TrueID
TH
รีเซต
ผลการค้นหา “#EngineeredforDistance” - ทรูไอดี
ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
เกมสร้างเมืองที่ชาวเมืองทุกคนคือ "หุ่นยนต์" | SteamWorld Build
#NottoNBK #SteamWorldBuild #สร้างเมืองหุ่นยนต์ SteamWorld Build | https://store.steampowered.com/app/2134770/SteamWorld_Build/ สมัครเป็น "แฟนตัวกลม" | https://www.youtube.com/channel/UC705OZcYT8ysriJ93eiQVeg/join โดเนทให้นายน็อตตัวกลม | https://tipme.in.th/notto-nbk สนับสนุนค่าโกโก้ป๋าน็อต | Super Thanks , Super Chat , Super Stickers ช่องทางการติดต่อ ติ๊กต็อก | https://www.tiktok.com/@nottonbk แฟนเพจ | https://www.facebook.com/NottoNBK/ กลุ่ม ดินแดนของป๋าน็อต | https://www.facebook.com/groups/2059358350800958 อีเมล | nanobreakch@gmail.com ::: สนใจติดต่อโฆษณาหรือสปอนเซอร์ ::: ⭐ ติดต่อทีมงาน Online Station ⭐ Email | os.influencer@truedigital.com ใครที่ทำช่อง Youtube และสนใจเข้าสังกัด Online Station สมัครได้ที่นี่ : https://caster.online-station.net/ Online Station ช่วยให้ช่องคุณเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว OS Caster กันนะครับ 🖥️ Notty's Machine Specification Mainboard | ROG Strix Z790-F Gaming WIFI CPU | Intel i9 13900K GPU | Nvidia RTX 4090 RAM | Corsair Vengeance DDR5 Bus 5600 Mhz SSD | Samsung 980 Pro 1TB PSU | Thermaltake Toughpower GF3 1350W Gold AIO | NZXT Kraken X73 RGB CASE | NZXT H7 Flow Black
Online Station • 6 ส.ค. 66
อ่าน
TPCH เกาะติดน้ำท่วม หยุดโรงไฟฟ้าชั่วคราว
#TPCH #ทันหุ้น – TPCH เกาะติดสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ พร้อมให้ความร่วมมือ EGAT หยุดเดินเครื่องชั่วคราวของโรงไฟฟ้าปัตตานี กรีน เพื่อความปลอดภัย พร้อมจัดทีมติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ลุยปรับแผนบริหารเชื้อเพลิงสำรอง ซัพพอร์ตการเดินเครื่องได้ต่อ นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TPCH เปิดเผยว่า ตามที่หลายจังหวัดในภาคใต้ของประเทศไทยกำลังเผชิญกับฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขัง บริษัทขอแจ้งให้ทราบว่า ทีมปฏิบัติการของบริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าของบริษัท ส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งมีความเสี่ยงอาจได้รับผลกระทบจากภาวะอุทกภัยในครั้งนี้หยุดชั่วคราว สำหรับโครงการ ปัตตานี กรีน ขณะนี้อยู่ในสถานะ หยุดเดินเครื่องชั่วคราว เนื่องจากบริษัทได้รับแจ้งจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ว่า ขอให้โรงไฟฟ้าหยุดเดินเครื่องเพื่อความปลอดภัย จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังคงรุนแรง โดยระดับน้ำในบางจุดของจังหวัดปัตตานียังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ EGAT ยังได้แจ้งว่า จะขอดำเนินการ ตัดวงจรไฟฟ้าบางส่วน (Switching ปลดอุปกรณ์) เพื่อรองรับสถานการณ์และรักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน บริษัทฯ จึงได้จัดทีมติดตามระดับน้ำและประเมินความพร้อมของระบบโรงงานอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาเดินเครื่องทันที ที่สถานการณ์เอื้ออำนวยและได้รับอนุญาตบริหารจัดการ สำหรับโครงการอื่นๆ ของบริษัทในพื้นที่ภาคใต้ ขณะนี้ ยังสามารถเดินเครื่องได้ตามปกติ แต่อย่างไรก็ตาม เส้นทางการขนส่งในหลายพื้นที่ ยังมีระดับน้ำที่สูงขึ้นเป็นระยะ ซึ่งอาจทำให้การขนส่งเชื้อเพลิงชีวมวลเกิดความล่าช้าหรือไม่สม่ำเสมอ บริษัทจึงได้เพิ่มการบริหารจัดการสต๊อกเชื้อเพลิง การตรวจสอบเส้นทาง และเตรียมแผนสำรองด้านการจัดหาวัตถุดิบ เช่น การปรับเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงปีกไม้แทนการใช้ตอไม้ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีน้ำท่วมบางพื้นที่ ทำให้ผู้จำหน่ายไม่สามารถจัดหาเชื้อเพลิงตอไม้ได้ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของการเดินเครื่องในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม บริษัทขอเรียนให้ผู้ถือหุ้นทุกท่านมั่นใจว่า TPCH ให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยของบุคลากร ชุมชน และโรงไฟฟ้าทุกแห่ง พร้อมดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด บริษัทจะรายงานความคืบหน้าให้ผู้ถือหุ้นทราบอย่างโปร่งใสและทันท่วงที หากมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพิ่มเติม
ทันหุ้น • 1 ธ.ค. 68
อ่าน
ZOOPUNK เกม Action Adventure ศึกแห่งสัตว์ร้ายและจักรกล เตรียมวางจำหน่ายให้ข้ามผ่านดินแดนรกร้าง บน PC และคอนโซล
หลังจากที่ ZOOPUNK เกม Action Adventure ที่เซ็ตติ้งอยู่ในโลกที่การต่อสู้ระหว่างสัตว์ร้ายกับเครื่องจักรไม่มีวันจบสิ้น ได้เปิดตัวไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดทาง TiGames ได้ประกาศว่าจะวางจำหน่ายเกมนี้บนแพล็ตฟอร์ม PS5, Xbox Series, และ PC (ผ่าน Steam, Epic Games Store, และ Microsoft Store) พร้อมปล่อยคลิปตัวอย่างมันส์ ๆ ออกมาให้รับชมด้วย แต่ยังไม่มีประกาศวันวางจำหน่าย ใครที่สนใจปักหมุดรอกันได้เลย!ZOOPUNK Trailerเกม ZOOPUNK มีเนื้อหาเกิดขึ้นหลายทศวรรษก่อนเหตุการณ์ในเกม F.I.S.T.: Forged in Shadow Torch โดยจะขยายจักรวาล Animal Punk และเล่าถึงจุดกำเนิดอันวุ่นวายของ Torch City ซึ่งเป็นมหานครสัตว์ที่กำลังจะเกิดการปฏิวัติ ผู้ที่เคยเล่น F.I.S.T. มาก่อน จะได้เห็นรายละเอียดที่คุ้นเคยแต่ก็เป็นของใหม่ ทำให้รู้สึกคิดถึงและได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ขณะสำรวจเรื่องราวที่มีชีวิตชีวานี้บทใหม่แห่งตำนาน Torch Cityในเกม ZOOPUNK ผู้เล่นจะได้เห็นจุดเริ่มต้นของ สงคราม Torch War ครั้งที่ 1 ซึ่งเกิดจากการค้นพบพลังงาน Fire Seed Energy ที่นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและการต่อสู้ที่หายนะ เมื่อพลังงานนี้เริ่มควบคุมไม่ได้ มันก็ได้ปลุกเศษซากเครื่องจักรให้ตื่นขึ้นมากลายเป็น เครื่องจักรสงคราม ที่มีสติสัมปชัญญะและยากจะหยุดยั้งเครื่องจักรเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมพลังงาน แต่ไม่นานก็เริ่มเลียนแบบความรุนแรงจากผู้สร้าง หันกลับมาต่อต้านเหล่าสัตว์ และสถาปนาอาณาจักรจักรกลที่มุ่งแต่จะยึดครองโลก เมื่อเมืองเข้าสู่ความโกลาหล เหล่าสัตว์จึงต้องรวมพลังกันเพื่อต้านทานอำนาจอันยิ่งใหญ่นี้ประเด็นหลักของเรื่องคือ Soul ความขัดแย้งทั้งหมดระหว่างเหล่าสัตว์กับกองทัพจักรกลนั้นอยู่ที่มุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับจิตวิญญาณ ฝ่ายสัตว์มองว่าจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่มีมาแต่กำเนิดและแยกออกจากชีวิตไม่ได้ ขณะที่กองทัพจักรกลเชื่อว่า จิตวิญญาณสามารถเลียนแบบและเรียนรู้ได้โลกของ ZOOPUNKอะตอมทั้งหมดบนโลกถูกควบคุมโดยเครือข่ายศูนย์กลางขนาดใหญ่ โดย Fire Seed ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการส่งสัญญาณของเครือข่ายดาวเคราะห์นี้ สสารใด ๆ ที่สัมผัสกับ Fire Seed จะถูกเปลี่ยนแปลงและปรับรูปร่างตามเจตจำนงของผู้สร้าง เพราะมีพลังงานที่ไม่เสถียรขนาดนี้เป็นแกนกลาง โลกของ ZOOPUNK เลยแตกแยกออกเป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่โดดเดี่ยว โดยแต่ละพื้นที่ก็ถูกหล่อหลอมให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวตามภูมิประเทศ ทรัพยากร และแนวคิดของตัวเองผู้เล่นจะได้เดินทางสำรวจไปตามสมรภูมิที่สมจริงหลายแห่ง รวมถึงชุมชนช่างกลและนักเดินทางที่ร่อนเร่, ป้อมปราการอุตสาหกรรมในเขตภูเขาไฟ, สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์ท่ามกลางความโกลาหล และป้อมปราการที่พังทลาย ซึ่งกฎระเบียบของทหารได้เสื่อมสลายลงจนกลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้วการต่อสู้ที่เร้าใจและความหลากหลายของตัวละครหัวใจหลักของเกม ZOOPUNK ยังคงอยู่ที่ ระบบการต่อสู้ที่ออกแบบโดยใช้แรงบันดาลใจจากสไตล์การต่อสู้ของสัตว์แต่ละชนิด ตัวละครแต่ละตัวที่คุณเลือกเล่นจะมีแนวทางการต่อสู้ที่ไม่เหมือนใคร ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างประสบการณ์การต่อสู้ในแบบฉบับของตัวเองได้Braton the Rhino เป็นนักสู้พลังเยอะที่ใช้กำลังเข้าชน และถือดาบเพลิงขนาดมหึมาเป็นอาวุธRayton the Rabbit คล่องแคล่วว่องไวและรวดเร็ว เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิดTrixie the Chipmunk ตัวเล็กแต่แม่นยำ อาศัยทักษะกายกรรมและกลยุทธ์แบบ Hit-and-runแปลและเรียบเรียงจาก : gematsu.comสามารถติดตามข่าวสารเกม ZOOPUNK ได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ : https://playzoopunk.com/en/X(Twitter) : https://x.com/PlayZOOPUNK
Online Station • 25 พ.ย. 68
อ่าน
TAG Heuer เปิดตัวเรือนเวลาสองรุ่นพิเศษ นวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกแห่งนาฬิกาไปอีกขั้น
ในงาน Geneva Watch Days ปีนี้ วงการนาฬิกาหรูได้ตื่นตาตื่นใจกับการเปิดตัวครั้งสำคัญจาก TAG Heuer กับสองรุ่นพิเศษ Monaco Flyback Chronograph TH-Carbonspring และ Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport TH-Carbonspring สัญลักษณ์ของการก้าวข้ามขีดจำกัดทางวิศวกรรม ด้วยการนำวัสดุคาร์บอนมาใช้ทั้งตัวเรือนและหัวใจกลไก ผลิตเพียง 50 เรือนต่อรุ่นทั่วโลกเท่านั้น เสน่ห์ของ Monaco Flyback Chronograph ตำนานที่ถูกตีความใหม่ นับตั้งแต่ปี 1969 Monaco คือตัวแทนแห่งดีไซน์สี่เหลี่ยมอันเป็นเอกลักษณ์ และครั้งนี้ TAG Heuer ได้มอบชีวิตใหม่ให้นาฬิกาไอคอน ด้วยวัสดุ forged carbon ที่ห่อหุ้มทุกองค์ประกอบ ตั้งแต่ตัวเรือน เม็ดมะยม จนถึงปุ่มกด ด้านหน้าปัดประดับลวดลาย spiral ที่อ้างอิงจากสปริงคาร์บอน เสมือนบอกเล่าเรื่องราวการเคลื่อนไหวของเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หัวใจของเรือนนี้คือกลไก Calibre TH20-60 ที่ผ่านการรับรอง COSC พร้อมฟังก์ชัน Flyback Chronograph ซึ่งช่วยให้ผู้สวมสามารถจับเวลาใหม่ได้ทันทีเพียงการกดครั้งเดียว เหมาะอย่างยิ่งกับกิจกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูงและรวดเร็ว นอกจากนี้ สปริงคาร์บอนที่พัฒนาโดยห้องวิจัยของ TAG Heuer ยังช่วยเพิ่มความเสถียร ทนต่อสนามแม่เหล็ก และรับแรงกระแทกได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้มั่นใจได้ว่าการเดินเวลาจะคงความแม่นยำแม้ในสภาพแวดล้อมสุดโหด Monaco Flyback มาพร้อมขนาด 39 มิลลิเมตร ความหนา 14.1 มม. กันน้ำได้ 100 เมตร และมีกำลังลานสำรองถึง 80 ชั่วโมง เข็มและหลักชั่วโมงเคลือบสาร Super-LumiNova สีขาว ตัดกับพื้นหน้าปัดโทนดำทองได้อย่างคมชัด ยามกลางวันดูสง่างาม ยามค่ำคืนก็ยังคงอ่านค่าเวลาได้ชัดเจน สนนราคาประมาณ 17,900 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นการผสมผสานระหว่างงานออกแบบคลาสสิกและนวัตกรรมที่ลงตัว Carrera Tourbillon Extreme Sport หลอมรวมพลังกลไกและงานศิลป์ในเรือนเดียว หาก Monaco สะท้อนความสปอร์ตแบบเรโทร Carrera Chronograph Tourbillon Extreme Sport ก็คือเรือนเวลาที่บ่งบอกถึงความทะเยอทะยานและความล้ำสมัยอย่างแท้จริง ตัวเรือนขนาด 44 มิลลิเมตรทำจากคาร์บอนเช่นกัน ตั้งแต่ bezel แบบทาชีมิเตอร์ ไปจนถึงฝาหลัง DLC เคลือบดำทุกส่วน ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบให้แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา เหมาะกับการสวมใส่ในทุกกิจกรรม จุดเด่นของรุ่นนี้อยู่ที่ กลไก Calibre TH20-61 ที่มาพร้อม Tourbillon แบบ Flying ณ ตำแหน่ง 6 นาฬิกา กลไกซับซ้อนระดับสูงนี้ไม่เพียงแสดงถึงความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความแม่นยำระดับเรือธง เพราะยังผ่านการรับรองจาก COSC เช่นเดียวกัน สปริงคาร์บอนยังทำหน้าที่เหมือนรุ่น Monaco คือคงความเที่ยงตรงไม่ว่าผู้สวมจะอยู่ในสถานการณ์แบบใด Carrera Tourbillon มีความหนา 15.4 มม. สำรองพลังงานได้ 65 ชั่วโมง กันน้ำ 100 เมตร แม้จะมีฟังก์ชันซับซ้อน แต่ก็ยังคงความทนทานในเชิงสปอร์ต หน้าปัดดีไซน์แบบ spiral ให้มิติที่ลึกและทันสมัย ขณะที่กลไกทูร์บิญงเปิดเผยให้เห็นการทำงานอย่างเด่นชัด ราวกับเป็นศิลปะที่เคลื่อนไหวบนข้อมือ ราคาวางจำหน่ายประมาณ 42,100 ดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเป็นเรือนเวลาที่ออกแบบมาสำหรับนักสะสมตัวจริง ความเหมือนและความต่าง แม้ทั้งสองรุ่นจะมีบุคลิกต่างกัน แต่สิ่งที่ผูกโยงให้เป็นหนึ่งเดียวคือ TH-Carbonspring นวัตกรรมที่พลิกโฉมโลกแห่งกลไกเวลา คาร์บอนที่ทั้งเบาและทนทาน ทำให้นาฬิกามีเสถียรภาพเหนือกว่ากลไกทั่วไป หากคุณชื่นชอบความคลาสสิกแต่ไม่ทิ้งความทันสมัย Monaco Flyback คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์ แต่ถ้าหัวใจคุณเรียกร้องความซับซ้อนและการแสดงออกที่โดดเด่นล่ะก็ Carrera Tourbillon ก็คือผลงานที่รอคอย บทความที่คุณอาจสนใจ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph CBL218B.FT6236 ราคาเท่าไหร่ ยลโฉม TAG HEUER X SENNA รุ่นนักขับระดับตำนาน ผลิตกี่เรือน ราคาเท่าไหร่ ยลโฉมนาฬิกา TAG Heuer Monaco Chronograph Racing Green ราคาเท่าไหร่ผลิตกี่เรือน เปิดโฉม TAG Heuer Connected Calibre E4 x Oracle Red Bull Racing Edition ราคาเท่าไหร่ เปิดราคาส่องสเปค The TAG Heuer x Kith Formula 1 โดนใจขนาดไหนราคาเปิดตัวเท่าไหร่
