร ทนต่อสนามแม่เหล็ก และรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้มั่นใจได้ว่าการเดินเวลาจะคงความแม่นยำแม้ในสภาพแวดล้อมสุดโหด Monaco Flyback มาพร้อมขนาด 39 มิลลิเมตร ความหนา 14.1 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร และมีกำลังลานสำรองถึง 80 ชั่วโมง เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสาร Super-LumiNova สีขาว ตัดกับพื้นหน้าปัดโทนดำทองได้อย่างคมชัด ยามกลางวันดูสง่างาม ยามค่ำคืนก็ยังคงอ่านค่าเวลาได้ชัดเจน สนนราคาประมาณ 17,900 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการผสมผสานระหว่างงานออกแบบคลาสสิกและนวัตกรรมที่ลงตัว Carrera Tourbillon Extreme Sport หลอมรวมพลังกลไกและงานศิลป์ในเรือนเดียว หาก Monaco สะท้อนความสปอร์ตแบบเรโทร Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport ก็คือเรือนเวลาที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานและความล้ำสมัยอย่างแท้จริง ตัวเรือนขนาด 44 มิลลิเมตรทำจากคาร์บอนเช่นกัน ตั้งแต่ bezel แบบทาชีมิเตอร์ ไปจนถึงฝาหลัง DLC เคลือบดำทุกส่วน ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา เหมาะกับการสวมใส่ในทุกกิจกรรม จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่ กลไก Calibre TH20-61 ที่มาพร้อม Tourbillon แบบ Flying ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกซับซ้อนระดับสูงนี้ไม่เพียงแสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความแม่นยำระดับเรือธง เพราะยังผ่านการรับรองจาก COSC เช่นเดียวกัน สปริงคาร์บอนยังทำหน้าที่เหมือนรุ่น Monaco คือคงความเที่ยงตรงไม่ว่าผู้สวมจะอยู่ในสถานการณ์แบบใด Carrera Tourbillon มีความหนา 15.4 มม. สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง กันน้ำ 100 เมตร แม้จะมีฟังก์ชันซับซ้อน แต่ก็ยังคงความทนทานในเชิงสปอร์ต หน้าปัดดีไซน์แบบ spiral ให้มิติที่ลึกและทันสมัย ขณะที่กลไกทูร์บิญงเปิดเผยให้เห็นการทำงานอย่างเด่นชัด ราวกับเป็นศิลปะที่เคลื่อนไหวบนข้อมือ ราคาวางจำหน่ายประมาณ 42,100 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเป็นเรือนเวลาที่ออกแบบมาสำหรับนักสะสมตัวจริง ความเหมือนและความต่าง แม้ทั้งสองรุ่นจะมีบุคลิกต่างกัน แต่สิ่งที่ผูกโยงให้เป็นหนึ่งเดียวคือ TH-Carbonspring นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกแห่งกลไกเวลา คาร์บอนที่ทั้งเบาและทนทาน ทำให้นาฬิกามีเสถียรภาพเหนือกว่ากลไกทั่วไป หากคุณชื่นชอบความคลาสสิกแต่ไม่ทิ้งความทันสมัย Monaco Flyback คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าหัวใจคุณเรียกร้องความซับซ้อนและการแสดงออกที่โดดเด่นล่ะก็ Carrera Tourbillon ก็คือผลงานที่รอคอย บทความที่คุณอาจสนใจ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph CBL218B.FT6236 ราคาเท่าไหร่ ยลโฉม TAG HEUER X SENNA รุ่นนักขับระดับตำนาน ผลิตกี่เรือน ราคาเท่าไหร่ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph Racing Green ราคาเท่าไหร่ผลิตกี่เรือน เปิดโฉม TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition ราคาเท่าไหร่ เปิดราคาส่องสเปค The TAG Heuer x Kith Formula 1 โดนใจขนาดไหนราคาเปิดตัวเท่าไหร่

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลาเปิดเวทีเทศกาลดนตรี VOYAGEX Music Festival
อ่าน

หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลาเปิดเวทีเทศกาลดนตรี VOYAGEX Music Festival

บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ PNDbotics ประเทศจีน นำหุ่นยนต์ในเวอร์ชันล่าสุดอดัม (Adam) หุ่นยนต์นักดนตรีแสดงบนเวทีในงาน VOYAGEX Music Festival ที่ประเทศจีนหุ่นยนต์อดัม (Adam)ชื่อของหุ่นยนต์อดัม (Adam) จะไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของงานดนตรี แต่จากข้อมูลการแสดงและลักษณะทางเทคนิค คาดว่าอดัมที่ขึ้นแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันต้นแบบ SP ของบริษัท มีความสูง 1.67 เมตร หนัก 62 กิโลกรัม เคลื่อนไหวได้อิสระถึง 44 องศา แรงบิดข้อต่อสูงสุด 340 นิวตันเมตร และมาพร้อมมือหุ่นยนต์แบบห้านิ้ว โดยมีรุ่นย่อย คือ รุ่น Lite มีลูกบอลยางติดที่ข้อมือ ส่วนรุ่น U มีมือที่คล่องแคล่วแต่ติดอยู่กับฐานล้อแทนขาเดินและเพื่อไม่ให้รูปลักษณ์ของหุ่นยนต์ดูน่ากลัวเกินไป อย่างเช่นคล้ายหุ่นยนต์ T-800 จากหนังไซไฟ Terminator บริษัท PNDbotics จึงเลือกแต่งตัวให้ “อดัม” ด้วยเสื้อฮู้ด หมวก และผ้าคลุมหน้าหลวม ๆ ทำให้กลมกลืนกับสมาชิกวงดนตรีและไม่ดูน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ หุ่นยนต์โชว์แสดงท่าเต้นและการเล่นคีย์ทาร์ของหุ่นยนต์นั้นถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า มีทีมควบคุมคอยดูแลเบื้องหลัง ไม่ใช่การแสดงด้นสดแบบอัตโนมัติเหมือนที่นักดนตรีมืออาชีพอย่างทำได้ แต่การแสดงของอดัมในเทศกาลก็ยังถือว่าเป็นที่น่าประทับใจ ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ จังหวะดนตรี และการนำเสนอในฐานะสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทรงพลังการออกแบบหุ่นยนต์อดัม (Adam)ในเชิงเทคนิค แพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ PNDbotics ถูกออกแบบมาให้เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา โดยมาพร้อม SDK แบบโอเพนซอร์ส และอัลกอริธึม AI ขั้นสูง รองรับการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มจำลองการเรียนรู้ของ NVIDIA อย่างเช่น Isaac Gym ทั้งในรูปแบบของ Deep Reinforcement Learning และการเรียนรู้จากการเลียนแบบ (Imitation Learning) ส่วนระบบแอคชูเอเตอร์ภายในเป็นแบบโมดูลาร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง พร้อมระบบควบคุมแรงอัจฉริยะ แม้จะยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่หุ่นยนต์อดัมเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ต่อเนื่องมาหลายปี คาดว่าหุ่นยนต์รุ่น U ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Noitom จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน World Artificial Intelligence Conference เดือนกันยายนนี้ โดยรุ่นเริ่มต้นมีราคา 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 ล้านบาท ในขณะที่เวอร์ชันต้นแบบ SP มีราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ หรือ 3.2 ล้านบาท">

รู้จักขีปนาวุธ PHL-03 หลังกองทัพสั่งเฝ้าระวัง เพราะยิงได้ไกลถึง 130 กม.
อ่าน

รู้จักขีปนาวุธ PHL-03 หลังกองทัพสั่งเฝ้าระวัง เพราะยิงได้ไกลถึง 130 กม.

วันนี้ (26 กรกฎาคม) ฝ่ายข่าวกรองแจ้งเตือนว่า กัมพูชาอาจใช้ระบบขีปนาวุธ PHL-03 ซึ่งมีพิสัยยิงระยะไกล 130 กิโลเมตร หวังยิงเป้าหมายยุทธศาสตร์ของไทย กองทัพจึงได้เตรียมแผนป้องกัน และตอบโต้ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยแล้วขีปนาวุธ PHL-03 คืออะไร ? วันนี้ เรามาทำความรู้จักกัน PHL-03 ขีปนาวุธสัญชาติจีนขีปนาวุธ PHL-03 เป็นระบบปล่อยจรวดหลายลำกล้องพิสัยไกล หรือ MLRS ขนาด 300 มม. ผลิตโดยประเทศจีน สามารถยิงขีปนาวุธหลายลูกได้ในครั้งเดียว ในระยะไกลถึง 130 กิโลเมตร จากตำแหน่งยิงตัวระบบติดตั้งบนรถบรรทุก Wanshan WS2400 แบบ 8x8 ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับใช้ในทางทหาร มีจำนวนลำกล้องทั้งสิ้น 12 ท่อ มีขนาดน้ำหนักโดยรวมทั้งสิ้น 43 ตันขีปนาวุธ PHL-03 มีพื้นฐานการออกแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากขีปนาวุธของสหภาพโซเวียต ที่ชื่อว่า BM-30 Smerch MRL ซึ่งได้นำแนวคิด, หลักการทำงาน และรูปร่างหน้าของขีปนาวุธจากโซเวียตมาเป็นต้นแบบ ถึงจะมีหน้าตาคล้ายกัน แต่จรวดของ PHL-03 จะไม่สามารถใช้งานกับขีปนาวุธ BM-30 Smerch MRL ได้ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ข้อมูลจากเว็บไซต์ ODIN ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ขีปนาวุธชนิด ประจำการครั้งแรกในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เมื่อปี 2004 และมีกระจายอยู่ตามประเทศกัมพูชา, เอธิโอเปีย, โมร็อกโก และแทนซาเนีย กองทัพไทยยืนยันมีเครื่องมือทำลายขีปนาวุธ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกองทัพได้ออกมาแจ้งเตือนข่าวสารต่อสาธารณชน ให้เฝ้าระวัง ขีปนาวุธ PHL-03 จากถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ พร้อมยืนยันว่า กองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้นอกจากนี้ ทางกองทัพขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ ซึ่งมีข้อควรระวัง ดังนี้1. คอยตรวจสอบข่าวสารและการแจ้งเตือนจากทางราชการ2. หากท่านอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง ควรเตรียมการป้องกันโดยการหาที่หลบภัยในที่ปลอดภัย3. การรักษาระยะห่างจากจุดที่อาจเป็นเป้าหมาย หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่อาจเกิดการโจมตีเมื่อได้รับการเตือน4. ขอให้ประชาชนทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหากมีการประกาศภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางการอย่างเคร่งครัดแหล่งข้อมูลอ้างอิง:https://odin.tradoc.army.mil/WEG/Asset/PHL-03_(Type_03)_Chinese_300mm_Multiple_Rocket_Launcher_(MRL)https://www.facebook.com/share/p/1AnXsE5crr/

เปิดคลังอาวุธกัมพูชา มีอะไรบ้าง ? จำนวนเท่าไหร่ ? และอาวุธแบบใดที่ใช้โจมตีไทยในช่วงที่ผ่านมา
อ่าน

เปิดคลังอาวุธกัมพูชา มีอะไรบ้าง ? จำนวนเท่าไหร่ ? และอาวุธแบบใดที่ใช้โจมตีไทยในช่วงที่ผ่านมา

