รีเซต

ผลการค้นหา “#Enduroหน้าฝน” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
Funnel Runners เกม Survival เตรียมให้ชวนเพื่อนมาเอาชีวิตรอดหนีทอร์นาโด 16 กรกฎาคมนี้ บน Steam
อ่าน

Funnel Runners เกม Survival เตรียมให้ชวนเพื่อนมาเอาชีวิตรอดหนีทอร์นาโด 16 กรกฎาคมนี้ บน Steam

หาเพื่อนรอเลย! Funnel Runners เกม Survival แบบ Co-op กับเพื่อน 7 คน ที่จะให้เราออกค้นหาอะไหล่ ซ่อมรถตู้ และหนีเอาชีวิตรอดจากพายุทอร์นาโดที่กำลังคืบคลานเข้ามา ไม่อย่างงั้นทุกอย่างจะถูกกลืนกินไปจนหมด... โดยตัวเกมจะวางจำหน่ายแบบ Early Access บน Steam วันที่ 16 กรกฎาคมนี้!Funnel Runners Trailer Ver.2ยินดีต้อนรับสู่ Funnel Runners ที่ซึ่งคุณจะได้ออกปฏิบัติงานภาคสนามเป็นครั้งแรกร่วมกับ APEX Storm Monitoring Services พายุทอร์นาโดระดับ F5 ที่มีความรุนแรงขั้นสุดกำลังคืบคลานเข้ามา และเรากำลังหวังพึ่งคุณ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ค้นหาข้อมูลที่จำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ เอาชีวิตรอดกลับมาให้ได้จากภารกิจธรรมดากลับกลายเป็นการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอย่างรวดเร็ว เมืองที่เคยมีชีวิตชีวากำลังถูกกลืนกินด้วยพายุอันบ้าคลั่งและทอร์นาโดที่ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตึกรามบ้านช่องพังทลายลงมา และพื้นที่ปลอดภัยก็ค่อย ๆ หายไปต่อหน้าต่อตา รีบหาของเท่าที่หาได้ ปรับตัวตามสถานการณ์ แล้วร่วมมือกับเพื่อน ๆ เพื่อหนีออกไปให้ทันก่อนที่พายุจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างระบบพายุที่แปรปรวนและทวีคูณความรุนแรงอยู่ตลอดเวลาสภาพอากาศคือศัตรูตัวฉกาจที่สุดของคุณที่นี่ พายุและทอร์นาโดจะสุ่มเกิด ค่อย ๆ ทวีความรุนแรงขึ้น และฉีกทำลายแผนที่ทั้งหมดจนเป็นชิ้น ๆตึกรามบ้านช่องจะพังทลายลงทีละชิ้นส่วน และของต่าง ๆ จะไม่สามารถหาได้อีกในพื้นที่ที่ถูกทำลายไปแล้วคุณต้องปรับตัวให้ไว และระวังอย่าให้โดนลมพัดปลิวไปล่ะ เพราะคุณอาจจะไม่ได้กลับมาอีกเลยการเอาชีวิตรอดแบบ First-Personในภารกิจนี้ คุณสามารถเล่นกับเพื่อนได้อีก 7 คน หรือจะลุยเดี่ยวก็ได้ แบ่งอุปกรณ์กันใช้ แยกย้ายกันไปสำรวจพื้นที่ให้ทั่ว รวบรวมข้อมูลและไอเทมที่จำเป็นเพื่อซ่อมรถตู้ให้เสร็จก่อนที่สถานการณ์จะเลวร้ายลงด้วยกราฟิกที่สมจริงและมุมมองแบบ First-Person จะทำให้คุณได้สัมผัสทุกแรงลม เสียงไซเรนที่ดังแว่วมาแต่ไกล และเศษซากปรักหักพังที่ร่วงหล่นลงมาออกสำรวจเมือง - หลบหนีออกค้นหาชิ้นส่วนรถยนต์ เชื้อเพลิง และเครื่องมือต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายอยู่ตามเมืองที่กำลังพังทลายไอเทมเหล่านี้จะช่วยให้คุณซ่อมรถตู้และเอาชีวิตรอดจากพายุได้ การเล่นในแต่ละรอบจะมีการสุ่มทั้งสภาพแวดล้อม สภาพอากาศ ไอเทม รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ของตัวรถที่จะต้องแก้ไข ทำให้การเล่นในทุก ๆ รอบจะไม่มีทางซ้ำเลยWishlist เกม Funnel Runners ได้ที่

6 รองเท้า สำหรับหน้าฝน ใส่ลุยฝนได้ แต่ยังชิค ฝนตก น้ำท่วมก็ไม่มีพัง!
อ่าน

6 รองเท้า สำหรับหน้าฝน ใส่ลุยฝนได้ แต่ยังชิค ฝนตก น้ำท่วมก็ไม่มีพัง!

ปัญหารองเท้าชุ่มน้ำในวันฝนตกจะหมดไป ถ้าสาวๆ มี รองเท้าสำหรับหน้าฝน ติดบ้านไว้! หน้าฝนแบบนี้ปัญหารองเท้าเฉอะแฉะ รองเท้าเปียก เป็นปัญหาที่น่าปวดหัวที่สุดเลยว่าไหมคะสาวๆ แถมเจอฝนหนักๆ ก็ทำเอารองเท้าพังจนต้องจำใจโยนทิ้งอีกต่างหาก แต่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปแน่นอนค่ะ ถ้าทุกคนมีรองเท้าที่สามารถใส่ลุยน้ำลุยฝนได้ ติดบ้านไว้ ซึ่งรองเท้าที่ใส่ลุยน้ำได้แต่ยังสวยชิคอยู่ก็มีหลากหลายแบรนด์ให้เลือกซื้อกันค่ะ โดยวันนี้เราก็มีมาแนะนำถึง 6 คู่ด้วยกัน เป็นรองเท้าที่ใส่แล้วยังสวยชิค พร้อมออกจากบ้านในวันฝนตกแน่นอนค่า รองเท้า สำหรับหน้าฝน ใส่ลุยฝนได้สบาย Teva Hurricane XLT2 Sandals สำหรับคู่นี้ก็เป็นรองเท้าแตะสไตล์สปอร์ตรุ่นดังจากแบรนด์ Teva นั่นเองค่ะ รองเท้าจากแบรนด์นี้บอกเลยว่าเบาสบายมากๆ โดยเค้าใช้วัสดุ EVA foam มาบุเป็นพื้นรองเท้าเพื่อความนุ่มสบายในการสวมใส่ ส่วนพื้นด้านล่างเป็นยางขรุขระกันลื่น เหมาะสำหรับหน้าฝนสุดๆ นอกจากนี้ตัวรองเท้ายังแห้งเร็ว จะเปียกน้ำเปียกฝนแค่ไหนก็สบายใจได้เลย! ราคา 2,790 บาท ลูกค้าทรูใช้ 0 ทรูพอยท์รับส่วนลด 10% ที่ Teva สำหรับสินค้าที่ร่วมรายการ KEEN UNEEK สำหรับรองเท้าแตะรัดส้นจากแบรนด์ KEEN ก็เรียกได้ว่าฮอตฮิตสุดๆ ! ซึ่งเป็นรองเท้าที่สายเดินป่าหยิบมาใส่กันมากเลยล่ะค่ะ เพราะนอกจากจะเป็นรองเท้าที่ใส่สบาย น้ำหนักเบา เปียกน้ำก็ได้แล้ว ดีไซน์ของเค้ายังมีความเป็นแฟชั่น สามารถหยิบมาแมทช์กับการแต่งตัวได้หลายสไตล์เลย และที่น่าสนใจอีกอย่างก็คือรองเท้าแบรนด์นี้เค้าผลิตด้วยหุ่นยนต์ ที่มีศักยภาพความแม่นยำสูง ตัวเชือกและตัวรองเท้าที่ออกแบบมาบอกเลยว่าเป็นนวัตกรรมที่เจ๋งสุดๆ ราคา 3,950 บาท HolsterGlimmer Jelly Sandals สำหรับรองเท้าที่แม้จะเปียกน้ำแค่ไหนก็ไม่หวั่น ก็ต้องยกให้ Holster อีกหนึ่งแบรนด์ค่ะ ซึ่งความชิคของรองเท้าแบรนด์นี้ไม่เพียงแต่ใส่เดินลุยน้ำได้สบายๆ แต่เค้ายังมีดีไซน์ที่ทันสมัย เหมาะจะหยิบมาใส่ในวันอื่นๆ อีกด้วย โดยรองเท้าส่วนใหญ่ของแบรนด์นี้จะมีการตกแต่งด้วยคริสตัลเม็ดกลมๆ ค่ะ ซึ่งหากหลุดหายไปก็สามารถนำไปส่งซ่อมได้ (แต่ต้องจ่ายเงินนะ!) และรุ่นที่ขายดีที่สุดและชิคสุดๆ ก็คือรุ่น Glimmer นั่นเองจ้า ราคา 2,490 บาท Havaianas Freedom Sandals รองเท้าแตะรัดส้นที่สามารถหยิบมาใส่เดินลุยน้ำได้แบบไม่ต้องกังวล ก็ต้องยกให้แบรนด์ Havaianas เค้าเลยค่ะ ซึ่งสำหรับรุ่น Freedom ก็เป็นรองเท้ารัดส้นที่หยิบมาใส่ได้ง่าย มีสายรัดในรูปแบบของตัว T พร้อมกับสายคาดด้านหลังที่สามารถปรับได้ เป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่ก็ยังสวยงามค่ะ จะใส่เดินริมทะเล หรือใส่ในช่วงหน้าฝน ก็บอกเลยว่าไม่ต้องกลัวพังแถมใส่สบายมากจริงๆ ! ราคา 890 บาท JUJU BABE Jelly Shoes ใครที่ชอบรองเท้าพลาสติกที่ดีไซน์น่ารักๆ ต้องไม่พลาดแบรนด์นี้เลยค่า ซึ่งรองเท้า JUJU Footwear เค้าก็เป็นแบรนด์รองเท้าสัญชาติอังกฤษค่ะ ซึ่งรุ่นที่ฮอตฮิตและน่ารักจนใจเจ็บ ก็ต้องยกให้รุ่น 'BABE' ที่มีเอกลักษณ์อยู่ที่ส้นรองเท้าที่มีความหนา และสีสันที่สดใสตามคอนเซ็ปต์ลูกอมโทนสีพาสเทลนั่นเอง! โดยรองเท้าจากแบรนด์นี้นอกจากจะใสเดินลุยน้ำได้แบบสวยๆ แล้ว วัสดุของเค้ายังสามารถรีไซเคิลได้อีกด้วยนะ! ราคาประมาณ 1,400 บาท F-TROUPE K106 Bathing Shoes เป็นรองเท้าสัญชาติอังกฤษอีกหนึ่งแบรนด์ที่เหมาะกับหน้าฝนเช่นกันค่ะ สำหรับ F-TROUPE โดยรองเท้าแบรนด์นี้เค้าก็ได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าว่ายน้ำสไตล์วิคตอเรียนนั่นเอง ตัวรองเท้าของเค้าจะเป็นเหมือนรองเท้าผ้าใบแต่ทำจากพลาสติก จึงสามารถหยิบมาใส่ในชีวิตประจำวันได้เลยค่ะ ไม่จำเป็นแค่วันฝนตกเท่านั้น! โดยรุ่นK106 ก็เป็นรุ่นคลาสสิก ที่มีสีสันให้เลือกเพียบ มีติดบ้านไว้ยังไงก็ดี! ราคา 2,100 บาท ส่องรองเท้าหน้าฝน คู่อื่นๆ พร้อมพิกัด ที่นี่เลย! บทความที่คุณอาจสนใจ 7 รองเท้าแตะสุดฮิต สายชิลต้องมีติดบ้าน ใส่ออกนอกบ้านก็ยังดูดี 5 รองเท้ารุ่นฮิต 2021 สายแฟต้องมี สวยเก๋ ฮิตหนัก ไม่ตกเทรนด์ ราคาปัง!