ไลฟ์สไตล์ • 5 ก.ย. 68
อ่าน
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนโชว์ลีลาเปิดเวทีเทศกาลดนตรี VOYAGEX Music Festival
บริษัทเทคโนโลยีหุ่นยนต์ PNDbotics ประเทศจีน นำหุ่นยนต์ในเวอร์ชันล่าสุดอดัม (Adam) หุ่นยนต์นักดนตรีแสดงบนเวทีในงาน VOYAGEX Music Festival ที่ประเทศจีนหุ่นยนต์อดัม (Adam)ชื่อของหุ่นยนต์อดัม (Adam) จะไม่ได้ระบุไว้ในเอกสารประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของงานดนตรี แต่จากข้อมูลการแสดงและลักษณะทางเทคนิค คาดว่าอดัมที่ขึ้นแสดงครั้งนี้เป็นเวอร์ชันต้นแบบ SP ของบริษัท มีความสูง 1.67 เมตร หนัก 62 กิโลกรัม เคลื่อนไหวได้อิสระถึง 44 องศา แรงบิดข้อต่อสูงสุด 340 นิวตันเมตร และมาพร้อมมือหุ่นยนต์แบบห้านิ้ว โดยมีรุ่นย่อย คือ รุ่น Lite มีลูกบอลยางติดที่ข้อมือ ส่วนรุ่น U มีมือที่คล่องแคล่วแต่ติดอยู่กับฐานล้อแทนขาเดินและเพื่อไม่ให้รูปลักษณ์ของหุ่นยนต์ดูน่ากลัวเกินไป อย่างเช่นคล้ายหุ่นยนต์ T-800 จากหนังไซไฟ Terminator บริษัท PNDbotics จึงเลือกแต่งตัวให้ “อดัม” ด้วยเสื้อฮู้ด หมวก และผ้าคลุมหน้าหลวม ๆ ทำให้กลมกลืนกับสมาชิกวงดนตรีและไม่ดูน่าหวาดหวั่นสำหรับผู้ชม โดยเฉพาะเด็กๆ หุ่นยนต์โชว์แสดงท่าเต้นและการเล่นคีย์ทาร์ของหุ่นยนต์นั้นถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้า มีทีมควบคุมคอยดูแลเบื้องหลัง ไม่ใช่การแสดงด้นสดแบบอัตโนมัติเหมือนที่นักดนตรีมืออาชีพอย่างทำได้ แต่การแสดงของอดัมในเทศกาลก็ยังถือว่าเป็นที่น่าประทับใจ ทั้งในแง่ภาพลักษณ์ จังหวะดนตรี และการนำเสนอในฐานะสื่อประชาสัมพันธ์ที่ทรงพลังการออกแบบหุ่นยนต์อดัม (Adam)ในเชิงเทคนิค แพลตฟอร์มหุ่นยนต์ของ PNDbotics ถูกออกแบบมาให้เปิดกว้างสำหรับนักพัฒนา โดยมาพร้อม SDK แบบโอเพนซอร์ส และอัลกอริธึม AI ขั้นสูง รองรับการใช้งานร่วมกับแพลตฟอร์มจำลองการเรียนรู้ของ NVIDIA อย่างเช่น Isaac Gym ทั้งในรูปแบบของ Deep Reinforcement Learning และการเรียนรู้จากการเลียนแบบ (Imitation Learning) ส่วนระบบแอคชูเอเตอร์ภายในเป็นแบบโมดูลาร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง พร้อมระบบควบคุมแรงอัจฉริยะ แม้จะยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่หุ่นยนต์อดัมเป็นผลลัพธ์จากการพัฒนาที่ต่อเนื่องมาหลายปี คาดว่าหุ่นยนต์รุ่น U ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Noitom จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน World Artificial Intelligence Conference เดือนกันยายนนี้ โดยรุ่นเริ่มต้นมีราคา 45,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.4 ล้านบาท ในขณะที่เวอร์ชันต้นแบบ SP มีราคาสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ หรือ 3.2 ล้านบาท">
TNN ช่อง16 • 27 ก.ค. 68
อ่าน
รู้จักขีปนาวุธ PHL-03 หลังกองทัพสั่งเฝ้าระวัง เพราะยิงได้ไกลถึง 130 กม.
วันนี้ (26 กรกฎาคม) ฝ่ายข่าวกรองแจ้งเตือนว่า กัมพูชาอาจใช้ระบบขีปนาวุธ PHL-03 ซึ่งมีพิสัยยิงระยะไกล 130 กิโลเมตร หวังยิงเป้าหมายยุทธศาสตร์ของไทย กองทัพจึงได้เตรียมแผนป้องกัน และตอบโต้ตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยแล้วขีปนาวุธ PHL-03 คืออะไร ? วันนี้ เรามาทำความรู้จักกัน PHL-03 ขีปนาวุธสัญชาติจีนขีปนาวุธ PHL-03 เป็นระบบปล่อยจรวดหลายลำกล้องพิสัยไกล หรือ MLRS ขนาด 300 มม. ผลิตโดยประเทศจีน สามารถยิงขีปนาวุธหลายลูกได้ในครั้งเดียว ในระยะไกลถึง 130 กิโลเมตร จากตำแหน่งยิงตัวระบบติดตั้งบนรถบรรทุก Wanshan WS2400 แบบ 8x8 ซึ่งออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับใช้ในทางทหาร มีจำนวนลำกล้องทั้งสิ้น 12 ท่อ มีขนาดน้ำหนักโดยรวมทั้งสิ้น 43 ตันขีปนาวุธ PHL-03 มีพื้นฐานการออกแบบ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากขีปนาวุธของสหภาพโซเวียต ที่ชื่อว่า BM-30 Smerch MRL ซึ่งได้นำแนวคิด, หลักการทำงาน และรูปร่างหน้าของขีปนาวุธจากโซเวียตมาเป็นต้นแบบ ถึงจะมีหน้าตาคล้ายกัน แต่จรวดของ PHL-03 จะไม่สามารถใช้งานกับขีปนาวุธ BM-30 Smerch MRL ได้ขีปนาวุธชนิดนี้สามารถทำลายที่หมายทางยุทธศาสตร์ และที่ตั้งกำลังทางทหาร ข้อมูลจากเว็บไซต์ ODIN ซึ่งเป็นระบบสารสนเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ระบุว่า ขีปนาวุธชนิด ประจำการครั้งแรกในกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน เมื่อปี 2004 และมีกระจายอยู่ตามประเทศกัมพูชา, เอธิโอเปีย, โมร็อกโก และแทนซาเนีย กองทัพไทยยืนยันมีเครื่องมือทำลายขีปนาวุธ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนกกองทัพได้ออกมาแจ้งเตือนข่าวสารต่อสาธารณชน ให้เฝ้าระวัง ขีปนาวุธ PHL-03 จากถูกโจมตีที่ไม่พึงประสงค์นี้ พร้อมยืนยันว่า กองทัพได้เตรียมการรองรับสถานการณ์ ในการปฏิบัติตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง และมีเครื่องมือในการทำลายขีปนาวุธชนิดนี้นอกจากนี้ ทางกองทัพขอให้ประชาชนไม่ตื่นตระหนก และติดตามการแจ้งเตือนจากทางการ ซึ่งมีข้อควรระวัง ดังนี้1. คอยตรวจสอบข่าวสารและการแจ้งเตือนจากทางราชการ2. หากท่านอาศัยอยู่ใกล้พื้นที่สำคัญหรือมีความเสี่ยงสูง ควรเตรียมการป้องกันโดยการหาที่หลบภัยในที่ปลอดภัย3. การรักษาระยะห่างจากจุดที่อาจเป็นเป้าหมาย หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่อาจเกิดการโจมตีเมื่อได้รับการเตือน4. ขอให้ประชาชนทุกท่านติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และหากมีการประกาศภัยพิบัติหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ควรปฏิบัติตามคำแนะนำจากทางการอย่างเคร่งครัดแหล่งข้อมูลอ้างอิง:https://odin.tradoc.army.mil/WEG/Asset/PHL-03_(Type_03)_Chinese_300mm_Multiple_Rocket_Launcher_(MRL)https://www.facebook.com/share/p/1AnXsE5crr/
TNN ช่อง16 • 26 ก.ค. 68
อ่าน
เปิดคลังอาวุธกัมพูชา มีอะไรบ้าง ? จำนวนเท่าไหร่ ? และอาวุธแบบใดที่ใช้โจมตีไทยในช่วงที่ผ่านมา
กองทัพกัมพูชามีการเพิ่มกำลังโดยนำอาวุธหนักและระบบยิงทางไกลเข้าประจำการหลายรุ่น ซึ่งมีรายงานว่าได้นำมาใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดนกับประเทศไทย ทั้งนี้จากข้อมูลที่รวบรวมจากแหล่งข่าวทหารและสื่อต่างประเทศ พบว่ากัมพูชามีระบบจรวดหลายลำกล้องและรถถังหลักประจำการจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาวุธยุคสงครามเย็นจากโซเวียต จีน และยุโรปตะวันออก ที่ยังสามารถปฏิบัติการได้จริงในการสู้รบยุคปัจจุบัน อาวุธที่กัมพูชาใช้โจมตีไทยตามข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” และสื่อต่างประเทศได้กล่าวถึงอาวุธที่กัมพูชาใช้ในการโจมตีต่อไทย ดังนี้ระบบจรวดหลายลำกล้อง BM-21ระบบจรวดหลายลำกล้องยุคโซเวียตในปี 1963ฐานยิงเป็นรถบรรทุกล้อยางมีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 200 ชุดระยะการยิง 20 - 52 กิโลเมตร (อยู่ที่ประเภทหัวรบ)จรวดขนาด 122 มิลลิเมตรยิงได้ครั้งละ 2 นัดความเร็วปากลำกล้อง 690 เมตรต่อวินาทีระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-81ระบบของจีนที่มีพื้นฐานจาก BM-21มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 100 ชุดระยะการยิง 40 กิโลเมตร (ตามที่กองทัพภาคที่ 2 ระบุ)ตัวฐานล้อยางมีระยะเดินทาง 450 กิโลเมตรความเร็วตัวรถบรรทุกฐานยิง 55 กิโลเมตร/ชั่วโมงระบบจรวดหลายลำกล้อง Type-90Bหนึ่งในรุ่นย่อย (Variant) ของ PHL-81มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 25 ชุดระยะการยิง 40 กิโลเมตร (ตามที่กองทัพภาคที่ 2 ระบุ)จรวดขนาด 122 มิลลิเมตรปรับปรุงฐานยิงเป็นรถบรรทุกล้อยาง Beifang Benchi 2629ระบบจรวดหลายลำกล้อง RM-70ระบบของเชโกสโลวาเกียที่มีพื้นฐานจาก BM-21มีประจำการในกัมพูชา (ก่อนการปะทะ) 50 ชุด1 ชุด มี 40 ท่อยิงระยะการยิง 40 กิโลเมตรตัวฐานล้อยางมีระยะเดินทาง 400 กิโลเมตรความเร็วตัวรถบรรทุกฐานยิง 85 กิโลเมตร/ชั่วโมงระบบจรวดหลายลำกล้องของกัมพูชา ภาพ Reutersรถถังหลัก (MBT) T-54/55 จากโซเวียต หรือ Type-59 จากจีนทั้งหมดเป็นรถถังแบบเดียวกันเปิดตัวครั้งแรกในปี 1948กัมพูชาทยอยสั่งซื้อ T-54/55 มือ 2 จากประเทศต่าง ๆ ระหว่าง 1983 - 2010จำนวนรวม 300 คัน (ก่อนการปะทะ)ส่วน Type-59 เปิดตัวในปี 1985กัมพูชาจัดหารวม 50 คัน (ก่อนการปะทะ)ปืนหลักขนาด 100 มม.ความเร็วสูงสุด 51 กิโลเมตร/ชั่วโมง (50 กม./ชม. สำหรับ Type-59)ภาพรถถัง Type-59 จากจีน, Wikicommons อาวุธที่กัมพูชาที่ยังไม่ได้ใช้โจมตีไทยโดยตรงระบบจรวดหลายลำกล้อง PHL-03ระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 300 มิลลิเมตรฐานเคลื่อนที่บนรถบรรทุกขนาดใหญ่เปิดตัวในปี 2004 ที่จีนเข้าประจำการกัมพูชาในปี 2023 จำนวน 6 ระบบรองรับการควบคุมการยิงด้วยคอมพิวเตอร์นำวิถีด้วยสัญญาณตำแหน่งแบบ GPS/GLONASS/BeiDouบรรจุจรวดได้ทั้งหมดครั้งละ 12 ลูกทำลายเป้าหมายบุคคล รถถัง และอาคารรองรับจรวดทั้งหมด 4 รูปแบบ ได้แก่BRC3 จรวดไม่นำวิถี (Unguided rockect) ระยะยิง 70 กิโลเมตรBRC4 จรวดไม่นำวิถี ระยะยิง 130 กิโลเมตรBRE2 จรวดไม่นำวิถีต่อต้านรถถัง ระยะยิง 130 กิโลเมตรFire Dragon 140A จรวดนำวิถีต่อต้านรถถัง ระยะยิง 130 กิโลเมตรระบบจรวดต่อต้านอากาศยาน PHL-03, Wikicommonsระบบจรวดต่อต้านอากาศยาน KS-1Cรับมอบจากจีนในปี 2023 จำนวน 4 ระบบน้ำหนัก 900 กิโลกรัม1 ชุด มีท่อยิงจรวด 2 ท่อน้ำหนักหัวรบ 100 กิโลกรัมความเร็ว 1,200 เมตรต่อวินาทีระยะการยิง 50 กิโลเมตรเพดานการยิงสูงสุด 25 กิโลเมตรเรดาร์ HT-233 รัศมีค้นหา 70 กิโลเมตรภาพทหารกัมพูชาทำการรับมอบ KS-1C จาก MilitaryLeak.comเฮลิคอปเตอร์ Z-9เฮลิคอปเตอร์แบบพหุภารกิจของจีนกัมพูชามีทั้งหมด 9 ลำใช้นักบิน 1 คน รองรับผู้โดยสาร 10 คนความเร็วการบิน 260 กิโลเมตร/ชั่วโมงระยะการบิน (Ferry Range) 1,000 กิโลเมตรจุดติดตั้งอาวุธ (Hardpoint) 2 จุดรองรับปืนใหญ่ 23 มิลลิเมตรรองรับจรวดต่อต้านรถถังแบบ Wire-Guided HJ-8/HJ-8E ได้สำหรับ HJ-8/HJ-8E 1 ชุด ยิงได้สูงสุด 8 นัด ระยะการยิง 3 - 4 กิโลเมตรภาพเฮลิคอปเตอร์แบบ Z-9, Wikicommons