กองทัพกัมพูชามีการเพิ่มกำลังโดยนำอาวุธหนักและระบบยิงทางไกลเข้าประจำการหลายรุ่น ซึ่งมีรายงานว่าได้นำมาใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดนกับประเทศไทย ทั้งนี้จากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งข่าวทหารและสื่อต่างประเทศ พบว่ากัมพูชามีระบบจรวดหลายลำกล้องและรถถังหลักประจำการจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาวุธยุคสงครามเย็นจากโซเวียต จีน และยุโรปตะวันออก ที่ยังสามารถปฏิบัติการได้จริงในการสู้รบยุคปัจจุบัน อาวุธที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยตามข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” และสื่อต่างประเทศได้กล่าวถึงอาวุธที่กัมพูชาใช้ในการโจมตีต่อไทย ดังนี้ระบบจรวดหลายลำกล้อง BM-21ระบบจรวดหลายลำกล้องยุคโซเวียตในปี 1963ฐานยิงเป็นรถบรรทุกล้อยางมีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 200 ชุดระยะการยิง 20 - 52 กิโลเมตร (อยู่ที่ประเภทหัวรบ)จรวดขนาด 122 มิลลิเมตรยิงได้ครั้งละ 2 นัดความเร็วปากลำกล้อง 690 เมตรต่อวินาทีระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-81ระบบของจีนที่มีพื้นฐานจาก BM-21มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 100 ชุดระยะการยิง 40 กิโลเมตร (ตามที่กองทัพภาคที่ 2 ระบุ)ตัวฐานล้อยางมีระยะเดินทาง 450 กิโลเมตรความเร็วตัวรถบรรทุกฐานยิง 55 กิโลเมตร/ชั่วโมงระบบจรวดหลายลำกล้อง Type-90Bหนึ่งในรุ่นย่อย (Variant) ของ PHL-81มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 25 ชุดระยะการยิง 40 กิโลเมตร (ตามที่กองทัพภาคที่ 2 ระบุ)จรวดขนาด 122 มิลลิเมตรปรับปรุงฐานยิงเป็นรถบรรทุกล้อยาง Beifang Benchi 2629ระบบจรวดหลายลำกล้อง RM-70ระบบของเชโกสโลวาเกียที่มีพื้นฐานจาก BM-21มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 50 ชุด1 ชุด มี 40 ท่อยิงระยะการยิง 40 กิโลเมตรตัวฐานล้อยางมีระยะเดินทาง 400 กิโลเมตรความเร็วตัวรถบรรทุกฐานยิง 85 กิโลเมตร/ชั่วโมงระบบจรวดหลายลำกล้องของกัมพูชา ภาพ Reutersรถถังหลัก (MBT) T-54/55 จากโซเวียต หรือ Type-59 จากจีนทั้งหมดเป็นรถถังแบบเดียวกันเปิดตัวครั้งแรกในปี 1948กัมพูชาทยอยสั่งซื้อ T-54/55 มือ 2 จากประเทศต่าง ๆ ระหว่าง 1983 - 2010จำนวนรวม 300 คัน (ก่อนการปะทะ)ส่วน Type-59 เปิดตัวในปี 1985กัมพูชาจัดหารวม 50 คัน (ก่อนการปะทะ)ปืนหลักขนาด 100 มม.ความเร็วสูงสุด 51 กิโลเมตร/ชั่วโมง (50 กม./ชม. สำหรับ Type-59)ภาพรถถัง Type-59 จากจีน, Wikicommons อาวุธที่กัมพูชาที่ยังไม่ได้ใช้โจมตีไทยโดยตรงระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03ระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มิลลิเมตรฐานเคลื่อนที่บนรถบรรทุกขนาดใหญ่เปิดตัวในปี 2004 ที่จีนเข้าประจำการกัมพูชาในปี 2023 จำนวน 6 ระบบรองรับการควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์นำวิถีด้วยสัญญาณตำแหน่งแบบ GPS/GLONASS/BeiDouบรรจุจรวดได้ทั้งหมดครั้งละ 12 ลูกทำลายเป้าหมายบุคคล รถถัง และอาคารรองรับจรวดทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่BRC3 จรวดไม่นำวิถี (Unguided rockect) ระยะยิง 70 กิโลเมตรBRC4 จรวดไม่นำวิถี ระยะยิง 130 กิโลเมตรBRE2 จรวดไม่นำวิถีต่อต้านรถถัง ระยะยิง 130 กิโลเมตรFire Dragon 140A จรวดนำวิถีต่อต้านรถถัง ระยะยิง 130 กิโลเมตรระบบจรวดต่อต้านอากาศยาน PHL-03, Wikicommonsระบบจรวดต่อต้านอากาศยาน KS-1Cรับมอบจากจีนในปี 2023 จำนวน 4 ระบบน้ำหนัก 900 กิโลกรัม1 ชุด มีท่อยิงจรวด 2 ท่อน้ำหนักหัวรบ 100 กิโลกรัมความเร็ว 1,200 เมตรต่อวินาทีระยะการยิง 50 กิโลเมตรเพดานการยิงสูงสุด 25 กิโลเมตรเรดาร์ HT-233 รัศมีค้นหา 70 กิโลเมตรภาพทหารกัมพูชาทำการรับมอบ KS-1C จาก MilitaryLeak.comเฮลิคอปเตอร์ Z-9เฮลิคอปเตอร์แบบพหุภารกิจของจีนกัมพูชามีทั้งหมด 9 ลำใช้นักบิน 1 คน รองรับผู้โดยสาร 10 คนความเร็วการบิน 260 กิโลเมตร/ชั่วโมงระยะการบิน (Ferry Range) 1,000 กิโลเมตรจุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoint) 2 จุดรองรับปืนใหญ่ 23 มิลลิเมตรรองรับจรวดต่อต้านรถถังแบบ Wire-Guided HJ-8/HJ-8E ได้สำหรับ HJ-8/HJ-8E 1 ชุด ยิงได้สูงสุด 8 นัด ระยะการยิง 3 - 4 กิโลเมตรภาพเฮลิคอปเตอร์แบบ Z-9, Wikicommons

รู้จัก BM-21 Grad อาวุธยิงไกล 30 กม. ที่กัมพูชาใช้ในชายแดน
อ่าน

รู้จัก BM-21 Grad อาวุธยิงไกล 30 กม. ที่กัมพูชาใช้ในชายแดน

BM-21 อาวุธรัสเซียยุคสงครามเย็นที่ยังทรงพลังในมือกัมพูชาBM-21 หรือ BM-21 Gradคือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ที่พัฒนาโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อใช้ในสนามรบของสงครามเย็น อาวุธประเภทนี้ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งมีการบรรจุ BM-21 ไว้ในกองทัพและนำมาใช้จริงในบริบทความขัดแย้งปัจจุบันตัวระบบติดตั้งบนรถบรรทุก 6 ล้อ มีจำนวนลำกล้องทั้งสิ้น 40 ท่อ สามารถยิงจรวดได้ครบชุดภายในเวลาเพียง 20 วินาที จรวดแต่ละลูกมีน้ำหนักราว 20 กิโลกรัม และสามารถพุ่งไปได้ไกลระหว่าง 20–30 กิโลเมตร ทำให้BM-21มีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายเป็นพื้นที่กว้างอย่างรวดเร็ว กัมพูชาใช้ BM-21 ในสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทยในช่วงเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชาโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีรายงานว่ากัมพูชาได้นำ BM-21 มาใช้ยิงจรวดโจมตีเป้าหมายฝั่งไทยในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับทรัพย์สินและมีผู้ได้รับบาดเจ็บในฝั่งไทยทั้งทหารและพลเรือนรายงานระบุว่า จรวดที่ยิงจากระบบ BM-21 บางลูกตกใส่สถานีบริการน้ำมันและบริเวณบ้านเรือน ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่ โดยลักษณะของ BM-21นั้นสามารถยิงโจมตีพื้นที่เป้าหมายอย่างครอบคลุม BM-21 กับความหมายทางยุทธศาสตร์ชายแดนการใช้ BM-21โดยกัมพูชาในสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงการเลือกใช้อาวุธที่สามารถสร้างแรงกดดันด้านยุทธวิธีในระยะไกล โดยไม่จำเป็นต้องเข้าปะทะประชิด การยิงจรวดจากระยะ 20–30 กิโลเมตร ช่วยให้สามารถควบคุมเป้าหมายได้จากระยะปลอดภัย ทั้งยังยากต่อการตอบโต้ในทันทีแม้ BM-21 จะถูกออกแบบในยุคสงครามเย็น แต่ด้วยความสามารถในการยิงได้อย่างรวดเร็วและโจมตีเป็นวงกว้าง ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มีนัยสำคัญในสงครามยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้กับพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองหรือประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นอ้างอิง : https://en.wikipedia.org/wiki/BM-21_Grad

รถ EV แบตเตอรี่ Solid-state จะได้เกิดไหม หรือสุดท้ายจะได้แค่ฝัน ?
อ่าน

รถ EV แบตเตอรี่ Solid-state จะได้เกิดไหม หรือสุดท้ายจะได้แค่ฝัน ?

รถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท (Solid-state) ถือเป็นฝันของทั้งคนใช้และผู้ผลิตรถ เพราะมีสมรรถนะสูง มีระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งมากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้กับรถ EV ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคและต้นทุนการพัฒนาที่สูงลิ่ว ก็ทำให้ฝันนี้ล่าช้าออกไป หรือสุดท้ายแล้ว รถ EV แบตเตอรี่ Solid-state จะเป็นได้แค่ความฝัน? แบตเตอรี่ Solid-state คืออะไรแบตเตอรี่ Solid-state ถูกค้นพบในช่วงทศวรรษที่ 1830 ว่าสารประกอบระหว่างแร่เงินและซัลเฟอร์ และสารประกอบระหว่างตะกั่วกับฟลูออรีน สามารถสร้างสารอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) หรือสารที่ละลายน้ำแล้วให้ประจุไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องอยู่ในรูปร่างของเจลแบบลิเทียมไอออน แต่เป็นรูปแบบของแข็งแทนแบตเตอรี่ Solid-state ถูกพูดถึงอีกครั้งโดยโตโยต้า (Toyota)โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ฮอนด้า (Honda) นิสสัน (Nissan) บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ฮุนได (Hyundai) ในช่วงปี 2017-2018 รวมถึงค่ายรถ BYD และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ EV ชื่อดังจากจีน ที่ร่วมสงครามการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-state ในภายหลังจุดเด่นสำคัญของแบตเตอรี่ Solid-state อยู่ที่ความปลอดภัยและความทนทาน เนื่องจากประจุภายในเป็นสารที่อยู่ในรูปของแข็ง ต่างจากลิเทียมไอออนที่เป็นสารเหลว นอกจากนี้ ยังมีระยะเวลาในการชาร์จที่สั้นกว่า และระยะทางที่ได้มากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในความจุเท่ากัน แบตเตอรี่ Solid-state ในปัจจุบันสำนักข่าว CNBC ของสหรัฐอเมริกา รายงานความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ว่า การผลิตแบตเตอรี่ Solid-state อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนัก เนื่องจากต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงเกินกว่าตลาดจะรับไหวแม้ว่าผู้ผลิตแบตเตอรี่รถ EV รายใหญ่จากจีนอย่าง BYD และ CATL ต่างได้เปรียบจากแหล่งทรัพยากรและเงินทุนมหาศาลแต่การทำแบตเตอรี่ Solid-state เชิงพาณิชย์ก็ยังอยู่ระหว่างพัฒนาด้านนิสสัน (Nissan) แม้จะให้คำมั่นว่าลูกค้าจะได้เห็นรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ Solid-state ได้ในปี 2028 นี้ แต่ก็กังวลว่าตลาดรถยังไม่พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ล่าช้า ซึ่งทางบริษัทกำลังจับตากระแสทางการตลาดอย่างใกล้ชิดส่วนค่ายรถยุโรปอย่างโวล์คสวาเกน (Wolksvagen) รวมถึงเมอเซเดส เบนซ์ (Mercedes-Benz) และบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ก็กำลังสร้างต้นแบบรถ EV แบตเตอรี่ Solid State เพื่อทดสอบอย่างละเอียดเช่นกันทั้งนี้ ในปี 2023 ที่ผ่านมา TNN Techได้รายงานข่าวการประกาศของโตโยต้า (Toyota) ว่าได้พัฒนาแบตเตอรี่ Solid-state ที่มีน้ำหนัก, ขนาด, และต้นทุนเพียงครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่ในปัจจุบัน และยังมีระยะทางวิ่งไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ด้วยระยะเวลาชาร์จเพียง 10 นาที ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2027 นี้ด้วยเช่นกันแบตเตอรี่ Solid-state จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเจออุปสรรคว่าแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนในปัจจุบันเองก็พัฒนาขึ้นมาก จนมีต้นทุนต่ำลง ความปลอดภัยและระยะทางต่อรอบการชาร์จก็มากขึ้นด้วย เช่น CATL ที่เปิดตัวแบตเตอรี่แบบ LFP ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จแค่ 5 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกล 520 กิโลเมตรค่ายรถบางค่าย อย่าง สเตลแลนทิส (Stellantis) เครือบริษัทรถยักษ์ใหญ่ของโลก จึงเลือกวิธีการพัฒนาแบตเตอรี่กึ่งโซลิดสเตท (Semi-solid state) หรือโมดูลแบตเตอรี่ที่มีเซลล์แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนและแบบโซลิดสเตทผสมกัน เพื่อให้ตลาดพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ที่ราคาจับต้องได้แทนซึ่งไม่ว่าอนาคตของรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ Solid State จะไปทิศทางไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลกับ CNBC ก็เชื่อว่าจะได้เห็นต้นแบบหรือการขยับตัวครั้งใหญ่ในปี 2027-2028 นี้

Aprilia เปิดตัวระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ในซูเปอร์ไบค์
อ่าน

Aprilia เปิดตัวระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ในซูเปอร์ไบค์

เมื่อโลกของยานยนต์พัฒนาไปไกล รถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะซูเปอร์ไบค์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ล่าสุด บริษัท Aprilia ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอิตาลี ได้เปิดตัวระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและตอบสนองราวกับเป็นผู้ช่วยร่วมทาง จักรยานยนต์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้นวัตกรรมใหม่นี้ใช้เซ็นเซอร์ออนบอร์ดร่วมกับอัลกอริทึมซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทุก 2 มิลลิวินาที ไม่ว่าจะเป็นมุมเอียงของรถ การหันเห ท่าทางการใช้คันเร่ง ไปจนถึงการเลือกเกียร์ ระบบสามารถปรับการทำงานของเบรก ABS, ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบป้องกันการยกล้อหน้าได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงเทคโนโลยีนี้ถูกรวมอยู่ในชุด Race Pack รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ในสนามแข่ง MotoGP พร้อมด้วยโมดูล GPS, คันเร่งไฟฟ้าแบบ Ride-by-Wire และหน่วยวัดความเฉื่อย (IMU) แบบ 6 แกนนอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมและตั้งค่าระบบทั้งหมดได้ผ่านแอปพลิเคชัน MIA ของ Aprilia บนสมาร์ทโฟน โดยเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth หรือ Wi-Fiจุดเด่นของจักรยานยนต์รูปแบบใหม่จุดเด่นอีกอย่างคือความสามารถในการปรับระดับการช่วยเหลือแต่ละจุดของสนามแข่ง ด้วยการใช้ข้อมูล GPS ที่ซิงก์กับระบบ MIA ทำให้สามารถเพิ่มแรงฉุดลากในโค้ง และลดการแทรกแซงบนทางตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็วได้อย่างแม่นยำระบบมาตรฐานที่มาพร้อมกับแพ็คเกจประกอบด้วยระบบเบรกเครื่องยนต์ 3 ระดับระบบควบคุมล้อหน้ายก 3 ระดับ พร้อม AIระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ไวต่อการเอียง 8 ระดับAprilia ระบุว่า การใช้ “แมปตามมุมโค้ง” นี้สามารถลดแรงต้านอากาศลงได้ถึง 6% และลดแนวโน้มการยกล้อหน้าขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2024 ส่งผลให้รถมีความเสถียรและทำเวลาต่อรอบได้ดีขึ้น ระบบนี้เปิดให้ใช้งานแล้วในรุ่นปี 2025 ของ Aprilia RSV4 และ Aprilia Tuono V4 เท่านั้นในตอนนี้ แม้จะยังไม่แพร่หลายไปถึงรถจักรยานยนต์ทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือก้าวสำคัญของเทคโนโลยีสองล้อในอนาคต

ยุโรปเปิดตัวโครงการ INVICTUS ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของเครื่องบินอวกาศความเร็วเหนือเสียง
อ่าน

ยุโรปเปิดตัวโครงการ INVICTUS ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของเครื่องบินอวกาศความเร็วเหนือเสียง

งค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการวิจัยอินวิกตัส (INVICTUS) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมยานอวกาศความเร็วเหนือเสียงแบบใช้ซ้ำได้ที่สามารถทะยานขึ้นจากรันเวย์ในแนวนอนได้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก General Support Technology Programme (GSTP) และ Technology Development Element (TDE) ของ ESA โดยมีบริษัท Frazer-Nash จากสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) เป็นเครื่องบินอวกาศทดสอบที่สามารถบินด้วยความเร็ว Mach 5 หรือเร็วกว่าเสียง 5 เท่า จุดประสงค์หลักของอินวิกตัส (INVICTUS)จุดประสงค์หลัก คือ การสาธิตเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการบินความเร็วเหนือเสียงอย่างต่อเนื่องในชั้นบรรยากาศ สิ่งที่น่าสนใจคือตัวยานจะสามารถอัปเกรดได้ โดยสามารถเปลี่ยนวัสดุ ซอฟต์แวร์ และระบบขับเคลื่อนระหว่างการทดสอบแต่ละครั้ง รวมไปถึงการต่อยอดพัฒนาอากาศยานที่ทำภารกิจได้ทั้งบนโลกและอวกาศ ในรูปแบบความเร็วเหนือเสียง อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงเทคนิคของอินวิกตัส (INVICTUS) ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนักระบบขับเคลื่อนอินวิกตัส (INVICTUS)สำหรับอากาศยานที่บินด้วยความเร็วเหนือเสียง ความท้าทายหลัก คือ อุณหภูมิที่สูงมากบนพื้นผิวด้านนอกของเครื่องบินและอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์ ดังนั้น อินวิกตัส (INVICTUS) จึงได้รับการออกแบบให้ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยอากาศที่เย็นตัวล่วงหน้า ร่วมกับเชื้อเพลิงไฮโดรเจน สำหรับการบินขึ้นในแนวนอนและการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง ระบบนี้จะเปิดโอกาสให้ทดสอบเส้นทางการไหลของเครื่องยนต์ทั้งหมด ตั้งแต่ช่องรับอากาศไปจนถึงเครื่องเผาไหม้ท้าย ในขนาดเต็มและรวมเข้ากับเครื่องบินระบบระบายความร้อนล่วงหน้า" (Pre-cooler)หัวใจสำคัญของโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) คือ ระบบระบายความร้อนล่วงหน้า (Pre-cooler) ซึ่งพัฒนาโดย Reaction Engines Ltd. โดยอิงเทคโนโลยีจาก SABRE ของ ESA Pre-cooler นี้สามารถ ทำให้อากาศร้อนจัดเย็นลงได้ภายในเสี้ยววินาทีระบบระบายความร้อนล่วงหน้า (Pre-cooler) จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เครื่องยนต์อากาศยานที่ทำงานได้ในความเร็วเหนือเสียง เทคโนโลยีนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการพัฒนาเครื่องบินอวกาศแห่งอนาคตที่ขึ้นบินในแนวนอนได้ และจะปฏิวัติการเดินทางและการเข้าถึงอวกาศของยุโรปวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโทมมาโซ กิดินี หัวหน้าแผนกกลไกของ ESA เน้นย้ำว่า "การบินความเร็วเหนือเสียงไม่ได้เป็นเพียงพรมแดนถัดไปของเครื่องบินอวกาศเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเดินทาง การป้องกันประเทศ และการเข้าถึงอวกาศ"และด้วยอินวิกตัส (INVICTUS) ยุโรปกำลังคว้าโอกาสในการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีที่จะกำหนดนิยามใหม่ของการเดินทางข้ามโลกและไปไกลกว่านั้น การควบคุมระบบขับเคลื่อนแบบหายใจด้วยอากาศที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะเป็นการวางรากฐานสำหรับเครื่องบินที่ทะยานขึ้นเหมือนเครื่องบิน และไปถึงวงโคจรเหมือนจรวด ซึ่งเป็นการปฏิวัติการขนส่งทั้งภาคพื้นดินและในวงโคจรซาร่าห์ วิลค์ส กรรมการผู้จัดการของ Frazer-Nash กล่าวว่า "อินวิกตัส (INVICTUS) เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นในการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอวกาศและตระหนักถึงความสามารถในการใช้งานเพื่อการขนส่งทั้งภาคพื้นดินและในวงโคจร"โทนี่ ฟอร์ไซธ์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศของหน่วยงานอวกาศแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า "โครงการนี้มีศักยภาพสำคัญในการต่อยอดเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงและการขับเคลื่อนด้วยความเร็วเหนือเสียงที่วิศวกรของสหราชอาณาจักรพัฒนามาหลายปี และคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ" ความคืบหน้าและพันธมิตรโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) มีมูลค่าการลงทุน 7 ล้านปอนด์ หรือ 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า กลุ่มพันธมิตรอินวิกตัส (INVICTUS) ซึ่งนำโดย Frazer-Nash และรวมถึง Spirit AeroSystems และ Cranfield University ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งมอบการออกแบบเบื้องต้นของระบบการบินที่สมบูรณ์ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานพาหนะต้นแบบจะพร้อมใช้งานและเริ่มบินได้ภายในต้นปี 2031โครงการนี้ยังคงตอกย้ำถึงความพยายามของยุโรปในการเข้าสู่การแข่งขันด้านเครื่องบินอวกาศและเทคโนโลยีความเร็วเหนือเสียง ซึ่งกำลังมีการพัฒนาอย่างมากทั่วโลก รวมถึงยาน X-37B ของกองทัพสหรัฐฯ และยาน Shenlong ของจีน">

MEA จัดประชุมชี้แจงโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน
อ่าน

MEA จัดประชุมชี้แจงโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน

MEA จัดประชุมชี้แจงโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินวันนี้ (16 กรกฎาคม 2568) นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง เป็นประธานการประชุมชี้แจงโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก (ช่วงแยกบ้านแขก ถึงวงเวียนใหญ่) และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีผู้แทนจากองค์กร หน่วยงานราชการ และหน่วยงานผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจต่าง ๆ ในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงรายละเอียดแผนดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้าง ณ ห้องประชุม Venita 2 โรงแรม อเวย์ บางกอก ริเวอร์ไซด์ คีน ถนนเจริญนคร กรุงเทพฯรองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า ตามที่ MEA ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล เร่งดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด MEA จะดำเนินโครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก (ช่วงแยกบ้านแขก ถึงวงเวียนใหญ่) และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีพื้นที่ดำเนินการ 3.4 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างบริเวณผิวจราจรและผิวทางเท้า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 – ปี 2572 (รื้อถอนเสาสายแล้วเสร็จ ภายในปี 2572) โดย MEA จะดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 05.00 น. ของทุกวันเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อการจราจร ในด้านการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วยงานก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน งานก่อสร้างฐานอุปกรณ์และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า งานลากสายไฟฟ้าใต้ดิน และการเปลี่ยนระบบการจ่ายไฟจากสายอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยพัฒนาเสถียรภาพ และความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง และเป็นการเตรียมพร้อมรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจและหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ในอนาคต รวมถึงช่วยเสริมสร้างทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครให้มีความสวยงาม ตลอดจนช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็น พร้อมให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ MEA ได้นำมาพิจารณาปรับปรุงแผนงานให้มีความเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด#โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน #ถนนสวยไร้เสาสาย #MEAsmartdistribution#รถไฟฟ้าสายสีม่วง #ถนนประชาธิปก #ถนนประชาธิปก #ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน#พลังดีดีที่รู้สึกได้ทุกวัน #MEA #การไฟฟ้านครหลวง #พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร

ทดสอบ XQ-58A Valkyrie ก้าวสำคัญสู่นักบินร่วมอัจฉริยะเคียงข้าง F-16 และเครื่องบินขับไล่แห่งอนาคต
อ่าน

ทดสอบ XQ-58A Valkyrie ก้าวสำคัญสู่นักบินร่วมอัจฉริยะเคียงข้าง F-16 และเครื่องบินขับไล่แห่งอนาคต

กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการรบทางอากาศแห่งอนาคตอย่างก้าวกระโดด โดยล่าสุดได้มีการทดสอบการบินร่วมระหว่างอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrie กับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16C Fighting Falcon และ F-15E Strike Eagle ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการบูรณาการระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรในสนามรบ รู้จักอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieสำหรับอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieมีลักษณะเป็นอากาศยานรบไร้คนขับ (UCAV) ที่ถูกออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท Kratos Defense Security Solutions ร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นนักบินร่วม (Loyal Wingman) หรืออากาศยานรบร่วม (Collaborative Combat Aircraft - CCA) ที่จะปฏิบัติภารกิจเคียงข้างเครื่องบินขับไล่แบบมีคนขับการออกแบบที่เน้นความคล่องตัวและล่องหน (Stealth)รูปทรงล้ำสมัยมีลำตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู (Trapezoidal)พร้อมปีกที่ลู่ไปด้านหลัง และแพนหางรูปตัว V (V-tail) ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ช่วยลดการสะท้อนของเรดาร์ ทำให้ตรวจจับได้ยาก ช่องรับอากาศแบบซ่อน สำหรับเครื่องยนต์ถูกติดตั้งไว้ที่ส่วนบนของลำตัว ช่วยลดการตรวจจับจากเรดาร์ภาคพื้นดิน ขนาดกะทัดรัด มีความยาวประมาณ 9.1 เมตร และมีปีกกว้าง 8.2 เมตร ทำให้มีขนาดเล็กกว่าเครื่องบินขับไล่ทั่วไปสมรรถนะการบินสามารถทำความเร็วได้สูงในระดับใกล้เสียง (High-subsonic) ที่ประมาณ 0.72 มัค หรือประมาณ 882 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีพิสัยการบินไกลถึง 3,000 ไมล์ทะเล หรือ 5,556 กิโลเมตร ทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจในระยะไกลได้ เพดานบินสูงถึง 45,000 ฟุตการทดสอบอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL)ได้เปิดเผยถึงการฝึกซ้อมครั้งล่าสุด ที่นักบินขับไล่สามารถควบคุมโดรน Valkyrie จำนวน 2 ลำ ได้โดยตรงจากห้องนักบินของตนเอง แม้รายละเอียดเชิงลึกของการทดสอบยังคงถูกเก็บเป็นความลับ แต่เป้าหมายหลักคือการสาธิตความก้าวหน้าในการผสานระบบอากาศยานแบบมีคนขับและกึ่งอัตโนมัติเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์การพัฒนานี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบการบินร่วมครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ XQ-58A เคยปฏิบัติภารกิจร่วมกับเครื่องบินรบสเตลธ์อย่าง F-22 และ F-35A ในช่วงปลายปี 2020 ในฐานะ "เกตเวย์" สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบลับเฉพาะระหว่างเครื่องบินรบยุคที่ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่หลากหลายของโดรนรุ่นนี้ศักยภาพของ XQ-58A Valkyrie มากกว่าแค่อาวุธเสริมอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Kratos ถูกออกแบบมาให้เป็นอากาศยานรบต้นทุนต่ำที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างยืดหยุ่น โดยมีความสามารถในการบรรทุกอาวุธทั้งในช่องเก็บภายในลำตัวและที่จุดติดตั้งใต้ปีก จากรายงานระบุว่า Valkyrie สามารถติดตั้งระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก GBU-39/B (SDB) ได้สูงสุดถึง 4 ลูก หรือขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 AMRAAM จำนวน 2 ลูกนอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ XQ-58B ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจกดดันและทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defenses - SEAD) ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นในสนามรบห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL) เน้นย้ำว่า การบูรณาการระบบอากาศยานที่มีคนขับและไม่มีคนขับเข้าด้วยกัน จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิอนาคตแนวคิดนักบินร่วม (Loyal Wingman) นี้ จะช่วยเพิ่มมวลหรือจำนวนอากาศยานในปฏิบัติการ ความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี และความยืดหยุ่นในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยโดรนอย่าง XQ-58A จะทำหน้าที่เป็นตัวคูณกำลังรบ ลดภาระของนักบิน และเพิ่มความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จของภารกิจในท้ายที่สุดการทดสอบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาโดรนติดอาวุธ แต่คือการวางรากฐานสำหรับยุทธวิธีการรบทางอากาศรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสานความสามารถของมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ เพื่อครองความเหนือกว่าในน่านฟ้าต่อไป

DARPA พับโครงการเครื่องบินทะเลยักษ์ "Liberty Lifter" อย่างเป็นทางการ
อ่าน

DARPA พับโครงการเครื่องบินทะเลยักษ์ "Liberty Lifter" อย่างเป็นทางการ

สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ DARPA ได้ยืนยันการยกเลิกโครงการ "Liberty Lifter" มูลค่า 98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3,174 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินทะเลขนาดมหึมาที่ใช้เทคโนโลยีปีกฝังดิน (Wing-in-Ground Effect) นับเป็นการปิดฉากความฝันที่จะมีอากาศยานขนส่งหนักพิสัยไกลที่ไม่ต้องพึ่งพารันเวย์โครงการ Liberty Lifter เคยเป็นที่จับตามองอย่างมาก ด้วยแนวคิดที่ทะเยอทะยานในการสร้างอากาศยานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบิน "Spruce Goose" ในตำนานของโฮเวิร์ด ฮิวส์ แต่มีความล้ำหน้ากว่ามากความฝันและเป้าหมายของโครงการ Liberty Lifterแนวคิดหลักคือการสร้างเครื่องบินทะเลจากวัสดุคอมโพสิตขั้นสูง เพื่อใช้ในภารกิจด้านโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว การกู้ภัย และบรรเทาภัยพิบัติ โดยมีจุดเด่นคือ:เทคโนโลยีปีกฝังดิน (WIG) โดยใช้หลักการกักอากาศไว้ใต้ปีกเพื่อสร้างแรงยกมหาศาลเมื่อบินในระดับต่ำ ทำให้สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนปฏิบัติการในทะเล ซึ่งถูกออกแบบให้ขึ้น-ลงจอดได้ในทะเลที่มีคลื่นสูงถึง 2.5 เมตร (Sea State 4) และปฏิบัติการบนผิวน้ำท่ามกลางคลื่นสูง 4 เมตรได้ (Sea State 5)ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก โดยสามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องใช้รันเวย์หรือท่าเรือที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ สเปกสุดอลังการที่ไปไม่ถึงฝันแผนการพัฒนาร่วมกับบริษัท General Atomics และ Aurora Flight Sciences (ในเครือ Boeing) ตั้งเป้าหมายไว้อย่างน่าทึ่งเครื่องต้นแบบมีขนาดเท่าเครื่องบิน C-130 Hercules สามารถยกน้ำหนักได้ 22.6 ตันเครื่องรุ่นผลิตจริงใช้ 8 เครื่องยนต์ มีความจุเทียบเท่าเครื่องบิน C-17 Globemaster III คือ 77 ตัน และมีพิสัยการบินไกลถึง 22,224 กิโลเมตรนวัตกรรมการผลิตวางแผนจะใช้เทคนิคการต่อเรือแทนการผลิตเครื่องบินแบบดั้งเดิม เพื่อลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการสร้าง เหตุผลเบื้องหน้า และเสียงวิเคราะห์เบื้องหลังตามแผนเดิม Liberty Lifter ควรจะขึ้นบินครั้งแรกภายในปี 2028 แต่ล่าสุดโครงการได้ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด DARPA ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า "โครงการได้ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับการจำลองสถานการณ์และเทคนิคการผลิตใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโครงการในอนาคต"อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเหตุผลลักษณะเดียวกับที่เคยใช้ในอดีต เช่น กรณีที่โครงการเครื่องบินคองคอร์ดถูกยกเลิกหลังจากสหรัฐฯ สั่งห้ามการบินพลเรือนเหนือเสียงด้วยสถานการณ์ด้านงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการยกเลิกอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการเงินมากกว่า และคำแถลงของ DARPA ก็เป็นเพียงการพยายามรักษาท่าทีหลังจากที่โครงการอันทะเยอทะยานต้องสิ้นสุดลง

“BAE Systems” ทดสอบ AI ช่วยการบินรบกับเครื่องบินขับไล่ “Eurofighter Typhoon”
อ่าน

“BAE Systems” ทดสอบ AI ช่วยการบินรบกับเครื่องบินขับไล่ “Eurofighter Typhoon”

บีเออี ซิสเต็ม (BAE Systems) บริษัทผู้ผลิตอาวุธชั้นนำ ร่วมกับ เอวีออนิค (Avioniq) บริษัทด้านนวัตกรรมการบินจากสวีเดน ทดสอบระบบช่วยตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI บนเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการสถานการณ์การรบของนักบิน การจับมือของสองบริษัทด้านเทคโนโลยีการทดสอบดังกล่าวดำเนินการบนเครื่องจำลองการบิน ของเครื่องบินขับไล่รุ่น ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon)ณ โรงงานของบริษัท บีเออี ซิสเต็ม (BAE Systems) ในสหราชอาณาจักร โดยใช้เทคโนโลยีรัตเทิลสแนค (Rattlesnaq) ของ เอวีออนิค (Avioniq) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยสร้างแบบจำลองขีปนาวุธขั้นสูงและผู้ช่วย AIเพื่อให้นักบินได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ และผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจคืออะไรระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจจะคำนวณขีปนาวุธหรืออาวุธทุกชนิดที่ศัตรูสามารถยิงใส่ และติดตามข้อมูลเหล่านั้น เพื่อสร้างขอบเขตภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ โดยจะระบุเขตการบินที่ปลอดภัยในน่านฟ้าของศัตรู เพื่อช่วยให้นักบินหลบหลีกขีปนาวุธของศัตรู พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการซ้อมรบและการยิงได้มากขึ้นเริ่มทดสอบระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจกับเครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีนี้กำลังถูกรวมเข้ากับเครื่องจำลองการบินของเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เพื่อพัฒนาการฝึกอบรมนักบินและกลยุทธ์สำหรับการรบนอกระยะการมองเห็น ซึ่งทีมพัฒนาเชื่อว่าด้วยระบบนี้ อาจช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และประสิทธิภาพของการบินมากขึ้นรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoonสำหรับ ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาท ความยาวตัวเครื่อง 15.96 เมตร ปีกกว้าง 10.95 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดขณะบินขึ้นที่ 23,500 กิโลกรัม บินได้เร็วสุดที่ราว 2,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางการบินไกลถึง 2,900 กิโลเมตร บริษัทเผยว่าการทดสอบระบบนี้ สอดคล้องกับความพยายามในการพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ในการทำภารกิจที่เร็วขึ้น และจอแสดงผลในห้องนักบินแบบใหม่ เพื่อการมองเห็นภัยคุกคามที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสำเร็จในการทำภารกิจให้มากขึ้นด้วย