มัดรวม รองเท้าใส่เที่ยว เดินป่า ปีนเขา Hiking ยี่ห้อไหนดี สายลุยห้ามพลาด
อ่าน

มัดรวม รองเท้าใส่เที่ยว เดินป่า ปีนเขา Hiking ยี่ห้อไหนดี สายลุยห้ามพลาด

ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงรักการแบกเป้ลุย เดินป่า ปีนเขา หรือ เดินทางแนวแอดเวนเจอร์ รองเท้าคือหนึ่งในไอเทมที่ห้ามมองข้ามเลยค่ะ เพราะ รองเท้าดีๆ จะช่วยให้ทุกย่างก้าวมั่นคง ปลอดภัย และไม่เจ็บเท้าจนหมดสนุก เราก็เลยรวมแบรนด์ รองเท้าใส่เที่ยว เดินป่า ปีนเขา Hiking ที่ขึ้นชื่อทั้งเรื่องคุณภาพ ความทนทาน และดีไซน์เท่ๆ มาให้เลือกแบบเน้นๆ เดินป่าในไทย เดินป่าต่างประเทศ ก็พร้อมลุย ใครกำลังเล็งหา รองเท้าคู่ใจสำหรับทริปลุยป่า ปีนเขา บอกเลยว่าไม่ควรพลาด! รองเท้าเดินป่า รองเท้าปีนเขา Hiking รองเท้าใส่เที่ยว ยี่ห้อไหนดีที่นักเดินทางใช้แล้วคุ้มสุด! 1. adidas adidas รุ่น Terrex AX4 GORE-TEX คือ รองเท้าเดินป่า ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักผจญภัยทุกสาย ไม่ว่าจะต้องลุยเส้นทางราบ พื้นหิน ลานโคลน หรือปีนเขาสูง ด้วยดีไซน์ที่เน้นความเบาแต่ยังคงความแข็งแรงและมั่นคง ให้ความรู้สึกกระชับทุกก้าวเดิน ซับในรองเท้าผลิตจากวัสดุ GORE-TEX ที่ขึ้นชื่อเรื่อง การกันน้ำ ช่วยปกป้องเท้าจากความชื้นได้ดีแม้ต้องลุยฝนหรือข้ามลำธาร พร้อมกับคุณสมบัติการระบายอากาศที่ทำให้เท้าไม่อับ รู้สึกแห้งสบายตลอดการใช้งาน พื้นรองเท้าชั้นล่างผลิตจาก ยาง Continental ซึ่งให้การยึดเกาะยอดเยี่ยม ทั้งบนพื้นแห้งและเปียก เพิ่มความมั่นใจในทุกก้าวแม้ต้องเดินบนท่อนไม้เปียกหรือทางเทรลขรุขระ อีกหนึ่งจุดเด่นที่สายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องชอบคือ อัปเปอร์ของรองเท้าทำจาก วัสดุรีไซเคิลอย่างน้อย 50% สะท้อนแนวคิดของ adidas ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก และช่วยลดปัญหาขยะพลาสติก นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ยังมีคุณสมบัติทนต่อการสึกหรอ เหมาะกับการใช้งานบนเส้นทางที่สมบุกสมบัน adidas รุ่นนี้เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์ทั้งในด้านฟังก์ชัน ความทนทาน และความใส่ใจสิ่งแวดล้อม เหมาะสำหรับคนที่อยากมีคู่ใจไว้ลุยทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะในป่าลึกหรือยอดเขาสูงก็เอาอยู่แน่นอนค่ะ ✨ราคา 4,250 บาท ============== 2. On Running ถ้าใครกำลังมองหา รองเท้าเดินป่า คู่ใหม่ที่ใส่แล้ว นุ่มสบาย เดินไกลก็ไม่เมื่อย แถมกันน้ำได้ด้วย ต้องบอกเลยว่า On Running รุ่น Cloudhorizon Waterproof เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก เพราะตัวรองเท้าออกแบบมาเพื่อคนชอบลุยโดยเฉพาะ จุดเด่นที่สุดของรุ่นนี้คือ การรองรับแรงกระแทก ที่เรียกได้ว่าดีที่สุดของแบรนด์เลย ด้วยเทคโนโลยี CloudTec Phase ที่ช่วยให้ทุกย่างก้าวนุ่มนวล ไม่เจ็บส้น ไม่ปวดฝ่าเท้า จะเดินขึ้นเขาหรือลงทางชันก็ยังรู้สึกมั่นคง พื้นรองเท้าด้านล่างใช้ ยาง Missiongrip ซึ่งช่วยให้ยึดเกาะได้ดีทั้งบนพื้นแห้งและเปียก หมดกังวลเรื่องลื่นในวันที่ฝนตกหรือเจอทางดินโคลน ส่วนด้านบนก็ไม่ธรรมดา เพราะมาพร้อม เมมเบรนกันน้ำ ที่ช่วยกันฝนซึมเข้าไปในรองเท้าได้ ถึงจะเปียกข้างนอกแต่ข้างในยังแห้งใส่เดินต่อได้ค่ะ ความนุ่มของรองเท้ารุ่นนี้ต้องยกเครดิตให้ Superfoam Helion ที่ช่วย ซัพพอร์ตเท้า ได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเดินไกลแค่ไหนก็ยังรู้สึกสบาย ผ้าตาข่ายที่ใช้ก็ทั้งนุ่มและยืดหยุ่น ใส่แล้วกระชับกำลังดี ไม่รัดจนเจ็บ ที่สำคัญคือรุ่นนี้ยังใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม โดยใช้วัสดุ โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลถึงประมาณ 86% ถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำหรับคนที่อยากเลือกรองเท้าดีๆ และยังช่วยลดขยะไปในตัวด้วย คนที่อยากได้รองเท้าเดินป่าที่ครบเครื่อง ทั้งเรื่องความสบาย ความทนทาน การยึดเกาะ กันน้ำ และยังดูดี ใส่ได้ทั้งลุยธรรมชาติและเดินเล่นในเมืองแบบไม่ขัดเขิน แนะนำรองเท้ารุ่นนี้เลย! ✨ ราคา 7,800 บาท ============== 3. MERRELL ถ้าพูดถึงรองเท้าเดินป่าที่ทั้งอึด ถึก ทน และใส่สบายสุดๆ ต้องมีชื่อ MERRELL Moab Speed 2 ติดลิสต์แน่นอน รุ่นนี้เป็นเวอร์ชันอัปเกรดล่าสุดจากตระกูล Moab ที่สายเดินป่ารู้จักกันดี โดยยังคงพื้นฐานความเชี่ยวชาญของ Merrell เอาไว้ครบ แต่ใส่นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาแบบจัดเต็ม ทำให้รองเท้าคู่นี้พร้อมลุยไปกับคุณทุกเส้นทาง อัปเปอร์ใช้ไนลอน Ripstop ผสมกับ TPU ที่ทั้งเบาและทน ไม่ขาดง่าย จะเดินในป่า ผ่านพุ่มไม้ หรือโดนหินเฉี่ยวก็ไม่หวั่น ตัวลิ้นรองเท้าออกแบบมาเพื่อกันฝุ่น กันเศษดินเข้าไปในรองเท้า ใส่แล้วมั่นใจว่าข้างในจะยังสะอาดและสบายอยู่ตลอด ส่วนตรงหัวรองเท้าและส้นเท้าก็เสริมด้วยวัสดุที่ทนต่อแรงกระแทกและรอยขีดข่วน จะใส่เข้าป่า เดินลุยเขา หรือเดินในที่ขรุขระก็อุ่นใจ สวมใส่ง่ายด้วยห่วงคล้องตรงส้นและลิ้นรองเท้า จะจับดึงหรือแขวนไว้กับคาราบิเนอร์ก็สะดวก ใครที่กังวลเรื่องกลิ่นก็ไม่ต้องห่วง เพราะเคลือบด้วย Cleansport NXT ที่ช่วยควบคุมกลิ่นตามธรรมชาติ ใส่ทั้งวันเหงื่อออกแค่ไหนก็ยังมั่นใจได้ว่ารองเท้าไม่เหม็นอับ ใต้เท้ามีเทคโนโลยี FlexPlate ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรง ลดการบิดตัวของรองเท้า เดินแล้วมั่นคงไม่โยก พร้อมความยืดหยุ่นบริเวณปลายเท้าที่ช่วยให้ก้าวได้อย่างเป็นธรรมชาติ พื้นกลางใช้ โฟม FloatPro ที่เบา นุ่ม ใส่แล้วรู้สึกสบาย จะเดินไกลแค่ไหนก็ไม่ล้าเร็ว รองเท้ารุ่นนี้เรียกได้ว่าทำมาเพื่อสายลุยตัวจริง ทั้งสบาย แข็งแรง ยึดเกาะดี ใส่ลุยป่าหรือเดินทางไกลก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แถมดีไซน์ยังดูเท่ ใส่เที่ยวในเมืองก็ยังได้อีกต่างหากค่ะ! ✨ ราคา 3,843 บาท ============== 4. ASOLO ASOLO Space GV เป็น รองเท้าเดินป่า ที่ทั้งเบาและพร้อมลุย แบบสุดๆ รุ่นนี้ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทั้งความสบาย ความทน และการใช้งานในทุกสภาพอากาศ จุดเด่นของรุ่นนี้คือ ส่วนบนของรองเท้าที่เป็น วัสดุกันน้ำแบบชิ้นเดียว ไม่มีรอยต่อเยอะๆ ให้กังวลเรื่องน้ำซึม ด้านในซับด้วย Gore-Tex Extended Comfort ที่ขึ้นชื่อเรื่อง การกันน้ำ และระบายอากาศ ได้ดีมาก ไม่ว่าจะเดินลุยฝน หรือลากเดินกลางแดด ก็ไม่รู้สึกอับชื้น ใส่แล้วเท้าแห้งสบายตลอดวัน พื้นรองเท้าชั้นกลางใช้ โฟม EVA แบบโมโน ที่หนานุ่ม ช่วยซัพพอร์ตเท้าได้ดี ไม่ว่าจะเดินไกลแค่ไหนก็ไม่รู้สึกเมื่อยง่าย ส่วนพื้นล่างใช้ ยาง Megagrip ที่เกาะพื้นได้ดีสุดๆ ไม่ว่าจะพื้นเปียก หินลื่น หรือทางดินขรุขระก็มั่นใจได้ในทุกก้าว และอีกจุดที่น่าสนใจคือดีไซน์ของพื้นรองเท้าที่ออกแบบมาให้ทำความสะอาดตัวเองได้ระหว่างเดิน หมายความว่าเวลาเดินผ่านโคลนหรือดินเลน พื้นจะไม่อุดตันง่าย ช่วยให้ไม่หนักเท้า เดินต่อได้สบายๆ เหมาะมากสำหรับคนที่ต้องการรองเท้าเดินป่าคู่ใจที่ใส่แล้วคล่องตัว กันน้ำได้ดี เกาะพื้นแน่น และพร้อมรับมือกับสภาพภูมิประเทศหลากหลายแบบ ถ้าชอบแนวเท่ๆ ทนๆ และอยากได้รองเท้าที่จบครบในคู่เดียว ASOLO Space GV คือคู่ที่ควรลองเลย! ✨ ราคา 4,900 บาท ============== 5. The North Face ถ้ากำลังมองหา รองเท้าเดินป่าที่ครบเครื่อง ทั้งกันน้ำ ระบายอากาศดี ใส่สบาย และยังมั่นคงทุกก้าวเดิน รุ่น VECTIV Exploris 2 Mid FUTURELIGHT แบรนด์ The North Face คือหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ เลยค่ะ เริ่มจากส่วนบนของรองเท้า รุ่นนี้ใช้เมมเบรน FUTURELIGHT ที่ขึ้นชื่อเรื่อง กันน้ำและระบายอากาศได้ดี เท้าไม่อับชื้นแม้เจอฝนหรือเหงื่อเยอะๆ แถมยังใช้แผ่นรองทรงแบบ D-width รุ่นใหม่ ที่ออกแบบให้รองรับรูปเท้าได้หลายแบบมากขึ้น ไม่บีบรัด ส่วนพื้นกลางมาพร้อมเทคโนโลยี VECTIV 2.0 ที่ออกแบบให้มีทรงโค้ง ช่วยให้ทุกก้าวที่เดินส่งแรงไปข้างหน้าได้ดี ไม่เมื่อยง่าย พื้นตรงส้นกับหน้าเท้ามีการแยกโครงสร้าง ช่วยเพิ่มความมั่นคง แถมยังใส่ แผ่น TPU มาให้ ช่วยลดการบิดของเท้าอีกด้วย ส่วนฐานรองเท้าก็มีความกว้างขึ้นก็เพิ่มความมั่นคงให้มากกว่าเดิม เหมาะกับเส้นทางที่หลากหลาย โดยเฉพาะเวลาเดินในที่ขรุขระหรือขึ้นลงเขา พื้นรองเท้าชั้นนอกทำจาก ยาง Surface CTRL พร้อมปุ่มยางที่ออกแบบใหม่ให้เกาะพื้นได้ดี และยังทนต่อการสึกหรอได้ ใครที่เดินบ่อย ใช้งานหนักๆ รับรองว่าไม่สึกเร็ว รองเท้ารุ่นนี้เรียกได้ว่า ตอบโจทย์สายลุย ที่ต้องการรองเท้าเดินป่าที่พร้อมลุยทุกสภาพอากาศ ใส่แล้วเดินไกลได้แบบไม่ต้องกลัวเมื่อยหรือเท้าพลิกเลยค่ะ ✨ ราคา 6,505 บาท ============== 6. PEAK มาต่อกันที่ รองเท้าใส่เที่ยว เดินป่า ปีนเขา Hiking อย่าง PEAK รุ่น Advanture Outdoor E11841G คู่นี้ตอบโจทย์สายลุยที่อยากได้รองเท้าใส่สบายและทนทานไปพร้อมกัน ด้านบนทำจากวัสดุ Peak Net ซึ่งเป็นเส้นใยพิเศษของทาง Peak เอง ช่วยระบายอากาศได้ดี ใส่เดินไกลๆ เท้าไม่อับหรือร้อนจนเกินไป แผ่นรองด้านในใช้เทคโนโลยี IPEVA ที่ให้ความนุ่ม และรองรับแรงกระแทกได้ดี แถมยังถอดออกมาทำความสะอาดได้ง่าย สบายใจเรื่องความสะอาดไปเลย ส่วนพื้นด้านนอกใช้วัสดุ MD-Rubber ที่หนาและแข็งแรงกว่ารองเท้าทั่วไป พร้อมกับนวัตกรรม Easy Flex ที่ ช่วยให้พื้นรองเท้ายืดหยุ่นตามการเคลื่อนไหวของเท้า ลดการบิดของเท้าที่อาจทำให้บาดเจ็บ ทำให้เดินบนพื้นขรุขระได้มั่นใจและไม่เมื่อยง่ายค่ะ รองเท้า PEAK รุ่นนี้เหมาะมากสำหรับคนที่ชอบเดินป่า ปีนเขา หรือเที่ยวสายแอดเวนเจอร์ เพราะให้ความสบายและความทนทานในคู่เดียว ถ้าอยากได้รองเท้าคู่ใจที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง ลองดูรองเท้าคู่นี้เลย! ✨ ราคา 1,654 บาท ============== 7. SALOMON รองเท้าใส่เที่ยว เดินป่า ปีนเขา Hiking SALOMON รุ่น X ULTRA 360 EDGE MID Gore Tex ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจสุดๆ ตัวรองเท้าส่วนบนใช้ วัสดุรีไซเคิลเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แถมยัง ช่วยระบายอากาศได้ดี ทำให้เท้ารู้สึกสบายไม่อับชื้นแม้เจอสภาพอากาศเปียกชื้น เพราะมีชั้น GORE-TEX ที่กันน้ำและกันลมได้แบบเต็มที่ จะลุยฝนหรือลุยโคลนก็ไม่หวั่นค่ะ พื้นรองเท้าใช้เทคโนโลยี All Terrain Contagrip ที่ออกแบบมาให้เกาะพื้นได้ดีในทุกสภาพผิว ไม่ว่าจะเป็นพื้นเปียก พื้นแห้ง พื้นแข็ง หรือพื้นหลวม ก็มั่นใจได้ว่าไม่ลื่นล้มง่ายๆ อีกหนึ่งจุดเด่นคือชิ้นส่วนเสริม Advanced Chassis ที่ฝังอยู่ในพื้นรองเท้า ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านข้าง ป้องกันการบิดข้อเท้าได้ดี ทำให้เดินบนเส้นทางขรุขระได้มั่นใจมากขึ้น แถมยังช่วยให้เท้ายืดหยุ่นและเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ไม่รู้สึกติดขัด ถือเป็นรองเท้าสายลุยที่ออกแบบมาให้ตอบโจทย์ทุกความต้องการของคนรักการผจญภัย เหมาะกับคนที่อยากได้ความสบาย ความมั่นคง และกันน้ำในคู่เดียว ใครที่ชอบเดินป่า ปีนเขา หรือทริปเที่ยวธรรมชาติ ต้องมีไว้เลยค่ะ ✨ ราคา 7,790 บาท ============== 8. COLUMBIA ปิดท้ายกันที่ รองเท้าใส่เที่ยว ที่เดินได้ไกลแบบสบายๆ ทั้งเส้นทางเปียก เส้นทางขรุขระ หรือแม้แต่ถนนในเมืองที่ลื่นๆ รองเท้า COLUMBIA รุ่น Newton Wander นี่แหละตอบโจทย์สุดๆ ด้วยดีไซน์หนังกลับที่ดูคลาสสิก แต่แฝงด้วยฟีเจอร์กันน้ำแบบจัดเต็ม ทำให้ไม่ต้องกลัวเปียกเวลาเจอฝนหรือทางลื่นๆ ตัวฮาร์ดแวร์โลหะก็ดูทนทานสุดๆ ใส่แล้วมั่นใจได้เลยว่าคงทนใช้งานได้ยาวๆ แถมยังมี ระบบระบายอากาศ Omni-Tech ก็ดีมาก เพราะช่วยให้ อากาศถ่ายเทดี ไม่อับชื้น ใส่เดินนานๆ เท้าก็ไม่อึดอัด ส่วนเทคโนโลยี Omni-MAX รองรับแรงกระแทก ได้เป็นอย่างดี ทำให้ เดินได้สบายไม่เมื่อย พื้นรองเท้าชั้นกลาง TechLite ก็ช่วยลดแรงกระแทกได้ดี และยังมีน้ำหนักเบา ไม่ทำให้รู้สึกหนักเท้า ส่วนพื้นชั้นนอก Omni-Grip ก็เป็นยางแบบไม่ทิ้งรอย แถมลายดอกยางออกแบบมาให้ยึดเกาะได้ดีในทุกพื้นผิว จะลุยป่า เดินเขา หรือเดินในเมืองก็มั่นใจสุดๆ เรียกได้ว่าเป็นรองเท้าใส่เที่ยวได้ครบจบในคู่เดียว ทั้งสวย คลาสสิก กันน้ำ แถมยังสบายเดินไกลๆ ได้สบายใจ ไม่ว่าจะลุยทางไหนก็เอาอยู่! ✨ ราคา 3,592 บาท ============== รองเท้าใส่เที่ยว ที่น่าสนใจอื่นๆ แนะนำ รองเท้าใส่เที่ยว ผู้ชาย เดินเยอะ เที่ยวต่างประเทศ 2568 ที่สายเดินควรลงทุน ป้ายยา รองเท้าใส่เที่ยว หน้าฝน ยี่ห้อไหนดี ไม่ต้องกลัวเปียก สายลุยต้องมี 5 รองเท้าใส่เที่ยว ราคาถูก งบ 2,000 นิดๆ รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อไหนดี ใส่สบาย ไม่เมื่อยขา

มัดรวม 7 รองเท้าผ้าใบ สีขาว 2569 ใส่เที่ยว เดินนานๆ ทริปต่างประเทศ ก็ยังไหว!
อ่าน

มัดรวม 7 รองเท้าผ้าใบ สีขาว 2569 ใส่เที่ยว เดินนานๆ ทริปต่างประเทศ ก็ยังไหว!

ไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากเสื้อผ้าตามสภาพอากาศแล้ว สิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กันคือ รองเท้า ใส่สบาย สำหรับ เดินเยอะ เดินนานๆ ยืนนานๆ ให้เราได้เที่ยวอย่างไม่สะดุด รองเท้าดี ไม่เมื่อยเท้า ไม่ปวดขา เราเลย มัดรวม รองเท้าผ้าใบ สีขาว ยอดนิยม ใส่สบายๆ เดินนานๆ เป็นหมื่นก้าวก็ยังได้ แถมสวยเก๋ ไปเที่ยวที่ไหนก็แมทช์ได้ทุกลุค มาดูกันว่า รุ่นไหนบ้าง ควรจัดในทริปนี้! รองเท้าผ้าใบ สีขาว รุ่นไหนดีเที่ยวต่างประเทศ รองเท้าผ้าใบใส่สบายๆ วิธีเลือกรองเท้าผ้าใบ ใส่เดินเยอะ สิ่งที่สำคัญในการเลือกซื้อรองเท้า สำหรับทริปเที่ยว ไม่ว่าจะเป็น เที่ยวต่างประเทศ หรือ เที่ยวที่ไหนๆ ก็ต้องเน้นเป็น รองเท้าที่มีน้ำหนักเบา และ ยืดหยุ่น เพราะน้ำหนักของรองเท้ามีผลต่อความสบายในการเดินของเราค่ะอีกทั้ง พื้นรองเท้า ก็ควรที่จะมี Arch Support หรือ แผ่นรองรับฝ่าเท้า เพื่อลดแรงกดเวลาเดิน และช่วยรองรับแรงกระแทกได้ จึงควรเลือกรองเท้ารุ่นที่ออกแบบมาเพื่อการเดินระยะไกลนั่นเอง 1. Asics Gel-Nimbus 27 สายเที่ยวหลายคนที่ยกให้ Asics Gel 1130 เป็นรองเท้าใส่สบาย ทริปไหนๆ ก็เอาอยู่แล้วล่ะก็ วันนี้เราขอมาอัปเดตความนุ่มคูณสองไปเลยกับ Asics Gel-Nimbus 27 รุ่นใหม่ นี้ค่ะ ที่ให้สัมผัสนุ่มเป็นพิเศษ และการลดแรงกระแทกดุจปุยเมฆ จะเดินระยะไกลแค่ไหน เดินนานแค่ไหน ก็ไม่ผิดหวังแน่นอน Asics Gel-Nimbus 27 มาพร้อมกับสุดยอดการกันกระแทก FF BLAST PLUS ECO* โฟมคุชชั่นที่มีสแตคความสูงมากกว่าที่เคย เพื่อความสบายขั้นสูงสุด และเทคโนโลยี PureGEL ที่จะมาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการดูดซับแรงกระแทก และเพิ่มความนุ่มในทุกย่างก้าว อัปเปอร์น้ำหนักเบา ระบายอากาศได้ดี โดดเด่นด้วยลิ้นรองเท้าผ้าถักที่ให้ความยิดหยุ่นสูงอีกด้วย ราคา 6,500 บาท รับส่วนลด 10% Asics ================ 2. Skechers Slip-ins: GOwalk 7 - Mia หนึ่งในใจของสายเที่ยวต้องนึกถึง Skechers แน่นอน และยิ่งเป็น Slip-ins: GOwalk 7 - Mia ที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม น้ำหนักเบา มีสไตล์ และยังออกแบบมาเพื่อการเดินโดยเฉพาะค่ะ คู่นี้ถูกใจสาวๆ แน่นอน เพราะนอกจากสีขาวสวยตัดกับชมพูสดใส ยังออกแบบด้วย Heel Pillow สุดพิเศษ โดดเด่นด้วยอัปเปอร์ผ้าตาข่ายถักยืด พื้นรองเท้าชั้นใน Skechers Air-Cooled Memory Foam ช่วยให้พื้นรองเท้าชั้นในมีความนุ่มสบาย ลดแรงกระแทกด้วย ULTRA GO น้ำหนักเบา และเทคโนโลยี Hyper Pillar Technology ที่ให้การเด้งกลับสูงเพื่อการรองรับเพิ่มเติมอีกด้วย ราคา 3,290 บาท ============== 3. HOKA Bondi 9 HOKA Bondi 9 เป็นอีกหนึ่งรุ่นของ รองเท้าผ้าใบ ใส่สบาย เดินเที่ยวได้นานๆ ไม่เมื่อยเท้า ไม่ปวดขา ที่สายเที่ยวต้องมีไว้สักคู่ เสริมความนุ่มขั้นสุดด้วยโฟม Super Critical EVA เพิ่มความหนา 2 มม. เพื่อรองรับการกระแทก และเพิ่มเติมจากรุ่น Bondi 8 ด้วยการปรับโฉมส้นแบบใหม่ เพื่อความกระชับและสบายยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีหน้าผ้า Knit ยืดหยุ่นและกระชับ รองรับทุกการเคลื่อนไหว ซึ่งทำจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล 55% มาพร้อมจุดสะท้อนแสงบนตัวรองเท้า 3D molded collar และยังมีเทคโนโลยี Smooth MetaRocker ให้เดินได้อย่างไหลลื่น ล็อคกระชับเท้าด้วย Active Foot Frame ราคา 6,990 บาท รับส่วนลด 10% HOKA ============== 4. Nike Lunar Roam จัดเต็มในทุกไลฟ์สไตล์ท่องเที่ยวด้วยความดีดเด้งของ Nike Lunar Roam รองเท้าผ้าใบ ใส่สบายๆ เดินเที่ยวได้ทั้งวัน ด้วยวัสดุที่โปร่งเบาจับคู่กับจับคู่กับเชือก Magwire ที่รองรับได้ดี พื้นรองเท้าชั้นกลางที่หนานุ่มเป็นพิเศษเพื่อความสบายแบบผ่อนคลาย ใส่ไปได้ทุกที่ ทุกฤดูกาล ระบายอากาศดีเยี่ยม แถมยังดูเก๋ และเท่ไม่เหมือนใคร ราคา 5,700 บาท ============== 5. Lacoste Storm 96 2K Lite ไปกันต่อที่ รองเท้าผ้าใบ Lacoste รุ่น Storm 96 2K Lite เป็นรองเท้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ หน้ารองเท้าทำจากผ้าตาข่าย ระบายอากาศได้ดี และเก๋สุดๆ ด้วยโลโก้ปักรูปจระเข้ สำหรับพื้นรองเท้ารุ่นนี้เป็น EVA เพื่อความสบาย และรองรับแรงกระแทก อีกทั้งพื้นรองเท้าทำจากยางมีเท็กซ์เจอร์ และยึดเกาะสูง ดีไซน์โดดเด่น ไม่ซ้ำใครแบบนี้ ทริปหน้าต้องจัดแล้ว! ราคา 3,990 บาท ============== 6. Onitsuka Tiger Delecity Onitsuka Tiger Delecity รองเท้าผ้าใบ ส้นหนา ของ Onitsuka Tiger ในสไตล์ที่ร่วมสมัย โดยได้แรงบันดาลใจจากรองเท้าบาสเกตบอลในยุค 1950 ขณะที่ด้านนอกได้รับการออกแบบใหม่โดยอ้างอิงจากรองเท้ารุ่นเทนนิสในยุค 1980 ทำให้ได้ลุคที่มีสไตล์ และหลากหลายในการสวมใส่ และแม้จะส้นหนาๆ แบบนี้ แต่ ใส่สบาย ไม่หนักเท้า และด้วย OrthoLite insole ช่วยรองรับแรงกระแทกได้อย่างดี แม้จะเดินระยะยาวๆ ก็ยังรู้สึกสบายอยู่ค่ะ รุ่นนี้จึงเหมาะสำหรับหลายโอกาส จะใส่เที่ยว ใส่เดินในชีวิตประจำวัน ก็ให้ความสบาย และยังมีสไตล์อีกด้วย ราคา 8,000 บาท ============== 7. On Cloud 6 Coast On Cloud 6 Coast รองเท้าผ้าใบ ใส่เดินเยอะๆ ก็ไม่หวั่น ที่ดีไซน์มาเพื่อเป็น Travel Shoe ตอบโจทย์ในทุกสภาพอากาศ แถมความพิเศษเฉพาะที่มีในรุ่น Coast เท่านั้น มีน้ำหนักเบาขึ้น ส้นของรองเท้าสามารถเหยียบได้ไม่เสียทรง มาพร้อม Speedboard Midsole ให้การป้องกันแรงกระแทกสูงสุดอีกด้วยค่ะ ใส่เดินเที่ยวทั้งวันก็ชิลๆ ราคา 6,600 บาท ============== รองเท้าใส่เที่ยวต่างประเทศ ที่น่าสนใจอื่นๆ 7 รองเท้า ใส่สบาย เดินนานๆ เที่ยวต่างประเทศ ไม่เมื่อยขา ยี่ห้อไหนดี 6 รองเท้าผ้าใบ ใส่สบาย เดินเยอะ เที่ยวต่างประเทศ ไม่เมื่อยเท้า ไม่ปวดขา ยี่ห้อไหนดี 5 รองเท้าแตะ นุ่มๆ กันน้ำ กันลื่น ยี่ห้อไหนดี เล่นน้ำสงกรานต์ เที่ยวทะเล ต้องจัด!

Don’t Starve Elsewhere เกมใหม่จากซีรีส์ Don’t Starve ประกาศเตรียมลง PC
อ่าน

Don’t Starve Elsewhere เกมใหม่จากซีรีส์ Don’t Starve ประกาศเตรียมลง PC

สาวกซีรีส์ Don’t Starve เตรียมเฮ! เมื่อล่าสุดนั้นทาง Klei ก็ได้ประกาศเปิดตัว Don’t Starve Elsewhere เกมตัวใหม่ล่าสุดของซีรีส์เกมเอาตัวรอดสุดโด่งดังอย่าง Don’t Starve โดยตัวเกมนั้นมีกำหนดจะลงให้กับ PC ผ่าน Steam ทั้งนี้กำหนดการวางจำหน่ายตัวเกมนั้นยังไม่มีการเปิดเผยในตอนนี้Don’t Starve ElsewhereDon’t Starve Elsewhere กลับมาอีกครั้งในประสบการณ์ใหม่!เอาชีวิตรอดไปในโลกที่ทั้งแปลกประหลาดและโหดร้ายแต่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ มอนสเตอร์ และปริศนา โดยมีเพียงไหวพริบของคุณเท่านั้นที่จะเป็นอาวุธคู่กัน (หรือไม่ก็อะไรก็ตามที่คุณพอจะหาได้)รวมกลุ่มกับเพื่อนหรือจะลุยเดี่ยวในขณะที่ออกสำรวจไปในสถาพแวดล้อมใหม่ซึ่งมากไปด้วยอันตราย ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด สร้างฐานที่มั่น และรวบรวมทรัพยากร แต่จงจำไว้ว่า อย่าตก อย่าอยู่ในหมอกนานเกินไป และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ อย่าอดตาย!สัมผัสประสบการณ์เหนือชั้นเอาชีวิตรอดไปในดินแดนรกร้างที่หลากระดับ ปีนป่ายไปบนยอดเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ว่ายน้ำข้ามแม่น้ำที่เชี่ยวกรากและทะเลที่ปั่นป่วน และดำดิ่งไปในถ้ำลึกที่เต็มไปด้วยความคดเคี้ยวสำรวจไบโอมใหม่ ๆ ออกสำรวจไบโอมใหม่ที่แสนอันตรายแต่เต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่า ในโลกที่ได้รับการสร้างสุ่มขึ้นมาใหม่ มอบประสบการณ์การเล่นที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละรอบการเล่นสภาพอากาศและบทลงโทษสำรวจไบโอมใหม่ ๆ ที่มีสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัว เช่น พายุฝนที่โหมดกระหน่ำในป่า redwood เตรียมตัวของคุณให้พร้อมสำหรับการเดินทางสุดหนาวเหน็บในพื้นที่สูง และต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่ประจำถิ่นหลงทางในหมอกหมอกหนาทึบที่คืบคลานปกคลุมไปทั่วภูมิประเทศ และพร้อมมอบคำสาปให้กับทุกสรรพสิ่งที่ได้สัมผัส คุณเลือกจะวิ่งหนี หรือจะเสี่ยงที่จะสูญเสียสติสัมปชัญญะในการสำรวจความลับของมัน?ใครที่สนใจนั้นก็สามารถเข้าไปดูและ Wishlist กันได้ที่ลิงก์ด้านล่างแปลและเรียบเรียงจาก : gematsu