TNN ช่อง16 • 25 ก.ค. 68
อ่าน
รู้จัก BM-21 Grad อาวุธยิงไกล 30 กม. ที่กัมพูชาใช้ในชายแดน
BM-21 อาวุธรัสเซียยุคสงครามเย็นที่ยังทรงพลังในมือกัมพูชาBM-21 หรือ BM-21 Gradคือระบบยิงจรวดหลายลำกล้องขนาด 122 มม. ที่พัฒนาโดยสหภาพโซเวียตในช่วงทศวรรษ 1960 เพื่อใช้ในสนามรบของสงครามเย็น อาวุธประเภทนี้ยังคงถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศกัมพูชา ซึ่งมีการบรรจุ BM-21 ไว้ในกองทัพและนำมาใช้จริงในบริบทความขัดแย้งปัจจุบันตัวระบบติดตั้งบนรถบรรทุก 6 ล้อ มีจำนวนลำกล้องทั้งสิ้น 40 ท่อ สามารถยิงจรวดได้ครบชุดภายในเวลาเพียง 20 วินาที จรวดแต่ละลูกมีน้ำหนักราว 20 กิโลกรัม และสามารถพุ่งไปได้ไกลระหว่าง 20–30 กิโลเมตร ทำให้BM-21มีขีดความสามารถในการโจมตีเป้าหมายเป็นพื้นที่กว้างอย่างรวดเร็ว กัมพูชาใช้ BM-21 ในสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทยในช่วงเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างไทย–กัมพูชาโดยเฉพาะเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 มีรายงานว่ากัมพูชาได้นำ BM-21 มาใช้ยิงจรวดโจมตีเป้าหมายฝั่งไทยในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้เกิดความเสียหายทั้งกับทรัพย์สินและมีผู้ได้รับบาดเจ็บในฝั่งไทยทั้งทหารและพลเรือนรายงานระบุว่า จรวดที่ยิงจากระบบ BM-21 บางลูกตกใส่สถานีบริการน้ำมันและบริเวณบ้านเรือน ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกในพื้นที่ โดยลักษณะของ BM-21นั้นสามารถยิงโจมตีพื้นที่เป้าหมายอย่างครอบคลุม BM-21 กับความหมายทางยุทธศาสตร์ชายแดนการใช้ BM-21โดยกัมพูชาในสถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงการเลือกใช้อาวุธที่สามารถสร้างแรงกดดันด้านยุทธวิธีในระยะไกล โดยไม่จำเป็นต้องเข้าปะทะประชิด การยิงจรวดจากระยะ 20–30 กิโลเมตร ช่วยให้สามารถควบคุมเป้าหมายได้จากระยะปลอดภัย ทั้งยังยากต่อการตอบโต้ในทันทีแม้ BM-21 จะถูกออกแบบในยุคสงครามเย็น แต่ด้วยความสามารถในการยิงได้อย่างรวดเร็วและโจมตีเป็นวงกว้าง ยังคงเป็นภัยคุกคามที่มีนัยสำคัญในสงครามยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะเมื่อถูกนำมาใช้กับพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองหรือประชาชนอาศัยอยู่หนาแน่นอ้างอิง : https://en.wikipedia.org/wiki/BM-21_Grad
TNN ช่อง16 • 24 ก.ค. 68
อ่าน
รถ EV แบตเตอรี่ Solid-state จะได้เกิดไหม หรือสุดท้ายจะได้แค่ฝัน ?
รถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่แบบโซลิดสเตท (Solid-state) ถือเป็นฝันของทั้งคนใช้และผู้ผลิตรถ เพราะมีสมรรถนะสูง มีระยะทางต่อการชาร์จหนึ่งครั้งมากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ใช้กับรถ EV ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคและต้นทุนการพัฒนาที่สูงลิ่ว ก็ทำให้ฝันนี้ล่าช้าออกไป หรือสุดท้ายแล้ว รถ EV แบตเตอรี่ Solid-state จะเป็นได้แค่ความฝัน? แบตเตอรี่ Solid-state คืออะไรแบตเตอรี่ Solid-state ถูกค้นพบในช่วงทศวรรษที่ 1830 ว่าสารประกอบระหว่างแร่เงินและซัลเฟอร์ และสารประกอบระหว่างตะกั่วกับฟลูออรีน สามารถสร้างสารอิเล็กโทรไลต์ (Electrolyte) หรือสารที่ละลายน้ำแล้วให้ประจุไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องอยู่ในรูปร่างของเจลแบบลิเทียมไอออน แต่เป็นรูปแบบของแข็งแทนแบตเตอรี่ Solid-state ถูกพูดถึงอีกครั้งโดยโตโยต้า (Toyota)โฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ฮอนด้า (Honda) นิสสัน (Nissan) บีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ฮุนได (Hyundai) ในช่วงปี 2017-2018 รวมถึงค่ายรถ BYD และ CATL ผู้ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ EV ชื่อดังจากจีน ที่ร่วมสงครามการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-state ในภายหลังจุดเด่นสำคัญของแบตเตอรี่ Solid-state อยู่ที่ความปลอดภัยและความทนทาน เนื่องจากประจุภายในเป็นสารที่อยู่ในรูปของแข็ง ต่างจากลิเทียมไอออนที่เป็นสารเหลว นอกจากนี้ ยังมีระยะเวลาในการชาร์จที่สั้นกว่า และระยะทางที่ได้มากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนในความจุเท่ากัน แบตเตอรี่ Solid-state ในปัจจุบันสำนักข่าว CNBC ของสหรัฐอเมริกา รายงานความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญในวงการรถยนต์ว่า การผลิตแบตเตอรี่ Solid-state อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเร็วนัก เนื่องจากต้นทุนการวิจัยและพัฒนาที่สูงเกินกว่าตลาดจะรับไหวแม้ว่าผู้ผลิตแบตเตอรี่รถ EV รายใหญ่จากจีนอย่าง BYD และ CATL ต่างได้เปรียบจากแหล่งทรัพยากรและเงินทุนมหาศาลแต่การทำแบตเตอรี่ Solid-state เชิงพาณิชย์ก็ยังอยู่ระหว่างพัฒนาด้านนิสสัน (Nissan) แม้จะให้คำมั่นว่าลูกค้าจะได้เห็นรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ Solid-state ได้ในปี 2028 นี้ แต่ก็กังวลว่าตลาดรถยังไม่พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้การเติบโตของเทคโนโลยีนี้ล่าช้า ซึ่งทางบริษัทกำลังจับตากระแสทางการตลาดอย่างใกล้ชิดส่วนค่ายรถยุโรปอย่างโวล์คสวาเกน (Wolksvagen) รวมถึงเมอเซเดส เบนซ์ (Mercedes-Benz) และบีเอ็มดับเบิลยู (BMW) ก็กำลังสร้างต้นแบบรถ EV แบตเตอรี่ Solid State เพื่อทดสอบอย่างละเอียดเช่นกันทั้งนี้ ในปี 2023 ที่ผ่านมา TNN Techได้รายงานข่าวการประกาศของโตโยต้า (Toyota) ว่าได้พัฒนาแบตเตอรี่ Solid-state ที่มีน้ำหนัก, ขนาด, และต้นทุนเพียงครึ่งหนึ่งของแบตเตอรี่ในปัจจุบัน และยังมีระยะทางวิ่งไกลถึง 1,200 กิโลเมตร ด้วยระยะเวลาชาร์จเพียง 10 นาที ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2027 นี้ด้วยเช่นกันแบตเตอรี่ Solid-state จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเจออุปสรรคว่าแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนในปัจจุบันเองก็พัฒนาขึ้นมาก จนมีต้นทุนต่ำลง ความปลอดภัยและระยะทางต่อรอบการชาร์จก็มากขึ้นด้วย เช่น CATL ที่เปิดตัวแบตเตอรี่แบบ LFP ซึ่งใช้เวลาในการชาร์จแค่ 5 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกล 520 กิโลเมตรค่ายรถบางค่าย อย่าง สเตลแลนทิส (Stellantis) เครือบริษัทรถยักษ์ใหญ่ของโลก จึงเลือกวิธีการพัฒนาแบตเตอรี่กึ่งโซลิดสเตท (Semi-solid state) หรือโมดูลแบตเตอรี่ที่มีเซลล์แบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนและแบบโซลิดสเตทผสมกัน เพื่อให้ตลาดพร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ที่ราคาจับต้องได้แทนซึ่งไม่ว่าอนาคตของรถ EV ที่ใช้แบตเตอรี่ Solid State จะไปทิศทางไหน แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ให้ข้อมูลกับ CNBC ก็เชื่อว่าจะได้เห็นต้นแบบหรือการขยับตัวครั้งใหญ่ในปี 2027-2028 นี้
TNN ช่อง16 • 22 ก.ค. 68
อ่าน
Aprilia เปิดตัวระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะใหม่ในซูเปอร์ไบค์
เมื่อโลกของยานยนต์พัฒนาไปไกล รถจักรยานยนต์ โดยเฉพาะซูเปอร์ไบค์ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ล่าสุด บริษัท Aprilia ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์ชื่อดังจากอิตาลี ได้เปิดตัวระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่อัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าและตอบสนองราวกับเป็นผู้ช่วยร่วมทาง จักรยานยนต์ที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้นวัตกรรมใหม่นี้ใช้เซ็นเซอร์ออนบอร์ดร่วมกับอัลกอริทึมซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ที่สามารถเรียนรู้พฤติกรรมของผู้ขับขี่ได้แบบเรียลไทม์ ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลทุก 2 มิลลิวินาที ไม่ว่าจะเป็นมุมเอียงของรถ การหันเห ท่าทางการใช้คันเร่ง ไปจนถึงการเลือกเกียร์ ระบบสามารถปรับการทำงานของเบรก ABS, ระบบควบคุมการยึดเกาะถนน และระบบป้องกันการยกล้อหน้าได้ก่อนที่เหตุการณ์จะเกิดขึ้นจริงเทคโนโลยีนี้ถูกรวมอยู่ในชุด Race Pack รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับการพัฒนามาจากประสบการณ์ในสนามแข่ง MotoGP พร้อมด้วยโมดูล GPS, คันเร่งไฟฟ้าแบบ Ride-by-Wire และหน่วยวัดความเฉื่อย (IMU) แบบ 6 แกนนอกจากนี้ ยังสามารถควบคุมและตั้งค่าระบบทั้งหมดได้ผ่านแอปพลิเคชัน MIA ของ Aprilia บนสมาร์ทโฟน โดยเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth หรือ Wi-Fiจุดเด่นของจักรยานยนต์รูปแบบใหม่จุดเด่นอีกอย่างคือความสามารถในการปรับระดับการช่วยเหลือแต่ละจุดของสนามแข่ง ด้วยการใช้ข้อมูล GPS ที่ซิงก์กับระบบ MIA ทำให้สามารถเพิ่มแรงฉุดลากในโค้ง และลดการแทรกแซงบนทางตรงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเร่งความเร็วได้อย่างแม่นยำระบบมาตรฐานที่มาพร้อมกับแพ็คเกจประกอบด้วยระบบเบรกเครื่องยนต์ 3 ระดับระบบควบคุมล้อหน้ายก 3 ระดับ พร้อม AIระบบควบคุมการยึดเกาะถนนที่ไวต่อการเอียง 8 ระดับAprilia ระบุว่า การใช้ “แมปตามมุมโค้ง” นี้สามารถลดแรงต้านอากาศลงได้ถึง 6% และลดแนวโน้มการยกล้อหน้าขึ้นถึง 8% เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2024 ส่งผลให้รถมีความเสถียรและทำเวลาต่อรอบได้ดีขึ้น ระบบนี้เปิดให้ใช้งานแล้วในรุ่นปี 2025 ของ Aprilia RSV4 และ Aprilia Tuono V4 เท่านั้นในตอนนี้ แม้จะยังไม่แพร่หลายไปถึงรถจักรยานยนต์ทั่วไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคือก้าวสำคัญของเทคโนโลยีสองล้อในอนาคต
TNN ช่อง16 • 21 ก.ค. 68
อ่าน
ยุโรปเปิดตัวโครงการ INVICTUS ก้าวสำคัญสู่ยุคใหม่ของเครื่องบินอวกาศความเร็วเหนือเสียง
งค์การอวกาศยุโรป (ESA) ได้ประกาศเปิดตัวโครงการวิจัยอินวิกตัส (INVICTUS) ซึ่งมีเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมยานอวกาศความเร็วเหนือเสียงแบบใช้ซ้ำได้ที่สามารถทะยานขึ้นจากรันเวย์ในแนวนอนได้โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจาก General Support Technology Programme (GSTP) และ Technology Development Element (TDE) ของ ESA โดยมีบริษัท Frazer-Nash จากสหราชอาณาจักรเป็นผู้นำโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) เป็นเครื่องบินอวกาศทดสอบที่สามารถบินด้วยความเร็ว Mach 5 หรือเร็วกว่าเสียง 5 เท่า จุดประสงค์หลักของอินวิกตัส (INVICTUS)จุดประสงค์หลัก คือ การสาธิตเทคโนโลยีสำคัญสำหรับการบินความเร็วเหนือเสียงอย่างต่อเนื่องในชั้นบรรยากาศ สิ่งที่น่าสนใจคือตัวยานจะสามารถอัปเกรดได้ โดยสามารถเปลี่ยนวัสดุ ซอฟต์แวร์ และระบบขับเคลื่อนระหว่างการทดสอบแต่ละครั้ง รวมไปถึงการต่อยอดพัฒนาอากาศยานที่ทำภารกิจได้ทั้งบนโลกและอวกาศ ในรูปแบบความเร็วเหนือเสียง อย่างไรก็ตามข้อมูลเชิงเทคนิคของอินวิกตัส (INVICTUS) ยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนักระบบขับเคลื่อนอินวิกตัส (INVICTUS)สำหรับอากาศยานที่บินด้วยความเร็วเหนือเสียง ความท้าทายหลัก คือ อุณหภูมิที่สูงมากบนพื้นผิวด้านนอกของเครื่องบินและอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์ ดังนั้น อินวิกตัส (INVICTUS) จึงได้รับการออกแบบให้ใช้ระบบขับเคลื่อนด้วยอากาศที่เย็นตัวล่วงหน้า ร่วมกับเชื้อเพลิงไฮโดรเจน สำหรับการบินขึ้นในแนวนอนและการบินด้วยความเร็วเหนือเสียง ระบบนี้จะเปิดโอกาสให้ทดสอบเส้นทางการไหลของเครื่องยนต์ทั้งหมด ตั้งแต่ช่องรับอากาศไปจนถึงเครื่องเผาไหม้ท้าย ในขนาดเต็มและรวมเข้ากับเครื่องบินระบบระบายความร้อนล่วงหน้า" (Pre-cooler)หัวใจสำคัญของโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) คือ ระบบระบายความร้อนล่วงหน้า (Pre-cooler) ซึ่งพัฒนาโดย Reaction Engines Ltd. โดยอิงเทคโนโลยีจาก SABRE ของ ESA Pre-cooler นี้สามารถ ทำให้อากาศร้อนจัดเย็นลงได้ภายในเสี้ยววินาทีระบบระบายความร้อนล่วงหน้า (Pre-cooler) จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้เครื่องยนต์อากาศยานที่ทำงานได้ในความเร็วเหนือเสียง เทคโนโลยีนี้ถือเป็น ก้าวสำคัญในการพัฒนาเครื่องบินอวกาศแห่งอนาคตที่ขึ้นบินในแนวนอนได้ และจะปฏิวัติการเดินทางและการเข้าถึงอวกาศของยุโรปวิสัยทัศน์และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโทมมาโซ กิดินี หัวหน้าแผนกกลไกของ ESA เน้นย้ำว่า "การบินความเร็วเหนือเสียงไม่ได้เป็นเพียงพรมแดนถัดไปของเครื่องบินอวกาศเท่านั้น แต่ยังเป็นประตูสู่กระบวนทัศน์ใหม่ของการเดินทาง การป้องกันประเทศ และการเข้าถึงอวกาศ"และด้วยอินวิกตัส (INVICTUS) ยุโรปกำลังคว้าโอกาสในการเป็นผู้นำในเทคโนโลยีที่จะกำหนดนิยามใหม่ของการเดินทางข้ามโลกและไปไกลกว่านั้น การควบคุมระบบขับเคลื่อนแบบหายใจด้วยอากาศที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ จะเป็นการวางรากฐานสำหรับเครื่องบินที่ทะยานขึ้นเหมือนเครื่องบิน และไปถึงวงโคจรเหมือนจรวด ซึ่งเป็นการปฏิวัติการขนส่งทั้งภาคพื้นดินและในวงโคจรซาร่าห์ วิลค์ส กรรมการผู้จัดการของ Frazer-Nash กล่าวว่า "อินวิกตัส (INVICTUS) เป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นในการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับอวกาศและตระหนักถึงความสามารถในการใช้งานเพื่อการขนส่งทั้งภาคพื้นดินและในวงโคจร"โทนี่ ฟอร์ไซธ์ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีอวกาศของหน่วยงานอวกาศแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวเสริมว่า "โครงการนี้มีศักยภาพสำคัญในการต่อยอดเทคโนโลยีระบายความร้อนขั้นสูงและการขับเคลื่อนด้วยความเร็วเหนือเสียงที่วิศวกรของสหราชอาณาจักรพัฒนามาหลายปี และคาดว่าจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ" ความคืบหน้าและพันธมิตรโครงการอินวิกตัส (INVICTUS) มีมูลค่าการลงทุน 7 ล้านปอนด์ หรือ 9.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า กลุ่มพันธมิตรอินวิกตัส (INVICTUS) ซึ่งนำโดย Frazer-Nash และรวมถึง Spirit AeroSystems และ Cranfield University ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งมอบการออกแบบเบื้องต้นของระบบการบินที่สมบูรณ์ หากทุกอย่างเป็นไปตามแผน ยานพาหนะต้นแบบจะพร้อมใช้งานและเริ่มบินได้ภายในต้นปี 2031โครงการนี้ยังคงตอกย้ำถึงความพยายามของยุโรปในการเข้าสู่การแข่งขันด้านเครื่องบินอวกาศและเทคโนโลยีความเร็วเหนือเสียง ซึ่งกำลังมีการพัฒนาอย่างมากทั่วโลก รวมถึงยาน X-37B ของกองทัพสหรัฐฯ และยาน Shenlong ของจีน">
TNN ช่อง16 • 20 ก.ค. 68
อ่าน
MEA จัดประชุมชี้แจงโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน
MEA จัดประชุมชี้แจงโครงการสายไฟฟ้าใต้ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสินวันนี้ (16 กรกฎาคม 2568) นายฐิติวุฒิ เงินคล้าย รองผู้ว่าการ MEA หรือการไฟฟ้านครหลวง เป็นประธานการประชุมชี้แจงโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินเพื่อรองรับการเป็นมหานครแห่งอาเซียน โครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก (ช่วงแยกบ้านแขก ถึงวงเวียนใหญ่) และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีผู้แทนจากองค์กร หน่วยงานราชการ และหน่วยงานผู้ใช้ไฟฟ้าภาคธุรกิจต่าง ๆ ในพื้นที่ เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงรายละเอียดแผนดำเนินงาน และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการก่อสร้าง ณ ห้องประชุม Venita 2 โรงแรม อเวย์ บางกอก ริเวอร์ไซด์ คีน ถนนเจริญนคร กรุงเทพฯรองผู้ว่าการ MEA กล่าวว่า ตามที่ MEA ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงมหาดไทย และรัฐบาล เร่งดำเนินโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินมาอย่างต่อเนื่องนั้น ล่าสุด MEA จะดำเนินโครงการตามแนวรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ เส้นทางถนนประชาธิปก (ช่วงแยกบ้านแขก ถึงวงเวียนใหญ่) และถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน โดยมีพื้นที่ดำเนินการ 3.4 กิโลเมตร ดำเนินการก่อสร้างบริเวณผิวจราจรและผิวทางเท้า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2568 – ปี 2572 (รื้อถอนเสาสายแล้วเสร็จ ภายในปี 2572) โดย MEA จะดำเนินการก่อสร้างไปพร้อมกับโครงการรถไฟฟ้าของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ถึง 05.00 น. ของทุกวันเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งผลกระทบต่อการจราจร ในด้านการก่อสร้างของโครงการดังกล่าว ประกอบด้วยงานก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน งานก่อสร้างฐานอุปกรณ์และติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า งานลากสายไฟฟ้าใต้ดิน และการเปลี่ยนระบบการจ่ายไฟจากสายอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานครั้งนี้จะช่วยพัฒนาเสถียรภาพ และความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้าให้มีความมั่นคง และเป็นการเตรียมพร้อมรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าของภาคธุรกิจและหน่วยงานเอกชนในพื้นที่ในอนาคต รวมถึงช่วยเสริมสร้างทัศนียภาพของกรุงเทพมหานครให้มีความสวยงาม ตลอดจนช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการประชุมครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมงานได้แสดงความคิดเห็น พร้อมให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อให้ MEA ได้นำมาพิจารณาปรับปรุงแผนงานให้มีความเหมาะสม และส่งผลกระทบต่อประชาชนให้น้อยที่สุด#โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน #ถนนสวยไร้เสาสาย #MEAsmartdistribution#รถไฟฟ้าสายสีม่วง #ถนนประชาธิปก #ถนนประชาธิปก #ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน#พลังดีดีที่รู้สึกได้ทุกวัน #MEA #การไฟฟ้านครหลวง #พลังงานเพื่อวิถีชีวิตเมืองมหานคร
TNN ช่อง16 • 18 ก.ค. 68
ดู
I AM SS6 Ep10- นักประดิษฐ์หุ่นยนต์ INVENTOR ROBOT : ทรูปลูกปัญญา Station
หุ่นยนต์ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัวคนไทย แต่เชื่อไหมว่ายังคงมีคนไทยที่มีความฝันจะสร้างหุ่นยนต์และสามารถทำเป็นอาชีพได้จริง ๆ มาทำความรู้จักกับอาชีพ "นักประดิษฐ์หุ่นยนต์" กับคุณอดิศักดิ์ ดวงแก้ว หนึ่งในคนไทยทีมแรกผู้สร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลกมาครอง และถ้าใครอยากเรียนทางด้านหุ่นยนต์ ไปทำความรู้จักกับ สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ FIBO
ทรูปลูกปัญญา • 2 ก.ย. 64
อ่าน
ทดสอบ XQ-58A Valkyrie ก้าวสำคัญสู่นักบินร่วมอัจฉริยะเคียงข้าง F-16 และเครื่องบินขับไล่แห่งอนาคต
กองทัพอากาศสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการรบทางอากาศแห่งอนาคตอย่างก้าวกระโดด โดยล่าสุดได้มีการทดสอบการบินร่วมระหว่างอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrie กับเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูงอย่าง F-16C Fighting Falcon และ F-15E Strike Eagle ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการบูรณาการระหว่างมนุษย์และเครื่องจักรในสนามรบ รู้จักอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieสำหรับอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieมีลักษณะเป็นอากาศยานรบไร้คนขับ (UCAV) ที่ถูกออกแบบและพัฒนาโดยบริษัท Kratos Defense Security Solutions ร่วมกับห้องปฏิบัติการวิจัยของกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อเป็นนักบินร่วม (Loyal Wingman) หรืออากาศยานรบร่วม (Collaborative Combat Aircraft - CCA) ที่จะปฏิบัติภารกิจเคียงข้างเครื่องบินขับไล่แบบมีคนขับการออกแบบที่เน้นความคล่องตัวและล่องหน (Stealth)รูปทรงล้ำสมัยมีลำตัวเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมู (Trapezoidal)พร้อมปีกที่ลู่ไปด้านหลัง และแพนหางรูปตัว V (V-tail) ซึ่งเป็นดีไซน์ที่ช่วยลดการสะท้อนของเรดาร์ ทำให้ตรวจจับได้ยาก ช่องรับอากาศแบบซ่อน สำหรับเครื่องยนต์ถูกติดตั้งไว้ที่ส่วนบนของลำตัว ช่วยลดการตรวจจับจากเรดาร์ภาคพื้นดิน ขนาดกะทัดรัด มีความยาวประมาณ 9.1 เมตร และมีปีกกว้าง 8.2 เมตร ทำให้มีขนาดเล็กกว่าเครื่องบินขับไล่ทั่วไปสมรรถนะการบินสามารถทำความเร็วได้สูงในระดับใกล้เสียง (High-subsonic) ที่ประมาณ 0.72 มัค หรือประมาณ 882 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีพิสัยการบินไกลถึง 3,000 ไมล์ทะเล หรือ 5,556 กิโลเมตร ทำให้สามารถปฏิบัติภารกิจในระยะไกลได้ เพดานบินสูงถึง 45,000 ฟุตการทดสอบอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL)ได้เปิดเผยถึงการฝึกซ้อมครั้งล่าสุด ที่นักบินขับไล่สามารถควบคุมโดรน Valkyrie จำนวน 2 ลำ ได้โดยตรงจากห้องนักบินของตนเอง แม้รายละเอียดเชิงลึกของการทดสอบยังคงถูกเก็บเป็นความลับ แต่เป้าหมายหลักคือการสาธิตความก้าวหน้าในการผสานระบบอากาศยานแบบมีคนขับและกึ่งอัตโนมัติเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์การพัฒนานี้ไม่ได้เป็นเพียงการทดสอบการบินร่วมครั้งแรก โดยก่อนหน้านี้ XQ-58A เคยปฏิบัติภารกิจร่วมกับเครื่องบินรบสเตลธ์อย่าง F-22 และ F-35A ในช่วงปลายปี 2020 ในฐานะ "เกตเวย์" สื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบลับเฉพาะระหว่างเครื่องบินรบยุคที่ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่หลากหลายของโดรนรุ่นนี้ศักยภาพของ XQ-58A Valkyrie มากกว่าแค่อาวุธเสริมอากาศยานไร้คนขับ XQ-58A Valkyrieซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Kratos ถูกออกแบบมาให้เป็นอากาศยานรบต้นทุนต่ำที่สามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างยืดหยุ่น โดยมีความสามารถในการบรรทุกอาวุธทั้งในช่องเก็บภายในลำตัวและที่จุดติดตั้งใต้ปีก จากรายงานระบุว่า Valkyrie สามารถติดตั้งระเบิดนำวิถีขนาดเล็ก GBU-39/B (SDB) ได้สูงสุดถึง 4 ลูก หรือขีปนาวุธอากาศสู่อากาศพิสัยกลาง AIM-120 AMRAAM จำนวน 2 ลูกนอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาอากาศยานไร้คนขับ XQ-58B ซึ่งเป็นรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจกดดันและทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศของข้าศึก (Suppression of Enemy Air Defenses - SEAD) ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และความยืดหยุ่นในสนามรบห้องปฏิบัติการวิจัยกองทัพอากาศสหรัฐฯ (AFRL) เน้นย้ำว่า การบูรณาการระบบอากาศยานที่มีคนขับและไม่มีคนขับเข้าด้วยกัน จะเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบในสมรภูมิอนาคตแนวคิดนักบินร่วม (Loyal Wingman) นี้ จะช่วยเพิ่มมวลหรือจำนวนอากาศยานในปฏิบัติการ ความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี และความยืดหยุ่นในการปฏิบัติภารกิจที่หลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยโดรนอย่าง XQ-58A จะทำหน้าที่เป็นตัวคูณกำลังรบ ลดภาระของนักบิน และเพิ่มความสามารถในการรับรู้สถานการณ์ ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความสำเร็จของภารกิจในท้ายที่สุดการทดสอบที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาโดรนติดอาวุธ แต่คือการวางรากฐานสำหรับยุทธวิธีการรบทางอากาศรูปแบบใหม่ ที่ผสมผสานความสามารถของมนุษย์เข้ากับปัญญาประดิษฐ์และระบบอัตโนมัติ เพื่อครองความเหนือกว่าในน่านฟ้าต่อไป