นักวิจัยเฝ้าระวัง “ไฟป่า” พัฒนา “โดรนจรวด” บินลัดเลาะที่แคบช่วยดับเพลิง
อ่าน

นักวิจัยเฝ้าระวัง “ไฟป่า” พัฒนา “โดรนจรวด” บินลัดเลาะที่แคบช่วยดับเพลิง

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลินเชอปิง (Linköping University) ในสวีเดน จับมือพัฒนาโดรนบินช่วยดับไฟป่า ทำออกมาในหน้าตาคล้ายกับ “จรวด” ต่างจากโดรนทั่วไปที่มักจะใช้ใบพัดสี่มุมแบบดั้งเดิม หน้าตาของโดรนบินโดรนบินรุ่นนี้มีชื่อว่า ไฟร์ฟลาย (FireFly)เป็นโดรนต้นแบบที่ออกแบบให้มีใบพัดเพียงใบเดียวอยู่ภายในลำตัวทรงกระบอก ซึ่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และอาศัยการรับอากาศและลมในการบินและลอยตัวในอากาศหลักการทำงานของโดรนบินโดยตัวโดรนจะดูดอากาศจากด้านข้างผ่านตาข่าย แล้วพ่นลงด้านล่าง เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน คล้ายกับจรวด โดยมีส่วนที่ออกแบบคล้ายปีกที่ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ ทรงตัวและรักษาระดับอยู่ในอากาศได้ โดยสามารถบินได้สูงสุดที่ความสูงประมาณ 60 เมตร และมีระยะการบินแนวนอนสูงสุดประมาณ 30 เมตรจากจุดปล่อยเป้าหมายการพัฒนาโดรนบินเป้าหมายของการพัฒนาโดรนรูปร่างแปลกตานี้ ก็เพื่อเป็นต้นแบบของแพลตฟอร์มโดรนอัตโนมัติ ที่สามารถนำไปทำงานร่วมกันได้หลายลำ ปรับเปลี่ยนได้ง่าย และราคาไม่แพง สำหรับการจัดการไฟป่าจุดเด่นของโดรนบินโดยจุดเด่นของโดรนลำนี้นอกจากรูปทรงที่ทำให้เคลื่อนที่ไปตามแนวป่าได้ง่ายแล้ว ยังทำจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง เพื่อให้มันสามารถบินผ่านต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสะดวกต่อการพกพาของนักดับเพลิง ไม่เพิ่มน้ำหนักในกระเป๋าอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่มากนักการนำโดรนบินไปใช้งานจริงเมื่อปล่อยในป่าโดรนบิน ไฟร์ฟลาย (FireFly) จะขึ้นไปสูงเหนือยอดไม้ เพื่อทำการสแกนแบบพาโนรามา 360 องศาเต็มรูปแบบ เซ็นเซอร์บนโดรนจะเก็บข้อมูลทั้งหมด รวมถึงวิดีโอ ข้อมูลระยะไกล และการอ่านค่าสภาพแวดล้อม ซึ่งจะถูกส่งแบบไร้สายแบบเรียลไทม์ไปยังตัวควบคุมภาคพื้นดินขณะปฏิบัติภารกิจ นอกจากการดับเพลิงแล้ว ทีมพัฒนาคิดว่าโดรนลำนี้สามารถนำไปใช้ในภารกิจการค้นหาและกู้ภัยในป่า รวมถึงการบินสำรวจในพื้นที่แคบ ๆ ในอาคารที่โดรนสี่ใบพัดแบบดั้งเดิม อาจใช้งานได้ไม่สะดวกเท่า เพิ่มโอกาสในการทำภารกิจให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น

ขยายถนนรามคำแหง 24 “ชัชชาติ” จี้ผู้รับเหมาต้นปี 69 งานต้องเสร็จ
อ่าน

ขยายถนนรามคำแหง 24 “ชัชชาติ” จี้ผู้รับเหมาต้นปี 69 งานต้องเสร็จ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 และถนนหัวหมาก เขตบางกะปิผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวสวัสดีวันอาสาฬหบูชา ถือโอกาสวันหยุดนี้ไล่ตรวจงานโซนรามคำแหง สำหรับโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 ถือเป็นโครงการใหญ่อีกโครงการหนึ่งโดยขยายถนนเป็น 4 และ 6 เลน เดิมเป็นทางยกระดับซึ่งส่งผลกระทบการจราจร สิ่งสำคัญในการปรับปรุงนอกจากขยายถนนคือเรื่องการระบายน้ำเพราะบริเวณนี้น้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากรามคำแหงเป็นโซนพื้นที่ต่ำสุดของ กทม. เป็นที่รับน้ำ จึงได้วาง Box Culvert หรือท่อระบายน้ำคอนกรีตทั้งสองฝั่ง ขนาด 2.5 เมตร และ 1.5 เมตร เพื่อการระบายน้ำที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเร่งก่อสร้างงานผิวจราจรให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อคืนพื้นที่ในการเดินทางสัญจร โดยผู้รับเหมารับปากว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569สำหรับ โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 และถนนหัวหมาก มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่เป็นคอขวดบริเวณถนนรามคําแหง 24 และเป็นการเชื่อมโครงข่ายถนนเพื่อรองรับปริมาณการจราจรในถนนรามคําแหง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า และถนนใกล้เคียง อีกทั้งแก้ไขปัญหาถนนที่ชํารุด เสียหายเนื่องจากการทรุดตัว โดยทำการก่อสร้างขยายช่องจราจรทางราบขนาด 4-6 ช่องจราจร พร้อมระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ช่วงจากแยกถาวรธวัช ถึงมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และแก้ปัญหาการทรุดตัวของผิวการจราจรไม่เท่ากันในถนนหัวหมาก ช่วงจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ถึงคลองจิก ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร

Dyson Farming ฟาร์มอัจฉริยะของเซอร์เจมส์ ไดสัน ผสานวิศวกรรมการเกษตรระดับโลก
อ่าน

Dyson Farming ฟาร์มอัจฉริยะของเซอร์เจมส์ ไดสัน ผสานวิศวกรรมการเกษตรระดับโลก

เซอร์เจมส์ ไดสัน (Sir James Dyson) วิศวกรชื่อดังระดับโลก ผู้ปฏิวัติวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นไร้สายไร้ถุงกรอง จะหันมาสร้างนวัตกรรมในวงการเกษตรกรรม ด้วยฟาร์มสุดไฮเทคที่ชื่อว่า Dyson Farming ซึ่งตั้งอยู่ในลินคอล์นเชียร์ สหราชอาณาจักร นับเป็นหนึ่งในฟาร์มเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ และอาจเป็นฟาร์มที่ล้ำสมัยที่สุดในยุโรปสิ่งที่ทำให้ Dyson Farming แตกต่าง คือ การนำแนวคิดวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้กับการปลูกพืช โดยเฉพาะ “สตรอว์เบอร์รี” ที่นี่ใช้ระบบปลูกแนวตั้งแบบ Hybrid Vertical Growing System ที่มีลักษณะคล้าย "ชิงช้าสวรรค์" สูงกว่า 5 เมตร หมุนช้า ๆ ตลอดวันเพื่อให้ต้นสตรอว์เบอร์รีได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมเสริมด้วยไฟ LED grow light ในฤดูหนาวที่มีแสงธรรมชาติน้อย ระบบนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับการปลูกในดินแบบดั้งเดิมเทคโนโลยีอัตโนมัติยังมีบทบาทสำคัญ หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวที่ฟาร์มใช้มีเซ็นเซอร์ภาพ (computer vision) สามารถแยกแยะผลสุกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ทำลายผลที่ยังไม่พร้อมเก็บ ส่วนตอนกลางคืน หุ่นยนต์อีกชุดจะฉายแสง UV-C เพื่อลดการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย โดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ"> ในเรือนกระจก ทุกปัจจัยการเจริญเติบโตถูกควบคุมด้วย ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ (Smart Control System) ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปจนถึงการให้น้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ เพื่อให้สตรอว์เบอร์รีเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดตลอดปีจุดเด่นอีกประการของ Dyson Farming คือการใช้พลังงานจาก โรงย่อยสลายชีวมวล (Anaerobic Digestion Plant) ซึ่งนำเศษพืชจากในฟาร์ม เช่น ข้าวโพด หญ้าหมัก และวัสดุเหลือทิ้งอื่น ๆ มาผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าและความร้อนสำหรับใช้ในเรือนกระจก ทำให้ฟาร์มแห่งนี้สามารถดำเนินงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และยังลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับเซอร์เจมส์ ไดสัน ฟาร์มแห่งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่คือบทพิสูจน์ของวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่า “เทคโนโลยีคือคำตอบของความมั่นคงทางอาหารในอนาคต” โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการขนส่ง และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การผลิตอาหารให้เพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน คือภารกิจของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21นอกจากลดการนำเข้าสตรอว์เบอร์รีจากต่างประเทศ Dyson Farming ยังช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ที่เกิดจากการขนส่งระยะไกล และเป็นต้นแบบของเกษตรกรรมยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

สหรัฐฯ ยกเลิกแผนสร้างฐานจรวดบนเกาะอนุรักษ์นก หลังถูกวิจารณ์กระทบสิ่งแวดล้อม
อ่าน

สหรัฐฯ ยกเลิกแผนสร้างฐานจรวดบนเกาะอนุรักษ์นก หลังถูกวิจารณ์กระทบสิ่งแวดล้อม

กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ได้ตัดสินใจระงับแผนการก่อสร้างแท่นลงจอดจรวดบนเกาะจอห์นสตัน (Johnston Atoll) ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์นกในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังถูกคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อถิ่นที่อยู่นกทะเลหลายสิบสายพันธุ์แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Rocket Cargo Vanguard” (RCV) ที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งสินค้าด้วยจรวดอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเล็งใช้เกาะจอห์นสตัน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะฮาวายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 1,500 กิโลเมตร เป็นจุดทดสอบและลงจอดจรวดเชิงพาณิชย์สูงสุด 10 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม องค์กร American Bird Conservancy (ABC) ได้ยื่นคำร้องให้มีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศของเกาะ ซึ่งฟื้นฟูขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังการถอนกำลังของกองทัพในปี 2004 โดยปัจจุบันมีนกทะเลกลับมาอาศัยอยู่มากกว่า 1.5 ล้านตัวโฆษกกองทัพอากาศสหรัฐฯ ลอเรล ฟอลส์ เปิดเผยว่า USAF จะชะลอการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ก่อน พร้อมพิจารณาสถานที่อื่น ๆ แทน ซึ่งรวมถึงเกาะคเวเจอเลน (Kwajalein Atoll), มิดเวย์ (Midway) และเวก (Wake) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารอยู่แล้ว แม้ในแผนจะไม่ระบุชื่อบริษัท SpaceX โดยตรง แต่เป็นบริษัทเดียวที่มีเทคโนโลยีจรวดระดับเดียวกับที่โครงการต้องการ โดยเฉพาะ Starship ที่ออกแบบมาขนส่งสัมภาระหนักถึง 100 ตัน อย่างไรก็ตาม การทดสอบล่าสุดของ Starship ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากชั้นบนของจรวดถูกทำลายทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาการยุติแผนใช้เกาะจอห์นสตันจึงนับเป็นความพยายามสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งจะมีการประกาศท่าทีอย่างเป็นทางการใน Federal Register ต่อไป