8 เต็นท์ ยี่ห้อไหนดี 2026 สายแคมป์ปิ้งต้องมี พกพาง่าย ลุยได้ทุกสภาพอากาศ
อ่าน

8 เต็นท์ ยี่ห้อไหนดี 2026 สายแคมป์ปิ้งต้องมี พกพาง่าย ลุยได้ทุกสภาพอากาศ

สำหรับสาย แคมป์ปิ้ง ที่อยากออกไปใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติ การมี เต็นท์ ดีๆ สักหลังช่วยให้ทริปสนุก และสบายขึ้นอีกหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็น ทริปเดินป่า ขึ้นเขา หรือกางเต็นท์ชิลๆ ริมลำธาร เราเลยคัดมาให้แบบเน้นๆ กับ 8 เต็นท์ ยี่ห้อไหนดี 2026 สายแคมป์ปิ้ง ที่ควรมีติดทริป ตอบโจทย์ทั้งความคุ้มค่า น้ำหนักเบา พกพาง่าย และใช้งานได้จริงในทุกสภาพอากาศ ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือสายลุย ก็เลือกใช้ได้แบบไม่ผิดหวัง จะมีรุ่นไหนน่าใช้บ้าง ไปดูกันเลย เทคนิคตั้งแคมป์ กางเต็นท์ แคมป์ปิ้ง สำหรับมือใหม่ How to Camping 101 เต็นท์ ยี่ห้อไหนดี 2026 สายแคมป์ปิ้งทนทาน กางง่าย ใช้ได้หลายทริป 1. เต็นท์ The North Face Wawona 4 Tent จะไปตั้งแคมป์ทั้งที เต็นท์ดีๆ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ เราขอแนะนำเต็นท์ของ The North Face รุ่น Wawona 4 เป็น เต็นท์ขนาด 4 คน ด้วยพื้นที่กว้างและเพดานสูง ทำให้ยืนหรือนั่งบนเก้าอี้ข้างในได้สบาย ตัวเต็นท์ทำมาจาก ผ้าโพลีเอสเตอร์ Taffeta เคลือบกันน้ำแบบไม่ใช้สาร PFC โครงสร้างของเต็นท์เป็นผนังสองชั้นแบบไฮบริด พร้อม ประตูตาข่ายด้านหน้า ช่วยให้ระบายอากาศได้ดี แถมยังกางง่ายเพราะมีการทำรหัสสีบนเสาและขอบผ้า ส่วนเสาก็ใช้ ชุดเสา DAC MX ที่แข็งแรงแต่น้ำหนัก และยังมีช่องเก็บของภายในมากมาย เหมาะกับทุกทริปแคมป์ปิ้งที่ต้องการความสะดวกสบายมากๆ เลยค่ะ น้ำหนัก : 6.62 กก. ขนาด : 244 x 221 x 173 ซม. ราคา : 14,157 บาท =============== 2. เต็นท์ Naturehike Village 13 Ridge Automatic Tent Naturehike Village 13 Ridge Automatic Tent เป็นเต็นท์ที่เหมาะมากสำหรับครอบครัว หรือแก๊งค์เพื่อนสายแคมป์ เพราะกางง่ายด้วยเสาอัตโนมัติแบบชิ้นเดียว แค่ดึงก็พร้อมพักผ่อนแล้ว เต็นท์ชั้นนอกทำจากวัสดุ 150D TiBLACK Oxford Fabric ภายในกว้างขวาง รองรับได้ถึง 8 คน แถมยังกันแดดได้ดีมากๆ ด้วย เทคโนโลยี TiBLACK บล็อกรังสี UV 99.9% และยัง กันน้ำได้ดี ด้วยการเคลือบ PU2000 พร้อมหน้าต่างตาข่าย 5 ด้าน และ Vestibule ที่ช่วยระบายอากาศและเพิ่มพื้นที่เก็บของ ทำให้ทุกทริปสนุกและสบายมากยิ่งขึ้นค่ะ น้ำหนัก : 23.8 กก. ขนาด : 395 x 270 x 183 ซม. ราคา : 17,275 บาท =============== 3. เต็นท์ DOD Mendako Tent ถ้าคุณกำลังมองหา เต็นท์นอนคนเดียว ที่เบา กะทัดรัด และสะดวกต่อการแบกเป้ เต็นท์ DOD รุ่น Mendako ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ ค่ะ ด้วยดีไซน์น่ารักคล้ายปลาหมึกเมนดาโกะ และใช้วัสดุ ผ้าโพลีเอสเตอร์ 75D เคลือบ PU กันน้ำ กัน UV และกันแสง ทำให้หมดกังวลเรื่องแดดหรือฝน แถมยังมีช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ด้านหลัง และเพดาน ทำให้ภายในเต็นท์ไม่อับชื้น การติดตั้งก็ง่ายสุดๆ แค่ใส่เสาและตอกสมอบก ก็พร้อมใช้งานทันที เรียกได้ว่าเป็นเต็นท์สายแบกเป้ที่ทั้งคล่องตัว เบา และสะดวกสบาย ดีไซน์น่ารัก ตั้งแคมป์คนเดียวได้แบบสบายใจแน่นอนค่ะ น้ำหนัก : 3.2 กก. ขนาด : 220 x 215 x 120 ซม. ราคา : 7,999 บาท =============== 4. เต็นท์ สนามเดินป่า STRINGRAY IV เต็นท์โดม สนามเดินป่า รุ่น STRINGRAY IV เป็นเต็นท์ที่ออกแบบมา สำหรับการนอน 4-5 คน กำลังสบาย ตัวเต็นท์มี 2 ประตู 2 หน้าต่าง ช่วยให้เข้าออกสะดวก และถ่ายเทอากาศได้ดี ผ้าเต็นท์ใช้ Polyester 210T คู่กับ Fly Sheet Polyester 230T เคลือบกันน้ำ และซีลตะเข็บมาอย่างดี ใช้งานได้มั่นใจ แม้ต้องเจอสภาพอากาศฝนตก ส่วนพื้นเต็นท์เป็น PE เคลือบกันน้ำ 2 ด้าน ช่วยป้องกันความชื้นจากพื้นดินได้ดี ภายในมี มุ้งกันยุง และแมลง ในตัว ทำให้นอนหลับสบาย ตัวเต็นท์พกพาง่าย ตั้งไม่ยาก เหมาะทั้งสำหรับการตั้งแคมป์ทั่วไป และทริปเดินป่าที่ต้องการเต็นท์ที่แข็งแรงค่ะ น้ำหนัก : 3.5 กก. ขนาด : 240 x 240 x 180 ซม. ราคา : 5,990 บาท =============== 5. เต็นท์ Blackpongo Jupiter 6.0 Ridge 2 Tent Blackpongo Jupiter 6.0 Ridge 2 Tent ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมากๆ รุ่นนี้รองรับได้ประมาณ 4-6 คน พื้นที่ภายในกว้าง อยู่สบาย ไม่อึดอัด จะนอนหรือจะนั่งชิลก็ทำได้หมด ตัวเต็นท์ใช้ผ้า Oxford Polyester 210D เคลือบผ้าเงิน ช่วยกันแดด และลดความร้อน ทำให้ด้านในเย็นสบาย ส่วนเต็นท์ด้านในผสมผสาน ผ้า Oxford กับ ตาข่ายไนลอน ช่วยให้ระบายอากาศได้ดี ไม่อบ ไม่อับ นอนหลับสบายตลอดคืน ส่วนโครงสร้างของเต็นท์ก็ออกแบบมาให้กางง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะทั้งมือใหม่ และสายแคมป์ที่อยากได้ความสะดวกสบายค่ะ น้ำหนัก : 14 กก. ขนาด : 100 x 27 x 27 ซม. (ขนาดเมื่อจัดเก็บ) ราคา : 6,740 บาท =============== 6. เต็นท์ Marmot Limelight 2-Person Tent Marmot Limelight 2-Person Tent เป็นเต็นท์ที่ตอบโจทย์สายแคมป์ที่อยากได้ความสบาย ใช้งานง่าย ตัวเต็นท์และฟลายชีทผลิตจาก ผ้า Polyester Ripstop ทนทาน ไม่ขาดง่าย พร้อมโครงเสาแบบ Zone pre-bend ที่ทำให้ผนังตั้งชัน ภายในกว้างและโปร่ง ตัวเต็นท์ออกแบบประตูทรงตัว D ขนาดใหญ่ 2 ด้าน เข้าออกสะดวก พร้อมส่วนขยายด้านข้างเพิ่มเข้ามา ช่วยให้เก็บของได้เป็นระเบียบมากขึ้น ภายในยังมีกระเป๋าใส่ไฟฉายเพื่อช่วยกระจายแสง ใครกำลังมองหาเต็นท์คุณภาพดี อยู่สบาย รุ่นนี้ถือว่าน่าสนใจมากๆ เลยค่ะ น้ำหนัก : 2.25 กก. ขนาด : 62 x 14 ซม. (ขนาดเมื่อจัดเก็บ) ราคา : 9,422 บาท =============== 7. เต็นท์ Coleman PEAK1 2-Person Backpacking Tent ถ้าใครกำลังมองหาเต็นท์เดินป่าดีๆ สักหลัง Coleman PEAK1 2-Person Backpacking Tent รุ่นนี้ถือว่าน่าใช้มาก ตัวเต็นท์ออกแบบมาเอาใจสายลุยโดยเฉพาะ เป็น เต็นท์ทรงโดมแบบ Freestanding กางง่าย ไม่ต้องยึดเชือกตลอดเวลา พื้นที่ด้านในพอดี สำหรับ 2 คน นอนสบาย ไม่อึดอัด และยังมาพร้อม ระบบ WeatherTec Plus กันฝนได้จริง ไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำซึม เสาอลูมิเนียมก็แข็งแรงมาก รับแรงลมได้ถึงประมาณ 45 ไมล์ต่อชั่วโมง ตั้งแคมป์ในพื้นที่โล่งก็ยังอุ่นใจ เหมาะทั้งสำหรับแบ็คแพ็กกิ้ง และแคมป์ปิ้งทั่วไปค่ะ น้ำหนัก : 2.75 กก. ขนาด : 223.5 x 132 x 106.6 ซม. ราคา : 10,090 บาท =============== 8. เต็นท์ QUECHUA MH100 Tent QUECHUA รุ่น MH100 เป็นเต็นท์ทรงโดม เหมาะมากสำหรับคนเพิ่งเริ่มแคมป์ปิ้ง กางง่าย ไม่ซับซ้อน ตัวเต็นท์เป็นแบบ Freestanding กางเสร็จ สามารถขยับตำแหน่งได้สะดวก ภายในนอนได้ถึง 3 คน ด้านในมีพื้นที่เหลือพอให้นั่งเล่น จัดของ หรือพักผ่อนได้แบบไม่อึดอัด แถมเต็นท์ยังกันฝนได้ดีเกินราคา ผ่านการทดสอบฝนหนักมาแล้ว และทนลมได้ระดับหนึ่ง เมื่อปักสมอบกถูกต้อง แถมยังมีช่องระบายอากาศ ช่วยลดความอับชื้น ใช้นอนได้สบาย ถ้าใครกำลังมองหาเต็นท์ที่กางง่าย ใช้งานได้จริง กันฝนดี และราคาไม่แรง รุ่นนี้ถือว่าเป็นตัวเลือกที่หยิบไปใช้ได้สบายใจในหลายๆ ทริปเลยค่ะ น้ำหนัก : 3.4 กก. ขนาด : 59 x 17 x 17 ซม. (ขนาดเมื่อจัดเก็บ) ราคา : 949 บาท =============== ที่แคมป์ปิ้ง จุดกางเต็นท์ ที่น่าสนใจอื่นๆ 10 จุดกางเต็นท์ ลานกางเต็นท์ อุทยานแห่งชาติ วิวสวย ใกล้ชิดธรรมชาติ 10 ที่พัก แคมป์ปิ้งสระบุรี ริมน้ำ ติดลำธาร ใกล้กรุงเทพ พักใจวันหยุด

เดือด.! นอร์ริส รับเครียดก่อนได้โพล ปิอัสตรี มั่นใจรอบแข่งจะดีกว่านี้
อ่าน

เดือด.! นอร์ริส รับเครียดก่อนได้โพล ปิอัสตรี มั่นใจรอบแข่งจะดีกว่านี้

แลนโด นอร์ริส คว้าโพลโพซิชั่น ในการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน ศึกลาส เวกัส กรังด์ปรีซ์ รอบควอลิฟายไปเป็นที่เรียบร้อย การแข่งขันฟอร์มูล่าวัน ศึกลาส เวกัส กรังด์ปรีซ์ ผ่านพ้นรอบควอลิฟายไปเป็นที่เรียบร้อย เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา โดยตำแหน่งโพลโพซิชั่น ตกเป็นของ แลนโด นอร์ริส ผู้นำในคะแนนรวมจากทีมแม็คลาเรน ตามมาด้วย แม็กซ์ เวอร์สเตปเปน สังกัดเร้ดบูลล์ เรซิ่ง ที่ได้กริดสตาร์ทอันดับ 2 และ คาร์ลอส ไซนซ์ จากทีมวิลเลี่ยม ส่วน ออสการ์ ปิอัสตรี ที่อยู่อันดับ2 ในคะแนนรวมหลุดไปอยู่กริดที่ 5 อย่างไรก็ดีทาง แลนโด นอร์ริส เผยหลังความโพลฯว่า "มันเครียดมากๆ เพราะผมไม่รู้เลยว่าใครอยู่ข้างหลังผมบ้าง สองเซกเตอร์แรกมันดีมาก แต่พอมีจังหวะที่เกยขอบถนนนิดเดียวทุกอย่างมันยากขึ้น รถพร้อมที่จะสะบัดเปลี่ยนทิศทางหนึ่งไปยังอีกทิศทางหนึ่ง แต่ยังดีพอที่จะคว้าโพลได้ ไม่เคยมีใครได้ขับบนถนนเปียกเลยหลังจาก Q1 คุณรู้สึกได้เลยว่ามันเหมือนจะชนได้ทุกโค้ง การขับผ่านไปแต่ละรอบมันยากมากๆ" อย่างไรก็ตามขณะที่ทางด้าน ออสการ์ ปิอัสตรี เผยว่า "เรายังมีอีกหลายโค้งที่ยังไม่ได้ใช้ เรามีรถที่ดีที่สุดอยู่ และดูเหมือนว่าจะทำงานได้ดีในทุกสภาพถนน เพราะฉะนั้นเราจะทำได้อย่างแข็งแกร่งขึ้นในรอบแข่งขันวันพรุ่งนี้ ซึ่งก็หวังว่าจะไล่ตามทันบ้าง" ส่วน แม็กซ์ เวอร์สเตปเปน เผยว่า "การขับที่นี่แม้แต่ในสภาพถนนที่แห้งมันก็ลื่นพออยู่แล้ว แต่พอมีฝนตกลงมายิ่งหนักกว่าเดิม มันไม่สนุกเลย รู้สึกเหมือนกำลังขับอยู่บนน้ำแข็ง ผมรู้สึกว่าเราทำได้ดีกว่าเล็กน้อยบนยางแบบเอ็กซ์ตรีม เรายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะแย่งตำแหน่งโพล แต่การจบอันดับ2 ก็ถือว่ายังดีอยู่ ตื่นเต้นสำหรับพรุ่งนี้ และหวังว่าถนนด้านในของช่วงออกสตาร์ทจะสามารถยึดเกาะได้ดี แล้วมาลุ้นกัน" สำหรับการแข่งขันรอบเมนเรซ ของศึกลาส เวกัส กรังด์ปรีซ์ 2025 จะออกสตาร์ทวันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายนนี้ เวลา 11.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ถ่ายทอดสดทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์ นาว

คู่มือเตรียมความพร้อมรถ "ก่อนเข้าหน้าหนาว" ในประเทศไทย สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อทริปทะเลหมอกที่ปลอดภัย
อ่าน

คู่มือเตรียมความพร้อมรถ "ก่อนเข้าหน้าหนาว" ในประเทศไทย สิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำ เพื่อทริปทะเลหมอกที่ปลอดภัย

ช่วงฤดูหนาวของประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน มักมาพร้อมกับอากาศเย็นจัด น้ำค้างแข็ง และหมอกหนา ซึ่งสภาพอากาศเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมรรถนะของรถยนต์และการขับขี่ เพื่อให้ทุกการเดินทางราบรื่นและปลอดภัย เราได้รวบรวมคู่มือการเตรียมรถทั้งรถยนต์สันดาปทั่วไป (ICE) และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมระบุสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำอย่างชัดเจน การเตรียมความพร้อมรถยนต์ทั่วไป (รถยนต์สันดาป ICE) การเตรียมรถยนต์สันดาปก่อนเข้าสู่หน้าหนาว มีจุดเน้นหลักคือระบบที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ระบบเบรก และระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ครับ โดยควรสังเกตดังนี้ สิ่งที่ควรทำ (Checklist สำคัญ) ระบบไฟส่องสว่าง : ตรวจเช็กทุกดวง ทั้งไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเบรก ไฟเลี้ยว และที่สำคัญคือ "ไฟตัดหมอก" ทั้งหน้าและหลัง ต้องทำงานสมบูรณ์ และทำความสะอาดโคมไฟให้ใสอยู่เสมอ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีในสภาพหมอกหนา ระบบไล่ฝ้า : ทดลองเปิดใช้งานระบบไล่ฝ้า ทั้งกระจกหน้าและกระจกหลัง เพื่อให้แน่ใจว่าทำงานปกติ เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยปรับสมดุลอุณหภูมิใน-นอกรถ เพื่อลดฝ้าบดบังทัศนวิสัย ยางและลมยาง : ตรวจดอกยาง ให้มีความลึกเพียงพอต่อการยึดเกาะถนนที่อาจลื่นจากน้ำค้างหรือหมอก เพิ่มแรงดันลมยางเล็กน้อย ประมาณ $0.2-0.3$ บาร์จากค่าปกติ เนื่องจากอากาศเย็นทำให้แรงดันในยางลดลง แบตเตอรี่ : ตรวจระดับน้ำกลั่น/ทำความสะอาดขั้วแบต และวัดแรงดันไฟ เพราะอากาศหนาวทำให้แบตเตอรี่จ่ายกระแสไฟได้ช้าลง อาจทำให้สตาร์ทติดยาก โดยเฉพาะรถที่ใช้งานมานาน ระบบเบรก : ตรวจสอบผ้าเบรก จานเบรก และระดับน้ำมันเบรก อย่างละเอียด หากมีเสียงดังหรือเบรกไม่ตอบสนอง ควรรีบเข้ารับบริการทันที เพราะถนนลื่นช่วงหน้าหนาวต้องการประสิทธิภาพเบรกสูงสุด น้ำยาฉีดกระจก : เติมน้ำยาฉีดกระจกให้เต็ม และหากเป็นไปได้ ควรใช้ชนิดที่มีสารป้องกันการแข็งตัว (Anti-freeze) ซึ่งจะช่วยทำความสะอาดกระจกจากละอองหมอกได้ดีขึ้น อุ่นเครื่องยนต์ : สตาร์ทรถทิ้งไว้ 2-5 นาที ก่อนออกเดินทาง เพื่อให้น้ำมันเครื่องไหลเวียนทั่วระบบและพร้อมทำงานเต็มที่ สิ่งที่ไม่ควรทำ ไม่ควรขับรถเร็วเกินไป โดยเฉพาะบนถนนที่มีหมอกหนาหรือขึ้น/ลงเขา ควรใช้ความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม. และลดลงเหลือไม่เกิน 60 กม./ชม. เมื่อมีหมอกปกคลุมจัด ไม่ควรเปิดไฟสูง เมื่อมีหมอกลง เพราะแสงจะสะท้อนกลับเข้าตาผู้ขับ ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลง และรบกวนสายตาเพื่อนร่วมทาง ควรใช้ไฟต่ำหรือไฟตัดหมอกแทน ไม่ควรเปิดไฟกะพริบฉุกเฉินตลอดเวลา ขณะมีหมอกลง เพราะจะทำให้รถที่ตามมาข้างหลังไม่สามารถกะระยะห่างที่ชัดเจนได้ ควรใช้ไฟตัดหมอกแทน ไม่ควรจอดรถบริเวณไหล่ทาง ในสภาพอากาศที่มีหมอกลงจัด เพราะเสี่ยงต่อการถูกรถคันอื่นชนท้ายเนื่องจากทัศนวิสัยจำกัด หากจำเป็นต้องจอด ให้มองหาจุดจอดที่ปลอดภัยที่สุด การดูแลรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในหน้าหนาวไทย สำหรับรถ EV ในประเทศไทย การดูแลในหน้าหนาวจะแตกต่างจากประเทศเมืองหนาวมาก เนื่องจากอุณหภูมิในไทยไม่ได้ต่ำถึงจุดเยือกแข็ง แต่จะเน้นที่การดูแลแบตเตอรี่และระบบจัดการความร้อน หน้าหนาวไทยเป็นมิตรต่อ EV มากกว่าที่คิด ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าจะทำงานได้ดีที่สุดในอุณหภูมิระหว่าง $20-25$ องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นอุณหภูมิเฉลี่ยของหน้าหนาวในไทยตามพื้นที่เมือง ทำให้รถ EV ในไทยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่เสื่อมสภาพจากการ "เย็นจัด" เหมือนในยุโรปหรืออเมริกา สิ่งที่ควรทำสำหรับการดูแล EV ระบบจัดการความร้อนแบตเตอรี่ : ไม่จำเป็นต้องทำอะไรเป็นพิเศษ เนื่องจากรถ EV คุณภาพดีจะมี ระบบควบคุมอุณหภูมิแบตเตอรี่ (Battery Heating/Liquid Cooling System) คอยรักษาอุณหภูมิให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม (33-38 องศาเซลเซียส) โดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ตรวจสอบยางและลมยาง : ให้ปฏิบัติเหมือนรถ ICE ทั่วไป คือ ตรวจเช็กลมยางให้ได้ค่ามาตรฐาน เพื่อรักษาประสิทธิภาพการยึดเกาะและการประหยัดพลังงาน ระบบไฟส่องสว่าง : ตรวจระบบไฟทั้งหมด เหมือนรถทั่วไป โดยเฉพาะไฟตัดหมอก เพื่อความปลอดภัยจากสภาพหมอกหนา สิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับ EV ไม่ควรละเลยสัญญาณเตือนของระบบ หากมีสัญญาณเตือนเกี่ยวกับระบบควบคุมอุณหภูมิหรือแบตเตอรี่ปรากฏขึ้น ควรปรึกษาศูนย์บริการทันที แม้ว่าอุณหภูมิในไทยจะไม่ได้เย็นจัด แต่ระบบอาจมีปัญหาด้านความชื้นหรือการทำงานได้ ไม่ควรลุยน้ำท่วมสูง หากเดินทางในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกและมีน้ำท่วมขัง (ซึ่งมักเกิดควบคู่ไปกับอากาศเย็นในช่วงรอยต่อฤดู) ควรประเมินความสูงของระดับน้ำ โดย ไม่ควรเกินครึ่งล้อรถ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบแบตเตอรี่ใต้ท้องรถได้ โดยสรุปแล้ว การเตรียมรถก่อนหน้าหนาวในประเทศไทย เน้นที่ ความปลอดภัยในการขับขี่ (ทัศนวิสัยและเบรก) และ ความพร้อมของระบบพื้นฐาน (แบตเตอรี่และของเหลว) ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ประเภทใด การตรวจสอบตามรายการข้างต้นจะช่วยให้คุณและครอบครัวเดินทางสัมผัสความหนาวได้อย่างสบายใจและปลอดภัยตลอดเส้นทาง Photo Credit : AI Generated