TNN ช่อง16 • 15 ก.ค. 68
อ่าน
DARPA พับโครงการเครื่องบินทะเลยักษ์ "Liberty Lifter" อย่างเป็นทางการ
สำนักงานโครงการวิจัยขั้นสูงของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือ DARPA ได้ยืนยันการยกเลิกโครงการ "Liberty Lifter" มูลค่า 98 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 3,174 ล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเครื่องบินทะเลขนาดมหึมาที่ใช้เทคโนโลยีปีกฝังดิน (Wing-in-Ground Effect) นับเป็นการปิดฉากความฝันที่จะมีอากาศยานขนส่งหนักพิสัยไกลที่ไม่ต้องพึ่งพารันเวย์โครงการ Liberty Lifter เคยเป็นที่จับตามองอย่างมาก ด้วยแนวคิดที่ทะเยอทะยานในการสร้างอากาศยานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องบิน "Spruce Goose" ในตำนานของโฮเวิร์ด ฮิวส์ แต่มีความล้ำหน้ากว่ามากความฝันและเป้าหมายของโครงการ Liberty Lifterแนวคิดหลักคือการสร้างเครื่องบินทะเลจากวัสดุคอมโพสิตขั้นสูง เพื่อใช้ในภารกิจด้านโลจิสติกส์ที่รวดเร็ว การกู้ภัย และบรรเทาภัยพิบัติ โดยมีจุดเด่นคือ:เทคโนโลยีปีกฝังดิน (WIG) โดยใช้หลักการกักอากาศไว้ใต้ปีกเพื่อสร้างแรงยกมหาศาลเมื่อบินในระดับต่ำ ทำให้สามารถบรรทุกน้ำหนักได้ในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนปฏิบัติการในทะเล ซึ่งถูกออกแบบให้ขึ้น-ลงจอดได้ในทะเลที่มีคลื่นสูงถึง 2.5 เมตร (Sea State 4) และปฏิบัติการบนผิวน้ำท่ามกลางคลื่นสูง 4 เมตรได้ (Sea State 5)ไม่ต้องพึ่งพาสิ่งอำนวยความสะดวก โดยสามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องใช้รันเวย์หรือท่าเรือที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ สเปกสุดอลังการที่ไปไม่ถึงฝันแผนการพัฒนาร่วมกับบริษัท General Atomics และ Aurora Flight Sciences (ในเครือ Boeing) ตั้งเป้าหมายไว้อย่างน่าทึ่งเครื่องต้นแบบมีขนาดเท่าเครื่องบิน C-130 Hercules สามารถยกน้ำหนักได้ 22.6 ตันเครื่องรุ่นผลิตจริงใช้ 8 เครื่องยนต์ มีความจุเทียบเท่าเครื่องบิน C-17 Globemaster III คือ 77 ตัน และมีพิสัยการบินไกลถึง 22,224 กิโลเมตรนวัตกรรมการผลิตวางแผนจะใช้เทคนิคการต่อเรือแทนการผลิตเครื่องบินแบบดั้งเดิม เพื่อลดต้นทุนและเร่งความเร็วในการสร้าง เหตุผลเบื้องหน้า และเสียงวิเคราะห์เบื้องหลังตามแผนเดิม Liberty Lifter ควรจะขึ้นบินครั้งแรกภายในปี 2028 แต่ล่าสุดโครงการได้ถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด DARPA ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการว่า "โครงการได้ให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับการจำลองสถานการณ์และเทคนิคการผลิตใหม่ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อโครงการในอนาคต"อย่างไรก็ตาม คำอธิบายดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า เป็นเหตุผลลักษณะเดียวกับที่เคยใช้ในอดีต เช่น กรณีที่โครงการเครื่องบินคองคอร์ดถูกยกเลิกหลังจากสหรัฐฯ สั่งห้ามการบินพลเรือนเหนือเสียงด้วยสถานการณ์ด้านงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ ในปัจจุบัน จึงมีความเป็นไปได้สูงว่า เหตุผลที่แท้จริงเบื้องหลังการยกเลิกอาจเกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านการเงินมากกว่า และคำแถลงของ DARPA ก็เป็นเพียงการพยายามรักษาท่าทีหลังจากที่โครงการอันทะเยอทะยานต้องสิ้นสุดลง
TNN ช่อง16 • 11 ก.ค. 68
อ่าน
“BAE Systems” ทดสอบ AI ช่วยการบินรบกับเครื่องบินขับไล่ “Eurofighter Typhoon”
บีเออี ซิสเต็ม (BAE Systems) บริษัทผู้ผลิตอาวุธชั้นนำ ร่วมกับ เอวีออนิค (Avioniq) บริษัทด้านนวัตกรรมการบินจากสวีเดน ทดสอบระบบช่วยตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย AI บนเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เพื่อเป็นตัวช่วยจัดการสถานการณ์การรบของนักบิน การจับมือของสองบริษัทด้านเทคโนโลยีการทดสอบดังกล่าวดำเนินการบนเครื่องจำลองการบิน ของเครื่องบินขับไล่รุ่น ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon)ณ โรงงานของบริษัท บีเออี ซิสเต็ม (BAE Systems) ในสหราชอาณาจักร โดยใช้เทคโนโลยีรัตเทิลสแนค (Rattlesnaq) ของ เอวีออนิค (Avioniq) ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยสร้างแบบจำลองขีปนาวุธขั้นสูงและผู้ช่วย AIเพื่อให้นักบินได้รับข้อมูลที่เชื่อถือได้ และผ่านการตรวจสอบอย่างอิสระระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจคืออะไรระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจจะคำนวณขีปนาวุธหรืออาวุธทุกชนิดที่ศัตรูสามารถยิงใส่ และติดตามข้อมูลเหล่านั้น เพื่อสร้างขอบเขตภัยคุกคามแบบเรียลไทม์ โดยจะระบุเขตการบินที่ปลอดภัยในน่านฟ้าของศัตรู เพื่อช่วยให้นักบินหลบหลีกขีปนาวุธของศัตรู พร้อมกับเพิ่มประสิทธิภาพการซ้อมรบและการยิงได้มากขึ้นเริ่มทดสอบระบบ AI ช่วยนักบินตัดสินใจกับเครื่องบินขับไล่เทคโนโลยีนี้กำลังถูกรวมเข้ากับเครื่องจำลองการบินของเครื่องบินขับไล่ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เพื่อพัฒนาการฝึกอบรมนักบินและกลยุทธ์สำหรับการรบนอกระยะการมองเห็น ซึ่งทีมพัฒนาเชื่อว่าด้วยระบบนี้ อาจช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิต และประสิทธิภาพของการบินมากขึ้นรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องบินขับไล่ Eurofighter Typhoonสำหรับ ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน (Eurofighter Typhoon) เป็นเครื่องบินขับไล่หลายบทบาท ความยาวตัวเครื่อง 15.96 เมตร ปีกกว้าง 10.95 เมตร รองรับน้ำหนักบรรทุกสูงสุดขณะบินขึ้นที่ 23,500 กิโลกรัม บินได้เร็วสุดที่ราว 2,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยระยะทางการบินไกลถึง 2,900 กิโลเมตร บริษัทเผยว่าการทดสอบระบบนี้ สอดคล้องกับความพยายามในการพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องบินรุ่นดังกล่าว ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์ในการทำภารกิจที่เร็วขึ้น และจอแสดงผลในห้องนักบินแบบใหม่ เพื่อการมองเห็นภัยคุกคามที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มความสำเร็จในการทำภารกิจให้มากขึ้นด้วย
TNN ช่อง16 • 11 ก.ค. 68
อ่าน
นักวิจัยเฝ้าระวัง “ไฟป่า” พัฒนา “โดรนจรวด” บินลัดเลาะที่แคบช่วยดับเพลิง
ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) ประเทศสหรัฐอเมริกา และทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยลินเชอปิง (Linköping University) ในสวีเดน จับมือพัฒนาโดรนบินช่วยดับไฟป่า ทำออกมาในหน้าตาคล้ายกับ “จรวด” ต่างจากโดรนทั่วไปที่มักจะใช้ใบพัดสี่มุมแบบดั้งเดิม หน้าตาของโดรนบินโดรนบินรุ่นนี้มีชื่อว่า ไฟร์ฟลาย (FireFly)เป็นโดรนต้นแบบที่ออกแบบให้มีใบพัดเพียงใบเดียวอยู่ภายในลำตัวทรงกระบอก ซึ่งพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ และอาศัยการรับอากาศและลมในการบินและลอยตัวในอากาศหลักการทำงานของโดรนบินโดยตัวโดรนจะดูดอากาศจากด้านข้างผ่านตาข่าย แล้วพ่นลงด้านล่าง เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน คล้ายกับจรวด โดยมีส่วนที่ออกแบบคล้ายปีกที่ช่วยให้มันเคลื่อนที่ได้อย่างแม่นยำ ทรงตัวและรักษาระดับอยู่ในอากาศได้ โดยสามารถบินได้สูงสุดที่ความสูงประมาณ 60 เมตร และมีระยะการบินแนวนอนสูงสุดประมาณ 30 เมตรจากจุดปล่อยเป้าหมายการพัฒนาโดรนบินเป้าหมายของการพัฒนาโดรนรูปร่างแปลกตานี้ ก็เพื่อเป็นต้นแบบของแพลตฟอร์มโดรนอัตโนมัติ ที่สามารถนำไปทำงานร่วมกันได้หลายลำ ปรับเปลี่ยนได้ง่าย และราคาไม่แพง สำหรับการจัดการไฟป่าจุดเด่นของโดรนบินโดยจุดเด่นของโดรนลำนี้นอกจากรูปทรงที่ทำให้เคลื่อนที่ไปตามแนวป่าได้ง่ายแล้ว ยังทำจากวัสดุที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรง เพื่อให้มันสามารถบินผ่านต้นไม้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ อีกทั้งยังสะดวกต่อการพกพาของนักดับเพลิง ไม่เพิ่มน้ำหนักในกระเป๋าอุปกรณ์ของเจ้าหน้าที่มากนักการนำโดรนบินไปใช้งานจริงเมื่อปล่อยในป่าโดรนบิน ไฟร์ฟลาย (FireFly) จะขึ้นไปสูงเหนือยอดไม้ เพื่อทำการสแกนแบบพาโนรามา 360 องศาเต็มรูปแบบ เซ็นเซอร์บนโดรนจะเก็บข้อมูลทั้งหมด รวมถึงวิดีโอ ข้อมูลระยะไกล และการอ่านค่าสภาพแวดล้อม ซึ่งจะถูกส่งแบบไร้สายแบบเรียลไทม์ไปยังตัวควบคุมภาคพื้นดินขณะปฏิบัติภารกิจ นอกจากการดับเพลิงแล้ว ทีมพัฒนาคิดว่าโดรนลำนี้สามารถนำไปใช้ในภารกิจการค้นหาและกู้ภัยในป่า รวมถึงการบินสำรวจในพื้นที่แคบ ๆ ในอาคารที่โดรนสี่ใบพัดแบบดั้งเดิม อาจใช้งานได้ไม่สะดวกเท่า เพิ่มโอกาสในการทำภารกิจให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น
TNN ช่อง16 • 11 ก.ค. 68
อ่าน
ขยายถนนรามคำแหง 24 “ชัชชาติ” จี้ผู้รับเหมาต้นปี 69 งานต้องเสร็จ
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายวิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 และถนนหัวหมาก เขตบางกะปิผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวสวัสดีวันอาสาฬหบูชา ถือโอกาสวันหยุดนี้ไล่ตรวจงานโซนรามคำแหง สำหรับโครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 ถือเป็นโครงการใหญ่อีกโครงการหนึ่งโดยขยายถนนเป็น 4 และ 6 เลน เดิมเป็นทางยกระดับซึ่งส่งผลกระทบการจราจร สิ่งสำคัญในการปรับปรุงนอกจากขยายถนนคือเรื่องการระบายน้ำเพราะบริเวณนี้น้ำท่วมเป็นประจำ เนื่องจากรามคำแหงเป็นโซนพื้นที่ต่ำสุดของ กทม. เป็นที่รับน้ำ จึงได้วาง Box Culvert หรือท่อระบายน้ำคอนกรีตทั้งสองฝั่ง ขนาด 2.5 เมตร และ 1.5 เมตร เพื่อการระบายน้ำที่ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้จะเร่งก่อสร้างงานผิวจราจรให้แล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 เพื่อคืนพื้นที่ในการเดินทางสัญจร โดยผู้รับเหมารับปากว่าจะแล้วเสร็จทั้งโครงการภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2569สำหรับ โครงการก่อสร้างปรับปรุงถนนรามคำแหง 24 และถนนหัวหมาก มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรที่เป็นคอขวดบริเวณถนนรามคําแหง 24 และเป็นการเชื่อมโครงข่ายถนนเพื่อรองรับปริมาณการจราจรในถนนรามคําแหง ถนนศรีนครินทร์-ร่มเกล้า และถนนใกล้เคียง อีกทั้งแก้ไขปัญหาถนนที่ชํารุด เสียหายเนื่องจากการทรุดตัว โดยทำการก่อสร้างขยายช่องจราจรทางราบขนาด 4-6 ช่องจราจร พร้อมระบบระบายน้ำ ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ช่วงจากแยกถาวรธวัช ถึงมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และแก้ปัญหาการทรุดตัวของผิวการจราจรไม่เท่ากันในถนนหัวหมาก ช่วงจากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ถึงคลองจิก ระยะทางประมาณ 2,200 เมตร
TNN ช่อง16 • 10 ก.ค. 68
อ่าน
Dyson Farming ฟาร์มอัจฉริยะของเซอร์เจมส์ ไดสัน ผสานวิศวกรรมการเกษตรระดับโลก