กองทัพอากาศไทยพัฒนาโดรนพลีชีพ (Kamikaze UAV) สำเร็จสามารถโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
อ่าน

กองทัพอากาศไทยพัฒนาโดรนพลีชีพ (Kamikaze UAV) สำเร็จสามารถโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ

วันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยประกาศความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบโดรนพลีชีพ หรือ Kamikaze UAV อากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อพุ่งโจมตีเป้าหมายแบบพลีชีพ โดยสามารถทำลายเป้าหมายในพิสัยปานกลางด้วยหัวรบแรงระเบิดสูง พร้อมค่าความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 5 เมตร แสดงถึงศักยภาพด้านความแม่นยำระดับสูงในการปฏิบัติการรบยุคใหม่โครงการนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช กรมสรรพาวุธทหารอากาศ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ (ศวอ.ทอ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอาวุธปลายเปิดที่ไทยสามารถผลิตและควบคุมได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศกองทัพอากาศไทยประสบความสำเร็จในการทดสอบ “โดรนพลีชีพ” หรือ Kamikaze UAV ที่สามารถพุ่งโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยค่าคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 5 เมตร ความสำเร็จนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตและบรรจุประจำการ เพิ่มศักยภาพการป้องกันประเทศด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยเอง เทคโนโลยีเบื้องหลัง Kamikaze UAVKamikaze UAV จัดอยู่ในกลุ่ม “Loitering Munitions” หรืออาวุธโดรนพลีชีพที่สามารถบินวนรอเหนือพื้นที่เป้าหมายก่อนจะพุ่งเข้าชนเมื่อได้รับคำสั่ง การออกแบบเน้นน้ำหนักเบา มีระบบนำวิถีอัตโนมัติผสมผสานกับการควบคุมจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมนำทาง (GNSS) และระบบนำทางเฉพาะของกองทัพอากาศ ควบคู่กับกล้องตรวจจับเป้าหมายแบบ Electro-Optical หรือ Infrared สำหรับการทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนนอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหัวรบแรงระเบิดสูง (High Explosive) ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับเป้าหมายแบบต่าง ๆ เช่น รถหุ้มเกราะ ป้อมปืน หรือฐานปฏิบัติการ โดยระยะทำการอยู่ในระดับหลายสิบกิโลเมตร เหมาะสำหรับการโจมตีเป้าหมายที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรงอย่างไรก็ตาม ข้อมูลขีดความสามารถของโดรน Kamikaze UAV ที่กองทัพอากาศไทยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนัก เนื่องจากเป็นความลับทางด้านการทหาร และอาวุธสงคราม ความสำเร็จในการทดสอบ Kamikaze UAV ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การวางแผนเข้าสู่สายการผลิต และการบรรจุประจำการอย่างเป็นทางการในกองทัพอากาศ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพของไทยในการปกป้องน่านฟ้าและสกัดกั้นภัยคุกคามสมัยใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไร้คนขับและอาวุธอัจฉริยะกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการรบความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในด้านวิศวกรรมและอากาศยานไร้คนขับ แต่ยังเป็นสัญญาณของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางภูมิทัศน์ความมั่นคงโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว">

ช่างรถอิตาลี DIY รถยนต์ EV ที่แคบที่สุดในโลก ! ขับได้จริง วิ่งไกลสุด 25 กม./รอบชาร์จ
อ่าน

ช่างรถอิตาลี DIY รถยนต์ EV ที่แคบที่สุดในโลก ! ขับได้จริง วิ่งไกลสุด 25 กม./รอบชาร์จ

อันเดรีย มารัซซี (Andrea Marazzi) ช่างรถยนต์และเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ในอิตาลี นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้จากการดัดแปลงรถยนต์เก่าให้มีขนาดหน้ากว้างแคบที่สุดในโลก และเตรียมยื่นเรื่องจดบันทึกลงสถิติของกินเนส เวิลด์ เรกคอร์ด (Guinness World Record) ในฐานะรถยนต์ที่หน้าแคบที่สุดในโลก (World's narrowest car) ด้วย ข้อมูลรถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีรถคันดังกล่าวมีพื้นฐานโครงสร้างตัวถังมาจากรถยนต์แบรนด์ เฟียต แพนด้า (FIAT Panda) รุ่นปี 1993 ที่ดัดแปลงใหม่ด้วยการขึ้นโครงรถที่มีความกว้างเพียง 50 เซนติเมตร ก่อนใช้ชิ้นส่วนเดิมของตัวรถมาประกอบเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรถแบบที่นั่งเดียว ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์พร้อมติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ความเร็วสูงสุดที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับการปั่นจักรยาน และมีระยะทางวิ่งไกลสุด 25 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จแม้ว่าจะเป็นการดัดแปลง แต่ตัวรถยังมีองค์ประกอบหลักต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว 2 ข้าง ล้อ 4 ล้อ ซึ่งยังเป็นล้อที่ใช้กับ FIAT Panda ดั้งเดิม ส่วนภายในรถยนต์ EV ประกอบไปด้วยเบาะโดยสารขนาดเล็ก เบรกมือ ก้านเหล็กแทนคันเร่ง พร้อมพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน และมีกระจกบังลมด้านหน้าและหน้าต่างรถที่หมุนขึ้น - ลง ด้วยมือ รวมถึงกระจกข้างทั้ง 2 ฝั่งสำหรับสังเกตรอบตัวรถ ที่มารถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีเดิมทีแล้ว FIAT Panda 1993 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กแบบ 3 ประตู ทรงแฮชแบ็ก (Hatchback) มีความกว้าง 1494 มิลลิเมตร ซึ่ง Andrea Marazzi ที่เดิมใช้รถยนต์รุ่นนี้ในชีวิตประจำวัน ตัดสินใจดัดแปลงด้วยการย่อตัวรถให้มีขนาดเพียง 50 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ใน 3 ของความกว้างเดิมของตัวรถ โดยตั้งใจที่จะเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ กว่าร้อยละ 99 ของตัวรถคันเดิมเอาไว้ รวมไปถึงหลังคา ประตู และรูปทรงของตัวรถ และใช้เวลากว่า 12 เดือน ในการดัดแปลงจนเสร็จสมบูรณ์ปัจจุบัน Marazzi กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ Guinness World Record เพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนเพื่อบันทึกสถิติว่าเป็นรถที่แคบที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รถยนต์ EV คันนี้ไม่สามารถใช้ขับบนถนนตามกฎหมายของอิตาลีได้ โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับรถสามารถติดตามได้ที่ช่อง @tutti_pazzi_per_marazzi บนแพลตฟอร์ม TikTok, Instagram และ YoutubeView this post on InstagramA post shared by tutti pazzi per marazzi (@tutti_pazzi_per_marazzi)

ยูเครนซื้อเครื่องบินฉลาม (Shark) ดัดแปลงติดระบบต่อต้านการทำงานของโดรนรัสเซีย
อ่าน

ยูเครนซื้อเครื่องบินฉลาม (Shark) ดัดแปลงติดระบบต่อต้านการทำงานของโดรนรัสเซีย

สำนักข่าว มิลิทานยิ (Militarnyi) ในยูเครนรายงานว่า ทางการยูเครนได้จัดซื้อเครื่องบินเล็กแบบชาร์ค (Shark) จากบริษัท ชาร์คด็อตเอโร (Shark.aero) ในสโลวาเกีย เพื่อติดตั้งเครื่องมือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) สำหรับต่อต้านโดรนจากฝั่งรัสเซีย ข้อมูลเครื่องบินเล็กสกัดโดรนของยูเครนเครื่องบินเล็กแบบชาร์ค (Shark) จากบริษัท ชาร์คด็อตเอโร (Shark.aero) เป็นเครื่องบินแบบ 1 นักบิน พร้อมที่นั่งในตำแหน่งผู้โดยสารหรือผู้ช่วยนักบินอีก 1 คน มีความยาวลำตัวเครื่อง 6.7 เมตร ปีกยาว 7.9 เมตร สูง 2.5 เมตร น้ำหนักเครื่องบินอยู่ที่ 275 กิโลกรัม รองรับรับน้ำหนักสัมภาระสูงสุด 226 กิโลกรัม เครื่องบินมีตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ แบบหนึ่งจะเป็นของ Rotax ที่ให้กำลัง 100 แรงม้า กับเครื่องยนต์แบบ Shark 600 T กำลัง 126 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะการบินไกลสุด 3,889 กิโลเมตร เพดานการบินสูงสุด 5,500 เมตร โดยใช้ระยะขึ้นบินที่ 190 เมตร อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15 ลิตร/ชั่วโมง สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ Shark 600 T และบินได้ต่อเนื่องสูงสุด 12 ชั่วโมงภายในตัวเครื่องมีอุปกรณ์ช่วยการบินแบบทันสมัยทั้งของยี่ห้อ Dynon avionics หรือ Garmin พร้อมระบบควบคุมทิศทางแบบจอยสติ๊ก (Joystick) ของโฮแทส (HOTAS) ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-16 และ F-35 ของสหรัฐอเมริกา และมาพร้อมกับเบาะที่นั่งสปอร์ตที่ขึ้นโครงด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ความสามารถเครื่องบินเล็กสกัดโดรนของยูเครนShark รองรับการบินเผื่อใช้ฝึกสอนสำหรับทหาร หรือนักบินพลเรือน ตลอดจนการบินเพื่อการเดินทาง ความบันเทิง หรือนันทนาการอื่น ๆ ซึ่งในห้องโดยสารยังมีระบบปรับอากาศ และเครื่องผลิตออกซิเจนเพื่อความปลอดภัย แต่จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความสามารถดัดแปลงได้หลากหลายภารกิจ ซึ่งรวมไปถึงภารกิจต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากปฏิบัติการทางการทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้นเข้มข้นในหลากหลายมิติ รวมถึงปฏิบัติการทางอากาศ ในขณะที่โดรนได้กลายเป็นอากาศยานสำคัญในภารกิจ ยูเครนจึงได้จัดซื้อ Shark เข้ามาเพื่อรับมือกับกลยุทธ์การใช้โดรนของรัสเซียโดย Shark ที่ยูเครนจัดซื้อจะมาพร้อมเครื่องรบกวนสัญญาณโดรนที่ติดตั้งใต้ลำตัวเครื่องบิน มีความสามารถในการปิดกั้นการสื่อสารและการส่งสัญญาณภาพจากโดรนไปยังผู้ควบคุมทางไกล พร้อมกับรองรับการรบกวนสัญญาณระบุตำแหน่งด้วยระบบ GNSS ที่อยู่บนตัวโดรนด้วยเช่นกันทั้งนี้ ระบบต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์บน Shark มีรัศมีการทำงานอยู่ที่ 4.5 กิโลเมตร เมื่อบินที่ระดับความสูง 1,800 เมตร และทางบริษัทก็เคลมว่าระบบรบกวนจะทำให้การนำทางผิดเพี้ยนไปจากทิศทางจริงได้แม้ว่าจะเป็นโดรนที่มีระบบนำทางในตัวเองก็ตาม แต่ยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่จัดซื้อเข้ามาประจำการในปัจจุบันนอกจากนี้ ในหน้าเว็บไซต์ของ Shark.aero ระบุว่า ราคาเครื่องบินแต่ละลำขึ้นอยู่กับการปรับแต่งอุปกรณ์ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งในปี 2025 มีช่วงราคาอยู่ระหว่างประมาณลำละ 300,000 - 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 100 - 130 ล้านบาทระดับราคาของเครื่องบิน Shark ภาพ: Shark.aero

“Ferrari” เผยโฉม “เรือยอช์ต” แข่งขันล้ำยุค ทำงานได้ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์
อ่าน