วิ่งเทรล Trail Running คืออะไร? ต้องเตรียมตัวยังไง สำหรับมือใหม่ พึ่งเริ่มต้น
อ่าน

วิ่งเทรล Trail Running คืออะไร? ต้องเตรียมตัวยังไง สำหรับมือใหม่ พึ่งเริ่มต้น

วันนี้จะพาไปทำความรู้จักกับการวิ่งเทรลอย่างละเอียด พร้อมแนะนำวิธีการเตรียมตัวสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น เรียกได้ว่าคู่มือฉบับมือใหม่ พิชิตเส้นทางธรรมชาติ หากใครรู้สึกเบื่อกับการวิ่งบนพื้นถนนเรียบๆ หรือลู่วิ่งในยิม การวิ่งเทรล (Trail Running) คือการผจญภัยที่รอให้คุณสาวๆ มาสัมผัส! เพราะการวิ่งเทรล คือการวิ่งในเส้นทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา เนินดิน หรือทางวิบาก ซึ่งมอบประสบการณ์ที่ท้าทายและได้ชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามกว่าการวิ่งทั่วไป วิ่งเทรล (Trail Running) คืออะไร? วิ่งเทรล คือการวิ่งบนเส้นทางธรรมชาติหรือเส้นทางที่ยังไม่ได้ลาดยาง (Off-Road) โดยแตกต่างจากการวิ่งถนน (Road Running) ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง หัวใจของการวิ่งเทรลคือการปรับตัวให้เข้ากับพื้นผิวที่หลากหลาย เช่น ทางดิน, ทางโคลน, รากไม้, หิน การวิ่งขึ้น-ลงเนิน หรือภูเขา การวิ่งข้ามลำธารเล็กๆ หรือพื้นทราย ความท้าทายของการวิ่งเทรลไม่ใช่แค่ความเร็ว แต่คือ ความทนทาน (Endurance) และ ทักษะการทรงตัว (Agility) เพื่อรับมือกับภูมิประเทศที่ไม่แน่นอน ข้อดีของการวิ่งเทรล ลดแรงกระแทก : พื้นผิวที่เป็นดินหรือหญ้าจะช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีกว่าพื้นคอนกรีตหรือยางมะตอย จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของข้อต่อ (เช่น ข้อเข่าและข้อเท้า) ได้ ฝึกกล้ามเนื้อแกนกลาง : การวิ่งบนพื้นผิวที่ไม่เสมอกันทำให้กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscles) และกล้ามเนื้อเล็กๆ บริเวณข้อเท้าต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาสมดุล สุขภาพจิตที่ดีเยี่ยม : การได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ และอากาศบริสุทธิ์ ช่วยลดความเครียดและเพิ่มระดับความสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ คู่มือเตรียมตัว สำหรับมือใหม่ สำหรับการเริ่มต้นวิ่งเทรล สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์และร่างกายให้ถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยและสนุกกับการวิ่ง 1. อุปกรณ์สำคัญที่ต้องมี รองเท้าวิ่งเทรล (Trail Shoes) : รองเท้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด! ควรเลือกรองเท้าที่มีดอกยางลึกและพื้นรองเท้าที่แข็งแรงกว่ารองเท้าวิ่งถนน ช่วยยึดเกาะพื้นผิวลื่นและป้องกันการบาดเจ็บจากหินหรือรากไม้ เป้น้ำ/ขวดน้ำ (Hydration Pack) : การวิ่งในป่าหาจุดเติมน้ำยาก ควรพกน้ำและเครื่องดื่มเกลือแร่ติดตัวเสมอสำหรับวิ่งระยะทาง 10 กิโลเมตรขึ้นไป เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี : เลือกผ้าที่แห้งเร็ว (Quick Dry) เพื่อระบายเหงื่อและป้องกันความอับชื้น ควรใส่กางเกงรัดกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการเสียดสี นาฬิกา GPS : ใช้ติดตามระยะทาง ความสูง และการนำทางในเส้นทางที่ไม่คุ้นเคย 2. การฝึกซ้อมร่างกาย สร้างความทนทาน : ในช่วงแรก ควรเน้นการวิ่งสลับเดินบนพื้นผิวที่ไม่เรียบ เช่น สวนสาธารณะที่มีทางดิน หรือสนามหญ้า เพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับการทรงตัว ฝึกวิ่งขึ้น-ลงเนิน : การวิ่งเทรลต้องใช้กล้ามเนื้อขาในลักษณะที่ต่างออกไป ลองหาเนินเล็กๆ ฝึกวิ่งขึ้นด้วยก้าวสั้นๆ และวิ่งลงโดยโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อความสมดุล เสริมสร้างกล้ามเนื้อแกนกลาง : การฝึกพิลาทิสหรือโยคะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง ทำให้ทรงตัวได้ดีขึ้นเมื่อเจอกับทางวิบาก 3. ข้อควรระวังและการวางแผน ศึกษาเส้นทางล่วงหน้า : ตรวจสอบสภาพอากาศ ความยาวของเส้นทาง และความสูงสะสม (Elevation Gain) เริ่มจากระยะสั้น : สำหรับการวิ่งเทรลครั้งแรก ควรเริ่มที่ระยะทางสั้นๆ (เช่น 5-10 กิโลเมตร) ที่มีระดับความยากไม่สูง เพื่อสร้างความมั่นใจก่อน พกพาอาหาร : พกพาเจลพลังงาน (Energy Gel) หรือของว่างที่ให้พลังงานง่ายๆ เช่น กล้วย หรือธัญพืชอัดแท่ง เพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลตก การวิ่งเทรลคือการเปิดโลกการวิ่งที่น่าตื่นเต้นและท้าทาย ขอแค่เตรียมตัวให้พร้อม ศึกษาเส้นทาง และเริ่มต้นอย่างไม่หักโหม รับรองว่าคุณจะตกหลุมรักการวิ่งในป่าเขาอย่างแน่นอนค่ะ! บทความที่คุณอาจสนใจ ตารางฝึก วิ่งมาราธอน ฉบับมือใหม่ วิ่ง 5 กิโลเมตร ที่ทำได้จริงไม่หักโหม วิ่งอย่างไรให้น้ำหนักลด ผอมได้แถมเข่าไม่พัง ด้วยท่าวิ่งที่ถูกต้อง

ส่องสเปคนาฬิกา Grand Seiko Evolution 9 Spring Drive U.F.A. Limited Edition
อ่าน

ส่องสเปคนาฬิกา Grand Seiko Evolution 9 Spring Drive U.F.A. Limited Edition

หลายคนคงยังจำกันได้ว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมา Grand Seiko เปิดตัวคอลเลกชัน Spring Drive U.F.A. (Ultra Fine Accuracy) ที่ผสมผสานปรัชญาญี่ปุ่นเข้ากับวิศวกรรมสมัยใหม่ได้อย่างงดงาม จนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ด้านความเที่ยงตรงของกลไกที่ใช้พลังงานจากเมนสปริง โดยรุ่นแรกทำจากแพลทินัมพร้อมหน้าปัดสีน้ำเงิน และรุ่นต่อมาทำจากไทเทเนียมพร้อมหน้าปัดเงิน วันนี้คอลเลกชันอันน่าประทับใจได้สมาชิกใหม่อีกครั้ง กับการเปิดตัว Grand Seiko Evolution 9 Spring Drive U.F.A. Limited Edition SLGB005 ที่มาพร้อมวัสดุ Ever-Brilliant Steel และหน้าปัดสีม่วงที่เปล่งประกายราวรุ่งอรุณเหนือผืนน้ำแข็งได้อย่างงดงาม หน้าปัดสีม่วง ความงามแห่งรุ่งอรุณเหนือผืนน้ำแข็ง แรงบันดาลใจของหน้าปัดมาจาก ทุ่งคิริกามิเนะ ที่อยู่ใกล้กับ Shinshu Watch Studio ซึ่งในฤดูหนาวปกคลุมไปด้วยน้ำค้างแข็ง เมื่อตะวันขึ้นยามเช้า เหล่าต้นไม้ที่ถูกปกคลุมด้วยเกล็ดน้ำแข็งจะสะท้อนแสงสีม่วงอันนุ่มนวล ราวกับผืนป่าค่อยๆ ตื่นขึ้นจากความเงียบสงบ หน้าปัด SLGB005 ถ่ายทอดภาพนั้นผ่านพื้นผิวที่แกะลายอย่างประณีต โดยใช้สีม่วงเข้มที่ขอบไล่โทนสว่างขึ้นตรงกลาง เกิดเป็นเอฟเฟกต์แบบ dgrad ให้ความรู้สึกเสมือนท้องฟ้ากำลังเปลี่ยนจากรัตติกาลสู่รุ่งอรุณ เสริมด้วย เข็มวินาทีสีเงินที่เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องในสไตล์ Spring Drive ยิ่งขับบรรยากาศอันสงบและงดงาม งานออกแบบในสไตล์ Evolution 9 ตัวเรือนผลิตจาก Ever-Brilliant Steel โลหะผสมสเตนเลสที่พัฒนาโดย Grand Seiko ซึ่งมีความทนทานต่อการกัดกร่อนสูงกว่าสแตนเลสมาตรฐาน และยังสะท้อนแสงขาวสว่างมากกว่า ผิวตัวเรือนถูกขัดแบบ Zaratsu สลับผิวด้านและผิวเงา ให้แสงและเงาเล่นกับเหลี่ยมมุมได้อย่างมีมิติ ขนาดตัวเรือน 37 มิลลิเมตร หนา 11.4 มิลลิเมตร และ lug-to-lug 44.3 มิลลิเมตร อยู่ในมิติที่กำลังพอดีสำหรับผู้สะสมรุ่นใหม่ที่นิยมตัวเรือนบางและกะทัดรัด ฝาหลังแซฟไฟร์ใสเผยให้เห็นงานตกแต่งของกลไก ซึ่งจำลองแรงบันดาลใจจากเกล็ดน้ำแข็งในป่าชินชู เสริมด้วยพลอยสีสดใสเปล่งประกายราวดวงดาวเหนือภูเขาในฤดูหนาว นอกจากนี้ ตัวกระจกหน้าปัดยังใช้แซฟไฟร์ทรงกล่อง เคลือบสารกันแสงสะท้อนด้านในเพื่อความคมชัดสูงสุด กันน้ำได้ 100 เมตร ทนแม่เหล็กได้ 4,800 A/m น้ำหนักรวมเพียง 151 กรัม สวมใส่สบายในทุกโอกาส และเพิ่มความสะดวกด้วยสายสเตนเลส Ever-Brilliant Steel จับคู่กับหัวล็อกแบบสามทบ พร้อมปุ่มกดปลดล็อก เพิ่มความสะดวกและปลอดภัยอีกขั้น ความพิเศษอยู่ที่ตัวล็อกมีการผสมวัสดุ ไทเทเนียมและโรสโกลด์ 18 กะรัต สะท้อนความหรูหราอย่างมีรสนิยมได้อย่างลงตัวเลยทีเดียว ความแม่นยำระดับ Ultra Fine Accuracy หัวใจสำคัญของเรือนเวลานี้คือ กลไก Spring Drive Calibre 9RB2 ที่มอบความเที่ยงตรงในระดับ 20 วินาทีต่อปี หรือราว 3 วินาทีต่อเดือน ตัวเลขที่น่าทึ่งนี้เกิดจากกระบวนการเลือกและบ่มควอตซ์ออสซิลเลเตอร์นานถึงสามเดือน ก่อนจะทำการวัดค่าความถี่ในอุณหภูมิที่หลากหลาย และข้อมูลที่ได้ถูกบันทึกลงใน IC พลังงานต่ำ เพื่อปรับชดเชยอุณหภูมิอย่างแม่นยำ ทั้งออสซิลเลเตอร์และเซนเซอร์ยังถูกซีลสุญญากาศ เพื่อลดผลกระทบจากความชื้น ไฟฟ้าสถิต และแสง ทำให้การทำงานมีความเสถียรสูงสุด อีกทั้งยังมาพร้อม regulation switch สำหรับการปรับความแม่นยำระหว่างการเซอร์วิสในอนาคต กลไกนี้ยังสำรองพลังงานได้ 72 ชั่วโมง ใช้ทับทิม 34 เม็ด และติดตั้งเข็มพลังงานสำรองเพื่อให้ผู้สวมใส่ใช้งานได้อย่างมั่นใจ สเปกสำคัญ รุ่น: Grand Seiko Evolution 9 Spring Drive U.F.A. Limited Edition รหัส: SLGB005 ตัวเรือน: Ever-Brilliant Steel 37 มม. หนา 11.4 มม. กระจก: แซฟไฟร์ทรงกล่อง เคลือบกันแสงสะท้อนด้านใน กันน้ำ: 100 เมตร (10 บาร์) กันแม่เหล็ก: 4,800 A/m น้ำหนัก: 151 กรัม หน้าปัด: ลาย Ice Forest สีม่วงไล่เฉด กลไก: Spring Drive Calibre 9RB2 อัตโนมัติ สำรองพลังงาน 72 ชม. 20 วินาทีต่อปี ฟังก์ชัน: ชั่วโมง นาที วินาที วันที่, พลังงานสำรอง สาย: Ever-Brilliant Steel พร้อมหัวล็อกสามทบ (ผสมไทเทเนียมและโรสโกลด์ 18 กะรัต) จำนวนผลิต: 1,300 เรือน ราคา: ประมาณ 9,500 / 11,000

ฤดูกาลสีขาวบนขอบแอลป์
ดู

ฤดูกาลสีขาวบนขอบแอลป์

ฝนตกบ่อยแบบนี้ ควรล้างรถหรือไม่ และควรเพิ่มการดูแลรถอย่างไร
อ่าน

ฝนตกบ่อยแบบนี้ ควรล้างรถหรือไม่ และควรเพิ่มการดูแลรถอย่างไร

เชื่อว่าคนรักรถทุกคนอาจมีข้อสงสัยว่า ช่วงที่ฝนตกแบบนี้ เราจำเป็นต้องล้างรถหรือไม่ เพราะล้างไป เดี๋ยวขึ้นรถตอนฝนตก รถของเราก็เลอะอยู่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วในประเทศไทยช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกบ่อย การล้างรถยังคงเป็นสิ่งสำคัญครับ และควรเพิ่มการดูแลรถเป็นพิเศษเพื่อป้องกันความเสียหายในระยะยาว โดยมีรายละเอียดตามนี้เลย ควรล้างรถในช่วงฝนตกบ่อยหรือไม่? คำตอบคือ: ควรล้างครับ ถึงแม้ว่าฝนจะช่วยชะล้างฝุ่นออกไปบ้าง แต่ในน้ำฝนก็มีสิ่งสกปรกและมลภาวะที่มองไม่เห็น เช่น ฝุ่นละออง กรดอ่อนๆ และสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ล้างออก อาจทำให้เกิดคราบน้ำฝังแน่น ทำลายชั้นสีเคลือบรถ และในระยะยาวอาจทำให้เกิดสนิมได้ ซึ่งคำแนะนำคือ ถ้าเป็นไปได้ ควรล้างรถทันทีที่รถเปียกฝนเป็นเวลานาน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และหากเป็นไปได้ ควรล้างหลังจากที่ฝนหยุดตกแล้ว เพื่อป้องกันคราบน้ำเกาะ หลังจากการล้างรถแต่ละครั้ง ควรเช็ดรถให้แห้งสนิท เพื่อไม่ให้เกิดคราบน้ำสะสม ควรเพิ่มการดูแลรถอย่างไรในช่วงหน้าฝน? นอกจากการล้างรถเป็นประจำแล้ว การดูแลส่วนอื่นๆ ของรถยนต์ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันครับ 1. เคลือบสีรถเป็นประจำ การเคลือบสีรถ (Waxing) หรือการทำ Ceramic Coating จะช่วยสร้างชั้นฟิล์มป้องกันที่ช่วยให้น้ำฝนไม่เกาะผิวรถ และทำให้สิ่งสกปรกต่างๆ ไม่สามารถฝังแน่นได้ง่าย การทำเช่นนี้จะช่วยให้รถของคุณดูใหม่และทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น 2. ดูแลและทำความสะอาดใต้ท้องรถ บริเวณใต้ท้องรถเป็นจุดที่สิ่งสกปรกและโคลนสะสมได้มากที่สุด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้นานๆ อาจทำให้เกิดสนิมได้ง่าย ดังนั้น หลังจากขับรถลุยน้ำหรือโคลน ควรนำรถไปล้างใต้ท้องรถเป็นพิเศษ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรกออกให้หมดจด 3. ตรวจสอบยางปัดน้ำฝนและระดับน้ำฉีดกระจก ยางปัดน้ำฝนที่เสื่อมสภาพจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ลดลง ดังนั้นควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนอย่างน้อยทุกๆ 1 ปี หรือเมื่อพบว่าปัดน้ำไม่เกลี้ยง และควรตรวจสอบระดับน้ำในกระปุกฉีดน้ำล้างกระจกให้มีปริมาณที่เหมาะสมอยู่เสมอ 4. ตรวจเช็กระบบเบรกและยางรถยนต์ ในสภาพถนนเปียก การเบรกจะทำงานได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงควรตรวจสอบผ้าเบรกและระบบเบรกว่ายังอยู่ในสภาพดี รวมถึงควรตรวจสอบความลึกของดอกยางและแรงดันลมยาง เพื่อให้รถมีการยึดเกาะถนนที่ดีที่สุดในสภาพเปียก 5. ทำความสะอาดภายในรถ นอกจากนี้ หากมีน้ำเข้ามาในห้องโดยสาร ควรเช็ดและทำให้แห้งทันที เพื่อป้องกันการอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดเชื้อราและทำลายวัสดุภายในรถได้ รวมถึงอาจส่งผลต่อสุขภาพคนในรถของเราอีกด้วย การดูแลรถอย่างถูกวิธีในช่วงหน้าฝน ไม่เพียงแต่ช่วยให้รถของคุณดูสะอาดและสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยยืดอายุการใช้งานและช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อีกด้วยครับ ดังนั้นแม้ว่าฝนจะตกทุกวัน อย่างน้อยก็ควรล้างรถอยู่เสมอดังเหตุผลด้านบนจ้า Photo Credit : AI Generated