เซอร์เจมส์ ไดสัน (Sir James Dyson) วิศวกรชื่อดังระดับโลก ผู้ปฏิวัติวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยการประดิษฐ์เครื่องดูดฝุ่นไร้สายไร้ถุงกรอง จะหันมาสร้างนวัตกรรมในวงการเกษตรกรรม ด้วยฟาร์มสุดไฮเทคที่ชื่อว่า Dyson Farming ซึ่งตั้งอยู่ในลินคอล์นเชียร์ สหราชอาณาจักร นับเป็นหนึ่งในฟาร์มเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ และอาจเป็นฟาร์มที่ล้ำสมัยที่สุดในยุโรปสิ่งที่ทำให้ Dyson Farming แตกต่าง คือ การนำแนวคิดวิศวกรรมมาประยุกต์ใช้กับการปลูกพืช โดยเฉพาะ “สตรอว์เบอร์รี” ที่นี่ใช้ระบบปลูกแนวตั้งแบบ Hybrid Vertical Growing System ที่มีลักษณะคล้าย "ชิงช้าสวรรค์" สูงกว่า 5 เมตร หมุนช้า ๆ ตลอดวันเพื่อให้ต้นสตรอว์เบอร์รีได้รับแสงแดดอย่างทั่วถึงทั้งด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมเสริมด้วยไฟ LED grow light ในฤดูหนาวที่มีแสงธรรมชาติน้อย ระบบนี้ช่วยเพิ่มผลผลิตได้มากถึง 2.5 เท่า เมื่อเทียบกับการปลูกในดินแบบดั้งเดิมเทคโนโลยีอัตโนมัติยังมีบทบาทสำคัญ หุ่นยนต์เก็บเกี่ยวที่ฟาร์มใช้มีเซ็นเซอร์ภาพ (computer vision) สามารถแยกแยะผลสุกได้อย่างแม่นยำโดยไม่ทำลายผลที่ยังไม่พร้อมเก็บ ส่วนตอนกลางคืน หุ่นยนต์อีกชุดจะฉายแสง UV-C เพื่อลดการเกิดเชื้อราและแบคทีเรีย โดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลงใด ๆ"> ในเรือนกระจก ทุกปัจจัยการเจริญเติบโตถูกควบคุมด้วย ระบบคอมพิวเตอร์อัจฉริยะ (Smart Control System) ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ไปจนถึงการให้น้ำและปุ๋ยแบบแม่นยำ เพื่อให้สตรอว์เบอร์รีเจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุดตลอดปีจุดเด่นอีกประการของ Dyson Farming คือการใช้พลังงานจาก โรงย่อยสลายชีวมวล (Anaerobic Digestion Plant) ซึ่งนำเศษพืชจากในฟาร์ม เช่น ข้าวโพด หญ้าหมัก และวัสดุเหลือทิ้งอื่น ๆ มาผลิตก๊าซชีวภาพ แล้วเปลี่ยนเป็นไฟฟ้าและความร้อนสำหรับใช้ในเรือนกระจก ทำให้ฟาร์มแห่งนี้สามารถดำเนินงานได้โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และยังลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับเซอร์เจมส์ ไดสัน ฟาร์มแห่งนี้ไม่ใช่เพียงการขยายธุรกิจ แต่คือบทพิสูจน์ของวิสัยทัศน์ที่เชื่อว่า “เทคโนโลยีคือคำตอบของความมั่นคงทางอาหารในอนาคต” โดยเฉพาะในยุคที่โลกเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาการขนส่ง และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น การผลิตอาหารให้เพียงพอ ปลอดภัย และยั่งยืน คือภารกิจของเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21นอกจากลดการนำเข้าสตรอว์เบอร์รีจากต่างประเทศ Dyson Farming ยังช่วยลดรอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) ที่เกิดจากการขนส่งระยะไกล และเป็นต้นแบบของเกษตรกรรมยุคใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
TNN ช่อง16 • 8 ก.ค. 68
อ่าน
สหรัฐฯ ยกเลิกแผนสร้างฐานจรวดบนเกาะอนุรักษ์นก หลังถูกวิจารณ์กระทบสิ่งแวดล้อม
กองทัพอากาศสหรัฐฯ (USAF) ได้ตัดสินใจระงับแผนการก่อสร้างแท่นลงจอดจรวดบนเกาะจอห์นสตัน (Johnston Atoll) ซึ่งเป็นเขตรักษาพันธุ์นกในมหาสมุทรแปซิฟิก หลังถูกคัดค้านจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เนื่องจากอาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อถิ่นที่อยู่นกทะเลหลายสิบสายพันธุ์แผนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Rocket Cargo Vanguard” (RCV) ที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีขนส่งสินค้าด้วยจรวดอย่างรวดเร็วทั่วโลก โดยเล็งใช้เกาะจอห์นสตัน ซึ่งอยู่ห่างจากเกาะฮาวายไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 1,500 กิโลเมตร เป็นจุดทดสอบและลงจอดจรวดเชิงพาณิชย์สูงสุด 10 ครั้งต่อปี อย่างไรก็ตาม องค์กร American Bird Conservancy (ABC) ได้ยื่นคำร้องให้มีการจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับสมบูรณ์ เพื่อประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบนิเวศของเกาะ ซึ่งฟื้นฟูขึ้นมาอย่างต่อเนื่องหลังการถอนกำลังของกองทัพในปี 2004 โดยปัจจุบันมีนกทะเลกลับมาอาศัยอยู่มากกว่า 1.5 ล้านตัวโฆษกกองทัพอากาศสหรัฐฯ ลอเรล ฟอลส์ เปิดเผยว่า USAF จะชะลอการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมไว้ก่อน พร้อมพิจารณาสถานที่อื่น ๆ แทน ซึ่งรวมถึงเกาะคเวเจอเลน (Kwajalein Atoll), มิดเวย์ (Midway) และเวก (Wake) ที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางทหารอยู่แล้ว แม้ในแผนจะไม่ระบุชื่อบริษัท SpaceX โดยตรง แต่เป็นบริษัทเดียวที่มีเทคโนโลยีจรวดระดับเดียวกับที่โครงการต้องการ โดยเฉพาะ Starship ที่ออกแบบมาขนส่งสัมภาระหนักถึง 100 ตัน อย่างไรก็ตาม การทดสอบล่าสุดของ Starship ยังไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากชั้นบนของจรวดถูกทำลายทั้ง 3 ครั้งที่ผ่านมาการยุติแผนใช้เกาะจอห์นสตันจึงนับเป็นความพยายามสมดุลระหว่างความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งจะมีการประกาศท่าทีอย่างเป็นทางการใน Federal Register ต่อไป
TNN ช่อง16 • 8 ก.ค. 68
อ่าน
กองทัพอากาศไทยพัฒนาโดรนพลีชีพ (Kamikaze UAV) สำเร็จสามารถโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำ
วันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา กองทัพอากาศไทยประกาศความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบโดรนพลีชีพ หรือ Kamikaze UAV อากาศยานไร้คนขับรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อพุ่งโจมตีเป้าหมายแบบพลีชีพ โดยสามารถทำลายเป้าหมายในพิสัยปานกลางด้วยหัวรบแรงระเบิดสูง พร้อมค่าความคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 5 เมตร แสดงถึงศักยภาพด้านความแม่นยำระดับสูงในการปฏิบัติการรบยุคใหม่โครงการนี้เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างโรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช กรมสรรพาวุธทหารอากาศ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ (ศวอ.ทอ.) โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาอาวุธปลายเปิดที่ไทยสามารถผลิตและควบคุมได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศกองทัพอากาศไทยประสบความสำเร็จในการทดสอบ “โดรนพลีชีพ” หรือ Kamikaze UAV ที่สามารถพุ่งโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วยค่าคลาดเคลื่อนต่ำกว่า 5 เมตร ความสำเร็จนี้เป็นก้าวสำคัญสู่การผลิตและบรรจุประจำการ เพิ่มศักยภาพการป้องกันประเทศด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาโดยคนไทยเอง เทคโนโลยีเบื้องหลัง Kamikaze UAVKamikaze UAV จัดอยู่ในกลุ่ม “Loitering Munitions” หรืออาวุธโดรนพลีชีพที่สามารถบินวนรอเหนือพื้นที่เป้าหมายก่อนจะพุ่งเข้าชนเมื่อได้รับคำสั่ง การออกแบบเน้นน้ำหนักเบา มีระบบนำวิถีอัตโนมัติผสมผสานกับการควบคุมจากระยะไกล โดยใช้เทคโนโลยีดาวเทียมนำทาง (GNSS) และระบบนำทางเฉพาะของกองทัพอากาศ ควบคู่กับกล้องตรวจจับเป้าหมายแบบ Electro-Optical หรือ Infrared สำหรับการทำงานทั้งกลางวันและกลางคืนนอกจากนี้ยังมีการติดตั้งหัวรบแรงระเบิดสูง (High Explosive) ที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับเป้าหมายแบบต่าง ๆ เช่น รถหุ้มเกราะ ป้อมปืน หรือฐานปฏิบัติการ โดยระยะทำการอยู่ในระดับหลายสิบกิโลเมตร เหมาะสำหรับการโจมตีเป้าหมายที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยตรงอย่างไรก็ตาม ข้อมูลขีดความสามารถของโดรน Kamikaze UAV ที่กองทัพอากาศไทยพัฒนาขึ้นนั้นยังไม่ถูกเปิดเผยออกมามากนัก เนื่องจากเป็นความลับทางด้านการทหาร และอาวุธสงคราม ความสำเร็จในการทดสอบ Kamikaze UAV ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การวางแผนเข้าสู่สายการผลิต และการบรรจุประจำการอย่างเป็นทางการในกองทัพอากาศ ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพของไทยในการปกป้องน่านฟ้าและสกัดกั้นภัยคุกคามสมัยใหม่ โดยเฉพาะในยุคที่สงครามไร้คนขับและอาวุธอัจฉริยะกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของการรบความก้าวหน้าครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความสามารถของนักวิจัยไทยในด้านวิศวกรรมและอากาศยานไร้คนขับ แต่ยังเป็นสัญญาณของยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพึ่งพาตนเองด้านความมั่นคงของประเทศ ท่ามกลางภูมิทัศน์ความมั่นคงโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว">
TNN ช่อง16 • 6 ก.ค. 68
อ่าน
ช่างรถอิตาลี DIY รถยนต์ EV ที่แคบที่สุดในโลก ! ขับได้จริง วิ่งไกลสุด 25 กม./รอบชาร์จ
อันเดรีย มารัซซี (Andrea Marazzi) ช่างรถยนต์และเจ้าของกิจการอู่ซ่อมรถยนต์ในอิตาลี นำเสนอรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ที่ได้จากการดัดแปลงรถยนต์เก่าให้มีขนาดหน้ากว้างแคบที่สุดในโลก และเตรียมยื่นเรื่องจดบันทึกลงสถิติของกินเนส เวิลด์ เรกคอร์ด (Guinness World Record) ในฐานะรถยนต์ที่หน้าแคบที่สุดในโลก (World's narrowest car) ด้วย ข้อมูลรถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีรถคันดังกล่าวมีพื้นฐานโครงสร้างตัวถังมาจากรถยนต์แบรนด์ เฟียต แพนด้า (FIAT Panda) รุ่นปี 1993 ที่ดัดแปลงใหม่ด้วยการขึ้นโครงรถที่มีความกว้างเพียง 50 เซนติเมตร ก่อนใช้ชิ้นส่วนเดิมของตัวรถมาประกอบเข้าด้วยกัน จนกลายเป็นรถแบบที่นั่งเดียว ขับเคลื่อนด้วยระบบมอเตอร์พร้อมติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดเล็ก ความเร็วสูงสุดที่ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งใกล้เคียงกับการปั่นจักรยาน และมีระยะทางวิ่งไกลสุด 25 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จแม้ว่าจะเป็นการดัดแปลง แต่ตัวรถยังมีองค์ประกอบหลักต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เช่น ไฟหน้า ไฟเลี้ยว 2 ข้าง ล้อ 4 ล้อ ซึ่งยังเป็นล้อที่ใช้กับ FIAT Panda ดั้งเดิม ส่วนภายในรถยนต์ EV ประกอบไปด้วยเบาะโดยสารขนาดเล็ก เบรกมือ ก้านเหล็กแทนคันเร่ง พร้อมพวงมาลัยแบบ 3 ก้าน และมีกระจกบังลมด้านหน้าและหน้าต่างรถที่หมุนขึ้น - ลง ด้วยมือ รวมถึงกระจกข้างทั้ง 2 ฝั่งสำหรับสังเกตรอบตัวรถ ที่มารถ EV ที่แคบที่สุดในโลกจากช่างอิตาลีเดิมทีแล้ว FIAT Panda 1993 เป็นรถยนต์ขนาดเล็กแบบ 3 ประตู ทรงแฮชแบ็ก (Hatchback) มีความกว้าง 1494 มิลลิเมตร ซึ่ง Andrea Marazzi ที่เดิมใช้รถยนต์รุ่นนี้ในชีวิตประจำวัน ตัดสินใจดัดแปลงด้วยการย่อตัวรถให้มีขนาดเพียง 50 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ใน 3 ของความกว้างเดิมของตัวรถ โดยตั้งใจที่จะเก็บชิ้นส่วนต่าง ๆ กว่าร้อยละ 99 ของตัวรถคันเดิมเอาไว้ รวมไปถึงหลังคา ประตู และรูปทรงของตัวรถ และใช้เวลากว่า 12 เดือน ในการดัดแปลงจนเสร็จสมบูรณ์ปัจจุบัน Marazzi กำลังอยู่ระหว่างการประสานงานกับ Guinness World Record เพื่อตรวจสอบข้อมูลก่อนเพื่อบันทึกสถิติว่าเป็นรถที่แคบที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม รถยนต์ EV คันนี้ไม่สามารถใช้ขับบนถนนตามกฎหมายของอิตาลีได้ โดยผู้ที่สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับรถสามารถติดตามได้ที่ช่อง @tutti_pazzi_per_marazzi บนแพลตฟอร์ม TikTok, Instagram และ YoutubeView this post on InstagramA post shared by tutti pazzi per marazzi (@tutti_pazzi_per_marazzi)
TNN ช่อง16 • 3 ก.ค. 68
อ่าน
ยูเครนซื้อเครื่องบินฉลาม (Shark) ดัดแปลงติดระบบต่อต้านการทำงานของโดรนรัสเซีย