“Ferrari” เผยโฉม “เรือยอช์ต” แข่งขันล้ำยุค ทำงานได้ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์

เฟอร์รารี (Ferrari) แบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์หรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวเรือยอช์ตรุ่นใหม่ ที่ออกแบบโดยผสมผสานระหว่างลักษณะเรือใบที่ใช้ในการแข่งขัน กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทำให้เรือแล่นได้ด้วยพลังงานในตัวเอง เรือลำนี้มีชื่อว่า เฟอร์รารี ไฮเปอร์เซลล์ (Ferrari Hypersail) ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส กีโยม แวร์ดิเยร์ (Guillaume Verdier) เพื่อให้เป็นต้นแบบเรือแข่งขัน โครงสร้างของเรือเป็นแบบโมโนฮอล (monohull) หรือเรือที่มีตัวเรือแบบลำเดียว ขนาดประมาณ 30 เมตร มีความสูงของใบเรืออยู่ที่ประมาณ 40 เมตร และความกว้างของใบเรืออยู่ที่ประมาณ 20 เมตรบริษัทเผยว่าตัวเรือจะไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน และพลังงานทั้งหมดที่จำเป็นในการใช้ควบคุมระบบการเคลื่อนที่ของเรือ คอมพิวเตอร์รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ จะเป็นพลังงานที่สร้างขึ้นในขณะที่เรือแล่นอยู่ โดยใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ทั้งจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมนอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ในแง่ของการขับเคลื่อน เรือยอช์ตจะแล่นโดยใช้ระบบควบคุมที่พัฒนาจากความเชี่ยวชาญขอบริษัทในภาคยานยนต์ โดยใช้กระบวนการคำนวณอากาศพลศาสตร์ และโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อให้แล่นข้ามมหาสมุทรเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยไม่ต้องแวะพักระหว่างทาง และไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้เรือ เฟอร์รารี ไฮเปอร์เซลล์ (Ferrari Hypersail) ยังจะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการพัฒนาไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ของบริษัท เพื่อให้เป็นเรือยอช์ตสำหรับการแข่งนอกชายฝั่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดและความทนทานสูงสุดเรือลำนี้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ของเฟอร์รารีในการนำเสนอประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันเรือยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในอิตาลี มีกำหนดเปิดตัวในปี 2026 ก่อนเข้าสู่การทดสอบในทะเลครั้งแรก">

"เครื่องบินไฮบริดไฟฟ้า" Cassio 330 เบา เงียบ ประหยัด เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน
อ่าน

"เครื่องบินไฮบริดไฟฟ้า" Cassio 330 เบา เงียบ ประหยัด เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน

VoltAeroเปิดตัว VoltAero Cassio 330 เครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคแบบไฮบริดไฟฟ้า 5 ที่นั่งรุ่นผลิตจริง ที่งาน Paris Air Showเมื่อวันที่ 16 ถึง 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนำเสนอการออกแบบที่ล้ำสมัย ได้รับการออกแบบมาเพื่อการดำเนินงานที่มีต้นทุนต่ำ และเป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองมาตรฐานทางเทคนิคจาก European Union Aviation Safety Agency (EASA CS23)ของยุโรปในฐานะเครื่องบินประเภทเครื่องยนต์เดี่ยวสำหรับการบินทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสารในภูมิภาค การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ และบริการแท็กซี่ทางอากาศ หรือการเช่าแบบเหมาลำ VoltAero Cassio 330VoltAero Cassio 330 เป็นเครื่องบินขนาดเล็กแบบไฮบริด–ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการโดยสาร 4 ถึง 5 ที่นั่ง มีลำตัวเพรียวบาง เหมือนแคปซูลหยดน้ำ มีสัดส่วนความยาวต่อหน้าตัดสูง เพื่อความลู่ลม ปีกล่างตรงไม่มีส่วนปลายปีกของเครื่องบินที่เป็นแบบพับขึ้น (Winglets) รองรับมอเตอร์ หรือเครื่องยนต์พร้อมใบพัด ที่วางไว้ด้านหลังของเครื่องบิน โดยให้ใบพัด ผลักเครื่องบินไปข้างหน้า แทนที่จะ “ดึง” แบบที่ใช้ในการวางมอเตอร์ปกติ (Pusher) ในส่วนด้านท้ายการออกแบบCassio 330มีการออกแบบที่เอื้อต่อการใช้งานจริง โดยปีกของเครื่องบินได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถใช้รันเวย์ที่มีความยาวไม่เกิน 550 เมตร นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยลดระดับเสียงในระหว่างการบินลงเหลือเพียง 4เดซิเบล และแทบจะเงียบสนิทในขณะเคลื่อนที่บนพื้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชุมชนโดยรอบสนามบินอีกการปรับปรุงที่สำคัญคือส่วนหางของเครื่องบิน ที่เปลี่ยนจากหางคู่ของรุ่นต้นแบบมาเป็นหางแบบ T-tail เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของโครงสร้างในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดกับใบพัด ภายในห้องโดยสารมีขนาดพื้นที่กว้างขวางมากกว่าเครื่องบินขนาดเล็กที่มีความสูงและความกว้างในระดับเดียวกัน และส่วนหน้าเป็นห้องนักบินแบบกระจกเต็มรูปแบบพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avidyne avionics) และจอแสดงผลแบบควอนตัม (Quantum) ขนาด 14 นิ้ว ซึ่งออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติงานโดยนักบินเพียงคนเดียวเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฮบริดของ VoltAero Cassio 330จุดเด่นของ Cassio 330 คือระบบขับเคลื่อนไฮบริดไฟฟ้าขนาด 440 แรงม้าสุทธิ (bhp) หรือ 330 กิโลวัตต์ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า Safran ENGINeUS สองตัวติดตั้งอยู่ด้านหลังลำตัวเครื่องบิน มีเครื่องยนต์ Kawasaki สี่สูบที่เป็นระบบเครื่องยนต์ความร้อนเสริม สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบในระหว่างการเคลื่อนที่บนพื้น การไต่ระดับ และการลงจอด และมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปที่จะทำหน้าที่ชาร์จแบตเตอรี่ในระหว่างการบินด้วยความเร็วคงที่เพื่อเพิ่มระยะการบินอีกทั้ง Cassio 330 ได้รับการติดตั้งระบบแบตเตอรี่คู่และขดลวดสเตเตอร์สองช่องในมอเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องบินยังคงสามารถทำงานได้บางส่วนในกรณีฉุกเฉินได้ทั้งนี้ Cassio 330 มีความเร็วในการบินประมาณ 200 นอต หรือ 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถบินด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบได้ไกล 110 ไมล์ทะเล หรือ 200 กิโลเมตร และเพิ่มเป็น 650 ไมล์ทะเล 1,204กิโลเมตรในโหมดไฮบริด การเปิดตัว Cassio 330 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ VoltAero ในการนำเสนอโซลูชันการเดินทางทางอากาศที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมการเดินทางในระดับภูมิภาคในอนาคต ทั้งนี้ VoltAero คาดว่าจะสามารถผลิตเครื่องบิน Cassio 330 ได้ถึง 150 ลำต่อปี

วิศวกรอิตาลีพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดเจ็ตแพ็ค "iRonCub3" บินได้จริงครั้งแรก
อ่าน

วิศวกรอิตาลีพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดเจ็ตแพ็ค "iRonCub3" บินได้จริงครั้งแรก

ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี (Istituto Italiano di Tecnologia – IIT) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “iRonCub3” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถบินขึ้นและลอยตัวได้อย่างมั่นคงเป็นครั้งแรก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง โทนี่ สตาร์ก หรือ Iron Manหุ่นยนต์รุ่นนี้พัฒนาต่อยอดจาก “iCub” หุ่นยนต์สองขาคล้ายมนุษย์ที่ใช้ในการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ของ IIT โดย iRonCub3 ได้รับการติดตั้งหัวฉีดพลังไอพ่นไว้ที่หลังและแขน เพื่อให้สามารถบินได้ด้วยแรงขับสูงสุดถึง 1,000 นิวตัน ขณะที่อุณหภูมิไอเสียพุ่งสูงถึง 800 องศาเซลเซียสหัวหน้าทีมวิจัย ดานิเอเล ปุชชิ (Daniele Pucci) เผยว่า “โครงการนี้แตกต่างจากหุ่นยนต์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เราต้องออกแบบระบบควบคุมใหม่ทั้งหมดที่สามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ได้ทั้งไดนามิกส์ของร่างกายและกังหันเจ็ต ซึ่งมีอุณหภูมิและความเร็วใกล้เคียงเสียง"> iRonCub3 ถูกออกแบบให้ทนทานต่อแรงและความร้อนด้วยแกนไททาเนียมและปลอกกันความร้อนแบบใหม่ พร้อมอุปกรณ์เซ็นเซอร์ขั้นสูง ทั้งเซ็นเซอร์วัดแรง-แรงบิด กล้องวัดความลึก และระบบควบคุมอัตโนมัติแบบหลายระดับ ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์รักษาสมดุลระหว่างบินหรือเปลี่ยนท่าทางได้อย่างมีเสถียรภาพนอกจากการทดสอบในอุโมงค์ลมและการจำลองสถานการณ์ในห้องทดลอง ทีมวิจัยยังได้เริ่มการบินจริงในพื้นที่ปิดภายในสถาบัน และวางแผนขยายพื้นที่ทดสอบร่วมกับสนามบินเจนัวเพื่อรองรับการพัฒนาระยะต่อไป เป้าหมายระยะยาวของโครงการคือการสร้างหุ่นยนต์กู้ภัยที่สามารถบินไปยังพื้นที่เกิดภัยพิบัติ เข้าถึงพื้นที่อันตรายเพื่อส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่แบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่เคลื่อนที่ภาคพื้น เช่น ข้ามสิ่งกีดขวาง เปิดประตู และเดินบนบันไดแม้การบินของ iRonCub3 ในขณะนี้ยังจำกัดอยู่ในระยะสั้น แต่ความก้าวหน้าในการควบคุมด้วย AI และระบบอากาศพลศาสตร์แบบเรียลไทม์ ได้แสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์บินได้อาจไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ห่างไกลอีกต่อไป

Nvidia จับมือ Foxconn เตรียมนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เข้าสู่สายการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ที่โรงงานใหม่ในฮูสตัน
อ่าน

Nvidia จับมือ Foxconn เตรียมนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เข้าสู่สายการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ที่โรงงานใหม่ในฮูสตัน