ยางรถ Formula1 มีกี่แบบ ยาง f1 ใช้งานต่างกันอย่างไร ขนาดต่างกับรถอื่นขนาดไหน
อ่าน

ยางรถ Formula1 มีกี่แบบ ยาง f1 ใช้งานต่างกันอย่างไร ขนาดต่างกับรถอื่นขนาดไหน

สำหรับแฟน Formula 1 มือใหม่ หรือใครที่เพิ่งเริ่มติดตาม อาจสงสัยว่าทำไม ยางรถแข่ง F1 ถึงมีหลายประเภท และแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไรในโลกของกีฬาความเร็วระดับสูงสุดนี้ ยาง F1 ไม่ได้เป็นแค่ส่วนประกอบที่ช่วยให้รถเคลื่อนที่ แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญที่ส่งผลต่อความเร็ว และความปลอดภัย ของนักแข่งอย่างมหาศาล TrueID Sport จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ ประเภทของยาง F1 การใช้งานที่แตกต่างกัน รวมถึง ขนาดของยาง F1 ที่ไม่เหมือนยางรถยนต์ทั่วไป มาร่วมค้นหาคำตอบพร้อมกันว่านวัตกรรมยางนี้มีความสำคัญต่อการแข่งขัน F1 อย่างไรบ้าง shutterstock/Michael Potts F1 ยางรถ Formula1 มีกี่แบบ ยาง f1 ใช้งานต่างกันอย่างไร ขนาดต่างกับรถอื่นขนาดไหน ยุคก่อน Pirelli ประวัติศาสตร์ยางรถแข่ง Formula 1 เต็มไปด้วยการแข่งขันของผู้ผลิตยางชั้นนำหลายราย ย้อนกลับไปในปี 1959 จนถึงปี 1964 Dunlop ถือเป็นผู้ผลิตยางหลักสำหรับ F1 โดยมีเพียงไม่กี่ทีมที่เลือกใช้ Goodyear ต่อมาเกือบสองทศวรรษ Dunlop, Goodyear และ Firestone ได้กลับมาแข่งขันกันอย่างดุเดือดในการพัฒนายางสูตรใหม่ๆ ในปี 1971 Dunlop ได้หายไปจากวงการ F1 อย่างสมบูรณ์ เหลือเพียง Goodyear และ Firestone ที่เป็นผู้ผลิตหลัก และการผูกขาดนี้ดำเนินไปจนถึงปี 1974 ก่อนที่ Goodyear จะเริ่มครองตลาดแซงหน้า Firestone ในปีถัดมา จากนั้นเป็นยุคของ Bridgestone และ Michelin โดย Bridgestone เริ่มเข้ามามีบทบาทและครองตลาดอย่างชัดเจนในฤดูกาล 1999 ขณะที่ Michelin ซึ่งเคยเข้ามาในวงการ F1 ครั้งแรกในปี 1981 ได้กลับมาอีกครั้งในปี 2001 ทั้งสองบริษัทแข่งขันกันอย่างเข้มข้นจนกระทั่ง Michelin ถอนตัวออกไปหลังฤดูกาล 2006 จากความล้มเหลวในการแข่งขัน US GP Bridgestone ยังคงเป็นผู้ผลิตยางเพียงรายเดียวจนถึงปี 2010 และตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน Pirelli ก็ได้เข้ามาเป็นผู้จัดหายางเพียงรายเดียวให้กับ F1 เรื่อยมา ยางรถ Formula1 ในยุคปัจจุบัน หากกล่าวแบบง่ายๆ ยางรถ Formula1 มีสองชนิดคือยางแห้ง (Slick) กับยางเปียก (Tread) ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้จะมีคสามแตกต่างแยกย่อยออกไปอีก ยางแห้ง หรือยาง Slick ในปี 2025 มีทั้งหมด 6 ชนิด ไล่รหัสจากแข็งที่สุดไปจนถึงอ่อนที่สุด ได้แก่ C1, C2, C3, C4, C5 และ C6 โดยทั้ง 6 ชนิดมีความแตกต่างกันในด้านของสารประกอบ (Compounds) ซึ่งส่งผลทั้งด้านความเร็ว การยึดเกาะ และความทนทาน ลักษณะโดยรวมแบบสังเกตได้ด้วยตาเปล่าหน้าชนิดนี้มีผิวที่เรียบสนิท ไม่มีดอกยางสำหรับรีดน้ำเหมือนยางรถยนต์ทั่วไป การออกแบบนี้ช่วยให้ยางสามารถ สัมผัสพื้นผิวสนามได้อย่างเต็มที่ เพิ่มพื้นที่สัมผัสระหว่างยางกับพื้น ทำให้การยึดเกาะถนน หรือ grip ทำได้อย่างยอดเยี่ยม ประเภทของยางแห้ง หรือยาง Slick ยาง C1: แข็งแกร่งที่สุด ทนทานเป็นเลิศ (The Ultimate Hard Compound)ยาง C1 คือ ยางรถแข่งที่แข็งที่สุดที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสนามแข่งที่สร้างภาระให้กับยางสูงที่สุด ยางคอมพาวด์ C1 โดดเด่นด้วย ความทนทานต่อความร้อนสูง และ แรงกดดันมหาศาล ช่วยให้รถสามารถทำการวิ่งที่ยาวนานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เหมาะสำหรับทีมที่ต้องการความเสถียรและอายุการใช้งานยางที่ยาวนานความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴⚪⚪⚪⚪ 1/5การยึดเกาะ: 🔴⚪⚪⚪⚪ 1/5 ความทนทาน: 🟢🟢🟢🟢🟢 5/5 ยาง C2: ทนทานสุดขีด สำหรับสนามโหด (Engineered for Extreme Durability)ยาง C2 คือยางคอมปาวด์ที่แข็งเป็นอันดับสอง ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรับมือกับสนามแข่งที่ต้องการ ความทนทานเป็นพิเศษ ยางชนิดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับสนามที่มี ความเร็วสูง อุณหภูมิพื้นผิวร้อนจัด และ การเสียดสีสูง ซึ่งเป็นสภาวะที่ยางต้องทำงานหนักเป็นพิเศษ นอกจากนี้ ยาง C2 ยังเป็นตัวเลือกยอดนิยมที่มักถูกนำมาใช้กับ สนามแข่งใหม่ๆ เพื่อทดสอบสมรรถนะและรับประกันความแข็งแกร่งของยางความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴🔴⚪⚪⚪ 2/5การยึดเกาะ: 🔴🔴⚪⚪⚪ 2/5ความทนทาน: 🟢🟢🟢🟢⚪ 4/5 ยาง C3: อเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย (Versatile Compound)ยาง C3 คือหนึ่งในยางรถแข่งที่โดดเด่นด้านความอเนกประสงค์สูงสุด ยางคอมปาวด์นี้สามารถปรับบทบาทได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ยางฮาร์ด, ยางมีเดียม, หรือยางซอฟต์ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรยางทั้งสามชนิดในแต่ละสนามแข่ง คุณสมบัติเด่นของ ยาง C3 คือการสร้าง สมดุลที่ยอดเยี่ยมระหว่างสมรรถนะ และ ความทนทาน ทำให้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับ สภาพสนามแข่งที่หลากหลาย ทั้งยังช่วยให้นักแข่งสามารถวางแผนกลยุทธ์ได้อย่างยืดหยุ่นความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴🔴🔴⚪⚪ 3/5 การยึดเกาะ: 🔴🔴🔴⚪⚪ 3/5 ความทนทาน: 🟢🟢🟢⚪⚪ 3/5 ยาง C4: ร้อนเร็ว เกาะถนนเยี่ยม (Swift Heating, Superior Grip)ยาง C4 คือยางคอมปาวด์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อการใช้งานบนสนามแข่งที่มีความรุนแรงต่ำ หรือสนามที่ยางไม่ได้รับภาระหนักมากนัก คุณสมบัติเด่นของ ยาง C4 คือความสามารถในการ วอร์มอัพที่รวดเร็ว ช่วยให้ยางพร้อมทำงานที่ ประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างฉับไวทันทีที่ออกจากพิตสต็อป ยางชนิดนี้จึงเป็นที่นิยมและ ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายตลอดทั้งฤดูกาล ในการแข่งขันต่างๆ ที่ต้องการการยึดเกาะที่รวดเร็วและคงที่ความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴🔴🔴🔴⚪ 4/5 การยึดเกาะ: 🔴🔴🔴🔴⚪ 4/5 ความทนทาน: 🟢🟢⚪⚪⚪ 2/5 ยาง C5: นุ่มที่สุด เพื่อความเร็วสูงสุด (Maximum Softness for Peak Speed)ยาง C5 คือยางคอมปาวด์ที่นุ่มที่สุดออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับ สนามแข่งที่มีความเร็วต่ำที่สุด และมีอัตราการสึกหรอ และการเสื่อมสภาพต่ำ คุณสมบัติเด่นของยาง C5 คือความสามารถในการให้ การยึดเกาะทางกล (mechanical grip) สูงสุดจากยางทำให้รถสามารถทำความเร็วในทางโค้งและออกตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยางชนิดนี้มักถูกเลือกใช้เป็นพิเศษกับ สนามแข่งที่มีพื้นผิวแอสฟัลต์เรียบเนียน เพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดในการเกาะถนนความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴🔴🔴🔴🔴 5/5 การยึดเกาะ: 🔴🔴🔴🔴🔴 5/5ความทนทาน: 🟢⚪⚪⚪⚪ 1/5 ยาง C6: ราชินีแห่งสนามสตรีทเซอร์กิต (The Queen of Street Circuits)ยางคอมพาวด์ใหม่สำหรับปี 2025 เป็นยางที่นุ่มที่สุด ยางรุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับการแข่งขัน โดยมีข้อจำกัดในการใช้งานเฉพาะบน สนามแข่งในเมือง (street circuits) เท่านั้น ด้วยคุณสมบัติเด่นที่อัตราการเสื่อมสภาพของยางสูง ทำให้ทีมแข่งต้องวางกลยุทธ์การ เข้าพิตสต็อปบ่อยครั้งขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มความท้าทายให้กับทีม แต่ยังส่งผลให้การแข่งขันคาดเดาได้ยากขึ้น และมอบความตื่นเต้นเร้าใจให้กับผู้ชมตลอดทั้งเรซความเร็ว/เวลาต่อรอบ: 🔴🔴🔴🔴🔴 5+/5 การยึดเกาะ: 🔴🔴🔴🔴🔴 5+/5 ความทนทาน: ⚪⚪⚪⚪⚪ 0/5 ประเภทของยางเปียก (Tread) หรือยาง WET ยางเขียว (Intermediate): ตัวเก่งของยางฝนยาง Intermediate หรือ ยางลายเขียว คือยางรถแข่งสำหรับฝนที่ใช้งานได้หลากหลายที่สุด ยางประเภทนี้ถูกออกแบบมาให้ใช้ได้ดีทั้งบนพื้นสนามที่เปียกแต่ไม่มีน้ำขัง และบนพื้นสนามที่กำลังแห้ง ตัวยางมีคุณสมบัติพิเศษที่ช่วยให้ทำงานได้ดีในช่วงอุณหภูมิที่กว้าง ทำให้สามารถเปลี่ยนไปใช้ยางสลิค (ยางแห้ง) หรือยาง Full Wet (ยางสำหรับฝนตกหนัก) ได้อย่างราบรื่นไม่ว่าสภาพสนามจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด ยางฟ้า (Full Wet): พายุฝนแค่ไหนก็เอาอยู่ยาง Full Wet หรือ ยางลายฟ้า คือยางที่ถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับฝนตกหนักโดยเฉพาะ มีความสามารถในการรีดน้ำออกจากหน้ายางได้อย่างน่าทึ่ง ทำให้ยางยึดเกาะถนนได้ดีเยี่ยมในสภาวะที่มีน้ำท่วมขัง อย่างไรก็ตาม แม้ว่ายางจะช่วยเรื่องการยึดเกาะได้ดี แต่ปัญหาหลักเมื่อฝนตกหนักมากๆ คือ ทัศนวิสัยที่ไม่ดี ซึ่งอาจทำให้มองเห็นได้ยากและเป็นอันตราย ส่งผลให้บางครั้งการแข่งขันต้องหยุดลงชั่วคราว หรือต้องเลื่อนการแข่งขันไปเลย รูปทรงของยางยังถูกออกแบบมาเพื่อ เพิ่มความต้านทานต่อการเหินน้ำ (aquaplaning) ซึ่งช่วยให้ยางมีการยึดเกาะที่ดีขึ้นมากเมื่อฝนตกหนัก การเลือกยางในการแข่งขัน ถึงยาง Slick จะมีทั้งหมด 6 ชนิด แต่ทาง Pirelli จะมีการคัดเลือกยางสลิค 3 ชนิดจากทั้งหมด C1 ถึง C6 สำหรับใช้ในแต่ละรายการกรังด์ปรีซ์การเลือกใช้ยางจะพิจารณาจากคุณลักษณะของสนามแข่ง และสภาพอากาศที่คาดการณ์ไว้ โดยปกติแล้วสนามที่ยางต้องรับภาระหนักมากจะมีการเลือกใช้ยางคอมปาวด์ที่แข็งที่สุด 3 ชนิด หรือที่เรียกกันว่า ยางซอฟต์ ยางมีเดียม ยางฮาร์ด จากนั้นจะมีการระบุสีของขอบยางเพื่อความชัดเจน การจำแนกประเภทและการระบุสีของยางเพื่อความชัดเจนในการแข่งขัน ยางสลิคที่ถูกเลือกใช้จะมีการระบุด้วยสีที่แตกต่างกัน ยางซอฟต์ (Soft): คือยางสลิคที่มีหมายเลขคอมปาวด์สูงสุด (เช่น C5 เมื่อเลือกใช้) จะมี แถบสีแดง บ่งบอก ยางมีเดียม (Medium): คือยางสลิคที่มีหมายเลขคอมปาวด์อยู่ตรงกลาง จะมี แถบสีเหลือง บ่งบอก ยางฮาร์ด (Hard): คือยางสลิคที่มีหมายเลขคอมปาวด์ต่ำที่สุด (เช่น C2 เมื่อเลือกใช้) จะมี แถบสีขาว บ่งบอก นอกจากยางสลิคทั้งสามชนิดนี้แล้ว ยังมียางสำหรับสภาพอากาศที่แตกต่างกันอีกสองประเภท ได้แก่ ยางอินเตอร์มีเดียต (Intermediate) ที่มี แถบสีเขียว สำหรับสภาพถนนเปียกปานกลาง และ ยางเวท (Wet) ที่มี แถบสีน้ำเงิน สำหรับสภาพถนนที่เปียกมากหรือมีฝนตกหนัก ยางรถ Formula1 ขนาดต่างกับรถอื่นขนาดไหน ยาง F1 มีหน้ายางที่กว้างเป็นพิเศษโดยเฉพาะยางหลัง ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่หน้าสัมผัส ระหว่างยางกับพื้นผิวสนามได้อย่างมหาศาล การออกแบบนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการ กระจายแรงมหาศาล จากการเร่งความเร็ว การเบรก และการเข้าโค้ง ทำให้ยางสามารถยึดเกาะถนนได้สูงสุด สำหรับฤดูกาล Formula 1 ปี 2025 ขนาดของยางจะยังคงเป็นไปตามข้อกำหนดที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2022 เส้นผ่านศูนย์กลางขอบล้อ: 18 นิ้ว เส้นผ่านศูนย์กลางโดยรวมของยาง: ประมาณ 720 มม. (28.3 นิ้ว) ความกว้างยางหน้า: ประมาณ 305 มม. (12.008 นิ้ว) ความกว้างยางหลัง: ประมาณ 405 มม. (15.945 นิ้ว) ในขณะที่ยางรถประเภทอื่นๆ มีขนาดที่ต่างกันไปดังนี้ รถยนต์ขนาดเล็ก: มักใช้ขอบล้อ 14-15 นิ้ว หน้ายางประมาณ 6.89 - 7.68 นิ้ว รถยนต์ขนาดกลาง: มักใช้ขอบล้อ 16-17 นิ้ว หน้ายางประมาณ 8.07 - 8.86 นิ้ว รถยนต์ขนาดใหญ่: อาจใช้ขอบล้อตั้งแต่ 18 นิ้วขึ้นไปจนถึง 20-22 นิ้ว หน้ายางกว้างขึ้นตั้งแต่ 8.86 นิ้ว รถกระบะทั่วไป/SUV ขนาดกลาง: มักใช้ขอบล้อ 16-18 นิ้ว หน้ายางประมาณ 8.46 - 10.43 นิ้ว รถสกู๊ตเตอร์ : มักใช้ขอบล้อเล็ก เช่น 10, 12, หรือ 14 นิ้ว มอเตอร์ไซค์ทั่วไป/บิ๊กไบค์: ส่วนใหญ่นิยมใช้ขอบล้อ 17 นิ้ว เป็นหลัก และบางรุ่นอาจใช้ 16 หรือ 18 นิ้ว หน้ายางมีตั้งแต่ 3.54 - 7.87 นิ้ว มอเตอร์ไซค์วิบาก: มักใช้ขอบล้อหน้าที่ใหญ่กว่าขอบล้อหลัง เช่น ขอบหน้า 21 นิ้ว และขอบหลัง 18 หรือ 19 นิ้ว รถบรรทุกเล็ก-กลาง: ขอบล้ออาจอยู่ในช่วง 15 นิ้ว ถึง 19.5 นิ้ว รถบรรทุกใหญ่/รถพ่วง/รถบัส: มักใช้ยางขนาดใหญ่และแข็งแรงสูง ขอบล้อที่พบได้บ่อยคือ 20 นิ้ว, 22.5 นิ้ว หรือ 24.5 นิ้ว บทความที่คุณอาจสนใจ สนามแข่ง Formula 1 มีกี่สนามอยู่ประเทศอะไร ระยะทางเท่าไหร่ มีโค้งกี่จุด แรง G คืออะไร ทำไมสำคัญกับการแข่ง F1 นักขับต้องฝึกฝนร่างกายอย่างไร รวมเรื่องน่ารู้ formula 1 รู้แล้วดูสนุก! กติกาและศัพท์การแข่งขัน formula 1