สำนักข่าว มิลิทานยิ (Militarnyi) ในยูเครนรายงานว่า ทางการยูเครนได้จัดซื้อเครื่องบินเล็กแบบชาร์ค (Shark) จากบริษัท ชาร์คด็อตเอโร (Shark.aero) ในสโลวาเกีย เพื่อติดตั้งเครื่องมือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare: EW) สำหรับต่อต้านโดรนจากฝั่งรัสเซีย ข้อมูลเครื่องบินเล็กสกัดโดรนของยูเครนเครื่องบินเล็กแบบชาร์ค (Shark) จากบริษัท ชาร์คด็อตเอโร (Shark.aero) เป็นเครื่องบินแบบ 1 นักบิน พร้อมที่นั่งในตำแหน่งผู้โดยสารหรือผู้ช่วยนักบินอีก 1 คน มีความยาวลำตัวเครื่อง 6.7 เมตร ปีกยาว 7.9 เมตร สูง 2.5 เมตร น้ำหนักเครื่องบินอยู่ที่ 275 กิโลกรัม รองรับรับน้ำหนักสัมภาระสูงสุด 226 กิโลกรัม เครื่องบินมีตัวเลือกเครื่องยนต์ 2 แบบ แบบหนึ่งจะเป็นของ Rotax ที่ให้กำลัง 100 แรงม้า กับเครื่องยนต์แบบ Shark 600 T กำลัง 126 แรงม้า และความเร็วสูงสุด 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระยะการบินไกลสุด 3,889 กิโลเมตร เพดานการบินสูงสุด 5,500 เมตร โดยใช้ระยะขึ้นบินที่ 190 เมตร อัตราสิ้นเปลืองอยู่ที่ 15 ลิตร/ชั่วโมง สำหรับรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์ Shark 600 T และบินได้ต่อเนื่องสูงสุด 12 ชั่วโมงภายในตัวเครื่องมีอุปกรณ์ช่วยการบินแบบทันสมัยทั้งของยี่ห้อ Dynon avionics หรือ Garmin พร้อมระบบควบคุมทิศทางแบบจอยสติ๊ก (Joystick) ของโฮแทส (HOTAS) ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับที่ใช้ในเครื่องบินขับไล่ F-16 และ F-35 ของสหรัฐอเมริกา และมาพร้อมกับเบาะที่นั่งสปอร์ตที่ขึ้นโครงด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ความสามารถเครื่องบินเล็กสกัดโดรนของยูเครนShark รองรับการบินเผื่อใช้ฝึกสอนสำหรับทหาร หรือนักบินพลเรือน ตลอดจนการบินเพื่อการเดินทาง ความบันเทิง หรือนันทนาการอื่น ๆ ซึ่งในห้องโดยสารยังมีระบบปรับอากาศ และเครื่องผลิตออกซิเจนเพื่อความปลอดภัย แต่จุดเด่นที่สำคัญที่สุดคือความสามารถดัดแปลงได้หลากหลายภารกิจ ซึ่งรวมไปถึงภารกิจต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากปฏิบัติการทางการทหารระหว่างรัสเซียกับยูเครนนั้นเข้มข้นในหลากหลายมิติ รวมถึงปฏิบัติการทางอากาศ ในขณะที่โดรนได้กลายเป็นอากาศยานสำคัญในภารกิจ ยูเครนจึงได้จัดซื้อ Shark เข้ามาเพื่อรับมือกับกลยุทธ์การใช้โดรนของรัสเซียโดย Shark ที่ยูเครนจัดซื้อจะมาพร้อมเครื่องรบกวนสัญญาณโดรนที่ติดตั้งใต้ลำตัวเครื่องบิน มีความสามารถในการปิดกั้นการสื่อสารและการส่งสัญญาณภาพจากโดรนไปยังผู้ควบคุมทางไกล พร้อมกับรองรับการรบกวนสัญญาณระบุตำแหน่งด้วยระบบ GNSS ที่อยู่บนตัวโดรนด้วยเช่นกันทั้งนี้ ระบบต่อต้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์บน Shark มีรัศมีการทำงานอยู่ที่ 4.5 กิโลเมตร เมื่อบินที่ระดับความสูง 1,800 เมตร และทางบริษัทก็เคลมว่าระบบรบกวนจะทำให้การนำทางผิดเพี้ยนไปจากทิศทางจริงได้แม้ว่าจะเป็นโดรนที่มีระบบนำทางในตัวเองก็ตาม แต่ยูเครนไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่จัดซื้อเข้ามาประจำการในปัจจุบันนอกจากนี้ ในหน้าเว็บไซต์ของ Shark.aero ระบุว่า ราคาเครื่องบินแต่ละลำขึ้นอยู่กับการปรับแต่งอุปกรณ์ตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งในปี 2025 มีช่วงราคาอยู่ระหว่างประมาณลำละ 300,000 - 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 100 - 130 ล้านบาทระดับราคาของเครื่องบิน Shark ภาพ: Shark.aero
TNN ช่อง16 • 2 ก.ค. 68
อ่าน
“Ferrari” เผยโฉม “เรือยอช์ต” แข่งขันล้ำยุค ทำงานได้ไม่ต้องใช้เครื่องยนต์
เฟอร์รารี (Ferrari) แบรนด์ผู้ผลิตยานยนต์หรูสัญชาติอิตาลี เปิดตัวเรือยอช์ตรุ่นใหม่ ที่ออกแบบโดยผสมผสานระหว่างลักษณะเรือใบที่ใช้ในการแข่งขัน กับนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่ทำให้เรือแล่นได้ด้วยพลังงานในตัวเอง เรือลำนี้มีชื่อว่า เฟอร์รารี ไฮเปอร์เซลล์ (Ferrari Hypersail) ออกแบบโดยสถาปนิกฝรั่งเศส กีโยม แวร์ดิเยร์ (Guillaume Verdier) เพื่อให้เป็นต้นแบบเรือแข่งขัน โครงสร้างของเรือเป็นแบบโมโนฮอล (monohull) หรือเรือที่มีตัวเรือแบบลำเดียว ขนาดประมาณ 30 เมตร มีความสูงของใบเรืออยู่ที่ประมาณ 40 เมตร และความกว้างของใบเรืออยู่ที่ประมาณ 20 เมตรบริษัทเผยว่าตัวเรือจะไม่มีการติดตั้งเครื่องยนต์สันดาปภายใน และพลังงานทั้งหมดที่จำเป็นในการใช้ควบคุมระบบการเคลื่อนที่ของเรือ คอมพิวเตอร์รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ จะเป็นพลังงานที่สร้างขึ้นในขณะที่เรือแล่นอยู่ โดยใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด ทั้งจากระบบพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมนอกจากเรื่องพลังงานแล้ว ในแง่ของการขับเคลื่อน เรือยอช์ตจะแล่นโดยใช้ระบบควบคุมที่พัฒนาจากความเชี่ยวชาญขอบริษัทในภาคยานยนต์ โดยใช้กระบวนการคำนวณอากาศพลศาสตร์ และโครงสร้างที่ออกแบบมาเพื่อให้แล่นข้ามมหาสมุทรเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยไม่ต้องแวะพักระหว่างทาง และไม่ต้องได้รับการสนับสนุนจากภายนอก นอกจากนี้เรือ เฟอร์รารี ไฮเปอร์เซลล์ (Ferrari Hypersail) ยังจะกลายเป็นแพลตฟอร์มสำหรับการทดสอบเทคโนโลยีใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากการพัฒนาไฮเปอร์คาร์ (Hypercar) ของบริษัท เพื่อให้เป็นเรือยอช์ตสำหรับการแข่งนอกชายฝั่ง ที่แสดงให้เห็นถึงความอึดและความทนทานสูงสุดเรือลำนี้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ของเฟอร์รารีในการนำเสนอประสิทธิภาพสูงสุดควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันเรือยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างในอิตาลี มีกำหนดเปิดตัวในปี 2026 ก่อนเข้าสู่การทดสอบในทะเลครั้งแรก">
TNN ช่อง16 • 1 ก.ค. 68
อ่าน
"เครื่องบินไฮบริดไฟฟ้า" Cassio 330 เบา เงียบ ประหยัด เพื่อการเดินทางที่ยั่งยืน
VoltAeroเปิดตัว VoltAero Cassio 330 เครื่องบินโดยสารประจำภูมิภาคแบบไฮบริดไฟฟ้า 5 ที่นั่งรุ่นผลิตจริง ที่งาน Paris Air Showเมื่อวันที่ 16 ถึง 22 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยนำเสนอการออกแบบที่ล้ำสมัย ได้รับการออกแบบมาเพื่อการดำเนินงานที่มีต้นทุนต่ำ และเป็นไปตามข้อกำหนดการรับรองมาตรฐานทางเทคนิคจาก European Union Aviation Safety Agency (EASA CS23)ของยุโรปในฐานะเครื่องบินประเภทเครื่องยนต์เดี่ยวสำหรับการบินทั่วไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับการเดินทางของผู้โดยสารในภูมิภาค การขนส่งสินค้า การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินทางการแพทย์ และบริการแท็กซี่ทางอากาศ หรือการเช่าแบบเหมาลำ VoltAero Cassio 330VoltAero Cassio 330 เป็นเครื่องบินขนาดเล็กแบบไฮบริด–ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับการโดยสาร 4 ถึง 5 ที่นั่ง มีลำตัวเพรียวบาง เหมือนแคปซูลหยดน้ำ มีสัดส่วนความยาวต่อหน้าตัดสูง เพื่อความลู่ลม ปีกล่างตรงไม่มีส่วนปลายปีกของเครื่องบินที่เป็นแบบพับขึ้น (Winglets) รองรับมอเตอร์ หรือเครื่องยนต์พร้อมใบพัด ที่วางไว้ด้านหลังของเครื่องบิน โดยให้ใบพัด ผลักเครื่องบินไปข้างหน้า แทนที่จะ “ดึง” แบบที่ใช้ในการวางมอเตอร์ปกติ (Pusher) ในส่วนด้านท้ายการออกแบบCassio 330มีการออกแบบที่เอื้อต่อการใช้งานจริง โดยปีกของเครื่องบินได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้สามารถใช้รันเวย์ที่มีความยาวไม่เกิน 550 เมตร นอกจากนี้ มอเตอร์ไฟฟ้ายังช่วยลดระดับเสียงในระหว่างการบินลงเหลือเพียง 4เดซิเบล และแทบจะเงียบสนิทในขณะเคลื่อนที่บนพื้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อชุมชนโดยรอบสนามบินอีกการปรับปรุงที่สำคัญคือส่วนหางของเครื่องบิน ที่เปลี่ยนจากหางคู่ของรุ่นต้นแบบมาเป็นหางแบบ T-tail เพื่อลดความเสี่ยงต่อความเสียหายของโครงสร้างในกรณีที่เกิดข้อผิดพลาดกับใบพัด ภายในห้องโดยสารมีขนาดพื้นที่กว้างขวางมากกว่าเครื่องบินขนาดเล็กที่มีความสูงและความกว้างในระดับเดียวกัน และส่วนหน้าเป็นห้องนักบินแบบกระจกเต็มรูปแบบพร้อมระบบอิเล็กทรอนิกส์การบิน (Avidyne avionics) และจอแสดงผลแบบควอนตัม (Quantum) ขนาด 14 นิ้ว ซึ่งออกแบบมาเพื่อการปฏิบัติงานโดยนักบินเพียงคนเดียวเทคโนโลยีขับเคลื่อนไฮบริดของ VoltAero Cassio 330จุดเด่นของ Cassio 330 คือระบบขับเคลื่อนไฮบริดไฟฟ้าขนาด 440 แรงม้าสุทธิ (bhp) หรือ 330 กิโลวัตต์ ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้า Safran ENGINeUS สองตัวติดตั้งอยู่ด้านหลังลำตัวเครื่องบิน มีเครื่องยนต์ Kawasaki สี่สูบที่เป็นระบบเครื่องยนต์ความร้อนเสริม สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเต็มรูปแบบในระหว่างการเคลื่อนที่บนพื้น การไต่ระดับ และการลงจอด และมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปที่จะทำหน้าที่ชาร์จแบตเตอรี่ในระหว่างการบินด้วยความเร็วคงที่เพื่อเพิ่มระยะการบินอีกทั้ง Cassio 330 ได้รับการติดตั้งระบบแบตเตอรี่คู่และขดลวดสเตเตอร์สองช่องในมอเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องบินยังคงสามารถทำงานได้บางส่วนในกรณีฉุกเฉินได้ทั้งนี้ Cassio 330 มีความเร็วในการบินประมาณ 200 นอต หรือ 370 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สามารถบินด้วยไฟฟ้าเต็มรูปแบบได้ไกล 110 ไมล์ทะเล หรือ 200 กิโลเมตร และเพิ่มเป็น 650 ไมล์ทะเล 1,204กิโลเมตรในโหมดไฮบริด การเปิดตัว Cassio 330 ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ VoltAero ในการนำเสนอโซลูชันการเดินทางทางอากาศที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนโฉมการเดินทางในระดับภูมิภาคในอนาคต ทั้งนี้ VoltAero คาดว่าจะสามารถผลิตเครื่องบิน Cassio 330 ได้ถึง 150 ลำต่อปี
TNN ช่อง16 • 30 มิ.ย. 68
อ่าน
วิศวกรอิตาลีพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ติดเจ็ตแพ็ค "iRonCub3" บินได้จริงครั้งแรก
ทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งอิตาลี (Istituto Italiano di Tecnologia – IIT) ประสบความสำเร็จในการพัฒนา “iRonCub3” หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่สามารถบินขึ้นและลอยตัวได้อย่างมั่นคงเป็นครั้งแรก โดยได้รับแรงบันดาลใจจากซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดัง โทนี่ สตาร์ก หรือ Iron Manหุ่นยนต์รุ่นนี้พัฒนาต่อยอดจาก “iCub” หุ่นยนต์สองขาคล้ายมนุษย์ที่ใช้ในการศึกษาปัญญาประดิษฐ์ของ IIT โดย iRonCub3 ได้รับการติดตั้งหัวฉีดพลังไอพ่นไว้ที่หลังและแขน เพื่อให้สามารถบินได้ด้วยแรงขับสูงสุดถึง 1,000 นิวตัน ขณะที่อุณหภูมิไอเสียพุ่งสูงถึง 800 องศาเซลเซียสหัวหน้าทีมวิจัย ดานิเอเล ปุชชิ (Daniele Pucci) เผยว่า “โครงการนี้แตกต่างจากหุ่นยนต์ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เราต้องออกแบบระบบควบคุมใหม่ทั้งหมดที่สามารถประมวลผลแบบเรียลไทม์ได้ทั้งไดนามิกส์ของร่างกายและกังหันเจ็ต ซึ่งมีอุณหภูมิและความเร็วใกล้เคียงเสียง"> iRonCub3 ถูกออกแบบให้ทนทานต่อแรงและความร้อนด้วยแกนไททาเนียมและปลอกกันความร้อนแบบใหม่ พร้อมอุปกรณ์เซ็นเซอร์ขั้นสูง ทั้งเซ็นเซอร์วัดแรง-แรงบิด กล้องวัดความลึก และระบบควบคุมอัตโนมัติแบบหลายระดับ ซึ่งช่วยให้หุ่นยนต์รักษาสมดุลระหว่างบินหรือเปลี่ยนท่าทางได้อย่างมีเสถียรภาพนอกจากการทดสอบในอุโมงค์ลมและการจำลองสถานการณ์ในห้องทดลอง ทีมวิจัยยังได้เริ่มการบินจริงในพื้นที่ปิดภายในสถาบัน และวางแผนขยายพื้นที่ทดสอบร่วมกับสนามบินเจนัวเพื่อรองรับการพัฒนาระยะต่อไป เป้าหมายระยะยาวของโครงการคือการสร้างหุ่นยนต์กู้ภัยที่สามารถบินไปยังพื้นที่เกิดภัยพิบัติ เข้าถึงพื้นที่อันตรายเพื่อส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่แบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่เคลื่อนที่ภาคพื้น เช่น ข้ามสิ่งกีดขวาง เปิดประตู และเดินบนบันไดแม้การบินของ iRonCub3 ในขณะนี้ยังจำกัดอยู่ในระยะสั้น แต่ความก้าวหน้าในการควบคุมด้วย AI และระบบอากาศพลศาสตร์แบบเรียลไทม์ ได้แสดงให้เห็นว่าหุ่นยนต์บินได้อาจไม่ใช่เรื่องของอนาคตที่ห่างไกลอีกต่อไป
TNN ช่อง16 • 25 มิ.ย. 68
อ่าน
Nvidia จับมือ Foxconn เตรียมนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์เข้าสู่สายการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ที่โรงงานใหม่ในฮูสตัน