20 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าววงในเปิดเผยว่าบริษัท Nvidia ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และบริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากไต้หวัน กำลังเจรจาเพื่อนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้งานในโรงงานแห่งใหม่ของ Foxconn ในนครฮูสตัน รัฐเท็กซัส เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ของ Nvidiaหากแผนนี้เดินหน้า จะนับเป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์ของ Nvidia ถูกประกอบขึ้นโดยใช้หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ และยังถือเป็นโรงงานแห่งแรกของ Foxconn ที่นำหุ่นยนต์ลักษณะนี้มาใช้งานจริงในสายการผลิตแหล่งข่าวระบุว่า หุ่นยนต์เหล่านี้อาจสามารถหยิบวางวัตถุ ประกอบชิ้นส่วน และเชื่อมต่อสายเคเบิลได้ โดยทาง Foxconn ได้เริ่มทดลองใช้งานร่วมกับหุ่นยนต์จากบริษัท UBTech ของจีน รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาหุ่นยนต์ของตนเองสองรุ่น หนึ่งรุ่นมีขาสำหรับเดิน และอีกรุ่นติดล้อเคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวในงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีของบริษัทช่วงเดือนพฤศจิกายน สำหรับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จากบริษัท UBTech ของจีน มีด้วยกันหลายรุ่น แต่รุ่นล่าสุด คือ Walker S1 เปิดตัวในปี 2024 มีลักษณะเป็นหุ่นยนต์สองขาความสูงราว 1.7 เมตร ติดตั้งเซนเซอร์และระบบ AI สำหรับเดิน เคลื่อนไหว และหยิบจับวัตถุอย่างแม่นยำปัจจุบันหุ่นยนต์ Walker S1 กำลังเตรียมถูกนำไปทดสอบใช้งานจริงในโรงงานของ Foxconn และผู้ผลิตรถยนต์ในจีน เพื่อรองรับการทำงานอัตโนมัติในสายการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าหุ่นยนต์รุ่นที่จะถูกใช้งานในโรงงานที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นหุ่นยนต์ Walker S1 หรือไม่โรงงานในฮูสตัน สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงงานใกล้แล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยเฉพาะ ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นโรงงานใหม่ทั้งหมด จึงเหมาะกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ และมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่น GB300 ของ Nvidia ภายในไตรมาสแรกของปี 2026ทั้ง Foxconn และ Nvidia ยังไม่ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ การเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ เจนเซ่น หวง ซีอีโอของ Nvidia ที่เคยคาดการณ์ว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายภายใน 5 ปี โดย Nvidia เองก็ได้จัดหาแพลตฟอร์มให้กับบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ทั่วโลก เช่น Tesla ที่พัฒนาหุ่นยนต์ Optimus รวมถึง Mercedes-Benz และ BMW ที่เริ่มทดลองใช้งานในสายการผลิตแล้วขณะเดียวกัน จีนก็เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เช่นกัน โดยเชื่อว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในโรงงานจำนวนมากในอนาคตอันใกล้

ยานบินไฮเปอร์โซนิก มัค 5 จากอเมริกา อัปเกรดเครื่องยนต์ให้กลับมาใช้ซ้ำได้ดีขึ้น สั่งเพิ่มทีเดียว 16 ตัว
อ่าน

ยานบินไฮเปอร์โซนิก มัค 5 จากอเมริกา อัปเกรดเครื่องยนต์ให้กลับมาใช้ซ้ำได้ดีขึ้น สั่งเพิ่มทีเดียว 16 ตัว

บริษัท สตราโตลอนช์ (Stratolaunch) ในสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกใช้เครื่องยนต์รุ่น Hadley H13 จากเออร์ซา เมเจอร์ (Ursa Major) บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์จรวดชื่อดังในสหรัฐฯ เพื่อติดตั้งกับยานบินรุ่นไร้คนขับแทลอน-เอทู (Talon-A2) ในการทำการบินด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 5 มัค หรือมากกว่า 6,175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ สเปกยานบินไฮเปอร์โซนิกจากสหรัฐฯแทลอน-เอทู (Talon-A2) เป็นยานบินแบบไร้คนขับแบบอัตโนมัติที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ออกตัวด้วยการถูกทิ้งลงมาจากร็อก (Roc) เครื่องบินปล่อยตัว (Luancher) แบบลำตัวคู่ ที่ระดับความสูงกว่า 20,000-35,000 ฟุต หรือ 6-10.7 กิโลเมตร จากนั้นจะติดเครื่องยนต์แฮดลีย์ (Hadley) ของ Ursa Major เพื่อทะยานออกไปโดยเครื่องยนต์ Hadley เป็นเครื่องยนต์สันดาปแบบแบ่งชั้นเผาไหม้ด้วยออกซิเจน (oxygen-rich staged combustion engine) แรงขับ (Thrust) 6,500 ปอนด์ฟุต (lbf) หรือประมาณ 29 กิโลนิวตัน (kN) รองรับการปรับทิศทางแรงขับดัน (Thrust vector control) รวมถึงปรับแต่งเครื่องยนต์ได้อย่างอิสระเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจหรือยานพาหนะที่ใช้ ภาพรวมการพัฒนายานบินไฮเปอร์โซนิกจากสหรัฐฯและเนื่องจาก Hadley เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับแรงขับ จึงทำให้เครื่องยนต์นี้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่มีต้นทุนทำ และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในภารกิจขนส่งด้วยอากาศยาน โดยสร้างความเร็วสูงสุดมากกว่า 5 มัค หรือมากกว่า 6,175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับยานบิน Talon-A2ทั้งนี้ หลังจาก Stratolaunch ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินยานบินไร้คนขับแทลอน-เอทู (Talon-A2) ความเร็วเหนือเสียงในการบินและกู้คืนเพื่อใช้ซ้ำได้ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทางบริษัทได้ตัดสินใจสั่งซื้อและปรับปรุงเครื่องยนต์เป็นรุ่น Hadley อีก 16 ตัว มูลค่ารวม 32.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,080 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา">

ระบบขีปนาวุธ "อิหร่าน" ปะทะ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ "อิสราเอล" !
อ่าน

ระบบขีปนาวุธ "อิหร่าน" ปะทะ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ "อิสราเอล" !

จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของทั้งสองประเทศ "อิหร่าน" และ "อิสราเอล" หนึ่งสิ่งที่หลายคนจับตาคือ ระบบต่อต้านภัยทางอากาศของอิสราเอล กับขีปนาวุธของอิหร่าน ที่กำลังมีบทบาทสำคัญ TNN Tech จึงขอพาคุณผู้อ่านมาเจาะลึกภาพรวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล และระบบขีปนาวุธที่คาดว่าอิหร่านใช้ในปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบัน สรุปสถานการณ์ด้านการทหารอิหร่าน - อิสราเอลสถานการณ์โดยสังเขประหว่างวันที่ 13 - 16 มิถุนายน จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รวมถึงบีบีซี (BBC) และอัลจาซีรา (Al Jazera) นั้นรายงานในทิศทางเดียวกันว่าอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศ นำโดยฝูงเครื่องบินขับไล่ F-35I ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษของอิสราเอล เข้าโจมตีสถานที่เป้าหมายในอิหร่าน โดยอ้างว่าสามารถทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน รวมไปถึงฐานยิงจรวด และศูนย์พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านด้านอิหร่านในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ตอบโต้อิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 150 ลูก และโดรนสังหารกว่า 100 ลำ มายังพื้นที่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ โดยสร้างความเสียหายต่อฐานทัพ โรงกลั่นน้ำมัน และศูนย์วิจัย รวมถึงอาคารบ้านเรือนและสำนักงานพาณิชย์จำนวนหนึ่ง แต่ทางอิสราเอลอ้างว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางการทหารแต่อย่างใดขีปนาวุธอิหร่านทั้งนี้ สำนักข่าวเอบีซี นิวส์ (ABC News) ของออสเตรเลีย วิเคราะห์ว่าฝั่งอิหร่านใช้ขีปนาวุธเข้ามาโจมตีอิสราเอลจากทางอากาศด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่อิมาด (Emad) ขีปนาวุธพิสัยกลาง (medium-range ballistic missile) น้ำหนักหัวระเบิด 750 กิโลกรัม พิสัยการยิง 1,700 กิโลกรัม ใช้หัวจรวดแบบใหม่ที่จะจุดชนวนเหนือเป้าหมายได้กาดร์ (Ghadr-110) เป็นขีปนาวุธพิสัยกลางที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร นำ้หนักหัวรบสูงสุด 1 ตัน ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย โดยทั้ง 2 รุ่นนี้มีความเร็วไม่เกิน 3 มัค หรือประมาณ 3,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงฟาตาร์-1 (Fattah-1) เป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพิสัยกลาง (Hypersonic medium-range ballistic missile) บรรจุหัวรบ 450 กิโลกรัม มีระยะการยิง 1,400 กิโลเมตร แต่มีความเร็วสูงสุดถึง 15 มัค หรือมากกว่า 18,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบป้องกันภัยทางอากาศอิสราเอลทั้งนี้ ABC News รายงานว่า อิสราเอลป้องกันจรวดทั้ง 3 แบบที่คาดว่าอิหร่านใช้ ด้วยจรวดจากเครื่องบินขับไล่ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำงานของระบบ Iron Dome ที่มีชื่อเสียงทั้งหมดแต่อย่างใด เนื่องจาก Iron Dome ออกแบบมาเพื่อสกัดจรวดระยะใกล้และปืนใหญ่เป็นหลัก โดยระบบสำคัญที่ใช้ในการรับมือขีปนาวุธ โดยเฉพาะขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงจากอิหร่านคือระบบที่เรียกว่า Arrow 3โดย Arrow 3 เป็นจรวดต่อต้านขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพัฒนาโดยบริษัท Israel Aerospace Industries (IAI) ร่วมกับโบอิง (Boeing) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะถูกยิงขึ้นไปเพื่อสกัดตั้งแต่อยู่นอกชั้นบรรยากาศ มีเพดานการยิงสูงเกินกว่า 100 กิโลเมตร และยิงได้ไกลสุด 2,400 กิโลเมตร มีความเร็วในย่าน Hypersonic หรือระหว่าง 5 - 10 มัค หรือประมาณ 6,000 - 12,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าเร็วเท่าไหร่แต่นอกจากระบบของอิสราเอลเองแล้ว ในพื้นที่ยังมีการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธแบบ MM-104 Patriot ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยิงจรวดไปทำลายขีปนาวุธซึ่งมีวิถีการยิงกลับเข้ามายังชั้นบรรยากาศก่อนถึงเป้าหมาย (ระยะ Re-entry) โดย MM-104 Patriot มีระยะการยิงที่ 200 กิโลเมตร แต่มีเพดานการยิงสูงถึง 150 กิโลเมตร และมีจรวดที่ยิงด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 8.2 มัค หรือประมาณ 10,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นาวิกโยธินสหรัฐฯ 700 นาย ถึงลอสแอนเจลิสแล้วรอรับคำสั่งพร้อมประจำการ
อ่าน

นาวิกโยธินสหรัฐฯ 700 นาย ถึงลอสแอนเจลิสแล้วรอรับคำสั่งพร้อมประจำการ

แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าขณะนี้ ทหารจากหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ 700 นาย ได้เดินทางถึงนครลอสแอนเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว และจะเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard ประมาณ 2,100 คน ที่ได้เข้าประจำการในพื้นที่ก่อนหน้านี้ เพื่อควบคุมเหตุประท้วงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าทางฝั่ง แกวิน นิมซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ให้ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่ในนครลอสแอนเจลิสกองบัญชาการภาคเหนือ หรือ Northern Command ระบุว่านาวิกโยธินจะเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแบบ ‘ไร้รอยต่อ’ เพื่อปกป้องบุคคลากรและทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง โดยที่นาวิกโยธินเหล่านี้ได้รับการฝึกมาอย่างดีเยี่ยม ทั้งด้านการลดความรุนแรง ควบคุมฝูงชน รวมไปถึงลำดับขั้นตอนการใช้กำลังกับผู้ประท้วง แต่ยืนยันว่านาวิกโยธินไม่มีอำนาจในการจับกุมตัว ซึ่งในขณะนี้นาวิกโยธินได้ตั้งแคมป์อยู่ในบริเวณชายหาดซีลบีช (Seal Beach Area) ห่างจากตัวเมืองลอสแอนเจลิสประมาณ 50 กิโลเมตร รอคำสั่งเฉพาะสำหรับเข้าปฏิบัติการในทันที ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นกล่าวกับสภาคองเกรสว่าค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการส่งทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและหน่วยนาวิกโยธินไปยังลอสแอนเจลิสนั้นสูงถึง 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,300 ล้านบาท ซึ่งมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้กำลังเกินความจำเป็น และอาจทำให้สถานการณ์ประท้วงบานปลาย