ข้อแนะนำ การขับขี่กลางคืน หรือในสภาพอากาศที่เลวร้าย
อ่าน

ข้อแนะนำ การขับขี่กลางคืน หรือในสภาพอากาศที่เลวร้าย

การขับขี่ในเวลากลางคืนหรือในสภาพอากาศเลวร้ายมีความเสี่ยงสูงกว่าการขับขี่ในเวลากลางวันและสภาพอากาศปกติอย่างมากครับ เนื่องจากทัศนวิสัยที่จำกัดและสภาพถนนที่อาจไม่เอื้ออำนวย การเตรียมตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเพื่อความปลอดภัยของตัวเราและผู้ร่วมใช้ถนน ลองมาดูกันครับว่าเราควรทำอย่างไรบ้าง 1. การเตรียมรถให้พร้อม (ก่อนออกเดินทาง) ระบบไฟส่องสว่าง สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่เราควรตรวจสอบก็คือระบบไฟส่องสว่างรอบคัน โดยควรตรวจสอบไฟหน้า ไม่ว่าจะเป็น ไฟสูง-ไฟต่ำ ต้องทำงานปกติ สว่างเท่ากัน ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง และไม่เสื่อมสภาพจนเหลืองขุ่น ตรวจสอบไฟท้าย ไฟเบรก ไฟหรี่ ไฟเลี้ยว ไฟถอย และไฟส่องป้ายทะเบียน ต้องทำงานปกติและสว่างชัดเจน นอกจากนี้ยังควรทำความสะอาดโคมไฟ ทั้งโคมไฟหน้าและไฟท้ายต้องสะอาด ไม่มีคราบฝุ่นหรือโคลนเกาะ เพื่อให้แสงสว่างเต็มที่ และไฟตัดหมอก (ถ้ามี) ก็ควรตรวจสอบว่าใช้งานได้ปกติ และควรใช้เมื่อมีหมอกหรือฝนตกหนักจัดเท่านั้น แต่ไม่ควรเปิดพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้เพื่อนร่วมทางมองถนนได้ลำบาก ยางรถยนต์ ต่อมาที่ควรตรวจสอบก็คือยางรถยนต์ โดยควรดูดอกยาง ตรวจสอบความลึกของดอกยาง ต้องไม่สึกหรอมากเกินไป เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดีในสภาพเปียก รวมถึงลมยาง ควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด (ตรวจสอบที่ข้างประตูฝั่งคนขับหรือคู่มือรถ) ที่ปัดน้ำฝนและน้ำฉีดกระจก ควรตรวจสอบใบปัดน้ำฝนว่าไม่แข็งกระด้างหรือขาด ปัดน้ำได้สะอาด ไม่เป็นรอยปื้น และน้ำฉีดกระจก ก็ควรเติมน้ำฉีดกระจกให้เต็มถัง เพื่อช่วยทำความสะอาดคราบสกปรกบนกระจกหน้ารถ กระจกมองข้าง/กระจกมองหลัง กระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง ควรทำความสะอาดให้ใส และปรับให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดก่อนการขับขี่ทุกครั้ง 2. ข้อแนะนำการขับขี่เวลากลางคืน ในการขับขี่รถตอนกลางคืนนั้น ควรขับขี่ด้วยความเร็วที่ลดลงกว่าปกติ เพื่อให้มีเวลาตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่คาดคิดมากขึ้น รวมไปถึงควรเปิดไฟหน้าให้เหมาะสม ในเส้นทางที่มีรถสวน หรือมีรถตามหลัง ให้ใช้ไฟต่ำเสมอ เพื่อไม่ให้แสงไปรบกวนสายตาของผู้อื่น และใช้ไฟสูงเมื่อจำเป็น โดยใช้ไฟสูงเมื่อไม่มีรถสวนทาง หรือไม่มีรถคันหน้าในระยะใกล้ และรีบหรี่ไฟต่ำทันทีเมื่อมีรถสวนมา หรือมีรถคันหน้า เพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น นอกจากนี้ ควรรักษาความสะอาดของกระจก ทั้งกระจกหน้าและกระจกหลัง รวมถึงกระจกมองข้าง ต้องสะอาดอยู่เสมอ เพื่อทัศนวิสัยที่ดีที่สุด ระวังรถที่จอดข้างทาง บางครั้งอาจมีรถจอดเสียข้างทางโดยไม่มีไฟส่องสว่างหรือสัญญาณเตือน และควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้า ในเวลากลางคืน การมองเห็นระยะทางและวัตถุทำได้ยากขึ้น ควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ ระวังสัตว์และคนเดินเท้า ในเวลากลางคืน คนเดินเท้าหรือสัตว์อาจมองเห็นได้ยาก ควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการมองแสงไฟโดยตรง พยายามหลีกเลี่ยงการมองแสงไฟจากรถที่สวนทางมาโดยตรง เพราะจะทำให้สายตาพร่ามัวชั่วขณะ ควรหันสายตาไปมองเส้นแบ่งเลนด้านซ้ายแทน และไม่ควรขับขี่เมื่อรู้สึกง่วง หากรู้สึกง่วง ให้จอดพักในที่ปลอดภัยทันที การขับขี่ทั้งที่ง่วงเป็นอันตรายอย่างยิ่ง 3. ข้อแนะนำการขับขี่ในสภาพอากาศเลวร้าย (ฝนตกหนัก, หมอกจัด, พายุ) ในการขับขี่ในสภาพอากาศที่เลวร้าย ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก หมอกจัด หรือมีพายุ เราควรลดความเร็วลงอย่างมาก สภาพถนนลื่นจากน้ำฝนหรือทัศนวิสัยจำกัดจากหมอกและพายุ ทำให้ต้องลดความเร็วลงมากกว่าปกติ เพื่อให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น เปิดไฟหน้าและไฟท้าย แม้จะเป็นช่วงกลางวันที่มีฝนตกหนักหรือหมอกจัด ก็ควรเปิดไฟหน้า (ไฟต่ำ) และไฟท้าย เพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นรถของเราได้ชัดเจน และใช้ไฟตัดหมอก (ถ้าจำเป็น) หากมีหมอกหนาจัด หรือฝนตกหนักมากจนมองไม่เห็นระยะไกล ให้เปิดไฟตัดหมอกหน้า (และหลังถ้ามี) ไฟตัดหมอกออกแบบมาให้ส่องต่ำและไม่ฟุ้ง เพื่อช่วยให้มองเห็นทาง และเพื่อให้รถคันอื่นมองเห็นเราได้ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรเปิดไฟตัดหมอกเมื่อไม่มีหมอกหรือฝนหนัก เพราะจะรบกวนสายตาผู้อื่น เพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้า ในสภาพถนนเปียก ระยะเบรกจะยาวขึ้น ควรเพิ่มระยะห่างจากรถคันหน้าให้มากขึ้นเป็นสองเท่าหรือสามเท่า หลีกเลี่ยงการเบรกกะทันหัน ควรเบรกและเลี้ยวด้วยความนุ่มนวล เพื่อป้องกันรถเสียหลักจากการลื่นไถล (Hydroplaning) รวมถึงควรใช้เกียร์ต่ำในบางสถานการณ์ เช่น การขับลงเนินที่ลื่น หรือเมื่อต้องการควบคุมความเร็วในสภาพถนนที่ไม่ดี การใช้เกียร์ต่ำจะช่วยให้เครื่องยนต์หน่วงความเร็วได้ ทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ อย่าขับตามรถคันใหญ่ใกล้เกินไป รถบรรทุกหรือรถบัสอาจจะกระเด็นน้ำหรือโคลนขึ้นมาบดบังทัศนวิสัยของคุณ และถ้าหากสภาพอากาศเลวร้ายมากจนไม่สามารถมองเห็นทางได้อย่างปลอดภัย (เช่น พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง หมอกหนาจัดจนมองไม่เห็นรถคันหน้า) ให้จอดพักรถในที่ปลอดภัย เช่น ปั๊มน้ำมัน หรือจุดพักรถ รอให้สภาพอากาศดีขึ้นแล้วค่อยเดินทางต่อ ห้ามจอดพักรถบนไหล่ทางที่มืดและไม่มีไฟส่องสว่างเด็ดขาด ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอครับ การขับขี่อย่างระมัดระวังและไม่ประมาทคือกุญแจสำคัญในการเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัย Photo Credit : AI Generated

พยากรณ์อากาศวันนี้ 27 กรกฏาคม 2568 "เหนือ-อีสาน" ฝนถล่มหนัก ระวังน้ำท่วม
อ่าน

พยากรณ์อากาศวันนี้ 27 กรกฏาคม 2568 "เหนือ-อีสาน" ฝนถล่มหนัก ระวังน้ำท่วม

พยากรณ์อากาศ 27 กรกฏาคม 2568 ไทยตอนบนยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งกรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนตกหนักบางแห่ง และมีฝนตกหนักมากบางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร และนครพนม ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสมซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม ทั้งนี้เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ประกอบกับมีหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณชายฝั่งประเทศเวียดนามตอนบน และอ่าวตังเกี๋ย สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันตอนบน และอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย 06:00 น. วันนี้ ถึง 06:00 น. วันพรุ่งนี้ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ ตาก อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 29-33 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-34 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.ภาคกลางมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดลพบุรี สระบุรี และกาญจนบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ภาคตะวันออกมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรภาคใต้(ฝั่งตะวันออก)มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพรอุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียสตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1 - 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรภาคใต้(ฝั่งตะวันตก)มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง และพังงาอุณหภูมิต่ำสุด 25-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียสตั้งแต่จังหวัดพังงาขึ้นมา : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรตั้งแต่จังหวัดภูเก็ตลงไป : ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรกรุงเทพและปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.

อุตุฯ เตือน 16 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก ปลาย ก.ค.ฝนเริ่มลดลง
อ่าน

อุตุฯ เตือน 16 จังหวัด ระวังฝนตกหนัก ปลาย ก.ค.ฝนเริ่มลดลง

นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวนการกองตรวจและเฝ้าระวังสภาวะอากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่าใน 72 ชม. ข้างหน้า (26-28 ก.ค.68) ยังมีฝน/ฝนฟ้าคะนองกระจาย บริเวณประเทศไทยตอนบน ส่วนใหญ่ยังเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลางและยังมีฝนตกหนักบางแห่ง อาจตกซ้ำในพื้นที่ที่มีสถานการณ์อุทกภัยอยู่แล้วในบริเวณภาคเหนือตอนบนและด้านตะวันออก (เชียงราย น่าน แพร่ พะเยา อุตรดิตถ์) ส่วนภาคอีสานได้แก่ตอนบนและด้านตะวันออก เช่นอุบลราชธานี อำนาจเจริญ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี) ใกล้หย่อมความกดอากาศต่ำที่ปกคลุม ภาคตะวันออก (จ.จันทบุรี ตราด) ด้านรับมรสุม ส่วนภาคอื่นๆ จะยังคงมีฝนบางแห่ง จากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมมีเริ่มมีกำลังอ่อนลงบ้าง สำหรับภาคใต้ฝนยังน้อยในระยะนี้ เนื่องจากลิ่มความกดอากาศสูงจากทางซีกโลกใต้แผ่ขึ้นมาสูง คลื่นลมยังมีกำลังค่อนข้างแรง โดยเฉพาะทะเลอันดามันตอนบน ชาวเรือ ชาวประมงยังต้องเดินเรือด้วยความระวัง ช่วงวันหยุด ผู้ที่เดินทางไปภาคเหนือในพื้นที่ที่เกิดอุทกภัยต้องตรวจสอบเส้นทางก่อนออกเดินทาง และท่านที่เดินทางไปท่องเที่ยวตามแนวชายฝั่ง ทั้งภาคใต้และภาคตะวันออก ยังต้องระวังคลื่นลมยังมีกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรงในช่วงวันที่ 29 ก.ค.- 9 ส.ค.68 ทั่วไทย ฝนเริ่มลดลง แต่ยังมีฝนบางแห่ง อยู่ในเกณฑ์กระจายเป็นส่วนใหญ่ ปริมาณฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง เกิดจากอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยังพัดปกคลุม ส่วนภาคใต้จะเริ่มมีฝนเพิ่มขึ้น ช่วงปลายเดือน คลื่นลมเบาลง วางแผนทำกิจกรรมได้ตามปกติ ระวังฝน/ฝนฟ้าคะนองช่วงเย็นถึงค่ำช่วง ระยะนี้ยังไม่มีพายุที่จะเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย ฝนส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมาจากอิทธิพลของมรสุม (ข้อมูลหรือเส้นทางของพายุฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากยังมีปัจจัยอื่นๆมาเกี่ยวข้องในช่วงที่พายุกำลังเข้าใกล้ชายฝั่ง ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและติดตามสภาพอากาศเบื้องต้น)