20 มิถุนายนที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานข้อมูลจากแหล่งข่าววงในเปิดเผยว่าบริษัท Nvidia ผู้ผลิตชิปยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ และบริษัท Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่จากไต้หวัน กำลังเจรจาเพื่อนำหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์มาใช้งานในโรงงานแห่งใหม่ของ Foxconn ในนครฮูสตัน รัฐเท็กซัส เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI ของ Nvidiaหากแผนนี้เดินหน้า จะนับเป็นครั้งแรกที่ผลิตภัณฑ์ของ Nvidia ถูกประกอบขึ้นโดยใช้หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนมนุษย์ และยังถือเป็นโรงงานแห่งแรกของ Foxconn ที่นำหุ่นยนต์ลักษณะนี้มาใช้งานจริงในสายการผลิตแหล่งข่าวระบุว่า หุ่นยนต์เหล่านี้อาจสามารถหยิบวางวัตถุ ประกอบชิ้นส่วน และเชื่อมต่อสายเคเบิลได้ โดยทาง Foxconn ได้เริ่มทดลองใช้งานร่วมกับหุ่นยนต์จากบริษัท UBTech ของจีน รวมถึงอยู่ระหว่างการพัฒนาหุ่นยนต์ของตนเองสองรุ่น หนึ่งรุ่นมีขาสำหรับเดิน และอีกรุ่นติดล้อเคลื่อนที่อัตโนมัติ (AMR) ซึ่งมีต้นทุนที่ถูกกว่า โดยคาดว่าจะมีการเปิดตัวในงานสัมมนาด้านเทคโนโลยีของบริษัทช่วงเดือนพฤศจิกายน สำหรับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จากบริษัท UBTech ของจีน มีด้วยกันหลายรุ่น แต่รุ่นล่าสุด คือ Walker S1 เปิดตัวในปี 2024 มีลักษณะเป็นหุ่นยนต์สองขาความสูงราว 1.7 เมตร ติดตั้งเซนเซอร์และระบบ AI สำหรับเดิน เคลื่อนไหว และหยิบจับวัตถุอย่างแม่นยำปัจจุบันหุ่นยนต์ Walker S1 กำลังเตรียมถูกนำไปทดสอบใช้งานจริงในโรงงานของ Foxconn และผู้ผลิตรถยนต์ในจีน เพื่อรองรับการทำงานอัตโนมัติในสายการผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าหุ่นยนต์รุ่นที่จะถูกใช้งานในโรงงานที่สหรัฐอเมริกาจะเป็นหุ่นยนต์ Walker S1 หรือไม่โรงงานในฮูสตัน สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างโรงงานใกล้แล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการติดตั้งหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์โดยเฉพาะ ด้วยพื้นที่ขนาดใหญ่และเป็นโรงงานใหม่ทั้งหมด จึงเหมาะกับการนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ และมีแผนจะเริ่มเดินสายการผลิตเซิร์ฟเวอร์ AI รุ่น GB300 ของ Nvidia ภายในไตรมาสแรกของปี 2026ทั้ง Foxconn และ Nvidia ยังไม่ให้ความเห็นต่อประเด็นนี้อย่างเป็นทางการ การเคลื่อนไหวครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ เจนเซ่น หวง ซีอีโอของ Nvidia ที่เคยคาดการณ์ว่า หุ่นยนต์คล้ายมนุษย์จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลายภายใน 5 ปี โดย Nvidia เองก็ได้จัดหาแพลตฟอร์มให้กับบริษัทพัฒนาหุ่นยนต์ทั่วโลก เช่น Tesla ที่พัฒนาหุ่นยนต์ Optimus รวมถึง Mercedes-Benz และ BMW ที่เริ่มทดลองใช้งานในสายการผลิตแล้วขณะเดียวกัน จีนก็เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เช่นกัน โดยเชื่อว่าจะเข้ามาทดแทนแรงงานในโรงงานจำนวนมากในอนาคตอันใกล้
TNN ช่อง16 • 22 มิ.ย. 68
อ่าน
ยานบินไฮเปอร์โซนิก มัค 5 จากอเมริกา อัปเกรดเครื่องยนต์ให้กลับมาใช้ซ้ำได้ดีขึ้น สั่งเพิ่มทีเดียว 16 ตัว
บริษัท สตราโตลอนช์ (Stratolaunch) ในสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกใช้เครื่องยนต์รุ่น Hadley H13 จากเออร์ซา เมเจอร์ (Ursa Major) บริษัทผู้ผลิตเครื่องยนต์จรวดชื่อดังในสหรัฐฯ เพื่อติดตั้งกับยานบินรุ่นไร้คนขับแทลอน-เอทู (Talon-A2) ในการทำการบินด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 5 มัค หรือมากกว่า 6,175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ยังสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ สเปกยานบินไฮเปอร์โซนิกจากสหรัฐฯแทลอน-เอทู (Talon-A2) เป็นยานบินแบบไร้คนขับแบบอัตโนมัติที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ออกตัวด้วยการถูกทิ้งลงมาจากร็อก (Roc) เครื่องบินปล่อยตัว (Luancher) แบบลำตัวคู่ ที่ระดับความสูงกว่า 20,000-35,000 ฟุต หรือ 6-10.7 กิโลเมตร จากนั้นจะติดเครื่องยนต์แฮดลีย์ (Hadley) ของ Ursa Major เพื่อทะยานออกไปโดยเครื่องยนต์ Hadley เป็นเครื่องยนต์สันดาปแบบแบ่งชั้นเผาไหม้ด้วยออกซิเจน (oxygen-rich staged combustion engine) แรงขับ (Thrust) 6,500 ปอนด์ฟุต (lbf) หรือประมาณ 29 กิโลนิวตัน (kN) รองรับการปรับทิศทางแรงขับดัน (Thrust vector control) รวมถึงปรับแต่งเครื่องยนต์ได้อย่างอิสระเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจหรือยานพาหนะที่ใช้ ภาพรวมการพัฒนายานบินไฮเปอร์โซนิกจากสหรัฐฯและเนื่องจาก Hadley เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับแรงขับ จึงทำให้เครื่องยนต์นี้เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์ที่มีต้นทุนทำ และสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในภารกิจขนส่งด้วยอากาศยาน โดยสร้างความเร็วสูงสุดมากกว่า 5 มัค หรือมากกว่า 6,175 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับยานบิน Talon-A2ทั้งนี้ หลังจาก Stratolaunch ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินยานบินไร้คนขับแทลอน-เอทู (Talon-A2) ความเร็วเหนือเสียงในการบินและกู้คืนเพื่อใช้ซ้ำได้ เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ทางบริษัทได้ตัดสินใจสั่งซื้อและปรับปรุงเครื่องยนต์เป็นรุ่น Hadley อีก 16 ตัว มูลค่ารวม 32.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,080 ล้านบาท เมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา">
TNN ช่อง16 • 21 มิ.ย. 68
อ่าน
ระบบขีปนาวุธ "อิหร่าน" ปะทะ ระบบป้องกันภัยทางอากาศ "อิสราเอล" !
จากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นของทั้งสองประเทศ "อิหร่าน" และ "อิสราเอล" หนึ่งสิ่งที่หลายคนจับตาคือ ระบบต่อต้านภัยทางอากาศของอิสราเอล กับขีปนาวุธของอิหร่าน ที่กำลังมีบทบาทสำคัญ TNN Tech จึงขอพาคุณผู้อ่านมาเจาะลึกภาพรวมของระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอล และระบบขีปนาวุธที่คาดว่าอิหร่านใช้ในปฏิบัติการทางทหารในปัจจุบัน สรุปสถานการณ์ด้านการทหารอิหร่าน - อิสราเอลสถานการณ์โดยสังเขประหว่างวันที่ 13 - 16 มิถุนายน จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ส (Reuters) รวมถึงบีบีซี (BBC) และอัลจาซีรา (Al Jazera) นั้นรายงานในทิศทางเดียวกันว่าอิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางอากาศ นำโดยฝูงเครื่องบินขับไล่ F-35I ซึ่งเป็นรุ่นพิเศษของอิสราเอล เข้าโจมตีสถานที่เป้าหมายในอิหร่าน โดยอ้างว่าสามารถทำลายเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน รวมไปถึงฐานยิงจรวด และศูนย์พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านด้านอิหร่านในช่วงเวลาเดียวกัน ก็ตอบโต้อิสราเอลด้วยการยิงขีปนาวุธกว่า 150 ลูก และโดรนสังหารกว่า 100 ลำ มายังพื้นที่เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ โดยสร้างความเสียหายต่อฐานทัพ โรงกลั่นน้ำมัน และศูนย์วิจัย รวมถึงอาคารบ้านเรือนและสำนักงานพาณิชย์จำนวนหนึ่ง แต่ทางอิสราเอลอ้างว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการปฏิบัติการทางการทหารแต่อย่างใดขีปนาวุธอิหร่านทั้งนี้ สำนักข่าวเอบีซี นิวส์ (ABC News) ของออสเตรเลีย วิเคราะห์ว่าฝั่งอิหร่านใช้ขีปนาวุธเข้ามาโจมตีอิสราเอลจากทางอากาศด้วยกัน 3 รุ่น ได้แก่อิมาด (Emad) ขีปนาวุธพิสัยกลาง (medium-range ballistic missile) น้ำหนักหัวระเบิด 750 กิโลกรัม พิสัยการยิง 1,700 กิโลกรัม ใช้หัวจรวดแบบใหม่ที่จะจุดชนวนเหนือเป้าหมายได้กาดร์ (Ghadr-110) เป็นขีปนาวุธพิสัยกลางที่มีระยะยิงสูงสุด 2,000 กิโลเมตร นำ้หนักหัวรบสูงสุด 1 ตัน ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย โดยทั้ง 2 รุ่นนี้มีความเร็วไม่เกิน 3 มัค หรือประมาณ 3,700 กิโลเมตรต่อชั่วโมงฟาตาร์-1 (Fattah-1) เป็นขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพิสัยกลาง (Hypersonic medium-range ballistic missile) บรรจุหัวรบ 450 กิโลกรัม มีระยะการยิง 1,400 กิโลเมตร แต่มีความเร็วสูงสุดถึง 15 มัค หรือมากกว่า 18,500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบป้องกันภัยทางอากาศอิสราเอลทั้งนี้ ABC News รายงานว่า อิสราเอลป้องกันจรวดทั้ง 3 แบบที่คาดว่าอิหร่านใช้ ด้วยจรวดจากเครื่องบินขับไล่ รวมถึงระบบป้องกันภัยทางอากาศต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เป็นการทำงานของระบบ Iron Dome ที่มีชื่อเสียงทั้งหมดแต่อย่างใด เนื่องจาก Iron Dome ออกแบบมาเพื่อสกัดจรวดระยะใกล้และปืนใหญ่เป็นหลัก โดยระบบสำคัญที่ใช้ในการรับมือขีปนาวุธ โดยเฉพาะขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงจากอิหร่านคือระบบที่เรียกว่า Arrow 3โดย Arrow 3 เป็นจรวดต่อต้านขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงพัฒนาโดยบริษัท Israel Aerospace Industries (IAI) ร่วมกับโบอิง (Boeing) ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะถูกยิงขึ้นไปเพื่อสกัดตั้งแต่อยู่นอกชั้นบรรยากาศ มีเพดานการยิงสูงเกินกว่า 100 กิโลเมตร และยิงได้ไกลสุด 2,400 กิโลเมตร มีความเร็วในย่าน Hypersonic หรือระหว่าง 5 - 10 มัค หรือประมาณ 6,000 - 12,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าเร็วเท่าไหร่แต่นอกจากระบบของอิสราเอลเองแล้ว ในพื้นที่ยังมีการติดตั้งระบบต่อต้านขีปนาวุธแบบ MM-104 Patriot ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการยิงจรวดไปทำลายขีปนาวุธซึ่งมีวิถีการยิงกลับเข้ามายังชั้นบรรยากาศก่อนถึงเป้าหมาย (ระยะ Re-entry) โดย MM-104 Patriot มีระยะการยิงที่ 200 กิโลเมตร แต่มีเพดานการยิงสูงถึง 150 กิโลเมตร และมีจรวดที่ยิงด้วยความเร็วสูงสุดมากกว่า 8.2 มัค หรือประมาณ 10,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
TNN ช่อง16 • 17 มิ.ย. 68
อ่าน
นาวิกโยธินสหรัฐฯ 700 นาย ถึงลอสแอนเจลิสแล้วรอรับคำสั่งพร้อมประจำการ
แหล่งข่าวกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าขณะนี้ ทหารจากหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ 700 นาย ได้เดินทางถึงนครลอสแอนเจลิส ในรัฐแคลิฟอร์เนียแล้ว และจะเข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ หรือ National Guard ประมาณ 2,100 คน ที่ได้เข้าประจำการในพื้นที่ก่อนหน้านี้ เพื่อควบคุมเหตุประท้วงตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แม้ว่าทางฝั่ง แกวิน นิมซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ให้ยุติการส่งเจ้าหน้าที่ทหารลงพื้นที่ในนครลอสแอนเจลิสกองบัญชาการภาคเหนือ หรือ Northern Command ระบุว่านาวิกโยธินจะเข้าร่วมกับกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิแบบ ‘ไร้รอยต่อ’ เพื่อปกป้องบุคคลากรและทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง โดยที่นาวิกโยธินเหล่านี้ได้รับการฝึกมาอย่างดีเยี่ยม ทั้งด้านการลดความรุนแรง ควบคุมฝูงชน รวมไปถึงลำดับขั้นตอนการใช้กำลังกับผู้ประท้วง แต่ยืนยันว่านาวิกโยธินไม่มีอำนาจในการจับกุมตัว ซึ่งในขณะนี้นาวิกโยธินได้ตั้งแคมป์อยู่ในบริเวณชายหาดซีลบีช (Seal Beach Area) ห่างจากตัวเมืองลอสแอนเจลิสประมาณ 50 กิโลเมตร รอคำสั่งเฉพาะสำหรับเข้าปฏิบัติการในทันที ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ขึ้นกล่าวกับสภาคองเกรสว่าค่าใช้จ่ายโดยประมาณในการส่งทหารจากกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิและหน่วยนาวิกโยธินไปยังลอสแอนเจลิสนั้นสูงถึง 134 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,300 ล้านบาท ซึ่งมีหลายฝ่ายมองว่าเป็นการใช้กำลังเกินความจำเป็น และอาจทำให้สถานการณ์ประท้วงบานปลาย
TNN ช่อง16 • 11 มิ.ย. 68
ดูเพิ่มเติม