พยากรณ์อากาศวันนี้ 24  ก.ค. 68 ฝนตกหนักหลายพื้น เสี่่ยงน้ำท่วมฉับพลัน
อ่าน

พยากรณ์อากาศวันนี้ 24 ก.ค. 68 ฝนตกหนักหลายพื้น เสี่่ยงน้ำท่วมฉับพลัน

เตือนฝนตกหนักในหลายพื้นที่ เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน - คลื่นลมแรงในทะเลวันนี้ ( 24 ก.ค. 68 )กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ ในช่วง 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงได้รับอิทธิพลจากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเมียนมา และแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านตอนบนของภาคเหนือ ประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักถึงหนักมาก กับมีลมแรง ขอให้ประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ใกล้ทางน้ำไหลผ่าน และพื้นที่ลุ่มต่ำ ภาคเหนือมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 70 ของพื้นที่ กับมีลมแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำพูน สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชรอุณหภูมิต่ำสุด 22 - 24 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 27 - 30 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีอุณหภูมิต่ำสุด 23 - 26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 29 - 35 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงภาคกลางมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมแรง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดอุทัยธานี และกาญจนบุรีอุณหภูมิต่ำสุด 23 - 25 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 32 - 35 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภาคตะวันออกมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่ กับมีลมแรง และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราดอุณหภูมิต่ำสุด 26 - 28 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33 - 35 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20 - 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทะเลมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมแรง โดยส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์อุณหภูมิต่ำสุด 24 - 25 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33 - 36 องศาเซลเซียสตั้งแต่สุราษฎร์ธานีขึ้นไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20 - 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 2 - 3 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรตั้งแต่นครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20 - 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทะเลมีคลื่นสูง 1–2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตรบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรภาคใต้ฝั่งตะวันตกมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองร้อยละ 20 ของพื้นที่ กับมีลมแรง โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระนอง และพังงาอุณหภูมิต่ำสุด 25 - 28 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 31 - 35 องศาเซลเซียสตั้งแต่กระบี่ขึ้นไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20 - 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทะเลมีคลื่นสูง 2 - 3 เมตร บริ เวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตรตั้งแต่ตรังลงไป ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20 - 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมงทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตรกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนหรือฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 ของพื้นที่อุณหภูมิต่ำสุด 25 - 26 องศาเซลเซียสอุณหภูมิสูงสุด 33 - 35 องศาเซลเซียสลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10 - 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคำแนะนำจากกรมอุตุนิยมวิทยาประชาชนควรระวังฝนตกหนักถึงหนักมาก และปริมาณฝนสะสมที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ชาวเรือในทะเลอันดามันและอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ โดยเฉพาะเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนและอ่าวไทยตอนบน ควรงดออกจากฝั่งจนกว่าสภาพอากาศจะคลี่คลายประกาศโดยกรมอุตุนิยมวิทยา เวลา 06.00 น. วันที่ 24 กรกฎาคม 2568

พายุ “วิภา” ขึ้นฝั่งวันนี้ 22-24 ก.ค. ฝนหนัก-คลื่นแรง เตือนเรือเล็กห้ามออกจากฝั่ง
อ่าน

พายุ “วิภา” ขึ้นฝั่งวันนี้ 22-24 ก.ค. ฝนหนัก-คลื่นแรง เตือนเรือเล็กห้ามออกจากฝั่ง

นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ช่วงวันที่ 22- 24 ก.ค.68 ยังเป็นช่วงที่ประเทศไทยตอนบน จะฝนเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง ตกหนักถึงหนักมากบริเวณภาคเหนือ บริเวณจังหวัดน่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และตาก ภาคอีสานตอนบนบริเวณจังหวัดบึงกาฬ หนองคาย นครพนม สกลนคร หนองบัวลำภู เลย ภาคกลาง บริเวณจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี อุทัยธานี ภาคตะวันออก บริเวณจังหวัดจันทบุรี ตราด และภาคใต้ตอนบน บริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบฯชุมพร ระนอง พังงา ปัจจัยหลักๆ มากจากอิทธิพลของพายุ "วิภา" และมรสุมมีกำลังแรงที่พัดเข้าหาศูนย์กลางของพายุ รวมทั้งมีร่องมรสุมพาดผ่านทางตอนบนของภาคเหนือ จะต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันเป็นพิเศษ สำหรับพายุโซนร้อนกำลังแรง "วิภา(WIPHA)" เวลา 04.00 น. มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 50 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองท้ายบิ่ญ ประเทศเวียดนาม กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางใต้เล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าพายุนี้จะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองนี้ ในช่วงสายวันนี้ (22 ก.ค.) และจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับหลังจากนั้นพายุนี้มีแนวโน้มจะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบนและภาคเหนือตอนบนต่อไป ในขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดเข้าหาศูนย์กลางของพายุ ยังคงมีกำลังแรง แม้พายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำเมื่อใกล้เข้าสู่ประเทศไทยแล้วก็ตาม แต่จะส่งผลกระทบทำให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางด้านตะวันตก ภาคตะวันออก ต้องระวังฝนตกหนัก ฝนตกสะสม อาจทำให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากได้ในพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะช่วง 22-24 ก.ค. ต้องเตรียมการรับมือและเตรียมความพร้อมหากจำเป็นต้องอพยพ รวมทั้งอาจมีลมแรงหลายพื้นที่ และคลื่นลมมีกำลังแรง โดยเฉพาะช่วง 22 - 25 ก.ค. ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระวัง คลื่นลมแรง เรือเล็กงดออกจากฝั่งโดยเด็ดขาด ยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด จากนั้นคาดการณ์ช่วงวันที่ 26 ก.ค.- 5 ส.ค. ช่วงแรกยังมีฝนตกต่อเนื่องและตกหนักบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนบน และด้านตะวันออก ส่วนบริเวณอื่นๆ ฝนมีแนวโน้มลดลงอยู่ในเกณฑ์กระจายเป็นส่วนใหญ่ ปริมาณฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง ต้องระวังฝนสะสมในลุ่มน้ำต่างๆ ไปอีก 1-2 วัน ส่วนภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้น คลื่นลมเบาลง

อัปเดต “พายุวิภา” เตือนภาคเหนือ-อีสานฝนตกหนัก ต้องเฝ้าระวังถึง 24 ก.ค. 2568
อ่าน

อัปเดต “พายุวิภา” เตือนภาคเหนือ-อีสานฝนตกหนัก ต้องเฝ้าระวังถึง 24 ก.ค. 2568

22 กรกฎาคม 2568 พายุโซนร้อน “วิภา” อยู่บริเวณเมืองท้ายบิ่ญ ประเทศเวียดนาม ส่งผลให้ประเทศไทย โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและภาคเหนือ มีฝนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่าฝนจะเริ่มกระทบพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในช่วงเที่ยงถึงบ่ายของวันนี้ และภาคเหนือในช่วงเย็น โดยช่วงที่มีผลกระทบหนักที่สุดคือวันที่ 21 กรกฎาคม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสานตอนบนจนถึงเที่ยงคืน หลังจากนั้นปริมาณฝนจะเริ่มลดลงตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังจนถึงวันที่ 24 กรกฎาคม 2568กรมอุตุนิยมวิทยา ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิดและเตรียมพร้อมรับมือฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่ผลการพยากรณ์โอกาสความน่าของโอกาสเกิดฝนมากกว่า 10 มม. ทุกๆ 24 ชม. สภาพอากาศสุดขั้วแบบ Multi-parameters (Extreme Forecast Index (EFI) และ โอกาสของความน่าจะเป็นในการก่อตัวของพายุหมุนเขตร้อน (Tropical cyclone activity (Including genesis) (ทุกๆ 48 ชม.)จากศูนย์พยากรณ์ระยะกลางยุโรป (ECMWF) init.2025072112 : ยังต้องติดตามพายุโซนร้อนกำลังแรง"วิภา" ในช่วง 22-24 ก.ค.68 มีดัชนีบ่งชี้ที่สำคัญเรื่องฝนและลมแรงอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องอิทธิพลจาก “พายุวิภา” เปิดรายชื่อจังหวัด 22 กรกฎาคม 2568 ฝนตกหนักถึงหนักมากเตือนเฝ้าระวังขั้นสูงสุด “พายุวิภา” ฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน 22-24 ก.ค.เตือนสัปดาห์อันตราย 21-28 กรกฎาคมนี้ เตรียมรับมือฝนตกหนัก-ชุมชนหลายพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมกรมอุตุนิยมวิทยา เตือนฉบับ 3 เปิดรายชื่อจังหวัดฝนตกหนักถึงหนักมาก 19-24 ก.ค. 2568

“พายุวิภา” เตือน 23 กรกฎาคม 2568 จังหวัดไหนบ้างฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่
อ่าน

“พายุวิภา” เตือน 23 กรกฎาคม 2568 จังหวัดไหนบ้างฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่

ประกาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เรื่อง พายุ "วิภา" และฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย ฉบับที่ 12 เมื่อเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (22 ก.ค. 68) พายุโซนร้อน "วิภา" ปกคลุมบริเวณเมืองนิญบิ่ญ ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 20.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 105.9 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมงคาดว่าพายุนี้จะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ โดยจะเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศลาวตอนบนและภาคเหนือตอนบนในระยะต่อไปพายุ “วิภา” ฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จากอิทธิพลของพายุ “วิภา” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ จะส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 22-24 ก.ค. 68 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ด้านตะวันตกของภาคกลาง และภาคตะวันออก จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากหลายพื้นที่ กับมีลมแรงขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนที่ตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาใกล้ทางน้ำไหลผ่านและพื้นที่ลุ่ม จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมาก มีดังนี้วันที่ 22 กรกฎาคม 2568ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม และชัยภูมิ ภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี กาญจนบุรี และราชบุรีภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราดภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์วันที่ 23 กรกฎาคม 2568ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร และนครพนมภาคกลาง: จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี และราชบุรีภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราดภาคใต้: จังหวัดเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์วันที่ 24 กรกฎาคม 2568ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: จังหวัดนครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานีภาคกลาง: จังหวัดอุทัยธานี และกาญจนบุรีภาคตะวันออก: จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี และตราด สำหรับทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2-4 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 4 เมตร ส่วนทะเลอันดามันตอนล่างและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ห่างฝั่งและบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการเดินเรือในบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง เรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันและเวลาดังกล่าวไว้ด้วยประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือหรืออพยพทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือหรืออพยพ หากสถานการณ์อยู่ในสภาวะวิกฤตและติดตามประกาศจากกรมอตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุดุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0-2399-4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงอ่านข่าวที่เกี่ยวข้องอัปเดต “พายุวิภา” เตือนภาคเหนือ-อีสานฝนตกหนัก ต้องเฝ้าระวังถึง 24 ก.ค. 2568อิทธิพลจาก “พายุวิภา” เปิดรายชื่อจังหวัด 22 กรกฎาคม 2568 ฝนตกหนักถึงหนักมากเตือนเฝ้าระวังขั้นสูงสุด “พายุวิภา” ฝนตกหนัก-เสี่ยงน้ำหลาก น้ำท่วมฉับพลัน 22-24 ก.ค.เตือนสัปดาห์อันตราย 21-28 กรกฎาคมนี้ เตรียมรับมือฝนตกหนัก-ชุมชนหลายพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

เตรียมรับมือฝนหนัก  จากพายุลูกใหม่
อ่าน

เตรียมรับมือฝนหนัก จากพายุลูกใหม่

นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า ช่วงวันที่ 17 - 19 ก.ค. ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนกระจายดี ปริมาณส่วนใหญ่ยังเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลางและยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ยังต้องระวังฝนตกสะสมและน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก บริเวณ จังหวัดแม่ฮ่อสอน เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ เลย หนองบัวลำภู บึงกาฬ หนองคายและตามแนวแม่น้ำโขง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล มีฝนกระจายเพิ่มขึ้นมาช่วงบ่ายถึงค่ำ ออกนอกบ้านพกร่มติดตัว ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง สำหรับภาคใต้ยังมีฝนบางแห่ง ด้านฝั่งอันดามัน คลื่นลมมีกำลังปานกลาง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุม ยังมีกำลังปานกลางจากนั้นในช่วงวันที่ 20- 25 ก.ค. ประเทศไทยตอนบน ฝนจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง หนักเบาสลับกันไป โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน อาจจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก จะต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันกันเป็นพิเศษอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ประกอบกับมรสุมมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระวัง คลื่นลมแรง เรือเล็กงดออกจากฝั่ง ยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด จากนั้นคาดการณ์ช่วงวันที่ 26 - 31 ก.ค. ยังมีฝนตกหนักบริเวณภาคเหนือตอนบน ภาคอีสานตอนบนและด้านรับมรสุม ปริมาณและการกระจายของฝนยังดีต่อเนื่อง ภาคใต้ฝนจะเริ่มกลับมาช่วงปลายเดือนในช่วง 20 - 24 ก.ค.68 หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรง ที่ก่อตัวทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ได้ทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว มีแนวโน้มจะแรงขึ้นเป็นพายุโซร้อน คาดว่าจะเคลื่อนตัวทางตะวันตกเฉียงเหนือลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน ในช่วงวันที่ 19 ก.ค. จะเคลื่อนผ่านเกาะไหหลำ และเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งประเทศจีนตอนใต้ เวียดนามตอนบน คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ และเคลื่อนตัวตามแนวร่องมรสุม อาจจะส่งผลกระทบให้มีฝนตกหนักในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ภาคกลางด้านตะวันตก มรสุมมีกำลังแรงช่วง 22 - 24 ก.ค. ยังต้องติดตามและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ข้อมูลหรือสถานการณ์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตามข้อมูลนำเข้าและประมวลผลใหม่ ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและติดตามสภาพอากาศเบื้องต้น

อาจมีพายุลูกใหม่ก่อตัว! คาด 20-26 ก.ค. ทั่วไทยฝนเพิ่ม
อ่าน

อาจมีพายุลูกใหม่ก่อตัว! คาด 20-26 ก.ค. ทั่วไทยฝนเพิ่ม

คาดการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 15-19 ก.ค.นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่าช่วงวันที่ 15 - 19 ก.ค.ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนกระจายดี ปริมาณส่วนใหญ่ยังเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลางและยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสาน ยังต้องระวังฝนตกสะสมและน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากบริเวณ จังหวัดน่าน เชียงราย พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ หนองคาย บึงกาฬ เลย หนองบัวลำภู และตามแนวแม่น้ำโขง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก กทม.และปริมณฑล มีฝนกระจายเพิ่มขึ้นมาช่วงบ่ายถึงค่ำ ออกนอกบ้านพกร่มติดตัว ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวังโดยเฉพาะบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง สำหรับภาคใต้ยังมีฝนบางแห่ง ด้านฝั่งอันดามันคลื่นลมมีกำลังปานกลาง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุม ยังมีกำลังปานกลาง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศญี่ปุ่นในช่วง 1-2 วันนี้ ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทาง ปลาย ก.ค.ฝนเริ่มกลับมาจากนั้นสภาพอากาศในช่วงวันที่ 20- 26 ก.ค.ประเทศไทยตอนบน ฝนจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง หนักเบาสลับกันไป โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน อาจจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก จะต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันกันเป็นพิเศษอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ประกอบกับมรสุมมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระวัง ยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด 27 - 29 ก.ค.ฝนตกหนักบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงบ้างแต่การกระจายยังดีต่อเนื่อง โดยในช่วงระหว่างวันที่20 - 25 ก.ค.คาดว่าจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวทางตะวันออกของประเทศฟิลิปปินส์ และมีแนวโน้มจะแรงขึ้นและเคลื่อนตัวลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนบน แต่จะถึงระดับพายุหรือไม่ยังต้องติดตาม ต้องวิเคราะห์ให้รอบด้าน ทั้งผลการตรวจและการคาดการณ์

เข้าสู่ครึ่งหลังก.ค. เตรียมรับมือฝนหนักทั่วไทย
อ่าน

เข้าสู่ครึ่งหลังก.ค. เตรียมรับมือฝนหนักทั่วไทย

นายสมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศ กรมอุตุนิยมวิทยา เผยว่า สภาพอากาศในช่วงวันที่ 14-19 ก.ค. ประเทศไทยตอนบนยังมีฝนกระจายดี ปริมาณส่วนใหญ่ยังเป็นฝนเล็กน้อยถึงปานกลาง และยังมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคเหนือและภาคอีสานตอนบน บางจุด บางพื้นที่ ยังต้องระวังฝนตกสะสมและน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ส่วนภาคใต้ยังมีฝนบางแห่ง คลื่นลมเบาลง เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุม ยังมีกำลังปานกลาง ส่วนร่องมรสุมจะเลื่อนขึ้นไปพาดผ่านภาคเหนือตอนบน จากนั้นในช่วงวันที่ 20- 26 ก.ค. ประเทศไทยตอนบน ฝนจะเริ่มกลับมาเพิ่มขึ้นและตกต่อเนื่อง หนักเบาสลับกันไป โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน อาจจะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก จะต้องเฝ้าระวังฝนตกหนักและน้ำท่วมฉับพลันกันอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องจากจะมีหย่อมความกดอากาศต่ำ และร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคอีสานตอนบน ประกอบกับมรสุมมีกำลังแรงขึ้น ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระวัง ยังต้องติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด (ข้อมูลหรือสถานการณ์นี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ ตามข้อมูลนำเข้าและประมวลผลใหม่ ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจและติดตามสภาพอากาศเบื้องต้น)